จัดทำโดย สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดแพร กลุมจังหวัดลานนาตะวันออก แพร นาน พะเยา เช�ยงราย
ค�ำน�ำ ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ การจัดท�ำหนังสือความเชื่อและศรัทธา ๑๖ ชาติพันธุ์ภายใต้โครงการศึกษาและ พัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนาตะวันออกของกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือ (จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย) จากทั้งหมด ๓๒ ชาติพันธุ์โดยจากการลงพื ้นที่เก็บข้อมูลศึกษาด้านอัตลักษณ์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีความเชื่อจะพบว่าแต่ละชาติพันธุ์มีความเชื่อและศรัทธาและนับถือศาสนาทั้ง ที่เหมือนและต่างกันบ้างก็สืบทอดมาจากพ่อแม่และบรรพบุรุษ บ้างก็เชื่อตามเผ่าพันธุ์ ที่สืบเชื ้อสายต่อกันมา แต่ละกลุ่มแต่ละเผ่าพันธุ์ก็มักจะเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองศรัทธานั้นเป็น สิ่งที่ถูกต้องอาจเป็นผู้วิเศษ เป็นเทพเจ้า เป็นภูตผีเป็นศาสนาหรือสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ ที่ต้อง เคารพนับถือจากความเชื่อเหล่านี ้ท�ำให้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า แต่ละชาติพันธุ์ มีการอนุรักษ์ประเพณีความเชื่อ ความศรัทธาต่าง ๆ ไว้ผ่านกาลเวลามาได้อย่างไร และแต่ละความเชื่อมีรายละเอียดพิธีการอย่างไรจึงเป็นที่มาของการศึกษาเรื่อง ความเชื่อและศรัทธาโดยได้ท�ำการคัดเลือกมาทั้งสิ ้น ๑๖ ชาติพันธุ์ในการถ่ายท�ำเป็น สารคดีและหนังสือความรู้ ที่ท่านได้ถืออยู่นี ้ท่านจะพบว่าบางความเชื่อก็ละม้าย คล้ายคลึงกันกับคนไทยเรานี ้เองและในบางความเชื่อท่านก็อาจจะไม่เคยรู้จัก หรือเคย เห็นมาก่อนเลย ขอขอบคุณหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เครือข่ายชาติพันธุ์และบุคคลใน พื ้นที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและเอื ้อเฟื ้อในการเก็บข้อมูลในการท�ำหนังสือ และถ่ายท�ำออก มาเป็นสารคดี๑๖ ตอน ออกมาจนเสร็จสมบูรณ์ ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือความเชื่อและ ศรัทธา ๑๖ ชาติพันธุ์เล่มนี ้จะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านองค์ความรู้และช่วยส่งเสริม สืบสานอนุรักษ์ความเชื่อต่าง ๆ ที่แต่ละชาติพันธุ์ได้สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ให้คงสืบต่อไปเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติพันธุ์ต่อไปนานเท่านาน
สารบัญ ๐๑ จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน ๐๒ ความเชื่อและศรัทธา กลุ่มชาติพันธุ์ ๑๖ ชาติพันธุ์ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ชาติพันธุ์ไทลื้อ ชาติพันธุ์อาข่า ชาติพันธุ์ขมุ ชาติพันธุ์ไทพวน ชาติพันธุ์ไทยวน ชาติพันธุ์ไทลื้อ ๕ ๑๔ ๒๔ ๓๔ ๔๑ ๔๙ ๕๔
๐๓ ๐๔ จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย ชาติพันธุ์ภูไท ชาติพันธุ์อิ๋วเมี่ยน ชาติพันธุ์ลาวเวียง ชาติพันธุ์ลีซู ชาติพันธุ์จีนยูนนาน ชาติพันธุ์ดาราอ้าง ชาติพันธุ์ม้ง ชาติพันธุ์ลาหู่ ๖๑ ๗๐ ๘๓ ๙๔ ๑๑๒ ๒๒๙ ๑๒๙ ๑๔๑
ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (โพล่ง) ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นางสาว แอน หิรัญคีรี บ้านเลขที่ ๘๖ หมู่ ๑๕ ต�ำบลแม่พุง อ�ำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ กะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าที่จัดได้ว่ามีหลายเผ่า พันธุ์หลายภาษา มีการนับถือศาสนาที่ ต่างกัน แต่กะเหรี่ยงดั้งเดิมจะนับถือผีเชื่อ เรื่องต้นไม้ป่าใหญ่ ภายหลังหันมานับถือ พุทธ คริสต์เป็นต้น กะเหรี่ยง มีถิ่นฐานตั้ง อยู่ที่ประเทศพม่า แต่หลังจากถูกรุกราน จากสงครามจึงมีกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามา อาศัยอยู่ประเทศไทย กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ จังหวัดแพร่ ในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภท แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย กะเหรี่ยงสะกอ หรือ ที่เรียกนามตัวเองว่า ปากะญอ หมายถึง คนหรือมนุษย์นั้นเอง กะเหรี่ยงสะกอเป็น กลุ่มที่มีจ�ำนวนมากที่สุด มีภาษาเขียนเป็น ของตนเอง โดยมีมิชชันนารีเป็นผู้คิดค้น ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือพม่าผสมภาษา โรมัน กลุ่มนี ้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ๕
ป ระวัติความเป็ นมาขอ งชุมชนเผ่า กะเหรี่ยงบ้านค้างใจ หมู่ที่๗ ต�ำบลแม่เกิ๋ง อ�ำเภอวังชิ ้น จังหวัดแพร่ หมู่บ้านชุมชน ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ใน ที่ราบเชิงเขา อุดมสมบูรณ์ล้อมรอบด้วย ป่าไม้และภูเขา อยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติ เวียงโกศัย มีล�ำห้วยธรรมชาติที่สวยงาม ไหลผ่านตลอดปีชาวบ้านอยู่กันอย่าง เรียบง่าย มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีที่ คงความดั้งเดิม มีเสน่ห์ในแบบของบ้าน ค้างใจเดิม อยู่ในเขตการปกครองของ อ�ำเภอลองจังหวัดแพร่ เมื่อมีการตั้งอ�ำเภอ ใหม่จึงมาขึ้นอยู่กับเขตการปกครองต�ำบล แม่ป้าก อ�ำเภอวังชิ ้น จนเมื่อมีการแบ่งแยก เขตต�ำบลใหม่ บ้านค้างใจได้มาอยู่ในเขต การปกครองของต�ำบลแม่เกิ๋ง บ้านค้างใจ มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “แม่เกิ๋ง” เป็นหมู่บ้าน เป็นส่วนใหญ่ กะเหรี่ยงโปร์นั้นเป็นกลุ่มที่ ค่อนข้างเคร่งครัดในประเพณีพบมากที่ อ�ำเภอ แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อ�ำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่และแถบ ตะวันตกของประเทศไทย คือ กะเหรี่ยง บริเวณที่พบอ�ำเภอขุนยวม แม่ฮ่องสอน ส่วนปะโอ หรือตองสูก็มีอยู่บ้างแต่พบน้อย มากในประเทศไทย ชนเผ่า“ปกากะญอ” เป็นชนเผ่าที่บอกกล่าวถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมานับร้อยนับพันเรื่อง เรียงร้อย เก็บไว้ในเเนวของนิทาน อาจจะไม่ใช่หลัก ฐานที่เเน่ชัด เเต่ก็พยายามที่จะเล่าสืบทอด ให้ลูกหลานได้รู้ ถึงความเป็นมาของเผ่า พันธุ์ ๖
ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง เป็นหมู่บ้านที่อุดม สมบูรณ์ไปด้วย ป่าไม้สัตว์ป่า ผู้ใหญ่บ้าน คนแรก คือ นายจีอั้ว ค้างใจจะหลี่ชาวบ้าน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และนับถือผี ในชุมชนไม่มีวัด แต่จะไปท�ำบุญที่หมู่บ้าน ใกล้เคียง บ้านค้างใจ สมัยก่อนจะเป็นแค่ หมู่บ้านเล็ก ๆ มีบ้านไม่กี่หลังคาเรือน ผู้คน ก็จะไม่ค่อยมีเยอะ สภาพหมู่บ้านจะเป็น ป่า ทุรกันดารมาก ไปไหนก็ไม่สะดวก สบาย ในสมัยก่อนจะไม่มีไฟฟ้า ไม่มี โรงเรียน ไม่มีรถยนต์ไม่มีมอเตอร์ไซด์ไม่มี ถนน ลาดยาง ทางเดินของชาวบ้านสองฝั่ง ทางจะมีแต่ป่า ต้นไม้และหญ้ารกรุงรัง สมัยก่อนบ้านค้างใจขึ้นอยู่กับอ�ำเภอ แม่ทะ จังหวัดล�ำปาง เวลาที่ชาวบ้านต้อง เสียภาษีอากรนั้น ชาวบ้านจะต้องขึ้นเขา ลงห้วยไป อ�ำเภอแม่ทะจังหวัดล�ำปางเพื่อ ไปจ่ายค่าภาษีอากรของชาวบ้านเอง บ้าน ค้างใจได้ย้ายโอนมาสังกัดอยู่ที่อ�ำเภอลอง ตอนนั้นยังไม่มีอ�ำเภอวังชิ ้น และต่อมาได้ ยกให้อ�ำเภอวังชิ ้น เป็นกิ่งอ�ำเภอวังชิ ้น และ อ�ำเภอวังชิ ้นก็มีมาจนถึงปัจจุบันนี ้ซึ่ง หมู่บ้านค้างใจก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้ง อยู่ในเขตอ�ำเภอวังชิ ้นด้วยเช่นกัน วิถีชีวิตของชาวบ้านค้างใจในสมัยก่อนนั้น จะเป็นแบบเรียบง่าย อยู่แบบพื ้น ๆ การท�ำ มาหากินก็เรียบง่าย ส่วนการท�ำเกษตร ชาวบ้านจะใช้กระบือ (ควาย) เป็นเครื่อง มือในการท�ำนา หรือไถนา ส่วนยาน พาหนะนั้นก็จะเป็น เกวียน ใช้ส�ำหรับใน การบรรทุกคน สิ่งของ และเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ส่วนอาหารการกินนั้นก็จะไม่ค่อย มีเยอะเท่าไหร่ อาหารการกินที่ว่านี ้ก็คือ อาหารประเภทพวกอาหารส�ำเร็จรูปจะไม่ ค่อยมีเยอะเหมือนสมัยนี ้ชาวบ้านส่วน ใหญ่จะท�ำมาหากินโดยตามธรรมชาติเช่น หากินตามป่า ตามเขา ตามล�ำห้วย เมื่อ สมัยก่อนอาหารประเภทสัตว์ป่านี ้จะมี เยอะมาก เช่น นก หนูหมูป่า เก้ง กวาง กระต่าย รวมทั้งสัตว์ใหญ่อีกมากมาย หลายชนิดนับไม่ถ้วน เพราะว่าเมื่อสมัย ก่อนนั้นหมู่บ้านค้างใจจะเป็นป่าที่มีความ อุดมสมบูรณ์ดีมาก พิธีส่อนขวัญ “เดิมทีมาอยู่บ้านสมัยก่อน พ่อแม่ก็เป็นชาวกระเหรี่ยงก็เชื่อถือ ไม่มี หมอไม่มีโรงพยาบาล ก็เชื่อไสยศาสตร์ เชื่อผีสางสมมุติว่าอย่างมีอุบัติเหตุรถลูก หลานไปล้มไปชนไปโรงพยาบาลกลับมา บ้านอาการและแผลมันไม่ค่อยดียังแผล ก็ยังไม่หาย ถ้าจะให้ส่อนขวัญให้กลับมา ความเชื่อด้านต่าง ๆ ของกะเหรี่ยง ๗
บ้านก่อน เอาใบตองมาใส่ ใส่ใบตอง น�ำ ใบตองท�ำเป็นห่อใส่หมูใส่หมากใส่ข้าวเปียก ข้าวสาร บุหรี่ ยาลม ก็ใส่ให้หมด ไปขอคืน กับเจ้าป่า เจ้าเขา ผีตายโหงไป อยู่ในป่า เนี่ย ขวัญตก ขวัญหาย ไปอยู่ที่ไหน ผีป่า เอาหรือผีนางไม้แบ่งข้าว เหล้าแก้วหนึ่ง น� ้ำแก้วหนึ่งแบ่งน� ้ำข้าวต้ม ขนม ที่ห่อมา แกะเรียกขวัญต่อเอาขวัญพ่อขวัญแม่ลูก หลานเอามาให้หมดมาด้วย คนที่ตามมา ช่วยกันมัด ตอนแรกท�ำพิธีคนหนึ่งก่อน ก็ ดีขึ้นมาครับ ดีขึ้น คนที่อยู่โรงพยาบาลเป็น เดือน กลับมาก็ท�ำพิธีให้เขาก็หาย เชื่อ เพราะสมัยปู่ ย่าตายายบอกมา ก่อนจะ มาสมัยปู่ย่าเขาบอก กับความเชื่อเขาเลี ้ยง ผีนี ้มีครับ” (สัมภาษณ์ : ผู้น�ำชุมชน) “ประเพณีเลี้ยงผีเรื อน” ในสังคม กะเหรี่ยง การเลี ้ยงผีเรือนและผีบรรพบุรุษ จะท�ำกันปีละครั้ง หลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ แล้ว เป็นพิธีที่ศักดิ์ สิทธิ์ ก่อนวันท�ำพิธีลูก หลานทุกคนจะต้ องมาค้างคืนที่อย่าง พร้อมหน้าพร้อมตากัน หากมีใครขาดผู้ท�ำ พิธีจะต้องเอาข้าวก้อนที่คนต้องกินเก็บไว้ ให้เขากินเมื่อเขากลับมาบ้าน หากเขาไม่ กลับมาได้ส่งไปให้เขา มิฉะนั้นจะถือว่า การเลี ้ยงผีไม่ได้ผล ในพิธีนี ้คนกะเหรี่ยง นิยมใส่เสื ้ออย่างกะเหรี่ยงทุกคนต้ อง ส�ำรวมกิริยาวาจาจะพูดมากไม่ได้มิฉะนั้น จะต้องเลิกพิธีเสียกลางคัน และต้องท�ำพิธี กันใหม่ในเดือนถัดไป และยังมีข้อควร ปฏิบัติและห้ามอื่น ๆ เช่น ต้องกินข้าวใน ขันโตกเดียวกันหมด ต้องหุงข้าวหม้อเดียว กินเสร็จแล้วแม่บ้านต้องล้างขันโตกล้าง จานคนเดียวจะให้คนอื่นช่วยไม่ได้ถ้ายังมี คนกินข้าวไม่เสร็จคนอื่น ๆจะลงจากบ้าน ไม่ได้ในวันท�ำพิธีห้ามการตัดผม ห้ามกิน ของที่มีรสเปรี ้ยวอีกด้วย การท�ำพิธีเลี ้ยงผี เรือนและผีบรรพบุรุษมี๒ แบบคือแบบไม่ มัดมือ และแบบมัดมัดมือ แบบไม่มัดมือ พิ ธี เ ริ่ มด้ วยการที่ สมาชิ กทุกคนใน ๘
ครอบครัวนั่งล้อมรอบโตกข้าวพ่อบ้านหรือ แม่บ้านจะเริ่มรับประทานก่อนด้วยข้าว ๑ ค�ำ กับเนื ้อไก่ต้มและน� ้ำ จากนั้นแม่บ้าน หรือพ่อบ้านก็ท�ำตาม และลูก ๆ ก็ท�ำเช่น เดียวกัน เริ่มตั้งแต่ลูกคนโตไปจนถึงลูกคน เล็กสุด ทุกคนกินได้คนละค�ำเท่านั้น และ กินได้รอบเดียว พอกินครบทุกคน ผู้ท�ำพิธี ก็หยิบข้าวสุก ๑ ก้อนและเนื ้อไก่ที่ต้มกับ แกง วางลงบนพื ้นแล้วสวดมนต์ขอเชิญ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษทั้งหลาย มารับอาหารเครื่องเซ่น และขอให้ดวง วิญญาณเหล่านั้นช่วยปกป้องคุ้มครอง กันภัย ขอให้ชีวิตความเป็นของครอบครัว ดีขึ้น ให้มีความสุขไม่เจ็บป่ วย ท�ำมาหากิน อุดมสมบูรณ์หลังจากนั้นก็รับประทาน อาหารร่วมกันได้แบบมัดมือ พิธีเริ่มด้วย การที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวนั่งล้อม รอบขันโตกข้าว ในขันโตกข้าวมีข้าวและ กับข้าวที่ท�ำจากไก่หรือหมูและมีด้ายขวัญ ขาวพาดบนอาหารจากนั้นแม่บ้านเริ่มท�ำ พิธีด้วยการหยิบด้ายขวัญมามัดมือให้พ่อ บ้าน พร้ อมกับกล่าวอ�ำนวยความสุข ความเจริญให้แก่พ่อบ้าน จากนั้นพ่อบ้าน ก็ผูกมือให้แม่บ้านและเรียกขวัญในท�ำนอง เดียวกัน เสร็จแล้วทั้งพ่อและแม่ก็ผูกมือให้ ลูก ๆ คน พร้อมให้พรและเรียกขวัญให้เมื่อ มัดมือทุกคนแล้ว พ่อบ้านหรือแม่บ้านก็ หยิบก้อนข้าว ๑ก้อน ให้ตกลงลงบนพื ้นดิน เพื่ออุทิศให้กับผีบ้านผีเรือน จากนั้นทุกคน ก็ร่วมกันกินข้าวได้การเลี ้ยงผีเรือนและผี บรรพบุรุษทั้ง๒ แบบ ไม่ใช้เหล้าในการ ประกอบพิธี การเลี ้ยงผีเรื อนและผี บรรพบุรุษ นอกจะท�ำตามปกติปีละครั้ง แล้ว เมื่อสมาชิกในบ้านอยู่ไม่สุขสบายมี คนเจ็บป่ วยบ่อย และเลี ้ยงหมู,ไก่ไม่เติบโต ก็อาจมีการเลี ้ยงผีเรือนและผีบรรพบุรุษอีก ได้การเลี ้ยงในลักษณะนี ้มีพิธีการมากมาย จะต้องใช้เหล้าในพิธีรวมทั้งท�ำข้าวเหนียว ต้มด้วย ต้องมีการเชิญหมอผีมาท�ำพิธี ๙
และเชิญแขกมาร่วมกินด้วย ซึ่งต่างจากพิธี เลี ้ยงผีเรื อนตามปกติที่ห้ามคนนอก ครอบครัวกินอาหารด้วยเป็นอันขาด การ เลี ้ยงผียังมีหลายพิธีและต่างวาระกัน เช่น การเลี ้ยงผีเพื่อฉลองโชคฉลองชัย ใน โอกาสย้ายหมู่บ้านไปตั้งอยู่ในที่แห่งใหม่ การเลี ้ยงผีเพื่อขอขมาลาโทษต่อเจ้าบ้าน เจ้าเมืองซึ่งเป็นผีป่า ผีหลวง ผีฟ้า และการ เลี ้ยงผีเพื่อบ�ำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ประเพณี เลี ้ยงผีขุนน� ้ำ ประเพณีเลี ้ยงผีฝาย เลี ้ยง ผีเฮือน เลี ้ยงผีฝาย เป็นต้น กระเหรี่ยงมี ลักษณะการบูรณาการความเชื่อด้าน ต่าง ๆ ทั้งความเชื่อพื ้นบ้าน ผีบรรพบุรุษ ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเข้าด้วย กัน เดือนกุมภาพันธ์จะมีประเพณีมัดมือ ครอบครัวและระบบเครือญาติ: ครอบครัว กะเหรี่ยงมีรูปแบบเป็นครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วยพ่อแม่และลูก แต่ก็ยังปรากฎ รูปแบบครอบครัวขยายอยู่ด้วย เพราะใน บางครอบครัว อาจมีพ่อแม่ของฝ่ายหญิง อาศัยอยู่ด้ วย นอกจากนี ้การที่สังคม กะเหรี่ยงนับถือญาติฝ่ายแม่ เมื่อแต่งงาน แล้ วฝ่ายชายต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง นับถือญาติทางฝ่ายหญิง ในครอบครัวจึง มีครอบครัวของลูกสาวและลูกเขยอยู่อีก ครอบครัวหนึ่งจนกระทั่ง ๑ ปีผ่านไป หรือ หากน้องสาวแต่งงาน ครอบครัวพี่สาวจึง จะแยกออกไปสร้างบ้านอยู่ใกล้ๆ แต่ ส�ำหรับบุตรสาวคนสุดท้องจะต้องอยู่กับ พ่อแม่ไปตลอดไปแม้จะแต่งงานแล้วก็ตาม เพราะมีหน้าที่เลี ้ยงดูตอบแทนบุญคุณพ่อ แม่ดังนั้นลูกสาวคนสุดท้องจึงได้รับมรดก เช่น ที่นาและวัวควายมากกว่าพี่น้องซึ่งจะ ไม่มีการอิจฉาริษยากันเลย ครอบครัวใดที่ ไม่มีลูกสาว ลูกชายก็จะท�ำหน้าที่แทน บ้านใดที่แม่บ้านเสียชีวิตลง ต้องรื ้อบ้านทิ ้ง แล้วสร้างใหม่ เพื่อลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะได้ประกอบพิธีกรรม เลี ้ยงผีบรรพบุรุษ ได้ผู้อาวุโสในบ้าน ซึ่งได้แก่พ่อแม่ของฝ่าย หญิง มีบทบาทในการช่วยอบรมสมาชิกใน ครอบครัว ผู้อาวุโสจะได้ รับการเคารพ ยกย่องอย่างสูงในการตัดสินใจต่างๆของ ๑๐
ครอบครัว จะต้องมีการปรึกษาหารือและ เชื่อฟังความคิดเห็นของผู้อาวุโสในบ้าน, การนับญาติ การเรียกชื่อ :การสืบเชื ้อ สายของกะเหรี่ยงเป็นการสืบเชื ้อสายทาง ฝ่ายแม่ แต่ก็ยังให้ความเคารพต่อพ่อแม่ ของฝ่ายชาย กะเหรี่ยงสมัยก่อนนั้นไม่มี นามสกุล แต่ในปัจจุบันนี ้มีนามสกุลกัน เกือบหมดแล้วและบุตรจะใช้นามสกุลของ พ่อ ส่วนชื่อของเด็กพ่อแม่หรือผู้อาวุโสฝ่าย ภรรยาจะเป็นคนตั้งชื่อให้หากเป็นผู้หญิง มักจะมีค�ำขึ้นต้นว่า “หน่อ” และถ้าเป็น ผู้ชายมักจะมีค�ำขึ้นต้นว่า “พะ” หรือ “จอ” ซึ่งเป็นค�ำแสดงความเป็นเพศหญิงหรือชาย ด้านดนตรีพื้นถิ่น (โกละ) โกละ เป็น เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้าง แพง จะใช้ในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น ประเพณีขึ้นปีใหม่ ประเพณีงานศพ เป็นต้น เมื่อตีเสียงจะก้องดังทั่วหมู่บ้าน ไม่นิยมตีอย่างพร�่ำเพรื่อแต่จะตีในโอกาส ส�ำคัญและจ�ำเป็นเท่านั้น สามารถตีได้ทั้ง เด็กและผู้ใหญ่ หากหมู่บ้านใดมีกลอง มโหระทึกประจ�ำอยู่ เชื่อกันว่าหมู่บ้านนั้น จะมีความร่มเย็นเป็นสุข ซอ ระนาด (เสอะ เลาะ ปอกุ๊) ซอระนาดเป็นเครื่อง ดนตรีตั้งเดิมของชนปกาเกอะญอชนิดหนึ่ง ท�ำขึ้นมาเองด้วยกระบอกไม้ไผ่หรือกะลา น� ้ำเต้า คันซอท�ำด้วยไม้ไผ่ สายซอท�ำด้วย ใยกาบกล้วย และสีท�ำด้วยเส้นผมของผู้ หญิงหรือหางม้า ชนปกาเกอะญอจะมีซอ และขับล�ำน�ำไปด้วย ผู้ที่เชี่ยวชาญการสีซอ นั้น เสียงซอของเขาจะคล้อยตามบทล�ำน�ำ ที่ขับเมื่อได้ยินแล้วจะมีความไพเราะยิ่งนัก พิณเตหน่า (เตหน่า) เตหน่า เป็นเครื่อง ดนตรีชนิดหนึ่งของชนปกาเกอะญอที่มีมา แต่โบราณเช่นกันมีลักษณะคล้ายพิณฐาน ท�ำด้วยขอนไม้ที่แกะเป็นรูกลวง คันจะมี ลักษณะโค้งงอเข้าหาตัวเอง ระหว่างฐาน และคันก็จะขึงสายซึ่งมีทั้งหมด ๖ เส้น แต่ บางคนท�ำ ๗ เส้น หรือ ๙ เส้นหรือ ๑๒ เส้น ก็มีการดีดจะดีดร่วมกับการขับล�ำน�ำ ผู้ที่ มีความเชี่ยวชาญการดีดพิณเสียงของเขา จะมีหลากหลาย ซึ่งมีความไพเราะเป็น อย่างยิ่ง เตหน่าสามารถเล่นได้ในทุก โอกาส ไม่จ�ำกัดเฉพาะโอกาสงานประเพณี ส�ำคัญ ๆเท่านั้น ฆ้อง ฉิ่ง กลอง (โม จว๊ะ เดอ) ฆ้อง (โม) เป็นเครื่องดนตรีที่ไม่ใช่ชนปกาเกอะญอท�ำ ขึ้นเอง แต่รับเอามาจากพวกมอญ เพราะ พวกมอญและชนปกาเกอะญอเป็นชนชาติ ที่สายเลือดใกล้เคียงกันและอาศัยอยู่ใน ถิ่นแดนเดียวกัน และเคยช่วยเหลือเกื ้อกูล กันมาก่อน ฉิ่ง ฉาบ (จว๊ะ) เป็นเครื่องดนตรี ๑๑
ประเภทตีกระทบกัน ฉาบหนึ่งชุดจะมีอยู่ สองข้าง ท�ำมาจากทองแดงผสมเหล็กเป็น เครื่องดนตรีที่มาจากพวกมอญเช่นกัน กลอง (เดอ) เป็นเครื่องดนตรีที่ท�ำมาจาก ไม้แกะเป็นรูปกลวงและขึงหนังกลองด้วย หนังวัว หรือแพะเป็นต้น เป็นเครื่องดนตรี ประเภทตีชนปกาเกอะญอสามารถผลิต ขึ้นมาด้วยตนเอง มีลักษณะกลมกลวง เรียงลงไปในส่วนหางและบานออกที่สุด ปลายหาง ส่วนหัวจะขึงด้วยหนังสัตว์ซึ่ง เป็นส่วนที่ใช้ตีให้มีเสียงดัง โม จว๊ะ เดอ ปกติจะใช้เล่นในวงเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็น เครื่องดนตรีที่ต้องผสมโรงเล่นด้ วยกัน ตลอดไป จะขาดประเภทใดประเภทหนึ่ง ไม่ได้ใช้เล่นบางโอกาสในงานประเพณี ส�ำคัญ ๆ เช่น ประเพณีขึ้นปีใหม่ พิธีเลี ้ยง เจดีย์เป็นต้น แต่ที่นิยมเล่นกันมากที่สุดคือ ประเพณีมงคลสมรส แตร ปี่ ไม้ท�ำเสียง (แกว ปี๊ ส่อ เฆ) แกว ปี๊เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า แกว อาจท�ำมาจากเขาหรืองาหรือสัตว์ไม้เช่น งาช้าง เขาควาย เขาวัว เขาเลียงผาก็ได้ เชื่อกันว่าแกวที่ท�ำด้วยเขาควายแม่ที่ตาย ขณะตั้งครรภ์อยู่นั้น เมื่อเดินเป่าวนรอบไร่ สามรอบควายจะไม่ลอดรั้วเข้าไปกินข้าว ในไร่เลย โดยปกติแล้วจะใช้เป่าขณะเดิน ๑๒
ทางไปท�ำงานตามท้องไร่ท้องนา ในฤดูเก็บ เกี่ยวข้าวระหว่างเดือนพฤศจิกายน หาก ได้ยินเสียงทุกคนก็จะรับรู้ ว่าถึงเวลาเก็บ เกี่ยวข้าวแล้ว ชายหนุ่มบางคนไปท�ำงาน โดยไม่มีเพื่อนร่วมเดินทางก็จะเอาแกวนี่ แหละเป็เพื่อนทดแทน ปี๊เป็นเครื่องดนตรี ที่ท�ำมาจากไม้ไผ่ใช้เป่าในโอกาสทั่วๆไป แล ะทุกเพศทุก วัยส าม าร ถ เป่าไ ด้ ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถเป่าได้หลายหลาก เสียงเมื่อเป่าปี่จะไม่นิยมขับล�ำน�ำตามไป ด้วย ส�ำหรับส่อเฆ ท�ำมาจากไม้ไผ่เช่นกัน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า และดีด ใน เวลาเดียวกัน เล่นได้ในโอกาสทั่ว ๆ ไป และทุกเพศทุกวัยสามารถเล่นได้ การร�ำดาบและหอก (ศิลปะการป้องกัน ตัว) ศิลปะการร่ายร�ำดาบและหอกจะมีลาย หลายแบบทั้งง่ายและยาก บางคนร่ายร�ำ ได้สองสามลาย แต่บางคนที่เก่งสามารถ ร่ายร�ำ ได้หลากลายและใช้ดาบถึงสามสี่ เล่ม ลายการร่ายร�ำดาบและหอกเรียกชื่อ หลายอย่าง เช่น ลายหมีลายป้องกันตน และลายฟันคู่ต่อสู้เป็นต้น การฝึกร่ายร�ำ ดาบและหอกต้องไปฝึกกับอาจารย์ใหญ่ที่ มากด้วยวิชาความรู้ในด้านนี ้ผู้ฝึกจะต้อง อยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และต้องเสียค่าฝึกตามขั้นที่ผู้ฝึกตั้งไว้ซึ่ง ปกติจะตั้งไว้ไม่แพงมากนัก เพราะจะไม่ ถือว่าเป็นเรื่องธุรกิจการค้า แต่เป็นวิชา ความรู้ที่จะต้องถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังต่อไป “ประเพณีเลี้ยงผีเรือน” การเลี้ยงผีเรือนและผีบรรพบุรุษ จะท�ำกันปีละครั้ง เป็นพิธีที่ ศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันท�ำพิธี ลูกหลาน ทุกคนจะต้องอยู่พร้อมหน้า พร้อมตากัน ๑๓
“ไตลื ้อ” หรือ“ไทลื ้อ” นอกจากจะมีดินแดน กว้างใหญ่อยู่ที่สิบสองปันนา ในประเทศ จีนยังอพยพโยกย้ายถิ่นฐานและถูก กวาดต้อนเพราะสงครามและเข้ามาที่ ประเทศไทยและแตกสาขา การอพยพไป หลายแห่ง“ลื ้อ”เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ที่พูด ภาษาตระกูลไท คือ “ไทลื ้อ” หรือ “ไตลื ้อ” มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองปันนา ส�ำหรับประเทศไทย ชาวไทลื ้อได้อพยพเข้า ชาติพันธุ์ไทลื้อ ข้อมูลโดย ดาบต�ำรวจพิชิต นันทวรรณ ผู้น�ำชุมชน บ้านเลขที่ ๑๑๖/๒ หมู่ ๘ ต�ำบลบ้านถิ่น อ�ำเภอเมือง จังหวัดแพร่ มาตั้งถิ่นฐานตามหัวเมืองต่าง ๆ ในภาค เหนือตอนบน ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ล�ำปาง ล�ำพูน และ เชียงใหม่ ส�ำหรับไทลื ้อเมืองแพร่ ในประวัติศาสตร์ จังหวัดแพร่พบว่า ขุนหลวงพลผู้สร้างเมือง พลนคร หรือเมืองแพร่ได้รวบรวมผู้คนที่มา จากเมืองเชียงแสน เมืองไชยบุรีเมืองพาง ค�ำสร้าง เมืองบริเวณริมฝั่งแม่น� ้ำยม โดย ตั้งชื่อว่า เมืองพลนคร หรือนครพล และใน ๑๔
จารีตครรลองประเพณีที่ส�ำคัญ ได้แก่ “การเกิด” ตามปกติหญิงไทลื ้อตั้ง ครรภ์ ไม่มี ข้ อห้ามในเ รื่ อ งอาหารการกิน รับประทานอาหารได้ตามปกติครั้นเมื่อ ถึงเวลาเจ็บท้องใกล้คลอดลูก ผู้เป็นแม่จะ นั่งใกล้ๆ โดยมีผู้ท�ำคลอด ซึ่งอาจจะเป็น แม่ตัวเองหรือแม่สามีช่วยท�ำคลอดให้เมื่อ ทารกตกถึงฟาก ผู้ท�ำคลอดจะใช้ป่านผูก สายสะดือใช้มีดตัด (ท�ำด้ วยผิวไม้ไผ่) บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่เจาะรูด้านข้างปิด อัดไว้เพราะคนลื ้อมีความเชื่อว่าถ้าหากไม่ เจาะรูจะท�ำให้เด็กหายใจไม่ได้หลังจาก นั้นท�ำความสะอาดผู้เป็นแม่และเด็กน้อย แล้วก็ส่งให้แม่รับ ซึ่งจะเลือกจากหญิงที่ ประวัติดีมีฐานะดีพอสมควรไม่เป็นหม้าย หรือหย่าร้างมาก่อน แม่รับอุ้มเด็กไปวาง ในกระด้งที่เตรียมไว้แล้วน�ำไปวางไว้ที่หัว บันไดพร้อมกับตะโกนด้วยเสียงดัง ๆ ว่า “ ผีจะกินก็กินเหแต่น้อย ผีบ่เล้งกูซิเล้ง ” จากนั้นก็เอามามอบให้แม่ของเด็ก ส�ำหรับ รกของเด็ก ผู้เป็นพ่อจะเลือกหาวันดีแล้ว น�ำกระบอกใส่รกไปแขวนไว้ที่กิ่งไม้ในป่า ข้างบ้านขณะกลับถึงเรือน ถ้าเป็นลูกสาว พ่อของเด็กจะจับเครือที่ทอผ้าก่อน ถ้าเป็น ลูกชายก็จะจับมีดตัดไม้ก่อนขึ้นเรือน ที่ท�ำ เช่นนี ้เพราะเชื่อว่าเมื่อเด็กเติบโตขึ้น จะมี ความอดทนและขยันหมั่นเพียรในการ ท�ำงาน ภายหลังคลอดจะต้ องอยู่ก�ำ (อยู่ไฟ) มีก�ำหนด ๓๐ วัน ภายใน ๓ วัน แรกจะรับประทานอาหารได้แต่ข้าวกับ เกลือเท่านั้นเรียกว่า อยู่ก�ำน้อย เมื่อครบ ๓ วัน แล้วก็ท�ำพิธีออกก�ำน้อย โดยน�ำเอา เกลือมาสู่ขวัญผูกข้อมือให้แก่แม่และเด็ก น้ อย อาหารขอ งแม่ ระหว่างอยู่ก� ำ รับประทานได้แต่น� ้ำพริกข่าจิ ้มผักต้มและ ไก่ที่มีขนสีด�ำ ห้ามอาหารประเภทไข่ เนื ้อ สัตว์ประเภทวัวควาย นอกจากนี ้ยังมีข้อ ห้ามเพิ่มเติมส�ำหรับคลอดบุตรคนแรก ซึ่ง เรียกว่า ท้องหัวสาว มีข้อห้ามต่อไปอีก ๑ ปีคือห้ามรับประทานเนื ้อควายเผือก หมู แม่ต้อง(หมูที่มีลูกแล้ว) เนื ้อเสือเก้ง กวาง ปลาร้า ปลาไม่มีเกล็ด ปลาบก ปลาไน เป็นต้น เมื่อครบ ๓๐ วัน จะไปเชิญหมอพร มาสู่ขวัญซึ่งต้องฆ่าไก่๑ ตัว ท�ำพิธีสู่ขวัญ แม่และเด็กน้อย โดยถือว่าวันออกก�ำเป็น ปัจจุบันนี ้ชาวต�ำบลบ้านถิ่น ถือว่าเป็นลูก หลานของไทลื ้อเนื่องจากมีภาษาพูดตาม แบบฉบับของไทลื ้อ ที่ยังคงรากเหง้าอยู่ที่ สิบสองปันนาเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี ้ยน ความเชื่อด้านต่าง ๆ ของไทลื้อ ๑๕
วันเกิดของเด็กน้อยอีกด้วย หมอพรจะน�ำ เด็กไปวางที่หัวบันไดบ้านเพื่อบอกผีสาง นางร้ายมาดูพร้อมท�ำเสียงนกเค้าแมวแล้ว พูดว่า “แก็ก ๆ กู้... หื ้อมาเอิ ้นมาเรียกเอา หลานสูคืนเมือถ้าปิ๋นลูกสูหลานสูหื ้อมา เรียกเอาป้อกไปเหเดี่ยวบ่ต้องหื ้อ เหลือ จากวันนี ้ก๋ายมื่อนี ้วันนี ้บ่หื ้อมาเกี่ยวข้อง ปิ๋นลูกกูหลานกู” แล้วกระทืบเท้าให้เด็ก น้อยตื่นและพูดต่อไปว่า “ ถ้าตายก็หื ้อตาย เห หื ้อใจขาด คันใจบ่ขาด ก๋ายสามบาท ปิ๋นลูกกูหลานกูสูเอาบ่ได้แล้ว” หมายถึงให้ ผีร้ายมาเรียกเอาลูกหลานกลับคืนในวันนั้น หลังจากนั้นเป็นลูกคน ถัดจากนั้นก็กระทืบ เท้าให้เด็กสะดุ้งตื่นแล้วพูดในท�ำนองว่า ถ้าจะตายก็ขอให้ขาดใจตายทันทีถ้าไม่ ตายหลังจากนั้นก็จะเป็นลูกคนหลังจาก นั้นหมอพรจะท�ำพิธีสวดมนต์ตัดขาด จากผีแล้วน�ำเด็กน้อยมาท�ำพิธีสู่ขวัญให้ แก่ผู้เฒ่าผู้แก่พ่อแม่และญาติพี่น้องผูกข้อ มือเพื่อให้เป็นลูกเป็นหลานต่อไป “การเลือกค่ครอง” ูชาวไทลื ้อเมื่ออายุย่าง เข้าสู่วัยหนุ่มสาวจะมีสิทธิเสรีภาพในการ เลือกคู่ครอง ชีวิตคู่ระเริ่มจากประเพณี แอ่วสาว กล่าวคือ พอถึงยามค�่ำคืนบรรดา ชายหนุ่มจะไปปลุกสาวที่ตนชอบพอถึง หัวนอน หากสาวพอใจก็จะออกมาพูดคุย กันที่ชานบ้าน ถ้าเป็นยามฤดูหนาวบรรดา สาว ๆ จะนัดเพื่อนสาวละแวกบ้านใกล้ เรือนเคียงมาลงข่วงปั่นฝ้ายรอบกองไฟ บริเวณลานบ้าน หนุ่มลื ้อก็จะชวนกันมา แอ่วสาวปั่นฝ้ายในระหว่างเดินทางหรือ ขณะพูดคุยกับสาว ๆ ก็จะขับล�ำน�ำเคล้า เสียงปี่ในเชิงเกี ้ยวพาราสีโต้ตอบกันไป เรียกว่า “ขับลื้อ” พอถึงยากดึกต่างก็แยก กันกลับบ้าน โดยมีชายหนุ่มที่รักใคร่ ชอบพอช่วยถือฝ้ายไปส่งถึงเรือน แล้วผู้ สาวก็จะเชิญชวนหนุ่มขึ้นไปคุยกันต่อบน เรือน จนกระทั่งเลยสองยามอาจถึงสาม นาฬิ กาของวันใหม่จึงร�่ำลากลับ เมื่อต่าง ฝ่ายรักใคร่จริงใจต่อกันแล้วก็จะบอกให้พ่อ ๑๖
แม่ทราบ เพื่อขอความเห็นชอบและนัด เจรจาสู่ขอ ตามธรรมเนียมของชาวไทลื ้อ นั้น ก่อนการสู่ขอ พ่อแม่จะไปหาผู้รู้หรือ ปราชญ์ชาวบ้านช่วยพิจารณาชะตาของ หนุ่มสาวเรียกว่า ท�ำ พิธีไขว่หมาย ถึงการ สืบสวนถึงประวัติการสืบสายโลหิตของทั้ง สองฝ่าย ถ้าหากเป็นญาติใกล้ชิดชะตา จะขวางกัน แต่งงานกันไม่ได้หากฝ่าฝืน จะเกิดภัยพิบัติแก่พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย อาจเป็นอัมพาตหรือ มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้น ถือว่า เป็นข้อห้ามส�ำคัญซึ่งเป็นจารีตของสังคม ไทลื ้อเมื่อฝ่ายชายได้รับความ ยินยอมจาก พ่อแม่แล้ว ก็จะมอบหน้าที่ให้“พ่อใช้”ซึ่ง โดยปกติจะเป็นญาติหรือนายบ้านพร้อม ญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งไปเจรจาสู่ขอ พิธี สู่ขอใช้ขันห้า คือ พาน มีดอกไม้และธูป ๕ คู่หมากพลูในการเจรจาสู่ขอจะกล่าวเป็น ค�ำกลอนที่คล้องจองกัน ฝ่ายหญิงอาจ ตอบตกลงหรือเจรจาถามความสมัครใจ ของลูกสาวก่อน โดยจะให้พ่อใช้ฝ่ายหญิง ไปแจ้งข่าวภายหลัง กินดองน้อย เมื่อทั้ง สองฝ่ายตกลงเป็นเอกภาพกันดีแล้วก็จะ นัดวันหมั้น ซึ่งเรียกว่า “กินดองน้อย” ในวันกินดองน้อย ฝ่ายหญิงจะฆ่าหมู๑ ตัวและไก่อีกจ�ำนวนหนึ่งจัดส�ำรับอาหาร เลี ้ยงต้อนรับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย ส่วน ฝ่ายชายจะมอบก�ำไลเรียกว่า ปลอกแขน ขวัญน� ้ำหนักเงิน ๒ หมัน ๕ บี ้ให้แก่คู่หมั้น ถ้าหากคู่หมั้นมีพี่ชายหรือพี่สาวที่ยังเป็น โสดจะต้องเตรียมอีก ๒ หมัน ๕ บี ้ใส่พาน ไปมอบให้เพื่อ“ข่มขวัญอ้ายเอื ้อย”ภายหลัง พิธีหมั้นแล้วฝ่ายชายจะอยู่ในฐานะเป็น เขยพราง คืออยู่ไปพลางก่อน หลังจากนั้น ก็ท�ำพิธีเซ่นไหว้บอกเทวดาเรือน (ผีเรือน) เขยพรางจะอยู่ในฐานะเป็น คนสองเรือน สามารถไปมาหาสู่นอนค้างคืนได้เพื่อช่วย การงานที่บ้านฝ่ายหญิง แต่ยังไม่มีสิทธ์ หลับนอนด้วยกัน ในระหว่างนั้นชายจะไม่ ไปเกี ้ยวพาราสีหญิงอื่น ส่วนหญิงก็จะไม่ ไปลงข่วงปั่นเหมือนแต่ก่อน ทั้งจะตั้งใจ เก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างฐานะครอบครัว เตรียมกายเตรียมใจที่จะเข้าสู่พิธีแต่งดอง เรียกว่า สู่ขวัญโอม ซึ่งเขยพรางจะเปลี่ยน สถานภาพเป็นเขยสู่เพื่ออยู่กินกันฉันสามี ภรรยาต่อไปตามปกติระยะเวลาจากเขย พรางไปหาเขยสู่จะกินเวลา ๓ เดือน ถึง ๑ ปีต่อมาถึงจะเป็นพิธี“กินแขกแต่งดอง” เป็นพิธีแต่งงานของเผ่าลื ้อนิยมท�ำกันหลัง เทศกาลออกพรรษา คือ เดือนเกี๋ยงหรือ เดือนยี่ คือราวเดือนพฤศจิกายนหรือ ธันวาคมเป็นต้นไป นิยมท�ำในเดือนคู่โดย ๑๗
ให้พระสงฆ์หรือผู้รู้ในหมู่บ้านเลือกหามื ้อ ใสวันดีให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว พิธีกินดองของเผ่าลื ้อจะที่บ้านของฝ่าย หญิง โดยให้ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้ จ่ายร่วมกัน ส่วนที่นอนหมอนมุ้งฝ่ายหญิง จะจัดหา หรือท�ำเองเตรียมไว้เมื่ออยู่ในวัย สาวโดยปกติงานวันที่ฝ่ายหญิงจัดเตรียม สิ่งของเครื่องใช้และอาหารบางอย่างไว้ ล่วงหน้าเพื่อเลี ้งแขกในวันรุ่งขึ้น วันที่สอง เป็นวัน “กินดอง”จะมีแขกซึ่งเป็นญาติของ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรวมทั้งชาวบ้านมา ร่วมจ�ำนวนมาก พิธีกินดองเริ่มจากพิธีแห่ เขยไปสู่เรือนเจ้าสาว เมื่อถึงหัวบันไดจะมี หญิงผู้หนึ่งที่เป็นกุลสตรีของหมู่บ้านเรียก ว่า แม่คนดีรีบเอาถุงเงิน ง้าว (ดาบ) และ มีดอุ่ม (มีดเหน็บ) จากเจ้าบ่าวน�ำไปมอบ ให้ญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาว แล้วเข้าพิธี บายศรีเรียกว่า “ส่ขวัญโอม” ู ในพิธีสู่ขวัญ โอมจะมีญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาผูก ข้อมืออวยพรให้แก่คู่ สมรส หลังจากนั้นก็ จะแห่สะใภ้มายังเรือนฝ่ายชาย ท�ำพิธีเซ่น ไหว้เทวดาเรือนเพื่อขอรับเอาเขยไปอยู่ เรือนของตน ในขณะเดียวกันญาติของ ฝ่ายชายก็จะท�ำพิธีสู่ขวัญรับสะใภ้ใหม่เพื่อ เป็นสิริมงคลแก่เจ้าสาว ตามครรลอง ประเพณีของลื ้อที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมา เขยสู่ จะ อาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยาย ๓ ปี แล้วจึงแต่งดองกลับคืนไปอยู่เรือนพ่อแม่ สามีอีก ๓ ปีเรียกว่า “สามปีไป สามปีป้อก” ในพิธีแต่งดองกลับคืน จะมีการฆ่าหมู๑ ตัว ไก่อีกจ�ำนวนหนึ่งท�ำพิธีสู่ขวัญและเงิน สินสอดอีก ๑๕ หมัน ก่อนจะลงจากเรือน ก็ ท�ำพิธีบอกกล่าวเทวดาเรือนเพื่อไปอยู่กับพ่อ แม่ของสามีจนครบ ๓ ปีจึงจะปลูกเรือนหลัง ใหม่ได้เพื่อแยกสร้างครอบครัว นอกจากนี ้ชาวไทยลื ้อยังมีความเชื่อเรื่อง พิธีกรรม “สามปี สีรวงข้าว” การที่ชาว ไทลื ้อประกอบพิธีกรรมดังกล่าวก็เพื่อ ร�ำลึกถึงบุญญาบารมีของเจ้าหลวงเมือง ล้า นักรบผู้เก่งกล้าสามารถสร้างความเป็น ปึกแผ่นแก่ชาวไทลื ้อเมืองล้าทั้งหลายทั้ง ปวง เหตุที่ประกอบพิธีกรรมนี ้เพื่อให้ชาว ไทลื ้อได้ ต ระหนักถึงบุญคุณของผู้ มี คุณูปการต่อบ้านต่อเมืองและเคารพใน ความเป็นผู้น�ำของท่าน จากค�ำบอกเล่า ของผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งเล่าสืบต่อกันมา เป็นที่ เชื่อถือได้ว่า เจ้าหลวงเมืองล้า คือเจ้าเมือง ผู้ปกครองเมืองล้าในดินแดนแคว้นสิบสอง ปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาว ไทลื ้อและได้ ถึงแก่พิราลัยในดินแดน สิบสองปันนา นอกจากนี ้เจ้าหลวงเมืองล้า ๑๘
“กินแขกแต่งดอง” เป็นพิธีแต่งงานของเผ่าไทลื้อ นิยมท�ำกันหลังเทศกาล ออกพรรษา “ประเพณีเลี้ยงเทวดาหลวงและ บริวาร” จะปฏิบัติสืบต่อกันมาทุก ๆ สาม ปีซึ่งมักพูดกันเป็นค�ำคล้องจองว่า “สามปี สี่รวงข้าว” หมายความว่า หากนับตาม ปฏิทินจะเป็น ๓ ปีหรือถ้านับจากการท�ำ นาจะเป็น ๔ ครั้ง ในลักษณะหมุนเวียน ปกติจะเป็นช่วงเดือน ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วง ที่เก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็ จแล้ ว การ ประกอบพิธีกรรมในอดีต จะก�ำหนด ๗ วัน ปัจจุบันก�ำหนด๓วัน เพื่อให้สอดคล้องกับ สภาวการณ์ในปัจจุบัน วันแรก เป็นวันปิด ตาแหลว(เฉลว)ซึ่งเป็นวันที่ปิดกั้นทางเข้า ออกหมู่บ้าน โดยห้ามคนในออกและห้าม คนนอกเข้า (คนนอกในที่นี ้หมายถึงบุคคล ที่ไม่ใช่เชื ้อสายไทลื ้อเมืองล้า หรือบุคคลที่ ไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน) เพื่อคนในหมาย ถึงชาวไทลื ้อจะเข้าก�ำเมืองไม่ให้ติดต่อกับ บุคคลภายนอกหรือประกอบธุรกิจใด ๆ นอกบ้าน วันที่สอง เป็นวันเลี ้ยงเทวดา หลวงหรือเจ้าหลวงเมืองล้า เรียกกันว่า “วันเต่า” วันที่สามเป็นวันเลี ้ยงผีอูหรือ เทวดาอูหมายถึง การประกอบพิธีเลี ้ยง โดยชาวไทลื ้อที่นับถือผีอูหรือเทวดาอูแห่ง เมืองอูเหนือและอูใต้แคว้นสิบสองปันนา และในตอนเย็นของวันนี ้จะท�ำพิธีบายศรี สู่่ขวัญเจ้าเมืองและหมอเมือง แล้วส่งเจ้า เมืองและหมอเมืองกลับบ้าน จึงจะเอา ตาแหลวลง เรียกว่า “ต้าวแหลว“ จากนั้น ผู้คนในหมู่บ้านจะเข้าออกได้ตามปกติชาว ไทลื ้อ ยึดอาชีพการเกษตรเป็นหลัก มีการ ยังมีบริวารหรือผู้ช่วยอีกหลายคน เช่น หิ่งช้าง หิ่งม้า ล่ามเมือง หาบมาด แจ่งฝาย เชียงล้านโอ๊ก่า ช้างเผือกน� ้ำปั๊ดปู่ก�่ำผมเขียว ค�ำแดง ปางแสน ปางสา ปางเม็ด ม่อนเชียง เคือ ปากบ่อทั้งห้า บ่อต่วน สวนตาล เมืองหลุก อางเรียง บ้านตอง เป็นต้น ๑๙
ปลูกพืช ผักสวนครัว เลี ้ยงสัตว์เช่น วัว ควาย หมูเป็ด และไก่ ไว้ใช้ งาน หรือ ประกอบ อาหารในครัวเรือน โดยถือคติว่า ”ไม่ซื ้อ ไม่ขาย เก็บไว้กิน และ แบ่งปันพี่ น้อง“ ชาวไทลื ้อต่างนับถือพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากการสร้างวัดที่มีศิลปะ แบบของไทลื ้อล้วน ๆและแบบศิลปะไทลื ้อ ผสมพม่าซึ่งในท้องที่อ.เชียงค�ำ มีอยู่หลาย วัด เช่น วัดหย่วน วัดมางและวัดนันตาราม ความเชื่อถือ ของบรรพบุรุษก็คือนับถือ เทพยดา อารักษ์ผีสาง จะเห็นได้จากการ ที่มีการไหว้ผีประจ�ำปีของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่ง จะมีขึ้นเป็นประจ�ำ ผีที่ชาวไทลื ้อนับถือมี ๓ จ�ำพวก ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ ผีบ้าน และ พระ(ผี)เสื ้อเมือง เพราะชาวไทลื ้อเชื่อว่า เหตุการณ์ภายในอาคารบ้านเรือนเป็น หน้าที่ของผีบ้านผีเรือนที่ต้องดูแลคุ้มครอง ส่วนการนับถือผีบรรพบุรุษอย่างมั่นคงจะ ช่วยให้เกิดสวัสดิมงคล อยู่ดีมีสุขท�ำมาค้า ขึ้น ส�ำหรับพระ(ผี) เสื ้อเมืองจะคอยรักษา เหตุการณ์บ้านเมืองให้อยู่ในความสงบ โดยปราศจากเหตุร้ายต่างๆ สมัยก่อนชาว ไทลื ้อไม่นิยน�ำพระพุทธรูปไว้สักการบูชา ในบ้าน โดยให้เหตุผลว่าพระพุทธรูปเป็น ของสูงที่ทรงความศักดิ์ สิทธิ์ ควรจะน�ำไป ประดิษฐาน ในโบสถ์หรือวิหารไม่เหมาะ สมที่จะน�ำมาเก็บรักษาในบ้านเหมือน เป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ชาวไทลื ้อถือคติว่า ในโลกนี ้ไม่มีใครช่วยเขาได้นอกจากดวง วิญญาณของผีปู่ย่าตายายของเขา เท่านั้น ด้วยเหตุนี ้ทุกบ้านจึงมีหิ ้งบูชาบรรพบุรุษที่ จัดไว้ในห้องเป็นพิเศษ ส่วน การนับถือ ผี บ้านผีเรือน และพระ(ผี)เสื ้อเมือง ชาวไท ลื ้อจะมีความเชื่อมั่นอย่างจริงจังเวลา ๒๐
เคราะห์หามยามร้ายอะไรขึ้นมาก็มักกล่าว หาว่าผีบ้านท�ำเอาบ้าง พระ(ผี)เสื ้อเมือง ลงโทษเอาบ้างสุดแต่จะยกเหตุผลมาอ้าง ไปต่างๆ นานา เช่น หากออกไปนอกบ้าน กลับมามีอาการผิดปกติหนาวจับไข้ขึ้นก็ หาว่าผีตายโหงท�ำเอาโทษบ้าง พระ(ผี)เสื ้อ เมืองท�ำอันตรายเอาบ้าง แม้แพทย์แผน ปัจจุบันรักษาไม่หายยังมีอาการแบบสาม วันดีสี่วันไข้เจ้าของบ้านจะท�ำพิธี“สะเดาะ เคราะห์” หรือที่เรียกตามภาษาพื ้นบ้านว่า “กรรมเฮือน” ส�ำหรับพิธีกรรม เลี ้ยงพระ(ผี) เสื ้อเมืองจะร่วมใจกันจัดเป็นงานใหญ่โดย จัดกัน เป็น ๓ ปีต่อหนึ่งครั้งคือเริ่มต้นใน ฤดูเก็บเกี่ยวในปีแรกจนครบ ๓ ปีตาม ปฏิทินหรือฤดูกาลท�ำนาครั้งที่๔ชาวไทลื ้อ เรียกพิธีนี ้ว่า ๓ ปี๔ งวง (รวง) ข้าว เวลา ท�ำพิธีเลี ้ยงพระเสื ้อเมืองเขาห้ามคนใน ออกไปที่อื่น คนนอกเข้ามาในหมู่บ้าน มี การแสดงเขตก�ำหนดบริเวณหมู่บ้าน โดย การท�ำเฉลว(ตาเหลว) ที่สานด้วยไม้ไผ่ไป ผูกติดไว้ที่ประตูชั่วคราวตรงปากทาง เป็น เครื่องหมายพร้อมกับมีหนังสือก�ำชับหรือ มีคนคอยป่าวประกาศห้าม พอคนต่างถิ่น มาเห็นเข้าก็ต้องเดินอ้อมไปอีกทางหนึ่ง เพราะถ้าขืนล่วงล� ้ำเข้าไปในหมู่บ้านใน ขณะที่ชาวบ้านก�ำลังกระท�ำพิธีเลี ้ยงผี ประจ�ำหมู่บ้าน บุคคลนั้นจะถูกปรับไหม แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งชาวไทลื ้อทุกคน ยินดีที่จะปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะถูก ประณามอย่างเสียหาย พิธีกรรมเลี ้ยงผีเริ่ม ท�ำกันตั้งแต่ตอนเช้าตรู่เป็นต้นไป ซึ่งเป็นที่ รู้จักกันว่า ถ้ามีการเลี ้ยงผีก�ำนันผู้ใหญ่และ ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจะต้องน�ำไก่มี ชีวิตมารวมกันที่บ้านของหมอผีประจ�ำ หมู่บ้าน โดยหมอผีเป็นผู้กระท�ำพิธีทาง ไสยศา สต ร์ ไปด้ ว ย เ รื่ อ ง ก ารน� ำไ ก่ มีชีวิตไปรวมกัน ถือเป็นข้อปฏิบัติที่ทุกบ้าน จะขาดเสียมิได้ถ้าเวลานั้นเจ้าของบ้านที่ เป็นผู้ชายไม่อยู่ อาจมีกิจธุระต้องออกไป ท�ำงานนอกบ้าน ผู้เป็นภรรยาจะต้องให้คน น�ำไก่ไปที่บ้านหมอผีแต่ตัวของนางจะไม่ ไปเองเด็ดขาด เหตุผลก็คือ ผู้หญิงเป็นเพศ ที่ขวัญอ่อน มักตื่นตระหนกใจง่าย เวลาที่ เห็นการฆ่าสัตว์หรือบางทีผู้หญิงสวย เข้าไปในงานพิธีพระ(ผี)เสื ้อเมืองอาจถูกใจ เอาไปเป็นเมียที่เมืองผีก็ได้ดังนั้นในพิธี เลยมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้น เมื่อเจ้าของ บ้าน ที่เป็นผู้ ชาย ทุกคนอุ้ มไก่คนละตัวไป บ้านหมอผีจนได้ไก่ครบตามจ�ำนวน ครอบครัวขั้นตอนการปฏิบัติต่อมาเขาจะ เชิญหมอผีประจ�ำหมู่บ้านมาท�ำพิธีใครที่ เอาไก่ไปก็ลงมือเชือดคอไก่ด้วยตนเอง แบบของใครของมัน ส่วนอีกพวกหนึ่งก็จุด ไฟต้มน� ้ำร้ อนไว้ลวกไก่ หลังจากถอนขน ๒๑
เสร็จก็เอาใส่รวมกันในกระทะใบใหญ่ ต้ม ให้สุก จากนั้นเอาไก่เพียงตัวเดียว ใส่พาน ไม้พร้อมกับข้าว เหนียวนึ่ง ๑ จาน เทียน สีผึ้ง และสุรา ๑ จอก (ประมาณ ๑๐๐ ซี ซี.) โดยหมอผีประจ�ำหมู่บ้านจะถือไปด้วย ตนเองเพื่อเปิดการเจรจากับพระเสื ้อเมือง หรือเทพารักษ์ประจ�ำหมู่บ้าน หลังจากที่ ทุกอย่างพร้อมแล้วบรรดาผู้ชายต่างพากัน นั่งยอง ๆ ด้วยอาการสงบนิ่งอยู่ในบริเวณ นั้นโดยหมอผีประจ�ำหมู่บ้าน จะเปล่งเสียง สาธยายมนต์ตามต�ำราอย่างชัดเจนว่า “ปีนี ้ก็ควบไคว่ เติงเวลาแล้ว หมู่จุมจาว บ้าน ตังหลายตังมวล ได้ร�่ำเปิงหา ปู่ เจ้า เสื ้อบ้าน จึงมาร�่ำรี ้ร�่ำไร สูมาคารวะปู่ เจ้า เสื ้อบ้าน ขออาราธนา ปู่ เจ้าได้รับของกิน ของทาน ดังนี ้แล้วขอปู่ เจ้า เสื ้อบ้านจุงได้ โผด กรุณาให้ลูกให้หลาน เหลนหลีกลี ้ได้ อยู่ดีมีสุข ผู้ทุกคนฮอดไปเติงหมูหมา เป็ด ไก่ช้าง ม้า วัว ควาย หื ้ออย่าได้มีภัยพยาธิ์ มา เติงโดยแล ” ต่อจากนั้นก็ยกไก่และสุรา ไว้บนหอ ให้เวลาประมาณ ๑๕ นาที คาดคะเนว่าปู่ เสื ้อบ้าน ได้ รับของเช่น สังเวยเรียบร้ อยแล้ ว ก็จะเอาไก่ต้มตัว ดังกล่าว ลงจากหอปู่เสื ้อบ้านไปรวมกับไก่ ต้มตัวอื่นๆ ก่อนที่จะลงมือฉีกเนื ้อไก่จิ ้ม น� ้ำปลากินกัน อย่างเอร็ดอร่อย พร้ อม แกล้มกับสุราที่เตรียมเอามาล่วงหน้า บรรดาอาหารต่าง ๆ ห้ามน�ำเอากลับบ้าน เหลืออะไรก็ให้เอาไว้ที่ใต้ต้นไม้ฮุง(ต้นไทร) ใ ห ญ่ ห น้า ศ า ล ปู่ เ สื ้อ บ้า น ทั้ง ห ม ด ดังค�ำกล่าวที่ว่ากราบพระได้บุญเลี ้ยงผีคน ได้กินอิ่มท้องในวันนั้นเป็นวันหยุดงานทุก ชนิด คนในหมู่บ้านทั้งหมดจะห้ามออก นอกบ้านไปทางหนึ่งทางใดเด็ดขาด ต้อง อยู่ในหมู่บ้านตลอดเวลา ถ้าใครที่เดิน ทางออกไปจากบ้าน ชาวบ้านจะถือว่า ละเมิดประเพณีแสดงว่าเป็นตัว“อุบาทว์” หรือ “ขึด” ประจ�ำหมู่บ้านไม่มีผู้ใดอยาก ๒๒
“สามปีสีรวงข้าว” ก า ร ที่ ช า ว ไ ท ลื้ อ ป ร ะ ก อ บ พิธีกรรมเพื่อร�ำลึกถึงบุญญาบารมี ของเจ้าหลวงเมืองล้า นักรบผู้เก่ง กล้าสามารถสร้างความเป็น ปึกแผ่นแก่ชาวไทลื้อ คบหาสมาคมด้วย พิธีกรรมเมืองหรือ การ บูชาเทพาอารักษ์ ของแต่ละเมือง มี ขนบธรรมเนียมที่แตกต่างกันไปคนละแบบ ไม่เหมือนกันตลอดจนการจัดพิธีกรรม ก็ไม่ ตรงกัน เพราะบางเมืองจะมีพระเสื ้อเมือง ไม่เท่ากัน บางเมืองมีเพียง ๓ – ๔ คน แต่ บางเมือง มีมากถึง ๒๐ – ๓๐ คน ท�ำให้ ต้องเลี ้ยงกันนานถึง ๓ วันติดต่อกัน และ จ ะ จัดเพี ย ง ๓ ปี ต่อค รั้ง เ รี ยก ว่า ” ๓ปี๔ งวง (รวง ) ข้าว ” ในพิธี๓ ปี๔ รวงข้าวนั้นมีการสนุกรื่นเริง เฮฮาตาม ประสา ชาวชนบท มีการละเล่น และเสียง ๒๓ มโหรีปี่ซอ บรรเลงกันเต็มที่ ตลอดจนมี อาหารการกิน ทุกอย่างเลี ้ยงกันเต็มที่
ชาติพันธุ์อาข่า ข้อมูลโดยข้อมูลโดยนายเทวินทร์ อามอ ผู้น�ำชุมชน บ้านเลขที่ ๔๘ หมู่ ๗ ต�ำบลนาพูน อ�ำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ อาข่าเป็นแขนงหนึ่งของชนเผ่าทิเบต-พม่า รูปร่างเล็กแต่ล�่ำสันแข็งแรง ผิวสีน� ้ำตาล อ่อนและกร้าน ผู้หญิงมีศีรษะกลม ล�ำตัว ยาวกว่าน่อง และขาสั้นผิดกับผู้ชาย มี ภาษาพูดมาจากแขนงชาวโล-โล คล้ายกับ ภูภาษาลาหู่ (มูเซอ) และลีซู(ลีซอ) ไม่มี ตัวอักษรใช้วัฒนธรรมของคนอาข่าท�ำให้ พวกเขามองชีวิตของคนในเผ่าเป็นการต่อ เนื่องกัน เด็กเกิดมาเป็นประกันว่าเผ่าจะ ไม่สูญพันธุ์พอโตขึ้นกลายเป็นผู้สร้างเผ่า และเป็นผู้รักษา “ วีถีชีวิตอาข่า ” ในที่สุด ก็ตายและกลายเป็นวิญญาณบรรพบุรุษ คอยปกป้องลูกหลานต่อไปกฎต่างๆเหล่า นี ้ครอบคลุมทุกคนในเผ่าตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเข้านอนตั้งแต่เกิดจนตาย เป็น แนวทางสอน และแนะน�ำทุกคนในเรื่อง ของกฎหมายของเผ่าประเพณีศาสนา ยา และการรักษาโรค กสิกรรม สถาปัตยกรรม การตีเหล็ก และการท�ำของเครื่องใช้เครื่อง นุ่งห่ม เพื่อให้ ง่ายต่อการจดจ�ำเพาะ พวกเขาไม่มีตัวหนังสือใช้แม้จะไม่ได้มี การบันทึกประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์ อักษ ร อาข่า ก็ มี ต� ำ น า น สุภ าษิ ต ขนบธรรมเนียม ประเพณีพิธีการมากมาย ที่ท�ำให้หมายรู้ในเผ่าพันธุ์และซาบซึ้งใน ความเป็นอาข่าของตน เขาสามารถสืบ สาวรายงานบรรพบุรุษฝ่ายบิดาขึ้นไปได้ ถึงตัว “ต้นตระกูล” และรู้สึกว่าท่านเหล่า นั้น ก่อก�ำเนิดชีวิตเขามา และประทานวิชา ความรู้ ในการเลี ้ยงชีวิตมาโดยตลอด เพราะเหตุที่มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ โซ่สร้อยซึ่งร้อยมายาวนักหนา ชนเผ่าอาข่า ต�ำบลนาพูน อ�ำเภอวังชิ ้น แต่เดิมมีไม่กี่ครัวเรือนอาศัยอยู่ในชุมชนนี ้ โดยมีเฉพาะชนเผ่าอาข่าเท่านั้นจากการ บุกเบิกมาอาศัยจนขณะนี ้มีครอบครัวเรือน ประมาณ๕๐ หลังคาเรือน ประชากรอาข่า ๒๕๐ คน มีการอยู่ภายใต้การปกครองของ อบต.นาพูน อ.วังชิ ้น จ.แพร่ ๒๔
ว่ากันว่า สาวอาข่าเมื่อแต่งตัวครบ เครื่ องนั้น เพริศเพรา จนน่าตะลึง ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ส่วนเครื่องแต่งกาย ของบุรุษแม้จะไม่รุ่มรวยด้วยสีสันเช่นของ สตรีแต่ก็มีความเฉียบที่จะเรียบแต่เท่อย่าง ประหลาด อาข่าใช้ผ้าฝ้ายทอเนื ้อแน่น ย้อมเป็นสีน� ้ำเงินเข้มเกือบด�ำซึ่งแต่ก่อนนี ้ จะปลูกฝ้ายมาปั่นใช้เอง ปัจจุบันซื ้อฝ้าย ดิบจากคนไทยน�ำมาอัดเป็นก้อนใหญ่ยาว ๒๐ ซม. บรรจุในปล้องหรือกล้องไม้ไผ่ เวลากรอด้ายผู้หญิงจะผูกกล่องฝ้ายไว้กับ เอวเกี่ยวใยเข้ากับตะขอกงซึ่งเกาะไว้กับ ต้นขาแล้วปั่นอย่างรวดเร็วออกมาเป็นฝ้าย หนาและเหนียวทนทาน หญิงอาข่าสอนให้ ปั่นด้ายตั้งแต่อายุ๖-๗ ขวบ เพราะมารดา คนเดียวปั่นด้ายไม่ทันมาทอผ้าให้ใช้กันทั้ง ครอบครัว ผู้หญิงอาข่าทุกวัยปั่นด้ายกัน ตลอดเวลาที่มือว่างจากงานอื่น เช่น ระหว่างเดินทางไปไร่ ขณะแบกฟื นหรือ หาบน� ้ำจนกระทั้งขณะที่นั่งผิงไฟอยู่ใน บ้านยามค�่ำ สาวอาข่ามักแข่งขันกันว่าใคร จะปั่นด้ายได้มากที่สุดในแต่ละวัน ด้ายนี ้ น�ำไปทอผ้าเนื ้อแน่นหน้ากว้าง ๑๗-๒๐ ซม. จากนั้นก็น�ำไปย้ อมครามซึ่งเป็น ๒๕
ผลิตผลพื ้นบ้านใช้เวลาย้อมร่วมเดือนจึง จะได้สีน� ้ำเงินเข้มที่ต้องการเพราะต้องย้อม ซ� ้ำแล้วซ� ้ำอีกทุกวัน อาข่าในเมืองไทยมี แบบแผนการแต่งกายสามแบบด้วยกัน แบบแรก “อู่โล้อาข่า” สวมหมวกแหลม แบบที่สอง “โลมี ้อาข่า” สวมหมวกแบน แบบที่สาม “ผาหมีอาข่า” สวมหมวกแบน เช่นกันแต่รูปทรงของหมวกต่างกัน เครื่อง เงินที่ใช้ตกแต่ง ก็มีความละเอียดกว่าแบบ “โลมี ้อาข่า” โดยมีรายละเอียดดังนี ้“อ่โลู้ อาข่า” ผู้หญิง:หมวกแหลมนี ้แบ่งออกเป็น สองส่วน คือ ส่วนฐานซึ่งเป็นผ้าคาดศีรษะ ประดับด้วยเหรียญตรากระดุมเงิน และ ลูกปัดส่วนยอดมีโครงไม้ไผ่อยู่ใต้ผ้าฝ้าย ย้อมครามตกแต่งด้วยเครื่องเงิน ลูกปัด ลูกเดือย พู่แดงที่ได้จากขนไก่ย้อมสีและ ของแปลก ๆ ที่แต่ละคนจะสรรหามา จ�ำนวนและชนิดของวัสดุตกแต่งจะแตก ต่างกันไปตามฐานะ สภาพ อายุและการ มีบุตร ส�ำหรับตัวเสื ้อนั้นเป็นผ้าฝ้ายย้อม คราม แขนยาวตกแต่งด้ วยผ้าหลากสี ตัวเสื ้อยาวขนาดสะโพก ด้านหลังปักด้วย ลวดลาย สาบเสื ้อตกแต่งด้วยผ้าสีแผ่น เสื ้อด้านหน้าไม่ค่อยเน้นลายมากเท่าด้าน หลัง ส่วนกระโปรงเป็นผ้าชนิดเดียวกัน ท�ำ จีบเฉพาะด้านหลัง ยาวเหนือเข่า และมีผ้า ชิ ้นเล็กตกแต่งด้วยเครื่องเงินและพู่สีแดง ส�ำหรับคาดทับกระโปรงด้านหน้า ส่วนถุง น่องนั้นตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและลูกเดือย ผู้ชาย :สวมเสื ้อแขนยาวตกแต่งด้วยผ้า หลากสีและปักลวดลายคล้ายของ ผู้หญิง แต่ตัวเสื ้อจะสั้นกว่า ส่วนกางเกงคล้ายกาง เกงสะดอ แต่เป็นผ้าฝ้ายย้อมครามหมวก ท�ำเป็นผ้าหนาแล้วม้ วนปลายสองด้าน เข้าหากันแล้วเย็บติด น�ำผ้าฝ้ายย้อมพัน อีกทีตกแต่งด้วยพู่สีแดง “โล้มี้อาข่า” ผู้ หญิง :หมวกแบนนี ้จะต้องมีแผ่นเงินรูป สี่เหลี่ยมคางหมูเชิดขึ้นมาทางด้านหลัง ด้านหน้าแต่งด้วยแถวลูกปัด สลับกับแถว กระดุมเงิน ล้อมกรอบใบหน้าด้วยลูกบอล เงินเหรียญและลูกปัดห้อยเป็นสายประบ่า ตัวเสื ้อด้านหลังแต่งด้วยลายปะเศษผ้าชิ ้น เล็กชิ ้นน้อยหลากสีสลับกับลายปักงาม วิจิตร แต่งด้วยกระดุมเปลือกหอยกระดุม เงิน ลูกเดือย ลูกปัด และพู่ห้อย รัดน่องและ ย่ามก็ปักแต่งในท�ำนองเดียวกัน ผ้าผูกเอว จะแต่งด้วยเปลือกหอยและลูกเดือยของ สาวโสดจะกว้างกว่าหญิงแต่งงานแล้ว ส่วนกระโปรงนั้นชาวอาข่าจะสวมเหมือน กันหมด ผู้ชาย :เสื ้อของบุรุษและเด็กชาย มีลายปักประดับชายเสื ้อโดยรอบและรอบ ตะเข็บข้างทั้งซ้ายขวาหรือบางที่ไม่มีปัก ๒๖
ชายเปลี่ยนเป็นปักประดับอย่างงดงามที่ ส า บ ห น้า “ ผ า ห มี อ า ข่ า ” ผู้หญิง :หมวกสตรีมีรูปคล้ายหมวกเกราะ ของนักรบโบราณและประดับด้วยกระดุม เงิน เหรียญลูกปัด ไม่เว้นช่องว่างเลย ด้าน ข้างห้อยสายลูกปัดสีแดงร้อยยาวเกือบถึง เอวเสื ้อด้านหลังมักเย็บด้วยแถบผ้าคราม เข้มกุ้นขาวเล็ก ๆ เรียงซ้อนกัน แต่ละแถบ ยั ง ปั ก ล า ย ล ะ เ อี ย ด เ ช่ น เ ดี ย ว กั บ แขนเสื ้อ ผ้าผูกเอว และย่าม อาข่ากลุ่มนี ้ จะแตกต่างจากอีกสองกลุ่มคือจะมีตัวเสื ้อ ชั้นในอีกตัวหนึ่งเป็นผ้าฝ้ายย้อมตกแต่ง ด้ วยกระดุมเงินเหรี ยญและแผ่นเงิน ผู้ชาย :เสื ้อผู้ชายตัวยาวกว่าอาข่ากลุ่มอื่น เย็บด้วยแถบผู้กุ้นขาวเรียงซ้อนกัน อาจติด กระดุมหน้าหรืออ้อมไปติดกระดุมข้างซ้าย มักประดับสาบหน้าด้วยเหรียญเงินหรือ สร้อยเงินร้อยลูกกระพรวน กางเกงก็คล้าย กับกลุ่มอื่น ความเชื่อเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวอาข่า อาข่าเป็นชนเผ่าที่นิยมอาศัยอยู่บนที่สูง จากระดับน� ้ำทะเล ๕๐๐ เมตรขึ้นไป โดย การตั้งชุมชนของอาข่าจะมีการเลือกท�ำเล พร้อมทั้งมีการ “เสี่ยงทาย” โดยการใช้ไข่ ไก่เรียกว่า “จ้ออแจเออ”ูซึ่งการเสี่ยงทาย นี ้ถือเป็นการตัดสินใจว่า จะตั้งชุมชนหรือ ไม่ตั้งชุมชน ทั้งนี ้หากตั้งชุมชนได้เวลาโยน ไข่เพื่อเสี่ยงทายการตั้งชุมชน ไข่จะแตกแต่ ถ้าไข่ไม่แตกก็ไม่สามารถจะตั้งชุมชนใน บริเวณนั้นได้เนื่องจากอาข่ามีความเชื่อว่า เจ้าที่เจ้าทางไม่อนุญาต ดังนั้นการตั้ง ชุมชนของอาข่าจึงน�ำหลักความเชื่อตาม ธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องสถานที่ในการตั้ง ชุมชนต้องอยู่ห่างจากแม่น� ้ำหรือหนองน� ้ำ หรือพื ้นที่ราบทั้งนี ้เนื่องจากในอดีตการ แพร่ ระบาดของโรคมาลาเรียเป็นเหตุ ส�ำคัญที่ชุมชนต้องอยู่ห่างจากแม่น� ้ำและ อีกประการหนึ่งชาวอาข่ากลัวว่า เมื่อฝน ตกลงมาอาจท�ำให้บ้านเรือนถูกน� ้ำท่วม และท�ำให้เกิดความเสียหาย อาข่ามีการ พูดว่าพญานาคจะพัดพาเอาไป อันเป็น ภูมิปัญญาในการป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัย ในชุมชนนั่นเอง การตั้งชุมชนของอาข่ามัก ความเชื่อของชาวอาข่า อาข่าในมีแผนการแต่งกาย สามแบบด้วยกัน แบบแรก “อู่โล้อาข่า” สวมหมวกแหลม แบบที่สอง “โลมี้อาข่า” แบบที่สาม “ผาหมีอาข่า” สวมหมวกแบนเช่นเดียวกัน “ “ ๒๗
ชนเผ่าอาข่าในประเทศไทย แต่ละประเภท มีความคล้ายคลึงกันทั้งการแต่งกาย ภาษา วิถีชีวิต เทศกาลและพิธีกรรม ซึ่งมี ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะชนเผ่าอาข่าจึง มีข้อห้ามเพื่อใช้ควบคุมคนในชุมชนโดย ผ่านมิติของวัฒนธรรมออกมา และข้อ ปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้มีปฏิสัมพันธ์ใน ชุมชน ข้อห้ามของอาข่าบางอย่างไม่ได้มี ไว้เพื่ออาข่าเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนนอก ชุมชนด้วย ในกรณีที่เข้ามาท�ำผิดกฎก็ต้อง ถูกปรับเหมือนกับชนอาข่าทั่วไป เช่น การ เอามีดไปฟันประตูหมู่บ้าน การเข้ามา ชุมชนอาข่าจึงมีความจ�ำเป็นอย่างมากที่ ต้องรู้จักกฎหรือข้อห้าม หรือสิ่งที่ไม่ควรท�ำ ในกรณีต่างๆของอาข่า ดังนี ้ การเห็นงูแล้วไม่ประกอบพิธีกรรมใด ตามความเชื่อของอาข่างูเป็นสัตว์ที่เป็น เสนียดจัญไรหรือที่อาข่าเรียกว่า “ต๊อ” เพราะว่าในอดีตงูเคยเป็นสัตว์ชั้นสูง และ อะเผ่วหมี่แย้เลี ้ยงไว้แต่งูไม่ยอมเชื่อฟัง ขโมยของอะเผ่วหมี่แย้อีกจึงถูกสาปให้ ขาขาด เลยต้องใช้ท้องเลื่อยตลอด การ ประกอบพิธีกรรมใด ๆ ของอาข่าเมื่อ พบเห็นงูจึงต้องยกเลิกพิธีกรรมนั้น เช่น การท�ำพิธีกรรม “อะเผ่วล้อ– เออ” ถ้าเจองูผู้ เจอเข้าบ้านไม่ได้จนกว่าพิธีกรรมแล้วเสร็จ การไม่เอามีดฟันในสถานที่ดังต่อไปนี ้ ประตหมู ่บ้าน (ล้องข่อง) ูเป็นสถานที่ที่ อาข่าท�ำไว้เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้ามาใน หมู่บ้าน ประตูหมู่บ้านมีส่วนที่ส�ำคัญอยู่ นิยมตั้งในพื ้นที่ลาดเทหรือตามสันเขา ปากทางเข้าหมู่บ้านจะมีการสร้างประตู หมู่บ้านไว้เรียกว่า “ล้อข่อง”เพื่อไว้ป้องกัน สิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ไม่ให้เข้ามาในชุมชน นอกจากนี ้ยังมีศาสนสถานที่ส�ำคัญเพื่อใช้ใน การประกอบพิธีกรรม อาทิเช่น ศาลพระภูมิ ชุมชน บ่อน� ้ำศักดิ์ สิทธิ์ลานวัฒนธรรม เป็นต้นขนาดในการตั้งชุมชนอาข่าโดยเฉลี่ย ประมาณ๓๐-๕๐ หลังคาเรือน ๒๘
ศาลพระภมิเจ้าที่ของหมู ่บ้าน (มิ๊ซ้อง) ู เป็นสถานที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสร้าง หมู่บ้าน สร้างขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองจาก สิ่งไม่ดีให้หมู่บ้าน ชาวอาข่าทุกคนจึงไม่ เอามีดหรือของมีคมไปฟันสถานที่ดังกล่าว เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าที่ซึ่งอาจท�ำ อันตรายกับคนในชุมชนได้และหากผู้ใด ท�ำผิดก็ต้องเอาหมูและเหล้าไปขอขมา บ่อน�้ำศักดิ์ สิทธิ์ (อีซ้อล้อเขาะ) ในการ ประกอบพิธีกรรมนั้น เมื่อต้องการใช้น� ้ำ บริสุทธิ์ ก็ต้องมาตักในบ่อน� ้ำนี ้เพื่อน�ำไปใช้ ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของ อาข่า การตักน� ้ำในบ่อก็มีจารีตกฎเกณฑ์ บางตัวเช่น เมื่อไปถึงก่อนตักน� ้ำต้องมีการ ล้างหน้า มือ และขา เพราะมีความเชื่อ ว่าการประกอบพิธีกรรมต้องใช้น� ้ำบริสุทธิ์ จึงให้สิ่งสกปรกตกข้างในไม่ได้และการตัก น� ้ำก็ต้องตักตามล�ำดับมาก่อนหลังเพราะ เป็นการควบคุมสังคมไม่ให้เกิดความ วุ่นวายในสังคมอาข่า โดยผ่านมิติ วัฒนธรรม บ่อน� ้ำศักดิ์ สิทธิ์ ในหมู่บ้านอา ข่ามีเพียงแห่งเดียวแต่ในชุมชนที่ประกอบ พิธีกรรมทุกครัวเรือน เมื่อไปถึงถ้าไม่เรียง ล�ำดับก่อนหลังก็จะเกิดการแย่งน� ้ำใน สถานที่ตรงนี ้และไม่สามารถเอาของมีคม ไปฟันได้ผู้เอาของมีคมไปฟันต้องเสียหมู เช่น รูปนกอินทรีย์เพราะมีความเชื่อว่านก อินทรีย์เป็นสัตว์ที่บินเบื ้องบน เป็นต้น เสา โล้ชิงช้า (หล่าเฉ่อ) เมื่อถึงเทศกาลโล้ ชิงช้าทุกปีอาข่าก็ไปตัดเสาใหญ่ๆจ�ำนวน สี่ต้นมาเพื่อมาประกอบเป็นชิงช้า และใน หนึ่งปีการละเล่นชิงช้ามีเพียงครั้งเดียว ชาวอาข่าจึงเล่นเต็มที่ หลังจากสิ ้นสุด เทศกาลก็ต้องมัดเชือกติดเสาให้เรียบร้อย และจะไม่มีใครไปแกะเชือกมาเล่นอีก หาก แกะมาเล่นต้องเสียหมูเพื่อท�ำพิธีชิงช้าไม่ สามารถเอาของมีคมไปฟันได้ถ้าผิดก็ต้อง เอาหมูและเหล้าไปเลี ้ยงแก้บนเทศกาลนี ้ ได้ชื่อว่าเป็นเทศกาลส�ำหรับเชิดชูผู้หญิง ๒๙
และเหล้าเพื่อขอขมาเช่นกัน ป่ าช้ า (หล่อ บยุ้ม) เป็นสถานที่ที่คนอาข่าให้ ความเคารพมากอีกสถานที่หนึ่งเนื่องจาก ว่าป่าช้าเป็นป่าเยอะและครึ้ม ๆและไม่เอา ของมีคมไปฟันรวมถึงการไม่น�ำของมา จากป่าช้า เช่น หน่อ ฟืน เป็นต้น ถ้าท�ำผิด ขึ้นมาก็ต้ องเอาหมูไปเลี ้ยงและเหล้า เพื่อขอขมาด้วยเช่นกัน ลานวัฒนธรรม (แตห่อง) สถานที่ตรงนี ้ เป็นสถานที่เดียวกับที่คนไทยทั่วไปรู้จักใน นาม ลานสาวกอด ที่ผ่านมาสถานที่ตรงนี ้ แปลและตีความหมายผิดมาโดยตลอด เนื่องจากผู้ที่มาสะท้อนวัฒนธรรมอาข่า ไม่ใช่คนอาข่า ซึ่งอาจสื่อคลาดเคลื่อนด้วย เหตุผลต่างๆเช่น ภาษา เป็นต้น การไม่ตัดผมและไม่ซักผ้าในวันที่มีงาน ศพ ในชุมชนตามประเพณีของอาข่า ถ้า คนเป็ น จะท�ำพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม ต้องท�ำจากขาขึ้นหัว ความหมายคือทุกสิ่ง ที่เพิ่มความสูงหรือขยาย ถ้ามีชีวิตหรือเป็น ประกอบพิธีส�ำหรับคนตาย จะท�ำจากหัว ลงสู่ขา ความหมาย คือ ความสูงไม่เพิ่ม มี แต่ความสลายไป การไม่ท�ำไร่และตัดฝื นในวันแกะและ วันเสือ (ย้อ, ข่าหล่า) สองวันนี ้ตามความ เชื่อของอาข่าเชื่อว่าเป็นวันหยุดของ “อะ เผ่วหมี่แย้” ผู้สร้างสรรพสิ่งในโลก และ “อะเผ่วหมี่แย้” ได้หยุดพักผ่อนการสร้าง สรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลกในสองวันนี ้ดังนั้น เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้มีพระคุณจึงไม่ตัด ฟืนและท�ำไร่ในสองวันนี ้หากมีผู้ใดฝ่าฝืน ก็ถูกปรับตามความผิดที่กระท�ำ เช่นอาจ เป็นเหล้าหรือไก่ ไม่แค่นั้นชาวอาข่ายังมี ความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์สิ่งเร้นลับ พิธีกรรมค�ำสอนที่ได้ รับการปลูกฝังมาจากบรรพบุรุษ และ สืบทอดปฏิบัติตามอย่างเคร่ งครัด ผี “แหนะ” ตามความเชื่อของอาข่ามีดังนี ้ ผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษ ชาวอาข่าถือว่า ๓๐
เป็ นผีที่ดีที่ สุดเพ ราะเป็ น วิญญาณ บรรพบุรุษที่คอยคุ้มครองดูแลครอบครัว มาโดยตลอดหลายชั่วอายุคน ผีหมู่บ้านก็ คือผีที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่คอยปกป้อง รักษาคนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุขจะ สถิตย์อยู่ที่ศาลผีประจ�ำหมู่บ้านบริเวณทิศ ตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งศาลนี ้จะต้อง สร้างก่อนที่จะตั้งหมู่บ้าน ผีทั่วไป เป็นผีที่ สิงอยู่ประจ�ำที่ต่าง ๆ ทั่วไปนอกจากผี ที่บอกมาในเบื ้องต้นแล้วก็ยังมีผีไฟ ผีดิน ผีน� ้ำ ผีดอย ผีฟ้าผ่า ผีจอมปลวก เป็นต้น ผีเร่ร่อน คือผีตายทั้งกลมกับผีตายโหง ตามความเชื่อของอาข่าถือว่าทั้งสอง ประตูหมู่บ้าน (ล้องข่อง) เป็นสถานที่ที่อาข่าท�ำไว้เพื่อ ป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้ามา ในหมู่บ้าน “ “ ๓๑
ผีหมู่บ้าน คือผีที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่คอย ปกป้องรักษาคนในชุมชนให้ อยู่เย็นเป็นสุข “ “ ศาสนาจะขาดหรือผิดพลาดไม่ได้ในขณะ เดียวกันต้องใช้สัตว์ต่าง ๆ ในการท�ำพิธี เซ่นไหว้เป็นจ�ำนวนมาก เป็นเหตุท�ำให้ หลายหมู่บ้านต้องทิ ้งความเป็นดั้งเดิมแล้ว หันไปนับถือศาสนาอื่น ประเภทนี ้เป็นผีที่ไม่ดีเป็นผีที่ไม่มีที่อยู่ ร่อนเร่ไปทั่ว บางครั้งคอยหลอกหลอน คนที่จิตใจไม่เข้มแข็ง ปัจจุบันอาข่าที่นับถือดั้งเดิม ยังมีการใช้ หลักความเชื่อในการด� ำ ร งชี วิตอยู่ แต่อาข่าบางส่วนก็หันไปนับถือศาสนา คริสต์และอิสลาม เนื่องจากความซับซ้อน และความหลากหลายของพิธีกรรม บวก กับสภาพเศรษฐกิจของปัจจุบันที่ไม่เอื ้อต่อ การด�ำรงชีวิต เพราะการนับถือดั้งเดิมจะ ต้องเคร่งในการประกอบพิธีกรรมทาง ๓๒
ชาติพันธุ์ขมุ ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ ผู้น�ำชุมชน นายประสาน เสารงทอย บ้านเลขที่ ๔๙ หมู่ ๘ ต�ำบลชนแคน อ�ำเภอสองแคว จังหวัดน่าน จังหวัดน่าน ชาติพันธุ์ขมุ เป็นชาติพันธุ์เก่าแก่กลุ่ม ชาติพันธุ์หนึ่งของภูมิภาคอุษาคเนย์และ อาจจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บน ผืนแผ่นดินใหญ่ มาก่อนกลุ่มอื่น ๆ เช่น ก่อนที่กลุ่มคนในตระกูลไทย-ลาว จะ เคลื่อนย้ายเข้ามาและอาจจะมีส่วนเป็น เจ้าของวัฒนธรรมการถลุงเหล็ก และการ สลักหินยุคแรก ๆ ด้วย และขมุถือว่าเป็น ชาติพันธุ์กลุ่มย่อยของชาวข่า ชาวข่าฮัด ชาวข่าฮอก ชาวข่าเม็ด ชาวข่าหมุ(ขมุ) ขมุแปลว่า “คน”เป็นค�ำที่ชาวขมุใช้เรียก ตัวเองว่า “ขมุ” บางทีก็เรียกว่า “ข่า” ใน ประเทศลาวเป็นแหล่งใหญ่ที่มีชาวขมุ จะเรียกชาวขมุว่า “ลาวเทิง” หรือลาวบน ที่สูง ในประเทศไทย ชาวขมุเข้ามานาน พอสมควร อาศัยอยู่ในจังหวัดน่าน และ บริเวณชายแดนจังหวัดเชียงรายโดย กระจายอยู่ในจังหวัดภาคกลางอาทิเช่น จังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดอุทัยธานีเป็นต้น ชาวขมุแบ่ง ๓๔
ออกได้เป็นหลายกลุ่มตามลักษณะการ ใช้ภาษาและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ค�ำที่ชาวขมุใช้เรียกพวกกันเองแต่ต่าง กลุ่ม คือ “ตม้อย” โดยจะใช้ลักษณะ เฉพาะของกลุ่มนั้น ๆ ต่อท้าย อาทิเช่น ตม้อยปูลวง (ชาวขมุจากหมู่บ้านที่อยู่ เดิม) ตม้อยดอย(ชาวขมุจากเขตภูเขา) ตม้อยลื ้อ (ชาวขมุที่อยู่ในกลุ่มพวกลื ้อ) เป็นต้น ดังนั้น ขมุเป็นชาติพันธุ์ที่มีความ ส�ำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะของความเป็น ชนชาติของขมุเองและในฐานะที่เป็น กลุ่มที่คงความเป็นวัฒนธรรมประเพณี และความเชื่อที่มีความเป็นประวัติศาสตร์ อยู่อย่างเด่นชัด คือ ความเป็นมนุษย์ที่ยัง เคารพผู้ อาวุโส ถือเป็ นแหล่งขอ ง ประสบการณ์ความรู้และความสามารถ รวมทั้งมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ที่ไม่ได้ คิดว่ามนุษย์ยิ่งใหญ่ หรือมีอ�ำนาจเหนือ กว่าธรรมชาติตลอดจนมีแนวคิดที่ว่าสิ่ง มีชีวิตอื่นที่อยู่ร่วมกัน ต้องมีความรักเอื ้อ อาทร ต้องมีความช่วยเหลือกัน ความเชื่อด้านอาหารดังนี ้แกงแค (ขมุ) มีวิธีการท�ำเหมือนต้มย�ำไก่น� ้ำใส ใส่ผัก กาดดอง โรยด้วยใบโหระพา และพริก แห้งคั่ว ต�ำหวาย แกงยอดต๋าว หลาม บอน หลามปูแอ๊บใบผักเขียว ต�ำมะมื่น ความเชื่อของชาวขมุ อาหารการกิน กินข้าวเหนียวเป็นหลัก และกินเนื ้อสัตว์และผักทุกชนิด อาหาร ประจ�ำวันส่วนใหญ่จะเป็นจ�ำพวกพืชผัก ต่าง ๆ ทั้งที่ปลูกไว้ในไร่ และพืชผักสวน ครัว บางส่วนได้มาจากจากการล่าสัตว์ หาของป่า อาหารจ�ำพวกหมูไก่ จะใช้ เฉพาะในพิธีกรรม การประกอบอาหาร ส่วนใหญ่จะใช้พริก เกลือ ผงชูรส และมัก ใส่ผักขี ้อ้น (กลู้ช) เพื่อให้มีกลิ่นหอมและ มีรส เป็นแกงผักน� ้ำใส อาหารที่ชาวขมุ ชอบมาคือ ปลาหมก (ก้ะ กูบ)ชาวขมุจะ หมักเหล้าไว้ใช้เอง เหล้าของชาวขมุ เป็นเหล้าอุเรียกว่า “ ปูจ” ไว้ต้อนรับแขก ผู้มาเยือน และในการเซ่นไหว้ผี ความเชื่อด้านประเพณีประวัฒนธรรม ชาวขมุเป็นผู้ที่เคร่งครัดต่อประเพณีและ พิธีกรรมความเชื่อเรื่องผีเป็นอย่างยิ่ง ทางเข้าหมู่บ้านหรือตามทางแยกมักจะ พบสัญลักษณ์หรือเครื่องเซ่นไหว้อย่าง เด่นชัดไว้ที่ประตูหมู่บ้านหรือทางแยก ชาวขมุนับถือผีโร้ย มีพิธีเซ่นไหว้ด้วย ไก่ ข้าว เหล้า พิธีเลี ้ยงผีที่ส�ำคัญคือ เลี ้ยงผี ที่เกี่ยวข้องในชีวิต มีทั้งผีป่า ผีหมู่บ้าน ทุกบ้านจะมีผีบ้านโรยถาง ซึ่งเชื่อว่า ป ร ะ ดิ ษ ฐา นใ น บ ริ เ ว ณ ที่ หุ ง ข้าว พิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลี ้ยงผีคือ การ เลี ้ยงผีข้าว, เลี ้ยงผีหมู่บ้าน, เลี ้ยงผีเพื่อ รักษาผู้เจ็บป่ วย, เลี ้ยงผีบรรพบุรุษ, เลี ้ยง ๓๕
ผีเพื่อแก้ความผิดต่างๆ ป้องกันเหตุร้าย ที่จะเกิดขึ้นเวลาที่เลี ้ยงผีจะมีการตัด ไม้ไผ่ หรือตแล้ไว้เป็นเครื่องหมายด้วย เป็นพิธีที่ปฏิบัติมาแต่โบราณ เพื่อแสดง ว่ามีการเลี ้ยงผีแล้ว การท�ำพิธีเลี ้ยงผี หมู่บ้านจะต้องท�ำตะแล้เอาไว้ทั้ง ๔ ทิศ ของหมู่บ้าน โดยตะแล้จะอยู่สองข้างทั้ง ด้านซ้ายและด้านขวา การท�ำพิธีเลี ้ยงผี ต่าง ๆ ของขมุเพื่อความปลอดภัย การ กินดีอยู่ดีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืช พรรณทางการเกษตร เพื่อป้องกันรักษา คนเจ็บป่ วย และพิธีกรรม ชาวขมุนับถือ ผี(โร้ย) มีพิธีเซ่น ไหว้ด้วยหมูไก่ ข้าว เหล้า จะเลี ้ยงผีในพิธีส�ำคัญต่างๆ มีทั้งผี ป่า ผีบ้าน ผีนน� ้ำ ผีหมู่บ้าน ทุกบ้านจะมี ผีเรือน (โร้ยกาง) ซึ่งเชื่อว่า ประดิษฐาน ในบริเวณเตาหุงข้าวเวลามีพิธีเลี ้ยงผีจะ มีการติด “เฉลว” (ตแล้ ) ไว้ เป็ น เครื่องหมายที่ ปฏิบัติมาแต่โบราณ พิธีกรรมที่ส�ำคัญของชาวขมุจะใช้ในการ รักษาความเจ็บป่ วย การประกอบ พิธีกรรมเพื่อรักษาโรคของขมุมีลักษณะ ของการรักษาโรคที่เน้นเรื่องของจิตใจ อันเกี่ยวพันกับสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อ สร้างความรู้สึกสบายใจ สร้างก�ำลังใจ และการเน้นใน เรื่องของสัญลักษณ์โดย การประกอบพิธีกรรมจะมีการใช้อุปกรณ์ กิริยาท่าทาง และถ้ อยค�ำอันแสดง ลักษณะของสัญลักษณ์เช่นการปักเฉลว หรือตแล้เพื่อเป็นเขตหวงห้ามส�ำหรับ ภูตผีหรือสัตว์ไม่ให้เข้ามาเบียดเบียน การกล่าวคาถาก็ถือเป็นสัญลักษณ์อย่าง หนึ่งที่แสดงถึงความรู้สึกและความตั้งใจ อันแน่วแน่ที่จะจัดท�ำสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง เพื่อสื่อกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติอันถือ เป็ นการท�ำให้ เกิดการผลักดันทาง อารมณ์เกิดพลังจิตที่จะต่อสู้อาการเจ็บ ป่ วย นอกจากนี ้ยังรวมถึงการสร้าง พลังจิตเพื่อแก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี อันเป็นการคลายอารมณ์ได้อีกทางหนึ่ง การประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาความ เจ็บป่ วย มีสิ่งส�ำคัญที่ใช้ในพิธีคือ การ ใช้สัตว์เพื่อเซ่นไหว้ผีส่วนการวินิจฉัย สาเหตุของการเจ็บป่ วย และก�ำหนดวิธี การ รั กษา เป็ นหน้าที่ ข อ งหม อดู (ม้อกแน้ะ) ซึ่งจะเป็นผู้ติดต่อกับผีและ ๓๖
ท�ำนายสาเหตุของอาการเจ็บป่ วยที่ ส�ำคัญของชาวขมุจะใช้ในการรักษา ความเจ็บป่ วยวิธีการป้องกันและรักษา โรคแบบพื ้นบ้านของขมุ มี๒ วิธีการ ส�ำคัญได้แก่ การใช้พืชสมุนไพรพื ้นบ้าน และการประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาการ เจ็บป่ วย พืชสมุนไพรพื ้นบ้านที่ขมุนิยม น�ำมาป้องกัน และรักษาอาการเจ็บป่ วย ต่าง ๆ อาทิตู้ดาลเมิน หรือชุมเห็ดเทศ ใช้ใบต�ำหรือซอยต้มดื่มเพื่อให้ ระบบ หมุนเวียนโลหิตดีผิวพรรณดีและทาแก้ โรคผิวหนังเช่น หิด กลาก เกลื ้อน ใช้ราก ต้มดื่มแก้ปวดศีรษะ ส่วนการประกอบ พิธีกรรมเพื่อรักษาโรคของขมุมีลักษณะ ของการรักษาโรคที่เน้นเรื่องของจิตใจ อันเกี่ยวพันกับสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อ สร้างความรู้สึกสบายใจ สร้างก�ำลังใจ และการเน้นในเรื่องของสัญลักษณ์โดย การประกอบพิธีกรรมจะมีการใช้อุปกรณ์ กิริยาท่าทาง และถ้ อยค�ำอันแสดง ลักษณะของสัญลักษณ์เช่น การปัก เฉลว หรือ ตแล้เพื่อเป็นเขตหวงห้าม ส�ำหรับภูตผีหรือสัตว์มา เบียดเบียน การ กล่าวคาถาก็ถือเป็นสัญลักษณ์อย่าง หนึ่งที่แสดงถึงความรู้สึกและความตั้งใจ อันแน่วแน่ที่จะจัดท�ำสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง เพื่อสื่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติอันถือ เป็ นการท�ำให้ เกิดการผลักดันทาง อารมณ์เกิดพลังจิตที่จะต่อสู้อาการเจ็บ ป่ วยนอกจากนี ้ยังรวมถึงการสร้าง พลังจิตเพื่อแก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี อันเป็นการคลายอารมณ์ได้อีกทางหนึ่ง การประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาความ เจ็บป่ วย มีสิ่งส�ำคัญที่ใช้ในพิธีคือ การ ใช้สัตว์เพื่อเซ่นไหว้ผีส่วนการวินิจฉัย สาเหตุของการเจ็บป่ วยและก�ำหนดวิธี การรักษา เป็นหน้าที่ของหมอดู(ม้ อ กแน้ ะ) ซึ่งจะเป็นผู้ติดต่อกับผีและ ท�ำนายสาเหตุของอาการเจ็บป่ วย บาง ครั้งการเจ็บป่ วย บางครั้งก็ไม่เกี่ยวกับ โรค อาจจะเป็นผีเรือน ผีบรรพบุรุษ เปิ ้น ไค้กิน เหมือนลักษณะว่าเป็นการทาน ถ้า เป็นศาสนาพุทธเข้าไปทานที่วัด แต่ว่าชน เผ่าของชาติพันธุ์ขมุเขานับถือบรรพบุรุษ เขาถือว่าถ้าเจ็บไข้ได้ป่ วยไปรักษาโรง พยาบาลไม่หายก็ต้องกลับไปเลี ้ยงผี ๓๗
บรรพบุรุษ เพื่อให้ผีบรรพบุรุษได้กินของ ที่ทานไปนะครับ ชาติพันธุ์ชนเผ่าขมุซึ่ง ความเชื่อของชนเผ่าบรรพบุรุษนับถือผี ครับ ผีจะแยกผีบ้าน ผีบ้าน คือ ผีที่ บรรพบุรุษของสมาชิกเคารพนับถือ ผี เรื อนเขาจะเลี ้ยงต่อเมื่อสมาชิกใน ครอบครัวเจ็บไข้ได้ป่ วยฉุกเฉิน ไปรักษา โรงพยาบาลไม่หายก็จะกลับมาเลี ้ยงผี เรือนผีบรรพบุรุษ แล้วจะมีผีภาพรวม คือ ผีหมู่บ้าน ซึ่งผีหมู่บ้าน ๑ ปีจะเลี ้ยง ๑ ครั้ง ทุกหมู่บ้าน ชุมชน ทุกคนไม่ว่าคน เฒ่าคนเก่า คนเล็กเด็กแดงจะมารวมใน การประกอบพิธีกรรม บ้านผมจะก�ำหนด เลี ้ยงนับถือแม่นางธรณีซึ่งจะเลี ้ยงทุกปี ในช่วงเดือนมกรา ซึ่งทุกหมู่บ้านจะต้อง ท�ำขันดอกไม้เทียน ขนม ข้าวต้ม เพื่อจะ สังเวยในการประกอบพิธีกรรม สืบทอด ตั้งแต่บรรพบุรุษมา ตั้งแต่คนเฒ่าคนแก่ มาไม่ให้สูญเสียสืบไปจากชนเผ่าโดยจัดพิธี เลี ้ยงผีด้วยไก่และหมู(ซู้ฮเอี ้ยร ซู้เซื ้อง) พิธีการการฆ่าควาย (ซังพ้าน ตร้าก) เพื่อ รักษาผู้ป่ วยหนัก พิธีผูกข้อมือ(ตุ๊กติ ้) สะเดาะเคราะห์ตามปกติเมื่อไม่มีคน เจ็บป่ วยหรือโรคระบาด ทุก ๆ ๓ ปีจะมี การฆ่ากระบือเซ่น ผีเมือง ท�ำพิธีเซ่นผีไร เวลาปลูกข้าว เมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านจะน�ำไก่ไปให้ครอบครัวละ ๑ ตัว ศพถูกห่อด้วยเสื่อสะเดาะเคราะห์ ตามปกติเมื่อไม่มีคนเจ็บป่ วยหรือโรค ระบาดทุก ๆ ๓ ปีจะมีการฆ่ากระบือเซ่น ผีเมืองท�ำพิธีเซ่นผีไร่เวลาปลูกข้าวเมื่อมี คนตายในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านจะน�ำไก่ไป ให้ครอบครัวละ ๑ ตัว ศพถูกห่อด้วยเสื่อ ใช้ไม้คานสอดหามไปยังป่าช้า หลุมฝัง ๓๘
ศพใช้ไม้ฟากรอง พื ้นดินวางเสื่อ ห่อศพ ลงแล้ วกลบดิน เหนือหลุมศพมีสุรา อาหาร ดอกไม้เทียน วางไว้ลูกหลาน ต้องส่งอาหารเซ่น วิญญาณผู้ตายติดกัน ๓ วัน เมื่อกลับมาบ้าน เจ้าบ้านจะฆ่าหมู เลี ้ยง วิญญาณผู้ตายที่บ้าน อยู่กรรมมี ก�ำหนด ๑ เดือน คือไม่ออกไปไกล หมู่บ้านหยุด ท�ำงาน หนักในไร่นา (บุญช่วย ๒๕๐๖, น.๒๑๘-๒๑๙) ปัจจุบันชาวขมุหันมานับถือศาสนาพุทธ และ คริสต์บ้าง (บุญช่วย ๒๕๐๖ น. ๒๑๐-๒๑๑) การแต่งกายของชาวขมุ ผู้หญิงไว้ผม มวยเกล้าไว้ข้างหลัง มีแผ่น ผ้าพันรอบกรวยใหญ่ เอาปลายผ้าปิด ข้างบนทอเป็นลวด ลายประดับ กระดุม เปลือกหอย ห้อยเหรียญเงิน ใส่เสื ้อสีด�ำ สั้นเหนือเอวแขนยาว มีแถบสีแดงริมคอ เสื ้อ นุ่งผ้าซิ่นลายสีต่างๆ ผู้หญิงนิยม เจาะรูหูใส่ลานเงินหรือตุ้มหูเอายางไม้ ย้อมฟันสีด�ำ ใส่ก�ำไลเงินที่แขนสักดอก จันทร์ไว้ที่หลังมือ แต่ปัจจุบันไม่นิยม แล้ว ส่วนผู้ชายเดิมไว้ผมยาว เกล้ามวย มีผ้าโพกศีรษะ ปัจจุบันตัดผมสั้น นุ่ง กางเกงขายาว เสื ้อกุยเฮงผ่าอกสีด�ำ (บุญช่วย ๒๕๐๖, น.๒๐๗-๒๐๘) ระบบ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ชาว ข มุ ขึ้น อ ยู่ กับ การเกษตรเป็นส�ำคัญได้แก่ข้าวข้าวโพด กล้วย อ้อย ถั่ว พริก ยาสูบ ฝิ่น ฝ้าย เป็นต้น ชาวขมุนิยมถางป่า เผา ป่า ท�ำไร่ สัตว์เลี ้ยงของชาวขมุได้แก่ สุนัข ควาย หมูไก่ เป็ด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังเก็บของป่า ล่าสัตว์ดักสัตว์รายได้ของ ชาวขมุได้มา จากการเป็นแรงงานรับจ้าง ในไร่นาของ พวกลาว คนจีน พวกแม้ว เป็นต้น (Lebar and others ๑๙๖๔, p.๑๑๔-๑๑๕) ชาวขมุเป็นผู้ที่รักความ สงบ ไม่ชอบทะเลาะวิวาทหรือตีรันฟัน แทงหรือกลั่นแกล้งใครมีนิสัยขยันอดทน ซื่อสัตย์และรับค�ำสั่ง ชอบมีเพื่อนฝูงมี การกินข้าวกินเหล้าร่วมกัน ชาวขมุจะให้ ความเคารพผู้เฒ่าผู้แก่และญาติผู้ใหญ่ ของตนอย่างเคร่งครัด ถ้าปฏิบัติตนไม่ เหมาะสม จะถือว่าท�ำผิดประเพณีและ ถูกปรับไหม ๓๙
ตามประวัติศาสตร์ถิ่นฐานเดิมของชาว ไทยพวนกล่าวไว้ในหนังสืออักขรานุกรม ภูมิศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑ หน้า ๒๙๕ ซึ่งนายถวิล เกษรราช น�ำ มาลงไว้ในหนังสือประวัติผู้ไทยตอนหนึ่ง มีข้อความว่า “ชนชาติต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ ในประเทศไทยปัจจุบันนี ้นอกจากชาว ไทยแล้ว ยังมีคนไทยสาขาอื่น ๆอีกหลาย สาขา เช่น ผู้ไทพวน และโซ่ง ซึ่งเป็นคน ไทยสาขาหนึ่ง เดิมผู้ไทพวน และโซ่ง มี ถิ่นฐานอยู่ทางฝั่งแม่น� ้ำโขงในประเทศ ลาว ทางแขวงซ�ำเหนือ และแขวงเซียง ขวาง พวกผู้ไทยมีอยู่ทางอีสาน อาทิเช่น ชาติพันธุ์ไทพวน ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นายสมศักดิ์ จินปัณ (ผู้ใหญ่บ้านป่าคา) บ้านเลขที่ ๒๑ หมู่ ๑ ต�ำบลป่าคา อ�ำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน จังหวัดสกลนคร และจังหวัดนครพนม เป็นต้น ส่วนพวกพวนและพวกโซ่งมีอยู่ กระจัดกระจายเป็นแห่งๆ ทางภาคกลาง อาทิเช่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรีจังหวัดราชบุรีจังหวัด เพชรบุรีและจังหวัดกาญจนบุรีเป็นต้น ไทยทั้ง๓พวกนี ้มีลักษณะทางภาษาใกล้ เคียงกันมาก แทบจะกล่าวได้อย่างกว้าง ว่าเป็นภาษาไทยสาขาเดียวกัน แม้ชาว ไทยพวนเอง เรียกพวกบ้านเดียวกันหรือ ต่างบ้าน ก็จะมีค�ำว่า “ไทย” ก�ำกับด้วย เสมอ คล้ายกับประเทศพวกตนเองว่า เป็นคนไทยเช่น ไทยบ้านเหนือ ไทย ๔๑
บ้านกลาง ไทยบ้านใต้ไทยบ้านหาดสูง ไทยบ้านใหม่ ไทยบ้านแม่ราก และเรียก คนต่างถิ่นว่าเป็นคนไทยด้วย เช่น ถ้าพบ คนต่างถิ่น เมื่อต้องการทราบว่าเป็นคน บ้านไหนก็จะถามว่าท่านเป็นคนบ้าน ไหน (ภาษาไทยพวนว่า เจ้าเป็นไทยบ้าน เลอ) ดังนั้น จึงเข้าใจว่าชาวไทยพวน คงจะมีถิ่นฐานรวมอยู่ณ ที่แห่งเดียวกัน ด้วย “พวน” ซึ่งเป็นค�ำเรียกชื่อชาวไทย สาขาหนึ่ง มีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวง เมืองเชียงขวาง ในประเทศลาว มีความ หมายว่ากระไร เหตุไรจึงเรียกชื่อว่า “พวน” การค้นคว้าได้ตั้งค�ำถามที่จะ ค้นคว้าไว้คือ“พวน , คนพวน ,ชาวพวน, ไทยพวน, ลาวพวน “ หนังสือที่จะค้นคือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อัข รานุกรมภูมิศาสตร์ปทานุกรม กระทรวง ธรรมการซึ่งเลิกใช้แล้วแต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะไม่มีค�ำว่าพวน ซึ่งให้ความหมาย เป็นชื่อเรียกคนเลย มีแต่ เชือกเกลียว, แนวรวงข้าวที่นวดแล้ว หรืออ้อยซึ่งหีบ ครั้งที่สอง “ เมื่อความหมายไม่ตรงกับที่ ผู้เรียบเรียงต้องการ ดังนั้นจึงได้มีการ ค้นคว้าต่อไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม หรือ การค้นคว้าจึงได้ความหมาย ค�ำว่า “พวน” เป็นชื่อของคนไทยสาขาหนึ่ง ซึ่ง ทางภาคอีสานเรียกว่า “ไทยพวน” แต่ ทางภาคกลางเรียกว่า “ลาวพวน” ความเชื่อด้านที่อย่อาศัยูบ้านของชาว ไทพวนเป็นเรือนสูง นิยมปลูกเป็นเรือนที่ มีห้องตั้งแต่ ๓ ห้องขึ้นไป ใต้ถุนเรือนใช้ ท�ำประโยชน์หลายอย่าง เช่น ท�ำคอก วัว-ควาย เล้าเป็ดเล้าไก่ตั้งเครื่องส�ำหรับ ผูกหูกทอผ้า หลังคาทรงมะนิลา ไม้เครื่อง บนผูกมัดด้วยหวายแทนการตอกตะปู แต่ถ้าเป็นบ้านเจ้านายหรือผู้มีฐานะดี และวัดจะใช้ ตะปูซึ่งท�ำขึ้นเอง และ หลังคามุงด้วยหญ้าคา ถ้าเป็นบ้านผู้มี ฐานะดีมุงด้วยกระเบื ้องไม้เรียกว่าไม้ แป้นเก็ด หรือกระ เบื ้องดินเผา พื ้นและ ฝาเรือนปูด้วยกระดานไม้ไผ่สีสุกสับแผ่ ออกเป็นแผ่น ๆ เรียกว่า ฟาก แล้วมีเสื่อ สานด้วยหวายทับอีกชั้นหนึ่ง มีห้องครัว อยู่บนเรือน มีชานยื่นออกมาจากตัวเรือน ภาคอีสานเรียกว่า “ไทยพวน” ภาคกลางเรียกว่า “ลาวพวน” “ “ ความเชื่อต่าง ๆ ของชาวไทยพวน ๔๒
และมีบันไดขึ้นลงพาดที่นอกชานด้านทิศ เหนือ ส่วนเสาเรือนนั้นอาจใช้ไม้ทั้งต้น หรือใช้อิฐก่อเป็นเสาขนาดใหญ่ตามคติ ความเชื่อของไทพวนจะปลูก ( ปลูก สร้าง) บ้านปลูกเฮือน จะต้องเลือกที่ให้ ได้ลักษณะที่ดีที่เป็นมงคล การเลือกที่ ต้องมีผู้รู้ผู้เฒ่าผู้แก่ไปดูที่ดูทางให้การ เลือกที่จะเสี่ยงทายหาที่ด้วยการ ๑. ขุดหลุมให้ลึกพอประมาณ แล้วเอา ใบไม้ปกหลุมไว้๑ คืน รุ่งเช้าเปิดหลุมเอา ดินขึ้นมาดมดูกลิ่นอย่างไร ถ้าดินมีกลิ่น เหม็นกลิ่นเน่าผิดกลิ่นธรรมชาติของดิน เป็นอัปมงคลปลูกเฮือนไม่ได้จะท�ำให้เจ็บ ไข้ได้ป่ วย ๒. นอกจากดูดิน ดมกลิ่นดิน ดูน� ้ำใน หลุมด้วยว่า น� ้ำเป็นอย่างไร สีอะไรน� ้ำใส หรือสีเน่ามีมัน น� ้ำมีกลิ่นเหม็น ปลูกเฮือน ไม่ได้จะเจ็บป่ วย น� ้ำจะท่วมบ้าน ๓. ปลูกเฮือน ต้องไม่ปลูกใกล้หอบ้าน เป็นขะล�ำ ๔. ปลูกเฮือนที่รื ้อลงจะสร้างใหม่ต้องทิ ้ง ไว้๑ ปีก่อนจึงปลูกใหม่ได้ เมื่อเลือกที่ปลูกได้แล้วก็จะต้องเชิญแม่ ธรณีออกจากพื ้นที่ที่จะปลูกเฮือนไปไว้ที่ อื่นก่อน เพราะจะขุดหลุมฝังเสา จอบ เสียมจะไปถูกแม่ธรณีให้เดือนร้อน และ เชิญเทวดาลงมาเสี่ยงหาพื ้นที่มงคลอีก ครั้งเมื่อเชิญแม่ธรณีออกไปแล้วก็เชิญ เทวดาลงมา เจ้าของที่จะกวาดพื ้นตรงที่ ปลูกเฮือนให้สะอาดเตียน เอาตะปูตอก ลงไปที่พื ้นให้เป็นรูเอาเมล็ดข้าวสาร ๗ เมล็ดใส่ลงในรูตะปูเอาดอกไม้ธูปเทียน วางบนรูตะปูแล้วใช้ขันครอบรูตะปูเอาไว้ ๑ คืน รุ่งเช้าเปิดที่ครอบดูถ้าเมล็ดข้าวทั้ง ๗ เ ม ล็ ด ยั ง อ ยู่ เ ห มื อ น เ ดิ ม ไ ม่ กระจัดกระจายเสียหายถือว่าที่ตรงนั้นดี ๔๓
เป็นมงคลปลูกเฮือนแล้วจะอยู่ดีกินดีแต่ ถ้าเมล็ดข้าวกระจัดกระจายแสดงว่าที่ ตรงนั้นเป็นอัปมงคลจะอยู่ไม่เป็นสุข การ ปลูกเฮือนต้องปลูกให้เสร็จในวันเดียว คือขึงศุกร์ปลูกเสาร์เมื่อขุดหลุมเสร็จจะ ใช้ของมาปิดปากหลุมกันไม่ให้สัตว์ลงไป หลุมเส าแต่ล ะห ลุม จ ะมี ชื่ อ เ รี ย ก คล้องจองกันเช่น ค�ำสีค�ำดีค�ำมีฯลฯ การตัดไม้ท�ำเสาเฮือนจะต้องหาวันไปตัด ให้ได้มงคล และไม้ที่เอามาท�ำเสาจะต้อง ๑. ล�ำต้นตรง ไม่คดงอ ๒. ไม้ไม่แตก ไม่กลวง เมื่อล้มไม้ลงแล้ว จึงพบว่าใจไม้แตกกลวง ก็จะเอามาใช้ ปลูกเฮือนไม่ได้ ๓. ไม้ที่จะท�ำเสาต้องเป็นไม้โม่แยงเงา คือ เงาของไม้ไม่ทอดลงน� ้ำ ๔. ไม่มีกิ่งตาย มีใบดก มีมดอยู่มาก ๆ ถือว่าจะท�ำให้อยู่ดีกินดีมีความสามัคคี กลมเกลียว ๕. ขณะตัดไม้ท�ำเสา ถ้ามีเสียงนกเค้า แม้วร้อง ตุ๊กแกร้อง แลนร้อง (ตะกวด) ฟานร้อง (เนื ้อทราย) แม้ไม้จะล้มแล้วก็ เอามาท�ำเสาไม่ได้ถือเป็นอัปมงคล การ ลงเสาเอกหรือเสาแฮกเสาขวัญ ต้องหา วันลงเสาจะต้องไม่ให้ถูกวันเก้ากอง ถือ เป็นอัปมงคลก่อนยกเสาลงหลุมต้องว่า คาถานกคุ่มตีใส่หน้าเสา หัวเสาติดแผ่น ทอง มัดด้ วยไซ ยอดกล้ วย ต้นอ้ อย ภายในไซจะใส่เงิน ทองข้าวสาร ดอกไม้ มีการแห่รอบบริเวณเฮือน ๓ รอบ พราหมณ์หรือผู้รู้จะกระท�ำพิธีเดินด้วย การถือไหเกลือไหปลาร้า ชาวบ้านจะถือ กบ ฆ้อเฒ่า ( หลาว มีด สิ่ว ลูกแหงา) ประเพณีก�ำฟ้าเป็นการสักการบูชาฟ้า จะจัดขึ้นระหว่างวันที่๑-๔กุมภาพันธ์ของ ทุกปีโดยประมาณวันขึ้น ๓ ค�่ำเดือน ๓ เป็นวันก�ำฟ้า ก่อนวันก�ำฟ้า ๑ วัน คือวัน ขึ้น ๒ ค�่ำเดือน ๓ จะถือเป็นวันสุกดิบ แต่ละบ้านจะท�ำข้าวปุ้น หรือ ขนมจีน พร้อมทั้งน� ้ำยา และน� ้ำพริกไว้เลี ้ยงดูกัน มี การท�ำข้าวหลามเผาไว้ในกระบอก ข้าวหลามอ่อน มีการท�ำข้าวจี่ ข้าวจี่ท�ำ โดยน�ำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วน�ำมาปั้น เป็นก้อนขนาดพอเหมาะ อาจจะใส่ใส้ หวานหรือใส่ใส้เค็มหรือไม่ใส่ใส้เลย ก็ได้ เสียบเข้ากับไม้ทาโดยรอบด้วยไข่แล้วน�ำ ไปปิ ้งไฟจนสุกหอมข้าวจี่จะน�ำไปเซ่นไหว้ ผีฟ้าและแบ่งกันกินในหมู่ญาติพี่น้อง พอ ถึงวันก�ำฟ้าทุกคนในบ้านจะไปท�ำบุญที่ วัดมีการใส่บาตรด้วยข้าวหลามข้าวจี่ตก ตอนบ่ายจะมีการละเล่นไปจนถึงกลางคืน การละเล่นที่นิยมได้แก่ช่วงชัย มอญซ่อน ผ้า นางด้ ง ฯลฯ ประเพณีก�ำฟ้า เป็น ประเพณีส�ำคัญตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งเกี่ยว กับวิถีชีวิตของชาวไทยพวนที่อาศัย กระจายไปอยู่ในหลายภูมิภาค แม้การ ๔๔
รวมตัวในแต่ละถิ่นไม่มากนัก แต่ทุกแห่ง ต่างก็สามารถ รักษาวิถีชี วิต และ ขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีก�ำ หมายถึง การสักการบูชา (ภาษาพวน) ก�ำฟ้า หมายถึงการสักการบูชาฟ้า ประวัติ ประเพณีก�ำฟ้า ตามประวัติศาสตร์ที่เล่า ต่อกันมาว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินสยาม มีโอกาสให้เจ้าชมพูแห่งเมืองพวนยกทัพ ไปตีร่วมกับเจ้าเวียงจันทน์ตีได้ส�ำเร็จ ต่อ มาเจ้าชมพูแข็งเมือง ไม่ยอมส่งส่วยให้ เวียงจันทน์และหลวงพระบางเหมือนเช่น เคย เจ้านนท์แห่งเวียงจันทน์โกรธมาก จึงส่งให้แม่ทัพชื่อเขียวไปปราบเมืองพวน เจ้าชมพูแพ้ถูกจับได้และถูกสั่งประหาร ชีวิตด้วยหอก ขณะที่ท�ำการประหารนั้น เกิดเหตุอัศจรรย์ฟ้าได้ผ่าลงมาถูกหอกหัก สะบั้น เจ้านนท์เห็นว่าเจ้าชมพูเป็นผู้ที่มี บุญญาบารมีจึงสั่งให้ปล่อยกลับไปครอง เมืองพวนดังเดิม ด้วยเหตุนี ้ชาวไทยพวน จึงเห็นความส�ำคัญของฟ้า จึงเกิด ประเพณี“ก�ำฟ้า”ขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น มา ความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีก�ำฟ้า ก�ำ ฟ้าตามความเชื่อของชาวไทยพวน หมาย ถึง การนับถือสักการบูชาฟ้า การแสดง กตเวทิตาต่อฟ้าที่ท่านได้คุ้มครองให้มีอายุ ยืนยาว ให้อยู่ดีกันดีมีฝนตกต้องตาม ฤดูกาล มีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ โดย ชาวไทยพวนทุกคนจะหยุดท�ำงานทุกชนิด คือ หยุดท�ำไร่ ท�ำนา ทอหูก ปั่นด้าย ตีเหล็ก เป็นต้น แม้แต่อุปกรณ์เครื่องมือ ท�ำมาหากินก็ต้องเก็บเข้าที่ให้หมดคง เหลือแต่อุปกรณ์ในการหุงหาอาหารใน แต่ละมื ้อเท่านั้น และชาวไทยพวนจะมี กิจกรรมร่วมกันคือการท�ำบุญตักบาตรใน ตอนเช้าการละเล่นในตอนกลางวัน และ การพบปะสังสรรค์ระหว่างเครือญาติด้วย กัน กิจกรรมในงาน “ประเพณีก�ำฟ้า” ๔๕
ประกอบไปด้วย พิธีบวงสรวงบรรพบุรุษ ไทพวน การแสดงนิทรรศการชาวไทพวน ตลาดไทพวน การประกวดตัดเย็บผ้าหม้อ ห้อม การแสดงของโรงเรียนและชุมชน การประกวดฟ้อนแอ่น การประกวดท�ำ อาหารพื ้นเมือง การเดินแฟชั่นโชว์ ผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม การประกวดเทพี ก�ำฟ้า และขบวนแห่งานประเพณีก�ำฟ้า สาเหตุที่เกิดประเพณีก�ำฟ้า ชาวพวนมี ความสามารถในด้านการเกษตร โดย เฉพาะการท�ำนา สมัยก่อนต้องพึ่งพา ธรรมชาติชาวนาจึงเกรงกลัวต่อฟ้ามาก จึงมีการเซ่นไว้สักการบูชา ซึ่งชาวบ้าน รู้สึกส�ำนึกบุญคุณของฟ้าที่ให้น� ้ำฝนท�ำให้ มีประเพณีนี ้เกิดขึ้น แต่เดิม ถือเอาวันที่มี ผู้ที่ได้ยินฟ้าร้องครั้งแรกในเดือน๓เป็นวัน เริ่มประเพณีแต่ทุกคนไม่สามารถได้ยิน ได้ทุกคน ภายหลังจึงก�ำหนดให้วันก�ำฟ้า คือ วันขึ้น ๓ ค�่ำ เดือน ๓ ของทุกปีและ ยังมีความเชื่อค�ำท�ำนายเกี่ยวกับฟ้าร้อง ดังนี ้ท�ำนายเกี่ยวกับเหตุการณ์และงาน อาชีพ ,ฟ้าร้ องดังมาจากทิศเหนือหรือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ท�ำนายว่าฝนจะดี ท�ำนาได้ข้าวงาม ,ฟ้าร้องดังมาจากทิศใต้ ท�ำนายว่าฝนจะแล้ ง ข้าวจะเสียหาย ,ฟ้าร้องดังมาจากทิศตะวันตก ท�ำนายว่า ฝนจะน้อย ท�ำนาไม่ได้ผล ,ท�ำนายเกี่ยว กับชีวิตและความเป็นอยู่ ,ฟ้าร้องดังมา จากทิศเหนือ ท�ำนายว่าชาวบ้านจะอด ข้าว ,ฟ้าร้องดังมาจากทิศใต้ท�ำนายว่า ชาวบ้านจะอดเกลือ,ฟ้าร้องดังมาจากทิศ ตะวันออก ท�ำนายว่าชาวบ้านจะอยู่เย็น เป็นสุข ,ฟ้าร้ องดังมาจากทิศตะวันตก ท�ำนายว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน ตามประเพณี “วันสุกดิบ”เป็นวันเตรียม งาน ตรงกับวันขึ้น ๒ ค�่ำ เดือน ๓ ซึ่ง ข้าวหลามที่ใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญจะท�ำ ในวัด เรียกว่า “ข้าวหลามทิพย์”ซึ่งใครได้ กินเชื่อว่าจะไม่ถูกฟ้าผ่า วันก�ำฟ้า ทุกคน จะหยุดงาน ๑ วัน จึงมีเวลา ส�ำหรับการ ต้อนรับญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมเยือนได้ อย่างเต็มที่ หลังจากวันก�ำฟ้าไป ๗ วัน ก็ จะเกิดวันก�ำฟ้าอีกครึ่งวัน ต่อจากครึ่งวัน นี ้ไปอีก ๕ วันถือว่าเสร็จสิ ้น ชาวบ้านจะ จัดอาหารคาวหวานไปที่วัดอีกหนึ่งครั้ง จากนั้นจะเอาดุ้นฟืนที่ติดไฟ ๑ ดุ้น ไปท�ำ พิธีตามล�ำน� ้ำ เรียกว่า การเสียแล้งตาม แม่น� ้ำล�ำคลองโดยจะทิ ้งดุ้นไปตามสายน� ้ำ เป็นการบอกกล่าวเทวดาว่า หมดเขตก�ำ ฟ้าแล้ว ในปัจจุบันยังคงถือประเพณีกัน ทุกปีแต่บรรยากาศในอดีตมีแต่จะหายไป โดยความสนุกท่ามกลางเสียงแคนการละ เล่นพื ้นบ้าน มาแทนที่ จึงกลายมาเป็น ราตรีก�ำฟ้า ประเพณีก�ำฟ้าในแต่ละท้อง ถิ่นอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป แต่ชาวไทยพวนก็ยังรักษาคติดั้งเดิมไว้ได้ ๔๖
อย่างมั่นคงตลอดมา วิธีการปฏิบัติเท่านั้น การเข้าก�ำฟ้า จะเข้าก�ำ ๓ ครั้ง พิธีก�ำฟ้าครั้งแรก จะก�ำหนดงานสองวัน คือวันสุกดิบวันเเรก ตรงกับเดือนสาม ขึ้น ๒ ค�่ำ ถือว่าเป็นวันเตรียมงานหรือวัน สุกดิบ หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว บรรดา สาว ๆ และแม่บ้านทั้งหลายต่างพากัน แต่งตัวอย่างวิจิตรบรรจงไปวัด ถ้าเป็น ผู้ใหญ่ก็จะนุ่งผ้าซิ่นรัดอก ถ้าเป็นหญิง สาวอายุ๑๕-๑๖ ปีก็ไว้ผมยาวทรงตุ๊กตา ไทยและใช้เชือกผูกผม สาว ๆ ที่อายุ ๑๗-๑๙ปีก็ท�ำผมที่เรียกว่า “โค้งผม”ส่วน ผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไปจะไว้ผม ขมวดเป็นกระจุกไว้กลางหัวคล้าย ๆ จุก กระเทียม นับแต่ตอนสายของวันสุกดิบ ตามถนนหนทางจากหมู่บ้านจะเต็มไป ด้วยหญิงสาว คนเฒ่าคนแก่เมื่อไปถึงวัด แล้วก็แยกกันไปท�ำงานตามที่ตัวเองถนัด บางคนก็เผาข้าวหลาม บางคนก็จี่ข้าว (ปิ ้งข้าวเหนียว) ในขณะที่ท�ำงานก็พูดคุย เล่าเรื่องต่าง ๆ สู่กันฟังอย่างสนุกสนาน ข้าวหลามที่ได้จากการเผาในงานนี ้ชาว ไทยพวนถือว่าเป็น “ข้าวหลามทิพย์” ซึ่ง จะใช้ในพิธีบายศรีที่เหลือก็แจกแบ่งปัน กันกินด้วยความเชื่อกันว่า ใครก็ตามที่กิน ข้าวหลามจะไม่โดนฟ้าผ่า พอถึงเวลาสาม โมงเย็น ชาวไทยพวนก็จะร่วมกันท�ำบุญ เมื่อพิธีสงฆ์เสร็จสิ ้นลงเจ้าพิธีซึ่งเป็นผู้รู้ใน หมู่บ้านก็จะท�ำหน้าที่สวดเบิกบายศรีบูชา ผีฟ้าแล้วอ่านประกาศอัญเชิญเทวดาให้ มารับเครื่องสังเวย เสร็จแล้วจึงเป็นการร�ำ ขอพรจากผีฟ้าเพื่อให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข จากนั้นก็จะแยกย้ายกลับบ้านของตน ตก ดึกก่อนที่จะเข้านอนคนเฒ่าคนแก่จะเอา ไม้ไปเคาะที่เตาไฟแล้วพูดในสิ่งที่เป็น มงคล เพื่อให้ผีฟ้าผีบ้านผีเรือนได้ช่วยปก ปักรักษาคนในครอบครัวให้มีความสุขท�ำ มาหากินได้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์วันที่ สองเป็นวันก�ำฟ้า ตรงกับเดือนสามขึ้น ๓ ค�่ำ ชาวไทยพวนจะหยุดท�ำงานตั้งแต่ พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดิน และ ใครจะส่งเสียงอึกทึกครึกโครมไม่ได้โดย เชื่อว่า ถ้าใครท�ำเสียงอึกทึกครึกโครมฟ้า จะผ่า ท�ำให้ความเงียบสงบครอบคลุมไป ทั้งหมู่บ้าน เกิดบรรยากาศเยือกเย็นขรึม อย่างประหลาด ในวันก�ำฟ้านี ้ชาวบ้านจะ ก�ำ หมายถึง การสักการบูชา(ภาษาพวน) ก�ำฟ้า หมายถึง การสักการบูชาฟ้า “ “ ๔๗
พากันตื่นตั้งแต่เช้ามืด หุงหาอาหารทั้ง คาวหวาน รวมทั้งข้าวหลามและข้าวจี่ใส่ ส�ำรับไปถวายพระที่วัด โดยใส่ตะกร้ามี สายส�ำหรับคล้องไม้คานแล้วเอาอาหาร ไปรวมกันที่กุฏิที่เรียกว่า “หอแม่ออก” คน เฒ่าคนแก่และญาติโยมซึ่งเรียกว่า “พ่อ ออกและแม่ออก” จะช่วยกันจัดส�ำรับ ภัตตาหารถวายพระ จากนั้นพระสงฆ์จะ ให้ศีลและแสดงธรรมสั้น ๆ เสร็จแล้วฉัน ภัตตาหาร ยถาสัพพีตามประเพณีส่วน ชาวบ้านก็จะร่วมรับประทานอาหารด้วย กัน และกลับถึงบ้านตอนสาย ๆ พิธีก�ำฟ้า ครั้งที่๒ การก�ำครั้งที่สองจะห่างจากการ ก�ำครั้งแรกเจ็ดวัน โดยเริ่มจากเดือนสาม ขึ้น๙ค�่ำจะมีการก�ำฟ้าตั้งแต่ตะวันตกดิน ไปจนถึงวันรุ่งขึ้น ๑๐ ค�่ำเมื่อถึงเวลาเพล ชาวบ้านจะน�ำอาหารเพลไปถวายพระที่ วัดเรียกว่า “ไปเพล”วิธีการก็เช่นเดียวกับ การถวายอาหารเช้า คือ การน�ำเอาอาหาร ไปรวมกันที่หอแม่ออกแล้วรับศีลและฟัง ธรรมต่อจากนั้นจึงถวายอาหาร พระฉัน เสร็จแล้วจึงยถาสัพพีเป็นอันเสร็จการ ท�ำบุญ เมื่อกลับจากการไปเพลแล้ว ชาว ไทยพวนเรียกว่า “คืนเพล” ถือว่าเลิกก�ำ ใครจะท�ำงานท�ำการอะไรก็ได้พิธีก�ำฟ้า ครั้งที่ ๓ จะห่างจากการก�ำครั้งที่สอง ๕ วัน พอเดือนสามขึ้น ๑๔ ค�่ำ เมื่อตะวัน ตกดินแล้ว ชาวไทยพวนเริ่มจะก�ำอีกครั้ง หนึ่งและก�ำตลอดไปจนถึงวันรุ่งขึ้น๑๕ค�่ำ ชาวบ้านจะรีบตื่นกันแต่เช้า จัดเตรียมข้าว ปลาอาหารทั้งคาวหวานไปถวายพระเรียก ว่า “ไปจังหัน” การก�ำครั้งนี ้ถือว่าเป็นการ ก�ำครั้งสุดท้าย ในตอนเย็นเมื่อหุงข้าวเย็น รับประทานกันแล้ว ชาวไทยพวนทุกบ้าน จะต้องเอาดุ้นฟืนเฉพาะดุ้นที่ไฟไหม้มาก ที่สุดไปดับที่แม่น� ้ำล�ำคลอง โดยการโยน ทิ ้งให้ไหลไปตามสายน� ้ำ หรืออาจน�ำไป โยนตรงหนทางที่บรรจบกัน แสงไฟจาก ดุ้นฟืนที่วาบไหวไปตามทางเดินในความ มืดให้บรรยากาศสั่งลาพิธีก�ำฟ้าเป็นไป อย่างน่าศรัทธา การดับฟืนชาวไทยพวน จะใช้มือหนึ่งถือดุ้นฟื น อีกมือหนึ่งถือ กะลามะพร้าวใส่น� ้ำส�ำหรับดับไฟ เมื่อไป ถึงแม่น� ้ำล�ำคลองหรือทางที่มาบรรจบกัน ก็เทน� ้ำในกะลามะพร้าวดับไฟ จากนั้นจึง โยนทิ ้งไปเรียกว่า “เสียแสงฟื นแสงไฟ” เป็นอันเสร็จพิธีก�ำฟ้าในปีนั้น ๔๘
ไทยวน (อ่านว่า ไท-ยวน) หรือ ไตยวน (อ่านว่า ไต-ยวน) หรือ คนเมือง เป็นกลุ่ม ประชากรที่พูดภาษาตระกูลภาษา ไทกะไดกลุ่มหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานทางตอน เหนือของประเทศไทยที่เคยเป็นที่ตั้งของ อาณาจักรล้านนาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ล�ำพูน ล�ำปาง แพร่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นกลุ่มประชากรที่ใหญ่ ที่สุดในอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีค�ำเรียก ตนเองหลายอย่างเช่น “ยวน โยน หรือไต (ไท)”และถึงแม้ในปัจจุบันชาวล้านนาจะ กลายเป็นพลเมืองของประเทศไทยแล้ว ชาติพันธุ์ไทยวน ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นายปรีชา ดีสม (ผู้ใหญ่บ้าน) ต�ำบลน�้ำเกี๋ยน อ�ำเภอภูเพียง จังหวัด น่าน ก็ตาม แต่ก็มักเรียกตนเองว่า “คนเมือง” ซึ่งเป็นค�ำเรียกที่เกิดขึ้นในภายหลังในยุค เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อฟื ้นฟู ประชากรในล้านนาหลังสงคราม โดย การกวาดต้อนกลุ่มคนจากที่ต่างๆเข้า มายังเมืองของตน คนไทยภาคกลางใน สมัยโบราณเคยเรียก ชาวไทยในถิ่นเหนือ ว่า “ยวน” โดยปรากฎหลักฐานใน วรรณคดีเช่น ลิลิตยวนพ่าย ซึ่งกวีของ อยุธยารจนาขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ นักวิชาการต่างประเทศ สันนิษฐานว่า ค�ำว่า ยวน อาจจะมาจาก ๔๙