หลกั สูตรเสรมิ สรางภูมคิ ุม กนั โรคพยาธใิ บไมตบั และมะเรง็ ทอ น้าํ ดไี ปใชใ นสถานศกึ ษา
ระดบั ปฐมวยั โดยใชส มองเปนฐาน (Brain-based Learning)
ISBN : 978-616-438-743-0
ผแู ตง : สมกมล บุญม,ี องั คณา ตุงคะสมิต, ประภาพร จันทะบรุ ม, ลัดดา ศิลานอ ย,
พมิ พครั้งท่ี : ธีรชัย เนตรถนอมศักด์ิ และณัฐพล มแี กว
ปท่พี ิมพ : 1
จดั ทําโดย : 2565
คณะศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
123 ถนนมติ รภาพ ตําบลในเมือง อาํ เภอเมืองขอนแกน
จงั หวัดขอนแกน โทร. 043-343452 โทรสาร 043-343454
เว็บไซต : http://edner.kku.ac.th/
พิมพท่ี : หจก.โรงพิมพคลงั นานาวทิ ยา
232/199 หมทู ี่ 6 ถ.ศรจี นั ทร ต.ในเมอื ง อ.เมอื ง จ.ขอนแกน 40000
โทร.0-4346-6444, 081-7174207
[email protected] www.klungnana.com
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมดุ แห่งชาติ
หลักสตู รเสรมิ สรา งภมู ิคมุ กันโรคพยาธใิ บไมต บั และมะเร็งทอนํา้ ดีไปใชในสถานศึกษา
ระดบั ปฐมวยั โดยใชสมองเปนฐาน (Brain-based Learning).-- ขอนแกน : คณะ
ศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน, 2565.
195 หนา.
1. การศเรกึ ยี ษนาท-่ใี -ชปหญลักหสาูตเปร.นฐI.านสม. กมล บุญมี. II. ชือ่ เรอ่ื ง.
370.1524
ISBN 978-616-438-743-0
ก
คา้ น้า
โ ร ค พ ย า ธิ ใ บ ไ ม้ ตั บ แ ล ะ ม ะ เ ร็ ง ท่ อ น้ า ดี เ ป็ น ส า เ ห ตุ ใ ห้ ค น ไ ท ย โ ด ย เ ฉ พ า ะ ค น ใ น เ ข ต ภู มิ ภ า ค
ตะวันออกเฉียงเหนือเสียชีวิตเป็นจ้านวนมากในแต่ละปี ดังนันการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนของชาติ
โดยเฉพาะในระดับปฐมวัยจึงมีความส้าคัญอย่างย่ิงเพ่ือจะปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความรู้ คุณลักษณะ ทักษะ
กระบวนการและพฤตกิ รรมสุขภาพ ท่เี หมาะสมเพ่ือเติบโตไปเปน็ ผใู้ หญ่ที่มพี ฤตกิ รรมสขุ ภาพท่ดี ีอนั จะส่งผลให้
โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีในประเทศไทยลดลงและหมดไปในที่สุด โดยการจะปลูกฝังผู้เรียนได้
จะต้องพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดเป็นภารกิจหลักท่ีส้าคัญในการศึกษาไทย เนื่องจากได้มีการ
ก้าหนดไวใ้ นพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2545 ใหเ้ น้น
การจัดการเรยี นร้ทู ี่ส่งเสรมิ การคิด โดยเฉพาะการกา้ หนดแนวทางการจัดการศึกษาในมาตรา 24 และมาตรา
25 ของพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาติ ทเี่ น้นให้ผ้เู รยี นไดฝ้ ึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
สถานการณแ์ ละการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแกไ้ ขปัญหา ดังนนั ในการจดั ท้าหลักสตู รเสริมสร้าง
ภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีไปใช้ในสถานศึกษา ระดับปฐมวัยนี จึงใช้แนวคิดการจัด
การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-based Learning) เนื่องจากสมองของเด็กปฐมวัยเป็นสมองที่ก้าลัง
พัฒนาด้านการคิดและการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม พัฒนาการของสมองท้าให้เด็กปฐมวัย
สามารถเรยี นรู้สง่ิ ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเปน็ เปน็ ฐานจงึ มีความส้าคัญกับเด็กในระดับ
ปฐมวยั ในการเสริมสร้างภมู ิคุ้มกันโรคพยาธิใบไมต้ ับและมะเรง็ ท่อน้าดี โดยหลักสตู รนเี ป็นหลกั สตู รทีไ่ ด้รับการ
สนบั สนุนตามแผนงานวิจยั “โครงการวจิ ยั ทา้ ทายไทย : ประเทศไทยไร้พยาธิใบไมต้ บั Fluke Free Thailand”
โดยความร่วมมือระหวา่ งคณะแพทยศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ซง่ึ มีความมุ่งหวงั ที่
จะใช้การศึกษาเป็นเคร่ืองมือในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีให้เกิดกับเด็กปฐมวัย
เพอ่ื ใหโ้ รคนีหมดไปในทส่ี ุด
โครงการวิจัยหลักสูตรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีไปใช้ในสถานศึกษา
ระดบั ปฐมวัย ขอขอบคุณคณะทป่ี รึกษาโครงการวิจัย คณะนักวิจยั ผทู้ รงคณุ วุฒิ สถานศกึ ษา ผู้ปกครอง และ
เด็กปฐมวัย ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายท่ีมีส่วนร่วมในการจัดท้าหลักสูตรฉบับนี จนส้าเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี
และหวังว่าหลักสูตรฉบับนีจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในการร่วมมือกันสร้างภูมิคุ้มกนั โรคพยาธใิ บไม้ตับและ
มะเร็งทอ่ นา้ ดใี หก้ บั คนไทยในอนาคต
องั คณา ตงุ คะสมิต
หัวหนา้ โครงการวจิ ยั หลกั สูตรเสรมิ สร้างภูมิคุ้มกนั โรคพยาธิใบไม้ตับ
และมะเรง็ ทอ่ นา้ ดีไปใชใ้ นสถานศึกษาระดับปฐมวัย
ข
สารบัญ
หน้า
คา้ น้า ก
สารบญั ข
สว่ นที่ 1 หลกั สตู รเสรมิ สรา้ งภูมคิ ุ้มกนั โรคพยาธิใบไมต้ ับและมะเร็งทอ่ น้าดีไปใช้ในสถานศกึ ษา 2
ระดบั ปฐมวยั โดยใชส้ มองเป็นฐาน (Brain-Based Learning)
หลกั การของหลักสตู ร
จุดหมาย 2
2
โครงสร้างเนือหา 2
ผลการเรยี นร้แู ละสาระทค่ี วรเรยี นรู้
แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรูโ้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน (Brain-Based Learning) 3
7
สอื่ การเรียนรู้ 13
แนวทางการน้าหลกั สตู รไปใช้ 17
แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 18
การประเมินผลผ้เู รียน 18
รายละเอยี ดเนอื หาส้าหรับครู 18
ส่วนที่ 2 รายละเอียดสาระที่ควรเรยี นรหู้ ลกั สูตรเสริมสร้างภมู คิ ้มุ กนั โรคพยาธิใบไม้ตบั และมะเร็งท่อน้าดี 19
ไปใชใ้ นสถานศึกษา ระดับปฐมวยั โดยใชส้ มองเป็นฐาน
(Brain-Based Learning)
สว่ นที่ 3 คูม่ ือครู 24
ค้าชีแจง 25
ผงั มโนทศั นห์ ลกั สูตรเสริมสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั โรคพยาธิใบไมต้ บั และมะเร็งท่อนา้ ดี 26
ไปใชใ้ นสถานศกึ ษา ระดบั ปฐมวยั
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 ชอ่ื หน่วย พยาธิตัวใบไม้ตับ...ตัวร้าย 27
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 2 ช่ือหนว่ ย สขุ ภาพดี ชวี มี สี ขุ 83
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 3 ชือ่ หนว่ ย ครอบครัว ชมุ ชนปลอดภัย หา่ งไกลโรค 137
ส่วนท่ี 4 แบบประเมนิ ผลภมู ิคุ้มกันโรคพยาธใิ บไมต้ บั และมะเรง็ ทอ่ น้าดี สา้ หรบั เดก็ ปฐมวยั (5-6 ป)ี 179
ค้าชีแจง 180
ชดุ ที่ 1 แบบทดสอบความรเู้ พ่อื การเสรมิ สรา้ งภูมิคมุ้ กันโรคพยาธิใบไมต้ ับและมะเรง็ 181
ทอ่ น้าดี สา้ หรับเด็กปฐมวัย (ประเมินก่อนและหลังการใช้หลักสตู ร)
ชุดที่ 2 แบบวดั คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงคเ์ พือ่ การเสริมสร้างภมู ิคมุ้ กนั โรคพยาธิ 186
ใบไมต้ ับและมะเร็งท่อน้าดี ระดบั ปฐมวัย
สารบญั (ตอ่ ) ค
ชุดท่ี 3 แบบประเมินทกั ษะกระบวนการเสริมสรา้ งภูมิคมุ้ กันโรคพยาธใิ บไมต้ บั และ หนา้
มะเร็งทอ่ นา้ ดี ระดบั ปฐมวัย 187
189
ชดุ ท่ี 4 แบบประเมนิ พฤติกรรมสขุ ภาพเพื่อการเสรมิ สรา้ งภูมิค้มุ กันโรคพยาธใิ บไม้ตบั 192
และมะเรง็ ทอ่ น้าดี ระดบั ปฐมวัย
บรรณานกุ รม
1
ส่วนท่ี 1
หลักสตู รเสรมิ สรา้ งภมู ิคมุ้ กนั โรคพยาธิใบไมต้ ับและมะเรง็ ท่อน้าดี
ไปใชใ้ นสถานศึกษา ระดบั ปฐมวัย
โดยใช้สมองเปน็ ฐาน (Brain-Based Learning)
2
สว่ นท่ี 1
หลกั สูตรเสรมิ สร้างภมู ิคุ้มกันโรคพยาธใิ บไม้ตบั และมะเรง็ ท่อน้าดี
ไปใช้ในสถานศกึ ษา ระดบั ปฐมวัย
โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning)
ภายใต้
โครงการวจิ ัย : หลักสตู รเสรมิ สรา้ งภูมคิ ุ้มกนั โรคพยาธใิ บไม้ตับและมะเรง็ ทอ่ น้าดีไปใช้ในสถานศกึ ษา
ระดบั ปฐมวยั
แผนงานวิจยั : โครงการวิจัยท้าทายไทย : ประเทศไทยไรพ้ ยาธิใบไม้ตับ Fluke Free Thailand
หลักการของหลักสตู ร
โ ร ค พ ย า ธิ ใ บ ไ ม้ ตั บ แ ล ะ ม ะ เ ร็ ง ท่ อ น้ า ดี เ ป็ น ส า เ ห ตุ ใ ห้ ค น ไ ท ย โ ด ย เ ฉ พ า ะ ค น ใ น เ ข ต ภู มิ ภ า ค
ตะวันออกเฉียงเหนือเสียชีวิตเป็นจ้านวนมากในแต่ละปี ดังนันการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนของช าติ
โดยเฉพาะในระดับปฐมวัยจึงมีความส้าคัญอย่างยิ่งเพ่ือจะปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความรู้ คุณลักษณะ ทักษะ
กระบวนการและพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมเพ่ือเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีพฤตกิ รรมสุขภาพท่ีดีในการบริโภค
อาหารท่ีปลอดภยั อนั จะสง่ ผลใหป้ ระเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับในทีส่ ุด
จดุ หมาย
หลักสูตรนมี ีความมงุ่ หวงั ให้ผู้เรียนระดับปฐมวัย ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื เกิดภมู คิ ุ้มกนั โรคพยาธิ
ใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี โดยภายหลังเม่ือจบหลักสูตรแล้วคาดหวังให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและ
เปล่ียนแปลงในขอบเขตพฤติกรรมต่าง ๆ ดงั นี
1. มคี วามรูค้ วามเข้าใจเก่ยี วกับโรคพยาธใิ บไม้ตับและมะเรง็ ทอ่ นา้ ดี
2. สามารถดูแลตนเองเพอ่ื การปอ้ งกนั โรค
3. มเี จตคติที่ดีตอ่ การมพี ฤติกรรมการดแู ลรกั ษาสุขภาพร่างกายตนเองใหห้ ่างไกลโรค
4. แสดงออกถึงพฤติกรรมการปฏิบตั ติ นตามสุขอนามัย สุขนิสัยท่ดี ี
โครงสร้างเนือหา
โครงสรา้ งเนอื หาหลกั สตู รเสริมสรา้ งภูมคิ ุม้ กนั โรคพยาธใิ บไมต้ ับและมะเร็งท่อนา้ ดีไปใช้ในสถานศกึ ษา
ระดับปฐมวัย โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ โดยมี
รายละเอยี ดดงั นี
หน่วยท่ี สาระท่ีควรเรยี นรู้ จา้ นวนครงั
1. หน่วยพยาธิใบไมต้ บั ...ตวั รา้ ย 1. ความหมายและชนิดของพยาธิ ไดแ้ ก่ พยาธิ 5
ตวั กลม พยาธติ ัวแบนและพยาธิตัวตดื
2. รปู รา่ ง ลักษณะของตัวพยาธใิ บไม้ตบั
3. ความหมายและสาเหตกุ ารเกิดโรคพยาธิ
ใบไม้ตบั
3
หน่วยท่ี สาระทค่ี วรเรยี นรู้ จ้านวนครงั
4. วงจรการเกดิ พยาธใิ บไม้ตบั การเขา้ สู่ 5
ร่างกายคนของพยาธใิ บไมต้ ับ 5
5. ความหมาย ลักษณะ และอาการของผทู้ ีป่ ่วย
เป็นโรคมะเร็งท่อน้าดี 15
2. หนว่ ยสุขภาพดี ชวี ีมีสุข 1. อาหารท่เี ส่ยี งตอ่ การติดโรคพยาธิใบไม้ตบั
2. อาหารที่ปลอดพยาธใิ บไมต้ บั
3. การดูแล รักษาความสะอาดของรา่ งกาย
4. การขบั ถา่ ยใหถ้ ูกสขุ ลักษณะ
5. การออกกา้ ลงั กาย
3. หน่วยครอบครัวชุมชน ปลอดภัย 1. การระบาดของโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็ง
ห่างไกลโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อ ท่อนา้ ดีในชมุ ชน
น้าดี 2. การปฏบิ ัตติ นให้ปลอดภัยจากโรคพยาธิใบไม้
ตบั และมะเรง็ ทอ่ น้าดี
3. การรักษาความสะอาดของโรงเรียนและ
ชุมชนใหถ้ ูกสขุ ลกั ษณะ
4. การรณรงค์ปอ้ งกนั โรคโรคพยาธิใบไมต้ ับและ
มะเร็งทอ่ นา้ ดี
รวม
*หมายเหตุ ครังละประมาณ 50 นาที (1 คาบ)
ผลการเรยี นรู้และสาระที่ควรเรียนรู้
เพื่อเป็นแนวทางการน้าหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนเพ่ือวางแผนการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ส้าหรับครูผู้สอน จึงได้มีการก้าหนดผลการเรยี นร้แู ละ
สาระการเรยี นรู้ ประกอบด้วย
1. หมวดความรู้ : Knowledge (K)
K1. ธรรมชาตวิ ิทยาของพยาธชิ นิดต่าง ๆ
K2. ธรรมชาติวิทยาของพยาธใิ บไม้ตบั
K3. โรคทเี่ กดิ จากพยาธใิ บไมต้ ับ
K4. การดูแลและป้องกนั การเกดิ โรคพยาธใิ บไม้ตับและมะเร็งท่อนา้ ดี
K5. สรา้ งภูมคิ ุ้มกนั เพ่ือลดความเสีย่ งของการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อนา้ ดี ใน
ครอบครัวและชุมชน
2. หมวดทกั ษะกระบวนการ : Process Skills (P)
P1. การดูแลตนเองใหห้ ่างไกลจากโรคพยาธิใบไม้ตบั และมะเรง็ ทอ่ นา้ ดี
P2. ความรบั ผิดชอบต่อสังคม เหน็ ปญั หาสงั คมและลงมอื ปฏบิ ตั เิ พื่อนา้ ไปส่กู ารเปลี่ยนแปลง
4
3. หมวดคณุ ลักษณะ : Attributes (A)
A1. ตระหนักถึงอันตรายท่ีเกิดจากโรคพยาธใิ บไม้ตบั และมะเรง็ ทอ่ นา้ ดี
A2. เจตคติที่ดตี อ่ การปอ้ งกนั โรคท่เี กดิ จากพยาธิใบไมต้ บั
A3. เจตคติทีด่ ีต่อการรบั ประทานอาหารท่ีมปี ระโยชนป์ รงุ สกุ สะอาด ปราศจากพยาธิใบไม้ตับ
A4. เจตคติท่ีดตี ่อการการดูแลรกั ษาความสะอาดของบ้าน โรงเรียน และชุมชน
4. หมวดพฤตกิ รรมสขุ ภาพ : Healthy Habits (H)
H1. พฤตกิ รรมการมสี ขุ ภาพท่ดี ี
รายละเอียดผลการเรยี นรู้และสาระการเรยี นรู้ หลกั สตู รเสริมสร้างภูมิคุ้มกนั โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็ง
ท่อน้าดีไปใช้ในสถานศึกษา ระดับปฐมวัย โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) มีรายละเอียดใน
แต่ละหมวดดงั นี
หมวดความรู้ : Knowledge (K)
K1. ธรรมชาติวิทยาของพยาธิชนิดตา่ ง ๆ
ผลการเรียนรู้ สาระทค่ี วรเรียนรู้
1. ร้แู ละเข้าใจความหมายและชนดิ ของพยาธิ 1. ความหมายและชนิดของพยาธิตัวกลม พยาธิตัว
แบนและพยาธติ ัวตืด
K2. ธรรมชาติวิทยาของพยาธใิ บไม้ตบั
ผลการเรียนรู้ สาระทค่ี วรเรยี นรู้
1. อธิบายรปู รา่ ง ลกั ษณะของพยาธิใบไมต้ บั ได้ 1. รปู รา่ ง ลักษณะของพยาธใิ บไมต้ บั
K3. โรคทีเ่ กิดจากพยาธิใบไม้ตับ สาระที่ควรเรียนรู้
ผลการเรยี นรู้
1. รู้และระบุสาเหตุของโรคท่ีเกิดจากพยาธิใบไม้ 1. สาเหตุการเกดิ โรคทีเ่ กิดจากพยาธใิ บไมต้ ับ
ตับได้ 2. วงจรการเกิดพยาธิใบไม้ตับและการเข้าสู่ร่างกาย
2. อธิบายเกี่ยวกบั วงจรการเกดิ พยาธิใบไม้ตบั การ คนของพยาธิใบไมต้ บั
เขา้ สูร่ า่ งกายคนของพยาธิใบไม้ตับ 3. สัตว์ทมี่ ีความสมั พนั ธเ์ กย่ี วข้องกบั พยาธิใบไมต้ บั
3. บอกความสัมพันธ์ของสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับพยาธิ 4. ลักษณะ อาการของผ้ทู ป่ี ว่ ยเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับ
ใบไม้ตับได้ และอนั ตรายของโรคพยาธใิ บไมต้ ับ
4. บอกลักษณะ อาการของผู้ท่ีป่วยเป็นโรคพยาธิ 5. สาเหตขุ องการเกิดโรคมะเรง็ ท่อนา้ ดี
ใบไมต้ บั ได้ 6. ลักษณะและอาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งท่อ
5. บอกอันตรายของโรคท่ีเกิดจากพยาธิใบไม้ตับ นา้ ดี และอนั ตรายของโรคมะเรง็ ท่อน้าดี
ได้ 7. ผู้ที่มีความเส่ียงป่วยด้วยโรคพยาธิใบไม้ตับและ
6. รู้วธิ กี ารปฏิบัตติ นท่เี หมาะสมตอ่ ผู้ป่วย โรคมะเร็งทอ่ นา้ ดีในชุมชน
8. การปฏิบัติตนต่อผู้ปว่ ยท่เี หมาะสม
5
K4. การดแู ลและปอ้ งกนั การเกิดโรคพยาธิใบไมต้ บั และมะเร็งทอ่ นา้ ดี สาระทคี่ วรเรยี นรู้
ผลการเรยี นรู้
1. บอกถงึ โทษของการรับประทานปลาดิบได้ 1. อาหารท่ีท้าจากปลาน้าจืด ปรุงสุก สะอาดปลอด
2. บอกวิธีการประกอบอาหารให้ปราศจากพยาธิ พยาธใิ บไมต้ บั
ได้ 2. โทษของการรับประทานปลาดบิ
3. บอกวิธีการปฏิบัติตนที่เหมาะสมตามหลัก 3. การดูแล รักษาความสะอาดของร่างกายโดยการ
สขุ อนามัยได้ ล้างมอื 7 ขนั ตอน
4. บอกวิธีป้องกันตนเองจากโรคที่เกิดจากพยาธิ 4. การขบั ถ่ายที่ถกู สขุ ลักษณะ
ใบไม้ตบั และมะเรง็ ทอ่ น้าดีได้ 5. การออกก้าลงั กายอยา่ งสม้่าเสมอ
K5. สร้างภูมคิ ุ้มกนั เพอื่ ลดความเสย่ี งของการเกิดโรคพยาธใิ บไมต้ ับและมะเรง็ ทอ่ น้าดี ในครอบครัวและ
ชมุ ชน
ผลการเรยี นรู้ สาระทีค่ วรเรียนรู้
1. บอกวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมเพ่ือป้องกันโรค 1. การรักษาความสะอาดโรงเรยี นให้ถูกสขุ ลกั ษณะ
พยาธใิ บไม้ตบั และมะเร็งทอ่ น้าดไี ด้ 2. การแนะน้า ส่ือสารกับบุคคลในครอบครัวและ
2. บอกวิธีในการดูแลรักษาความสะอาดโรงเรียน ชมุ ชน ใหป้ ฏิบตั ิตนห่างไกลโรคพยาธิใบไม้ตับและ
ได้ มะเร็งท่อน้าดี
3. ชักชวนผู้อืน่ ในการปฏิบัติตนใหห้ ่างไกลจากโรค
พยาธิใบไมต้ บั และมะเรง็ ท่อนา้ ดไี ด้
หมวดทักษะกระบวนการ : Process Skills (P)
P1. การดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคพยาธใิ บไมต้ ับและมะเรง็ ท่อน้าดี
ผลการเรยี นรู้ สาระท่คี วรเรยี นรู้
1. สามารถปฏิบัติตนในการรักษาความสะอาด 1. การปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมเพ่ือป้องกันโรคพยาธิ
ส่วนบุคคลและเลือกรับประทานอาหารปรุงสุก ใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี
เพ่ือป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อ
นา้ ดี
P2. ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม เห็นปญั หาสังคมและลงมือทา้ เพอ่ื นา้ ไปสกู่ ารเปลยี่ นแปลง
ผลการเรยี นรู้ สาระทคี่ วรเรียนรู้
1. สามารถสื่อสาร แนะน้า ทักท้วง ผู้อื่นให้ 1. การสื่อสารกับผู้อื่นให้ปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมเพื่อ
ตระหนักถึงการป้องกันตนเองจากโรคพยาธิ ปอ้ งกันโรคพยาธิใบไมต้ บั และมะเรง็ ท่อน้าดี
ใบไม้ตบั และมะเรง็ ทอ่ น้าดี
6
หมวดคุณลกั ษณะ : Attributes (A)
A1. ตระหนักถงึ อันตรายทเ่ี กดิ จากโรคพยาธิใบไม้ตบั และมะเร็งทอ่ น้าดี
ผลการเรียนรู้ สาระทคี่ วรเรยี นรู้
1. เกิดความตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากโรค 1. อันตรายท่ีเกิดจากโรคพยาธิใบไม้ตับและ
พยาธิใบไม้ตบั และโรคมะเรง็ ท่อนา้ ดี โรคมะเรง็ ทอ่ น้าดี
2. ปฏิบัติตนไดถ้ ูกตอ้ งเหมาะสมกับการป้องกนั โรค
พยาธใิ บไม้ตับและโรคมะเรง็ ท่อนา้ ดี
A2. เจตคติท่ดี ีตอ่ การปอ้ งกนั โรคพยาธิใบไม้ตบั และมะเร็งท่อน้าดี สาระทีค่ วรเรียนรู้
ผลการเรยี นรู้
1. เห็นความส้าคัญต่อการดูแลรักษาความสะอาด 1. การดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย การมี
ของร่างกายและการปฏิบัติตนที่เหมาะสมเพื่อ สุขอนามัยที่ดี การขับถ่ายที่ถูกสุขลักษณะ การ
ป้องกันโรค ออกก้าลังกาย
2. เกิดความตระหนักถึงประโยชน์ของการมี
สุขอนามยั ท่ดี ี
A3. เจตคติทดี่ ตี ่อการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปรุงสุก สะอาด ปราศจากพยาธใิ บไม้ตบั
ผลการเรยี นรู้ สาระทีค่ วรเรียนรู้
1. ตระหนกั รู้ถงึ โทษของการรบั ประทานปลาดิบ 1. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ปรุงสุก
2. มีเจตคติท่ีดีต่อการรับประทานอาหาร ท่ีมี สะอาด ปลอดจากพยาธใิ บไม้ตบั
ประโยชน์ปรุงสกุ สะอาด
3. เกิดค่านิยมในการรับประทานอาหารท่ีมี
ประโยชน์ปรงุ สกุ สะอาด
A4. เจตคตทิ ีด่ ีต่อการการดูแลรักษาความสะอาดของบา้ น โรงเรยี นและชุมชน
ผลการเรียนรู้ สาระที่ควรเรยี นรู้
1. ตระหนกั รถู้ ึงความส้าคัญในการดูแล รักษาความ 1. การดูแลรักษาความสะอาดของบ้าน โรงเรียน
สะอาดของบ้าน โรงเรียนและชุมชนให้ถูก และชุมชนใหถ้ ูกสขุ ลกั ษณะ
สุขลักษณะ
หมวดพฤตกิ รรมสขุ ภาพ : Healthy Habits (H)
H1. พฤติกรรมการมสี ุขภาพท่ดี ี
ผลการเรยี นรู้ สาระทค่ี วรเรยี นรู้
1. แสดงออกถึงการมีสุขอนามัยทด่ี ี 1. การปฏิบัติตนที่เหมาะสมเพื่อป้องกันโรคพยาธิ
2. แสดงพฤติกรรมท่ีแสดงออก ถึงการเ ลื อก ใบไมต้ บั และมะเรง็ ทอ่ นา้ ดี
รบั ประทานอาหารทีม่ ปี ระโยชน์ ปรุงสุก
7
แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน (Brain-Based Learning)
สมองของเด็กเป็นสมองที่สร้างสรรค์และมีการเรียนรู้ท่ีเกิดขึนสัมพันธก์ ับอารมณ์ สมองเป็นอวัยวะที่
สา้ คัญมากทส่ี ดุ และมกี ารพฒั นาตังแต่อย่ใู นครรภ์มารดา สมองของเด็กแรกเกดิ มปี ระมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์
และไม่เพิ่มจ้านวนขนึ แต่จะขยายตัวและเพ่ิมสายใยประสาทเพื่อเชื่อมระหว่างเซลล์ เซลล์สมองประกอบด้วย
3 ส่วน ได้แก่ 1) ตวั เซลล์สมอง (Cell body) 2) สายใยประสาทรบั ข้อมูล (Dendrite) และ 3) สายใยประสาท
ส่งข้อมูล (Axon) การเรียนรู้จะเกดิ ขึนเมื่อเซลล์สมอง 2 ตัวติดต่อกันผ่านสายใยประสาทท่ีส่งผ่านข้อมูลซ่ึงกัน
และกัน โดยข้อมูลจะส่งจากเซลล์สมองตัวส่ง ผ่านทางสายใยส่งข้อมูลไปยงั สายใยรับข้อมูลของเซลล์ประสาท
ตัวรับโดยมีจุดเช่ือม (Synapses) ระหว่างเซลล์ เม่ือมีข้อมูลผ่านจุดเชื่อมนีบ่อย ๆ จะท้าให้จุดเช่ือมนีแข็งแรง
ซ่งึ เซลลส์ มองแต่ละตัวจะเชอื่ มกัน 5,000 – 10,000 ตัว ทังนสี ายใยประสาทสง่ ข้อมลู มเี ย่อื ไขมนั หมุ้ อยู่ เรียกวา่
“ไมอีลิน” (Myelin) ท้าหน้าที่เป็นฉนวนไฟฟ้าหุ้มเพ่ือให้ข้อมูลสามารถส่งผ่านได้อย่างรวดเร็ว ในวัยเด็กจะ
สรา้ งใยประสาทไดเ้ ร็วกว่าและงา่ ยกว่าวยั ผใู้ หญ่ ถ้าย่ิงใช้บ่อย สายใยประสาทกจ็ ะแขง็ แรง ข้อมลู เดนิ ทางได้เร็ว
ขึน ทา้ ใหเ้ ด็กเรยี นรู้ได้ง่ายและเร็วขนึ
สมองของมนุษย์เป็นส่วนที่ซับซ้อนท่ีสุดของร่างกาย เป็นศูนย์กลางการรับรู้และการเรียนรู้ ความจ้า
ความนึกคิด เป็นอวัยวะที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้และพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา โครงสร้างสมองของมนุษย์
แบ่งออกเป็นสว่ นใหญๆ่ ได้ 3 สว่ น คอื สมองใหญ่ สมองเลก็ และสมองส่วนกลางหรือแกนสมอง หรอื กา้ นสมอง
ซ่ึงเชื่อมต่อไปจนถึงไขสันหลัง (Chatrakub,1999: 25-29; Simcharoen, 2006; 17-33; Pholyothin,2014:
11-5 to 11-6)
1. สมองใหญ่ (Cerebrum) เป็นสมองส่วนท่ีใหญ่ท่ีสุดมีประมาณร้อยละ 70 ของสมองทังหมด
สมองส่วนนชี ว่ ยให้สามารถคดิ วิเคราะห์ แยกแยะ ตัดสนิ ใจในสิ่งท่ีสลบั ซับซ้อน และทา้ สง่ิ ที่ละเอียดออ่ นลึกซึง
ไดม้ ากกวา่ สัตว์ แบ่งออกเป็นสมองซีกซา้ ยและสมองซกี ขวา เชอ่ื มต่อกันดว้ ยเส้นใยประสาทที่เรยี กว่า Corpus
Callosum โดยสมองซีกซ้ายจะควบคมุ ร่างกายข้างขวา ท้างานเกี่ยวกบั การคดิ ความเขา้ ใจ การแสดงออกผ่าน
ภาษา ทงั การพูด การอ่าน การเขียน รวมทังหาความสัมพนั ธเ์ ชิงเหตุผลและตรรกะ เปน็ สมองท่ใี ชเ้ หตุผล สว่ น
สมองซีกขวาจะควบคุมร่างกายข้างซ้าย ท้างานเก่ียวกับความคิดสร้างสรรค์ ดนตรีและศิลปะ มนุษยสัมพันธ์
ความเข้าใจ การแสดงออกผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลแบบองค์รวม รับรู้ระยะ มิติสัมพันธ์ การวางต้าแหน่ง การ
จัดองค์ประกอบ ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในภาษา เช่น ท่าทาง น้าเสียง ท้างานเก่ียวกับอารมณ์ ความรู้สึก
สัญชาตญาณมากกว่าการใช้เหตุผล การคิดค้านวณ จึงเป็นสมองท่ีรู้สึก ถึงแม้สมองทังสองซีกจะท้าหน้าท่ี
แตกต่างกัน มีวิธีการแปลงข้อมูลท่ีแตกต่างกัน แต่จะท้างานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว สมองใหญ่ทังซ้ายและขวา
แบ่งออกเปน็ ส่วนตา่ ง ๆ ได้ 4 ส่วน คอื
1.1 สมองส่วนหน้าสุด เรียกว่า Frontal Lobe สมองใหญ่จะท้าหน้าท่ีเก่ียวกับอารมณ์
ความรู้สึกนึกคิด การเรียนรู้ความจ้า ความฉลาด ความคิดอย่างมีเหตุผลและค้าพูด ในขณะเดียวกันก็ควบคุม
การทา้ งานของกล้ามเนือ แขนขาและใบหน้า
1.2 สมองส่วนกระหม่อมหรือส่วนบน เรียกว่า Parietal Lobe สมองส่วนนีอยู่ถัดจากส่วน
หน้าไปทางด้านหลัง ท้าหน้าที่รับความรู้สึกเก่ียวกับประสาทสัมผัสต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับรู้รส การสัมผัสท่ี
เน้นการสัมผัสทางกาย การโอบกอด การอุ้มด้วยความรักจึงเป็นการกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสท้างานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ความสามารถในการจดจา้ การทา้ งานประสานกันของมือและตา
8
1.3 สมองส่วนข้าง เรียกว่า Temporal Lobe สมองส่วนนีอยู่ด้านข้างใกล้กกหูทังสองข้าง
ท้าหน้าที่ควบคุมดูแลเก่ียวกับการได้ยิน พฤติกรรม การดมกลิ่น ความสามารถทางภาษา ความจ้าระยะยาว
การเรยี นรูอ้ ารมณ์โดยเฉพาะความกลวั
1.4 สมองส่วนหลัง เรียกว่า Occipital Lobe สมองส่วนนีอยู่ค่อนไปทางด้านหลัง หรือส่วน
หลังท้ายทอย ท้าหนา้ ท่ีควบคุมดแู ลเกี่ยวกบั การมองเหน็ การรับรู้ และความสามารถในการแปลความเข้าใจใน
สง่ิ ทเี่ ห็น
2. สมองเลก็ (Cerebellum) อยบู่ ริเวณสว่ นหลังมปี ระมาณร้อยละ 30 ของสมองทังหมดจะมีทังซีก
ซ้ายและซีกขวาเช่นเดียวกัน หน้าที่หลักของสมองเล็ก คือ ประสานงานให้กล้ามเนอื ท้างานไปได้อย่างราบร่นื
ไม่ตะกุกตะกกั และยงั พบวา่ สมองสว่ นนีอาจมีหนา้ ทเ่ี กี่ยวกบั ภาษาดว้ ย
3. สมองสว่ นกลาง หรือแกนสมอง หรอื กา้ นสมอง (Brain Stem) มเี ส้นใยประสาทเรียบร้อยตังแต่
คลอดอยู่ตรงใจกลางติดต่อกันตังแต่สมองใหญ่มาถึงสมองเล็กและเชื่อมต่อไปถึงไขสันหลังด้วย เป็นส่วนท่ีรับ
และถา่ ยทอดขอ้ มลู จากประสาทสมั ผัสตา่ ง ๆ และมหี น้าทเี่ กยี่ วกับการดา้ รงชวี ติ เชน่ ควบคุมการเตน้ ของหวั ใจ
การหายใจ ซึ่งเป็นระบบอตั โนมตั ิ เปน็ ส่วนทไ่ี ม่มีความคิดความรู้สกึ
สมองมีศักยภาพและสามารถเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆได้อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามความสามารถทางสมอง
ของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึนอยู่กับปัจจัยแวดล้อมท่ีเกอื หนนุ หรอื ขัดขวางการเจริญเติบโตและพัฒนาการของ
สมอง การสง่ เสริมความสามารถในการทา้ งานของสมองเปน็ ส่ิงท่ีสามารถท้าได้ และควรเรม่ิ ตังแต่อายุแรกเกิด
ถึง 6 ปี ซ่ึงเปน็ ช่วงวัยท่ีสมองเจริญเตบิ โตอย่างรวดเรว็ นกั วิชาการได้เสนอแนวทางในการส่งเสรมิ ศักยภาพของ
ส ม อ ง ไ ว้ ( Erlauer, 2003: 41- 42; Chatrakub,1999; Simcharoen, 2006; 52, 59; Pholyothin,2014:
11-13,11-16) ดังนี
1. การรับประทานอาหารที่มีคุณค่า สารอาหารทุกชนิดมีประโยชน์และมีความส้าคัญต่อ
การเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของสมอง
2. การด่ืมน้าสะอาดมีความส้าคัญต่อการท้างานของสมอง การส่งกระแสไฟฟ้าภายในเซลล์ของสมอง
ขึนอยู่กับปริมาณน้าที่เพียงพอ น้ายังช่วยส่งออกซิเจนสู่สมอง การขาดน้าท้าให้ความสามารถในการคิดและ
การตัดสินใจอย่างมเี หตผุ ลลดลง
3. การได้รบั ออกซิเจนเพียงพอ สมองใช้ออกซิเจนหนงึ่ สว่ นห้าที่ร่างกายรับเข้ามา และสมองต้องได้รับ
ออกซเิ จนอยา่ งสม่้าเสมอ จงึ จะท้างานไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
4. การอยู่ในบรรยากาศท่ีผ่อนคลาย ความรู้สึกท่ีเกิดจากสภาพแวดล้อมมีผลต่อการเรียนร้ขู องมนุษย์
บรรยากาศท่ีผ่อนคลายให้ความรู้สึกท่ีปลอดภัยไวว้ างใจ ท้าให้ร่างกายท้างานประสานสัมพนั ธ์กันอย่างราบร่นื
และสมองต่นื ตัวพรอ้ มเรยี นรู้
5. การออกก้าลังกายท้าให้จิตใจผ่อนคลาย เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจน ช่วยสร้างสารเคมีที่เป็น
ประโยชน์ตอ่ การเรยี นรู้ ประสานการท้างานของร่างกายและสมอง
6. การเคลื่อนไหวบริหารสมอง เป็นการบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุม โดยเฉพาะกล้ามเนือ
Corpus Collosum ซึง่ เชอื่ มสมอง 2 ซกี เขา้ ดว้ ยกนั เพ่อื ช่วยให้สมองแข็งแรง ท้างานได้ประสานกนั อนั จะท้า
ให้การถ่ายโยงขอ้ มูลและการเรียนรู้ของสมอง 2 ซีกเปน็ ไปอยา่ งสมดุล เกิดประสิทธิภาพ ทา้ ให้การท้างานของ
สมองส่วน Cortex สูงขึน ในการเคลื่อนไหวเพือ่ กระตุ้นการบรหิ ารร่างกายที่มกี ารสลับข้างเพอื่ บังคับให้สมอง
ท้างานทงั ซีกซ้ายและซกี ขวา และการยดื เหยียดรา่ งกายเพ่ือความคดิ เชิงบวกและสมาธิ
9
ส้าหรับหลักการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) หรือการเรียนรู้ตามหลักการ
พัฒนาสมอง เปน็ การจดั กระบวนการเรียนรู้ทีน่ ้าองคค์ วามรู้เกยี่ วกับการทา้ งาน ธรรมชาตกิ ารเรยี นรขู้ องสมอง
จดั การเรยี นรทู้ ีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ สา้ คญั โดยเชื่อวา่ ความส้าเร็จของการจัดการศึกษาเพ่อื พัฒนาคุณภาพของมนุษย์
Regate และ Geoffrey Caine 1989 นักวิจัย ได้วิจัยการเรียนรู้ที่ค้านึงถึงความสามารถของสมองเป็นส้าคัญ
และได้เสนอทฤษฎีเก่ียวกับการจัดการเรียนการสอน 12 ข้อ ขึนในปี ค.ศ.1989 ต่อมาถูกน้าไปแก้ไขและหา
ข้อบกพร่องอย่หู ลายปี จนสุดทา้ ยบทความนีได้ถกู เผยแพ่โดย NEA’s Doubts & Certainties (1994) ซึง่ เป็น
ที่กล่าวถงึ สงิ่ ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั หลักการการท้างานของสมองส้าหรบั การจัดการเรียนรู้ในห้องเรยี นไว้ 12 ข้อ ดังนี
1. สมองนันท้างานพร้อมกันหลายๆส่วน ซึ่งสมองจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมท่ีมีส่ิงเร้า
อย่างหลากหลาย (The brain is a parallel processor) การจัดชันเรียนตามข้อคิดนี ควรจัดให้มีการน้าสื่อ
หรือวิธีการต่าง ๆ เช่น กิจกรรมและรูปแบบการเรียนรู้ต่าง ๆมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้มีความ
หลากหลายทีก่ ระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นสนใจในการเรยี นรมู้ ากขึน
2. ศักยภาพในการเรียนรูน้ นั มีความเก่ียวขอ้ งกับพฒั นาการเจรญิ เติบโต บุคลกิ ภาพ ลักษณะนสิ ัยและ
สภาวะอารมณ์ (Learning engages the entire physiology) ดังนัน ผู้สอนตอ้ งค้านึงถึงภาวะที่แตกต่างกันนี
ของผู้เรียนแต่ละคนด้วย รวมถึงต้องดูแลสุขภาวะผู้เรียนให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้
อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
3. ความสงสัยใคร่รู้เป็นส่ิงที่มีมาตามธรรมชาติ และติดตัวมาตังแต่เกิด ซึ่งสมองนันก็ถูกออกแบบมา
เพ่ือรับรู้และขบคิดเพื่อค้นหาค้าตอบ (The search for meaning is innate) จากข้อนีก็ควรจัดกระบวนการ
เรียนรูใ้ ห้ผู้เรียนเกิดคา้ ถามและส่งเสรมิ ให้ผูเ้ รียนหาค้าตอบจากค้าถามนนั ด้วยตนเอง
4. การค้นหาค้าตอบของมนุษย์เป็นกิจกรรมที่เป็นรูปแบบ (The search for meaning occurs
through “patterning”) ดงั นนั การจัดการศึกษาจึงต้องมกี ารดา้ เนินการอยา่ งมรี ปู แบบเป็นระบบระเบยี บ ซ่ึง
จะทา้ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ท่ีดีขึน
5. อารมณ์ความรู้สึกไม่ได้แยกออกจากการเรยี นรู้ ซึ่งมีความส้าคัญมากต่อการจดจ้าข้อมูล รวมไปถึง
การเรียกใชข้ ้อมูล (Emotion are critical to patterning) สิง่ นีทา้ ให้จ้าเป็นต้องจดั สง่ิ แวดล้อมในการเรียนให้
เออื ต่อตัวผเู้ รยี น เพ่อื ให้ผ้เู รยี นมีภาวะอารมณ์และความรู้สึกท่ีดีเป็นปกติ รวมไปถึงตอ้ งสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนร้จู ักถึง
ภาวะทางอารมณแ์ ละความร้สู กึ ของตนเองด้วย จงึ จะชว่ ยใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการเรียนรอู้ ย่างมาก
6. สมองแต่ละส่วนนันท้างานทังแบบเฉพาะด้านและประสานสัมพันธ์กับส่วนอ่ืน ๆ (Every brain
simultaneously perceives and creates parts and wholes) ดังนัน จึงควรออกแบบการเรียนรู้ท่ีเน้นทงั
การใชส้ มองเฉพาะแตล่ ะด้าน และรวมถึงการใช้สมองประสานสมั พันธก์ ันด้วย
7. การเรียนรู้นันจะเกิดขึนได้ต่อเมื่อผู้เรียนสนใจและใส่ใจการเรียนรู้ (Learning involves both
focused attention and peripheral perception) จากข้อนี จึงจ้าเป็นต้องใช้เทคนิคทางจิตวิทยาต่าง ๆ
เพอ่ื ดึงดดู ผเู้ รียนให้เกดิ ความสนใจในการเรียนรู้ ซงึ่ จะชว่ ยให้ผู้เรยี นเรยี นร้ไู ดด้ ีขึน
8. การเรียนเป็นส่ิงท่ีมีความเกี่ยวข้องกับจิตส้านึกและจิตใต้ส้านึก (Learning involves conscious
and unconscious processes) จึงควรส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ีต่อเน่ือง และควรกระตุ้นผู้เรียน
แสดงความคดิ เหน็ และมีเวลาทบทวนสง่ิ ทไี่ ด้เรยี นร้ไู ปแล้ว
9. มนุษย์มีความทรงจ้า 2 ประเภทคือ ทังความทรงจ้าที่มาจากประสบการณ์ในชีวิตประจ้าวัน และ
ความทรงจ้าทีม่ าจากการท่องจ้า (We have (at last) two types of memory system : spatial and rote
10
learning) ดังนัน จึงควรให้ความส้าคัญทังกบั การเรียนรทู้ ี่เนน้ ให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงและการ
เรียนรูท้ ใี่ ช้ทกั ษะการท่องจ้า
10. ความเข้าใจท่ีดีของสมองจะเกิดจากข้อมูลและทักษะจากความทรงจ้าท่ีมาจากประสบการณ์จรงิ
( The brain understand and remember best when facts skill are embedded in natural spatial
memory) จากข้อนีแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนสัมผัสจากประสบการณ์จริงนัน มีประโยชน์ต่อ
การพฒั นาสมอง จึงควรเน้นการส่งเสรมิ ในส่วนนีเปน็ พเิ ศษ
11. แรงเสริมทางบวกมีผลดีต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน แต่ถ้าผู้เรียนได้รับส่ิงท่ีไม่พึงพอใจจากการ
คุกคามทางความรู้สึก ความเครียด และความวิตกกังวล จะท้าให้สมองไม่เกิดการเรียนรู้ (Learning and
enhanced by challenge and inhibited by threat) ดังนันจึงควรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิด
ความรูส้ ึกผ่อนคลาย และหลีกเลีย่ งการกดดนั ผู้เรียนในรูปแบบตา่ ง ๆ
12. สมองของมนุษย์นนั มีความแตกต่างกัน แต่โครงสร้างสมองของแต่ละคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้
(Every brain is unique) สง่ิ นีจา้ เป็นอยา่ งมากที่จะต้องใชก้ ลยุทธ์และเทคนิคการเรยี นการสอนทีห่ ลากหลาย
เพือ่ จงู ใจผเู้ รยี นใหไ้ ดม้ ากทสี่ ดุ เพือ่ ประโยชน์ทด่ี ใี นการเรยี นรู้
จากหลักการทัง 12 ข้อเน้นความรู้ความเข้าใจสมองเกี่ยวกับการท้างานและการเรียนรู้ ซึ่งสามารถ
น้ามาใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติในการจัดการเรียนรู้ส้าหรับผู้เรียนให้สอดคล้องกับพัฒนาการและการเรียนรู้
ของสมองท่ีมีความซับซ้อน บนพืนฐานของการตื่นตัวอย่างผ่อนคลาย การท้างานร่วมกันของประสบการณ์ที่
ซับซอ้ น และกระบวนการท้างานของประสบการณ์ โดยเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนไดเ้ รียนร้ใู นสิ่งท่ีตนเองสนใจ และ
มีส่วนร่วมในกิจกรรมท่ีหลากหลายอย่างสนุกสนานและไม่ถูกคุกคาม เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ได้
อย่างเตม็ ศักยภาพและมปี ระสิทธภิ าพมากทสี่ ุด
การน้าหลักการของการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) สู่การประยุกต์ใช้
ส้านักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน, 2558) เสนอการน้าหลักการของการเรียนรู้โดยใช้
สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) ไปใช้หลากหลายรปู แบบ ดงั นี
1. การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ครูควรให้ผู้เรียนมีโอกาส เช่ือมโยงส่ิงท่ีจะเรียนรู้ใหม่กับส่ิงที่
เรียนรู้มาก่อนแล้ว ศึกษาทดลองและลงมือท้าซ้า ย้า ทวน ท้าให้เข้าใจความรู้ใหม่ อ่านและฟังบรรยาย ท้าให้
สะท้อนสงิ่ ทก่ี ้าลังเรียนรไู้ ปได้ ประยกุ ตค์ วามคิดรวบยอด ทักษะและความรู้ไปใชใ้ นเรือ่ งตา่ ง ๆ ในชวี ติ ขดั เกลา
และปรับปรุงผลงาน ท้าใหเ้ ขา้ ใจความรู้ ทกั ษะนันดยี งิ่ ขนึ
2. การจดั การเรยี นรู้ในดา้ นต่าง ๆ เช่น ด้านการเคลื่อนไหว ดา้ นภาษา ดา้ นศิลปะและการสร้างสรรค์
ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านการคิด เป็นต้น ซ่ึงมีจุดเน้นวิธีการสอนที่แตกต่างกันตามเนือหาสาระท่ีต้องการให้
ผู้เรยี นไดร้ ับ
3. การจัดการชันเรียนและส่ิงแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ เช่น อุณหภูมิเหมาะสม แสงสว่างเพียงพอ มี
พืนท่ีและอุปกรณ์เหมาะสมกับการท้ากิจกรรมท่ีหลากหลาย ห้องเรียนตกแต่งให้น่าสนใจด้วยความรู้และ
ผลงานของผู้เรยี น จัดบรรยากาศในห้องเรียนให้มีชวี ติ อบอนุ่ และผ่อนคลาย
4. การมีสว่ นรว่ มของผู้ปกครองและชมุ ชน ผปู้ กครองต้องมคี วามรู้ความเข้าใจเก่ียวกับพฒั นาการตาม
วัยของผ้เู รียน
5. การวัดและประเมินพฒั นาการ ครูสังเกตวา่ ผู้เรียนมีพฒั นาการเพียงใดก่อนและหลงั การเรียนรู้โดย
เนน้ ทีก่ ระบวนการและความก้าวหน้าของผูเ้ รยี น
11
การจัดการเรียนรู้ส้าหรับเด็กปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายส้าคัญเพ่ือส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนทังทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาเป็นองค์รวมไปพร้อมกนั ในการจัดการเรยี นรู้ที่
สอดคล้องกบั การทา้ งานของสมองเพ่ือส่งเสรมิ พฒั นาการทัง 4 ด้าน Office of the Basic Education (2008);
Ward (2008; 77); & Samahito (2015) (อรณุ ี หรดาล, 2562) ไดอ้ ธิบายและให้แนวทางไว้ดังนี
ดา้ นรา่ งกาย การท้างานของสมองสมั พันธ์กับการเคล่ือนไหวรา่ งกาย การออกกา้ ลังกายนอกจากช่วย
ใหร้ า่ งกายแข็งแรงแล้ว ยังชว่ ยทา้ ใหจ้ ิตใจผ่อนคลาย การเคลือ่ นไหวทา้ ให้ออกซิเจนในสมองเพมิ่ ขนึ ปลดปลอ่ ย
ความเครียด สร้างสารเคมีที่ช่วยพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ของสมอง ประสานการท้างานของร่างกายและ
สมอง ครแู ละผูท้ ่เี กี่ยวขอ้ งควรจัดให้เดก็ มีประสบการณ์ตรงและได้ปฏิบัตจิ รงิ มีการกระตุ้นประสาทรบั รูโ้ ดยให้
เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น วาดรูป การออกท่าทาง วาดภาพในอากาศ วาดภาพบนโต๊ะด้วยมือหรือนิวมือ มีของ
จริงให้เด็กได้สัมผัส นอกจากนีกระบวนการเรียนรู้การเคลื่อนไหวยังช่วยพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับมิติ พืนท่ี
ระยะ ระดบั ทิศทาง ความสมดลุ การประสานสัมพนั ธ์ เช่น การเคล่อื นไหวรา่ งกายในลกั ษณะและรูปแบบต่าง
ๆ การเคลอ่ื นไหวอยู่กับท่ี การเคลื่อนไหวแบบเคลอื่ นที่ การเคลือ่ นไหวพร้อมอปุ กรณ์ การเคลอ่ื นไหวร่างกาย
และเล่นเคร่ืองเล่นสนาม การเคลื่อนไหวเชงิ สร้างสรรค์ เปน็ ตน้
ด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม สมองเรียนรู้ด้านสังคมที่เกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพกับผู้อ่ืน การท้างาน
ร่วมกนั ทงั ในฐานะผนู้ า้ และผู้ตาม หรือการมีปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสังคมด้วยการผูกพัน การรจู้ ักกนั ฟงั กนั และสังเกต
กัน ท่ีน้าไปสู่ความรสู้ ึกตื่นตัวอยา่ งผ่อนคลาย ความสามารถทางภาษา สภาพจิตใจ และกระบวนการเรียนรูใ้ น
ระดบั สงู ของเด็ก ล้วนเปน็ ผลมาจากการที่เด็กเขา้ ไปมีความสัมพันธก์ ับผู้อืน่ หรอื ผู้อืน่ เข้ามาสร้างความสัมพันธ์
กับเด็ก ซ่ึงเป็นวงจรการท้างานท่ีสัมพันธ์โดยตรงกับการพัฒนาด้านอารมณ์ จิตใจ ผ่านประสบการณ์การสรา้ ง
กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม การแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยการปฏิบัติกิจวัตร
ประจา้ วนั การเลน่ และการท้างานร่วมกบั ผู้อืน่ เช่น การควบคมุ เก่ยี วกบั ความอยาก ความโกรธ ความกลัว เปน็
ตน้ เด็กจะพฒั นาอารมณท์ างบวกโดยซึมซบั สะสมข้อมูลต่าง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องกบั สมองส่วนคิดตังแต่วยั ทารก
ด้านสติปัญญา การคิดเกิดจากสมองรับรู้ข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทัง 5 ก่อรูปเป็นวงจร เกิดการคิด
รูปแบบการคิดจึงเกิดจากการจับต้องสัมผัส สมองต้องมีประสบการณ์ตรงมาก่อนเพื่อประมวลข้อมูลจาก
สิ่งแวดล้อมรอบตัว แล้วสร้างภาพขึนมาในสมอง เม่ือสมองท้างานประมวลข้อมูลท่ีเคยรู้ การคิดจะเกิดขึน ซ่ึง
อาจเป็นการคิดผ่านการสังเกต จ้าแนก เปรียบเทียบ การเข้าใจจ้านวน มิติสัมพันธ์และเวลา ซึ่งการที่เด็กมี
ประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวจะเป็นพืนฐานในการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และท้าให้การคิดมี
ประสิทธภิ าพและสง่ ผลตอ่ การคิดในระดับท่ีสงู ขึนต่อไป เมอื่ เด็กมีความสามารถทางการคิด ความสามารถทาง
ภาษาของเดก็ จะตามมา ดงั นนั การจดั กจิ กรรมการเรียนรูส้ ง่ิ ตา่ ง ๆ ดว้ ยการส่งเสรมิ ให้เดก็ ได้ใช้ประสาทสัมผัส
ด้วยการมอง การสัมผัส การชิมรส และการดมกลิ่นจะช่วยให้สมองในส่วนคิดสามารถท้างานได้อย่างมี
ประสิทธิผล ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องจัดประสบการณ์เพ่ือกระตุ้นให้เด็กคิด ได้ฝึกตังค้าถาม และทดลองส่ิงที่
ตัวเองคิดเพือ่ หาค้าตอบ
ในหลักสูตรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีไปใช้ในสถานศึกษา ระดับ
ปฐมวัย ใช้กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานส้าหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งมี 5 ขันตอน
ดังนี
12
ขันท่ี 1 เตรียมความพรอ้ ม
เตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนพร้อมในการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมบริหารสมอง (Brain Gym)
ช่วยกระตุ้นให้สมองซีกซ้ายและซีกขวาท้างานประสานสัมพันธ์กัน การเคล่ือนไหวกระตุ้นเส้นทางเดิน
กระแสไฟฟ้าในสมอง ท้าให้ข้อมูลเคล่ือนที่ได้อย่างอสิ ระ การเคล่ือนไหวสลับข้าง(เคล่ือนไหวข้ามเส้นก่งึ กลาง
ล้าตัว) ช่วยให้การเช่ือมโยงระหวา่ งร่างกายและสมองท้างานดีขึน นอกจากนีการแกว่งแขนขาและดวงตาสลบั
ข้าง ยังจ้าเป็นต่อการท้างานที่มีประสิทธิภาพของสมองโดยรวม ช่วยให้มีสมาธิ ผ่อนคลาย ต่ืนตัวเกิดความ
พรอ้ มทจี่ ะเรยี นร้อู ย่างมคี วามสขุ
ขันท่ี 2 กระตุ้นการเรยี นรู้
ในขันตอนนีมีจุดประสงค์เพ่ือสร้างความสนใจหรือแรงจูงใจในการที่จะเรียนรู้เร่ืองใหม่
กระตุ้นเร้าให้ผู้เรียนเกิดความกระหายใคร่รู้ ในบรรยากาศที่ท้าให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลายแต่ต่ืนตัวที่จะเรียนรู้
กิจกรรมที่ใช้อาจเป็นการร้องเพลง เล่านิทาน ท่องค้าคล้องจอง ปริศนาค้าทาย การกระตุ้นด้วยค้าถาม ให้
ผู้เรียนคิดและคาดเดา เล่นเกม เล่าประสบการณ์เดิม เพ่ือทบทวนความรเู้ ดิมและเช่ือมโยงเขา้ สู่เนือหาท่ีกา้ ลัง
จะเรยี น
ขันท่ี 3 การเรยี นรู้
ครูผู้สอนน้าเสนอเนือหาตามสาระการเรียนรู้ของหน่วยการจัดประสบการณ์ โดยเน้นให้
ผู้เรยี นได้ลงมอื ปฏิบัตจิ รงิ ในกิจกรรมตา่ ง ๆ เรยี นรผู้ ่านประสาทสัมผัสทังห้าในการมองเห็น การไดย้ นิ การรับ
รส การได้กลนิ่ ได้สงั เกต ส้ารวจ คน้ คว้า แสวงหาค้าตอบ การใช้สถานการณ์จ้าลอง ครใู ช้คา้ ถามทกี่ ระตนุ้ และ
ทา้ ทายให้เดก็ คิด เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นท้ากิจกรรมกลุม่ รว่ มกันหรือรายบุคคล รบั ฟังความคดิ เหน็ ของผ้อู ่นื ได้คิด
ไตร่ตรองร่วมกัน น้าเสนอผลและอธิบายส่ิงท่ีค้นพบได้ ท้าให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเรียนรู้จากสื่อที่
น่าสนใจ มีสีสันสะดุดตา ใช้ส่ือภาพ ใช้สัญลักษณ์ ตัวอักษรมีขนาดใหญ่มองได้ชัดเจน ใช้ภาพเหมือนจริงและ
เหมาะสม เช่น หนังสือนิทานชุดน้องแคน คูน...สู้วายร้ายพยาธิใบไม้ตับ การ์ตูนอนิเมชัน หุ่นมือ เกม
การศึกษา บตั รภาพ ค้าคล้องจอง เป็นต้น ฝึกปฏิบัติในบริบทต่าง ๆ อย่างสม้า่ เสมอ ผา่ นกจิ กรรมท่ีหลากหลาย
ท้าให้เกดิ การจดจ้าและสรา้ งความชา้ นาญในเร่อื งนัน ๆ
13
ขันท่ี 4 สรปุ ผลการเรียนรู้
ในขนั นีเป็นการสรุปความคิดรวบยอดจากสิ่งทีไ่ ดเ้ รียนรู้ ผเู้ รียนและครูผสู้ อนรว่ มกนั สรปุ โดย
น้าเสนอความคิดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การพูดส่ือสารความคิด การน้าเสนอผลงาน ผังกราฟิก ภาพวาด เป็น
ตน้
ขนั ท่ี 5 การน้าไปใช้
ผู้เรียนสามารถน้าความรู้ ทักษะกระบวนการ และ เจตคติไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่
เชน่ ทา้ ใบงานใหม่ๆ ในสมดุ กิจกรรมเสรมิ ประสบการณก์ ารเรียนรู้ ชุด น้องแคน คนู ชวนหนูเรียนรู้การป้องกัน
โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี หรือสร้างสรรค์ผลงาน ชินงานใหม่ๆ ท้าหนังสือนิทานเล่มเล็ก แสดง
บทบาทสมมุติ จัดนิทรรศการ เปน็ ต้น
สอ่ื การเรยี นรู้
เพ่ือใหก้ ารจัดประสบการณก์ ารเรียนรูส้ ามารถดา้ เนนิ ไปไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ สามารถน้าผ้เู รยี นไปสู่
การเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ผู้สอนควรผลิตหรือจัดหาสื่อตา่ ง ๆ เพ่ือ
ส่งเสริมการเรยี นรูข้ องผู้เรียน ทังนี หลักสูตรเสริมสรา้ งภูมิคุ้มกันโรคพยาธใิ บไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีไปใชใ้ น
สถานศึกษา ระดับปฐมวัย โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) ได้ออกแบบและจัดท้าส่ือต้นแบบ
เพ่อื ใช้ประกอบการเรียนการสอนส้าหรบั ครูไว้ดงั นี
1. การ์ตูนอนิเมชันเพื่อสร้างความตระหนักป้องกันการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี
จา้ นวน 3 เรอ่ื ง ได้แก่
14 13
1) เร่ือง พยาธคิ อื อะไร
2) เร่อื ง การใชห้ อ้ งนา้ ห้องส้วมท่ถี กู สุขลักษณะ
3) เรื่อง การป้องกันการระบาดของโรคพยาธใิ บไมต้ บั และมะเร็งท่อนา้ ดี
2. ชุดบตั รภาพและบัตรค้าประกอบแผนการจดั ประสบการณ์
3. นิทานเพื่อสร้างความตระหนักป้องกันการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี ชุด น้องแคน
คูน.....สวู้ ายรา้ ยพยาธิใบไม้ตบั จา้ นวน 4 เร่ือง ได้แก่
1) นทิ าน เรอื่ ง แคนคนู กับลุงทนู นักหาปลา
2) นิทาน เรอ่ื ง ลุงทนู ไมส่ บาย
3) นิทาน เรอื่ ง อาหารของแม่
4) นิทาน เรือ่ ง ชมุ ชนปลอดภัย ไรโ้ รคร้าย
นิทานชุด น้องแคน คนู .....สูว้ ายรา้ ยพยาธิใบไมต้ ับ มีลกั ษณะเดน่ คอื เปน็ การเล่าเรือ่ งราวเหตุการณ์
การเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีท่ีเกิดขึนในชุมชนแห่งหนึ่ง เนือเรื่องมีความตื่นเต้น สนุกสนาน
น่าเศร้า และการให้ก้าลังใจ ปนอยู่ด้วย ขณะท่ีเด็กฟังนิทาน สมองส่วนหน้าจะท้าหน้าที่ด้านการคิดเช่ือมโยง
เหตุการณ์ คาดคะเนผลที่จะเกิดขึนในเรื่อง สมองส่วนรับเสียง (ภาษา) รับภาพ เริ่มรับข้อมูลและท้าการ
ประมวลผล ขณะท่ีสมองซีกขวาจะท้างานด้านการรับความรู้สึกและจินตนาการตามท้องเร่ือง สมองส่วน
อารมณ์ถูกกระตุ้นไปพร้อมกัน การกระตุ้นสมองทังหมดท่ีกล่าวมา เกิดขึนขณะที่สมองก้าลังฟังนิทาน ดังนัน
การฟังนิทานจึงเป็นวิธกี ารหน่งึ ในการพฒั นาสมองของเดก็ (พรวิไล เลิศวิชา, 2557)
4. ค้าคล้องจอง “พยาธิใบไม้ตับ” เพื่อสร้างความตระหนักป้องกันการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและ
มะเร็งท่อน้าดี การท่องค้าคล้องจองพร้อมกับตบมอื หรือเคล่ือนไหวดว้ ยท่าทางต่าง ๆ ช่วยกระต้นุ ให้สมองฝึก
ออกเสียง จัดจังหวะ รวมทังความสามารถในการจดจ้า การเปล่งเสียงพร้อมกับการเคลื่อนไหวมือ เป็นการ
กระตุ้นสมองใหญ่และสมองน้อยพร้อม ๆ กัน สมองใหญ่ท้าหน้าที่คิดและจดจ้าบทคล้องจอง ในขณะที่สมอง
น้อยควบคมุ และปรับสมดลุ ของทา่ ทาง
5. หนุ่ มือ ชดุ น้องแคน คนู .....สู้วายรา้ ยพยาธิใบไม้ตับ
6. สมุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การเรยี นรู้ ชุด น้องแคน คูน ชวนหนูเรียนรู้การป้องกนั โรคพยาธิ
ใบไม้ตับและมะเรง็ ทอ่ น้าดี
นอกจากสอื่ หลกั ที่หลกั สตู รเป็นผ้ผู ลติ และจดั หาให้ครผู สู้ อนแล้ว ครผู ู้สอนสามารถจัดท้าหรอื จัดหาส่ือ
เสริมชนิดต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนเพ่ิมเติม โดยยึดหลักการใช้สื่อท่ีมีอยู่แล้วในท้องถ่ินที่
จัดหาและผลิตได้ง่าย ราคาประหยัด เช่น แผ่นพับหรือรูปภาพจากโรงพยาบาล หนังสันต่าง ๆ จาก
อินเตอร์เน็ต ของจริงต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในชุมชน เช่น ปลาชนิดมีเกล็ดและไม่มีเกล็ด ปลาวงศ์ตะเพียน เป็นต้น
รวมถึงแหล่งเรียนรู้ท่ีมีอยู่ในชุมชนประเภทต่าง ๆ เช่น ประเภทบุคคล ได้แก่ บุคลากรด้านสาธารณสุข เช่น
แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจ้าหมู่บ้าน บุคคลในชุมชน ผู้น้า
ชุมชน ประเภทสถานท่ี เช่น โรงพยาบาล แหล่งน้าในชุมชน เป็นต้น ประเภทกิจกรรม เช่น กิจกรรม
รณรงค์ไม่กินปลาดิบ เป็นต้น นอกจากนันครูสามารถจัดกิจกรรมการเล่มตามมุมของผู้เรียนโดยมีมุมท่ี
เกี่ยวข้องกับการป้องกันการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี เช่น มุมอาหารปลอดพยาธิ มุม
หมอ มุมหนงั สือเกยี่ วกับโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งทอ่ น้าดีส้าหรบั เด็กปฐมวัย เป็นต้น
14 15
ตารางวเิ คราะหแ์ นวคิดในการจัดการเรียนรูท้ ี่สอดคลอ้ งกับการทา้ งานของสมองกบั การน้าไปประยกุ ต์ใช้ใน
หลกั สูตรเสรมิ สร้างภมู ิคุ้มกนั โรคพยาธใิ บไมต้ บั และมะเรง็ ทอ่ น้าดีไปใช้ในสถานศึกษา ระดับปฐมวยั
หลกั การการทา้ งานของสมองสา้ หรับการจดั การ การประยุกตใ์ ชใ้ นหลักสูตรเสรมิ สร้างภูมิคุ้มกันโรค
เรียนรใู้ นห้องเรียน NEA’s Doubts & พยาธใิ บไม้ตบั และมะเรง็ ท่อน้าดีไปใชใ้ น
Certainties (1994) สถานศึกษา ระดบั ปฐมวัย
1. สมองนนั ท้างานพรอ้ มกนั หลายๆส่วน ซึง่ สมองจะ 1.1 หลักสูตรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับ
เกิดการเรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมท่ีมีส่ิงเร้าอย่าง และมะเรง็ ท่อนา้ ดี ระดับปฐมวัย ใชก้ ลยุทธ์การสอน
หลากหลาย (The brain is a parallel processor) ที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การสาธิต ทดลอง การ
สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแสดงบทบาท
สมมุติ การส้ารวจ การเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม ทังนี
เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน เชื่อมโยงหัวข้อให้
สอดคล้องกบั ชวี ิตประจา้ วนั
2. ศักยภาพในการเรียนรู้นันมีความเก่ียวข้องกับ 2.1 ผู้สอนควรค้านึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
พัฒนาการเจรญิ เตบิ โต บุคลิกภาพ ลกั ษณะนิสยั และ ของผู้เรียน ทังในแง่วฒุ ิภาวะและพฒั นาการ รวมถงึ
สภาวะอารมณ์ (Learning engages the entire ความถนัดในการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ เช่น การเรียนรู้
physiology) ผ่านการมอง เรียนรู้ผ่านการฟัง เรียนรู้ผ่านการ
เคลื่อนไหว เรียนรู้แบบมองภาพรวม (องค์รวม) การ
เรยี นรแู้ บบคดิ วเิ คราะห์
3. ความสงสัยใคร่รู้เป็นส่ิงท่ีมีมาตามธรรมชาติ และ 3.1 มีการน้าเข้าสู่บทเรียนท่ีน่าสนใจ น้าส่ิงที่ผู้เรียน
ติดตัวมาตังแต่เกิด ซ่ึงสมองนนั ก็ถูกออกแบบมาเพ่ือ สนใจมาเช่อื มโยงกบั เนือหาในบทเรยี น ผ่านกิจกรรม
รับรู้และขบคิดเพ่ือค้นหาค้าตอบ (The search for การรอ้ งเพลง เลา่ นทิ าน ท่องค้าคล้องจอง ปรศิ นาคา้
meaning is innate) ทาย การกระตุ้นด้วยค้าถาม ให้ผู้เรียนคิดและคาด
เดา เล่นเกม และการเลา่ ประสบการณ์เดิม
3.2 จัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดค้าถามและ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนหาค้าตอบจากค้าถามนันด้วย
ตนเอง
4. การค้นหาค้าตอบของมนุษย์เป็นกิจกรรมท่ีเป็น 4.1 ค้านึงว่าผู้เรียนมีประสบการณ์เดิมท่ีแตกต่างกนั
รู ป แ บ บ ( The search for meaning occurs ผ้สู อนควรเช่ือมโยงระหว่างความร้เู ดมิ ส่คู วามรูใ้ หม่
through “patterning”)
5. อารมณ์ความรู้สึกไม่ได้แยกออกจากการเรียนรู้ 5.1 จัดส่ิงแวดล้อมในการเรียนให้เอือต่อตัวผู้เรียน
ซึ่งมีความส้าคัญมากต่อการจดจ้าข้อมูล รวมไปถึง เพอื่ ใหม้ ภี าวะอารมณแ์ ละความรสู้ กึ ทีด่ เี ปน็ ปกติ
ก า ร เ รี ย ก ใ ช้ ข้ อ มูล ( Emotion are critical to 5.2 ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักถึงภาวะทางอารมณ์และ
patterning) ความรู้สึกของตนเองดว้ ย
5.3 ผู้สอนควรมีท่าทางท่ีเป็นมิตร อารมณ์ดี สร้าง
บรรยากาศการเรยี นรูท้ ี่ผ่อนคลาย
16
หลักการการทา้ งานของสมองสา้ หรับการจดั การ การประยกุ ตใ์ ช้ในหลกั สูตรเสรมิ สรา้ งภมู ิคุ้มกนั โรค
เรียนร้ใู นห้องเรียน NEA’s Doubts & พยาธใิ บไมต้ บั และมะเร็งท่อนา้ ดีไปใช้ใน
Certainties (1994) สถานศึกษา ระดับปฐมวยั
5.4 ใชเ้ กมและกจิ กรรมการเรียนรูท้ สี่ นกุ สนาน
6. สมองแต่ละสว่ นนนั ท้างานทงั แบบเฉพาะดา้ นและ 6.1 ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีท้าให้ผู้เรียนได้ใช้
ปร ะ สาน สัมพันธ์กั บส่วน อื่น ๆ (Every brain สมองหลายส่วนทา้ งานประสานเช่ือมโยงกนั
simultaneously perceives and creates parts
and wholes)
7. การเรียนรูน้ นั จะเกิดขนึ ได้ตอ่ เมอ่ื ผู้เรียนสนใจและ 7.1 ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาต่าง ๆ เพื่อดึงดูดผู้เรียน
ใส่ใจการเรียนรู้ (Learning involves both ให้เกิดความสนใจในการเรียนรู้ ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียน
focused attention and peripheral เรยี นรู้ไดด้ ีขนึ
perception) 7.2 จัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนท่ีเอืออาทร
ต่อสมอง มอี ากาศถา่ ยเทสะดวก มีแสงสว่างเพยี งพอ
บรรยากาศอบอุ่น ขณะที่ผู้เรียนท้ากิจกรรมควรเปดิ
เพลงบรรเลง และจัดบรรยากาศในห้องเรียนให้
สอดคล้องกับเนือเร่ือง ได้แก่ การจัดป้ายนิเทศ มุม
เสริมประสบการณ์การเรียนรู้ นิทรรศการความรู้
เก่ียวกบั พยาธใิ บไม้ตบั และมะเร็งทอ่ นา้ ดี
7.3 ใช้ส่อื อุปกรณท์ ี่มีสีสนั กระตุ้นประสาทสว่ นการ
มองเหน็
8. การเรียนเป็นสิ่งท่ีมีความเก่ียวข้องกับจิตส้านึก 8.1 ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง มี
และจิตใต้ส้านึก (Learning involves conscious ชีวิตชีวาและควรกระตุ้นผู้เรียนแสดงความคิดเห็น
and unconscious processes) และมีเวลาทบทวนส่ิงท่ไี ด้เรยี นรไู้ ปแล้ว
8.2 ให้ระยะเวลาที่เหมาะสมในการท้างาน เพื่อให้
ผู้เรยี นได้มีเวลาคิดหรือทบทวนอย่างสงบ
9. มนุษย์มีความทรงจ้า 2 ประเภทคือ ทังความทรง 9.1 จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความจ้าหลากหลายแบบ
จ้าท่ีมาจากประสบการณ์ในชีวิตประจ้าวัน และ เน้นให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงและการ
ความทรงจ้าที่มาจากการท่องจ้า (We have (at ทบทวน ทา้ ซ้าในรูปแบบตา่ ง ๆ
last) two types of memory system : spatial 9.2 การสอนท่ีมีการใช้ประสาทสัมผัสหลายด้าน
and rote learning) ช่วยใหผ้ เู้ รยี นสร้างความจ้าทีแ่ มน่ ยา้ เชน่
- กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการมอง ผ่านการใช้
รูปภาพ โปสเตอร์ บตั รค้า อนเิ มชัน
- กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการฟัง ผ่านการฟัง
นิทาน การท่องค้าคล้องจอง ร้องเพลง สนทนา
โต้ตอบ การอภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเหน็
17
หลักการการทา้ งานของสมองสา้ หรบั การจดั การ การประยกุ ต์ใชใ้ นหลักสตู รเสริมสรา้ งภมู ิคุ้มกนั โรค
เรยี นรใู้ นห้องเรียน NEA’s Doubts & พยาธใิ บไมต้ ับและมะเร็งท่อน้าดีไปใชใ้ น
Certainties (1994) สถานศึกษา ระดบั ปฐมวัย
- กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการเคลื่อนไหวและการ
สัมผัส ผ่านกิจกรรมบริหารสมอง (Brain Gym) การ
แสดงท่าทางประกอบเพลง จังหวะ การออกก้าลัง
กาย การเล่นเกม
- กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการลิมรส ผ่านการชิม
อาหารไขเ่ จยี วปลาส้ม
- กระตุน้ ประสาทสัมผัสด้านการดมกล่ิน ผ่านการดม
กล่นิ อาหาร กลิ่นปลาสม้ ดบิ และกลนิ่ ไขเ่ จียวปลาสม้
10. ความเข้าใจท่ีดีของสมองจะเกิดจากข้อมูลและ 10.1 ใช้เทคนิคการเรียนการสอนที่ท้าให้ผู้เรียนได้
ทักษะจากความทรงจ้าท่ีมาจากประสบการณ์จริง สมั ผสั ประสบการณ์จริงอย่างหลากหลาย ได้แก่ การ
( The brain understand and remember best ส้ารวจ การทดลองล้างมือให้สะอาด การประกอบ
when facts skill are embedded in natural อาหารไข่เจยี วปลาส้ม การท้าความสะอาดหอ้ งเรียน
spatial memory)
11. แรงเสรมิ ทางบวกมผี ลดตี ่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 11.1 สร้างบรรยากาศในชันเรียนให้มีความผ่อน
แต่ถ้าผู้เรียนได้รับส่ิงท่ีไม่พึงพอใจจากการคุกคาม คลาย ไม่มคี ้าขูแ่ ละความคิดเห็นในเชิงลบ หลีกเล่ียง
ทางความรู้สึก ความเครียด และความวิตกกังวล จะ ภาวะกดดัน บังคับ การท้าโทษอย่างรุนแรงทัง
ท้าให้สมองไม่เกิดการเรียนรู้ ( Learning and ร่างกายและจติ ใจ
enhanced by challenge and inhibited by 11.2 ให้ก้าลังในผู้เรียน โดยกล่าวค้าชมเชยให้บ่อย
threat) เท่าที่จะท้าได้ และมองความผิดพลาดให้เป็นโอกาส
ในการเรยี นรู้
12. สมองของมนุษย์นันมีความแตกต่างกัน แต่ 12.1 ใช้กลยุทธ์และเทคนิควิธีการในการเรียนการ
โครงสร้างสมองของแต่ละคนสามารถเปล่ียนแปลง สอนท่ีหลากหลาย เพ่ือดึงดูดความสนใจผู้เรียนให้
ได้ (Every brain is unique) มากท่ีสุด ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทุกด้าน ทังการ
มองเหน็ การฟัง การดม การชมิ การสมั ผัส
แนวทางการน้าหลักสูตรไปใช้
หลักสูตรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีไปใช้ในสถานศึกษา ระดับปฐมวัย
โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) อายุ 5-6 ปี ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่
1) หนว่ ยพยาธใิ บไมต้ บั ...ตวั ร้าย 2) หนว่ ยสขุ ภาพดี ชวี มี สี ขุ และ 3) หน่วยครอบครวั ชุมชน ปลอดภยั ห่างไกล
โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี จ้านวน 14 แผนการจัดประสบการณ์ ซ่ึงมีความสอดคล้องกับหลักสูตร
การศึกษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560 เนน้ ผเู้ รียนเปน็ ส้าคัญและสอดคล้องกบั การทา้ งานของสมอง ทังนผี ูส้ อน
สามารถปรับเปลีย่ นสาระท่ีควรเรยี นรไู้ ด้ตามความเหมาะสม
18
แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ในการวัดประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนจากการใช้หลักสูตรส้าหรับเด็กปฐมวัย เน้นการประเมิน
พฒั นาการของผเู้ รยี น โดยมีแนวทางในการประเมินเพ่อื การพฒั นาและประเมนิ เพอ่ื การสรุปผลดงั ตอ่ ไปนี
แนวทางการประเมนิ เพอ่ื
สิง่ ทจี่ ะประเมนิ การพัฒนา แนวทางการประเมนิ เพอื่ การสรุปผล
1. ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับโรค - การสังเกตพฤติกรรม แบบทดสอบความรู้เพื่อการเสริมสร้าง
พยาธิใบไม้ตบั และมะเรง็ ท่อน้าดี ของผู้เรียน ภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและ มะเร็ง
- การบนั ทึก ท่อนา้ ดี สา้ หรบั เด็กปฐมวัย
- การสัมภาษณ์
2. การดูแลตนเองเพ่ือการป้องกัน - การสังเกตพฤติกรรม แบบปร ะ เมินทัก ษะ กระ บวนการ
โรค ของผู้เรยี น เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับ
- การบันทึก และมะเรง็ ท่อนา้ ดี ระดบั ปฐมวัย
- การสมั ภาษณ์
3. มีเจตคติท่ีดีต่อการมีพฤติกรรม - การสังเกตพฤติกรรม แบบวัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพ่ือ
การดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย ของผู้เรยี น การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้
ตนเองให้หา่ งไกลโรค - การบนั ทกึ ตบั และมะเรง็ ท่อน้าดี ระดบั ปฐมวัย
- การสัมภาษณ์
4. แสดงออกถึงพฤติกรรมการ - การสังเกตพฤติกรรม แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพเพ่อื การ
ปฏิบัติตนตามสุขอนามัย สุขนิสัยท่ี ของผเู้ รยี น เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับ
ดี - การบนั ทึก และมะเรง็ ทอ่ น้าดี ระดบั ปฐมวยั
- การสัมภาษณ์นักเรียน
และผู้เกี่ยวขอ้ ง
- การเยย่ี มบา้ นนักเรียน
การประเมินผลผูเ้ รยี น
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้ระบุว่า ผู้สอนต้องตรวจสอบพฤติกรรมท่ีแสดง
พัฒนาการของผู้เรียนอยา่ งต่อเนือ่ ง เพื่อยืนยันความเชื่อม่ันของผลการประเมินพฤติกรรมนนั ๆ และน้าผล
ไปเป็นขอ้ มูลสรปุ การประเมนิ สภาพทพี่ งึ ประสงค์ของผู้เรียนในแตล่ ะสภาพทพี่ งึ ประสงค์ นา้ ไปสรุปการประเมิน
ตัวบง่ ชีและมาตรฐานคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามลา้ ดับ ซึ่งหลักสูตรนไี ด้มีการวเิ คราะห์ความสอดคล้องกับ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หากสถานศึกษาน้าหลักสูตรนีไปบูรณาการในโครงสร้าง
หลกั สูตรสถานศกึ ษาใหด้ า้ เนินการประเมินผูเ้ รียนตามแนวทางทกี่ ้าหนดไว้ในหลกั สูตรสถานศึกษา
รายละเอยี ดเนือหาสา้ หรบั ครู
เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดหาและออกแบบส่ือการเรียนรู้ ก้าหนด
แหล่งเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม จึงได้น้าเสนอรายละเอียดเนือหาของหลักสูตร
ตามผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ 4 หมวด ในสว่ นท่ี 2 รายละเอยี ดเนือหาหลักสตู รเสริมสรา้ งภูมิคุ้มกัน
โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีไปใช้ในสถานศึกษา ระดับปฐมวัย โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based
Learning) ซ่งึ ผู้สอนสามารถปรบั สาระการเรียนรใู้ ห้เหมาะสมกับผู้เรยี นระดบั ปฐมวยั ในการจดั การเรยี นรู้
19
ส่วนท่ี 2
รายละเอยี ดสาระทค่ี วรเรยี นรู้หลกั สูตรเสรมิ สรา้ งภูมคิ มุ้ กันโรคพยาธิใบไมต้ ับและมะเรง็ ท่อน้าดี
ไปใช้ในสถานศึกษา ระดบั ปฐมวยั โดยใชส้ มองเป็นฐาน (Brain-Based Learning)
20
K1. ธรรมชาติวทิ ยาของพยาธิชนดิ ต่าง ๆ
ผลการเรยี นรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ รายละเอยี ดสาระท่คี วรเรยี นรู้
1. บอกความหมายและ 1. ความหมายและชนิดของพยาธิ พยาธิเป็นส่ิงมีชีวิตประเภทปรสิต ด้ารงชีวิตด้วยการแย่งและดูดสารอาหารจากร่างกายของ
ชนิดของพยาธิได้ ได้แก่ พยาธิตัวกลม พยาธิตัวแบน มนษุ ย์หรือสัตวท์ ่ีมนั อาศัย พยาธิแบ่งออกเปน็ 3 กลมุ่ ไดแ้ ก่
และพยาธิตวั ตืด 1. พยาธิตัวกลม มีล้าตัวกลมยาวคล้ายไส้เดือน เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิตัวจี๊ด
พยาธปิ ากขอ เป็นตน้
ที่มา https://biopharm.co.th/รทู้ นั -ป้องกันพยาธิ/
2. พยาธิตวั แบน มลี ้าตวั แบน รูปรา่ งคลา้ ยใบไม้ เชน่ พยาธใิ บไม้ตบั
ทมี่ า https://biopharm.co.th/รทู้ ัน-ป้องกนั พยาธิ/
ผลการเรียนรู้ สาระทีค่ วรเรียนรู้ K1. ธรรมชาตวิ ทิ ยาของพยาธิชนดิ ต่าง ๆ
รายละเอียดสาระทคี่ วรเรียนรู้
3. พยาธิตัวตืด มีลักษณะตัวแบนและยาวคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว มีส่วนหัวเล็กและล้าตัวเป็นปล้อง
เชน่ พยาธิตัวตืด
ที่มา https://biopharm.co.th/รทู้ ัน-ป้องกันพยาธิ/
K2. ธรรมชาติวทิ ยาของพยาธใิ บไม้ตับ
ผลการเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ รายละเอยี ดสาระทคี่ วรเรียนรู้
1.สงั เกตและบอกรูปร่าง 1. รูปร่าง ลักษณะของตัวพยาธิใบไม้ พยาธใิ บไมต้ บั จดั อยูใ่ นกลุ่มพยาธิตวั แบน มลี ้าตัวแบน รปู ร่างเหมอื นใบไม้ มี 2 เพศรวมในตัว
ลักษณะของพยาธใิ บไม้ ตบั เดยี วกัน สามารถผสมพนั ธแ์ุ ละออกไขไ่ ด้ตวั เอง
ตับได้
ผลการเรยี นรู้ สาระทค่ี วรเรยี นรู้ K3. โรคทีเ่ กิดจากพยาธิใบไม้ตับ รายละเอยี ดสาระทีค่ วรเรยี นรู้
1. บอกความหมายและ 1. ความหมายและสาเหตุการเกิดโรค พยาธใิ บไมต้ บั อาศัยอยู่ในท่อน้าดีของตับทงั ของคนและสัตว์ เม่อื พยาธิออกไข่ ไข่จะออกมาใน
ระบสุ าเหตขุ องการเกิด พยาธิใบไม้ตบั ล้าไส้ และปนออกมากับอุจจาระท่ีปล่อยลงสู่แหล่งนา้ เมื่อหอยไซกินไข่นีเข้าไป พยาธิจะเจรญิ เปน็
โรคได้ 2. วงจรการเกดิ พยาธิใบไม้ตบั การเขา้ ตัวอ่อนอยู่ในหอย ตัวอ่อนระยะต่อมาจะออกจากหอยไปเจริญต่อในปลาเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ
2. บ อ ก ว ง จ ร ก า ร เ กิ ด สรู่ า่ งกายคนของพยาธิใบไม้ตบั เมื่อคนกนิ ปลาทปี่ รุงไมส่ ุก ตัวอ่อนนจี ะเจรญิ เปน็ พยาธิตัวเตม็ วยั ในท่อนา้ ดีของตบั
พยาธิใบไม้ตับ การเข้า
21
K1. ธรรมชาติวิทยาของพยาธชิ นิดตา่ ง ๆ 22
ผลการเรยี นรู้ สาระที่ควรเรยี นรู้ รายละเอียดสาระท่คี วรเรยี นรู้
สู่ร่างกายคนของพยาธิ 3. ความหมายและสาเหตุการเกิด โรคพยาธใิ บไมต้ ับ คือ โรคทเ่ี กิดจากทอ่ น้าดีภายในตับตดิ เชือ ท้าให้เกิดการอุดตนั ของท่อน้าดี
ใบไมต้ บั ได้ โรคมะเรง็ ท่อนา้ ดี ในตบั สาเหตุของการติดโรคพยาธิใบไม้ตับ ไดแ้ ก่
3. บ อ ก ลั ก ษ ณ ะ แ ล ะ 4. ลกั ษณะและอาการของผูท้ ี่ปว่ ยเป็น 1. การกนิ ปลาน้าจดื วงศต์ ะเพยี นในลักษณะสกุ ๆ ดบิ ๆ
อาการของผู้ท่ีป่วยเป็น โรคมะเร็งทอ่ นา้ ดี โรคมะเร็งท่อนา้ ดี คือ โรคมะเรง็ ทอ่ น้าดี เป็นเนอื งอกร้ายท่ีเกดิ จากเซลล์เย่ือบุทอ่ ทางเดินน้าดี
โรคมะเร็งท่อน้าดีได้ 5. อันตรายของโรคมะเร็งทอ่ น้าดี ซ่งึ เกดิ จากการตดิ เชือ
4. บ อ ก อั น ต ร า ย ข อ ง อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี จะมีลักษณะตัวเหลือง ตา
โรคมะเร็งทอ่ น้าดีได้ เหลือง อึดอัด แน่นท้อง มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ คันบริเวณผิวหนัง เหน่ือยอ่อนเพลีย เบ่ืออาหาร
นา้ หนกั ตวั ลดลง คล่นื ไส้ อาเจยี น คล้าหน้าท้องพบก้อนโต ผู้ป่วยโรคมะเรง็ ทอ่ น้าดี หากไมส่ ามารถ
รกั ษาไดอ้ ยา่ งทันท่วงทีกจ็ ะนา้ มาส่กู ารเสยี ชีวิตในทีส่ ุด
K4. การดแู ลและปอ้ งกันการเกิดโรคพยาธิใบไมต้ บั และมะเรง็ ท่อน้าดี
ผลการเรียนรู้ สาระทค่ี วรเรยี นรู้ รายละเอียดสาระท่ีควรเรียนรู้
1. บอกอาหารท่ีเสี่ยงต่อ 1. อาหารท่ที า้ จากปลาน้าจืดเกล็ดขาว คา่ นิยมในการรบั ประทานอาหารตามความเคยชนิ ตามสงั คมและวัฒนธรรม ท้าใหเ้ สย่ี งต่อการ
การติดโรคพยาธิใบไม้ ท่ีดิบและปรุงสุกๆดิบๆ เป็นสาเหตุ ติดเชือพยาธิใบไมต้ ับจากตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในปลาวงศ์ตะเพียน เนื่องจากการรับประทานปลา
ตับได้ ของการเกิดโรค แบบดิบ หรือแบบสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา ปลาส้ม ปลาจ่อม ส้มต้าปลาร้าดิบ ซึ่งอาจน้าไปสู่การ
2. บอกวิธีการปรงุ อาหาร 2. การปรุงอาหารที่ท้าจากปลาน้าจืด เจบ็ ปว่ ยดว้ ยมะเรง็ ทอ่ น้าดี
ให้ปลอดพยาธิใบไมต้ บั เกล็ดขาวให้ถูกสุขอนามัย โดยใช้ การรับประทานอาหารที่มปี ระโยชน์ ครบ 5 หมู่ และท้าให้ถกู สุขอนามยั ดว้ ยการปรุงให้สกุ เช่น
ได้ ความร้อนท้าให้เนือปลาสุกอย่าง การต้ม ย่าง ปิ้ง น่ึง ทอด เป็นต้น ซ่ึงมีเมนูอาหารจากปลามากมาย เช่น ต้มปลา ทอดปลา ปลาปง้ิ
3. บอกวิธีการปฏิบัติตน ท่ัวถึง เพอื่ ใหป้ ลอดภัยจากเชือพยาธิ ปลาย่าง เป็นตน้ กนิ อาหารปรงุ สุกใหม่ๆและใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร
ท่ีเหมาะสมตามหลัก ใบไม้ตับ การขบั ถ่ายอจุ จาระทไ่ี มถ่ ูกสุขลักษณะ เช่น การขับถา่ ยในทโี่ ลง่ แจง้ ขับถา่ ยลงในแหลง่ น้า เมื่อ
สขุ อนามัยได้ ฝนตกน้าฝนจะชะล้างอุจจาระที่มีไข่พยาธิใบไม้ตับปนเป้ือนลงสู่แหล่งน้า ท้าให้ไข่พยาธิมีโอกาสได้
K1. ธรรมชาตวิ ิทยาของพยาธชิ นิดต่าง ๆ
ผลการเรียนรู้ สาระท่ีควรเรยี นรู้ รายละเอยี ดสาระทค่ี วรเรียนรู้
3. การดูแล รักษาความสะอาดของ พบหอยไซ และพบปลาท่ีเป็นตัวส่งผ่านโรคสู่คนได้ ดังนันเราควรขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
ร่างกายโดยการลา้ งมอื 7 ขนั ตอน ราดน้าทุกครงั และล้างมอื ใหส้ ะอาดทุกครงั หลังการขบั ถ่าย
4. การขับถา่ ยในสว้ มที่ถูกสขุ ลักษณะ การออกก้าลังกายอย่างสม่้าเสมอและต่อเน่ือง ท้าให้ร่างกายแข็งแรงและเพ่ิมการท้างานของ
5. การออกก้าลังกายอย่างสม่้าเสมอ ระบบภมู ิคุม้ กนั เพอ่ื ต้านทานโรคให้ดียิ่งขนึ
ทา้ ใหร้ า่ งกายแข็งแรง
ผลการเรยี นรู้ K5. สร้างภูมิคมุ้ กนั เพอ่ื ลดความเส่ยี งของการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตบั และมะเร็งท่อนา้ ดี ในครอบครัวและชมุ ชน
สาระทีค่ วรเรียนรู้ รายละเอียดสาระท่คี วรเรยี นรู้
1. รู้เรื่องราวการระบาด 1. การระบาดของของโรคพยาธิใบไม้ การส้ารวจผู้ป่วยโรคมะเร็งทอ่ น้าดีในครอบครวั และชมุ ชน การปฏิบัตติ นต่อผู้ป่วย
ของของโรคพยาธิใบไม้ ตับและมะเร็งทอ่ นา้ ดีในชุมชน การรกั ษาความสะอาดของโรงเรยี น จัดสภาพแวดลอ้ มใหถ้ ูกสุขลักษณะ เปน็ การป้องกันและตัด
ตับและมะเร็งท่อน้าดี 2. การปฏิบตั ติ นต่อผู้ปว่ ย วงจรการเกิดโรคพยาธใิ บไม้ตับ
ในชมุ ชน 3. ก า ร รั ก ษ า ค ว า ม ส ะ อ า ด บ้ า น การรณรงค์ให้บุคคลในชุมชน มีพฤติกรรมที่เหมาะสมห่างไกลโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเรง็ ทอ่
2. รู้วิธีการปฏิบัติตนต่อ โรงเรียนและชุมชนให้ถูกสุขลักษณะ น้าดี
ผปู้ ว่ ย 4. การแนะน้า ส่ือสารกับบุคคลใน
3. บอกวิธีการดูแลรักษา ครอบครัวและชุมชน ให้ปฏิบัติตน
ค ว า ม ส ะ อ า ด บ้ า น ห่างไกลโรคพยาธิใบไม้ตับและ
โรงเรียนและชมุ ชน มะเรง็ ทอ่ น้าดี
4. ชักชวนผู้อ่ืนให้ปฏิบัติ
ตนให้ห่างไกลจากโรค
พ ยาธิ ใบไ ม้ตับ แ ล ะ
มะเรง็ ทอ่ นา้ ดีได้
23
24
สว่ นท่ี 3
คู่มอื ครูหลักสตู รเสรมิ สร้างภูมคิ มุ้ กนั โรคพยาธใิ บไม้ตับและมะเรง็ ทอ่ น้าดีไปใช้ในสถานศึกษา
ระดับปฐมวัย โดยใช้สมองเปน็ ฐาน (Brain-Based Learning)
- ผังมโนทศั นห์ ลักสูตรเสรมิ สรา้ งภูมคิ ้มุ กนั โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเรง็ ทอ่ นา้ ดีไป
ใชใ้ นสถานศึกษา ระดบั ปฐมวัย
- ผงั มโนทัศนห์ น่วยการเรียนรู้
- แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรูโ้ ดยใชส้ มองเป็นฐาน
25
สว่ นที่ 3
คู่มือครู
ค้าชีแจง
เพ่ือให้การน้าหลักสูตรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดีไปใช้ในสถานศึกษา
ระดับปฐมวยั โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning) สามารถนา้ ไปสูก่ ารจัดประสบการณ์การเรียนรู้
ได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร จึงได้มีการจัดท้าแผนการจัดประสบการณ์การ
เรียนรู้ตามแนวทางทกี่ า้ หนดไวใ้ นหลกั สตู ร โดยมแี นวปฏิบตั ติ ามขนั ตอนดงั นี
1. ผู้สอนควรศึกษาเอกสารหลักสูตรในแต่ละองค์ประกอบโดยละเอียด เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแนว
ทางการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดภูมิคุ้มกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้าดี รวมถึงความเข้าใจใน
องคค์ วามรูแ้ ละสาระส้าคัญทีจ่ า้ เปน็ ส้าหรบั ครูผนู้ า้ หลกั สตู รไปใช้
2. ศึกษาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีได้จัดท้าขึนตามโครงสร้างเนือหาในหลักสูตรท่ีได้
ก้าหนดไว้
3. จัดเตรยี ม จัดหา ผลติ สือ่ การเรยี นรู้ แหล่งการเรยี นรูแ้ ละเครื่องมือประเมินผลการเรียนรูต้ ามท่ีระบุ
ไวใ้ นแผนการจัดประสบการณ์แตล่ ะแผน ใหพ้ ร้อมก่อนดา้ เนินการจดั ประสบการณใ์ นแตล่ ะครงั
4. แผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ทจี่ ัดท้าขึนนี ผู้สอนสามารถปรับเปลี่ยน เพิ่มเตมิ ประสบการณ์
การเรียนรู้ รวมทังสื่อ แหล่งเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ใหเ้ หมาะสมกับสภาพจรงิ ของชันเรียน โดย
ยึดจุดมุ่งหมาย ผลการเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการประเมนิ ผล
การเรียนรขู้ องหลักสูตรเปน็ หลกั
5. ผูส้ อนควรบันทึกและเกบ็ ร่องรอยหลกั ฐานการเรียนรู้ต่างๆที่เกิดขึนจากผู้เรยี นในแต่ละแผนการจัด
ประสบการณ์การเรยี นรู้ เพ่ือน้าไปใชเ้ ป็นข้อมูลในการวินจิ ฉัยการเรียนรู้ของผู้เรียนและปรบั ปรงุ คุณภาพการ
ประสบการณ์การเรียนรู้
26
ผงั มโนทัศน์
หลักสตู รเสริมสรา้ งภมู ิคุม้ กันโรคพยาธใิ บไมต้ ับและมะเรง็ ท่อนา้ ดีไปใช้ในสถานศกึ ษา
ระดบั ปฐมวยั โดยใช้สมองเปน็ ฐาน (Brain-Based Learning)
1. พยาธิ คืออะไร 1. อาหารทเ่ี สีย่ งต่อการตดิ โรคพยาธใิ บไมต้ บั
2. พยาธใิ บไมต้ ับ คอื อะไร 2. อาหารทป่ี ลอดพยาธใิ บไม้ตบั
3. โรคพยาธใิ บไมต้ บั 3. มือสะอาด ปราศจากพยาธิ
4. เราตดิ โรคพยาธใิ บไมต้ บั ไดอ้ ย่างไร 4. การขบั ถา่ ยทถ่ี ูกสุขลกั ษณะ
5. โรคมะเรง็ ท่อนา้ ดี 5. ออกก้าลังกาย รา่ งกายแขง็ แรง
หน่วย “พยาธติ วั ใบไม้ตบั ...ตัวรา้ ย” หน่วย “สขุ ภาพดี ชวี มี สี ุข”
หลกั สตู รเสริมสรา้ งภูมิคุ้มกนั โรคพยาธิใบไม้ตบั และมะเร็งท่อน้าดี
ไปใช้ในสถานศกึ ษา ระดบั ปฐมวยั
โดยใช้สมองเปน็ ฐาน (Brain-Based Learning)
หน่วย “ครอบครวั ชุมชน ปลอดภยั ห่างไกลโรคพยาธใิ บไมต้ บั และมะเร็งทอ่ น้าดี”
1. การระบาดของโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเรง็ ทอ่ น้าดใี นชุมชน
2. การปฏบิ ตั ติ นให้ปลอดภัยจากโรคพยาธิใบไมต้ ับและมะเร็งทอ่ น้าดี
3. การดแู ลรักษาตวามสะอาดของโรงเรียนใหถ้ กู สุขลักษณะ
4. ชมุ ชนปลอดภัย ห่างไกลโรคพยาธใิ บไมต้ บั และมะเรง็ ทอ่ นา้ ดี
ผังมโนทัศน์สาระทีค่ วรเรยี นรู้ที่ 1 หนว่ ย “พยาธใิ บไม้ตบั ...ตวั ร้าย” ระดับปฐมวยั (อายุ 5-6 ปี)
พยาธิ คอื อะไร พยาธใิ บไมต้ บั คอื อะไร โรคพยาธใิ บไม้ตับ
- ความหมายของพยาธิ - รปู รา่ ง ลกั ษณะของตัวพยาธิใบไมต้ บั - ความหมายของโรคพยาธใิ บไม้ตับ
- พยาธชิ นิดต่างๆ ได้แก่พยาธิตวั กลม พยาธิ - สา้ รวจใบไม้ทม่ี ีรปู รา่ ง ลักษณะ คล้ายพยาธิ - สาเหตกุ ารเกดิ โรคพยาธิใบไมต้ บั
ตวั แบน พยาธิตัวตืด ใบไม้ตบั - ลกั ษณะ และอาการของผทู้ ่ปี ่วยเป็นโรค
- สังเกตและเปรยี บเทยี บรปู ร่างของพยาธิ พยาธใิ บไมต้ บั
- จา้ แนก จัดกลุ่มพยาธชิ นิดต่างๆ ตามรูปรา่ ง
ลักษณะ ใบไมต้ บั และใบไม้ - อันตรายของโรคพยาธใิ บไม้ตบั
หน่วย “พยาธิใบไม้ตับ...ตัวร้าย”
โรคมะเร็งท่อน้าดี เราตดิ โรคพยาธใิ บไม้ตบั ได้อย่างไร
- ความหมายและสาเหตกุ ารเกดิ โรคโรคมะเรง็ ท่อนา้ ดี - วงจรการเกดิ โรคพยาธิใบไมต้ ับ
- การเขา้ สู่ร่างกายคนของพยาธใิ บไม้ตับ
- ลักษณะ อาการและการปฏิบัติตนตอ่ ผู้ปว่ ยโรคมะเร็งท่อ
น้าดี - สตั ว์ท่ีมคี วามสมั พันธก์ บั โรคพยาธิใบไมต้ ับ
- อนั ตรายของโรคมะเร็งทอ่ นา้ ดี
27
ตารางวเิ คราะหก์ ารจัดประสบการณ์ หน่วยที่ 1 “พยาธใิ บไมต้ บั ...ตัวรา้ ย” กับมาตรฐานคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ ตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวยั 28
ส้าหรบั เดก็ อายุ 5-6 ปี
มาตรฐาน/ตวั บง่ ชี สภาพทีพ่ ึงประสงค์ จุดประสงค์การ ประสบการณ์ส้าคัญ ผลการเรยี นรูท้ ี่คาดหวัง สาระทค่ี วรเรยี นรู้
เรียนรู้
มฐ.1 ร่างกายเจรญิ เตบิ โต ดา้ นรา่ งกาย 1. รู้ความหมายและชนิด 1. พยาธคิ อื อะไร
ตามวัยและมสี ขุ นิสัยทด่ี ี 1. เคลอ่ื นไหวเคล่อื นท่ี ของพยาธิ - ความหมายและชนดิ
ตบช.1.3 รกั ษาความ 1.3.1 เล่น ท้ากิจกรรม 1. เลน่ ท้ากิจกรรม 2. การเคลอื่ นไหวพร้อมวัสดุ 2. อธบิ ายรูปรา่ ง ลกั ษณะ ของพยาธิ ได้แก่ พยาธิ
ปลอดภัย ของตนเองและ และปฏบิ ตั ติ นตอ่ ผูอ้ ่ืน และปฏิบัติตนต่อ อปุ กรณ์ ของพยาธิใบไม้ตับ ตัวกลม พยาธิตัวแบน
ผ้อู ่นื อย่างปลอดภัย ผ้อู ื่นอย่างปลอดภยั 3. การเคล่อื นไหวที่ใช้การ 3. รจู้ ักโรคท่เี กดิ จากพยาธิ และ พยาธติ ัวตดื
มฐ.2 กลา้ มเนือใหญ่และ ได้ ประสานสัมพันธข์ องการใช้ ใบไม้ตับ และระบุสาเหตุ 2. พยาธใิ บไมต้ ับคือ
กลา้ มเนอื เล็กแข็งแรง กลา้ มเนอื ใหญใ่ นการขว้าง ของการเกดิ โรคได้ อะไร
ใชไ้ ด้อย่างคลอ่ งแคล่ว และ การจบั การโยน การเตะ 4. บอกลักษณะ อาการ - รปู รา่ ง ลักษณะของ
ประสานสมั พันธก์ ัน 4. การเล่นเครือ่ งเล่นสนาม ของผู้ทป่ี ่วยเปน็ โรคพยาธิ ตัวพยาธใิ บไม้ตับ
ตบช.2.1 เคลอื่ นไหวร่างกาย 2.1.4 รบั ลกู บอลท่ี 2. รบั ลูกบอลท่ี อยา่ งอิสระ ใบไมต้ บั ได้ 3. โรคพยาธใิ บไม้ตบั
อย่างคลอ่ งแคล่ว ประสาน กระดอนขนึ จากพนื ได้ กระดอนขนึ จากพนื 5. การเขยี นภาพและเลน่ กบั สี 5. อธิบายเกย่ี วกับวงจร - ความหมายของโรค
สมั พนั ธแ์ ละทรงตวั ได้ ได้ 6. การป้ัน การเกดิ พยาธใิ บไม้ตับ การ พยาธใิ บไมต้ บั
ตบช.2.2 ใช้มือ - ตา 2.2.1 ใชก้ รรไกรตัด 3. ใช้กรรไกรตดั 7. การหยิบจับ การใช้กรรไกร เข้าสู่รา่ งกายคนของพยาธิ - สาเหตุการเกิดโรค
ประสานสมั พันธก์ นั กระดาษตามแนวเสน้ โค้ง กระดาษตามแนว การฉกี การตัด การปะ และ ใบไมต้ บั พยาธใิ บไม้ตบั
ได้ เส้นโคง้ ได้ การรอ้ ยวัสดุ 6. บอกความสัมพันธข์ อง 4. เราตดิ พยาธิใบไม้
8. การเล่นเครื่องเล่นอย่าง สัตว์ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั พยาธิ ตับได้อย่างไร
ปลอดภยั ใบไม้ตับ - วงจรการเกิดพยาธิ
ใบไมต้ บั การเข้าสู่
มาตรฐาน/ตวั บง่ ชี สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ จุดประสงค์การ ประสบการณ์ส้าคญั ผลการเรียนรทู้ ี่คาดหวัง สาระทีค่ วรเรียนรู้
มฐ.3 มสี ขุ ภาพจติ ดแี ละมี 3.2.1. กลา้ พูดกล้า เรียนรู้ ดา้ นอารมณ์ จิตใจ 7. บอกลักษณะและ รา่ งกายคนของพยาธิ
ความสุข แสดงออกอยา่ ง 1. การฟงั เพลง การร้องเพลง อาการของผทู้ ่ปี ว่ ยเป็นโรค ใบไม้ตับ
ตบช.3.2 มคี วามรู้สึกท่ดี ี ต่อ เหมาะสมตาม 1. กลา้ พูดกล้า และการแสดงปฏกิ ริ ิยาโตต้ อบ พยาธิใบไม้ตับ - สัตว์ท่มี ีความสมั พนั ธ์
ตนเองและผ้อู น่ื สถานการณ์ แสดงออกอย่าง เสยี งดนตรี 8. บอกอันตรายของโรค กับโรคพยาธิใบไมต้ ับ
4.1.3 สนใจ มีความสุข เหมาะสมตาม 2. การเคลื่อนไหวตาม พยาธใิ บไม้ตับ 5. โรคมะเร็งทอ่ นา้ ดี
มฐ.4 ชื่นชมและแสดงออก และแสดงท่าทาง/ สถานการณ์ได้ เสียงเพลง/ดนตรี 9. ระบสุ าเหตขุ องการเกดิ คืออะไร
ทางศิลปะ ดนตรี และการ เคลือ่ นไหวประกอบ 3. การท้ากิจกรรมศิลปะตา่ งๆ โรคมะเร็งท่อนา้ ดีได้ - ความหมายของ
เคล่ือนไหว เพลง จังหวะและดนตรี 2. ร่วมกิจกรรมการ 4. การสรา้ งสรรคส์ ่งิ สวยงาม 10. บอกลักษณะและ โรคมะเรง็ ทอ่ นา้ ดี
ตบช.4.1 สนใจ มีความสขุ 5.4.1 ท้างานทีไ่ ด้รับ เคล่ือนไหว 5. การเล่นตามมุม อาการของผทู้ ี่ปว่ ยเป็น - ลักษณะ และอาการ
และ แสดงออกผา่ น งาน มอบหมายจนส้าเร็จดว้ ย ประกอบเพลงและ ประสบการณ์/มุมเลน่ ตา่ ง ๆ โรคมะเรง็ ท่อน้าดีได้ ของผูท้ ีป่ ว่ ยเป็น
ศลิ ปะ ดนตรี และ การ ตนเอง ดนตรีอย่างมี โรคมะเรง็ ท่อน้าดี
เคล่ือนไหว ความสุข ดา้ นสงั คม - อันตรายของ
มฐ.5 มีคณุ ธรรม จริยธรรม 1. ทา้ งานท่ไี ด้รบั 1. การร่วมสนทนาและ โรคมะเร็งท่อน้าดี
และมีจิตใจที่ดีงาม มอบหมายจน แลกเปลย่ี นความคิดเห็น
ตบช.5.4 มีความรับผดิ ชอบ ส้าเร็จได้ดว้ ยตนเอง 2. การเล่นและท้างานรว่ มกับ
ผ้อู ืน่
มฐ.8 อยู่ร่วมกบั ผ้อู น่ื ได้ 3. การเลน่ หรอื ท้ากจิ กรรม
อย่างมคี วามสุขและปฏิบัติ ร่วมกับกลมุ่ เพ่อื น
ตนเป็นสมาชิกท่ดี ขี อง
29
มาตรฐาน/ตัวบง่ ชี สภาพท่พี ึงประสงค์ จดุ ประสงค์การ ประสบการณส์ า้ คญั ผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวัง สาระที่ควรเรียนรู้ 30
เรียนรู้ ดา้ นสติปญั ญา
สงั คม ในระบอบ 1. การฟงั เพลง นทิ าน คา้
ประชาธิปไตย อนั มี คล้องจอง บทร้อยกรองหรือ
พระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็น เร่ืองราวตา่ ง ๆ
ประมขุ 2. การสังเกตลักษณะ
ตบช.8.2 มีปฏิสมั พนั ธ์ทด่ี ี 8.2.1 เล่นหรือท้างาน 2. เล่นหรอื ท้างาน สว่ นประกอบ การ
กับผู้อ่ืน ร่วมกบั เพ่ือนอยา่ งมี รว่ มกับเพื่อนอยา่ ง เปลี่ยนแปลงและ
เป้าหมาย มเี ป้าหมายได้ ความสมั พันธ์ของสงิ่ ต่าง ๆ
มฐ.9 ใช้ภาษาสอ่ื สารได้ โดยใชป้ ระสาทสมั ผสั อยา่ ง
เหมาะสมกบั วยั เหมาะสม
ตบช.9.1 สนทนาโตต้ อบ 9.1.1 ฟังผู้อน่ื พูดจนจบ 1. ฟงั เร่ืองราวและ 3. การคดั แยก การจัดกลมุ่
และเลา่ เรือ่ งให้ผูอ้ ่ืนเข้าใจ และสนทนาโต้ตอบอย่าง สนทนาโตต้ อบ และการจา้ แนกสงิ่ ต่าง ๆ ตาม
ต่อเนือ่ งเชื่อมโยงกบั เร่อื ง เก่ยี วกบั เร่ืองพยาธิ ลักษณะและรปู ร่าง รปู ทรง
ทีฟ่ ัง ใบไมต้ บั ได้
มฐ.10 มีความสามารถใน
การคิดทเี่ ป็นพืนฐานในการ
เรียนรู้
ตบช.10.1 มีความสามารถ 10.1.2 จบั คูแ่ ละ 2. เปรียบเทยี บ
ในการคิดรวบยอด เปรียบเทยี บความ ความแตกตา่ งและ
แตกตา่ งและความ ความเหมอื นของ
เหมอื นของสิง่ ตา่ ง ๆ โดย ใบไมแ้ ละพยาธิ
ใชล้ ักษณะที่สงั เกตพบ 2 ใบไมต้ ับได้
ลกั ษณะขึนไป
มาตรฐาน/ตวั บ่งชี สภาพท่ีพึงประสงค์ จดุ ประสงค์การ ประสบการณ์ส้าคัญ ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวัง สาระทค่ี วรเรียนรู้
ตบช.10.2 มคี วามสามารถ 10.1.3 จา้ แนกและจัด เรียนรู้ 4. การตอ่ ของชินเล็กเตมิ ใน
ในการคิดเชงิ เหตุผล กลุ่มสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยใช้ ชินใหญ่ให้สมบูรณ์และการ
ตังแต่ 2 ลกั ษณะขึนไป 3. จา้ แนกและจดั แยกชินสว่ น
เปน็ เกณฑ์ กลมุ่ ของพยาธชิ นดิ 5. การจบั คู่ การเปรียบเทยี บ
10.2.1 อธบิ ายเชื่อมโยง ต่าง ๆ ได้ และการเรียงลา้ ดับส่ิงต่าง ๆ
สาเหตุและผลทเ่ี กดิ ขนึ 4. อธิบายสาเหตุ ตามลกั ษณะ ความยาว ความ
ในเหตุการณ์หรือการ การเกิดโรคพยาธิ สงู น้าหนกั ปรมิ าตร
กระทา้ ด้วยตนเอง ใบไม้ตบั ได้ 6. การบอกและเรียงล้าดบั
กจิ กรรมหรอื เหตุการณต์ าม
ชว่ งเวลา
7. การอธบิ ายเช่ือมโยงสาเหตุ
และผลท่เี กิดขนึ ในเหตกุ ารณ์
หรอื การกระท้า
31
ตารางวิเคราะหก์ ารจัดประสบการณ์บรู ณาการ 6 กจิ กรรมหลักรายสัปดาห์ สปั ดาหท์ ่ี 1 หน่วย “พยาธติ วั ใบไมต้ บั ...ตวั รา้ ย” 32
วันท่ี เคลื่อนไหวและจงั หวะ เสรมิ ประสบการณ์ กิจกรรม
1 - เคลอ่ื นไหวพืนฐาน เรื่อง พยาธิ คอื อะไร ศลิ ปะสรา้ งสรรค์ การเลน่ ตามมมุ การเลน่ กลางแจ้ง เกมการศกึ ษา
- วาดภาพอิสระด้วยสี - เ ล่ น ต า ม มุ ม - เ ดิ น ต า ม เ ส้ น - เกมจับคู่ภาพกับ
- เคลื่อนไหวร่างกายตาม - ดกู ารต์ ูนอนิเมชัน เร่ือง พยาธิคืออะไร เทียน ประสบการณ์ เชือก เ ง า ข อ ง พ ย า ธิ ช นิ ด
จงั หวะ - สนทนาเกี่ยวกับความหมายและชนิด - ปั้นดินน้ามันเป็นรูป ต่าง ๆ
ของพยาธิ พยาธิต่าง ๆ
- สังเกต เปรียบเทียบความเหมือนและ
จัดกล่มุ พยาธทิ มี่ ลี กั ษณะเหมือนกนั
2 - เคลอ่ื นไหวพนื ฐาน เรื่อง พยาธใิ บไมต้ ับ คืออะไร - วาดภาพ ระบายสี - เ ล่ น ต า ม มุ ม - โยนและรับลูก - เ ก ม ภ า พ ตั ด ต่ อ
- เคลื่อนไหวผู้น้า ผู้ตาม - อภิปรายเก่ียวกับรูปร่าง ลักษณะของ พยาธใิ บไมต้ บั ประสบการณ์ บอล พยาธใิ บไมต้ ับ
พยาธิใบไม้ตับ - พมิ พ์ภาพดว้ ยใบไม้
- ส้ารวจใบไม้ที่มรี ูปรา่ งลกั ษณะคล้ายกับ
พยาธิใบไมต้ บั
- สงั เกตเปรยี บเทียบความเหมอื น ความ
แตกต่างระหว่างใบไม้และพยาธิใบไม้
ตับ
3 - เคลื่อน ไ หว ร่าง กาย เร่อื ง โรคพยาธิใบไม้ตับ - วาดภาพอิสระด้วยสี - เ ล่ น ต า ม มุ ม - เกมตกปลา - เกมจับคู่ภาพปลา
ประกอบเพลง - ดคู ลิปวดี ีโอ เรือ่ ง โรคพยาธใิ บไม้ตบั น้า ประสบการณ์ ว ง ศ์ ต ะ เ พี ย น ที่
- อภิปรายเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดโรค - ประดิษฐ์โมบายปลา เหมือนกนั
พยาธใิ บไมต้ บั ต ะ เ พี ย น ต ก แ ต่ ง
- พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ ห้องเรียน
ก่อให้เกิดโรคพยาธใิ บไมต้ บั
วนั ที่ เคล่ือนไหวและจงั หวะ เสรมิ ประสบการณ์ กจิ กรรม
ศลิ ปะสรา้ งสรรค์ การเลน่ ตามมมุ การเล่นกลางแจง้ เกมการศึกษา
4 - เคลอ่ื นไหวพนื ฐาน เร่ือง เราติดโรคพยาธิใบไม้ตับได้ - ประดิษฐ์หุ่นพยาธิ - เ ล่ น ต า ม มุ ม - เกมเดินก้นหอย - เก มเรียง ล้ า ดั บ
- เคล่ือน ไ หว ร่าง กาย อย่างไร ใบไมต้ ับ ประสบการณ์ ( เ ดิ น ต า ม เ ส้ น วงจรการเกิดพยาธิ
ประกอบคา้ บรรยาย - ฟังนิทานเรื่อง “แคนคูนกับลุงทูนนัก - มุมธรรมชาติ เชือก) ใบไมต้ บั
หาปลา” ศึกษา ให้ความรู้
- สนทนาเก่ียวกับการเข้าสู่ร่างกายคน เ กี่ ย ว กั บ ป ล า
ของพยาธใิ บไมต้ ับตามวงจรการเกดิ โรค เคร่ืองมือการจับ
- สนทนาเก่ียวกับความสัมพันธ์ของสัตว์ ปลา
ทเ่ี กีย่ วข้องกับพยาธิใบไมต้ ับ
5 - เคลอ่ื นไหวพนื ฐาน เรื่อง โรคมะเร็งท่อน้าดี - ฉกี ปะ ตดิ ภาพปลา - เ ล่ น ต า ม มุ ม - เล่นเคร่ืองเล่น - เกมโดมิโนปลาวงศ์
- การเคล่ือนไหวพร้อม - ฟังนทิ านเรื่อง “ลงุ ทนู ...ไม่สบาย” ประสบการณ์ สนาม ตะเพียน
อุปกรณ์ - สนทนาเก่ียวกับความหมาย สาเหตุการ - แนะน้าอุปกรณ์
เกดิ โรค เ ล่ น บ ท บ า ท
- สังเกตลักษณะอาการของผู้ป่วยจาก สมมติทม่ี มุ หมอ
ภาพ
- อภปิ รายถงึ การปฏิบัติตนต่อผู้ป่วย
- สนทนาเก่ียวกบั อันตรายของโรคมะเร็ง
ทอ่ นา้ ดี
33
34
แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้โดยใช้สมองเปน็ ฐาน
ภายใต้โครงการวิจยั หลักสตู รเสริมสรา้ งการป้องกันโรคพยาธใิ บไม้ตับและมะเรง็ ท่อนา้ ดี
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 ชื่อหนว่ ย พยาธิตัวใบไมต้ บั ...ตวั รา้ ย ระดบั ปฐมวยั (5-6 ปี)
แผนการจดั การเรยี นรกู้ ิจกรรมเสริมประสบการณ์ ท่ี 1 เรอื่ ง พยาธิ คืออะไร เวลา 1 คาบ
...................................................................................................................................................................
1. ผลการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้
1. ธรรมชาตวิ ทิ ยาของพยาธชิ นิดตา่ ง ๆ
1) รแู้ ละเข้าใจความหมายและชนดิ ของพยาธิ
2. สาระสา้ คญั
พยาธิเป็นสงิ่ มีชีวิตประเภทปรสติ ด้ารงชวี ิตด้วยการแย่งและดูดสารอาหารจากรา่ งกายของมนุษย์หรือ
สัตวท์ ่ีมันอาศยั พยาธิแบง่ ออกเปน็ 3 กลุม่ ได้แก่ พยาธติ ัวกลม พยาธิตัวแบนและพยาธติ ัวตืด
3. จุดประสงค์การเรียนรู้ เมอ่ื เด็กเรียนเรื่องนแี ล้ว เดก็ สามารถ
1) บอกความหมายและชนิดของพยาธิได้
2) สังเกต เปรียบเทียบ จ้าแนกลกั ษณะของพยาธชิ นดิ ตา่ ง ๆ ได้
3) ตระหนกั ถึงอันตรายของพยาธชิ นิดตา่ ง ๆ
4. สาระการเรียนรู้
4.1 สาระทคี่ วรเรียนรู้
1) ความหมายและชนิดของพยาธิ พยาธิ คือ ส่ิงมีชีวิตท่ีอาศัยอย่ใู นร่างกายมนุษย์และสัตว์ คอย
แย่งอาหาร หรอื ดูดเลอื ดและมักจะ ท้าให้เกิดอนั ตรายตอ่ คนหรือสตั วต์ ามอวัยวะต่าง ๆ ของรา่ งกายทมี่ ันอาศัย
อยู่ พยาธิมีมากมายหลายชนิดแตกต่างกัน นอกจากนีเราสามารถพบระยะต่าง ๆ ของพยาธิปะปนอยู่ใน
ธรรมชาติที่เหมาะสมตอ่ การเจริญเติบโตของมนั เชน่ ในดนิ พืนหญา้ ในน้า ในเนือสตั วต์ า่ ง ๆ ทังสตั วบ์ ก สัตว์
นา้ สตั ว์ครึง่ บกครึง่ น้า พืชผกั ตา่ ง ๆ น้าด่ืม และในแมลงพาหนะน้าโรค (สถาบนั วจิ ัยมะเร็งท่อน้าดี, 2556)
(รายละเอียดอยู่ในสว่ นท่ี 2 รายละเอียดสาระทค่ี วรรู้)
4.2 ประสบการณ์ส้าคัญ
1) การสนทนาแลกเปลย่ี นความคดิ เห็น
2) การสังเกตรูปร่าง ลักษณะของพยาธิ
3) การคัดแยก การจัดกลมุ่ และการจ้าแนกสงิ่ ต่าง ๆ ตามลกั ษณะ
4) การทา้ งานร่วมกันกบั ผูอ้ ่นื
5. กิจกรรมการเรียนรู้
ขันที่ 1 เตรยี มความพร้อม
เตรียมความพร้อมด้วยกจิ กรรมบริหารสมองการเคลื่อนไหวสลับข้างดว้ ยทา่ “ก้า แบ” เพือ่ กระตุ้นให้
สมองซีกซ้ายและซีกขวาท้างานประสานสัมพันธ์กัน ผ่อนคลายพร้อมท่ีจะเรียนรู้ โดยให้เด็กยกมือทังสอง
ขา้ งขึนมาระดับหนา้ อก มอื ขวาท้าทา่ ก้า มือซ้ายท้าทา่ แบ และสลับเปลย่ี นเปน็ มือขวาท้าท่าแบ ส่วนมือซ้าย
ท้าท่ากา้ ท้าสลบั ไปมา 10 ครัง
35
ขันที่ 2 กระต้นุ การเรยี นรู้
ครูน้าหุ่นพยาธิใบไม้ตับมาสนทนาพูดคุยกับเด็ก ดังนี “สวัสดีครับเด็ก ๆ พ่ีชื่อพยาธิใบไม้ตับ เด็ก ๆ
รู้จกั พไ่ี หมครบั ....วันนพี ี่พาเพื่อนๆ มาแนะน้าให้เดก็ ๆ รู้จกั ด้วยนะครบั เด็ก ๆ พรอ้ มทีจ่ ะไปทา้ ความรจู้ ักกับพ่ี
พยาธิใบไมต้ ับและเพอื่ นๆ หรือยังครับ ถ้าพรอ้ มแล้วเด็ก ๆ ดูการต์ ูนไดเ้ ลยครับ”
ขันที่ 3 การเรียนรู้
1) เด็กดกู ารต์ นู อนเิ มชัน เร่อื ง พยาธคิ ืออะไร จากนนั เดก็ และครูรว่ มกนั สนทนาเก่ยี วกบั เนอื หาในเรื่อง
โดยครใู ชค้ ้าถามดังนี
- เด็ก ๆ คดิ วา่ การต์ นู อนเิ มชันที่เราไดด้ นู ัน เป็นเร่ืองราวเกี่ยวกับอะไร
- เดก็ ๆ คดิ ว่าหนอนพยาธิคอื อะไร และมหี นอนพยาธิชนิดอะไรบ้าง
2) นา้ ภาพรา่ งกายของคนทม่ี ีพยาธิอาศัยอยู่ สนทนากบั เด็กในเรื่องต่อไปนี
- เด็ก ๆ คดิ ว่าพยาธมิ ีชีวติ หรือไม่ เมื่ออยใู่ นร่างกายของคนหรอื สตั ว์
- พยาธจิ ะมีชวี ิตอยใู่ นรา่ งกายของคนและสตั วไ์ ด้นนั พยาธจิ ะต้องทา้ อยา่ งไรบา้ ง
- ครูสนทนากับเด็กถึงความหมายของพยาธิว่า พยาธิเป็นส่ิงมีชีวิตชนิดหน่ึง อาศัยอยู่ใน
ร่างกายของมนษุ ยห์ รือสัตว์ พยาธิจะแยง่ และดูดสารอาหารจากคนและสตั วท์ ี่มนั อาศยั อยู่
3) ครูน้าภาพพยาธิไสเ้ ดอื น พยาธิเส้นดา้ ย พยาธติ วั จ๊ีด พยาธิปากขอ พยาธใิ บไม้ตบั และพยาธติ ัวตืด
มาให้เดก็ รว่ มกันพิจารณาสงั เกตรูปร่าง ลกั ษณะของพยาธิชนิดตา่ ง ๆ
4) แบ่งเด็กออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน (ด้วยการนับเลขแบ่งกลุ่ม) นั่งเป็นวงกลม จากนันครูแจก
บตั รภาพพยาธชิ นดิ ต่าง ๆ ให้กลมุ่ ละ 1 ชุด เด็กสังเกตรปู รา่ งลักษณะของพยาธชิ นิดต่าง ๆ และชว่ ยกันจัดกลุ่ม
พยาธิทม่ี ลี ักษณะเหมือนกัน แลว้ ตดิ ภาพลงบนกระดาษชาร์ท
5) ให้เดก็ แต่ละกลุ่มออกมานา้ เสนอผลงานการจดั กลุม่ ของพยาธิ โดยนา้ เสนอตามหวั ขอ้ ดังนี
- เดก็ ๆ จดั กล่มุ พยาธไิ ดท้ ังหมดกก่ี ลมุ่ และมีวธิ ีการจัดกลุ่มพยาธอิ ย่างไร
6) ครูอธิบายเพ่ิมเติมอีกครังเก่ียวกับการแบ่งกลุ่มพยาธิ ซ่ึงเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตาม
ลักษณะรูปร่าง โดยครตู ิดบตั รค้าพยาธิตวั กลม พยาธติ ัวแบน พยาธิตัวตดื บนกระดาน ครชู ีทีบ่ ัตรค้าและอ่าน
ให้เด็กฟังแล้วให้เด็กอ่านตาม จากนันสุ่มเด็กน้าภาพพยาธขิ นิดต่าง ๆ มาติดตามกลุ่มรายช่ือ เมื่อเด็กติดเสร็จ
เรยี บร้อย ครูทบทวนลักษณะของรูปรา่ งพยาธทิ งั 3 ชนดิ พร้อมใหค้ วามรเู้ พิ่มเติม เชน่
- กลุม่ พยาธิตวั กลม ลา้ ตวั กลมยาวคลา้ ยไสเ้ ดอื น เชน่ พยาธไิ สเ้ ดือน พยาธิเสน้ ด้าย พยาธิ
ตัวจีด๊ พยาธิปากขอ
- กลุ่มพยาธิตวั แบน มลี า้ ตวั แบน รูปร่างคลา้ ยใบไม้ เชน่ พยาธิใบไมต้ บั พยาธใิ บไม้ในปอด
- กล่มุ พยาธิตัวตดื มีลักษณะตัวแบนและยาวคลา้ ยเส้นกว๋ ยเตยี๋ ว มีส่วนหวั เล็กและล้าตวั เป็น
ปลอ้ ง เช่น พยาธิตัวตดื หมู พยาธิตวั ตดื โค-กระบือ
ขนั ท่ี 4 สรปุ ผลการเรียนรู้
ครูน้าหุ่นมือพยาธิใบไม้ตับมาสนทนากับเด็กอีกครังและร่วมกันสรุปเรื่องความห มายและชนิดของ
พยาธิ ว่า พยาธิเป็นส่ิงมีชีวิตประเภทปรสิต ด้ารงชีวิตด้วยการแย่งและดูดสารอาหารจากร่างกายของมนุษย์
หรอื สตั ว์ทีม่ นั อาศัย พยาธิแบง่ ออกเปน็ 3 กลุม่ ได้แก่ พยาธติ ัวกลม พยาธิตัวแบนและพยาธิตวั ตืด
36
ขันท่ี 5 การประยกุ ต์ใช้
ครูแนะนา้ กจิ กรรมในสมุดเสรมิ ประสบการณก์ ารเรียนรู้ กจิ กรรมท่ี 1 สนทนาเก่ยี วกับกิจกรรมจากนัน
เดก็ โยงเส้นจับคู่ภาพกบั เงาของพยาธิ
6. สอ่ื การเรียนรู้
1) หุ่นพยาธใิ บไม้ตบั
2) การต์ นู อนเิ มชนั เรื่อง พยาธิคืออะไร
3) ภาพร่างกายของคนท่ีมีพยาธอิ าศยั อยู่
4) ภาพพยาธิไสเ้ ดอื น พยาธเิ ส้นด้าย พยาธิตัวจ๊ีด พยาธปิ ากขอ พยาธิใบไม้ตบั และพยาธติ ัวตดื
5) บตั รคา้
6) กระดาษชาร์ท
7) สมุดกจิ กรรมเสริมประสบการณก์ ารเรยี นรู้
7. การประเมนิ ผลการเรียนรู้
สิ่งทต่ี อ้ งการวดั วธิ ีการวดั /การประเมิน เครือ่ งมือ เกณฑ์
1) บอกความหมายและชนิด สังเกตการตอบค้าถาม แ บ บ สั ง เ ก ต แ ล ะ เด็กผ่านการประเมิน
ของพยาธไิ ด้ ของเดก็ บนั ทกึ พฤติกรรม ระดบั 2 ขึนไปถือว่าผา่ น
2) การสังเกต เปรียบเทียบ สังเกตพฤติกรรมของ แ บ บ สั ง เ ก ต แ ล ะ เด็กผ่านการประเมิน
จา้ แนกลกั ษณะของพยาธิชนิด เดก็ บันทกึ พฤติกรรม ระดบั 2 ขึนไปถอื วา่ ผา่ น
ตา่ ง ๆ ได้
3) ตระหนักถึงอันตรายของ สังเกตพฤติกรรมของ แ บ บ สั ง เ ก ต แ ล ะ เด็กผ่านการประเมิน
พยาธชิ นดิ ต่าง ๆ เดก็ บันทึกพฤติกรรม ระดบั 2 ขนึ ไปถือวา่ ผ่าน
เกณฑก์ ารประเมิน
1) บอกความหมายและชนดิ ของพยาธิได้
ระดับ 3 : บอกความหมายและชนดิ ของพยาธไิ ด้ดว้ ยตนเอง
ระดับ 2 : บอกความหมายและชนิดของพยาธิได้โดยมีผู้ชแี นะ
ระดบั 1 : ไมส่ ามารถบอกความหมายและชนดิ ของพยาธไิ ด้
2) สังเกต เปรียบเทียบ จา้ แนกลักษณะของพยาธชิ นดิ ตา่ ง ๆ ได้
ระดับ 3 : สามารถสังเกต เปรยี บเทียบ จา้ แนกลักษณะของพยาธชิ นดิ ตา่ ง ๆ ได้ด้วยตนเอง
ระดบั 2 : สามารถสังเกต เปรยี บเทียบ จา้ แนกลักษณะของพยาธชิ นดิ ต่าง ๆ ไดโ้ ดยมผี ู้ชีแนะ
ระดับ 1 : ไมส่ ามารถสงั เกต เปรียบเทยี บ จา้ แนกลกั ษณะของพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้
3) ตระหนกั ถึงอันตรายของพยาธชิ นิดต่าง ๆ
ระดบั 3 : สามารถแสดงพฤติกรรมหลกี เลี่ยงการเกิดพยาธชิ นดิ ต่าง ๆ ไดด้ ้วยตนเอง
ระดบั 2 : สามารถแสดงพฤติกรรมหลีกเลีย่ งการเกิดพยาธิชนดิ ตา่ ง ๆ ได้โดยมีผูช้ แี นะ
ระดับ 1 : ไม่แสดงพฤตกิ รรม
37
8. บนั ทึกหลังการจดั ประสบการณ์
ผลการจัดประสบการณ์
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ปญั หาและอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ......................................................
(............................................................)
ครผู ้สู อน
38
ภาคผนวก
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 ชือ่ หนว่ ย พยาธิตัวใบไมต้ ับ...ตวั รา้ ย
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 เรือ่ ง พยาธิ คืออะไร
39
1) หุน่ พยาธใิ บไมต้ บั
2) การต์ นู อนิเมชนั เรื่อง พยาธิคืออะไร
3) ภาพรา่ งกายของคนที่มีพยาธิอาศัยอยู่
ท่มี าภาพ : https://biopharm.co.th/รทู้ ัน-ป้องกนั พยาธิ
40
4) ภาพพยาธิชนดิ ต่าง ๆ
พยาธติ วั กลม พยาธิตัวตดื
ทม่ี าภาพ : https://biopharm.co.th/รทู้ นั - ทมี่ าภาพ : โรคพยาธิตัวตืดโค-กระบอื (Taeniasis
ปอ้ งกันพยาธิ/ Saginate).2560 : ออนไลน์
พยาธใิ บไม้ตับ พยาธิเสน้ ดา้ ย
ทมี่ าภาพ : ที่มาภาพ : พยาธิเสน้ ดา้ น/พยาธิเข็มหมดุ และการ
https://www.tropmedhospital.com รักษา. 2560 : ออนไลน์
พยาธไิ ส้เดือน พยาธติ วั จ๊ีด
ทีม่ าภาพ : https://biopharm.co.th/รทู้ ัน- ทม่ี าภาพ : เวช ชูโชต.ิ .2560 : ออนไลน์
ปอ้ งกันพยาธิ
41
พยาธิปากขอ พยาธใิ บไม้ในล้าไส้
ที่มาภาพ : พยาธปิ ากขอ Hookworm. 2560 : ท่ีมาภาพ : https://biopharm.co.th/รทู้ นั -
ออนไลน์ ป้องกนั พยาธิ
พยาธิตืดหมู พยาธิแส้ม้า
ท่ีมาภาพ : https://thaihealthlife.com/พยาธิ ที่มาภาพ : โรคพยาธิแสม้ ้า (Trichuriasis) .2560 :
ตวั ตดื ออนไลน์
5) บัตรค้า พยาธิตวั แบน
พยาธติ วั กลม
พยาธิตวั ตืด
42
แบบสงั เกตและบนั ทึกพฤติกรรม
คา้ ชีแจง ใหผ้ ปู้ ระเมนิ สงั เกตเดก็ แลว้ ทา้ เคร่อื งหมาย √ ลงในช่องระดบั คา่ คะแนนทตี่ รงกับความเป็นจรงิ
ในแตล่ ะรายการและบันทกึ ผลทีไ่ ด้จากการสงั เกตลงในชอ่ งท่ีก้าหนดให้
รายการประเมนิ
ความหมาย สังเกต ตระหนกั ถึง
ท่ี ชื่อ – สกลุ และชนิด เปรียบเทยี บ อนั ตราย รวม สรปุ ผล บนั ทึกการสงั เกตเพิม่ เตมิ
ของพยาธิ จา้ แนก ของพยาธิ ผา่ น/
ไม่ผ่าน
ลักษณะของ
พยาธิ
321321321 9
ขอ้ เสนอแนะเพิ่มเตมิ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอื่ .................................................ผู้ประเมนิ
(..............................................)
43
เกณฑ์การผ่าน
เดก็ ต้องได้คะแนนประเมินในระดบั 2 ขึนไปทกุ ขอ้
คา้ อธบิ ายคุณภาพเกณฑก์ ารประเมนิ
1) บอกความหมายและชนิดของพยาธไิ ด้
ระดบั 3 : บอกความหมายและชนิดของพยาธิได้ดว้ ยตนเอง
ระดับ 2 : บอกความหมายและชนดิ ของพยาธไิ ดโ้ ดยมีผูช้ แี นะ
ระดับ 1 : ไม่สามารถบอกความหมายและชนิดของพยาธิได้
2) สงั เกต เปรยี บเทยี บ จา้ แนกลักษณะของพยาธชิ นดิ ตา่ ง ๆ ได้
ระดับ 3 : สามารถสงั เกต เปรยี บเทยี บ จา้ แนกลักษณะของพยาธชิ นดิ ตา่ ง ๆ ไดด้ ้วยตนเอง
ระดับ 2 : สามารถสังเกต เปรยี บเทียบ จา้ แนกลักษณะของพยาธชิ นดิ ต่าง ๆ ได้โดยมีผู้ชีแนะ
ระดบั 1 : ไม่สามารถสงั เกต เปรยี บเทยี บ จ้าแนกลกั ษณะของพยาธชิ นิดต่าง ๆ ได้
3) ตระหนักถึงอนั ตรายของพยาธชิ นดิ ตา่ ง ๆ
ระดับ 3 : สามารถแสดงพฤตกิ รรมหลกี เลีย่ งการเกดิ พยาธิชนิดต่าง ๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง
ระดับ 2 : สามารถแสดงพฤติกรรมหลกี เลี่ยงการเกิดพยาธชิ นดิ ตา่ ง ๆ ไดโ้ ดยมีผ้ชู ีแนะ
ระดบั 1 : ไมแ่ สดงพฤติกรรม
44
แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน
ภายใต้โครงการวจิ ัยหลกั สูตรเสริมสรา้ งการปอ้ งกนั โรคพยาธิใบไมต้ ับและมะเรง็ ท่อนา้ ดี
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 ช่อื หนว่ ย พยาธติ ัวใบไม้ตบั ...ตัวรา้ ย ระดบั ปฐมวัย (5-6 ปี)
แผนการจดั การเรยี นร้กู จิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์ที่ 2 เร่อื ง พยาธใิ บไม้ตบั คืออะไร เวลา 1 คาบ
...................................................................................................................................................................
1. ผลการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้
1. ธรรมชาตวิ ทิ ยาของพยาธใิ บไมต้ ับ
1) อธิบายรปู ร่าง ลักษณะของพยาธิใบไม้ตบั
2. สาระส้าคัญ
พยาธิใบไม้ตบั จัดอยใู่ นกลุ่มพยาธติ ัวแบน มีลา้ ตัวแบน รปู ร่างเหมือนใบไม้ มี 2 เพศรวมในตัวเดียวกัน
สามารถผสมพันธ์ไุ ดต้ วั เอง และปล่อยไข่ออกมา
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1) บอกรูปรา่ ง ลักษณะของพยาธใิ บไมต้ บั
2) สงั เกต เปรียบเทยี บความเหมือน ความแตกต่างระหวา่ งพยาธิใบไมต้ ับและใบไม้ได้
3) มีเจตคตทิ ่ีดตี อ่ การเรียนรู้ กระตอื รอื รน้ ในการเข้ารว่ มกิจกรรม
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 สาระทคี่ วรเรียนรู้
1) รูปร่าง ลักษณะของพยาธิใบไม้ตับ มีรปู ร่างแบนคล้ายใบไม้ สว่ นหัวและท้ายเรยี วมน ยาว 7-12
มม. กว้าง 2-3 มม. สีแดงคล้ายสโี ลหติ จาง ๆ (สถาบนั วิจัยมะเร็งทอ่ นา้ ดี,2560)
(รายละเอียดอยูใ่ นสว่ นท่ี 2 รายละเอียดสาระทค่ี วรรู้)
4.2 ประสบการณส์ า้ คัญ
1) การทา้ งานร่วมกนั กับผอู้ น่ื
2) การต่อชินส่วนเล็กเตมิ ในชินส่วนใหญใ่ หส้ มบรู ณ์
3) การสังเกตและเปรยี บเทียบ
4) การส้ารวจส่งิ ตา่ ง ๆ
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขันท่ี 1 เตรยี มความพรอ้ ม
เตรียมความพรอ้ มด้วยกิจกรรมบริหารสมองการเคล่ือนไหวสลับข้างด้วยท่า “แตะหู” เพ่ือกระตุ้นให้
สมองซีกซา้ ยและซีกขวาท้างานประสานสัมพันธก์ ัน ผ่อนคลายพร้อมทีจ่ ะเรียนรู้ โดยให้เด็กชูมือขวาขึนเหนอื
ศรี ษะและใช้มืออ้อมไปท่ีหซู ้าย สว่ นมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา จากนันทา้ สลับข้างโดยเปล่ียนมาใช้มือซา้ ยอ้อมไป
จับหขู วาส่วนมอื ขวาอ้อมไปจบั หูซา้ ย ทา้ สลบั ไปมา 10 ครัง
ขันท่ี 2 กระตุน้ การเรียนรู้
ครูน้าหุ่นมือพยาธิใบไม้ตับมาสนทนาพูดคุยกับเด็กเพ่ือทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับพยาธิชนิดต่าง ๆ
ดว้ ยการใชค้ า้ ถามกระตนุ้ ดงั นี