ค�ำสันสกฤตว่า “yavana” แปลว่า คน แปลกถิ่น หรือคนต่างถิ่น เจ้าอาณานิคม อังกฤษในสมัยที่เข้าปกครองประเทศพม่า มองว่าคนยวนเป็นพวกเดียวกับชาวฉาน โดยเรียกพวกนี ้ว่า “คนฉานสยาม” (Siamese Shan) เพื่อแยกแยะออกจากจาก ชาวรัฐฉานในประเทศพม่าที่อังกฤษเรียก ว่า “ฉานพม่า” (Burmese Shan) แสดง ให้เห็นถึงความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ประเพณีของคนไทใหญ่หลาย ๆ กลุ่ม ความเชื่อด้านการแต่งกายของชาว ไทยวนจะนิยมนุ่งซิ่นที่ทอขึ้นเอง ซึ่งใน ปัจจุบันนิยมเป็นผ้าฝ้ายทอด้วยกี่ทอมือ เป็นลายแบบโบราณ ที่มีการยกมุกเป็น ลวดลายดอก และมีสีสันสวยงาม ผู้หญิง ชาวไทยวน ในอดีต จะนุ่งผ้าซิ่นตะเข็บ เดียวลายขวางล�ำตัวซึ่งประกอบด้วย หัว ซิ่น และตีนซิ่น นิยมใช้ผ้าสีอ่อน คล้องคอ ใช้ผ้าแถบคาดอก ปล่อยชายข้าวหนึ่งลง มา หรือห่มเฉวียงไหล่ต่อมานิยมสวมเสื ้อ แขนกระบอก เสื ้อแขนกุด เสื ้อคอกระเช้า ห่มสไบเฉียง ไว้ผมยาวเกล้ามวย ปักปิ่น และประดับด้วยดอกไม้หอม ผู้ชายชาว ไทยวน จะไว้ผมทรงมหาดไทย มีทั้งสวม เสื ้อ และไม่สวมเสื ้อ นุ่งผ้าเตี่ยวหรือ ผ้าต้อยสีเข้ม โดยนิยมถกชายผ้าขึ้นมา เหน็บที่เอวจนเหมือนกับกางเกงขาสั้น เรียกว่า “เค้ดหม้าม”เพื่ออวดลวดลายสัก ที่สวยงามบนร่างกาย แล้วใช้ผ้าพาดบ่า หรือคลุมตัว ต่อมานิยมนุ่งกางเกงแบบ ชาวไทใหญ่ ที่เรียกว่า “ เตี่ยวสะดอ”และ “สวมเสื ้อคอกลม” ความเชื่อด้านประเพณี พิธีกรรม ประเพณีต้นสลากภัต มีการจัดทุกปีใน ช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือตามความ เหมาะสมเริ่มมีการจัดครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่บ้านต้นตาล โดยมีการจัดเลี ้ยง อาหารเย็น ซึ่งเรียกเป็นภาษาไท-ยวนว่า “กินข้าวแลงขันโตก” การร�ำโทน เป็นการ ร�ำแบบดั้งเดิมโบราณของชาวไท-ยวน ประเพณีทานขันข้าว (ตานขันข้าว) ช่วง เวลา เทศกาลสงกรานต์เข้าพรรษา ออกพรรษา ๕๐
ประเพณีทานขันข้าว คือ ประเพณีการ ท�ำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ ไปแล้ว เป็นวัฒนธรรมที่แสดงถึงความ กตัญญูอีกแบบหนึ่งของชาวไทย โดยน�ำ ส�ำรับกับข้าวไปถวายวัดในวันเทศกาล ส�ำคัญ เช่น สงกรานต์เข้าพรรษาและ ออกพรรษา หรือท�ำบุญอุทิศส่วนกุศล ในโอกาสอื่นๆ ก่อนวันท�ำบุญ มีการจัด เตรียมอาหารหวานคาวน�ำเอาใบตองมา เย็บท�ำสวย (กรวย) ส�ำหรับใส่ดอกไม้ธูป และเตรียมขวดน� ้ำหยาด (ส�ำหรับกรวด น� ้ำ)รุ่งขึ้นอันเป็นวันท�ำบุญเวลาประมาณ ๖.๓๐-๘.๐๐ น. ทุกครัวเรือนเตรียมอุ่น อาหารและบรรจุใส่ปิ่นโต พร้อมทั้งสวย ดอกไม้และน� ้ำหยาด บางบ้านอาจเขียน ชื่อผู้ที่ตนต้องการจะทานไปหา (อุทิศส่วน กุศลไปให้) ลงในกระดาษ จากนั้นคนใน ครอบครัวจะช่วยกันหิ ้วปิ่นโตไปวัด วัดจะ จัดสถานที่ส�ำหรับให้ศรัทธาชาวบ้านน�ำ ปิ่นโตมาถวาย การประเคนปิ่นโต มักจะ เอาสวยดอกไม้เสียบไปพร้อมกับปิ่นโต บ้านที่มีกระดาษจดรายชื่อผู้ที่จะท�ำบุญ ไปให้ก็จะเอากระดาษเหน็บติดไปกับ ปิ่นโตด้วย พร้อมกันนั้นก็เทน� ้ำหยาดจาก ขวดใส่ลงในขันที่วางอยู่หน้าพระสงฆ์เมื่อ ศรัทธาชาวบ้านมากันพอสมควรแล้ว พระสงฆ์ก็จะมีโวหารกล่าวน�ำการท�ำบุญ และให้พรดังนี ้แสดงความชื่นชมที่ศรัทธา ชาวบ้านได้ช่วยกันรักษาจารีตแต่โบราณ กล่าวถึงผู้รับของทาน พระสงฆ์อ่านชื่อผู้ วายชนม์ตามที่ศรัทธาเขียนมาในแผ่น กระดาษ ส่วนบางคนที่ไม่ได้เขียนมาก็จะ เอ่ยว่าการทานครั้งนี ้มีไปถึงบรรพบุรุษเจ้า กรรมนายเวรเทวบุตรเทวดา แม่พระธรณี เจ้าที่เจ้าทางสรรพสัตว์ฯลฯ กล่าวให้มา ๕๑
ประเพณีทานขันข้าว คือ ประเพณีการท�ำบุญเพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ไปแล้ว “ “ รับของทานมารับเอาทานครั้งนี ้หากมารับ ไม่ได้ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้น�ำไปให้ -อวยพรให้แก่ผู้มาท�ำบุญทานขันข้าว - กล่าวยถา สัพพี ในการให้พรนั้นหลังจากจบค�ำว่า อายุวัณ โณสุขังพลังศรัทธาชาวบ้านจะกล่าวสาธุ พร้ อมกัน จากนั้นจึงรับเอาปิ่นโตไปให้ สามเณรหรือเจ้าหน้าที่จัดการเทอาหาร ออก เป็นอันเสร็จพิธีทานการทานขันข้าว นอกจากจะเป็นการท�ำบุญ ที่แสดงถึง ความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษแล้ว การประกอบอาหารก็ดีการไปท�ำบุญร่วม กันที่วัดก็ดีเป็นกิจกรรมที่ท�ำให้ครอบครัว เกิดความรัก ความอบอุ่น ประการส�ำคัญ การพาเด็กๆไปทานขันข้าวที่วัดนอกจาก จะเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรม การท�ำบุญแล้วยังเป็นการสืบทอดในเรื่อง ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษโดยไม่ต้องใช้ วิธีอบรมสั่งสอน แต่เป็นวิธีที่ผู้ใหญ่ได้ ปฏิบัติตนให้ลูกหลานได้เห็นเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นวิธีสืบทอดหรือการสอนที่ดีที่สุด วิธีหนึ่ง โดยไม่จ�ำเป็นต้องมีการพูดแต่ อย่างใด การนําอาหารใส่ถ้วยวางบน สํารับ (ถาด) น�ำไปถวายภิกษุบอกท่านว่า ต้องการอุทิศกุศลนี ้ไปให้แก่ผู้ได้ภิกษุรับ ประเคนแล้วก็จะกล่าวถ้อยศาเป็นเชิง บอกให้วิญญาณผู้นั้นทราบมีใครน่าอาสา รับอาหารมาให้ให้ผู้นั้นมารับส่วนกุศล ถ้อยค�ำที่ภิกุษกล่าวนี ้จะคล้องจองไพเราะ ฟังแล้วจะรู้สึกประหนึ่งว่าจะมีวิญญาณผู้ นั้นมารับกุศลอย่างจริง ๆ ทานขันข้างนี ้ จะทําด้านใดก็ได้ไม่จํากัดวันประเพณี เวนทานวัตถุประสงค์ของประเพณีนี ้ก็เพื่อ ต้องการอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ตาย เช่น การทําบุญเจ็ดวัน ร้อยวัน จะนิมนต์พระ มาสวดพระพุทธมนต์บอกญาติมิตรมาใส่ บาตรร่วมกัน เมื่อพระสงฆ์สวดบทถวาย พรพระจบแล้วเจ้าภาพก็จะนําผ้าขาวมา ปลาด ให้ยาวคลอดแถวที่ภิกษุนั่งอยู่จาก นั้นก็น�ำเอาอาหารมาวางบนผ้าขาวโดย จะวางรวมกันเป็นสํารับส่วนหนึ่งวางไว้ หน้าพระพุทธรูป ขณะเจ้าภาพทั้งหมดจะ มานั่งรวมกันหน้าอาสนสงฆ์ที่มีอาหาร วางอยู่จากนั้นมรรคนายก (อาจารย์วัด) ก็จะกล่าวศเวนทานด้วย ส�ำเนียงไทยวน เนื่องในที่กล่าวจะเริ่มต้นด้วยศกนอบน้อม ต่อพระรัตนตรัย และเทวดา จากนั้นก็จะ บอกว่าบุญนี ้ใครเป็นเจ้าภาพขออุทิศ ส่วนกุศลให้แก่ผู้ใดจะขอเชิญเทวดาจึง ช่วยบอกให้วิญญาณผู้นั้นรับกุศลถ้อยค�ำ ๕๒
ยวน อาจจะมาจากค�ำ สันสกฤตว่า “yavana” แปลว่า คนแปลกถิ่น หรือคนต่างถิ่น ดังกล่าวค่อนข้างจะยาวพอสมควรแต่ก็ ไพเราะและหย่อนให้เพื่อว่าศักดิสิทธิ์ ์ ความเชื่อดั้งเดิมของชาวไตยวนเป็นความ เชื่อลัทธิบูชาผีบรรพบุรุษก่อนได้รับความ เชื่อลัทธิพราหมณ์(ก่อนสมัยโยนก) และ พุทธศาสนาในภายหลัง วัฒนธรรม ล้านนาของชาวไตยวนภายหลังจึงสะท้อน การผสมผสานความเชื่อทั้งสามโดยมี ความเชื่อเรื่องผีที่ฝังรากลึกที่สุด ในชุมชน ที่อยู่อาศัยและเรือนประเพณีชาวไตยวน จึงสะท้อนความเชื่อเหล่านี ้อย่างชัดเจน หมู่บ้านและเมืองมีพื ้นที่ศักดิสิทธ์ที่ส�ำคัญ ์ ที่สุดเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นใจบ้าน ใจเมือง อิทธิพลของลัทธิพราหมณ์ท�ำให้ การสร้างเมืองปรับใจเมืองเป็นสะดือเมือง หลายเมืองยังคงใจเมืองไว้ต่างหากอีก แห่งที่รู้จักกันว่า “เสื ้อเมือง” เช่นเดียวกัน ในหมู่บ้านจะรู้จักกันดีในชื่อ “เสื ้อบ้าน” หรือ“เจ้าบ้าน” ภายหลังที่ศาสนาพุทธได้ เจริญขึ้นในล้านนา จึงได้มีการสร้างวัดขึ้น ในชุมชนเป็นพื ้นที่ศักดิ์ สิทธิ์ ที่เพิ่มขึ้น บางเมืองมีการสร้างวัดคร่อมพื ้นที่สะดือ เมืองหรือใจเมืองเดิม เช่นที่เมืองเชียงใหม่ ชาวไตยวนบูชาผีขุนเขา ผีขุนน� ้ำ ผีป่า ผี เหมืองฝาย แม่น� ้ำ รุกขเทวดา รวมทั้ง พระอินทร์พระแม่ธรณีและเทวดาในทิศ ทั้งสี่ มีการบวงสรวงผีเจ้าที่และท้าวทั้งสี่ ก่อนมีพิธีมงคลเช่นขึ้นเรือนใหม่นิยมบูชา ผีบรรพบุรุษในหอผีปู่ ย่าในเขตรั้วบ้าน หรือ หิ ้งผีบรรพบุรุษบนเสามงคลในห้อง นอนเจ้าของเรือน ผีเรือนได้รับการบูชาใน ความหมายเดียวกับผีบรรพบุรุษ ชาว ไตยวนมีความเชื่อรับรู้ของการมีผีเรือนที่ สิงสถิตในเรือน ต�ำแหน่งส�ำคัญในเรือนที่ นิยมก�ำหนดที่บูชา ได้ แก่ เสามงคล แม่เตาไฟ เหนือประตูห้ องนอนหลัก (มีห�ำยนต์ส�ำหรับเรือนกาแล) หัวบันได ต�ำแหน่งที่บูชาผีเรือนมีความคล้ายคลึง กับวัฒนธรรมชาวลัวะมาก ๕๓
ชาติพันธุ์ไทลื้อ ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นายสนิท เนตรทิพย์ (ก�ำนันต�ำบลวรนคร) บ้านเลขที่ ๙๔ หมู่ ๗ ต�ำบล วรนคร อ�ำเภอปัว จังหวัดน่าน เดิมชาวลื ้อ หรือไทลื ้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณ เมืองลื ้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อ มาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมือง หนองแส หรื อที่เรี ยกว่าคุนหมิงใน ปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน� ้ำน� ้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษ ที่ ๑๒ จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื ้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนาปัจจุบันตั้งเป็นอาณา จักรแจ่ลื ้อ(เซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อ�ำนาจ การปกครองเอาไว้ที่หอค�ำเชียงรุ่ง นาน ๗๙๐ ปีต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมืองครอง ราชต่อมาในปีค.ศ.๑๕๗๙-๑๕๘๓ (พ.ศ.๒๑๒๒-๒๑๒๖) ได้แบ่งเขตการ ปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัว เมืองให้มีที่ท�ำนา ๑,๐๐๐ หาบข้าว (เชื ้อ พันธุ์ข้าว)ต่อนาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมืองจึงเป็น ที่มาจนถึงปัจจุบันเมืองสิบสองปันนา ได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี ้ (ที่มาของค�ำว่า สิบสองพันนา อ่านออก เสียงเป็น “สิบสองปันนา”) ชาวไทลื ้อ อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น� ้ำโขง คือ ด้านตะวัน ออกและตะวันตกของแม่น� ้ำ มีเมืองต่างๆ ดังนี ้ภาษาไทลื ้อ ได้กล่าวไว้ว่า ห้าเมิง ๕๔
ตะวันตก หกเมิงตะวันออก รวมเจงฮุ่ง (เชียงรุ่ง) เป็น ๑๒ ปันนา ประกอบด้วย เมืองใหญ่น้อยต่าง ๆ เช่นฝั่งตะวันตก : เชียงรุ่ง, เมืองฮ�ำ, เมืองแช่, เมืองลู, เมือ งออง, เมืองลวง, เมืองหุน, เมืองพาน, เมืองเชียงเจิง, เมืองฮาย, เมืองเชียงลอ และเมืองมาง และฝั่งตะวันออก : เมือง ล่า, เมืองบาน, เมืองแวน, เมืองฮิง, เมือง ปาง, เมืองลา, เมืองวัง, เมืองพง, เมือง หย่วน, เมืองมางและเมืองเชียงทอง การขยายตัวของชาวไทลื ้อสมัยรัชกาลที่ ๒๔ เจ้าอินเมืองได้ เข้าตีเมืองแถน เชียงตุง เชียงแสน และล้านช้าง กอบกู้ บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งตั้งหัว เมืองไทลื ้อเป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบ สองปันนา และในยุคนี ้ได้มีการอพยพ ชาวไทลื ้อบางส่วนเพื่อไปตั้งบ้านเรือน ปกครองหัวเมืองประเทศราชเหล่านั้น จึง ท�ำให้เกิดการกระจายตัวของชาวไทลื ้อ ในลุ่มน� ้ำโขงตอนกลาง(รัฐฉานปัจจุบัน) อันประกอบด้ วยเมืองยู้ เมืองยอง เมืองหลวย เมืองเชียงแขงเมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองพะยาก เมืองไฮ เมืองโก และเมืองเชียงทอง หรือ หลวงพระบาง (ล้านช้าง) เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ซึ่ง บางเมืองในแถบนี ้เป็นถิ่นที่อยู่ของชาว ไทลื ้ออยู่แล้วเช่น อาณาจักรเชียงแขงซึ่ง ประกอบด้วย เมืองเชียงแขงเมืองยู้เมือง หลวย เมืองเชียงกก เมืองเชียงลาบ เมือง กลาง เมืองลอง เมืองอาน เมืองพูเลา เมืองเชียงดาวเมืองสิงเป็นต้น ชาวไทลื ้อ บางส่วนได้อพยพหรือถูกกวาดต้อน ออก จากเมืองเหล่านี ้เมื่อประมาณหนึ่งร้อย ถึงสองร้ อยปีที่ผ่านมา แล้ วลงมาตั้ง ถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย ไทลื ้อ หมายถึง คน เชื ้อสายไทยที่อาศัยอยู่แค้วนสิบสองปัน นาจุไทยหรือสิบสองปันนามณฑลยูนาน ประเทศจีนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ การเกษตรและทอผ้า นิยมตั้งบ้านเรือน อยู่ตามที่ลุ่มแม่น� ้ำของเมืองเชียงรุ้ ง ซึ่ง เป็นเมืองหลวงของแค้วนสิบสองปันนา แม้พื ้นเพของคนไทยอยู่ในแค้วนสิบสอง ปันนาตอนใต้ของประเทศจีน แต่คนไทย หรือก็โยกย้ายถิ่นฐานบ้างอพยพบ้าง ถูก กวาดล้างตอนยามสงครามบ้าง ดังนั้นจึง พบคนไทยหรืออาศัยอยู่ในรัฐฉานของ ประเทศพม่าด้วย ส่วนประเทศไทยมีชาว ไทลื ้อเข้ามาอาศัยอยู่เมื่อประมาณ๓๐๐ ปีมาแล้ว ปัจจุบันอาศัยอยู่ในจังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ล�ำพูน ล�ำปาง พะเยา แพร่ น่าน ไทลื ้อในสิบสองปันนา เป็นดินแดนของ ชาวไทยหรื อที่มีความเป็ นปึ กแผน ยาวนานหลาย ๑๐๐ ปีตั้งแต่เมื่อครั้ง ชาวไทยหรือนับถือหูอื ้อเจืองเป็นปฐม ๕๕
กษัตริย์ของอาณาจักรเชียงรุ้ ง และมี พระเจ้าแผ่นดินปกครองถึง๔๕ องค์โดย ในประวัติศาสตร์กล่าวว่า ไทลื ้อเคยถูก ลุกรานและอยู่ภายใต้การปกครองของ จีน พม่า เชียงใหม่ แต่ก็ด�ำรงความเป็น อาณาจักรอยู่ได้จนกระทั่งเมื่อจีนตกอยู่ ภายใต้การปกครองระบบคอมมิวนิสต์ ต�ำแหน่งเจ้าหอค�ำหรือพระเจ้าแผ่นดิน ของเชียงรุ้ งก็สิ ้นสภาพลง เวียงผาคราง ซึ่งเป็นวังของพระเจ้าแผ่นดินจึงถูก ท�ำลายลง กลายเป็นสวนยางในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ยังคงแสดงความมีอารยธรรม สู ง ส่ ง ข อ ง เ ช้า ห รื อ คื อ ห อ ค� ำ ห รื อ พระราชวังของเจ้าหม่อมค�ำลือเจ้าเมือง เชียงรุ้ งองค์สุดท้ายที่พ�ำนักอยู่ ณ เวียง ผาคราง ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากฝั่ง โขงราว ๔ กิโลเมตรทางทิศใต้ของเชียง รุ้งและเป็นจุดที่แม่น� ้ำฮอดไหลมาบรรจบ กับแม่น� ้ำโขงต่อมาหอค�ำจึงถูกท�ำลายลง เมื่อครั้งจีนได้ปฏิวัติวัฒนธรรม และใน ปัจจุบันจึงได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในที่สุด ชาวไทยลื้อยึดมั่นในพระพุทธศาสนา มีป ระเพณีที่เกี่ยวเนื่อ งกับศาสนา มากมาย เช่นประเพณีตานก๋วยสลาก ประเพณีสงกรานต์และประเพณีขึ้นธาตุ ส่วนสถาปัตยกรรมแบบไทย และยังได้รับ ยกย่องว่างดงามมากอีกด้ วย โดยมี เอกลักษณ์ที่หลังคาโบสถ์หรือวิหารจะท�ำ เป็นสองชั้น หลังคาชั้นล่างยาวคุมตัว อาคารมุมชายคาประดับด้วยไม้แกะสลัก รูปสัตว์ป่าหิมพานต์ วิถีชีวิตและความเป็นอยู่หลายหลาย อย่างของชาวไทยลื ้อ ถือเป็นลักษณะที่มี เอกลักษณ์ในตัวเองโดยเฉพาะบ้านเรือน ที่หากเป็นบ้านไทยลื ้อดั้งเดิมก็จะเป็นบ้าน ใต้ถุนสูง หลังคาสูง มุงด้วยหญ้าคา ฝา บ้านท�ำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ มี“ปุ้มปุก” หรือ สมัยรัชกาลที่ ๒๔ เจ้าอินเมือง ได้กอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งตั้งหัวเมืองไทลื้อ เป็นสิบสองเขต เรียกว่า สิบสองปันนา “ “ ความเชื่อต่าง ๆ ของชาวไทลื้อ ๕๖
ฉันยกระดับก่อนบันไดขั้นแรก ใช้เป็นที่ วางรองเท้า หรือเป็นบ้านไม้หลังคามุงด้วย แป้นเกล็ด ด้านประเพณีและพิธีกรรม ได้แก่ พิธีตานดอน พิธีสืบชะตาข้าว พิธีสังคหะ ทุ่ง เลี ้ยงปางเจ้าหลวง ตานธรรมยี่เป็ง และประเพณีจึงบ้าน ด้านความเชื่อได้แก่ การเลี ้ยงผีฝาย เพื่อเป็นสิริมงคล การเรียก ขวัญข้าว ปีไหนที่เห็นว่าข้าวเจริญเติบโต ไม่เต็มที่จึงจัดให้มีการเรียกขวัญข้าว การ สู่ขวัญข้าวใหม่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวได้ผลผลิต เป็นที่น่าพอใจก็จะท�ำพิธีสู่ขวัญข้าวใหม่ นอกจากนี ้ไทลื ้อยังมีประเพณีส�ำคัญที่น่า สนใจอีกมากมายเช่น การเรียกขวัญ มี ลักษณะคล้ายประเพณีเรียกขวัญของชาว เหนือโดยทั่วไป เพื่อเป็นขวัญก�ำลังใจแก่ ผู้หายป่ วยใหม่ ๆ การส่งเคราะห์เพื่อให้ อยู่สุขสบายขึ้น การสืบชะตาเพื่อให้เป็น สิริมงคล ขับไล่สิ่งชั่วร้ายมีทั้งสืบชะตาคน และสืบชะตาหมู่บ้าน การขึ้นเฮินใหม่หรือ การขึ้นบ้านใหม่การขึ้นปีใหม่ระหว่างวัน ที่๑๓-๑๘เมษายนของทุกปีการแต่งงาน และการตายซึ่งเดิมจะใช้การฝัง ต่อมาใช้ การเผาแทน ชุมชนร้องแงเป็นชุมชนไทลื ้อ ที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนา เมือง เล็น มาตั้งรกรากฐานอยู่โดยแกนน�ำของ พระเจ้าพญาสิน พระเจ้าช้างงาเขียวเป็น ประเพณีของไทลื ้อทั้งหมดที่ยังมีอยู่ใน อดีตถึงปัจจุบันจะมีพิธีต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เช่น การสังคหะทุ่ง การสืบชะตาข้าว ใน การสังคะหะทุ่งนั้นท�ำในป่าละม่อม หมู่บ้านละครั้ง การสืบชะตาข้าวก็ท�ำใน วัด เลี ้ยงปางเจ้าหลวง พิธีอุ่นจึงบ้านสี่ปีมี ครั้งวันที่๓๑ก็มีพิธีตานดอนตานสังเวียง ผีตานผีที่ไม่มีที่ พิธีสังเคราะห์บ้านก็จะ เอาชาวบ้านทั้งหมด ก็จะเอาเสื ้อผ้ามาท�ำ ๕๗
ตรงกลางใจหมู่บ้าน เวลามีคนตาย เราก็ จะมีพิธีเลี ้ยงผีเลี ้ยงบ้าน เลี ้ยงเมืองจะ เลี ้ยงปิดประตูบ้าน ปิดประตูเมือง ก็ไม่ให้ มีคนตายให้อยู่สุขสบายพิธีปิดประตูบ้าน จะมีไก่ มีเหล้า มีดอกไม้เทียน ตาเหลว ส่วนคนที่ไปช่วยงานศพที่หามศพยกโลง อะไรต่างๆ ถ้าเป็นญาติที่ไปแตะผู้ตาย เวลากลับถึงบ้านเขาก็จะมีพิธีทูนขวัญ สู่ขวัญให้มาอยู่กับเนื ้อกับตัวไม่ให้เจ็บไข้ ได้ป่ วย ก็เป็นความเชื่อของชาวไทลื ้อ มา ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ (บทสัมภาษณ์ ก�ำนันสนิท เนตรทิพย์) อัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรม ศาสนา พิธีกรรมความเชื่อ และประเพณีพื ้นบ้าน ชาวไทลื ้อนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรเทว ประยุกต์เข้ากับวัฒนธรรมชาวไทลื ้อ เช่น การนับถือผีข้อห้ามส�ำหรับแขกหรือบุคคล ที่ไม่ได้นับถือบรรพบุรุษเดียวกันคือห้าม บุคคลที่นับถือผีต่างกัน หรือแขกที่มา เยี่ยมเข้าไปห้องนอนของเจ้าของบ้านโดย เด็ดขาดเพราะห้องนอนจะเป็นที่สถิตของ ผีครูและผีเรือนผีเจ้าเมืองที่ท�ำหน้าที่ดูแล ปกปั กรักษาบ้านเมือง ด้ วยหากมี เหตุการณ์ไม่ปกติต้องบวงสรวงด้วย วัว ควาย หมูเป็ด ไก่ข้อห้าม คือ ห้ามผู้หญิง เข้าเขตบวงสรวงนี ้โดยเด็ดขาด ผีเรือน ซึ่งมีทั้งผีเรือนฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ การสื่อผีนั้นผู้หญิงจะท�ำหน้าที่สื่อผีเรือน การส่งเคราะห์ เพื่อให้อยู่สุขสบายขึ้น การสืบชะตา เพื่อให้เป็นสิริมงคลขับไล่สิ่งชั่วร้าย “ “ คือต้องท�ำหน้าที่ต่อกับผีเส้นไหว้ไม่ให้ ขาดการบวงสรวงผีเรือนจะกระท�ำหลัง จากบวงสรวงผีเจ้าเมืองการบวงสรวงจะ บวงสรวงด้วย ไก่สีด�ำและไข่ไก่ฝ้ายเทียน เหลืองหรือขี ้ผึ้งผู้หญิงจะเป็นคนกระท�ำผี เตาไฟและผีหม้อนึ่ง มีหน้าที่ดูแลรักษา บ้านเรือนไม่ให้เกิดไฟไหม้และอาหารเป็น พิษอันจะท�ำให้เกิดโรคภัยต่างๆนอกจาก นี ้ยังมีหน้าที่ตรวจตราว่าเกิดสิ่งร้ายอันใด ขึ้นกับบุคคลในครอบครัวและผู้อื่น กล่าว คือเมื่อมีคนไม่สบายในบ้านเรือน เข้าจ� ้ำ จะท�ำพิธีหาสาเหตุโดยเสี่ยงทายจากหม้อ นึ่ง การส่งผีหม้อนึ่งผู้ท�ำหน้าที่ต้องเป็น ผู้หญิงเท่านั้นและจะต้องสืบทางสาย เลือด เมื่อมีการส่งนั้นจะน�ำน� ้ำเต่าและไห ข้าวมาผูกกับไม้คานให้เป็นรูปคนเขียน หรือเขียนตา จมูก ใส่เสื ้อห้า แล้วน�ำ ข้าวสารใส่กระดงผีก๊ะผีห่า คือผีไม่มีญาติ หรือสัมภเวสีต่าง ๆ ที่คอยมารังควาน ท�ำร้ายชาวบ้านเมื่อเจ็บป่วยหมอจะท�ำพิธี ๕๘
การขึ้นปีใหม่ไทลื้อ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๘ เมษายน ของทุกปี “ “ เสี่ยงทายและจะให้น�ำของไปเส้นไหว้ตาม ที่ผลเสี่ยงทายออกมา ผีครูคือผีครูบาอาจารย์ซึ่งมีหน้าที่ปกปักรักษาศิษย์ ผู้เรียนคาถาเวทมนตร์ต่าง ๆ ระบบ ความเชื่อและศาสนาดั้งเดิมของชาวไทลื ้อ มีพิธีไหว้ผีเรือนผีตระกูล พิธีบูชาย่าขวัญ ข้าว พิธีไหว้ใจบ้าน ใจเมือง พิธีบวงสรวง เสื ้อบ้านเสื ้อเมืองพิธีบายศรีสู่ขวัญพิธีสืบ ชะตา ซึ่งความเชื่อเรื่องผีก็ยังคงสืบทอด ต่อมาแม้เมื่อรับพุทธศาสนาแล้วชาว ไทลื ้อนับถือพระพุทธศาสนา พิธีบายศรี สู่ขวัญ พิธีสืบชะตา ซึ่งความเชื่อเรื่องผีก็ ยังคงสืบทอดต่อมา แม้เมื่อรับพุทธศาสนา แล้ว ชาวไทยหรือนับถือพระพุทธศาสนา เถรเทว ท�ำให้มีวัฒนธรรมที่เนื่องด้วย พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ต า ม ม า เ ช่ น สถาปัตยกรรม วัดวาอาราม วรรณกรรมชาดก คัมภีร์ใบลาน วัดเป็นศูนย์กลาง ข อ ง ชุม ช น แ ล ะ เ ป็ น แ ห ล่ ง ส ะ ส ม วรรณกรรมมากมายหลาย ๑๐๐ เรื่อง และมีวรรณกรรมร่วมกับทางล้านนา จ�ำนวนมาก เช่น ลังกา ๑๐ โมงโบราวงศ์ จ�ำปาสี่ต้น หูงผาค�ำ (หงส์ผาทองค�ำ) เจ้าสุธน เป็นต้น ๕๙
ชาติพันธุ์ภูไทหรือผู้ไท ข้อมูลโดยผู้น�ำชุมชน นางหทัยทิพย์ เชื้อสะอาด เจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์วัฒนธรรม บ้านเลขที่ ๑๘๖ หมู่ ๓ ต�ำบลหย่วน อ�ำเภอเชียงค�ำ จังหวัดพะเยา จังหวัดพะเยา ชาวภูไทดั้งเดิมมีภูมิล�ำเนาอยู่ที่แคว้นสิบ สองจุไท ประเทศเวียดนาม ต่อมาได้มี การเคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเทศลาว และสู่ ประเทศไทยตามล�ำดับ การอพยพเข้ามา ประเทศไทยครั้งแรกเข้ามาในรัชสมัย ของพระเจ้ากรุงธนบุรีส่วนครั้งที่สองเข้า มาในสมัยเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์เป็น กบฏต่อกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.๒๓๖๙ กองทัพไทยยกขึ้นไปปราบจนสงบแล้ว จึงมีนโยบายจะอพยพพวกภูไทจากฝั่ง ซ้ายแม่น� ้ำโขง (ฝั่งลาว) มาอยู่ที่ภาค อีสานของไทย เพื่อให้เป็นก�ำลังต่อเวียง จันทร์และญวนอีก ต่อมาเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ชาวภูไทในจังหวัด กาฬสินธุ์และมุกดาหารได้อพยพเข้ามา ตั้งถิ่นฐาน อยู่ที่บ้านใหม่ราษฎร์บ�ำรุง ๖๑
(บ้านจ�ำไก่) หมู่ ๕ ต�ำบลสันโค้ง อ�ำเภอ ดอกค�ำใต้จังหวัดพะเยา ที่นี่จึงมีชื่อ เรียกว่า “อีสานล้านนา” ผู้คนไทอีสานกับ คนพื ้นเมืองล้านนาที่นี่ อยู่ร่วมกันใน สังคมแบบราบรื่น กลมเกลียวสามัคคี พื ้นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ติดกับป่าสงวน สภาพอากาศจึงมีความเหมาะสมต่อการ ท�ำเกษตร โดยชุมชนยังคงอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีเดิมของ ตนเองอยู่ประชากรอาศัยแบบช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบ เอื ้อเฟื ้อเผื่อแผ่อยู่ร่วมกันแบบเครือญาติ ชาวภูไทมีลักษณะความเป็นอยู่แบบ ครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกัน เป็นกลุ่ม คนท�ำงานที่มีความขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ ท�ำงานได้หลายอาชีพเช่น ท�ำนา ท�ำไร่ ค้าวัว ค้าควาย น�ำกองเกวียนบรรทุก สินค้าไปขายต่างถิ่นเรียกว่า ‘นายฮ้อย’ เผ่าภูไทเป็นกลุ่มที่พัฒนาได้เร็วกว่าเผ่า อื่น มีความรู้ความเข้าใจและมีความเข้ม แข็งในการปกครอง มีหน้าตาที่สวย ผิว พรรณดีกริยามารยาทแช่มช้ อย มี อัธยาศัยไมตรีในการต้อนรับแขกแปลก ถิ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง เผ่าภูไทนิยม นุ่งผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อ ย้อมครามเกือบสีด�ำ เรียกว่าผ้าด�ำหรือซิ่นด�ำ สวมเสื ้อแขน กระบอก ชาวภูไทบริโภคข้าวเหนียวเป็น หลัก ท�ำอาหารจากธรรมชาติป่าเขา และ อาหารตามฤดูกาล เช่น ข้าวจี่ ใต้น� ้ำ ต�ำมะฮุงแจ่วบองแกงยอดบวบ ซุปหน่อ ไม้หมกหน่อไม้ป่นต่าง ๆ เป็นต้น กรณี ที่มีเทศกาลต่าง ๆ ถึงจะมีการล้มสัตว์ ใหญ่ เครื่ องดื่มที่นิยมท�ำกินกันใน เทศกาลต่าง ๆ ก็คือ เหล้าอุ มีลักษณะ เป็นโอ่งเล็ก ๆ วัตถุดิบที่น�ำมาท�ำเหล้าอุ คือข้าวเหนียวแกลบ ลูกข้าวหมาก หรือ แป้งข้าวหมาก รสชาติจะออกหวาน ๆ ขมๆ ผสมกับดีกรีแอลกอฮอล์ ความเชื่อของชาวผู้ไทหรือภูไท ผ้หญิง ูจะนิยมไว้ผมยาวและเกล้ามวย ผมไว้กลางกระหม่อม เวลาออกนอกบ้าน จะมีผ้ามัดที่ผม เรียกว่า “ผ้าแพรมน” มี ลักษณะคล้ายผ้าเช็ดหน้าขนาดใหญ่ มี สีสันและลวดลายฉบับภูไท เสื ้อจะเป็น เสื ้อมอบหรือเสื ้อด�ำ ผ้าซิ่นจะเป็นซิ่นมัด หมี่ต่อด้วยตีนจก สวมรองเท้าแตะคีบ และจะมีก�ำไลข้อมือเท้า เงินทั้งสองข้าง เวลามีงานบุญต่างๆจะเห็นชาวภูไทน�ำ สไบที่มีความประณีต ส่วนใหญ่จะเป็นสี แดง สาวภูไทจะทอเอาไว้ใช้เรียกว่า “แพรวา” หรือ ผ้าเบี่ยง ผ้ชาย ู มักจะนิยมนุ่งโสร่งไหมในงาน พิเศษ เวลาปรกติจะนุ่งกางเกงขาก๊วย หรือโสร่งที่ท�ำจากผ้าฝ้าย เสื ้อจะเป็นโทน ๖๒
สีด�ำ มักจะมีผ้าชาวม้าหรือที่เรียกว่า “แพร” พาดบ่า มัดเอว หรือมัดหัวเวลา เดินทาง ชาวภูไทมีความเชื่อในการสร้างที่อยู่ อาศัย โดยจะสร้างเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง มีระเบียง มีชานบ้าน และมีครัวไฟอยู่ข้าง บนบ้าน ประเพณีพิธีกรรมของชาวภูไท ในส่วนใหญ่จะผสมผสานกับพุทธ ศาสนา พิธีกรรมตาม “ฮีตสิบสอง” มี ความเชื่อมาจากค�ำสองค�ำได้แก่ฮีต คือ ค�ำว่า จารีต ซึ่งหมายถึงความประพฤติ ธรรมเนียมประเพณีความประพฤติที่ดี และ สิบสอง หมายถึง สิบสองเดือน ดัง นั้น “ฮีตสิบสอง” จึงหมายถึงประเพณีที่ ชาวลาวในภาคอีสาน และประเทศลาว ปฏิบัติกันมาในโอกาสต่าง ๆ ทั้งสิบสอง เดือนของแต่ละปีเป็นการผสมผสาน พิธีกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องผีและพิธีกรรม ทางการเกษตร เข้ากับพิธีกรรมทางพุทธ ศาสนานักปราชญ์โบราณได้วางฮีตสิบ สองไว้ดังนี ้บุญเข้ากรรม คือบุญที่ท�ำ ขึ้นในเดือนอ้าย (เดือนเจียง)ซึ่งเป็นเดือน แรกของปีที่ชาวอีสานจะต้องประกอบพิธี บุญกันจนเป็นประเพณีซึ่งอาจจะเป็น ข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้พิธีบุญนี ้จะเกี่ยว กับพระโดยตรงซึ่งความจริงน่าจะเป็น เรื่องของสงฆ์โดยเฉพาะ แต่มีความเชื่อ กันว่าเมื่อท�ำบุญกับพระที่ท�ำพิธีนี ้จะ ท�ำให้ได้อานิสงส์มากญาติโยมจึงคิดวัน ท�ำบุญเข้ากรรมขึ้น เดือนยี่ – บุญคูน ลาน เป็นการท�ำบุญเพื่อรับขวัญข้าว เมื่อถึงเดือนยี่ หรือเดือนที่ ๑ คือเดือน ๖๓
มกราคมของทุกปีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว เสร็จ ชาวบ้านจะขนเอามัดรวงข้าวที่ เกี่ยวเสร็จแล้ว นั้นไปกองรวมกันไว้ที่ลาน เก็บข้าวด้วยมีความเชื่อว่าข้าวนั้นเป็น พืชเลี ้ยงชีวิตที่มีเทพารักษา เทพองค์นั้น มีนามว่า “แม่โพสพ” ซึ่งเป็นขวัญข้าวที่ เลี ้ยงมนุษย์มา การท�ำบุญมีพระสวด มนต์เย็น ฉันเช้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าว เปลือก เมื่อพระฉันเช้าแล้วก็ท�ำพิธีสู่ขวัญ ข้าวและผูกข้อต่อแขนกันในหมู่ชาวบ้าน ผู้ร่วมพิธี เรื่ องผีชาวภูไทก็นับถือเหมือนกัน บรรพบุรุษที่ล้มหายตายจากไปแล้ว คือ เราก็เรียกว่า “ผี” เราก็นับถือในประเพณี ของคนภูไทนี ้เรายังไม่ถึงเดือน ๓ ออก ใหม่ ๓ ค�่ำ คือตัวนี ้คือแบบว่าเราจะมา ท�ำขวัญข้าว คือจะว่าผีก็ไม่เชิง จะว่า เทวดาก็ไม่เชิง ทุกปีเราจะมาท�ำพิธีสู่ ขวัญข้าวแต่ละปีคือเดือน ๓ ออกใหม่๓ ค�่ำ เดือน ๓ นี ้ก็คือ เราเปิดประตูยุ้งสาง คือเปิดประตูเล้าภาษาเราเรียกว่าเปิด ประตูเล้า คือเปิดยุ้งสาง เรามาท�ำให้แม่ โพสพ อันนี ้ความเชื่อของคนภูไท เพราะ ความเชื่อของผู้เฒ่าผู้แก่แล้วเราก็สืบต่อ กันมา สมัยตะก่อนเราใช้วัวควาย แล้วใช้ ไม้ตีไอ่ตัวนี ้เราไปตีแม่โพสพ แล้วถูกใส่ ข้าว เราต้องมาท�ำพิธีท�ำขวัญข้าวให้กับ รวงข้าวที่เกี่ยวเสร็จแล้วมี ความเชื่อว่าข้าวนั้นเป็นพืช เลี้ยงชีวิตที่มีเทพารักษา เทพองค์นั้นมีนามว่า “แม่โพสพ” แม่โพสพ เรามาขอโทษแม่โพสพที่ท่าน มาให้เราตีเราเหยียบเราย�่ำทุกอย่าง พอถึงเดือน ๓ ออกใหม่ ๓ ค�่ำ เราก็มา ท�ำขวัญให้เหมือนกับแทนคุณขอสุมาลา โทษ แทนเป็นความเชื่อ คือแบบว่าเรามี เสื ้อผ้า เรามีน� ้ำอบ น� ้ำหอม แล้วก็อาหาร เราก็เอามาให้ท่านทานใช่ไหม คือแบบ ว่ามีข้าวเหนียว หมกปลา หมกไก่ อันนี ้ เป็นอาหารคาว แล้ วของหวานจะมี ข้าวต้มมัด ข้าวปาด ข้าวขนมชั้น แล้วก็ มีผลไม้มีกล้วย มีอะไรต่างๆ ที่เอามาเซ่น ไหว้บรรพบุรุษของเรา ดอกไม้ธูปเทียน เป็นเครื่องบูชา กับบูชาข้าว บูชาแม่ โพสพ ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ปีหน้าก็ไม่ ให้ฝนแล้งให้มันได้เหมือนเดิมหรือให้ได้ เยอะกว่าเก่า ความเชื่ออันนี ้ความเชื่อ ของบรรพบุรุษของเรามาเป็นอย่างนั้น เดือนสาม – บุญข้าวจี่ ตามความเชื่อ ในสมัยพุทธกาล นางปุณณะทาสี ได้ท�ำ ขนมแป้งจี่ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าและพระอานนท์เถระ ครั้นถวายแล้ว ๖๔
นางคิดว่า พระองค์คงไม่เสวยและอาจ เอาทิ ้งให้สุนัขหรือกากิน เพราะอาหารที่ นางถวายไม่ประณีตน่ารับประทาน เมื่อ พระพุทธเจ้าทรงทราบภาวะจิตของนาง ปุณณะทาสี จึงรับสั่งให้พระอานน์ปูลาด อาสนะ แล้วทรงประทับนั่งฉันท์ ณ ที่ นางถวายนั้น เป็นผลให้นางเกิดปีติยินดี เป็นอย่างยิ่งและเมื่อนางได้ฟังพระธรรม เทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ก็บรรลุ โสดาบันปัตติผลด้วยอานิงสงฆ์ที่ถวาย ขนมแป้งจี่ ชาวอีสานจึงเชื่อในอานิสงส์ ของการทานดังกล่าว จึงพากันท�ำ ข้าวจี่ถวายทานแด่พระสงฆ์สืบต่อมา เดือนห้า – บุญสงกรานต์ ตามคตินิยม โบราณ นิยมสรงน� ้ำพระและผู้อาวุโสอัน เป็นการแสดงความเคารพและความ กตัญญูเพื่อความเป็นสิริมงคล เดือน หก – บุญบั้งไฟตามความเชื่อประเพณี บุญบั้งไฟ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญ เดือนหก จัดเป็นบุญประจ�ำปีทุกปีในช่วง เดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะ ลงมือท�ำนาโดยมีจุดประสงค์ส�ำคัญ คือ การขอฝน ชาวบ้านในภาคอีสาน ถือว่า บุญบั้งไฟเป็นพิธีกรรมที่มีความส�ำคัญ มาก เพราะเชื่อว่าหากหมู่บ้านใดไม่จัด บุญบั้งไฟก็อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติ เดือนเจ็ด – บุญซ�ำฮะ เป็นงานบุญที่ ชาวอีสานจะจัดงานประเพณีขึ้น มีจุด ประสงค์เพื่อปัดรังควานและขับไล่ เสนียดจัญไร ตลอดถึงเหล่าภูติผีปีศาจ หรือสิ่งชั่วร้ายให้ออกไปจากหมู่บ้าน ค�ำว่า “ซ�ำฮะ” ก็คือ“ช�ำระ” ที่หมายที่การ ๖๕
ล้างให้สะอาด บุญซ�ำฮะอาจจะเรียกว่า เป็นบุญเบิกบ้าน หรือ บุญบ้าน ซึ่งในงาน บุญนี ้นอกจากจะท�ำพิธิขับไล่สิ่งชั่วร้าย แล้ว ยังต้องมีการท�ำพิธีบูชาสิ่งศักดิสิทธิ์ ์ คู่บ้านคู่เมือง เพื่อให้เกิดความเป็นสิริ ม ง ค ล แ ก่ ห มู่บ้า นและประชาช น เดือนแปด – บุญเข้าพรรษา “เข้า พรรษา” แปลว่า “พักฝน” หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจ�ำณวัดใดวัด หนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุใน สมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรด สัตว์และเผยแผ่พระธรรมค�ำสั่งสอนแก่ ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จ�ำเป็นต้องมี ที่อยู่ประจ�ำ แม้ในฤดูฝนชาวบ้านจึง ต�ำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวาง ระเบียบการจ�ำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ ประจ�ำที่ตลอด ๓ เดือน ในฤดูฝน โดย แบ่งเป็น “ปุริมพรรษา” หรือวันเข้า พรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค�่ำเดือน ๘ ของทุกปีหรือถ้าปีใดมีเดือน ๘ สอง ครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม ๑ ค�่ำเดือน ๘ หลัง และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค�่ำ เดือน ๑๑ “ปัจฉิมพรรษา” หรือวันเข้า พรรษาหลังเริ่มตั้งแต่วันแรมค�่ำ ๑ เดือน ๙ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค�่ำเดือน ๑๒ เดือน เก้า – บุญข้าวประดับดิน ตามความ เ ชื่ อ คื อ เ พื่ อ อุ ทิ ศ บุญ กุ ศ ลใ ห้ กั บ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และ เปรต โดยการน�ำของกินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค�ำหมาก ค�ำพลูอาหารหวาน อาหารคาว วางลงบนพื ้นดินเพื่อให้ดวงวิญญาณทั้ง หลายที่ยังอยู่ในภพภูมิต�่ำได้รับบุญกุศล และได้เสพอาหารหวานคาวเหล่านี ้ บาง ท้องถิ่นมีความเชื่อว่า หากดวงวิญญาณ ของญาติมิตรที่ต้องเกิดในขุมนรก ก็จะ ถูกปลดปล่อย เพื่อให้มารับบุญในวันนี ้ ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อว่า เมื่อน�ำ อาหารลงดินให้กับดวงวิญญาณหรือ เปรตแล้ ว ห้ามคนน�ำมากินเด็ดขาด เพราะเป็นของเหลือเดนจากเปรตซึ่งไม่ ควรกิน และ ห้ามน�ำหยิบฉวยเอาของกิน เหล่านี ้ไป ไม่เช่นนั้นเปรตจะมาตาม หลอกหลอนเพื่อทวงคืน เดือนสิบ – บุญข้าวสาก ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นการ ท�ำบุญตามประเพณีในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ จัดสลากภัตนี ้ว่าเป็นสังฆทาน ประเภทหนึ่งซึ่งนิยมถวายตามฤดูกาลที่ มีผลไม้ออกใหม่โดยจะถวายตามสลาก บุญซ�ำฮะ เป็นงานบุญที่จัดขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อปัดรังควาน และขับไล่เสนียดจัญไร ตลอดถึง เหล่าภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้าย “ “ ๖๖
เช่น หน้ามะม่วง ก็เรียกสลากภัตมะม่วง หน้าทุเรียน ก็เรียก สลากภัตทุเรียน เป็นต้น ซึ่งคงขึ้นอยู่กับสิ่งของที่มีใน แต่ละท้องถิ่นเป็นหลักในการใช้ถวาย ทาน เดือนสิบเอ็ด - บุญออกพรรษา ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเหมือนได้บุญจาก นิโรธสมาบัติ(การออกจากการพักผ่อน ของพระอรหันต์) ดังนั้นลูกหลานที่ไป ท�ำงานต่างถิ่นจึงนิยมกกลับบ้านเพื่อมา ท�ำบุญนี ้และออกพรรษากับ พ่อธรรม หรือของฮักษา ที่ได้เข้าไว้ในช่วงบุญเข้า พรรษา เดือนสิบสอง – บุญกฐิน เชื่อ กันว่าใครที่ได้มาบูชานั้น เงินทองจะไหล มาเทมา โชคลาภจะไหลบ่าไม่ขาดสาย เปรียบเทียบไม่ต่างกับกระแสแรงศรัทธา ของผู้คนที่ต่างมุ่งหน้ามางานทอดกฐินที่ จะมากันเป็นประจ�ำทุกปีเอาข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆมาถวายวัด เอาเงินทองมา ร่วมท�ำบุญ การท�ำประเพณี พิธีกรรมการแห่ ดอกไม้ ชาวบ้านมีความเชื่อว่า การที่ได้ น�ำดอกไม้มาบูชาพระรัตนตรัยนั้นจะ ท�ำให้อยู่ดีมีสุขฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้ เรือสวนไร่นาอุดมสมบูรณ์บ้านเมืองมี ความร่มเย็นเป็นสุขปราศจากโรค ภัย ไข้ เจ็บ วัว ควาย สัตว์เลี ้ยงต่างๆขยายดอก ออกผลสมบูรณ์เกิดเป็นศิริมงคลแก่ทั้ง ตนเองญาติๆและชาวบ้านคนอื่นๆและ เชื่อในเรื่องของการนับถือ ผีบ้านผีเรือน ความเชื่อในการนับถือผีบ้านผีเรือน เป็น วัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ได้ รับสืบทอดมา จากปู่ ย่าตายาย ทั้งนี ้เพราะระบบ ครอบครัวมีความผูกพันกันอย่างแน่น เฟ้น สิ่งใดที่บรรพบุรุษท�ำไว้ก็จะพากันท�ำ ตามด้วยเชื่อว่ากระท�ำแล้วท�ำให้สังคม ห รื อ บุคคลในค รอบค รั วปกติสุข ชาวนครไทย เรียกผีบ้านผีเรือนว่า ผีพ่อ เฒ่าเจ้าเรือน ผีพ่อเฒ่าใหญ่ ผีเหย้าผี เรือน ผีเหล่านี ้เป็นผีบรรพบุรุษที่ตายไป เช่น ปู่ ย่าตายาย ผู้ที่นับถือผีเรือนจะท�ำ หิ ้งขนาด ๑-๒ ฟุต วางของใช้ ของ บรรพบุรุษ เช่นพระห้ อยคอ หนังสือ เสื ้อผ้า ฯลฯ พิธีนี ้เชื่อว่าถ้าปีใดไม่ท�ำพิธี เซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือน ผีจะมารบกวน ๖๗
คนในบ้านให้เจ็บป่ วย สามี-ภรรยาจะ ทะเลาะกัน เด็กเล็กร้ องให้ทั้งคืน ถ้า ครอบครัวใดท�ำพิธีเซ่นไหว้จะมีแต่ความ สุขความเจริญซึ่งจะมีการจัดแจงในบ้าน เรือนของตนเอง มักจะมีการกล่าวบอก ก่อนจะมีงานบุญของบ้าน หรือการ ท�ำบุญบ้าน บุญเบิกบ้าน เป็นต้น ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม จะ เห็นแต่ผ้าคลุมหีบศพ เมื่อหามศพลง เรือนผ้าคลุมหีบจะปลดออกไว้ใช้ต่อไป ก่อนจะน�ำมาใช้จะมีพิธีโยนผ้าก่อน ใน ปัจจุบันการโยนผ้าก็ยังปฏิบัติกันอยู่และ นอกจากนี ้ประเพณีของชาวภูไทเกี่ยวกับ เครื่องนุ่งห่ม ๔ อย่างนี ้คือ ผ้าห่ม ที่นอน หมอน ผ้าขาวม้า หญิงสาวชาวผู้ไทยต้อง จัดสร้างขึ้นมาไว้มาก ๆ เมื่อหนุ่มมาขอ แล้วฝ่ายสาวต้องเร่ง ส้างเคิ ้ง คือ สร้าง เครื่องนุ่งห่มนั่นเอง ในปัจจุบันนี ้ก็ยัง ยึดถือประเพณีนี ้อยู่เพียงแต่ว่าหญิงสาว ทุกวันนี ้ต้องเรียนหนังสือ หรือไปท�ำงาน ต่างถิ่นไม่มีเวลาท�ำ เมื่อใกล้จะแต่งงาน อาจจะให้ญาติๆ ช่วยท�ำ หรื อซื ้อ ส�ำเร็จรูป ชาวภูไทมีความเชื่อเรื่องความ สัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ใน ครอบครัวก็จะมีพ่อเป็นใหญ่ที่สุด รองลง มาคือ แม่ พี่คนโต และรองลงไปตาม ล�ำดับ ในอดีตเมื่อ ๔๐ ปีก่อน สังคมภูไท ได้ให้ความส�ำคัญต่อผู้เป็นสามีมาก ใน ปัจจุบันก็ยังให้ความนับถืออยู่ เพียงแต่ ลดพฤติกรรมบางอย่างลงไป เช่น การสม มาสามีในวันพระ บางคนไม่ได้ท�ำเลย โดยเฉพาะภรรยารุ่นใหม่ แต่จะสม ๖๘
มาสามีตอน “ออกค�ำ” (ออกจากการ อยู่ไฟใหม่ ๆ) เหมือนในอดีตเพราะสามี เป็นผู้ล�ำบากทุกข์ยาก อดตาหลับขับตา นอน ตักน� ้ำหาฟื นดูแลภรรยาที่อยู่ค�ำ (การอยู่ค�ำภาษาลาวจึงเรียกว่า “อยู่ กรรม”) ชาวภูไทมีความเชื่อและข้อห้าม ปฏิบัติภายในชุมชนที่เกี่ยวข้ องกับ ชาติพันธุ์หรือท้องถิ่น เช่น ไม่ดื่มสุรา และ เล่นการพนัน ,ไม่ส่งเสียงดังในเวลากลาง คืน ,ไม่ท�ำลายสิ่งแวดล้อม และช่วยกัน รักษาความสะอาด ,ไม่พกอาวุธเข้ามา ภายในชุมชน บุญข้าวประดับดิน ตามความเชื่อคือเพื่อ อุทิศบุญกุศลให้กับ ดวงวิญญาณของ บรรพบุรุษ และ เปรต “ “ ๖๙
ชาติพันธุ์อิ๋วเมี่ยน ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นายแคะแว่น ศรีสมบัติ ประธานชาติพันธุ์อิ๋วเมี่ยน บ้านเลขที่ ๙๑ หมู่ ๑๑ ต�ำบลหย่วน อ�ำเภอเชียงค�ำ จังหวัดพะเยา อิ๋วเมี่ยน หรือเย้าอาศัยอยู่ใน ๙ จังหวัด ๔๔ อ�ำเภอ ๑๙๕หมู่บ้าน จ�ำนวนหลังคา เรือน ๙,๕๐๑ หลังคาเรือน ประชากร รวม ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน เป็น ชนชาติเชื ้อสายจีนเดิม เรียกตัวเองว่า เมี่ยน หรืออิ ้วเมี่ยน แปลว่า มนุษย์และ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เย้า ถิ่นฐานเดิม อยู่ทางตะวันออกในมณฑล กวางเจา ยูนนาน หูหนาน และกวางสีของประเทศ จีน ต่อมาถูกรบกวนจากชาวจีน การท�ำ มาหากินฝืดเคืองจึงได้อพยพมทางใต้ เข้าสู่เวียดนามเหนือ ตอนเหนือของลาว และทางตะวันออกของพม่าบริเวณรัฐ เชียงตุงและภาคเหนือของไทย (ขจัดภัย ๒๕๓๘, น.๔๘) ปัจจุบันมีชาวเมี่ย นอาศัยอยู่มากในจังหวัด เชียงราย พะเยา และน่านรวมทั้งในจังหวัด ก�ำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ ล�ำปาง สุโขทัย และ กาญจนบุรี(อ�ำเภอ สังขบุรี) เย้า เรียกตัวเองว่า เมี่ยน (Mien) แปลว่า คน ราชวงศ์ซ่ง(Sung Dynasty) ของจีนมักเรียกว่า เย้า มาจากค�ำว่า ม่อ ๗๐
‘เย้า’ มาจาก ค�ำว่า ‘ม่อเย้า’ หมายถึง ไม่อยู่ในอ�ำนาจใคร ความเชื่อของชาวอิ๋วเมี่ยน ประเพณีลุยไฟ (ตรุษจีน) ตามความ เชื่อคนโบราณจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ว่า บุคคลใด ที่โดนกล่าวหาว่าท�ำผิด แต่ บุคคลนั้นอ้างว่าตนเองมิได้ท�ำความผิด จะมีการพิสูจน์แสดงความบริสุทธิ์ โดยวิธี การลุยไฟ การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด้วย วิธีนี ้ความเชื่อจากคนโบราณเชื่อว่าคนที่ มีใจบริสุทธิ์ จะเดินผ่านกองไฟได้โดยไม่มี อันตราย เริ่มโดยน�ำเชื ้อไฟมากองไว้แล้ว จุดไฟขึ้น ผู้โดนกล่าวหาว่าท�ำผิดตั้งจิต อธิฐานว่า “ตนบริสุทธิ์ ขออย่าให้มีความ ร้อนจากกองไฟท�ำลายได้” จิตที่แน่วแน่ ประกอบกับเทพเทวาจะเป็ นพยาน ปกป้องร่างขณะเดินลุยไฟ นอกจากนี ้ วรรณกรรมเรื่องดังมีตัวละครที่ต้องการ แสดงความบริสุทธิ์ ของตนโดยวิธีลุยไฟ แต่การลุยไฟจะต้องใช้เท้าเปลือยเปล่า เหยียบไปที่กองเพลิง ว่ากันแล้วบุคคลที่ โดนกล่าวหาจะบริสุทธิ์ หรือไม่อาจได้รับ อันตรายด้ วยกันทั้งสิ ้น ดังนั้นการจะ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่ควรเลือกวิธีนี ้ นอกจากพิธีทรงเจ้าแสดงความศักดิสิทธิ์ ์ ในเทศกาลกินเจแล้ว พิธีลุยไฟหรือเกี่ย โฮ้ยเป็นอีกพิธีหนึ่งส�ำหรับเทศกาลกินเจ ที่ใช้เรียกความศรัทธา พิธีนี ้จะจัดขึ้นใน วันที่เจ็ดเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติ ของจีนหรือวันเก๊าวั่ยชิวชิค เจ้าหน้าที่โรง เจจะน�ำไม้เชื ้อเพลิงวางไว้ที่ทางเดินยาว ประมาณสิบเมตร ส�ำหรับให้ผู้ที่กินเจเดิน ลุยไฟคติความเชื่อจากคนจีนโบราณเชื่อ ว่าการลุยไฟเป็นการสะเดาะเคราะห์ใน เย้า หมายถึงไม่อยู่ในอ�ำนาจใครเดิมเย้า มีแหล่งก�ำเนิดแถบตอนกลางของจีน บริเวณลุ่มแม่น� ้ำฉางเจียวและลุ่มน� ้ำฮั่น เจีย ต่อมากระจายตัวอยู่มณฑลยูนนาน กวางตุ้ ง กวางสีและกุ้ยโจว และได้ เคลื่อนเข้าสู่ภาคเหนือของเวียดนาม พม่า ลาว และอพยพจากลาวเข้าสู่ไทย เมื่อประมาณ ๑๘๕ ปีมาแล้ว ระยะแรก ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณดอยวาว จังหวัด น่าน โดยการน�ำของพญาคีรีศรีสมบัติ และกลุ่มเชียงราย อยู่ที่ดอยหลวง และ อ�ำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เมื่อ ประชากรเพิ่มขึ้นจึงย้ายถิ่นฐานไปตาม จังหวัดต่างๆ ๗๑
พิธีกินเจวันดังกล่าว การวางไม้เชื ้อเพลิง ที่ว่านี ้เจ้าหน้าที่จะเว้นที่ว่างส�ำหรับลงน� ้ำ หนักเท้า การเดินผู้ที่จะเดินลุยไฟควร ส�ำรวจเส้นทางเชื ้อเพลิงก่อน เวลาร่วม พิธีผู้ที่จะเดินลุยไฟเลือกเหยียบบริเวณที่ มอดไฟแล้ว สลับกับที่ว่างที่เว้นไว้และ การเดินลุยไฟควรเดินเท้าเปล่าที่แห้งไม่ ควรเปียกน� ้ำเพราะน� ้ำจะเป็นตัวพาความ ร้อนสู่ฝ่าเท้าหรือบางคนไม่กล้าลุยก็ยืน ร่วมพิธีอยู่ห่างๆ ก็ได้ ความเชื่อคน โบราณทุกชาติพันธุ์กับไฟ มีความ สัมพันธ์กันมายาวนาน เพราะเชื่อว่าไฟ คือเทพองค์หนึ่งที่คอยช�ำระล้าง สิ่งที่ไม่ ดีและเป็นสะพานส่งสรรพสิ่งสู่อีกปรโลก ความเชื่อเรื่องสารทจีน ต�ำนานที่ ๑ ต�ำนานนี ้กล่าวไว้ว่าวันสารทจีนเป็นวันที่ เงี่ยมล้อเทียนจือ (ยมบาล) จะตรวจดู บัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้น สวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้าย จึงท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ดังนั้นเพื่อให้ วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี ้จึง ต้องมีการเปิดประตูนรกนั่นเอง ต�ำนาน ที่ ๒ มี ชา ยหนุ่ม ผู้ หนึ่ งมี นาม ว่า “มู่เหลียน” (พระมหาโมคคัลลานะ) เป็น คนเคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ผิดกับ มารดาที่เป็นคนใจบาปหยาบช้าไม่เคย เชื่อเรื่องนรก-สวรรค์มีจริง ปีหนึ่งในช่วง เทศกาลกินเจนางเกิดความหมั่นไส้คนที่ นุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ นางจึงให้มู่ เหลียนไปเชิญผู้ถือศีลกินเจเหล่านั้นมา กินอาหารที่บ้านโดยนางจะท�ำอาหาร เลี ้ยงหนึ่งมื ้อ ผู้ถือศีลกินเจต่างพลอย ยินดีที่ทราบข่าวว่ามารดาของมู่เหลียน เกิดศรัทธาในบุญกุศลครั้งนี ้จึงพากันมา กินอาหารที่บ้านของมู่เหลียนแต่หา ทราบไม่ว่าในน� ้ำแกงเจนั้นมีน� ้ำมันหมู เจือปนอยู่ด้วย การกระท�ำของมารดามู่ เหลียนนั้นถือว่าเป็นกรรมหนัก เมื่อตาย ไปจึงตกนรกอเวจีมหานรกขุมที่ ๘ เป็น นรกขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมาน แสนสาหัส เมื่อมู่เหลียนคิดถึงมารดาก็ได้ ถอดกายทิพย์ลงไปในนรกภูมิจึงได้รู้ว่า มารดาของตนก�ำลังอดอยากจึงป้อน วันสารทจีน เป็นวันที่เงี่ยมล้อเทียนจือ (ยมบาล) จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และ ส่งวิญญาณร้ายลงนรก “ “ ๗๒
อาหารแก่มารดา แต่ได้ถูกบรรดาภูตผีที่ อดอยากรุมแย่งไปกินหมดและเม็ดข้าว สุกที่ป้อนนั้นกลับเป็นไฟเผาไหม้ ริม ฝีปากของมารดาจนพอง แต่ด้วยความ กตัญญูและสงสารมารดาที่ได้รับความ ทุกข์ทรมานอย่างสาหัสมู่เหลียนได้ เข้าไปขอพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ยมบาล) ว่าตนของรับโทษแทนมารดา แต่ก่อนที่มู่ เหลียนจะถูกลงโทษด้วยการน�ำร่างลงไป ต้มในกระทะทองแดง พระพุทธเจ้าได้ เสด็จลงมาโปรดไว้ได้ทัน โดยกล่าวว่า กรรมใดใครก่อก็ย่อมจะเป็นกรรมของ ผู้นั้นและพระพุทธเจ้าได้มอบคัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ให้มู่เหลียนท่องเพื่อเรียกเซียน ทุกทิศทุกทางมาช่วยผู้มีพระคุณให้หลุด พ้นจากการอดอยากและทุกข์ทรมาน ต่าง ๆ ได้โดยที่มู่เหลียนจะต้องสวด คัมภีร์อิ๋ว หลันเผินและถวายอาหารทุกปี ในเดือนที่ประตูนรกเปิดจึงจะสามารถ ช่วยมารดาของเขาให้พ้นโทษได้นับแต่ นั้นเป็ นต้ นมา ชาวจีนจึงได้ ถือเป็ น ประเพณีปฏิบัติสืบต่อมากันโดยตลอด ด้วยการเซ่นไหว้โดยจะน�ำอาหารทั้งคาว หวาน และกระดาษเงินกระดาษทองไป วางไว้ที่หน้าบ้านหรือตามทางแยกที่ไม่ ไกลนัก มีนัยว่าเป็นการเบี่ยงเบนความ สนใจของบรรดาวิญญาณเร่ร่อนที่ก�ำลัง จะผ่านมาใกล้ที่พักของตน พิธีเลี้ยงผีลักษณะความเชื่อ การเลี ้ยง ผีหมายถึงการจัดอาหารคาวหวานไป เซ่นสังเวย ดวงวิญญาณผู้ตาย ณ หิ ้งผี ปู่ย่าหรือหอผีชาวล้านนาถือว่า เมื่อปู่ ย่า ๗๓
ตา ยาย ตายไปวิญญาณจะวนเวียนมา รักษาลูกหลาน ดังนั้นภายในบ้านของ ชาวล้านนา จึงจัดท�ำ”หิ ้งผีปู่ ย่า” ไว้ทุก บ้าน โดยจัดตั้งไว้ที่สูง นิยมจัดตั้งไว้บน หัวนอนของบ้าน สูงจากพื ้นกระดานราว ๒ เมตร หิ ้งผีปู่ย่านี ้ถือว่าเป็นของสูงเด็ก จะไปเล่นไม่ได้ ผู้ อาวุโส หรือพ่อแม่ เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้ องกับหิ ้งปู่ ย่าได้ นอกจากนี ้ชาวชนบทล้านนาบางแห่ง เชื่อว่า ปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วหลายคน และ เป็นญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน น่าจะอยู่ร่วมกันได้จึงคิดสร้าง“หอผี”ขึ้น เพื่อให้ผีอยู่ร่วมกัน ความส�ำคัญการเลี ้ยง ผีเป็นสิ่งส�ำคัญที่ผูกพันกับการด�ำเนิน ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าการเลี ้ยงผี จะท�ำให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข ชาว เย้า หรือเย้าจุเกิดมา ๒,๗๐๐ กว่าปีใน ช่วงนั้นเย้าเองก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นในสมัย พระเจ้าผิวเหมาฮ่องเต้๒,๗๗๐ ปีก่อน ศตวรรษ สมัยนั้นเวลาเป็นเจ้าเมืองจะ ต้องมีการลบ มีการฆ่าประหารชีวิต คือ ว่ามีเรื่องราวเยอะเพราะฉะนั้นจะต้องท�ำ พิธีให้เค้าได้ขึ้นสวรรค์จะได้ท�ำบุญล้าง บาปไปด้วย จึงเกิดชุดของเซียน ซึ่งจะ ต้องถือศีลกินเจก่อนมาประกอบพิธีถ้า ไม่มีชุดนี ้ติดต่อกับเทพเจ้าต่าง ๆ ไม่ได้ ก่อนจะติดต่อได้ไม่ใช่จะอยู่ ๆ จะมาได้ นะ เราต้องท�ำหนังสือประทับตราเชิญ เป็นองค์ๆ มาที่วางไว้ตรงนี ้จะมีตรา ประทับและเอาเขาควายเป่าขึ้นสวรรค์ มีคถาที่จะบ่งบอกว่าอยู่จุดนี ้นะ ท�ำพิธี ใหญ่ตรงนี ้นะ ดังนั้นเย้าจึงมีความเชื่อ และความศ รั ท ธาสิ่ งนี ้เป็ นต้ นมา การท�ำบุญครั้งนี ้เค้าบอกว่าก่อนที่เราจะ ๗๔
มีความสุขต้องให้บรรพบุรุษต้องมีความ สุขก่อน แต่ถ้าตกนรกมาไม่ได้จะมาได้ คือวันปล่อยผีหรือวันเซ้งเม้ง วันเดียวที่ ปล่อยมาเยี่ยมลูกหลานแล้วก็รีบกลับ เพราะคุกจะปิด ฉะนั้นหมอผีจะต้องท�ำ พิธีเพื่อที่จะอยู่ได้ขึ้นสวรรค์ได้พ่อแม่เค้า นี ้ละเสียมาหลายปีก็ท�ำพิธีมา ๑ ครั้ง ๒ ครั้งละ นี ้ก็๓ ครั้งละ พิธีต้องเอาหมอผี ๒ คน เราท�ำพิธีของเราประกอบขึ้นมา พอตายไปปุบ เค้าว่าร่างกายสกปรก ขึ้น โต๊ะกินข้าวแบบมีศักดิ์ ศรีไม่ได้กลิ่นตัว มนุษย์เหม็นสาบ มีบาปกรรมเยอะ ฉะนั้นเลยต้องท�ำพิธีศักดิ์ สิทธิ์ นี ้ก่อนจะ ท�ำพิธีเราจะต้องกินเจ ๓วัน ห้ามนอนกับ ลูกเมีย ท�ำเสร็จแล้วอีก ๓ วัน ถึงจะนอน กับลูกเมียได้ให้วิญญาณที่ตายไปแล้ว ได้ขึ้นสวรรค์ให้อยู่ในที่ๆ ดีถ้าอยู่ในที่ไม่ ดีไม่สามารถมาช่วยลูกหลานได้ลูก หลานจะเจ็บป่ วย ค้าขายไม่ขึ้น เพราะว่า บรรพบุรุษเราไม่มีแรงมาช่วย บรรพบุรุษ ตกนรกลูกหลานต้องท�ำพิธีให้เค้าจนกว่า เค้าจะมีแรงแล้วกลับมาช่วยเรา พิธีกรรม การเลี ้ยงผีมี๒ อย่างคือเลี ้ยงผีปู่ย่า ท�ำ ใน “วันพญาวัน” (วันสงกรานต์) หรือวัน ปีใหม่ ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุก ปีเลี ้ยงผีหอ นิยมท�ำกัน ระหว่างเดือนสี่ เดือนหก เดือนเจ็ด โดยมีขั้นตอนการ เลี ้ยงผีดังนี ้ ๑. ท�ำความสะอาดหิ ้งและหอผี ๒. บอกกล่าวให้พี่น้องทราบเรื่องการ เลี ้ยงผี ๓. ร่วมกันจัดอาหารเครื่องเซ่นสังเวยผี ๔. พิธีเลี ้ยงผีซึ่งมีรายละเอียดดังนี ้ ๔.๑ เลี ้ยงผีปู่ ย่า เจ้าของบ้าน (อาวุโส) ๗๕
น�ำสิ่งของขึ้นสังเวยหิ ้ง แล้ วกล่าวค�ำ สังเวยผี ๔.๒ เลี ้ยงหอผี - เหล่าญาติชุมนุมกัน ณ หอผีน�ำเครื่อง ดนตรีพื ้นบ้าน คือ ปี่ ขลุ่ย สะล้อ ซอ ซึง บรรเลงเพลงขับกล่อมและร้องเพลงค่าว จ๊อย ซอ ด้วยกัน - ผู้อาวุโส หรือ พ่ออาจารย์กล่าวค�ำเชิญ ผีปู่ ย่า (บางแห่งเรียกว่าผู้กล่าวหา “เจ้า ด้าม” หรือ“พ่อเจ้าด้าม”) - ทุกคนที่มาร่วมงานจะเงียบสงบ คอย จ้องมองหอผีรอคอยดูว่า เมื่อใดผีปู่ย่าจะ มารับของสังเวย มีข้อสังเกตว่า ถ้ามีผี ปู่ ย่า มารับเครื่องเซ่นสังเวย ให้ดูเปลว เทียนที่เคลื่อนที่ไหวขึ้นลง หรือแมลงที่ไต่ ตอมเครื่องเซ่นสังเวย พิธีเลี้ยงผีขุนน�้ำ คือ การท�ำพิธีสังเวยผี หรือเทวดาอารักษ์ผู้เป็นหัวหน้าของผี อารักษ์ทั้งหลายที่ท�ำหน้าที่ ปกปักรักษา ป่าไม้อันเป็นต้นน� ้ำล�ำธาร เพื่อเป็นการ ขอบคุณเทวดาที่บันดาลให้มีน� ้ำใช้ใน การเกษตรกรรม โดยเฉพาะในเขตลุ่มน� ้ำ ของล�ำน� ้ำนั้น ๆ และยังเป็นการขอให้ผี ประจ�ำขุนน� ้ำบันดาลให้ฝนตกและมีน� ้ำ จากขุนน� ้ำหรือต้นน� ้ำนั้นลงมาสู่พื ้นราบ ได้ ผีขุนน� ้ำเป็นอารักษ์ประจ�ำต้นน� ้ำ แต่ละสาย ซึ่งสิงสถิตอยู่บนดอยสูงอัน เป็นต้นแม่น� ้ำทั้งหลาย มักจะอยู่ตามใต้ ต้นไม้ใหญ่ ๆ เช่น ไม้ไฮ (ไทร) ไม้มะค่า หรือไม้ยางเป็นต้น ชาวบ้านก็จะอัญเชิญ มาสถิตอยู่ในหอผีที่ปลูกขึ้นอย่างค่อน ข้างถาวรใต้ต้นไม้เหล่านั้น ผีขุนน� ้ำที่อยู่ แม่น� ้ำใดก็จะได้ชื่อตามแม่น� ้ำนั้น เช่น ขุน ลาว เป็นผีอยู่ต้นแม่น� ้ำ-ลาว เขตอ�ำเภอ เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ขุนวัง อยู่ ต้นแม่น� ้ำวังในจังหวัดล�ำปางขุนออน อยู่ ต้นแม่น� ้ำ แม่ออน เขตอ�ำเภอสันก�ำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ความส�ำคัญ เพื่อแสดงความขอบคุณผีขุนน� ้ำที่ปกปัก รักษาป่าไม้ที่เป็นต้นน� ้ำล�ำธาร ให้ชาว บ้านมีน� ้ำเพื่อใช้ในการท�ำ การเกษตร เช่น ท�ำนา ท�ำไร่ และเป็นการเตรียมตัว เพื่อรับฤดูการท�ำการเกษตรและร่วมมือ กันในการปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์ของการ ๗๖
ใช้น� ้ำ ช่วยกันขุดลอกเหมืองฝาย จัด เตรียมอุปกรณ์ในการท�ำการเกษตรให้ พร้อม พิธีกรรม เมื่อถึงเดือน ๘ เดือน ๙ เหนือ (ประมาณเดือนพฤษภาคมมิถุนายน) ชาวบ้านจะจัดท�ำพิธีเลี ้ยงผี ขุนน� ้ำ กันเป็นประจ�ำทุกปีโดยผู้ที่เป็น หัวหน้าในพิธีคือ แก่ฝาย หรือผู้ดูแล เหมืองฝาย ซึ่งท�ำหน้าที่ควบคุมหรือ จัดสรรการใช้น� ้ำแก่เกษตรกรในเขตท้อง ที่รับน� ้ำจากฝาย แก่ฝายจะเรียกประชุม ลูกฝาย หรือเกษตรกรผู้ใช้น� ้ำเพื่อหา ฤกษ์ยามที่เหมาะสม เมื่อถึงวันก�ำหนด สมาชิกก็จะได้เตรียมเครื่องสังเวยต่างๆ พากันไปยังหอผีขุนน� ้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ ประกอบพิธีเครื่ องสังเวยผีขุนน� ้ำ ประกอบด้วยเทียน ๔ แท่ง ดอกไม้๔ กรวย พลู๔ กรวย หมาก ๔ ขด หรือ ๔ ท่อน ช่อ(ธงสามเหลี่ยมขนาดเล็ก) สีขาว ๘ มะพร้าว ๒ ทะลาย กล้วย ๒ หวีอ้อย ๒ ท่อน หม้อใหม่๑ ใบ แกงส้มแกงหวาน อาหาร ๗ อย่าง หัวหมูเหล้าไห ไก่คู่ (ไก่ ต้ม ๑ คู่ เหล้าขาว ๑ ขวด) ทั้งให้มีเมี่ยง บุหรี่ครบถ้วน เมื่อจัดหาเครื่องสังเวยครบ แล้ว จึงสานชะลอมขึ้น ๓ ใบ ส�ำหรับ บรรจุเครื่องสังเวยเหล่านั้นให้คนหาบ และคอนชะลอมไปยังบริเวณพิธีหากที่ ท�ำพิธีนั้นไม่มีหอผีหรือศาลเทพารักษ์ ชาวบ้านจะสร้างศาลชั่วคราวขึ้นใกล้ๆ กับบริเวณด้านต้นน� ้ำ พร้ อมทั้งจัดให้มี หลักช้าง หลักม้า คือ หลักผูกช้างหรือม้า ของเทพารักษ์หรือผีขุนน� ้ำนั้นไว้ด้วย เมื่อ เตรี ยมการพร้ อมแล้ ว แก่ฝายหรื อ อาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะท�ำพิธีอัญเชิญ เทวดาอารักษ์และสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ ทั้งหลาย พิธีเลี้ยงผีขุนน�้ำ การท�ำพิธีสังเวยผีหรือเทวดาอารักษ์ ผู้เป็นหัวหน้าของผีอารักษ์ทั้งหลาย ที่ท�ำหน้าที่ ปกปักรักษาป่าไม้อันเป็นต้นน�้ำล�ำธาร เพื่อเป็นการขอบคุณเทวดาที่บันดาล ให้มีน�้ำใช้ในการเกษตรกรรม “ “ ๗๗
ที่ประจ�ำรักษาขุนน� ้ำให้มารับเครื่อง สังเวย พร้ อมทั้งใช้ถ้อยค�ำเป็นโวหาร อ้อนวอนขอให้มีน� ้ำอุดมสมบูรณ์และมี ฝนตกต้องตามฤดูกาล เมื่อประกอบ อาหารเสร็จแล้ว ปู่ จารย์หรืออาจารย์ผู้ ประกอบพิธีก็จะน�ำชิ ้นลาบแกงอ่อมและ เหล้าขาว ทั้งขวด ข้าวตอกดอกไม้ธูป เทียน และกระทง หรือ สะตวง ที่มีเครื่อง เซ่นอยู่ภายในไปท�ำพิธีบวงสรวงหรือ เลี ้ยงผีขณะที่ยกไปเลี ้ยงบนหอผีอาจารย์ ก็จะกล่าวค�ำอัญเชิญผีมากินโภชนาหาร ที่ชาวบ้านน�ำมาเลี ้ยง เมื่อกล่าวค�ำเสร็จ แล้ว อาจารย์ก็จะน�ำข้าวปลาอาหาร เหล่านั้นยกขึ้นวางไว้บนหอผีและทิ ้ง ระยะให้เวลาผ่านไปชั่วธูปหมดดอก ขณะที่รอผีรับเครื่องสังเวยนั้น ชาวบ้าน ซึ่งอยู่ในบริเวณพิธีก็จะพากันกินข้าว ปลาอาหาร จนกว่าจะบ่ายได้เวลาอัน สมควรก็จะชวนกันกลับ เป็นอันเสร็จพิธี การบวช (โต่วโซและกว๋าตัง) พิธีบวช (กว๋าตัง) ค�ำว่า “กว๋า ตัง” ในภาษา เมี่ยนมีความหมายว่าแขวนตะเกียง ซึ่ง เป็นการท�ำบุญเพื่อให้เกิดความสว่างขึ้น และเมี่ยนเองก็จะถือว่าผู้ที่ผ่านพิธีนี ้แล้ว จะมีตะเกียง ๓ ดวง พิธีนี ้ได้รับอิทธิพล มาจากลัทธิเต๋า เป็นพิธีที่ท�ำเฉพาะผู้ชาย เท่านั้น ถือเป็นการสร้างบุญบารมีให้กับ ๗๘
ตนเอง ท�ำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและเป็น ผู้สืบสกุล ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า พิธีกรรมนี ้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีเพียงแต่ค�ำบอกเล่าจากการสันนิษฐาน ของผู้อาวุโสว่า พิธีกว๋าตัง นี ้มีมานาน มากแล้ว คงจะเป็น “ฟ่ามชิงฮู่ง” เป็นผู้ บัญญัติให้ ชาวเมี่ยนท� ำพิธีนี ้เมื่อ ประมาณ ๒๓๖๑ ปี มาแล้ ว เพราะ ฟ่ามชิงฮู่ง เป็นผู้สร้างโลกวิญญาณและ โลกของคน ฟ่ามชิงฮู่ง จึงบอกให้ท�ำพิธี กว๋าตังเพื่อช่วยเหลือคนดีที่ตายไปให้ได้ ขึ้นสวรรค์หรือไปอยู่กับบรรพบุรุษของ ตนเอง จะได้ไม่ตกลงไปในนรกที่ยาก ล�ำบาก พิธีนี ้เป็นพิธีบวชพิธีแรกซึ่งจะ ท�ำให้กับผู้ชายเมี่ยน โดยไม่จ�ำกัดอายุใน ประเพณีของเมี่ยน โดยเฉพาะผู้ชายถ้า จะเป็นคนที่สมบูรณ์จะต้องผ่านพิธีบวช ก่อน พิธีกว๋าตัง หมายถึงพิธีแขวน ตะเกียง ๓ ดวง เป็นพิธีที่ส�ำคัญมาก เพราะถือว่าเป็นการสืบทอดตระกูล และ การบวช (โต่วโซและกว๋าตัง) เป็นพิธีที่ท�ำเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ถือเป็นการสร้างบุญบารมี ให้กับตนเอง ท�ำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ และเป็นผู้สืบสกุล “ “ เป็นการท�ำบุญให้บรรพบุรุษด้วย ในการ ประกอบพิธีกว๋าตังนี ้จะต้องน�ำภาพเทพ พระเจ้าทั้งหมดมาแขวน เพื่อเป็นสักขี พยานว่าบุคคลเหล่านี ้ว่าได้ท�ำบุญแล้ว และจะได้ขึ้นสวรรค์เมื่อเสียชีวิตไป จุด ส�ำคัญของพิธีนี ้คือ การถ่ายทอดอ�ำนาจ บุญบารมีขอ งอาจารย์ผู้ ป ระกอบ พิธีกรรม ซึ่งในขณะท�ำพิธีนี ้จะมีฐานะ เป็นอาจารย์(ไซเตี๋ย)ของผู้เข้าร่วมพิธีอีก ฐานะหนึ่ง และผู้ผ่านพิธีนี ้จะต้องเรียกผู้ ที่ถ่ายทอดบุญบารมีนี ้ว่า อาจารย์ตลอด ไป ผู้เป็นอาจารย์ไม่จ�ำเป็นต้องเป็นผู้ ประกอบพิธีกรรมเสมอไป แต่ต้องผ่าน การท�ำพิธีกว๋าตัง หรือพิธีบวชขั้นสูงสุด ”โต่วไซ” ก่อน เมื่อผ่านพิธีนี ้แล้วจะท�ำให้ เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์เขาจะได้รับชื่อ ใหม่ ชื่อนี ้จะปรากฏรวมอยู่รวมกับ ท�ำเนียบวิญาณของบรรพบุรุษของเขา ซึ่งเป็นการสืบต่อตระกูลมิให้หมดไป เมื่อ เขาเสียชี วิตเขาสามารถไปอยู่กับ ๗๙
บรรพบุรุษที่ (ย่าง เจียว ต่ง)และอาจจะ หลงไปอยู่ในที่ต�่ำซึ่งเป็นที่ที่ไม่ดีหรือนรก ก็ได้พอเวลาลูกหลานท�ำบุญส่งไปให้ก็ จะไม่ได้รับ เพราะไม่มีชื่อ นอกจากนี ้ผู้ ผ่านพิธี(กว๋า ตัง)ยังจะได้รับต�ำแหน่ง ศักดินาชั้นต�่ำสุดของโลกวิญญาณจะได้ รับบริวารทหารองครักษ์๓๖ องค์และ ท�ำให้ภรรยามีเพิ่มเป็น ๒๔ องค์ดังนั้น ผู้ ชายเมี่ยนทุกคนต้องท�ำพิธี(กว๋า ตัง)จะ ใช้เวลาในการท�ำพิธี๓ วันเป็นพิธีถวาย ตัวแก่เทพเจ้าเต๋า เพื่อวิญาณจะไปอยู่ ร่วมกับบรรพชนและมีเทพ (ฮู่ง อิน) มา ดูแลปกปักรักษาเมื่อสิ ้นชีวิตลง และจะ ท�ำให้เขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว มีศักดิ์ และ สิทธิที่จะเข้าร่วมพิธีต่างๆของเผ่าได้ทุก พิธีช่วงที่ท�ำพิธีนี ้ผู้เข้าร่วมจะต้องกินเจ และถือพรหมจรรย์ตามประเพณีแล้วผู้ ชายเมี่ยนทุกคนจะต้องเข้าพิธี(กว๋า ตัง) ซึ่งจะไม่จ�ำกัดอายุจะน้อยหรือมากก็ได้ และจะมีชีวิตหรือไม่มีก็ได้การผ่านพิธี (กว๋า ตัง) ยังสามารถท�ำให้ประกอบ พิธีกรรมหลายอย่างได้ด้วยตนเอง รวม ทั้งการท�ำกิจกรรมงานอื่น ๆ ก็จะได้รับ การเชื่อถือ ส�ำหรับชายที่แต่งงานแล้ว เวลาท�ำพิธีบวช ภรรยาจะเข้าร่วมพิธีด้วย โดยจะอยู่ด้านหลังของสามีและการท�ำ พิธีสามารถท�ำได้พร้อม ๆ กันหลาย ๆ คน ก็ได้แต่คนที่ท�ำนั้นจะต้องเป็นญาติพี่ น้องกัน หรือนับถือบรรพบุรุษเดียวกัน เมี่ยนเรียกว่า(จ่วง เมี ้ยน) หลังจากผ่าน พิธีนี ้แล้ว ผู้ท�ำพิธีจะได้รับชื่อผู้ใหญ่และ ชื่อที่ใช้เวลาท�ำพิธีด้วยเรียกว่า (ฝะ บั๋ว) ยังหมายถึงความมีชีวิต การโอบอุ้มให้ มั่นคง และการเจริญเติบโตด้วย เชื่อกัน ว่า ผู้ที่เกิดในเดือนมกราคม พฤษภาคม กันยายน เป็นผู้ที่เกิดในธาตุดิน ดังนั้น จะ มีลักษณะเป็นคนหนักแน่น มั่นคง ส่วน ด้านน� ้ำ สื่อถึงสิ่งที่จ�ำเป็นต่อชีวิต แต่เต็ม ไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่เกิดในเดือน มีนาคม กรกฎาคม และพฤศจิกายนเป็น คนธาตุน� ้ำ ซึ่งจะดูเป็นคนลักษณะอ่อน หวาน ช่างฝัน อารมณ์อ่อนไหว เทพน จอร์ด เทพแห่งทะเลและลม ด้านลม เป็น สัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหว การ สื่อสารอันน�ำมาซึ่งความรู้ผู้ที่เกิดในช่วง เดือนกุมภาพันธ์มิถุนายน และตุลาคม เป็นคนธาตุลม เป็นคนบอบบางอารมณ์ ฝะบั๋ว หมายถึงความมีชีวิต การโอบอุ้มให้มั่นคง และ การเจริญเติบโต “ “ ๘๐
พลิกผันง่ายสุดท้ายคือ ด้านไฟ เป็นทั้งผู้ สร้าง และผู้ท�ำลาย ผู้ที่เกิดในเดือน เมษายน สิงหาคม และธันวาคมเป็นคน ธาตุไฟ มักจะเป็นผู้ที่มีพลังในตัวอย่าง เห็นได้ชัด มีความมุ่งมั่น และมั่นใจในตัว เองสูง แต่ก็ดังได้กล่าวแล้วว่า ธาตุนี ้ สามารถเป็ นได้ ทั้งผู้ สร้างสรรค์และ ท�ำลายล้าง การจะใช้คนประเภทนี ้จึง ต้องใช้ให้เป็นจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ถึงวันนี ้ก็ยังมีผู้เชื่อว่า คนเราทั้งโลกนี ้ เป็นธาตุใดธาตุหนึ่งใน ๔ ธาตุ และ แนวคิดนี ้เองก็ก่อก�ำเนิดให้เป็นนิยาย และภาพยนตร์หลายเรื่อง ซึ่งในความ เห็นของผู้ เขียน หากจะพูดถึงความ ส�ำคัญของดิน น� ้ำ ลม ไฟแล้ว ผู้ที่จะ สื่อสารได้ดีที่สุดในยุคปัจจุบันนี ้น่าจะ เป็นผู้ที่มีความเชื่อแบบเอเชีย เพราะใน ยุโรป หรืออเมริกา ได้ละเลยเรื่องพวกนี ้ กันไปนานแล้ว ดังนั้น เมื่อภาพยนตร์ แอ็กชั่นแฟนตาซีเรื่อง The Last Airbender มหาศึก ๔ ธาตุจอมราชัน ที่ กล่าวถึงการต่อสู้กับไฟ โดยการร่วมมือ ของ ลม ดิน และน� ้ำ ผ่านฝีมือของเอ็ม ไนท์ชายามาลาน ผู้ ก�ำกับเชื ้อสาย อินเดีย จึงท�ำให้เชื่อว่า น่าจะสื่อถึงได้ อย่างเต็มที่ทั้งในแง่ของสัญลักษณ์และ ความสมดุล ที่โลกเรา มิอาจขาดธาตุทั้ง ๔ นี ้ได้เลย (อิ่วเมี่ยนยังมีการเต้นร�ำเหละ ติ ้วในพิธีแต่งงาน และเพลงเมี่ยน (กลอน สด) นิทานเมี่ยน ในการรักษาโรคต่างๆ ๘๑
๘๐
ชาติพันธุ์ลาวเวียง ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นายสมจิตร อื่นค�ำ ก�ำนันต�ำบลฝายกวาง บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๑ ต�ำบล ฝายกวาง อ�ำเภอเชียงค�ำ จังหวัดพะเยา การตั้งชุมชนกลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาวใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรากฏชัดใน พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งร่วมสมัยกับกรุง สุโขทัย เพราะมีการกล่าวถึง ชุมชนลุ่ม แม่น� ้ำโขงตอนเหนือ ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ การขยายวัฒนธรรมไทย-ลาวเข้าสู่ดิน แดนแอ่งโคราช ในพงศาวดารหัวเมือง มณฑลอีสานกล่าวว่า พื ้นที่เขตมณฑล ลาว เมื่อปีพ.ศ.๒๑๘๑ เป็นท�ำเลป่าดง เป็นที่อาศัยของคนเชื ้อสายมาแต่ขอม ต่อมาเรียกกันว่า พวกข่า ส่วย กวย โดย เฉพาะบริเวณเมืองจ�ำปาศักดิ์ นั้นเป็น ชุมชนค่อนข้างใหญ่ เป็นเอกราชก่อน กลุ่มไทยลาวเคลื่อนย้ายเข้าไป เขตแดน เมืองจ�ำปาศักดิ์ ทิศเหนือตั้งแต่ยางสาม ต้น อันสามขวย หลักทอดยอดยาว ทิศ ตะวันออกติดเขาบรรทัดต่อแดนญวน ทิศใต้ไม่ปรากฏ ทิศตะวันตกต่อเขตแขวง ๘๓
เมืองพิมายฟากล�ำน� ้ำยุง ลาวเวียงเข้าใจ กันว่าเป็นชาวนครเวียงจันทร์และเมือง ใกล้เคียงที่อพยพเข้ามาสู่สยาม ทั้งโดย หนีภัยสงครามหนีภัยธรรมชาติและถูก กวาดต้อนมาเป็นเชลยสงครามต่างวาระ กัน ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย คนลาว เวียง แต่งกายคล้ายคนลาวลุ่มใน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ส�ำเนียงพูดก็คล้ายกัน น� ้ำ เสียงห้วนและสั้นกว่าคนลาวคั่ง ถูกจัดให้ อยู่ในพื ้นที่อ�ำเภอบ้านโป่ งและอ�ำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี, อ�ำเภออู่ทอง อ�ำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว อพยพลงใต้ไปยังอ�ำเภอเขาย้อยและ ท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีอพยพขึ้นเหนือ ไปอยู่จังหวัดอุทัยธานีโดยเฉพาะอ�ำเภอ บ้านไร่ และไปอยู่ที่กิ่งอ�ำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท จากนั้นก็ได้กระจายไปยัง จังหวัดนครสวรรค์ปะปนกับลาวคั่งใน อ�ำเภอบรรพตพิสัย อ�ำเภอลาดยาว อ�ำเภอท่าตะโก และอ�ำเภอไพศาลี จังหวัดพิจิตรที่อ�ำเภอสามง่าม และ จังหวัดก�ำแพงเพชรที่อ�ำเภอขาณุวร ลักษณ์บุรีอ�ำเภอคลองขลุงและอ�ำเภอ ไทรงาม การอพยพกระจายตัวไปในถิ่น ต่าง ๆ ท�ำให้กลุ่มชาติพันธุ์นี ้ขาดความ สัมพันธ์ ระหว่างกันจนถูกกลืนโดย ประเพณีวิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่เข้ม แข็งกว่าในท้องถิ่นที่อพยพเข้าไป จนคน ลาวเวียงบางส่วนไม่สามารถสืบสาน ประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบลาว เวียงของตนได้อย่างต่อเนื่อง(สมจิตร ศรี เดช.พงศ์ศักดิ์ เฉื่อยทิม.สัมภาษณ์., ๒๕๕๕)ชาวลาวเวียงเนินขาม มีเชื ้อสาย มาจากหลวงพระบาง นครเวียงจันทร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ เกิด สงคราม ประชาชนลาวถูกกวาดต้อนมา ในประเทศไทย และอพยพมาอยู่บ้านโค่ง บ้านขาม อ�ำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาอพยพมาอยู่ที่บ้านหนองแห้ว ตั้ง ถิ่นฐานได้ไม่นาน เกิดไฟไหม้วัด จึงย้าย มาตั้งที่ใหม่ใกล้เคียงกัน เป็นที่สูงน� ้ำไม่ ๘๔
ประเพณีของลาวเวียงนั้น มีความเชื่อ เกี่ยวกับการท�ำมาหากิน ที่เกี่ยวข้องกับ การท�ำนา โดยมีพิธีขอพื้นที่ท�ำกินจาก ผีบรรพบุรุษหรือผีป่ ย่าตายาย ูมักท�ำ ในช่วงเดือน ๓ ชาวลาวเวียง เชื่อว่าพื ้น ดินท�ำกินทุกแห่งในหมู่บ้านเป็นที่สิงสถิต ของผีบรรพบุรุษ และเป็นเจ้าของแผ่นดิน ที่สามารถให้คุณให้โทษได้ดังนั้นชาว บ้า น จ ะ ต้ อ ง ท� ำ ก าร บ อ ก ก ล่าว ผี บรรพบุรุษให้ ทราบถึงการเข้าไปใช้ ประโยชน์จากที่นา พิธีท�ำขวัญแม่ โพสพ ในช่วงเดือน ๑๑ หัวหน้าครัวเรือน เป็นผู้ท�ำพิธีในเวลาเย็น น�ำเครื่องบูชา ประกอบด้วย เฉลวธงสามสีแป้ง น� ้ำมัน หอม หวีกระจก ผ้าถุง ผ้าเบี่ยงข้าวปลา ความเชื่อของชาวลาวเวียง ท่วม จะมีต้นมะขามใหญ่ จึงตั้งชื่อว่า บ้านเนินขาม นับแต่นั้นมา ลาวเวียงเนิน ขามประกอบอาชีพท�ำนา ท�ำไร่ เป็นหลัก ยามว่างจากการท�ำนา ชาวลาวเวียงมี งานเสริมเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ คือ จักสานเครื่องใช้ท�ำอุปกรณ์ทอผ้า เช่น กี่ไน เป็นต้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ชาย และทอผ้าเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง(สม จิตร ศรีเดช.สัมภาษณ์.พงศ์ศักดิ์เฉื่อย ทิม.สัมภาษณ์, ๒๕๕๕)แจ่มชัดอย่างน่า อัศจรรย์ใจ กล้วย อ้อย ถั่ว งา และผลไม้รสเปรี ้ยว เครื่องบูชาประดับธงสามสีและเฉลวที่ ยอดเสาน�ำไปปักไว้ที่หัวคันนา แปลงที่ ปลูกข้าว บอกกล่าวแม่โพสพโดย ขอให้ ข้าวเจริญงอกงาม ออกรวงใหญ่รวงงาม, พิธีปลงข้าว ก่อนการนวดข้าว ชาวลาว เวียงจะท�ำพิธีปลงข้าว หรือท�ำขวัญข้าว ก่อน โดยเตรียมเครื่องท�ำขวัญ ประกอบ ด้วย ไข่ไก่ต้ม ๑ ใบ เผือกหรือมันต้ม ๑ หัว หมากพลู๒ ค�ำ ใบคูน ใบยอ อย่าง ละ ๔ คู่ ยาสูบ ๒ มวน และเฉลว ๑ อัน น�ำเครื่องบูชาใส่กระติบข้าว น�ำไปวางบน ลานนวดใกล้ๆ กับลอมข้าวแล้วอัญเชิญ ผีตาแฮกและแม่โพสพให้เข้าสู่พิธีและ เป็นการบอกกล่าวให้ทราบว่าถึงเวลา ๘๕
พิธีขอพื้นที่ท�ำกินจาก บรรพบุรุษหรือผีปู่ย่าตายาย ชาวลาวเวียง เชื่อว่าพื้นดินท�ำกินทุกแห่งในหมู่บ้าน เป็นที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษ และเจ้าของแผ่นดินสามารถให้คุณให้โทษได้ “ “ ท�ำการนวดข้าวแล้วท�ำบุญคูนลานข้าว ก่อนจะเก็บเมล็ดข้าวเปลือกเข้ายุ้ง ชาว ลาวเวียงจะท�ำพิธีบุญคูนลานก่อน โดย เลือกฤกษ์งามยามดีนิมนต์พระมาเจริญ พระพุทธมนต์ถวายภัตตาหาร และร่วม รับประทานอาหาร ช่วงบ่ายหัวหน้าครัว เรือนกล่าวอัญเชิญแม่โพสพที่อยู่ในลาน นวดข้าวเข้าไปอยู่ในยุ้งฉาง เพื่อแสดง ความเคารพบูชาก่อนเทข้าวเข้ายุ้งให้น�ำ ใบคูนหรือใบยอมาเหน็บไว้ที่ฝายุ้ งทั้ง ด้านนอกและด้านใน พร้อมจัดขัน ๕ มา บูชาแม่โพสพที่อัญเชิญมาจากลานนวด ข้าวให้มาอาศัยอยู่เพื่อความเป็นสิริ มงคลภายในยุ้งข้าวชาวลาวเวียงเชื่อว่า ในคูนจะช่วยค� ้ำจุนให้เกิดความดีท�ำให้ สิ่ง ต่างๆเป็นอย่างที่เป็นอยู่หรือเพิ่มขึ้น มากกว่าเดิม ส่วนใบยอหมายถึงการยก สิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นสูงขึ้น ท�ำให้ได้เพิ่มขึ้น ความหมายโดยนัยคือให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มาก ๆ อย่างที่ได้ในปีนี ้ประเพณีบุญ ข้าวหลามในวันขึ้น ๑๔ค�่ำเดือน๓ชาว ลาวเวียงจะตระเตรียมอาหารพิเศษ ถวายพระ ๒ อย่าง คือขนมจีนและน� ้ำยา ป่า หรือน� ้ำยาปลาร้าไม่ใส่กะทิและใน ตอนเย็นชาวบ้านร่วมกันท�ำข้าวหลาม รุ่ง เช้าวันขึ้น ๑๕ ค�่ำ ปอกเปลือกข้าวหลาม น�ำใส่กระจาดหนึ่งขนมจีน น� ้ำยาป่า และ ข้าวใส่กระจาดหนึ่ง หาบไปถวาย ภัตตาหารเช้าที่วัด, บุญเดือนสิบ ชาว ลาวเวียงกวนขนมกระยาสารทแล้วห่อ ใบตองไว้หลาย ๆห่อจัดใส่กลางกระจาด ล้อมรอบด้วยขนมบ้าบิ่น ขนมหม้อแกง ขนมเปียกปูน ขนมต้มและขนมอื่น ๆ น�ำ ใบตองปิดทับด้านบนหลังจากนั้นน�ำข้าว สุก กับข้าว ขนมจีน และอาหารคาวอื่น ๆจัดใส่ห่อไปไว้ในกระจาดเป็นชั้นที่สอง น�ำใบตองปิดเอาไม้ปักทับ แล้วจึงจัด พวกของแห้งเช่น ข้าวสารเกลือ กะปิห่อ เป็นห่อๆเช่นเดียวกันใส่ลงกระจาดเป็น ชั้นที่ ๓ เอาใบตองปิดทับด้านบน เอาไม้ ๘๖
ปักทับอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น เหมือนมีของ ๓ ชั้นซ้อนกันอยู่ในกระจาด ส่วนอาหารที่ จะใส่บาตร จัดใส่ภาชนะถึงเวลาเพลจึง พากันหาบไปที่วัด น�ำของต่าง ๆ ไปวาง เรียงกันแล้วให้พระสวด เจ้าอาวาสจะท�ำ “เซ่น” ผีเสร็จงานน�ำกระยาสารทไปแจก กินกันในหมู่บ้าน, พิธีเลี ้ยงผีบรรพบุรุษ ท�ำในช่วงเดือน๖ย่างเข้าฤดูฝน ก่อนการ ปลูกข้าวไร่ เจ้าของนาจะต้องท�ำพิธีเลี ้ยง ผีบรรพบุรุษ โดยจัดเตรียมหมาก ๔ ค�ำ พลู๔ ใบ และขัน ๕ (ดอกไม้ธูปเทียน อย่างละ ๕ ดอก ๕ เล่ม) พร้ อมด้วย ข้าวสารห่อในกระทงใบตอง น�ำไปวางไว้ ในตูบหรือร้านไม้ไผ่เล็ก ๆ ในบริเวณหัว ไร่ เพื่อบอกกล่าวผีบรรพบุรุษให้ทราบ พิธีเอาฝุ่ นเข้านาเป็นพิธีการเริ่มต้นจอง การปลูกข้าวในวันขึ้น ๓ ค�่ำเดือน ๓ ชาว บ้านเชื่อว่าถ้าเอาปุ๋ ย เอาฝุ่นมาใส่นาใน ช่วงนี ้จะท�ำให้ได้ผลผลิตงอกงาม ได้ข้าว เพิ่มมาก หัวหน้าครอบครัวจะน�ำเอาปูน หรือปุ๋ ยคอกประมาณ ๑ ตะกร้ามาเทใส่ ในแปลงแฮก โดยเชื่อว่าผีตาแฮกสิงสถิต อยู่ เพื่อบอกกล่าวผีและขอให้ต้นข้าว เจริญงอกงามดีพิธีแฮกนา ชาวลาว เวียงท�ำพิธีนี ้ในครอบครัว ช่วงเดือน ๖ ข้างขึ้นหรือข้างแรม ๑ ค�่ำ๓ค�่ำ ๖ ค�่ำ ๑๑ ค�่ำ ๑๒ ค�่ำ และ ๑๓ ค�่ำ วันใดวันหนึ่ง ด้วยเชื่อว่าการไถนาครั้งแรกในฤดูกาล เริ่มท�ำนาของปีจะเป็นการได้เอาฤกษ์ ก่อนไถนาหว่านกล้า และปักด�ำ หัวหน้า ครัวเรือนจะน�ำเครื่องบูชาหมากพลู๒ค�ำ ยาสูบ ๒ มวน และขัน ๕ มอบให้ตาแฮก ๘๗
ซึ่งเป็นพระภูมิเจ้าที่ประจ�ำไร่นาคอยดูแล รักษาผืนนา หลังจากนั้นจะไถนาใน ทิศทางตามเกล็ดพญานาคที่ประจ�ำอยู่ ในเดือน ๖ เพื่อเป็นเคล็ดให้เกิดความ อุดมสมบูรณ์ฝนตกต้องตามฤดูกาลพิธี แฮกด�ำ ก่อนการถอนกล้าจากแปลงนา ไปปักด�ำนั้น ชาวลาวเวียงจะต้องท�ำพิธี “แฮกด�ำ” ซึ่งเป็นการปักด�ำครั้งแรกใน เดือน ๗ ซึ่งจะถือฤกษ์วันพฤหัสบดีหรือ วันศุกร์ เพราะเชื่อว่าจะให้ผลผลิตดี หัวหน้าครอบครัวท�ำพิธีแฮกด�ำที่แปลง แฮก โดยน�ำเครื่องบูชาแฮก ประกอบด้วย ต้นกล้า ๑ มัด หมากพลู๒ ค�ำ ยาสูบ ๒ มวน และขัน ๕ มาถวายให้แก่ตาแฮก เริ่มโดยน�ำต้นกล้ามาปักด�ำบนพื ้นที่ที่ เตรียมไว้จากนั้นน�ำต้นกล้าที่เหลือจาก พิธีด�ำไปรวมกับต้นกล้าในแปลงตกกล้า เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผืนนา ทั่วไป นอกจากนี ้ยังมีการท�ำเฉลวหรือตะ เหลวไปปั กในแปลงนาเป็ นการปัด รังควานสิ่งชั่วร้ายที่ท�ำให้ต้นข้าวไม่เจริญ งอกงามพิธีส่ขวัญควาย ูเมื่อปักด�ำนา เสร็จแล้ว ในเดือน ๘ จะมีการท�ำพิธีสู่ ขวัญควาย เพื่อขอขมาและร�ำลึกถึงบุญ คุณของควายโดยผู้ท�ำพิธีจะน�ำจะน�ำ ควายไปช�ำระล้างตัวให้สะอาดในช่วงเช้า และเตรียมเครื่องสู่ขวัญคือ บายศรีข้าว สุก ไข่ต้ม กล้วย ด้ายขาว ๓๒ เส้น หญ้า อ่อนหรือต้นกล้าข้าว ๑-๒ มัด แล้ ว ท�ำการสู่ขวัญควาย หลังจากนั้นจะน�ำ ด้ายขาวผูกปลายเขาควายทั้งสอง น�ำ หญ้าอ่อนหรือต้นกล้ามาให้ควายกิน เป็น อันเสร็จพิธีสู่ขวัญควายหลังจากนั้นท�ำพิธี เลี ้ยงตาแฮกอีกครั้งก่อนเวลาเที่ยงวัน พิธีเอาฝุ่นเข้านา เป็นพิธีการเริ่มต้นจองการปลูก ข้าวในวันขึ้น ๓ ค�่ำ เดือน ๓ ชาวบ้านเชื่อว่าถ้าเอาปุ๋ย เอาฝุ่น มาใส่นาในช่วงนี้จะท�ำให้ได้ ผลผลิตงอกงามได้ข้าวเพิ่มมาก “ “ ๘๘
(สุรชัยทาเอื ้อ,สมจิตรศรีเดช,อดิศักดิ์ แก้ว สุข.พงศ์ศักดิ์เฉือยทิม.สัมภาษณ์.๒๕๕๕) ชาวลาวเวียงยังคงมีการธ�ำรงอัตลักษณ์ ทางสังคมวัฒนธรรมของตนเองไว้อย่าง เข้ มแข็ง โดยมีการปรับเปลี่ยนราย ละเอียดของวิถีการด�ำเนินชีวิตและ ประยุกต์วัฒนธรรมบางอย่างเพื่อให้ เหมาะสมและสอดคล้องกับยุคสมัย ความเชื่อและประเพณีความเชื่อเป็นสิ่ง ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของ มนุษย์โดยเฉพาะความเชื่อในรูปของ ศาสนาและอ�ำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติ หรือภูตผีวิญญาณต่าง ๆ (Animism) เป็นระบบความเชื่อพื ้นฐานที่มีมานานใน สังคมทุกแห่งและยังถือเป็นระบบที่ใช้ใน การรักษากฎเกณฑ์ระเบียบสังคมด้วย วัฒนธรรมดั้งเดิมของกลุ่มคนในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความเชื่อในเรื่อง การนับถือผีอยู่ก่อนที่วัฒนธรรมความ เชื่อทางศาสนาแบบพราหมณ์และพุทธ จะเข้ามีอิทธิพล ต่อผู้คนในดินแดนแถบนี ้ และหลังจากการเข้ามาของศาสนา พราหมณ์และพุทธแล้ว การนับถือผียังมี สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี ้จากความเชื่อดัง กล่าวท�ำให้ผู้คนในสังคมได้มีประเพณี พิธีกรรมที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความเชื่อ แ ล ะ ถื อ ป ฏิ บัติ สื บ ท อ ด ต่ อ กัน ม า ความเชื่อและแนวทางปฏิบัติในวิถีการ ด�ำเนินชีวิตไม่ได้แยกอย่างชัดเจนว่าพิธี ใดเป็น ผีพราหมณ์หรือพุทธ ประเพณี และพิธีกรรมที่เกิดขึ้นล้วนมีวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายส�ำคัญก็คือเป็นการปฏิบัติ เพื่อให้สามารถด�ำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ อย่างปกติมีความสุข ชาวลาวเวียง เป็น กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชื่อ พิธีกรรม และ ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาซึ่งพิธีกรรม เหล่านั้นสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสาน ความเชื่อทั้งพุทธ พราหมณ์และผีเป็น พิธีกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่น พิธีเบิกหอบ้านเป็นพิธีที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อแสด งค วามเคารพสักการ ะผี บรรพบุรุษซึ่งเชื่อว่าผีบรรพบุรุษจะเป็นผี ที่ให้ความคุ้มครองชาวบ้านให้อยู่เย็น ๘๙
เป็นสุข ทั้งชาวบ้านที่อยู่ในชุมชน และ ชาวบ้านที่เดินทางไปท�ำงานนอกชุมชน แต่เดิมนั้นจะเป็นพิธีเลี ้ยงผีบรรพบุรุษ โดยเฉพาะแต่เมื่อได้ รับอิทธิพลจาก ศาสนาพุทธชาวลาวเวียงจึงได้น�ำเอาพิธี ทางศาสนาพุทธเข้ามาผสมผสานด้วย โดยจะ นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ในพิธี สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานหว่าง ผี และพุทธ ในพิธีเดียวกัน พิธีใต้หาง ประทีปเป็นพิธีที่ชาวลาวเวียงตลอดจน ภิกษุสามเณรจุดประทีปโคมไฟ เพื่อเป็น พุทธบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใน วันออกพรรษาเป็นเวลา ๓ วันชาวบ้าน จะร่วมกับวัดจัดสร้าง“ฮ้านประทีป”ขึ้นที่ หน้าพระอุโบสถ ฮ้านประทีปสร้างด้วย เสาสี่ต้นใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นได้ตามความ เหมาะสม ประดับด้วยต้นกล้วยต้นอ้อย ระหว่างเสาสี่ต้นนั้น ยกพื ้นสูงประมาณ หนึ่งเมตรพื ้นของฮ้าน ประทีปท�ำด้วย ไม้ไผ่สานขัดแตะตาห่าง ๆ ท�ำพิธี๓ วัน ในวันขึ้น ๑๔ ค�่ำ ๑๕ ค�่ำและแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๑๑ พิธีใต้หางพระทายคือการบูชา พระทรายในเทศกาลสงกรานต์ซึ่งในพิธี นี ้จะเริ่มจากการ การสรงน� ้ำพระและแห่ ดอกไม้รอบหมู่บ้านในช่วงเย็นของแต่ละ วันเป็นเวลา ๓ วัน หลังจากการแห่ง ดอกไม้แล้วชาวลาวเวียงจะช่วยกันขน ทรายเข้ามาก่อกองทรายหลาย ๆ กองไว้ ในบริเวณวัด มีไม้ไผ่ปัก ไว้เป็นเสากลาง น�ำดอกไม้ธูปเทียนมามาปักไว้รอบกอง ทรายที่ก่อไว้จากนั้นพระสงฆ์จะท�ำพิธี เจริญ พระพุทธมนต์และตามด้ วย กิจกรรมรื่นเริง ร�ำวง ล�ำแคน ด้วยความ สนุกสนาน การบายศรีสู่ขวัญเป็นพิธีที่ จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล เรียกขวัญ ให้กลับมาอยู่กับตัว อวยพรให้อยู่เย็น เป็นสุข อายุมั่นขวัญยืน เจริญก้าวหน้า ประสบโชคชัย ปลอบประโลมจิตใจให้ เข้มแข็ง มั่นคงปราศจากความกลัว หาก เดินทางก็ให้ปลอดภัย นิยมท�ำพิธีใน โอกาสอันเป็นมงคลต่าง ๆ เช่น การสู่ ขวัญนาค การสู่ขวัญแต่งงาน การสู่ขวัญ ขึ้นบ้านใหม่ การสู่ขวัญโชคชัย ประเพณี ส�ำคัญ เช่น บุญข้าวจี่ บุญบั้งไฟ สารท ลาว ตักบาตรเทโวซึ่งวัฒนธรรมประเพณี การบายศรีสู่ขวัญ เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อความเป็น สิริมงคล เรียกขวัญให้กลับมา อยู่กับตัว อวยพรให้อยู่เย็น เป็นสุข อายุมั่นขวัญยืน เจริญก้าวหน้าประสบโชคชัย “ “ ๙๐
ที่สะท้อนอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชาว ลาวเวียง คือ ประเพณีบุญบั้งไฟ ที่จัดขึ้น อย่างต่อเนื่องทุกปีตาม ความเชื่อแต่ ดั้งเดิมเพื่อขอให้ฝนตกตามฤดูกาลจะได้ มีน� ้ำเพื่อใช้ในการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพ หลักของชาวลาวเวียง โดยมีต�ำนานมา จากนิทานพื ้นบ้านของภาคอีสานเรื่อง พระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ซึ่งใน นิทานพื ้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึงการที่ ชาวบ้านได้ จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อ เป็นการบูชาพระยาแถน หรือเทพวัสส กาลเทพบุตร ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตก ถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบ ไฟ หากหมู่บ้านใดไม่จัดท�ำการจัดงาน บุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตาม ฤดูกาล อาจก่อให้ เกิดภัยพิบัติกับ หมู่บ้าน ช่วงเวลาของประเพณีบุญบั้งไฟ คือเดือนหกหรือพฤษภาคมของทุกปี ปัจจุบันยังคงสืบทอดประเพณีนี ้จัดขึ้น อย่างต่อเนื่องทุกปีซึ่งเป็นบุญบั้งไฟเพียง แห่งเดียวของของชาวลาวเวียงที่อยู่ใน ภาคกลาง จากในอดีตประเพณีบุญ บั้งไฟมีคุณค่าและความหมายต่อวิถีการ ด�ำเนินชีวิตในด้านความเชื่อเรื่องขอฝน ส�ำหรับการเกษตรกรรม แต่ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าความหมายเหล่านี ้ได้ลดลง การเกษตรกรรมไม่จ�ำเป็นต้องพึ่งน� ้ำฝน เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต เพราะมี ระบบชลประทานเข้ามาช่วย สนับสนุน ส่งผลให้คุณค่าและความหมายที่เด่นชัด มากขึ้นแทนที่คุณค่าและความหมาย เดิมคือการแสดงถึงอัตลักษณ์เด่นของ ชาวลาวเวียงที่ยังคงมีความความร่วมมือ ๙๑
ร่วมใจ ความสามัคคีช่วยกันรักษา ประเพณีบุญบั้งไฟไว้และส่งเสริมให้เป็น เทศกาลหรือสินค้าการท่องเที่ยวดึงดูดให้ นักท่อ งเที่ยวมาเที่ยวชมป ระเพณี ปัจจุบันประเพณีบุญบั้งไฟ ได้ รับการ สนับสนุนจาก หน่วยงานภาครัฐทั้งใน ระดับท้องถิ่นและในระดับจังหวัด ความเชื่อของชาวลาวเวียง ถ้ามีคน เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน จะต้องมีการบอก กล่าว ถ้าคนไหนเข้ามาแล้วไม่บอกกล่าว ก็จะมีอาเพศอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับ ชีวิตและครอบครัวของคนนั้น ๆ ถ้าคน นั้นที่เข้ามาอยู่จะต้องเส้นไหว้ดงเจ้าที่ถึง จะรับเป็นลูกเป็นหลาน ดงเจ้าที่เกิดขึ้น มาพร้ อมกับการตั้งหมู่บ้าน ความเชื่อ ของชาวลาวเวียงสมัยก่อนเวลาวันพระ ประเพณีบุญบั้งไฟ มีคุณค่าและความหมายต่อ วิถีการด�ำเนินชีวิตในด้าน ความเชื่อเรื่องขอฝน ส�ำหรับการเกษตรกรรม “ “ วันศีล ทุกคนจะไม่ออกบ้านไปไหน บรรพบุรุษเขาถือกันมา คนทุกคนที่จะ เข้ามาอยู่ในบ้านต้องมาขออยู่มีสวยมา ขึ้นบอกเจ้าที่เจ้าทางว่า “ลูกจะมาขอพึ่ง บารมีเจ้าปู่ เจ้าตาตรงนั้น” ให้เจ้าปู่ เจ้า ตารับท ราบให้ เป็ นลูกหลานอยู่ใน หมู่บ้านเขาก็จะรักษาไม่มีภัยอันตรายมา หาครอบครัวนั้น ครอบครัวนั้นก็จะ อยู่เย็นเป็นสุข เป็นความเชื่อและความ ศรัทธาในหมู่บ้าน (พ่อหลวง) ด้านศิลปะพื้นถิ่น ชาติพันธุ์ลาวเวียง มี ความเชื่อ ว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากเชื ้อ โรค และบางคนเชื่อว่าเกิดจากการกระ ท�ำของผีความเจ็บป่ วยที่เกิดจากเชื ้อโรค สามารถเยียวยาให้หายได้ด้วยการรักษา โดยการใช้ยา ส่วนความเจ็บปวดที่เกิด ๙๒
จากผีนั้น เชื่อว่าต้องได้รับการรักษาจาก พิธีหมอล�ำผีฟ้า หรืออ�ำนาจอย่างอื่น อย่างไรก็ตามเมื่อถึงคราวชีวิตจะสิ ้นสุด ลง ก็ไม่สามารถมีใครเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ คนป่ วยที่ได้รับการรักษาจากวิธีการสมัย ใหม่หรือจากยาไม่ได้ผลแล้วคนใช้หรือ ญาติพี่น้องของคนไข้ก็จนปัญญาจ�ำต้อง หันหน้าพึ่งทางอื่น และพึ่งทางอันนั้นก็ คือ หมอล�ำผีฟ้า ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่มี ความเชื่อในหมอล�ำผีฟ้าดังกล่าวแต่เพื่อ ชีวิตอย่างน้อยก็ต้องลองเสี่ยงดูหมอล�ำ ผีฟ้าอาจแปลความได้ว่า คณะหมอล�ำ ที่ท�ำการติดต่อสื่อสารกับผีฟ้า บางท้องที่ เรียกหมอล�ำผีฟ้าว่า หมอล�ำไทเทิง ซึ่ง หมายถึง หมอล�ำที่ติดต่อกับผีที่อยู่เบื ้อง บน (ไท หมายถึง กลุ่มคนหรือวิญญาณ เทิง หมายถึง เหนือหรือข้างบน) ในบาง ท้องที่เรียกหมอล�ำผีฟ้าว่า หมอล�ำผีแถน ซึ่งหมายถึง คณะหมอล�ำที่จะติดต่อกับ ผีแถนผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในเมืองฟ้า ถึงแม้ว่า หมอล�ำผีฟ้าจะเป็นที่รู้จักกันในหลายชื่อ และรายละเอียดปลีกย่อยของการล�ำจะ แตกต่างกันไปบ้างตามแต่ละท้องถิ่น ก็ตามแต่มีจุดประสงค์อันเดียวกัน ชาติพันธุ์ลาวเวียง มีความเชื่อ ว่าโรคภัยไข้เจ็บ เกิดจากเชื้อโรค และบางคนเชื่อว่า เกิดจากการกระท� “ ำของผี “ ๙๓
ชาติพันธุ์ลีซู ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชนนายโสภณ ตระกุลพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้านป่าเมี่ยง บ้านเลขที่ ๙ หมู่ ๑ ต�ำบลเจริญราษฎ์ อ�ำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ต�ำนานของลีซูจะมีต�ำนานเล่าคล้าย ๆ กับชนเผ่าอื่น ๆ เผ่าในเอเชียอาคเนย์ถึง น� ้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ ซึ่งมีผู้รอดชีวิตอยู่ เพียงหญิงหนึ่งชายหนึ่งซึ่งเป็นพี่น้องกัน เพราะได้อาศัยโดยสารอยู่ในน� ้ำเต้าใบ มหึมา พอน� ้ำแห้งสองพี่น้องก็ออกมาและ ตามหาใครก็ไม่พบ จึงประจักษ์ใจว่าตน เป็นหญิงชายคู่สุดท้ายในโลก ซึ่งถ้าไม่ สืบสายพันธุ์มนุษยชาติก็ต้องเป็นอันสูญ พันธุ์ไป แต่ก็ตะขิดตะขวงใจในการเป็นพี่ น้องเป็นก�ำลังจึงต้องเสี่ยงทายฟังความ เห็นของสิ่งศักดิสิทธิ์ ์ ทั้งหลาย เห็นมีโม่อยู่ บนยอดเขาจึงจับตัวครกกับลูกโม่แยกกัน เข็นให้กลิ ้งลงจากเขาคนละฟาก โม่เจ้า กรรมพอจะถึงตีนก็ไม่ยอมหยุดนิ่ง อุตสาห์กลิ ้งอ้อมตีนเขาไปรวมกันเข้ารูป เดิมอย่างดิบดีไม่ว่าจะลองเสี่ยงทาย ด้วยอะไรก็จะได้ผลแบบนี ้ทั้งนั้น พี่ชาย น้องสาวเห็นว่าพระเจ้ายินยอมพร้อมใจ ให้สืบพันธุ์แน่ๆ จึงแต่งงานกันไม่นานก็ ๙๔
มีลูกด้วยกัน ลีซูมีความเชื่อว่าเป็นชนเผ่า ที่มีการแต่งกายมีสีสันสดใส และหลากสี มาก ความกล้าในการตัดสินใจ และ ความเป็นอิสระชนสะท้อนออกมาให้เห็น จากการใช้สีตัดกันอย่างรุนแรงในการ เครื่องแต่งกาย คนอื่นเรียกว่าลีซอ แต่ เรียกตนเองว่า “ลีซู” (ค�ำว่า “ลี” มาจาก “อิ๊หลี่” แปลว่า จารีต ประเพณีหรือ วัฒนธรรม “ซู” แปลว่า “คน”) มีความ หมายว่ากลุ่มชนที่มีขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีและความภาคภูมิใจใน วัฒนธรรมของตนเอง อาจกล่าวได้ว่า ชาวลีซูเป็นกลุ่มชนที่รักอิสระ มีระบบ จัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ยืดหยุ่น เป็นนักจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะไม่ ยอมรับสิ่งใหม่โดยไม่ผ่านการเลือกสรร และจะไม่ปฏิเสธวัฒนธรรมที่แตกต่าง โดยไม่แยกแยะ ด้วยเหตุนี ้เองท�ำให้ชาว ลีซูมีศักยภาพในการปรับตัวเข้ากับความ เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดีลีซูเป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มธิเบต–พม่า ของ ชนชาติโลโล ถิ่นก�ำเนิดดั้งเดิมของชนเผ่า ลีซูอยู่บ ริ เวณต้ นน� ้ำโขงและแม่น� ้ำ สาละวิน อยู่เหนือหุบเขาสาละวินในเขต มณฑลยูนนานตะวันตกเฉียงเหนือและ ตอนเหนือของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า ชน เผ่าลีซูส่วนใหญ่เชื่อว่าเมื่อ ๔,๐๐๐ ปีที่ ผ่านมาพวกตนเคยมีอาณาจักรเป็นของ ตนเอง แต่ต้องเสียดินแดนให้กับจีนและ กลายเป็นคนไร้ชาติต่อมาชนเผ่าลีซูจึง ได้ เคลื่อนย้ายเข้าสู่รัฐฉานตอนใต้ กระจัดกระจายอยู่ตามภูเขาในเมือง ต่างๆเช่น เมืองเชียงตุง บางส่วนอพยพ ไปอยู่เขตเมืองซือเหมา สิบสองปันนา ประเทศจีน หลังจากนั้นได้อพยพลงมา ทางใต้เนื่องจากเกิดการสู้รบกันระหว่าง ชนเผ่าอื่น นับเวลาหลายศตวรรษ ชนเผ่า ลีซูได้ถอยร่นเรื่อยลงมาจนในที่สุดก็แตก กระจายกันเข้าสู่ประเทศพม่า จีนอินเดีย แล้วเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณปี “ลีซู” (ค�ำว่า “ลี” มาจาก “อิ๊หลี่” แปลว่า จารีต ประเพณี หรือวัฒนธรรม “ซู” แปลว่า “คน”) มีความหมายว่ากลุ่มชนที่มีขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง “ “ ๙๕
พ.ศ.๒๔๖๔ กลุ่มแรกมี๔ ครอบครัว มา ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนครั้งแรกอยู่ที่บ้าน ห้วยส้าน อ.เมือง จ.เชียงราย อยู่ได้โดย ประมาณ ๕-๖ ปีก็มีการแยกกลุ่มไปอยู่ หมู่บ้านดอยช้าง ท�ำมาหากินอยู่แถบ ต.วาวีอ.แม่สรวย จ.เชียงราย จากการ สอบถามคนเฒ่าคนแก่ชาวลีซูถึงเรื่อง ราวการอพยพว่าได้ อพยพมาจาก หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง เชียงตุงประเทศพม่า เข้ามาตั้งถิ่น ฐาน อยู่ที่บ้านลีซูห้วยส้าน อ.เมืองจ.เชียงราย และโยกย้ายไปตั้งบ้านเรือน ในจังหวัด เชียงราย เชียงใหม่แม่ฮ่องสอน ล�ำปาง ตาก พะเยา ก�ำแพงเพชรเพชรบูรณ์แพร่ และสุโขทัย ลีซูไม่มีภาษาเขียนของ ตนเองลีซูแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย คือ ลี ซูลายกับลี ซูด� ำ ชาวลี ซูที่ อยู่ใน ประเทศไทยเกือบทั้งหมดเป็นลีซูลาย ส่วนลีซูด�ำนั้นอยู่พม่า จีน ลีซูเป็นชาวเขา ที่มีความขยัน สามารถท�ำไร่ปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง ตามไหล่เขาที่มีความสูงชันได้ดี ผู้ชายลีซูมีความสามารถในการใช้หน้า ไม้ล่าสัตว์เป็นอย่างดีลีซูมีลักษณะนิสัย รักสงบ มีความสุภาพ ซื่อสัตย์จริงใจและ เคารพผู้อาวุโส ไม่ประพฤติตนหรือท�ำตัว นอกรีตนอกรอย ผู้ใหญ่มักอบรมสั่งสอน เด็ก ๆ ลูกหลานลีซูให้รู้จักขยัน ตั้งใจท�ำ มาหากิน ไม่ลักขโมยของคนอื่น รู้ จัก หวงแหนทรัพย์สินของตน ไม่สูบฝิ่น ไม่ เล่นการพนัน ไม่ประพฤติผิดลูกเมียผู้อื่น ๙๖
ซึ่งโดยประเพณีแล้วผู้ชายลีซูสามารถจะ มีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน แต่จะต้อง กระท�ำตามประเพณีด้วยการไปสู่ขอต่อ พ่อแม่ของฝ่ายหญิงให้ถูกต้อง ลีซูนับถือ ผีและเชื่อว่าผีมีทั้งผีดีและผีร้าย ซึ่ง ประจ�ำอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น บ้านเรือน ห้วยหนองและไร่นา เป็นต้น ดังนั้นด้วย ความเกรงกลัวต่อผีและวิญญาณภูตผี ชาวลีซูจึงต้องสร้างศาลผีไว้ส�ำหรับบูชา เซ่นไหว้เป็นศาลผีประจ�ำหมู่บ้าน ซึ่งเชื่อ ว่าจะให้คุณค่ามากกว่าให้โทษ หากมีคน ไปล่วงเกินก็จะให้โทษได้เช่นกันเช่น ผีน� ้ำ ผีไฟ ผีดิน ผีดวงอาทิตย์ส่วนผีร้ายก็คือผี ตายโหง ผีจรจัด ซึ่งจะน�ำความเจ็บไข้ได้ ป่ วยมาให้เป็นต้น “อี๊ดะมา” เป็นผีใหญ่ หรือเทวดา เจ้าที่ที่ดูแลขุนเขาในละแวก นั้น เมื่อลีซูตกลงตั้งหมู่บ้าน หมอมื ้อผะ จะท�ำพิธีเชิญ“อี๊ดะ มา” หรือเทวดาใหญ่ ลงมาสิงอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่โดยจะมีศาลผี หรือเทวดาประจ�ำหมู่บ้าน(อาปาโหม่ฮี) “อาปา” หมายถึง ปู่ ส่วนค�ำว่า โหม่ หมายถึงแก่เฒ่า เมื่อรวมความแล้ ว หมายถึงบรรพบุรุษผู้ ดูแลทุกคนใน หมู่บ้านเพื่อให้ลูกหลานลีซูอยู่ดีกินดีท�ำ มาหากินได้ผลบริบูรณ์“คัวลือ” ท�ำหน้าที่ ป้องกันผีร้าย ดังนั้นหมอมื ้อผะจะเชิญคัว ลือมาอยู่ข้างศาลอาปาโหม่ฮีและคัวลือ ที่ประจ�ำอยู่ต้นไม้เล็กจะมีความส�ำคัญ เทวดาประจ�ำหมู่บ้านลีซู (อาปาโหม่ฮี) “อาปา” หมายถึง ปู่ ส่วนค�ำว่า “โหม่” หมายถึง แก่เฒ่า รวมความแล้วหมายถึง บรรพบุรุษผู้ดูแลผู้ดูแลทุกคนในหมู่บ้าน เพื่อให้ลูกหลานลีซูอยู่ดีกินดี “ “ ต่อชาวลีซูมากพอ ๆ กันเพราะผีเหล่านี ้ จะเป็นผู้คุ้มครองหมู่บ้าน คือเป็นผีดีส่วน ผีร้าย ที่ท�ำให้เกิดความเจ็บป่ วย มีอยู่ ๒ ชนิดคือ ผีตายโหง หรือจะเหน่ และผี จรจัด หรือโข่ผื่อเหน่ ผีทั้งสองชนิดนี ้จะ ท�ำให้ลีซูเจ็บไข้ได้ป่ วย ซึ่งจะต้องให้ หมอผีมาท�ำพิธีจึงจะหายจากป่ วยไข้ได้ วิถีชีวิตของชาวลีซูจะด�ำเนินไปอย่าง เรียบง่าย มีผู้เฒ่าผู้แก่คอยอบรมสั่งสอน ลูกหลานให้เป็นคนดีด้วยการเล่านิทาน บ้าง ใช้สุภาษิตค�ำพังเพยเปรียบเทียบ บ้าง เช่นค�ำว่า “อะ มา ฮีอะ มา เลอ” หมายถึงบ้านใครก็ให้กวาดเฉพาะบ้าน ของตน ซึ่งอาจจะหมายถึงให้ใส่ใจเฉพาะ เรื่องของตนเองเท่านั้น อย่ายุ่งเรื่องของ คนอื่น เป็นต้น ลีซูนิยมการดื่มเหล้าที่ท�ำ จากข้าวโพด และชอบอาหารที่ปรุงรสจืด ๆ ชอบเนื ้อหมูมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น แกง ใส่ผักกาดหรือกะหล�่ำปลีข้าวที่ลีซูนิยม ๙๗
รับประทานคือข้าวไร่ที่มีเมล็ดกลมรีสี ข้าว เวลานึ่งเป็นก้อนไม่เหนียวติดกัน มี รสมันอร่อย ปกติชีวิตความเป็นอยู่ของ ชาวเขาเผ่าลีซูมักจะติดต่อค้าขายและ ใกล้ชิดกลับชาวเขาเผ่าอื่นเสมอ โดย เฉพาะชาวจีนฮ่อจะมีความสัมพันธ์ใกล้ ชิดถึงขนาดปลูกบ้านเรือนอยู่ใกล้กัน มี ประเพณีวัฒนธรรมคล้ายกัน เช่น งาน ฉลองปีใหม่ หรือการเซ่นไหว้ ศาลผี ประจ�ำหมู่บ้าน และในบางครั้งหญิงชาว ลีซูจะแต่งงานกับชายชาวจีนฮ่อเด็ก ๆ ลี ซูสามารถพูดภาษาจีนฮ่อได้และเรียนรู้ ภาษาจีนฮ่อด้วย ส�ำหรับชาวเขาเผ่าอื่น ๆ ลีซูจะมีความสัมพันธ์กับชาวเขาเผ่าอา ข่า และเมี่ยนมาก ในฐานะที่หมู่บ้านใกล้ กัน ติดต่อค้าขายไปมาหาสู่กันเสมอ ในอดีตโครงสร้างการปกครองที่ไม่เป็น ทางการมีบทบาทส�ำคัญมากในชุมชน เช่น (๑) มือหมือผะ (ผู้น�ำด้านพิธีกรรม) ท�ำหน้าที่ด้านพิธีกรรม (๒) หนี่ผะ (หมอผี) ท�ำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างโลก มนุษย์กับโลกของวิญญาณ(๓) โชโหม่ว โชตี(ผู้อาวุโส) บุคคลที่มีอายุและเป็นที่ เคารพนับถือของชุมชน ท�ำหน้าที่ให้ค�ำ ปรึกษาในกิจกรรมหรือข้อพิพาษต่างๆ พิธีกรรมและความเชื่อ ชาวลีซอ มี ความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีเป็นพื ้น ฐานเดิม (Animism) ต่อมามีการนับถือ ศาสนาคริ สต์ เพิ่มมากขึ้นเรื่ อย ๆ เนื่องจากมีมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่ ศาสนาถึงในหมู่บ้าน ชาวลีซอบาง ครอบครัวได้ให้ความสนใจในพระพุทธ ความเชื่อของชาวลีซู ๙๘
ศาสนา และเริ่มรับนับถือพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการนับถือผีตามแบบแผนที่ ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยได้น�ำ พระพุทธรูปมาบูชาและตั้งไว้ในบ้าน ใกล้ๆ หิ ้งบูชาผีเช่น ที่บ้านของนายอาหวู่ แซ่ย่างเป็นต้น ชาวลีซอโดยเฉลี่ยแล้วใน ทุกหมู่บ้านจะมีผู้ที่นับถือผีตามประเพณี ดั้งเดิมประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์นับถือ ศาสนาคริสต์ประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ และนับถือผีผสม ศาสนาพุทธ ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์การนับถือผีเป็นความเชื่อ ดั้งเดิม และเป็นความเชื่อพื ้นฐานของ ชาวลีซอโลกทัศน์เรื่องผีของชาวลีซอจะ แบ่งผีออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ ผีดี และผีร้าย ผีดีจะเป็นผีที่คอยคุ้มครอง ป้องกันภยันตรายต่างๆ ทั้งในระดับส่วน ตัว ระดับครอบครัว และระดับหมู่บ้าน บางหมู่บ้านอาจมีผีในระดับสูงกว่า หมู่บ้านก็ได้ผีบรรพบุรุษ เป็นผีประจ�ำ บ้าน (อ๊าปา อ๊าส่า เหน่) โดยชาวลีซอจะ ถือว่า บรรพบุรุษที่ตายไปจะคอยปกป้อง รักษา ดูแลคนภายในบ้านให้ปลอดภัย และจะตั้งหิ ้งบูชา (ต๋า เบี๊ยะ) ไว้ด้านใน ของบ้าน ตรงกับประตูเข้าบ้าน เป็นชั้นไม้ ๒ ชั้นวางต่อกันบนหิ ้งจะมีถ้วยน� ้ำชาวาง อยู่ ผีบรรพบุรุษจะเป็ นผีที่ให้ ความ คุ้มครองในระดับครอบครัว และระดับ ส่วนบุคคล ดังนั้นถ้าจะกล่าวไปแล้ว ต๋า ผีประจ�ำบ้าน (อ๊าปา อ๊าส่า เหน่) ชาวลีซอจะถือว่าบรรพบุรุษ ที่ตายไปจะคอยปกป้องรักษา ดูแลคนภายในบ้านให้ปลอดภัย “ “ เบี๊ยะอาจจะคล้ายกับหิ ้งบูชาบรรพบุรุษ ของคนเมืองหรื อไทลื ้อ และเมื่อมี ประเพณีส�ำคัญ เช่นประเพณีกินวอปี ใหม่ประเพณีกินข้าวใหม่ประเพณีเกี่ยว กับการเกิด การแต่งงาน การตาย ชาว ลีซอจะต้ องน�ำอาหารมาเซ่นไหว้ ผี บรรพบุรุษเสมอ ผีประจ�ำหมู่บ้าน (อ๊า ปา โหม่ ฮี) เป็นผีที่คอยดูแลรักษาหมู่บ้าน เช่นเดียวกับปู่ ตาประจ�ำหมู่บ้านของคน เมือง เป็นสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ ที่คอยดูแลรักษา ชุมชน ในระดับหมู่บ้าน ระดับครอบครัว และระดับบุคคลนอกจากจะคอยปกป้อง สร้างก�ำลังใจให้คนในชุมชนแล้ว ยังเป็น สิ่งศักดิ์ สิทธิ์ ที่ช่วยจัดระเบียบสังคม จัด ระเบียบการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเช่น น� ้ำ ป่าไม้ศาลผีประจ�ำหมู่บ้านจะถูก เลือกสร้างในสถานที่ที่เหมาะสม บนเนิน เขาที่สูงสุดใกล้หมู่บ้านมีรั้วรอบเพื่อ ป้องกันสัตว์เข้ามาท�ำลายเป็นอาณาเขต ๙๙