The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน [ภาคเรียนที่ 2] _ อลงกรณ์ ชุมแสง 62-110

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ALONGKON CHUMSAENG, 2023-07-03 10:18:58

วิจัยในชั้นเรียน [ภาคเรียนที่ 2] _ อลงกรณ์ ชุมแสง 62-110

วิจัยในชั้นเรียน [ภาคเรียนที่ 2] _ อลงกรณ์ ชุมแสง 62-110

ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 THE EFFECT OF LEARNING MANAGEMENT BY USING EXCERSICE BOOK IN FUNDAMENTAL MATHEMATICS: STATISTICS OF MATHAYOMSUKSA 2 STUDENTS อลงกรณA ชุมแสง รายงานการวิจัยนี้เปjนสJวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตรA มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี2565 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 THE EFFECT OF LEARNING MANAGEMENT BY USING EXCERSICE BOOK IN FUNDAMENTAL MATHEMATICS: STATISTICS OF MATHAYOMSUKSA 2 STUDENTS อลงกรณA ชุมแสง รายงานการวิจัยนี้เปjนสJวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตรA มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี2565 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


หัวข%องานวิจัยในชั้นเรียน ผลการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 เสนอโดย นายอลงกรณA ชุมแสง สาขาวิชา คณิตศาสตรA คณะครุศาสตรA อาจารย7ที่ปรึกษา รองศาสตราจารยA ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย7ที่ปรึกษาร>วม อาจารยA พรทิพา หล/าศักดิ์ ครูพี่เลี้ยง นางสาวมัทวัน ละคร คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตรA อนุมัติให/นับรายงาน วิจัย ในชั้นเรียนฉบับนี้เปYนสJวนหนึ่งของการศึกษาตามครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตรA ….………………………………………................... ประธานสาขาวิชาคณิตศาสตรA (รองศาสตราจารยA ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) วัน………….เดือน……………..พ.ศ……… คณะกรรมการที่ปรึกษา …………………………………………………………... อาจารยAที่ปรึกษา (รองศาสตราจารยA ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) …………………………………………………………... อาจารยAที่ปรึกษารJวม (อาจารยAพรทิพา หล/าศักดิ์) …………………………………………………………... ครูพี่เลี้ยง (นางสาวมัทวัน ละคร)


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ก ชื่อเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ผู+วิจัย นายอลงกรณA ชุมแสง อาจารย2ที่ปรึกษา รองศาสตราจารยAดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย2ที่ปรึกษาร9วม อาจารยA พรทิพา หล/าศักดิ์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตรA ป<การศึกษา 2565 บทคัดย'อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคAเพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝ6กทักษะ วิชาคณิตศาสตรA พื้นฐาน เรื่อง สถิติที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑA70/70 2) ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะวิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติระหวJางหลังเรียน กับกJอนเรียน 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะวิชาคณิตศาสตรA พื้นฐานเรื่อง สถิติ กลุJมตัวอยJาง ได/แกJ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2/1 จำนวน 35 คน โรงเรียนพิบูลยA รักษAพิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ปRการศึกษา 2565 ได/มาโดยการสุJม แบบกลุJม เครื่องมือที่ใช/ในการวิจัยครั้งนี้คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู/เรื่อง สถิติวิชาคณิตศาสตรA ชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 จำนวน 10 แผน 2) แบบฝ6กทักษะ เรื่อง สถิติวิชาคณิตศาสตรA ชั้นมัธยมศึกษาปR ที่ 2 จำนวน 2 ชุด 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สถิติวิชาคณิตศาสตรA ชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ที่ผู/วิจัยสร/างขึ้นเปcนแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข/อ การศึกษาครั้งนี้มี แบบแผนการทดลอง กลุJมเดียวทดสอบกJอนเรียนและการทดสอบหลังเรียน สถิติที่ใช/ในการวิเคราะหA ข/อมูล ได/แกJ คJาร/อยละ คJาเฉลี่ย ( ) สJวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช/ในการทดสอบ สมมติฐาน ได/แกJ การทดสอบทีแบบไมJอิสระ ผลการวิจัยพบวJา 1. นักเรียนที่เรียนด/วยการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 มีประสิทธิภาพเทJากับ 81.08/70.90 ซึ่งไมJน/อยกวJาเกณฑA70/70 ที่ตั้งไว/ 2. นักเรียนที่เรียนด/วยการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยกJอน X


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ข เรียนเทJากับ เรียน เทJากับ 6.49 คิดเปcนร/อยละ 32.43 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเทJากับ 15.17 คิด เปcนร/อยละ 75.86 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวJากJอนเรียน 3. นักเรียนที่เรียนด/วยการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง ความรู/เบื้องต/นเกี่ยวกับจำนวนจริง ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 มีคJาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู/เทJากับ 0.64 ทำให/นักเรียนมีความรู/เพิ่มขึ้น คิดเปcนร/อยละ 64


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ค Thesis Title The Effect of Learning Management by using Exercise Book in Fundamental Mathematics : Statistics of Mathayomsuksa 2 students. Researcher Mr. Alongkon Chumsaeng Thesis Advisor Associate Professor Dr.Somchai Vallakitkasemsakul Thesis Co-Advisor Mrs. Pontipa Lasak Degree Bachelor of Education Mathematics Academic year 2022 ABSTRACT The purposes of this research were 1) to study the effectiveness of skill training exercises. 2) study and compare the learning achievement of learning management by using the basic mathematics skill training on statistics between postschool and before school. 3) Study the effectiveness index of Organized learning by using basic mathematics skills training on statistics. The sample consisted of mathayom suksa two students. 2/1, 35 persons, Piboonrakpittaya School, Phibunrak Office of Secondary Education Udon Thani, academic year 2022, was drawn by random sampling The tools used in this research were 1) the learning management plan in mathematics statistics. Grade 2, 10 plans, 2) Skill training on statistics in mathematics. Grade 2, 2 sets, 3) The achievement test on statistics on mathematics The subjects were 20 mathayom suksa 2 students, on the researcher's construct was a multiple choice test with 4 options, 20 items. This study has an experimental design One Group Pretest - Posttest Design. The Statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation. The statistics used to test hypotheses is T-test for Dependent Samples.


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ง The research found that 1. Students studying with learning management using skills training Basic Mathematics About statistics. That affect student achievement Mathayom 2 is 81.08/70.90 which is higher than the 70/70 threshold set. 2. Students studying with learning management using skills training Basic Mathematics About statistics. That affect student achievement Mathayom Suksa 2 has an pretest average score of 6.49, equivalent to 32.43 percent. The posttest average score after studying is 15.17, representing 75.86 percent, which is higher than the post-test achievement. 3 . Students studying with learning management using skills training Basic Mathematics About statistics. That affect student achievement Mathayom Suksa 2 has a learning effectiveness index of 0.64, giving students more knowledge. Accounted for 64 percent.


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 จ กิตติกรรมประกาศ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรA โดยการจัดการเรียนรู/โดยใช/แบบฝ6กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 โรงเรียนพิบูลยAรักษAพิทยา อำเภอพิบูลยAรักษAจังหวัดอุดรธานี เปcนสJวนหนึ่งของกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรAของนักเรียน การทำวิจัยในครั้งนี้สำเร็จได/ด/วยความรJวมมือ จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 โรงเรียนพิบูลยAรักษAพิทยา อำเภอพิบูลยAรักษA จังหวัดอุดรธานีที่ให/ ความรJวมมือในการให/ข/อมูลและรJวมกิจกรรมการจัดการเรียนรู/เปcนอยJางดี จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณ รศ.ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล ที่ให/คำปรึกษาแนะนำเรื่องการทำวิจัยในชั้น เรียน การวิเคราะหAข/อมูล อJานและตรวจแก/ไขข/อบกพรJองตJาง ๆ ให/ข/อคิดที่เปcนประโยชนA และดูแลให/ กำลังใจแกJผู/วิจัยด/วยความเอาใจใสJอยJางดีเสมอมา ตลอดจนให/คำชี้แนะเกี่ยวกับกระบวนการสร/าง แบบฝ6กทักษะวิชาคณิตศาสตรA รู/สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเปcนอยJางสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณ ทJานผู/อำนวยการโรงเรียนพิบูลยAรักษAพิทยา นางสาวมัทวัน ละคร ครูพี่เลี้ยงและ หัวหน/ากลุJมสาระการเรียนรู/คณิตศาสตรA และคณะครูทุกทJาน ที่อำนวยความสะดวกและความ ชJวยเหลือมาโดยตลอด ท/ายนี้ ผู/วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งครอบครัว ญาติพี่น/องทุกทJานที่ให/ ความชJวยเหลือ ชี้แนะ ให/กำลังใจแกJผู/วิจัยตลอดมา ขอขอบพระคุณครูอาจารยAทุกทJานที่ได/ประสิทธิ์ ประสาทวิชาให/แกJผู/วิจัยนับแตJปฐมวัยจนถึงปöจจุบัน ผู/วิจัยขอยกประโยชนAและคุณคJาทั้งมวลที่เกิดจาก งานวิจัยฉบับนี้ บูชาแดJบิดา มารดา ผู/มีพระคุณ และครูอาจารยAทุกทJาน อลงกรณA ชุมแสง


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ฉ สารบัญ เรื่อง หน*า บทคัดย)อ ก Abstract ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญภาพ ฌ สารบัญตาราง ญ บทที่ 1 บทนำ 1 ที่มาและความสำคัญของปJญหา 1 วัตถุประสงคNของการวิจัย 4 สมมติฐานการวิจัย 5 ขอบเขตของการวิจัย 5 นิยามศัพทNเฉพาะ 6 ประโยชนNที่คาดว)าจะไดXรับ 7 บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข*อง 8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ)มสาระการเรียนรูXคณิตศาสตรNระดับมัธยมศึกษา 8 แบบฝhกทักษะ 10 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 21 การหาประสิทธิภาพตามเกณฑN 30 การหาดัชนีประสิทธิผล 32 งานวิจัยที่เกี่ยวขXอง กรอบแนวคิดในการวิจัย 36 41 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 44 ประชากรและกลุ)มตัวอย)าง 44 แบบแผนการทดลอง 44 เครื่องมือที่ใชXในการวิจัย 45 การสรXางและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใชXในการวิจัย 45 การเก็บรวบรวมขXอมูล 48


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ช สารบัญ (ต*อ) เรื่อง หน*า การวิเคราะหNขXอมูล 49 สถิติที่ใชXในการวิเคราะหNขXอมูล 49 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหBข*อมูล 46 ผลการจัดการเรียนรูXโดยใชXแบบฝhกทักษะ วิชาคณิตศาสตรNพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่ส)งผลต)อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 ตามเกณฑN 70/70 52 ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรูX โดยใชXแบบฝhกทักษะ วิชาคณิตศาสตรNพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่ส)งผลต)อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 ระหว)างหลังเรียนกับก)อนเรียน 54 ผลการหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรูXโดยใชXแบบฝhกทักษะ วิชา คณิตศาสตรNพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่ส)งผลต)อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 56 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข*อเสนอแนะ 57 วัตถุประสงคNของการวิจัย 57 สมมติฐานการวิจัย 57 สรุปผลการวิจัย 57 อภิปรายผล 58 ขXอเสนอแนะ 60 เอกสารอXางอิง 61 ภาคผนวก 67 ภาคผนวก ก รายชื่อผูXเชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใชXในงานวิจัย 68 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใชXในงานวิจัย 70 - แผนการจัดการเรียนรูX วิชาคณิตศาสตรN เรื่อง สถิติ จำนวน 3 แผน - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรN เรื่อง สถิติชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 - แบบฝhกทักษะเรื่องแผนภาพ ภาคผนวก ค การหาคุณภาพเครื่องมือ 121


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ซ สารบัญ (ต*อ) เรื่อง หน*า ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะหNขXอมูล 135 ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะหNค)าความยากง)าย ค)าอำนาจจำแนก 145 ประวัติผูXวิจัย 148


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ฌ สารบัญภาพ ภาพที่ หน*า 1 กรอบแนวคิดการวิจัยแบบฝhกทักษะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 41 2 ขั้นตอนการสอนโดยใชXแบบฝhกทักษะ 43


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 ญ สารบัญตาราง ตารางที่ หน*า 1 การหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรูXโดยใชXแบบฝhกทักษะ วิชา คณิตศาสตรNพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่ส)งผลต)อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 ตามเกณฑN 70/70 53 2 คะแนนที่ไดX รXอยละ คะแนนเฉลี่ย และส)วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรNของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 ที่ใชX การจัดการเรียนรูXโดยใชXแบบฝhกทักษะ วิชาคณิตศาสตรNพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่ ส)งผลต)อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 55 3 การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรูXโดยใชX แบบฝhกทักษะ วิชาคณิตศาสตรNพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่ส)งผลต)อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 ระหว)างหลังเรียนกับก)อนเรียน 56 4 การหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรูXโดยใชXแบบฝhกทักษะ วิชา คณิตศาสตรNพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่ส)งผลต)อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 56 5 สรุปผลการประเมินความสอดคลXองของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตรNเรื่อง สถิติชั้นมัธยมศึกษาปqที่ 2 130 6 ค)าความยากง)าย (P) ค)าอำนาจจำแนก (r) และค)าความเชื่อมั่น (rcc) ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตรNเรื่อง สถิติ ชั้น มัธยมศึกษาปqที่ 2 135 7 การวิเคราะหNค)าความยากง)าย (p) และอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรNเรื่อง สถิติ วิเคราะหNโดยใชX โปรแกรมสำเร็จรูป (Test Analysis Program: TAP) 147


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของป3ญหา จากสภาพสังคมในป0จจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย<างรวดเร็วอยู<หลายดBานทั้งทางดBาน เศรษฐกิจ การเมือง สังคม สื่อเทคโนโลยีต<างๆ ตลอดจนการศึกษา และป0จจัยทั้งหมด มีผลต<อการ ดำเนินชีวิตของคนในสังคมซึ่งจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห<งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560- 2564 และ 2565*) ไดBใหBความสำคัญในการสรBางภูมิคุBมกันในประเทศ เพื่อเตรียมความพรBอมคน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศใหBสามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงไดB อย<างเหมาะสมและใหBความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพคนใหBมีความรูB ทักษะ และความพรBอมที่สอดคลBองกับการเปลี่ยนแปลงต<างๆ ซึ่งจะเนBนการพัฒนาฐานความรูBทาง วิทยาศาสตรcและเทคโนโลยีใหBเขBมแข็งมากขึ้น เพื่อปูพื้นฐานใหBเกิดนวัตกรรมทางความคิด และ เทคโนโลยีที่เปdนของคนไทย (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห<งชาติ, 2560) ซึ่งการศึกษาก็เปdนป0จจัย ที่สำคัญยิ่งต<อการพัฒนาคุณภาพของคนในประเทศไทย เพราะรากฐานของชาติคือ คน รากฐานของ คนคือการศึกษา คนที่มีคุณภาพจะช<วยสรBางความเจริญที่ยั่งยืนในอนาคตไดB ดังที่กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายในการพัฒนาใหBมีทักษะการคิด มีทักษะดBานเทคโนโลยี และความสามารถอยู<ร<วมกับผูBอื่นใน สังคมไดBอย<างสันติสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) คณิตศาสตรcมีบทบาทสำคัญยิ่งต<อการพัฒนาความคิดของมนุษยcทำใหBมนุษยcมีความคิด สรBางสรรคc คิดอย<างมีเหตุผล เปdนระบบ ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะหcป0ญหาหรือสถานการณc ไดBอย<างถี่ถBวนรอบคอบ ช<วยใหBสามารถคาดการณc วางแผน ตัดสินใจ แกBป0ญหาและนำไปใชBใน ชีวิตประจำวันไดBอย<างถูกตBอง และเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตรcยังเปdนเครื่องมือในการศึกษา วิทยาศาสตรcและเทคโนโลยีดลอดจนศาสตรcอื่น ๆ ที่เกี่ยวขBอง คณิตศาสตรcจึงมีประโยชนcต<อ การดำรงชีวิต ช<วยพัฒนาคุณภาพชีวิตใหBดีขึ้นและสามารถอยู<ร<วมกับผูBอื่นไดBอย<างมีความสุข (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552: 1) ซึ่งธรรมชาติของการเรียนรูBคณิตศาสตรcเปdน กระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษยcเปdนกระบวนการของการแปลงขBอมูลข<าวสารและ ประสบการณcที่ไดBรับใหBเกิดเปdนความรูB ทักษะพฤติกรรมและเจตคติจะเห็นว<าองคcประกอบสำคัญ ก<อใหBเกิดการเรียนรูBคือ การปฏิสัมพันธcระหว<างผูBเรียนกับขBอมูลข<าวสารและประสบการณcที่ผูBเรียน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 2 ไดBรับการศึกษา ป0จจุบันจึงมุ<งเนBนการจัดเตรียมเนื้อหาที่เหมาะสมและประสบการณcที่เอื้อใหBผูBเรียน เกิดความรูB ทักษะพฤติกรรมและเจตคติที่พึ่งประสงคc (สสวท., 2555: 8) ที่เหมาะสมและประสบการณc ที่เอื้อใหBผูBเรียนเกิดความรูB ทักษะ พฤติกรรมและเจตคติที่พึงประสงคc (สสวท., 2555: 8)ซึ่งหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดBมุ<งพัฒนาผูBเรียนใหBเปdนคนดี มีป0ญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต<อและประกอบอาชีพ ใหBผูBเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูB เกิด สมรรถนะ มีความรูB ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิดวิเคราะหc คิดสั่งเคราะหcคิด สรBางสรรคc คิดอย<างมีวิจารณญาณ คิดเปdนระบบ เพื่อนำไปสู<การสรBางองคcความรูB หรือเพื่อตัดสินใจ เกี่ยวกับตนเองและสังคม สามารถแกBป0ญหาอุปสรรค มีทักษะชีวิตและสามารถเลือกใชBที่เหมาะสม และประสบการณcที่เอื้อใหBผูBเรียนเทคโนโลยีต<าง ๆ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 5-7) การจัดการศึกษาในป0จจุบันมุ<งพัฒนาทักษะกระบวนการของผูBเรียนเปdนสำคัญ ดังนั้นการ จัดการเรียนการสอน เพื่อใหBผูBเรียนเกิดทักษะกระบวนการ จึงเปdนสิ่งที่ครูคูBสอนควรคำนึงถึงอยู<เสมอ ซึ่งครูผูBสอนเปdนผูBมีบทบาทที่สำคัญ ที่จะช<วยส<งเสริมพัฒนาผูBเรียนใหBสามารถเรียนรูBทั้งดBานเนื้อหา สาระ และพัฒนาทักษะกระบวนการที่จำเปdน สำหรับการดำรงชีวิตจนอาจลืมไปว<าทักษะการสื่อสาร ดBานการเขียนทางคณิตศาสตรcก็เปdนสิ่งสำคัญเหมือนกันเราใชBการสื่อสารเพื่อการคำเนินชีวิตและ เพื่อใหBเกิดความเขBาใจระหว<างกัน การสื่อสารดีก็จะส<งผลใหBมนุษยcมีความเขBาใจซึ่งกันและกัน (สสวท.,2551: 64) ดังนั้นเมื่อนักเรียนตBองการแกBป0ญหาทางคณิตศาสตรc นักเรียนจะตBองมีการอ<าน เพื่อทำความเขBาใจสถานการณcต<าง ๆ นักเรียนจะตBองมีการพูดหรือเขียนเพื่ออธิบายความรูBความเขBาใจ คลอดจนแสดงวิธีทาโดยใชBขBอความ สัญลักษณc ตัวแปร หรือแบบจำลองเชิงคณิตศาสตรcมาช<วยในการ สื่อสาร สื่อความหมายทางคณิตศาสตรc(สสวท., 2551: 65) ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตรc มีคุณภาพดังกล<าว ครูจะตBององมีความขBาใจธรรมชาติและเนื้อหาของคณิตศาสตรcอย<างถBองแทB สามารถนำความรูBความเขBาใจไปสรBางประสบการณcการเรียนรูB ที่ทำใหBเนื้อหาวิชามีความหมายต<อผูB เปdนครูเปlดโอกางใหBป0กเรียนไดBมีโอกาสคิด เพื่อฝnกใหBไดBสรBางสรรคcองคcความรูBดBวยตนเอง จากความสำคัญขBางตBน ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดBกำหนดวิชาคณิตศาสตรcเปdนวิชาที่นำความรูBทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรcไปใชBในการ แกBป0ญหา การดำเนินชีวิต และการศึกษาต<อ การมีเหตุผล มีเจตคติที่ดีต<อคณิตศาสตรcพัฒนาการคิด อย<างเปdนระบบและสรBางสรรคc(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 10) และเพื่อเปdนการพัฒนาคุณภาพ ผูBเรียน เนื่องจากวิชาคณิตศาสตรcเปdนวิชาหนึ่งในสาระการเรียนรูBที่เปdนพื้นฐานการคิดและเปdนกลยุทธc


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 3 ในการแกBป0ญหาวิกฤติของชาติ และคณิตศาสตรcมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคคลใน ดBานการสื่อสาร การสืบเสาะและเลือกสรรสารสนเทศ การตั้งขBอสันนิษฐานการตั้งสมมติฐาน การใหB เหตุผล การเลือกใชBกลวิธีต<าง ๆ ในการแกBป0ญหา นอกจากนี้คณิตศาสตรcยังเปdนพื้นฐานในการพัฒนา วิทยาศาสตรcและเทคโนโลยี ตลอดจนพื้นฐานในการพัฒนาวิชาการอื่น ๆ (วราภรณcมีหนัก, 2545: 58) นอกจากนี้คณิตศาสตรcยังเปdนความรูแขนงหนึ่งที่ทำใหBผูBเรียนใชBความเชี่ยวชาญดBานการคิด คำนวณ เพื่อประมวลผลลัพธcออกมาเปdนตัวเลข การเรียนรูBคณิตศาสตรcย<อมทำใหBเรียนเปdนบุคคลที่ รอบรูBมีความเขBาใจในสิ่งต<าง ๆ ในสังคมเทคโนโลยีและมีสมรรถนะ สามารถดำรงชีวิตอยู<ไดBใน เศรษฐกิจโลกของยุคสังคมสารสนเทศและการสื่อสาร (กิดานันทc มลิทอง, 2548: 262) และป0ญหา การจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตรcในระดับมัธยมศึกษามีองคcประกอบที่ส<งผลกระทบต<อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรcสูงสุดคือ คุณภาพการสอน จึงเปdนหนBาที่สำคัญที่สุดของ ครูผูBสอนที่จะตBองหาวิธีการต<าง ๆ มาใชBในการเรียนการสอนเพื่อใหBเกิดการศึกษาที่มีคุณภาพ (กรมวิชาการ, 2545: 86 – 88) จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 3 ประจำปvการศึกษา , 2561, 2562,2563 และ 2564 โรงเรียนพิบูลยcรักษcพิทยา วิชาคณิตศาสตรcมี คะแนนเฉลี่ยระดับโรงเรียน คะแนนเฉลี่ยปv 2561 คือ 24.82 คะแนนเฉลี่ยปv2562 คือ 23.52 คะแนนเฉลี่ยนปv 2563 คือ 21.61 และคะแนนเฉลี่ยปv 2564 คือ 19.79 จากผลคะแนนเฉลี่ยจะเห็นไดB ว<าปv2564 มีผลคะแนนที่ลดลงจากปv2563 ถึง -1.82 คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ปvการศึกษา 2564 ต่ำกว<าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ปvการศึกษา 2564 ถึง -4.68 และมาตรฐาน ค 1.1 มีคะแนนเฉลี่ย คือ 17.07 ต่ำกว<าระดับประเทศถึง -4.17 (โรงเรียนพิบูลยcรักษcพิทยา , 2564) เนื่องจากนักเรียนมี ความสามารถในการเขียนทางคณิตศาสตรc และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตรcต่ำกว<าสมรรถภาพ ดBานอื่น ๆ นักเรียนยังไม<สามารถเขียนแสดงออกมา เพื่ออธิบาย ตลอดจนเขียนแสดงวิธีทำและการใหB เหตุผลโดยใชBขBอความ สัญลักษณc ตัวแปร ตัวแบบเชิงคณิตศาสตรc มาใชBในการสื่อสารทาง คณิตศาสตรc ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนมีความสำคัญต<อการเรียนของนักเรียน ผูBสอนควรใชBวิธีการ สอนที่หลากหลายเพี่อยืดหยุ<นใหBเหมาะสมกับเนื้อ ไม<ควรมุ<งสอนเนื้อหาเพียงอย<างเดียวแต<ตBอง สอดแทรกทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรc (ยุพิน พิพิธกุล, 2545: 10-12) ตลอดจน ความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตรc ซึ่งเปdนทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรcอย<างหนึ่ง


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 4 ซึ่งช<วยใหBนักเรียนถ<ายทอดความรูBความเขBาใจ แนวคิดทางคณิตศาสตรcหรือกระบวนการคิดของตนใหB ผูBอื่นรับรูBอย<างถูกตBองชัดเจนและมีประสิทธิภาพ (สสวท.,2551: 70) นอกจากการสอนจากหนังสือแลBวการที่มีแบบฝnกทักษะเสริมเพิ่มเติมมีจุดมุ<งหมายเพื่อฝnกใหB ผูBเรียนมีความรูBความเขBาใจในบทเรียนไดBดียิ่งขึ้นและช<วยฝnกทักษะต<าง ๆ ใหBผูBเรียนเกิดการเรียนรูBอย<าง แทBจริง ไม<ว<าจะอยู<ระดับชั้นใดก็ตามดังที่ สมพร ตอยยีบี (2554: 32) ที่กล<าวว<า แบบฝnกทักษะเปdนสื่อ การเรียนรูBที่ช<วยใหBผูBเรียนไดBฝnกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะและความรูBต<าง ๆ จนเกิดความชำนา และ สามารถนำความรูBไปใชBไดBอย<างถูกตBอง ซึ่งมีหลักการสรBางแบบฝnกทักษะควรมีจุดมุ<งหมายในการฝnก ควรเริ่มจากง<ายไปหายาก มีหลายแบบ มีตัวอย<าง มีภาพประกอบ สามารถศึกษาไดBดBวยตนเอง (ประภาพร ถิ่นอ<อง, 2553: 29) สอดคลBองกับเนื้อหาและทักษะที่ตBองการฝnก แบบฝnกเปdนสิ่งจำเปdน และมีประโยชนcต<อการเรียนการสอนเพราะเปdนสื่อประเภทหนึ่งที่ช<วยใหBนักเรียนไดBเกิดการเรียนรูBตาม สภาพความตBองการ สรBางขึ้นจากพื้นฐานที่สนองความแตกต<างระหว<างบุคคล ก<อใหBเกิดการเรียนรูBที่ดี เปdนแรงจูงใจที่จะทำใหBนักเรียนประสบสำเร็จในการเรียน (อัปสร ตะรุวรรณ 2556: 42) แบบฝnกช<วย ในการฝnกเสริมทักษะทำใหBจดจำเนื้อหาไดBคงทนมีเจตคติที่ดีต<อวิชาที่เรียน สามารถนำมาแกBป0ญหาเปdน รายบุคคลและรายกลุ<มไดBดี ผูBเรียนสามารถนำมาทบทวนเนื้อไดBดBวยตนเอง ทำใหBผูBเรียนทราบ ความกBาวหนBาของตน เปdนเครื่องมือที่ครูผูBสอนใชBประเมินผลการเรียนรูBไดBเปdนอย<างดีว<านักเรียนเขBาใจ มากนBอยเพียงใด (อุษณียc เสือจันทรc. 2553: 17-18) ดBวยเหตุผลดังกล<าว ผูBวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนรูBโดยใชBแบบฝnกทักษะ เรื่อง สถิติ เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝnกทักษะ การจัดการเรียนการสอนและเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเพื่อเปdนแนวทางสำหรับครูผูBสอนคณิตศาสตรcที่จะช<วยใหBผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผูBเรียนสูงขึ้น วัตถุประสงค:ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝnกทักษะวิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน ที่มีประสิทธิภาพไม< นBอยกว<าเกณฑc70/70 เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 2. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรูBโดยใชBแบบฝnก ทักษะวิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 ระหว<าง หลังเรียนกับ ก<อนเรียน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 5 3. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรูBโดยใชBแบบฝnกทักษะวิชาคณิตศาสตรc พื้นฐาน เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 สมมติฐานการวิจัย 1. แบบฝnกทักษะวิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 มี ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธcสูงกว<า 70/70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 ที่เรียนดBวยการจัดการเรียนรูBโดยใชBแบบฝnกทักษะ วิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน เรื่อง สถิติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว<าง หลังเรียนสูงกว<าก<อนเรียน 3. แบบฝnกทักษะวิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน เรื่อง สถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 มี ประสิทธิผลไม<นBอยกว<า 0.50 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากร ไดBแก< นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 โรงเรียนพิบูลยcรักษcพิทยา สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ปvการศึกษา 2565 จำนวน 98 คน 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรตBน ไดBแก< แบบฝnกทักษะวิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน เรื่อง สถิติ 2.2 ตัวแปรตาม ไดBแก< 2.2.1 ประสิทธิภาพของแบบฝnกทักษะ 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรc 2.2.3 ประสิทธิผลของแบบฝnกทักษะ 3. เนื้อหาสาระ เนื้อหาที่ใชBในการวิจัยครั้งนี้ เรื่อง สถิติ วิชาคณิตศาสตรc ชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 แบ<งออกเปdนเรื่องย<อยไดB 6 เรื่อง จำนวน 10 ชั่วโมง คือ 3.1 ทดสอบก<อนเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.2 แผนภาพจุด จำนวน 1 ชั่วโมง 3.3 แผนภาพตBนใบ จำนวน 2 ชั่วโมง 3.4 ฮิสโทแกรม จำนวน 2 ชั่วโมง 3.5 ค<าเฉลี่ยเลขคณิต จำนวน 1 ชั่วโมง 3.6 มัธยฐาน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.7 ฐานนิยม จำนวน 1 ชั่วโมง 3.8 ทดสอบหลังเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 6 4. ระยะเวลา ผูBวิจัยใชBเวลาในการวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 2 ปv การศึกษา 2565 เวลาการสอนทั้งหมด 10 ชั่วโมง สัปดาหcละ 3 ชั่วโมง นิยามศัพท:เฉพาะ 1. แบบฝnกทักษะ หมายถึง สื่อประเภทหนึ่งที่เปdนส<วนเพิ่มเติมหรือเสริมสำหรับใหBนักเรียนฝnก ปฏิบัติ เพื่อใหBเกิดความรูB ความเขBาใจและทักษะเพิ่มมากขึ้น แบบฝnกทักษะ เปdนสื่อที่สรBางขึ้นใหBผูBเรียน ฝnกทักษะเพื่อใหBเกิดการเรียนรูBที่ถาวรมีส<วนประกอบ ดังนี้ชื่อชุดฝnกทักษะในแต<ละชุดย<อยจุดประสงคc ตัวอย<าง ชุดฝnกทักษะ ภาพประกอบ ขBอทดสอบก<อนและหลังเรียน และแบบประเมินบันทึกผลการใชB 2. ประสิทธิภาพตามเกณฑc70/70 หมายถึง คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรูBโดยใชBแบบ ฝnกทักษะ เรื่อง สถิติดBานกระบวนการและผลลัพธcซึ่งคำนวณจากคะแนนเฉลี่ยระหว<างเรียน แบบทดสอบย<อยหรือการทำงานกลุ<มกระบวนการเรียนรูBและการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลัง เรียนสูงขึ้นตามเกณฑcที่กำหนด ไวB (!!/!") 70/70 ดังนี้ 70 ตัวแรก (!!) หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการ ค<าเฉลี่ยรBอยละ 70 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 ที่ไดBจากคะแนนการสังเกตพฤติกรรมและการทดสอบย<อย 70 ตัวหลัง (!") หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธc คะแนนเฉลี่ยรBอยละ 70 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 ที่ไดBจากคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 ที่แสดงออก ถึงความสามารถทางการเรียนรูBตามเนื้อหาสาระหลังจากเรียนรูBโดยใชBแบบฝnกทักษะ เรื่อง สถิติวัดไดB จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวัดไดBโดยใชBแบบทดสอบ แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ขBอ 4. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค<าแสดงความกBาวหนBาทางการเรียนรูBของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปvที่ 2 ที่เรียนดBวยการจัดการเรียนรูBโดยใชBแบบฝnกทักษะ คณิตศาสตรc เรื่อง สถิติที่ วิเคราะหcจากการเปรียบเทียบความแตกต<างของคะแนนก<อนเรียนกับหลังเรียนและความแตกต<างของ คะแนนก<อนเรียนกับคะแนนเต็ม


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 7 ประโยชน:ที่ไดJรับ 1. ไดBแผนการจัดการเรียนรูBและแบบฝnกทักษะ วิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน เรื่อง สถิติที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑc 2. ไดBทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรcระหว<างก<อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนที่เรียนดBวยการจัดการเรียนรูBโดยใชBแบบฝnกทักษะวิชาคณิตศาสตรcพื้นฐาน เรื่อง สถิติของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปvที่ 2 3. ไดBแนวทางสำหรับครูผูBสอนคณิตศาสตรcที่จะช<วยใหBผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูBเรียน สูงขึ้น


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข8อง ผลการจัดการเรียนรู0โดยใช0แบบฝ7กทักษะ เรื่อง สถิติ วิชาคณิตศาสตรGพื้นฐาน ที่สKงผลตKอ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปSที่ 2 ผู0วิจัยได0เสนอเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข0องตามลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรังปรุง พ.ศ. 2560 ) กลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรGระดับมัธยมศึกษา 2. แบบฝ7กทักษะ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. การหาประสิทธิภาพตามเกณฑG 5. การหาดัชนีประสิทธิผล 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข0อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 งานวิจัยตKางประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) กลุBมสาระการ เรียนรูHคณิตศาสตรLระดับมัธยมศึกษา จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ. 2551 (ฉบับปรังปรุง พ.ศ.2560) กลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรG พบวKามีองคGประกอบที่สำคัญ คือ ทำไมต0องเรียนคณิตศาสตรG เรียนรู0 อะไรในคณิตศาสตรG สาระมาตรฐานการเรียนรู0และคุณภาพผู0เรียน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 1-5) 1. ทำไมตHองเรียนคณิตศาสตรL คณิตศาสตรGมีบทบาทสำคัญยิ่งตKอความสำเร็จในการเรียนรู0ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตรGชKวยให0มนุษยGมีความคิดริเริ่มสร0างสรรคG คิดอยKางมีเหตุผล เปkนระบบ มีแบบแผน สามารถ วิเคราะหGปlญหาหรือสถานการณGได0อยKางรอบคอบและถี่ถ0วน ชKวยให0คาดการณG วางแผน ตัดสินใจ แก0ปlญหาได0อยKางถูกต0องเหมาะสม และสามารถนำไปใช0ในชีวิตจริงได0อยKางมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตรGยังเปkนเครื่องมือในการศึกษาด0านวิทยาศาสตรG เทคโนโลยี และศาสตรGอื่น ๆ อันเปkน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 9 รากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให0มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให0 ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตรGจึงจำเปkนต0องมีการพัฒนาอยKางตKอเนื่อง เพื่อให0ทันสมัย และสอดคล0องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู0ทางวิทยาศาสตรGและเทคโนโลยีที่เจริญก0าวหน0า อยKางรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตนG ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู0แกนกลาง กลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรG (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึง การสKงเสริมให0ผู0เรียนมีทักษะที่จำเปkนสำหรับการเรียนรู0ในศตวรรษที่ 21 เปkนสำคัญ นั่นคือ การเตรียม ผู0เรียนให0มีทักษะด0านด0านการคิดวิเคราะหG การคิดอยKางมีวิจารณญาณ การแก0ปlญหา การคิด สร0างสรรคG การใช0เทคโนโลยี การสื่อสารและการรKวมมือ ซึ่งจะสKงผลให0ผู0เรียนรู0เทKาทันการ เปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล0อม สามารถแขKงขันและอยูKรKวมกับ ประชาคมโลกได0 ทั้งนี้การจัดการเรียนรู0คณิตศาสตรGที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต0องเตรียมผู0เรียนให0มี ความพร0อมที่จะเรียนรู0สิ่งตKาง ๆ พร0อมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือ สามารถศึกษาตKอใน ระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาควรจัดการเรียนรู0ให0เหมาะสมตามศักยภาพของผู0เรียน 2. เรียนรูHอะไรในคณิตศาสตรL กลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรGจัดเปkน ๓ สาระ ได0แกK จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความนKาจะเปkน 2.1 จำนวนและพีชคณิต เรียนรู0เกี่ยวกับ ระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราสKวนร0อยละ การประมาณคKา การแก0ปlญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช0จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธG ฟlงกGชัน เซต ตรรกศาสตรG นิพจนG เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ยและมูลคKาของเงิน ลำดับและอนุกรม และการนำความรู0เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิต ไปใช0ในสถานการณGตKาง ๆ 2.2 การวัดและเรขาคณิต เรียนรู0เกี่ยวกับ ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตร และความจุ เงินและเวลา หนKวยวัดระบบตKาง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราสKวนตรีโกณมิติ รูปเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการเลื่อนขนาน การสะท0อน การหมุน และการนำความรู0 เกี่ยวกับการวัดและเรขาคณิตไปใช0ในสถานการณGตKาง ๆ 2.3 สถิติและความนKาจะเปkน เรียนรู0เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวม ข0อมูล การคำนวณคKาสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข0อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 10 นับเบื้องต0น ความนKาจะเปkน การใช0ความรู0เกี่ยวกับสถิติและความนKาจะเปkนในการอธิบายเหตุการณG ตKาง ๆ และชKวยในการตัดสินใจ 3.สาระและมาตรฐานการเรียนรูH 2.3 สาระที่ 3 สถิติและความนKาจะเปkน มาตรฐาน ค 3.1 เข0าใจกระบวนการทางสถิติ และใช0ความรู0ทางสถิติในการแก0ปlญหา มาตรฐาน ค 3.2 เข0าใจหลักการนับเบื้องต0น ความนKาจะเปkน และนำไปใช0 แบบฝVกทักษะ 1. ความหมายและความสำคัญของแบบฝ7กทักษะ ขนิษฐา แสงภักดี (2540) กลKาววKา แบบฝ7กทักษะ หมายถึง สื่อการสอนที่สร0างขึ้นเพื่อ ฝ7กฝน เสริมสร0างและพัฒนาทักษะตKาง ๆ ให0แกKนักเรียน จนมีประสบการณGและสามารถนำความรู0 ตKาง ๆ ไปใช0ได0อยKางถูกต0อง ใช0เปkนเครื่องมือในการประเมินทักษะทางภาษาของนักเรียนได0อีกด0วย สมศักดิ์ สินธุระเวชญG (2540: 106) ได0ให0ความหมายไว0วKา แบบฝ7กทักษะ คือ การจัด ประสบการณG การฝ7กหัดเพื่อให0นักเรียนเรียนรู0ได0ด0วยตนเองสามารถแก0ปlญหาได0อยKางถูกต0องอยKาง หลากหลายและแปลกใหมK จุฬารัตนG วงศGศรีนาค (2543: 13) กลKาววKา แบบฝ7กทักษะ หมายถึง แบบฝ7กที่สร0างขึ้นด0วย ลักษณะหรือรูปแบบที่หลากหลาย โดยมีจุดประสงคGเพื่อมุKงเสริมทักษะตKาง ๆ ให0เกิดแกKผู0เรียนในขณะ เรียนหรือหลังจากเรียนจบแล0ว สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 2) ได0ให0ความหมายของแบบฝ7กไว0วKา แบบฝ7กหรือ แบบฝ7กหัดคือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช0ฝ7กทักษะให0กับนักเรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาใน ชKวงหนึ่งๆ เพื่อฝ7กฝนให0เกิดความรู0 ความเข0าใจ รวมทั้งความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ กุศยา แสงเดช (2545: 5) ได0ให0ความหมายของแบบฝ7กวKา แบบฝ7ก คือ สื่อการเรียน การ สอนอยKางหนึ่งที่ใช0ฝ7กทักษะให0กับผู0เรียนหลังจากจบเนื้อหา เพื่อชKวยให0ผู0เรียนเกิดการเรียนรู0 มีทักษะ สามารถเข0าใจบทเรียนได0ดียิ่งขึ้นจากการศึกษาข0อมูลดังกลKาว จึงสรุปได0วKา แบบฝ7กทักษะ หมายถึง สื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่มุKงเน0นให0ผู0เรียนเกิดทักษะความรู0 ความเข0าใจ และฝ7กฝน ความชำนาญ กระบวนการคิดจากประสบการณGทีได0จากกิจกรรมการเรียนการสอน วิมลรัตนG สุนทรโรจนG (2549: 113) ให0ความหมายของแบบฝ7กทักษะวKา แบบฝ7กหรือ แบบฝ7กหัดหรือแบบฝ7กเสริมทักษะ เปkนสื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่เปkนสKวนเพิ่มเติมหรือเสริม สำหรับ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 11 ให0นักเรียนฝ7กปฏิบัติเพื่อให0เกิดความรู0 ความเข0าใจ และทักษะเพิ่มขึ้น สKวนใหญKหนังสือเรียนจะมี แบบฝ7กหัดอยูKท0ายบทเรียนในบางวิชาแบบฝ7กหัดจะมีลักษณะเปkนแบบฝ7กปฏิบัติ ถวัลยG มาศจรัส และคณะ (2550: 18) ได0กลKาววKา แบบฝ7กทักษะ หมายถึง กิจกรรมพัฒนา ทักษะการเรียนรู0ให0ผู0เรียนเกิดการเรียนรู0ได0อยKางเหมาะสม มีความหลากหลาย และปริมาณเพียงพอที่ สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู0 สามารถนำผู0เรียนสูKการสรุป ความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู0 รวมทั้งทำให0ผู0เรียนสามารถตรวจสอบ ความเข0าใจในบทเรียนด0วยตนเองได0 ปราณี จิณฤทธิ์ (2552: 32) ได0กลKาววKา แบบฝ7ก หมายถึง งานที่ครูมอบหมายให0นักเรียนทำ ด0วยตนเองภายหลังจากได0เรียนบทเรียน เพื่อเปkนการทบทวนและฝ7กทักษะในเรื่องที่เรียนผKานมาแล0ว ประภาพร ถิ่นอKอง (2553: 29) ได0กลKาววKา แบบฝ7กทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ สร0างขึ้นเพื่อให0นักเรียนได0ฝ7กปฏิบัติด0วยตนเองจนเกิดความรู0 ความเข0าใจเพิ่มขึ้น โดยที่กิจกรรมที่ได0 ปฏิบัติในแบบฝ7กนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล0ว ทำให0นักเรียนมีความรู0และทักษะมากขึ้น เพราะมีรูปแบบหรือลักษณะที่หลากหลาย สมพร ตอยยีบี (2554: 32) ได0กลKาววKา แบบฝ7กทักษะเปkนสื่อการเรียนรู0ที่ชKวยให0 ผู0เรียนได0ฝ7กปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะและความรู0ตKาง ๆ จนเกิดความชำนาญ และสามารถนำ ความรู0ไปใช0ได0อยKางถูกต0อง จากความหมายของแบบฝ7กทักษะที่ได0กลKาวมา สรุปได0วKา แบบฝ7กทักษะ หมายถึง สื่อ การเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อใช0ฝ7กทักษะให0กับผู0เรียนด0วยตนเองเพื่อฝ7กให0เกิด ความรู0 ความเข0าใจ และเกิดความชำนาญในเรื่องนั้นอยKางหลากหลาย 2. ประเภทของแบบฝ7กทักษะ สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 31-32) กลKาวไว0วKา แบบฝ7กจะมีอยูK 3 ประเภท ดังนี้ 2.1 แบบฝ7กเสริมทักษะ เปkนแบบฝ7กที่นำไปใช0กับนักเรียนที่มีความสามารถเปkนเลิศมี ความคิด ความจำเปkนพิเศษ สามารถเรียนรู0ได0เร็ว เพียงแนะนำนิดหนKอยก็เข0าใจได0 หรือกลุKมนักเรียน ที่เรียกวKา อุฆฎิตัญzู คือกลุKมนักเรียนที่มีสติปlญญาเปkนเลิศนั่นเอง ดังนั้น แบบฝ7กเสริมทักษะ จึง นำไปใช0เสริมเพื่อพัฒนาความเปkนเลิศของนักเรียนกลุKมนี้ให0ก0าวไปกKอนเพื่อน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 12 2.2 แบบฝ7กทักษะ เปkนแบบฝ7กที่นำไปใช0กับนักเรียนที่มีความสามารถระดับปานกลาง หรือที่เรียกวKา เนยยะบุคคล คือกลุKมนักเรียนสามารถฝ7กได0 สอนได0 ใช0สื่อ นวัตกรรม หรือแบบฝ7ก ทักษะแล0วสามารถเข0าใจเนื้อหาได0 นักเรียนกลุKมนี้สKวนใหญKแล0วจะเปkนกลุKมใหญK เปkนกลุKมปกติ 2.3 แบบฝ7กซKอมทักษะ เปkนแบบฝ7กที่นำไปใช0กับนักเรียนที่มีปlญหาทางการเรียนมีความ บกพรKองด0านใดด0านหนึ่ง เปkนนักเรียนที่มีสติปlญญาระดับต่ำ หรือเด็กแอลดี(LD-Learning Disability) หรือที่เรียกวKา ปทปรมะ คือนักเรียนมีปlญหาขั้นวิกฤต 3. หลักการสร0างแบบฝ7กทักษะ นิตยา กิจโร (2553: 40) ได0สรุปหลักการสร0างแบบฝ7กไว0 ดังนี้ 3.1 กKอนสร0างแบบฝ7กจำเปkนต0องกำหนดโครงรKางไว0กKอนวKามีวัตถุประสงคGอยKางไรแบบฝ7ก เกี่ยวกับเรื่องอะไร 3.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข0อง 3.3 เขียนวัตถุประสงคGเชิงพฤติกรรม 3.4 แจ0งวัตถุประสงคGเชิงพฤติกรรมยKอย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของผู0เรียน 3.5 กำหนดอุปกรณGที่ใช0ในแตKละกิจกรรม 3.6 กำหนดเวลา และขั้นตอนให0เหมาะสม 3.7 การประเมินผลอยKางไร ประภาพร ถิ่นอKอง (2553: 35) ได0กลKาววKา หลักการสร0างแบบฝ7กทักษะควรคำนึงถึงหลัก จิตวิทยาในการเรียนรู0โดยมีจุดมุKงหมายในการฝ7ก แบบฝ7กควรเริ่มจากงKายไปหายาก มีหลายแบบ มี ตัวอยKางประกอบ มีภาพประกอบ และสามารถศึกษาได0ด0วยตนเอง ปราณี จิณฤทธิ์ (2552: 32) ได0กลKาววKา หลักการสร0างแบบฝ7กผู0สร0างต0องคำนึงถึงความ แตกตKางระหวKางบุคคล แบบฝ7กที่สร0างต0องมีหลาย ๆ รูปแบบ สร0างจากงKายไปหายากมีความถูกต0อง ในการสร0างแบบฝ7กมีการสอดแทรกทักษะวิชาอื่นเข0าไปด0วย ควรจัดทำแบบฝ7กไว0ลKวงหน0า เพราะแบบ ฝ7กควรทำหลังจากผู0เรียนได0เรียนบทเรียนในเรื่องนั้น ๆ จบลงทันที อุษณียG เสือจันทรG (2553: 26) ได0กลKาววKา หลักการสร0างแบบฝ7กผู0สร0างต0องศึกษาปlญหา ของเนื้อหาที่นำมาสร0างแบบฝ7ก โดยนำมาตั้งวัตถุประสงคGตลอดจนรูปแบบ และวางแผนขั้นตอนการ ใช0แบบฝ7ก การสร0างแบบฝ7กต0องสอดคล0องกับเนื้อหาและทักษะที่ต0องการฝ7ก ต0องนำหลักจิตวิทยาการ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 13 เรียนรู0 และจิตวิทยาพัฒนาการมาเปkนแนวทางในการสร0างแบบฝ7กกKอนนำไปใช0ควรมีการทดลองใช0 เพื่อหาข0อบกพรKองของแบบฝ7ก ดังที่กลKาวมาแล0วสรุปได0วKา หลักการสร0างแบบฝ7กทักษะควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยาในการ เรียนรู0โดยมีจุดมุKงหมายในการฝ7ก มีหลายรูปแบบและแบบฝ7กควรเริ่มจากงKายไปหายาก มีหลายแบบ มีตัวอยKางประกอบ มีภาพประกอบ และสามารถศึกษาได0ด0วยตนเอง 4. ลักษณะของแบบฝ7กทักษะที่ดี สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 31-32) ได0กลKาวถึง ลักษณะของแบบฝ7กทักษะที่ดี มีดังนี้ 4.1 มีคำสั่งชัดเจน เข0าใจ เหมาะสมกับวัยเด็ก 4.2 มีตัวอยKางประกอบ ตัวอยKางที่ดีควรให0ผู0เรียนเกิดความคิดหลาย ๆ แนวคิด 4.3 มีตัวอยKางประกอบเพื่อดึงดุดความสนใจและสื่อความหมาย 4.4 มีเนื้อที่สำหรับเขียน เว0นให0มีขนาดเหมาะสมกับคำที่นักเรียนต0องการเขียน 4.5 การวางรูปแบบที่ดี จะทำให0เกิดความเรียบร0อย สวยงามและประหยัด 4.6 ควรบันทึกวีการสอนที่สอดคล0องกับจุดมุKงหมายของแบบฝ7กไว0ในคูKมือ พินิจ จันทรGซ0าย (2546: 92) กลKาวถึง ลักษณะของแบบฝ7กที่ดี ประกอบด0วยเนื้อหาต0อง ชัดเจน มีรูปแบบ เร0าความสนใจ ตอบสนองการเรียนรู0ของผู0เรียน และทำให0ผู0เรียนมีความสุขในการ เรียน อำนวย เลื่อมใส (2546: 93) กลKาวถึง ลักษณะที่ดีของแบบฝ7กทักษะ ดังนี้ 1. ควรเกี่ยวข0องกับเรื่องที่เรียนมาแล0ว เปkนเรื่องที่มีความหมายตKอผู0เรียน และสามารถ นำไปใช0ในชีวิตประจำวันได0 2. ตรงตามจุดมุKงหมายของการฝ7ก ลงทุนน0อย และทันสมัยอยูKเสมอ 3. ภาพประกอบ ภาษา สำนวนภาษา ความยากงKาย และเวลาในการฝ7กมีความเหมาะสม กับวัยและพื้นฐานความรู0ความสามารถของผู0เรียน เพราะจะทำให0ฝ7กคิดได0เร็วและสนุกสนาน 4. ใช0หลักจิตวิทยา ปลุกเร0าความสนใจ มีสิ่งแปลกใหมK นKาสนใจและท0าทายให0ผู0เรียน สามารถแสดงความสามารถได0เต็มศักยภาพ และตอบสนองความต0องการของท0องถิ่น 5. มีข0อเสนอแนะ คำชี้แจง และตัวอยKางสั้น ที่ชKวยให0ผู0เรียนเข0าใจวิธีทำได0งKาย ๆ 6. มีหลายรูปแบบ ให0เลือกตอบอยKางจำกัดและอยKางเสรี เปâดโอกาสให0ผู0เรียนเลือกฝ7กและ ศึกษาด0วยตนเอง


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 14 7. ควรเลือกฝ7กเปkนเรื่อง ๆ แตKละเรื่อง ไมKควรยาวจนเกินไป เน0นกิจกรรมการเรียนรู0ที่ เลือกฝ7กและศึกษาด0วยตนเอง 8. ควรได0รับการปรับปรุงควบคูKกับหนังสือเรียนเสมอ และควรใช0ได0ดีทั้งในห0องเรียน และนอกห0องเรียน 9. ควรเปkนแบบฝ7กที่สามารถประเมินและจำแนกความเจริญงอกงามของผู0เรียนได0อีกด0วย ประภาพร ถิ่นอKอง (2553: 33) ได0กลKาววKา ลักษณะของแบบฝ7กที่ดีต0องมีจุดหมายที่ แนKนอนจะทำการฝ7กทักษะด0านใด ควรใช0ภาษางKาย ๆ และมีความนKาสนใจเรียงลำดับจากงKายไปหา ยากให0เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู0เรียน มีเนื้อหาตรง จัดกิจกรรมให0หลากหลายเพื่อดึงดูด ความสนใจและเกิดประสิทธิภาพในการเรียน ปราณี จิณฤทธิ์ (2552: 32) ได0กลKาววKา ลักษณะของแบบฝ7กที่ดีต0องสร0างให0เกี่ยวข0องกับ บทเรียนเปkนแบบฝ7กสำหรับเด็กเกKงและใช0ซKอมเสริมเด็กอKอนได0มีความหลากหลายในแบบฝ7ก ชุดหนึ่ง ๆ มีคำสั่งที่ชัดเจน เปâดโอกาสให0ผู0ฝ7กได0คิดท0าทายความสามารถมีความเหมาะสมกับวัย ใช0 เวลาฝ7กไมKนาน ผู0ฝ7กสามารถนำประโยชนGจากการทำแบบฝ7กไปประยุกตGปรับเปลี่ยนนำมาใช0ใน ชีวิตประจำวันได0ดังที่กลKาวมาแล0วสรุปได0วKา ลักษณะของแบบฝ7กที่ดีควรสร0างเพื่อฝ7กทักษะเฉพาะ อยKาง คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัย ความสามารถ และพัฒนาการของผู0เรียน โดยใช0ภาษาที่งKาย ชัดเจน มีกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อเร0าความสนใจของผู0เรียน มีภาพประกอบ ฝ7กตามลำดับขั้นเรียง จากงKายไปหายาก ใช0เวลาฝ7กพอสมควร และมีการประเมินผลการใช0แบบฝ7กเพื่อให0ผู0เรียนได0ประเมิน ความสามารถของตนเองประโยชนGของแบบฝ7กทักษะ ไพบูลยG มูลดี (2546: 52) กลKาวถึง ประโยชนGของแบบฝ7กทักษะไว0 ดังนี้ 1. ชKวยให0ผู0เรียนเข0าใจบทเรียนได0ดีขึ้น 2. ชKวยให0ผู0เรียนจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพทGตKาง ๆ ได0คงทน 3. ทำให0เกิดความสนุกสนานขณะเรียน 4. ทำให0ผู0เรียนทราบความก0าวหน0าของตนเอง 5. ผู0เรียนสามารถทบทวนความรู0ได0ด0วยตนเอง 6. แบบฝ7กทักษะสามารถนำมาวัดผลการเรียนที่เรียนแล0ว 7. ชKวยให0ครูทราบข0อบกพรKองของผู0เรียนและนำไปปรับปรุงแก0ไขได0ทันทKวงที


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 15 อุษณียG เสือจันทรG (2553: 17-18) ได0กลKาววKา แบบฝ7กชKวยในการฝ7กเสริมทักษะทำให0 จดจำเนื้อหาได0คงทนมีเจตคติที่ดีตKอวิชาที่เรียน สามารถนำมาแก0ปlญหาเปkนรายบุคคลและรายกลุKมได0 ดี ผู0เรียนสามารถนำมาทบทวนเนื้อได0ด0วยตนเอง ทำให0ผู0เรียนทราบความก0าวหน0าของตน เปkน เครื่องมือที่ครูผู0สอนใช0ประเมินผลการเรียนรู0ได0เปkนอยKางดีวKานักเรียนเข0าใจมากน0อยเพียงใด ปาริชาติ สุพรรณกลาง (2550: 23) ได0กลKาววKา แบบฝ7กเปkนสื่อการเรียนที่ชKวยให0ผู0เรียน เกิดการเรียนรู0และทักษะทั้งยังชKวยแบKงเบาภาระครูผู0สอน ซึ่งประโยชนGของแบบฝ7กทำให0นักเรียน เข0าใจบทเรียนได0มากขึ้น มีความเชื่อมั่น ฝ7กทำงานด0วยตนเอง ทำให0มีความรับผิดชอบ และทำให0ครู ทราบปlญหาและข0อบกพรKองของนักเรียนในเรื่องที่เรียน ทำให0สามารถแก0ปlญหาได0ทันที นอกจากนี้ แบบฝ7กยังเปâดโอกาสให0เด็กฝ7กทักษะอยKางเต็มที่ ทั้งยังชKวยให0คงอยูKได0นาน และเปkนเครื่องมือวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจบบทเรียนแตKละครั้งอีกด0วย สมพร ตอยยีบี (2554: 37) ได0กลKาววKา แบบฝ7กมีความสำคัญตKอการเรียนการสอนใน รายวิชาตKาง ๆ เพราะจะชKวยให0นักเรียนเข0าใจเนื้อหาบทเรียน และยังสามารถทบทวนเนื้อหาได0 ด0วยตนเอง ดังที่กลKาวมาแล0วสรุปได0วKา แบบฝ7กมีความสำคัญทำให0เกิดทักษะความชำนาญหากแตK ต0องการได0รับการฝ7กหลาย ๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อผู0เรียนได0รับการฝ7กแล0วอยKางน0อยผู0เรียนสามารถ พัฒนาตนเองได0แนKนอน แบบฝ7กมีประโยชนGตKอครูผู0สอนในการแก0ปlญหาของนักเรียนที่มีปlญหามาก ได0ดี 5. หลักจิตวิทยาในการสร0างแบบฝ7กทักษะ การนำหลักจิตวิทยามาเปkนกรอบแนวคิดในการสร0างแบบฝ7ก ทำให0แบบฝ7กทักษะมีความ สมบูรณG และมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช0กับนักเรียน และนักเรียนมีโอกาสที่จะตอบสนองสิ่งเร0าด0วย การแสดงออกทางความสามารถ ความรู0ความเข0าใจที่เหมาะสมกับวัยความสามารถและความสนใจ ของผู0เรียน หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข0องกับการสร0างแบบฝ7กมีหลายประการ (สำลี รักสุทธี, ม.ป.ป.: 34- 36) ดังนี้ 1. กฎการเรียนรู0ของ ธอรGนไดดG (Thorndike) ในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1.1 กฎแหKงการฝ7กฝน (Law of Exercise) คือการให0ผู0เรียนทำแบบฝ7กหัดมาก ๆ จะทำให0เกิดความคลKองและชำนาญ การสร0างแบบฝ7ก จึงชKวยให0ผู0เรียนทำแบบฝ7กที่เสริมจากแบบฝ7ก ในบทเรียนและมีหลายรูปแบบ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 16 1.2 กฎแหKงความพร0อม (Law of Readiness) คือการให0ผู0เรียนมีความพร0อมใน การเรียน จะทำให0เกิดความพอใจในการเรียน 1.3 กฎแหKงผล (Law of Effect) คือ แบบฝ7กต0องมีเนื้อหาที่สนใจของผู0เรียนความ ยากงKายที่เหมาะสมกับวัยและสติปlญญา มีสิ่งกระตุ0นให0ผู0เรียนพอใจในการเรียนกระประเมินผลควร กระทำอยKางรวดเร็ว หลังจากผู0เรียนทำเสร็จแล0ว 2. ทฤษฎีการเรียนรู0ของกาเยK ซึ่งเขามีความเห็นวKาการเรียนรู0มีลำดับขั้น และผู0เรียน จะต0องเรียนรู0เนื้อหาที่งKายไปหายาก แนวคิดของกาเยKมีวKา“การเรียนรู0มีลำดับขั้นตอน ดังนั้นกKอนที่จะ สอนเด็กแก0ปlญหาได0นั้น เด็กจะต0องเรียนรู0ความคิดรวบยอดหรือหลักเกณฑGมากKอนซึ่งในการสอนให0 เด็กได0ความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑGนั้น จะทำให0เด็กเปkนผู0สรุปความคิดรวบยอดด0วยตัวเองแทนที่ครู จะเปkนผู0บอก” การสร0างแบบฝ7กจึงควรคำนึงถึงการฝ7กตามลำดับขั้นจากงKายไปยาก 3. แนวคิดของบลูม ซึ่งกลKาวถึงธรรมชาติผู0เรียนแตKละคนวKามีความแตกตKางกันผู0เรียน จะสามารถเรียนรู0เนื้อหาในหนKวยยKอยตKาง ๆ ได0โดยใช0เวลาเรียนที่แตกตKางกัน ดังนั้นการสร0างแบบฝ7ก จึงต0องมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะชKวยให0ผู0เรียนทุกคนสามารถผKานลำดับขั้นตอนของทุกหนKวยการเรียน ได0 ถ0านักเรียนได0เรียนตามอัตราเวลาเรียนของตนก็จะทำให0ประสบความสำเร็จมากขึ้น 4. ทฤษฏีการเรียนรู0 ของ โฮเวิรGด การGดเนอรG (Howard Gardner) เขาเชื่อวKามีบุคคลมี เชาวนGปlญญาแตกตKางกัน แตKละคนจะมีความสามารถแตกตKางกัน คนหนึ่งอาจเรียนรู0ดนตรีได0งKาย อีกคนเรียนรู0คณิตศาสตรGได0ดี ขณะที่อีกคนเรียนภาษาได0เกKง เปkนต0น ครูควรคำนึงถึงนักเรียนแตKละคน วKามีความรู0 ความถนัด ความสามารถและความสนใจที่แตกตKางกัน ดังนั้นการสร0างแบบฝ7กจึงควร พิจารณาถึงความเหมาะสมกับบุคคล ไมKยากและไมKงKายเกินไป ควรมีคละกันหลายแบบการจูงใจ ผู0เรียนสามารถทำได0 โดยการทำแบบฝ7กจากงKายไปหายาก เพื่อดึงดูดความสนใจของผู0เรียน เปkนการ กระตุ0นให0ติดตามตKอไป และทำให0ผู0เรียนประสบความสำเร็จในการทำแบบฝ7กควรเปkนแบบสั้น ๆ จะ ชKวยให0ผู0เรียนไมKเบื่อหนKายการนำสิ่งที่มีความหมายตKอชีวิต และการเรียนรู0มาให0นักเรียน โดยทดลอง ทำภาษาที่ใช0พูดใช0ในชีวิตประจำวัน ทำให0ผู0เรียนได0เรียนและทำแบบฝ7กหัดในสิ่งที่ใกล0ตัว จะทำให0จำ ได0แมKนยำ นักเรียน ยังสามารถนำหลักและความรู0ที่ได0รับไปใช0ประโยชนGได0อีกด0วย 6. แนวคิดในการสร0างแบบฝ7กทักษะ สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 36) ได0กลKาวถึง แนวคิดในการสร0างแบบฝ7กทักษะ ดังนี้ 1. สอดคล0องกับจิตวิทยา และพัฒนาการของเด็ก


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 17 2. ต0องกำหนดจุดหมายที่จะฝ7ก เนื้อหาตรงกับจุดหมายที่วางไว0 3. ต0องคำนึงถึงความแตกตKางของเด็ก 4. แตKละแบบฝ7กต0องมีคำสั่ง หรือคำชี้แจงงKาย ๆ สั้น ๆ 5. แบบฝ7กต0องมีความถูกต0อง 6. การทำแบบฝ7กแตKละครั้งเหมาะสมกับเวลาและความสนใจของเด็ก 7. แบบฝ7กต0องมีหลายแบบ เพื่อให0เด็กเกิดการเรียนรู0อยKางกว0างขวาง 8. กระดาษที่เด็กทำแบบฝ7ก ต0องเหนียวและทนทานพอสมควร ชุลีพร แจKมถนอม (2542: 32) ได0กลKาววKา การสร0างแบบฝ7กต0องคำนึงถึงตัวนักเรียนเปkน หลัก โดยมีจุดมุKงหมายที่แนKนอนวKาจะฝ7กเรื่องอะไร ด0านใด จัดเนื้อหาให0สอดคล0องกับวัตถุประสงคG เนื้อหาไมKยากเกินไป และมีหลายรูปแบบที่นKาสนใจ การสร0างแบบฝ7กควรคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ดังนี้ 1. ยึดผู0เรียนเปkนสำคัญ 2. คำนึงถึงภาษาที่ใช0ให0เหมาะสม สั้น ๆ และชัดเจน 3. มีจุดมุKงหมายในการสร0าง 4. มีการกำหนดเนื้อหาชัดเจน ไมKยากจนเกินไป 5. รูปแบบนKาสนใจ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 11) ได0เสนอแนะแนวทางในการสร0างแบบฝ7กไว0ดังนี้ 1. ต0องให0ผู0เรียนศึกษาเนื้อหากKอนใช0แบบฝ7ก 2. ในแต%ละแบบฝ*กอาจมีเนื้อหาสรุปย%อ หรือหลักเกณฑ>ไวAใหAผูAเรียนไดAศึกษาทบทวนก%อน 3. ควรสร0างแบบฝ7กให0ครอบคลุมเนื้อหา และจุดประสงคGที่ต0องการและไมKยากหรืองKาย จนเกินไป 4. คำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู0ของเด็กให0เหมาะสมกับวุฒิภาวะ และความ แตกตKางของผู0เรียน 5. ควรศึกษาแนวทางการสร0างแบบฝ7กให0เข0าใจกKอนปฏิบัติการสร0าง อาจนำหลักการ ของผู0อื่น หรือทฤษฎีการเรียนรู0ของนักการศึกษา หรือนักจิตวิทยามาประยุกตGใช0ให0เหมาะสมกับ เนื้อหา และสภานพการณGได0 6. ควรมีคูKมือการใช0แบบฝ7ก เพื่อให0ผู0สอนคนอื่นนำไปใช0ได0อยKางกว0างขวาง หากไมKมี คูKมือต0องมีคำชี้แจงขั้นตอนการใช0ให0ชัดเจน แนบไปในแบบฝ7กนั้นด0วย


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 18 7. การสร0างแบบฝ7ก ควรพิจารณารูปแบบให0เหมาะกับธรรมชาติของแตKละเนื้อหาวิชา รูปแบบจึงมีความแตกตKางกันไปตามสภาพการณG 8. การออกแบบชุดฝ7กควรมีความหลากหลาย ไมKซ้ำซาก ไมKใช0รูปแบบเดียว เพราะจะ ทำให0ผู0เรียนเกิดความเบื่อหนKาย ควรมีแบบฝ7กหลาย ๆ แบบ เพื่อฝ7กให0ผู0เรียนได0เกิดทักษะอยKาง กว0างขวาง และสร0างเสริมความคิดสร0างสรรคG 9. การใช0ภาพประกอบเปkนสิ่งที่สำคัญที่จะชKวยให0แบบฝ7กนKาสนใจ และยังเปkนการพัก สายตาให0กับผู0เรียนอีกด0วย 10. การสร0างแบบฝ7กหากต0องการให0สมบูรณGครบถ0วน ควรสร0างในลักษณะของ เอกสารประกอบการสอน แตKจะเน0นความหลากหลายของแบบฝ7กมากกวKา และเนื้อหาที่สรุปไว0ควรมี ลักษณะเพียงยKอ ๆ 11. แบบฝ7กต0องมีความถูกต0องอยKาให0มีข0อผิดพลาดโดยเด็ดขาด เพราะเหมือนยื่นยา พิษให0กับลูกศิษยGโดยรู0เทKาไมKถึงการณG เขาจะจำในสิ่งที่ผิด ๆ ตลอดไป 12. คำสั่งในแบบฝ7กเปkนสิ่งที่สำคัญที่ไมKควรมองข0าม เพราะคำสั่งคือประตูบานใหญKที่ จะไขความรู0 ความเข0าใจของผู0เรียนไปสูKความสำเร็จ คำสั่งจึงต0องสั้นกะทัดรัด และเข0าใจงKายไมKทำให0 ผู0เรียนสับสน 13. การกำหนดเวลาในการใช0แบบฝ7กในแตKละชุดควรให0เหมาะสมกับเนื้อหา และ ความสนใจของผู0เรียน สมพร ตอยยีบี (2554: 39) ได0กลKาววKา การสร0างแบบฝ7กทักษะต0องมีหลักการและ แนวทางตKาง ๆ ไมKวKาจะเปkนการกำหนดแบบฝ7กที่ชัดเจน แนKนอน และภาษาที่เข0าใจงKายเหมาะสมกับ วัย ควรมีความยากงKายแตกตKางกัน และต0องมีหลายรูปแบบ เพื่อให0นักเรียนมีโอกาสในการใช0ภาษา อยKางมีประสิทธิภาพ แบบฝ7กนั้นมีประโยชนGตKอการเรียนการสอนมาก ไมKวKาจะเปkนด0านผู0เรียนทำให0 เด็กเกิดความเข0าใจในบทเรียนดียิ่งขึ้น และในด0านครูผู0สอนเกี่ยวกับเนื้อหาวิธีการสอน และกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะของนกเรียนให0มีประสิทธิภาพมากขึ้นดังที่กลKาวมาแล0วสรุปได0วKา การสร0างแบบฝ7ก ต0องคำนึงถึงความแตกตKางระหวKางบุคคล แบบฝ7กจะต0องมีหลาย ๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว0มี ลักษณะยKอ ๆ สร0างเริ่มจากงKายไปหายาก และจะต0องถูกต0อง คำสั่งในแบบฝ7กต0องสั้นกะทัดรัดและ เข0าใจงKาย ควรมีการสอดแทรกทักษะด0านอื่น ๆ เข0าไปด0วย


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 19 7. ขั้นตอนการสร0างแบบฝ7กทักษะ สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 34) กลKาวถึง ขั้นตอนการสร0างแบบฝ7กทักษะ ดังนี้ 1. สำรวจปlญหา สาระ ตังบKงชี้ที่เปkนปlญหาและความต0องการ เพื่อจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนไปแล0ว ครูผู0สอนยKอมทราบดีวKา บรรลุตามจุดประสงคGหรือไมK รวบรวมปlญหาและความ ต0องการในการแก0ปlญหา หรือความต0องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนในแตKละตัวบKงชี้ 2. กำหนดจุดประสงคGในการสร0างแบบฝ7กทักษะ ให0ชัดเจนตรงตามตัวบKงชี้ที่เปkนปlญหา เพื่อตอบคำถาม วKาสร0างแบบฝ7กเพื่ออะไร ต0องการให0ผู0เรียนรู0อะไร และเปkนอยKางไร 3. วิเคราะหGปlญหาที่เรียนในแตKละจุดประสงคG วKาประกอบด0วยอะไร 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู0 จิตวิทยาการอKานของผู0เรียนในแตKละชั้นวKา เด็กแตKละคนมี ความสนใจเรื่องอะไร เชKน จิตวิทยาการอKานที่นำไปใช0แบบฝ7กทักษะ ประกอบด0วย 4.1 ความใกล0ชิด คือ ถ0าใช0สิ่งเร0าและตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล0เคียงกันจะสร0าง ความพอใจให0แกKผู0เรียน 4.2 การฝ7กหัด คือ การให0ผู0เรียนได0ทำซ้ำ ๆ เพื่อสร0างความรู0 ความเข0าใจที่แมKนยำ 4.3 กฎแหKงผล คือ การให0ผู0เรียนได0ทราบผลการทำงานของตนด0วยการเฉลย คำตอบ จะชKวยให0ผู0เรียนได0ทราบข0อบกพรKองเพื่อปรับปรุงแก0ไขและเปkนการสร0างความพอใจแกK ผู0เรียนได0 4.4 การจูงใจ คือ การจัดแบบฝ7กหัดเรียงตามลำดับจากแบบฝ7กที่งKายและสั้น และสูK เรื่องยาวและยากขึ้น ควรมีภาพประกอบและหลายรูปแบบ 5. กำหนดกรอบการสร0างแบบฝ7กวKาควรประกอบด0วยเรื่องอะไรบ0าง แตKละเรื่องควรมี กิจกรรมอะไรบ0าง มีความยาวเพียงใด จะนำเสนอโดยใช0ภาพประกอบหรือไมK 6. ลงมือเขียนแบบฝ7กแตKละชุด 7. นำแบบฝ7กนั้นไปให0ผู0ชำนาญการตรวจสอบความถูกต0อง ความตรงตามเนื้อหาเชKน ครูสอนภาษาไทยที่มีประสบการณG ศึกษานิเทศกG เปkนต0น หรือนำไปทดลองกับผู0เรียนจำนวน 1-5 คน เพื่อนำไปรวบรวมข0อมูลเพื่อแก0ไขข0อบกพรKอง 8. จัดพิมพGหรืออัดสำเนาแบบฝ7กเพื่อให0ผู0เรียนนำไปใช0ดังที่กลKาวมาแล0วสรุปได0วKา ขั้นตอนในการสร0างแบบฝ7ก มีดังนี้ สำรวจปlญหากำหนดจุดประสงคGในการสร0างแบบฝ7กทักษะ วิเคราะหGปlญหาที่เรียนในแตKละจุดประสงคGศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู0 กำหนดกรอบการสร0างแบบฝ7ก


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 20 ลงมือเขียนแบบฝ7กแตKละชุด นำแบบฝ7กนั้นไปให0ผู0ชำนาญการตรวจสอบความถูกต0อง และจัดพิมพG หรืออัดสำเนาแบบฝ7กเพื่อให0ผู0เรียนนำไปใช0สKวนประกอบของแบบฝ7กทักษะ สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 36-38) กลKาวถึง สKวนประกอบของแบบฝ7กชนิดตKาง ๆ ดังนี้ 1. คำแนะนำการใช0แบบฝ7ก 1.1 สำหรับครู เปkนคำแนะนำเพื่อให0ครูทำความเข0าใจเกี่ยวกับการใช0แบบฝ7กนั้น ๆ วKาครูจะต0องทำอยKางไร เตรียมอะไรบ0าง บทบาทของครูเปkนอยKางไร ขณะนักเรียนปฏิบัติครูควรมี บทบาทอยKางไร 1.2 สำหรับนักเรียน เปkนคำแนะนำเพื่อให0นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามที่แบบฝ7ก กำหนดไว0ให0ถูกต0อง เปkนไปตามขั้นตอน ซึ่งจะมีคำชี้แจง คำอธิบายไว0ชัดเจนในการปฏิบัติกิจกรรม 2. แบบทดสอบกKอนเรียน เปkนแบบทดสอบเพื่อประเมินความรู0เดิมของนักเรียน 3. สาระสำคัญ เพื่อบอกให0รู0ถึงความสำคัญใจความสำคัญสั้น ๆ ของเรื่องนั้น 4. ตัวบKงชี้ เพื่อบอกให0ทราบถึงตัวบKงชี้ที่เปkนปlญหาที่ต0องใช0สื่อ นวัตกรรมชุดนี้ 5. จุดประสงคGการเรียนรู0 เพื่อบอกให0ทราบวKาผู0เรียนต0องรู0อะไร เปkนอยKางไร 6. เนื้อหาสาระ 7. กิจกรรม 8. สรุป 9. แบบทดสอบหลังเรียนหากนำเข0าไปจัดเปkนรูปเลKมก็จะเพิ่มสKวนอื่นเข0าไปดังนี้ 1. เพิ่มสKวนหน0า ประกอบด0วย 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำนิยม (ไมKมีก็ได0) 4) คำ รับรอง (ไมKมีก็ได0) 5) คำนำ และ 6) สารบัญ 2. เพิ่มสKวนหลัง ประกอบด0วย 1) เฉลย 2) ใบความรู0 3) บรรณานุกรม และ 4) ปกหลัง ดังที่กลKาวมาแล0วสรุปได0วKา แบบฝ7กทักษะมีสKวนประกอบ ดังนี้ มีคำแนะนำการใช0แบบฝ7ก แบบทดสอบกKอนเรียน สาระสำคัญ ตัวบKงชี้ จุดประสงคGการเรียนรู0 เนื้อหาสาระกิจกรรม สรุป และมี การแบบทดสอบหลังเรียน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 21 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเปkนผลที่เกิดจากการเรียนการสอน ทำให0ผู0เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมด0านตKาง ๆ และได0มีนักการศึกษาได0ให0ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว0หลายทKาน ดังนี้ 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนินทรGชัย อินทิราภรณG และคณะ (2540 : 5) ให0ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วKา เปkนความสำเร็จในด0านความรู0 ทักษะ สมรรถภาพด0านตKางๆ ของสมองหรือมวลประสบการณGทั้ง ปวงของบุคคลที่ได0รับการเรียนรู0หรือผลงานที่นักเรียนได0จากการประกอบกิจกรรม อารียG วชิรวาการ (2542 : 59) ได0ให0ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวKา หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการสอน การฝ7กฝน หรือประสบการณGตKาง ๆ ทั้งในโรงเรียนที่บ0าน สิ่งแวดล0อมอื่น ๆ กลKาวโดยสรุปวKา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตรG หมายถึง ความสามารถ หรือความรู0 ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ได0จากการเรียนวิชาคณิตศาสตรG สามารถวัดได0โดย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตรG กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 11) ให0ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวKาเปkน ความสำเร็จหรือความสามารถในการกระทำใด ๆ ที่จะต0องอาศัยทักษะหรือมิฉะนั้นก็ต0องอาศัยความ รอบรู0ในวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ เยาวดีวิบูลยGศรี (2548: 16) ให0ความหมายวKา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู0 ของผู0เรียนที่เรียนรู0ด0านเนื้อหาและทักษะตKาง ๆ แตKละวิชาที่ได0จัดสอนในระดับชั้นตKาง ๆ ซึ่งวัดได0จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งที่เปkนข0อเขียนและภาคปฏิบัติ สรุปได0วKา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จของผู0เรียนในด0านความรู0ทักษะ มวลประสบการณGทั้งปวงที่บุคคลได0รับจากการเรียนรู0 การฝ7กอบรมหรือการได0รับสั่งสอน และสามารถ วัดได0ด0วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถาบันสKงเสรมการสอนวิทยาศาสตรGและเทคโนโลยี(2546 : 11) ให0ความหมายในการ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวKา เปkนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตรGเพื่อให0 นักเรียน ได0รับทั้งเนื้อหาความรู0ทางวิทยาศาสตรGและกระบวนการทางวิทยาศาสตรGจะต0องวัดผล ทั้งสองสKวน และเพื่อความสะดวกในการประเมิน ผู0วิจัยจึงได0ทำการจำแนกพฤติกรรมในการวัดผลวิชาวิทยาศาสตรG


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 22 ในการสร0างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตรGสำหรับเปkนเกณฑGวัดผลวKา นักเรียนได0เรียนรู0ไปมากน0อยหรือลึกซึ้งเพียงใดใน 4 พฤติกรรม ดังนี้ 1. ความรู0-ความจำ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู0มาเกี่ยวกับ ข0อเท็จจริง ความคิดรวบยอด หลักการ กฎและทฤษฎี 2. ความเข0าใจ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกความรู0ได0เมื่อปรากฏการณGอยูKใน รูปแบบใหมKและความสามารถในการแปลความรู0จากสัญลักษณGหนึ่งไปสูKสัญลักษณGหนึ่ง 3. การนำความรู0ไปใช0 หมายถึง ความสามารถในการนำความรู0และวิธีการตKางๆทาง วิทยาศาสตรGไปใช0ในสถานการณGใหมK หรือจากที่แตกตKางไปจากที่เคยเรียนมาโดยเฉพาะอยKางยิ่ง คือ ในชีวิตประจำวัน 4. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรG หมายถึง ความสามารถในการสืบเสาะหา ความรู0ทางวิทยาศาสตรG โดยใช0ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรG ด0านการสังเกต การจำแนก ประเภท การจัดกระทำสื่อความหมายข0อมูล การลงความคิดเห็นจากข0อมูล 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นิศารัตนG ศิลปเดช (2542 : 121-122) ให0นิยามวKา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเปkนแบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพทางสมองของบุคคลซึ่งแสดงออกเปkนความรู0ความสามารถทาง วิชาการอันเกิดจากการเรียนรู0ในเนื้อหาสาระตามวัตถุประสงคGของหลักสูตรโรงเรียนและประสบการณG ที่ได0จากบ0านและสังคม แบKงออกเปkน 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร0างขึ้นเอง (Teacher-made Test) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 53) ได0ให0ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วKาเปkน แบบทดสอบที่ใช0วัดความรู0ความสามารถของบุคคลในด0านวิชาการซึ่งเปkนผลจากการเรียนรู0ในเนื้อหา สาระและตามจุดประสงคGของวิชา อาจจำแนกออกได0เปkน 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบอิงเกณฑG หมายถึง แบบทดสอบที่สร0างขึ้นตามจุดประสงคGเชิง พฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑGสำหรับให0ตัดสินวKาผู0สอบมีความรู0ตามเกณฑGที่กำหนดไว0 หรือไมK การวัดตรงจุดประสงคGคือ หัวใจสำคัญของแบบทดสอบ 2. แบบทดสอบอิงกลุKม หมายถึง แบบทดสอบที่มุKงสร0างเพื่อวัดให0ครอบคลุมหลักสูตร จึงสร0างตารางวิเคราะหGหลักสูตร ความสามารถในการจำแนกผู0สอนตามความเกKง-อKอนได0ดีเปkนหัวใจ ของข0อสอบในแบบทดสอบนี้


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 23 เยาวดี วิบูลยGศรี (2548 : 16) ได0ให0ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วKาเปkน แบบทดสอบที่ใช0วัดผลการเรียนรู0ด0านเนื้อหาวิชา และทักษะตKางๆ ของแตKละสาขาวิชาโดยเฉพาะ อยKางยิ่งสาขาวิชาทั้งหลายที่ได0จัดสอนในระดับชั้นตKาง ๆ ของแตKละโรงเรียน สรุปได0วKา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือที่ใช0วัดความรู0 สมรรถภาพทางสมองของบุคคลซึ่งแสดงออกเปkนความรู0ความสามารถทางวิชาการ อันเกิดจากการ เรียนรู0ในด0านเนื้อหาวิชา ทักษะตKาง ๆ และจุดประสงคGการเรียนรู0ของเนื้อหาวิชาที่สอน 4. ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ล0วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538 : 146) ได0ให0ความหมายของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนไว0วKา เปkนแบบทดสอบที่วัดความรู0ของนักเรียนหลังจากที่ได0เรียนไปแล0วซึ่งมักจะ เปkนข0อคำถามให0นักเรียนตอบด0วยกระดาษและดินสอกับให0นักเรียนปฏิบัติจริง ซึ่งแบKงแบบทดสอบ ประเภทนี้เปkน 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของข0อคำถามที่ครูเปkนผู0สร0างขึ้น เปkนข0อคำถามที่ เกี่ยวกับความรู0ที่นักเรียนได0เรียนในห0องเรียน เปkนการทดสอบวKานักเรียนมีความรู0 มากแคKไหน บกพรKองในสKวนใดจะได0สอนซKอมเสริม หรือเปkนการวัดเพื่อดูความพร0อมที่จะเรียนในเนื้อหาใหมK ทั้งนี้ ขึ้นอยูKกับความต0องการของครู 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่สร0างขึ้นจากผู0เชี่ยวชาญ ในแตKละ สาขาวิชา หรือจากครูที่สอนวิชานั้น แตKผKานการทดลองหาคุณภาพหลายครั้ง จนมีคุณภาพดีจึงสร0าง เกณฑGปกติของแบบทดสอบนั้น สามารถใช0หลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินคKาของการเรียนการ สอนในเรื่องใด ๆ ก็ได0 แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคูKมือดำเนินการสอบถึงวิธีการ และยังมีมาตรฐานใน ด0านการแปลคะแนนด0วยทั้งแบบทดสอบของครูและแบบทดสอบมาตรฐาน จะมีวิธีการในการสร0างข0อ คำถามที่เหมือนกัน เปkนคำถามที่วัดเนื้อหาและพฤติกรรมในด0านตKาง ๆ ทั้ง 4 ด0าน ดังนี้ 1. วัดด0านการนำไปใช0 2. วัดด0านการวิเคราะหG 3. วัดด0านการสังเคราะหG 4. วัดด0านการประเมินคKา สมนึก ภัททิยธนี (2551 : 73-82) ได0ให0ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวKา หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองตKาง ๆ ที่นักเรียนได0รับการเรียนรู0ผKานมาแล0ว


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 24 ซึ่งแบKงได0เปkน 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร0างกับแบบทดสอบมาตรฐาน แตKเนื่องจากครูต0องทำ หน0าที่วัดผลนักเรียน คือเขียนข0อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ตนได0สอน ซึ่งเกี่ยวข0องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ ครูสร0างและมีหลายแบบแตKที่นิยมใช0มี6 แบบดังนี้ 1. ข0อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or essay Test) ลักษณะทั่วไปเปkน ข0อสอบที่มีเฉพาะคำถาม แล0วให0นักเรียนเขียนตอบอยKางเสรี เขียนบรรยายตามความรู0 และข0อคิดเห็น แตKละคน 2. ข0อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false Test) ลักษณะทั่วไปถือได0วKาข0อสอบแบบกา ถูก-ผิด คือข0อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แตKตัวเลือกดังกลKาวเปkนแบบคงที่และมีความหมาย ตรงกันข0าม เชKน ถูก-ผิด ใชK-ไมKใชK จริง-ไมKจริง เหมือนกัน-ตKางกัน เปkนต0น 3. ข0อสอบแบบเติมคำ (Completion Test) ลักษณะทั่วไปเปkนข0อสอบที่ประกอบด0วย ประโยคหรือข0อความที่ยังไมKสมบูรณGให0ผู0ตอบเติมคำ หรือประโยค หรือข0อความลงในชKองวKางที่เว0นไว0 นั้นเพื่อให0มีใจความสมบูรณและถูกต0อง 4. ข0อสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test) ลักษณะทั่วไปข0อสอบประเภทนี้ คล0ายกับข0อสอบแบบเติมคำ แตKแตกตKางกันที่ข0อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเปkนประโยคคำถาม สมบูรณG(ข0อสอบเติมคำเปkนประโยคหรือข0อความที่ยังไมKสมบูรณG) แล0วให0ผู0ตอบเปkนคนเขียนตอบ คำตอบที่ต0องการจะสั้นและกะทัดรัดได0ใจความสมบูรณGไมKใชKเปkนการบรรยายแบบข0อสอบอัตนัยหรือ ความเรียง 5. ข0อสอบแบบจับคูK (Matching Test) ลักษณะทั่วไป เปkนข0อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมีคำหรือข0อความแยกจากกันเปkน 2 ชุด แล0วให0ผู0ตอบเลือกจับคูKวKา แตKละข0อความในชุดหนึ่ง (ตัว ยืน) จะคูKกับคำหรือข0อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธGกันอยKางใดอยKางหนึ่งตามที่ผู0 ออกข0อสอบกำหนดไว0 6. ข0อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ลักษณะทั่วไป ข0อสอบแบบ เลือกตอบนี้จะประกอบด0วย 2 ตอน ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือก นี้จะประกอบ ด0วยตัวเลือกที่เปkนคำตอบถูกและตัวเลือกที่เปkนตัวลวง ปกติจะมีคำถามที่กำหนดให0 นักเรียนพิจารณาแล0วหาตัวเลือกที่ถูกต0องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆ และคำถาม แบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช0ตัวเลือกที่ใกล0เคียงกัน ดูเผิน ๆ จะเห็นวKาทุกตัวเลือกถูกหมด แตKความจริงมี น้ำหนักถูกมากน0อยตKางกัน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 25 สรุปได0วKา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบKงได0เปkน 2 ประเภท คือแบบทดสอบ ที่ครูสร0างขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐาน 5. การสร0างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 59-61) ได0กลKาวถึง การสร0างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวKา เปkนการสร0างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิงเกณฑG ซึ่งดำเนินตาม ขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะหGจุดประสงคG เนื้อหาขั้นแรกจะต0องทำการวิเคราะหGดูเนื้อหาที่ต0องการให0 ผู0เรียนเกิดการเรียนรู0 และที่จะต0องวัดแตKละหัวข0อต0องให0ผู0เรียนเกิดพฤติกรรมหรือสมรรถภาพอะไร กำหนดออกมาชัดเจน 2. กำหนดพฤติกรรมยKอยที่ออกข0อสอบ จะพิจารณาวKาจะวัดพฤติกรรมยKอยอะไรบ0าง อยKางละกี่ข0อ พฤติกรรมยKอยดังกลKาว คือจุดประสงคGเชิงพฤติกรรมนั่นเอง เมื่อกำหนดจำนวนข0อที่ ต0องการจริงเสร็จแล0ว ต0องพิจารณาวKาจะออกข0อสอบเกินเทKาไร ทั้งนี้หลังจากที่นำไปทดลองใช0และ วิเคราะหGคุณภาพของข0อสอบรายข0อแล0วจะต0องตัดข0อที่มีคุณภาพไมKเข0าเกณฑGออกข0อสอบที่เหลือจะ ได0ไมKน0อยกวKาจำนวนต0องการจริง 3. กำหนดรูปแบบของข0อสอบและศึกษาวิธีการเขียนข0อสอบขั้นตอนนี้เหมือนขั้นตอน ที่ 2 ของการวางแผนสร0างแบบวัดผลสัมฤทธิ์แบบอิงเกณฑGทุกประการ คือ ตัดสินใจ วKาจะใช0ข0อ คำถามรูปแบบใด และศึกษาวิธีเขียนข0อสอบเพื่อนำไปใช0ในการเขียนข0อสอบ 4. เขียนข0อสอบ ลงมือเขียนข0อสอบตามจุดประสงคGเชิงพฤติกรรม ตามตารางที่กำหนด จำนวนข0อสอบของแตKละจุดประสงคGเชิงพฤติกรรมและใช0รูปแบบเทคนิคการเขียนตามที่ศึกษา 5. ตรวจสอบข0อสอบนำข0อสอบที่เขียนเสร็จแล0วมาตรวจสอบอีกครั้ง โดยพิจารณา ความถูกต0องตามหลักวิชาภาษาที่ใช0เขียนมีความชัดเจน เข0าใจงKายหรือไมKตัวถูกและตัวลวง 6. ให0ผู0เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเนื้อหานำจุดประสงคGเชิงพฤติกรรมและ ข0อสอบที่วัดแตKละจุดประสงคGไปให0ผู0เชี่ยวชาญด0านการวัดผลและด0านเนื้อหาจำนวนไมKน0อยกวKา 3 คน พิจารณาข0อสอบวKามีความเที่ยงตรงกับจุดประสงคGหรือไมK ควรพิจารณาให0เหมาะสม 7. พิมพGแบบทดสอบฉบับทดลองนำข0อสอบทั้งหมดที่ผKานการพิจารณาเหมาะสม เข0าเกณฑGในขั้นที่ 6 มาพิมพGเปkนแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับแบบทดสอบ วิธีตอบ การจัดวาง รูปแบบการพิมพGให0เหมาะสม


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 26 8. ทดลองใช0 วิเคราะหGคุณภาพ และปรับปรุง 9. พิมพGแบบทดสอบฉบับจริง เยาวดี วิบูลยGศรี (2548 : 178-179) ได0กลKาวถึงการสร0างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวKา การสร0างแบบทดสอบจะต0องมีวิธีการเตรียมตัว การวางแผนเพื่อให0แบบทดสอบ ดังกลKาวมีกลุKมตัวอยKางของพฤติกรรมที่ต0องการวัดได0อยKางเดKนชัด ซึ่งจะต0องอาศัยกลวิธีในการสร0าง แบบทดสอบสามารถแบKงออกเปkน 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดวัตถุประสงคGทั่วไปของการสอบให0อยูKในรูปของวัตถุประสงคGเชิง พฤติกรรม โดยระบุเปkนข0อ ๆ และให0วัตถุประสงคGเชิงพฤติกรรมเหลKานั้นสอดคล0องกับเนื้อหาสาระ ทั้งหมดที่จะทำการทดสอบด0วย ขั้นที่ 2 กำหนดโครงเรื่องของเนื้อหาสาระที่จะทำการทดสอบให0ครบถ0วน ขั้นที่ 3 เตรียมตารางเฉพาะหรือผังของแบบทดสอบเพื่อแสดงถึงน้ำหนักของ เนื้อหาวิชาแตKละสKวน และพฤติกรรมตKาง ๆ ที่ต0องการทดสอบให0เดKนชัด สั้น กะทัดรัดและมีความ ชัดเจน ขั้นที่ 4 สร0างข0อกระทงทั้งหมดที่ต0องการจะทดสอบให0เปkนไปตามสัดสKวนของน้ำหนักที่ ระบุไว0ในตารางเฉพาะ สรุปได0วKา การสร0างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะหGจุดประสงคG 2. กำหนดพฤติกรรมยKอยที่ออกข0อสอบ 3. กำหนดรูปแบบของข0อสอบและศึกษาวิธีการเขียนข0อสอบ 4. เขียนข0อสอบ 5. ตรวจสอบข0อสอบ 6. ให0ผู0เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเนื้อหา 7. พิมพGแบบทดสอบฉบับทดลอง 8. ทดลองใช0 วิเคราะหGคุณภาพและปรับปรุง 9. พิมพGแบบทดสอบฉบับจริง


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 27 6. ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี สมนึก ภัททิยธนี (2551: 67-71) กลKาววKาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเฉพาะแบบทดสอบที่ครูสร0างขึ้นนับเปkนเครื่องมือวัดผลที่มีคุณคKาและสำคัญที่สุด แตKทั้งนี้ แบบทดสอบที่จะนำไปใช0ต0องมีคุณภาพ นั่นคือแบบทดสอบต0องมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้ 1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง คุณภาพของแบบทดสอบที่สามารถวัดได0 ตรงกับจุดมุKงหมายที่ต0องการหรือวัดในสิ่งที่ต0องการวัดได0อยKางถูกต0องแมKนยำ 2. ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบทั้งฉบับที่สามารถ วัดได0คงที่คงวา ไมKเปลี่ยนแปลงไมKวKาจะทำการสอบใหมKกี่ครั้งก็ตาม 3. ความยุติธรรม (Fair) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบที่ไมKเปâดโอกาสให0มี การ ได0เปรียบ เสียเปรียบในกลุKมผู0เข0าสอบด0วยกัน ไมKเปâดโอกาสให0นักเรียนทำข0อสอบโดยการเดาไมKให0 นักเรียนที่ขี้เกียจหรือไมKสนใจในการเรียนทำข0อสอบได0ดี ผู0ที่ทำข0อสอบได0ควรจะเปkนนักเรียนที่เรียน เกKงและขยันเทKานั้น 4. ความลึกของคำถาม (Searching) หมายถึง ข0อสอบแตKละข0อนั้นจะไมKถาม อยKางผิวเผินหรือถามประเภทความรู0ความจำ แตKต0องถามให0นักเรียนนำความรู0ความเข0าใจไปคิด ดัดแปลงแก0ปlญหาแล0วจึงตอบได0 5. ความยั่วยุ (Exemplary) หมายถึง แบบทดสอบที่นักเรียนทำด0วยความสนุก เพลิดเพลิน ไมKควรใช0คำถามซ้ำซาก ซึ่งนKาเบื่อหนKายวิธีการที่จะทำให0แบบทดสอบมีความยั่วยุ อยากตอบก็โดยเรียงจากข0องKายไปหาข0อยาก ใช0ข0อสอบรูปภาพบ0าง ถามข0อละปlญหาบ0าง รูปแบบของ ข0อสอบนKาสนใจ ถ0าเปkนข0อสอบแบบอัตนัยก็ให0บรรยายมีความยาวพอเหมาะและไมKถามหลายประเด็น ในข0อเดียวกัน 6. ความจำเพาะเจาะจง (Definition) หมายถึง ข0อสอบที่มีแนวทางหรือทิศทาง การถามการตอบชัดเจนไมKคลุมเครือ ไมKแฝงกลเม็ดให0นักเรียนงง 7. ความเปkนปรนัย (Objective) หมายถึงข0อสอบที่มีลักษณะ 3 ประการคือ 7.1 ตั้งคำถามให0ชัดเจนทำให0ผู0เข0าสอบทุกคนเข0าใจความหมายตรงกัน 7.2 ตรวจให0คะแนนได0ตรงกันแม0วKาจะตรวจหลายครั้งหรือหลายคนก็ตาม 7.3 แปลความหมายของคะแนนได0เหมือนกัน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 28 8. ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง แบบทดสอบที่มีจำนวนข0อมากพอประมาณ ใช0เวลาสอบพอเหมาะ ประหยัดคKาใช0จKาย จัดทำแบบทดสอบด0วยความประณีต ตรวจให0คะแนนได0 รวดเร็ว รวมถึงสถานการณGในการสอบที่ดี ได0แกKสภาพห0องสอบเรียบร0อยไมKมีสิ่งรบกวน ผู0เข0าสอบ กรรมการคุมสอบรัดกุมเปkนต0น 9. อำนาจจำแนก (Discrimination) หมายถึง ความสามารถของข0อสอบใน การจำแนกผู0เข0าสอบที่มีคุณลักษณะหรือความสามารถแตกตKางกันออกจากกันได0 ข0อสอบที่ดีต0องมี อำนาจจำแนกสูง ตามทฤษฎีการวัดผลแบบอิงกลุKม อำนาจจำแนกของข0อสอบ หมายถึง ความสามารถ ของข0อสอบที่สามารถจำแนกผู0เข0าสอบออกเปkน 2 กลุKม คือ กลุKมเกKงกับกลุKมอKอน ถ0าข0อสอบมีอำนาจ จำแนกสูงแสดงวKากลุKมเกKงทำข0อสอบข0อนั้นถูกแตKกลุKมอKอนทำไมKถูกสKวนทฤษฎีการวัดผลแบบอิงเกณฑG หมายถึงความสามารถของข0อสอบนั้นในการจำแนกผู0สอบออกเปkน 2 กลุKม คือ กลุKมรอบรู0กับกลุKมไมK รอบรู0 ถ0าข0อสอบมีอำนาจจำแนกสูง แสดงวKาคนกลุKมรอบรู0ทำข0อสอบนั้นถูกแตKคนกลุKมไมKรอบรู0ทำไมK ถูก 10. ความยาก (Difficulty) หมายถึง จำนวนคนตอบข0อสอบได0ถูกมากน0อยเพียงใด หรืออัตราสKวนของจำนวนคนตอบถูกกับจำนวนคนทั้งหมดที่เข0าสอบตามทฤษฎีการวัดผลแบบ อิงกลุKม ข0อสอบที่ดีคือข0อสอบที่ไมKยากหรืองKายเกินไป เรียกวKามีความยากพอเหมาะ สามารถจำแนก ผู0เข0าสอบได0วKาใครเกKงใครอKอน สKวนทฤษฎีการวัดผลแบบอิงเกณฑGถือวKาข0อสอบที่ดีคือสามารถวัดวKา ผู0เรียนได0บรรลุจุดประสงคGหรือไมK การที่ทุกคนทำข0อสอบได0ถูกแสดงวKาเขาบรรลุตามวัตถุประสงคG ที่ต0องการ สรุปได0วKา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนอกจากจะสร0างตามหลักการสร0าง และขั้นตอนการสร0างที่มีประสิทธิภาพแล0ว การวิเคราะหGข0อสอบเปkนองคGประกอบที่สำคัญ เพื่อ ตรวจสอบวKาข0อทดสอบนั้นมีคุณภาพ และหากมีคุณสมบัติเปkนไปตามคุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดี 10 ประการที่กลKาวมาก็จะเปkนแบบทดสอบที่ดีมาก (สมนึก ภัททิยธนี, 2551: 97) 7. พฤติกรรมทางด0านสติปlญญาของบลูมและคณะ บลูม (Bloom 1976) เปkนนักการศึกษาชาวอเมริกัน เชื่อวKา การเรียนการสอนที่จะประสบ ความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น ผู0สอนจะต0องกำหนดจุดมุKงหมายให0ชัดเจนแนKนอน เพื่อให0ผู0สอน กำหนดและจัดกิจกรรมการเรียนรวมทั้งวัดประเมินผลได0ถูกต0อง และบลูมได0แบKงประเภทของ พฤติกรรมโดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู0และจิตวิทยาพื้น ฐานวKา มนุษยGจะเกิดการเรียนรู0ใน 3 ด0านคือ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 29 ด0านสติปlญญา ด0านรKางกาย และด0านจิตใจ และนำหลักการนี้จำแนกเปkนจุดมุKงหมายทางการศึกษา เรียกวKา Taxonomy of Educational objectives (อติญาณG ศรเกษตริน. 2543 :72-74 ; อ0างอิง จาก บุญชม ศรีสะอาด. 2537 ; Bloom. 1976 : 18) จุดประสงคGที่สำคัญของการเรียนการสอน คือ เพื่อให0บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไปในทางที่พึงประสงคG พฤติกรรมเหลKานี้จำแนกและจัดลำดับออกเปkนหมวดหมูKและระดับตามความ ยากงKายหมวดหมูKเหลKานี้เรียกวKา Taxonomy of Educational objectives แบKงเปkน 3 หมวด พฤติกรรมพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมจิตพิสัย (Affective Domain) และพฤติกรรม ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain พฤติกรรมพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หมายถึง การเรียนรู0ทางด0านความคิด ความรู0การแก0ปlญหา จัดเปkนพฤติกรรมทางด0านสมอง และสติปlญญา โดย Benjamin S. Bloom และ คณะเปkนผู0คิดขึ้น แบKง ออกเปkน 6 ระดับ ดังนี้ 1.1 ความรู0 (Knowledge) หมายถึง ความสามารถในการที่จะจดจำ (Memorization) และระลึกได0 (Recall) เกี่ยวกับความรู0ที่ได0รับไปแล0ว อันได0แกK ความรู0เกี่ยวกับ ข0อมูลตKาง ๆ ที่เจาะจงหรือเปkนหลักทั่ว ๆ ไป วิธีการ กระบวนการตKาง ๆ โครงสร0าง สภาพของ สิ่งตKาง ๆ และสามารถถKายทอดออกมาโดยการพูด เขียน หรือกิริยาทKาทาง แบKงประเภทตามลำดับ ความซับซ0อนจากน0อยไปหามาก เชKน การเรียนรู0วKาอาหารหลักมี 5 หมูK เปkนต0น 1.2 ความเข0าใจ (Comprehension) สามารถให0ความหมาย แปล สรุป หรือเขียนเนื้อหาที่กำหนดใหมKได0 โดยที่สาระหลักไมKเปลี่ยนแปลง 1.3 การนำไปใช0 (Application) สามารถนำวัสดุ วิธีการ ทฤษฏี แนวคิด มาใช0ในสถานการณGที่แตกตKางจากที่ได0เรียนรู0มา เชKน เรียนทำอาหารมาแล0ว สามารถประกอบอาหาร ได0หลายอยKางโดยใช0ความรู0ที่มีอยูK สามารถรู0วKาอาหารปริมาณ แคKไหนต0องใสKน้ำปลาเทKาใดเปkนต0น 1.4 การวิเคราะหG (Analysis) สามารถแยก จำแนก องคGประกอบที่ สลับซับซ0อนออกเปkนสKวน ๆ ให0เห็นความสัมพันธGระหวKางสKวนยKอยตKาง ๆ เชKน เรียนทำอาหารมาแล0ว พอมาพบกับอาหารที่ปรุงเสร็จแล0ว สามารถวิเคราะหGได0วKา ประกอบด0วยอะไรบ0าง วิธีปรุงอยKางไร ใช0 ไฟเบา หรือไฟแรง เปkนต0น 1.5 การสังเคราะหG (Synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวม หรือนำองคGประกอบหรือสKวนตKาง ๆ เข0ามารวมกัน เพื่อให0เปkนภาพพจนGโดยสมบูรณG เปkนกระบวนการ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 30 พิจารณาแตKละสKวนยKอย ๆ แล0วจัดรวมกันเปkนหมวดหมูK ให0เกิดเรื่องใหมKหรือสิ่งใหมK สามารถสร0าง หลักการกฎเกณฑGขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งตKาง ๆ ได0 เชKน สรุปเหตุผลตามหลักตรรกวิทยา การคิดสูตรสำหรับ หาจำนวนที่เปkนอนุกรม 1.6 การประเมินคKา (Evaluation) สามารถตัดสิน ตีราคาคุณภาพของสิ่ง ตKาง ๆ โดยมีเกณฑGหรือมาตรฐานเปkนเครื่องตัดสิน เชKน การตัดสินกีฬา ตัดสินคดี หรือประเมินวKาสิ่ง นั้นดี ไมKดี ถูกต0องหรือไมK โดยประมวลมาจากความรู0ทั้งหมดที่มี การหาประสิทธิภาพตามเกณฑL 1. ความหมายของประสิทธิภาพของแบบฝ7กทักษะวิชาคณิตศาสตรGพื้นฐาน นิคม ชมพูหลง (2545 : 199) ได0ให0ความหมายของการหาประสิทธิภาพของแบบฝ7กทักษะ วิชาคณิตศาสตรGพื้นฐานและความหมายของเกณฑGประสิทธิภาพไว0ดังนี้การหาประสิทธิภาพของแบบ ฝ7กทักษะวิชาคณิตศาสตรGพื้นฐาน หมายถึง การนำแบบฝ7กทักษะวิชาคณิตศาสตรGพื้นฐานไปทดลองใช0 (Try-out) คือ นำไปทดลองใช0ตามขั้นตอนที่กำหนดแล0วนำมาปรับปรุงแก0ไขและนำไปทดลองจริง เพื่อให0ได0ประสิทธิภาพตามเกณฑGที่กำหนด บุญชม ศรีสะอาด และคณะ (2552 : 113-115) ได0สรุปวิธีการหาประสิทธิภาพของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู0 (!!/!") วKาเปkนขั้นตอนทดลองจริงกับกลุKมตัวอยKางที่กำหนดไว0 สรุป ได0ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของกระบวนการ (!!) เปkนคKาบKงบอกวKาแผนการจัดการเรียนรู0นั้น สามารถพัฒนาผู0เรียนให0เกิดการเรียนรู0อยKางตKอเนื่องหรือไมK ภายใต0สถานการณGและกิจกรรมที่ กำหนดให0โดยจะมีการเก็บข0อมูลผลการเรียนรู0 ซึ่งสามารถสะท0อนให0เห็นถึงพัฒนาการและความงอก งามของผู0เรียนได0 โดยทั่วไปมักจะคำนวณจากคะแนนที่ได0จากการทำแบบทดสอบยKอย หรือคะแนน จากพฤติกรรมการเรียน หรือคะแนนจากกิจกรรมการรวมกลุKม เปkนต0น (ไมKใชKการทำแบบฝ7กหัดหรือ แบบฝ7กทักษะ) ในระหวKางที่ผู0เรียนกำลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู0 ซึ่งคำนวณได0จาก !! = !" # ! × 100 เมื่อ !! แทน สื่อประสิทธิภาพของกระบวนการ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 31 ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนทุกสKวน N แทน จำนวนผู0เรียน A แทน คะแนนเต็มของทั้งหมด 2. ประสิทธิภาพของผลลัพธG (!") เปkนคKาบKงบอกวKาแผนการจัดการเรียนรู0นั้นสามารถ สKงผลให0ผู0เรียนเกิดสัมฤทธิ์ผลได0หรือไมKบรรลุวัตถุประสงคGหรือเปkนไปตามที่กำหนดไว0ในแผนการจัด กิจกรรมรู0มากน0อยเพียงใด ซึ่งคำนวณจากคะแนนที่ได0จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน (ทดสอบหลังเรียน) ของผู0เรียนทุกคน ซึ่งคำนวณได0จากสูตร !" = !" # " × 100 เมื่อ !" แทน คKาประสิทธิภาพของผลลัพธG ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N แทน จำนวนผู0เรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายเหตุ 1. คKาของ !" # ! หรือ !" # " คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุKม เมื่อคูณด0วย100 คือ คะแนนเฉลี่ย คิดเปkนร0อยละหรือเรียกสั้น ๆ วKา ร0อยละของคะแนนเฉลี่ย 2. สูตรการหา !! และ !" เปkนการหาประสิทธิภาพของสื่อการสอน (หรือประสิทธิภาพของแผนการสอน) ไมKใชKการหาคKาสถิติ จากที่กลKาวมาสามารถคำนวณได0คKาตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพของสื่อหรือแผนการจัดการ เรียนรู0 แตKการที่จะสรุปวKาสื่อหรือแผนการจัดการเรียนรู0ที่พัฒนาขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพหรือไมK จะต0องมี การกำหนดเกณฑGเพื่อใช0ในการพิจารณา โดยหลักเกณฑGดังกลKาวนิยมใช0หลักการเรียนแบบรอบรู0 (Mastering Learning) คือตั้งเกณฑGไว0ที่ ร0อยละ 80 และยอมรับความผิดพลาดได0ไมKเกินร0อยละ 2.5


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 32 ดังนั้นต0องมีประสิทธิภาพไมKต่ำกวKา 80 – 2.5 = 77.5 สKวนการกำหนดเกณฑGความผิดพลาดที่ยอมรับ ได0คือ ไมKควรเกินร0อยละ 5 การเลือกเกณฑGเพื่อกำหนดคKาประสิทธิภาพของสื่อการสอนหรือนวัตกรรม ควรพิจารณาจาก หลายปlจจัย เชKน ประเภทของสื่อนวัตกรรม สติปlญญาของกลุKมผู0เรียน วุฒิภาวะของผู0เรียน และ วัตถุประสงคGของการเรียน เปkนต0น โดยทั่วไปนวัตกรรมหรือสื่อการสอนที่มุKงเน0นพัฒนาทักษะมักจะ กำหนดเกณฑGประสิทธิภาพต่ำกวKาการพัฒนาความรู0 ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาทักษะต0องใช0เวลา มากกวKายกตัวอยKางเชKน สื่อหรือนวัตกรรมที่เน0นการพัฒนาความรู0 อาจกำหนด !! / !" เทKากับ 80 / 80 สKวนสื่อหรือนวัตกรรมที่เน0นการพัฒนาทักษะตKาง ๆ อาจกำหนด !! / !" เทKากับ 75 / 75 เปkนต0น การหาดัชนีประสิทธิผล 1. ความหมายของดัชนีประสิทธิผล ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) เปkนคำที่มีความหมายที่มีนักศึกษาให0ได0 ความหมายไว0หลายทKาน ดังนี้ เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2545 : 30) ได0สรุปไว0วKา ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงความก0าวหน0าในการเรียนของผู0เรียนโดยการเทียบ คะแนนที่เพิ่มขนจากคะแนนการทดสอบกKอนเรียน กับคะแนนที่ได0จากการทดสอบหลังเรียน และ คะแนนเต็ม หรือคะแนนสูงสุดกับคะแนนที่ได0จากการทดสอบกKอนเรียนเมื่อมีการประเมินสื่อการสอน ที่ผลิตขึ้นมา เรามักจะดูถึงประสิทธิผลทางด0านการสอนและการวัดประเมินผลทางสื่อนั้น ตามปกติ แล0วจะเปkนการประเมินความแตกตKางของคKาคะแนนใน2 ลักษณะ คือ ความแตกตKางของคะแนนการ ทดสอบกKอนเรียน และคะแนนการทดสอบหลังเรียนหรือการทดสอบเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหวKางกลุKมทดลอง และกลุKมควบคุมในการปฏิบัติสKวนมากจะเน0นที่ผลความแตกตKางที่แท0จริง มากกวKาผลของความแตกตKางทางสถิติ แตKในบางกรณี การเปรียบเทียบเพียง 2 ลักษณะ ก็อาจจะยัง ไมKเปkนการเพียงพอ เชKน ในกรณีของการทดลองใช0สื่อการเรียนการสอนร0อยละ 67 และกลุKมที่ 2 การ ทดสอบกKอนเรียนได0คะแนนจากการทดสอบทั้งสองกรณีมีพื้นฐาน (คะแนนทดสอบกKอนเรียน) แตกตKางกัน ซึ่งจะสKงผลถึงคะแนนทดสอบหลังเรียนที่จะเพิ่มขึ้นได0สูงสุดของแตKละกรณี กูดแมน และคณะ (Goodman and others. 1980: 30) กลKาวไว0วKา ดัชนีประสิทธิผล เปkนการประเมินสื่อการสอนที่ผลิตขึ้นมา ที่จะดูถึงประสิทธิภาพทางด0านการสอนและการวัด


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 33 ประเมินผลสื่อนั้น ตามปกติแล0วจะเปkนการประเมินความแตกตKางของคKาคะแนนใน 2 ลักษณะ คือ ความแตกตKางของคะแนนการทดสอบกKอนเรียนและคะแนนการทดสอบหลังเรียน บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 159) สรุป ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตัวเลขที่แสดง ความก0าวหน0าในการเรียนของผู0เรียน โดยเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้น จากคะแนนการทดสอบกKอนเรียนกับ คะแนนที่ได0จากการทดสอบหลังเรียน ชวลิต ชูกําแพง (2553 : 123) สรุปไว0วKา ดัชนีประสิทธิผลเปkนคKาที่แสดงอัตราการ เรียนรู0ที่ก0าวหน0าขึ้นจากพื้นฐานความรู0เดิมที่มีอยูKแล0ว หลังจากที่ผู0เรียนได0เรียนหลังจากการจัดการ เรียนรู0หรือ นวัตกรรมนั้นๆจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข0อง สรุปได0วKา ดัชนีประสิทธิผลเปkนตัวเลขที่แสดงถึงความก0าวหน0าของผู0เรียน โดยเทียบ คะแนนที่เพิ่มขึ้น จากคะแนนการทดสอบกKอนเรียนกับคะแนนที่ได0จากการทดสอบหลังเรียน ซึ่งเปkน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนรู0ของนักเรียน 2. ลักษณะของดัชนีประสิทธิผล ดัชนีประสิทธิผลเปkนตัวเลขที่บKงชี้ถึงขอบเขตและประสิทธิภาพสูงสุดของสื่อหรือการสอน การประเมินสื่อการเรียนการสอนมักจะดูถึงประสิทธิผลด0านการสอนและการประเมินสื่อนั้นๆ ซึ่งตามปกติแล0วจะเปkนการประเมินความแตกตKางของคKาคะแนนใน 2 ลักษณะ คือ ความ แตกตKางของคะแนนแบบทดสอบกKอนเรียน และคะแนนการแบบทดสอบหลังเรียน หรือเปkนการ ทดสอบความแตกตKางเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหวKางกลุKมทดลองและกลุKมควบคุมถ0าหาก ผู0วิจัยต0องการพิจารณา ตKอไปวKาแผนการจัดการเรียนรู0หรือสิ่งที่สร0างขึ้นยังมีคุณภาพในแงKมุมอื่นอีก หรือไมKก็สามารถพิจารณาได0โดยดูการพัฒนาของนักเรียน คือ พิจารณาวKากKอนหรือหลังเรียนเรื่องใด ๆ นักเรียนได0พัฒนาหรือมีความรู0ความสามารถเพิ่มขึ้นอยKางเชื่อถือได0หรือไมK หรือเพิ่มขึ้นเทKาไร ซึ่งอาจ พิจารณาได0จากการคำนวณหาคKาดัชนีประสิทธิผล 3. วิธีหาคKาดัชนีประสิทธิผล การหาดัชนีประสิทธิผลนิยมวิเคราะหGและแปลผล 2 วิธี ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด . 2546 : 157-159) วิธีที่ 1 จากการพิจารณาผลของการพัฒนา วิธีนี้เปkนการเปรียบเทียบระหวKางจุดเริ่มต0นกับจุดสุดท0าย เชKน ระหวKางกKอน เรียนกับหลังเรียน เพื่อเห็นพัฒนาการหรือความงอกงาม ผู0ศึกษาค0นคว0าจะต0องสร0างเครื่องมือวัดในตัว


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 34 แปรที่สนใจศึกษา เชKน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปkนเครื่องมือที่สร0างเพื่อวัดผลการ เรียนรู0หลังจากเรียนเรื่องนั้น หรือหลังการทดลองเรื่องนั้น ซึ่งจะต0องสร0างให0ครอบคลุมจุดประสงคG เนื้อหาสาระที่เรียน หรือคุณลักษณะที่มุKงวัด สร0างไว0ลKวงหน0าเมื่อกKอนจะเริ่มสอนหรือทดลอง ก็จะนำ แบบทดสอบหรือเครื่องมือดังกลKาวมาวัดกับผู0เรียน เรียกวKาการทดสอบกKอนเรียนหรือกKอนทดลอง (Pre-test) และหลังจากเรียนจบเรื่องนั้นแล0ว ก็นำแบบทดสอบชุดเดิมมาทดสอบกับผู0เรียนกลุKมเดิม (Post-test) นำผลการทดสอบทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน โดยเขียนคะแนนหลังเรียนไว0กKอนเรียน จำแนกเปkน 2 กลุKม 1) การพิจารณารายบุคคล 2) การพิจารณารายกลุKม วิธีที่ 2 จากการหาดัชนีประสิทธิผล การหาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) กรณีรายบุคคลตามแนวคิด ของ Hofland จะให0สารสนเทศที่ชัดเจนโดยใช0สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2546: 158) ดัชนีประสิทธิผล = คะแนนหลังเรียน % คะแนนกKอนเรียน คะแนนเต็ม % คะแนนกKอนเรียน โดยทั่วไปการหาดัชนีประสิทธิผลมักหาโดยใช0คะแนนของกลุKม ซึ่งทำให0มีสูตรเปลี่ยนไป ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2546 : 159) E.I. = ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียนทุกคน! ผลรวมของคะแนนทดสอบก8อนเรียนทุกคน (จำนวนนักเรียน ×จำนวนเต็ม)! ผลรวมของคะแนนทดสอบก8อนเรียนทุกคน หรือ E.I. = #$ $ #& &'()*$#$ เมื่อ P1 แทน ผลรวมของคะแนนกKอนเรียนทุกคน P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน Total แทน ผลคูณของจำนวนนักเรียนนักเรียนกับคะแนนเต็ม การหาคKา E.I. เปkนการพิจารณาพัฒนาการในลักษณะที่วKาเพิ่มขึ้นเทKาไร ไมKได0ทดสอบวKา เพิ่มขึ้นอยKางเชื่อถือได0หรือไมK ซึ่งคKาที่แสดงคะแนนที่เพิ่มขึ้นนั้น เรียกวKา หาคKาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และเพื่อให0สื่อความหมายกันงKายขึ้นจึงแปลงคะแนนให0อยูKในรูปของร0อยละ เชKน จากคKาดัชนี ประสิทธิผล (E.I.) 0.6240 คิดเปkนร0อยละ 62.40


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 35 สูตรการหาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) จะเขียนอยูKในรูปของร0อยละก็ได0 ซึ่งผลการคำนวณจะได0 เทKากับผลการคำนวณจากคะแนนดิบ สูตรเปkนดังนี้ (เผชิญ กิจระการและสมนึก ภัททิยธนี. 2545: 32) ดัชนีประสิทธิผล = ร=อยละผลรวมของคะแนนหลังเรียน! ร=อยละผลรวมของคะแนนก8อนเรียน &''! ร=อยละผลรวมของคะแนนก8อนเรียน หรือ E.I. = #& % $ #$ % +,,$#$% ขHอสังเกตบางประการเกี่ยวกับคBา E.I. เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2545 : 33-35) ได0ให0ข0อสังเกตบางประการ เกี่ยวกับคKา E.I. ไว0วKา 1. E.I. เปkนเรื่องของอัตราสKวนของผลตKาง จะมีคKาสูงสุดเปkน 1.00 สKวนคKาต่ำสุดไมK สามารถกำหนดได0 เพราะมีคKาต่ำกวKา -1.00 ก็ได0และถ0าคKาเปkนลบแสดงวKา คะแนนผลสอบกKอนเรียน มากกวKาหลังเรียน ซึ่งมีความหมายวKาระบบการเรียนการสอน หรือสื่อที่ใช0ไมKมีคุณภาพ 2. การแปลผลถ0า E.I. ใต0ตารางในบทที่ 4 (ผลการวิเคราะหGข0อมูล) ของวิทยานิพนธG (Thesis) หรือการค0นคว0าอิสระ (Independent Study) มักจะใช0ข0อความไมKเหมาะสมทำให0ผู0อKาน เข0าใจความหมายของ E.I. ผิดจากความเปkนจริง เชKน คKา E.I. เทKากับ 0.6240 ก็มักจะกลKาววKา “คKา ดัชนีประสิทธิผลเทKากับ 0.6240 ซึ่งแสดงวKานักเรียนมีความรู0เพิ่มขึ้นร0อยละ 62.40” ซึ่งในความเปkน จริงคKา E.I. เทKากับ 0.6240 เพราะคิดเทียบจากคKา E.I. สูงสุดเปkน 1.00 ดังนั้น ถ0าคิดเทียบเปkนร0อยละ ก็คือ คิดเทียบจากคKาสูงสุดเปkน 100 ดังนั้น E.I. จะมีคKา 62.40 จึงควรใช0 ข0อความวKา “คKาดัชนี ประสิทธิผล เทKากับ 0.6240 แสดงวKานักเรียนมีความรู0เพิ่มขึ้น 0.6240 หรือคิด เปkนร0อยละ 62.40” (ไมKใชKแสดงวKานักเรียนมีความรู0เพิ่มขึ้นร0อยละ 62.40) บุญชม ศรีสะอาด และคณะ (2552 : 117) ได0สรุปวิธีการหาดัชนีประสิทธิผล ( E.I. ) ด0วย วิธีการของกูดแมน (Goodman) เฟรสเซอรG (Fletchers) และ ซไนเดอรG (Schneider) ดังนี้ ดัชนีประสิทธิผล = คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน! คะแนนรวมจากแบบทดสอบก8อนเรียน (ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำวนคน)! คะแนนรวมจากแบบทดสอบก8อนเรียน


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 36 งานวิจัยที่เกี่ยวขHอง 1. งานวิจัยในประเทศ สมศักดิ์ ทาศรี(2550) ได0พัฒนาชุดแบบฝ7กเสริมทักษะคณิตศาสตรGเรื่องพื้นที่ผิวและ ปริมาตรสำหรับนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปSที่ 3 ผลการศึกษาพบวKาชุดแบบฝ7กเสริมทักษะ คณิตศาสตรGเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรสำหรับผู0เรียนชั้นมัธยมศึกษาปSที่ 3 มีประสิทธิภาพเทKากับ 75.45/75.24 ซึ่งเปkนไปตามเกณฑG75/75 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช0ชุดแบบฝ7กเสริม ทักษะคณิตศาสตรGเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรสำหรับผู0เรียนชั้นมัธยมศึกษาปSที่3 สูงขึ้นอยKางมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และผู0เรียนมีความพึงพอใจตKอการเรียนคณิตศาสตรGโดยใช0ชุดแบบฝ7กเสริมทักษะ คณิตศาสตรGเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรสำหรับผู0เรียนชั้นมัธยมศึกษาปSที่ 3 มีคKาเฉลี่ย 4.60 ซึ่งอยูKใน ระดับมากที่สุด ทัศนียG บุตรอุดม (2552) ได0ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู0เรื่องสมการ และการแก0สมการ กลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรG ชั้นประถมศึกษาปSที่ 6 โดยการเรียนแบบรKวมมือ เทคนิค STAD รKวมกับแบบฝ7กทักษะ กลุKมตัวอยKางที่ใช0ในการศึกษาค0นคว0า ได0แกK นักเรียนชั้นชั้น ประถมศึกษาปSที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปSการศึกษา 2551 โรงเรียนบ0านโนนชาดวรุบลวิทยา อำเภอสร0าง คอม จังหวัดอุดรธานี จำนวน 24 คน ผลการศึกษาคว0าพบวKา แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู0 เรื่อง สมการและการแก0สมการ กลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรG ชั้นประถมศึกษาปSที่ 6 โดยการเรียนแบบ รKวมมือเทคนิค STAD รKวมกับแบบฝ7กทักษะมีประสิทธิภาพ 85.57/80.13 ดัชนีประสิทธิผลของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู0เทKากับ 0.6924 และนักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมและรายข0อทุกข0อ อยูKในระดับมากที่สุด สุภวัฒนG นามเจริญ (2553) ได0ศึกษาการพัฒนาแบบฝ7กเสริมทักษะคณิตศาสตรG เรื่อง เศษสKวน ชั้นประถมศึกษาปSที่ 5 ผลการวิจัยพบวKา 1) แบบฝ7กเสริมทักษะคณิตศาสตรG เรื่อง เศษสKวน ชั้นประถมศึกษาปS ที่ 5 ที่ผู0วิจัยสร0างขึ้นมีประสิทธิภาพ เทKากับ 84.39/85.59 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียนหลังเรียนด0วยแบบฝ7กเสริมทักษะคณิตศาสตรG เรื่อง เศษสKวน ชั้นประถมศึกษาปSที่ 5 หลังเรียนสูง กวKาคะแนนกKอนเรียนอยKางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นงลักษณG ฉายาและคณะ (2555) ได0ศึกษาการพัฒนาแบบฝ7กทักษะคณิตศาสตรGเรื่อง สมการเชิงเส0นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปS ที่ 1 ผลการวิจัยพบวKา 1) ประสิทธิภาพ


ผลการจัดการเรียนรู.โดยใช.แบบฝ5กทักษะ วิชาคณิตศาสตรAพื้นฐาน เรื่อง สถิติ ที่สJงผลตJอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปRที่ 2 37 ของแบบฝ7กทักษะคณิตศาสตรG มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑG 80/80 2) คะแนนหลังเรียนสูงกวKากKอน เรียน 3) คKาดัชนีประสิทธิผลร0อยละ 65.97 4) นักเรียนมีความพึงพอใจอยูKในระดับมากที่สุด สุภาวดี พยัคชน (2555) ได0ทำการวิจัยเรื่องการสร0างชุดกิจกรรมกลุKมสาระการเรียนรู0 คณิตศาสตรG เรื่องบทประยุกตGชั้นประถมศึกษาปSที่ 6 โดยใช0รูปแบบการเรียนรู0โดยใช0ปlญหาเปkนฐาน ผลการวิจัยพบวKา ชุดกิจกรรมกลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรG คณิตศาสตรG เรื่อง บทประยุกตG ชั้นประถมศึกษาปSที่ 6 โดยใช0รูปแบบการเรียนรู0โดยใช0ปlญหาเปkนฐานที่ผู0วิจัยสร0างขึ้นนั้นมี ประสิทธิภาพ 86.66 /82.47 ซึ่งสูงกวKาเกณฑGมาตรฐานที่กำหนด สมหมาย อัครศรีชัยโรจนG (2555) ได0ศึกษาการพัฒนาแบบฝ7กเสริมทักษะคณิตศาสตรG เรื่อง สมการเชิงเส0นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปS ที่ 1 ผลการวิจัยพบวKา 1) แบบฝ7กเสริมทักษะ คณิตศาสตรG เรื่อง สมการเชิงเส0นตัวแปรเดียวสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปSที่ 1 ที่ผู0วิจัยได0สร0างขึ้น มีประสิทธิภาพเทKากับ 77.21/76.09 แสดงวKาแบบฝ7กเสริมทักษะที่สร0างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑG มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว0 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุKมสาระการเรียนรู0 คณิตศาสตรG เรื่องสมการเชิงเส0นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปS ที่ 1 ที่ได0รับการเรียน โดยใช0แบบฝ7กเสริมทักษะหลังเรียนสูงกวKากKอนเรียน อยKางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลการ วิเคราะหGคKาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝ7กเสริมทักษะคณิตศาสตรG เรื่อง สมการเชิงเส0นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปS ที่ 1 พบวKาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝ7กเสริมทักษะมีคKาเทKากับ 0.60 แสดงวKานักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนด0วยแบบฝ7กเสริมทักษะเพิ่มขึ้นจาก คะแนนแบบทดสอบกKอนเรียนและหลังเรียน ปรานี อุผำ (2557: 79-80) ได0ทำการศึกษาค0นคว0าเรื่อง “การพัฒนาการเรียนรู0 เรื่อง การแก0โจทยGปlญหาโดยใช0แบบฝ7ก กลุKมสาระการเรียนรู0คณิตศาสตรG ชั้นประถมศึกษาปSที่ 4” ผลการศึกษา พบวKา 1) ประสิทธิภาพของแบบฝ7กทักษะ เรื่อง การแก0โจทยGปlญหา กลุKมสาระการ เรียนรู0คณิตศาสตรG ชั้นประถมศึกษาปSที่ 4 มีประสิทธิภาพเทKากับ 85.13/85.88 ซึ่งสูงกวKาเกณฑGที่ตั้ง ไว0 2) ดัชนีประสิทธิผลของการการเรียนรู0โดยใช0แบบฝ7ก เรื่อง การแก0โจทยGปlญหา เทKากับ 0.6627 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนตKอการเรียนรู0 โดยใช0แบบฝ7ก เรื่อง การแก0โจทยGปlญหา หลัง เรียนสูงกวKากKอนเรียน อยKางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ความพึงพอใจของนักเรียนตKอการ จัดการเรียนรู0 เรื่อง การแก0โจทยGปlญหาโดยใช0แบบฝ7ก สาระการเรียนรู0คณิตศาสตรG ชั้นประถมศึกษาปS ที่ 4 อยูKในระดับมาก


Click to View FlipBook Version