แผนการจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชา เคมี1 (ว31221)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
นายพัฒนศักดิ์ มูลราช
รหัสนักศึกษา 62040112123
สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี
คณะครุศาสตร์ การฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา1 ED16401
แผนการจดั การเรยี นรู้
วิชา เคมี1 (ว31221)
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที 4ี่ โรงเรียนหนองหานวิทยา
นายพฒั นศักด์ิ มลู ราช
รหสั ประจาตวั นักศกึ ษา 62040112123
สาขาวิชา วทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไปและเคมี
การฝึกปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษา 1
รหสั วชิ า ED16401 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1)
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
แผนการจดั การเรยี นรู้
วิชา เคมี1 (ว31221)
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที 4ี่ โรงเรียนหนองหานวิทยา
นายพฒั นศักด์ิ มลู ราช
รหสั ประจาตวั นักศกึ ษา 62040112123
สาขาวิชา วทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไปและเคมี
การฝึกปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษา 1
รหสั วชิ า ED16401 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1)
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
ก
คำนำ
แผนการจัดการเรยี นรู้ วิชาเคมเี พมิ่ เติม 4 เล่มท่ี 1 ข้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปี
การศึกษา 2565 จัดทาขน้ึ เพื่อกาหนดหรือวางแผนเร่อื งท่ีจะสอนอยา่ งเป็นระบบให้สอดคล้องกับหลกั สูตร
แกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) กลมุ่ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และ ออกแบบกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยเน้นผู้เรียนเปน็ สาคญั ให้ผู้เรียนไดเ้ ปน็ ผู้คดิ และปฏิบัติ
ดว้ ยตนเอง ตามสภาพแวดล้อมและบริบทของโรงเรียน คดิ ออกแบบ ขดั หา จัดซอ้ื สอื่ อุปกรณท์ เี่ หมาะกบั
สาระการเรยี บรู้ วัดและประเมินผลด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการเรียนรู้และ
ตามวัยของผู้เรยี น ซ่งึ ประกอบด้วยบทท่ี 1 เร่ือง ความปลอดภยั และทกั ษะในการปฏบิ ตั ิการเคมี, บทท่ี 2
อะตอมและสมบัติของตารางธาตุ และ บทท่ี 3 เร่ือง พนั ธะเคมี
แผนการจัดการเรียนรู้ให้ประโยชน์หลายประการ นอกจากจะช่วยทาให้ผู้สอนเกิดความม่ันใจใน
การสอนและ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ยังมีส่วนช่วยในการวางแผนการจัดการ
เรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งการสอนที่มีประสิทธิภาพ จะสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของผู้เรียนเมื่อ
พบข้อบกพร่องและปัญหาในการจัดการเรียนการสอนจากการเขียนบันทึกหลังการสอน ผู้สอนได้นา
ประเด็นปัญหาท่ีพบเจอมาปรับปรุงแก้ไข ให้ถูกต้องเหมาะสมกับผู้เรียนและสภาพห้องเรียนที่ จัดการ
เรยี นรู้ ซ่งึ ชว่ ยให้การจัดการเรียนรมู้ ีประสทิ ธิภาพมากข้ึน อันจะส่งผลไปถึงศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ให้มคี ณุ ภาพตามเป้าหมายทางการเรยี นรู้
แผนการจัดการเรยี นร้ฉู บบั นี้ ประกอบไปด้วยบันทึกข้อความขออนุญาตใช้แผนการจัดการเรียนรู้
ผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้เพิ่มเดิม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คาอธิบายรายวิชา กาหนดการสอนวิ
ซาเคมีเพิ่มเติม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 รวมท้ังแผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 26 แผน สื่อ
ใบงาน วิธีการและเกณฑ์ การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน
ผ้สู อนขอขอบคุณผมู้ สี ่วนเก่ยี วข้องทุกท่านทีให้คาแนะนา และเป็นที่ปรึกษาในการจัดทาแผนการ
จัดการ เรียนรู้ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อการจัดการเรียนการสอน อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัว
ผู้เรียนไว้ ณ โอกาสน้ี
พัฒนศกั ดิ์ มูลราช
ผ้จู ดั ทา
สารบัญ ข
เรอื่ ง หน้า
คานา ก
สารบญั ข
หนว่ ยการเรยี นรู้ท3่ี พันธะเคมี 1-207
1
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 15 เรอ่ื ง การเกิดพันธะและการเรียกชอ่ื พนั ธะโคเวเลนต์
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 16 เรือ่ ง ความยาวพนั ธะและพลังงานพันธะของสารโคเวเลนต์ 20
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 17 เรื่อง รูปรา่ งของมุมระหว่างพนั ธะของโมเลกุลโคเวเลนต์ 39
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี18 เร่ือง แรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ 59
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 19 เรื่อง การเกิดและโครงสร้างของสารประกอบไอออนิก 75
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 20 เรื่อง การเขียนสตู รและเรียกชือ่ สารประกอบไอออนิก 96
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 21 เรื่อง พลงั งานกบั การเกิดไอออนกิ 116
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 22 เรอ่ื ง สมบัตแิ ละปฏิกิรยิ าของสารประกอบไอออนกิ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 เรอ่ื ง การเขียนไอออนกิ สทุ ธิ 134
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 24 เรื่อง พันธะโลหะ
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 25 เรอ่ื ง การใช้ประโยชนข์ องสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ 150
178
และ โลหะ 195
1
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 15
กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชาเพิ่มเติม เคมี1 ว31221 ภาคเรยี นที่ 1/2565 ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4
หน่วยการเรยี นรู้ที่ พันธะเคมี เวลา 24 ชว่ั โมง
เรอื่ ง การเกิดพนั ธะและการเรยี กชอ่ื พันธะโคเวเลนต์ เวลา 4 ชวั่ โมง
ครูผ้สู อน นายพฒั นศกั ด์ิ มลู ราช โรงเรยี นหนองหานวิทยา
สอนวนั ท่ี ..............เดอื น...............................................พ.ศ. .......................
1. สาระการเรยี นร้แู ละผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ (สาระเพมิ่ เตมิ เคมี)
ขอ้ 1 เขา้ ใจโครงสร้างอะตอม การจดั เรยี งธาตใุ นตารางธาตุ สมบตั ขิ องธาตุ พันธะเคมีและสมบตั ิ
ของสาร แกส๊ และสมบตั ิของแก๊ส ประเภทและสมบตั ิของสารประกอบอนิ ทรยี แ์ ละพอลิเมอร์ รวมทั้งการ
นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
- อธิบายการเกดิ พันธะโคเวเลนตแ์ บบพันธะเดี่ยว พนั ธะคู่ และพนั ธะสาม ด้วยโครงสรา้ งลิวอิส
- เขียนสูตรและเรยี กชือ่ สารโคเวเลนต์
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
พนั ธะโคเวเลนตเ์ ปน็ พนั ธะเคมชี นิดหนง่ึ ทีเ่ กดิ จากอะตอมของอโลหะมีการนาอเิ ลก็ ตรอนมาใช้
รว่ มกัน แลว้ เกดิ แรงดึงดูดระหวา่ งอเิ ล็กตรอนกบั โปรตอนที่อยใู่ นนิวเคลียสของทงั้ สองอะตอม ซ่ึง
สารประกอบโคเวเลนตอ์ าจเกิดจากอะตอมของอโลหะชนิดเดียวกัน หรอื ตา่ งชนดิ กันกไ็ ด้
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. อธิบายการเกดิ พันธะเดย่ี ว พนั ธะคู่ พันธะสาม และพนั ธะโคออรด์ ิเนตโคเวเลนตไ์ ด้
3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P)
1. เขียนสตู รโมเลกลุ และเรยี กชอื่ สารโคเวเลนตไ์ ด้
2
3.3 ด้านคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1. ทางานร่วมกับผู้อ่ืน มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟังความ
คิดเหน็ ของผู้อืน่ และรับผิดชอบตอ่ หนา้ ทที่ ไี่ ด้รับมอบหมาย
4.สาระการเรยี นรู้
พนั ธะโคเวเลนต์
ชนดิ ของพนั ธะโคเวเลนต์
พนั ธะเดยี่ ว พนั ธะคู่ พนั ธะสาม
เกิดจากอะตอมของอโลหะท่ีมา เกิดจากอะตอมของอโลหะที่มา เกิดจากอะตอมของอโลหะที่มา
ส ร้ า ง พั น ธ ะ กั น มี ก า ร ใ ช้ สร้างพันธะกัน มีการใช้อิเล็กตรอน ส ร้ า ง พั น ธ ะ กั น มี ก า ร ใ ช้
อิเลก็ ตรอนรว่ มกนั 1 คู่ รว่ มกนั 2 คู่ อเิ ล็กตรอนร่วมกนั 3 คู่
5. กิจกรรมการจัดการเรียนรู้
วธิ ีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
5.1 ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
1. นกั เรยี นทบทวนพันธะไอออนิก โดยนักเรียนตอบคาถาม
- พันธะไอออนิกเกิดจากแรงยดึ เหน่ยี วระหวา่ งธาตทุ ี่มีสมบตั อิ ยา่ งไร
- การท่ธี าตมุ ีการใชอ้ ิเล็กตรอนร่วมกันเป็นพันธะไอออนิกหรือไม่
2. นกั เรียนจัดกลมุ่ ธาตุที่ครูกาหนดให้ โดยแบง่ เปน็ กลมุ่ สารประกอบไอออนิกและกลมุ่ ท่ี
ไมใ่ ช่สารประกอบไอออนิก เช่น LiCl, KI, CaSO4, MgCl2, Cl2, O2, CO2, C2H2, NH3 แลว้ ถามนักเรียนต่อ
ว่า กล่มุ ท่ไี ม่ใชส่ ารประกอบไออนิกนกั เรยี นคิดวา่ นา่ จะเป็นสารประกอบอะไร แลว้ เกิดการสร้างพันธะชนดิ
ใด
3. ครูชี้แจงจดุ ประสงค์ในการเรียนวนั น้ี (พันธะโคเวเลนต์)
3
5.2 ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
1. ครูเปิดวดี ิทัศนเ์ ร่ือง พันธะโคเวเลนต์ จาก YouTube ให้นักเรียนดู พร้อมตัง้ คาถาม
ให้นกั เรยี นร่วมกันอภปิ ราย ดังน้ี
1.1 การเกดิ พันธะโคเวเลนต์
จากนั้น ครูอธบิ ายเพมิ่ เติมอธิบายการเกดิ พันธะโคเวเลนต์ โดยใชก้ ราฟความสัมพันธร์ ะหว่าง
พลังงานศักยก์ ับระยะห่างระหว่างนิวเคลียสของอะตอม ดังภาพ
1.2 การเกิดพนั ธะเดยี่ ว พันธะคู่ พนั ธะสามโดยใช้โครงสร้างแบบลวิ อีส
2. ครูให้นกั เรียนแบ่งกลุม่ ออกเป็น 6 กลุ่ม แล้วให้ศึกษาแบบจาลองการเกิดพนั ธะ
โคเวเลนต์ทจ่ี ดั ทาข้ึน โดยครเู ป็นคนกาหนดธาตุหรือโมเลกุลทีส่ ร้างพันธะโคเวเลนตก์ นั เช่น F2, N2, O2,
S2, Cl2 เป็นตน้
3. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั ศกึ ษาหลักการเขยี นสูตรโมเลกุลและการเรยี กช่ือ
4
สารโคเวเลนตโ์ ดยสูตรโมเลกุลของสารโคเวเลนต์แสดงสัญลักษณ์ของธาตเุ รียงลาดับตามค่าอเิ ล็ก
โทรเนกาติวิตีจากน้อยไปมาก
- การเรยี กชอ่ื สารโคเวเลนต์ให้เรยี กธาตตุ ามลาดับจากซ้ายไปขวา ถ้ามีสารโคเวเลนต์
ทเี่ กิดจากธาตอุ งค์ประกอบเดียวกนั มากกว่า 1 ชนิด ต้องระบุจานวนอะตอมธาตุองค์ประกอบดว้ ยคาระบุ
จานวนในภาษากรีก
5.3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
1. ครูนานักเรียนอภิปรายและสรุปเก่ียวกับการเกิดพันะโคเวเลนต์ และ โดยตั้งคาถาม
ดงั น้ี ครยู กตวั อย่างสารประกอบโคเวเลนต์มา 1 ชนดิ ยกตัวอยา่ งเช่น BeF2 แลว้ สมุ่ นกั เรยี นตอบคาถาม
ตอ่ ไปน้ี
1) สารประกอบชนดิ นีเ้ ปน็ สารประกอบโคเวเลนตห์ รอื ไม่ เพราเหตใุ ด
(แนวตอบ : BeF2 เป็นสารประกอบโคเวเลนต์ เนื่องจากเป็นสารประกอบท่ีเกิดจาก Be
และ F นาอเิ ล็กตรอนมาใช้ร่วมกัน)
2) จงเขียนสตู รโครงสรา้ งของสารประกอบนี้
(แนวตอบ : ))
3) โครงสร้างของสารประกอบนเ้ี ปน็ ไปตามกฎออกเตตหรอื ไม่
(แนวตอบ : ไม่เป็นไปตามกฎออกเตต เพราะ Be มเี วเลนซ์อิเลก็ ตรอนเทา่ กับ 4 ซึง่ ไม่ครบ
8)
และครูอธิบายเพม่ิ เติมเกย่ี วการเกดิ พนั ธะโคออร์ดิเนตโคเวเลนต์ (Coordinate covalent bond) และเร
โซแนนซ์ โดยใช้ส่ือ ICT ประเภท PowerPoint เร่ือง พันธะโคเวเลนต์
2. ครอู ธบิ ายเพ่ิมเตมิ การเขียนสตู รและการอา่ นชือ่ สารประกอบโคเวเลนต์ โดยใชส้ ่ือ
ICT ประเภท PowerPoint เร่อื ง พันธะโคเวเลนต์ โดยการใหค้ วามร้เู ก่ียวกับ หลักการเขียนสตู รของ
สารประกอบโคเวเลนต์ และการอ่านชอื่ สารประกอบโคเวเลนต์
โดยสรุปหลักการในการเขยี นสูตรโมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนต์ ดังนี้
• เขยี นสัญลกั ษณข์ องธาตุทมี่ ีคา่ อเิ ลก็ โทรเนกาติวติ ี (EN) ตา่ กอ่ น (H เขียนไว้หลังธาตุหมู่ 3A
4A และ 5A)
• เขียนอิเล็กตรอนทต่ี ้องใชใ้ นการสรา้ งพันธะบนสัญลักษณ์ของธาตุนั้น ๆ
• นาตัวเลขด้านบนของธาตุมาไขวไ้ ว้ด้านลา่ งของธาตทุ ีเ่ กิดพนั ธะ
5
ตัวอยา่ งเชน่
หลักการในการเรยี กชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต์ ดังน้ี
• ให้อ่านจานวนอะตอมของธาตตุ วั แรกเป็นภาษากรีก (ถา้ อะตอมเท่ากับ 1 ไม่ตอ้ งอ่าน)
• อา่ นชอื่ ธาตตุ วั แรก
• อ่านจานวนอะตอมของธาตุที่ 2 เป็นภาษากรีก
• อา่ นช่อื ธาตทุ ี่ 2 แลว้ เปล่ยี นท้ายเสยี งเปน็ ไ-ด์ (-ide)
5.4 ขน้ั ขยายความเข้าใจ (Elaboration)
1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่ม เขียนแสดงการเกิดพันธะโคเวเลนต์ สูตร
โครงสร้างแบบจุด สูตรโครงสรา้ งแบบเส้นของสารประกอบโคเวเลนต์และเรียกช่ือสารประกอบโคเวเลนต์
ที่กาหนดให้ ดงั น้ี
กลมุ่ ที่ 1 BeCl2 PCl5 PH3
กลมุ่ ท่ี 2 BeH2 AsF5 SF4
กลุ่มท่ี 3 HgCl2 CH4 NH3
กลุ่มท่ี 4 BF3 CCl4 H2O
กลุ่มที่ 5 BCl3 SF6 SiH4
จากนั้นให้ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาอธิบายเก่ียวกับสารประกอบโคเวเลนต์ท่ีกลุ่มได้รับ
มอบหมายให้
2. ครใู ห้นักเรยี นทาแบบฝึกหดั เร่อื ง การเขยี นสตู รและการเรียกชอ่ื สารประกอบโคเว
เลนต์
5.5 ขั้นประเมนิ ผล (Evaluation)
1. ครปู ระเมนิ ผลโดยการสงั เกตการตอบคาถาม และการรว่ มกันทาผลงาน
2. ครตู รวจสอบผลจากการทาแบบฝึกหดั
3. ครวู ัดและประเมนิ ผลจากชน้ิ งานทน่ี ักเรียนได้สร้างขึ้นจากขั้นขยายความเข้าใจ
6
6. สือ่ และแหลง่ เรยี นรู้
6.1 หนงั สอื เรียน รายวิชาเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 เคมี เลม่ 1 ตามผล
การเรยี นรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ( ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
6.2 Power point พันธะโคเวเลนต์
6.3 แบบฝกึ หดั เรือ่ ง การเขยี นสูตรและการเรียกช่อื สารประกอบโคเวเลนต์
6.4 วีดทิ ศั น์เรือ่ ง พันธะโคเวเลนต์
6.5 การ์ดปรศิ นา
7
8
9
แบบฝึกหดั
เร่อื ง การเขียนสูตรและการเรยี กชือ่ สารประกอบโคเวเลนต์
1. ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามต่อไปนี้ อะตอม สตู รโครงสร้าง สูตรโครงสรา้ ง
ชื่อสาร สูตรโมเลกุล องคป์ ระกอบ แบบจดุ แบบเส้น
คลอรีน
คาร์บอนไดออกไซด์
นา้
ไฮโดรเจนไซยาไนด์
เอทานอล
มีเทน
กรดคารบ์ อนกิ
โบรอนไตรคลอไรด์
กรดแอซตี กิ
10
2. จงเขยี นสูตรโมเลกลุ ของสารประกอบโคเวเลนตท์ ่ีเกิดจากการรวมกนั ของธาตตุ ่อไปน้ี
1) C กับ F = ………………………………..………………………………..
2) C กับ Cl = ………………………………..………………………………..
3) N กบั F = ………………………………..………………………………..
4) C กับ S = ………………………………..………………………………..
5) N กบั O = ………………………………..………………………………..
6) S กบั Cl = ………………………………..………………………………..
7) C กับ O = ………………………………..………………………………..
8) F กับ F = ………………………………..………………………………..
3. จงอ่านชือ่ สารประกอบโคเวเลนต์ต่อไปนี้
1) CO = ………………………………..………………………………..
2) N2O4 = ………………………………..………………………………..
3) P4O10 = ………………………………..………………………………..
4) Cl2O7 = ………………………………..………………………………..
5) NO = ………………………………..………………………………..
6) N2O = ………………………………..………………………………..
7) N2O5 = ………………………………..………………………………..
8) CCl4 = ………………………………..………………………………..
9) OF2 = ………………………………..………………………………..
10) PCl3 = ………………………………..………………………………..
11
แบบฝกึ หดั เฉลย
เรือ่ ง การเขียนสูตรและการเรียกชือ่ สารประกอบโคเวเลนต์
1. ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปนี้
ชื่อสาร สูตรโมเลกุล อะตอม สตู รโครงสร้าง สตู รโครงสรา้ ง
องคป์ ระกอบ แบบจุด แบบเส้น
คลอรนี Cl2 Cl 2 อะตอม
คาร์บอนไดออกไซด์ CO2
C 1 อะตอม
นา้ H2O O 2 อะตอม
H 2 อะตอม
ไฮโดรเจนไซยาไนด์ HCN O 1 อะตอม
H 1 อะตอม
เอทานอล C2H5OH C 1 อะตอม
N 1 อะตอม
มเี ทน CH4 C 2 อะตอม
H 6 อะตอม
กรดคาร์บอนกิ H2CO3 O 1 อะตอม
โบรอนไตรคลอไรด์ BCl3 C 1 อะตอม
H 4 อะตอม
C 1 อะตอม
H 2 อะตอม
O 3 อะตอม
B 1อะตอม
Cl 3 อะตอม
12
ชอ่ื สาร สตู รโมเลกลุ อะตอม สตู รโครงสร้าง สูตรโครงสรา้ ง
กรดแอซีตกิ CH3COOH องคป์ ระกอบ แบบจุด แบบเส้น
C 2 อะตอม
H 4 อะตอม
O 2 อะตอม
2. จงเขยี นสูตรโมเลกลุ ของสารประกอบโคเวเลนต์ทเี่ กดิ จากการรวมกันของธาตตุ ่อไปน้ี
1) C กบั F = CF4
2) C กบั Cl = CCl4
3) N กบั F = NF3
4) C กับ S = CS2
5) N กับ O = N2O3
6) S กบั Cl = SCl2
7) C กับ O = CO2
8) F กบั F = F2
3. จงอ่านชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต์ตอ่ ไปน้ี
1) CO = คาร์บอนมอนออกไซด์
2) N2O4 = ไดไนโตรเจนเตตระออกไซด์
3) P4O10 = เตตระฟอสฟอรัสเดคะออกไซด์
4) Cl2O7 = ไดคลอรนี เฮปตะออกไซด์
5) NO = ไนโตรเจนมอนออกไซด์
6) N2O = ไดไนโตรเจนมอนออกไซด์
7) N2O5 = ไดไนโตรเจนเพนตะออกไซด์
8) CCl4 = คารบ์ อนเตตระคลอไรด์
9) OF2 = ออกซเิ จนไดฟลูออไรด์
10) PCl3 = ฟอสฟอรัสไตรคลอไรด์
13
14
15
16
17
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมนิ คุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์
รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน
1. ใฝ่เรยี นรู้
32 1
2. ม่งุ ม่ันในการ
ทางาน ต้ังใจเรยี น สนใจเรียน ต้ังใจเรียน สนใจเรยี น ตัง้ ใจเรียน สนใจเรียน
3. ทางานรว่ มกบั กลา้ ซกั ถาม ปรากฏ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ผอู้ ่นื ได้
ชัดเจน
ตั้งใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรับผดิ ชอบใน ต้ังใจและรบั ผิดชอบใน
การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ที ี่ไดร้ ับ การปฏิบตั หิ น้าท่ีที่ได้รบั การปฏบิ ัตหิ น้าที่ที่ไดร้ บั
มอบหมายให้สาเร็จ มอบหมายใหส้ าเร็จ มอบหมายให้สาเรจ็ ลุล่วง
ลุล่วงทกุ คร้ัง ลุลว่ งเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
สามารถปฏิบัตหิ น้าทที่ ี่ สามารถปฏบิ ตั หิ น้าท่ี สามารถปฏิบัติหน้าทท่ี ี่
ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกบั ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกับ
ผอู้ ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ่วง รว่ มกบั ผู้อืน่ ได้ไดส้ าเร็จ ผู้อ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ว่ ง
ทกุ คร้งั ลลุ ว่ งเป็นสว่ นใหญ่ เป็นบางครง้ั
เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 3 (ดีเย่ียม)
8 - 9 คะแนน
18
19
20
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 16
กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชาเพ่ิมเติม เคมี1 ว31221 ภาคเรยี นท่ี 1/2565 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี พันธะเคมี เวลา 24 ช่วั โมง
เรอ่ื ง ความยาวพนั ธะและพลงั งานพันธะของสารโคเวเลนต์ เวลา 3 ชั่วโมง
ครูผ้สู อน นายพฒั นศักดิ์ มลู ราช โรงเรยี นหนองหานวิทยา
สอนวนั ที่ ..............เดือน...............................................พ.ศ. .......................
1. สาระการเรียนรูแ้ ละผลการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพมิ่ เตมิ เคมี)
ข้อ 1 เขา้ ใจโครงสรา้ งอะตอม การจดั เรยี งธาตุในตารางธาตุ สมบตั ิของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติ
ของสาร แกส๊ และสมบตั ิของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลเิ มอร์ รวมทัง้ การ
นาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
วเิ คราะหแ์ ละเปรียบเทียบความยาวพันธะและพลงั งานพันธะในสารโคเวเลนต์ รวมท้ังคานวณ
พลังงานที่เกย่ี วข้องกบั ปฏิกริ ิยาของสารโคเวเลนต์จากพลงั งานพันธะได้
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
ความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์ขึ้นกับชนิดของอะตอมคู่ร่วมพันธะและชนิด
ของพันธะ โดยพันธะเด่ียว พันธะคู่และพันธะสาม มีความยาวพันธะและพลังงานพันธะแตกต่างกัน
นอกจากนี้โมเลกุลโคเวเลนต์บางชนิดมีค่าความยาวพันธะและพลังงานพันธะแตกต่างจากของพันธะ
เด่ียว พันธะคู่ และพันธะสามซึ่งสารเหล่านี้สามารถเขียนโครงสร้างลิวอิสที่เหมาะสมได้มากกว่า ๑
โครงสร้าง ที่เรยี กวา่ โครงสร้างเรโซแนนซ์
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1. วเิ คราะห์และเปรยี บเทียบความยาวพนั ธะและพลงั งานพนั ธะในสารโคเวเลนต์ได้
3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคดิ (P)
1. คานวณพลังงานท่ีเก่ยี วข้องกบั ปฏิกิรยิ าของสารโคเวเลนตจ์ ากพลังงานพนั ธะได้
21
3.3 ดา้ นคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
1. ทางานร่วมกบั ผอู้ นื่ มสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเหน็ ภายในกล่มุ ยอมรับฟังความ
คดิ เหน็ ของผู้อน่ื และรบั ผิดชอบต่อหน้าท่ที ี่ไดร้ ับมอบหมาย
4.สาระการเรียนรู้
ความยาวพนั ธะและพลังงานพนั ธะของสารโคเวเลนต์
1. พลังงานพันธะ
- เป็นพลงั งานปริมาณน้อยที่สุดท่ีใช้ในการสลายพันธะโคเวเลนต์ หรือเป็นพลังงานปริมาณน้อย
ท่สี ดุ ที่คายออกมาเมอ่ื มีการสร้างพันธะโคเวเลนต์
- บอกใหท้ ราบถึงความแข็งแรงของพันธะ โดยพลังงานพันธะของ พนั ธะสาม > พันธะคู่ > พันธะ
เด่ียว
2. ความยาวพันธะ
- ระยะทางระหว่างนวิ เคลียสของอะตอมค่หู นึ่งทีส่ ร้างพนั ธะโคเวเลนตต์ อ่ กัน
- ความยาวพนั ธะของ พันธะเดี่ยว > พนั ธะคู่ > พันธะสาม
5. กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้
วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
5.1 ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูให้นักเรียนดูวีดิทัศน์และกราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงพลังงานในการเกิดโมเลกุลแก๊ส
ไฮโดรเจน แลว้ อภปิ รายร่วมกันเพ่ือให้ไดข้ ้อสรุปวา่ ความยาวพันธะเปน็ ระยะห่างระหว่างนวิ เคลียสที่ทาให้
พลังงานศกั ย์รวมตา่ ทส่ี ุด
รูปกราฟแสดงการเปลีย่ นแปลงพลังงานในการเกิดโมเลกุลแก๊สไฮโดรเจน
22
2. ครูให้นักเรียนพิจารณาความยาวพันธะ O−H ในโมเลกุลของสารต่างชนิดกัน เช่น H2O
CH3OH, HNO2 ซ่ึงพบว่าพันธะชนิดเดียวกันในโมเลกุลต่างชนิดกันอาจมีความยาวพันธะ
ไมเ่ ท่ากนั ในการประมาณความยาวพนั ธะระหวา่ งอะตอมคู่หน่งึ ๆ โดยท่ัวไปนยิ มใชค้ วามยาวพนั ธะเฉล่ีย
3. ครูถามคาถามกระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี น ดงั นี้
1) นักเรียนคิดว่าพลังงานท่ีใช้ในการสลายพันธะหว่าง C – C ในอีเทน (C2H6) และ
พลงั งานทใี่ ช้ในการสลายพันธะระหว่าง C = C ในอีทีน (C2H4) จะมีค่าเทา่ กันหรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : พิจารณาคาตอบของนักเรียน โดยอยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน โดยมีแนว
ตอบ คือ ไม่เท่ากัน เนื่องจากพลังงานท่ีใช้ในการสลายพันธะต่างชนิดกันจะมีค่าไม่เท่ากัน โดยพันธะคู่จะ
ใชพ้ ลงั งานในการสลายพนั ธะสงู กว่าพันธะเด่ียว)
2) นักเรียนคิดว่าพลังงานท่ีใช้ในการสลายพันธะหว่าง C – H ในโมเลกุล CH4 และ
พลังงานที่ใชใ้ นการสลายพันธะระหว่าง C – H ในโมเลกลุ CH4 จะมคี ่าเท่ากันหรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : พิจารณาคาตอบของนักเรียน โดยอยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน โดยมีแนว
ตอบ คือ ไม่เท่ากัน เนื่องจากพลังงานในการสลายพันธะระหว่าง C – H จะมีค่าแตกต่างกันไปในโมเลกุล
ของสารทต่ี า่ งกัน)
5.2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
1. ครูใหน้ ักเรียนศกึ ษาเรอื่ ง พลังงานพนั ธะ จากหนังสือเรยี นและแหลง่ เรียนร้อู ืน่ ๆ
2. ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพื่อนที่น่ังข้างกัน แล้วร่วมกันศึกษาและฝึกทาตัวอย่าง
การคานวณพลังงานที่เกีย่ วข้องกับพลังงานพนั ธะ
5.3 ขัน้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
1. ครูตั้งโจทย์การคานวณพลังงานท่ีเก่ียวข้องกับพลังงานพันธะให้นักเรียนทาลงในสมุด
บนั ทึกของนกั เรยี น เช่น
1) จงคานวณหาพลังงานทีค่ ายออกมาจากการสรา้ งไฮดราซีน (N2H4) 1 โมล (กาหนดให้
พลังงานพันธะของ N – N เทา่ กบั 163 kJ/mol และพลงั งานพนั ธะของ N – H เทา่ กบั 391 kJ/mol)
(แนวตอบ: ข้นั ที่ 1 วาดโครงสร้างแบบเส้นของไฮดราซีน
23
ขัน้ ท่ี 2 สังเกตพนั ธะทม่ี ีในโครงสรา้ งของไฮดราซนี
ในโครงสรา้ ง ประกอบด้วย N – N 1 พันธะ คิดเป็นพลังงาน 163 kJ/mol
N – H 4 พนั ธะ คดิ เป็นพลังงาน 4 × 391 kJ/mol
ขนั้ ที่ 3 รวมพลงั งานพนั ธะท้งั หมด คิดเป็นพลงั งานรวม 1,727 kJ/mol
ดังน้ัน ในการสร้างไฮดราซนี 1 โมล จะมีการคายพลงั งาน 1,727 กิโลจลู )
2) จงคานวณหาพลังงานในการสังเคราะห์ HCl 1 โมล จาก H2 และ Cl2 (กาหนดให้
พลังงานพันธะของ H – H เท่ากับ 436 kJ/mol พลังงานพันธะของ Cl – Cl เท่ากับ 243 kJ/mol และ
พลงั งานพนั ธะของ H – Cl เทา่ กบั 431 kJ/mol)
(แนวตอบ: ขน้ั ที่ 1 เขียนสมการเคมขี องปฏกิ ริ ยิ า
H2 + Cl2 2HCl
ขนั้ ที่ 2 สงั เกตพนั ธะทีม่ ีในโครงสรา้ งของสารในปฏิกิรยิ าเคมี
สารตง้ั ต้น ประกอบด้วย H – H 1 พันธะ คดิ เป็นพลงั งาน 436 kJ/mol
Cl – Cl 1 พันธะ คดิ เปน็ พลงั งาน 243 kJ/mol
รวมคดิ เป็นพลังงาน 679 kJ/mol
ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย H – Cl 2 พนั ธะ คดิ เป็นพลังงาน 2 × 431 kJ/mol
รวมคดิ เปน็ พลังงาน 862 kJ/mol
ขน้ั ท่ี 3 เปรียบเทยี บและหาผลตา่ งของพลงั งาน
∆ H = 679 - 862 kJ = -183 kJ
จากสมการ จะเห็นว่าการสังเคราะห์ HCl 2 โมล จาก H2 และ Cl2 มีการคายพลังงาน
183 กโิ ลจูล แต่ในโจทยถ์ ามเพยี งแค่ 1 โมลของ HCl แสดงว่า จะมีการคายพลงั งานเพยี ง 91.5 กิโลจลู )
2. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียน 2 คน ออกมาแสดงวิธีทาโจทย์ แล้วให้เพื่อนนักเรียนคนอ่ืน
ตรวจสอบวา่ คาตอบถกู ต้องหรอื ไม่ หากยงั ไม่ถูกต้อง ให้ช่วยกันเฉลยจนได้คาตอบที่ถูกต้อง โดยครูคอยให้
คาแนะนาจนนกั เรียนทกุ คนมคี วามเข้าใจท่ีถกู ต้องตรงกนั
5.4 ขนั้ ขยายความเข้าใจ (Elaboration)
1. ครูให้นักเรียนเขียนโครงสร้างลิวอิสของโมเลกุลโอโซน (O3) ซ่ึงพบว่าสามารถเขียน
โครงสร้างลิวอิสได้ 2 โครงสร้าง จากนั้นครูตั้งคาถามว่า พันธะระหว่างออกซิเจนท้ัง 2 พันธะ
ในโครงสร้างลิวอิสแต่ละโครงสร้าง มีความยาวพันธะเท่ากันหรือไม่ (แนวตอบ: ไม่เท่ากัน) จากน้ันครู
24
อธิบายผลการศึกษาโดยใช้รูปประกอบการอธิบายว่า พันธะท้ังสองมีความยาวพันธะเท่ากัน
นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอว่าโครงสร้างทั้งสองไม่ใช่โครงสร้างโมเลกุลท่ีแท้จริงของ O3 แต่เรียกเป็น
โครงสร้างเรโซแนนซ์ และใช้ลูกศรสองหัวแสดงการเกิดเรโซแนนซ์ระหว่าง 2 โครงสร้าง โดยโครงสร้างที่
สอดคลอ้ งกับคา่ ความยาวพนั ธะทเ่ี ทา่ กนั สามารถเขียนแทนด้วยโครงสร้างเรโซแนนซผ์ สม
รปู โครงสร้างเรโซแนนซข์ องโอโซน
2. ครูตั้งคาถามนาว่า โมเลกุลที่มีพันธะชนิดเดียวกันมากกว่า 1 พันธะ นักเรียนคิดว่า
พลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะแตล่ ะพันธะเท่ากนั หรือไม่ อยา่ งไร จากนนั้ อธบิ ายพลงั งานท่ีใช้ในการสลาย
พนั ธะ O−H ของน้า ทัง้ 2 พันธะ ซ่ึงมีค่าไม่เท่ากัน และพลังงานท่ีใช้ในการสลายพันธะ O−H ในสารชนิด
อ่ืนก็มีค่าไม่เท่ากัน ดังนั้นการประมาณพลังงานพันธะระหว่างอะตอมคู่หน่ึง ๆ โดยทั่วไปนิยมใช้พลังงาน
พนั ธะเฉลีย่
3. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับการคานวณพลังงานของปฏิกิริยาของสารโคเวเลนต์จากพลังงาน
พนั ธะ ซง่ึ ได้จากผลต่างของพลงั งานพันธะรวมของสารตั้งตน้ กับผลิตภัณฑ์
4. ครตู ั้งคาถามใหน้ กั เรียนร่วมกันอภิปราย ดงั น้ี
1) กาหนดพลังงานพันธะระหว่างอะตอมของ C กับ C เป็น 347 614 และ 839
กโิ ลจูล ตามลาดับ จงระบชุ นิดของพันธะและเปรียบเทียบความพันธะ
(แนวตอบ : พลังงานพันธะ (kJ) 347 614 839
ชนิดของพนั ธะ พนั ธะเดยี่ ว พันธะคู่ พันธะสาม
ความยาวพนั ธะ ยาว ส้นั )
2) จงเปรียบเทียบพลังงานพันธะและความยาวพันธะระหว่างอะตอมของไนโตรเจนใน
N2 N2H2 และ N2H4
(แนวตอบ : พลงั งานพันธะระหว่างอะตอมของไนโตรเจนของ N2 > N2H2 > N2H4
ความยาวพันธะระหวา่ งอะตอมของไนโตรเจนของ N2 < N2H2 < N2H4)
25
5.5 ขั้นประเมินผล (Evaluation)
1. ครตู ั้งคาถามเพ่อื ทดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น ดงั นี้
- เพราะเหตใุ ดพนั ธะ F−F มีพลังงานพนั ธะนอ้ ยกวา่ พนั ธะ Cl−Cl ซ่ึงไมเ่ ป็นไปตาม
แนวโนม้ เดียวกนั กับธาตุหมู่ VIIA ชนิดอืน่
(แนวตอบ: เนือ่ งจากธาตฟุ ลูออรีนมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูงและมีขนาดอะตอม เล็ก
มาก เมื่อเกิดพันธะโคเวเลนต์ อะตอมฟลูออรีน 2 อะตอม ต้องเข้ามาอยู่ใกล้กันมากเพื่อใช้อิเล็กตรอน
ร่วมกัน โดยท่ีมีอิเล็กตรอนล้อมรอบจานวนมาก ทาให้มีความหนาแน่นของอิเล็กตรอนภายในโมเลกุลสูง
และเกิดการผลกั กนั ระหว่างอิเล็กตรอนภายในโมเลกลุ สง่ ผลให้พลังงานพันธะ F−F มีค่าต่า และไม่เป็นไป
ตามแนวโนม้ เดียวกนั กบั ธาตุหมู่ VIIA ชนิดอืน่ )
2. ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเพ่ือสรุปความรู้เกี่ยวกับความยาวพันธะและพลังงาน
พนั ธะ ดงั น้ี
- ความยาวพันธะคือระยะระหว่างนิวเคลียสของอะตอมคู่ร่วมพันธะท่ีทาให้พลังงาน
ศักย์รวมต่าที่สุด ซ่ึงข้ึนอยู่กับขนาดอะตอมคู่ร่วมพันธะและชนิดของพันธะ โดยความยาวพันธะระหว่าง
อะตอมคูห่ น่งึ ๆ ในโมเลกลุ ของสารตา่ งชนิดกันอาจไม่เท่ากันจงึ นยิ มใชเ้ ป็นความยาวพันธะเฉลี่ย
- พลังงานพันธะคือพลังงานปริมาณน้อยท่ีสุดท่ีใช้สลายพันธะระหว่างอะตอม
ค่รู ว่ มพันธะในโมเลกุลสถานะแก๊สใหเ้ ป็นอะตอมเดยี่ วในสถานะแก๊ส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความยาวพันธะ
โดยพลงั งานพันธะระหวา่ งอะตอมคู่หนงึ่ ๆ ในโมเลกุลชนิดเดียวกันและต่างชนิดกันอาจ ไม่
เท่ากัน จงึ นยิ มใช้เป็นพลงั งานพันธะเฉลยี่
- พลังงานพันธะนามาใช้ในการคานวณพลังงานของปฏิกิริยาซึ่งได้จากผลต่างของ
พลังงานพันธะรวมของสารตัง้ ตน้ กับผลติ ภณั ฑ์
3. นักเรียนทาใบงาน เร่อื ง พลังงานพันธะและความยาวพนั ธะ
6. สือ่ และแหล่งเรยี นรู้
6.1 หนงั สอื เรยี น รายวชิ าเพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 เคมี เลม่ 1 ตามผล
การเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ ( ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
6.2 Power point พันธะโคเวเลนต์
26
27
28
ใบงาน
เรอ่ื ง พลังงานพนั ธะและความยาวพนั ธะ
คาชแี้ จง : ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. ระบุสูตรโครงสร้างแบบเส้น ชนิดพันธะ ความยาวพันธะ และพลังงานพันธะของฟอสฟอรัสกับ
ฟอสฟอรัสในโมเลกุลโคเวเลนต์ต่อไปนี้
P2 P2H2 P2H4
สตู รโครงสรา้ ง
ชนิดพันธะ ……………………………. ……………………………. …………………………….
ความยาวพันธะ ……………………………. ……………………………. …………………………….
พลังงานพันธะ ……………………………. ……………………………. …………………………….
2. จงคานวณพลังงานท่ีใช้ในการสลายพันธะของสารประกอบโคเวเลนต์ต่อไปนี้จานวน 1 โมล
กาหนดให้ พลังงานพันธะของ N = O เท่ากับ 607 kJ/mol, N – Cl เท่ากับ 200 kJ/mol และ
S – Cl เท่ากับ 271 kJ/mol
1) NOCl
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2) SCl2
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
29
3. จงคานวณพลังงานที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยาต่อไปนี้ พร้อมระบุว่าเป็นปฏิกิริยาดูดหรือคายพลังงาน (ดู
ตารางคา่ พลงั งานพันธะเฉลีย่ ระหวา่ งอะตอมค่ตู า่ ง ๆ จากหนังสอื เรียนเคมี เล่ม 1 หน้า 173)
1) C2H4(g) + 3O2(g) 2CO2(g) + 2H2O(g)
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…
2) 6CO2(g) + 6H2O(g) C6H12O6(g) + 6O2(g)
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
30
ใบงาน เฉลย
เรอ่ื ง พลงั งานพันธะและความยาวพนั ธะ
คาชีแ้ จง : ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1. ระบุสูตรโครงสร้างแบบเส้น ชนิดพันธะ ความยาวพันธะ และพลังงานพันธะของฟอสฟอรัสกับ
ฟอสฟอรัสในโมเลกลุ โคเวเลนตต์ ่อไปน้ี
P2 P2H2 P2H4
สตู รโครงสรา้ ง PP PP H–P–P–H
ชนดิ พันธะ พนั ธะสาม พนั ธะคู่ พนั ธะเดย่ี ว
ความยาวพนั ธะ นอ้ ยท่สี ุด ปานกลาง มากที่สดุ
พลังงานพันธะ มากท่สี ุด ปานกลาง น้อยท่ีสดุ
2. จงคานวณพลังงานท่ีใช้ในการสลายพันธะของสารประกอบโคเวเลนต์ต่อไปนี้จานวน 1 โมล
กาหนดให้ พลังงานพันธะของ N = O เท่ากับ 607 kJ/mol, N – Cl เท่ากับ 200 kJ/mol และ
S – Cl เทา่ กบั 271 kJ/mol
1) NOCl
การสลาย NOCl ตอ้ งสลาย N = O 1 โมลพันธะ และ N – Cl 1 โมลพนั ธะ
คดิ เปน็ พลังงาน = 607 + 200 kJ/mol
= 807 kJ/mol
2) SCl2
การสลาย SCl2 ต้องสลาย S – Cl 2 โมลพันธะ
คดิ เปน็ พลังงาน = 2 × 271 kJ/mol
= 542 kJ/mol
31
3. จงคานวณพลังงานที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยาต่อไปน้ี พร้อมระบุว่าเป็นปฏิกิริยาดูดหรือคายพลังงาน (ดู
ตารางคา่ พลงั งานพันธะเฉลีย่ ระหว่างอะตอมคตู่ า่ ง ๆ จากหนงั สอื เรียนเคมี เล่ม 1 หน้า 173)
1) C2H4(g) + 3O2(g) 2CO2(g) + 2H2O(g)
พลังงานการสลายพันธะ = (C = C) + 4(C – H) + 3(O = O)
= 614 + 4(413) + 3(498) kJ/mol
= 614 + 1,652 + 1,494 kJ/mol
= 3,760 kJ/mol
พลงั งานการสร้างพนั ธะ = 4(C = O) + 4(O – H)
= 4(799) + 4(467) kJ/mol
= 3,196 + 1,868 kJ/mol
= 5,064 kJ/mol
พลังงานในการสรา้ งพันธะมีค่ามากกว่า จงึ เปน็ ปฏิกิรยิ าคายพลงั งาน เทา่ กับ 5,064 – 3,760 =
1,304 kJ/mol
2) 6CO2(g) + 6H2O(g) C6H12O6(g) + 6O2(g)
พลงั งานการสลายพนั ธะ = 12(C = O) + 12(O – H)
= 12(799) + 12(467) kJ/mol
= 9,588 + 5,604 kJ/mol
= 15,192 kJ/mol
พลงั งานการสร้างพนั ธะ = 7(C – H) + (C = O) + 5(C – O) + 5(O – H) + 5(C – C) + 6(O= O)
= 7(413) + 745 + 5(358) + 5(467) + 5(347) + 6(498) kJ/mol
= 2,891 + 745 + 1,790 + 2,335 + 1,735 + 2,988 kJ/mol
= 12,484 kJ/mol
พลงั งานในการสลายพันธะมคี ่ามากกว่า จงึ เป็นปฏิกิริยาดูดพลังงาน เทา่ กบั 15,192 – 12,484
= 2,708 kJ/mol
32
33
34
35
36
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมนิ คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์
รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน
1. ใฝ่เรยี นรู้
32 1
2. ม่งุ ม่ันในการ
ทางาน ต้ังใจเรยี น สนใจเรียน ต้ังใจเรียน สนใจเรยี น ต้งั ใจเรียน สนใจเรียน
3. ทางานรว่ มกบั กลา้ ซกั ถาม ปรากฏ กลา้ ซักถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ผอู้ ่นื ได้
ชัดเจน
ตั้งใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรับผดิ ชอบใน ต้ังใจและรบั ผิดชอบใน
การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ที ี่ไดร้ ับ การปฏิบตั หิ น้าที่ท่ีได้รับ การปฏบิ ัตหิ น้าที่ที่ไดร้ บั
มอบหมายให้สาเร็จ มอบหมายใหส้ าเรจ็ มอบหมายให้สาเรจ็ ลุล่วง
ลุล่วงทกุ คร้ัง ลุลว่ งเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง
สามารถปฏิบัตหิ น้าทที่ ี่ สามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี สามารถปฏิบัติหน้าทท่ี ี่
ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกบั ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกับ
ผอู้ ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ่วง รว่ มกับผู้อืน่ ได้ได้สาเรจ็ ผู้อ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ว่ ง
ทกุ คร้งั ลลุ ว่ งเปน็ สว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั
เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ด)ี
5 - 7 คะแนน หมายถึง 3 (ดีเยย่ี ม)
8 - 9 คะแนน
37
38
39
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 17
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวชิ าเพ่ิมเติม เคมี1 ว31221 ภาคเรยี นที่ 1/2565 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี พนั ธะเคมี เวลา 24 ชว่ั โมง
เรอ่ื ง รูปร่างของมุมระหวา่ งพันธะของโมเลกลุ โคเวเลนต์ เวลา 2 ชั่วโมง
ครูผู้สอน นายพัฒนศักดิ์ มลู ราช โรงเรียนหนองหานวิทยา
สอนวันท่ี ..............เดือน...............................................พ.ศ. .......................
1. สาระการเรยี นรแู้ ละผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ (สาระเพิม่ เตมิ เคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโครงสรา้ งอะตอม การจดั เรียงธาตใุ นตารางธาตุ สมบัตขิ องธาตุ พนั ธะเคมแี ละสมบัติ
ของสาร แก๊สและสมบตั ิของแก๊ส ประเภทและสมบัตขิ องสารประกอบอินทรยี แ์ ละพอลิเมอร์ รวมทง้ั การ
นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
คาดคะเนรปู รา่ งโมเลกลุ โคเวเลนตโ์ ดยใช้ทฤษฎกี ารผลกั ระหว่างค่อู เิ ล็กตรอนในวงเวเลนซ์ และ
ระบสุ ภาพข้วั ของโมเลกุลโคเวเลนต์
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
รปู ร่างของโมเลกลุ โคเวเลนต์ขึ้นอย่กู ับจานวนพันธะและจานวนอเิ ลก็ ตรอนคูโ่ ดดเด่ยี ว
รอบอะตอมกลาง และสภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต์เป็นผลรวมปรมิ าณเวกเตอร์สภาพขว้ั ของแตล่ ะ
พันธะตามรูปร่างโมเลกุล
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายเกยี่ วกับรูปรา่ งและมุมระหว่างพนั ธะของโมเลกุลโคเวเลนตไ์ ด้
3.2 ดา้ นทักษะ/กระบวนการคดิ (P)
1. ทานายรปู ร่างของโมเลกลุ โคเวเลนต์ เมอ่ื ทราบจานวนพันธะและจานวนอิเล็กตรอนคู่โดด
เดีย่ วรอบอะตอมกลางได้
40
3.3 ด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
1. ทางานร่วมกับผู้อ่ืน มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟัง
ความคดิ เหน็ ของผู้อ่นื และรบั ผิดชอบต่อหนา้ ทีท่ ีไ่ ด้รับมอบหมาย
4.สาระการเรียนรู้
รปู รา่ งและมุมระหวา่ งพนั ธะของโมเลกลุ โคเวเลนต์
1. รูปรา่ งของโมเลกุลโคเวเลนต์
กลมุ่ ทีไ่ ม่มอี ิเล็กตรอนเดี่ยวรอบอะตอมกลาง กลุ่มทไ่ี ม่มอี ิเล็กตรอนค่โู ดดเด่ยี วรอบอะตอมกลาง
สูตรท่ัวไป คือ AXn โดย A เป็นอะตอมกลาง สูตรท่ัวไป คือ AXnEm โดย A เป็นอะตอมกลาง X เป็นอะตอม
X เป็นอะตอมที่มาล้อมรอบ และ n คือ ท่ีมาล้อมรอบ E คือ อิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวที่อะตอมกลาง n คือ
จานวนอะตอมที่อยู่ล้อมรอบอะตอมกลาง ซ่ึง จานวนอะตอมที่อยู่ล้อมรอบอะตอมกลาง ซึ่งมีค่าต้ังแต่ 2-6 และ
มคี ่าตัง้ แต่ 2-6 m คอื จานวนอเิ ล็กตรอนคูโ่ ดดเดี่ยวทเี่ หลืออยู่ทอ่ี ะตอมกลาง
41
2. มมุ ระหวา่ งพนั ธะในโมเลกุลโคเวเลนต์
- โมเลกุลท่ีอะตอมกลางไมม่ อี เิ ลก็ ตรอนคูโ่ ดดเดีย่ ว โมเลกุลท่ีมจี านวนพันธะรอบอะตอมกลางมาก
มมุ พันธะจะน้อย
- โมเลกุลที่อะตอมกลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว มีรูปร่างแบบเดียวกัน แต่มีพันธะรอบอะตอมกลาง
ตา่ งกนั จะมีมุมเทา่ กันเสมอ
- โมเลกุลที่อะตอมกลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว มีรูปร่างแบบเดียวกัน และมีพันธะรอบอะตอมกลาง
เหมอื นกนั จะมมี มุ เทา่ กนั เสมอ
- โมเลกุลท่ีอะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว โมเลกุลใดมีจานวนอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวรอบอะตอม
กลางมาก จะมีมมุ พันธะนอ้ ย
- โมเลกลุ ท่มี รี ปู ร่างเหมอื นกัน แตม่ อี ะตอมกลางไมเ่ หมอื นกัน โมเลกุลที่อะตอมกลางมีค่า EN สูงกว่า จะมี
มมุ พันธะมากกวา่
- โมเลกลุ ทม่ี ีรปู ร่างเหมอื นกัน แต่มีอะตอมลอ้ มรอบไม่เหมือนกัน โมเลกุลท่ีอะตอมล้อมรอบมคี ่า EN
สูงกวา่ จะมมี ุมพันธะน้อยกวา่
5. กจิ กรรมการจดั การเรียนรู้
วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)
5.1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครใู ห้นักเรียนพิจารณาแบบจาลองโครงสรา้ งสามมิติหรือโปรแกรมสาเร็จรูป (Chemistry
AR+) ที่ใช้ในการศึกษารูปร่างโมเลกุลของโมเลกุลโคเวเลนต์ท่ีมีรูปร่างโมเลกุลต่างกัน เช่น โมเลกุลน้า
(H2O) คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) แอมโมเนีย (NH3) โบรอนไตรฟลูออไรด์ (BF3) แล้วต้ังคาถามว่า รูปร่าง
โมเลกลุ ของสารเหล่าน้ีเหมือนหรือต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวตอบ: รูปร่างโมเลกุลของสารต่างกัน
ข้ึนอยูก่ ับจานวนอะตอมและจานวนอเิ ล็กตรอนคู่โดดเดย่ี วรอบอะตอมกลาง)
5.2 ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration)
1. ครใู ห้นักเรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 4 คน จากนั้นครูอธิบายกิจกรรมการจัดตัวของลูกโป่งกับ
รปู รา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
2. นักเรียนปฏิบตั ิกิจกรรมการจดั ตัวของลูกโป่งกบั รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์
42
5.3 ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
1. ครูสุ่มนักเรียนออกมานาเสนอผลการทากิจกรรม เรื่อง การจัดตัวของลูกโป่งกับรูปร่าง
โมเลกุลโคเวเลนต์
2. ครูอธิบายเก่ียวกับทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์ (VSEPR theory)
เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การคาดคะเนรูปร่างโมเลกุล ซ่ึงมีหลักการว่า อิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวอยู่ใกล้นิวเคลียส
มากกว่าอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ ดังนั้นแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวด้วยกันจึงมีค่ามากกว่าแรง
ผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะกับอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว และมากกว่าแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่
ร่วมพนั ธะดว้ ยกัน
3. ครูอธิบายเก่ียวกับรูปร่างโมเลกุลและมุมระหว่างพันธะของโมเลกุลโคเวเลนต์ท่ีอะตอม
กลางไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวและที่อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว โดยให้นักเรียนพิจารณา
ตวั อย่างรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนตป์ ระกอบการอธบิ าย
5.4 ขนั้ ขยายความเขา้ ใจ (Elaboration)
1. ครตู งั้ คาถามใหน้ กั เรียนร่วมกนั อภิปรายเร่อื ง มมุ ระหว่างพันธะในโมเลกลุ โคเวเลนต์ เช่น
1) NH3 และ PH3 โมเลกุลโคเวเลนตใ์ ดมีมุมพนั ธะใหญ่กว่ากัน
(แนวตอบ : NH3 มีมุมพันธะใหญ่กว่า PH3 เนื่องจากทั้งสองโมเลกุลมีรูปร่างเป็นพีระมิด
ฐานสามเหล่ียมทม่ี ี 1 อเิ ลก็ ตรอนคู่โดดเดยี่ วทง้ั คู่ แต่ N มคี า่ อเิ ล็กโตรเนกาติวตี มี ากกว่า P ดังนั้น N
จึงดึงดูดอิเล็กตรอนเข้าใกลอ้ ะตอมกลางได้มากกวา่ ดงั นน้ั มุมพันธะของ NH3 > PH3)
43
2) โมเลกลุ CS2 H2S และ CO2 มีรูปร่างโมเลกลุ เหมอื นกัน และมุมระหวา่ งพันธะ
เท่ากันหรือไม่ เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : CS2 และ CO2 มรี ปู ร่างเป็นเสน้ ตรง และมีมมุ ระหว่างพันธะเทา่ กนั คอื
180๐ เน่ืองจากมีอะตอมกลางเป็นคาร์บอนเหมือนกัน มีจานวนอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะเท่ากัน และไม่มี
อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวเหมือนกัน ส่วน H2S มีรูปร่างเป็นมุมงอ และมีมุมระหว่างพันธะ < 109.5๐
เนอ่ื งจากผลของอิเลก็ ตรอนคูโ่ ดดเด่ยี ว 2 คู่ ท่ีอยูร่ อบอะตอมกลาง)
5.5 ขนั้ ประเมินผล (Evaluation)
1. ครใู ห้นักเรียนแต่ละกลุ่มสรปุ เรื่อง รูปร่างและมุมระหว่างพันธะของโมเลกุลโคเวเลนต์ ลง
ในกระดาษ A4 โดยนาเสนอในรูปแบบท่ีน่าสนใจและเข้าใจได้ง่าย แล้วนาไปแปะที่บอร์ดหน้าห้องเรียน
เพ่อื ใหน้ กั เรียนกลุม่ อน่ื ไดศ้ ึกษา
2. ครใู ห้นักเรยี นทาใบงาน เร่ือง รปู ร่างและมุมระหว่างพันธะของโมเลกลุ โคเวเลนต์
6. ส่ือและแหล่งเรียนรู้
6.1 หนงั สือเรยี น รายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4 เคมี เล่ม 1 ตามผล
การเรยี นร้กู ลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
6.2 Power point พันธะโคเวเลนต์
6.3 แบบจาลองโครงสรา้ งสามมิติของรปู ร่างโมเลกุลของโมเลกุลโคเวเลนต์
6.4. แอพพลเิ คชน่ั Chemistry AR+
6.5. กิจกรรมการจดั ตวั ของลูกโปง่ กบั รปู รา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
6.6. ใบงาน เรอ่ื ง รปู ร่างและมมุ ระหวา่ งพนั ธะของโมเลกลุ โคเวเลนต์
6.7. การด์ ปริศนา