The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความเชื่อและศรัทธา กลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ความเชื่อและศรัทธา กลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก

ความเชื่อและศรัทธา กลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก

ของความศักดิ์ สิทธิ์ห้ามไม่ให้ผู้หญิง เข้าไปโดยเด็ดขาด ผู้ที่จะเข้าไปท�ำพิธีได้ มีแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น พิธีเซ่นไหว้ที่ ส�ำคัญของชุมชน ได้แก่ ประเพณีกินวอ ปีใหม่ ประเพณีกินข้าวใหม่ประเพณี เกี่ยวกับการเกิด การแต่งงาน การตาย นอกจากนี ้ถ้ามีใครประพฤติผิดจารีต ประเพณีของหมู่บ้าน หรือเจ็บไข้จะต้อง มาเซ่นไหว้ที่ศาลผีประจ�ำหมู่บ้านด้วย เมื่อจัดงานประเพณีต่างๆของลีซอและ ต้องไหว้อ๊า ปา โหม่ฮีครอบครัวชาวลีซอ ที่บ้านเปียงหลวงก็จะเลือกไปไหว้อ๊า ปา โหม่ ฮีของหมู่บ้านอื่นที่ตนรู้ จักหรือมี ญาติอาศัยอยู่ผีหลวงเป็นผีที่คอยปกปัก รักษาชาวลีซอ ในชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่ บริเวณใกล้เคียง ผีหลวงจะ มีความ ส�ำคัญสูงกว่าผีประจ�ำหมู่บ้าน ศาลผี หลวงไม่จ�ำเป็นต้องมีในทุกหมู่บ้าน ใน เขตอ�ำเภอเวียงแหง ศาลผีหลวงจะอยู่ที่ ลีซอบ้านแม่แตะเท่านั้น โดยเรียกว่า “ศาลผีดอยเชียงดาว” (ดอยเชียงดาว เป็นดอยสูง ที่เป็นตัวแทนเจ้าเขา หรือผี ดอย ที่ส�ำคัญในภูมิภาคนี ้นอกจากจะ เป็นตัวแทนผีหลวงของชาวลีซอแล้วยัง เป็นตัวแทนผีหลวงของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ด้วย) ศาลผีหลวงที่บ้านแม่แตะจะสร้าง อยู่ใกล้กับศาลผีประจ�ำหมู่บ้านแต่อยู่บน เนินที่สูงกว่า โดยจะมีการเซ่นไหว้ผีดอย เชียงดาวเฉพาะในพิธีที่ส�ำคัญของชุมชน เท่านั้น เช่น ประเพณีกินวอปีใหม่ ประเพณีกินข้าวใหม่ เป็นต้น นอกจากผี ส�ำคัญ ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ชาวลีซอยัง นับถือผีอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับ สภาพ แวดล้อม และวิถีชีวิต เช่น ผีน� ้ำ ผีป่า ผี ๑๐๐


เขา ผีดิน ผีไร่ ผีนา ผีไฟ ผีต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น การที่ชาวลีซอมีความเชื่อในเรื่อง ผีมากแสดงให้ เห็นถึงการสร้างกฎ ระเบียบในการจัดการทรัพยากรภายใน ชุมชนให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อชุมชน การผิดผีจะมีหลาย ประการด้วยกัน เช่น การเจ็บไข้เมื่อไปหา หมอผี(หนี่ผะ) แล้วหมอผีทายว่าผิดผี อะไรที่ไหน ผู้นั้นก็ต้องไปท�ำพิธีเซ่นไหว้ผี โดยหมอผีก็จะบอกว่าต้องใช้เครื่องเซ่น อะไร และต้องไปท�ำพิธีเซ่นไหว้ที่ไหน เครื่องเซ่นก็จะมีลักษณะเดียวกัน คือ หมู ไก่ เหล้า ธูป ไข่ไก่ ผ้าด�ำหรือผ้าแดง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ผิดผีน� ้ำ ก็ต้องไป ขอขมาเซ่นไหว้ผีน� ้ำ ผิดผีป่าก็ต้องไปเซ่น ไหว้ผีป่า การผิดผีในกรณีอื่น ๆเช่น เมื่อ ไปตัดไม้หรือตัดฟื นในป่าแล้วแบกฟื น กลับบ้าน ถ้าไปตัดใบตองอีกจะถือว่า ผิดผีจะท�ำให้พูดไม่ออกก็จะต้องจูงมือ คนที่ผิดผีวิ่งขึ้นดอยไป แต่ก็ต้องกลับไป เลี ้ยงผีด้วยโดยจะต้องใช้หมูหรือไก่และ เหล้า เป็นต้น ชาวลีซอบ้านแม่แตะจะมี พิธีที่ส�ำคัญอีกพิธีหนึ่ง คือ การเลี ้ยงผีน� ้ำ แตะโดยจะใช้หมูไก่เหล้า ธูป ท�ำพิธีขอ ขมาผีน� ้ำที่ริมห้วยแม่แตะ การขอขมาผี น� ้ำนี ้เป็นการบูชาและขอโทษหากได้ แสดงอาการไม่เคารพผีน� ้ำโดยที่ไม่มี เจตนา พิธีนี ้จะแตกต่างจากการเซ่นไหว้ ผีน� ้ำเพราะผิดผีตามการท�ำนาย ของ หมอผีในแต่ละหมู่บ้านมักจะมีหมอผี ประจ�ำหมู่บ้าน เช่นที่บ้านแม่แตะ มี หมอผีถึง ๓ คน แต่บางหมู่บ้านอาจไม่มี หมอผีเลยก็ได้หมู่บ้านที่ไม่มีหมอผีนั้น เมื่อมีความจ�ำเป็ นต้ องให้ หมอผีมา ท�ำนายทายทัก ก็จะไปเชิญหมอผีจาก บ้านอื่นมา หรือเดินทางไปขอค�ำท�ำนาย จากหมู่บ้านอื่น ๆ ก็ได้แต่เดิมนั้นลีซอที่ บ้า น จ อ ง มี ห ม อ ผี ซึ่ ง เ ป็ น พ่ อ ข อ ง นายอาหวู่ แซ่ย่าง แต่ท่านเสียชีวิตแล้ว และนายอาหวู่ไม่สามารถสืบทอดการ เป็นหมอผีต่อจากพ่อได้ เพราะการ สืบทอดการเป็นหมอผีตามประเพณีของ ชาวลีซอนั้นก�ำหนดไว้ว่าถ้าผู้จะสืบทอด เป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับหมอผีที่ สิ ้นไปจะไม่สามารถสืบทอดไปยังรุ่นต่อ ไปได้ทันทีคือจากรุ่นพ่อไม่สามารถสืบ ทอดไปยังรุ่นลูกได้จะต้องทิ ้งช่วงต่อไป อีก ๓ รุ่น ดังนั้นผู้ที่จะสืบทอดเป็นหมอผี ต่อไปในครอบครัวของนายอาหวู่ต่อจาก พ่อของนายอาหวู่ได้ก็คือ ลูกของลูกของ นายอาหวู่ หรือหลานของนายอาหวู่ นั่นเอง (สัมภาษณ์: นายอาหวู่ แซ่ย่าง) พิธีเซ่นไหว้เทพ (หงั่วฮาหวู่) มีขึ้นในวันที่ ๕ เดือน “หงั่วฮา” (เดือน ๕ ของลีซู) ใน วันนี ้จะมีการท�ำพิธีเซ่นไหว้เทพ “อาปา โหม่”และมีการพัฒนาศาลเจ้า ตลอดจน ๑๐๑


การสืบทอดการเป็นหมอผี ตามประเพณีของชาวลีซอนั้นก�ำหนด ไว้ว่าถ้าผู้จะสืบทอดเป็นคนใน ครอบครัวเดียวกันกับหมอผีที่สิ้นไป “ “ มีการขอศีลขอพรจากเทพอาปาโหม่เพื่อ ให้พืชผักเจริญงอกงาม เชื่อกันว่าหาก เพาะปลูกพืช ผัก ในวันนี ้จะท�ำให้พืชผัก เจริญงอกงามมาก แม้ แต่การหายา สมุนไพรก็ตาม เชื่อกันว่าในวันนี ้ตัวยาจะ มีฤทธิ์ แรง สามารถรักษาโรคได้ดีกว่าวัน อื่น ๆ พิธีขอบคุณเทพ (ฉวือแป๊ ะกั๊วะ) มี ขึ้นในวันที่๑๒-๑๔ เดือน ๗ “ซยี่ฮา” เป็น พิธีแสดงความขอบคุณเทพเจ้า ที่ช่วย ดูแลรักษาพืชพรรณธัญญาหารของ ชุมชน ให้มีความอุดมสมบูรณ์เจริญ เติบโตจนได้ผลผลิต ในช่วงตลอดปีที่ ผ่านมา พิธีกรรมจะไม่เหมือนกัน เพราะ ว่าแต่ละตระกูลจะมีรายละเอียดของการ ประกอบพิธีกรรมที่ไม่เหมือนกัน โดยรวม แล้วในวันแรกจะมีการน�ำผลผลิตพืชผล ต่างๆเช่น กล้วย แตงกวา ข้าวโพด อ้อย และดอกไม้ต่าง ๆ มาประดับประดาบน หิ ้งบูชาบรรพบุรุษ และท�ำพิธีสวดบทสัก การะแก่เทพต่าง ๆ ซึ่งในเทศกาลนี ้ทุก บ้าน จะต้องท�ำความสะอาดบ้านและ ร่างกายของตัวเอง เพื่อเป็นสิริมงคลกับ บ้าน และตนเอง ไม่มีการไปท�ำงานหรือ ท�ำธุระนอกบ้าน หากไม่จ�ำเป็น จากนั้น ในวันที่ ๓ จึงน�ำพืชผล และดอกไม้ต่าง ๆ ออกจากหิ ้งบูชา ตอนเย็นเปลี่ยนน� ้ำ และจุดธูป อันเป็นว่าจบพิธีซ่อมแซม ศาลเจ้า (เฮ้อยี่ปา) จะจัดขึ้นในวันที่ ๗ ของเดือน “เฮ้อยีปา” (เดือน ๒ ของลีซุ) พิธีจัดขึ้นที่ศาลเจ้า “อาปาโหม่” โดยมี การท�ำพิธีเซ่นไหว้“อาปาโหม่” และ พัฒนาศาลเจ้า เมื่อเสร็จแล้วมีการกิน ข้าวร่วมกัน ร้องเพลงและเต้นร�ำตลอด จน มีการเสวนาแลกเปลี่ยนต่างๆ กัน ซึ่ง ผู้ เข้าร่ วมพิธีนี ้จะมีแต่ผู้ ชายเท่านั้น เพราะถือว่า “เฮ้อยีปา” เป็นการเฉลิม ฉลองปีใหม่ของผู้ชาย มีเรื่องเล่ากันว่าใน อดีตช่วงที่มีเทศกาลปีใหม่นั้น ผู้ชายทั้ง หลายต้องออกไปสู้รบกัน เหลือแต่ผู้หญิง ที่อยู่ร่วมพิธีในวันปีใหม่ดังนั้นหลังปีใหม่ ๑ เดือน พวกผู้ชายได้กลับมา และได้จัด งานปีใหม่อีกครั้งหนึ่งเป็นการทดแทน พระประจ�ำหมู่บ้าน (หมื่อหมื ้อผะ) หมื่อ หมื ้อผะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน จะเป็นผู้ดูแล ศาลเจ้า “อาปาโหม่”และเป็นผู้น�ำในการ ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของลีซูตลอด จนเมื่อถึงวันส�ำคัญต่างๆ หมื่อหมื ้อผะก็ จะไปรับการปรึกษาจากบรรดาผู้สูงอายุ ๑๐๒


ในหมู่บ้าน ส�ำหรับหน้าที่ของหมื่อหมื ้อ ผะ คือทุก ๆ ๑๕ วัน ในขึ้น ๑๕ ค�่ำ หรือ แรม ๑๕ ค�่ำ เป็นวันศีลหรือวันหยุดงาน ของลีซูหมื่อหมื ้อผะจะต้องไปท�ำความ สะอาดปัดกวาดเช็ดถูหิ ้งที่อาปาโหม่ และจุดธูป เปลี่ยนน� ้ำแล้วก็บอกกล่าวให้ อาปาโหม่รับรู้ว่าวันนี ้เป็นวันศีล ขอให้อา ปาโหม่ช่วยเมตตาดูแลคุ้มครองบรรดา ลูกหลาน และสัตว์เลี ้ยงทั้งหลายใน หมู่บ้านเถอะเอ้อยี่ปาจะมีขึ้นหลังจากปี ใหม่ผ่านไปประมาณเดือนกว่า ๆ พิธีนี ้มี เพียง ๑ วัน ๑ คืน เท่านั้นจะมีการเซ่นไหว้ บูชาบรรพบุรุษในบ้านและผีบรรพบุรุษ ประจ�ำหมู่บ้าน ตอนกลางคืนก็จะมีการ เต้นร�ำกัน หน้าบ้านของผู้น�ำศาสนา (มือ หมือผะ) จะไม่มีต้นไม้ปีใหม่ พิธีกรรมนี ้ ก็ส�ำคัญมากส�ำหรับชาวลีซูเช่นกัน กิน ข้าวโพดใหม่ ลีซูเรียกว่า “ชือแป๊ ะกว๊ะ” วันกินข้าวโพดใหม่จะอยู่ช่วงเดือน สิงหาคมของทุกปีตรงกับกลางเดือน ๗ ของลีซูจะมีวันส�ำคัญอยู่ ๓ วัน ใน หมู่บ้านทุกคนหลังคาเรือนจะต้องหยุด ท�ำงาน (ยกเว้นผู้ที่นับถือคริสต์)จะมีการ เซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษในบ้านและผีประจ�ำ ๑๐๓


หมู่บ้าน พิธีกรรมนี ้ทุกหลังคาเรือนจะหา ของเซ่นไหว้คือ ข้าวโพด แตงกวา อ้อย ดอกไม้พืชผักต่างๆและธูป เทียน และ มีการสวดบทขอบคุณผีบรรพบุรุษและ เทพเจ้าที่ช่วยดูแลพืชพันธุ์ธัญญาหาร รวมถึงสัตว์เลี ้ยงต่างๆและคนในบ้านให้ อยู่อย่างมีความสุขตลอดมา วันศีล เรียก ว่า “จื ้อ”วันศีลหรือวันอยู่กรรมของลีซูจะ มีขึ้นทุก ๆ ๑๕ วันในรอบการนับวันของ ลีซูซึ่งการนับวันเดือนปีของลีซูนั้นนับ ตามปฏิทินจีน และวันศีลของลีซูคือวันที่ พระจันทร์เต็มดวงและพระจันทร์มืดมิด จึงเป็นวันศีล เป็นหน้าที่ของผู้น�ำศาสนา ประจ�ำหมู่บ้าน (มือหมือผะ) ที่จะ ประกาศให้ชาวบ้านทราบล่วงหน้า ๑ วัน ว่า วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันศีล บอกให้ชาวว่า ห้ามใช้ของมีคม เช่น มีด ขวาน จอบ เสียม ห้ามท�ำงานไร่,สวน นอกจากนั้นก็ ห้าม ฆ่าหมูไก่หรือสัตว์ทุกชนิดที่มีชีวิต วันศีลจะหยุดงาน ๑ วัน อยู่ที่บ้านอยู่กับ ครอบครัว ส่วนผู้หญิงก็เย็บผ้าปักผ้า ส่วนผู้ชาย ท�ำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ บ้าน เซ่นไหว้หลุมศพ ลีซูเรียกว่า “หลี่ ฮีชัว” หลังจากปีใหม่ผ่านไปสักสองเดือน กว่า ๆ พิธีนี ้จะจัดขึ้น ณ สุสานหรือหลุม ฝังศพ ลีซูมีการเซ่นไหว้ที่ ณ หลุมฝังศพ พิธีกรรมนี ้จะท�ำการ ๓ ครั้ง ท�ำทุก ๆ ปี หลังจากนั้นเซ่นไหว้ครบ ๓ ครั้งแล้ว ไม่ ต้องท�ำแล้ว ลีซูมีความเชื่อว่าวิญญาณ ไปเกิดใหม่แล้ว ถ้าครอบครัวไหนอยาก จะท�ำต่อสามารถท�ำได้พิธีนี ้ท�ำได้เฉพาะ คนที่มีลูกชาย เช่น เวลาพ่อและแม่เสีย ชีวิตไป ลูกชายก็จะท�ำพิธี“หลี่ฮีชัว” ให้ พ่อแม่ที่เสียไปแล้ว ถ้าครอบครัวไหนไม่มี ลูกชายมีแต่ลูกสาวไม่สามารถที่จะท�ำได้ เพราะผู้หญิงไม่สามารถท�ำพิธีกรรมได้ นอกจากผู้ชาย การเซ่นไหว้ให้กับคนตาย ที่สุสาน หมอผีลีซูเรียกว่า (หนี่ผะ) จะ เป็นคนสวดบทบริเวณหลุมฝังศพ เพื่อให้ ทราบว่าวันนี ้มาท�ำพิธีและสร้างบ้าน ใหม่ให้ ก็จะมีการฆ่าหมูและไก่ ท�ำ อาหารเลี ้ยงแขกกันที่มาช่วยงาน ณ บริเวณหลุมฝังศพ มีการละเล่นกัน คือ ใช้โคลนหรือขี ้หมิ่นก้นหม้อและก้นกะทะ ที่มีสีด�ำ ๆ มาทาหน้ากันและทาเสื ้อผ้า ทั้งชายหญิงและผู้ที่ไปร่วมพิธีกรรม ลีซูมี ความเชื่อว่า ถ้าใครไม่ท�ำหน้าสกปรกผี ร้ายสามารถเอาชีวิตไปได้ ความเชื่อด้านศาสนา ชาวลีซอที่นับถือ วันศีล เรียกว่า “จื้อ” เป็นวันอยู่กรรมของลีซู “ “ ๑๐๔


ศาสนาคริสต์จะมีพิธีกรรมทางศาสนา เช่นเดียวกับชาวไทยคริสต์หรือชาว คริสต์ทั่ว ๆ ไป แต่พิธีกรรมทางศาสนา ค ริ สต์ที่ชาวลีซอปฏิบัติกันอยู่นี ้จะ เป็นการผสมผสานรูปแบบพิธีกรรมให้ สัมพันธ์กับวิถีชีวิต และประเพณีดั้งเดิม ของชาวลีซอเช่น ชาวลีซอที่หันไปนับถือ ศาสนาคริสต์ก็ยังคงรักษาประเพณีกิน ข้าวใหม่ ประเพณีกินข้าวโพดใหม่ตาม ประเพณีดั้งเดิมของเผ่าไว้แต่มีการปรับ เปลี่ยนการประกอบพิธีแต่ละขั้นตอนให้ เหมาะสมและด�ำเนินไปตามความเชื่อ ของศาสนาที่รับนับถือใหม่ด้วยบ้านลีซอ แต่ละหมู่บ้านจะมีโบสถ์คริสต์เพื่อใช้ใน การประกอบพิธีทางศาสนา ชาวลีซอที่ หันมานับถือศาสนาคริสต์จะละทิ ้งความ เชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับเรื่องผีตามค�ำสอน ของศาสนาคริสต์“แต่เดิมนับถือผีมี ความเชื่อและประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยว กับความเชื่อเรื่องผีมาโดยตลอด แต่เมื่อ ย้ายมาอยู่บ้านดอยสามหมื่นได้เปลี่ยน มานับถือศาสนาคริสต์จึงได้ละทิ ้งความ เชื่อเรื่องผีและเมื่อย้ายมาตั้งหมู่บ้าน ใหม่ที่ริมห้วยแม่แตะซึ่งเป็นบริเวณที่ลือ กันว่ามีผีดุมาก ไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่ใน บริเวณนี ้ทั้งๆ ที่เป็นพื ้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่เพราะเชื่อว่าผีไม่มีในโลกนี ้ตามความ เชื่อของศาสนาคริสต์จึงได้เข้ามาตั้งบ้าน เรือนที่บริเวณดังกล่าว” ถึงแม้ว่าชาวลีซอ ที่นับถือศาสนาคริสต์จะละทิ ้งความเชื่อ ในเรื่องผีตามค�ำสอนของศาสนาแต่ใน การด�ำเนินชีวิตแต่ละวันนั้น ผู้คนส่วน ใหญ่ก็ยังคงมีความเชื่อพื ้นฐานเรื่องของ ผีต่าง ๆ ตามที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อ กันมาอยู่ และก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ ประพฤติหรือปฏิบัติตัวให้เกิดการผิดผี ตามความเชื่อดั้งเดิมเหล่านั้น วิถีชีวิตและประเพณี ชาวลีซอ มี อาชีพหลัก คือการปลูกข้าวและข้าวโพด มีการเลี ้ยงสัตว์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เลี ้ยงหมูไก่ทั้งไว้บริโภคในครอบครัวใช้ ในงานเฉลิมฉลอง และในการประกอบ พิธีกรรมต่างๆเช่น เรียกขวัญส่งเคราะห์ สะเดาะเคราะห์เลี ้ยงผีจากการผิดผี ๑๐๕


ชาวลีซูนับถือทั้ง ศาสนาคริสต์และ ศาสนาพุทธ “ “ เป็นต้น การเพาะปลูกชองชาวลีซอ เป็นการปลูกแบบย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ใน แต่ละปีทั้งนี ้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของ ป่าด้วย ดังนั้นการท�ำมาหากินของชาว ลีซอแบบดังกล่าวนี ้จึงอาจเป็นสาเหตุให้ ชาวลีซออพยพโยกย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ เป็นได้นอกจากการปลูกข้าวแล้วชาว ลีซอยังปลูกพืชผักหลายชนิดเพื่อไว้ บริโภคหรือน�ำไปขายที่ตลาดด้วย การ ปลูกพืชผักเหล่านี ้ก็มักจะปลูกไว้ในไร่ริม ห้วย หรือบริเวณรอบ ๆ บ้านที่อยู่ ชาว ลีซอบางหมู่บ้าน ฝิ่นแต่เดิมมา โดยมี หน่วยงานของทางราชการเข้ามาให้ค�ำ แนะน�ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ได้ รับการส่งเสริมให้ปลูกลิ ้นจี่ กาแฟ ตลอดจนพืชผักเมืองหนาวด้วย ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม ต่าง ๆ การแต่งงานการแต่งงานของชาว ลีซอ ถือเป็นประเพณีเฉพาะที่แตกต่างไป จากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆอย่างชัดเจน แต่ เดิมชาวลีซอจะแต่งงานเมื่ออายุเฉลี่ย ประมาณ ๑๔-๑๗ ปีแต่ปัจจุบันการ ศึกษาและวัฒนธรรมจากภายนอกเข้า มา อายุเฉลี่ยของชาวลีซอในการแต่งงาน จะอยู่ที่ประมาณ ๑๖-๒๕ ปีการเกี ้ยว พาราสีของชาวลีซอในอดีตจะอยู่ใน บริเวณที่ต�ำข้าวกลางลานหมู่บ้าน โดย สาว ชาวลีซอจะน�ำข้าวใส่กระบุงมาต�ำ ข้าวกลางลานบ้าน หนุ่ม ๆ ก็จะน�ำซึงมา ดีดร้องเพลงจีบสาว ซึ่งในปัจจุบันกลุ่ม ชาติพันธุ์ลีซอที่เวียงแหงไม่มีการจีบสาว ที่ลานต�ำข้าวอีกแล้ว แต่ใช้สถานที่อื่น ๆ แทน เมื่อมีการจีบกันแล้วความสัมพันธ์ ของหนุ่มสาวจะถือว่าอยู่ในระดับหนึ่ง ฝ่ายชายจะต้องเอาของไปให้ฝ่ายหญิง ที่ เรียกว่า ปี ้-ชี-พูของที่เอาไปให้อาจเป็น นาฬิ กา แหวน เงิน ทอง หรือของขวัญ อื่น ๆ ก็ได้ถ้าฝ่ายหญิงไม่รับของขวัญ ฝ่ายชายก็จะเลิกตามจีบฝ่ายหญิงแต่ถ้า ฝ่ายหญิงรับของขวัญแสดงว่าฝ่ายหญิง พึงพอใจฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็จะหาโอกาส พาฝ่ายหญิงหนีออกจากบ้าน ไปอยู่ที่ บ้านฝ่ายชายหรือบ้านญาติประมาณ ๑-๒ คืน เมื่อฝ่ายชายพาฝ่ายหญิงหนีไป ฝ่ายชายก็จะให้ คนไป แจ้ งข่าวและ นัดแนะเรื่องการแต่งงาน และค่าสินสอด จากนั้นก็จะกลับมาแต่งงานที่บ้านฝ่าย ๑๐๖


หญิง โดยฝ่ายชายจะออกค่าใช้ จ่าย ทั้งหมด รวมทั้ง ค่าสินสอดด้วย โดยจะ เชิญญาติๆ มาร่วมพิธีผู้ประกอบพิธีอาจ จะเป็นหมอผีหรือผู้ใหญ่บ้านที่ท�ำพิธี เป็นก็ได้ การท�ำพิธีจะมีเครื่องเซ่นผี ประจ�ำบ้าน ประกอบด้วย หมูไก่ เหล้า เป็นต้น จากนั้นฝ่ายหญิงจะยกเหล้าให้ พ่อแม่ฝ่ายชายกิน ฝ่ายชายก็จะยกเหล้า ให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงกิน ในปัจจุบันอาจ เป็นชา หรือเป๊ บซี่ก็ได้สุดท้ายจะมีการ กินเลี ้ยงกันเป็นเสร็จพิธีนอกจากนี ้ใน ปัจจุบันยังพบการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ บ้าง เช่น การแต่งงานระหว่างชาวลีซอ กับชาวมูเซอ หรือกับชาวจีนฮ่อ เป็นต้น การตาย ชาวลีซอจะมีวิธีในการจัดการ ศพผู้ตายแตกต่างกันตามสาเหตุการตาย ถ้าตายไม่ปกติที่เรียกว่า “ตายโหง”จะน�ำ ศพไปเผาทันทีแล้วเก็บกระดูกไปฝัง ส่วน ผู้ที่ตายธรรมดา ถ้าตายในเดือน ๙ ก็จะ ต้องน�ำไปเผาเช่นกัน ส�ำหรับผู้ที่ตายปกติ ในเดือนอื่น ๆจะท�ำพิธีที่บ้าน และจะไม่มี การเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ โดยจะคว�่ำแก้ว น� ้ำบนหิ ้งผีทั้งหมด และจะแต่งศพด้วย ชุดที่สวยที่สุดห่อด้วยผ้าขาวใส่โลงเอาไว้ ที่บ้าน มีการเชิญญาติและเพื่อนฝูงมา เป็นเพื่อนศพ มีการเลี ้ยงอาหารศพและ ท�ำอาหารเลี ้ยงแขกที่มาในงาน ถ้าเป็น ศพผู้ชายจะมีงาน ๙ วัน ถ้าเป็นหญิงจะ จัดงาน ๗ วัน จากนั้นจะน�ำศพไปฝังโดย จะดูทิศทาง ต�ำแหน่งที่ฝังศพด้วย โดยมี ข้อห้ามคือ ห้ามฝังศพในที่ราบ ที่ชื ้น และ ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เมื่อ ท�ำการฝังแล้ วจะใช้ตอกท�ำเป็นคอก สี่เหลี่ยม ปักธูป แล้วปลูกหญ้าคาหลัง จากนั้นจะน�ำสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ตาย ไปเผาข้างทาง เมื่อเสร็จพิธีแล้วจะมีการ ไปเซ่นไหว้หลุมศพ ทุก ๆ ต้นเดือนเมษา เรียก หนี่-ฮี-ชั้วะ คล้ายกับเช็งเม้งของชาว จีน การสะเดาะเคราะห์ (ยี่-เคอ-โซ่ะ) เมื่อมีผู้ไม่สบายใจไม่สบายกาย ก็จะมา ให้หมอผีดูว่าเป็นเพราะเหตุผลใด ถ้า หมอผีทักว่าจะต้ องท�ำการสะเดาะ เคราะห์ก็จะนัดวันท�ำโดยการ น�ำเศษ เล็บมือ เล็บเท้า ผม เศษเสื ้อผ้าถ่าน ไฟฉาย กระดาษตัดเป็นรูปดอกไม้ใส่ลง ในกระบะที่สานด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็ก ๆ หมอผีจะท�ำพิธีสวดแล้วเอากระบะที่ใส่ ของต่าง ๆ นั้นไปทิ ้งนอกหมู่บ้าน การ เรียกขวัญ (โชว์-ฮา-เคอวะ) การเรียก ขวัญจะท�ำเมื่อมีผู้เจ็บไข้ได้ป่ วยบ่อย ๆ โดยมีหมอผีมาท�ำพิธีใช้ข้าวสวยใส่ถ้วย มีไข่ไก่ต้มปลอกเปลือกวางบนข้าว มีผ้า วางรอบถ้วยอีกทีหนึ่ง นอกจากนี ้คนใน บ้านจะน�ำเงิน ประมาณ ๑-๕ บาท มา วางไว้บนผ้าและเย็บให้เป็นถุงเล็ก ๆ ใน ขณะที่หมอผีท�ำพิธีจะใช้เชือกผูกที่คอ ๑๐๗


การไปเซ่นไหว้หลุมศพ เรียกว่า หนี่-ฮี-ชั้วะ คล้ายกับเช็งเม้งของชาวจีน “ “ และมือ และน�ำเงินที่เย็บเป็นถุงไว้มา ห้อยคอ น�ำไข่ที่วางบนข้าวให้ผู้ป่ วยกิน จากนั้นจะน�ำไก่ไปฆ่า เพื่อดูกระดูก แล้ว ท�ำอาหารเลี ้ยงคนในบ้าน ประเพณีกิน วอปี ใหม่ (กวู-ชูว์) ประเพณีปีใหม่เป็น ประเพณีที่ชาวลีซอทุกคนรอคอย เช่น เดีย วกับป ร ะเพณีปี ใหม่ขอ งกลุ่ม ชาติพันธุ์อื่น ๆเพราะประเพณีปีใหม่เป็น ประเพณีที่มีแต่ความสนุกรื่นเริงโดย เฉพาะเด็ก ๆ และหนุ่ม สาว ประเพณีปี ใหม่จะตรงกับวันตรุษจีน ราวต้นเดือน กุมภาพันธ์ก่อนถึงวันปีใหม่ผู้ชายลีซอจะ ไปตัดต้นเกี๊ยมาปักไว้ที่กลางลานบ้านที่ จะจัดงาน ส่วนผู้หญิงจะท�ำขนมข้าวปุก โดยเอาข้าวเหนียวนึ่งสุกมาต�ำในครก ใหญ่พร้อมกับงาด�ำเมื่อผสมกันละเอียด ได้ ที่แล้ ว น�ำแป้งมาท�ำเป็ นแผ่นบน ใบตอง จากนั้นน�ำมาปิ ้งหรือทอด ขนม ข้าวปุกจะเป็นขนมที่น�ำมากินร่วมกัน ตลอดงานปีใหม่ซึ่งเป็นที่ชอบของเด็ก ๆ มาก เพราะขนมนี ้จะได้กินเฉพาะในงาน ปีใหม่เท่านั้น ในวันงานช่วงเช้าผู้ชายจะ ไปเซ่นไหว้ผีที่ศาลผีประจ�ำหมู่บ้านซึ่งจะ ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไป จากนั้นแต่ละ บ้านจะกลับไปไหว้ผีบรรพบุรุษที่บ้าน เมื่อไหว้ผีบรรพบุรุษแล้วชาวลีซอทุกคน จะแต่ง กายสวยงามตามแบบของชาว ลีซอมารวมกันที่ต้ นเกี๊ยกลางลาน หมู่บ้าน โดยหมอผีหรือผู้น�ำหมู่บ้านจะ ห้ อยชิ ้นเนื ้อหมู แล ะขนมข้าวปุก สัญลักษณ์ของปีใหม่ที่ใต้ต้นเกี๊ย จากนั้น จะมีการเต้นร�ำรอบ ๆ ต้นเกี๊ยมีเครื่อง ดนตรีประกอบการร้องเพลง คือ ซึงและ แคนน� ้ำเต้า ผู้สูงอายุของชุมชนจะเป็นผู้ ร้องเพลงเป็นค�ำอวยพรตอบโต้กัน หนุ่ม สาวจะผลัดกันออกไปเต้นร�ำ หนุ่มสาว บางคนจะหาโอกาสนี ้เกี ้ยวพาราสีกัน การเต้นร�ำจะเต้นไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้งคืน ในส่วนของชาวลีซอที่นับถือศาสนา คริสต์ก็จะจัดงานปีใหม่เช่นกัน โดยจะจัด ขึ้นในวันที่ ๓๑ ธันวาคมเช่นชาวคริสต์ โดยทั่วไป นอกจากนี ้ยังมีเทศกาลวัน คริสต์มาสอีกด้วย โดยประเพณีทั้งสอง จะมีการน�ำอาหารสดเท่าที่จะหามาได้ เช่น เนื ้อหมูไก่ พืชผัก มารวมกันท�ำ อาหารเลี ้ยงกันกินทั้งสามมื ้อ มีการแสดง มีการร้องเพลงและเต้นร�ำ เป็นต้น ประเพณีปี ใหม่น้ อย (เอ้อ-ยี่-ป๋ า) ๑๐๘


ประเพณีกินข้าวใหม่ (ดจา-วู้-จ๊ะ) จะจัดขึ้นหลังจากการ เก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว “ “ ประเพณีปีใหม่น้อยจะจัดขึ้นหลังจาก ประเพณีปีใหม่ ประมาณ ๑ เดือน โดย แต่ละบ้านจะน�ำไม้ไผ่มาท�ำเป็นกระบะ รูปสี่เหลี่ยม น�ำเศษเสื ้อผ้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว มีด เสียมที่ไม่ดีแล้วข้าว กับข้าวเนื ้อหมู สดใส่ลงในกระบะแล้วน�ำออกไปทิ ้งข้าง ทางเดินนอกหมู่บ้าน ประเพณีกินข้าว ใหม่ (ดจา-ว้-จ๊ะ) ูจะจัดขึ้นหลังจากการ เก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้ อยแล้ว ประมาณ เดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม โดยแต่ละ ครอบครัวจะน�ำข้าวสารที่เพิ่งเก็บเกี่ยว มาใหม่ หัวมัน เนื ้อหมูพืชผักอื่น ๆ มา เซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ จากนั้นน�ำมาปรุง อาหารโดยเอามันต้มกับข้าว และท�ำ กับข้าวเมื่อท�ำอาหารเสร็จแล้วจะต้องน�ำ อาหารไปให้สุนัขที่เป็นสัตว์เลี ้ยงของ ครอบครัวกินก่อน ทั้งนี ้เพราะตามความ เชื่อของชาวลีซอนั้น สุนัขเป็นผู้ที่ท�ำให้ ชาวลีซอได้ มีข้าวกินมาจนทุกวันนี ้ แล้ วจึงน�ำอาหารนั้นมากินเลี ้ยงกัน ภายในบ้าน ตรุษจีนขึ้นปี ใหม่ลีซู(ปีใหม่ผู้หญิง)– ต�ำข้าวปุก (มีข้าวเหนียวงา หรือถั่วลิสง) ในปีใหม่เล็ก (ปีใหม่ผู้ชาย) ท�ำขึ้นใน เดือน ๒ โดยการน�ำหมู๑ ตัว ไก่ ๕ ตัว ไปไหว้ที่ศาลเจ้าเชงเม้ ง คือ การไหว้ บรรพบุรุษที่หลุมศพ สารทจีน จัดใน เดือนเจ็ด เป็นการไหว้ผีบรรพบุรุษใน บ้านด้วย ไก่ หมูผลไม้และดอกไม้สด เลี ้ยงผีดอยหลวง จัดในเดือนเจ็ด น�ำหมู ที่ไม่ได้ตอน ไก่คู่ธูป เทียน พืช/ผักที่เพาะ ปลูกไว้น�ำไปไหว้หลังเขาในที่ที่ไม่ได้ยิน เสียงของหมูและไก่ที่เราเลี ้ยง ถ้ายังได้ยิน จะถือว่าสิ่งที่น�ำไปไหว้นั้นยังไม่ถึงผีดอย หลวงต้ องไปด้ วยกันทั้งหมด (ท�ำได้ เฉพาะผู้ชาย) สงเคราะห์หมู่บ้านจัดท�ำ ในเดือนหกต้องฆ่าหมู๑ ตัว ไก่ ๕ ตัว การดูดวง เสี่ยงทายจากตับหมูถ้าเป็น กระดูกไก่จะเป็นส่วนกะโหลก ปาก ลิ ้น และกระดูกต้นขาไก่ วิธีการเสี่ยงทาย ใช้ได้ทุกเรื่องมนการด�ำรงชีวิตของแต่ละ วัน แต่ละเดือน แต่ละปีไม่ว่าจะเป็นการ เดินทาง การขอสาว หมั้นสาว การซื ้อรถ ทุกอย่างขั้นตอนก็คือ ลูกหลานจะไป ท�ำงานในต่างประเทศได้หรือไม่ได้มี อะไรติดขัดหรือขัดข้องไหม ไปแล้วจะได้ กลับไหม สิ่งเหล่านี ้จะโกหกกันไม่ได้ จะท�ำให้ร้ายกลายเป็นดีไม่สามารถท�ำได้ ๑๐๙


ก็เหมือนเราดีๆ กัน จะโกหกกันมันก็ไม่ ดีอยู่แล้ว ยิ่งความเชื่อด้านจิตวิญญาณ มีหลอกค�ำว่าโกหก จะโกหกว่าดีให้มี ความหวังแบบนี ้ไม่ดีอยู่แล้ว อยากรู้ ว่า ลูกหลานจะไปท�ำงานต่างประเทศ วิธี การก็คือ ไปหาไก่มา ๑ ตัว ก่อนที่จะฆ่า หรือว่าก่อนที่จะเลี ้ยงเราก็ต้องบนไว้ก่อน ว่า ให้ส�ำแดงริษออกมาในกระดูกไก่ ว่า จะไปได้หรือไม่ได้ดีหรือไม่ดีเสร็จแล้ว ค่อยฆ่า พอฆ่าไก่เสร็จแล้วเราก็เอาไก่ไป ต้ม จะขอเจ้าที่บ้านผีปู่ย่าในหมู่บ้าน หรือ ในตระกูลก็ได้หรือไปขอที่ศาลเจ้าจะคุย ไว้ก่อน วิธีการดูคือเราเอาส่วนต้นขาไก่ มาดูซ้ายเป็นด้านของคนส่วนขวาเป็น ด้านของผีเป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัย บ ร รพบุ รุ ษ การดัวไก่ ก ร ะดูกไก่ ถ้าไปได้จะออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าไป ไม่ได้เขาก็จะไม่ไปกัน ความเชื่อนี ้มีมา ตั้งแต่ดั้งเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างของชาวลีซู จะดูกระดูกไก่เป็นส่วนใหญ่ รองมาจาก ศาลเจ้า เป็นความเชื่อที่ถ่ายทอดกันมา เป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันจึงได้ฝังลึกอยู่ใน ชาติพันธุ์ลีซูมาตลอด (พ่อหลวงบุญ จันทร์กุลชาติ) ด้านความเชื่อทิศของการปลูกสร้าง บ้าน ประตูหลักและเสาหลักจะต้องหัน รับทางทิศตะวันออก ความเชื่อเรื่องผี บรรพบุรุษ ความเชื่อเรื่องผีดอยหลวง ความเชื่อเรื่องผีศาลเจ้าความเชื่อเรื่อง การท�ำนาย งูขวางทาง การดูกระดูกไก่ ว่าเกิดสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ๑๑๐


ชาติพันธุ์จีนยูนนาน ข้อมูลโดย นายชัชวาลย์ พรสวรรค์คีรี ผู้น�ำชุมชน อยู่บ้านเลขที่ ๑๔๕ หมู่ ๒ ต�ำบลแม่สลองใน อ�ำเภอ แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงราย ชาติพันธุ์จีนยูนนานหรือชาวจีนฮ่อเป็น ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในมณฑลยูนานอยู่ ทางประเทศจีนตอนใต้มีอาณาเขตติด กับรัฐฉานของพม่า แบ่งออกเป็นสอง กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผาสีคือชาวจีนยูนนาน ที่นับถือศาสนาอิสลาม และ กลุ่มผาห้า คือ ชาวจีนยูนนานที่นับถือวิญญาณ บรรพบุรุษ หลังสงครามกลางเมือง ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊ก มินตั๋ง พรรคก๊กมินตั๋งเป็นฝ่ายแพ้ส่วน หนึ่งได้อพยพมาตั้งหลักอยู่ที่มณฑลยู นาน แล้วอพยพเข้าประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๔๙๕ โดยตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณ พื ้นที่อ�ำเภอไชยปราการจังหวัดเชียงใหม่ ชาติพันธุ์ จีนยูนานที่อพยพเข้ามา ประเทศไทย แบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑. กลุ่มพ่อค้าคาราวานที่ใช้ม้าต่าง หรือ ชาวล้อ เป็นพาหนะในการบรรทุกสินค้า เดินผ่านตามช่องทางฮ่องลึกหรือด่าน แม่สาย มาตั้งแต่โบราณ ๒. กลุ่มจีนฮ่อลี ้ภัย ช่วงที่มีการปราบ ปรามกบฏปันทาย ซึ่งน�ำโดยสุลต่านสุลัย มานหรือตู้เหวินซิ่ว ผู้สถาปนารัฐผิง หนานในมณฑลยูนนาน ช่วงปีค.ศ. ๑๘๕๖-๑๘๗๓ แต่กลับถูกทางราชวงศ์ ชิงปราบปราม คาดว่ามีผู้เสียชีวิตทั้ง ทหารและพลเรือนไปนับล้านคน ๓. กลุ่มจีนทหารกู้ชาติอพยพเข้ามาหลัง การปฏิวัติประเทศจีนประสบความ ส�ำเร็จใน ปีค.ศ.๑๙๔๙ ภายใต้การน�ำ ของเหมาเจ๋อตง ท�ำให้ทหารกองพล ๙๓ ของจีนคณะชาติหรือพรรคก๊กมินตั๋งต้อง ถอยร่นลงมาอยู่ตามแนวชายแดนไทยพม่า และต่อมาส่วนหนึ่งได้เดินทางไป อยู่ที่ประเทศไต้หวัน อีกส่วนหนึ่งปักหลัก อยู่ทางภาคเหนือของไทย ชาวจีนฮ่อประมาณ ๑ ใน ๓ นับถือ ศาสนาอิสลามใช้ภาษาจีนกลาง นอกนั้น ๑๑๒


จะนับถือบูชาบรรพบุรุษ และถูกกลืนไป ในวัฒนธรรมล้านนา โดยผู้ที่เป็นมุสลิม จะถูกเรียกว่า ผ่าสี่แต่ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะ เรียกว่า ผ่าห้า สันนิษฐานได้ว่าค�ำว่าผ่า สี่อาจจะมาจากภาษาไทใหญ่ มีความ หมายว่า เปอร์เซีย ชาวฮ่อที่ยังนับถือผี บรรพชนนั้น จะมีซินแสหรือที่เรียกว่า สล่าเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมตามความ เชื่ออย่างชาวจีน นอกจากนี ้ยังมีบางกลุ่ม ที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธ และ ศาสนาคริสต์อย่างไรก็ตามชาวจีนฮ่อ มุสลิม ตามความหมายของรัฐบาล สาธารณรัฐประชาชนจีน จะหมายถึง ชาวหุย ซึ่งหมายถึงชาวมุสลิมที่มี ลักษณะวัฒนธรรมและค่านิยมเช่นเดียว กับชาวจีน เพียงแต่นับถือศาสนาอิสลาม มักอาศัยอยู่ทางตอนใต้และตะวันออก เฉียงเหนือของประเทศจีน ความเชื่อต่าง ๆ ของจีนยูนนาน ความเชื่อด้านอาหารของชาวจีนยูน นานเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย๕ชนิด ได้แก่“สุกี ้ยูนาน” ภาษาจีนยูนาน เรียกว่า “หยูหนานโห่วโกว” สุกี ้ประเภทหนึ่งที่นิยม กินกันในกลุ่มคนจีนยูนาน และจะท�ำเมื่อ มีญาติมารวมกันหลายคนที่บ้านหรือเป็น วันส�ำคัญ รวมทั้งโอกาสพิเศษต่าง ๆ เพราะสุกี ้ชนิดนี ้ต้องใช้เวลาในการเตรียม ล่วงหน้าอย่างน้อย ๑ วัน แถมยังมีเครื่อง เคียงประกอบมากมายจัดเรียงอยู่ในหม้อ สุกี ้ใบโตถึงสิบอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น เนื ้อสัตว์อาทิเช่น หมูแฮม ไข่ม้วน และไก่ ด�ำ เป็นต้น “ขาหมู-หมั่นโถว” มีลักษณะ เหมือนซาลาเปาไม่มีไส้รับประทานคู่กับ ขาหมูตุ๋น โดยที่“หมั่นโถว”ซึ่งแปลว่า หัว เชลยเผ่าหมัน และท�ำตกทอดกันมาจน แพร่หลายไปทั่ว โดยในอดีตนั้นหมั่นโถว ๑๑๓


ยังเป็นแบบมีไส้และมีขนาดใหญ่ แต่มา ปัจจุบันหมั่นโถวในแต่ละท้องถิ่นก็มีการ ปรุงแตกต่างกันไปสารพัดแบบ “หมูพันปี (เคาหยก)” เป็นอาหารจีน กวางตุ้งชนิดหนึ่งแปลว่าเนื ้อคว�่ำและตรง กับภาษาจีนกลางว่าโค่วโหย่วเป็นอาหาร ที่มีชื่อเสียงของหูหนานและกวางตุ้ง เคา หยกแบบจีนมีสองแบบ แบบแรกใช้หมู สามชั้นหั่นสี่เหลี่ยมผสมกับผักกาดดอง เค็มแห้งที่ปรุงรสมาแล้ว ที่เรียกเหมยไช่ หรือไช่กัว ส่วนแบบที่สองจะใส่เผือกที่หั่น ชิ ้นเท่าหมูใส่เผือกจะน�ำเผือกชนิดที่เนื ้อ ซุยที่จี่พอสุก ราดด้วยน� ้ำปรุงรสที่ท�ำจาก เต้าหู้ยี ้น� ้ำมันหอย น� ้ำมันงา ผงพะโล้จาก นั้นจะน�ำหมูกับเครื่องปรุงใส่ชาม ตุ๋นให้ หมูเปื่อยนุ่ม เมื่อสุกแล้ว จะน�ำจากมา ปิดปากชามแล้วพลิกกลับด้านให้เนื ้อหมู ลงไปอยู่ในจาน“ไก่ด�ำตุ๋นยาจีน”ไก่ด�ำตุ๋น ยาจีน มีต้นก�ำเนิดมาจากมณฑลเจียงซี ประเทศจีน โดยผู้คนในมณฑลเจียงซีใช้ ไก่ด�ำ หรือ ไก่กระดูกด�ำ ประกอบอาหาร ผู้ คนทางตอนใต้ ขอ ง จีนท ราบถึ ง คุณสมบัติในการฟื ้นฟูพละก�ำลังของซุป ไก่ด�ำตุ๋นยาจีน เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ หญิงหลังคลอดรับประทานเพื่อบ�ำรุง เลือด ประสมดุลพลังชีวิตและช่วยท�ำให้ รู้สึกกระปรี ้กระเปร่า ซึ่งตามทฤษฎีแพทย์ แผนจีนอาหารที่มีสีด�ำตามธรรมชาติมี สรรพคุณในการบ�ำรุงเลือด และพลังงาน หยิน (Yin) ในตับ และในไต “หมาล่าปิ ้ง ย่างหมาล่า” คือ เครื่องเทศรสเผ็ดที่มีต้น ก�ำเนิดมาจากมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เป็นเครื่องเทศที่ให้รสชาติ“เผ็ดจนลิ ้นชา โดยค�ำว่า “หมา” หมายถึงอาการชาที่ ปลายลิ ้น ในขณะที่ค�ำว่า “ล่า” หมายถึง รสชาติเผ็ด ความเชื่อด้านที่อย่อาศัยูชาวจีนยูนาน นิยมตั้งบ้านเรือนที่ล้อมรอบด้วยภูเขา อยู่ กันเป็นกลุ่ม ไม่มีชนชาติอื่นเข้าไปตั้งบ้าน เรือนอยู่ปะปน การปลูกบ้านของชาวฮ่อ จะใช้ดินมาปั้นเป็นก้อนโดยไม่ต้องเผาไฟ ท�ำเป็นอิฐก่อกันเป็นตึก ๒ ชั้นเตี ้ย ๆ ข้าง บนทึบชายคายื่นล� ้ำลงมาเพื่อกันไม่ให้ฝน สาดฝาพังทลาย และเพื่อป้องกันอิฐดิบ นั้นจากนั้นใช้ปูนผสมดินเหนียวกับทราย ฉาบนอกอีกชั้นหนึ่งนิยมสร้างบ้านเป็นรูป ทรงสี่เหลี่ยมแบ่งเป็นห้องๆได้แก่ห้องไหว้ ๑๑๔


บรรพบุรุษ ห้องนอนพ่อแม่ ห้องนอน ลูกชายคนโต อยู่ชั้นบน ห้องนอนลูกคน อื่น ๆอยู่ชั้นล่าง ความเชื่อด้านประเพณีและพิธีกรรม มีมากมายหลายเทศกาลที่ส�ำคัญที่สุดคือ ตรุษจีน เป็นงานเฉลิมฉลองที่ยาวที่สุด และส�ำคัญที่สุดในปฏิทินจีน จุดก�ำเนิด ของตรุษจีนนั้นมีประวัติหลายศตวรรษ และมีความส�ำคัญเพราะต�ำนานและ ประเพณีหลายอย่าง ตรุษจีนมีการเฉลิม ฉลองกันในหลายประเทศและดินแดนซึ่ง มีประชากรจีนอาศัยอยู่มาก อย่างเช่นจีน แผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์สิงคโปร์ไต้หวัน ไทย รวมทั้งในชุมชนชาวจีนที่อื่น ตรุษจีนถูก มองว่าเป็นวันหยุดส�ำคัญส�ำหรับชาวจีน และได้มีอิทธิพลต่อการเฉลิมฉลองการขึ้น ปีใหม่จันทรคติของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง รวมทั้งเกาหลี(โซลนาล) ภูฏาน และ เวียดนามตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ ส�ำคัญที่สุดของชาวจีน ถือเป็นวันขึ้นปี ใหม่ตามปฏิทินจีนคล้ายกับวันสงกรานต์ ของไทย เช็งเม้ง, เชงเม้ง (ตามส�ำเนียง แต้จิ๋ว)หรือ“เฉ่งเบ๋ง”(ในส�ำเนียงฮกเกี ้ยน) “เช็ง”หรือ”เฉ่ง” หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ“เม้ง”หรือ”เบ๋ง” หมายถึง สว่าง รวม แล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความ แจ่มใส รื่นรมย์เช็งเม้งเป็นเทศกาลประจ�ำ เช็งเม้ง เป็นเทศกาลประจ�ำปีใน การบูชาบรรพบุรุษที่ ล่วงลับไปแล้วของชาวจีน “ “ ปีในการบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ของชาวจีน เทศกาลเช็งเม้ง ถือวันที่ ๕ เมษายนของทุกปีเป็นหลัก แล้วนับวัน ก่อนถึง ๓ วัน และเลยไปอีก ๓ วัน รวม เป็น ๗ วัน (๒ - ๘ เมษายน) วันไหว้ศาล เจ้าช่วงเทศกาลกินเจ ลูกหลานชาวจีนจะ ไปรวมตัวกันที่ โรงเจ หรือตามศาลเจ้า ต่างๆ เพราะมีข้อปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ข้อ หนึ่งว่า ห้ามกินอาหารที่คนปรุงไม่ได้ ถือศีลกินเจ ดังนั้นสถานที่แห่งศรัทธา เหล่านี ้มั่นใจได้เลยว่าคนท�ำอาหารนั้นก็ ถือศีลด้วย อีกทั้งเพื่อเป็นการช�ำระล้าง ร่างกายและจิตใจ ไหว้พระ ไหว้เจ้า ร่วม พิธีกรรมที่ทางศาลเจ้าจัดขึ้น สารทจีน ตามปฏิทินทางจันทรคติเทศกาลสารทจีน จะตรงกับวันที่ ๑๕ เดือน ๗ ตามปฏิทิน จีน เทศกาลสารทจีนถือเป็นวันส�ำคัญที่ ลูกหลานชาวจีนจะแสดงความกตัญญูต่อ ๑๑๕


บรรพบุรุษ โดยพิธีเซ่นไหว้และยังถือเป็น เดือนที่ประตูนรกเปิดให้ วิญญาณทั้ง หลายมารับกุศลผลบุญได้จึงมีการเซ่น ไหว้ด้วยของไหว้สารทจีน หลากความ หมายที่ปฏิบัติสืบกันมาเนิ่นนานวันสารท จีนถือเป็นเดือนส�ำคัญที่ลูกหลานจะแสดง ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังเป็น เวลาที่ประตูนรกเปิดให้บรรดาภูตผีออก เร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆซึ่งเทศกาลสารท จีน ตรงกับ วันเพ็ญ ๑๕ ค�่ำเดือน ๗ ตาม ปีปฏิทินทางจันทรคติของจีน แต่ทาง จันทรคติไทยกลับเป็นวันขึ้น๑๔ค�่ำเดือน ๙ ตามปฏิทินจีนโบราณ เดือน ๗ ชาวจีน ทั้งหลายรู้ สึกสงสารวิญญาณร้าย จึง ท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เมื่อประตูนรก เปิด เพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศล ผลบุญในวันสารทจีนซึ่งตรงกับวันที่๑๕ เดือน ๗ เพราะเป็นวันที่เช็งฮีไต๋ตี๋จะตรวจ ดูบัญชีวิญญาณคนตายส่งวิญญาณดีขึ้น สวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรกคนจีน จะมีไหว้เจ้าใหญ่ ๘ ครั้ง เรียกว่าไหว้๘ เทศกาลโป๊ ะโจ่ย การไหว้เจ้า สารทจีน หรือ วันสารทจีน ซึ่งถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิด-เปิดให้ผีทั้ง หลายมารับกุศลผลบุญ วันไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลที่มีความ ส�ำคัญส�ำหรับคนจีนมากเป็นอันดับสอง รองจากเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค�่ำเดือน ๘ ของทุกปีโดยจะตรงกับ เดือนกันยายน หรือตุลาคม อยู่ในช่วง กลางฤดูใบไม้ร่วงชาวจีนจึงเรียกว่า จงชิว แปลว่า กลางฤดูใบไม้ร่วงเป็นประเพณีที่ ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมานับพันปีซึ่ง มีต� ำนานเล่าขานเกี่ย วกับ วันไห ว้ พระจันทร์ต่าง ๆ มากมาย ส่วนใหญ่จะ เป็นเรื่องของ เทพธิดาฉางเอ๋อเหินสู่ ดวงจันทร์และ กระต่ายบนดวงจันทร์ ทุก ๆ ครัวเรือนจะซื ้อขนมไหว้พระจันทร์ มาไหว้พระจันทร์ พร้ อมกับการชม พระจันทร์จนกลายเป็นประเพณีของจีน ตลอดมา ส�ำหรับประเพณีรับประทาน ขนมไหว้พระจันทร์ในวันไหว้พระจันทร์นั้น เกิดขึ้นเมื่อสมัยมองโกลเข้ามาปกครอง แผ่นดินจีน เมื่อชาวมองโกลกดขี่ข่มเหง และท�ำร้ายชาวจีนอย่างโหดเหี ้ยม และ เพื่อควบคุมดูแลชาวจีนอย่างใกล้ชิด ชาว มองโกลจึงส่งทหารของตนไปประจ�ำอยู่ ในบ้านของชาวจีนครอบครัวละ ๑ คน เป็นอันว่าชาวจีนทุก ๆ ครัวเรือนต่างต้อง เลี ้ยงดูทหารมองโกล๑คน ทหารมองโกล เหล่านี ้ยังก่อกรรมท�ำชั่วไปหมดท�ำให้ชาว จีนขุ่นเคืองใจเป็นอย่างยิ่งต่อมาท่านหลิว ปั๋วเวิน คิดได้วิธีหนึ่ง คือ ให้น�ำกระดาษ เขียนข้อความ แล้วสอดไส้ไว้ในขนม เรียก ร้องให้ชาวจีนทุกคนลงมือสังหารทหาร มองโกลที่ประจ�ำอยู่ในบ้านของตน อย่าง ๑๑๖


พร้อมเพรียงกันในวันเพ็ญเดือนแปด ทั้งนี ้ เพื่อให้ชาวจีนที่ไปซื ้อขนมมารับประทาน กัน ต่างได้อ่านข้อความดังกล่าวและช่วย กันกระจายข่าวนี ้ออกไป เพื่อก่อการ ปฏิวัติโดยพร้ อมเพรียงกัน ณ วันเพ็ญ เดือนแปด ท�ำให้สามารถโค่นล้มอ�ำนาจ การปกครองของมองโกลในที่สุด เพื่อ เป็นการฉลอง และร�ำลึกการกอบกู้แผ่น ดินที่ประสบความส�ำเร็จ ประเพณีรับ ประทานขนมไหว้พระจันทร์ในวันเทศกาล ดังกล่าวจึงมีการสืบทอดกันตลอดมา จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าแห่งหนใดที่มีชาวจีน เดินทางไปถึงก็จะพาประเพณีรับประทาน ขนมไหว้พระจันทร์ไปด้วย ส�ำหรับขนม ไหว้พระจันทร์ที่แพร่หลายในไทยนั้น เป็น แบบของกวางตุ้งโดยส่วนใหญ่ หลายปีที่ ผ่านมา ขนมไหว้พระจันทร์ที่ผลิตในไทย ไม่ว่าด้านคุณภาพ รสชาติและการบรรจุ ล้วนมีระดับที่สูงขึ้น งานแต่ง-ยกน�้ำชา ในประเพณีการ แต่งงานแบบจีน “พิธียกน� ้ำชา” หรือ “คังแต๊” เป็นพิธีที่มีความส�ำคัญมาก ส�ำหรับคู่บ่าวสาว เนื่องจากพิธียกน� ้ำชา เป็นการแสดงถึงความเคารพและคารวะ ต่อญาติผู้ใหญ่ ต้องยอมรับว่าในสังคม วัฒนธรรมของชาวจีน ครอบครัวถือว่า เป็นสิ่งที่ส�ำคัญมาก ในสมัยโบราณกาล นั้น คนที่เป็น “แซ่” เดียวกัน ก็ถือว่าเป็น ครอบครัวเดียวกัน รวมถึงการให้ความ เคารพต่อผู้ที่อาวุโสมากกว่าถือเป็นสิ่ง ส�ำคัญที่คู่บ่าว-สาวจะขาดไม่ได้เนื่องจาก พิธียกน� ้ำชาแสดงถึงการเคารพและคารวะ ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ด้านความเชื่อ ด้านศาสนา ชาวจีนยู นานมีการนับถือสามศาสนาหลักคือพุทธ คริสต์และอิสลาม ในประเทศไทย สามารถแบ่งกลุ่มตามความเชื่อทาง ศาสนาได้๓ กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ฮั่นเจียว ๑๑๗


เป็ นกลุ่มที่นับถือศาสนาพุทธนิกาย มหายานผสมลัทธิเต๋า มีศาลเจ้า และใน บ้านจะมีหิ ้งบูชาบรรพบุรุษ หุยเจียว เป็น กลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลาม มีมัสยิด หรือ สุเหร่า เพื่อประกอบพิธีจีตู๋เจียวเป็นกลุ่ม ที่นับถือศาสนาคริสต์มีโบสถ์เป็นศาสน สถานที่ใช้เพื่อท�ำพิธีกรรมในหมู่บ้าน และ ความเชื่อเรื่องสิ่งสักการบูชา ๕ ประการ ได้แก่ฟ้า ดิน กษัตริย์บิดา มารดา และครู สีแดงเป็นสีมงคล การบูชาผีเรือนจะท�ำให้ ผู้บูชาอยู่เย็นเป็นสุข กระดูกไก่สามารถใช้ ท�ำนายโชคชะตา อนาคตและความ รุ่งเรืองของบุคคลได้ความเชื่อเกี่ยวกับ ธรรมชาติและชีวิตหลังความตาย วันสารทจีน ถือกันว่าเป็นเดือนผี เป็นเดือนที่ประตูนรกปิด-เปิดให้ ผีทั้งหลายมารับกุศลผลบุญ “ “ ๑๑๗


ชาติพันธุ์ดาราอ้าง ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ผู้น�ำชุมชน นายยอด ขวานทอง หมู่บ้านชาติพันธุ์ดาระอ้างพระเจ้าทันใจ หมู่ ๘ ต�ำบลโปร่งงาม อ�ำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ดาราอ้าง (ปะหล่อง) (Palaung) หรือ (ปอหล่อง มาจากคนฉาน และ ปู่หลง มา จากคนจีน หมายถึง บรรพบุรุษล่องมา ตามสายน� ้ำบนภูเขาที่สูงหนาว)เป็นชน เผ่าที่อพยพมาจากพม่า เข้าสู่ไทยเมื่อ ประมาณปีพ.ศ.๒๕๑๑ เรียกตัวเองว่า “ดาราอ้าง” (Da - ang , Ra - ang , Ta - ang) ค�ำว่า “ปะหล่อง” เป็นภาษาไทย ใหญ่ซึ่งใช้เรียกชนกลุ่มนี ้นอกจากนั้นยัง มีค�ำเรียกที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น ชาวพม่าเรียกปะหล่องว่า “ปะลวง” (Palaung)และไทยใหญ่บางกลุ่มก็ใช้ค�ำว่า “คุนลอย” (Kunloi) ซึ่งมีความหมายว่า คนดอย หรือคนภูเขา เป็นค�ำที่ชาวรัฐ ฉานใช้เรียกแทนค�ำว่าดาราอ้าง ส่วนชาว จีนนั้นเรียกดาราอางว่า หลง คนมังกร ห รื อ ลูกหล า น ข อ ง ก ษั ต ริ ย์ แ ห่ ง พระอาทิตย์(King of the Sun) เลือกที่ จะอาศัยอยู่บนที่สูงอากาศหนาวเย็น เป็นชนเผ่าที่รักความสงบ และปลูกชา จนเป็นที่เลื่องลือ เอกสารทางประวัติศาสตร์หลายฉบับ กล่าวถึงชาวปะหล่องว่าเป็นพลเมือง กลุ่มหนึ่งภายใต้การปกครองของนครรัฐ แสนหวี๑ ใน ๙ นครรัฐของอาณาจักรไต มาว ซึ่งเป็ นอาณาจักรยิ่งใหญ่ของ ชนชาติไต พ.ศ.๑๒๐๐ โดยมีศูนย์กลาง ของอาณาจักรในขณะนั้นอยู่บริเวณ เมืองแสนหวีในรัฐฉานประเทศพม่า ประ หล่องมีฐานเดิมอยู่ในโกสัมพีซึ่งก็เป็น ข้อมูลที่ตรงกันเพราะ ค�ำว่า โกสัมพี เป็นการเรียกนครรัฐแสนหวีและ กับ ความหมาย ครอบคลุมรัฐฉานทั้งหมด จ�ำนวนประชากรปะหล่อง โดยการ ๑๑๙


ส�ำรวจขององค์การพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ณ ประมาณว่ามี๑ ล้านคน ถิ่นที่อยู่กัน หนาแน่น คือบริเวณเทือกเขาในรัฐฉาน แถบเมืองตองแปง น� ้ำซัน สีป้อ เมืองมิต และทางตอนใต้ในรัฐฉานคือ เมืองเชียง ตุง นอกจากนั้นยังพบว่า ปะหล่องกระจัด กระจายกันอยู่ทางตอนใต้ของรัฐคะฉิ่น และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของยูนานใน ประเทศจีนราวปีพ.ศ.๒๕๑๑ ที่ชาวปะ หล่องได้เริ่มอพยพเข้าในบางกลุ่มมา จนถึงปีพ.ศ.๒๕๒๗ ได้ปรากฏชาวปะ หล่องจ�ำนวน ๒,๐๐๐ คน อพยพ มารวม กันที่ชายแดนไทย- พม่า บริเวณดอยอ่าง ขาง อ�ำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ฟื ้นฟู บ้านนอแล ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้กับพื ้นที่ รับผิดชอบของโครงการหลวงดอยอ่าง ขางสถานการณ์ครั้งนั้นน�ำความล�ำบาก ใจมาสู่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื ้นที่ อย่างยิ่งเนื่องจากกลุ่มอพยพครั้งนี ้เป็น ชาวปะหล่องจากดอยลาย อยู่ระหว่าง เมืองเชียงตอง กับเมืองปั่น เขตเชียงตุง ฉะนั้นบุคคลเหล่านี ้จึงถือ เป็นบุคคล อพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สาเหตุ ของการอพยพสืบต่อเนื่องมาจาก สถานการณ์ในประเทศพม่าเมื่อประเทศ อังกฤษคืนอิสรภาพมีผลท�ำให้เกิดความ ระส�่ำระสายไปทั่วเกิดการขัดแย้งและสู้ รบกันตลอดเวลา ระหว่างกองก�ำลังชน กลุ่มน้อยที่รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรแนว ร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติกับทหาร รัฐบาลพม่าที่ด�ำเนินการอยู่ในพื ้นที่ต่างๆ สงครามส่งผลต่อชาวปะ- หล่องทั้งทาง ตรงและทางอ้อมชาวปะหล่องมีการรวม ตัวกันเป็นองค์กร ชื่อองค์กรปลดปล่อย รัฐปะหล่อง (Palaung state liberation Organization : PSLO) มีกองก�ำลังติด อาวุธประมาณ๕๐๐ คน องค์กรดังกล่าว เ ป็ น พั น ธ มิ ต ร อ ยู่ ใ น แ น ว ร่ ว ม ประชาธิปไตยแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กร หลักที่รวมเอาองค์กรต่อสู้เพื่อสิทธิในการ ปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยทั้งหมด ไว้ในแต่ละครั้งที่เกิดการสู้รบ หรือปะทะ กันระหว่างองค์กรปลดปล่อยรัฐปะหล่อง กับทหารรัฐบาลชาวบ้านประสบความ เดือดร้อนมาก ต้องสูญเสียทั้งชีวิตและ ทรัพย์สิน นอกจากนั้นพื ้นที่ ๆ ชาวปะ หล่องอาศัยอยู่ยังเป็นพื ้นที่เคลื่อนไหว ปฏิบัติงานมวลชนพรรคคอมมิวนิสต์ พม่าทหารฝ่ายรัฐบาลจะเข้ามาปฏิบัติ การโจมตีเพื่อสะกัดกั้นความเคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา การปฏิบัติการเหล่านี ้มีผล ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปะหล่อง ดอยลายเป็นอย่างมาก นายค�ำ เหียง (จองตาล) ผู้น�ำการอพยพเล่าว่าเมื่อ ทหาร ของขบวนการกู้ชาติไทยใหญ่มา ตั้งกอ งทัพใกล้ หมู่บ้านและทหาร ๑๒๐


คอมมิวนิสต์ก็มาบังคับให้ส่งเสบียง อาหารเป็นเหตุให้ฝ่ายรัฐบาลพม่าส่ง ก�ำลังเข้าปราบปรามชาวบ้านถูกฆ่าตาย เป็ นจ�ำนวนมากโดยถูกกล่าวหาว่า ให้ การสนับสนุนทหารกู้ ชาติแล ะ คอมมิวนิสต์นอกจากนั้นยังเอาสัตว์เลี ้ยง ไปฆ่ากินยึดของมีค่า เผายุ้งข้าวข่มขืนผู้ หญิง และบังคับผู้ชายให้ไปเป็นลูกหาบ ขนอาวุธ เสบียงอาหาร บางคนถูก สอบสวน ทุบตีอย่างทารุณ เพื่อบังคับ บอกฐานที่ตั้งของทหารกู้ชาติไทยใหญ่ และทหารคอมมิวนิสต์เมื่อชาวบ้านต้อง เผชิญกับความล�ำบากนานัปการจึงพา กันอพยพหลบหนีจนในที่สุดมาอยู่รวม กันที่ชายแดนไทย - พม่าบริเวณดอยอ่าง ขาง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเยี่ยมเยือนราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ ที่บ้านขอบด้งในพื ้นที่โครงการหลวงดอย อ่างขางปะหล่องคนหนึ่งจึงได้น�ำความ กราบบังคมทูลขออนุญาตอาศัยอยู่ใน ประเทศไทยซึ่งเป็นผลให้โปรดเกล้าฯจัด ที่อยู่ในฐานะผู้อพยพที่บ้านนอแลจนถึง ปัจจุบัน ช่วงที่หมู่บ้านและปะหล่อง ประสบปัญหาความเดือดร้ อนอันเนื่อง มาจากพื ้นที่นั้นอยู่ใกล้เขตอิทธิพลขุนส่า ท�ำให้ได้ รับผลกระทบจากการสู้ รบ ระหว่างกองทัพไทยใหญ่ของขุนส่ากับ กองก�ำลังว้าแดงอันเนื่องมาจากผล ประโยชน์จากการค้าฝิ่ นอยู่เนื่องๆ ประกอบกับการขาดแคลนพื ้นที่ท�ำมา หากินและภาวะอากาศที่หนาวเย็น ท�ำให้ชาวประหล่อง บางกลุ่มพากัน อพยพโยกย้ายหาที่อยู่ใหม่และกระจาย กันไปตั้งบ้านเรือนอยู่หลายพื ้นที่ จาก การสอบถามชาวประหล่องที่อพยพแยก ย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตามที่ต่าง ๆ แต่ ยังทีการเดินทางไปมาหาสู่กันอยู่พอ ประมาณได้ ว่า ปัจจุบันหมู่บ้านชาว ประหล่องอยู่ในพื ้นที่อ�ำเภอฝาง อ�ำเภอ เชียงดาว อ�ำเภอแม่สาย จ�ำนวน ๑๐ หมู่บ้าน ๑๒๑


สวมเสื ้อเชิ ้ตสีเข้ม แต่หากมีงานรื่นเริงจะ สวมเสื ้อเชิ ้ตหลากสีแทน ความเชื่อด้านประเพณี พิธีกรรม ก็มี มากมายเช่น ประเพณีสงกรานต์จัดใน ช่วงเดือนเมษายน โดยจะมีจุดสรงน� ้ำ พระที่วัด โดยจะแบ่งการท�ำกิจกรรม ๑๓- ๑๕ ค�่ำ พิธีขอขมาผู้สูงอายุ(ปีเก่า) และ ๑๕ ค�่ำขอพรผู้สูงอายุ(ปีใหม่) ประเพณี เข้าพรรษา จัดในช่วง ๓ เดือนทุก ๑๕ ค�่ำ มีการถือศีล (ท�ำต้นผ้าป่า) ประเพณีกิน ข้าวใหม่ จัดในช่วงหลังเข้าพรรษา เป็นการท�ำพิธีเรียกขวัญข้าวตามความ เชื่อ เพราะเชื่อว่าถ้าท�ำพิธีกรรมกินข้าว ใหม่จะมีกินมีใช้ตลอดทั้งปี พิธีหลังสงกรานต์ปีใหม่โลกเป็นการ เทศน์มหาชาติ พิธีเรียกขวัญข้าว จะ เป็นการเรียกขวัญข้าว ที่ท�ำหลังจากการ ตีข้าวเสร็จ พิธีปิดประตูหมู่บ้าน จะท�ำใน ช่วงปลายเดือนมิถุนายน (ก่อนเข้า ความเชื่อต่าง ๆ ของดาราอ้าง ชาวดาราอ้างมีความเชื่อ ด้านการแต่ง กาย ผู้หญิงจะใส่เสื ้อแขนยาวคอกลม หรือคอจีน ใส่ผ้าซิ่นทอมือเน้นสีแดง ส่วน ตีนซิ่นสามารถเป็นสีใดก็ได้และจะมี เข็มขัดเงินขนาดใหญ่ที่เอวเรียกว่า “น๊อง เริน” และมีสายรัด เรียกว่า “น๊องว่อง” (ท�ำจากหวาย) เครื่ องแต่งกายซึ่ง ประกอบด้วยเสื ้อผ่าหน้า แขนกระบอก เอวลอย สีพื ้นสดใส ส่วนใหญ่มักเป็นสี ฟ้า สีน� ้ำเงิน สีเขียวใบไม้ตกแต่งสาบเสื ้อ ด้านหน้าด้วยแถบผ้าสีแดง สวมผ้าซิ่นที่ ทอขึ้นเอง สีแดงสลับลายริ ้วขาวเล็ก ๆ ขวางล�ำตัวความยาวจรดเท้า โพกศรีษะ ด้วยผ้าผืนยาว จะโพกโดยใช้ผ้าพาดไว้ ใต้มวยผมด้านหลังแล้วทบมาซ้อนกัน ด้านหน้า ลักษณะที่โดดเด่นคือ การสวม ที่เอวด้วยวงหวายลงรักแกะลายหรือใช้ เส้นหวายเล็ก ๆ ย้อมสีถักเป็นลาย บาง คนก็ใช้โลหะสีเงินลักษณะเหมือนแผ่น สังกะสีน�ำมาตัดเป็นแถบยาว ตอกลาย และขดเป็นวง สวมใส่ปนกัน วงสวมเอว เหล่านี ้ปะหล่องเรียกว่า “หน่องว่อง” หญิงดาราอ้างทั้งเด็ก สาว คนชราจะสวม หน่องว่องตลอดเวลาด้วยความเชื่อว่า คือ สัญลักษณ์นของการเป็นลูกหลาน นางฟ้า ทั้งนี ้สืบเนื่องมาจากต�ำนานที่เล่า ๑๒๒


สืบต่อกันมาถึงนางฟ้าที่ชื่อ “หรอยเงิน” ได้ลงมายังโลกมนุษย์แต่โชคร้ายไปติด แร้ วดักสัตว์ของชาวมูเซอ ท�ำให้ไม่ สามารถเดินทางกลับสวรรค์ได้ต้องอยู่ใน โลกมนุษย์หลายกลุ่ม ชนเผ่าปะหล่อง เชื่อว่าพวกตนเป็นลูกหลานกลุ่มหนึ่งของ นางหรอยเงิน ฉะนั้นจึงต้องสวม “หน่อง ว่อง”ซึ่งเปรียบเสมือนแร้วดักสัตว์ไว้เป็น สัญญาลักษณ์เพื่อระลึกถึงนางฟ้าหรอย เงินตลอดเวลา ส่วนผู้ชายชาวดาราอ้าง การแต่งกายจะใส่เสื ้อแขนยาวประดับ ด้วยเหรียญเงินและมีเสื ้อคลุมสวมทับ กางเกงจะเป็นกางเกงขายาวผ้าแบบ ธรรมดาหรือก�ำมะหยี่สีด�ำ และมีเข็มขัด หัวเงินสายเป็นหนัง เครื่องแต่งกายของ ชายชาวดาระอั้ง ค่อนข้างที่จะเรียบง่าย กว่าเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเสื ้อผู้ชาย จะเป็นเสื ้อแขนยาว ผ่าหน้าคล้ายกับเสื ้อ ไทยใหญ่ท�ำจากผ้าฝ้ายสีน� ้ำเงินหรือสีด�ำ ความยาวพอดีกับเอว ผ้าโพกศีรษะของ ผู้ชายจะเริ่มโพกโดยใช้ชายผ้าด้านหนึ่ง วางไว้บนศีรษะแล้วขมวดผ้าส่วนที่เหลือ จนรอบ โดยทั่วไปแล้วจะพบ ผู้ชายสวม ใส่เสื ้อดาระอั้งน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมี เฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ ต้องท�ำงานกลางแจ้ง จึงไม่สะดวกที่จะสวมเสื ้อดาระอั้ง ชาย หนุ่มดาราอ้างจึงนิยมที่จะสวมเสื ้อเชิ ้ต มากกว่า โดยในเวลาที่ต้องท�ำงานจะ พรรษา) ความเชื่อเรื่อง งานแต่งงาน เวลาป ระกอบพิธี ก็จะกล่าวถึ งสิ่ ง ศักดิ์ สิทธิ์ พวกนี ้แต่ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนา จะไปสู่ขอสาวคนนี ้ไปเป็น เจ้าสาวต้องใช้ ชาเอาห่อขาเล็ก ๆ ประมาณ๒นิ ้วไปให้ เจ้าสาว ถ้าเจ้าสาวยอมรับก็แปลว่าเจ้า สาวตกลงกับเจ้าบ่าวแล้วแต่ถ้าไม่รับก็ แปลว่าไม่ตกลง ถึงเจ้าบ่าวจะรักอย่างไร ก็ท�ำอะไรไม่ได้ชาเป็นองค์ประกอบของ ความส�ำเร็จไม่ว่าจะท�ำงานอะไรต่างๆ ก็ จะใช้ชาเป็นหลักทุกคนที่เข้ามาร่วม จะ เชิญหรือไม่ได้เชิญจะเป็นเพื่อนบ้านที่เข้า มาฟัง จะมีการแจกคนละนิดละนิดไป ส่วนประกอบที่สองก็จะมีเป็น อันดับแรก ก็เป็นเกลือห่อเป็นห่อเดียวแล้วก็หั่นเป็น สองท่อน เปรียบเสมือนใบปูหนึ่งใบแล้ว ฉีกแบ่งกันแบ่งกันกินแบ่งกันใช้แสดงถึง ความเชื่อใจส่วนส�ำคัญอีกอย่างคือหมู ห่อในใบตอง ก็สื่อความหมายที่ว่า ๑๒๓


เสร็จพิธีแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงต้องไปอยู่ กับครอบครัวฝ่ายชาย ในกรณีที่ฝ่ายชาย ไม่มีเงินค่าสินสอด พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะ เป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายในการแต่งงานให้ ทั้งหมด ในพิธีแต่งงานจะมีการเลี ้ยงผี เรือน ผีปู่ย่าตายายในวันมัดมือและหลัง จากนั้นคู่แต่งงานก็จะพากันไปท�ำบุญที่ วัดเป็นการท�ำพิธีทางศาสนา และหลังพิธี แต่งงานฝ่ายชายจะต้ อ งไปอยู่กับ ครอบครัวฝ่ายหญิง เป็นเวลา ๓ ปีเพื่อ ท�ำงานชดใช้ค่าสินสอด จากนั้นจึงจะ สามารถแยกครอบครัวของตนก็ได้ นอกจากนี ้ยังมีประเพณีเกี่ยวกับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในแต่ละหมู่บ้านจะ มีบุคคลผู้ซึ่งมีความรู้ในเรื่องการรักษา เป็นการแจ้งความชัดเจนว่าผู้น�ำ หนุ่ม สาวคู่นี ้จะแต่งงานแล้ว แล้วเอาหมูตัว กิโลหนึ่งไปให้ผู้น�ำให้ไปแจ้งว่าหนุ่มสาว คู่นี ้จะแต่งงานในวันนี ้เวลานี ้วันที่เท่านี ้ ท�ำนองนี ้ต่อมาก็ยังมีเกี่ยวกับไข่สื่อถึงไม่ ว่าจะท�ำอะไรก็จะได้ไข่จะได้มีลูกมีหลาน เป็นสิ่งหนึ่งในพิธีกรรมนั้นว่าจะต้องมีถ้า ไม่มีก็เหมือนพิธีกรรมขาดอย่างใดอย่าง หนึ่ งไป เป็ นเหมือนการสื่อกับสิ่ ง ศักดิ์ สิทธิ์เจ้าที่เจ้าทางว่า สองคนจะอยู่ แบบสามรภรรยากันอย่างถูกต้องตาม ระเบียบ วินัยของชาวบ้าน(สัมภาษณ์ ผู้ น�ำชุมชน นายยอด ขวานทอง) นอกจากนี ้หนุ่มสาวในชนเผ่าดาราอ้าง จะไม่นิยมแต่งงานกับคนต่างเผ่า เมื่อถึง เทศกาลหรือพิธีท�ำบุญต่าง ๆ หากชาย หนุ่มถูกใจหญิงสาวคนใด ก็จะหาโอกาส ไปเที่ยวบ้านฝ่ายหญิงในตอนกลางคืน โดยจะเป่าปี่ (เว่อ) หรือดีดซึง (ดิ ้ง) เพื่อ บอกกล่าวให้ฝ่ายหญิงตื่นขึ้นมาเปิด ประตูรับ หากฝ่ายหญิงไม่รังเกียจจะลุก ขึ้นมาเปิดประตูให้และพากันเข้าไปใน บ้านเพื่อนั่งคุยกันที่เตาไฟจนหนุ่มสาว เข้าใจกันและตกลงจะแต่งงานกัน จึง บอกพ่อแม่ของฝ่ายชายไปสู่ขอกับพ่อแม่ ฝ่ายหญิง ส่วนใหญ่สินสอดที่เรียกร้องกัน จะอยู่ระหว่าง ๓-๔ พันบาท ค่าใช้จ่ายใน พิธีแต่งงานเป็นของฝ่ายชายทั้งหมด เมื่อ ๑๒๔


แบบพื ้นบ้าน ทั้งโดยการท�ำพิธีเซ่นสรวง บูชา ใช้มนต์คาถา และการใช้ยาสมุนไพร เรียกว่า “สล่า” ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษา อาการเจ็บป่ วยท�ำนายทายทักเหตุการณ์ ต่าง ๆ ตั้งชื่อเด็กเกิดใหม่เพื่อความเป็น มงคล และท�ำหน้าที่ปลุกเสกเครื่องลาง ของขลังเป่ามนต์คาถา เพื่อให้ได้ผล ทางการป้องกันตัว หรือท�ำเสน่ห์มหา นิยมด้ วย หากมีการตายเกิดขึ้นใน หมู่บ้านญาติพี่น้องจะตั้งศพไว้เป็นเวลา ๒ วัน ระหว่างนั้นจะมีการเลี ้ยงอาหาร ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านตลอดงานพิธีและมี การเลี ้ยงผีเพื่อบอกกล่าวโดยด่าย่าน เท่านั้น เมื่อถึงเวลาน�ำไปเผาที่ป่าช้าจะ นิมนต์พระมาชักศพน�ำและท�ำการสวด ส่งวิญญาณด้วย พิธีกรรมของชนเผ่าปะ หล่องในเมียนมาร์จะแตกต่างจากชนเผ่า ปะหล่องในประเทศไทย กล่าวคือในเมีย นมาร์การเผาศพจะเผาเฉพาะคนตายที่ เป็นคนชราเท่านั้น หากเป็นคนหนุ่มต้อง ฝัง แต่ปะหล่องในประเทศไทยจะใช้วิธี เผาเพียงอย่างเดียว การบูชาผีเจ้าที่ จะกระท�ำปีละ ๒ ครั้ง คือช่วงเข้าพรรษา ๑ ครั้ง และช่วงก่อนออกพรรษา ๑ ครั้ง พิธีบูชาผีเจ้าที่ก่อนเข้าพรรษาเรียกว่า “เฮี ้ยงกะน�่ำ” มีจุดมุ่งหมายเพื่อบอก กล่าวแก่ผีเจ้าที่ หรือเป็นการย� ้ำแก่ผีเจ้า ที่ว่าในช่วงเข้าพรรษา ชาวบ้านจะไม่มี การเอาผัวเอาเมีย หรือ พิธีแต่งงานเกิด ขึ้น จากนั้นจึงท�ำพิธี“กะปี๊สะเมิง” หรือ ปิดประตูศาลเจ้าที่ เมื่อใกล้ออกพรรษา ชาวบ้านก็จะท�ำพิธี“แฮวะ ออกวา” คือ บูชาผีเจ้าที่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อท�ำการเปิด ประตูศาลผีเจ้าที่ หรือ “วะ สะเมิง” เพื่อ เป็นการบอกกล่าวช่วงฤดูที่ชาวบ้านจะมี การแต่งงานกันมาถึงแล้ วและในพิธี แต่งงานนี ้จะมีการเชื ้อเชิญผีเจ้าที่ออก ไปรับเครื่องเซ่นบูชาด้วย ชาวบ้านทุก หลังคาเรือนจะต้องมาในพิธีนี ้โดยน�ำไก่ ต้มสับเป็นชิ ้น ๆ น�ำไปรวมกันที่ศาลเจ้า ที่จากนั้น “ด่าย่าน” หรือผู้น�ำในการท�ำ พิธีกรรม ก็จะเป็นผู้บอกกล่าวแก่ผีเจ้าที่ ต่อไป ๑๒๕


หมอดู“พุทธศาสนา” ตามพิธีกรรม ต่าง ๆ และพระเจ้าทันใจ ชนเผ่าดารา อ้างมีความเชื่อในเรื่องวิญญาณควบคู่ ไปกับการนับถือพระพุทธศาสนา โดยมี เชื่อว่าวิญญาณทั่วไปจะมีอยู่ ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับหนึ่ง เรียกว่า “กาบ” เป็น วิญญาณของสิ่งมีชีวิต และอีกระดับหนึ่ง เรียกว่า “กาน�ำ”เป็นวิญญาณที่สิงสถิตย์ อยู่ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตเช่นต้นไม้ภูเขา แม่น� ้ำ เป็นต้น การเซ่นสรวงบูชาผีหรือวิญญาณ จะท�ำควบคู่ไปกับพิธีกรรมทางศาสนา พุทธอยู่เสมอ และทุกพิธีจะมีหัวหน้า พิธีกรรม เรียกว่า “ด่าย่าน” เป็ นผู้ ทุกพิธีกรรมจะมี หัวหน้าพิธีกรรมเรียกว่า “ด่าย่าน” เป็นผู้ประกอบพิธี “ “ ๑๒๗ ประกอบพิธีในหมู่บ้านของชนเผ่า ปะหล่องจะมีสถานที่ศักดิ์ สิทธิ์ ส�ำคัญ ที่สุดของหมู่บ้าน คือ “ศาลผีเจ้าที่” หรือ “คะมูเมิ ้ง” ซึ่งเป็นที่สิงสถิตย์ของผีหรือ วิญญาณ ที่คอยคุ้มครองหมู่บ้าน โดย บริเวณศาลจะอยู่เหนือหมู่บ้าน ก่อสร้าง อย่างปราณีต มีรั้วล้ อมรอบสะอาด เรียบร้อย


พิธีบูชาผีเจ้าที่ก่อนเข้าพรรษา เรียกว่า “เฮี้ยงกะน�่ำ” มีจุดมุ่งหมายเพื่อบอกกล่าวแก่ผีเจ้าที่ ว่าในช่วง เข้าพรรษา ชาวบ้านจะไม่มีการเอาผัวเอาเมีย หรือ พิธีแต่งงานเกิดขึ้น “ “ ๑๒๘


ชาติพันธุ์ม้ง ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นายเอกภพ จตุโชคอุดม ผู้ใหญ่บ้านห้วยหาร บ้านเลขที่ ๖๐ หมู่ ๙ ต�ำบลปอ อ�ำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่าชนชาติ ม้งมาจากไหน แต่สันนิษฐานกันว่าม้ง คงจะอพยพมาจากที่ ราบสูงธิเบต ไซบีเรีย และมองโกเลีย เข้าสู่ประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น� ้ำ เหลือง(แม่น� ้ำฮวงโห) เมื่อราว ๓,๐๐๐ ปี มาแล้วซึ่งชาวเขาเผ่าม้งจะตั้งถิ่นฐานอยู่ ในมณฑลไกวเจา ฮุนหน�ำ กวางสีและ มณฑลยูนาน ม้งอาศัยอยู่ในประเทศจีน มาหลายศตรรษ จนกระทั่ง ประมาณ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ราชวงค์แมนจู (เหม็ง) มีอ�ำนาจในประเทศจีน กษัตริย์ จีนในราชวงค์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบาย เป็นการปราบปราม เพราะเห็นว่าม้งที่ เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้วรูปร่างหน้าตา คล้ายกับคนรัสเซีย ท�ำให้คนจีนคิดว่า ม้ง เป็นคนรัสเซีย จึงเป็นเหตุให้มีการปราบ ปรามม้งเกิดขึ้น โดยให้ชาวม้งยอมจ�ำนน และยอมรับวัฒนธรรมของจีน และอีก ประการหนึ่งคือเห็นว่า ม้ งเป็นพวก อนารยชนแห่งขุนเขา (คนป่าเถื่อน)จึงได้ มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในหลายแห่ง ๑๒๙


ในที่สุด ชาวม้งประสบกับความพ่ายแพ้ สูญเสียพลรบ และประชากรเป็นจ�ำนวน มาก ในที่สุดม้งก็เริ่มอพยพถอยร่นสู่ทาง ใต้และกระจายเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลับขึ้น อยู่บนที่สูงป่าเขาในแคว้นสิบสองจุไทย สิบสองปันนา และอีกกลุ่มได้อพยพไป ตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือของราช อาณาจักรลาวบริเวณทุ่งไหหินเดียน เบียนฟูโดยมีหัวหน้าม้งคนหนึ่ง คือ นาย พลวังปอได้ราบรวมม้งและอพยพเข้าสู่ ประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๐๐ เป็นต้นมา ปัจจุบันชาวม้งส่วนใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูง หรือที่ราบเชิง เขาในเขตพื ้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่แม่ฮ่องสอน แพร่ ล�ำปาง ก�ำแพงเพชร เลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจ�ำนวนประชากรทั้ง สิ ้นประมาณ ๑๕๑,๐๘๐ คน ปัจจุบันชาวม้งส่วนใหญ่ ในประเทศไทยมีจ�ำนวน ประชากรทั้งสิ้น ประมาณ ๑๕๑,๐๘๐ คน “ “ ความเชื่อด้านอาหาร ชาวม้งเชื่อว่า อาหารทานเพื่อเป็นยา ต้มไก่สมุนไพรม้ง ใช้พืชสมุนไพรท้องถิ่นที่อยู่คู่ทุกหลังคา เรือนของชนเผ่าม้ งที่ปลูกไว้ทั้งใช้ท�ำ อาหารและใช้เป็นยารักษาโรค น�ำมาใช้ เป็นวัตถุดิบในการปรุง โดยน�ำสมุนไพร ใส่เข้าไปใส่ในไก่ด�ำ แล้วน�ำไปต้มเป็น เมนูอาหารใช้ดูแลสุขภาพ บางทีม้ งก็ เรียกอาหารนี ้ว่า ชุดส�ำรับอาหาร “ยอด ชายคนองศึก”ซึ่งประกอบไปด้วย ต้มไก่ บ้านสมุนไพรม้ง ต้มหมื่นปีและข้าวลืม ผัว ด้วยความโดดเด่นของข้าวลืมผัว กิน ข้าวลืมผัวร่ วมกับเมนูพื ้นบ้านอันมี ลักษณะเฉพาะ น�ำโดย ๒ เมนูเด่น ประจ�ำหมู่บ้าน คือ “ต้มหมื่นปี” เป็นผัก กาดม้ง (คล้ายผักกวางตุ้งแต่ชาวบ้าน บอกว่าไม่ใช่ผักกวางตุ้ง) ต้มกับกระดูก หมูคล้ายการท�ำผักกาดจอส่วนอีกเมนู หนึ่งคือ “ต้มไก่บ้านสมุนไพรม้ง” ซึ่งถือ เป็นเมนูพิเศษ เพราะชาวบ้านที่นี่บอกว่า เมนูนี ้มีการใส่สมุนไพรที่เป็นเคล็ดลับ ของชาวม้ง(เชื่อว่า)ช่วยเพิ่มพลังทางเพศ ลงไป แม้จะไม่เทียบเท่ากับไวอากร้า แต่ ถ้ากินบ่อยๆก็จะดีต่อสมรรถภาพทาง เพศ ดีต่อสุขภาพ ร่างกาย และไม่มีผล กระทบข้างเคียงซึ่งว่ากันว่า “มื ้อเย็นวัน ความเชื่อด้านต่าง ๆ ของม้ง ๑๓๐


ไหน ถ้าแม่บ้านท�ำชุดส�ำรับนี ้ให้สามีกิน และท�ำอร่อยจนสามีกินเพลินคืนนั้นต้อง เจอศึกหนักแน่นอน” ผัดยอดผักม้ง (ซา โยเต้) เป็นพืชไม้เถาวงแตง เรียกว่าฟัก แม้ว น� ้ำพริกม้ง มีผักชีเกลือ และ พริก ขี ้หนูเป็นส่วนประกอบหลัก น�ำโขลกรวม กัน ทุกอย่างสดไม่มีการย่างแกล้มกับผัก เช่น บร็อคโคลี่ เห็ดนางฟ้า ดอกกะหล�่ำ กะหล�่ำปลีแครอท ผักกาด ถั่วฝักยาว เป็นต้น ความเชื่อด้านที่อย่อาศัยูของชาวม้ง นั้น ตัวบ้านปลูกคล่อมอยู่บนพื ้นดินที่ทุบ แน่น วัสดุส่วนใหญ่ใช้ไม่เนื ้ออ่อน ผนังกั้น ระหว่างห้องหรือบ้านท�ำใช้ล�ำ ไม้ไผ่ ผ่า คลี่เป็นแผ่นหลังคามุง ด้วยหญ้าคา หรือ ใบจาก แต่เสาจะเป็นไม้เนื ้อแข็ง แปลน เป็นแบบง่าย ๆ ตัวบ้านไม่มีหน้าต่าง เนื่องจากอยู่ในที่อากาศหนาวเย็น ใกล้ กับประตูหลัก จะมีเตาไฟเล็ก และแคร่ไม่ ไผ่ส�ำหรับนั่ง หรือนอน เอาไว้ รับแขก กลางบ้านจะเป็นที่ท�ำงานบ้าน เข้าไปใน สุด ด้านซ้ายจะเป็นเตาไฟใหญ่ส�ำหรับ ท�ำอาหารเลี ้ยงแขกจ�ำนวนมาก และเอา ไว้ต้มอาหารหมูบางบ้านจะมีครกไม้ ใหญ่ส�ำหรับต�ำข้าวเปลือก มีลูกโม่หิน ส�ำหรับบดข้าวโพด แป้ง ถั่วเหลือง ใกล้ กับที่ท�ำงานจะมีกระบอกไม้ไผ่รองน� ้ำตั้ง อยู่ ส�ำหรับมุมบ้านฝั่งซ้ายมักจะกั้นเป็น ห้องนอนของพ่อแม่กับลูก ชนเผ่าม้ ง นิยมสร้างบ้านอยู่บนภูเขาสูงโดยเฉพาะ อย่างยิ่งม้งบางกลุ่มจะมีการปลูกฝิ่นเป็น พืชหลัก แต่ในปัจจุบันนี ้ม้งได้รับพระ มหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ให้อพยพมา ตั้งรกรากอยู่ในพื ้นราบลุ่มเขา และยังมี ม้งบางกลุ่มก็ยังคงตั้งรกรากอยู่บนดอย แต่ไม่ลึก การคมนาคมพอที่จะเข้าไปถึง ได้หมู่บ้านม้งจะประกอบด้วยกลุ่มเรือน หลาย ๆ หย่อม แต่ละหย่อมจะมีบ้าน ราว ๆ ๗-๘ หลังคาเรือน โดยที่มีเรือน ใหญ่ของคนส�ำคัญอยู่ตรงกลาง ส่วน เรือนที่เป็นเรือนเล็กจะเป็นลูกบ้านหรือ ลูกหลาน ส่วนแต่ละหย่อมนั้นจะหมาย ถึงตระกูลเดียวกัน หรือเป็นญาติพี่น้อง ๑๓๑


กันนั่นเอง ตัวบ้านปลูกคล่อมอยู่บนพื ้น ดินที่ทุบแน่น โดยใช้พื ้นดินเป็นพื ้นบ้าน ฝาบ้านเป็นไม้แผ่น มุงด้วยคา มีห้องนอน กับห้องครัวในบ้าน บ้านจะมีขนาดใหญ่ เพราะอยู่อาศัยในลักษณะครอบครัว ขยาย ม้ งถือผู้ อาวุโสเป็ นหัวหน้า ครอบครัว วัสดุส่วนใหญ่ใช้ไม่เนื ้ออ่อน ผนังกั้นระหว่างห้องหรือบ้านท�ำใช้ล�ำ ไม้ไผ่ ผ่าคลี่เป็นแผ่น หลังคามุง ด้วย หญ้าคา หรือใบจาก แต่เสาจะเป็นไม้เนื ้อ แข็ง แปลนเป็นแบบง่าย ๆ ตัวบ้านไม่มี หน้าต่าง เนื่องจากอยู่ในที่อากาศหนาว เย็น ใกล้กับประตูหลัก จะมีเตาไฟเล็ก และแคร่ไม่ไผ่ส�ำหรับนั่งหรือนอน เอาไว้ รับแขก กลางบ้านจะเป็นที่ท�ำงานบ้าน เข้าไปในสุดด้านซ้ายจะเป็นเตาไฟใหญ่ ส�ำหรับ ท�ำอาหารเลี ้ยงแขกจ�ำนวนมาก และเอาไว้ต้มอาหารหมูบางบ้านจะมี ครกไม้ใหญ่ส�ำหรับต�ำข้าวเปลือก มี ลูกโม่หินส�ำหรับบดข้าวโพด แป้ง ถั่ว เหลือง ใกล้กับที่ท�ำงานจะมีกระบอก ไม้ไผ่รองน� ้ำตั้งอยู่ส�ำหรับมุมบ้านฝั่งซ้าย มักจะกั้นเป็นห้องนอนของพ่อแม่ กับลูก ภายในบ้านจะมีสถานที่ศักดิ์ สิทธิ์อยู่ ๔ แห่ง คือ ประตูทางเข้าหลัก, เสากลาง บ้าน, ผนังบ้านที่ตรงข้ามกับประตูหลัก (เป็ นสถานป ระกอบพิธี ก ร รมทาง ไสยศาสตร์ของม้ ง จะประกอบด้ วย กระดาษที่ตัดมาติดเป็นแผ่นใหญ่และ ยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยม และมีการตั้งโต๊ะหมู่ บูชาจะมีการนะกระป๋ องหรือ กระบอก ไม้ไผ่ใส่ข้าวเปลือก หรือ ขึ้เถ้า หรือ ข้าวโพดก็ได้จะน�ำธูปจ�ำนวน ๗ ดอกมา ปักข้างๆ กระบอกธูป จะมีกระบอกสุรา ๑๓๒


และกระบอกน� ้ำไว้เซ่นไหว้), และเตาไฟ ใหญ่ ชาวม้งจะไม่ค่อยย้ายที่อยู่บ่อยนักเมื่อ เทียบกับเผ่าอื่น บางทีอยู่นาน ๑๕-๒๐ ปี จึงย้ายไปอยู่ที่ใหม่และอาจย้ายกลับมา ที่เดิมอีกม้งมีระบบ เครือญาติที่มั่นคง มาก จึงเป็นการยากที่จะถูกกลืนโดยชน ชาติอื่นๆในปัจจุบันนี ้ยังมีการสร้างบ้าน เรือนเช่นนี ้อยู่แต่พบน้อยมาก ส่วนใหญ่ ม้งจะรับวัฒนธรรมของสังคมอื่น ๆ มา จึงท�ำให้การสร้างบ้านเรือนเปลี่ยนแปลง ไป โดยสร้างบ้านเรือนเหมือนกับคนไทย มากขึ้น และจะมีการย้ายบ้านเมื่อมีโรค ระบาด หรือมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเกิดกับ หมู่บ้าน หรือขัดแย้งกับราชการจนต้องมี การต่อสู้เกิดขึ้น ในการย้ายแต่ละครั้งจะ มีการย้ายแบบระมัดระวังที่สุด เมื่อใกล้ จะย้ายแล้วม้งมีการขุดหลุมเพื่อที่จะฝัง สัมภาระ ที่เป็นหม้อข้าว-หม้อแกงที่ไม่ จ�ำเป็นมาก และจะท�ำเครื่องหมายบาง อย่างที่สามารถที่จะจ�ำได้ไว้เพื่อย้อน กลับมาเอาเมื่อเหตุการณ์สงบเรียบร้อย เมื่อเริ่มย้ายม้งจะน�ำม้า เป็นพาหนะใน การบรรทุกของ โดยให้ผู้ชายน�ำขบวน เดินทางพร้อมกับแผ้วถางทางเดินให้กับ ผู้หญิง และลูกเดินตามกับม้าที่บรรทุก ของด้ วย และผู้ ชายที่มีอาวุธอยู่ท้าย ขบวนคอยป้องกันดูแล เมื่อการเดินทาง ไปถึงบริเวณที่ต้องการที่จะตั้งรกรากแล้ว การที่จะอยู่ในบริเวณนั่นได้นั้น จะต้องให้ คนที่เป็นหมอผีหรือคนทรงเจ้าจะเป็นคน เสี่ยงทายพี ้นที่นั้นก่อน เพื่อความอยู่รอด ของม้ง ความเชื่อด้านประเพณีพิธีกรรม ชาว เขาเผ่าม้ ง มีประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดทั้งความเชื่อเป็นของตนเองสืบมา แต่บรรพบุรุษ เช่น ประเพณีแต่งงาน ฝ่าย ชายและฝ่ายหญิงจะกลับมาบ้านของ ตนเองและฝ่ายชายค่อยมาพาฝ่ายหญิง จากบ้านของฝ่าย หญิงโดยผ่านประตูผี บ้านของฝ่ายหญิงเพราะคนม้งถือและ เป็นวัฒนธรรมของคนม้ง หลังจากที่ฝ่าย ชายและฝ่ายหญิงกลับมาถึงบ้านของ ฝ่ายชาย พ่อ แม่ของฝ่ายชาย จะเอาแม่ ไก่มาหมุนรอบศีรษะทั้งสองคน ๓ รอบ ๑๓๓


เรียกว่า “หรือข๊า” เป็นการต้อนรับคนทั้ง สองเข้าบ้าน ซึ่งฝ่ายชายต้องแจ้งให้ญาติ ทางฝ่ายหญิงทราบภายใน ๒๔ ชั่วโมง โดยจัดหาคน๒คน เพื่อไปแจ้งข่าวให้พ่อ แม่และญาติฝ่ายหญิงทราบว่า ตอนนี ้ บุตรชายของเราได้พาบุตรสาวของท่าน มาเป็นลูกสะใภ้ของเราแล้ว ท่านไม่ต้อง เป็นห่วงบุตรสาว โดยคนที่ไปแจ้งข่าว คนม้งเรียกว่า “แม่โก๊ง” พ่อแม่ฝ่ายหญิง จะแจ้งให้ทางฝ่ายชายว่าทราบว่าอีก ๓ วันให้“แม่โก๊ง” มาใหม่ นั้นหมายถึงว่า พ่อแม่ทางฝ่ายหญิงต้ องการจัดงาน แต่งงาน สมัยก่อนคนม้งมักจะอยู่กินด้วย กันก่อนสองถึง ๓ เดือน หรืออาจจะเป็น ปีแล้วค่อยมาจัดงานแต่ง แต่ปัจจุบันนี ้ สังคมเปลี่ยนไปตามยุคเทคโนโลยีท�ำให้ การจัดงานแต่งงานของคนม้งได้ก�ำหนด จัดงานแต่งงานภายใน ๓ วันเป็นที่นิยม หลังประเพณีแต่งงาน เมื่อฝ่ายชายและหญิง กลับมาถึงบ้าน พ่อและแม่ของฝ่ายชายจะเอา แม่ไก่มาหมุนรอบศรีษะฝ่ายชายและหญิง ๓ รอบ เพื่อเป็นการต้อนรับคนทั้งสองเข้าบ้าน เรียกว่า “หรือข๊า” กันในปัจจุบัน ชาวม้งจะไม่เกี ้ยวพาราสี ห รื อแต่งงานกับคนแซ่ห รื อต ระกูล เดียวกันเพราะถือเป็นพี่น้องกัน ชาวม้ง นิยมแต่งงาน ในระหว่างอายุ๑๕-๑๙ ปี เมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายหญิงจะย้ายเข้า มาอยู่ในบ้านของฝ่ายชาย ซึ่งนับเป็นการ เพิ่มสมาชิกในครอบครัวชายชาวม้ ง อาจมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคนอยู่รวม กันในบ้านของฝ่ายสามี ประเพณีขึ้นปีใหม่หรือประเพณีฉลองปี ใหม่ เป็นงานรื่นเริงของชาวม้งของทุก ๆ ปีจะจัดขึ้นหลังจากได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ในรอบปีเรียบร้อย และเป็นการฉลองถึง ความส�ำเร็จในการเพาะปลูกของแต่ละปี ซึ่งจะต้องท�ำพิธีบูชาถึงผีฟ้า - ผีป่า – ผี บ้าน ที่ให้ความคุ้มครอง และดูแลความ สุขส�ำราญตลอดทั้งปีรวมถึงผลผลิตที่ได้ ในรอบปีด้วย ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะท�ำการ ๑๓๔


ฉลองกันอย่างพร้อมเพรียงกัน หรือตาม วันและเวลาที่สะดวกของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งโดยมากจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม ของทุกปีประเพณีฉลองปีใหม่ม้งนี ้ชาว ม้งเรียกกันว่า “น่อเป๊ โจ่วฮ์” ในงานขึ้นปี ใหม่เช่น การละเล่นลูกช่วง การตีลูกข่าง การร้ องเพลงม้ง ประเพณีกินข้าวใหม่ ของม้ ง เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่สมัยรุ่นทวด-รุ่นปู่ ซึ่งม้งจะมีความ เชื่อว่าจะต้องเลี ้ยง ผีปู่-ผีย่า เพราะช่วง เวลาในหนึ่งรอบปีหรือในหนึ่งปีที่ผ่านมา นั้นผีปู่-ผีย่า ได้ดูแลครอบครัวของแต่ละ ครอบครัวเป็นอย่างดีดังนั้นจึงมีการปลูก ข้าวใหม่เพื่อจะเซ่นบูชา คุณผีปู-ผีย่ากับ เจ้าที่ทุกตน ซึ่งการกินข้าวใหม่จะท�ำกัน ในเดือน ตุลาคมของทุกปีข้าวใหม่คือ ข้าวที่ปลูกขึ้นมาเพื่อที่จะเซ่นถวายให้กับ ผีปู่-ผีย่า เมื่อต�ำเสร็จเรียบร้อยน�ำข้าวมา หุงเพื่อเซ่นไหว้ผีปู่-ผีย่า ซึ่งในการท�ำพิธี เซ่นผีนั้นสามารถท�ำโดยการน�ำไก่ตัวผู้ที่ ต้มทั้งตัวมาเซ่นไหว้ตรงผีประตูก่อน ซึ่ง ต�ำแหน่งที่จะต้องเซ่นไหว้มี๕ แห่งได้แก่ สื่อก๋าง ดั้งขอจุ๊บ ดั้งขอจุด ดั้งขอจ่อง ดั้ง จี ้ดั้ง ขณะท�ำพิธีต้องสวดบทสวดเพื่อที่ บอกให้สิ่งศักดิ์ สิทธิ์ ที่นับถือได้รับรู้ และ เข้ามาทานก่อน เมื่อท�ำพิธีเสร็จคนใน บ้านถึงจะสามารถทานต่อได้ซึ่งพิธีกิน ข้าวใหม่นั้นได้สืบทอด มานานหลายชั่ว อายุคน ด้านความเชื่อ ชาวม้ งมีการนับถือ วิญญาณบรรพบุรุษสิ่งศักดิสิทธิ์ ์เกี่ยวกับ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่อยู่บนฟ้า ในล�ำน� ้ำ ประจ�ำต้นไม้ภูเขา และไร่นา ชาวม้งจะ ต้องเซ่นสังเวยสิ่งศักดิสิทธิ์ ์ ต่างๆเหล่านี ้ ปีละครั้ง โดยเชื่อว่าพิธีไสยศาสตร์เหล่า นี ้จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ถูกต้องและ ท�ำการรักษาได้ผล เพราะความเจ็บป่ วย ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นผลมาจากการผิดผี ท�ำให้ผีเดือดดาลมาแก้แค้นลงโทษให้ เจ็บป่ วย จึงต้องใช้ วิธีจัดการกับผีให้ คนไข้หายจากโรค “ชาติพันธุ์ม้งเราเนี่ย ส�ำคัญจริง ๆ ก็มีความเชื่อถือบรรพบุรุษ หลังจากนั้นมาก็เชื่อความเชื่อของเจ้าที่ เจ้าทางในดอยที่ไหนในห้วยที่ไหน ต้องมี เจ้าที่เจ้าทางอยู่ ด้วยยกตัวอย่างเด็ก ๆ ที่ไปท�ำงานในป่าอาจจะมีเจ้าที่เจ้าทาง อยู่ เขากินข้าวเขาไม่อวยพร ให้เจ้าที่เจ้า ทางสิ่งอันตรายอาจมาท�ำร้ายได้สมมุติ ว่าเราจะตั้งหมูบ้านตรงไหน เราจะตั้ง ศูนย์อยู่ตรงไหนเราจะตั้งโรงเรียนเราจะ ตั้งศูนย์อยู่ตรงไหน เราดูว่าสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ อยู่จุดไหนพอที่จะนับถือได้ไหมเราก็ต้อง ดูให้คนเฒ่าคนแก่ดูหนึ่งต้นไม้หิน ๒ อย่าง หินที่ไม่แตกฝังดิน อาจจะมีหลาย อย่างมาเกาะท�ำให้เข้มแข็ง ลักษณะต่อ ไปไม่มีการล้มไม่มีการเสียต้นไม้ก็เหมือน ๑๓๕


กันจะต้องรากดีแข็งล�ำต้นสมบูรณ์ต้น ใหญ่ เราถึงจะตั้งเป็นเจ้าที่เจ้าทางได้ก็ ศาลที่มีตรงนี ้ก็ส่วนมากเดี๋ยวนี ้วัยรุ่นแถว นี ้ก็จะไม่เคารพแต่คนเฒ่าคนแก่ที่มี ความเชื่อเค้าก็พาเด็กมา ตรงนี ้เป็นเจ้าที่ เจ้าทางนะมาก็อย่าไปท�ำอะไรไม่ดีจะ ต้องรักษาความสะอาดต้องเคารพนะก็ สอนลูกหลานแบบนี ้ต้องมาไหว้ต้องมา กล่าวเจ้าที่เจ้าทางคุ้มครองเรานะเราไป ไหนมาไหนให้คุ้มครองเรา มอบความ ปลอดภัยให้เราถ้าเราแบบนี ้จริง เราก็ ปลอดภัยจริง ๆ อย่าให้สูญหายไป ที่ท�ำ มาก็เพราะอย่างนี ้ให้เจ้าที่เจ้าทาง ๑ แล้ว๒สมุนไพรทุกอย่างต่าง ๆ อย่าให้ สูญหายไปแล้ ว ทุกอย่างที่อยู่ในป่า เราต้องช่วยกันรักษา เป็นการที่จะไม่ ท�ำให้สูญหายไป ให้ลูกหลานสืบทอดต่อ ๆ กันไป (สัมภาษณ์ : ผู้ น�ำทางจิต วิญญาณ) หากว่าคนทรงเจ้ารายงานว่า คนไข้ที่ล้มป่ วยเพราะขวัญหนีก็จะต้อง ท�ำพิธีเรียกขวัญกลับเข้าสู่ร่างของบุคคล นั้น แต่การที่จะเรียกขวัญกลับมานั้น จะ ต้องมีพิธีกรรมในการปฎิบัติมากมาย บางครั้งบางพิธีกรรมก็มีความยุ่งยากใน การปฎิบัติแต่ม้งก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เหล่านั้น ม้ งเชื่อว่าการที่มีร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรง โดยไม่มีโรคภัยมา เบียดเบียน นั่นคือความสุขอันยิ่งใหญ่ขอ งม้ ง ฉะนั้นม้ งจึงต้องท�ำทุกอย่างเพื่อ เป็นการรักษาให้หาย จากโรคเหล่านั้น ซึ่งพิธีกรรมในการรักษาโรคของม้งนั้นมี อยู่หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็รักษาโรค แต่ละโรคแตกต่างกันออกไป การที่จะท�ำ พิธีกรรมการรักษาได้นั้นต้องดูอาการ ของผู้ป่ วยว่าอาการเป็นเช่นไรแล้วจึงจะ เลือกวิธีการรักษาโดยวิธีใดถึงจะถูกต้อง ความเชื่อเรื่องการท�ำผี หรือการลงผี (การอั๊วเน้ง) เป็นการรักษาอีกประเภท หนึ่งของม้ง การอั๊วเน้ ง (การท�ำผีหรือ ลงผี) มีอยู่๓ ประเภท คือ การอั๊วเน้งข่อย ชั๊วะ การอั๊วเน้งเกร่ทั่ง และการอั๊วเน้งไซ ใย่ ซึ่งแต่ละอั๊วเน้งมีความแตกต่างกัน ออกไป การรักษาก็แตกต่างกันไปด้วย การจะอั๊วเน้ งได้เมื่อมีคนในครอบครัว เจ็บป่ วยโดยไม่รู้สาเหตุเป็นการรักษาอีก ๑๓๖


ประเภทหนึ่ง ดังนั้นม้งมักจะนิยมอั๊วเน้ง เพื่อการเรียกขวัญที่หายไปหรือมีผีพาไป ให้กลับคืนมาเท่านั้น ซึ่งม้งเชื่อว่าการเจ็บ ป่ วยเกิดจากขวัญที่อยู่ในตัวหายไป มีวิธี การรักษาดังนี ้เวลาอั๊วเน้งหรือท�ำผีนั้น คนที่เป็นพ่อหมอจะเริ่มไปนั่งบนเก้าอี ้ แล้วร่ายเวทมนต์คาถาต่าง ๆ พร้อมกับ ติดต่อ สื่อสารกับผีแล้วไปคลี่คลายเรื่อง ราวต่าง ๆ กับผีถ้าคลี่คลายได้แล้วจะมี การฆ่าหมูแต่ก่อนจะฆ่าหมูนั้น จะต้อง ให้คนไข้ไปนั่งอยู่ข้างหลังพ่อหมอ แล้ว ผูกข้อมือ จากนั้นน�ำหมูมาไว้ข้างหลัง คนไข้แล้วพ่อหมอจะสั่งให้ฆ่าหมูการที่ จะฆ่าหมูได้นั้นจะต้องมีคนหนึ่งซึ่งเป็น ตัวแทนของพ่อหมอและสามารถฟังเรื่อง ราวของการอั๊วเน้งได้รู้ว่าตอนนี ้พ่อหมอ ต้องการอะไร หรือสั่งให้ท�ำอะไร เมื่อพ่อ หมอสั่งลงมา คนที่เป็นตัวแทนต้องบอก กับคนในครอบครัวให้ท�ำตามค�ำบอก กล่าวของพ่อหมอเมื่อสั่งให้หาหมูก็ต้อง น�ำหมูมาฆ่าแล้ วจะน�ำกัวะมาจุมกับ เลือดหมูพร้อมกับมาปะที่หลังคนไข้แล้ว พ่อ หมอจะเป่าเวทมนต์ให้จากนั้นจะน�ำ กัวะไปจุ่มเลือดหมูเพื่อไปเซ่นไหว้ที่ผนัง ที่เป็นที่รวมของของบูชาเหล่านั้น ความ เชื่อเรื่องรักษาคนตกใจ (การไซ่เจง) เป็นการรักษาอีกประเภทหนึ่งของม้ ง การไซ่เจงจะกระท�ำเมื่อมีคนป่ วยที่ตัว เย็น เท้าเย็น ใบหูเย็น มือเย็น ซึ่งม้งเชื่อ ว่าการที่เท้าเย็น มือเย็น หรือตัวเย็น เกิด จากขวัญในตัวคนได้หล่นหายไป หรือไป ท�ำให้ผีกลัวแล้วผีก็แกล้งท�ำให้บุคคลนั้น ไม่สบาย มีวิธีการรักษาดังนี ้พ่อหมอจะ น�ำเอาขิงมานวดตามเส้นประสาท ได้แก่ บริเวณปลายจมูกตรงไปที่หน้าผาก นวด แล้วย้อนกลับไปที่ใบหูแล้ว นวดบริเวณ หน้าผากไปที่ใบหูซ� ้ำ ๓ ครั้ง จากนั้น เปลี่ยนเป็นการนวดที่เส้นประสาทมือ คือ จะนวดที่ปลายนิ ้วมือไล่ไปที่ข้อมือท�ำซ� ้ำ ทุกนิ ้วมือ แล้วรวมกันที่ข้อมือนวด และ หมุนรอบที่ข้อมือ ซึ่งขณะนวดต้องเป่า คาถาด้วย และบริเวณฝ่าเท้าให้นวด เหมือนกัน ต้องท�ำซ� ้ำกัน ๓ ครั้ง ซึ่งการ รักษาไซ่เจงนี ้จะท�ำการรักษา ๓ วัน เมื่อ เสร็จจากการรักษาแล้ว ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ๑๓๗


ก็หาวิธีอื่นๆ มารักษาต่อเช่น อั๊วเน้งหรือ การฮูปรีเป็นต้น ความเชื่อรักษาคนตกใจ (การไซ่เจง) จะกระท�ำเมื่อมีคนป่วยที่ตัวเย็น เท้าเย็น ใบหูเย็น มือเย็น ซึ่งม้งเชื่อว่า เกิดจากขวัญในตัวคนได้หล่นหายไป “ “ ความเชื่อเรื่องการรักษาด้วยการเป่าด้วย น� ้ำ (การเช้ อแด้ ะ) เป็นการรักษาอีก ประเภทหนึ่งของม้ ง การเช้ อแด้ ะจะ เป็นการกระท�ำเมื่อมีคนในครอบครัวที่ ป่ วยร้ องให้ไม่หยุด และตกใจมากเป็น พิเศษโดยไม่รู้สาเหตุ หรือเหมือนว่าคน ป่ วยเห็นอะไรสักอย่างที่ท�ำให้เขากลัว มากมีวิธีการรักษาดังนี ้คนที่เป็นพ่อหมอ หรือแม่หมอ จะให้คนป่ วยอาการดัง กล่าวไปนั่งใกล้กับกองไฟหรือเตาไฟ แล้วเอาถ้วยหนึ่งใบใส่น� ้ำให้เรียบร้อยมา ตั้งไว้ข้าง ๆ พ่อหมอหรือแม่หมอ คือ ผู้ที่ จะท�ำการรักษาจะใช้ตะเกียบคู่หนึ่งหนีบ ก้อนถ่าน ที่ก�ำลังรุกไหม้เป็นสีแดงขึ้นมา แล้วเป่าก้อนถ่าน จากนั้นเริ่มท่องคาถา แล้วน�ำก้อนถ่านก้อนนั้นไปวนบนหัวของ คนป่ วย ขณะวนนั้นก็สวดคาถาด้วย เมื่อ วนเสร็จก็จะเอาก้อนถ่านก้อนนั้นไปใส่ใน ถ้วยที่เตรียมไว้พร้อมกับปิดฝาด้วย ให้ ท�ำซ� ้ำกันแบบนี ้สามรอบเมื่อเสร็จแล้วจับ มือคนป่ วยขึ้นมาเป่าพร้ อมท่องคาถา เมื่อเสร็จสิ ้นแล้วจะเอามือชุบน� ้ำที่อยู่ใน ถ้วยขึ้นมาลูบหน้าของคนป่ วย หรือลูบ แขนคนป่ วย เมื่อท�ำเสร็จแล้วอาการของ คนป่ วยจะทุเลาลง ม้งจะน�ำวิธีรักษานี ้มา ใช้ในการรักษาคนไข้ที่ตกใจมาก และ ปัจจุบันนี ้ม้งก็ยังคงยึดถือและปฏิบัติกัน อยู่ แต่ก็มีบ้างที่อาการหนักมากจนไม่ สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้แล้วจึง จะน�ำไปรักษาที่โรงพยาบาลต่อไป ความเชื่อเรื่องการปัดกวาดสิ่งที่ไม่ดี ออกไป (การหรือซ้) ูเป็นการรักษาอีก วิธีหนึ่งของม้งที่จะปฏิบัติในช่วงขึ้นปีใหม่ เท่านั้น คือในหนึ่ง รอบปี ที่ผ่านมา ครอบครัวจะเจอสิ่งที่ไม่ดีดังนั้นจึงมีการ หรือซู้เพื่อปัดเป่า หรือกวาดสิ่งที่ไม่ดีให้ ออกไปจากบ้าน และตัวบุคคลหรือ เป็นการปัดเป่า กวาดโรคภัยไข้เจ็บออก ๑๓๘


จากตัวบุคคล หรือออกจากบ้านให้หมด เพื่อที่จะรับปีใหม่ที่เข้ามา และต้อนรับสิ่ง ดีๆ ที่ก�ำลังจะมาในปีถัดไป พิธีกรรมนี ้ม้ง จะท�ำทุกปีและคนในครอบครัวต้องอยู่ ให้ครบทุกคน ไม่ให้ขาดคนใดคนหนึ่ง (แต่หากว่าคนในครอบครัวนั้น เกิดไป ท�ำงานต่างจังหวัดและไม่สามารถที่จะ กลับมาร่วมพิธีกรรมนี ้ได้ผู้ปกครองของ ครอบครัวต้องน�ำเสื ้อผ้าของคน ที่ไม่อยู่ มาร่วมพิธีกรรมให้ได้หากไม่ได้เข้าร่วม พิธีกรรมนี ้ม้งเชื่อว่า สิ่งที่ไม่ดีจะติดตัวไป ยังปีถัด ๆไป และท�ำอะไรก็ไม่เจริญ) ความเชื่อเรื่องหมูประตูผี (อัวะบั๊ว จ๋อง) เป็นพิธีกรรมที่ม้งกระท�ำเพื่อรักษา คนทั้งหมดในบ้านหลังนั้นให้ปราศจาก โรคภัยโดยมีวิธีการรักษา ดังนี ้ซึ่งการ ประกอบพิธีกรรมหมูประตูนั้นจะท�ำใน ตอนกลางคืนเท่านั้น อันดับแรกคือจะมี การกล่าวปิด และกล่าวเปิดประตูจาก นั้นจะมีการฆ่าหมูแล้วต้มให้สุก จากนั้น ก็กล่าวปิดประตูแล้วน�ำ หมูที่ต้มสุกนั้น มาหั่นให้เป็นชิ ้นเล็ก ๆ จัดไว้ตามจานที่ วางไว้๙ จาน ซึ่งแต่ละจานจะใส่ชิ ้นเนื ้อ ไม่เหมือนกัน โดย จานที่ ๑ ใส่มือซ้ายหมูและหัวข้างซ้าย จานที่ ๒ จะใส่ขาขวาหมูกับหัวข้างขวา จานที่ ๓ จะใส่ขาซ้ายหมูกับคางซ้ายหมู จานที่ ๔ ใส่มือขวาหมูกับคางขวาหมู จานที่ ๕ ใส่มือซ้ายหมู จานที่ ๖ ใส่ขาขวาหมู จานที่ ๗ ใส่ขาขวาหมูกับใบหู๕ ชิ ้น จานที่ ๘ ใส่มือขวาหมู จานที่ ๙ ใส่จมูกและหางหมู ความเชื่อด้านศิลปะพื้นถิ่น เครื่อง ดนตรีของคนม้งที่มีมาแต่โบราณกาลนั้น ก็มีหลากหลาย แต่ว่าดนตรีเหล่านี ้ดู เหมือนว่าก�ำลังจะสูญหายไปจากวิถีชีวิต ของคนรุ่นใหม่ สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท ได้แก่ เครื่องดนตรีประเภทเป่า จิ๊งหน่อง(จ่าง-Ncas) เป็นเครื่องดนตรีคู่ กายคู่ใจของหนุ่มสาวม้ง จ่างเป็นเครื่อง ดนตรีที่ปู่ ย่าตายายท่านสร้างไว้และเชื่อ กันว่ามีผีสิงอยู่ใช้เป่าเพื่อบรรยายความ ๑๓๙


รู้สึกในใจแคน (Qeej) เป็นภาษาม้งอ่าน ว่า เฆ่ง หรือ qeng ซึ่งแปลว่า แคน หรือ mouth organ เฆ่ง หรือแคนเป็นเครื่อง ดนตรีที่ท�ำจากล�ำไม้ไผ่ และไม้เนื ้อแข็ง ถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุด ชนิดหนึ่ง ขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีอีก ประเภทหนึ่งของม้ งที่ใช้เป่าเรียกหาคู่ และสร้างความจรรโลงใจ ซึ่งขลุ่ยม้งจะ ท�ำมาจากกระบอกไม้ไผ่และท่อพีวีซีจะ ใช้เป่าแทนความรู้ สึก ของสภาพจิตใจ ของผู้นั้นจะเป่าในวันส�ำคัญ เช่น งานปี ใหม่และงานส�ำคัญอื่น ๆ กลอง หรือจั๊ว เป็นเครื่องดนตรีของม้งที่มีลักษณะเป็น กลองสองหน้าหรือหนึ่งหน้าก็ได้รูปร่าง กลมแบน โดยใช้แผ่นผนังสัตว์สองแผ่น มาประกอบเข้ากับโครงกลอง หลอมตัว กลองทั้งสองด้าน ริมขอบของแผ่นผนัง ทั้งสองแผ่นจะเจาะรูเป็นคู่ๆ ส�ำหรับ เสียบสลักไม้เล็ก ๆเพื่อใช้เชือกร้อยสลัก ไม้ของแผ่นผนังทั้งสองด้านดึงเข้าหากัน ซึ่งจะท�ำให้แผ่นผนังกลองตึงตัวเต็มที่ เมื่อตีจะมีเสียงดังกังวานและมีไม้ตีกลอง หนึ่งคู่หรือสองอันท�ำจากไม้ด้านหนึ่งจะ เอาผ้าพันไว้ส�ำหรับตีกลอง ส่วนด้านที่ ไม่มีผ้าห่อใช้ส�ำหรับจับ กลองม้งนี ้จะใช้ เมื่อประกอบพิธีงานศพ การปล่อยผีหรือ ปลดปล่อยวิญญาณเท่านั้น ความเชื่อเรื่อง หมูประตูผี (อัวะบั๊วจ๋อง) เป็นพิธีกรรมที่ม้งกระท�ำเพื่อ รักษาคนทั้งหมดในบ้านหลังนั้น ให้ปราศจากโรคภัย “ “ ๑๔๐


ชาติพันธุ์ลาหู่ ข้อมูลโดยได้สัมภาษณ์ผู้น�ำชุมชน นายไอใจ ปู่หมื่อ บ้านเลขที่ ๒๔ หมู่ ๑๓ ต�ำบลดู่ อ�ำเภอเมือง จังหวัด เชียงราย ชนกลุ่มนี ้เรียกตัวเองว่า ลาหู่หรือละหู่ (Lahu)ซึ่งแปลว่า “คน” มีเชื ้อสายมาจาก กลุ่มโลโล ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองอาศัยอยู่ บนที่ราบสูงทิเบต-ชิงไห่ และได้รับการ ยอมรับจากจีนให้จัดการปกครองตนเอง ได้อย่างอิสระ บริเวณตอนกลางและตอน ใต้ของมณฑลยูนนานก่อนที่ชนชาติไท ใหญ่และจีนจะเข้าไปครอบครอง ต่อมา ได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นอยู่ตลอด เวลาในแถบประเทศจีน พม่า ลาว และ ไทย ก่อนคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ลาหู่เคย เร่ร่อนมาก่อน ต่อมาจีนได้ให้อ�ำนาจ ๑๔๑


การปกครองตนเองแก่ลาหู่ โดยให้ หัวหน้ากลุ่มเป็นผู้รับสาส์นตราตั้งจาก พระเจ้าจักรพรรดิเพื่อแสดงให้เห็นว่าลา หู่ยังคงยอมอยู่ใต้อ�ำนาจการปกครอง ของจักรพรรดิแต่ภายหลังจากที่จีนได้ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จีนได้ส่งเจ้า หน้าที่ทางทหารเข้าไปปกครองท้องถิ่น รวมทั้งดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของ จีนในแถบมณฑลยูนนาน อันเป็นที่อยู่ อาศัยของชาวลาหู่ส่วนใหญ่ (ศาสตรา จารย์ต้ วน ลีเชิง นักมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ให้ข้อมูลเพิ่มไว้ว่า ในปี๒๕๒๕ มีลาหู่ ๓๒๐,๐๐๐ คน อยู่ ในเขตอ�ำเภอล้านช้างถึง ๑๕๔,๐๐๐ คน ฉะนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่า ชุมชนใหญ่ของ ลาหู่อยู่ที่อ�ำเภอล้านช้าง ในแคว้นสิบ สองปันนา มณฑลยูนนาน ท�ำให้ชาวลา หู่ส่วนหนึ่งเกิดความไม่พอใจ พากัน กระด้างกระเดื่องต่ออ�ำนาจการปกครอง ของจีน ในที่สุดผู้น�ำทางศาสนาคนหนึ่ง ได้รวบรวมศาสนิกตั้งตัวขึ้นเป็นขบถ จับ อาวุธขึ้นต่อสู้และมีการบันทึกไว้ ว่า (โสฬส, ๒๕๓๙) ชาวลาหู่พร้ อมด้วย อาวุธซึ่งประกอบด้วยหน้าไม้และลูกธนู อาบยาพิษ ได้ท�ำการต่อต้านทหารจีน อย่างเข้มแข็งแต่ในที่สุดก็ไม่ส�ำเร็จ ลาหู่ ส่วนใหญ่จ�ำยอมอยู่ภายใต้อาณัติของ จีน ยอมรับอ�ำนาจการปกครองของจีน และยอมผสมผสานกับวัฒนธรรมจีนที่ แผ่ขยายเข้ามาพร้อมกับอ�ำนาจทางการ เมืองจนกลายเป็นชาวจีน ต่อมาเมื่อลาหู่ ทนต่อการปกครองของทหารจีนไม่ไหว กลุ่มหนึ่งได้หนีอพยพลงมาอยู่ในแคว้น เชียงตุง ประเทศพม่า ขณะที่มีการอพยพ นั้นเขตเชียงตุงอยู่ในอ�ำนาจการปกครอง ของอังกฤษ Walker ได้อ้างรายงานของ ร้อยเอก Mc Leod นายทหารฝ่ายข่าว กรองของอังกฤษ ซึ่งได้บันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ.๑๘๓๗ เกี่ยวกับลาหู่ซึ่งสืบเชื ้อสาย มาจากกลุ่มที่อพยพมาจากจีนว่า (โสฬส, ๒๕๓๙) ลาหู่รับเอาวัฒนธรรมการ ปกครองจากชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน โดย เรี ยกผู้ น�ำที่มีฐานะทางสังคมสูงว่า ๑๔๒


“พญา” (Pha-ya) เมื่อชาวลาหู่เข้ามาอยู่ ในเขตเชียงตุง ประเทศพม่า ก็พบกับ ปัญหาส�ำคัญอีกหลายประการ โดย เฉพาะกับ ความพยายามของกลุ่มหมอ สอนศาสนาชาวอังกฤษ ซึ่งพยายามโน้ม น้าวให้ลาหู่ละทิ ้งขนบธรรมเนียมประเพณี ดั้งเดิมแล้วหันไปนับถือศาสนาคริสต์ ชาวลาหู่ซึ่งมีความศรัทธาต่อศาสนา ดั้งเดิม ไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงเกิดการ รวมกลุ่มขึ้น โดยมีผู้น�ำศาสนาดั้งเดิมคน หนึ่งชื่อ “มะแฮ” ได้ตั้งตนขึ้นเป็นผู้วิเศษ เพื่อรวบรวมบริวารต่อต้านการครอบง�ำ จิตส�ำนึกของฝ่ายคริสตจักรอังกฤษ ซึ่ง ท�ำให้ชาวลาหู่จากที่ต่าง ๆ เดินทางไป แสวงบุญและมอบตัวเป็นบริวารกับปู่ จองมะแฮเป็นจ�ำนวนมาก จึงคิดวางแผน ยึดเอาเมืองสาต (Hsat) เพื่อตั้งเป็น ศูนย์กลางของอาณาจักรลาหู่ขึ้น ในที่สุด ฝ่ายอังกฤษซึ่งปกครองพม่าอยู่ก็ต้องส่ง ก�ำลังเข้าปราบปราม แต่ฝ่ายของปู่ จอง มะแฮก็เตรียมรับมืออย่างแข็งขันด้วย การขุดคูปักไม้ไผ่เสี ้ยมปลายแหลมไว้ รอบ ๆ ที่มั่น และสร้างขวัญก�ำลังใจให้แก่ บริวารด้วยการแจกเทียนศักดิ์ สิทธิ์ ซึ่งปู่ จองมะแฮอ้างว่า เป็นตัวแทนแห่งอ�ำนาจ ของพระเจ้าที่จะช่วยปกป้องบริวาร มิให้ได้รับอันตรายจากอาวุธของฝ่ายตรง กันข้าม แต่เมื่อการสู้รบผ่านไป ศรัทธาและความ เชื่อถือของบริวารทั้งหลายก็ค่อย ๆเสื่อม ถอย เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตาม แผนที่เคยคุยกันไว้ลาหู่บริวารพากันล้ม ตายลงทุกวัน เมื่อฝ่ายอังกฤษบุกเข้าถึงที่ มั่นสุดท้าย ลาหู่ที่เหลือรวมทั้งปู่ จองมะ แฮก็เผ่นหนีเอาชีวิตรอด จนกระทั่งได้ อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว การอพยพครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้น เมื่ออังกฤษคืนเอกราชให้พม่า เพื่อเปิด โอกาสให้จัดตั้งรัฐบาลปกครองตนเอง ชาวลาหู่ในพม่าก็ต้องเผชิญกับปัญหาใน การด�ำรงชีวิต ด้ วยแรงกดดันจาก นโยบายอันแข็งกร้าวของรัฐบาลที่ กระท�ำต่อชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ แรง กดดันจากการด�ำเนินนโยบายดังกล่าว ก่อให้เกิดการรวมตัวของลาหู่อีกครั้งหนึ่ง โดยมี“ปู่ จองจะฟู” ผู้น�ำทางศาสนาคน ส�ำคัญคนหนึ่งของชาวลาหู่ ได้ตั้งตนขึ้น เป็นผู้วิเศษใช้ชื่อว่า “เหมาะนะ-โตโบ” หรือ“ฤษีลิงด�ำ” (โดยทั่วไปจะรู้จักกันใน ชื่อว่า “ปู่ จองหลวง”) ขึ้นที่ดอยลาง เขต เมืองเชียงตุง มีการกระจายข่าวลือไปยัง ลาหู่ทั้งที่อยู่ในเขตพม่าและเขตไทยว่า ได้มีพระเจ้าจากสวรรค์ลงมาประทาน ข้าวทิพย์อาหารทิพย์แก่ชาวลาหู่ทุกคน ขอให้คนที่อยากได้ข้าวทิพย์อาหารทิพย์ ๑๔๓


เดินทางไป “เฝ้าพระเจ้า” ที่ดอยลาง การ เฝ้าพระเจ้าในที่นี ้คือ การน�ำเงินหรือ สิ่งของมีค่าอื่นไปเซ่นไหว้เหมาะนะโตโบ ซึ่งถือเป็นร่างทรง หรือเป็นตัวแทนของ พระเจ้า เพื่อขอพรหรือเพื่อรักษาโรคไข้ เจ็บต่างๆ การต่อต้านครั้งนี ้ชาวลาหู่สามารถ รวบรวมผู้คนและทรัพย์สินเพื่อสะสม อาวุธได้เป็นจ�ำนวนมาก เนื่องจากชาวลา หู่มีศรัทธาต่อตัวผู้น�ำศาสนาของตนเป็น อย่างมาก แต่การต่อต้านครั้งนี ้ก็ไม่ ประสบผลส�ำเร็จเหมาะนะ-โตโบ จึงต้อง พาบริวารหนีเข้าเขตประเทศไทย และได้ ตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณบ้านต้นน� ้ำแม่ มาว ต�ำบลม่อนปิ่น อ�ำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่ และแถบบริเวณเขตติดต่อ ระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัด เชียงราย จนกระทั่งเสียชีวิตที่อ�ำเภอฝาง เมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๗ การอพยพครั้งนี ้ ถือว่าเป็นครั้งส�ำคัญหลังจากนั้นก็มีการ อพ ยพเ ข้ามาสู่ป ร ะเทศไท ย แบบ ประปราย สาเหตุก็เนื่องมาจากนโยบาย การปราบปรามของรัฐบาลพม่า การ ชักน�ำของหมอสอนศาสนา และการ ชักชวนของญาติพี่น้อง ปู่จองจะฟู ผู้น�ำทางศาสนาคนส�ำคัญ ของชาวลาหู่ ได้ตั้งตนขึ้นเป็น ผู้วิเศษใช้ชื่อว่า “เหมาะนะ-โตโบ” หรือ “ฤษีลิงด�ำ” “ “ ๑๔๔


พิธีกินวอ จัดในช่วงเดือนมกราคมถึง เดือนกุมภาพันธ์เป็นประเพณีปีใหม่ของ ลาหู่ ซึ่งจะตรงกับตรุษจีน จะมีการละ เล่น เต้นจะคึในช่วงกลางคืนเพื่อเฉลิม ฉลอง มีการกรวดน� ้ำด�ำหัวผู้ใหญ่ ผู้ อาวุโสของหมู่บ้าน ประเพณีแซก่อ ก่อ ทราย จัดในช่วงเดือนเมษายน ก่อนหรือ หลังเทศกาลสงกรานต์๑ วันช่วงเวลา เย็น เพื่อเป็นการขอขมาสิ่งศักดิ์ สิทธิ์ ภายในหมู่บ้าน ประเพณีแซก่อนี ้มีมา ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษปฎิบัติมา ชนเผ่าละ หู่ที่นับถือพุทธ(ผี)ซึ่งแซก่อ ตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายนของทุกปีและเป็ นวัน สงกรานต์ไทย ชนเผ่าลาหู่จะมีประเพณี แซก่อ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติเพื่อเป็นการ อุทิศส่วนกุศลให้กับสิ่งที่ล่วงลับที่ท�ำไป แล้วในการประกอบอาชีพ ท�ำไร่ ท�ำสวน โดยที่ฆ่าสัตว์โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เชื่อว่าท�ำพิธีกรรมจะท�ำให้ไม่มีบาป แล้วอาชีพการท�ำไร่ท�ำสวน ผลผลิตจะ ได้ดีการเตรียมสิ่งของที่จะไปประกอบ พิธีกรรมแซก่อ แต่ละบ้านจะต้องจัดหา ดอกไม้สวย ๆ น�ำมาใส่กระบอกไม้ไผ่เพื่อ ที่จะน�ำมาท�ำพิธีกรรม เช่น เตรียมเมล็ด พืชข้าว ข้าวโพด พริก เตรียมทราย เตรียมเทียนไขนี ้ไปเก็บไว้ณจุดที่เคารพ ความเชื่อด้านต่าง ๆ ของลาหู่ ประเพณีแซก่อ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติ เพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้กับสิ่งที่ล่วงลับที่ท�ำไปแล้ว “ “ พิธีท�ำศาลาจัดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน เป็นการท�ำบุญใน หมู่บ้าน การเลี ้ยงผีตามความเชื่อโดยท�ำ ศาลาเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วน�ำอาหารของ แต่ละบ้านอย่างละนิดอย่างละหน่อยน�ำ ไปใส่ในศาลา พิธีกินข้าวใหม่จัดในช่วง เดือนตุลาคม หลังจากการเก็บเกี่ยวโดย แต่ละบ้านจะท�ำกับข้าวแล้วน�ำมารับ ประทานร่วมกันเพื่อเฉลิมฉลองหลังการ เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ พิธีสะเดาะเคราะห์ – สืบชะตา - เสริม ดวง เป็นประเพณีที่จะท�ำเมื่อเวลาไม่ สบาย หรือเจ็บไข้ในการท�ำบุญสะเดาะ เคราะห์เมื่อชาวลาหู่ได้รับเคราะห์หรือ มีการเจ็บป่ วยไม่สบายกายและใจ ก็จะ ได้จัดเตรียม สิ่งของเพื่อไปให้ผู้น�ำทาง ศาสนาท�ำพิธีซึ่งชาวลาหู่เรียกว่า ค๊อตา เตเว่ โดยเครื่องมือเหล่านี ้จะมีผู้บอกวิธี การท�ำ คือ ลาซ่อซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการ เครื่องมือในการประกอบพิธีกรรม เพื่อ ๑๔๕


น�ำไปไห้ผู้น�ำทางศาสนา หรือที่เรียกว่า โตโบ เพื่อสวดขอพรให้หายจากเคราะห์ ร้ายต่างๆ ห รื อเค ราะห์ที่จะมาถึง นอกจากนี ้ยังมีสิ่งของที่จะต้องเตรียม เพื่อน�ำไปประกอบการท�ำพิธีกรรม ได้แก่ เทียน ถือว่าให้น�ำไปจุดเพื่อแสงสว่างใน การประกอบพิธีกรรม ,ส�ำลีหรือ ฝ้าย ส�ำลีต้องเป็นสีขาว ชาวลาหู่ถือว่า ส�ำลี หรือฝ้ายนี ้จะไปรับค�ำพูดที่เคยพูดไม่ดี หรือผู้ให้ร้ายแก่ผู้อื่น ,ผ้าขาว เพื่อความ สะอาดและความบริสุทธิ์ผ้าจึงต้องเป็น ผ้าสีขาว น� ้ำ เพื่อน�ำไปล้างมือผู้ น�ำ ศาสนาหรือโตโบ ,ด้าย การพิธีจะต้อง เป็นด้ายขาวเหมือนกัน ส�ำหรับด้ายนี ้ เมื่อโตโบท�ำพิธีเสร็จก็เอาผูกข้อมือหรือ ห้อยคอ เพื่อป้องกันอันตรายสิ่งต่างๆ เหล่านี ้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ที่น�ำ ไปท�ำประกอบกับเครื่องมือ ในการ ประกอบพิธีกรรมนั้นจะต้องเป็นสีขาว ชาวลาหู่ หรือแม้แต่ศาสนาใดก็ตาม จะ ใช้สีขาวเป็นสื่อในการประกอบพิธีกรรม ถือว่า เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ และถือว่า เป็นมงคลความเชื่อของชาวลาหู่มีความ เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ซึ่งมีความ เหมือนกับศาสนาพุทธในประเทศไทย แต่ต่างกันตรงที่การขอพรกับเทพเจ้า การท�ำพิธีและการปฏิบัติธรรม ลาหู่ ท�ำให้ได้ทราบถึงเกี่ยวกับความเชื่อและ พิธีกรรมต่างๆ ถึงแม้ว่าพิธีกรรมของชาว ลาหู่ ใช้เวลาในการท�ำพิธีกรรมไม่นาน นัก แต่ก็เชื่อว่ามีความหมายต่อการด�ำรง ชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างมากอย่างดี กับชนเผ่าลาหู่ ๑๔๖


พิธีสะเดาะเคราะห์ สืบชะตา เสริมดวง เป็นประเพณีที่จะท�ำเมื่อเวลาไม่สบาย ในการท�ำบุญสะเดาะเคราะห์ เมื่อชาวลาหู่ได้รับเคราะห์หรือมีการเจ็บป่วย ไม่สบายกายและใจ “ “ ประเพณีการแต่งงาน การจีบสาว หรือ การหาคู่: การจีบสาวชาวลาหู่จะเป็นช่วง เทศกาลปีใหม่ เพราะหนุ่มโสดจะว่าง แล้ วจะจับเป็ นกลุ่มตระเวณหาสาว หมู่บ้านอื่น ๆ วิธีการติดต่อก็คือ ใช้เด็ก เป็นสื่อกลาง พอไปถึงหมู่บ้านจะเรียก เด็กๆ มาคุยแล้วบอกให้เด็กว่าไปบอกให้ สาวๆว่าหนุ่มมาเที่ยวเด็ก ๆ ก็ดีใจรีบไป ส่งข่าวให้กับสาว ๆ ส่วนสาวๆ ก็เตรียม อาหารแล้วจะต้อนรับ หนุ่มรับประทาน อิ่มแล้ว ดูว่าใครชอบคนไหนจะจับไปคุย กัน แล้วสาวๆ ก็ถามว่าพี่มีเมียแล้วหรือ ยัง หนุ่ม ๆ ก็จะตอบว่าถ้าพี่มีเมียแล้วจะ มาหาน้องท�ำไม ไกลแสนไกลนี่เสียเวลา ประเพณีวันศีล วันศีลของชาวลาหู่จะ ตรงกับวันขึ้น๑๕ค�่ำและแรม๑๕ค�่ำแต่ วันศีลในช่วงปีใหม่จะตรงวันที่สามของปี ใหม่ จะต้องงดการกินเนื ้อสัตว์การฆ่า สัตว์การดื่มเหล้าในเมื่อวันศีล พวกเขา มีความเชื่อว่าเป็นวันพักผ่อนของพวก เขา ตอนเย็นของวันศีลจะมีพิธีรดน� ้ำ ด�ำหัวผู้ เฒ่าผู้ แก่ แล้ วโตโบจะกล่าว อวยพรทุก ๆ คน ดึก ๆ ค�่ำคืน จะมีการ ประกอบพิธีในหอแหย่ (โบสถ์) แล้ ว เต้นร�ำตีกลองและเป่าแคนกันอย่าง สนุกสนานต่อหน้าต้นวอชุมชนในแต่ละ พื ้นที่แต่ละแห่งวิถีการด�ำรงชีวิต และ ความเชื่อที่แตกต่างกันไป เพราะมาจาก การสืบทอดจากบรรพบุรุษที่ไม่เหมือน กัน การกระท�ำใดๆ ในความเชื่อที่ในสิ่ง ต่างๆ หรือที่เรียกว่าพิธีกรรม เพื่อที่จะให้ ชาวบ้านได้มีการจัดการท�ำพิธีกรรมทาง ความเชื่อ โดยเฉพาะพิธีกรรมในวันศีล ชาวลาหู่ถือว่า เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ ส�ำคัญที่ผู้เฒ่าหยุดงานเพื่อที่จะท�ำบุญ รับศีล และจากไปประกอบพิธีกรรมก็จัด เตรียม น� ้ำ เทียน เข้าไปในหอแหย่ เพื่อ บูชาสักการะตามความเชื่ออของชนเผ่า ลาหู่ ชาวบ้านจะหยุดงานท�ำไร่ ท�ำนา ๑๔๗


ท�ำสวน และพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อจะท�ำ พิธีกรรมที่หอแหย่ในวันศีลตอนเย็น น�ำ น� ้ำมาเพื่อล้างมือให้แก่ผู้เฒ่า ผู้แก่ และ ผู้น�ำศาสนาการรดน� ้ำล้างมือนั้น ชาว บ้านถือว่าเป็นการล้างบาปไปในตัวเพื่อ เป็นการล้างบาปในสิ่งต่างๆ ที่มือได้ท�ำ ลงไป และก็มีการเต้นร�ำในหอแหย่กัน สนุกสนาน สถานที่ประกอบพิธีกรรมหอเหย่:ชาว ลาหู่เกือบทุกหมู่บ้านจะมีสถานที่ ประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่า หอแหย่ มีไว้ เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของ ลาหู่ชาวลาหู่นับถือบรรพบุรุษ วิญญาณ และเทพเจ้ากือซา จึงท�ำให้ไม่เหมือนกับ ศาสนาพุทธทั่วไปในป ระเทศไทย “หอแหย่” เปรียบเสมือนโบสถ์หรือวัด ตามความเชื่อ ของศาสนานั้นๆ สถานที่ ประกอบพิธีกรรม หรือหอแหย่ของชาว ลาหู่ จะสร้างอยู่ที่สูงและใกล้ๆ กับบ้าน ของ ผู้น�ำศาสนา (โตโบ) จึงสังเกตได้ว่า ถ้ามีหอเเหย่อยู่ที่ไหนก็มีบ้านของโตโบที่ ตรงนั้น สิ่งของส�ำคัญูในหอเหย่ คือ โต๊ะ บูชา หรือชาวลาหู่เรียกว่า “กะปะแต” เป็นที่ส�ำหรับเทพเจ้า (กือซา) ลงมา ประทับ และเป็นที่สื่อสารกับผู้น�ำศาสนา ถือว่าเป็น ที่ส�ำคัญที่สุด ในศาสนสถาน นกเทพเจ้าจะมี๒ ตัวคู่กันมีตัวผู้และตัว เมีย ชาวลาหู่เรียกตัวผู้ว่า นานะบุจุแงะ และตัวเมียเรียกว่า นะสิจุแงะเขาจะเชื่อ กันว่าเป็น นกของพระเจ้าที่จะน�ำพา ขวัญของผู้ที่เสียขวัญกลับคืนมาเข้าสู่ ร่างกาย นกไม้๒ ตัวนี ้จะอยู่คู่กับบ่อน� ้ำ ทิพย์เรียกว่า ลิเด่ซึ่งผู้น�ำศาสนา จะคอย เติมน� ้ำทุกๆ วันศีลโดยแต่ละเดือนจะมี วันศีลอยู่ ๒ วันคือ วันแรม และขึ้น ๑๕ ค�่ำของทุกเดือนจะถือวันศีล ดังนั้นชาว ลาหู่ก็หยุดท�ำงานเพื่อถือศีล และได้มี การจัดเตรียมเครื่องบูชา ที่จะน�ำไป ท�ำบุญที่หอเเหย่เพื่อท�ำพิธีกรรมทาง ศาสนาจากนั้นก็มีการเต้น “ปอยแตแว” หรือ“จะคึ” กันอย่างสนุกสนาน ถือกันว่า ถ้าเต้นมากก็จะได้บุญมาก ๑๔๘


ประเพณีวันศีล จะต้องงดการกินเนื้อสัตว์ การฆ่าสัตว์ การดื่มเหล้าใน วันศีล ชาวลาหู่มีความเชื่อว่า เป็นวันพักผ่อน “ “ ผ้ท�ูำพิธีกรรมทางศาสนา ผู้ไหว้และ บูชาขอพรสวดมนต์นั้นจะต้องเป็น “โต โบ”ซึ่งเป็นผู้ที่ท�ำหน้าที่สอนศาสนา และ เป็นสื่อกลางระหว่างชาวบ้านกับเทพเจ้า กือซา นอกจากนี ้โตโบยังต้องปฏิบัติ หน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาหอแหย่อีกด้วย เพราะเป็นคนที่มีความเมตตากรุณา และ เป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับนับถือ การ เป็นโตโบจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการสื่อสาร จากเทพเจ้า หรือกือซาเข้าทรง ผู้เฒ่าใน ชุมชนเล่าว่าผู้ที่จะมาเป็น โตโบ ได้นั้นจะ ต้องมีบุคลิกดังนี ้เป็นคนที่มีความเมตา และชอบช่วยเหลือผู้อื่น โดยจะให้ความ รักกับทุกคนในหมู่บ้าน และไม่เลือกที่จะ ล�ำเอียงข้างใดข้างหนึ่งเป็นคนที่มีความ ซื่อสัตย์สุจริต ต่อตนเองและผู้อื่น ไม่คิด เบียดเบียนผู้อื่นในทั้งทางตรง และทาง อ้อม เป็นคนที่มีจิตใจ กายที่บริสุทธิ์ไม่ ชอบการฆ่าสัตว์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และน� ้ำมึนเมาทุกชนิด การจะเป็นโตโบ ได้นั้นอยู่ที่เทพเจ้า หรือกือซาจะทรงร่าง เท่านั้นถึงเป็นโตโบได้ หรือเป็นผู้น�ำ ศา สนาชาว ล าหู่ใน ขณ ะที่บุคค ล ภายนอก มองไม่เห็นประโยชน์ของความ เชื่อของชาวลาหู่ แต่กลับมองเป็นความ เชื่อที่งมงาย ไร้ สาระ ลาหู่ซึ่งมีวิถีชีวิต แตกต่างจากชาวเขาเผ่าอื่นๆ ซึ่งยังคง เหนียวแน่น ในวิถีชีวิตที่บรรพบุรุษสร้าง สมกันมา และถ่ายถอด ไว้ป็นมรดกของ เผ่าพันธุ์อาจกล่าวได้ว่าชาวเขาทั้งหมด ลาหู่เป็ น ชาวเขาที่สม�่ ำเสมอ ใน ขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนาของ ตนเองมากที่สุด คนลาหู่จะเชื่อฟังค�ำสั่ง สอน ของผู้น�ำศาสนา มีการไปชุมนุมกัน ที่หอแหย่ทุกวันขึ้นและแรม ๑๕ ค�่ำเพื่อ การท�ำพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจาก เป็นวันศีล มีการรดน� ้ำเพื่อล้างบาปใน ตอนเย็น และตอนค�่ำก็จะมีการเต้นร�ำกัน อย่างสนุกสนาน “จาบือ เป็นโตโบเป็นคนรักษาประเพณี วัฒนธรรม เวลาแบบว่าคนไม่สบายเค้า ก็เป็นคนท�ำพิธีให้แบบเนี ้ยค่ะเวลาเสริม ดวงแล้วใครคิดว่าไม่สะบายใจก็จะมีการ สะเดาะเคราะห์ให้ถ้ายังไม่ดีก็ท�ำบุญอีก ทีหนึ่ง จะมีไม้ไผ่ แล้วก็มีเทียน เขาจะ เสริมให้นกเนี่ยมีความส�ำคัญหมายถึง ๑๔๙


Click to View FlipBook Version