The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by IYaKhup LP, 2020-05-30 00:03:55

ภูมิศาสตร์ประเทศไทย

eBook

51

ภาพที่ 3.7 ปากนำ้ โพ จังหวัดนครสวรรค์
ที่มา: ข่าวสด (2559)

3.4.3 ลักษณะภมู อิ ากาศ
ภาคกลางเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึง

เดือนกมุ ภาพันธใ์ นฤดูมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือ ความแตกต่างระหว่างอุณหภมู ิสูงสุดกบั ตำ่ สดุ ในรอบ
วัน ฤดูรอ้ น 4-14 องศาเซลเซียสและฤดูหนาว 7-13 องศาเซลเซียส อณุ หภูมิสงู สดุ อยใู่ นเดือนเมษายน
ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในเดือนธันวาคมและมกราคม มีปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีมากกว่า 1,000
มิลลเิ มตร

3.5 ลักษณะทางกายภาพของภาคตะวนั ออก
ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี

ระยอง จนั ทบุรี และตราด
1.5.1 ลักษณะธรณีวทิ ยา
ภาคตะวันออกมีหินตะกอนที่มีอายุแตกต่างกันเป็น 3 บริเวณ คือ ด้านตะวันตกของ

ภาคในจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรี ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในยุคไซลูเรียน ดีโวเนียน
จนถึงคาร์บอนิเฟอรัส มีชื่อว่า กลุ่มหินตะนาวศรี ประกอบด้วย หินดินดาน หินทราย และชั้นหินปูน
บาง ๆ รวมทั้งมีหินแปร เช่น หินควอร์ตไซต์และหินชนวนปรากฏอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ส่วนด้าน
ตะวันออกของภาคในจังหวัดตราดและจังหวัดสระแก้ว หินส่วนใหญ่อยู่ในยุคไทรแอสซิก มีชื่อว่า
กลุ่มหินลำปาง และในยุคจูแรสซิกกับยุคครีเทเชียส มีชื่อว่า กลุ่มหินโคราช มีหินทรายและหินปูนเป็น
ชั้นหนา ดังนั้นโดยลักษณะธรณีวิทยาด้านตะวันออกของภาคจึงมีหินที่มีอายุอ่อนกว่าด้านตะวันตก

52

สำหรับด้านเหนือของภาคในจังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรี
และแม่น้ำบางปะกง มีตะกอนในยุคควอเทอร์นารีปกคลุมเป็นบริเวณกว้างขวาง เนื่องจากเป็น
แอ่งแผ่นดินขนาดใหญ่ที่เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลกในต อนต้นยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน
เชน่ เดยี วกบั แอง่ แผน่ ดนิ ในบรเิ วณท่รี าบภาคกลาง (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 89)

นอกจากหินตะกอนและหินแปร ในภาคตะวันออกยังมีหินอัคนีทั้งหินแกรนิตและ
หินบะซอลต์ปรากฏให้เห็นตามท่ีต่าง ๆ หินแกรนิตจะเห็นได้ในเขตทิวเขาจันทบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เขาสอยดาวใต้และเขาสอยดาวเหนือก็เป็นภูเขาหินแกรนิต ส่วนหินบะซอลต์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ
พลอยสีต่าง ๆ เช่น ทับทิม บุษราคัม และไพลิน มีปรากฏเป็นบริเวณเล็ก ๆ ในอำเภอท่าใหม่และ
อำเภอโปง่ นำ้ รอ้ น จงั หวดั จันทบุรี และอำเภอบอ่ ไร่ จงั หวดั ตราด

1.5.2 ลักษณะภมู ปิ ระเทศ
ลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออก แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ทิวเขา

ทร่ี าบล่มุ แมน่ ้ำ และชายฝ่งั ทะเล (ภาพที่ 3.8) (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 90-91)
(1) ทวิ เขา ประกอบด้วย ทิวเขาจันทบุรที างตอนกลางของภาคและทิวเขาบรรทดั ทาง

ตะวันออกเฉียงใต้ของภาค สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคตะวันออก คือ เขาสอยดาวใต้ อำเภอ
เขาคชิ ฌกูฎ จงั หวัดจันทบรุ ี ความสูง 1,640 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง

(2) ที่ราบลุ่มแม่น้ำ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ ที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตอนเหนือ
ของภาคและทรี่ าบลมุ่ แมน่ ้ำทางตอนใต้ของภาค

ก. ท่รี าบลมุ่ แมน่ ้ำทางตอนเหนือของภาค เป็นทีร่ าบลมุ่ แม่นำ้ ขนาดใหญ่ ซ่ึงมีทร่ี าบ 2
ฝั่งแม่น้ำเป็นบริเวณกว้างขวาง แม่น้ำที่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำปราจีนบุรี-บางปะกง ตั้งต้นจากจุดที่แม่น้ำ
พระปรงและแม่น้ำหนมุ านไหลมาบรรจบกนั ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากนั้นไหลถึงจดุ ที่
แม่น้ำนครนายกไหลมาบรรจบ จึงเรียกแม่น้ำบางปะกง แล้วไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง จังหวดั
ฉะเชงิ เทรา มคี วามยาวรวม 230 กโิ ลเมตร (วทิ ยา ปานะบตุ ร และวิสทิ ธิ์ โรจน์พจนรตั น,์ 2556: 176)

ข. ที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตอนใต้ของภาค เป็นท่ีราบลุ่มแม่น้ำขนาดเล็ก เป็นแม่น้ำ
สายสั้นๆ ไม่ค่อยมีที่ราบ 2 ฝั่งแม่น้ำ แม่น้ำที่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำระยอง มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอบ้านบึง
จังหวัดชลบุรี ไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีความยาวประมาณ 60 กิโลเมตร
แม่น้ำประแสหรือแม่น้ำแกลง มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ไหลลงทะเลที่อำเภอแกลง
จังหวัดระยอง มีความยาวรวม 80 กิโลเมตร แม่น้ำจันทบรุ ี มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
ไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีความยาวประมาณ 100 กิโลเมตร และแม่น้ำ
เมืองตราดหรือที่ช่วงต้นน้ำเรียก คลองใหญ่ มีต้นน้ำอยู่ที่อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ไหลลงอ่าวไทยที่
อำเภอเมอื งตราด จงั หวัดตราด มีความยาว 49 กิโลเมตร

53

(3) ชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออกมีฝั่งทะเลทั้งหมดยาว 533.5 กิโลเมตร จังหวัด
ที่อยู่ติดทะเลมี 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และอีก 2 จังหวัดที่ไม่อยู่
ติดทะเล คือ จังหวัดสระแก้วและจังหวัดปราจีนบุรี ลักษณะของฝั่งทะเลในภาคตะวันออกมีหาดโคลน
และหาดทรายปนโคลนบริเวณปากแม่น้ำสายต่าง ๆ ทั้งแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำระยอง แม่น้ำจันทบุรี
แม่น้ำประแส และแม่น้ำเมืองตราด มีป่าชายเลนปกคลุม และบางแห่งใช้เป็นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น
การทำนากุ้งและฟาร์มหอยนางรม มีบริเวณที่เป็นหาดทรายอยู่ในบางพื้นที่ ซึ่งมีหินแกรนิต หินทราย
หนิ ไนส์ ปรากฏอยู่ และมกั เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทีย่ วที่สำคัญ ได้แก่ หาดบางแสน หาดพทั ยา หาดจอมเทียน
จังหวัดชลบุรี หาดแม่รำพึง หาดทรายแก้ว จังหวัดระยอง หาดคุ้งวิมาน หาดเจ้าหลาว จังหวัดจันทบุรี
และหาดไม้รูด จังหวัดตราด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาดทรายแก้ว เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เป็นหาด
ทีม่ ที รายขาวละเอียด เกดิ จากหินไนส์และหินควอร์ตไซต์

เกาะตามชายฝั่งทะเลมีจำนวนมาก ได้แก่ เกาะสีชัง เกาะล้าน เกาะคราม เกาะไผ่
เกาะแสมสาร จังหวัดชลบรุ ี เกาะเสม็ด จงั หวดั ระยอง และเกาะชา้ ง จงั หวัดตราด สำหรบั เกาะชา้ งเป็น
เกาะท่ีมขี นาดใหญเ่ ป็นอันดบั 3 ของประเทศ รองจากเกาะภเู ก็ต และเกาะสมุย

ภาพท่ี 3.8 ลักษณะภูมปิ ระเทศของภาคตะวนั ออก
ท่มี า: โรงเรยี นนาจะหลวย (2561)

54

3.5.3 ลักษณะภูมิอากาศ
ภาคตะวันออกเปน็ พื้นทท่ี ี่มีอากาศหนาวเย็นและแห้งแลง้ ตงั้ แตก่ ลางเดอื นตลุ าคมถึง

เดือนกุมภาพันธ์ในฤดูมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ความแตกต่างระหวา่ งอณุ หภูมสิ งู สดุ กับตำ่ สุดในรอบ
วัน ฤดรู ้อน 4-14 องศาเซลเซยี สและฤดูหนาว 7-13 องศาเซลเซยี ส อณุ หภูมสิ ูงสดุ อยใู่ นเดือนเมษายน
ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ในเดือนธันวาคมและมกราคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร
บริเวณที่มีฝนตกมากที่สุด คือ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด สถิติฝนตกมากที่สุดใน 1 ปี ที่เคยวัดได้
6,005.5 มลิ ลิเมตร นบั ว่ามากทส่ี ดุ ในประเทศไทย

3.6 ลักษณะทางกายภาพของภาคตะวนั ตก
ภาคตะวันตก ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และ

ประจวบคีรขี นั ธ์
1.6.1 ลักษณะธรณีวทิ ยา
พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันตกเป็นหินที่จัดอยู่ในกลุ่มหินตะนาวศรีและกลุ่ม

หินราชบุรี ประกอบด้วย หินปูน หินทราย หินดินดาน และหินแปรชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
หินปูนจะพบอยู่เป็นบริเวณกว้าง ภาคตะวันตกจึงมีภูเขาหินปูนอยู่ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี
จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกในยุค
นีโอจีนถึงพาลีโอจีน ทำให้เกิดทิวเขาเป็นแนวยาวในทิศเหนือจรดใต้ต่อเนื่องจากภาคเหนือเข้ามาใน
ภาคตะวันตก คือ ทิวเขาถนนธงชัยและทิวเขาตะนาวศรี ทิวเขาเหล่านี้มีหินแกรนิตในยุคไทรแอสซิก
ปรากฏให้เห็นเป็นบางบริเวณ รวมทั้งชายฝั่งทะเลที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน
จังหวดั ประจวบครี ีขันธ์ ก็มีหนิ แกรนติ และหินไนส์ ทำใหเ้ กิดหาดทรายที่งดงาม ส่วนที่อำเภอบ่อพลอย
จังหวดั กาญจนบรุ ี มหี ินอคั นีชนิดหินบะซอลต์แทรกอยูใ่ นชั้นหนิ เป็นแหลง่ กำเนดิ ของพลอยท่ีสำคัญอีก
แหง่ หน่งึ ของประเทศไทย (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2557: 91)

1.6.2 ลกั ษณะภมู ิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันตกแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ทิวเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ

และชายฝ่งั ทะเล (ภาพที่ 3.9)
(1) ทิวเขา ในภาคตะวันตกเกิดจากการคดโค้งโก่งตัวของเปลือกโลกเช่นเดียวกับ

ทิวเขาในภาคเหนือและมีความสูงค่อนข้างมาก ประกอบด้วย ทิวเขาถนนธงชัยและทิวเขาตะนาวศรี
สำหรับภเู ขาท่ีสูงที่สุดในภาคตะวนั ตกอยูท่ ี่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ความสูง 2,152 เมตร จากระดบั
ทะเลปานกลาง

55

ภาพที่ 3.9 ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของภาคตะวนั ตก
ทม่ี า: ลดั ดาวรรณ รอดทุกข์ (2561)

(2) ท่รี าบลุ่มแม่นำ้ ภาคตะวันตกมีทรี่ าบลุ่มแมน่ ำ้ ได้แก่ ทีร่ าบลุ่มแม่น้ำปงิ ใน จงั หวัด
ตาก ที่ราบลุ่มแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยในจังหวัดกาญจนบุรี สำหรับแม่น้ำแควใหญ่มีต้นน้ำอยู่ใน
อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีเขื่อนศรีนครินทร์กัน้ ลำน้ำ ความยาวรวม 380 กิโลเมตร ส่วน แม่น้ำแคว
นอ้ ยมีตน้ น้ำอยู่ทอ่ี ำเภอสังขละบรุ ี จังหวดั กาญจนบุรี มเี ขอ่ื นวชิราลงกรณก์ นั้ ลำนำ้ ความยาวรวม 270
กิโลเมตร จากนั้นแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยจะไหลไปบรรจบกันที่ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง
กาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี กลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง เกิดเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองในจังหวัด
ราชบุรี ก่อนไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม มีความยาวประมาณ
140 กิโลเมตร ที่ราบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีในจังหวัดเพชรบุรี แม่น้ำเพชรบุรีมีต้นน้ำอยู่ใน อำเภอแก่ง
กระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีเขื่อนแก่งกระจานกั้นลำน้ำ ไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัด
เพชรบุรี ความยาว 190 กิโลเมตร และที่ราบลุม่ แมน่ ำ้ ปราณบุรีในจังหวดั ประจวบครี ขี ันธ์ มตี ้นน้ำอยทู่ ี่
อำเภอทา่ ยาง จงั หวัดเพชรบุรี ไหลลงอ่าวไทยท่ีปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
มีความยาว 160 กิโลเมตร (วทิ ยา ปานะบตุ ร และวสิ ิทธิ์ โรจนพ์ จนรัตน์, 2556: 177)

56

(3) ชายฝั่งทะเล ภาคตะวันตกมีฝั่งทะเลอยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัด
ประจวบครี ีขันธ์ รวมยาว 328 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นหาดโคลนและทรายปนโคลน หาดทรายท่ีขน้ึ ชื่อ
ไดแ้ ก่ หาดชะอำ จงั หวัดเพชรบรุ ี หาดหัวหิน จงั หวัดประจวบคีรขี ันธ์ (ภาพที่ 3.10) เป็นตน้

ภาพท่ี 3.10 หาดหัวหิน จังหวดั ประจวบคีรีขันธ์
ท่มี า: Kapook Travel (2561)

3.6.3 ลกั ษณะภมู อิ ากาศ
ภาคตะวันตกเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึง

เดือนกุมภาพันธ์ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิสูงสุดกับต่ำสุดใน
รอบวัน ฤดูร้อน 4-14 องศาเซลเซียสและฤดูหนาว 7-13 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือน
เมษายน สว่ นอณุ หภมู ติ ่ำสุดอย่ใู นเดอื นธนั วาคมและมกราคม
1.7 ลกั ษณะทางกายภาพของภาคใต้

ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง
สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

1.7.1 ลกั ษณะธรณีวทิ ยา
ภาคใต้มีลักษณะเป็นคาบสมุทร โดยมีทิวเขาเป็นแนวยาวต่อเนื่องกันหลายทิวตั้งแต่

ตอนเหนือของภาคไปจนถึงสดุ เขตแดนประเทศไทยทีแ่ นวเส้นแบ่งเขตแดนไทย-มาเลเซีย ทวิ เขาต่าง ๆ
จึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของคาบสมุทร ขนาบด้วยที่ราบชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้าน คือ ด้าน
ทศิ ตะวนั ออกเปน็ อ่าวไทยและดา้ นทศิ ตะวนั ตกเปน็ ทะเลอันดามัน (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2557: 93)

57

ทิวเขาในภาคใต้เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกในยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน
เช่นเดียวกับทิวเขาในภาคเหนือและภาคตะวันตก ได้แก่ ทิวเขาตะนาวศรี ทิวเขาภูเก็ต ทิวเขา
นครศรีธรรมราช และทิวเขาสันกาลาคีรี ส่วนใหญ่มที ศิ ทางในแนวเหนอื -ใต้ ตามบริเวณทวิ เขาเหล่านี้มี
หินแกรนิตโผล่ข้นึ มาปรากฏบนพ้นื ดนิ หลายแหง่ กำเนิดเปน็ แหล่งแรด่ บี ุกและทงั สเตนที่สำคัญ

ในด้านธรณีวิทยา หินในภาคใต้มีอายุแตกต่างกันหลายยุค ตั้งแต่ยุคแคมเบรียน
ซึ่งเรียกว่า กลุ่มหินตะรุเตา พบที่เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล จนถึงยุคนีโอจีนถึงพาลีโอจีน ซึ่งเรียกว่า
กลุ่มหินกระบี่ พบในแอ่งแผ่นดินที่จังหวัดกระบี่และจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
จังหวดั กระบ่มี ชี ัน้ ถ่านหินลกิ ไนต์สะสมอยู่ในแอ่งเปน็ ชน้ั หนา ส่วนบริเวณทวิ เขานครศรธี รรมราชมีกลุ่ม
หินทุ่งสง กลุ่มหินตะนาวศรี และกลุ่มหินราชบุรี พบในจังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และ
จังหวัดสงขลา สำหรับกลุ่มหินราชบุรีส่วนใหญ่เป็นหินปูนมีมากในจังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ และ
จงั หวดั ตรงั

การเคล่ือนไหวของเปลอื กโลกท่ีเกดิ ขึน้ ในยคุ นโี อจีนถึงพาลโี อจีนและยังคงมีอยู่ต่อมา
ในยคุ ควอเทอร์นารีทำใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงลกั ษณะชายฝ่ังทะเลของภาคใต้อยา่ งเหน็ ไดช้ ัด กล่าวคือ
บริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกของคาบสมุทรเกิดการทรุดตัวต่ำลง ทำให้ชายฝั่งมีลักษณะเว้าแหว่งและ
น้ำลึก มีเกาะกระจัดกระจายตามชายฝั่งจำนวนมากไม่ค่อยมีที่ราบชายฝั่ง ส่วนบริเวณชายฝั่งด้าน
ตะวันออกมีการยกตวั สูงขน้ึ ทำใหช้ ายฝ่งั คอ่ นข้างราบเรยี บ น้ำต้ืน และมที ร่ี าบชายฝง่ั เป็นบริเวณกว้าง

1.7.2 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
ลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ทิวเขา ที่ราบชายฝั่ง และ

ชายฝงั่ ทะเล (ภาพท่ี 3.11)
(1) ทวิ เขา ทวิ เขาภาคใต้ ประกอบดว้ ย ทวิ เขาตะนาวศรี ทิวเขาบรรทดั ทวิ เขาภูเก็ต

ทิวเขานครศรีธรรมราช และทิวเขาสันกาลาคีรี สำหรับภูเขาที่สูงที่สุดในภาคใต้ คือ เขาหลวง
(ภาพที่ 3.12) อยู่ในอำเภอพรหมคีรี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ความสูง 1,673 เมตร
จากระดบั ทะเลปานกลาง

(2) ท่ีราบชายฝง่ั ท่รี าบชายฝ่ังทะเลในภาคใตม้ คี วามแตกตา่ งกนั อย่างชัดเจนระหว่าง
ทรี่ าบชายฝัง่ อ่าวไทยกบั ที่ราบชายฝงั่ ทะเลอันดามัน

ก. ทร่ี าบชายฝ่งั อา่ วไทย ตง้ั แตจ่ ังหวดั ชมุ พรลงไปถึงจังหวดั นราธวิ าส มที ี่ราบตอ่ เนือ่ ง
ไปโดยตลอด เนื่องจากเป็นลักษณะของชายฝั่งแบบยกตัว บริเวณที่เคยเป็นทะเลตื้นริมฝั่งได้เปลี่ยน
สภาพเป็นพื้นดินและมีการทับถมของโคลนตะกอนที่แม่น้ำและกระแสน้ำในทะเลพัดพามาจนเกิดเป็น
ที่ราบกว้าง ตั้งแต่อ่าวบ้านดอนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปทางใต้จนถึงจังหวัดนราธิวาส แม่น้ำที่ไหล
ผ่าน ได้แก่ แม่น้ำตาปี แม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของภาคใต้ มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอพิปูน จังหวัด
นครศรีธรรมราช ไหลลงอ่าวไทยที่ตรงเส้นแบ่งเขตอำเภอกาญจนดิษฐ์กับอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี

58
มีความยาวรวม 232 กโิ ลเมตร แมน่ ้ำปัตตานี มตี ้นนำ้ อยูใ่ นอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไหลลงอา่ วไทยท่ี
อำเภอเมอื งปตั ตานี จงั หวดั ปตั ตานี ความยาวรวม 190 กิโลเมตร และแม่น้ำโก-ลก มีตน้ น้ำอยทู่ ีอ่ ำเภอ
แว้ง จงั หวัดนราธิวาส ไหลลงอ่าวไทยที่อำเภอตากใบ จงั หวดั นราธวิ าส มคี วามยาวรวม 80 กโิ ลเมตร

ภาพท่ี 3.11 ลักษณะภมู ปิ ระเทศของภาคใต้
ทม่ี า: พัชราพร หลักโคตร (2561)

ข. ที่ราบชายฝั่งทะเลอันดามัน ส่วนใหญ่เป็นที่ราบแคบ ๆ ตามแนวชายฝั่ง แม่น้ำที่
ไหลลงทะเลอันดามันเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ได้แก่ แม่น้ำกระบุรีหรือแม่น้ำปากจั่น มีต้นน้ำอยู่ในทิวเขา
ตะนาวศรี ไหลลงทะเลอันดามันที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง มีความยาวรวม 135 กิโลเมตร และ
แม่น้ำตรัง มีต้นน้ำอยู่ในอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไหลลงทะเลอันดามันที่อำเภอกันตัง
จงั หวดั ตรัง มคี วามยาวประมาณ 175 กโิ ลเมตร

59

(3) ชายฝั่งทะเล ภาคใต้เป็นภาคที่มีชายฝั่งทะเลยาวมาก มี 2 จังหวัดที่ไม่มีฝั่งทะเล
คอื จังหวัดพัทลงุ และจงั หวดั ยะลา ลักษณะของฝั่งทะเลทั้งสองดา้ นมีความแตกตา่ งกนั มาก ดังนี้

ก. ชายฝั่งด้านอ่าวไทย มีแนวค่อนข้างเรียบตรงและน้ำตื้น มีชายหาดหลายแห่งเป็น
หาดทราย ได้แก่ หาดทรายรี หาดทุ่งวัวแล่น จังหวัดชุมพร หาดสมิหรา จังหวัดสงขลา มีเกาะต่าง ๆ
ตั้งเรียงรายอยภู่ ายในอ่าว อาทิ เกาะสมุย เกาะพงัน และหมเู่ กาะอา่ งทอง ลกั ษณะสำคัญอีกอย่างหน่ึง
ของชายฝั่งด้านอ่าวไทยในภาคใต้ คือ มีการทับถมของตะกอนตามชายฝั่ง เกิดเป็นสันทรายยื่นยาว
ออกไปจากฝั่ง ปลายสันทรายมีลักษณะโค้งงอ เรียกว่า สันดอนจะงอย ( Spit) ตัวอย่าง คือ
แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช (ภาพที่ 3.13) และแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี นอกจาก
สันดอนจะงอยแล้ว ยังมีสันทรายที่งอกยื่นยาวออกมาปิดกั้นบริเวณอ่าวที่เคยมีในอดีต เกิดเป็น
ทะเลสาบสงขลาในปัจจบุ ัน

ข. ชายฝั่งด้านทะเลอันดามัน มีลักษณะเว้าแหว่ง มีอ่าวใหญ่น้อย และเกาะต่าง ๆ
มากมาย นอกชายฝั่งออกไปพื้นน้ำลาดลึกลงอย่างรวดเร็ว ชายฝั่งบางตอนมีภูเขาตั้งอยู่ชิดชายฝ่ัง
ทำให้เกิดหน้าผาชันตามแนวชายฝั่งทะเล เช่น ที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เกาะต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่
ตามบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน มีเกาะภูเก็ต เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด รองลงมา คือ เกาะตะรุเตา และ
เกาะอ่ืน ๆ อีกหลายร้อยเกาะ

ภาพท่ี 3.12 เขาหลวง จงั หวัดนครศรธี รรมราช
ทม่ี า: BASSCAMP adventure (2554)

60

ภาพท่ี 3.13 แหลมตะลมุ พกุ จังหวดั นครศรธี รรมราช
ทม่ี า: Anacarika (2561)

1.7.3 ลักษณะภมู ิอากาศ
บริเวณคาบสมุทรภาคใต้จะมีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างไปจากบริเวณอื่น ๆ

กล่าวคือ ในระหว่างฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มักมีอุณหภูมิสูง มีฝนตกหนัก และบ่อยกว่าภาค
อื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม และมกราคม ความชื้นสัมพัทธ์ของภาคใต้สูง
สม่ำเสมอตลอดทั้งปี อุณหภูมิตลอดทั้งปีไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล ความแตกต่าง
ของอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยของเดือนที่หนาวที่สุดกับเดือนที่ร้อนที่สุดประมาณ 10 องศาเซลเซียส
(ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2557: 161-163)

บทสรปุ
ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยพิจารณาได้จากลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะ

ธรณีวิทยา และลักษณะภูมอิ ากาศ การแบ่งประเทศไทยออกเป็น 6 ภูมภิ าคกเ็ กดิ จากการแบ่งภูมิภาค
ตามลักษณะทางกายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปตามสภาพผิวโลก
สำหรบั ลกั ษณะทางกายภาพของภาคเหนือ พ้นื ทีส่ ่วนใหญเ่ ปน็ ทิวเขา อาทิ ทิวเขาแดนลาว ทวิ เขาถนน
ธงชัย ทิวเขาหลวงพระบาง มีที่ราบลุ่มแม่น้ำแคบ ๆ ระหว่างทิวเขา มีภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย
คือ ดอยอินทนนท์ เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคญั ได้แก่ แม่น้ำปงิ แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือมีทิวเขาบริเวณขอบของภาคด้านทิศตะวันตก อาทิ ทิวเขาเพชรบูรณ์ และทิศใต้
เช่น ทิวเขาพนมดงรัก กั้นระหว่างภาคกลางและภาคตะวันออก และมีทิวเขาภูพานกั้นระหว่างแอ่ง
แผ่นดินตอนบน ได้แก่ แอ่งสกลนครและแอ่งแผ่นดินตอนล่าง ได้แก่ แอ่งโคราช มีแม่น้ำสายสำคัญ

61

ได้แก่ แม่นำ้ ชแี ละแมน่ ้ำมลู ภาคกลางพ้นื ทีส่ ่วนใหญเ่ ป็นที่ราบลมุ่ แม่น้ำ เหมาะแกก่ ารเพาะปลูก แมน่ ้ำ
สายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำสะแกกรัง เป็นต้น ภาคตะวันออกมีลักษณะทาง
กายภาพเป็นทิวเขาทางด้านทิศตะวันออกและมีที่ราบชายฝั่งทะเลเป็นที่ตั้งของหาดทราย ตลอดจน
เกาะใหญ่น้อยจำนวนมาก อาทิ เกาะช้าง เกาะล้าน ภาคตะวันตกมีทิวเขาตะนาวศรีอยู่ทางด้านทิศ
ตะวันตกของภาคเป็นแนวเขตแดนกั้นระหว่างประเทศไทย-เมียนมาร์ มีที่ราบลุ่มแม่น้ำและแม่น้ำสาย
สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเพชรบุรี และยังมีหาดทรายสำคัญ อาทิ หาดหัวหิน จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ สุดท้ายภาคใต้มีลักษณะทางกายภาพเป็นคาบสมุทร มีทิวเขาอยู่ตอนกลางยาวตั้งแต่
เหนือจรดใต้ คือ ทิวเขานครศรีธรรมราช ทิวเขานี้แบ่งภาคใต้เป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและ
ภาคใต้ฝง่ั ทะเลอันดามัน นอกจากนยี้ งั มที ิวเขาภูเกต็ ทิวเขาสันกาลาคีรี สำหรับแมน่ ้ำสำคัญ คือ แม่น้ำ
กระบุรี แม่น้ำโก-ลก เกาะสำคัญ คือ เกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพงัน เป็นต้น ประเทศไทยอยู่ในเขต
ร้อนชื้นจึงสามารถแบ่งฤดูกาลได้เป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลม
มรสุมตะวันออกเฉยี งเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

การที่ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะธรณีวิทยา และลักษณะภูมิอากาศ
ที่หลากหลายส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุ
และประมง ดงั จะอธิบายในบทต่อไป

คำถามทา้ ยบท
1. ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยโดยภาพรวมมลี กั ษณะอยา่ งไร จงอธบิ าย
2. ลักษณะทางกายภาพของภาคเหนอื มลี ักษณะอย่างไร จงอธบิ าย
3. ลักษณะทางกายภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนอื มีลกั ษณะอย่างไร จงอธิบาย
4. ลกั ษณะทางกายภาพของภาคกลางมลี กั ษณะอยา่ งไร จงอธิบาย
5. ลักษณะทางกายภาพของภาคตะวันออกมีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย
6. ลกั ษณะทางกายภาพของภาคตะวนั ตกมลี กั ษณะอย่างไร จงอธิบาย
7. ลักษณะทางกายภาพของภาคใต้ จงอธิบาย

เอกสารอ้างอิง
ข่าวสด. (2559). ปากนำ้ โพ จังหวัดนครสวรรค์. สบื คน้ 22 กรกฎาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_19266.
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . (2534). ภมู ลิ ักษณ์ประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชินวตั ร คำมีรกั ษ.์ (2561). ลักษณะภมู ปิ ระเทศของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื .

สืบคน้ 19 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์: https://f473.wordpress.com.

62

ธรรมชาติมหัศจรรย.์ (2561). ระบบลมมรสมุ . สบื ค้น 20 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์:
http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/geology/
2/index_ch_2-6.htm.

นนท์ธิชัย จิตสุเมธ. (2559). เขือ่ นภูมิพล จงั หวดั ตาก. สบื ค้น 22 กรกฎาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:
http://www.94fmclub.net/news/detail/1280.

พัชราพร หลักโคตร. (2561). ลักษณะภูมิประเทศของภาคใต้. สบื คน้ 23 กรกฎาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: https://sites.google.com/site/phatcharapron1999/laksna-
phumiprathes-khxng-phakh-ti.

ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2557). อักขรานกุ รมภมู ิศาสตร์ไทย เลม่ 1. (81-163). กรงุ เทพฯ:
ราชบัณฑติ ยสถาน.

โรงเรยี นนาจะหลวย. (2561). ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของภาคตะวนั ออก. สบื ค้น 19 กรกฎาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: https://sites.google.com/site/ibeebee02/gallery.

ลดั ดาวรรณ รอดทุกข.์ (2561). ลักษณะภมู ิประเทศของภาคตะวนั ตก. สบื ค้น 23 กรกฎาคม 2561,
จากเว็บไซท์: https://luddawan2905.wordpress.com.

วทิ ยา ปานะบุตร และวสิ ิทธ์ โรจน์พจนรัตน.์ (2556). ความรูร้ อบตัว ฉบบั สมบรู ณ์. (165-178).
กรุงเทพฯ: เพิ่มทรพั ยก์ ารพิมพ.์

ศุทธนิ ี ดนตร.ี (2554). ภมู ิศาสตรป์ ระเทศไทย. (98-132). ภาควชิ าภูมศิ าสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่ (เอกสารอัดสำเนา).

สุรสั สา เทพาพรสุวรรณ.์ (2561). ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือ. สืบคน้ 19 กรกฎาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: https://suratsatp.wordpress.com.

สวุ ารี แกว้ บรรจง. (2561). ลกั ษณะภูมิประเทศของประเทศไทย. สืบคน้ 19 กรกฎาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: https://sites.google.com/site/suvareeracha/home/laksna-
phumiprathes-thiy.

Anacarika. (2561). แหลมตะลุมพุก จังหวดั นครศรธี รรมราช. สบื ค้น 23 กรกฎาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn/2018/04/01/entry-1.

BASSCAMP adventure. (2554). เขาหลวง จังหวดั นครศรีธรรมราช. สบื ค้น 19 กรกฎาคม 2561,
จากเว็บไซท์: http://www.basscampadventure.com/node/62.

Intirasites. (2561). ลักษณะภมู ิประเทศของภาคกลาง. สืบคน้ 19 กรกฎาคม 2561,
จากเว็บไซท์: https://sites.google.com/site/intirasites/.

Kapook Travel. (2561). หาดหัวหิน จังหวดั ประจวบครี ขี ันธ์. สืบค้น 23 กรกฎาคม 2561,
จากเว็บไซท์: https://travel.kapook.com/view70999.html.

63

บทที่ 4
ทรัพยากรธรรมชาตขิ องประเทศไทย

ทรพั ยากรธรรมชาติเป็นพ้นื ฐานของการพฒั นาประเทศ ประเทศไทยมที รัพยากรธรรมชาติที่
อุดมสมบูรณ์และมีการนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายชนิด ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และ
การทอ่ งเท่ยี วและบรกิ าร ทรพั ยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ทรัพยากรดนิ ทรัพยากร
นำ้ ทรัพยากรปา่ ไม้ ทรัพยากรแรธ่ าตุ และทรพั ยากรประมง

4.1 ทรัพยากรดนิ
4.1.1 การจำแนกหนว่ ยของดินในประเทศไทย
ดินที่พบในประเทศไทยมีลกั ษณะและสมบัติรวมทั้งการใช้ประโยชน์แตกต่างกันไปใน

แต่ละแห่ง แต่ละบริเวณ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อชนิดของดิน ได้แก่ ภูมิอากาศ วัตถุต้นกำเนิดดิน สภาพ
ภูมปิ ระเทศ ส่ิงมีชวี ติ และเวลา ปจั จัยเหลา่ นมี้ ีผลตอ่ การกำเนดิ และการพฒั นาดินพรอ้ ม ๆ กนั สำหรับ
การจำแนกหน่วยของดินในประเทศไทยมี 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ การจำแนกตามลักษณะดินอย่างกว้างๆ
และการจำแนกตามระบบอนกุ รมวิธานดนิ (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2557: 190)

(1) การจำแนกตามลกั ษณะดนิ อยา่ งกว้าง ๆ แบ่งออกได้ 2 ชนดิ คือ ดินอนิ ทรีย์หรือ
ดินพรุ (Organic Soil) พบในบริเวณภาคใต้ และดินอนินทรีย์หรือดินแร่ (Mineral Soil) พบได้ทั่วไป
ในทุกภาคของประเทศ

(2) การจำแนกตามระบบอนุกรมวิธานดิน ตามระบบซึ่งได้แก้ไขหลังสุด พ.ศ.2553
โดยจำแนกออกเป็นอันดับ (Orders) อันดับย่อย (Suborders) กลุ่มใหญ่ (Great Groups) กลุ่มย่อย
(Subgroups) วงศ์ (Families) และชุดดิน (Soil Series) สำหรับดินในประเทศไทยที่สำรวจพบ มี
ปรากฏในแผนที่แสดงทรัพยากร 9 ประเภทใหญ่ แยกย่อยออกเป็น 23 หน่วยดิน (สวาท เสนาณรงค์,
2529 อา้ งใน ศทุ ธนิ ี ดนตรี, 2554: 166-173) ดังน้ี

ก. ดินทรายที่มีการระเหยน้ำดีมาก มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ คือหน่วยดินที่ 1
ดนิ เรโกซอล (Regosols) เกิดจากวัตถตุ ้นกำเนิดดินท่ีเปน็ ดินทราย พบไดต้ ามชายฝ่งั ทะเล ไมเ่ หมาะแก่
การเพาะปลูก

ข. ดินเหนียวทีม่ ีการระบายน้ำเลว มีความอุดมสมบรู ณ์ปานกลางถึงสงู ประกอบด้วย
หน่วยดินที่ 2 ดินตะกอนวัตถุน้ำพา (Alluvial Soils) เกิดจากอิทธิพลของลำน้ำที่พัดมาทับถม พบได้
บริเวณที่ราบภาคกลางและลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ หน่วยดินที่ 3 ดินตะกอน (ดินเปรี้ยว) คือ ดินที่มีกรด
กำมะถันสูง เนื่องจากอิทธิพลของน้ำกร่อย พบได้บริเวณชายฝั่งทะเลของประเทศ หน่วยดินที่ 4 ดิน
ตะกอนวัตถนุ ำ้ พาทเ่ี กดิ จากอิทธพิ ลของนำ้ ทะเล เกดิ จากนำ้ ทะเลพดั พาตะกอนมาทับถม พบในบรเิ วณ

64

ทีร่ าบล่มุ ภาคกลางและบรเิ วณชายฝั่งทะเล และหนว่ ยท่ี 5 ดินตะกอนวตั ถนุ ้ำพาที่เป็นดินเค็ม เกิดจาก
อิทธิพลของน้ำทะเลพัดพาตะกอนมาทับถมบริเวณที่ราบลุ่ม พบตามชายฝั่งของภาคกลาง ภาค
ตะวันออก และคาบสมุทรภาคใต้

ค. ดนิ ทเ่ี กิดจากการสลายตวั ของซากพืช ซากสตั ว์ มกี ารระบายน้ำเลวมาก คอื หนว่ ย
ดินที่ 6 ดินอินทรียวัตถุ (Organic Soils) เป็นดินที่มีอินทรีย์คาร์บอนอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าร้อย
ละ 20 พบในบริเวณแอ่งต่ำมีน้ำขังอยู่เกือบตลอดปี พบมากในภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะ
อย่างยิง่ พ้ืนที่พรุ

ง. ดินที่มีการระบายน้ำเลวถึงดี ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนจนถึงดินทราย ประกอบด้วย
หน่วยดินที่ 7 ดินโลว์ ฮิวมิค เกลย์ (Low Humic Gley) เกิดจากตะกอนน้ำจืดพัดพามาทับถมเป็นท่ี
ราบลูกคลื่น พบมากภาคตะวันออก หน่วยดินที่ 8 ดินโลว์ ฮิวมิค เกลย์ และดินนอน-แคลซิค บราวน์
(Non-Calcic Brown) เกิดจากตะกอนแม่น้ำพัดพามาทับถมเป็นที่ราบลูกคลื่นตามเนินตะกอนรูปพัด
ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำเพชรบุรี พบมากภาคตะวันตก และหน่วยที่ 9 ดินโลว์
ฮิวมิค เกลย์ และดินเกรย์ พอดโซลิค (Gray Podzolic) หรือดินพอดโซลิคแดงเหลือง เป็นดินที่มีอายุ
ค่อนข้างมาก วัตถุต้นกำเนิดเป็นตะกอนที่ทับถมนาน พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง
ตอนบน และท่รี าบแคบ ๆ ระหวา่ งภูเขาภาคใต้ จัดวา่ เป็นกลุม่ ดนิ ท่ีพบมากกลุม่ หนึ่งในประเทศไทย

จ. ดินร่วนและดินเหนียวที่มีการระบายน้ำค่อนข้างดีถึงดี ประกอบด้วย หน่วยที่ 10
ดินกรูมูซอล (Grumusols) เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง เช่น หินปูน ดินมาร์ลหรือ
ดินสอพอง พบมากในภาคกลาง หน่วยที่ 11 ดินเรนซินา (Rendzina) และดินบราวน์ ฟอเรสต์
(Brown Forest) เกิดจากตะกอนแม่น้ำ ดินมาร์ล และหินปูนทับถมกัน พบมากที่จังหวัดลพบุรีและ
ลุ่มแม่น้ำป่าสัก หน่วยที่ 12 ดินนอน-แคลซิค บราวน์ เกิดจากกตะกอนน้ำพัดพามาทับถม พบมากใน
จังหวัดนครปฐม จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยที่ 13 ดินเรด บราวน์
(Red Brown) เป็นดินที่เกิดจากการสลายตัวอยู่กับที่ของหินที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง พบในบริเวณที่เป็น
ภเู ขาหินปนู แถบจงั หวดั นครราชสีมาและจังหวัดกาญจนบุรี

ฉ. ดินร่วนหรือดินทรายที่มีการระบายน้ำค่อนข้างดีถึงดีมาก มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
คือ หน่วยที่ 14 ดินเกรย์ พอดโซลิค เกิดจากอิทธิพลของลำน้ำพัดพามาทับถมเป็นที่ราบลูกคลื่น
พบมากในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื และบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก

ช. ดินเหนียวและดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ประกอบด้วย
หน่วยที่ 15 ดินพอดโซลิคเหลืองแดง (Red-Yellow Podzolic) เกิดจากอิทธิพลของน้ำจืดที่พัดพา
โคลนตมมาทับถมในพื้นที่ที่ราบลูกคลื่น พบในภาคเหนือและภาคกลาง หน่วยที่ 16 ดินพอดโซลิค
เหลืองแดง เป็นดินที่เกิดจากการสลายตัวอยู่กับที่ของหินพวกที่มีคุณสมบัติเป็นกรด พบในภาคเหนือ
และภาคตะวนั ตก

65

ซ. ดินร่วนและดินเหนียวที่มีการระบายน้ำดี มีปริมาณของเหล็กออกไซด์สูง มีความ
อุดมสมบูรณ์ต่ำจนถึงปานกลาง ประกอบด้วย หน่วยที่ 17 ดินลูกรังสีน้ำตาลแดง (Reddish Brown
Lateritic) เกิดจากการสลายตัวอยู่กับที่ของหินพวกเป็นด่าง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบข้ันบันไดในภาคเหนือ
และภาคตะวันตก หน่วยที่ 18 ดินแลโตซอลสีน้ำตาลแดง (Reddish Latosols) เกิดจากหินบะซอลต์
ในจังหวัดจันทบุรี และหน่วยที่ 19 ดินแลโตซอลสีเหลืองแดง (Red-Yellow Latosols) เกิดจาก
อิทธิพลของน้ำจืดพัดมาทับถม พบอยตู่ ามทรี่ าบสูงภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื

ฌ. ดินชนิดอื่น ๆ ที่เกิดบนทิวเขา ภูเขา และที่ราบสูง ประกอบด้วย หน่วยที่ 20 ดิน
ที่เกิดตามที่สูงชัน ส่วนใหญ่เป็นดินพอดโซลิคแดงเหลืองและดินลูกรังสีน้ำตาลแดง พบที่ภาคเหนือ
ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก หน่วยที่ 21 ดินที่เกดิ ตามที่สูงชันจากการสลายตวั ของหินปานกลาง
จำพวกหินแกรนิต พบมากแถบเนินเขาที่สูงชัน หน่วยที่ 22 ดินที่เกิดตามที่สูงชัน ส่วนใหญ่เป็นพวก
หินปูนอย่างหยาบ พบในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดตาก และหน่วยที่ 23 ดินที่เกิดจากภูเขาไฟ
พบได้ที่ภาคเหนือ ภาคตะวนั ตก ภาคกลาง และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื

4.1.2 การใชป้ ระโยชนท์ ่ดี ิน
จากการแปลภาพถ่ายดาวเทียม มาตราส่วน 1: 50,000 และภาพสีออรืโท

มาตราส่วน 1: 4,000 ในบางบริเวณ ประกอบกับแผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหาร ชุด L 7018
มาตราส่วน 1: 50,000 รวมทั้งการสำรวจภาคสนาม พบว่าปัจจุบันมีการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจาก
ประชากรเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินของสำนักนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน รายงานครั้งล่าสุด พ.ศ.2550-2551 พบว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม รองลงมา
เป็นพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่เบ็ดเตล็ด และพื้นที่น้ำ ตามลำดับ ดังแสดงใน
ตารางท่ี 4.1 (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 212)

ตารางที่ 4.1 การใช้ทีด่ นิ ของประเทศไทย พ.ศ.2550-2551

ประเภทการใช้ท่ดี ิน เนื้อท่ี

ไร่ รอ้ ยละ
53.51
พน้ื ทเ่ี กษตรกรรม 171,585,556 35.29
4.71
พ้นื ที่ป่าไม้ 113,170,136 3.74
2.75
พื้นทีช่ ุมชนและสง่ิ ปลกู สร้าง 15,111,800 100.00

พนื้ ทเี่ บ็ดเตลด็ 12,017,043

พน้ื ท่ีนำ้ 8,812,352

เนื้อทรี่ วม 320,696,887

ที่มา: ราชบัณฑติ ยสถาน (2557: 212)

66

ปัจจุบันมีการใช้ที่ดินเพิ่มมากขึ้น สาเหตุมากจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ อาทิ น้ำท่วม น้ำแล้ง ดินถล่ม
ศกั ยภาพของทด่ี นิ เสอื่ มโทรม และการกร่อนของดินเพิม่ มากขึน้

ในขณะที่เนื้อที่ของประเทศไทยมีอยู่เท่าเดิมหรือจำกัด การเพิ่มขึ้นของประชากรก็
ส่งผลให้ความต้องการใช้ที่ดินมีมากขึ้น มีการบุกรุกเข้าไปใช้พื้นที่ที่สงวนไว้เป็นแหล่งต้นน้ ำลำธาร
เกิดการทำลายระบบนิเวศ และเกดิ การกรอ่ นของทด่ี นิ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็เปน็ ปัจจยั สำคัญ
ที่สนับสนุนและเร่งอัตราการทำลายพื้นที่ดิน ยกตัวอย่าง การตัดไม้ด้วยเลื่อนยนต์ การทำเกษตรเพื่อ
ส่งออก เหล่านี้ล้วนทำให้ทรัพยากรดินและที่ดินเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้ที่ดินไม่ตรง
ตามศักยภาพก็เป็นปัญหาสำคัญ ยกตัวอย่าง การปลูกพืชบนพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงทำให้ป่าไม้ถูก
ทำลาย เกิดดินถล่มและน้ำท่วมได้ง่าย หรือการใช้พื้นที่ท่ีเหมาะแก่การทำเกษตรกรรมไปสร้างนิคม
อตุ สาหกรรม บา้ นจดั สรร ซงึ่ ขวางทางผา่ นของน้ำ สง่ ผลให้เกดิ นำ้ ทว่ มในบรเิ วณภาคกลางของประเทศ
ไทย

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กล่าวมาข้างต้น สามารถ
ทำได้ดังนี้ (1) วางแผนการใช้ที่ดินให้ตรงตามศักยภาพของดินและที่ดิน (2) ใช้ที่ดินเท่าที่จำเป็น
โดยคำนึงถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ (3) ใช้ทรัพยากรดินและที่ดินให้สมดุลกับทรัพยากรป่าไม้
และทรัพยากรนำ้

4.1.3 ปัญหาทรพั ยากรดนิ ในประเทศไทย
(1) ดินเปรี้ยวจัด (Acid Sulfate Soils) คือ ดินที่มีกรดกำมะถันอยู่ในชั้นของ

หน้าดนิ และปรมิ าณกรดทีเ่ กดิ ขนึ้ มมี ากจนเป็นอนั ตรายต่อพชื ทปี่ ลกู
(2) ดินเค็ม (Saline Soils) คือ ดินที่มีปริมาณเกลือที่ละลายน้ำได้อยู่ในสารละลาย

ดนิ มากเกินไปจนเป็นอันตรายตอ่ พชื มที งั้ ดินเคม็ ชายทะเลและดินเค็มโซดกิ นอกพนื้ ที่ชายทะเล
(3) ดินทรายจัด (Sandy Soils) คือ ดินที่มีเนื้อดินเป็นทราย (Sand) หรือทรายปน

ดนิ รว่ น (Loamy Sand) มที ้ังดินทรายจัดธรรมดาและดินทรายจดั ทม่ี ีชน้ั ดานอนิ ทรยี ์
(4) ดินตื้น (Shallow Soils) คือ ดินที่พบชั้นลูกรัง ชั้นกรวด ชั้นเศษหิน หรือชั้นหิน

พื้น ในระดับตื้นกว่า 50 เซนติเมตร จากผิวดิน เป็นอุปสรรคต่อการชอนไชของรากพืชและการไถ
พรวน ตลอดจนการอุ้มน้ำและดดู ซบั ธาตุอาหารพืช

(5) มลพิษทางดิน (Soil Pollution) คือ ภาวะการปนเปื้อนของดินด้วยสารมลพิษ
มากจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย การเจริญเติบโตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ จะ
เกิดขึ้นต่อเมื่ออัตราการเพิ่มสารมลพิษในดินมีมากกว่าการเสื่อมฤทธิ์หรือการสลายตัวข องสารมลพิษ
นั้น และสะสมเพมิ่ มากข้ึนจนเปน็ อันตรายตอ่ สภาวะแวดล้อม (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 204-207)

67

4.2 ทรพั ยากรน้ำ
4.2.1 น้ำผิวดนิ หรอื น้ำทา่
น้ำผิวดินหรือน้ำท่าเป็นน้ำที่ไหลหรือมีอยู่ตามพื้นดิน อาจอยู่ในรูปของห้วย หนอง

คลอง บงึ ทะเลสาบ แมน่ ้ำ และลุม่ นำ้ น้ำผิวดนิ มีความสมั พนั ธ์กบั นำ้ ฝนมาก กล่าวคอื น้ำฝนส่วนหนึ่ง
จะไหลซึมลงไปใต้ดินกลายเป็นน้ำใต้ดินและบางส่วนไหลออกมาเป็นน้ำซึม น้ำซับ ขังอยู่บริเวณผิวดิน
(ศุทธินี ดนตรี, 2554: 149)

ในการประมาณค่าปริมาณน้ำผิวดินของลุ่มน้ำต่าง ๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับ
สภาพภูมิอากาศและปริมาณฝน รวมทั้งข้อมูลจากสถานีตรวจวัดน้ำท่า จากการศึกษาของ
คณะกรรมการอุทกวิทยาได้ใช้ข้อมูลของสถานีตรวจข้อมูลภูมิอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา
จำนวน 76 สถานี สถานีวัดน้ำฝน 1,666 สถานี และสถานีวัดน้ำท่า 701 สถานี โดยสถานีวัดน้ำฝน
และสถานีวัดน้ำท่าจะกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ช่วงระยะเวลาของข้อมูลที่
บันทึกอยู่ระหว่าง พ.ศ.2503-2539 ดังแสดงในตารางที่ 4.2 เป็นการสรุปปริมาณน้ำผิวดินหรือน้ำท่า
เฉล่ยี ช่วงฤดูฝน ฤดูแล้ง และเฉลีย่ ตลอดทงั้ ปี รวมทัง้ ปรมิ าณนำ้ ท่ารายปีต่อหน่วยพน้ื ที่รับน้ำของแตล่ ะ
ลุ่มน้ำประธาน ซึ่งพบว่าพื้นที่รับน้ำในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 514,050 ตารางกิโลเมตร คำนวณ
ค่าปริมาณน้ำท่าได้ 209,251 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 12.96 ลิตรต่อวินาที
ต่อตารางกโิ ลเมตร (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 220-221)

ลุ่มน้ำประธาน 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทย สามารถอธิบายได้ดังนี้ (ภาพที่ 4.1)
(ศุทธินี ดนตรี, 2554: 151-155)

(1) ลุ่มน้ำสาละวิน เป็นลุ่มน้ำที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ลักษณะลุ่มน้ำแคบและเรียวยาว สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นภูเขาสูง แม่น้ำส่ วนใหญ่ไหลตามช่อง
ระหวา่ งทวิ เขา แม่นำ้ สำคญั ได้แก่ แม่นำ้ ยวม แม่น้ำปาย เป็นตน้

(2) ลุ่มน้ำกก เป็นลุ่มน้ำที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย จัดเป็นลุ่มน้ำสาขาของ
ลุ่มน้ำโขง พื้นที่ลุ่มน้ำมีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงโดยรอบ ตอนกลางของลุ่มน้ำเป็นที่ค่อนข้างราบสลับ
กบั เทอื กเขา มีพน้ื ท่คี รอบคลมุ 3 จงั หวดั ไดแ้ ก่ จงั หวัดเชยี งราย จังหวดั เชยี งใหม่ และจังหวดั ลำปาง

(3) ลุ่มน้ำปงิ เป็นลุ่มน้ำสำคัญของภาคเหนือ แม่น้ำปิงมีเขื่อนเก็บกกั น้ำ 3 แห่ง ไดแ้ ก่
เขื่อนแม่งัดสมบรู ณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวดั เชียงใหม่ และเขอ่ื นภมู พิ ล จังหวดั ตาก

(4) ลุ่มน้ำวัง เป็นลุ่มน้ำสำคัญอีกแห่งของภาคเหนือที่ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปิง
ที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก กลายเป็นแม่น้ำปิงแล้วไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป แม่น้ำวังมีเขื่อน
เก็บกักนำ้ 2 แหง่ ไดแ้ ก่ เขือ่ นกวิ่ ลมและเขอ่ื นแมจ่ าง จังหวดั ลำปาง

(5) ลุ่มน้ำยม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำวัง มีเขื่อนเก็บกักน้ำ
ขนาดเลก็ 1 แห่ง คอื เข่อื นแม่มอก จงั หวดั ลำปาง

68

ตารางท่ี 4.2 ปรมิ าณนำ้ ทา่ ในแตล่ ะลุ่มน้ำประธาน

รหัส ลุ่มน้ำประธาน พน้ื ทร่ี ับน้ำ ฤดูฝน เนื้อที่ รวมท้ังปี ปรมิ าณนำ้ ท่า
(รอ้ ยละ) ฤดแู ลง้ (ล้าน ลบ.ม.) รายปเี ฉล่ีย
(ตร.กม.) 83.39 (ร้อยละ) 8,622.89 (ล/ว/ตร.กม)
80.86 16.61 4,710.32
01 สาละวนิ 84.55 19.14 9,001.96 15.26
92.87 15.45 1,658.03 18.92
03 กก 92.73 7.13 4,247.09 8.42
92.65 7.27 11,508.12 4.87
06 ปิง 87.43 7.35 39,748.41 5.70
93.08 12.57 22,746.48 10.63
07 วัง 94.50 6.92 11,135.14 9.81
84.33 5.50 20,408.85 12.56
08 ยม 93.84 5.67 54,290.47 7.14
92.78 6.16 4,435.03 9.28
09 น่าน 91.18 7.22 1,185.65 9.75
90.63 8.82 3,560.49 6.99
รวมลมุ่ นำ้ ภาคเหนอื 130,555 91.03 9.37 2,449.19 7.24
90.02 8.97 12,379.41 6.93
02 โขง 89.85 9.98 1,337.91 5.68
88.85 10.15 1,576.51 12.13
04 ชี 90.62 11.15 26,924.19 7.57
96.29 9.38 4,568.44 7.41
05 มูล 96.40 3.71 3,765.43 8.67
91.16 3.60 3,772.10 14.75
รวมลมุ่ น้ำภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ 177,390 93.19 8.84 12,690.90 13.76
94.10 6.81 23,435.38 28.41
10 เจ้าพระยา 91.00 5.90 21,778.99 29.10
94.96 9.00 12,528.12 20.37
11 สะแกกรงั 91.57 5.04 5,483.39 26.21
88.59 8.43 3,320.02 32.50
12 ป่าสกั 94.78 11.41 21,742.30 20.47
92.96 5.22 64,852.83 27.29
13 ทา่ จีน 91.96 7.04 209,251.28 32.56
8.04 28.52
14 แมก่ ลอง 12.96

19 เพชรบรุ ี

20 ชายฝั่งทะเลประจวบคีรขี ันธ์

รวมลมุ่ น้ำภาคกลาง 98,011

15 ปราจีนบุรี

16 บางปะกง

17 โตนเลสาบ

18 ชายฝั่งทะเลตะวันออก

รวมลมุ่ นำ้ ภาคตะวันออก 37,552

21 ภาคใตฝ้ ง่ั ตะวนั ออก

22 ตาปี

23 ทะเลสาบสงขลา

24 ปัตตานี

25 ภาคใตฝ้ ่งั ตะวนั ตก

รวมลมุ่ นำ้ ภาคใต้ 70,541

รวมทั้งประเทศ 514,049

ทม่ี า: ราชบณั ฑิตยสถาน (2557: 221)

69

(6) ลุ่มน้ำน่าน มีเขื่อนเก็บกักน้ำ 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์หรือเขื่อนผาซ่อม
จงั หวัดอุตรดิตถ์ และเขอื่ นนเรศวร จงั หวดั พษิ ณุโลก

(7) ลุ่มน้ำโขง ส่วนที่อยู่ในประเทศไทยเป็นส่วนหน่ึงของแม่น้ำโขงสายหลักซึ่งมี
2 ส่วน คือ ลุ่มน้ำโขงส่วนที่อยู่ภาคเหนือและลุ่มน้ำโขงส่วนที่อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม่น้ำ
ในลุ่มน้ำนี้เป็นแมน่ ำ้ สาขาที่มที ศิ ทางการไหลลงสู่แม่น้ำโขง

(8) ลุ่มน้ำชี เป็นลุ่มน้ำสำคัญที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จากนั้นไหลลงสู่แม่น้ำมูล มีเขื่อนเก็บกักน้ำ 3 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น
เข่อื นจุฬาภรณ์ จังหวัดชยั ภูมิ และเขือ่ นลำปาว จงั หวัดกาฬสินธุ์

(9) ลุ่มน้ำมูล เป็นลุ่มน้ำสำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเขื่อน
เก็บกักน้ำ 6 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนลำแชะ เขื่อนมูลบน เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง
จังหวัดนครราชสมี า เข่ือนลำนางรอง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ และเข่อื นสริ นิ ธร จงั หวัดอุบลราชธานี

(10) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นลุ่มน้ำสำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศไทย มี
แม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นกำเนิดจากการรวมกันของแม่น้ำปิงสายหลักและแม่น้ำน่าน
สายหลักที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นไหลผ่านทุ่งราบ
ภาคกลางจนออกสอู่ า่ วไทย มีเข่อื นเกบ็ กกั น้ำ 1 แหง่ คอื เขือ่ นเจา้ พระยา จงั หวดั ชยั นาท

(11) ลุ่มน้ำสะแกกรัง ต้นกำเนิดอยู่ในจังหวัดอุทัยธานี มีเขื่อนเก็บกักน้ำ 1 แห่ง คือ
เข่ือนทับเสลา จงั หวดั อทุ ยั ธานี

(12) ลุ่มน้ำปา่ สกั ต้นกำเนิดอย่ทู ี่จังหวดั เลย ไหลผ่านจังหวดั เพชรบรู ณ์ จังหวัดลพบุรี
จังหวดั สระบุรี และไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาทจ่ี งั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา มีเข่ือนเกบ็ กกั นำ้ 1 แห่ง
คือ เขือ่ นป่าสักชลสิทธ์ิ จงั หวดั ลพบรุ ีและจงั หวดั สระบุรี

(13) ลุ่มน้ำท่าจีน ไหลแยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่รอยต่อระหว่างจังหวัด
อุทัยธานีกับจังหวัดชัยนาท แล้วไหลผ่านจังหวัดขัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม แล้ว
ไหลลงสู่อ่าวไทยทจี่ ังหวัดสมุทรสาคร มีเข่ือนเก็บกักน้ำ 1 แหง่ คอื เขื่อนกระเสียว จงั หวดั สพุ รรณบุรี

(14) ลุ่มน้ำแม่กลอง เกิดจากแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยไหลมารวมกันท่ี
ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีเขื่อนเก็บกักน้ำ 3 แห่ง ประกอบด้วย
เขอ่ื นศรนี ครนิ ทร์ เข่อื นวชิราลงกรณ์ และเขือ่ นแมก่ ลอง จงั หวดั กาญจนบุรี

(15) ลุ่มน้ำเพชรบุรี อยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี มีเขื่อนเก็บกักน้ำ 1 แห่ง คือ เขื่อน
แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบรุ ี

(16) ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จงั หวัดเพชรบุรี และจังหวดั ชมุ พรบางส่วน

70

ภาพที่ 4.1 ล่มุ น้ำประธาน 25 ลุ่มนำ้ ของประเทศไทย
ท่ีมา: สริ ิพร แกว้ อรุณ (2561)

71

(17) ลุ่มน้ำปราจีนบุรี อยู่ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เกิดจากแควหนุมานและ
แม่นำ้ พระปรงไหลมารวมกัน

(18) ลุ่มน้ำบางปะกง เกิดจากแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีมาบรรจบกัน
แลว้ ไหลลงสอู่ า่ วไทยทจ่ี งั หวดั ฉะเชงิ เทรา

(19) ลุ่มน้ำโตนเลสาบ ลุ่มน้ำมีลักษณะยาวจากเหนือลงใต้และลาดเทจากที่สูงด้าน
ตะวันตกไปสู่ที่ต่ำด้านตะวันออก ในลุ่มน้ำนี้ไม่มีแม่น้ำสายหลัก มีแต่แม่น้ำสายย่อยที่ไหลจาก
ทศิ ตะวนั ตกไปทิศตะวันออก แล้วไหลลงสู่โตนเลสาบในประเทศกมั พชู า

(20) ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นลุ่มน้ำในภาคตะวันออก มีลักษณะเป็นแนว
แคบ ๆ วางตัวตามทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ลักษณะลุ่มน้ำทางทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นที่ราบ
ชายฝงั่ ทะเล มีภูเขาสลับ ทิศเหนือ ตอนกลาง และทิศตะวันออกเป็นทิวเขาและที่ราบริมฝ่ังแม่นำ้

(21) ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก เป็นลุ่มน้ำในภาคใต้ด้านอ่าวไทย แบ่งออกเป็น
4 ส่วน ไม่ติดต่อกัน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 อยู่ในพื้นท่ีส่วนใหญ่ของจังหวัดชุมพรและพื้นท่ีบางส่วน
ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนที่ 2 อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดนครศรีธรรมราช
ส่วนที่ 3 บริเวณตอนใต้ของทะเลสาบสงขลา และส่วนที่ 4 อยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีเขื่อนเก็บกกั
น้ำ 1 แห่ง คือ เขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์

(22) ลุ่มน้ำตาปี เป็นลุ่มน้ำทางภาคใต้อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลักษณะลุ่มน้ำ
คล้ายรูปพัด เป็นทิวเขาจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ตอนกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำตาปี ไหลลงสู่
อ่าวไทย มีเขื่อนเก็บกักน้ำ 1 แห่ง คือ เขื่อนรัชชประภาหรือเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
(ภาพท่ี 4.2)

(23) ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นลุ่มน้ำในภาคใต้ตอนล่าง มีลักษณะเป็นที่สูงทาง
ทศิ เหนือ ทศิ ตะวนั ตก และทศิ ใต้ มภี ูเขาสลบั กับทล่ี อนลาด ทำให้พื้นทลี่ าดเทมาทางทิศตะวันออก ซึ่ง
เปน็ ทต่ี ง้ั ของทะเลสาบสงขลา มีแมน่ ้ำสายส้ัน ๆ ที่ไหลจากทสี่ งู ลงสู่ทะเลสาบสงขลา

(24) ลมุ่ น้ำปัตตานี มพี นื้ ทค่ี รอบคลมุ 4 จงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ พ้ืนที่ส่วนใหญ่
ของจังหวัดยะลา และพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส มีเขื่อน
เก็บกกั นำ้ 1 แหง่ คอื เขอ่ื นบางลาง จังหวดั ยะลา

(25) ลมุ่ นำ้ ภาคใตฝ้ งั่ ตะวันตก เป็นล่มุ นำ้ ในภาคใตต้ อนลา่ งด้านทะเลอนั ดามัน ต้ังแต่
จังหวดั ระนองไปจนถึงจงั หวัดสตลู ลุ่มน้ำวางตัวในแนวเหนอื จรดใต้

72

ภาพท่ี 4.2 เขอื่ นรัชชประภา จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี
ทีม่ า: Local Guides Connect (2560)

1.2.2 นำ้ ใตด้ นิ และน้ำบาดาล
น้ำใต้ดินและน้ำบาดาล โดยทั่วไปมักสื่อความหมายอย่างเดียวกัน แต่ตามคำนิยาม

แล้ว น้ำใต้ดิน หมายถึง น้ำทุกชนิดที่อยู่ใต้พื้นดิน รวมทั้งน้ำที่รากพืชดูดไปใช้สำหรับการเจริญเติบโต
ส่วนน้ำบาดาล หมายถึง น้ำที่เก็บกักอยู่ในช่องว่างหรือในรอยแตกของชั้นหินใต้พื้นดินและช่องว่าง
ดงั กล่าวอม่ิ ตวั ดว้ ยนำ้ ดังนัน้ บ่อที่เจาะลงในชน้ั นำ้ ชนิดน้ีจึงเรียกวา่ บอ่ นำ้ บาดาล

จากข้อมูลกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พบว่า พ.ศ.2550 ประเทศไทยมีบ่อน้ำบาดาล
ทั้งสิ้น 231,028 บ่อ มีการสูบน้ำบาดาลทั้งสิ้น 1,968 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สำหรับแหล่งน้ำบาดาล
ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ แหล่งน้ำบาดาลในดินร่วน ได้แก่ แหล่งน้ำประเภท
กรวด ทราย น้ำบาดาลจะกักเก็บอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดกรวดทราย ช่องว่างทุกอณูของเม็ดกรวด
ทรายจะอิ่มตัวด้วยน้ำ ดังนั้นถ้าเจาะบ่อบาดาลลงในหินประเภทนี้มักจะสูบน้ำได้มาก และอีกประเภท
คือ แหล่งน้ำบาดาลในหินแข็ง หินประเภทนี้มีเนื้อแน่น ไม่มีช่องว่างกักเก็บน้ำ แต่มีน้ำบาดาลกักเก็บ
อยู่ในรอยแตกร้าว เช่น หินดินดาน หินทรายที่มีรูพรุนน้อย หินอัคนี ส่วนหินปูนนั้นมีลักษณะเป็นหิน
เนื้อแน่น แต่หากมีโพรงอนั เกิดจากการละลายของเนื้อหินและนำ้ ฝนสามารถไหลซึมลงไปกักเก็บอยู่ใน
โพรงดังกล่าวได้ ก็อาจเกิดเป็นธารน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำบาดาลที่ดีและให้น้ำมาก แอ่งน้ำบาดาล
ของประเทศไทยมที ัง้ หมด 27 แอง่ ดงั แสดงในตารางที่ 4.3 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 223-224)

73

ตารางท่ี 4.3 แอ่งน้ำบาดาลในประเทศไทย

รหสั ชื่อแอ่ง ขนาดพืน้ ที่ ปรมิ าณน้ำท่ีกกั เกบ็ ปรมิ าณนำ้ เพิ่มเตมิ
(ล้าน ลบ.ม.) (ลา้ น ลบ.ม./ปี)
(ตร.กม.) 1,837.01
21,822.29 459.77
11 ฝาง 2,284.52 12,313.79 1,829.23
27,137.72 1,672.73
12 เชยี งราย-พะเยา 15,022.39 11,508.84 4,111.47
9,740.99 989.75
13 แมฮ่ ่องสอน 14,186.22 12,828.82 1,407.53
199,521.74 1,348.12
14 เชียงใหม่-ลำพนู 25,409.61 26,377.52 19,614.04
11,347.28 1,807.18
15 ลำปาง 7,811.58 269,312.80 1,179.34
12,434.92 20,574.95
16 แพร่ 10,572.40 16,086.32 3,023.78
299,166.92 3,114.57
17 นา่ น 13,108.69 60,999.76 19,780.85
14,165.77 5,641.17
21 เจา้ พระยาตอนบน 53,197.09 2,159.08 1,171.59
4,996.83 210.06
22 เพชรบูรณ์ 14,201.80 12,835.62 523.00
16,739.40 1,401.44
23 ตาก 11,237.92 25,641.05 1,546.44
17,716.87 4,236.59
31 เจา้ พระยาตอนล่าง 43,333.53 22,336.64 2,398.88
7,620.80 2,190.71
32 กาญจนบรุ ี 21,206.59 6,145.94 551.52
4,979.87 855.33
33 ปราจนี -สระแกว้ 18,346.97 4,185.25 911.82
1,131,959.84 257.50
41 นครราชสีมา-อบุ ลราชธานี 120,972.39 102,809.83

42 อุดรธานี-สกลนคร 37,653.54

43 เลย 8,428.07

51 ชลบุรี 1,127.59

52 ระยอง 2,248.29

53 จันทบรุ ี-ตราด 10,152.36

61 เพชรบุรี-ประจวบคีรีขนั ธ์ 12,922.87

62 สุราษฎร์ธานี 22,948.00

63 ระนอง-สตูล 20,014.29

64 นครศรธี รรมราช-พทั ลงุ 12,003.68

65 หาดใหญ่ 2,856.54

66 ปตั ตานี 6,915.22

67 นราธวิ าส 5,580.85

68 จะนะ 1,586.15

รวมทงั้ ประเทศ 515,329.14

ท่มี า: ราชบณั ฑิตยสถาน (2557: 223-224)

74

แมว้ ่าประเทศไทยจะมีปรมิ าณน้ำบาลดาลอยมู่ าก แต่ก็มคี วามต้องการใชป้ ริมาณมาก
ด้วยเช่นกัน ในภาพรวมยังมีความต้องการใช้น้ำบาดาลในเขตพื้นที่ชนบท ซึ่งมีจำนวนหมู่บ้านที่ขาด
แคลนน้ำทั้งอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่ในเขตพื้นที่เมืองและเขตพื้นที่อุตสาหกรรม ก็มี
ความต้องการใช้น้ำบาดาลมาก นอกจากนี้น้ำบาดาลยังสามารถใช้เป็นแหล่งน้ำเสริมในพื้นที่
เกษตรกรรม ในกรณที ม่ี ปี ัญหาการขาดแคลนนำ้

ปัญหาน้ำบาดาลในประเทศไทยเกดิ จากการสูบใชน้ ้ำบาดาลปริมาณมากเกินเกณฑ์ใน
เขตจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา ขอนแก่น เป็นต้น ส่งผลให้
ระดับน้ำบาดาลลดลง เกิดการทรุดตัวของผิวดินในเขตดินอ่อน แนวโน้มการใช้น้ำบาดาลในอนาคต
จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า มีการขุดบ่อน้ำบาดาลเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.2 ต่อปี และการใช้
น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 5.6 ต่อปี ซึ่งคาดว่า พ.ศ.2570 จะมีการสูบน้ำบาดาลทั้งส้ิน
2,600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี การใช้น้ำในอนาคตจะสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต
ตามสภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจ บ่อน้ำบาดาลของภาคเอกชนที่มีการเจาะมากที่สุดจะเป็น
บ่อน้ำบาดาลอุตสาหกรรมสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตและในภาคราชการจะเน้นการเจาะบ่อเพ่ือ
อปุ โภคบริโภคและผลิตน้ำประปาเป็นหลกั

4.2.3 ปญั หาทรพั ยากรนำ้ ในประเทศไทย
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการพัฒนาพร้อมกันหลายด้านเป็น

ผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง การพัฒนาดังกล่าวจำเป็นต้องใช้
ทรัพยากรน้ำเป็นปริมาณมาก ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันจำนวนประชากรท่ี
เพิ่มมากขึ้นก็ส่งผลให้ความต้องการน้ำเพื่อทำกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วยจนเป็นเหตุให้เกิด
วิกฤตการณ์น้ำขาดแคลน สำหรับปัญหาทรัพยากรน้ำในประเทศไทยมีดังน้ี(ราชบัณฑิตยสถาน, 2557:
231-232)

(1) ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด โดยทั่วไปประเทศไทยนำน้ำจืดมาใช้ในด้านต่าง ๆ
ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 93 ภาคครัวเรือน ร้อยละ 4.6 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 2.4 การ
เจริญเติบโตของประชากร การขยายตัวของอุตสาหกรรม ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้มี
ความตอ้ งการใชน้ ้ำจืดเพมิ่ สงู ข้นึ จนปรมิ าณน้ำจืดตน้ ทนุ ทม่ี อี ยูไ่ ม่เพียงพอ เกดิ การแยง่ ชงิ น้ำจืดจากผู้ใช้
น้ำจืดภาคส่วนต่าง ๆ นอกจากนี้ภาวะฝนทิ้งช่วงนานหรือภัยแล้งก็ส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย
(ภาพที่ 4.3) ประชาชนขาดน้ำดมื่ น้ำใช้ เปน็ วกิ ฤตท่นี ับวนั จะทวคี วามรุนแรงเพ่มิ มากขึ้น

(2) ปัญหาการแทรกตัวของน้ำเค็ม การแทรกตัวของน้ำทะเลเข้าไปในแผ่นดินหรือ
แม่น้ำก็เป็นสาเหตหุ นึ่งที่ทำให้ระบบนเิ วศเดิมของพื้นที่เกิดการเปล่ียนแปลง จนอาจก่อผลกระทบเปน็
ปัญหาตอ่ ภาคอุตสาหกรรมและการอปุ โภคบรโิ ภคได้

75

ภาพที่ 4.3 พนื้ ทเี่ กษตรกรรมเสยี หายจากปัญหาการขาดแคลนนำ้ จดื
ทม่ี า: ไทยรฐั ออนไลน์ (2558)

(3) ปญั หาน้ำท่วม ประชาชนทต่ี ั้งถ่ินฐานบ้านเรือนในพนื้ ท่ีราบลมุ่ แมน่ ้ำมกั จะประสบ
ปญั หานำ้ ทว่ ม ซ่งึ เปน็ เหตุการณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ เปน็ ประจำ ท้ังน้ีเพราะคูคลองในตัวเมอื งทเี่ คยระบายน้ำได้ถูก
ถมทับทำถนนหรืออุดตัน ตื้นเขิน ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน รวมทั้งต้นน้ำลำธารที่เคยเป็น ป่าไม้
ชะลอการไหลบ่าของน้ำท่าถูกทำลาย ทำให้น้ำในแม่น้ำมีปริมาณการไหลสูง และเอ่อท่วมล้นตลิ่ง
ก่อให้เกดิ ความเสียหายและสรา้ งความเดอื ดร้อนแก่ประชาชนที่ตั้งถ่ินฐานอยรู่ ิมฝัง่ แม่นำ้ อยา่ งมาก

(4) ปัญหาน้ำเสีย น้ำจืดที่ประชาชนนำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ จะมีน้ำจำนวนหน่ึง
ไหลกลับคืนสู่แหล่งน้ำในรูปของน้ำเสีย เช่น น้ำจากการขับถ่ายและชำระล้างในครัวเรือน น้ำใช้ใน
ภาคเกษตรกรรมที่ปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี น้ำปฏิกูลจากการเลี้ยงสัตว์ น้ำเสียจากการ
อตุ สาหกรรม เปน็ ต้น

(5) ปัญหาอุณหภูมิของน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรม ปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อ
ระบบนิเวศ คือ การใช้น้ำมาระบายความร้อนจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมหรือ
ที่เรียกว่า น้ำหล่อเย็น แล้วปล่อยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกลับสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ทำให้สภาพแวดล้อม
ไมเ่ หมาะสมต่อการดำรงชีวติ ของสัตวแ์ ละพชื น้ำ

(6) ปัญหาการใช้นำ้ ท่ีมีสมบตั แิ ตกตา่ งกนั ในบางพน้ื ท่ซี ่งึ อยูใ่ กลเ้ คียงกัน หากมกี ารใช้
น้ำที่มีสมบัติแตกต่างกันก็อาจทำให้เกิดกรณีขัดแย้งในด้านการใช้น้ำได้ เช่น ชาวนาต้องการน้ำจืดใน
การทำนา ในขณะทผ่ี ูเ้ ลี้ยงกงุ้ ต้องการน้ำกร่อยในการเล้ียงกงุ้ เป็นตน้

76

(7) ปัญหาการจัดการน้ำ เนื่องจากทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้ใช้
น้ำหลากหลายประเภท ดังนั้นปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำจึงไม่ได้มีเพียงเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำ
ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำเท่านั้น ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือปัญหา
การจัดการนำ้ ถา้ หากขาดประสทิ ธิภาพ ยอ่ มนำมาซึง่ ผลกระทบทงั้ ในเชงิ ปริมาณและคณุ ภาพที่รุนแรง
มากย่ิงขึ้น

4.3 ทรัพยากรป่าไม้
4.3.1 ประเภทของป่าไม้ในประเทศไทย
ป่าไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในประเทศไทย จำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) และป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) การกำเนิดป่าชนิดต่าง ๆ
ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะดิน และลักษณะภูมิอากาศ ซ่ึง
ประกอบด้วย ปริมาณน้ำฝน ช่วงระยะเวลาของความแห้งแล้ง ความชื้นในอากาศ และอุณหภูมิ
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 317-324)

(1) ป่าไมผ่ ลัดใบ เป็นสังคมพชื พรรณไม้ท่มี เี รือนยอดเขยี วชอุ่มตลอดทัง้ ปี พันธ์ไุ ม้ ท่ี
ขึ้นอยู่มักทยอยผลัดใบในชว่ งเวลาสั้นๆ ภูมิอากาศในบรเิ วณป่าชนิดนี้ ส่วนใหญ่เปน็ แบบป่าฝน เมือง
ร้อน (Tropical Rain Forest Climate) และแบบมรสุมเมืองร้อน (Tropical Monsoon Climate) มี
ปริมาณฝนตกเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี และแห้งแล้งไม่เกิน 3 เดือน มักพบในบริเวณที่มี
ดินลึก อุ้มน้ำได้มาก ป่าประเภทนี้มีอยูก่ ระจัดกระจายทัว่ ทุกภูมิภาคของประเทศไทย จำแนกไดเ้ ป็น 6
ชนดิ คอื

ก. ปา่ ดบิ ชืน้ (Tropical Rain Forest) พบมากในพื้นท่ภี าคใต้และภาคตะวนั ออกของ
ประเทศไทย ในทท่ี ่มี คี วามสูงตั้งแต่ระดับทะเลปานกลางจนถึงประมาณ 1,000 เมตร มีภูมิอากาศแบบ
ป่าฝนเมืองร้อน ฝนตกเกือบตลอดทั้งปี อากาศมีความชื้นสูง พื้นดินมักเป็นดินลึก มีซากพืชและ
อินทรียวัตถุคลุมเป็นชั้นหนา สามารถเก็บน้ำและความชื้นได้มาก พืชพรรณไม้ที่พบ ได้แก่ ตระกูล
ไม้ยาง ตะเคียนทอง ไข่เขยี ว เค่ยี ม กฤษณา มะหาด หว้า หยี ตีนเปด็ แดง มะเดอ่ื กูด เป็นตน้

ข. ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) สังคมพืชป่าดิบแล้งกระจายอยู่ทั่วไปตาม
ภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ในพื้นที่ราบและตามหุบเขา
ความสูงตั้งแต่ระดับทะเลปานกลางจนถึงประมาณ 700 เมตร มักมีหมอกและน้ำค้างมาก ส่งผลให้
ป่าชนิดนี้มีความชื้นอยู่มาก แม้แต่ในช่วงฤดูแล้ง ดินลึก ผิวดินมีซากพืชและอินทรียวัตถุหนา สามารถ
เก็บน้ำและความชื้นได้มาก พืชพรรณมีน้อยชนิดและมีความหนาแน่นน้อยกว่าป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้เด่น
ได้แก่ ตระกูลยาง ตะเคียน กระบาก กฤษณา มะหาด มะม่วงป่า มะค่าโมง กระบก มะไฟ คงคาเดือด
หว้า ไผ่ปา่ เตา่ รา้ ง ค้อน หวาย และกระวาน

77

ค. ป่าดิบเขา (Hill Evergreen) สังคมป่าดิบเขาเกิดขึ้นกระจัดกระจายทั่วทุกภูมิภาค
ของประเทศไทยในภูมิประเทศที่สูงจากระดับทะเลปานกลางจนถึงประมาณ 1,000 เมตร อากาศมี
ความชื้นสูงตลอดทงั้ ปี ตามลำต้นของตน้ ไมม้ ีพืชพวกอิงอาศยั เช่น เฟิน มอส ฝอยลมเกาะอยู่หนาแน่น
พืชพรรณไม้ป่าดิบเขาพบมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งบางพื้นที่ในภาคใต้
ส่วนใหญ่ประกอบดว้ ย มะขามป้อม พญาไม้ สนสามพันปี ทะโล้ บัวแฉก เป็นตน้ (ภาพท่ี 4.4)

ภาพที่ 4.4 ป่าดบิ เขา
ที่มา: Luckynatthapong (2556)

ง. ป่าสน (Coniferous Forest) สงั คมพชื ป่าสนกระจดั กระจายอยเู่ ปน็ หย่อมๆ ในทุก
ภมู ิภาคของประเทศไทย ยกเวน้ ภาคใต้ สว่ นใหญ่จะพบในทที่ สี่ ูงจากระดบั ทะเลปานกลางจนถึง 1,600
เมตร พันธ์ุไม้เดน่ ได้แก่ สนสองใบ สนสามใบ เหียง พลวง กำยาน และสารภีดอย

จ. ป่าพรุ (Swamp Forest) สังคมพืชขึ้นอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมขัง ในประเทศไทย
ป่าพรุมี 3 ประเภทย่อย ได้แก่ ป่าบึงน้ำจืด (Fresh Water Swamp Forest) อยู่ในที่ลุ่มต่ำบริเวณ
ชายฝั่งแม่น้ำลำธารท่ัวทุกภูมิภาคของประเทศไทย ป่าพรุพีตหรือป่าพรุอินทรีย์ (Peat Swamp
Forest) เป็นแอ่งน้ำขัง สะสมซากพืชและอินทรียวัตถุ ตลอดจนดินอินทรีย์ไว้มาก พบมากในภาคใต้
และป่าชายเลน (Mangrove Swamp Forest) เกิดขนึ้ ตามแนวชายฝัง่ ทะเลที่มดี ินเลน

ช. ป่าชายหาด (Beach Forest) สังคมพืชชนิดนี้เกิดขึ้นตามหาดทรายและโขดหิน
ชายฝั่งทะเล ถ้าชายฝั่งเป็นดินทรายจะมีสนทะเลขึ้นเป็นป่าตามแนวยาวของชายฝั่ง มีต้นไม้ชนิดอ่ืน
ขึ้นอยู่บ้างแต่น้อยชนิด ได้แก่ เตยทะเลและจิกทะเล แต่ถ้าชายฝั่งเป็นกรวดและหิน จะพบพันธุ์ไม้
ประเภทหกู วาง ตีนเป็ดทะเล รักทะเล และสารพัดพษิ

78

(2) ป่าผลัดใบ หมายถึง ป่าที่พืชส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ต้นมีการผลัดใบ
ในช่วงฤดูแล้ง เป็นสังคมพชื ที่ขึ้นอยู่ในภูมิอากาศที่ค่อนข้างแห้งแล้งหรือเรียกว่าแบบทุ่งหญา้ เมืองร้อน
(Savanna Climate) ซึ่งมีช่วงฤดูแล้งยาวนานมากกว่า 5 เดือน มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีไม่เกิน
1,500 มลิ ลเิ มตร พบได้ในพื้นทภ่ี าคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ภาคตะวนั ออก และภาคตะวันตก
พื้นป่ามเี นือ้ ดินค่อนขา้ งต้ืน มีหินโผล่มากหรอื เป็นกรวดทรายไม่อุ้มน้ำ ผิวดินมีซากพืชและอินทรียวตั ถุ
อยู่น้อย เนื่องจากมีไฟป่าเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูแล้งของทุกปี ป่าผลัดใบประกอบด้วยป่า 3 ชนิด
คือ

ก. ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) สังคมพืชชนิดนี้มีอยู่กระจายทั่วไป
ในทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งในที่ราบ เนินเขา และหุบเขา ตั้งแต่ความสูงระดับทะเลปานกลางจนถึง
1,000 เมตร พื้นดินค่อนข้างลึกและเก็บความชื้นได้ดี ระยะเวลาความแห้งแล้งประมาณ 6 เดือน
พืชพรรณไม้ส่วนใหญ่ ได้แก่ สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง ชิงชัน สมอพิเภก มะกอก งิ้วป่า ไผ่ป่า ไผ่รวก
ขิง ข่า และกก (ภาพท่ี 4.5)

ภาพที่ 4.5 ป่าเบญจพรรณ
ทม่ี า: เกษตรอินทรยี ์ (2560)

ข. ป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าโคก หรือป่าแพะ (Dry Deciduous Dipterocarp Forest)
สังคมพืชชนิดนี้ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้ ในที่ที่เป็นท่ี
ราบและเนินเขาสูงจากระดับทะเลปานกลางระหว่าง 100-1,000 เมตร พื้นดินเป็นดินทรายหรือดิน
ลูกรัง มักมีหินโผล่อยู่ทั่วไป พันธุ์ไม้ที่พบ ได้แก่ พลวง เต็ง รัง พะยอม กระบก มะขามป้อม ปรง เป้ง
เป็นตน้

79

ค. ป่าหญ้าหรือป่าละเมาะ (Savanna Forest) เป็นป่าที่เกิดขึ้นหลังจากท่ี
ป่าธรรมชาติได้ถูกทำลายหมดไป ดินมีสภาพเสื่อมโทรม มักมีหินโผล่ทั่วไป จนไม้ต้นส่วนใหญ่ไม่อาจ
ขนึ้ หรอื เจรญิ งอกงามได้ พันธไ์ุ ม้สว่ นใหญ่จงึ ประกอบดว้ ยหญ้าชนิดต่าง ๆ อาทิ หญา้ คา แฝก เป็นต้น

4.3.2 พ้ืนทป่ี า่ ไม่ในประเทศไทย
จากสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีฝนตกชุกเกือบตลอด

ทั้งปี จึงเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการปกคลุมของทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งน้ีจากการ
สำรวจด้วยภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อ พ.ศ.2504 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่ป่าไม้ถึง ร้อยละ 53 ซึ่ง
มากกว่าก่ึงหนึ่งของเนื้อท่ีประเทศ แตด่ ้วยปัจจยั ด้านการพัฒนาเศรษฐกจิ และการขยายตัวประชากรใน
ห้วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้มีการบุกรุกแผ้วถางทำลายป่าเพื่อเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่
อาศัย เนื้อที่ป่าไม้จึงลดลงอย่างรวดเร็ว พ.ศ.2531 เหลือเพียง ร้อยละ 28.03 ผลกระทบที่ตามมา คือ
การเกิดภัยพิบัติหลายประการ พ.ศ.2532 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ป่าบกท่ัว
ประเทศ แต่สถานการณ์ป่าไม้ยังคงลดลงซ่ึงเปน็ ผลจากการลักลอบตัดไม้และความต้องการพืน้ ที่ทำกนิ
อยา่ งผดิ กฎหมาย รฐั บาลจึงส่งเสรมิ ใหม้ กี ารฟ้ืนฟพู นื้ ที่ปา่ ไม้ โดยอาศยั ความร่วมมือท้ังของภาครัฐและ
ภาคเอกชน ในการรณรงค์ด้านการอนุรักษ์ การปลูกป่าทดแทน และดำเนินกิจกรรม อื่น ๆ เพื่อ
ลดปัญหาการบุกรุกแผ้วถางป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้มากขึ้น รวมทั้งยกเลิกสัมปทานไม้ป่าชายเลน
ทั้งหมด ส่งผลให้พนื้ ทป่ี ่าเพิม่ มากขนึ้ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 324-325)

การกระจายพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยพบว่า ภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่ป่าไม้
เหลืออยู่มากที่สุด (วันทนีย์ ศรีรัฐ, 2543: 233) รองลงมาภาคตะวันตก ส่วนภูมิภาคที่มีพื้นที่ป่าไม้
เหลืออยู่น้อยที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้หากพิจารณาเป็นรายจังหวัด จังหวัดที่มี
พื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่มากที่สุด คือ จังหวัดเชียงใหม่ รองลงมาจังหวัดตาก ส่วนจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ป่าไม้
เหลอื อยู่หรือมีอยูน่ ้อยมาก ไดแ้ ก่ จังหวัดพิจิตร จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา จงั หวดั อา่ งทอง เป็นต้น

4.4 ทรพั ยากรแรธ่ าตุ
4.4.1 แหลง่ แรท่ ส่ี ำคญั และการผลติ
แร่ คือ ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยกระบวนการทาง

ธรณีวิทยา มีสถานะเป็นของแข็งที่ช่วงอุณหภูมิปกติบนผิวโลก มีระบบโครงสร้างผลึก และสามารถ
แสดงด้วยสูตรทางเคมี ปัจจุบันข้อมูลจาก Mineralogical Society of America (MSA),
International Mineralogical Association (IMA) และจากแหล่งอื่น ๆ สามารถสรุปได้ว่ามีแร่ชนิด
ต่าง ๆ กว่า 4,000 ชนิด ในทางวิชาแร่มีการจำแนกชนิดของแร่ออกเป็นกลุ่มๆ ตามส่วนประกอบทาง
เคมี แต่ละกลุ่มยังแบ่งย่อยได้อีกโดยถือเอาคุณลักษณะเป็นตัวแบ่งชั้นย่อย นอกจากนี้ยังมีการจำแนก
ตามประโยชนข์ องการนำไปใช้โดยถอื ตามประโยชน์ในทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

80

แหล่งแร่ (Mineral Deposit) หมายถึง ที่ใด ๆ ในเปลือกโลกที่มีแร่มาสะสมตัวอยู่ใน
ปริมาณสูงกว่าปกติ แหล่งแร่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดหรือปริมาณแร่ในเชิงพาณิชย์ แหล่งแร่ที่ปรากฏพบ
จะเปิดทำเหมืองได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและคุณค่าของแหล่งแร่ในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก
ดังนน้ั การศึกษาธรณีวิทยาแหลง่ แร่ การประเมนิ ปริมาณแรส่ ำรองและคุณค่าแหลง่ แรจ่ งึ เป็นสง่ิ จำเปน็

แหล่งสินแร่ (Ore Deposit) หมายถึง แหล่งแร่ที่มีแร่ชนิดเดียวหรือหลายชนิดเกิด
รวมกันในปริมาณมากพอที่จะขุดนำออกมาใช้ประโยชน์ได้โดยมีกำไร ในประเทศไทยพบแหล่งแร่
กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคและมีการทำเหมืองแร่และผลิตแร่มากกว่า 40 ชนิด ในอดีตส่วนใหญ่เป็น
การผลิตเพื่อการส่งออกแร่ดิบ ปัจจุบันเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้แร่ภายในประเทศ
โดยมีมูลค่าการใช้แร่ภายในประเทศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 90 ของมูลค่าแร่ท้ังหมดทผี่ ลติ ได้
สำหรับแรท่ ่ีพบในประเทศไทยมีดังน้ี (ราชบณั ฑิตยสถาน, 2557: 261-288)

(1) แร่ทองแดง ทองแดงเป็นโลหะที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง ซึ่งมนุษย์รู้จักและใช้
ประโยชน์มานานกว่าโลหะทุกชนิด ยกเว้นทองคำ มนุษย์รู้จักใช้โลหะผสมทองแดง เช่น ทองบรอนซ์
หรือทองสมั ฤทธ์ิ ทองเหลอื ง ปัจจบุ นั ไฟฟ้าทใ่ี ชใ้ นบา้ นกล็ ว้ นแต่ใช้สายไฟทีท่ ำมาจากทองแดงทง้ั สน้ิ ทำ
ให้โลหะทองแดงซึ่งได้มาจากการถลุงแร่ทองแดงเป็นโลหะที่สำคัญชนิดหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้
เทคโนโลยีระดับสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น
สายไฟฟ้า โทรศัพท์ อุปกรณ์วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องจักรกล เครื่องยนต์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ อาวุธ
ยุทโธปกรณ์ เป็นต้น ผลผลิตแร่ทองแดง ระหว่าง พ.ศ.2553-2554 คือ 723 ตัน และ 146 ตัน
ตามลำดบั แหลง่ ที่เป็นแหลง่ ผลติ ได้แก่ แรแ่ หล่งทองแดงบริเวณจงั หวัดเลยและจงั หวดั หนองคาย

(2) แร่ตะกั่ว ตะกั่วเป็นโลหะชนิดหนึง่ ทีส่ ำคัญและมีประโยชน์ต่อมนษุ ย์มาก ปริมาณ
การใช้ตะกั่วจึงครองอันดับ 4 รองจากอะลูมิเนียม ทองแดง และสังกะสี เมื่อถลุงสินแร่ตะกั่วจะได้
โลหะตะกั่วซึ่งใช้ทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย อาทิ ตะกั่วบัดกรี กระสุนปืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
แบตเตอรี่ทั้งที่เป็นพลังงานสำรองยามฉุกเฉินและที่ใช้ในรถยนต์ มีปริมาณการใช้ตะกั่วมากที่สุด
ถึงร้อยละ 63 ของการใช้ตะกั่วทั่วโลก แร่ตะกั่วที่นำมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่พบท่ี
จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดตาก จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน
จงั หวัดแพร่ จงั หวดั เพชรบูรณ์ จังหวดั เลย จงั หวัดเพชรบรุ ี จังหวดั นครศรีธรรมราช จังหวัดพทั ลุง และ
จังหวัดยะลา เหมืองตะกั่วที่สำคัญของประเทศอยู่ในบริเวณอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี
จังหวัดกาญจนบุรี ผลผลิตแร่ตะกั่ว ระหว่าง พ.ศ.2541-2543 มาจากแหล่งแร่ในจังหวัดกาญจนบุรี
เพียงแห่งเดียวเป็นจำนวน 15,346 ตัน และ 23,783 ตัน และ 24,760 ตัน ตามลำดับ ปัจจุบันไม่มี
รายงานการผลิต

81

(3) แร่สังกะสี โลหะสังกะสีได้จากการถลุงสินแร่สังกะสี ซึ่งในประเทศไทยส่วนใหญ่
พบเป็นแร่สฟาเลอไรต์ (Sphalerite) เฮมิมอร์ไฟต์ (Hemimorphite) ซิงไคต์ (Zincite) และ
สมิทซอไนต์ (Smithsonite) ในประเทศไทยแหล่งแร่ตะกั่ว-สังกะสีที่พบมักมีกำเนิดในสภาพแวดล้อม
ทางธรณีวิทยาเดียวกัน แหล่งแร่สังกะสีที่เป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศและได้มีการพัฒนาเป็น
เหมืองแร่ที่มีผลผลิตแร่สังกะสีซิลิเกตที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกอยู่ที่ตำบลพระธาตุผาแดง
อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ส่วนที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นแร่สังกะสีซัลไฟด์ ผลผลิตแร่สังกะสี ระหว่าง
พ.ศ.2541-2543 คือ 195,122 ตัน 185,752 ตัน และ 159,093 ตัน ตามลำดับ นับจากปัจจุบัน พ.ศ.
2555 ย้อนหลังไปถึง พ.ศ.2546 ไมผ่ ลผลติ

(4) แร่พลวง เป็นโลหะที่เปราะมีสีขาวคล้ายเงินและเป็นตัวช่วยให้โลหะผสมของ
พลวงมคี วามแขง็ แรงแขง็ แกร่งและทนทานต่อการกัดกร่อนเพม่ิ ขึน้ สินแรพ่ ลวงท่มี ีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
ในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ แร่พลวงซัลไฟด์ ชนิดสติบไนตห์ รือแร่พลวงเงิน และชนิดสติบิโคไนตห์ รือ
แร่พลวงทอง แหล่งแร่พลวงที่สำคัญพบในจังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง
จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังพบในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแพร่ จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัด
กาญจนบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสุราษฏร์ธานี จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล ผลผลิตแร่พลวง
ระหว่าง พ.ศ.2541-2543 คือ 442 ตัน 130 ตัน และ 178 ตันตามลำดับ ใน พ.ศ.2549 มีผลผลิต
990 ตัน และหลังจากนั้นไม่มีผลผลิตอีกจนถึง พ.ศ.2554 มีผลผลิตเพียง 56 ตัน ปัจจุบันไม่มีรายงาน
การผลิต

(5) แร่ดีบุก เป็นแร่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เคยเป็นสินค้าส่งออกที่ทำ
รายได้เข้าสู่ประเทศอันดับ 3 รองจากข้าวและยางพารา ดีบุกมีสมบัติพิเศษที่ทนทานต่อการกัดกร่อน
ของกรดและสารละลายต่าง ๆ ไม่เปน็ สนิม มีความสวยงาม และไม่เปน็ พิษตอ่ ร่างกายมนุษยจ์ ึงมกี ารใช้
ประโยชน์อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ใช้ในการผลิตกระป๋องบรรจุอาหาร หม้อน้ำ
รถยนต์ โลหะบัดกรี อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ แร่ดีบุกที่พบในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ แร่
แคสซิเทอไรต์และแร่สแตนไนต์ แหล่งแร่ดีบุกส่วนใหญ่พบทางซีกตะวันตกของประเทศไทย พบใน
ภาคใต้ทุกจังหวัด ในภาคกลางได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัด
เพชรบุรี ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดตาก จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำปาง และจังหวัดเชียงราย ในภาค
ตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี ผลผลิตแร่ดีบุกส่วนใหญ่มาจากการทำเหมืองหาบ
และเหมืองเรือขุดในทะเล จากแหล่งผลิตสำคัญในเขตจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผลผลติ ระหว่าง พ.ศ.2550-2554 คือ 144.3 ตนั 204.8 ตนั 292 ตนั และ 781 ตัน ตามลำดับ

82

(6) แร่ทังสเตน เป็นโลหะที่มีจุดหลอมตัวสูง ใช้ทำลวดความร้อนสำหรับโทรทัศน์
ไส้และขัว้ หลอดไฟฟ้า ต้านการกัดกรอ่ นได้ดี เปน็ ตวั นำความร้อนและไฟฟ้าที่ดี ใชใ้ นอุตสาหกรรมหนัก
ที่ต้องใช้วัสดุเครื่องมือที่มีความแข็งและทนต่อความร้อนสูง ใช้เป็นเครื่องมือตัด ทำใบพัดเครื่องบิน
เพลาเครื่องบด นอกจากนี้ยังใช้ในการทำสีอตุ สาหกรรมเคร่ืองปั้นดินเผาและเซรามิก แร่โลหะทังสเตน
ที่พบในประเทศไทย ได้แก่ แร่วุลแฟรไมต์ พบที่เหมืองแม่ลามา อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ดอยโง้ม จงั หวดั แพร่ เขาศนู ย์ อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช และคลองสก จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี
และแร่ซีไลต์ พบท่ดี อยหมอก อำเภอเวยี งป่าเป้า จังหวดั เชยี งราย และอำเภออมกอ๋ ย จังหวัดเชยี งใหม่
แร่ทังสเตนเป็นแร่สำคัญของประเทศ ใน พ.ศ.2514 มีผลผลิตสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่ภายหลัง
พ.ศ.2530 เป็นต้นมา ผลผลิตลดลงจนปัจจุบันมีผลผลิตจากแหล่งแร่ในจังหวัดกาญจนบุรีเท่าน้ัน
ผลผลิตใน พ.ศ.2544-2554 คือ 1.9 ตัน 53 ตัน 390 ตัน 337 ตัน 622 ตัน 546 ตัน 923 ตัน 1,112
ตัน 350 ตัน 711 ตนั และ 292 ตัน

(7) แร่เหล็ก ใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านจนถึงเป็นสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ใน
กิจการอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร เครื่องกลในโรงงาน ในประเทศไทยอาจแบ่งแร่เหล็กที่พบได้เป็น
3 ชนิดด้วยกัน คือ แร่แมกนีไทต์ แร่ฮีมาไทต์ และแร่เกอห์ไทต์ แร่เหล็กมีพบในหลายจังหวัด ได้แก่
จังหวัดกระบี่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี
จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดพัทลุง จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัด
แม่ฮ่องสอน จังหวัดระนอง จังหวัดระยอง จังหวัดลพบุรี จังหวัดลำปาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดเลย จังหวัดสระบุรี และจังหวัดสุโขทัย ผลผลิตระหว่าง พ.ศ.2550-2554
คือ 1,554,860 ตัน 1,709,750 ตัน 616,399 ตัน 976,937 ตัน และ 489,359 ตัน ตามลำดับ
ส่วนใหญ่ได้จากจังหวดั นครศรธี รรมราชและจงั หวัดประจวบคีรีขันธ์

(8) แร่แมงกานีส ประโยชน์หลักของแมงกานีส คือ นำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิต
เหล็กกล้า เช่น เหล็กกล้าก่อสร้าง รางรถไฟ ถ้าเป็นเป็นแมงกานีสซัลเฟตใช้เป็นปุ๋ยได้ แร่แมงกานีส
แบ่งตามประเภทการใช้ประโยชน์เป็น 4 เกรด คือ เกรดโลหกรรม เกรดแบตเตอรี่ เกรดเคมี และ
เกรดเบ็ดเตล็ด แร่แมงกานีสที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นแร่ไพโรลูไซต์ ซึ่งนำไปใช้ทำถ่านไฟฉาย
แหลง่ ผลิตแร่เกรดแบตเตอรีม่ าจากจังหวัดเลยและจังหวดั สระแก้ว ส่วนแหล่งผลิตแร่เกรดโลหกรรมมา
จากจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน และจังหวัดสระแก้ว ข้อมูลล่าสุด พ.ศ.2543
มีแร่จากแหล่งผลิตในจังหวัดเลยเพียงแห่งเดียวเป็นแร่เกรดแบตเตอร่ี จำนวน 225 ตัน หลังจากน้ัน
ผลผลิตแมงกานีสได้ลดลงใน พ.ศ.2544 มีผลผลิตเพียง 45 ตัน และไม่มีการผลิตเป็นเวลา 2 ปี แล้ว
เริ่มมีการผลิตใหม่ในระหว่าง พ.ศ.2547-2554 คือ 4,550 ตัน 88,500 ตัน 1,000 ตัน 9,500 ตัน
111,000 ตนั 64,930 ตนั 50,450 ตัน และ 398 ตนั ตามลำดบั

83

(9) ทองคำ มีสมบัติ คือ สีสันเหลืองอร่าม เนื้ออ่อน ตีแผ่ให้บางและดึงไม่ยืด ทนการ
กัดกร่อน สะท้อนแสงได้ดี เจือกับโลหะอื่นได้ง่าย มีความนำไฟฟ้าและความรอ้ นสูง ทองคำจึงนำมาใช้
ประโยชน์มากมาย เช่น เป็นหลักประกันค่าของธนบัตร ทำเหรียญกษาปณ์ เครื่องประดับ ครอบฟัน
ทำไมโครชิปในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เคลือบผิวยานอวกาศเพื่อสะท้อนรังสีฟาอินฟาเรดป้องกันการ
แผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ที่มากเกินไป ทองคำใช้ประโยชน์ในด้านเครื่องประดับและงานศิลปะมากที่สุด
ทองคำบริสุทธิ์หนัก 1 กรัม สามารถตีแผ่เป็นแผ่นบางได้กว้าง 5 ตารางฟุต จึงใช้ทำแผ่นทองคำเปลว
ในการไหว้พระปิดทองมาเป็นเวลาช้านาน แร่ทองคำในประเทศไทยพบกระจายทั่วไปในหลายจังหวัด
ยกเว้นในบริเวณที่ราบสูงโคราชและที่ราบลุ่มภาคกลาง แหล่งที่มีการทำเหมืองในอดีต คือ แหล่งแร่
ทองคำบ่อนางชิง จังหวัดสระแก้ว ส่วนแร่ทองคำในลานแร่ซึง่ พบทั่วไปนัน้ แหล่งใหญ่ท่ีเคยเปิดทำการ
คือ แหล่งแร่ทองคำบ้านป่าร่อน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกนั้นเป็นการร่อนทองเล็ก ๆ น้อย ๆ ของ
ชาวบ้าน ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีได้ส่งเสริมให้ภาคเอกชนดำเนินการสำรวจหาแหล่งแร่ทองคำ
ในประเทศหลายแห่ง ปรากฏว่าพบแหล่งแร่ทองคำ 2 แหล่ง ในบริเวณจังหวัดเลยและบริเวณรอยต่อ
จงั หวดั พจิ ติ รถงึ จงั หวัดเพชรบูรณ์

(10) หินปูน ในประเทศไทยพบหินปูนแพร่กระจายอย่างกว้างขวางเกือบทุกภูมิภาค
ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แหล่งผลิตหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมที่สำคัญอยู่ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งมี
โรงงานปูนซีเมนต์มากที่สุดและมีปริมาณการผลิต ร้อยละ 80 ของทั้งประเทศ จังหวัดอื่น ๆ ได้แก่
จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดราชบุรี และจังหวัดลำปาง การใช้
ประโยชน์หินปนู นอกจากการทำปนู ซเี มนตแ์ ล้ว ยงั ใช้ทำปนู ขาวและอุตสาหกรรมฟอกหนงั

(11) หินดินดาน เป็นหินตะกอนที่ประกอบด้วยแร่ดินเป็นส่วนใหญ่ ใช้สำหรับ
อุตสาหกรรมซีเมนต์ แหล่งหินดินดานที่ใช้ผลิตปูนซีเมนต์มักอยู่ใกล้กับแหล่งหินปูน พบในจังหวัด
สระบุรีและจงั หวดั ลำปาง

(12) แร่ยิปซัม ในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์จะมีการใส่แร่ยิปซัมลงในปูนเม็ดหลัง
การเผาเพื่อปรับสมบัติของปูนให้แข็งตัวช้าลงเมื่อเติมน้ำเพื่อใช้งาน ในประเทศไทยใช้ยิปซัมเพื่อการ
ผลิตปูนซีเมนต์เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาทำยิปซัมบอร์ด และปูนปลาสเตอร์ แหล่งแร่ยิปซัมขนาดใหญ่มี
3 บริเวณ คือ บริเวณเขตติดต่อระหว่างอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์กับอำเภอบางมูลนาก
จังหวัดพิจิตร บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช และบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งผลิตแร่ยปิ ซัมไดม้ าก
ที่สุด ผลผลิตแร่ยิปซัม ระหว่าง พ.ศ.2550-2554 คือ 2,300,507 ตัน 2,453,853 ตัน 1,564,906 ตัน
2,805,895 ตัน และ 1,797,061 ตนั ตามลำดบั

84

(13) ดินมาร์ลหรือดินสอพอง เป็นดินที่มีเนื้อค่อนข้างร่วนและมีส่วนประกอบหลัก
เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต เกิดจากการผุพังของหินปูน พบมากในอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
อำเภอบ้านหมอ อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ประโยชน์
ของดินมาร์ลใช้ทำดินสอพอง เป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซีเมนต์ และแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ใน
พ.ศ.2550-2554 มีผลผลิตดินมาร์ลจากจังหวัดสระบุรี จำนวน 31,750 ตัน 51,720 ตัน 99,300 ตัน
68,000 ตัน และ 65,000 ตัน ตามลำดบั

(14) แร่เฟลสปาร์ ใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งใช้เฟลสปาร์ผสม
ทัง้ ในเนอื้ ดนิ ป้นั และนำ้ ยาเคลอื บเคร่ืองปนั้ ชนิดขาว นอกจากนยี้ ังใช้ผสมในน้ำยาเคลอื บสำหรับเคลือบ
ภาชนะโลหะ และใช้ในอุตสาหกรรมแก้ว แหล่งผลิตเฟลสปาร์ที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ในบริเวณ
จังหวัดตากและจังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาพบในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี ผลผลิต
ทัว่ ประเทศระหวา่ ง พ.ศ.2550-2554 คือ 684,668 ตนั 670,618 ตนั 718,692 ตัน 641,900 ตัน และ
1,041,152 ตัน ตามลำดบั

(15) แร่ควอตซ์ มีชื่อเรียกภาษาไทยว่า แร่เขี้ยวหนุมาน เป็นแร่ที่สังเกตเห็นได้ง่าย
ด้วยลักษณะรูปร่างของผลึกที่แจ่มชัด (ภาพที่ 4.6) มีความแข็ง 7 สามารถขูดกระจกเข้า แร่ควอตซ์
เป็นแร่ที่พบได้ง่าย แหล่งผลิตที่สำคัญ คือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดราชบุรี
ผลผลิตของแร่ควอตซ์ระหว่าง พ.ศ.2550-2554 คือ 4,924 ตัน 3,290 ตัน 12,954 ตัน 49,064 ตัน
และ 152,576 ตัน ตามลำดบั

ภาพท่ี 4.6 แรค่ วอตซ์
ทีม่ า: Lanna Sculpture (2561)

85

(16) แร่ฟลูออไรต์ ใช้เป็นส่วนผสมในยาสีฟัน ทำแก๊สฟรีออนสำหรับระบบทำ
ความเย็นในเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ฟลูออรีนสำหรับอุตสาหกรรมเคมี ทำพลาสติก ยาฆ่าแมลง
และกระจกทึบแสง แหล่งแร่ฟลูออไรต์ส่วนใหญ่พบในบริเวณทิวเขาภาคเหนือและภาคตะวันตกตั้งแต่
จังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดเพชรบุรี ส่วนในภาคใต้พบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดกระบี่
ผลผลิตแร่ฟลูออไรต์ระหว่าง พ.ศ.2550-2554 คือ 1,820 ตัน 29,529 ตัน 119,840 ตัน 30,487 ตัน
และ 4,994 ตัน ตามลำดบั

(17) โพแทซและเกลือหิน โพแทซและเกลือหินเป็นแร่อุตสาหกรรมที่สำคัญซึ่งใช้ใน
อุตสาหกรรมเคมีและปุ๋ย แหล่งโพแทซและเกลือหินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครอบคลุมพื้นที่
แอ่งสกลนครและแอ่งโคราช ซึ่งถือเป็นแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันมีการทำเหมืองเกลือหิน
2 เหมือง ที่อำเภอพิมายและอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลพลอยได้จาก
โครงการทำเหมืองแร่โพแทซของอาเซียน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ผลผลิตเกลือหิน
ระหว่าง พ.ศ.2550-2554 คือ 1,134,931 ตัน 1,211,581 ตัน 1,376,037 ตัน 1,405,406 ตัน และ
1,359,493 ตัน ตามลำดับ

(18) เพชร เป็นแร่รัตนชาติมีค่าสูงชั้น 1 มีความแข็ง 10 ซึ่งแข็งกว่าแร่ทุกชนิดที่เกิด
ในธรรมชาติ มีความวาวสูง ในประเทศไทยมีรายงานการพบเพชรมานานกว่า 40 ปี ในลานแร่ดีบุก
ทั้งบนบกและนอกชายฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดพังงา เพชรที่ผลิตได้เป็น
ผลพลอยไดม้ าจากทำเหมืองแร่ดบี กุ โดยมปี รมิ าณเพยี งเล็กน้อย

(19) พลอยชนิดตา่ ง ๆ รตั นชาตทิ เี่ ป็นพลอยชนดิ อื่น ๆ ได้แก่ ทับทมิ (Ruby) มีสีแดง
พบมากในเขตอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ส่วนไพลิน (Blue Sapphire)
มีสีน้ำเงิน และบุษราคัม (Yellow Sapphire) มีสีเหลือง พบมากในอำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่
อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยจังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัด
ที่มีผลผลิตพลอยมากที่สุดในปัจจุบัน เคยมีผลผลิตระหว่าง พ.ศ.2531-2541 รวม 21,330,568 กะรัต
แต่ผลผลติ รวมระหวา่ ง พ.ศ.2550-2553 ลดลงเหลอื 138,405 กะรัต

(20) ถ่านหิน เป็นหินตะกอนชนิดหนึ่งและเป็นแร่เชื้อเพลิง สามารถติดไฟได้ มีสี
น้ำตาลออ่ นจนถึงสีดำ มคี วามเปราะ มที ง้ั ชนิดผวิ มนั และผิวด้าน ถ่านหนิ มีคารบ์ อนสูงและมีธาตอุ ื่นตำ่
ประเทศไทยใชถ้ ่านหินประมาณ รอ้ ยละ 88.8 ในการผลติ ไฟฟา้ ส่วนทเี่ หลอื ประมาณ รอ้ ยละ 11.2 ใช้
ในภาคอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมซีเมนต์ กระดาษ ปูนขาว แบตเตอรี่ เป็นต้น แหล่งถ่านหินที่
สำคัญในประเทศไทยพบท่ีอำเภอแมเ่ มาะ จังหวัดลำปาง อำเภอล้ี จังหวดั ลำพนู และอำเภอเมอื งกระบ่ี
จังหวัดกระบี่

86

(21) ปิโตรเลียม แบ่งตามธรรมชาติมี 3 ชนิด คือ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และ
ก๊าซธรรมชาติเหลว ประเทศไทยเริ่มใช้ปิโตรเลียมเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2431 โดยเริ่มนำเข้าน้ำมันก๊าดจากประเทศรัสเซีย ต่อมา พ.ศ.2435
เริ่มมีบริษัทน้ำมันขึ้นเป็นครั้งแรก คือ บริษัทรอยัลดัทช์ เซลล์ ทรานสปอร์ตแอนด์เทรดดิ้ง จากน้ัน
พ.ศ.2464 จึงเริ่มมีการสำรวจหาแหล่งน้ำมันเป็นครั้งแรกที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยบริษัท
ยูเนียนออยล์ ปัจจุบันประเทศไทยมีสัมปทานปิโตรเลียม 63 สัมปทาน ประกอบด้วย อ่าวไทย 29
สมั ปทาน บนบก 33 สมั ปทาน และทะเลอนั ดามัน 1 สัมปทาน

(22) หินแกรนิต (Granite) เป็นหินอัคนีแทรกซอนเนื้อหยาบถึงหยาบมาก รวมท้ัง
ชนิดเนื้อดอก ซึ่งมีผลึกใหญ่ฝังในเนื้อพื้นท่ีเป็นผลึกเล็กกว่า มีสีอ่อน อาทิ สีเทา สีชมพู สีม่วง
หินแกรนติ มีความแข็งและเหนยี วจงึ ใชเ้ ป็นวัสดตุ กแตง่ ในงานกอ่ สร้าง โดยราคาจะข้นึ อยกู่ ับสี ลวดลาย
ลักษณะเนื้อหิน และขนาด แหล่งหินแกรนิตพบได้ทั่วไปเกือบทั่วประเทศ แต่ที่มีการผลิต ได้แก่
จังหวดั ลำปาง จังหวัดตาก จงั หวัดนครสวรรค์ จงั หวดั อุทัยธานี จงั หวดั เพชรบูรณ์ และจังหวดั เลย

(23) หินไนส์ (Gneiss) เป็นหินแปรอันดับสูง เนื้อหยาบ เกิดจากการแปรสภาพของ
หินแกรนิต นิยมใช้ทำครกหิน พบในบริเวณจังหวัดชลบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดกาญจนบุรี
จังหวดั ตาก และจังหวัดนครศรีธรรมราช

(24) หนิ ชนวน (Slate) เป็นหินแปรอนั ดบั ตำ่ สเี ข้ม เนอ้ื เนยี น เกดิ จากการแปรสภาพ
ของหินดินดาน มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าหินกาบ นิยมใช้ทำกระดานชนวนและแผ่นมุงหลังคา แหล่งผลิตใน
ประเทศไทยอยทู่ อ่ี ำเภอปากชอ่ ง จงั หวดั นครราชสมี า

(25) หินอ่อน (Marble) เกิดจากการแปรสภาพของหินปูนซึ่งถูกความร้อนและ
ความกดดัน นิยมนำมาตัดเป็นแผ่นทำหินประดับอาคาร ปูพื้น และแกะสลัก หินอ่อนในประเทศ
มีลวดลายและสสี นั แตกต่างกันไปตามแหล่งผลติ แหล่งผลิตทส่ี ำคญั คือ จังหวดั กำแพงเพชร รองลงมา
จังหวัดสระบรุ ี จังหวดั สุโขทยั และจงั หวัดชัยนาท

4.4.2 การพัฒนาแหล่งแร่
ในปัจจุบันประเทศไทยผลติ แรไ่ ด้มากกว่า 40 ชนิด บางชนิดผลิตเพื่อการส่งออกและ

บางชนิดผลิตเป็นวัตถุดิบสำหรบั รองรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 90 ของแร่
ที่ผลิตได้ในปัจจุบันใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมในประเทศ มีเหมืองเปิดดำเนินการทั้งบนบกและ
นอกชายฝั่งทะเลทั้งสิ้น 610 เหมือง กลุ่มแร่ที่มีการผลิตสูง ได้แก่ กลุ่มแร่โลหะเบาและแร่หายาก
ร้อยละ 54.5 ของมูลค่าการผลิตทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ กลุ่มแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ร้อยละ 26.1 กลุ่มแร่เชื้อเพลิงธรรมชาติและพลังงาน ร้อยละ 15.9 แร่ที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุด ได้แก่
ลิกไนต์ รองลงมา ไดแ้ ก่ หินปนู เพ่อื อุตสาหกรรมซีเมนต์ และยิปซัม ตามลำดบั

87

ความต้องการใช้ทรัพยากรแร่ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ในขณะที่แหล่งแร่บนผิวดินหรือระดับตื้นซึ่งง่ายแก่การค้นพบได้มี การขุดนำไปใช้ประโยชน์
เกือบหมดแล้ว การสำรวจหาแหล่งแร่เพิ่มเติมเพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ภายในประเทศและส่งจำหน่ายต่างประเทศ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการสำรวจที่พัฒนามาก
กว่าเดิม จึงจะสามารถสำรวจแหล่งแร่ที่อยู่ลึกลงไปหลายร้อยเมตรได้ ตลอดจนวิธีการพัฒนาแหล่งแร่
เช่น การทำเหมืองใต้ดิน อย่างโครงการเหมืองแร่โพแทซในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ต้องลงทุนและ
มีความเส่ียงสูงดว้ ยเชน่ กัน

4.5 ทรพั ยากรประมง
ทรัพยากรประมงในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ การประมงน้ำจืด

การประมงน้ำกรอ่ ย และการประมงทะเล (ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 195-198)
4.5.1 การประมงน้ำจืด
การทำประมงในแหล่งน้ำจืดหรือแหล่งประมงที่อยู่ในแผ่นดินเป็นการจับหรือ

เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามห้วย หนอง คลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบหรือแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ เช่น
แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี ทะเลสาบสงขลา บึงบอระเพ็ด กว๊านพะเยา หนองหาน เขื่อนสิริกิติ์ และ
ทะเลสาบแมป่ งิ เปน็ ตน้

4.5.2 การประมงนำ้ กรอ่ ย
เป็นการทำประมงบริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างน้ำจืดและน้ำทะเล

ตามชายฝั่งทะเล มีระยะทางห่างจากฝั่งไม่มากนักหรือบางทีก็แทรกเข้าไปตามแผ่นดินบริ เวณ
ชายทะเลที่อยู่ในเขตที่น้ำทะเลท่วมถึง ทำให้เกิดเป็นน้ำกร่อย ภาวะน้ำกร่อยจะไม่คงที่เกิดตามน้ำขึ้น
น้ำลง ปรมิ าณนำ้ จืดท่ีไหลมาปากแมน่ ้ำในแตล่ ะฤดกู าล โดยท่วั ไปสามารถทำประมงไดต้ ลอดปี

4.5.3 การประมงทะเล
เป็นการทำประมงในทะเลทั้งในอาณาเขตของประเทศไทยและนานาชาติ จังหวัด

ชายฝั่งทะเลที่สามารถทำการประมงทะเลมีจำนวน 23 จังหวัด ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของจังหวัดตราด
จนถึงจังหวัดนราธิวาสในภาคใต้ ด้านทะเลอันดามันตั้งแต่จังหวัดระนองจนถึงจังหวัดสตูล ส่วนการ
ประมงนอกนา่ นนำ้ ของไทย ในเขตนา่ นน้ำสากลสามารถทำไดอ้ ิสระ แตม่ กั จะมคี า่ ใชจ้ า่ ยสูง เพราะตอ้ ง
เดินทางออกไปเป็นระยะทางไกลมากและใช้เวลานาน สำหรับในเขตน่านน้ำของนานาประเทศ
สามารถทำได้หากได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศนั้นเสียก่อน มิฉะนั้นจะถือว่าเข้าไปลักลอบทำ
ประมงและรุกล้ำน่านน้ำดังมีข่าวเนือง ๆ ที่เรือประมงไทยถูกจับในเขตน่านน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน
เชน่ เมียนมาร์ มาเลเซยี เวยี ดนาม เป็นต้น

88

เขตน่านน้ำภายในของประเทศไทยตามสมุดสถิติประมง พ.ศ.2550 กรมประมงได้
แบ่งแหล่งประมงในน่านนำ้ ของประเทศไทยออกเปน็ 5 เขต (ภาพท่ี 4.7) ดงั นี้

(1) เขต 1 อ่าวไทยตะวันออก ประกอบด้วย ทะเลที่อยู่ในเขตของจังหวัดตราด
จงั หวัดจนั ทบรุ ี และจงั หวัดระยอง

(2) เขต 2 อ่าวไทยตอนใน เป็นพื้นที่ทะเลที่อยู่ในเขตของกรุงเทพมหานคร จังหวัด
ฉะเชิงเทรา จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมทุ รสาคร จังหวัดสมทุ รสงคราม และจังหวดั
เพชรบุรี

(3) เขต 3 อ่าวไทยด้านตะวันตกตอนบน เป็นพื้นที่ทะเลที่อยู่ในเขตของจังหวัด
ประจวบครี ีขันธ์ จงั หวดั ชมุ พร และจังหวัดสรุ าษฎร์ธานี

(4) เขต 4 อ่าวไทยด้านตะวันตกตอนบน เป็นพื้นที่ทะเลที่อยู่ในเขตของจังหวัด
นครศรธี รรมราช จังหวัดสงขลา จงั หวดั ปตั ตานี และจังหวดั นราธิวาส

(5) เขต 5 ชายฝงั่ ทะเลอันดามนั เป็นพน้ื ทีท่ ะเลทีอ่ ยู่ในเขตของจงั หวัดระนอง จงั หวัด
พังงา จังหวดั ภูเกต็ จงั หวัดตรงั และจงั หวัดสตูล

นอกจากน้ีในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทยยังมีการแบง่ พืน้ ท่ีออกเป็น 7 เขต
(ภาพท่ี 4.7) ประกอบดว้ ย

(1) เขตที่ 1 เขตเศรษฐกิจจำเพาะด้านตะวนั ออก
(2) เขตที่ 2 อ่าวไทยตอนใน
(3) เขตที่ 3 เขตเศรษฐกิจจำเพาะด้านอ่าวไทยฝั่งตะวันตก
เขตเศรษฐกิจจำเพาะ 3 เขตนี้มีสภาพเป็นทะเลโคลนมีระดับตื้นและราบ เกิดจาก
แม่น้ำสายสำคัญที่พัดพาตะกอนจำนวนมากมาไหลลงทะเลบริเวณอ่าวไทย ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง
แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเพชรบุรี และแม่น้ำตาปี จึงมีการทำประมงแบบ
ประมงชายฝง่ั และอวนลากมาก
(4) เขตที่ 4 เขตเศรษฐกจิ จำเพาะด้านภาคใต้ฝ่ังอ่าวไทยตะวนั ตก พื้นทะเลเป็นทราย
ปนกับโคลนเหลว พื้นทะเลมีความลึกประมาณ 20-30 เมตร มีลักษณะเป็นสันสูงจึงทำให้อวนลาก
ไมไ่ ด้
(5) เขตที่ 5 เขตเศรษฐกิจจำเพาะบริเวณอ่าวไทยตอนกลาง มีความลึกมากที่สุด
ประมาณ 80-90 เมตร
(6) เขตที่ 6 เขตเศรษฐกิจจำเพาะฝั่งอันดามันตอนบน
(7) เขตท่ี 7 เขตเศรษฐกจิ จำเพาะฝงั่ อนั ดามนั ตอนล่าง

89

ภาพที่ 4.7 เขตน่านน้ำภายในและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทย
ที่มา: Thaiseafarer (2561)

แหล่งประมงในน่านน้ำประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมาก ในอดีตมี
ปริมาณสตั วน์ ้ำท่สี มบรู ณม์ ากแห่งหนงึ่ ของโลก เคยเปน็ ประเทศที่มสี ถิติการจบั สัตว์น้ำไดม้ ากติดอันดบั
ต้น ๆ ของโลก แต่ในปัจจุบันมีปริมาณการจับสัตว์น้ำลดลงมาก เนื่องจากมีการจับสัตว์น้ำเกินขีด
ความสามารถที่สัตว์น้ำจะเติบโตได้ทัน รวมท้ังมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
จากสมุดสถิติประมง พ.ศ.2550 ที่จัดทำโดยกรมประมง มีการรายงานสถิติปริมาณสัตว์น้ำท่ี
ประเทศไทยสามารถผลิตได้ทั้งจากการทำประมงน้ำเค็ม การทำประมงน้ำจืด การเพาะเลี้ยงชายฝ่ัง
และการเพาะเลี้ยงน้ำจืด ใน พ.ศ.2531-2550 พบว่าในภาพรวมปริมาณสัตว์น้ำที่ประเทศไทยจับได้
ส่วนใหญ่เป็นการทำประมงน้ำเค็ม ทั้งในเขตน้ำตื้นและเขตน่านน้ำสากล รองลงมาเป็นการเพาะเลี้ยง
ชายฝั่ง การเพาะเลี้ยงน้ำจืด และการทำประมงน้ำจืด จังหวัดที่มีปริมาณการผลิตสัตว์น้ำมากมักเป็น
จังหวัดที่มีท่าเรือประมงขนาดใหญ่และอยู่ใกล้กับแหล่งประมง ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัด
สมุทรสาคร จงั หวดั สมทุ รปราการ จงั หวัดระยอง จังหวดั ตรัง จงั หวดั ระนอง และจังหวดั ชมุ พร

90

บทสรุป
ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติทีอ่ ุดมสมบรู ณ์และมกี ารนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลาย

ชนิด ได้แก่ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรแร่ธาตุ และทรัพยากรประมง
สำหรับทรัพยากรดินในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เป็นพื้นที่ที่มีความ
เหมาะสมปานกลางสำหรับการเพาะปลูก โดยพื้นดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกมีเพียงร้อยละ
13.6 ของพื้นที่ทั้งประเทศเท่านั้น ส่วนที่เหลือจัดอยู่ในประเภทดินบนพื้นที่สูงและดินมีปัญหา
อาทิ ดนิ เคม็ ดนิ เปรยี้ วจดั ดนิ ทรายจัด และดนิ พรุหรอื ดนิ อินทรยี ์ เป็นต้น ทรพั ยากรน้ำเป็นทรัพยากร
ที่มีค่าและจำเป็นยิ่งต่อการดำรงชีวิตของคนไทย ทั้งอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
คมนาคมขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า แหล่งน้ำผิวดินที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง
แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำชี แม่น้ำตาปี เป็นต้น ปจั จุบันนำ้ จืดมคี วามตอ้ งการใชส้ ูงจากผู้ใช้หลายภาคส่วน
ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำจืด ปัญหาน้ำท่วม ปัญหามลพิษทางน้ำ และปัญหาการแย่งชิงน้ำ
ต่อมาทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 2 ประเภท คือ ป่าไม่ผลัดใบ อาทิ ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา
ป่าดิบแล้ง เป็นต้น และป่าผลัดใบ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง เป็นต้น ในอดีตประเทศไทยเคยมี
พื้นที่ป่าไม้อยู่มาก แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ลดลงและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว สาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้น
ของจำนวนประชากร การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรมไม้แปรรูป และการพัฒนา
เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้รัฐบาลได้พยายามแก้ไขด้วยนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ยกเลิกสัมปทานป่าไม้ท้ัง
ป่าบกและป่าชายเลน และกำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เพื่อลดการทำลาย
พื้นที่ป่า ทรัพยากรแร่ธาตุ แร่ธาตุเป็นทรัพยากรอันมีค่า เนื่องจากสามารถนำมาพัฒนาประเทศใน
ลักษณะของสินค้าและอุตสาหกรรมได้ แร่ที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ แร่ดีบุก แร่ทังสเตน
แร่ตะกั่ว แร่แมงกานีส แร่ทองแดง แร่ทองคำ แร่สังกะสี แร่ฟลูออไรต์ ถ่านหิน ปิโตรเลียม เป็นต้น
ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับแร่ คือ การใช้แร่สิ้นเปลือง การทำเหมืองแร่ไม่ถูกวิธี นอกจากนี้ยังมีการลักลอบ
น้ำแร่ไปขายต่างประเทศด้วย สุดท้ายทรัพยากรประมง ประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งเหมาะแก่การประมง
ทั้งการประมงน้ำจืด การประมงน้ำกร่อย และการประมงทะเล เพราะมีแม่น้ำ คลอง หนอง บึง และ
สถานที่เพาะเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและ
ทะเลอันดามนั ประเทศไทยมปี ริมาณการจบั สัตว์น้ำเพม่ิ ข้นึ ทุกปี ปัญหาสำคัญของการประมงไทย เกิด
จากการลดลงของทรัพยากรทางทะเล การจับสัตว์น้ำเกินอัตรา การขาดความรู้ ขาดจิตสำนึก
ตลอดจนปัญหามลพิษทางน้ำ อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ก็ดี
การลดลงและเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติก็ดี ล้วนส่งผลกระทบต่อลักษณะทางประชากรของ
ประเทศไทยทั้งส้ิน เชน่ การลดลงของทรัพยากรปา่ ไมเ้ กิดจากการเพม่ิ ขึ้นของจำนวนประชากร น้ำเสีย
และน้ำขาดแคลนเกิดจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม เหล่านี้สามารถอธิบายได้ใน
บทต่อไป

91

คำถามทา้ ยบท
1. ทรัพยากรดนิ ของประเทศไทยมีความสำคัญอยา่ งไร จงอธิบายและยกตัวอย่าง
2. ทรพั ยากรนำ้ ของประเทศไทยมีความสำคัญอยา่ งไร จงอธิบายและยกตัวอย่าง
3. ทรพั ยากรป่าไม้ของประเทศไทยมีความสำคญั อย่างไร จงอธบิ ายและยกตวั อย่าง
4. ทรพั ยากรแร่ธาตุของประเทศไทยมคี วามสำคญั อยา่ งไร จงอธิบายและยกตวั อย่าง
5. ทรพั ยากรประมงของประเทศไทยมคี วามสำคญั อย่างไร จงอธบิ ายและยกตัวอยา่ ง

เอกสารอา้ งองิ
เกษตรอินทรยี .์ (2560). ปา่ เบญจพรรณ. สืบคน้ 25 กรกฎาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:

https://www.kasetintree.com.
ไทยรัฐออนไลน.์ (2558). พื้นทีเ่ กษตรกรรมเสยี หายจากปัญหาการขาดแคลนนำ้ จดื .

สบื คน้ 25 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์
https://www.thairath.co.th/content/509215.
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2557). อกั ขรานกุ รมภูมิศาสตร์ไทย เลม่ 1. (190-288). กรงุ เทพฯ:
ราชบณั ฑติ ยสถาน.
วนั ทนยี ์ ศรรี ัฐ. (2543). ภูมิศาสตรป์ ระเทศไทย. (233). กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลัยรามคำแหง.
ศุทธินี ดนตร.ี (2554). ภมู ิศาสตร์ประเทศไทย. (166-198). ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่. (เอกสารอดั สำเนา).
สวาท เสนาณรงค์. (2529). ภมู ศิ าสตรป์ ระเทศไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ .
สริ พิ ร แกว้ อรณุ . (2561). ลมุ่ น้ำประธาน 25 ลุ่มนำ้ ของประเทศไทย. สบื ค้น 25 กรกฎาคม 2561,
จากเว็บไซท์: https://sites.google.com/site/keawarunsiriporn/thraphyakr-na.
Lanna Sculpture. (2561). แรค่ วอตซ.์ สบื คน้ 31 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์:
https://www.lannasculpture.com.
Local Guides Connect. (2560). เข่ือนรชั ชประภา จงั หวดั สุราษฎรธ์ าน.ี
สบื ค้น 25 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์: https://www.localguidesconnect.com.
Luckynatthapong. (2556). ป่าดบิ เขา. สืบค้น 31 กรกฎาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:
https://chiangmaiunseen.wordpress.com/2013/07/29.
Thaiseafarer. (2561). เขตน่านนำ้ ภายในและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศไทย.
สืบคน้ 31 กรกฎาคม 2561, จากเว็บไซท์:
http://thaiseafarer.com/marinelaw/maritime-zone.php.

92

บทท่ี 5
ลักษณะทางประชากรของประเทศไทย

ในทางรัฐศาสตร์ได้กำหนดเงื่อนไขของการเป็นประชากรที่ชัดเจนและรัดกุม เช่น ต้องเป็น
ผู้ที่อยู่อาศัยในประเทศหรือในพื้นที่ใด ๆ โดยถูกต้องตามกฎหมาย มีเชื้อชาติและสัญชาติเป็นเจ้าของ
ประเทศหรือดินแดนนั้น ๆ ดังนั้นคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามา รวมทั้งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจท่ี
เดนิ ทางเข้ามาอยู่เพยี งช่วั คราวจะไม่ถอื เป็นประชากรของประเทศ

5.1 จำนวนประชากรและอตั ราการเพ่มิ ของประชากร
ทุกประเทศทั่วโลกได้มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประชากรไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ทราบว่า

ช่วงเวลาต่าง ๆ มีจำนวนประชากรมากน้อยเพียงใดในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง สำหรับประเทศไทยมีการทำ
สำมะโนประชากรทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ.2452 และแล้วเสร็จใน พ.ศ.2453 โดยเรียกช่ือ
การทำสำมะโนในครัง้ นัน้ ว่า สำมะโนครัว ที่ปรากฏผลว่าประเทศไทยมีประชากรรวมทั้งสิ้น 8.15 ล้าน
คน หลังจากนั้นจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นตามลำดับจนถึง 65.5 ล้านคน ใน พ.ศ.2553 หรือเพิ่มขึ้น
ประมาณ 8 เทา่ ภายในระยะเวลา 100 ปี ดงั แสดงในตารางที่ 5.1 (ราชบณั ฑติ ยสถาน,2557: 449)

ตารางท่ี 5.1 จำนวนประชากรและอตั ราการเพมิ่ ของประชากร พ.ศ.2453-2553

ปีสำมะโน จำนวนประชากร (คน) จำนวนทีเ่ พิ่มข้นึ (คน) อัตราเพมิ่ (ร้อยละตอ่ ป)ี

2453 8,149,487 - -

2462 9,207,355 1,057,868 1.22

2472 11,506,207 2,298,952 2.23

2480 14,464,105 2,957,898 2.86

2490 17,442,689 2,978,584 1.87

2503 26,257,916 8,815,227 3.15

2513 34,397,374 8,139,458 2.70

2523 44,824,540 10,427,166 2.65

2533 54,548,530 9,723,990 1.96

2543 60,916,441 6,058,417 1.10

2553 65,479,453 4,563,012 0.72

ทีม่ า: ราชบณั ฑิตยสถาน (2557: 449)

93

จะเหน็ ไดว้ า่ อตั ราการเพ่ิมของประชากรมคี วามแตกต่างกนั ในชว่ งเวลาต่าง ๆ ของปสี ำมะโน
ซึ่งอัตราการเพิ่มของประชากรในประเทศไทย ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอัตราการเกิดและอัตราการตายเป็น
สำคัญ ส่วนการย้ายถิ่นระหว่างประเทศมีจำนวนไม่มาก ในระหว่าง พ.ศ.2453-2462 อัตราการเพ่ิม
มีเพียง ร้อยละ 1.22 ต่อมาในช่วง พ.ศ.2462-2472 และ พ.ศ.2472-2480 อัตราการเพิ่มขยับสูงขึ้น
เป็นร้อยละ 2.23 และ 2.86 ตามลำดับ จนกระทั่ง พ.ศ.2480-2490 อัตราการเพิ่มได้ลดลงอย่างเห็น
ได้ชดั เหลอื เพยี ง ร้อยละ 1.87 สาเหตเุ พราะในขณะน้นั ประเทศไทยกำลงั อยู่ในภาวะของสงครามมหา
เอเชียบูรพาและสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้อัตราการเกิดลดลง เนื่องจากประชากรมีความเครียดจาก
ภาวะสงครามและความไม่ปกติสุขในการดำรงชีวิต ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด อัตราการ
เพิ่มของประชากรจึงเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 3.15 การเพิ่มของประชากรในอัตราที่สูงมากในช่วง พ.ศ.
2490-2503 ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าอาจก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศไทย
ในระยะยาว รัฐบาลจึงได้รณรงค์ให้วางแผนครอบครัวกันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศเพื่อชะลออัตรา
การเกิดให้ลดลง จากผลของการรณรงค์ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เน้นการเจริญเติบโตทาง
อุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้ประชากรจากชนบทอพยพย้ายถิ่นเข้ามาประกอบอาชีพและอยู่อาศัยใน
เขตเมอื งจำนวนมาก ซึง่ นยิ มการมคี รอบครัวขนาดเล็ก

สำหรับจำนวนประชากรรายภูมิภาคตามการแบ่งภาคทางภูมิศาสตร์พบว่าสัดส่วนขอ ง
จำนวนประชากร พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2551 มรี ปู แบบคล้ายคลงึ กัน ภมู ภิ าคทม่ี จี ำนวนประชากร มาก
ที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นร้อยละ 33.82 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ (ตารางที่
5.2) รองลงมา คือ ภาคกลาง ร้อยละ 30.85 ภาคใต้ ร้อยละ 13.79 ภาคเหนือ ร้อยละ 9.80
ภาคตะวนั ออก รอ้ ยละ 6.72 และภาคตะวันตก ร้อยละ 5.01 ตามลำดับ

ตารางท่ี 5.2 จำนวนประชากร ความหนาแน่น และอตั ราการเพ่มิ รายภาค พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2551

เนื้อที่ จำนวนประชากร (คน) ความหนาแนน่ อัตราการเพม่ิ

ภาค (ตร.กม.) พ.ศ.2547 พ.ศ.2551 พ.ศ.2551 ต่อปี

ภาคเหนอื 93,691.1 6,182,017 6,214,118 66 คน/ตร.กม. 0.13

ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื 168,855.5 21,267,426 21,442,693 127 คน/ตร.กม. 0.21

ภาคกลาง 91,795.1 18,995,143 19,558,093 213 คน/ตร.กม. 0.74

ภาคตะวันออก 34,380.5 4,024,403 4,258,832 124 คน/ตร.กม. 1.46

ภาคตะวนั ตก 53,679.0 3,071,936 3,174,449 59 คน/ตร.กม. 0.83

ภาคใต้ 70,715.2 8,432,696 8,741,545 124 คน/ตร.กม. 0.92

รวมท้ังประเทศ 513,116.4 61,973,621 63,389,730 124 คน/ตร.กม. 0.57

ทมี่ า: ศทุ ธนิ ี ดนตรี (2554: 209)

94

ในระดับจังหวัด จังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร
มีประชากร 5,710,883 คน รองลงมา คือ จังหวัดนครราชสีมา มีประชากร 2,565,117 คน จังหวัด
อุบลราชธานี มีประชากร 1,795,453 คน จังหวัดขอนแก่น มีประชากร 1,756,101 คน และจังหวัด
เชียงใหม่ มีประชากร 1,670,317 คน ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุด 5 อันดับแรก คือ
จังหวัดระนอง มีประชากร 182,729 คน จังหวัดสมุทรสงคราม มีประชากร 194,054 คน จังหวัด
สิงหบ์ รุ ี มปี ระชากร 215,551 คน จงั หวดั ตราด มีประชากร 221,827 คน และจงั หวดั พังงามปี ระชากร
249,933 คน (ศทุ ธนิ ี ดนตรี, 2554: 209)

5.2 โครงสรา้ งอายขุ องประชากร
โครงสร้างอายขุ องประชากร หมายถงึ อัตราสว่ นของประชากรในชว่ งอายุต่าง ๆ ที่ประกอบ

กันขึ้นเป็นจำนวนประชากรของประเทศหรือของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง นิยมแบ่งช่วงอายุของประชากร
ออกเปน็ ช่วงละ 5 ปี เริม่ ต้ังแต่ 0-4 ปี เปน็ ชว่ งแรก จนถึง 80 ปีข้ึนไปเปน็ ช่วงสุดทา้ ย โดยถอื กนั วา่ ช่วง
อายุตั้งแต่ 0-14 ปี เป็นประชากรวัยเด็ก ช่วงอายุตั้งแต่ 15-59 เป็นประชากรวัยทำงาน และตั้งแต่
60 ปีขึ้นไป เป็นประชากรในวัยสูงอายุ ทั้งนี้หากโครงสร้างอายุของประชากรประกอบด้วยประชากร
วัยทำงานในอัตราส่วนที่ค่อนข้างสูง ย่อมเป็นผลดีทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศ เพราะ
ประชากรในวัยทำงานสามารถก่อให้เกิดผลผลิตแก่ประเทศได้มาก ในทางตรงข้ามถ้าประชากรวัยเด็ก
และวัยสูงอายุมีอัตราส่วนที่สูง ก็จะทำให้มีภาระเพิ่มขึ้นในการเลี้ยงดูผู้ที่อยู่ในวัยพึ่งพิงทั้ง 2 กลุ่ม
ดงั กลา่ ว

จากจำนวนประชากรและอัตราการเพิ่มของประชากรระหว่าง พ.ศ.2543-2553 พบว่า
ประชากรวัยเด็กส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในขณะที่ประชากรวัยสูงอายุส่วนใหญ่เป็น
เพศหญิงมากกว่าเพศชาย ที่น่าสังเกตคือประชากรวัยเด็กมีสัดส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ประชากร
วัยทำงานและวัยสูงอายมุ ีสัดส่วนเพิม่ สูงขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรวัยสูงอายุมีสดั ส่วน
เพ่ิมสูงข้ึนอยา่ งมาก

ในการเปรียบเทียบโครงสร้างอายุของประชากรในพื้นที่ต่างกันหรือในช่วงเวลาต่างกัน
ให้เห็นชัดเจนและรวดเร็ว อาจพิจารณาได้จากแผนภาพที่เรียกว่า พีระมิดประชากร (Population
Pyramid) แผนภาพชนิดนี้ประกอบด้วยกราฟแท่งซ้อนกันในแนวนอนเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไป แต่ละช้ัน
แสดงสัดส่วนของประชากรในช่วงอายุต่าง ๆ เป็นอัตราร้อยละของประชากรทั้งหมด โดยชั้นล่างสุด
เป็นประชากรในช่วงอายุน้อยที่สุด แล้วค่อยๆ เพิ่มช่วงอายุสูงขึ้นไปตามลำดับจนถึงชั้นบนสุดเป็น
ประชากรในชว่ งอายุมากท่สี ดุ แตล่ ะชน้ั จะแบ่งออกเปน็ 2 ฝง่ั ฝั่งหน่งึ แสดงสดั ส่วนของประชากรทเ่ี ปน็
เพศชายและอกี ฝั่งหนึง่ แสดงสัดส่วนของประชากรที่เป็นเพศหญิง (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2557: 459)

95

ภาพท่ี 5.1 พีระมิดประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2503-2573
ท่ีมา: หลกั สตู รวิทยาการประกันภยั ระดับสูง (2561: 5)

จากการพิจารณาพีระมิดประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2503-2573 (ภาพที่ 5.1) พบว่า
พ.ศ.2503 ประชากรวัยเด็กสูงมากกว่าประชากรวัยทำงานและวัยสูงอายุ พ.ศ.2513 ประชากรวัยเด็ก
เพิ่มสูงข้ึน ในขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลงและประชากรวัยสูงอายุเกือบไม่มี ต่อมา พ.ศ.2523
ประชากรวัยเด็กลดลง ส่วนประชากรวัยทำงานและประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น พ.ศ. 2533 และ
พ.ศ.2543 ประชากรวัยเด็กลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ประชากรวัยทำงานและประชากรวัยสูงอายุก็
เพิ่มข้ึนต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับพีระมิดประชากร พ.ศ.2553-2573 พบว่า ประเทศไทยมีโครงสร้าง
ประชากรที่เปลี่ยนไปเป็นโครงสร้างแบบผู้สูงอายุ กล่าวคือ ฐานของพีระมิดซึ่งเป็นประชากรวัยเ ด็ก
มีขนาดแคบลง หมายถึง จำนวนเดก็ อายุ 0-14 ปลี ดลง เน่ืองจากอตั ราการเกิดลดลง ในขณะที่ส่วนบน
ของพีระมิดซึ่งเป็นประชากรวัยสูงอายุมีขนาดกว้างขึ้น หมายถึง คนไทยมีอายุยืนยาวข้ึน
(หลกั สตู รวิทยาการประกันภัยระดับสงู , 2561: 5)

5.3 การกระจายตวั ของประชากร
การกระจายตัวของประชากร (Population Distribution) หมายถึง การที่ประชากรอยู่

อาศัยในพื้นท่ีเป็นจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน การศึกษาเกี่ยวกับการกระจายตัวของประชากรน้ัน
สามารถทำได้ใน 2 ลักษณะ คือ การศึกษาการกระจายตัวของประชากรตามพื้นที่ โดยพิจารณาเป็น
เขตภูมิศาสตร์หรือเขตการปกครอง และการศึกษาการกระจายตัวของประชากรตามเขตที่อยู่อาศัยซึ่ง
แบ่งเป็นเขตเมืองและเขตชนบท

96

5.3.1 การกระจายตวั ของประชากรตามพืน้ ท่ี
การพิจารณาแต่จำนวนประชากรที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัดอาจไม่ให้ภาพที่แท้จริง

เกี่ยวกับการกระจายตัวของประชากรว่ามีอยู่มากน้อยในที่ใด เนื่องจากจังหวัดต่าง ๆ มีขนาดพื้นท่ี
ไม่เท่ากัน จังหวัดที่มีเนื้อที่ขนาดใหญ่จึงมีโอกาสที่จะมีจำนวนประชากรได้มากกว่าจังหวัดที่มีเนื้อที่
ขนาดเล็ก ด้วยเหตุนี้จึงมักพิจารณาลักษณะการกระจายตัวของประชากรในเนื้อที่เท่า ๆ กัน คือ
หาค่าเฉลี่ยของจำนวนประชากรต่อเนื้อที่ 1 ตารางกิโลเมตร เรียกว่า ความหนาแน่นของประชากร
ต่อเนื้อที่ 1 ตารางกิโลเมตร ในกรณีดังกล่าวพบว่า กรุงเทพมหานครมีความหนาแน่นของประชากร
สูงที่สุด คือ 5,258.6 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร รองลงมา คือ จังหวัดนนทบุรี 2,143.1 คน ต่อ
1 ตารางกิโลเมตร และจังหวัดสมุทรปราการ 1,820.6 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ส่วนจังหวัดที่มี
ความหนาแน่นของประชากรน้อยท่ีสุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 15.2 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร
รองลงมา คือ จังหวัดตาก 31.3 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร และจังหวัดน่าน 434.7 คน ต่อ 1 ตาราง
กิโลเมตร ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าจังหวัดที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขต
ปรมิ ณฑลของกรุงเทพมหานคร (ราชบัณฑติ ยสถาน, 2557: 460-461)

5.3.2 การกระจายตวั ของประชากรตามเขตที่อยูอ่ าศยั แบ่งเปน็ เขตเมืองและเขตชนบท
โดยภาพรวมประเทศไทยมีประชากรที่อยู่อาศัยในเขตชนบทเป็นสัดส่วนสูงกว่า

ประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเมือง เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศดำรงชีวิตด้วยเกษตรกรรม
อย่างไรก็ตามแนวโน้มจำนวนประชากรในเขตเมืองก็มีสัดส่วนค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น สำหรับจังหวัดที่มี
จำนวนประชากรในเขตเมืองมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่อยู่ในเขตบางแค 193,190 คน
รองลงมาอยู่ในเขตบางเขน 188,164 คน และเขตสายไหม 183,333 คน ในส่วนของเทศบาลนครที่มี
ประชากรมากที่สุด คือ เทศบาลนครนนทบุรี 270,609 คน และเทศบาลเมืองที่มีประชากรมากที่สุด
คอื เทศบาลเมอื งป่เู จ้าสมิงพราย 77,976 คน

5.4 กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ
กลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมมีการเรียกกันหลายกลุ่ม อาทิ ชนกลุ่มน้อย ชาวไทยภูเขา และ

กลุ่มชุมชนบนพื้นที่สูง ชาวไทยภูเขาประกอบด้วยชาติพันธุ์หลายชาติพันธุ์ แต่ละชาติพันธุ์มีภาษา
ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมแตกต่างกัน สำหรับชาวไทยภูเขาในประเทศไทยมีอยู่
ประมาณ 200,000-500,000 คน ราว 20 เผ่า กลุ่มชาวไทยภูเขาที่อพยพลงมาเมื่อประมาณ 2,000 ปี
ก่อน อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ ละว้า ขมุ ข่า ฮ่อ ถิ่น และมลาบรี (ผีตองเหลือง)
ส่วนกลุ่มชาวไทยภูเขาที่อพยพมาเมื่อประมาณ 100 กว่าปี ได้แก่ อาข่า ลีซอ ลาฮู กะเหรี่ยง ม้ง เย้า
และจีนฮอ่

97

จากตัวเลขประชากรชาวไทยภูเขาของกองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม พ.ศ.2540 พบว่าประเทศไทยมีประชากรชาวไทยภูเขา
774,316 คน (ตารางที่ 5.3) โดยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงมากที่สุด ร้อยละ 45.66 รองลงมา คือ
กลุ่มชาติพันธม์ุ ง้ ลาฮู อาข่า เย้า และถ่นิ (ศทุ ธินี ดนตรี, 2554: 236-237)

ตารางท่ี 5.3 จำนวนประชากรชาวไทยภูเขา จำแนกตามกลุ่มชาตพิ ันธ์ุ พ.ศ.2540

ชาติพนั ธุ์ จำนวนประชากร (คน) รอ้ ยละ

กะเหร่ียง 353,574 45.66

ม้ง 126,300 16.31

ลาฮู 85,845 11.09

อาขา่ 56,616 7.31

เย้า 48,357 6.25

ถน่ิ 38,823 5.01

ลซี อ 33,365 4.31

ละว้า 17,637 2.28

ขมุ 13,674 1.76

มลาบรี 125 0.02

รวม 774,316 100.00

ท่มี า: กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (2542

อ้างใน ศุทธนิ ี ดนตร,ี 2554: 237)

ชาวไทยภูเขา เมื่อแบ่งตามตระกูลภาษาสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามตระกูล
ภาษาที่ใช้พูดกนั อยใู่ นกลมุ่ ชาตพิ นั ธข์ุ องตน ดงั นี้ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 477-479

(1) ตระกลู ภาษามอญ-เขมร เป็นกลมุ่ ทเี่ ขา้ มาอยู่ในประเทศไทยนานกว่ากลุ่มอืน่ ๆ โดยบาง
ชาติพันธไุ์ ดอ้ พยพเข้ามาตง้ั ถิ่นฐานอยูน่ านจนกลายเปน็ คนพ้ืนเมือง เช่น ละวา้ ซง่ึ กลุม่ แรก ๆ ได้เข้ามา
ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคเหนือตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรล้านนา แต่ในภายหลังก็ยังคงมีการอพยพของ
กลุ่มหลัง ๆ เพิ่มเข้ามาอีก ชาวไทยภูเขาตระกูลมอญ-เขมร มีอยู่ 4 ชาติพันธุ์ คือ ละว้า ถิ่น ขมุ และ
มลาบรี

ก. ละว้า (Lawa) เรียกอีกชื่อว่า ลัวะ (ภาพที่ 5.2) ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ใน
จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้มีกระจายอยู่ในจังหวัดลำปาง
จังหวดั เลย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวดั อุทยั ธานี และจังหวดั สพุ รรณบรุ ี

98

ภาพท่ี 5.2 ชาวไทยภเู ขาเผ่าละวา้
ทีม่ า: บณั รส บัวคลี่ (2561)

ข. ถิ่น (Htin) เป็นกลุ่มที่ชอบอพยพย้ายถิ่นฐานอยู่เสมอ อาศัยอยู่ในภาคเหนือของ
ประเทศลาวติดต่อกับภาคเหนือของประเทศไทย อยู่รวมกันมากทีส่ ุดในจังหวัดน่านและกระจายอยูใ่ น
จังหวัดเลย จังหวัดพะเยา และจังหวดั เพชรบรู ณ์

ค. ขมุ (Khmu) มีถิ่นฐานอยู่ในภาคเหนือของประเทศลาวและประเทศเวียดนาม
รวมทง้ั ในภาคเหนือของประเทศไทย ปัจจบุ นั พบมากในจังหวัดเชยี งรายและจังหวัดนา่ น (ภาพที่ 5.3)

ภาพที่ 5.3 ชาวไทยภูเขาเผา่ ขมุ
ทม่ี า: Highland People Discovery Museum (2560)

99

ง. มลาบรี (Mlabri) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ผีตองเหลือง เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่
ไม่เป็นที่ ไม่ทำการเพาะปลูก เลี้ยงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่าในประเทศไทยมีชนกลุ่มนี้อยู่
ไม่มาก พบอยู่เฉพาะในจงั หวดั แพรแ่ ละจงั หวัดนา่ น

(2) ตระกูลภาษาทิเบต-พม่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของชาวไทยภูเขาที่มีจำนวนมากที่สุดใน
ประเทศไทย ประกอบดว้ ย 4 ชาติพันธ์ุ คือ กะเหร่ยี ง อกี ้อ ลซี อ และมูเซอ

ก. กะเหรี่ยง (Karen) แบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ หลายกลุ่ม ได้แก่ กะเหรี่ยงสะกอ
กะเหรี่ยงโป กะเหรี่ยงคะยา และกะเหรี่ยงตองสู นอกจากนี้ยังมีกะเหรี่ยงกะยันหรือกะเหรี่ยงคอยาว
(ภาพท่ี 5.4) มีเอกลกั ษณเ์ ฉพาะ คอื ผู้หญงิ จะใส่ห่วงทองเหลืองเป็นช้นั ๆ ทคี่ อ จนไหล่ทรุด ดคู ล้ายว่า
คอยืดยาว ชนเผ่ากะเหรี่ยงในประเทศไทยอพยพมาจากประเทศเมียนมาร์ โดยเข้ามาหลายระลอก
ต้งั แต่ครั้งเมยี นมาร์ทำสงครามกบั มอญเร่อื ยมาจนถงึ ยุคองั กฤษเข้ามาปกครองประเทศ แมใ้ นปัจจุบนั ก็
ยังคงมีการอพยพของชนเผ่ากะเหรี่ยงเข้ามาตามบริเวณชายแดน สาเหตุมาจากเมียนมาร์ใช้กำลัง
ปราบปรามชนกลุ่มน้อยที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ ชนเผ่ากะเหรี่ยงจึงกระจายตัวอยู่อย่างกว้างขวางใน
ภาคเหนือและภาคตะวนั ตกของประเทศไทย ต้งั แตจ่ งั หวดั เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮอ่ งสอน ลงไปจนถึง
ประจวบครี ีขนั ธ์ นบั เปน็ ชนเผา่ ท่มี ีจำนวนมากท่ีสดุ ในประเทศไทย

ภาพที่ 5.4 ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรีย่ งกะยนั
ทีม่ า: Grand Living (2557)

ข. อาข่า (Akha) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อีก้อ (ภาพที่ 5.5) มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทาง
ตอนใต้ของจนี ต่อเนื่องกับตอนเหนอื ของเมียนมาร์ ตอนเหนือของลาว และตอนเหนือของไทย มีมาก
ในจังหวัดเชยี งรายและจังหวดั เชยี งใหม่ รองลงมา คอื จงั หวัดลำปางและจงั หวัดตาก

100

ภาพท่ี 5.5 ชาวไทยภูเขาเผา่ อาขา่
ที่มา: Grand Living (2557)

ค. ลีซอ (Lisaw) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ลีซู มีถิ่นที่อยู่เดิมอยู่ทางตอนใต้ของจีน
เนื่องจากกับประเทศเมียนมาร์ ประเทศลาว และประเทศไทย ในประเทศไทยพบมากที่สุดใน
จงั หวดั เชยี งราย จังหวดั เชยี งใหม่ และจงั หวัดแมฮ่ อ่ งสอน

ง. ลาฮู (Lahu) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มูเซอ (ภาพที่ 5.6) มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในตอนใต้
ของประเทศจีนและทิเบต ต่อมาอพยพเข้ามาอยู่ประเทศเมียนมาร์และตอนเหนือของประเทศไทย
ปจั จบุ ันชนเผา่ นอี้ าศัยอยู่ในจงั หวดั เชียงราย จังหวดั เชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮอ่ งสอน และจงั หวัดตาก

ภาพที่ 5.6 ชาวไทยภเู ขาเผ่าลาฮู
ทมี่ า: Tribe06 (2553)


Click to View FlipBook Version