The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่4 ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sonicboomloh007, 2022-06-29 18:14:46

คู่มือครู AR

หน่วยที่4 ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ

คมู่ ือการใช้รปู แบบการจดั การเรียนรู้เทคโนโลยเี สมือนจริง
โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ เพือ่ สง่ เสริมความคดิ สร้างสรรค์
ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านสะเตง)

สาหรบั ครู

ธรี ะศกั ด์ิ อินตนั
ครชู านาญการพเิ ศษ

โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านสะเตง)
สานกั การศึกษา เทศบาลนครยะลา

รูปแบบการจดั การเรยี นรู้เทคโนโลยเี สมอื นจรงิ
โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะ เพอ่ื ส่งเสรมิ ความคิดสร้างสรรค์

ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

AR BY KRULOH

คำนำ

รปู แบบการจัดการเรียนรูเ้ ทคโนโลยเี สมอื นจริง Augmented Reality (AR) เป็นนวัตกรรมการ
เรียนรู้ท่ีผสานความจริงและวัตถุเสมือนเข้าด้วยกันในสภาพแวดล้อมจริง สามารถตอบสนองได้อย่าง
ทันที (Realtime) และสามารถแสดงผลได้ในรูปแบบ 3 มิติ โดยการผสานระหว่างโลกความจริงและ
เสมือนเข้าด้วยกันนั้นสามารถเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet)
โทรศัพท์มือถือ (Smart Phone) หรือคอมพิวเตอร์ส่งผลทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ไม่เกิดความเบ่ือ
หน่าย อกี ท้ังยงั สร้างแรงจงู ใจ กระตุ้นความอยากรู้ และประสบการณเ์ รยี นรูใ้ หก้ ับผ้เู รียน

ผู้จัดทาได้จัดทาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สามมิติแบบมีปฏิสัมพันธ์เสมือนจริง โดยใช้เทคโนโลยี
ความเป็นจริง Augmented Reality (AR) รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน รหัสวิชา ว16101 ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทาสาหรับนักเรียนเพื่อใช้
ประกอบการจัดการเรยี นการสอนกลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นให้ผู้เรียนได้
ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นประโยชน์แก่นักเรียน และเพ่ือให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ สูงขน้ึ

ธีระศกั ด์ิ อินตัน
ผู้จัดทา

ห น้ า ก

AR BY KRULOH

คำชแี้ จง้

ส่ิงที่ครคู วรปฏิบตั ิก่อน – หลัง และขณะใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรเู้ ทคโนโลยเี สมือนจริง
โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ เพอ่ื ส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์

ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนเทศบาล ๑ (บา้ นสะเตง) มดี ังน้ี

ขนั้ กอ่ นดำเนนิ กำรสอน

1. ครคู วรศกึ ษาและทาความเข้าใจรายละเอียดในส่วนต่างๆ ของคู่มือการใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง โดยใช้กระบวนการสืบเสาะเพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมี
รายละเอยี ด ดงั น้ี

1.1 ศึกษาคาชี้แจงการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ซ่ึงจะกล่าวถึงสิ่งท่ีครูควรปฏิบัติ
ก่อน – หลัง และขณะใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ
เพ่อื สง่ เสริมความคดิ สร้างสรรค์

1.2 ศึกษาความเป็นมาของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีและแนวคิดพื้นฐานท่ี
รองรับรปู แบบการเรียนการสอน องค์ประกอบของรูปแบบการเรยี นการสอน

1.3 ศึกษาบทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนในรูปแบบการจัดการเรียนรู้
เทคโนโลยีเสมอื นจริง โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะ เพ่ือสง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์

1.4 ศึกษารูปแบบการวัดและประเมินผล ขั้นตอนวิธีการและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการ
วดั ผลและประเมนิ ผล

1.5 ศึกษาทาความเข้าใจแผนจัดการเรียนรู้ใช้ก่อนล่วงหน้า โดยผู้สร้างได้กาหนดส่ิงท่ี
จาเป็นในการสอนไว้อย่างครบถ้วน ประกอบด้วยชื่อหน่วยการจัดการเรียนรู้ จานวนคาบเวลาที่ใช้สอน
หวั ข้อเรอ่ื ง สาระสาคญั จุดประสงคท์ ว่ั ไป จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการ
สอนสื่อการสอน และการประเมินผล กิจกรรมการเรียนการสอนที่กาหนดไว้ในหน่วยการเรียนรู้มี
ข้ันตอนที่แน่นอนแต่จะให้อิสระแก่นักเรียนอย่างมากในการดึงส่ิงท่ีอยู่ในประสบการณ์ของนักเรียนเอง
มาใช้ประกอบการดาเนนิ กิจกรรมการเรยี นการสอนตามขน้ั ตอนเหล่านน้ั

2. ให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียน เพ่ือประเมิน
ความรเู้ ดมิ

หลังจากที่ได้ศึกษาคู่มือครบทุกส่วนและจัดเตรียมส่ือการสอนตามท่ีระบุไว้แล้ว ก็สามารถ
ปฏิบัติการสอนตามกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้เลย ส่วนในกรณีท่ีครูผู้สอน
ต้องการสอนเนอื้ หาอน่ื หรือเพ่มิ กิจกรรมกส็ ามารถทาได้ตามความเหมาะสม

ห น้ า ข

AR BY KRULOH

ขน้ั ดำเนนิ กำรสอน

เมื่อได้ศึกษาและจัดเตรียมส่ิงที่จาเป็นต่าง 1 ไว้พร้อมแล้ว ดาเนินการสอนตามแนวทางการ
จดั การเรยี นการสอนท่เี ตรียมไว้ ซง่ึ มีขอ้ เสนอแนะสาหรับผู้สอนโดยท่ัวไป น้ันคือ ผู้สอนควรสนับสนุนให้
ผู้เรียนแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ ผู้สอนควรเตรียมส่ือฯ การเรียนการสอน และออกแบบกิจกรรมเพ่ือ
สร้างบรรยากาศแหง่ การแลกเปลย่ี นเรียนรู้ และส่งิ ท่ีผสู้ อนควรทาใน 5 ขั้นตอน ดงั น้ี

1. ผู้สอนควรชแ้ี จงให้ผู้เรียนทราบเก่ียวกับบทบาทบทบาทของผู้เรียนในการเรยี น
2. ผู้สอนควรสร้างความสนใจ สรา้ งความอยากรู้อยากเห็น มีการต้งั คาถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด
ดึงเอาคาตอบทีย่ งั ไม่ครอบคลมุ ส่ิงท่ผี ้เู รยี นรหู้ รอื แนวคิดหรือเนอ้ื หา
3. ส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นทางานร่วมกัน การสารวจ ตรวจสอบ สังเกตและฟังการโต้ตอบกันระหว่าง
ผู้เรียนกบั ผู้เรียน ทาการซกั ถามเพ่ือนาไปสู่การสารวจตรวจสอบของผูเ้ รียน และให้เวลาผู้เรียนในการคิด
ข้อสงสยั ตลอดจนปญั หาต่างๆ และทาหนา้ ท่ใี ห้คาปรึกษาแก่ผูเ้ รียน
4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนอธิบายแนวคิด หรือให้คาจากัดความ ด้วยคาพูดของผู้เรียนเอง ให้ผู้เรียน
แสดงหลกั ฐาน ใหเ้ หตุผลและอธบิ ายใหก้ ระจ่าง ให้ผู้เรียนอธิบาย ให้คาจากัดความและ ชี้บอกส่วนต่างๆ
ในแผนภาพใหผ้ ู้เรียนใช้ประสบการณเ์ ดิมของตนเปน็ พน้ื ฐานในการอธบิ ายแนวคดิ
5. ผู้สอนคาดหวังให้ผู้เรียนได้ใช้ประโยชน์จากการช้ีบอก ส่วนประกอบต่างๆ ในแผนภาพคา
จากัดความและอธิบายสิ่งท่ีเรียนรู้มาแล้ว ส่งเสริมให้ผู้เรียนนาสิ่งท่ีผู้เรียนได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้หรือ
ขยายความร้แู ละทักษะในสถานการณ์ใหม่ ให้ผู้เรียนอธิบายอย่างมีความหมาย ให้ผู้เรียนอ้างอิงข้อมูลท่ี
มีอยพู่ ร้อมทงั้ แสดง หลักฐานและถามคาถามผเู้ รยี นวา่ ได้เรยี นรู้อะไรบ้าง หรอื ได้แนวคดิ อะไร
6. สังเกตผู้เรียนในการนาแนวคิดและทักษะใหม่ไปประยุกต์ใช้ประเมิน ความรู้และทักษะ
ผู้เรียน หาหลักฐานที่แสดงว่าผู้เรียนเปล่ียนความคิดหรือพฤติกรรม ให้ผู้เรียนประเมินการเรียนรู้และ
ทักษะกระบวนการกลุ่ม ถามคาถามปลายเปิด เชน่ ทาไมผู้เรยี นจึงคดิ เช่นนั้น

ขนั้ หลงั ดำเนนิ กำรสอน

1. หลังจากดาเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครบแต่ละหน่วยการเรียนรู้แล้ว ผู้สอน
จะต้องให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบท้ายหน่วยเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนอีกคร้ัง โดยผู้สอนตรวจ
คาตอบแลว้ แจ้งคะแนนให้ผู้เรียนทราบทนั ที เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรยี น

2. ผู้สอนสรุปผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง โดยใช้กระบวนการ
สบื เสาะเพอื่ สง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ สภาพปัญหา และข้อเสนอแนะ หลังจากดาเนินการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนครบแต่ละหน่วยการเรียนรู้ เพ่อื นาไปปรับปรุงแก้ไขตอ่ ไป

3. ให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนเพื่อประเมิน
ความก้าวหน้าของนักเรียน

ห น้ า ค

AR BY KRULOH

สารบญั

เรือ่ ง หนา้

คำนำ ก
คำชแ้ี จงกำรใช้รปู แบบกำรจัดกำรเรียนรเู้ ทคโนโลยเี สมอื นจรงิ โดยใชก้ ระบวนกำร ข
สืบเสำะเพื่อสง่ เสริมควำมคิดสร้ำงสรรค์
สำรบัญ ง
วเิ ครำะห์สำระมำตรฐำน และขอบเขตกำรจดั กำรเรยี นรู้ 1
แนวคดิ ในกำรพัฒนำรูปแบบกำรจัดกำรเรยี นรู้เทคโนโลยเี สมือนจริง โดยใช้ 6
กระบวนกำรสืบเสำะ เพื่อสง่ เสริมควำมคิดสร้ำงสรรค์
กำรเรยี นแบบสืบเสำะหำควำมรู้ (Inquiry-based Learning) 14
บทบำทผสู้ อนและผเู้ รยี น 17
กำรวดั และประเมนิ ผล 19
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ ำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ ก่อนเรยี น หนว่ ยกำรเรยี นร้ทู ี่ 4 23
ปรำกฏกำรณ์ของโลกและภัยธรรมชำติ
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้หนว่ ยที่ 4 29
30
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 1 เร่ือง กำรเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ 48
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 2 เรือ่ ง ปรำกฏกำรณเ์ รือนกระจก 64
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 3 เรื่อง ภยั ธรรมชำตแิ ละธรณีพบิ ัตภิ ัย 73
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 4 เรือ่ ง นำ้ ทว่ ม 81
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 5 เรื่อง กำรกัดเซำะชำยฝง่ั 89
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 6 เรอ่ื ง ดินถลม่ 97
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 7 เรื่อง แผ่นดนิ ไหว 105
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ที่ 8 เรอ่ื ง สนึ ำมิ 115
คู่มือกำรใช้สอื่ กำรเรียนรูเ้ ทคโนโลยีเสมือนจริงสำหรับครู หนว่ ยที่ 4 133
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ ำงกำรเรียนวทิ ยำศำสตร์ หลงั เรียน หนว่ ยกำรเรียนรู้ท่ี 4
ปรำกฏกำรณ์ของโลกและภยั ธรรมชำติ 139
บรรณำนกุ รม 143
ประวตั ิผศู้ กึ ษำ

ห น้ า ง

AR BY KRULOH

การจัดการเรยี นรู้
โดยใช้กระบวนการสบื เสาะ
เพอ่ื สง่ เสรมิ ความคิดสร้างสรรค์

ห น้ า 1

AR BY KRULOH

วเิ คราะหส์ าระมาตรฐาน
และขอบขา่ ยการจดั การเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์

ระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6

ช่ือวิชา วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ว16101)

รหัสวชิ า ว16101

ระยะเวลา 80 ชว่ั โมง/ปี

ลาดับแผนการจัดการเรยี นรู้

ทดสอบกอ่ นเรียน ชั่วโมงซ่อมเสรมิ *
เวลา 12 ชว่ั โมง
- หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 เรอ่ื ง อาหารและการย่อยอาหาร เวลา 13 ชัว่ โมง
เวลา 15 ชัว่ โมง
- หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 เรอื่ ง การแยกสารเนื้อผสม เวลา 14 ชั่วโมง

- หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 เร่อื ง หินและซากดึกดาบรรพ์ เวลา 12 ชั่วโมง
เวลา 14 ชว่ั โมง
- หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ปรากฏการณข์ องโลกและภยั ชวั่ โมงซอ่ มเสริม*
ธรรมชาติ

- หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 5 เรื่อง เงา อปุ ราคาและเทคโนโลยอี วกาศ

- หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 6 เรอ่ื ง แรงไฟฟา้ และพลงั งานไฟฟ้า

ทดสอบหลงั เรียน

*แทรกกจิ กรรมทดสอบในชว่ั โมงซอ่ มเสรมิ โดยไม่นบั เปน็ เวลาเรียน

ห น้ า 2

AR BY KRULOH
ห น้ า 3

AR BY KRULOH
ห น้ า 4

AR BY KRULOH
ห น้ า 5

ตารางวเิ คราะห์สาระ

หนว่ ยท่ี 4 ปรากฏการณ์ข

สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสมั พันธ์ของระบบโลก กระบวนกา

ฟา้ อากาศและภูมอิ ากาศโลก รวมทง้ั ผลต่อส่ิงมีชีวติ และสงิ่ แวดล

สาระการเรียนรู้ เวลา ตวั ช้ีวัด
(ชั่วโมง)

1. ลม 4 ป. 6/4
- ลมบก เปรียบเทยี บการเกิดลมบก ลม
- ลมทะเล ทะเลและมรสมุ รวมทั้งอธิบายผลท
- ลมมรสุม มีตอ่ ส่ิงมชี วี ติ และส่ิงแวดล้อมจาก

2. ปรากฏการณ์เรือนกระจก 4 แบบจา้ ลอง
3. ภัยธรรมชาติ 6 ป. 6/5

- น้าท่วม อธบิ ายผลของมรสุมตอ่ การเกิดฤดู
- ดนิ ถลม่ ของ ประเทศไทยจากข้อมูลที่
- แผ่นดินไหว รวบรวมได้
- การกัดเซาะชายฝั่ง ป.6/6 บรรยายลักษณะและ
- สนึ ามิ ผลกระทบของน้าท่วม การกัดเซาะ

ะมาตรฐานรายหนว่ ย

ของโลกและภยั ธรรมชาติ

ารเปลย่ี นแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลม
ล้อม

การวิเคราะห์ KPA (ทาอะไร)

ความรู้ ทกั ษะ/กระบวนการ คุณลักษณะ

(K) (P) (A)

1.นกั เรยี นสามารถ 1.นักเรียนสามารถ 1. นักเรยี นให้ความ

อธิบายการเปล่ยี นแปลง เปรียบเทยี บรวบรวม สนใจและใหค้ วาม

ที่ อณุ หภมู ิของอากาศ ขอ้ มูลผลของลมบก ลม ร่วมมอื ในการเรยี นรู้

เหนือทรายและเหนือน้า ทะเล และมรสุมท่ีมีตอ่ ตลอดเวลา

ได้ สง่ิ มชี ีวิตและส่ิงแวดล้อม 2. มคี วามรับผดิ ชอบต่อ

2.นักเรียนสามารถ ได้ งานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย

อธิบายการเกดิ ลมบก 2.นกั เรียนสามารถ

ลมทะเล และมรสมุ จาก เปรยี บเทยี บการเกิดลม

แบบจา้ ลองได้ บก ลมทะเล และมรสุม

3.นักเรียนสามารถ จากแบบจ้าลองได้

อธบิ ายผลของลมบก ลม 3.นกั เรยี นสามารถ

สาระการเรียนรู้ เวลา ตวั ช้ีวดั
(ชั่วโมง)

ชายฝงั่ ดนิ ถล่ม แผ่นดินไหว สึนามิ
ป.6/7 ตระหนักถึงผลกระทบของ
ภยั ธรรมชาติและธรณพี ิบัติภัย โดย
น้าเสนอแนวทางในการเฝา้ ระวัง
และปฏิบตั ิตนให้ปลอดภัยจากภัย
ธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ตั ภิ ัยท่ีอาจ
เกดิ ในท้องถิ่น
ป. 6/8
สร้างแบบจ้าลองที่อธิบายการเกดิ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจกและผล
ของปรากฏการณ์เรอื นกระจกต่อ
สิ่งมชี ีวิต
ป. 6/9
ตระหนักถึงผลกระทบของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจกโดย
นา้ เสนอแนวทางการปฏบิ ตั ติ นเพ่อื
ลดกิจกรรมท่ีก่อใหเ้ กดิ แก๊สเรือน
กระจก

การวเิ คราะห์ KPA (ทาอะไร)

ความรู้ ทักษะ/กระบวนการ คณุ ลกั ษณะ

(K) (P) (A)

ทะเล และมรสุมทม่ี ีต่อ รวบรวมข้อมลู และบอก

สิ่งมีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม กิจกรรมของมนษุ ย์ที่มี

ได้ ผลตอ่ การเพ่มิ ปริมาณ

4.นกั เรยี นสามารถ แก๊สเรอื นกระจกได้

อธบิ ายการเกดิ 4.นักเรยี นสามารถ

ปรากฏการณ์เรือน นา้ เสนอแนวทางการ

กระจก โดยใช้ ปฏบิ ตั ติ นเพอ่ื ลด

แบบจา้ ลองได้ กิจกรรมท่ีก่อให้เกดิ แก๊ส

5.นกั เรยี นสามารถ เรอื นกระจกได้

อธิบายผลของ 5.นักเรยี นสามารถ

ปรากฏการณ์เรือน เปรยี บเทียบ

กระจกทมี่ ีต่อสง่ิ มีชีวติ ปรากฏการณเ์ รือน

และสงิ่ แวดลอ้ มได้ กระจกท่มี ตี ่อส่ิงมีชวี ติ

6.นักเรยี นสามารถ และส่งิ แวดล้อมได้

บรรยายลกั ษณะและ 6.นักเรยี นสามารถสร้าง

ผลกระทบของน้าท่วม แบบจา้ ลองการเกดิ

การกัดเซาะชายฝ่งั ดิน ปรากฏการณ์เรือน

ถล่ม แผน่ ดนิ ไหว และสึ กระจกของโลกได้

นามิได้ 7.นกั เรียนสามารถ

สาระการเรียนรู้ เวลา ตัวช้ีวดั
(ช่ัวโมง)

รวมเวลาเรยี น 14

การวเิ คราะห์ KPA (ทาอะไร)

ความรู้ ทกั ษะ/กระบวนการ คุณลักษณะ

(K) (P) (A)

รวบรวมขอ้ มูลลักษณะ

ของภัยธรรมชาตแิ ละ

ผลกระทบต่อส่ิงมชี วี ิต

และส่ิงแวดล้อมได้

8.นักเรยี นสามารถ

นา้ เสนอแนวทางการเฝา้

ระวงั และปฏิบัตติ นให้

ปลอดภยั จากภยั

ธรรมชาติท่อี าจเกิดใน

ท้องถิ่นได้

AR BY KRULOH

แนวคิดในการพฒั นารปู แบบการจดั การเรยี นรู้
เทคโนโลยเี สมอื นจรงิ โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะ

เพอ่ื สง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์

แนวคิด ทฤษฎี รูปแบบการจัดการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง โดยใช้กระบวนการสืบเสาะ
เพือ่ ส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรคข์ องนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ประกอบด้วย

1. ทฤษฎีการสรา้ งความรู้ (Constructivist Learning Theory)

เป็นทฤษฎกี ารเรียนรู้แนวใหม่ท่ีเน้นการให้วธิ ีการเรียนรู้มากกว่าการให้ความรู้โดยตรง ไวก็อทส
กี้ (Vygotsky, 1978) นักจิตวิทยาชาวรัสเซียได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาในสมัย
เดียวกบั เพยี เจต์ (Piaget) ซง่ึ ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) และของไวก็อทส
กี้ (Vygotsky) เป็นรากฐานท่ีสาคัญของทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ทั้งเพีย
เจต์ (Piaget) และไวก็อทสก้ี (Vygotsky) เป็นนักทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มปัญญานิยม (Cognitivist) ซ่ึง
เป็นกลุ่มท่ีให้ความสนใจศึกษาเก่ียวกับ “Cognition” หรือกระบวนการรู้คิด หรือกระบวนการทาง
ปญั ญา กานอนและ คอลลีย์ (Gagnon และ Collary , 2005, อ้างถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2553 : 72)
ได้เสนอองคป์ ระกอบทส่ี าคัญของการเรียนรู้ด้วยการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 6 ประการ คือ 1) การ
จัดสถานการณ์ 2) การจัดกลุ่มนกั เรียนและการจดั สอ่ื การเรียนรู้ 3) การเช่ือมโยง 4) การถามคาถาม/ใช้
คาถาม 5) การแสดงออก/การแสดงผลงาน 6) การไตร่ตรองสะท้อนความคิด วัชรา เล่าเรียนดี (2553 :
73 - 78) ให้ความคิดเห็นว่า การจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนั้น นักเรียน
จะเรยี นร้ดู ้วยความกระตือรือร้นสร้างความหมายของความรู้ด้วยตนเองและสร้างความรู้ของตนเองด้วย
กระบวนการคิดไตร่ตรอง นักเรียนจะเป็นผู้มีส่วนร่วม ในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นแทนที่จะเป็นผู้
คอยรับความรู้จากครูเพียงฝ่ายเดียวและได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการ
สร้างความรู้โดยจัดสถานการณ์หรือปัญหาท่ีเร้าความสนใจให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการคิดและปฏิบัติ
กล้าคิด กล้าตอบ กล้าอธิบาย อภิปราย และแสดงความคิดเห็น พยายามใช้ข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้จริง
ของจริง และการร่วมปฏิบัติจริง หรือให้ตัวอย่างสถานการณ์จริง ด้วยภาพด้วยส่ืออ่ืน ๆ หลีกเล่ียงการ
อธบิ ายท่มี ากจนเกินไป เพื่อให้นกั เรียนมีโอกาสคิด จัดกิจกรรมท่ีสง่ เสรมิ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การ
คิดไตร่ตรองอย่างสม่าเสมอตลอดกิจกรรมการเรียน ใช้วิธีวัดและประเมินท่ีหลากหลาย เหมาะสม เช่น
ถามตอบปากเปลา่ ใหส้ าธิต ให้สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมทันทีทดสอบย่อย เสนอผลงาน ช้ินงานด้วยแผนภูมิ
โครงงาน ส่งิ ประดิษฐ์ ที่สะทอ้ นใหเ้ ห็นองค์ความรู้ ที่เกิดข้ึนในกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการ
สร้างความรู้จะต้องเตรียมความพร้อมของนักเรียน จูงใจ เร้าความสนใจ (Provide motivational
anticipatory set) ให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน (Involve students in

ห น้ า 6

AR BY KRULOH

Instructional activities) ตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี นจัดโอกาสและเปิดโอกาสให้ปฏิบัติโดยตรง
ให้นกั เรยี นคดิ ไตร่ตรองและสะท้อนความคดิ เกี่ยวกับบทเรียนให้การฝกึ เพ่ิมเตมิ หรือใหท้ าโดยอิสระ

2. ทฤษฎีทางจติ วทิ ยา

ทฤษฎีทางจิตวิทยา ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Piaget และทฤษฎีวัฒนธรรม
เชงิ สังคมของ Vygotsky เปน็ การจดั การเรยี นรู้ท่นี ักเรยี นจะต้องเป็นผู้กระทา (Active) และสร้างความรู้
มีแนวคิดมาจากทฤษฎีการสร้างความรู้ (Constructivism Learning Theory) โดยนักการศึกษานิยม
แบ่งทฤษฎีการสร้างความรู้ออกเป็น Cognitive Constructivism ของ Piaget และ Social
Constructivism ของ Vygotsky ยดึ หลักพัฒนาการตามวยั ของเดก็ มกี ารจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการ
เรียนรู้ เปิดโอกาสและให้อิสระแก่เด็กในการปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยการใช้ประสบการณ์เดิมที่
เด็กคุ้นเคยมาเป็นพ้ืนฐานและเพ่ิมพูนประสบการณ์โดยให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อม เพื่อให้มี
ประสบการณ์ทสี่ ะสมมากขึ้นสาหรบั การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ในการจัดการเรียนการสอนตามแนว
การสร้างความรู้ของ Piaget จะหมายถึง การสร้างสถานการณ์ที่ทาให้นักเรียนเกิดโครงสร้างความรู้
ความคิดใหม่ จากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับส่ิงแวดล้อมรอบตัวจะช่วยทาให้นักเรียนมีโอกาส
นาขอ้ มูลและสารสนเทศท่ีได้รับน้ันมาเช่ือมโยงกับความรู้เดิมและประสบการณ์เดิมทาให้เกิดการซึมซับ
ข้อมูลและสารสนเทศท่ีได้รับใหม่เข้ากับความรู้เดิมและมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความรู้ความคิดเดิม
เกิดเปน็ โครงสร้างความรู้ความคิดใหม่ข้ึน ท่ีเรียกว่านักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้เอง ซึ่งในการศึกษาคร้ังนี้
ผู้วิจัยให้นักเรียนแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่พบ การพยายามแก้ปัญหาทาให้นักเรียนพยายามค้นคว้า
แสวงหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องท่ีจะช่วยคลี่คลายปัญหา หรือหาคาตอบน้ันได้ นาไปสู่การต้อง มี
ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สาหรับ Vygotsky (1978 : 84 - 91) ให้แนวคิดเกี่ยวกับเขตของการ
เชื่อมสู่การพัฒนา (Zone of Proximal Development : ZPD) ซ่ึงเป็นช่องว่างระหว่างระดับการ
พฒั นาปัจจุบันท่นี กั เรยี นเป็นอยู่จากการเรียนรแู้ ละแกป้ ัญหาไดด้ ้วยตนเอง Vygotsky ให้ความสาคัญกับ
เคร่ืองมือทางปัญญาว่าเป็นสิ่งท่ีช่วยในการแก้ปัญหาและเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้กระทาการใด ๆ ได้
(บุปผชาติ ทฬั หิกรณ์,2552 : 10 - 12) จากหลักการพ้ืนฐานของทฤษฎีน้ีได้แสดงถึงการเข้าใจพัฒนาการ
ของมนุษย์ต้องเข้าใจวัฒนธรรม รูปแบบและการอบรมเล้ียงดูซ่ึงส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา การ
เรยี นรเู้ กดิ ขึ้นไดต้ ามศักยภาพของบุคคล โดยอาศัยความช่วยเหลอื จากผู้ใหญ่และเพอ่ื นวัยเดียวกัน ผู้วิจัย
จึงนาแนวคิด ทฤษฎพี ฒั นาการทางสติปัญญาของ Piaget และทฤษฎวี ัฒนธรรมเชิงสังคมของ Vygotsky
มาเปน็ แนวทางในการจดั การเรยี นร้โู ดยกระบวนการสบื เสาะ

ห น้ า 7

AR BY KRULOH

3. ทฤษฎคี วามคดิ สร้างสรรค์

Davis (กรมวิชาการ. 2544 : 6-7 ; อ้างอิงจาก Davis. 1973) ได้รวบรวมแนวคิดเก่ียวกับ
ความคิดสร้างสรรค์ของนักจิตวิทยาท่ีได้กล่าวถึงทฤษฎีของความคิดสร้างสรรค์ โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ
ได้ 4 กล่มุ

1. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงจิตวิเคราะห์ นักจิตวิทยาทางจิตวิเคราะห์หลายคน เช่น
ฟรอยด์ และคริส ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดความคิดสร้างสรรค์ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมา
จากความขัดแย้งภายในจิตใต้สานึกระหว่างแรงขับทางเพศ (Libido) กับความรู้สึกรับผิดชอบทางสังคม
(Social conscience) ส่วน คูไบ และรัค ซ่ึงเป็นนักจิตวิทยาแนวใหม่ กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้น
เกดิ ข้ึนระหวา่ งการรสู้ ตกิ บั จิตใต้สานึก ซ่งึ อย่ใู นขอบเขตของจติ ส่วนท่เี รียกวา่ จติ กอ่ นสานกึ

2. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรคเ์ ชิงพฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยากลุ่มนี้มีแนวความคิดเกี่ยวกับเร่ือง
ความคิดสร้างสรรค์ว่า เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ โดยเน้นท่ีความสาคัญของการเสริมแรง การ
ตอบสนองที่ถูกต้องกับส่ิงเร้าเฉพาะหรือสถานการณ์ นอกจากน้ียังเน้นความสัมพันธ์ทางปัญญา คือการ
โยงความสมั พันธ์จากสิง่ เรา้ หนง่ึ ไปยงั ส่งิ เร้าตา่ งๆ ทาใหเ้ กิดความคิดใหม่ หรือส่ิงใหม่เกิดข้ึน

3. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงมานุษยนิยม นักจิตวิทยาในกลุ่มน้ีมีแนวคิดว่าความคิด
สรา้ งสรรคเ์ ปน็ สิ่งท่มี นษุ ยม์ ตี ิดตัวมาตั้งแตเ่ กดิ ผทู้ ี่สามารถนาความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้ได้คือผู้ท่ีมีสัจ
การแห่งตน คือรู้จักตนเอง พอใจตนเอง และใช้ตนเองเต็มตามศักยภาพของตนมนุษย์จะสามารถแสดง
ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องตนเองมาไดอ้ ยา่ งเต็มทนี่ น้ั ขนึ้ อยกู่ ับการสรา้ งสภาวะหรือบรรยากาศที่เอื้ออานวย
ได้กล่าวถึงบรรยากาศที่สาคัญในการสร้างสรรค์ว่า ประกอบด้วยความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา ความ
มนั่ คงของจิตใจ ความปรารถนาทจ่ี ะเลน่ ความคิดและการเปิดกว้างทจี่ ะรบั ประสบการณ์ใหม่

4. ทฤษฎีอูต้า (AUTA) ทฤษฎีน้ีเป็นรูปแบบของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดข้ึนในตัว
บุคคล โดยมีแนวคิดว่าความคิดสร้างสรรค์น้ันมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนและสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้ การ
พัฒนาความคิกสร้างสรรค์ตามรูปแบบอูต้าประกอบด้วย

4.1 การตระหนัก (Awareness) คอื ตระหนกั ถึงความสาคัญของความคิดสร้างสรรค์ท่ี
มตี อ่ ตนเอง สังคม ทง้ั ในปัจจุบันและอนาคต และตระหนกั ถึงความคิดสร้างสรรคท์ ม่ี ีอยู่ในตนเองด้วย

4.2 ความเข้าใจ (Understanding) คือ มีความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซ้ึงในเร่ืองราว
ต่างๆ ที่เกย่ี วขอ้ งกับความคดิ สร้างสรรค์

4.3 เทคนิควิธี (Techniques) คือ การรู้เทคนิคในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทั้งท่ี
เป็นเทคนคิ สว่ นบคุ คล และเทคนิคที่เปน็ มาตรฐาน

4.4 การตระหนกั ในความจรงิ ของส่ิงต่างๆ (Actualization) คือ การรู้จักหรือตระหนัก
ในตนเอง พอใจในตนเอง และพยายามใช้ตนเองและพยายามใช้ตนเองเต็มศักยภาพ รวมทั้งการเปิด
กวา้ งรบั ประสบการณต์ า่ งๆ โดยมีการปรับตวั ได้อยา่ งเหมาะสม การตระหนักถงึ เพ่ือนมนุษย์ด้วยกัน การ
ผลติ ผลงานดว้ ยตนเอง และมีความคิดท่ยี ืดหยุน่ เขา้ กบั ทุกรปู แบบของชวี ิต

องค์ประกอบท้ัง 4 น้ี จะผลักดันให้บุคคลสามารถดึงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของตนเองออกมา
ใช้ได้

จากทฤษฎีความคดิ สร้างสรรค์ท่ีกล่าวมาแล้วทง้ั หมด จะเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่มี
ในตวั บุคคลทุกคน และสามารถที่จะพัฒนาให้สงู ขึน้ ได้โดยอาศัยการเรยี นรูแ้ ละบรรยากาศทเ่ี อ้ืออานวย

ห น้ า 8

AR BY KRULOH

ความหมายของความคดิ สร้างสรรคเ์ ชงิ วิทยาศาสตร์

วิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ประกอบด้วยเนื้อหา และกระบวนการหากนักเรียนมีทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็จะเปน็ ผู้มกี ระบวนการคิดเพ่ือแสวงหาความรู้ ดงั นั้นในการคิดสร้างสรรค์
จึงต้องอาศัยทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญาการแก้ปัญหา
และการคน้ พบความรใู้ หม่ ได้มนี ักการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ให้ความหมายไวห้ ลายท่าน ดงั นี้

อนันต์ จันทร์กวี (2523 : 3-10) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ว่า
เป็นความสามารถในการคิดค้นส่ิงประดิษฐ์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์สามารถค้นคว้าทดลอง และแสวงหา
คาตอบหลายๆ วิธี ซ่ึงคุณลักษณะอันน้ีได้จากการสังเกตพฤติกรรมตรวจรายงาน หรือโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์ หรือคะแนนจากแบบทดสอบวดั ความคิดสรา้ งสรรคท์ างวิทยาศาสตร์

ทัศนีย์ บุญเติม (2527 : 32) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ว่า
หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการคิดและการกระทาในการแก้ปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์อันจะก่อให้เกิดผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ท้ัง
เป็นนามธรรม หรือรูปธรรม โดยเน้นถึงประโยชน์และคุณค่าต่อสังคมและส่งผลผลักดันให้โลกเจริญไป
ข้างหน้ายิ่งๆ ข้ึนไป องค์ประกอบของกระบวนการคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการคิดแบบ
อเนกนยั นัน้ จาแนกได้ 4 ลกั ษณะตามแนวของกิลฟอร์ด คือ

1. ความคิดคลอ่ งทางวิทยาศาสตร์ (Fluency)
2. ความคดิ ยดื หยุ่นทางวิทยาศาสตร์ (Flexibility)
3. ความคดิ ริเร่มิ ทางวทิ ยาศาสตร์ (Originality)
4. ความคดิ ละเอียดอ่อนทางวทิ ยาศาสตร์ (Elaboration)
ประกิต นามโคตร (2530 : 56) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ว่า
หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะการ
ตง้ั สมมติฐาน และทักษะการทดลองมาใชแ้ ก้ปญั หาในลักษณะหลายแนวทางต่อการเรียนรู้การแก้ปัญหา
การค้นพบความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ การทดลองที่แปลกใหม่เก่ียวกับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ
แล้วเผยแพร่ให้ผู้อ่ืนรู้ ตลอดจนการปรับปรุงเปล่ียนแปลงเพ่ือให้ได้ผลผลิตใหม่ทางวิทยาศาสตร์ท่ีมี
คณุ ค่า และมปี ระสิทธภิ าพสงู กว่าเดมิ มาใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ย่างเหมาะสม
Piltz and Sund (สุปรียา ลาเจียก. 2522 : 18 ; อ้างอิงมาจาก Piltz and Sund.n.d.) ให้
ความหมายความคดิ สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ไว้ว่า มีความหมายเช่นเดียวกับความคิดสร้างสรรค์แต่
แตกต่างข้อปลีกย่อย คือ ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการของความคิดและการ
กระทาของบุคคลในการเรียนรู้แก้ปัญหารวมท้ังค้นหาวิธี แก้ปัญหา โดยบุคคลน้ันต้องทราบถึงหลักการ
และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ นอกจากนี้ผลผลิตของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์จะเน้นถึง
ผลผลิตที่มีคุณค่า ซง่ึ มีส่วนผลกั ดนั ใหโ้ ลกเจรญิ ไปข้างหนา้ อยา่ งไมห่ ยุดยัง้ อกี ด้วย
ณัฎพงษ์ เจริญพิทย์ (2539 : 45) ได้กล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็น
ความสามารถทางสมองของมนุษย์ที่จะทาให้เกิดการคิดแก้ปัญหาได้หลายแนวทาง และการแก้ปัญหา
น้ันจะสาเร็จลุลว่ งไปดว้ ยดี โดยใช้กระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และทาตามกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ จนสามารถทาใหไ้ ด้ผลผลิตท่ีแปลกใหมม่ คี ุณภาพและได้มาตรฐาน ความคิดสร้างสรรค์
ทางวิทยาศาสตร์ โดยสรุปความหมายใกล้เคียง ความคิดสร้างสรรค์ในส่วนที่เป็นกระบวนการคิด และ

ห น้ า 9

AR BY KRULOH

เป็นการกระทาท่ีให้เกิดผลผลิตต่างๆ แต่จะมีลักษณะพิเศษตรงที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ทาง
วทิ ยาศาสตรอ์ าศยั ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ซึ่งจะกอ่ ให้เกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญา การ
แก้ปัญหา และการค้นหาความรู้ใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงมี 3 องค์ประกอบ คือ ความคิดคล่อง
ความคดิ ยดื หยุ่น และความคิดริเรม่ิ

จากความหมายของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่าสอดคล้อง
กับความหมายของวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวความรู้ (Body of Knowledge) และกระบวนการ
แสวงหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ (Process of Sciencetific Inquiry)

องคป์ ระกอบของความคิดสร้างสรรค์

องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์น้ีได้รับอิทธิพลมาจากทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของ
กิลฟอรด์ (Guilford. 1967 : 62) ซึ่งเช่อื ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมองที่คิดได้อย่าง
ซับซ้อน กว้างไกล หลายทิศทาง หรือท่ีเรียกว่า คิดอเนกนัย (Divergent thinking) ซ่ึงประกอบด้วย
ความคิดริเร่ิม (Originality) ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) ความคิด
ละเอยี ดลออ(Elaboration)

Guilford (1967 : 145-151) ไดใ้ หร้ ายละเอียดเก่ียวกับองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ไว้
ดงั นี้

1. ความคิดริเร่ิม (Originality) หมายถึง ความคิดแปลกใหม่ไม่ซ้ากันกับความคิดของคนอ่ืน
และแตกตา่ งจากความคิดธรรมดา ความคิดรเิ รมิ่ อาจเกดิ จากการคิดจากเดิมท่ีมีอยู่แล้วให้แปลกแตกต่าง
จากท่ีเคยเห็น หรือสามารถพลิกแพลงให้กลายเป็นส่ิงที่ไม่เคยคาดคิด ความคิดริเริ่มอาจเป็นการนาเอา
ความคิดเก่ามาปรุงแต่งผสมผสานจนเกิดเป็นของใหม่ ความคิดริเร่ิมมีหลายระดับซ่ึงอาจเป็นความคิด
ครัง้ แรกที่เกิดขน้ึ โดยไม่มใี ครสอนแม้ความคิดน้ันจะมีผอู้ ื่นคดิ ไว้ก่อนแลว้ ก็ตาม

2. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) หมายถึง ปริมาณความคิดท่ีไม่ซ้ากันในเรื่องเดียวกัน โดย
แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

2.1 ความคล่องแคล่วทางด้านถ้อยคา (Word Fluency) เป็นความสามารถในการใช้
ถอ้ ยคาอยา่ งคลอ่ งแคลว่

2.2 ความคิดคล่องแคล่วทางด้านการโยงสัมพันธ์ (Associational Fluency) เป็น
ความสามารถทีจ่ ะคดิ หาถอ้ ยคาทเี่ หมือนกนั ได้มากท่สี ดุ เท่าท่ีจะมากได้ภายในเวลาทก่ี าหนด

2.3 ความคล่องแคล่วทางด้านการแสดงออก (Expression Fluency) เป็น
ความสามารถในการใช้วลีหรือประโยค กล่าวคือ สามารถท่ีจะนาคามาเรียงกันอย่างรวดเร็วเพ่ือให้ได้
ประโยคที่ตอ้ งการ

2.4 ความคล่องแคล่วในการคิด (Ideational Fluency) เป็นความสามารถท่ีจะคิดค้น
สิ่งที่ต้องการภายในเวลาที่กาหนด เช่น ใช้คิดหาประโยชน์ของก้อนอิฐให้ได้มากที่สุดภายในเวลาที่
กาหนดซึ่งอาจเปน็ 5 นาที หรอื 10 นที

3. ความคดิ ยดื หยุน่ (Flexibility) หมายถึง ประเภทหรือแบบของการคดิ แบง่ ออกเปน็
3.1 ความคิดยืดหยุ่นท่ีเกิดขึ้นทันที (Spontaneous Flexibility) เป็นความสามารถที่

จะพยายามคิดไดห้ ลายทางอย่างอิสระ ตัวอย่างของคนที่มีความคดิ ยืดหย่นุ ในดา้ นน้ีจะคิดได้ว่าประโยชน์
ของหนงั สือพิมพม์ อี ะไรบ้าง ความคิดของผ้ทู ่ียดื หยุ่นสามารถจัดกลุ่มได้หลายทิศทางหรือหลายด้าน เช่น

ห น้ า 10

AR BY KRULOH

เพ่ือรู้ข่าวสาร เพ่ือโฆษณาสินค้า เพ่ือธุรกิจ ฯลฯ ในขณะท่ีคนท่ีไม่มีความคิดสร้างสรรค์จะคิดได้เพียง
ทศิ ทางเดยี ว คือ เพอื่ รู้ขา่ วสาร เท่านน้ั

3.2 ความคิดยืดหยุ่นทางด้านการดัดแปลง (Adaptive Flexibility) หมายถึง
ความสามารถในการดัดแปลงความรู้ หรือประสบการณให้เกิดประโยชน์หลายๆ ด้าน ซ่ึงมีประโยชน์ต่อ
การแก้ปญั หา ผู้ที่มีความยดื หยุ่นจะคิดดดั แปลงได้ไมซ่ ้ากนั

4. ความคิดละเอียดละออ (Elaboration) หมายถึง ความคิดในรายละเอียดเป็นขั้นตอน
สามารถอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน หรือเป็นแผนงานที่สมบูรณ์ข้ึน ความคิดละเอียดละออจัดเป็น
รายละเอยี ดที่นามาตกแตง่ ขยายความคดิ คร้ังแรกให้สมบรู ณข์ ้นึ

จากท่ีกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นการคิดอเนกนัย ท่ีประกอบด้วย
ความคิดรเิ รม่ิ ความคลอ่ งแคล่วในการคิด ความยดื หยุ่นในการคิด และความคิดละเอยี ดลออ

สาหรับองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสาคัญ เช่นเดียวกับ
ความคิดสร้างสรรค์ท่ัวไปซ่ึง อารี รังสินันท์ (2527 : 24-34) อธิบายองค์ประกอบของความคิด
สรา้ งสรรคไ์ ว้โดยสรปุ ดงั น้ี

1. ความคิดริเริ่ม หมายถึง ลักษณะความคิดแปลกใหม่แตกต่างความคิดธรรมดาหรือความคิด
งา่ ยๆ ความคดิ ริเริม่ ทเ่ี รียกวา่ Wild Idia เป็นความคิดท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสงั คม ความคิดริเร่ิม
เป็นลักษณะความคิดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นความคิดที่จาเป็นต้องอาศัยจินตนาการผสมกับเหตุผล
แล้วหาทางทาให้เกิดผลงาน ผู้ท่ีมีความคิดริเริ่มเป็นคนกล้าคิด กล้าแสดงออก พร้อมท้ังกับทดลอง
ทดสอบความคดิ น้ันอยเู่ สมอ

2. ความคลอ่ งตัว หมายถึง ปริมาณความคิดที่ไม่ซ้ากันเม่ือตอบปัญหาเรื่องเดียวกันความคล่อง
ในการคิดน้ีมีความสาคัญต่อการแก้ปัญหาหลายๆ วิธี และต้องการนาวิธีการเหล่าน้ันมาทดลองจนกว่า
จะพบวธิ กี ารท่ถี กู ตอ้ ง

3. ความคดิ ยืดหยนุ่ หมายถึง ประเภท หรือแบบของความคดิ แบ่งออกเปน็
3.1 ความคิดยืดหยุ่น ท่ีเกิดข้ึนทันที เป็นความสามารถในการคิดอย่างอิสระให้ได้

คาตอบหลายแนวทางในขณะทค่ี นท่ัวไปจะคิดได้แนวทางเดียว
3.2 ความคดิ ยืดหยุ่นทางการดัดแปลง เป็นความสามารถในการดัดแปลง ของสิ่งเดียว

ใหเ้ กิดประโยชนห์ ลายด้าน
4. ความคิดละเอียดลออ เป็นลักษณะของความพยายามในการใช้ความคิด และประสาน

ความคดิ ตา่ งๆ เข้าดว้ ยกนั เพื่อให้เกดิ ความสาเรจ็
ดังนัน้ องค์ประกอบของความคดิ สร้างสรรค์ประกอบด้วยทฤษฎีเก่ียวกับสติปัญญาและความคิด

แต่ท่ีจะใช้เป็นแนวคิดในการศึกษาเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์มี 3 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีโครงสร้างทาง
สติปัญญาของกิลฟอร์ด ทฤษฎีความคิดสองลักษณะ และทฤษฎีโมเดล ทฤษฎีที่มีส่วนเก่ียวข้องกับ
องคป์ ระกอบของความคิดสร้างสรรคด์ ังกลา่ วมาแล้ว คอื

ทฤษฎโี ครงสรา้ งทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด(Guilford. 1956 : 53) ไดแ้ บง่ สมรรถภาพทางสมอง
ออกเปน็ 3 มิติ คอื

1. เนื้อหาท่ีคิด (Content) หมายถึง ส่ิงเร้าหรือข้อมูลต่างๆ ที่สมองรับเข้าไปคิดมี 4 ประเภท
ได้แก่ ภาพ สญั ลักษณ์ ภาษา และพฤตกิ รรม

ห น้ า 11

AR BY KRULOH

2. วิธีการคดิ (Operation) หมายถึง ลักษณะกระบวนการทางานของสมองแบบต่างๆ มี 5 แบบ
ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ ความจา การคิดแบบเอกนัย (Convergent Thinking) การคิดแบบอเนกนัย
และการประเมนิ ผล

3. ผลของการคิด (Product) เป็นผลของกระบวนการจัดกระทาของความคิดกับข้อมูลเนื้อหา
ผลิตผลของความคิดออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ การแปลงรูป และการประยุกต์จากแบบทฤษฎีโครงสร้าง
ทางสตปิ ัญญาของกิลฟอร์ดนี้

จะเห็นว่าองค์ประกอบส่วนหนึ่งในมิติท่ีว่าด้วยการคิดแบบอเนกนัยมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ
ความคิดสรา้ งสรรค์ และองคป์ ระกอบส่วนหน่ึงในมิติท่ีว่าด้วยผลของคิดที่เรียกว่า การแปลงรูปเป็นส่วน
ท่ีแสดงถึงความคิด

การสอนเพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

De Cecco (1968 : 459) กล่าวว่า ครูสามารถที่จะจัดสถานการณ์ที่จะส่งเสริมความยืดหยุ่น
ความคล่องในการคิด และความคิดริเร่ิมในการแก้ปัญหาต่างๆ ของนักเรียนได้โดยมองว่าความคิด
สรา้ งสรรคเ์ ปน็ การแก้ปัญหาระดับสูง ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนให้พัฒนาความสามารถในการคิด
สร้างสรรค์ได้ และได้เสนอแนวทางในการจัดการเรยี นการสอนไว้ 3 วิธี คอื

1. การจาแนกชนิดของปัญหาที่จะให้นักเรียนแก้ความคิดสร้างสรรค์ จะเกิดข้ึนได้ใน
สถานการณ์ซึ่งครูได้เตรียมปัญหาไว้ให้ แต่ไม่บอกวิธีการแก้ปัญหาแก่ นักเรียน และจากสถานการณ์
ดังกล่าวจึงจะนาไปสู่สถานการณ์ที่ไม่บอกท้ังปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาแก่นักเรียนถ้านักเรียนรู้
สถานการณ์ของปัญหามากน้อยเทา่ ไร นักเรียนกจ็ ะสามารถคดิ สรา้ งสรรค์ไดม้ ากขึ้น

2. ให้นักเรียนพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาโดยวิธีระดมพลังสมอง (Brainstorming) การ
ต้งั สมมตฐิ าน และทดสอบสมมติฐาน

3. การให้รางวลั เมอื่ นักเรยี นสามารถทากจิ กรรมท่สี รา้ งสรรค์
Waston (สมจติ สวธนไพบูลย์. 2527 : 27 ; อ้างอิงมาจาก Waston. 1967 : 220) ได้กล่าวว่า
การสอนวิทยาศาสตร์เพือ่ ส่งเสริมการคดิ สร้างสรรค์น้ัน นกั เรียนควรมโี อกาสไดก้ ระทาในสง่ิ ต่อไปนี้
1. ได้ซกั ถามทั้งในระหวา่ งและหลังจากการบรรยาย การอภปิ ราย และการปฏบิ ัติ
2. ได้อ่านตาราทนี่ อกเหนอื จากบทเรียน และไมจ่ าเปน็ ต้องไดร้ บั คาตอบท่ีสมบูรณเ์ สมอไป
3. ได้เสนอความคิดหรือกระบวนการถึงแม้วา่ เร่ืองนั้นๆ จะเป็นที่ยอมรับแล้วก็ตามท้ังน้ีเพื่อเปิด
โอกาสใหไ้ ด้พบสงิ่ ใหม่ๆ
4. ครูสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน ให้นักเรียนได้เรียนได้ยอมรับว่าวิธีการลองผิดลองถูกเป็น
วิทยาศาสตรท์ ่ียอมรบั ไดอ้ ย่างหนง่ึ
5. ได้มีอสิ ระในการสร้างสรรค์งานนอกเหนอื จากท่ีครมู อบหมายให้
6. ให้การยอมรับว่าความคิดสร้างสรรค์มีความสาคัญเท่าเทียมกับความสามารถในการจา
เนอื้ หาวิชาวิทยาศาสตร์
สมจิต สวธนไพบูลย์ (2527 : 30-34) ได้กล่าวถึงวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือ
พฒั นาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตรไ์ ว้ดังน้ี
1. จัดสถานการณ์ยั่วยุ ครูควรสร้างสถานการณ์ยั่วยุเพ่ือเป็นส่ือนาไปสู่การฝึกที่จะคิดแก้ปัญหา
หรือเพื่อให้เกิดความสนใจใคร่ท่ีจะเสาะแสวงหาความรู้ต่อไป ลักษณะของสถานการณ์ย่ัวยุอาจจะ

ห น้ า 12

AR BY KRULOH

ประกอบด้วย ข้อความ คาถาม การบรรยาย การอภิปราย รูปภาพ แผนภูมิอุปกรณ์ของจริงอุปกรณ์
จาลอง ข่าวความก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแสดงบาทบาท ฯลฯ

2. การจัดกิจกรรมแบบระดมพลังสมอง (Brainstorming) การจัดกิจกรรมแบบนี้จะมีลักษณะ
ให้นักเรียนทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้อง
คานึงว่าความคิดนั้นๆ จะถูกต้องใช้ได้หรือไม่ ซ่ึงการจัดกิจกรรมแบบระดมพลังสมองนี้เป็นแนวทาง
ส่งเสริมให้นักเรียนได้ร่วมกันคิดหลายแนวทางคิดได้มากในเวลาจากัด และเป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จัก
กระบวนการการทางานเปน็ กลมุ่ (Group Process)

3. จัดกิจกรรมแบบให้ปฏิบัติจริงเป็นการปฏิบัติจริงที่ให้คิด โดยการกระทา เช่นบอกปัญหาให้
บอกอปุ กรณใ์ หแ้ ล้วนกั เรียนนาไปวางแผนทดลอง พิสูจน์ อภิปราย ค้นคว้าหาความรู้เสริมเพ่ิมเติม หรือ
อาจกาหนดขอ้ ความใหแ้ ลว้ นกั เรยี นนาไปพจิ ารณาเลือกรูปแบบที่จะสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ การสื่อ
ความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ การส่ือความหมายอาจกระทาโดยการใช้กราฟ ตารางแผนภูมิ การบรรยาย
เป็นต้น การจัดกิจกรรมแบบให้ปฏิบัติจริง เช่น การให้นักเรียนสังเกตการงอกของเมล็ด ให้สรุปข้อคิด
จากการบนั ทึกผลการเล้ยี งสตั ว์ ฯลฯ

4. จัดกิจกรรมแบบให้ประสบความสาเร็จ โดยให้ทากิจกรรมจากง่ายไปหายากเพื่อให้นักเรียน
ได้รับความสาเร็จ การจัดกิจกรรมที่ควรคานึงถึงความสาเร็จน้ี ถือว่าเป็นการสร้างบรรยากาศทาง
จิตวิทยา ที่จะส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจภายใน ช่วยให้นักเรียนเกิดความมั่นใจและกระตือรือร้นใคร่ท่ีจะ
ค้นคว้าหาความรู้ย่งิ ขนึ้

5. การจัดกิจกรรมแบบให้ฝึกเป็นรายบุคคลในการจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีส่วนร่วมนั้น
นอกจากจะใหน้ กั เรียนได้ฝึกการทางานเป็นกลุ่มตามแนวทางของแบบระดมพลังสมอง ซึ่งกล่าวไว้ในข้อ
2 แล้วนั้น ครคู วรจะจัดกิจกรรมแบบให้นักเรียนได้มีโอกาสทางานเป็นรายบุคคลบ้างเพื่อเป็นการพัฒนา
ความคิดสรา้ งสรรคใ์ หเ้ กิดข้นึ ในตัวผู้เรียนตาม ศักยภาพรายบุคคล จุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมแบบ
ให้ฝกึ เปน็ รายบคุ คล คือ

1. เพ่ือให้นักเรียนได้ฝึกคิดค้นด้วยตนเองอย่างแท้จริงเป็นการพัฒนาความสามารถใน
การคดิ เป็นรายบคุ คล

2. เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสสร้างสรรค์ด้านความรู้สึกเกิดความพึงพอใจ สนใจ
ต้องการความรู้สึกชื่นชม ฯลฯ ตอ่ ผลงานของตนเอง

3. เพ่ือสง่ เสริมให้นกั เรียนเกิดวินัยในตนเอง เป็นคนมีความรบั ผิกชอบกล้าแสดงออก มี
นิสัยชา่ งคิดช่างเสาะแสวงหาความรู้ รู้จักแกป้ ญั หา รูจ้ ักตัดสนิ ใจรกั ความเปน็ ระเบียบ ฯลฯ

จากทฤษฎกี ารคน้ ควา้ ของนักจติ วิทยาและนกั การศึกษา ดังกล่าว จะเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์
และความคิดสรา้ งสรรคท์ างวทิ ยาศาสตรม์ ีความหมายใกลเ้ คยี งกนั แต่ตา่ งกันตรงที่ว่าความคิดสร้างสรรค์
ทางวิทยาศาสตร์ เป็นแนวทางของความคิดและการกระทาของบุคคลในการเรียนรู้ การแก้ปัญหาอาศัย
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์เป็นความสามารถที่มีอยู่แล้ว
ในแต่ละบุคคล เพียงแต่ครูผู้สอนจะมีวิธีการจัดกิจกรรมอย่างไร ท่ีจะกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิด
สรา้ งสรรค์ ซ่ึงสรุปขน้ั ตอนในการเกิดความคดิ สรา้ งสรรคไ์ ด้ ดังนี้

1. ขน้ั ร้สู ึกวา่ เกดิ ความยงุ่ ยากหรอื เกิดปัญหา
2. ขน้ั ของการคาดคะเนคาตอบหรอื การตัง้ สมมติฐาน
3. ขน้ั ของการหาวิธีตรวจสอบสมมติฐาน หรอื การออกแบบการทดลอง

ห น้ า 13

AR BY KRULOH

กิลฟอร์ด ได้สรุปว่า ความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วย ลักษณะความคิดแบบอเนกนัย ซ่ึง
ประกอบด้วย ความคิดริเริ่ม ความคิดยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วในการคิด และความคิดละเอียดลออ
สาหรับด้านความคิดละเอียดลออน้ัน อารี รังสินันท์ (2527 : 34) ได้กล่าวถึงพัฒนาการของความคิด
ละเอียดลออไวว้ ่า

1. พัฒนาการของความละเอียดลออ จะข้ึนอยู่กับอายุ คือ เด็กท่ีมีอายุมากจะมีความสามารถ
ทางดา้ นนม้ี ากกว่าเด็กอายนุ อ้ ย

2. เดก็ หญิงจะมีความสามารถมากกว่าเดก็ ผชู้ ายในด้านความละเอียดลออ
จากการศึกษาทฤษฎกี ารสรา้ งความรู้ (Constructivist Learning Theory) ทฤษฎีทางจิตวิทยา
และทฤษฎคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ ผูว้ จิ ยั จึงเลอื กพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง โดย
ใช้กระบวนการสืบเสาะเพ่อื ส่งเสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์ โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี

การเรยี นแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based Learning)

ความหมายของการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้

กระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) เป็นกระบวนการท่ีมีข้ันตอนและ
กระบวนการที่มีความหมายนอกจากน้ันยังมีความซับซ้อน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบริบทของผู้ใช้
(Budnitz, 2003) นอกจากน้ันเพ่ือให้ผู้เรียนได้สืบค้น เสาะหาวิธีการเพื่อให้ได้มาซ่ึงองค์ความรู้ต่างๆ
ด้วยการสารวจตรวจสอบ และสามารถสร้างองค์ความรไู้ ด้ดว้ ยตนเอง

American Association for Advancement of Science (2000) ได้กล่าวถึง กระบวนการ
เรียนโดยการสืบเสาะหาความรู้ว่า เป็นกระบวนการท่ีกระตุ้นเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น
หรือต้ังข้อสงสัย มีการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์
เรยี นรู้เพอ่ื ก่อให้เกดิ ความรูใ้ หมเ่ กิดข้ึน ผู้สอนมีหน้าท่ีเป็นผู้คอยเสนอแนะแนวทาง เตรียมข้อมูลเอกสาร
ต่างๆ เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนสามารถนาขอ้ มูลนไี้ ปสรา้ งองค์ความรู้ โดยเปน็ การเรยี นรู้โดยกระบวนการกล่มุ

กรมวิชาการ (2544) ได้ให้ความหมายของการเรยี นแบบสืบเสาะหาความรู้ว่า เป็นกระบวนการ
เรียนโดยคดิ คน้ เพือ่ หาเหตผุ ล และสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีการค้นคว้าหาความรู้ ผู้สอนมีหน้าที่กระตุ้น
ผู้เรยี นโดยการตัง้ คาถามเพือ่ ให้ผเู้ รียนคิดหาวิธีแกป้ ัญหา และปญั หาเกดิ จากการสร้างสถานการณ์ สิ่งเร้า
เกดิ การสงั เกต ต้งั คาถาม ตงั้ สมมตุ ฐิ านและพสิ จู น์ หลังจากนนั้ ผเู้ รยี นช่วยกันสรปุ ผลทไี่ ด้

ภพ เลาหไพบรู ณ์ (2542) ได้ให้ความหมายการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การสอน
ที่เน้นเพ่อื ให้เกิดกระบวนการแสวงหาความรู้ เพ่ือใหผ้ ูเ้ รยี นคน้ พบความจรงิ ด้วยตนเอง เพ่ือให้ผู้เรียนเกิด
ประสบการณ์ตรง ผู้สอนมีหน้าท่ีเตรียมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ กระบวนการ เนื้อหา นั่นคือผู้สอนมี
หน้าที่เอ้ืออานวยความสะดวก (Facilitator) ต่อผู้เรียน และวางแผนเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความ
กระตือรือร้นในการค้นคว้าหาความรู้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2549) ได้
อธิบายการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ คือ กระบวนการท่ีผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยผ่าน
กระบวนการคิดและปฏิบัติโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ฝึกสังเกต สารวจ ทดลองและสืบค้น
ขอ้ มูล

ห น้ า 14

AR BY KRULOH

ศรินดา จามรมาน (2556) ได้สรุปการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ คือ กระบวนการทาง
วิทยาศาสตรเ์ พ่ืออธบิ ายปรากฏการณข์ องธรรมชาติ แต่อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ซ่ึงผู้เรียนสามารถ
นามาใช้ค้นคว้าหาคาตอบ และคิดแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีระบบ ดังนั้นกล่าวโดยสรุปคือ การ
เรียนแบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง กระบวนการเรียนท่ีผู้สอนมีหน้าท่ีเอ้ืออานวยความสะดวกต่อ
ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุและผล ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้
ต่างๆ โดยผู้สอนวางแผนการเรียนไว้ เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถสารวจ ค้นคว้าหาความรู้อย่างมีเหตุและผล
ผา่ นการสังเกต และนาความรูท้ ่ีไดไ้ ปใชแ้ กป้ ัญหาต่างๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

องคป์ ระกอบและขั้นตอนของการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้

ในปี ค.ศ. 1992 นักศึกษากลุ่ม BSCB (Biological Science Curriculum Study) ได้ศึกษา
และนาวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนเพ่ือนามาพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์และนาแนวทางการจัด
กิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ข้ันตอน ซ่ึงเป็นกระบวนการเรียนท่ีเร่ิมต้นเพื่อนาเข้าสู่บทเรียนและ
สดุ ทา้ ยคือการประเมนิ ผเู้ รียน ทาให้ผู้เรียนได้สารวจและทดลอง สืบเสาะหาความรู้ และเกิดองค์ความรู้
ใหม่เพื่อเช่ือมโยงจากระสบการณ์เรียนรู้เดิม ซ่ึงเป็นลักษณะของการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้
หรือวัฎจักร 5Es (Inquiry cycle 5Es) (Biological Science Curriculum Study, 2002 อ้างอิงใน
ศรนิ ดา จามรมาน, 2556)

1) การสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นตอนเร่ิมต้นเพื่อนาเข้าสู่บทเรียน มีการ
อธิบายวัตถุประสงค์ของการเรียน เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ วางแผนกิจกรรมและเช่ือมโยง
ประสบการณ์ความรู้เดมิ ใหผ้ เู้ รยี นได้คดิ หรอื อาจะมีการตงั้ คาถามเพือ่ นาเข้าสู่บทเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้
นาไปหาคาตอบหรือเปน็ คาถามเพื่อกระตนุ้ ความอยากรู้ของผเู้ รียน และคาดถงึ สิง่ ทก่ี าลงั จะเกิดขน้ึ

2) การสารวจและค้นหา (Exploration) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างและพัฒนาความคิด
กระบวนการและทักษะต่างๆ ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ตรงกับการจัดกิจกรรมเพ่ือสารวจและค้นหา
ผเู้ รียนสามารถตรวจสอบและเก็บรวบรวมข้อมลู โดยการเชื่อมโยงการสังเกต และต้ังคาถามเกี่ยวกับเร่ือง
หรอื สถานการณ์นน้ั ๆ ได้ นอกจากนั้นผู้สอนจะคอยทาหน้าท่ีแนะนาหรือเริ่มต้นให้ผู้เรียน เพ่ือให้ผู้เรียน
สามารถพฒั นาความสามารถโดยการทดลอง และค้นควา้ ด้วยตนเอง

3) การอธิบาย (Explanation) เป็นการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการอธิบาย
ความคิดรวบยอดท่ีได้จากการสารวจและค้นหา ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นและ
แลกเปล่ียนความรู้ซ่ึงกันและกันเพ่ือให้ผู้เรียนได้ข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งผู้เรียนพยายามหาเหตุผลโดยการ
สารวจความสัมพันธข์ องสิง่ ทเี่ รียนรู้ ในขั้นตอนนี้กิจกรรมจะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงทุกอย่าง
เข้าด้วยกัน โดยมีผู้สอนคอยชี้แนะแนวทางในการสรุปและอภิปราย เพ่ือเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้เข้า
ด้วยกนั

4) การขยายความรู้ (Elaboration) เป็นข้ันตอนท่ีผู้เรียนยืนยันและขยายความรู้เพิ่มเติม
เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้ลึกซึ้งย่ิงข้ึน โดยนาความรู้ในขั้นตอนที่ 2 และ 3
มาประยุกต์ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและปฏิบัติตามที่ผู้เรียนต้องการ โดยขั้นตอนนี้จะช่วย
เสริมความรู้ความเข้าใจในเรอื่ งทตี่ อ้ งการศกึ ษาใหช้ ดั เจนมากย่ิงข้ึน สามารถนาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ได้
อยา่ งเหมาะสม มีกระบวนการและทกั ษะเพ่ิมข้นึ

ห น้ า 15

AR BY KRULOH
5) การประเมินผล (Evaluation) ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการ
อธิบายเพ่ือความรู้ความเข้าใจของตนเอง รูปแบบการสอนต้องกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ประเมิน
ความเข้าใจของตนเอง นอกจากน้ันผู้สอนยังสามารถประเมินความรู้ความเข้าใจ และทักษะของผู้เรียน
ได้เชน่ กัน

ภาพ การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้

ห น้ า 16

AR BY KRULOH

บทบาทผสู้ อนและผเู้ รยี น

การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ข้ันตอน นับเป็นการเรียนการสอน ที่ให้ความสาคัญกับ
ผู้เรียนเป็นสาคัญ คือการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้โดยใช้กระบวนการทางความคิดหาเหตุผล
เพ่ือเปน็ แนวทางแก้ปญั หาทถ่ี กู ตอ้ งดว้ ยตนเอง ในขณะที่ผู้สอนเองก็มีสว่ นสาคัญด้วย 5 ข้ันตอน ที่ผู้สอน
และผเู้ รียนตา่ งมบี ทบาทและหน้าทใี่ นแตล่ ะข้ันตอนดงั นี้

บทบาทผู้สอน

บทบาทผู้สอน เพ่อื สนบั สนุนให้ผูเ้ รียนแสดงบทบาทอย่างเตม็ ที่ ผูส้ อนควรเตรียมส่ือฯ การเรียน
การสอน และออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปล่ียนเรียนรู้ และส่ิงที่ผู้สอนควรทา
ใน 5 ขนั้ ตอนดงั น้ี

1. การสร้างความสนใจ (Engagement) โดยผู้สอนควรสร้างความสนใจ สร้างความอยากรู้
อยากเห็น มีการตั้ง คาถามกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดดึงเอาคาตอบท่ียังไม่ครอบคลุมสิ่งท่ีผู้เรียนรู้หรือแนวคิด
หรอื เนือ้ หา

2. การสารวจและคน้ หา (Exploration) ส่งเสริมใหผ้ เู้ รยี นทางานร่วมกัน การสารวจ ตรวจสอบ
สังเกตและฟังการโต้ตอบกันระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ทาการซักถามเพ่ือนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
ของผู้เรียน และให้เวลาผู้เรียนในการคิดข้อสงสัยตลอดจนปัญหาต่างๆ และทาหน้าที่ให้คาปรึกษาแก่
ผู้เรียน

3. การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) โดยผู้สอนส่งเสริมให้ผู้เรียนอธิบายแนวคิด หรือ
ใหค้ าจากดั ความ ดว้ ยคาพูดของผเู้ รยี นเอง ใหผ้ ูเ้ รียนแสดงหลักฐาน ให้เหตุผลและอธิบายให้กระจ่าง ให้
ผู้เรียนอธบิ าย ให้คาจากัดความและ ช้ีบอกส่วนต่างๆ ในแผนภาพให้ผู้เรียนใช้ประสบการณ์เดิมของตน
เปน็ พื้นฐานในการอธิบายแนวคิด

4. การขยายความรู้ (Elaboration) โดยผู้สอนคาดหวังให้ผู้เรียนได้ใช้ประโยชน์จากการชี้บอก
ส่วนประกอบต่างๆ ในแผนภาพคาจากัดความและอธิบายส่ิงที่เรียนรู้มาแล้ว ส่งเสริมให้ผู้เรียนนาสิ่งท่ี
ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้หรือ ขยายความรู้และทักษะในสถานการณ์ใหม่ ให้ผู้เรียนอธิบายอย่างมี
ความหมาย ให้ผู้เรียนอ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่พร้อมทั้งแสดง หลักฐานและถามคาถามผู้เรียนว่าได้เรียนรู้
อะไรบ้าง หรือไดแ้ นวคดิ อะไร

5. การประเมินผล (Evaluation) โดยผู้สอนสังเกตผู้เรียนในการนาแนวคิดและทักษะใหม่ไป
ประยุกต์ใช้ประเมิน ความรู้และทักษะผู้เรียน หาหลักฐานท่ีแสดงว่าผู้เรียนเปลี่ยนความคิดหรือ
พฤติกรรม ให้ผู้เรียนประเมินการเรียนรู้และ ทักษะกระบวนการกลุ่ม ถามคาถามปลายเปิด เช่น ทาไม
ผ้เู รยี นจงึ คิดเช่นน้ัน

ห น้ า 17

AR BY KRULOH

บทบาทของผเู้ รียน

บทบาทของผู้เรียนในการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ สิ่งที่ผู้เรียนควรให้ความสนใจ เพื่อสร้าง
องค์ความรู้ให้กับตนเอง โดยก่อนเข้าเรียนควรทบทวนความรู้เดิมเพ่ือเตรียมพร้อมสู่การเข้าสู่บทเรียน
ใหม่ หรือเตรียมข้อสงสัยเพื่อสอบถามในห้องเรียน ต้ังใจเรียนและสนใจในส่ิงที่ผู้สอนสอน พร้อมกับ 5
ขน้ั ตอนน้ี

1. การสร้างความสนใจ (Engagement) ผู้เรียนควรตั้งใจเรียนและถามคาถามท่ีตนสงสัย หรือ
รว่ มกับเพื่อนๆ ในการถามประเดน็ ท่ีสนใจ เช่น ทาไมส่ิงนจ้ี ึงเกิดข้ึน ฉันไดเ้ รียนร้อู ะไรเกี่ยวกบั ส่งิ น้ี

2. การสารวจและค้นหา (Exploration) โดยผู้เรียนคิดอย่างอิสระแต่อยู่ในขอบเขตของ
กจิ กรรม ทดสอบการคาดคะเนและสมมติฐาน คาดคะเนและต้ังสมมติฐานใหม่ พยายามหาทางเลือกใน
การแก้ปัญหาและอภิปรายทางเลือกเหล่าน้ัน กับคนอ่ืน บันทึกการสังเกตและให้ข้อคิดเห็น และลง
ข้อสรปุ

3. การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) โดยผู้เรียนอธิบายการแก้ปัญหาหรือคาตอบท่ี
ซับซ้อน ตั้งใจฟังคาอธิบายของเพื่อนๆ คิดวิเคราะห์ ถามคาถามเกี่ยวกับสิ่งที่เพ่ือนได้อธิบาย ฟังและ
พยายามทาความเข้าใจเก่ียวกับส่ิงท่ีครูอธิบาย อ้างอิงกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว ใช้ข้อมูลที่ได้จากการ
บันทึกหรอื สังเกตในการอธบิ าย

4. การขยายความรู้ (Elaboration) ผู้เรียนนาเสนอกิจกรรม หรือโครงงานท่ีร่วมกับเพ่ือนๆ
เพ่ืออธิบายสง่ิ ท่ไี ดเ้ รียนร้สู ามารถต่อยอดได้อย่างไร

5. การประเมินผล (Evaluation) โดยผู้เรียนตอบคาถามปลายเปิด โดยใช้การสังเกต หลักฐาน
และคาอธิบายท่ี ยอมรับมาแล้ว แสดงออกถึงความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับความคิดรวบยอดหรือทักษะ
ประเมินความก้าวหน้าด้วยตนเอง ถาม คาถามเพ่อื ใหม้ กี ารตรวจสอบตอ่ ไป

ห น้ า 18

AR BY KRULOH

การวดั และประเมนิ ผล

แนวคิดสำคัญของกำรปฏิรูปกำรศึกษำตำมพระรำชบัญญัติกำรศึกษำแห่งชำติ พุทธศักรำช
2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พุทธศักรำช 2545 ท่ีเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ คือ กำรจัดกิจกรรม
กำรเรียนรู้ท่ีเปิดโอกำสให้นักเรียนคิดและลงมือปฏิบัติด้วยกระบวนกำรที่หลำกหลำย เพื่อให้เกิดกำร
เรยี นร้แู ละพฒั นำตนเองเตม็ ตำมศักยภำพ กำรวัดและประเมนิ ผลจึงมีควำมสำคัญและจำเป็นอย่ำงยิ่งต่อ
กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ในห้องเรียน เพรำะสำมำรถทำให้ครูประเมินระดับพัฒนำกำรกำรเรียนรู้ของ
นักเรยี นได้

จุดม่งุ หมายหลักของการวัดผลและประเมนิ ผล

1. เพ่ือค้นหาและวินิจฉัยว่านักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเน้ือหาวิทยาศาสตร์ มีทักษะความ
ชานาญในการสารวจตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ รวมถงึ มีเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตรอ์ ย่างไรและในระดับใด
เพื่อเป็นแนวทางให้ครูสามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ของนักเรยี นไดอ้ ย่างเต็มศักยภาพ

2. เพอ่ื ใช้เปน็ ข้อมูลย้อนกลับสาหรบั นกั เรยี นว่ามีการเรียนรู้อย่างไร
3. เพ่ือใช้เป็นข้อมูลในการสรุปผลการเรียน และเปรียบเทียบระดับพัฒนาการด้านการเรียนรู้
ของนักเรยี นแต่ละคน
การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน มี 3 แบบ คือ การประเมินเพ่ือค้นหาและวินิจฉัย การ
ประเมินเพ่ือปรับปรงุ การเรียนการสอน และการประเมนิ เพ่ือตัดสนิ ผลการเรยี นการสอน
การประเมินเพื่อค้นหาและวินิจฉัย เป็นการประเมินเพ่ือบ่งช้ีก่อนการเรียนการสอนว่า
นักเรยี นมพี ื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ ทกั ษะ เจตคติ และแนวคิดที่คลาดเคล่ือนอะไรบ้าง การประเมิน
แบบนี้สามารถบ่งช้ีได้ว่านักเรียนคนใดต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษในเร่ืองท่ีขาดหายไป หรือเป็น
การประเมินเพื่อพัฒนาทักษะท่ีจาเป็นก่อนที่จะเรียนเร่ืองต่อไป การประเมินแบบน้ียังช่วยบ่งช้ีทักษะ
หรอื แนวคิดที่มีอยูแ่ ล้วของนกั เรียนอีกด้วย การประเมินเพ่ือปรบั ปรงุ การเรียนการสอน เป็นการประเมิน
ในระหว่างชว่ งทม่ี ีการเรียนการสอน การประเมนิ แบบนี้จะช่วยบง่ ชร้ี ะดับที่นกั เรียนกาลังเรียนอยู่ในเร่ือง
ทไ่ี ด้สอนไปแล้ว หรอื บง่ ชคี้ วามรขู้ องนกั เรยี นตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ท่ีได้วางแผนไว้ เป็นการประเมิน
ท่ีให้ข้อมูลย้อนกลับกับนักเรียนและกับครูว่าเป็นไปตามแผนการที่วางไว้หรือไม่ ข้อมูลที่ได้จากการ
ประเมินแบบน้ไี ม่ใช่เพือ่ เปา้ ประสงคใ์ นการให้ระดบั คะแนน แต่เพ่ือช่วยครูในการปรับปรุงการสอน และ
เพอ่ื วางแผนประสบการณ์ตา่ งๆ ทีจ่ ะให้กบั นักเรียนตอ่ ไป

ห น้ า 19

AR BY KRULOH

การประเมินเพอื่ ตัดสนิ ผลการเรยี นการสอน เกดิ ขนึ้ เมื่อสิ้นสดุ การเรียนการสอนแล้ว ส่วนมาก
เป็น“การสอบ” เพื่อให้ระดับคะแนนแก่นักเรียน หรือเพ่ือให้ตาแหน่งความสามารถของนักเรียน หรือ
เพ่ือเป็นการบ่งชี้ความก้าวหน้าในการเรียน การประเมินแบบนี้ถือว่ามีความสาคัญในความคิดของ
ผปู้ กครองนักเรียน ครู ผู้บริหาร อาจารย์แนะแนว ฯลฯ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการประเมินภาพรวมทั้งหมดของ
ความสามารถของนักเรียน ครูต้องระมัดระวังเมื่อประเมินผลรวมเพ่ือตัดสินผลการเรียนของนักเรียน
ทงั้ นีเ้ พื่อใหเ้ กดิ ความสมดุล ความยุตธิ รรม และเกดิ ความเที่ยงตรง

การตัดสินผลการเรียนของนักเรียนมักจะมีการเปรียบเทียบกับสิ่งอ้างอิง ส่วนมากการ
ประเมินมักจะอ้างอิงกลุ่ม (norm reference) คือเป็นการเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนโดย
เปรียบเทียบกับกลุ่มหรือคะแนนของนักเรียนคนอ่ืนๆ การประเมินแบบกลุ่มนี้จะมี “ผู้ชนะ” และ “ผู้
แพ้” อย่างไรก็ตามการประเมินแบบอิงกลุ่มนี้จะมีนักเรียนครึ่งหนึ่งที่อยู่ต่ากว่าระดับคะแนนเฉล่ียของ
กลุ่ม นอกจากน้ียังมีการประเมินแบบอิงเกณฑ์ (criterion reference) ซ่ึงเป็นการเปรียบเทียบ
ความสามารถของนักเรียนกับเกณฑ์ท่ีต้ังเอาไว้โดยไม่คานึงถึงคะแนนของนักเรียนคนอ่ืนๆ ฉะน้ัน
จุดมงุ่ หมายในการเรียนการสอนจะต้องชัดเจนและมีเกณฑ์ท่ีบอกให้ทราบว่าความสามารถระดับใดจึงจะ
เรียกว่าบรรลุถงึ ระดับ “รอบร”ู้ โดยทนี่ ักเรยี นแต่ละคน หรือช้นั เรียนแตล่ ะชั้น หรือโรงเรียนแต่ละโรงจะ
ได้รับการตัดสินว่าประสบผลสาเร็จก็ต่อเมื่อ นักเรียนแต่ละคน หรือช้ันเรียนแต่ละช้ัน หรือโรงเรียนแต่
ละโรงไดส้ าธิตผลสาเร็จ หรือสาธิตความรอบรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ข้อมูลท่ี
ใช้สาหรับการประเมินเพ่ือวินิจฉัย หรือเพ่ือปรับปรุงการเรียนการสอน หรือเพื่อตัดสินผลการเรียนการ
สอนสามารถใช้การประเมินแบบอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ เท่าที่ผ่านมาการประเมินเพ่ือตัดสินผลการเรียน
การสอนจะใช้การประเมนิ แบบองิ กลมุ่

การวัดความคิดสรา้ งสรรค์

อารี พนั ธม์ ณี (2537 : 187-185) กลา่ ววา่ การวัดความคดิ สรา้ งสรรค์ ไม่เพียงแต่จาทาให้ทราบ
ระดบั ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กและเป็นข้อมูลให้สามารถจัดโปรแกรมการเรียนการสอนและกิจกรรม
ให้สอดคล้องเพอื่ พัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ของเด็กใหส้ ูงยง่ิ ข้นึ เท่านั้น แต่ยังสามารถสกัดกั้นอุปสรรคต่อ
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ด้วย นับว่าผลของการวัดความคิดสร้างสรรค์จะทาให้การพัฒนา
ความคดิ สรา้ งสรรค์ไดส้ มบรู ณ์ขึน้ สาหรับวิธีการวัดความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนั้นอารี พันธ์มณี ได้สรุป
ไว้ดังน้ี

1. การสังเกต หมายถึง การสังเกตพฤติกรรมของบุคคลท่ีแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ศึกษาจาก
แบบต่างๆ ของความคดิ จนิ ตนาการ และได้ใช้วิธกี ารสงั เกตเป็นวิธกี ารวัดวธิ หี นง่ึ ในหลายๆวิธี เช่นการวัด
ความคิดจินตนาการของเด็กจากพฤติกรรมการเล่น และการทากิจกรรม โดยสังเกตพฤติกรรมการ
เลียนแบบ การทดลอง การปรบั ปรุงและตกแต่งส่ิงต่างๆ การแสดงละคร การใช้คาอธิบาย และบรรยาย
ให้เกิดภาพพจน์ชัดเจน ตลอดจนการเล่านิทาน การแต่งเรื่องใหม่ การเล่นและคิดเกมใหม่ๆ ตลอดจน
พฤติกรรมที่แสดงความรู้สึกซาบซึ้งต่อความสวยงาม เป็นต้น หรือใช้การสังเกตพฤติกรรมการเล่นเกม
บ้าน การตั้งชื่อแปลกๆ ลักษณะการเป็นผู้นา การสร้างหรือต่อไม่บล็อกของเด็ก เป็นต้น และมาร์กียัง
สรุปข้อคิดไว้ว่า ไม่มีวิธีทดสอบวิธีใดวิธีเดียวที่จะวัดความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ได้ครอบคลุมทุกด้าน
และวิธีสอบหน่ึงๆ จะไม่สามารถวัดความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ทุกวัย และทุกระดับชั้น ทอเรนซ์
(Torrance. 1965) ได้ใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กด้วยการระบุหัวข้อท่ีใช้เป็นแนวทางในการ

ห น้ า 20

AR BY KRULOH

สังเกตผู้ท่มี ีความคดิ สร้างสรรค์สูงได้ แมจ้ ะไมต่ รงกับแบบทดสอบ เช่นการสังเกตความสามารถในการใช้
เวลาให้เปน็ ประโยชน์โดยปราศจากสิ่งเรา้

2. การวาดภาพ หมายถงึ การใหเ้ ด็กวาดภาพจากส่ิงเร้าท่กี าหนด เป็นการถ่ายทอดความคิดเชิง
สร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปธรรมและสามารถส่ือความหมายได้ สิ่งเร้าท่ีกาหนดให้เด็กอาจเป็นวงกลม สี
เหล่ียม แล้วให้เดก็ วาดภาพต่อเตมิ ใหเ้ ปน็ ภาพ

3. รอยหยดหมึก หมายถึง การให้เด็กได้ดูภาพรอยหมึกแล้วคิดตอบจากภาพท่ีเด็กเห็น มักใช้
เดก็ วยั ประถมศกึ ษา เพราะเด็กสามารถอธิบายได้ดี

4. การเขียนเรียงความและงานศิลปะ หมายถึง การให้เด็กเขียนเรียงความจากหัวข้อท่ีกาหนด
และการประเมนิ จากงานศิลปะนกั เรียน นักจิตวิทยามีความเห็นสอดคล้องกันว่า เด็กในวัยประถมศึกษา
มีความสาคัญยิ่ง หรือเป็นจุดวิกฤติของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เด็กมีความสนใจการเขียน
สรา้ งสรรค์และแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ในงานศิลปะจากการศึกษาประวัติบุคคลสาคัญของนักประดิษฐ์
นกั วิทยาศาสตร์เอกของโลก เช่น นวิ ตนั เจมส์ ฮิลเลอร์ และปาสคาร์ล พบว่า บุคคลเหล่านี้ได้แสดงแวว
สรา้ งสรรคด์ ว้ ยการประดิษฐแ์ ละสร้างผลงานช้นิ แรกเมือ่ วัยประถมศึกษาเป็นส่วนใหญ่

5. แบบทดสอบ หมายถึง การให้เด็กทาแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์มาตรฐานซึ่งเป็นผลมา
จากการวจิ ยั เก่ยี วกบั ธรรมชาตขิ องความคิดสร้างสรรค์ แบบทดสอบความคดิ สรา้ งสรรค์มที ง้ั ใช้ภาษาเป็น
ส่ือ และท่ีใช้ภาพเป็นสื่อ เพ่ือเร้าให้เด็กแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ แบบทดสอบมีการกาหนดเวลาด้วย
ปัจจุบันก็เป็นท่ีนิยมใช้กันมากข้ึน เช่น แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ด แบบทดสอบ
ความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ เป็นต้น

จากท่ีกล่าวมาสรุปได้ว่า การวัดความคิดสร้างสรรค์ จะทาให้ทราบระดับความคิดสร้างสรรค์
ของเด็กและเป็นข้อมูลให้สามารถจัดโปรแกรมการเรียนการสอน และกิจกรรมให้สอดคล้องเพื่อพัฒนา
ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กให้สูงข้ึน และสามารถสกัดก้ันอุปสรรคต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้
ด้วย ในการวจิ ยั ครัง้ นผ้ี ู้วิจยั ใชแ้ บบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของกิลฟอร์ด จานวน 3 ด้าน
คือ ความรเิ ร่มิ ความคล่องในการคิด และความคดิ ยดื หยุ่น

แนวทางการวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู้

การเรียนรู้จะบรรลุตามเป้าหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่วางไว้ ควรมีแนวทาง
ดงั ต่อไปนี้

1. วัดและประเมินผลทั้งความรู้ความคิด ความสามารถ ทักษะกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม
จรยิ ธรรม คา่ นยิ มดา้ นวทิ ยาศาสตร์ รวมทั้งโอกาสในการเรยี นรู้ของนักเรยี น

2. วิธีการวดั และประเมนิ ผลตอ้ งสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรทู้ ี่กาหนดไว้
3. เก็บขอ้ มลู จากการวัดและประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา และต้องประเมินผลภายใต้ข้อมูลที่

มีอยู่
4. ผลของการวดั และประเมินผลการเรียนรขู้ องนกั เรียนตอ้ งนาไปสู่การแปลผลและลงข้อสรุปท่ี

สมเหตสุ มผล
5. การวัดและประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ท้ังในด้านของวิธีการวัดและ

โอกาสของการประเมิน

ห น้ า 21

AR BY KRULOH
วธิ กี ารและแหลง่ ขอ้ มูลทใ่ี ชใ้ นการวดั ผลและประเมนิ ผล

เพื่อใหก้ ารวัดผลและประเมินผลได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน ผลการประเมิน
อาจไดม้ าจากแหลง่ ข้อมูลและวิธกี ารต่างๆ ดงั ตอ่ ไปนี้

1. สังเกตการแสดงออกเป็นรายบคุ คลหรอื รายกลุ่ม
2. ชิ้นงาน ผลงาน รายงาน
3. การสัมภาษณ์ทัง้ แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
4. บันทกึ ของนักเรยี น
5. การประชุมปรกึ ษาหารือร่วมกนั ระหวา่ งนกั เรยี นและครู
6. การวัดและประเมนิ ผลภาคปฏบิ ตั ิ
7. การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ
8. การวัดและประเมินผลการเรยี นร้โู ดยใช้แบบทดสอบ

ห น้ า 22

แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์

กอ่ นเรียน (Pre-Test)

หน่วยที่ 4 ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ

AR BY KRULOH

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิทยาศาสตร์ ก่อนเรยี น

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 ปรากฏการณข์ องโลกและภัยธรรมชาติ
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6

คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นเลอื กคำตอบที่ถูกต้องท่สี ดุ
1. ข้อใดถกู ต้องเกี่ยวกับสาเหตกุ ารเกิดลมบก ลมทะเล

1. พนื้ ดินบริเวณชำยฝัง่ จะรอ้ นและถำ่ ยโอนควำมร้อนไดเ้ ร็วกวำ่ พื้นทะเล
2. พนื้ ดนิ บรเิ วณชำยฝงั่ จะร้อนได้เร็วกวำ่ พน้ื ทะเล แต่ถำ่ ยโอนควำมร้อนไดช้ ้ำกว่ำ
3. พืน้ ดนิ บรเิ วณชำยฝัง่ จะรอ้ นได้ช้ำกวำ่ พ้ืนทะเล แต่ถำ่ ยโอนควำมร้อนได้เร็วกว่ำ
4. พ้นื ดนิ บริเวณชำยฝง่ั จะร้อนและถ่ำยโอนควำมร้อนได้ชำ้ กวำ่ พ้นื ทะเล
2. ข้อใดเปรียบเทียบการเกดิ ลมบก ลมทะเล และมรสุมไดถ้ กู ต้อง
1. กำรเกิดต่ำงกัน แต่บริเวณที่เกิดมีขนำดเท่ำกัน
2. กำรเกิดเหมือนกัน แตบ่ ริเวณทเ่ี กดิ มขี นำดตำ่ งกนั
3. กำรเกิดตำ่ งกนั และบรเิ วณท่เี กดิ มขี นำดตำ่ งกัน
4. กำรเกิดเหมือนกัน และบรเิ วณที่เกดิ มีขนำดเทำ่ กนั
3. จากรปู ประเทศอินเดียจะมีโอกาสเกดิ มรสุมเชน่ เดียวกับประเทศไทยหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด

1. ไมม่ ีโอกำสเกดิ เพรำะอยหู่ ่ำงจำกประเทศไทยจนี
2. ไมม่ โี อกำสเกดิ เพรำะได้รับแสงจำกดวงอำทติ ย์ตกกระทบเกือบตงั้ ฉำก แคบ่ ำงเดือน
3. มีโอกำสเกดิ เพรำะอย่ใู นเซตร้อนและมีพ้ืนท่ตี ดิ กับทะเล
4. มโี อกำสเกดิ เพรำะมภี มู ปิ ระเทศเป็นภเู ขำสูง
4. ถา้ มฝี ุ่นควนั ซึ่งเกิดจากเรือนา้ มันระเบดิ ในทะเลใกล้ชายฝง่ั ในตอนเชา้ คนทอี่ ยู่ใกล้บรเิ วณน้ันควร
ปฏบิ ตั ิตนอย่างไร เพราะเหตุใด
1. ใชพ้ ดั ลมพัดอำกำศออกไปทำงทะเล เพรำะช่วยพัดฝนุ่ ควันกลับไปยงั ทะเล
2. ปฏบิ ัตติ นตำมปกติในตอนเชำ้ เพรำะฝุน่ ควนั จะไม่พดั เข้ำมำยังชำยฝงั่
3. อพยพออกจำกพนื้ ทีเ่ ฉพำะเวลำกลำงคืน เพรำะลมจำกทะเลจะพดั พำฝนุ่ ควนั มำอย่ำงรุนแรง
4. สวมหนำ้ กำกในเวลำเช้ำเพื่อป้องกนั ฝุ่นควัน เพรำะจะมฝี ุ่นควนั ปรมิ ำณมำกเคล่ือนทม่ี ำจำกทะเล

ห น้ า 24

AR BY KRULOH
5. แผนภาพในขอ้ ใดอธิบายการเกดิ ปรากฏการณ์เรือนกระจกไดถ้ กู ต้องที่สดุ

1. 2.

3. 4.

6. พจิ ารณาขอ้ ความต่อไปนี้ แล้วตอบคาถาม A วางแผนเดินทางกอ่ นใช้รถยนต์ B แยกประเภท

ขยะแล้วนามาใชใ้ หม่ C ทาเกษตรอนิ ทรยี ์และเลี้ยงสตั วจ์ านวนมาก กิจกรรมใดบ้างท่ีลดการเกดิ

แกส๊ เรือนกระจกได้

1. B และ C 2. A และ B

3. A และ C 4. A B และ C

7. ถ้าอณุ หภูมิของอากาศของโลกยังคงสูงขึ้นต่อไปเรือ่ ย ๆ ข้อใดไม่ใชผ่ ลกระทบจากเหตกุ ารณ์

ดงั กล่าว

1. ระดบั นำ้ ทะเลไม่เปล่ยี นแปลง

2. น้ำแข็งขว้ั โลกมปี ริมำณลดลง

3. สัตวใ์ นเขตหนำวมปี ริมำณลดลง

4. โรคระบำดท่ีเคยหยดุ ระบำดไปแลว้ กลบั มำระบำดใหม่

8. ข้อใดไม่ใช่สญั ญาณบอกเหตุการณ์เกิดภัยธรรมชาติ

1. ก่อนเกดิ แผน่ ดนิ ไหว ท้องฟ้ำเปลี่ยนเปน็ สีแดงเข้ม

2. ก่อนเกิดสนึ ำมิ นำ้ ทะเลจะลดระดับลงอยำ่ งผิดปกติ

3. กอ่ นเกิดน้ำทว่ ม จะมีฝนตกหนักตดิ ต่อกันเป็นเวลำหลำยวัน

4. กอ่ นเกิดน้ำป่ำไหลหลำก น้ำทีไ่ หลมำจำกภูเขำจะขุ่นข้นมำกกว่ำปกติ

ห น้ า 25

AR BY KRULOH

9. จากรูป บรเิ วณ A เป็นพื้นที่ราบใกลแ้ มน่ ้า และบริเวณ B เปน็ พ้ืนที่ลาดเชงิ เขาเม่ือมฝี นตกหนกั
ต่อเนื่องเปน็ เวลานาน พน้ื ที่ดังกลา่ วจะมีโอกาสเกิดภยั ธรรมชาตใิ ดบา้ ง เพราะเหตใุ ด

1. บริเวณ A เกดิ ดินถล่ม เพรำะอยู่ใกล้แมน่ ้ำ
2. บริเวณ A เกิดน้ำท่วม เพรำะเป็นพื้นที่รำบใกลแ้ มน่ ำ้
3. บรเิ วณ B เกดิ สนึ ำมิ เพรำะเป็นพื้นท่สี ูงใกลร้ ิมแม่น้ำ
4. บริเวณ B เกดิ กำรกดั เซำะชำยฝ่ัง เพรำะอยใู่ กลแ้ มน่ ้ำ
10. จากรูป บรเิ วณ A เปน็ พ้ืนที่ราบใกล้แมน่ ้า และบริเวณ B เปน็ พ้ืนที่ลาดเชงิ เขาเม่อื มฝี นตกหนกั
ตอ่ เน่ืองเปน็ เวลานานบรเิ วณ B จะได้รบั ผลกระทบจากภัยธรรมชาตใิ ดมากทสี่ ดุ

1. นำ้ ท่วมขงั 2. นำ้ ลน้ ตล่ิง
3. นำ้ ป่ำไหลหลำก 4. น้ำกดั เซำะชำยฝั่ง

ห น้ า 26

AR BY KRULOH

กระดาษคาตอบ

ช่อื .....................................................................................................เลขที่......................

ข้อ 1. 2. 3. 4.
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10

ไดค้ ะแนน

ห น้ า 27

AR BY KRULOH

เฉลยคาตอบ

ช่อื .....................................................................................................เลขท่ี......................

ข้อ 1. 2. 3. 4.
1X
2X
3X
4X
5X
6X
7X
8X
9X
10 X

ได้คะแนน

ห น้ า 28

แผนการจดั การเรยี นรู้

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 ปรากฏการณ์ของโลกและภยั ธรรมชาติ
ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

AR BY KRULOH

แผนการจัดการเรียนรู้ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6
รายวิชา วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ
แผนที่ 1 เร่ือง การเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม
เวลา 4 ชั่วโมง

มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชีว้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้ : ว 3.2
ตัวชว้ี ดั : ป.6/4 เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมทั้งอธิบายผลที่มีต่อส่ิงมีชีวิต

และส่งิ แวดล้อมจากแบบจาลอง
ป.6/5 อธบิ ายผลของมรสมุ ต่อการเกิดฤดูของประเทศไทยจากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
 ดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ (Knowledge)
- เปรยี บเทียบการเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ได้
- อธบิ ายผลของลมบก ลมทะเล และลมมรสุมท่ีมตี อ่ สง่ิ มีชวี ติ และสิง่ แวดลอ้ มได้
- อธิบายผลของลมมรสมุ ต่อการเกิดฤดูของประเทศไทยได้
 ด้านทักษะกระบวนการ (Process)
- สร้างแบบจาลองการเกิดลมบก ลมทะเล หรือลมมรสุมได้
 ดา้ นเจตคติ (Attribute)
- มีความสนใจใฝ่รู้หรอื อยากรอู้ ยากเห็น
- ยกตัวอยา่ งการใชป้ ระโยชนจ์ ากการเกดิ ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ ในชวี ิตประจาวันได้

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน
 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ มวี นิ ัย  อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง  รักความเปน็ ไทย
 ซอื่ สตั ย์สุจรติ  ใฝเ่ รียนรู้  มงุ่ มั่นในการทางาน  มีจติ สาธารณะ

สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน

 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ

 ความสามารถในการคดิ  ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

 ความสามารถในการแก้ปญั หา

ทักษะในศตวรรษที่ 21  การร่วมมอื รว่ มใจ
 การคดิ อย่างสรา้ งสรรค์  การแก้ปัญหา  การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ
 การคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ  การสอ่ื สาร

สาระสาคัญ

ห น้ า 30

AR BY KRULOH

ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม เกิดจากพ้ืนดินและพื้นน้ามีอุณหภูมิอากาศเหนือพ้ืนดินและพื้น
น้าแตกต่างกัน จึงเกิดการเคล่ือนท่ีของอากาศจากบริเวณท่ีมีอุณหภูมิต่าเข้าไปแทนที่อากาศบริเวณท่ีมี
อณุ หภมู สิ ูง ลมบกและลมทะเลเป็นลมประจาถิ่นท่ีพบบริเวณชายฝ่ัง โดยลมบกเกิดเวลากลางคืน จึงทา
ให้มีลมพัดจากชายฝั่งไปสู่ทะเล ชาวประมง จึงใช้ประโยชน์จากลมบกในการออกเรือ ส่วนลมทะเลเกิด
เวลากลางวัน ทาให้มีลมพัดจากทะเลเข้าสู่ชายฝ่ัง ชาวประมงจึงใช้ประโยชน์จากลมทะเลในการนาเรือ
กลับเข้าฝั่ง ส่วนลมมรสุมเป็นลมประจาฤดูที่เกิดบริเวณเขตร้อนของโลกเท่านั้น ซึ่งเป็นบริเวณกว้าง
ระดับภูมิภาค โดยมีหลักการเช่นเดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล ซึ่งลมมรสุม เกิดจากอุณหภูมิของ
อากาศเหนอื พื้นทวปี และพื้นมหาสมุทรแตกต่างกนั

ลมมรสุมท่ีพัดผ่านประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดฤดูฝน ส่วนลมมรสุม
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จะสง่ ผลให้ประเทศไทยเกิดฤดูหนาว ส่วนช่วงเปล่ียนมรสุมประเทศไทยอยู่ใกล้เส้น
ศูนย์สูตร แสงอาทิตย์เกือบตงั้ ตรงและต้ังตรงประเทศไทยในเวลาเที่ยงวัน ทาให้ได้รับความร้อนจากดวง
อาทิตย์อย่างเตม็ ท่ี อากาศจงึ รอ้ นอบอ้าวทาให้เกดิ ฤดูร้อน

สาระการเรยี นรู้
- การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ผลของลมบก ลมทะเล และผลท่ีมีต่อส่ิงมีชีวิตและ
สิ่งแวดล้อม ผลของลมมรสมุ ตอ่ การเกดิ ฤดูของประเทศไทย

กจิ กรรม / กระบวนการเรยี นรู้
จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ข้ัน โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่ัวโมง
ดังนี้

ชัว่ โมงที่ 1
ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 ปรากฏการณ์ของโลกและภัย
ธรรมชาติ แบบปรนัย 4 ตวั เลือก จานวน 10 ขอ้
ขั้นท่ี 1 ข้นั นำเขำ้ สบู่ ทเรียน (Engagement Phase)
1. ครูให้นักเรียนดูคลิปวิโอประมวลภาพกิจกรรมปัจฉิมนิเทศปีการศึกษา 2563 (ทริปเท่ียว
ทะเล) จากนั้นครูสนทนากับนักเรียนว่า เวลาไปทะเลนักเรียนรู้สึกอย่างไร เช่น เวลาไปทะเลจะมีลมพัด
เย็นสบาย
2. นกั เรียนตอบคาถามว่า
- ลมเกิดขึ้นได้อย่างไร (แนวคาตอบ ลมเกิดจากการเคล่ือนที่จากบริเวณท่ีมีความกดอากาศสูง
ไปยงั บริเวณทีม่ คี วามกดอากาศตา่ )
- ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ เกิดขึ้นจากสาเหตใุ ด (แนวคาตอบ ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรียน)
3. นักเรียนอ่านกิจกรรมชวนอ่านชวนคิดก่อนเรียน ตอน พักผ่อนริมทะเล และตอบคาถาม
ต่อไปนี้
- ลมทะเลมีประโยชน์ต่อการนาเรือกลับเข้าฝ่ัง เพื่อนๆ คิดว่า ลมชนิดอื่นมีประโยชน์ต่อ
สง่ิ มชี วี ิตและส่งิ แวดล้อมหรอื ไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ ตอบตามความคิดเห็นของนักเรียน เช่น ลมบก มี
ประโยชนใ์ นการนาเรอื ออกจากฝ่งั )

ห น้ า 31

AR BY KRULOH

4. ครูสนทนากับนกั เรียนเพือ่ นาเขา้ สู่บทเรียนว่า ลมเป็นส่ิงท่ีมองไม่เห็น แต่สามารถรับรู้ได้โดย
การใช้ผิวสัมผัส ซึ่งลมมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น ลมบกพาเรือกลับเข้าฝั่ง เราจะมา
เรียนรูว้ า่ ลมเกดิ ขึ้นไดอ้ ย่างไร และส่งผลต่อส่งิ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร จากกิจกรรมตอ่ ไปน้ี
ข้ันท่ี 2 ขน้ั สำรวจและค้นหำ (Exploration Phase)

1. ให้นักเรียนศึกษาเก่ียวกับลมจากส่ือการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง Augmented Reality
(AR) หนว่ ยท่ี 4 ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ

2. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 3-4 คน จากนั้นศึกษาขั้นตอนการทากิจกรรม “การเกิดลม
บก ลมทะเลและลมมรสุม”

3. ให้นักเรยี นปฏบิ ัตกิ ิจกรรม “การเกดิ ลมบก ลมทะเลและลมมรสุม” โดยปฏิบตั ิ ดังน้ี
- ส่งตวั แทนออกมารับวัสดุ-อปุ กรณ์ในการทากิจกรรม
- แต่ละกลุ่มลงมือปฏิบัติกิจกรรม การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม ตามข้ันตอนและ
บนั ทึกผล
- นกั เรยี นแต่ละกลุ่มเตรยี มตวั นาเสนอในชวั่ โมงหน้า
4. ครูคอยแนะนาช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ บริเวณท่ีนักเรียน
สงั เกตและเปดิ โอกาสให้นักเรยี นทุกคนซักถามเม่ือมปี ญั หา

ชว่ั โมงท่ี 2
ขัน้ ที่ 3 ขั้นอภิปรำยและสรปุ ผล (Explanation Phase)

1. ทบทวนข้อมูลเดิมติดตามภาระงานทม่ี อบหมายจากชั่วโมงทแ่ี ลว้ โดยหยิบยกตัวอย่างผลงาน
นักเรียนมา 1 กลุม่

2. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรียน
3. ตรวจสอบความสนใจของนกั เรียนโดยคาถามต่อไปนี้
- ควันธูปมีทิศทางการเคลื่อนที่อย่างไร (แนวคาตอบ เคล่ือนท่ีไปกล่องฝั่งท่ีมีเทียนอยู่แล้ว
ลอยตัวสงู ขน้ึ )
- เพราะเหตุใดทิศทางการเคล่ือนท่ีของควันธูปจึงเป็นลักษณะแบบน้ัน (แนวคาตอบ อากาศใน
บริเวณทร่ี อ้ นจะลอยตวั สงู ขน้ึ ในขณะท่อี ากาศและควันธูปบริเวณใกล้เคียงท่ีอุณหภูมิต่ากว่าจะเคลื่อนท่ี
เขา้ มาแทนท่ี)
4. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ลม
คือ อากาศท่ีเคล่ือนท่ีไปในทิศทางแนวราบ เกิดจากการแทนที่ของอากาศ เน่ืองจากอากาศในบริเวณที่
ร้อนจะลอยตัวสูงข้ึน ในขณะท่ีอากาศบริเวณใกล้เคียงท่ีอุณหภูมิต่ากว่าจะเคล่ือนท่ีเข้ามาแทนท่ี เมื่อมี
การเคลอื่ นของอากาศท่ีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันของความกดอากาศ อากาศบริเวณที่มี
ความกดอากาศสูงจะเคลื่อนท่ีเข้ามายังบริเวณที่มีความกดอากาศต่า มวลอากาศท่ีเคลื่อนท่ีเราเรียกว่า
ลม
5. ครูให้นักเรียนเช่ือมโยงความรู้จากการศึกษาเกี่ยวกับลมจากส่ือการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือน
จริง Augmented Reality (AR) หน่วยที่ 4 ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติกับผลการทา
กิจกรรม “การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสุม”แล้วตรวจสอบความเข้าใจโดยให้นักเรียนทาใบงาน
การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ

ห น้ า 32

AR BY KRULOH

ชวั่ โมงที่ 3
ข้ันที่ 3 ขน้ั อภิปรำยและสรุปผล (Explanation Phase)

1. ทบทวนข้อมูลเดิมติดตามภาระงานท่ีมอบหมายจากช่ัวโมงที่แล้ว และทบทวนความรู้ว่า ลม
บกเกิดข้ึนได้อย่างไร (แนวคาตอบ ลมบกเกิดจากอากาศเหนือพื้นดินมีอุณหภูมิต่ากว่าอากาศเหนือพ้ืน
น้า หรอื อากาศเหนอื พื้นดนิ มีความกดอากาศสูงกว่าอากาศเหนอื พืน้ น้า เป็นผลให้อากาศเหนือพื้นดินท่ีมี
ความกดอากาศสูงกว่าเคล่อื นทเ่ี ขา้ หาพ้ืนนา้ ทม่ี ีความกดอากาศต่ากวา่ ทาให้เกิดลม)

2. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 3-4 คน จากนั้นศึกษาข้ันตอนการทากิจกรรม “ผลของลม
บก ลมทะเลและลมมรสมุ ”

3. ให้นกั เรยี นปฏิบัตกิ จิ กรรม “ผลของลมบก ลมทะเลและลมมรสมุ ” โดยปฏบิ ัติ ดังน้ี
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลมจากสื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง Augmented Reality (AR)
หน่วยที่ 4 ปรากฏการณข์ องโลกและภัยธรรมชาติอีกคร้งั
- นาขอ้ มูลท่ไี ด้จากการสบื ค้นมารว่ มกนั แสดงความคดิ เห็น จากนัน้ บนั ทกึ ผล
4. ตรวจสอบความสนใจของนกั เรียนโดยคาถามตอ่ ไปนี้
- ปัจจยั ใดบา้ งที่ทาให้เกิดลม (แนวคาตอบ อุณหภูมขิ องอากาศและความกดอากาศ)
- ถ้าอุณหภูมิของอากาศ 2 บริเวณ ต่างกันมาก นักเรียนคิดว่าจะเกิดลมในลักษณะใด (แนว
คาตอบ อากาศเคล่ือนท่เี รว็ ขน้ึ จงึ เกดิ เปน็ ลมทพ่ี ดั แรงข้ึน เรยี กว่า พาย)ุ
- เพราะเหตุใดลมบกจึงเกิดขึ้นในเวลากลางคืน (แนวคาตอบ ในเวลากลางคืนพื้นดินคายความ
รอ้ นได้เรว็ กวา่ พืน้ น้า ทาใหอ้ ากาศเหนอื พ้ืนดินมีอุณหภมู ิตา่ กว่าอากาศเหนือพนื้ น้า บริเวณเหนือพื้นน้ามี
อุณหภูมิสูงจึงทาให้อากาศที่อยู่เหนือพื้นน้าลอยตัวสูงขึ้น เป็นผลให้อากาศเหนือพื้นดินท่ีมีอุณหภูมิต่า
กว่าเคลอ่ื นท่เี ข้าหาพนื้ น้าทีม่ ีอุณหภมู สิ ูงกว่า)
- การเกิดลมมรสุมเหมือนหรือแตกต่างจากการเกิดลมบก ลมทะเลอย่างไร (แนวคาตอบ
หลักการเกิดลมมรสุมเช่นเดียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล คือเกิดจากอุณหภูมิเหนือพ้ืนทวีปและพ้ืน
มหาสมุทรมคี วามแตกต่างกนั ทาให้ลมมรสุมปกคลมุ พ้นื ทเ่ี ปน็ บรเิ วณกวา้ ง)
- ลมมรสุมมีผลต่อสภาพอากาศในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ มีอิทธิพลต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในไทย เช่น ส่งผลให้บางพื้นท่ีมีปริมาณฝนตกเพ่มิ ขน้ึ หรอื ลดลง)
- ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะพัดผ่านประเทศไทยในช่วงใด และส่งผลอย่างไร (แนวคาตอบ
ลมมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใต้ จะพดั ผา่ นประเทศไทยในชว่ งเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ทาใหเ้ กดิ ฤดูฝน)
- เพราะเหตุใดจึงเกิดฤดูหนาวทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ (แนวคาตอบ เพราะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่
พดั พาอากาศเยน็ และแหง้ มาปกคลุมพนื้ ท่ภี าคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)
5. ครแู ละนกั เรียนร่วมสรปุ ผลการทากิจกรรม

ช่ัวโมงที่ 4
ขั้นท่ี 4 ขัน้ ขยำยควำมรู้ (Expansion Phase)

1. ทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน จากน้ันแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 3-4 คน เพ่ือสร้าง
แบบจาลองกระบวนการเกิดลมบก ลมทะเล หรือลมมรสุม 1 ชนิด โดยให้ส่ือถึงกระบวนการเกิดลม
(ชนิดลมท่ีเลอื กสรา้ งและเลอื กใชว้ สั ดุทใ่ี กลต้ ัว เช่น ดนิ นา้ มัน)

ห น้ า 33

AR BY KRULOH

2. ใหน้ ักเรียนออกแบบและสรา้ งแบบจาลอง
3. ครูต้ังคาถามชวนคิดว่า “อานีต้าต้องการพาครอบครัวไปสัมผัสอากาศหนาวทางภาคเหนือ
จึงวางแผนจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก” จากข้อความ นักเรียนคิดว่า อานีต้าควรจองต๋ัวเคร่ืองบินและที่
พักในชว่ งเดือนใดไดบ้ า้ งเพราะอะไร (แนวคาตอบ ชว่ งเดือนตุลาคม–ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วง
ท่ีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ แต่
เน่ืองด้วยช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม เป็นช่วงที่เวลาเท่ียงวันของประเทศไทย ดวงอาทิตย์ตั้ง
ตรงหรอื เกือบต้งั ตรง ส่งผลให้ประเทศไทยไดร้ ับความรอ้ นเตม็ ที)่
4. จากนั้นให้นกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายเกยี่ วกบั ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม แล้วให้นักเรียนแต่
ละคนเขียนสรุปความรู้เก่ียวกับเรื่องท่ีได้เรียนรู้ ในรูปแบบต่างๆ เช่น แผนผังความคิด แผนภาพ ลงใน
สมดุ ประจาตัวนักเรียน
ขนั้ ที่ 5 ข้ันประเมนิ ผล (Evaluation Phase)
1. ครตู รวจงานใบกจิ กรรม “การเกดิ ลมบก ลมทะเลและลมมรสมุ ”
2. ครูตรวจใบงาน การเกิดลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
3. ครตู รวจงานใบกจิ กรรม “ผลของลมบก ลมทะเลและลมมรสุม”
4. ครูตรวจสอบผลงาน แบบจาลองกระบวนการเกดิ ลมบก ลมทะเล หรอื ลมมรสมุ
4. ครตู รวจแผนผงั ความคดิ สรุปองค์ความรู้ ลม

สอื่ / แหล่งการเรียนรู้
1) สื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีเสมือนจริง Augmented Reality (AR) หน่วยท่ี 4 ปรากฏการณ์
ของโลกและภัยธรรมชาติ
2) หนงั สือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
3) ใบกจิ กรรม “การเกิดลมบก ลมทะเลและลมมรสมุ ”
4) ใบกจิ กรรม “ผลของลมบก ลมทะเลและลมมรสมุ ”
5) คลิปวโิ อประมวลภาพกจิ กรรมปจั ฉิมนิเทศปีการศึกษา 2563
6) กิจกรรมชวนอา่ นชวนคิดกอ่ นเรยี น ตอน พักผอ่ นรมิ ทะเล

การวดั และประเมินผล วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. ตรวจผลการบนั ทึก - แบบประเมนิ การ ผา่ นเกณฑ์
ผลกจิ กรรม “การเกิด นาเสนอผลงาน ระดบั ดีขนึ้ ไป
- เปรียบเทยี บการเกดิ ลมบก ลมบก ลมทะเลและลม
ลมทะเล และลมมรสมุ ได้ มรสมุ ”
- อธบิ ายผลของลมบก ลม 2. ตรวจผลการบนั ทึก
ทะเล และลมมรสุมท่ีมตี ่อ ผลกจิ กรรม “ผลของ
สิ่งมชี ีวิตและส่งิ แวดล้อมได้ ลมบก ลมทะเลและลม
- อธิบายผลของลมมรสุมต่อ มรสมุ ”
การเกดิ ฤดขู องประเทศไทย 3. ตรวจผลงานแผนผงั
ได้

ห น้ า 34

AR BY KRULOH

สรปุ

4. ตรวจใบงานการเกิด - ใบงานการเกดิ ลม รอ้ ยละ 60
ลมบก ลมทะเล และ บก ลมทะเล และลม ผ่านเกณฑ์
ลมมรสุม ผ่านเกณฑ์
มรสุม ระดับดีขึน้ ไป

- สรา้ งแบบจาลองการเกิดลม 1. สังเกต - แบบวัดทักษะ ผา่ นเกณฑ์
ระดับดขี ้ึนไป
บก ลมทะเล หรือลมมรสุมได้ 2. ตรวจชิน้ งาน กระบวนการทาง

แบบจาลองการเกิดลม วิทยาศาสตร์

บก ลมทะเล หรือลม - แบบประเมินผล

มรสุม งาน “แบบจาลอง

การเกิดลมบก ลม

ทะเล หรือลมมรสมุ ”

- มคี วามสนใจใฝร่ ู้หรอื อยากรู้ สังเกต - แบบประเมนิ

อยากเหน็ คุณลกั ษณะอันพึง

ประสงค์

เอกสารอา้ งองิ
- หนังสอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พุทธศกั ราช 2560) สสวท.
- สอ่ื อนิ เตอรเ์ น็ต

ห น้ า 35

AR BY KRULOH

แบบประเมิน
การนาเสนอผลงาน

คาชี้แจง : ให้ ผ้สู อน ประเมินการนาเสนอผลงานของนกั เรียนตามรายการท่ีกาหนด แลว้ ขีด  ลงใน
ช่องทต่ี รงกบั ระดบั คะแนน

กลมุ่ ที่ ..........................................................

สมาชกิ ในกลุ่ม (ระบุเลขที)่ ......................................................................................................................

ลาดบั ที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน
321
1 เน้ือหาละเอียดชัดเจน
2 ความถูกต้องของเนื้อหา รวม
3 ภาษาท่ีใช้เข้าใจงา่ ย
4 ประโยชนท์ ่ีได้จากการนาเสนอ
5 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน

ลงชอ่ื .................................................... ผปู้ ระเมนิ

................ /................ /................ ให้ 3 คะแนน
ให้ 2 คะแนน
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 1 คะแนน

ผลงานหรอื พฤติกรรมสมบรู ณ์ชดั เจน
ผลงานหรือพฤตกิ รรมมขี ้อบกพร่องบางส่วน
ผลงานหรือพฤติกรรมมขี ้อบกพรอ่ งเป็นสว่ นใหญ่

เกณฑ์การตดั สนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
12 - 15 ดี
8 - 11
พอใช้
ตา่ กวา่ 8
ปรบั ปรุง

ห น้ า 36

AR BY KRULOH

แบบประเมนิ
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

คาชแ้ี จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี  ลง
ในช่องทต่ี รงกับระดับคะแนน

คุณลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 321

3. มีวินัยรับผดิ ชอบ 3.1 ปฏิบัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบงั คับ
ของครอบครวั มคี วามตรงตอ่ เวลาในการปฏิบัติกจิ กรรม
ตา่ งๆ ในชีวิตประจาวัน

4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 รจู้ ักใชเ้ วลาว่างใหเ้ ปน็ ประโยชน์ และนาไปปฏิบัติได้

4.2 รูจ้ ักจัดสรรเวลาใหเ้ หมาะสม

4.3 เช่ือฟังคาส่ังสอนของบดิ า-มารดา โดยไม่โต้แย้ง

4.4 ตง้ั ใจเรียน

6. มุ่งมั่นในการทางาน 6.1 มคี วามตง้ั ใจและพยายามในการทางานท่ีไดร้ ับ
มอบหมาย
6.2 มีความอดทนและไม่ทอ้ แทต้ ่ออปุ สรรคเพื่อให้งาน
สาเรจ็

*คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ท่ีเกีย่ วกบั การเรียนการสอนนี้

ลงชอื่ ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................

เกณฑ์การให้คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมบ่อยคร้ัง ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตดั สนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
16 – 21 ดี

10 – 15 พอใช้
ตา่ กว่า 10 ปรบั ปรงุ

ห น้ า 37


Click to View FlipBook Version