101
(3) ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต เป็นชนเผ่าที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน จึงพูด
ภาษาในตระกลู จนี -ทเิ บต ประกอบดว้ ย 2 ชาติพันธุ์ คอื ม้งและเย้า
ก. ม้ง (Hmong) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แม้ว (ภาพที่ 5.7) ชนกลุ่มนี้เริ่มอพยพ
เข้ามาในประเทศไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 รองจากชนเผ่า
กะเหรี่ยง กระจายอยู่ใน 13 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคกลาง
ตอนบน พบมากในจังหวัดตากและจังหวดั เชยี งราย
ภาพที่ 5.7 ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง
ที่มา: วศิ ลั ย์ โฆษิตานนท์ (2560)
ข. เมี่ยน (Mien) หรือเรียกอีกชื่อว่า เย้า มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน
ต่อมาอพยพเข้ามาทางเหนือของประเทศลาวและประเทศไทย ปัจจุบันมีชนเผ่าเมี่ยน กระจายอยู่ใน
10 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่ที่
จงั หวัดเชียงรายและจังหวดั นา่ น
บทสรุป
ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยมีประชากรไม่กี่ล้านคน แต่การพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมที่มีเรื่อยมา ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรเพิ่มขึ้นหลาย 10 เท่า เป็น 65 ล้านคน
โดยภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมา คือ ภาคกลาง ภาคใต้
ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ในส่วนของจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด คือ
กรุงเทพมหานคร และในทางตรงข้ามจังหวัดท่มี ปี ระชากรน้อยทีส่ ดุ คือ จังหวัดระนอง
102
ในอดีตโครงสร้างประชากรของประเทศไทยมีประชากรวัยเด็กจำนวนมาก ส่วนประชากร
วัยทำงานและประชากรวัยสูงอายุมีจำนวนน้อย เนื่องจากเป็นสังคมเกษตรกรรมที่การศึกษา
เทคโนโลยี และการแพทย์ยังไม่เข้าถึง แต่ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
จนกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่การศึกษา เทคโนโลยี และการแพทย์ทันสมัย ในขณะเดียวกัน
การแข่งขันในการประกอบอาชีพก็ทำให้ประชากรมีความเครียดสูง ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเกิด
การเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ประชากรวัยเด็กลดลงมาก ในขณะที่ประชากรวัยทำงานและประชากร
วัยสูงอายุเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรวัยสูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในด้าน
การกระจายตัวของประชากรมี 2 ประเด็น ประเด็นการกระจายตัวของประชากรตามพื้นที่พบว่า
กรุงเทพมหานครมีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุด สอดคล้องกับประเด็นการกระจายตัวของ
ประชากรตามเขตที่อยู่อาศัยก็พบว่ากรุงเทพมหานครมีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดเช่นกัน
ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่ชายแดนของประเทศไทยมีกลุ่มประชากรอีกกลุ่มที่ต้องศึกษา นั่นคือ
ชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ตระกูลภาษา คือ ตระกูลภาษามอญ-เขมร ได้แก่ ละว้า
ถิ่น ขมุ และมลาบรี ตระกูลภาษาทิเบต-พม่า ได้แก่ กะเหรี่ยง อาข่า ลีซอ และลาฮู สุดท้ายตระกูล
ภาษาจีน-ทิเบต ได้แก่ ม้งและเมี่ยน สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์หรือชาวไทยภูเขาที่มีจำนวนมากที่สุดใน
ประเทศไทย คือ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และรองลงมา คือ กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง จะเห็นลักษณะ
ทางประชากรมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากประชากรเป็นทั้ง
ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้บริการ และผู้ขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินและผลิตภัณฑ์มวลรวม
ประเทศ สำหรับลกั ษณะทางเศรษฐกจิ ของประเทศไทยสามารถอธบิ ายไดใ้ นบทตอ่ ไป
คำถามท้ายบท
1. ประเทศไทยมีจำนวนประชากรและอัตราการเพิม่ ของประชากรอยูใ่ นลักษณะใด
2. โครงสร้างอายุของประชากรไทยอยู่ในลกั ษณะใด
3. ประเทศไทยมลี กั ษณะการกระจายตัวของประชากรอย่ใู นลกั ษณะใด
4. กลุ่มชาติพันธใุ์ นประเทศไทยมีลกั ษณะการกระจายตวั อย่างไร จงอธบิ ายและยกตัวอย่าง
เอกสารอา้ งองิ
บัณรส บัวคล่ี. (2561). ชาวไทยภเู ขาเผ่าละวา้ . สบื ค้น 2 สิงหาคม 2561, จากเวบ็ ไซท:์
https://bunnarothwrite.blogspot.com/?view=timeslide.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (2557). อักขรานุกรมภูมิศาสตรไ์ ทย เล่ม 1. (448-459). กรงุ เทพฯ:
ราชบัณฑิตยสถาน.
103
วศิ ัลย์ โฆษิตานนท.์ (2560). ชนเผ่ามง้ บา้ นเข็กน้อย. สืบค้น 3 สิงหาคม 2561, จากเว็บไซท์:
https://wisonk.wordpress.com/2017/12/17.
ศุทธนิ ี ดนตรี. (2554). ภูมศิ าสตร์ประเทศไทย. (209). ภาควิชาภมู ิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. (เอกสารอัดสำเนา).
หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดบั สูง. (2561). พรี ะมิดประชากรของประเทศไทย
พ.ศ.2503-2573. (5). สบื คน้ 2 สิงหาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:
http://www.oic.or.th/sites/default/files/content/88282/aenwkhidkaarsngesrim
kaarmphaakhprachaachnodyphaankaarprakanchiiwit.pdf.
Grand Living. (2557). หมบู่ า้ นกะเหรยี่ งคอยาว. สบื คน้ 3 สิงหาคม 2561, จากเว็บไซท์:
http://www.grandlivingcm.com/portfolio/etiam-ultricies-nisi/.
Highland People Discovery Museum. (2560). ชนเขาเผา่ ขมุ. สืบค้น 2 สงิ หาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: https://www.youtube.com/watch?v=BhoEaJIaEFw.
Tribe06. (2553). ชนเผา่ ลาห.ู่ สืบคน้ 3 สิงหาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:
https://tribes06.wordpress.com.
104
บทที่ 6
ลกั ษณะทางเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ประเทศไทยได้รับการพัฒนาเศรษฐกิจมาช้านาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี
รัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว สำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจของ
ประเทศไทยมีหลายภาคส่วน ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและบริการ การคมนาคมขนส่ง
และการทอ่ งเทย่ี ว
6.1 ววิ ฒั นาการทางเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ลักษณะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบันแบ่งตามลักษณะเด่ น
ในแต่ละยุคสมัยได้ดังน้ี (ฉัตรทิพย์ นาถสุดา, 2543; พรรณี บัวเล็ก, 2544; ชูศักดิ์ จรูญสวัสดิ์, 2545
อา้ งใน ศทุ ธินี ดนตร,ี 2554: 248-252)
1.1.1 โครงสรา้ งเศรษฐกจิ ไทยในอดีต
(1) สมัยสุโขทัย ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบเสรีบนพื้นฐานของเกษตรกรรม สินค้าและ
ผลิตผลทางการเกษตรสามารถค้าขายและแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี มีการสร้างระบบชลประทานเพ่ือ
การเกษตร ก่อสร้างทำนบและท่อส่งน้ำไปยังไร่นาของราษฎร นอกจากนี้ยังมีอาชีพหัตถกรรม
การทำเครื่องชามสังคโลก มีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีน สินค้าส่งออก ได้แก่ เคร่ืองชามสังคโลก
หนงั สัตว์ งาช้าง และไม้หอม ส่วนสนิ คา้ นำเข้า คือ ผ้าไหมและเครื่องถว้ ยชามจนี
(2) สมัยอยุธยา ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบศักดินา รายได้ของประเทศมาจาก
การเกษตร การเก็บส่วยอากร กำไรจากการค้าขายสิ่งของในพระคลังสินค้า และจากการค้ากับ
ตา่ งประเทศทัง้ ชาตใิ นเอเชีย คอื จนี และชาตติ ะวันตก ไดแ้ ก่ โปรตเุ กส ฮอลันดา สเปน และฝร่ังเศส
(3) สมัยรัตนโกสินทร์ ในช่วงแรกระบบเศรษฐกิจยังเป็นแบบศักดินาเช่นเดียวกับ
สมัยอยุธยา กล่าวคือ รายได้ส่วนหนึ่งมาจากการเก็บอากรค่านา โดยผู้ที่ประมูลได้จะเก็บจากราษฎร
เอง ส่วนรัฐจัดเก็บเฉพาะภาษีที่รัฐผูกขาดการค้าผ่านพระคลังสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ากับ
ต่างประเทศ ในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นประเทศในเอเชีย คือ จีน อินเดีย และชวา ต่อมามีทั้งประเทศ
ในเอเชียและชาติตะวันตก ได้แก่ จีน ญวน เขมร ปีนัง สิงคโปร์ โปรตุเกส อังกฤษ อเมริกา เป็นต้น
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
เนื่องจากอิทธิพลจากประเทศตะวันตก ซึ่งตรงกับช่วงที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในยุคของพาณิชนิยม
การแสวงหาทรัพยากร และอาณานิคม ในระยะนี้ชาติตะวันตกที่เข้ามาติดต่อการค้าขายเห็นว่า
ประเทศไทยยังมีระบบเศรษฐกิจปิดและรัฐยังผูกขาดการค้าสินค้าสำคัญ อีกทั้งกำหนดค่าภาษีและ
ค่าธรรมเนียมจำนวนมากที่มีอัตราไม่แน่นอน ทำให้พ่อค้าชาติตะวันตกเสียภาษีมากกว่าพ่อค้า
105
ชาวเอเชียถึง 1 เท่าตัว ในสมัยรัชกาลที่ 3 อังกฤษจึงส่งทูตมาเจรจาการค้ากับไทยและร่วมกันทำ
สนธิสัญญาเบอร์นี ต่อมาไทยได้ทำสนธิสัญญาแบบนี้กับอเมริกาด้วย ส่งผลให้ไทยสามารถเก็บภาษี
ปากเรือได้มากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 4 อังกฤษเห็นว่ายังมีความเสียเปรียบด้านภาษีอากร จึงขอทำ
สนธิสัญญาใหม่ คือ สนธิสัญญาเบาริง ในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2398 และไทยได้ทำสนธิสัญญา
แบบนี้กับชาติตะวันตกอื่น ๆ อาทิ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส เป็นต้น สนธิสัญญานี้
กำหนดให้เก็บอัตราภาษีขาเข้าร้อยละ 3 และเก็บภาษีขาออกตามพิกัดอัตราภาษีที่กำหนดตามสัญญา
เท่านั้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้คนในบังคับของประเทศคู่สัญญาค้าขายได้ทั่วราชอาณาจักรและ
นำเข้าหรือส่งออกโลหะมีค่าได้ สนธิสัญญานี้จึงทำให้ไทยเสียรายได้มากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึง
รัชกาลที่ 5 ไทยได้เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากแบบยังชีพไปสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า เน้นการผลิต
หรือเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจไม่กี่ชนิดจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นอาหารและวัตถุดิบ เช่น ข้าว อ้อย
และมันสำปะหลัง มีการให้สัมปทานทรัพยากรธรรมชาติแก่ชาติตะวันตก สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่
ไม้สกั และดบี ุก สว่ นสนิ คา้ นำเข้า ไดแ้ ก่ สนิ คา้ ฟ่มุ เฟอื ยและส่ิงทอ
1.1.2 เศรษฐกิจไทยภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพัฒนาประเทศตามอย่างตะวันตกหลายด้าน ทั้งการเมือง
การปกครอง การเงิน การคลัง และการพัฒนาสาธารณูปโภค ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีปัญหาเศรษฐกิจ
ตกต่ำทั่วโลก เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1 บวกกับประเทศไทยมีปัญหาผลผลิตข้าวตกต่ำ ทำให้
รายได้ของประเทศลดลง ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลง และมีการขาดดุลการค้า เพราะมีสินค้า
อุตสาหกรรมจากต่างประเทศเข้ามามาก ปัญหานี้ตอ่ เนื่องมาถึงรัชกาลที่ 7 มีภาวะงบประมาณขาดดลุ
ต่อมาคณะราษฎรไดใ้ ชก้ ำลังทหารเปล่ยี นแปลงการปกครอง ในระยะนม้ี ีการเสนอแนวทฤษฎีเศรษฐกิจ
ใหม่ของนายปรีดี พนมยงค์ คือ ระบบชาตินิยมทางเศรษฐกิจ โดยมีรัฐเป็นผู้นำในการวางแผน
เศรษฐกิจส่วนรวมและบริหาร และสนับสนุนด้วยประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ และให้มีการโอนทุน
ส่วนใหญ่และที่ดินของรัฐ แต่แนวคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับ คณะราษฎรเลือกแนวเศรษฐกิจแบบ
ชาตินิยมทุนนิยมที่อยู่ภายใต้การบริหารของฝ่ายทหาร มีการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในรูปของ
รฐั วสิ าหกิจ เชน่ โรงงานทอผา้ โรงงานทำกระดาษ โรงงานทำอาวุธ เป็นต้น รัฐบาลเปิดโอกาสใหบ้ รษิ ทั
ฝรั่งชาติตะวันตกเข้ามาดำเนินธุรกิจ ทำสัมปทานไม้สักและดีบุก และผูกขาดการส่งออกและนำเข้า
สินค้า
1.1.3 เศรษฐกิจไทยยคุ ใหมห่ ลังจดั ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
ใน พ.ศ.2500 คณะสำรวจเศรษฐกิจของธนาคารโลกได้เข้าศึกษาเศรษฐกิจของ
ประเทศไทยตามคำเชิญของรัฐบาลไทยและเสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีนิยมที่ให้รัฐบาลเป็น
เพียงผู้ส่งเสริมและช่วยเหลือให้เอกชนดำเนินการเอง ใน พ.ศ.2504 ประเทศไทยได้ประกาศใช้
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) เป้าหมายสำคัญ คือ การสร้าง
106
บริการพื้นฐานในด้านการคมนาคมขนส่ง โดยการสร้างถนนสายหลักเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับ
ภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ถนนพหลโยธิน มิตรภาพ เพชรเกษม และสุขุมวิท ด้านการชลประทานและ
พลังงาน มีการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เพื่อการผลิตไฟฟ้าและการเกษตร เช่น เขื่อนภูมิพล
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510-2514) มีการส่งเสริมให้ขยาย
พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่มากขึ้น คือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปอ อ้อย และยางพารา
เพอื่ เปน็ สินค้าสง่ ออกและนำเงนิ ตราต่างประเทศและภาคอตุ สาหกรรมไดเ้ ตบิ โตมากขนึ้
ในระยะนี้ไทยได้รับเงินช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในยุค
สงครามเย็นที่มีการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นช่วงท่ีประเทศ
ไทยมีรัฐบาลทหารปกครองประเทศ (พ.ศ.2501-2516) และได้รับงบประมาณสนับสนุนมากจาก
สหรัฐอเมริกา เพื่อตอบแทนรัฐบาลไทยที่ยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศและทำ
สงครามเวียดนาม รวมทั้งต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รัฐบาลทหารจึงลดอำนาจลงหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 จนถึงตุลาคม พ.ศ.2519
ซึ่งเป็นยุคของประชาธิปไตย จากนั้นประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ โดยได้รับผลกระทบ
จากวิกฤตการณ์น้ำมัน ใน พ.ศ.2517 สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เริ่มมีกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจ
เข้าไปร่วมรัฐบาลและเข้ามาเป็นนักการเมืองมากขึ้น ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรมและการค้า
เร่มิ มีความสำคญั มากขน้ึ
1.1.4 เศรษฐกจิ ไทยยุคฟองสบู่
ใน พ.ศ.2517 มีการปรับนโยบายการเงินการคลังหลังการลดค่าเงินบาทเพื่อให้การ
ส่งออกได้เปรียบ มีการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นตามนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็น
สนามการค้าในสมัยรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ พ.ศ.2531 ทำให้มีรายได้เข้าประเทศมาก
นับตั้งแต่ พ.ศ.2530 เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วและการส่งออกขยายตัวมาก เพราะมีผลผลิตท่ี
หลากหลายมากขึ้น ในขณะเดียวกันภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวและภาคการเงิน แม้จะหยุดชะงักไปชั่วคราวจาก
ผลกระทบของสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นและเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ใน พ.ศ.2535 ช่วงนี้มีการลงทุนด้านสินเชื่อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์
มากจนเกิดปัญหาอุปทานล้นตลาด เพราะอำนาจซื้อของประชาชนลดลง จนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจ
ฟองสบู่ที่ราคาสินทรัพย์ถูกปั่นให้สูงกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่เป็นจริง ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ท่ี
กู้เงินมาลงทุนและธนาคารพาณิชย์กับบริษัทเงินทุนที่ให้เงินกู้แก่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ต่างขาด
สภาพคล่อง เมอ่ื ถึงกำหนดเวลาท่ีตอ้ งชำระหน้คี นื ต่างประเทศ ประกอบกบั มีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย
จำนวนมากจนทำให้ขาดดุลเงินสะพัด มีปัญหาหนี้เสีย ส่งออกไม่ได้ มีการเก็งกำไรค่าเงินบาท จนถึง
การให้คา่ เงนิ บาทลอยตัว ใน พ.ศ.2540 จนสุดท้ายทำใหเ้ ศรษฐกิจตกต่ำอยา่ งรนุ แรง
107
1.1.5 เศรษฐกจิ ไทยหลงั ชว่ งวิกฤตเศรษฐกจิ
หลงั การปลอ่ ยคา่ เงินบาทลอยตัวและขาดสภาพคลอ่ ง ทำให้ธรุ กิจต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ธุรกิจ
อสังหาริมทรัพย์ บริษัทเงินทุน อุตสาหกรรมรถยนต์ทยอยปิดกิจการ ลดขนาดหรือเลิกจ้างงาน ใน
สมัยนั้นรัฐบาลมกี ารปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การฟนื้ ฟสู ถาบนั การเงนิ การแกไ้ ขปญั หากฎหมายเกีย่ วกับ
การเงินการคลัง จำนวน 11 ฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมาย
การเช่าอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายอาคารชุด กฎหมายล้มละลาย กฎหมายการจัดตั้งศาลล้มละลาย
เป็นต้น เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงินจาก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในระยะน้ีภาคธุรกิจต่าง ๆ เริ่มปรับตัวและมีการ ฟื้นตัวทาง
เศรษฐกิจหลงั พ.ศ.2544
จากภาพรวมของพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเห็นได้ว่าประเทศไทย
มีเศรษฐกิจที่ขยายตัวมาโดยตลอด โดยมีการปรับเปลี่ยนฐานการผลิตจากภาคเกษตรกรรมที่เป็น
กิจกรรมที่มีมูลค่ามากที่สุด มาเป็นภาคอุตสาหกรรม การส่งออกและการค้า การบริการและการ
ท่องเที่ยวมากขึ้น โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกในแต่ละช่วงเวลา ปัจจัยภายใน คือ
ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรพื้นฐาน สภาพสังคม และระบบการเมืองการปกครอง ส่วนปัจจัย
ภายนอก คือ อิทธิพลจากการพัฒนาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคพาณิชนิยม ยุคอาณานิยม
และยคุ โลกาภิวตั น์
6.2 โครงสรา้ งทางเศรษฐกจิ
สำหรับประเทศไทยการกำหนดสาขาการผลิตในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ผลิตภัณฑ์ภาค (GRP) และผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP) อ้างอิงตามการจำแนกของสำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยแบ่งออกเป็น 2 ภาคการผลิตหลัก คือ
ภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม ในภาคเกษตรกรรมแบ่งออกเป็น 2 สาขา คือ สาขา
เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และป่าไม้ และสาขาประมง สำหรับนอกภาคเกษตรกรรมมีทั้งหมด 14 สาขา
ได้แก่ (1) การทำเหมืองแร่และย่อยหิน (2) อุตสาหกรรม (3) ไฟฟ้า ก๊าซ และประปา (4) ก่อสร้าง
(5) การขายส่งและขายปลีก (6) โรงแรมและภัตตาคาร (7) ขนส่งและคมนาคม (8) ตัวกลางทาง
การเงิน (9) บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ (10) การผลิตบริการต่าง ๆ ของภาครัฐบาล (11) การศึกษา
(12) บรกิ ารด้านสุขภาพ (13) การให้บรกิ ารชมุ ชน และ (14) การใชจ้ ่ายของครัวเรือนและการจ้างงาน
(ศุทธนิ ี ดนตร,ี 2554: 256-259)
108
จากตารางที่ 6.1 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ พ.ศ.2550 มีมูลค่า 4,259,633
พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยสาขาการผลิต 2 สาขา คือ ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 8.7 และนอกภาค
เกษตรกรรม ร้อยละ 91.3 ภาคเกษตรกรรม ประกอบด้วย สาขาเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และป่าไม้มี
มูลค่าร้อยละ 7.16 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และสาขาประมงร้อยละ 1.54 สำหรับภาคนอก
เกษตรกรรม ประกอบด้วย 14 คือ (1) สาขาอุตสาหกรรม ร้อยละ 39.61 (2) สาขาไฟฟ้า ก๊าซ และ
ประปา ร้อยละ 3.33 (3) สาขาก่อสร้าง ร้อยละ 2.33 (4) สาขาการทำเหมืองแร่และย่อยหิน ร้อยละ
2.23 (5) สาขาการขายส่งและขายปลีก ร้อยละ 13.90 (6) สาขาขนส่งและคมนาคม ร้อยละ 10.14
(7) สาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ร้อยละ 3.87 (8) สาขาโรงแรมและภัตตาคาร ร้อยละ 3.70
(9) สาขาตัวกลางทางการเงิน ร้อยละ 3.52 (10) สาขาการผลิตบริการต่าง ๆ ของภาครัฐบาล ร้อยละ
2.79 (11) สาขาการศึกษา ร้อยละ 2.56 (12) สาขาการให้บริการชุมชน ร้อยละ 1.96 (13) สาขา
บริการด้านสุขภาพ ร้อยละ 1.27 และ (14) สาขาการใช้จ่ายของครัวเรือนและการจ้างงาน ร้อยละ
0.09
ตารางท่ี 6.1 มูลคา่ การผลติ รายสาขาของผลิตภณั ฑม์ วลรวมในประเทศระหวา่ ง พ.ศ.2543-2550
สาขาการผลิต 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550
322,179 363,033 354,431 347,892 364,028 370,539
ภาคเกษตรกรรม 309,948 320,016 272,409 307,619 296,996 288,835 300,519 305,014
เกษตรกรรม ปศสุ ตั ว์ และ 259,212 270,158 49,770 55,414 57,435 59,057 63,509 65,525
2,914,863 3,105,133 3,333,758 3,510,127 3,695,617 3,889,094
ป่าไม้
71,741 76,616 80,837 88,081 91,525 94,976
ประมง 50,736 49,858 1,190,807 1,318,279 1,426,338 1,499,882 1,589,201 1,687,361
110,137 115,195 122,525 129,004 135,114 141,972
นอกภาคเกษตรกรรม 2,698,453 2,753,585 80,615 82,837 88,790 93,809 97,852 99,417
479,725 493,719 517,310 541,934 565,889 592,144
การทำเหมืองและยอ่ ยหิน 64,235 64,622 124,044 118,852 133,324 136,165 151,267 157,627
331,168 340,644 366,290 383,925 407,866 431,893
อตุ สาหกรรม 1,096,168 1,111,457 95,693 111,807 125,723 136,342 140,719 149,814
128,400 134,641 143,581 151,225 159,473 164,830
ไฟฟา้ กา๊ ซ และประปา 95,570 103,937 105,255 108,375 111,795 116,267 115,262 118,728
กอ่ สร้าง 76,323 76,471 44,358 42,689 43,678 48,515 50,938 54,151
63,663 71,168 80,066 85,155 87,606 83,302
การขายสง่ และขายปลกี 474,789 469,569 3,450 3,551 3,680 3,685 3,602 3,695
โรงแรมและภตั ตาคาร 113,441 118,664 3,237,042 3,468,166 3,688,189 3,858,019 4,059,645 4,259,633
ขนสง่ และคมนาคม 290,388 310,058
ตวั กลางทางการเงิน 84,009 85,757
บริการด้านอสงั หารมิ ทรัพย์ 120,328 122,431
การผลติ บรกิ ารตา่ งๆ 95,282 98,847
ของภาครัฐบาล
บริการดา้ นสขุ ภาพ 41,438 44,473
การใหบ้ ริการชมุ ชน 57,295 58,903
การใช้จ่ายของครัวเรือน 3,376 3,440
และการจา้ งงาน
ผลติ ภณั ฑ์มวลรวม 3,008,401 3,073,601
ในประเทศ (GDP)
ทม่ี า: ศทุ ธนิ ี ดนตรี (2554: 257-258)
109
6.2.1 ผลติ ภัณฑ์ภาค
จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ภาค พ.ศ.2534 และ พ.ศ.2550 ที่ได้จากสำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันพบว่า พ.ศ. 2534
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ภาคมากที่สุด 142,084 บาทต่อปี ส่วนภูมิภาคที่มี
มูลค่าน้อยที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,931 บาทต่อปี เมื่อจัดลำดับค่าเฉลี่ยต่อหัวจาก
ค่าสูงสุดลงมาต่ำสุดรายภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาค
ตะวันตก ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับ พ.ศ.2550 ภูมิภาคที่มีมูลค่า
ผลิตภัณฑ์มากที่สุด คือ ภาคตะวันออก 324,609 บาทต่อปี ส่วนภูมิภาคที่มีมูลค่าน้อยที่สุดยังคงเป็น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40,144 บาทต่อปี เมื่อจัดลำดับค่าเฉลี่ยต่อหัวจากค่าสูงสุดลงมาต่ำสุด
รายภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้
ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
6.2.2 ผลติ ภัณฑ์จังหวัด
จากข้อมูลผลิตภัณฑ์จังหวัด พ.ศ.2534 และ พ.ศ.2550 ที่ได้จากสำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันพบว่า พ.ศ.2534 จังหวัด
ทมี่ ีมูลคา่ ผลติ ภณั ฑจ์ งั หวัดต่อหัวสงู ที่สดุ คือ จังหวัดสมทุ รปราการ 192,827 บาทต่อปี และจังหวัดท่ีมี
มูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวต่ำที่สุด คือ จังหวัดศรีสะเกษ 11,460 บาทต่อปี จังหวัดที่มีมูลค่า
ผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร จังหวัด
ชลบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรสาคร ส่วนจังหวัดที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวต่ำที่สุด
ได้แก่ จงั หวัดศรีสะเกษ จงั หวดั สรุ ินทร์ จังหวดั ยโสธร จงั หวัดร้อยเอ็ด และจังหวดั อบุ ลราชธานี
6.3 การผลิตภาคเกษตรกรรม
เกษตรกรรม หมายถงึ การใชท้ ด่ี ินเพาะปลูกพืชตา่ ง ๆ รวมทั้งการเลยี้ งสตั ว์ การประมง และ
การปา่ ไม้ ส่วนคำว่ากสิกรรม หมายถงึ การทำไร่ไถนาหรอื การเพาะปลูกแต่เพยี งอย่างเดียว
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่ประชากรกว่าร้อยละ 70 มีอาชีพกสิกรรม นอกจาก
จะใช้เลี้ยงดูประชาชนให้อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีเหลือส่งไปขายยังตลาดต่างประเทศทั้งในลักษณะ
วัตถุดิบและสินค้าแปรรูป ด้วยเหตุที่ประเทศไทยมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ไม่ร้อนจัดและ
หนาวจัด มีฝนตกมาก พื้นดินบริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก และลักษณะภูมิประเทศ
สว่ นใหญเ่ หมาะแกก่ ารประกอบอาชีพเกษตรกรรม เหลา่ นท้ี ำใหร้ ายได้ส่วนหนงึ่ ของประเทศไทยข้ึนอยู่
กับสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าที่ได้จากการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร สำหรับสินค้าเกษตรกรรม
ท่ีสำคัญ ไดแ้ ก่ ข้าว มันสำปะหลัง นำ้ ตาล ยางพารา และสตั ว์น้ำ (ชัชนี วายล,่ี 2543: 131-133)
110
6.3.1 พืชเศรษฐกจิ ทส่ี ำคัญ
กรมพัฒนาที่ดินได้เผยแพร่ข้อมูลการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ในการ
สำรวจและคาดการณ์ผลผลิตของพืชแต่ละชนิด โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลและระบบ
สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ สามารถได้ข้อมูลในระดับภาค จังหวัด อำเภอ และตำบลของพืชแต่ละชนิด
พืชที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย สับปะรด ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน
(ภาพท่ี 6.1) และยางพารา ข้อมูลเกย่ี วกับข้าวนาปีและขา้ วนาปรงั มีดงั นี้ (กรมพัฒนาท่ีดิน, 2549 อ้าง
ใน ศทุ ธนิ ี ดนตร,ี 2554: 262-265)
(1) ข้าวนาปี โดยปกติจะปลูกในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปและ
เริ่มเก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมกราคมในปีถัดไป ปัจจุบันหลายภูมิภาค ทั่ว
ประเทศไทยนิยมใช้พันธุ์ข้าวชนิดไม่ไวแสง เนื่องจากช่วยให้สามารถเก็บเก่ียวได้เร็วขึ้น เช่น ภาคเหนือ
ตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชลประทานที่สามารถปลูก
ข้าวได้ตลอดทั้งปี สำหรับภาคใต้จะมีฤดูกาลปลูกข้าวที่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่น ๆ เนื่องจาก
เกษตรกรนิยมใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองชนิดไวแสง จึงมีกำหนดเวลาเก็บเกี่ยวค่อนข้างนาน คือ เริ่มปลูก
ตั้งแต่เดือนกันยายนและเก็บเกี่ยวในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ใน พ.ศ. 2549 พบว่า ประเทศไทยมี
พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 55,924,528 ไร่ โดยจังหวัดที่มีเนื้อที่ปลูกข้าวนาปีมากที่สุด คือ จังหวัด
อบุ ลราชธานี มีเนื้อท่ีปลกู 3,443,779 ไร่ สามารถจำแนกเป็นรายภมู ภิ าคได้ดังน้ี
ก. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อที่ปลูกข้าวนาปีมากที่สุด ร้อยละ 56.62 ของ
พืน้ ที่เพาะปลูกทงั้ ประเทศ
ข. ภาคเหนือ มีเนื้อทีป่ ลกู ข้าวนาปี ร้อยละ 22.99 ของพื้นทเ่ี พาะปลกู ทัง้ ประเทศ
ค. ภาคกลาง มีเนือ้ ท่ปี ลูกข้าวนาปี รอ้ ยละ 12.50 ของพื้นทเี่ พาะปลูกท้งั ประเทศ
ง. ภาคตะวนั ออก มีเนื้อทป่ี ลกู ขา้ วนาปี ร้อยละ 4.30 ของพืน้ ทีเ่ พาะปลูกท้งั ประเทศ
จ. ภาคใต้ มีเนือ้ ทีป่ ลูกขา้ วนาปี ร้อยละ 3.60 ของพื้นท่ีเพาะปลูกทั้งประเทศ
(2) ข้าวนาปรัง หมายถึง ข้าวที่ปลูกนอกฤดูกาลทำนาโดยปกติ โดยอาศัยแหล่งน้ำท่ี
ยังมีอยู่ทั้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติและชลประทาน สำหรับพันธุ์ข้าวนาปรังที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่
สุพรรณบุรี 1 นิยมปลูก ร้อยละ 28.58 ปลูกมากในภาคกลางและภาคเหนือ ชัยนาท 1 นิยมปลูก
ร้อยละ 21.56 ปลูกมากในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ สุพรรณบุรี 35 นิยม
ปลูก ร้อยละ 10.34 ปลูกมากในภาคกลาง ปทุมธานี 1 นิยมปลูก ร้อยละ 7.83 ปลูกมากในภาคกลาง
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กข 10 นิยมปลูก ร้อยละ 3.52 ปลูกมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และพิษณโุ ลก 2 นิยมปลกู ร้อยละ 2.51 ปลูกมากในภาคเหนือ ใน พ.ศ.2549 พบวา่ มีการปลกู ข้าวนา
ปรังทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ ครอบคลุม 54 จังหวัด มีเนื้อที่รวม 9,169,800 ไร่ สามารถจำแนกเป็น
รายภูมภิ าคไดด้ ังนี้
111
ภาพที่ 6.1 การเพาะปลกู พืชเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
ทม่ี า: สำนักงานพฒั นาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2561)
112
ก. ภาคกลาง มีเนื้อที่ปลูกข้าวนาปรังมากที่สุด ร้อยละ 47.80 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้ง
ประเทศ โดยจังหวดั สพุ รรณบุรีมีเนื้อที่ปลกู มากท่ีสุดในภูมิภาคน้ี
ข. ภาคเหนือ มีเนื้อที่ปลูกข้าวนาปรัง ร้อยละ 40.30 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ
โดยจังหวดั พษิ ณุโลกมเี น้ือท่ปี ลูกมากท่ีสุดในภูมภิ าคน้ี
ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อที่ปลูกข้าวนาปรัง ร้อยละ 7.10 ของพื้นที่
เพาะปลกู ทง้ั ประเทศ โดยจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุมีเนือ้ ท่ีปลูกมากท่สี ุดในภมู ิภาคนี้
ง. ภาคตะวันออก มีเนื้อที่ปลูกข้าวนาปรัง ร้อยละ 4.80 ของพื้นที่เพาะปลูกท้ัง
ประเทศ โดยจงั หวดั ฉะเชงิ เทรามเี นอ้ื ที่ปลกู มากท่สี ดุ ในภมู ภิ าคนี้
6.3.2 ระบบการเกษตรของประเทศไทย
ประเทศไทยมีระบบการเกษตร 5 ระบบใหญ่ คือ ระบบเกษตรแบบยังชีพ ระบบ
เกษตรแบบขยายพื้นที่ ระบบเกษตรแบบเข้ม ระบบเกษตรแบบธุรกิจและเกษตรอุตสาหกรรม และ
ระบบเกษตรนิเวศ อธิบายได้ดังน้ี (วันเพ็ญ สรุ ฤกษ,์ 2547 อ้างใน ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 266)
(1) ระบบการเกษตรแบบยังชีพ หมายถึง การเพาะปลูกเพื่อการบริโภคอย่างเดียว
และใช้แต่แรงงานของครัวเรือน ในเชิงโครงสร้างการผลิต หมายถึง การปลูกพืชผัก ไม้สด ไม้ดอก
พืชไร่ชนิดต่าง ๆ หรือการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ขนาดเล็ก ที่ให้ผลผลิตในปริมาณไม่มาก เกษตรกรใช้เงิน
ลงทุนน้อย และมุ่งผลิตเพื่อพอกินพอใช้หรือเหลือขายเล็ก ๆ น้อย ๆ นำเงินไปซื้อสิ่งจำเป็นในการ
ดำรงชพี การเกษตรแบบยงั ชีพแบ่งยอ่ ยเปน็ 2 ประเภท ดังนี้
ก. ระบบเกษตรยังชีพอยู่กับที่หรือเรียกอีกอย่างว่า เกษตรล้าหลัง พบได้ทุกภูมิภาค
ของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นการทำเกษตรโดยอาศยั น้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลกั ในพ้ืนท่ขี นาดเล็กไม่เกิน
5 ไร่ รวมถึงการทำประมงแบบพื้นบ้านทีจ่ ับสัตว์น้ำจากท้องทะเลด้วยเครื่องมืองา่ ย ๆ ใช้เรือขนาดเล็ก
และมพี ้นื ท่หี ากนิ อยูต่ ามแนวชายฝ่ังทะเลเทา่ นั้น
ข. ระบบเกษตรแบบไร่เลื่อนลอยหรือแบบย้ายที่ เป็นระบบเกษตรของกลุ่มชาติพนั ธ์ุ
ในภาคเหนือและภาคตะวันตก ความสูงของพื้นที่ระหว่าง 600-1,500 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง
กลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย ประกอบด้วย กลุ่มปลูกฝิ่นในอดีต ได้แก่ ม้ง เย้า ลาฮู ลีซู
อาข่า และกลุ่มไม่ปลูกฝิ่น ได้แก่ กะเหรี่ยง ละว้า ขมุ โดยทำการเกษตรแบบไร่หมนุ เวียน (ภาพที่ 6.2)
กล่าวคือ เมื่อเพาะปลูกไประยะหนึ่งจะพักดินเป็นไร่ร้างเพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ
แล้วกลบั มาเพาะปลูกใหม่ พืชหลักที่นิยมปลูก คือ ข้าวไร่ ข้าวนาขั้นบนั ไดที่เป็นนาดำ ส่วนพืชรอง คือ
ขา้ วโพด ข้าวฟ่าง ลูกเดือย พริก ฟัก และแตง
113
ภาพที่ 6.2 การเกษตรแบบไรห่ มนุ เวียน
ท่ีมา: เกษตรกรรมยัง่ ยืน (2561)
(2) ระบบเกษตรแบบขยายพืน้ ท่ี หมายถึง การเพาะปลกู ในบริเวณทีม่ เี น้อื ที่กว้าง แต่
มีแรงงานคนหรือสัตว์น้อย จึงต้องใช้เครื่องจักรช่วยในการบุกเบิก ไถ คราด เพาะปลูก บำรุงรักษา
และเก็บเกี่ยว มักปลูกพืชชนิดเดียว เช่น ข้าวโพด ดำเนินการโดยเกษตรกรรายใหญ่ การเกษตรใน
ระบบนี้มีการทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การปลูกพืชผักผลไม้ การเลี้ยงสัตว์ปีก พืชอาหารชนิดอื่น ๆ
ผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมทั้งการทำสวนยางพารา ซึ่งในประเทศไทยได้นำเข้ามาปลูกจากมาเลเซีย
โดยจัดเปน็ การเกษตรแบบขยายพน้ื ที่หรือเกษตรเชงิ เด่ียวเพื่อการคา้ (ภาพท่ี 6.3)
ภาพที่ 6.3 การเกษตรเชิงเดี่ยวเพือ่ การคา้
ทม่ี า: ไทยรัฐออนไลน์ (2559)
114
(3) ระบบการเกษตรแบบเข้ม หมายถึง การเพาะปลูกพืชจำนวนมากและต่างชนิด
กนั ในพน้ื ทจ่ี ำกดั พบในเขตที่มีประชากรอาศัยอยหู่ นาแน่น ทำใหต้ ้องใช้ปัจจยั ตา่ ง ๆ มากมายเพื่อเพ่ิม
ผลผลิต ทั้งเทคโนโลยี ชลประทาน เครื่องจักร สารเคมี เงินลงทุน ระบบการเกษตรแบบเข้มแบ่งย่อย
ได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
ก. การเกษตรแบบผสม เป็นการทำการเกษตรตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในเวลาเดียวกัน
ได้แก่ การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กัน อาทิ การทำนาร่วมกับการเลี้ยงวัว และการเกษตรแบบ
ไม้ยนื ตน้ รว่ มกบั การประมงทะเล อาทิ การทำสวนผลไม้รว่ มกบั การทำประมง เปน็ ต้น
ข. การเกษตรแบบปลูกพืชหมุนเวียน เป็นการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ หมุนเวียนไปใน
รอบ 1 ปี เพื่อช่วยอนุรักษ์พื้นดินให้สมบูรณ์ เช่น การปลูกข้าวนาปีในฤดูฝนและปลูกถั่วเหลืองในฤดู
แลง้ หมนุ เวียนตอ่ เนอ่ื งตลอดท้ังปี เปน็ ต้น
ค. การเกษตรแบบปลูกพืชตลอดปี เป็นการปลูกพืชตั้งแต่ 3 คร้ังขึ้นไปในรอบ 1 ปี
นอกจากปลูกพืชมากครั้งกว่าการปลูกพืชทั่วไปแล้ว ยังเป็นการเกษตรที่ต้องวางแผนต่อเนื่องตลอดปี
ระบบเกษตรรูปแบบนี้จึงเป็นได้ทั้งการเกษตรแบบผสมและการเกษตรแบบปลูกพืชหมุนเวียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชลประทาน มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการปลูกพืชตลอดปีไม่น้อยกว่า 3 คร้ัง
ซงึ่ การปลกู พชื แบบนี้เกษตรกรจะต้องทำงานหนัก มีทุน มีแรงงาน การตลาด และเครือ่ งจกั ร
(4) ระบบเกษตรแบบธุรกิจและเกษตรอุตสาหกรรม เป็นการเพาะปลูกเพื่อการค้า
โดยตรง มุ่งขายให้ผู้บริโภคและเป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ บ้างเรียกว่า เกษตร
แปรรูป เกษตรอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมเกษตร เป็นระบบเกษตรสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นหลัง
สงครามโลกคร้ังที่ 2 ประกอบด้วยระบบยอ่ ย 7 ระบบ ดงั น้ี
ก. ปัจจัยการผลิต ไดแ้ ก่ ทด่ี ิน ทนุ แรงงาน เครือ่ งจักร และพันธพุ์ ชื พันธุ์สัตว์
ข. รปู แบบการผลิต คือ การเลือกปจั จัยการผลิตท่ีทำให้ได้สินคา้ เกษตรตามทกี่ ำหนด
ค. การตลาดหรือการจัดหาสินค้าเกษตร คือ ระบบที่นำผลผลิตการเกษตรไปส่งเป็น
วตั ถุดบิ ใหโ้ รงงานแปรรูป หรอื สง่ ออก หรือส่งจำหนา่ ยให้กบั พอ่ คา้ โดยตรง
ง. การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นการเปลี่ยนสภาพสินค้าตามความต้องการของ
ผบู้ รโิ ภคภายในประเทศและต่างประเทศ
จ. การจำหน่ายสินค้าเกษตร ทั้งสินค้าที่แปรรูปและยังไม่แปรรูป ทั้งขายส่งและขาย
ปลีก
ฉ. การส่งออกสินค้าเกษตร เป็นการสร้างรายได้และนำเงินตราต่างประเทศเข้า
ประเทศ
ช. สินเชื่อการเกษตร หมายถึง ทุนในการผลิตและการดำเนินการทุกระบบย่อยให้
ต่อเน่อื งด้วยดี
115
ตัวอย่างสินค้าการเกษตรในระบบนี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา ข้าว สัตว์ปีกแช่แข็ง
ผลติ ภัณฑ์มนั สำปะหลัง ใบยาสูบ อาหารทะเลแชแ่ ข็ง และอาหารกระปอ๋ งตา่ ง ๆ เป็นต้น
(5) ระบบเกษตรนิเวศ เป็นระบบการเกษตรเชิงคุณภาพ บ้างเรียกว่าระบบเกษตร
ชีวภาพ ระบบเกษตรอินทรีย์ ระบบเกษตรธรรมชาติ หรือระบบวนเกษตร พบได้ในทุกภูมิภาค
แตป่ ฏบิ ัติกันในพ้นื ที่เฉพาะ ดงั น้ี
ก. ระบบเกษตรธรรมชาติ เป้าหมายในการผลิต คือ ทำทุกอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมี
หลักการ คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีการไถพรวนดิน ไม่มีการกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมี ไม่มีการใช้สารเคมี
ปราบศัตรพู ชื เช่น การปลกู ผกั ปลอดสาร การปลูกผักกางมุ้ง (ภาพที่ 6.4) เปน็ ต้น
ข. ระบบวนเกษตร ประกอบด้วย 3 ระบบย่อย คือ ระบบการปลูกป่า-นาไร่
ระบบปลกู ปา่ -หญ้าเล้ียงสตั ว์ และระบบปลูกป่า-นาไร-่ เลยี้ งสตั ว์
ภาพท่ี 6.4 การปลูกผักกางม้งุ
ท่ีมา: Farmer Space (2561)
6.4 การผลิตภาคอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมเป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว ซึ่งในความหมายทั่วไป หมายถึง การแปรรูปผลผลิตจากลักษณะหนึ่งไปอยู่ในรูปของ
ผลิตภัณฑ์อีกอย่างหนึ่ง โดยผ่านกระบวนการผลิต ซึ่งมีตั้งแต่แบบง่าย ๆ ใช้เทคโนโลยีขั้นต้น ไปจนถึง
ระดับเทคโนโลยีแบบซบั ซ้อน มีการใช้วัตถุดิบเพียงอย่างเดียวหรอื หลายอย่างผสมกัน การผลิตมหี ลาย
ขนาดตั้งแตร่ ะดับครัวเรอื น ไปจนถึงระดับหลาย ๆ โรงงาน (ทวี ทองสว่าง, 2543: 331; ศุทธินี ดนตรี,
2554: 274)
116
1.4.1 ประเภทของอตุ สาหกรรม
เนื่องจากมีการเรียกชื่อของอุตสาหกรรมแตกต่างกันออกไปหลายชนิด เพื่อให้เกิด
ความเข้าใจท่ีตรงกัน จึงใช้หลกั เกณฑ์การเรียกชื่ออุตสาหกรรมตามประเภททีจ่ ำแนกไว้ อธิบายได้ดังน้ี
(ทวี ทองสวา่ ง, 2543: 333-338)
(1) การเรียกช่อื ตามลักษณะวตั ถดุ บิ ทีน่ ำมาใช้ผลิต จำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ
ก. อตุ สาหกรรมข้นั ปฐมภูมิ (Primary Industry) เป็นอตุ สาหกรรมท่ีนำเอาทรัพยากร
ธรณีหรือผลิตผลทางการเกษตร การประมง การเลี้ยงสัตว์ ที่ได้มาโดยตรงมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะ
นำไปใช้ประโยชน์ เช่น การถลุงแร่ การขุดน้ำมัน การแปรรูปไม้ การหีบฝ้าย การหีบอ้อย การสกัด
นำ้ มนั จากพืช เป็นตน้
ข. อุตสาหกรรมขั้นทุติยภูมิ (Secondary Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่นำเอา
ผลิตผลที่ได้จากอุตสาหกรรมปฐมภูมิมาเป็นวัตถุดิบสำหรับทำการผลิต เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอื่น ๆ
เช่น การนำเอาแร่เหล็กที่ได้จากการถลุงมาหล่อ การนำฝ้ายที่ได้จากการหีบเอาเมล็ดออกมาปั่น
เปน็ ด้าย การนำน้ำอ้อยทีผ่ ่านการหีบมาทำนำ้ ตาลฟอกขาว เป็นต้น
ค. อุตสาหกรรมขั้นตติยภูมิ (Tertiary Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่นำเอาผลิตผลที่
ได้จากอุตสาหกรรมทุติยภูมิมาเปน็ วัตถุดิบ เช่น การสร้างเครื่องจักร การต่อเรือ การทำเหล็กเส้น การ
ทอผา้ การทำขนม เป็นตน้
(2) การเรียกช่อื ตามกรรมวธิ ีหรือกระบวนการผลิต จำแนกได้เปน็ 5 ประเภท คือ
ก. อตุ สาหกรรมในเชงิ สกดั (Extracting Industry) เป็นอตุ สาหกรรมทีม่ ีกระบวนการ
ผลิตโดยใช้การสกัดเอาสิ่งที่ต้องการออกมาจากวัตถุดิบ เช่น การสีข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสาร การสกัด
น้ำมันจากผลปาล์ม การทำเหมือง การทำนาเกลือ เป็นต้น อุตสาหกรรมประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่า
อตุ สาหกรรมขั้นปฐมภมู ิ
ข. อตุ สาหกรรมในเชงิ การผลิตหรอื อุตสาหกรรมโรงงาน (Manufacturing Industry)
เป็นอุตสาหกรรมที่ทำการผลิตสินค้าสำเร็จรูปออกจำหน่าย โดยมีสถานที่ที่ใช้ทำการผลิตเรียกว่า
โรงงาน มีเครื่องจักรที่ใช้พลังน้ำ พลังน้ำมัน หรือพลังไฟฟ้าช่วยในการผลิต และใช้ความรู้ ด้าน
เทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเป็นอย่างมาก อาทิ การทำเยื่อกระดาษ การทำน้ำตาลทรายขาว การ
ทำอาหารกระป๋อง การปั่นดา้ ย การสร้างเคร่อื งจกั รและเคร่ืองยนต์ตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
ค. อุตสาหกรรมบริภัณฑ์ (Servicing Industry) เป็นอุตสาหกรรมประเภทโรงงาน
ซึ่งผลิตชิ้นส่วนหรืออะไหล่สำหรับใช้สร้างเครื่องจักร เครื่องยนต์ หรือซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
ของโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อให้โรงงานหรือเครื่องจักรและเครื่องยนต์สามารถดำเนินงานได้สะดวก
และสม่ำเสมอ เช่น โรงงานหล่อและกลึงโลหะ โรงงานตีเหล็ก โรงงานซ่อมเครื่องจักรและเครื่องยนต์
เปน็ ตน้ อตุ สาหกรรมประเภทนี้เรียกอกี อย่างวา่ อตุ สาหกรรมวิศวการขนาดเบา
117
ง. อุตสาหกรรมหัตถกรรม (Handicraft Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่ทำการผลิต
โดยใช้ฝีมือหรือทักษะกับแรงงานของผู้ผลิตเป็นส่วนสำคัญ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาจึงมีคุณค่าใน
เชิงศิลปกรรมและภูมิปัญญา เช่น การแกะสลักไม้หรือหิน การเจียระไนเพชร พลอย การทำเครื่องเงนิ
(ภาพที่ 6.5) การทำเครือ่ งปั้นดนิ เผา การทอผ้าพนื้ เมือง การจักสาน การทำร่ม เปน็ ต้น
ภาพที่ 6.5 การทำเครื่องเงิน จังหวัดเชียงใหม่
ทม่ี า: มลู นิธวิ ดั เงนิ (2561)
จ. อุตสาหกรรมบริการ (Service Industry) เป็นการประกอบธุรกิจในด้านการ
ใหบ้ ริการหรอื อำนวยความสะดวกแกผ่ ทู้ ีต่ ้องการรบั บรกิ ารหรือความช่วยเหลือในเรื่องใดเรื่องหนง่ึ เช่น
การขนสง่ ทางบก ทางนำ้ ทางอากาศ การรถไฟ การโรงแรม ร้านอาหาร การจดั ทัศนาจร เป็นตน้
(3) การเรยี กชอื่ ตามลกั ษณะของผลติ ภัณฑ์สำเร็จรูป จำแนกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ
ก. อุตสาหกรรมหนัก (Heavy Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่ทำการผลิตสินค้าหรือ
ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีน้ำหนักมาก อุตสาหกรรมประเภทนี้มักใช้โลหะที่มีน้ำหนักมาก เช่น เหล็กหรือ
ทองแดงเป็นวัตถุดิบ ซึ่งในการผลิตต้องใช้เครื่องจักร แรงงาน และเงินทุนจำนวนมาก รวมทั้งต้องใช้
เทคโนโลยีระดับสงู เชน่ การทำเหล็กเส้น การทำสายไฟ การตอ่ เรอื การผลิตรถยนต์ เป็นตน้
ข. อุตสาหกรรมเบา (Light Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่ทำการผลิตสิ่งของหรือ
ผลติ ภัณฑท์ ่ีมีน้ำหนกั เบา เช่น การทอผ้า การทำเครอ่ื งอะลมู เิ นียม การทำอาหารกระป๋อง เป็นตน้
118
(4) การเรยี กช่ือตามขนาดของกจิ การอุตสาหกรรม จำแนกได้เปน็ 4 ประเภท คือ
ก. อุตสาหกรรมในครัวเรือน (Household Industry) เป็นอุตสาหกรรมการผลิต
สิ่งของสำหรับใช้เองในครัวเรือนหรือทำจำหน่ายเป็นรายได้พิเศษ ส่วนมากมักใช้เวลาว่างจากการ
ประกอบอาชีพหลักมาดำเนินการ โดยใช้แรงงานของตัวเองหรือของสมาชิกในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่
หากจะมีการจ้างแรงงานจากคนอื่นก็ทำกันเป็นครั้งคราว เช่น การทอผ้า การตีมีด การจักสาน การ
เยบ็ เสอื้ ผ้า เป็นต้น อตุ สาหกรรมประเภทน้ีเรยี กอีกอยา่ งว่า อตุ สาหกรรมหตั ถกรรม
ข. อุตสาหกรรมขนาดย่อม (Small-Scale Industry) เป็นอุตสาหกรรมโรงงานหรือ
อุตสาหกรรมบริภัณฑ์ที่ใช้แรงงานคนและเงินลงทุนไม่มากนัก โดยแต่ละประเทศกำหนดจำนวน
แรงงานและเงินลงทุนไม่เท่ากัน สำหรับประเทศไทยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้กำหนดไว้ว่า โรงงาน
ขนาดย่อมหรือขนาดเล็ก หมายถึง โรงงานที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 50 ล้านบาทหรือคนงานไม่เกิน 50 คน
และพบว่าอตุ สาหกรรมของไทยส่วนใหญ่เปน็ อุตสาหกรรมประเภทนี้
ค. อุตสาหกรรมขนาดกลาง (Medium-Scale Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่มี
การลงทนุ สูง ใช้แรงงานมาก และมเี ครื่องจักรการผลิตที่ทันสมัยหรือค่อนข้างทันสมัยกว่าอุตสาหกรรม
ขนาดย่อม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้ว่า โรงงานขนาดกลาง หมายถึง โรงงานที่มีเงิน
ลงทนุ มากกว่า 50 ลา้ นบาท แต่ไมเ่ กนิ 200 ลา้ นบาท หรือคนงานมากกวา่ 50 คน แต่ไมเ่ กนิ 200 คน
ง. อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Large-Scale Industry) เป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุน
สูงเป็นจำนวน 100 หรอื 1,000 ลา้ นขนึ้ ไป มีเคร่อื งจกั รขนาดใหญ่ทท่ี ันสมัย และใช้แรงงานคนจำนวน
1,000 คนขึ้นไป การผลิตต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง มีอัตราการผลิตสูง มีระบบการบริหารงานภายใน
โรงงานที่ทันสมัย และมีการรวมขั้นตอนต่าง ๆ ของการผลิตไว้หลายขั้นตอน สำหรับประเทศไทย
กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้ว่า โรงงานขนาดใหญ่ หมายถึง โรงงานที่มีเงินลงทุนมากกว่า
200 ล้านบาท และคนงานมากกว่า 200 คนขึ้นไป เช่น โรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานยาสูบ โรงงาน
ผลติ อาหารกึ่งสำเร็จรปู รายใหญ่ เป็นต้น
(5) การเรียกชื่อตามประเภทวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ตามพระราชบัญญัติ
โรงงาน พ.ศ.2535 (ศุทธินี ดนตรี, 2554: 284-286) แบ่งประเภทโรงงานออกเป็น 107 ประเภท
สามารถสรุปเป็นหมวดสำคัญได้ 21 ประเภท ดงั น้ี
ก. ผลิตภัณฑ์จากพืช (Basic Agro Industry) เป็นการประกอบกิจการเกี่ยวกับการ
บ่มใบชา ใบยาสูบ ผลิตผลจากเมล็ดพชื หัวพชื เปน็ ต้น
ข. อุตสาหกรรมอาหาร (Food) เป็นการประกอบกิจการเกี่ยวกับนม สัตว์น้ำ
น้ำมันจากพืชหรือสัตว์หรือไขมันจากสัตว์ ผัก พืช ผลไม้ อาหารจากแป้ง น้ำตาล ชา กาแฟ โกโก้
เครอ่ื งปรงุ อาหาร เปน็ ต้น
119
ค. อตุ สาหกรรมเครือ่ งด่ืม (Beverage) เป็นการประกอบกิจการเก่ียวกับการผลิตสุรา
เบียร์ น้ำด่มื น้ำผลไม้ น้ำอดั ลม และน้ำแร่
ง. อุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textile) เป็นการประกอบกิจการเกี่ยวกับการปั่นด้าย ทอผ้า
ฟอกยอ้ ม พิมพผ์ า้ ถกั ผา้ ทอเสอ่ื ทอกระสอบ พรม เชอื ก ตาข่าย แห อวน เป็นตน้
จ. อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย ยกเว้นรองเท้า (Garment) เป็นการประกอบกิจการ
เกี่ยวกับเครอ่ื งแต่งกายซ่ึงมใิ ชร่ องเทา้ เชน่ อุตสาหกรรมตัดเยบ็ เสอ้ื ผ้าสำเร็จรปู (ภาพท่ี 6.6) เปน็ ตน้
ภาพท่ี 6.6 อุตสาหกรรมตดั เยบ็ เส้อื ผา้ สำเรจ็ รูป
ทีม่ า: ไทยรัฐออนไลน์ (2559)
ฉ. อุตสาหกรรมผลิตหนังสัตว์และผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ (Leather Products)
เป็นการประกอบกิจการเกี่ยวกับการชำแหละ ฟอก ขัด อัดให้เป็นลายนูน หรือเคลือบสีหนังสัตว์ การ
ทำพรมหรือเครอ่ื งใช้จากหนงั สตั ว์
ช. อุตสาหกรรมแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ (Wood Products) เป็นการ
ประกอบกจิ การเกีย่ วกบั ไม้ เคร่ืองใชจ้ ากไม้ไผ่ หวาย ฟาง อ้อ กก หรือผกั ตบชวา
ซ. อุตสาหกรรมเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งในอาคาร (Furniture) เป็นการ
ประกอบกิจการเกี่ยวกับจากไม้ แก้ว ยาง หนัง หรืออโลหะอื่น ๆ เพื่อทำเป็นเครื่องเรือนหรือ
เครอ่ื งตกแต่งในอาคาร
ฌ. อุตสาหกรรมผลิตกระดาษและผลิตภัณฑ์จากกระดาษ (Paper Products) เป็น
การประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตเยื่อกระดาษ กระดาษ แผ่นกระดาษไฟเบอร์ และภาชนะบรรจุ
จากกระดาษ
120
ญ. อุตสาหกรรมการพิมพ์ การเย็บเล่ม ทำปก และการทำแม่พิมพ์ (Printing and
Publishing Products) เป็นการประกอบกิจการเกี่ยวกับการพิมพ์ การทำแฟ้มเอกสาร การเย็บเล่ม
ทำปก และการทำแม่พมิ พ์โลหะ
ฎ. อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี (Chemical Products) เป็นการ
ประกอบกิจการเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช เรซิ่น เส้นใยสังเคราะห์ สี น้ำมันเคลือบเงา
เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และผลิตภณั ฑเ์ คมี
ฏ. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม (Petroleum Products) เป็นการ
ประกอบกจิ การเก่ยี วกับการกลนั่ น้ำมนั ปโิ ตรเลยี ม ถ่านหิน และลิกไนต์
ฐ. อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์จากยาง (Rubber Products) เป็นการประกอบ
กจิ การเกี่ยวกบั การซ่อม หล่อดอกยาง ตลอดจนการผลติ ยางนอกและยางในสำหรบั ยานพาหนะ
ฑ. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก (Plastic Products) เป็นการประกอบกิจการ
เกยี่ วกับผลิตภัณฑ์พลาสตกิ
ฒ. อุตสาหกรรมผลติ ภณั ฑ์อโลหะ (Non-Metal Products) เป็นการประกอบกิจการ
เกี่ยวกับการผลิตแก้ว เส้นใยแก้ว กระเบื้องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา อิฐ อุปกรณ์ก่อสร้าง ซีเมนต์ ปูน
ขาว เปน็ ตน้
ณ. อตุ สาหกรรมผลติ ภัณฑโ์ ลหะข้นั มูลฐาน (Basic Metal Products) เป็น การ
ประกอบกจิ การเกย่ี วกบั การถลุง หลอม หล่อ รีด ดึง หรือผลิตเหล็กในขนั้ ตน้
ด. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ (Metal Products) เป็นการประกอบกิจการ
เกี่ยวกับการผลิต ตกแต่ง ดัดแปลง เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยเหล็ก เครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่ง
อาคารทที่ ำด้วยโลหะ หมอ้ น้ำ หมอ้ ต้ม เป็นต้น
ต. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องจกั รและเครื่องยนต์ (Machinery) เป็นการประกอบ
กิจการเกี่ยวกับการผลิต ประกอบ ดัดแปลง ซ่อมแซม เครื่องจักรและเครื่องยนต์ เช่น เครื่องจักร
สำหรบั อตุ สาหกรรมโรงงาน เคร่อื งสบู น้ำ เคร่ืองเปา่ ลม เครื่องปรบั อากาศ เป็นต้น
ถ. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ (Electrical Machinery and
Supplies) เป็นการประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิต ประกอบ ดัดแปลง ซ่อมแซม ผลิตภัณฑ์ที่
ใช้ไฟฟา้ เช่น เครื่องยนตไ์ ฟฟา้ เตารดี ปล๊กั ไฟ เคร่ืองเล่นซดี ี การผลติ แผน่ ซีดี เป็นต้น
ท. อุตสาหกรรมยานพาหนะและอุปกรณ์ (Transport Equipment) เป็นการ
ประกอบกิจการเกยี่ วกับรถยนต์ รถไฟ เรอื เครื่องบนิ เปน็ ตน้
ธ. อุตสาหกรรมการผลิตอื่น ๆ ได้แก่ การประกอบกิจการเกี่ยวกับหิน ดิน กรวด
ทราย ยาสูบ ยาเส้น อปุ กรณ์การแพทย์ อปุ กรณว์ ทิ ยาศาสตร์ การวดั สายตา เป็นตน้
121
นอกจากการเรียกชื่ออุตสาหกรรมตามลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีการ
เรียกชื่ออุตสาหกรรมในรูปแบบอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร (Agro-Based Industry)
อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก (Labor Intensive Industry) และอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
(Export Oriented Industry)
1.4.2 แนวโนม้ ของอตุ สาหกรรมไทยในอนาคต
การผลิตภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่พึ่งพาการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนที่
ใช้แรงงานไร้ฝีมือ ค่าแรงต่ำ และใช้เทคโนโลยีนำเข้าเป็นหลัก โดยนโยบายของรัฐจะทำหน้าที่อำนวย
ความสะดวกให้กลไกตลาดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกลยุทธ์ในการพัฒนา
อุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 3 กลมุ่ ดังนี้ (ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 289)
(1) กลุ่มที่มีศักยภาพสูง (Potential Industries) เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการ
แข่งขันสูง เพราะศักยภาพในด้านการผลิตและด้านการค้าที่ค่อนข้างดีกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และมี
สัดส่วนความต้องการในตลาดโลกที่สูงมาก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและ
พลาสติก อตุ สาหกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส์ อตุ สาหกรรมอาหารกระปอ๋ ง และอุตสาหกรรมแปรรปู อาหาร
(2) กลุ่มที่ต้องพัฒนา (Improving Industries) เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการผลิตและ
การค้า และมีสัดส่วนความต้องการในตลาดโลกในระดับปานกลาง ได้แก่ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
อุตสาหกรรมเคร่ืองดื่ม อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมส่ิงทอ อุตสาหกรรมเครือ่ งใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม
ขา้ ว และอุตสาหกรรมนำ้ ตาล
(3) กลุ่มที่ต้องปรับปรุง (Survival Industries) เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการผลิตและ
การค้า และมีสัดส่วนความต้องการในตลาดโลกในระดับต่ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักร
อตุ สาหกรรมเหล็ก อตุ สาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมยาสูบ และอตุ สาหกรรมอาหารสัตว์
ทั้งนี้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มีเป้าหมายให้
อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนมีการวางรากฐาน
ให้กับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพและแนวโน้มที่ดีบนพื้นฐานการสร้างมูลค่าโดยใช้องค์ความรู้ และ
นวัตกรรม โดยลงทุนเพื่อสร้างและพัฒนาต่อเชื่อมห่วงโซ่มูลค่า รวมท้ังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ที่มี
ศักยภาพสงู ให้พร้อมตอ่ การแขง่ ขันกับตลาดโลกตอ่ ไปในอนาคต
6.5 การผลติ ภาคการค้าและบรกิ าร
สินค้า (Goods) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวตน สามารถมองเห็น จับต้องหรือสัมผัสได้ เช่น
สบู่ ตเู้ ยน็ กระเปา๋ คอมพวิ เตอร์ บ้าน และรถยนต์ เปน็ ตน้
122
บริการ (Services) หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถมองเห็น จับต้องหรือสัมผัส
ไม่ได้ เป็นกิจกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลอื่นเกี่ยวกับการอำนวย
ความสะดวกและสรา้ งความพึงพอใจให้กบั ผรู้ บั บรกิ าร
การผลิตภาคการค้าและบริการของประเทศไทยมีพัฒนาการยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การค้ากับต่างประเทศ นับตั้งแต่สุโขทัยเป็นราชธานีจวบจนปัจจุบัน ซึ่งการค้ากับต่างประเทศใน
ระยะแรกน้ัน ใช้เส้นทางคมนาคมขนสง่ ทั้งทางบกและทางน้ำ อย่างไรก็ตามการคา้ กับต่างประเทศของ
ไทยได้พัฒนาขึ้นเป็นระยะ ๆ จากการค้าแบบโบราณเป็นการค้าสมัยใหม่หรือที่เรียกว่าระบบการค้า
ระหวา่ งประเทศแบบสากล (วันทนีย์ ศรีรัฐ, 2543: 384)
6.5.1 การคา้ กับตา่ งประเทศ
การค้าต่างประเทศ หมายถึง การซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ประกอบด้วย
การส่งสินค้าส่งออกและการนำเข้าสินค้า ทั้งการดำเนินการระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เอกชนกับ
รฐั บาล และเอกชนกบั เอกชน
การค้าต่างประเทศเกิดจากการที่แต่ละประเทศต่างก็มีทรัพยากรธรรมชาติ ทุน และ
แรงงานที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศที่ไม่สามารถผลิตภายในประเทศ
ได้หรือผลิตได้แต่มีคุณภาพด้อยกว่าหรือมีราคาแพงกว่า ซึ่งการค้าต่างประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญใน
การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ กล่าวคือ การส่งสินค้าออกเป็นที่มาของเงินตราต่างประเทศ
การนำเข้าสินค้าเป็นท่ีมาของปัจจัยการผลิต เช่น วัตถุดิบ พลังงาน เครื่องจักร เหล่านี้ช่วยให้เกิดการ
ลงทุนเพื่อพัฒนาการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ ก่อให้เกิดการจ้างงานและการกระจายรายได้มาสู่
ประชาชน ทำใหฐ้ านะทางเศรษฐกจิ ของประเทศดขี ึน้ สง่ ผลให้เกิดความมน่ั คงกับประเทศด้วย
ประเทศไทยเรมิ่ ติดตอ่ คา้ ขายกับตา่ งประเทศมาเปน็ เวลานาน สามารถอธิบายตามยุค
สมัยได้ดงั น้ี (วนั ทนีย์ ศรีรัฐ, 2543: 383-385)
(1) สมัยสุโขทัย การค้าต่างประเทศของไทยสมัยสุโขทัยเฟื่องฟูมากในสมัยพ่อขุน
รามคำแหง การค้าในช่วงนี้เป็นการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ เช่น มอญ พม่า
อินเดีย ลังกา เปอร์เซีย อาระเบีย เขมร สุมาตรา ชวา จีน ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีประเทศใน ทวีป
แอฟริกาด้วย สำหรับสินคา้ ส่งออกในระยะน้ี สว่ นใหญเ่ ป็นสนิ ค้าพ้นื เมือง สนิ คา้ หัตถกรรม รวมท้ังสัตว์
มีชีวิตและผลิตภัณฑ์ อาทิ สมุนไพร ไม้ โลหะ เครื่องสังคโลก ช้าง ม้า งาช้าง และนอแรด ส่วนสินค้า
นำเข้า ได้แก่ ผ้าแพร เครือ่ งถว้ ยชามจากจนี ดาบ เกราะ และเคร่อื งครวั จากญ่ีปนุ่ เป็นต้น
(2) สมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วงนี้เริ่มมีชาวยุโรปเข้ามาติดต่อค้าขาย ระบบการค้า
ต่างประเทศของไทยจึงได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึง่ และเพื่อมิให้เสียเปรียบการค้ากับต่างประเทศ ในช่วงน้ี
จึงได้มีการเลือกปฏิบัติ กล่าวคือ การค้าระหว่างชาวเอเชียด้วยกันเป็นลักษณะหนึ่ง ส่วนการค้ากับ
ชาวยโุ รปเปน็ อีกลกั ษณะหนง่ึ สำหรับการค้าต่างประเทศในสมยั อยุธยาแบง่ ออกเปน็ 3 ระยะ คอื
123
ก. สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เป็นการค้าแบบโบราณ มีการตั้งคลังสินค้าเพื่อ
เกบ็ ส่ิงของ ส่วย และอากร มีการแบ่งส่วนราชการเปน็ กรมท่า ทำหน้าท่ตี ิดต่อค้าขายกบั ต่างประเทศ
ข. สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ได้รับอิทธิพลของพ่อค้าชาวยุโรป มีการทำหนังสือ
สัญญาทางพระราชไมตรกี ารคา้ กับตา่ งประเทศเปน็ ครง้ั แรก
ค. สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาตอนปลาย อิทธิพลของพ่อค้าชาวยุโรปเบาบางลงในด้านการค้า
ตา่ งประเทศ
สำหรับสินค้าส่งออกและสินค้านำเข้ายงั คงเป็นสินคา้ ลักษณะเดียวกันกับสมัยสุโขทยั
ประเทศค่คู า้ ทส่ี ำคญั ไดแ้ ก่ จีน ญป่ี ุน่ อนิ เดยี โปรตุเกส ฮอลนั ดา องั กฤษ สเปน และฝรง่ั เศส
(3) สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น การค้าในสมัยธนบุรีส่วนใหญ่ สืบ
เนื่องมาจากการค้าสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนการค้าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีทั้งการค้าของหลวงและ
เอกชน มีเรือหลวงสำหรับนำไปค้ากับต่างประเทศหลายลำ การค้าของหลวงเป็นหน้าที่ของพระ
คลังสินค้า ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ จีน ญวน เขมร มลายู สิงคโปร์ อินเดีย และสหรัฐอเมริกา
สินค้าส่งออกและสินค้านำเข้าในช่วงแรกๆ ยังคงมีโครงสร้างเดียวกันกับในสมัยธนบุรี จนกระทั่ง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โครงสร้างการค้าต่างประเทศของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในด้านการนำเข้า
สินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น ส่วนการส่งออกสินค้านั้นยังคงเป็นสินค้าเกษตรกรรม เช่น ข้าวโพด
ยางพารา ถั่วต่าง ๆ อย่างไรก็ตามสินค้าอุตสาหกรรมหลายชนิดได้เริ่มมีความสำคัญต่อการส่งออกใน
ระยะหลงั มากขึ้น
(4) การค้ากับต่างประเทศในปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศไทยทำการติดต่อค้าขายกับ
ต่างประเทศกว่า 160 ประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งมูลค่า
การส่งออกของประเทศไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก พ.ศ.2503 จนถึง พ.ศ.2532 มูลค่า
การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า ด้านโครงสร้างประกอบด้วยสินค้า 2 หมวด คือ สินค้าเกษตรและสินคา้
อุตสาหกรรม สำหรับสินค้าส่งออก 10 อันดับแรก คือ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่อง
คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณี เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์
ยาง แผงวงจรไฟฟา้ เครือ่ งจกั รและส่วนประกอบ และยางพารา (ตารางท่ี 6.2)
ส่วนการนำเข้าสินค้าก็เพ่ิมข้นึ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากประเทศในทวปี เอเชีย อาทิ ญ่ีป่นุ
สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน และประเทศในทวีปอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส เป็นต้น
โดยสินค้านำเข้า 10 อับดับแรก คือ น้ำมันดิบ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและ
ส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เหล็กและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์ยานยนต์ อัญมณี เครื่อง
คอมพิวเตอรแ์ ละสว่ นประกอบ และสนิ แรโ่ ลหะ ตามลำดับ (กระทรวงพาณชิ ย,์ 2558)
124
ตารางที่ 6.2 มูลคา่ สินค้านำเข้าและสินคา้ สง่ ออก 10 อนั ดับแรกของประเทศไทย ปี 2557
สินค้านำเขา้ 10 อันดบั แรก สินคา้ ส่งออก 10 อนั ดับแรก
1. นำ้ มนั ดิบ 1. รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
2. เครอ่ื งจักรและสว่ นประกอบ 2. เคร่ืองคอมพวิ เตอร์และส่วนประกอบ
3. เครอื่ งไฟฟ้าและส่วนประกอบ 3. นำ้ มันสำเร็จรูป
4. เคมีภณั ฑ์ 4. อญั มณแี ละเครอื่ งประดบั
5. เหลก็ และผลิตภัณฑ์ 5. เมด็ พลาสตกิ
6. แผงวงจรไฟฟา้ 6. เคมีภัณฑ์
7. อุปกรณ์ยานยนตแ์ ละสว่ นประกอบ 7. ผลิตภณั ฑ์ยาง
8. อญั มณี 8. แผงวงจรไฟฟา้
9. เครือ่ งคอมพิวเตอรแ์ ละสว่ นประกอบ 9. เครื่องจกั รและส่วนประกอบ
10. สนิ แร่อน่ื ๆ 10. ยางพารา
ท่มี า: กระทรวงพาณิชย์ (2558)
6.5.2 ปญั หาเกยี่ วกบั การค้ากบั ต่างประเทศ
(1) สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากการขยายตัวอย่าง
รวดเร็วของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งทางด้านการผลิต การลงทุน และการส่งออก ทำให้โครงสร้าง
พ้ืนฐานขยายตวั ไม่ทันกับความตอ้ งการที่เพม่ิ ข้นึ อย่างมาก
(2) ปญั หาการขาดแคลนวัตถดุ ิบและวัตถดุ ิบมีราคาสูง อันเป็นผลมากจากการส่งออก
ที่ขยายตัวในอัตราสูง ทำให้สินค้าหลายชนิดประสบกับปัญหาวัตถุดิบท่ีจะใช้ในการผลิตมีไม่เพียงพอ
และมีราคาสูงขึน้
(3) ปัญหาการขาดดุลการค้า เนื่องจากการนำสินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบ และสินค้า
กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตสินค้าส่งออก ขณะที่การส่งออกแม้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น
แต่กย็ งั ต่ำกวา่ การขยายตัวของการนำเขา้
6.6 การคมนาคมขนส่ง
การคมนาคมขนส่ง หมายถึง การเคลื่อนยา้ ยสินค้า เครอื่ งอปุ โภคบริโภค ความคดิ ผโู้ ดยสาร
การสื่อสาร โทรคมนาคมจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ทั้งการ
เคลื่อนย้ายที่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและไม่ใช่ทางเศรษฐกิจ นับว่าเป็นกิจกรรมที่มี
ความสำคัญในการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตและผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคระดับต่าง ๆ ช่วยในการสื่อสาร
สะดวกในการติดต่อ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในเวลาที่รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย
การคมนาคมขนส่งในประเทศไทยมีดังนี้ (ทวี ทองสว่าง, 2543: 404)
125
6.6.1 การคมนาคมขนส่งทางบก
ในอดีตเริ่มจากการใช้ทางเกวียน ทางเท้า ทางเดินป่า และเปลี่ยนแปลงไปตาม
ลักษณะภูมิประเทศ พาหนะที่ใช้ คือ ช้าง ม้า โค กระบือ ลา และอื่น ๆ ในสมัยสุโขทัยมีถนนที่ใช้
แรงงานคนสร้าง คือ ถนนพระร่วง จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่นิยมเดินทางทางถนน ต่อมา สมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างถนนเจริญกรุง (New Road)
ถนนสไตล์ยุโรปสายแรกของประเทศไทย ในสมัยรชั กาลที่ 5 พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว โปรดให้มกี าร
เดินรถรางคันแรกโดยใช้ม้าลากและโปรดให้ดำเนินกิจการรถไฟระหว่างกรุงเทพมหานคร (หัวลำโพง)
กับจังหวัดสมุทรปราการ และสมัยรัชกาลที่ 6 พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งกรมทางข้ึน
(ทวี ทองสวา่ ง, 2543: 406) การคมนาคมขนส่งทางบก มี 2 ประเภท คอื ทางถนนและทางรถไฟ
(1) ทางหลวงในประเทศไทย ตามพระราชบญั ญตั ทิ างหลวง พ.ศ.2535 แก้ไขเพ่มิ เติม
โดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ (ศุทธินี ดนตรี,
2554: 290, ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 410-420)
ก. ทางหลวงพิเศษ คือ ทางหลวงที่ออกแบบเพื่อให้การจราจรผ่านได้ตลอดและ
รวดเร็วเป็นพิเศษ กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยายฐาน บำรุงรักษา และลงทะเบียนเป็น
ทางหลวงพิเศษ มีลักษณะที่สำคัญ ได้แก่ มี 4 ช่องทางจราจรหรือมากกว่า ไม่มีสี่แยกและสัญญาณไฟ
จราจรในระดับเดียวกัน มีกำแพงกั้นเมื่อผ่านชุมชนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และกำหนดให้ใช้ความเร็ว
ระหว่าง 120-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบ่งย่อยเป็น 2 ประเภท คือ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง
สายหลัก เช่น ถนนวงแหวนรอบนอก หรือทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 และทางเชื่อมจากทางหลวง
พิเศษระหว่างเมืองสายหลัก เช่น โครงการมอเตอร์เวย์กรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา หรือทางหลวง
พเิ ศษหมายเลข 61 เปน็ ต้น
ข. ทางหลวงแผ่นดิน คือ ทางหลวงสายหลักที่เป็นโครงข่ายเชื่อมระหว่างภูมิภาค
จังหวัด อำเภอ ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ (ภาพที่ 6.7) กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง
ขยาย บูรณะ บำรุงรักษา และได้ลงทะเบยี นเป็นทางหลวงแผ่นดนิ มี 4 ประเภท คือ (ก) ทางหลวงที่มี
หมายเลขตัวเดียว ประกอบด้วย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน เริ่มทีก่ รุงเทพมหานคร
และส้ินสุดที่แมส่ าย จงั หวัดเชยี งราย ทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ เรม่ิ ท่ีจังหวัดสระบุรี
และสิ้นสุดท่ีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จังหวัดหนองคาย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท
เริ่มที่กรุงเทพมหานครและสิ้นสุดที่หาดเล็ก จังหวัดตราด และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ถนน
เพชรเกษม เริ่มที่กรุงเทพมหานครและสิ้นสุดท่ีสะเดา จังหวัดสงขลา (ข) ทางหลวงที่มีหมายเลข 2 ตัว
หมายถึง ทางหลวงแผ่นดินสายประธานตามภูมิภาคต่าง ๆ (ค) ทางหลวงที่มีหมายเลข 3 ตัว หมายถึง
ทางหลวงแผน่ ดินสายรองเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด และ (ง) ทางหลวงทมี่ หี มายเลข 4 ตัว หมายถึง ทาง
หลวงแผน่ ดนิ ท่ีเช่ือมระหว่างจงั หวดั กบั อำเภอหรอื สถานทีท่ ่องเท่ียวสำคญั ของจังหวดั นั้น
126
ภาพท่ี 6.7 โครงขา่ ยทางหลวงแผน่ ดิน
ทม่ี า: ISARN INTER (2557)
127
ทางหลวงแผ่นดินเหล่านี้ ยังมีการจัดระบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทางหลวง
เอเชีย (Asian Highway Network) เชื่อมโยง 17 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทางหลวงเอเชีย
ช่วงที่ผ่านประเทศไทย ประกอบด้วย 6 สาย คือ สาย AH1 สาย AH2 สาย AH3 สาย AH12 สาย
AH15 และสาย AH18
ค. ทางหลวงจงั หวดั หรือทางหลวงท้องถิ่น คือ ทางหลวงที่เช่อื มต่อระหว่างจังหวัดกับ
อำเภอหรือสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนั้น กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย
บูรณะ บำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนเปน็ ทางหลวงท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจงั หวดั เป็นผู้จัดให้ลงทะเบียน
ไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด
ง. ทางหลวงชนบท หมายถึง ทางหลวงที่กรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ดำเนินการ
ก่อสร้าง ขยาย บูรณะ รักษา และได้ลงทะเบียนเป็นทางหลวงชนบท อธิบดีกรมทางหลวงชนบทเป็นผู้
จัดให้ลงทะเบียนไว้ ณ กรมทางหลวงชนบท
จ. ทางหลวงสัมปทาน หมายถึง ทางที่รัฐให้สัมปทานแก่เอกชนให้สร้างหรือ
บำรุงรักษา โดยเก็บค่าใช้ทาง ไม่ว่าจะระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน และหมายรวมถึงอุโมงค์
สะพาน ท่าเรือ หรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก จัดไว้เพื่อประโยชน์แก่ทางหลวงสัมปทาน และได้
ลงทะเบียนเป็นทางหลวงสัมปทาน อธิบดีกรมทางหลวงเป็นผู้จัดให้ลงทะเบียนไว้ ณ กรมทางหลวง
ปัจจบุ นั มที างหลวงสมั ปทาน 1 สาย คอื ทางยกระดบั อตุ ราภมิ ขุ หรือดอนเมอื งโทลลเ์ วย์
(2) การขนส่งทางรถไฟ พฒั นาการของการขนสง่ ทางรถไฟมมี าตง้ั แตร่ ัชกาลที่ 5 สมยั
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้นในสังกัดกระทรวงโยธาธิการ มีพระเจ้าน้องยา
เธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์เป็นเสนาบดี และเค เบ็ทเก (K. Bethge) ชาวเยอรมันเป็น
เจ้ากรมรถไฟ สำหรับทางรถไฟสายแรก คือ กรุงเทพ-นครราชสีมา รวมระยะทาง 265 กิโลเมตร
หลังจากนั้นได้ทยอยก่อสร้างทางรถไฟสายอื่น ๆ จนในปัจจุบันประเทศไทยมีเส้นทางรถไฟ 7 สาย
(ภาพที่ 6.8) (ศทุ ธนิ ี ดนตรี, 2554: 298-301) ดงั นี้
ก. สายเหนือ เริ่มจากสถานีชุมทางบ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุดปลายทาง
ท่ีสถานีเชียงใหม่ ระยะทาง 751 กโิ ลเมตร
ข. สายตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งไปทางทิศเหนือเริ่มจากสถานีชุมทางถนนจิระ
จังหวัดนครราชสีมา สุดปลายทางที่สถานีหนองคาย ระยะทาง 624 กิโลเมตร และมุ่งไปทางทิศใต้
เริ่มจากสถานีกรงุ เทพ สุดปลายทางทส่ี ถานีอบุ ลราชธานี ระยะทาง 575 กโิ ลเมตร
ค. สายตะวันออก เริ่มจากสถานีกรุงเทพ สุดปลายทางที่สถานีอรัญประเทศ จังหวัด
สระแกว้ ระยะทาง 255 กิโลเมตร และจากสถานีชมุ ทางศรรี าชาแยกไปนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ง. สายใต้ เริ่มจากสถานีธนบุรี สุดปลายทางท่ีสถานีสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส
ระยะทาง 1,144 กิโลเมตร
128
ภาพท่ี 6.8 โครงขา่ ยเส้นทางรถไฟ
ทม่ี า: สุนนั ทา เจริญปัญญายิง่ (2556)
129
จ. สายแม่กลอง เริ่มจากสถานีวงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร สุดปลายทางท่ีสถานี
แม่กลอง จังหวดั สมทุ รสงคราม ระยะทาง 31 กโิ ลเมตร
ฉ. สายกรุงเทพมหานคร-หัวตะเข้ (สนามบินสุวรรณภูมิ) เริ่มจากสถานีกรุงเทพ
สดุ ปลายทางที่สถานีหวั ตะเข้
ช. สายชานเมอื ง มี 2 สาย คือ กรุงเทพ-ลพบุรี และกรุงเทพ-ชุมทางแก่งคอย
นอกจากการคมนาคมขนส่งทางรถไฟแล้ว ยังมีการคมนาคมขนส่งทางรถไฟฟ้าด้วย
ได้แก่ รถไฟฟ้ามหานครหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน (Metropolitan Rapid Transit-MRT) รถไฟฟ้าบีทีเอส
(BTS) และรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีขนส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมืองหรือ
แอร์พอร์ตเรลลิงค์ (Airport Rail Link) (ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 420)
6.6.2 การคมนาคมขนส่งทางนำ้
การขนส่งทางน้ำถือว่ามีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งระบบอื่น ๆ
ในประเทศไทย แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท (ศทุ ธินี ดนตร,ี 2554: 304-311) ดงั นี้
(1) การขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศ เป็นการขนส่งโดยผ่านท่าเรือสำคัญที่สามารถ
รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ ประกอบด้วย ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง ท่าเรือสงขลา
ทา่ เรือภูเกต็ ท่าเรือพาณชิ ยส์ ตั หีบ และทา่ เรือมาบตาพุด
(2) การขนส่งทางน้ำภายในประเทศ ในปัจจุบันมีการใช้เรือขนส่งสินค้าจากจุดต่าง ๆ
ไปยังท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีท่าเรือเอกชนประมาณ 70 ท่า กระจุกตัวอยู่ในเขต
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนใหญ่เป็นท่าเรือขนาดเล็กเพื่อนำเข้าและส่งออกสินค้าทางการ
เกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนประมาณ 46 ท่า
เพื่อขนส่งทราย แร่ และสินค้าการเกษตร และในแม่น้ำป่าสักประมาณ 36 ท่า เพื่อขนส่งสินค้า
ประเภทเกษตรกรรม สำหรับการขนส่งผู้โดยสารทางน้ำ ในกรุงเทพมหานครยังได้รับความนิยม
เพราะมีความรวดเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์และช่วยย่นระยะทางได้ในบางเส้นทาง การขนส่ง
ที่สำคัญ คือ เรือยนต์ข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา เรือด่วนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา และเรือหางยาว
เชอ่ื มระหวา่ งคลองตา่ ง ๆ อาทิ คลองแสนแสบ คลองพระโขนง เป็นต้น
(3) การขนส่งชายฝั่งทะเล ตามชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและชายฝั่งทะเลอันดามัน มีการ
เดินเรือตามชายฝั่งที่ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในการเชื่อมโยงการขนส่ง
ภายในประเทศและระหว่างประเทศ ประเทศไทยมีท่าเรือในจังหวัดชายฝั่งทะเล 21 จังหวัด
ภาคตะวันออก 5 จังหวัด ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย 10 จังหวัด และภาคใต้ฝั่งอันดามัน 6 จังหวัด มีท่าเรือ
รวมทั้งหมด 327 แหง่ เป็นทา่ เรอื เพอ่ื การขนส่งสนิ ค้าทั่วไป 15 แห่ง ท่าเรือขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์
ปิโตรเลยี ม 19 แหง่ ท่าเรือโดยสารและการทอ่ งเทยี่ ว 23 แหง่ ท่าเรอื ประมง 69 แหง่ และแพปลาและ
อตุ สาหกรรมต่อเน่อื ง 201 แหง่
130
6.6.3 การคมนาคมขนส่งทางอากาศ
ในประเทศไทยมีสนามบินทุกประเภทรวม 57 แห่ง โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ
ทั้งภาครฐั และเอกชน (ศุทธนิ ี ดนตรี, 2554: 301-304) ดังน้ี
(1) กรมการบินพาณิชย์หรือกรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) ดูแลท่าอากาศยาน
ทั้งหมด 28 แหง่ อาทิ ทา่ อากาศยานแมฮ่ อ่ งสอน ทา่ อากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานตรัง เป็นต้น
(2) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ดูแลท่าอากาศยาน 6 แห่ง คือ
ทา่ อากาศยานกรุงเทพ สวุ รรณภมู ิ เชยี งใหม่ เชียงราย ภูเกต็ และหาดใหญ่
(3) กองทัพเรือ (ทร.) ดูแลสนามบิน 2 แห่ง คือ สนามบินอู่ตะเภาและสนามบิน
สงขลา
(4) กองทพั บก (ทบ.) ดแู ลสนามบิน 7 แห่ง อาทิ สนามบนิ สรุ นิ ทร์ เป็นตน้
(5) กองทัพอากาศ (ทอ.) ดแู ลสนามบิน 32 แหง่ อาทิ สนามบนิ หาดใหญ่ เปน็ ต้น
(6) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ดแู ลสนามบิน 1 แหง่ สนามบินนครสวรรค์
(7) การไฟฟ้าฝ่ายผลติ (กฟผ.) ดแู ลสนามบิน 1 แห่ง สนามบนิ เขอ่ื นภมู พิ ล
(8) บริษัทการบินกรุงเทพ ดูแลท่าอากาศยาน 2 แห่ง คือ ท่าอากาศยานสมุยและ
ท่าอากาศยานสุโขทัย
6.6.4 การคมนาคมขนส่งทางทอ่
การขนส่งทางท่อเป็นระบบการขนส่งที่ใช้ท่อชนิดต่าง ๆ ลำเลียงวัตถุที่เป็นของแข็ง
อาทิ ถ่านหินละเอียด ของเหลว ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม น้ำประปา และชลประทาน
(ทวี ทองสว่าง, 2543: 433-436) ปัจจุบันการขนส่งทางท่อนิยมขนสง่ ปิโตรเลยี มจากเรือบรรทุกน้ำมัน
ไปสู่โรงกลนั่ น้ำมนั และลำเลียงนำ้ มันท่กี ลั่นแลว้ ไปสู่เรือบรรทกุ น้ำมันเพื่อจำหน่ายต่อไป นอกจากนี้ยัง
นิยมขนส่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยด้วยท่อยาวกว่า 400 กิโลเมตร ดำเนินการโดยปิโตรเลียมแห่ง
ประเทศไทย จากบริเวณหลุมเจาะของบริษัทไปสู่เขตอุตสาหกรรม ส่งต่อไปยังโรงงานแยกก๊าซ และ
ลำเลียงไปสูโ่ รงงานตา่ ง ๆ
6.6.5 การคมนาคมขนสง่ ทางสายเคเบิล
การขนส่งทางเคเบิลเหมาะกับการขนส่งสิ่งของและผู้โดยสารในภูมิประเทศ
ทรุ กนั ดารและทสี่ ูง ซึ่งประเทศไทยยงั ใช้การขนส่งทางสายเคเบิลในรปู ของบรรทุกผ้โู ดยสารและสิ่งของ
น้อยมาก นอกจากนี้ใช้ในกิจการสื่อสารโทรคมนาคม ได้แก่ ระบบเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable
System) และระบบเคเบิลบนบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารโทรคมนาคม (ทวี ทองสว่าง, 2543:
436-440) ซึ่งโทรคมนาคม หมายถึง การส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมายสัญญาณตัวหนังสือ
ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือการอื่นใด สำหรับระบบโทรคมนาคมที่สำคัญซึ่งใช้กันในปัจจุบัน แบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระบบสอื่ สารทางสายและระบบสอ่ื สารไรส้ าย
131
6.7 การท่องเท่ียว
ในปัจจุบันการท่องเที่ยวถือว่าเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับ
ประเทศและมีมูลค่าเกือบใกล้เคียงกับการส่งออกสินค้า ประเทศไทยมีทรัพยากรการท่องเที่ยว
จำนวนมากตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับภูมิภาคและระดับโลก มีความโดดเด่น งดงาม แปลกตา
และมีคุณค่า ทั้งสิ่งที่เกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาตแิ ละสิง่ ท่ีมนุษย์สร้างขึ้น ในด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี
โบราณสถาน ศาสนา และวิถีการดำเนนิ ชีวติ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง สามารถนำมาใช้ประโยชนใ์ น
ดา้ นการท่องเท่ยี วและสรา้ งช่อื เสยี งใหแ้ กป่ ระเทศชาติ
6.7.1 ประเภทของการทอ่ งเทีย่ ว
การท่องเที่ยวสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
และการท่องเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรม (ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 312-313)
(1) การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เป็นการท่องเที่ยวตามสถานที่ซึ่งมีลักษณะสวยงาม
และแปลกตาตามธรรมชาติ อาทิ ภูเขา น้ำตก ทะเล หาดทราย เกาะ น้ำพุร้อน บ่อโคลน เขื่อน
อุทยานแหง่ ชาติ ไรน่ าสวน และฟาร์มเลย้ี งสัตว์ ดงั น้ี
ก. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์
และคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ น้ำตกป่าละอู
(ภาพท่ี 6.9) เกาะตะปู แหลมพรหมเทพ ธารนำ้ รอ้ นบอ่ คลึง เป็นตน้
ภาพท่ี 6.9 น้ำตกป่าละอู จงั หวัดประจวบคีรีขันธ์
ทมี่ า: การทอ่ งเที่ยวแห่งประเทศไทย (2558)
132
ข. การท่องเที่ยวเชงิ เกษตร เป็นการท่องเท่ียวในพื้นทีช่ ุมชนเกษตรกรรม เช่น ไร่องนุ่
ฟาร์มโคนม สวนกล้วยไม้ เปน็ ต้น
ค. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นการท่องเที่ยวที่ผสมผสานระหว่างแหล่งธรรมชาติ
และแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ โดยมีกิจกรรมเพื่อรักษาสุขภาพเป็นกิจกรรมหลัก เช่น สปา นวดแผนไทย
โยคะ เป็นตน้
(2) การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นการท่องเที่ยวและเยี่ยมชมสถานที่ที่แสดงถึง
ความเป็นวัฒนธรรม ได้แก่ โบราณสถาน ปราสาท พระราชวัง วัด พิพิธภัณฑ์ ประเพณี รวมถึงวิถีการ
ดำเนินชวี ติ ของบคุ คลในแต่ละยุคสมัย ดังนี้
ก. การท่องเท่ยี วเชงิ ประวัติศาสตร์ เปน็ การท่องเท่ยี วไปยงั สถานที่ทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขึน้ มี
อายุยาวนาน มีคุณค่า และมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง
แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง พระบรมมหาราชวัง อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
เปน็ ต้น
ข. การทอ่ งเทย่ี วเชงิ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวถิ ชี วี ติ เปน็ การทอ่ งเท่ียวในชุมชน
ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของชาวบ้านในท้องถิ่น เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ
ประเพณีแหผ่ ีตาโขน (ภาพที่ 6.10) ประเพณปี อยสา่ งลอง ประเพณถี ือศลี กนิ เจ เปน็ ตน้
ภาพท่ี 6.10 ประเพณีแหผ่ ีตาโขน จังหวัดเลย
ท่มี า: กรมประชาสัมพันธ์ (2561)
133
6.7.2 ปริมาณนักทอ่ งเที่ยว
ในช่วง พ.ศ.2540-2549 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากกว่านักท่องเที่ยว
ชาวต่างประเทศ นักท่องเที่ยวชาวไทย ร้อยละ 88 และชาวต่างประเทศ ร้อยละ 12 ในขณะที่
รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศกลับมากกว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของ
นักท่องเที่ยวชาวไทย รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ 220-482 ล้านบาท และรายได้จาก
นักท่องเที่ยวชาวไทย 180-322 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีรายได้ที่สูงกว่า
นิยมพักอยู่เป็นช่วงเวลาที่นานกว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจึงเป็นรา ยได้หลัก
(ตารางท่ี 6.3) (ศุทธนิ ี ดนตร,ี 2554: 314-315)
ตารางท่ี 6.3 จำนวนนักท่องเท่ียวชาวไทยและชาวตา่ งประเทศ พ.ศ.2540-2549
นกั ทอ่ งเทีย่ วชาวไทย นักทอ่ งเท่ยี วชาวต่างประเทศ
ปี พ.ศ. จำนวน รายไดร้ วม จำนวน รายได้รวม
(ลา้ นคน) (ลา้ นบาท) (ล้านคน) (ล้านบาท)
2540 52.05 180,388 7.22 220,754
2541 51.68 187,898 7.76 242,177
2542 53.62 203,179 8.58 253,018
2543 54.74 210,516 9.51 285,272
2544 58.62 223,732 10.06 299,047
2545 61.82 235,337 10.80 323,484
2546 69.36 289,987 10.00 309,269
2547 74.80 317,225 11.65 384,360
2548 79.53 334,717 11.52 367,380
2549 81.49 322,534 13.82 482,319
ทีม่ า: การทอ่ งเทย่ี วแห่งประเทศไทย (อ้างใน ศุทธนิ ี ดนตรี 2554: 314-315)
ทั้งนี้ความนิยมในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกัน กล่าวคือ
นักท่องเท่ียวชาวไทยนิยมทอ่ งเท่ียวตามแหล่งท่องเท่ียวเชงิ ธรรมชาติและเทีย่ วมากในชว่ งเทศกาลหรอื
ในช่วงวันหยุดยาว ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนิยมท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเท่ี ยว
เชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจะชอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และ
การท่องเทยี่ วเชิงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวติ
134
บทสรปุ
ประเทศไทยได้พัฒนาเศรษฐกิจจากการผลิตแบบยังชีพประกอบอาชีพเกษตรกรรมเปน็ หลกั
มาเปน็ การผลิตแบบธุรกิจหรอื เชงิ พาณชิ ย์ตามการเปลย่ี นแปลงของกระแสเศรษฐกิจโลก มงุ่ เน้นรายได้
จากภาคอุตสาหกรรม การส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยวเป็นหลัก แม้ว่าอาชีพเกษตรกรรมจะไม่ได้
สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด แต่ก็มีเนื้อที่ถือครองมากที่สุด ในทางตรงข้ามแม้ว่า
อุตสาหกรรมจะมีเน้ือที่ถือครองน้อย แต่ก็สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด ดังจะเห็นได้จาก
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สำหรับภูมิภาคที่มีผลิตภัณฑ์ภาคมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานครและ
ปริมณฑล ส่วนจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์จังหวัดมากที่สุด คือ สมุทรปราการ ด้านการเกษตร พืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญของประเทศไทย คือ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และยางพารา
ด้านอุตสาหกรรมและการค้ากับต่างประเทศ สินค้าส่งออกอันดับแรก คือ รถยนต์ อุปกรณ์ และ
ส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้าอันดับแรก คือ น้ำมันดิบ สำหรับการคมนาคมขนส่งในประเทศไทยมี
การพัฒนาระบบการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศจนสามารถรองรับการขนส่งสินค้า
การขนส่งวัตถุดิบ และการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี สุดท้ายด้านการท่องเที่ยว
นับว่าเป็นรายได้หลักของประเทศอีกทางหนึ่ง เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรการท่องเที่ยวท่ี
อุดมสมบูรณ์ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น มีกิจกรรมการ
ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ และที่สำคัญมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของ
ประเทศเปน็ อย่างมากกค็ อื แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ดงั สามารถศกึ ษาไดใ้ นบทตอ่ ไป
คำถามท้ายบท
1. ประเทศไทยมวี วิ ัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างไร
2. โครงสร้างทางเศรษฐกจิ ของประเทศไทยมลี กั ษณะอย่างไร จงอธิบายและยกตวั อยา่ ง
3. พชื เศรษฐกจิ ของประเทศไทยมีอะไรบ้าง
4. การผลติ ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีลักษณะอย่างไร จงอธบิ ายและยกตวั อย่าง
5. สินคา้ นำเขา้ และสนิ ค้าส่งออกของประเทศไทยมีอะไรบ้าง
6. การคมนาคมขนส่งในประเทศไทยแตล่ ะรูปแบบมีข้อดขี อ้ เสยี อย่างไร จงอธบิ าย
7. การทอ่ งเทีย่ วของประเทศไทยมีกป่ี ระเภท ได้แกอ่ ะไรบา้ ง
135
เอกสารอ้างองิ
การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย. (2558). นำ้ ตกป่าละอ.ู สบื คน้ 14 สงิ หาคม 2561, จากเว็บไซท์:
http://northtosouththai.blogspot.com/2015/12/blog-post_28.html.
กระทรวงพาณิชย.์ (2558). สนิ ค้านำเขา้ และส่งออก 10 อนั ดับแรกของไทย ปี 2557.
สืบค้น 12 สิงหาคม 2561, จากเว็บไซท์:
https://www.tcijthai.com/news/2015/22/watch/5908.
กรมประชาสัมพันธ.์ (2561). ประวัตผิ ีตาโขน. สบื คน้ 13 สิงหาคม 2561, จากเวบ็ ไซท:์
https://sites.google.com/site/phongchitcom/home/prawati-phi-ta-khon.
กรมพัฒนาทีด่ นิ . (2549). รายงานการสำรวจและคาดการณผ์ ลผลติ ขา้ วนาปีและขา้ วนาปรงั
ปีการผลติ 2549 โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลและระบบสารสนเทศทาง
ภูมิศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: กรมพัฒนาทดี่ นิ .
เกษตรกรรมยงั่ ยืน. (2561). ระบบไร่หมุนเวียน. สืบค้น 10 สงิ หาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์:
http://mobizest.com.
ชัชนี วายล่.ี (2543). ภูมิศาสตรป์ ระเทศไทย. (131-132). กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ทวี ทองสวา่ ง. (2543). ภมู ิศาสตร์ประเทศไทย. (331-440). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ไทยรัฐออนไลน์. (2559). กพร.ปช.วางแผนพัฒนากำลงั คน 5 ปี ต้องการแรงงาน 5 ลา้ นราย.
สืบค้น 11 สิงหาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์: https://www.thairath.co.th/content/818071.
ไทยรฐั ออนไลน์. (2559). แนะชาวสวนยางมอื ใหม่ เตมิ ปยุ๋ ตดั แตง่ กิ่งหนา้ ฝน.
สืบคน้ 10 สงิ หาคม 2561, จากเวบ็ ไซท์: https://www.thairath.co.th/content/675318.
มลู นธิ วิ ัดเงิน. (2561). ชุมชนวัดศรีสพุ รรณ. สบื คน้ 11 สงิ หาคม 2561,
จากเว็บไซท์: http://www.wattano.ac.th/wattano/floral/?p=4800.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2557). อกั ขรานกุ รมภูมิศาสตรไ์ ทย เล่ม 1. (410-420). กรงุ เทพฯ:
ราชบณั ฑิตยสถาน.
วนั ทนยี ์ ศรรี ัฐ. (2543). ภูมศิ าสตร์ประเทศไทย. (383-385). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง.
วนั เพ็ญ สุรฤกษ.์ (2547). มมุ มองทางภมู ศิ าสตร์กบั ความยงั่ ยืนของการเกษตรไทย. เชียงใหม่:
ภาควิชาภูมศิ าสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่. (เอกสารอดั สำเนา).
ศุทธนิ ี ดนตร.ี (2554). ภมู ศิ าสตรป์ ระเทศไทย. (248-315). ภาควิชาภูมศิ าสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. (เอกสารอัดสำเนา).
สุนันทา เจรญิ ปัญญายิง่ . (2556). ทางรถไฟทเี่ ชือ่ มตอ่ กบั เพ่อื นบ้าน. สบื คน้ 11 สิงหาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: http://www.tri.chula.ac.th/triresearch/connect/connect.html.
136
สำนักงานพฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2561). การวิเคราะหข์ อ้ มลู ขนาดใหญเ่ พื่อกำหนด
เขตเหมาะสมทสี่ ดุ สำหรับปลูกพชื เศรษฐกิจ. สบื ค้น 10 สงิ หาคม 2561, จากเวบ็ ไซท:์
http://www.nstda.or.th/thairesearch/node/730.
Farmer Space. (2561). ปลกู ผักอนิ ทรีย.์ สบื ค้น 10 สงิ หาคม 2561,
จากเว็บไซท์: https://farmerspace.co.
ISARN INTER. (2557). หมายเลขทางหลวง. สบื คน้ 12 สงิ หาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: http://www.isarninter.com.
137
บทที่ 7
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ
ทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยถูกกำหนดโดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ประเทศไทยมีแผนพัฒนาประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2504-2561 จำนวน 12 ฉบับ แต่ละฉบับมีระยะเวลา
ในการดำเนินการ 5 ปี โดยมีสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาตเิ ป็นหนว่ ยงานที่รับผิดชอบ
ในการจดั ทำ โดยสาระสำคัญของแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติฉบับท่ี 1-12 มดี งั นี้
7.1 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี 1
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) เป็นแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกของประเทศไทยในสมัยรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
เกิดจากการแนะนำของธนาคารโลกและจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศร่วมกับนักวิชาการใน
ประเทศ ในลักษณะของแผนที่กำหนดโดยส่วนกลาง (Top-Down Planning) ใช้แนวคิดการเติบโต
ทางเศรษฐกจิ (Development with Growth) มวี ตั ถปุ ระสงค์ คอื เร่งอัตราการขยายตวั ทางเศรษฐกิจ
โดยมุ่งให้ประเทศไทยมีทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนกับประเทศตะวันตก กล่าวคือ เปลี่ยนจาก
การผลิตขั้นปฐมภูมิที่พึ่งพาเกษตรกรรมไปสู่การผลิตขั้นทุติยภูมิที่พ่ึงพาอุตสาหกรรมด้วยการเริ่มต้น
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม การชลประทาน พลังงานไฟฟ้า
และสาธารณูปการ แผนฯ ฉบับนี้แตกต่างจากแผนฯ ฉบับอื่น ๆ คือ มีระยะเวลา 6 ปี (อาคม
เติมพิทยาไพสฐิ และธานินทร์ ผะเอม, 2552: 6; ศทุ ธินี ดนตรี, 2554: 336-338, )
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 มี
ท้ังหมด 10 ประเด็น ดงั น้ี
(1) การขยายตัวของการเกษตรเพื่อการส่งออก ส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิต
ของพชื เศรษฐกิจหลัก อาทิ ขา้ ว ยางพารา เป็นต้น
(2) การพฒั นาอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตขั้นพื้นฐาน อาทิ โรงงานปนู ซเี มนต์ โรงงานทอผ้า
โรงงานน้ำตาล เป็นตน้
(3) การพัฒนาพลังงาน มีการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่
ชุมชนและภาคอุตสาหกรรม
(4) การสร้างเข่อื นเพือ่ การชลประทาน ไดแ้ ก่ เขอื่ นเจา้ พระยา จงั หวดั ชัยนาท
(5) การพฒั นาเสน้ ทางคมนาคม โดยสรา้ งทางหลวงแผน่ ดินท่เี ชื่อมต่อกรงุ เทพมหานครไปยัง
ภูมิภาคต่าง ๆ ให้แลว้ เสรจ็ และครอบคลมุ ทกุ ภูมิภาค
138
(6) การพฒั นากิจการไปรษณีย์และการส่ือสารโทรคมนาคม
(7) การส่งเสริมอาชีวศึกษา ฝึกฝนความชำนาญในการปฏิบัติงานสายอาชีพ เป็นการสร้าง
แรงงานฝีมอื เพ่ือรองรับอตุ สาหกรรม
(8) การพัฒนาสาธารณสขุ โดยการสร้างโรงพยาบาลและสถานอี นามัย
(9) การพัฒนาสาธารณูปการ ได้แก่ ระบบประปา อาคารส่งเคราะห์สำหรับผู้มีรายได้น้อย
และการจดั สรรทีด่ ินหรือนคิ มสรา้ งตนเองให้แก่ชาวบ้านที่ถูกเวนคนื ทด่ี ินจากการกอ่ สร้างของรฐั
(10) การจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมภิ าค คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยในส่วน
ภูมิภาคแห่งแรกของประเทศไทย และมหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
7.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติฉบบั ที่ 2
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510-2514) มีทิศทางการพัฒนา
เชน่ เดียวกับแผนฯ ฉบบั ที่ 1 เนน้ การขยายความเจริญทางเศรษฐกจิ เป็นหลักและเรม่ิ ใหค้ วามสำคญั กบั
การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มี
รายได้ต่ำทส่ี ดุ ของประเทศ การดำเนนิ งานตามแผนฯ ฉบบั น้กี ำหนดใหพ้ ัฒนาเป็นรายสาขา (Sectoral
Development Planning) และขยายขอบเขตแผนฯ ครอบคลุมการพัฒนารัฐวิสาหกิจและองค์การ
บริหารส่วนท้องถิ่น (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และธานินทร์ ผะเอม, 2552: 6; ศุทธินี ดนตรี, 2554:
338-340)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 มี
ทง้ั หมด 7 ประเดน็ ดงั น้ี
(1) การพัฒนาการเกษตร ประกอบด้วย ก. การส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ
มีการสร้างสถานีเกษตร สถานีทดลองและขยายพันธุ์พืช รวมถึงศูนย์วิจัยพืชต่าง ๆ ข. การสร้าง
และปรับปรุงระบบชลประทานและป้องกันอุทกภัย อาทิ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนน้ำอู น
จังหวัดสกลนคร เป็นต้น ค. การสร้างสถานีประมงเพื่อดำเนินการวิจัยและทดลองในด้านการประมง
ง. การส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ โดยตั้งสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์และให้คำแนะนำในเรื่องอาหารสัตว์ และ
จ. การสำรวจจำแนกประเภทท่ดี นิ
(2) อุตสาหกรรมและเหมืองแร่ ประกอบด้วย ก. การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบและ
แรงงานภายในประเทศ ข. การออกพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม
ค. การเริ่มจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกขึ้นที่รังสิต จังหวัดปทุมธานี ง. การตั้งข้อกำหนดมาตรฐาน
สินค้าอุตสาหกรรมและการทดลองคุณภาพตามความต้องการของโรงงาน จ. การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใน
ด้านอุตสาหกรรมจำนวนมาก และ ฉ. การเพิ่มปริมาณการผลิตแร่เศรษฐกิจ อาทิ ดีบุก ตะกั่ว และ
ลิกไนต์ เปน็ ต้น
139
(3) การคมนาคมและขนส่ง ประกอบด้วย ก. การขนส่งทางถนน โดยการปรับปรุง
พื้นผิวถนน การจัดตั้งสถานีขนส่งผู้โดยสารในจังหวัดต่าง ๆ ข. การปรับปรุงรถไฟและการบริการ
โดยการสำรวจเส้นทางรถไฟใหม่ ค. การปรับปรุงบริการด้านการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทางบก
โดยปรับปรุงองค์การของบริษัทขนส่งจำกัด ง. การขนส่งทางน้ำ มีการก่อสร้างท่าเรือชายทะเลภาคใต้
การจดั หาเรอื เดนิ ทะเลให้กับบริษัทไทยเดนิ เรือ จ. การขนส่งทางอากาศ พัฒนาสนามบนิ ต่างจังหวดั ให้
ได้มาตรฐานสากลและใช้งานได้ทุกฤดูกาล เช่น สนามบินเชียงใหม่ สนามบินภูเก็ต เป็นต้น และ
ฉ. การพฒั นาโทรคมนาคม อาทิ ไปรษณียโ์ ทรเลข โทรศพั ทภ์ ูมิภาค เปน็ ต้น
(4) การพัฒนาพลังงาน การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มขึ้นที่เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อน
อุบลรตั น์ จงั หวัดขอนแกน่
(5) การค้าและบริการ โดยการเพิ่มการส่งออกผลผลิตการเกษตร การพยุงราคาสินค้า และ
การสง่ เสรมิ การท่องเท่ียว
(6) การพฒั นาสาธารณสุข โดยการส่งเสริมสุขภาพและสขุ าภิบาลเพื่อพฒั นาอนามัยท้องถ่ิน
อาทิ การจดั ตัง้ โรงพยาบาลศูนย์ระดบั ภาค การจดั ต้งั โรงพยาบาลสงฆ์ เป็นต้น
(7) การศึกษา การขยายสาขาที่ขาดแคลนในระดับอุดมศึกษา เช่น วิศวกรรมศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และแพทย์ศาสตร์ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่ม อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ
การพฒั นาอาชีวศึกษา เช่น วทิ ยาลัยเทคนิค วิทยาลัยเกษตร เปน็ ต้น
7.3 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาตฉิ บบั ที่ 3
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519) จากแผนฯ ฉบับที่ 1
และ 2 ในการบูรณะและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและการให้บริการขั้นพื้นฐานเพื่อการขยาย
ผลผลิตส่วนรวมของประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้กับบริการขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และ
ปัจจัยการผลิตมีผลผลิตและรายได้มากขึ้น เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากการกระจาย
รายได้ไม่ทั่วถึงและเป็นธรรม ดังนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 รัฐบาลจึงได้เพิ่ม
มาตรการในการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและชนบท รวมทั้งหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคม
ด้วยการสร้างความเท่าเทียมในการใช้ประโยชน์จากบริการของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา
และสาธารณสุขมากข้ึน (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และธานินทร์ ผะเอม, 2552: 7; ศุทธินี ดนตรี, 2554:
341-342)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 มี
ทง้ั หมด 5 ประเด็น ดงั นี้
(1) ด้านประชากร เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีนโยบายลดอัตราการเพิ่มของประชากรด้วย
การวางแผนครอบครัว อาทิ การใช้ห่วงอนามัย การคมุ กำเนิด การทำหมัน เปน็ ต้น
140
(2) ด้านบริการขั้นพื้นฐาน มีการขยายพื้นที่ชลประทานร่วมกับการจัดรูปที่ดิน แก้ไขปัญหา
สทิ ธกิ ารถือครองทดี่ นิ การให้สินเชือ่ การเกษตรผ่าน ธ.ก.ส. และการรกั ษาระดับราคาสินค้าเกษตร
(3) ด้านอุตสาหกรรม มีการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าและ
ลดการขาดดุลการค้า สนับสนุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานและวัตถุดิบภายในประเทศ
นอกจากนย้ี ังส่งเสริมให้อตุ สาหกรรมกระจายสู่ภูมภิ าคมากข้ึน
(4) ด้านการศกึ ษา เนน้ การพัฒนาการศึกษาทุกระดับทวั่ ประเทศท้งั ในกรุงเทพมหานครและ
ภูมิภาค
(5) ด้านสาธารณสุข มเี ปา้ หมายให้เพ่ิมจำนวนแพทย์ พยาบาล สถานีอนามยั และสำนักงาน
ผดุงครรภ์
7.4 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตฉิ บับท่ี 4
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาตฉิ บับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) การเสนอแผนฯ ฉบบั นี้
อยู่ในช่วงที่ประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึน้ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีปัญหาที่เกิดจากการใช้
แผนฯ ทั้ง 3 ฉบับแรกด้วย ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองและชนบท
ความเส่อื มโทรมของทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม เปน็ ตน้ ดงั น้ันแผนฯ ฉบับน้จี งึ ยดึ ความมน่ั คง
ของชาติเป็นพืน้ ฐานของการพฒั นาและเนน้ การเสริมสร้างสวสั ดิการทางสงั คมใหแ้ กค่ นในชาตมิ ากกว่า
การขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่าการพัฒนาระหว่างสาขาร่วมกัน (Inter-Sectoral Planning)
(อาคม เตมิ พิทยาไพสฐิ และธานินทร์ ผะเอม, 2552: 7; ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 342-343)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 มี
ทงั้ หมด 12 ประเดน็ ดงั น้ี
(1) ด้านที่ดินเพื่อการเกษตร มีการออก น.ส.3 ทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน
นอกเขตป่าสงวน มีการจดั ท่ีดินและสง่ เสรมิ อาชพี
(2) ด้านทรัพยากร มีการกำหนดนโยบายการใช้น้ำที่เหมาะสมเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม
อุปโภคบริโภค การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประมง การบรรเทาอุทกภัย และการไล่น้ำเค็ม การลด
จำนวนปา่ สมั ปทาน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การกำหนดเขตป่าสงวน ป่าตน้ น้ำลำธาร เขตรกั ษาพันธ์สุ ัตว์ป่า
อทุ ยานแหง่ ชาติ และการปลูกปา่ ทดแทน
(3) ด้านสิ่งแวดล้อม มีการวางแผนและกำหนดนโยบายพัฒนาสิ่งแวดล้อมของประเทศ การ
ทำผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะให้แล้วเสร็จทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขออนุญาตจัดต้ัง
โรงงานจะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามเงือ่ นไขที่รฐั บาลกำหนดเพอื่ ป้องกันไมใ่ ห้เกดิ ผลกระทบต่อสงิ่ แวดลอ้ ม
141
(4) ดา้ นการเกษตร ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหห้ ลากหลายประเภทมากขึน้
(5) ด้านการส่งออก ส่งเสริมการส่งออกสินค้าหลายประเภทมากขึ้น ทั้งผลผลิตการเกษตร
และสนิ คา้ อุตสาหกรรม
(6) ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวท้ังภายในประเทศและ
ระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียอาคเนย์ และให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาการ
ทอ่ งเท่ียว
(7) ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกและทดแทนการนำเข้า อุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อ
ทดแทนการนำเข้าสินค้ากึ่งวัตถุดิบและประเภททุน ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศด้าน
อุตสาหกรรม การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออกในเขตท่าเรือและสนามบินพาณิชย์ และการกระจาย
แหลง่ ท่ตี ั้งอตุ สาหกรรมออกไปยงั สว่ นภูมภิ าค
(8) ด้านการพัฒนาระบบเมือง มีการพัฒนาเมืองหลักขึ้นในส่วนภูมิภาคเพื่อลดการอพยพ
ของประชากรเข้ามาในกรุงเทพมหานครและชะลอการขยายตัวของกรุงเทพมหานครให้อยู่ในอัตราท่ี
ต่ำลง ภาคเหนือตอนบนกำหนดให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองหลัก ภาคเหนือตอนกลางกำหนดให้
จังหวัดพิษณุโลกเป็นเมืองหลัก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำหนดให้จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี
นครราชสีมา และอุบลราชธานีเป็นเมืองหลัก ภาคตะวันออกกำหนดให้จังหวัดชลบุรีเป็นเมืองหลัก
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกกำหนดให้จังหวัดสงขลาเป็นเมืองหลัก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกกำหนดให้จังหวัด
ภเู กต็ เปน็ เมอื งหลัก
(9) ด้านการกระจายบริการขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย การปรับปรุงและขยายบริการ
สนามบิน ท่าเรือ การโทรคมนาคม สถานีขนส่งสนิ คา้ และผโู้ ดยสาร สาธารณูปโภค และสาธารณูปการ
(10) ด้านการศกึ ษา มีการปรับระบบโรงเรียนจากแบบ 4: 3: 3: 2 (3) เป็นแบบ 6: 3: 3 การ
ขยายการศึกษาภาคบังคับ การขยายการศึกษาระดับอาชีวศึกษา และการปรับปรุงคุณภาพของ
การศกึ ษาทกุ ระดบั และประเภท
(11) ด้านสาธารณสุข ให้มีการบริการสาธารณสุขด้วยวิธีการอนามัยแบบผสมผสานเพื่อให้
การรกั ษาพยาบาลเขา้ ถึงประชาชนในชนบทควบคูก่ ันไปกบั การปอ้ งกนั โรคต่าง ๆ ฝกึ อบรมอาสาสมัคร
สาธารณสุข (อสม.) และผูส้ ื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) การสนบั สนุนโรงพยาบาลเอกชนให้รบั ภาระ ด้าน
การรักษาพยาบาล และการริเร่มิ โครงการประกนั ทางสขุ ภาพของคนงาน
(12) ด้านสังคม ให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การป้องกันแก้ไขปัญหา
อาชญากรรม การส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นให้แก่ชาวเขา การจัดทำแผนในการ
ทำนุบำรุงรกั ษาศิลปวฒั นธรรม รวมทั้งควบคมุ การเกดิ อุบัติเหตุในการจราจร โรงงาน และทีส่ าธารณะ
142
7.5 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติฉบับที่ 5
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) ระบบเศรษฐกิจและ
สังคมของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านโครงสร้างการผลิต รายได้ ลักษณะการ
บรโิ ภค ค่านิยม และมาตรฐานชวี ติ ความเป็นอยูม่ ีความสลบั ซับซ้อนมากขน้ึ แต่ยังมีประชาชนในชนบท
อีกมากที่ไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา และมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชาวนาชาวไร่ผู้ยากจนในเขตชนบทล้าหลังที่บริการพื้นฐานทาง
เศรษฐกิจและสังคมยังไม่กระจายไปสู่พื้นที่มากนัก จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในฐานะทางเศรษฐกิจ
และความเป็นอยู่ระหว่างคนในชนบทกับเมืองและระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากน้ีการ
พัฒนาส่วนหนึ่งยังสร้างความเสื่อมโทรมให้แก่ฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ๆ ทั้งป่าไม้ แหล่งน้ำ
และที่ดิน ดังนั้นแผนฯ ฉบับนี้จึงยึดหลักภูมิภาคและพื้นที่ โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหา
ความยากจน ด้วยการขยายพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และธานินทร์ ผะเอม,
2552: 8; ศุทธินี ดนตร,ี 2554: 343-345)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 มี
ทง้ั หมด 6 ประเดน็ ดงั น้ี
(1) ดา้ นการเกษตร ให้มกี ารเพ่ิมประสทิ ธิภาพการผลติ กลา่ วคอื เปล่ยี นจากการเกษตรแบบ
ขยายพื้นที่เพาะปลูกมาเป็นการเพิ่มผลผลิตพืชต่อไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว
ยางพารา ขา้ วโพด ถว่ั เหลือง และฝา้ ย
(2) ด้านอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างเพื่อลดการนำเข้า ส่งเสริมการส่งออก และกระจาย
อุตสาหกรรมออกไปสู่ภูมิภาคเป็นหลัก การสร้างฐานอุตสาหกรรมพื้นฐานให้เกิดขึ้นในบริเวณชายฝ่ัง
ทะเลภาคตะวันออก
(3) ด้านระบบการขนส่งและการสื่อสาร ปรับโครงสร้างการผลิตและการใช้พลังงานใน
ประเทศเพ่ือลดการนำเข้าพลังงานเช้ือเพลิง
(4) ด้านการกระจายบริการขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ลดอัตราการเพิ่มประชากร ขยายและพัฒนา
การศึกษาภาคบังคับทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนในเขตชนบทที่ยากจนสามารถ
แกป้ ญั หาสาธารณสุขขน้ั พืน้ ฐานผา่ นอาสาสมคั รสาธารณสุขหมู่บ้านและผ้สู ่ือข่าวสาธารณสขุ หมบู่ า้ น
(5) ดา้ นการแกไ้ ขปญั หาความยากจนในชนบท โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ภาคเหนอื และภาคใต้
(6) ด้านการพัฒนาพื้นที่เฉพาะ นับว่าเป็นแผนฯ ฉบับแรกที่ใช้พื้นที่ตัวนำ โดยพัฒนา
พื้นที่เฉพาะ 5 แห่ง และพัฒนาระบบเมืองหลักในส่วนภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย
ก. พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนฝั่งทะเลภาคตะวันออกให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี
ระยอง และฉะเชิงเทรา ข. พื้นที่ภาคตะวันตก ค. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและพื้นที่
143
ภาคเหนอื ตอนบน ง. พื้นท่จี งั หวดั ชายแดนภาคใต้ จ. การพฒั นาเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนชนบท
ฉ. การเสนอผังเค้าโครงระดับภูมิภาค กำหนดให้มีพื้นที่เกษตรกรรมรอบชุมชนหลักในเขตเมืองและ
ปริมณฑล และ ช. การกำหนดเป้าหมายเมืองรองให้มีความสัมพันธ์กับเมืองหลักและชุมชนชนบท
ลอ้ มรอบ
7.6 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาตฉิ บับท่ี 6
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) ในภาพรวมสะท้อน
แนวทางการพัฒนาประเทศที่เน้นการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม และได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการ
วางแผนตามแผนงานที่ชัดเจนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และแผนปฏิบัติระดับกระทรวง
ทั้งหมด 10 แผนงาน ประกอบด้วย (1) แผนพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวม (2) แผนพัฒนาคน สังคม และ
วัฒนธรรม (3) แผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (4) แผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี (5) แผนปรับปรุงการบริหารและทบทวนบทบาทของรัฐในการพัฒนาประเทศ
(6) แผนพฒั นารัฐวิสาหกิจ (7) แผนพฒั นาระบบการผลิต การตลาด และการสรา้ งงาน (8) แผนพัฒนา
ระบบบริการพื้นฐาน (9) แผนพัฒนาเมืองและพื้นที่เฉพาะ และ (10) แผนพัฒนาชนบท (อาคม
เติมพิทยาไพสิฐ และธานนิ ทร์ ผะเอม, 2552: 8; ศุทธินี ดนตรี, 2554: 345-346)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 มี
ทงั้ หมด 4 ประเดน็ ดังนี้
(1) การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการพัฒนาเพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันของประเทศ
ไทยในตลาดตา่ งประเทศ
(2) การพัฒนาคุณภาพคนเพื่อให้สามารถพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้า เป็นธรรม และยกระดับ
มาตรฐานคุณภาพชีวติ ของคนในชนบทและในเมอื งใหไ้ ด้ตามเกณฑ์ความจำเปน็ พ้นื ฐาน
(3) การพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นเป้าหมายทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมืองศูนย์กลาง
ความเจริญในภูมิภาค และพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อเป็นทางเลือก ลดความแตกต่าง
และกระจายการพัฒนาออกจากกรงุ เทพมหานคร
(4) การลดอัตราการเพม่ิ ประชากร โดยส่งเสรมิ และเร่งรัดงานวางแผนครอบครวั
7.7 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาตฉิ บับที่ 7
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) จากแผนฯ ฉบับที่ 6
พบว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้นตัวและขยายตัวอย่างรวดเร็ว การค้าระหว่างประเทศ การส่งออก
การลงทุน และการท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่าง
กลุ่มต่าง ๆ ในชนบทและในเมืองกม็ ีมากข้ึนอย่างนา่ เปน็ ห่วง กลา่ วคือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
144
มีอตั ราการเจรญิ เติบโตรวดเร็ว ขณะท่ีภูมิภาคอน่ื ๆ มีสัดสว่ นลดลง ดงั น้ันแผนฯ ฉบบั น้ีจึงเน้นแนวคิด
การพัฒนาที่ยั่งยืน มุ่งสู่เศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กระจาย
การพัฒนาสู่ภูมิภาคและชนบท พัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ
(อาคม เตมิ พิทยาไพสฐิ และธานินทร์ ผะเอม, 2552: 9; ศุทธินี ดนตรี, 2554: 346-348)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 มี
ท้ังหมด 7 ประเด็น ดงั นี้
(1) การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจส่วนรวม ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม
และมลู คา่ การสง่ ออก
(2) การเสริมสรา้ งเสถยี รภาพทางเศรษฐกิจให้มั่นคง แก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ การขาดดุลการค้า
การขาดดลุ บญั ชีเงินสะพัด และลดการนำเขา้ พลงั งานจากต่างประเทศ
(3) การกระจายรายได้ให้แก่กลุ่มบุคคลเป้าหมาย 6 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกรผู้ยากจน แรงงาน
รับจ้างภาคเกษตร ผู้ประกอบอาชีพส่วนตัวขนาดเล็ก ลูกจ้างเอกชนผู้มีรายได้น้อย ข้าราชการและ
พนกั งานของรฐั และบุคคลทช่ี ว่ ยเหลือตนเองไมไ่ ด้
(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการลดอัตราการเพิ่ม
ประชากร การขยายการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาตลอดชีวิต การขยายการมีงานทำ การยกระดับ
สุขภาพอนามัย การเพมิ่ ประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภยั ในชวี ิต และการคุ้มครองผ้บู รโิ ภค
(5) การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการกำหนดพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้น
เร่งรัดการกระจายกรรมสทิ ธ์กิ ารถือครองทด่ี ิน และเร่งรดั การออกเอกสารสิทธิทีด่ นิ
(6) การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดมลพิษทางน้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการ
บำบดั นำ้ เสยี กำจัดกากสารอันตรายจากอตุ สาหกรรม ตลอดจนลดและควบคมุ ระดับเสียง
(7) การพัฒนาพื้นที่เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้เชื่อมโยงกับ
พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกเพื่อให้เป็นฐานเศรษฐกิจหลักที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ทั้ง
การเงิน การท่องเทยี่ ว การขนส่งทางอากาศ และโทรคมนาคม
7.8 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตฉิ บบั ท่ี 8
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติฉบับท่ี 8 (พ.ศ.2540-2544) ในหลายทศวรรษทีผ่ ่าน
มาประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงขึ้นหรือเพิ่มขึ้น 32 เท่าตัว เมื่อเทียบกับก่อนมี
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สัดส่วนของคนยากจนลดลง ฐานะการเงินและการคลังของ
ประเทศมีความมั่นคงและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ส่วนการลงทุนของภาครัฐด้านบริการ
ขั้นพื้นฐานก็ทำให้คนไทยมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่ายังมีปัญหาการพัฒนาที่
ขาดสมดุล หมายความว่า เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหา
145
ดังกล่าว แผนฯ ฉบับน้ีจึงเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบแยกส่วนหรือการพัฒนาตามรายสาขามาเป็นการ
พัฒนาแบบองค์รวม โดยเน้นให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและใช้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็น
เคร่ืองมือ (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และธานินทร์ ผะเอม, 2552: 10; ศทุ ธนิ ี ดนตรี, 2554: 348-349)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 มี
ทัง้ หมด 5 ประเดน็ ดังนี้
(1) การพัฒนาศกั ยภาพของคน
(2) การพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมใหเ้ อ้ือต่อการพัฒนาคน
(3) การเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาของภูมิภาคและชนบทเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนอยา่ งท่วั ถึง
(4) การพัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจเพื่อสนบั สนนุ การพฒั นาคนและคณุ ภาพชีวิต
(5) การจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
นอกจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนและมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแล้ว
แผนฯ ฉบับนี้ยังเน้นการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจ 2 ระดับ คือ ระดับ
กลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพทางภูมิเศรษฐกิจร่วมกัน อาทิ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก การ
พัฒนาพืน้ ทช่ี ายฝงั่ ทะเลภาคใต้ เป็นต้น และระดับการพัฒนากลุ่มพนื้ ทภี่ ูมิภาค อาทิ พื้นทภี่ ายใตค้ วาม
ร่วมมอื อนุภูมิภาคล่มุ แม่น้ำโขง เปน็ ตน้
7.9 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติฉบบั ที่ 9
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) นำมาใช้ในช่วงที่ระบบ
เศรษฐกจิ โลกเปลี่ยนแปลงสลับซบั ซอ้ นและเช่อื มโยงกนั มากขนึ้ ซ่งึ เปน็ ท้งั โอกาสและภัยคกุ คามตอ่ การ
พัฒนาประเทศ กระแสโลกาภิวัตน์และระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลกนำไปสู่การกำหนดข้อตกลง กติกา
การค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีการค้าโลก
นอกจากนี้กระแสภูมิภาคนิยมก็มีอิทธิพลขึ้นมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและ
สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยอาศัยศักยภาพทำเลที่ตั้งให้เป็น
ประโยชน์และการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกจิ กบั กล่มุ ประเทศเพือ่ นบ้านเพ่ือเพ่มิ ศักยภาพใน
การแข่งขันและสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในกลุ่มภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการเอื้อประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาค (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และ
ธานนิ ทร์ ผะเอม, 2552: 11; ศทุ ธินี ดนตร,ี 2554: 349-351)
146
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการนำปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาแบบองค์รวม
ที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา มุ่งเน้นการพัฒนาที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ตลอดจนสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกระดับอย่างกว้างขวาง หรือที่เรียกว่า
3 สังคมที่พึงประสงค์ ได้แก่ สังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาการเรียนรู้ และสังคมสมานฉันท์
เออื้ อาทร ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาประเทศของแผนฯ ฉบับน้ี มีท้ังหมด 7 ประเด็น ดังน้ี
(1) การบริหารจดั การท่ีดี
(2) การพฒั นาคนและสงั คม
(3) การพัฒนาชนบทและเมือง
(4) การจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม
(5) การบริหารเศรษฐกิจสว่ นรวม
(6) การเพ่ิมสมรรถนะ ขีดความสามารถในการแขง่ ขัน
(7) ความเขม้ แขง็ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
7.10 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติฉบบั ที่ 10
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) เนื่องจากผลกระทบ
ของกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ อาทิ การรวมตัวของ
กลุ่มเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบ
ก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม การเคลื่อนย้ายของคนอย่างเสรี และการเปลี่ยนแปลงด้าน
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวหันมาทบทวน
กระบวนทรรศน์การพัฒนาในทิศทางที่พึ่งพาตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น โดยยึดหลักปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพยี งควบคูก่ ับการพฒั นาแบบองค์รวมท่มี ีคนเป็นศนู ยก์ ลางของการพัฒนา
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มีวิสัยทัศน์ว่า สังคมอยู่เย็นเป็นสุข
คนไทยมีคุณธรรมนำความรู้ รู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมี
คุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน อยู่ภายใต้
ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของ
แผนฯ ฉบับน้ีมีทั้งหมด 5 ประเด็น ดังน้ี (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ และธานินทร์ ผะเอม, 2552: 12;
ศทุ ธนิ ี ดนตร,ี 2554: 351-353)
147
(1) การพฒั นาคุณภาพคนและสงั คมไทยสูส่ งั คมแหง่ ภูมปิ ญั ญาและการเรียนรู้
(2) การสร้างความเขม้ แข็งของชมุ ชนและสงั คมเป็นฐานทม่ี ่นั คงของประเทศ
(3) การปรับโครงสรา้ งเศรษฐกจิ ให้สมดลุ และย่ังยนื
(4) การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากร
และคณุ ภาพส่งิ แวดลอ้ ม
(5) การเสริมสรา้ งธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ
7.11 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติฉบบั ที่ 11
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ใช้แนวคิดที่ต่อเนื่อง
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8-10 โดยยังคงยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ควบคู่กับการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และสร้างสมดุลการพัฒนาในทุกมิติ
แผนฯ ฉบับนี้มีวิสัยทัศน์ว่า สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และ
มีภมู คิ ุ้มกันต่อการเปลีย่ นแปลง (รุจเรขา วทิ ยาวุฑฒิกลุ , 2554)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11
มที ้ังหมด 6 ประเดน็ ดงั น้ี
(1) การสรา้ งความเป็นธรรมในสังคม
(2) การสร้างความเช่ือมโยงกบั ประเทศในภูมิภาคเพอื่ ความม่ันคงทางเศรษฐกจิ และสังคม
(3) การสรา้ งความเขม้ แขง็ ของภาคเกษตรกรรม ความมนั่ คงทางอาหารและพลังงาน
(4) การจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมอย่างย่ังยนื
(5) การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรตู้ ลอดชวี ิตอยา่ งย่งั ยืน
(6) การปรบั โครงสรา้ งเศรษฐกจิ สู่การเติบโตอยา่ งมคี ุณภาพและยง่ั ยนื
7.12 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาตฉิ บับท่ี 12
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได้อัญเชิญ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีพของประชาชน เพื่อให้การพัฒนาและบริหาร
ประเทศเป็นไปบนทางสายกลาง สำหรับกรอบแนวคิดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 12 มี 4 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การน้อมนำและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(2) คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม (3) การสนับสนุนและส่งเสริมแนวคิดการปฏิรูป
ประเทศ และ (4) การพฒั นาสู่ความมัน่ คง มง่ั ค่ัง ยัง่ ยนื สงั คมอยรู่ ่วมกันอยา่ งมีความสุข (วรวตั ิ กติ วิ งค์
, 2560: 139)
148
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12
มที งั้ หมด 10 ประเดน็ ดงั นี้
(1) การเสรมิ สรา้ งและพัฒนาศกั ยภาพทนุ มนษุ ย์
(2) การเสริมสรา้ งความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสงั คม
(3) การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกจิ และแขง่ ขันได้อย่างย่ังยืน
(4) การเตบิ โตทเี่ ปน็ มติ รกับสง่ิ แวดลอ้ มและการพัฒนาอย่างยั่งยนื
(5) การเสรมิ สรา้ งความมัน่ คงแห่งชาติเพอ่ื การพัฒนาประเทศสู่ความมัน่ คัง่ และยั่งยืน
(6) การบรหิ ารจัดการในภาครัฐ การปอ้ งกันการทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบ และธรรมาภิบาล
ในสงั คมไทย
(7) การพัฒนาโครงสร้างพืน้ ฐานและระบบดจิ ติ อล
(8) การพฒั นาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวตั กรรม
(9) การพัฒนาภาค เมอื ง และพื้นท่ีเศรษฐกิจ
(10) ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา
บทสรปุ
การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาตขิ องไทยแตล่ ะฉบับมีทิศทาง
และแนวคิดแตกต่างกันไปตามการสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกและกระแสโลกาภิวัตน์ สำหรับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-2 เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งการ
พฒั นาสาธารณปู โภค คมนาคมขนสง่ ชลประทาน พลังงานไฟฟ้า และสาธารณูปการ และการกระจาย
ความเจริญสู่ภูมิภาค แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3-4 ส่งเสริมการผลิตเพื่อการ
ส่งออกและทดแทนการนำเข้า ขยายผลผลิตทางการเกษตร กระจายรายได้และบริการทางสังคมสู่
ภมู ภิ าค รวมทั้งการนำทรพั ยากรธรรมชาตมิ าใชป้ ระโยชนใ์ นเชิงพาณิชย์ อาทิ ที่ดนิ ป่าไม้ แร่ แหล่งน้ำ
และพลังงานในทะเล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5-7 เน้นเสถียรภาพทางการเงิน
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การกระจายอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค และพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อแก้ไข
ปัญหาความยากจน รวมทั้งเพิ่มบทบาทให้แก่องค์กรภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 เป็น
จุดเปลี่ยนสำคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ในสังคม โดยมุ่งให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมอื ช่วยให้คนมีความสุข
และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 เป็นแผนฯ ฉบับแรกที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและบริหารประเทศควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการที่มีคนเป็น
149
ศูนย์กลางของการพัฒนา นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพ และยั่งยืน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ยังคงนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนา
แบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มีคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยให้ความสำคัญต่อการรวมพลัง
สงั คมจากทุกภาคสว่ นใหม้ สี ่วนร่วมดำเนินการในทุกขนั้ ตอนของแผนฯ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติฉบับที่ 11 มุ่งเน้นให้ประเทศไทยมีความมัน่ คง เป็นธรรม และมีภูมิคุม้ กันต่อการเปลี่ยนแปลง
เน้นการตั้งรับมากกว่าการรุกบนฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสุดท้ายแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ยังคงอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการพัฒนา
ประเทศต่อเนื่องมาจากแผนฯ ฉบับที่ 8-11 เพื่อให้การพัฒนาและบริหารประเทศของไทยเป็นไป
บนทางสายกลางสูค่ วามม่นั คง มงั่ คั่ง และย่ังยนื
คำถามทา้ ยบท
1. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติมคี วามสำคัญต่อประเทศไทยอยา่ งไร
2. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาตฉิ บับท่ี 1-12 แต่ละฉบับมจี ดุ เดน่ อย่างไร จงอธิบาย
3. แนวโน้มของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ควรมีลักษณะอย่างไร
เพราะเหตใุ ดจงึ คดิ เห็นเช่นนน้ั
เอกสารอา้ งองิ
รจุ เรขา วทิ ยาวฑุ ฒิกุล. (2554). สรปุ ความจากแผนพัฒนาฯ ฉบบั ที่ 11. สืบค้น 16 สิงหาคม 2561,
จากเวบ็ ไซท์: https://ruchareka.wordpress.com/2011/12/16.
วรวัติ กิตวิ งค์. (2560). เตรียมสอบครผู ู้ช่วย ภาค ก และ ข. (139). กรงุ เทพฯ: ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์.
ศทุ ธนิ ี ดนตร.ี (2554). ภมู ิศาสตร์ประเทศไทย. (336-353). ภาควชิ าภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่. (เอกสารอดั สำเนา).
อาคม เติมพิทยาไพสฐิ และธานนิ ทร์ ผะเอม. (2552). แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ
ฉบบั ท่ี 1-11. เอกสารประกอบการบรรยายสำหรบั หลักสตู รระดับสูง
กระทรวงอุตสาหกรรม รุน่ ท่ี 10. (6-12). กรงุ เทพฯ: สำนกั งานคณะกรรมการพัฒนา
เศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ.
150
บทที่ 8
จงั หวัดในภมู ิภาคตา่ ง ๆ ของประเทศไทย
ปัจจุบนั ประเทศไทยแบง่ การปกครองออกเปน็ 77 จงั หวัด ซึ่งการแบ่งภมู ิภาคทางภมู ศิ าสตร์
สามารถแบ่งประเทศไทยออกเป็น 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง
ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางของ
ความเจริญในทุกมิติ ในบทนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลของจังหวัดในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย
ประกอบด้วย คำขวัญจังหวัด ข้อมูลพื้นฐาน สถานที่ท่องเที่ยว และเทศกาลงานประเพณี ซึ่งสามารถ
อธิบายไดด้ งั น้ี (การทอ่ งเท่ยี วแห่งประเทศไทย, 2555)
8.1 จังหวัดในภาคเหนอื
ภาคเหนือ ประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชยี งราย เชยี งใหม่ พะเยา แพร่ นา่ น แมฮ่ ่องสอน
ลำพูน ลำปาง และอุตรดิตถ์ (แทนไท อ.ตระกูล, 2554: 6-42; ภูษิต ศรีดุลยกุลย์, 2555: 45-98;
ราชบัณฑิตยสถาน, 2557: 6) ดงั น้ี
8.1.1 จงั หวดั เชียงราย (Chiang Rai)
(1) คำขวัญจังหวัด เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา
ล้ำค่าพระธาตุดอยตงุ
(2) ข้อมูลพื้นฐาน เชียงรายเป็นจังหวัดเหนือสุดของประเทศไทย มีสถานที่น่าชม
มากมายทั้งเมืองโบราณเก่าแก่ที่เชียงแสนและสบรวก ดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำอันลือชื่อ
เชียงรายมีพื้นที่ 11,678 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 18 อำเภอ คือ อำเภอเมือง
เชยี งราย อำเภอเชยี งของ อำเภอเทงิ อำเภอพาน อำเภอแม่จนั อำเภอเชยี งแสน อำเภอแมส่ าย อำเภอ
แม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอป่าแดด อำเภอเวียงชัย อำเภอพญาเม็งราย อำเภอเวียงแก่น
อำเภอแมฟ่ า้ หลวง อำเภอแม่ลาว อำเภอขนุ ตาล อำเภอเวยี งเชียงรงุ้ และอำเภอดอยหลวง
(3) สถานที่ท่องเที่ยว ได้แก่ ดอยแม่สลอง สวนแม่ฟ้าหลวง พระตำหนักดอยตุง
สามเหลี่ยมทองคำ ดอยผาตั้ง ภูชี้ฟ้า เมืองโบราณเชียงแสน วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
วดั รอ่ งขนุ่ เป็นต้น
(4) เทศกาลงานประเพณี ได้แก่ งานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง
งานพ่อขุนเม็งราย งานตักบาตรเที่ยงคืน (ตักบาตรวันเป็งปุ๊ด) งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม
งานวฒั นธรรมสัมพันธ์ลมุ่ นำ้ โขง งานประเพณีโลช้ งิ ช้าชาวอาข่า (ภาพท่ี 8.1) เปน็ ตน้