The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง การเกิดพันธะและการเรียกชื่อพันธะโคเวเลนต์
เรื่อง ความยาวพันธะและพลังงานพันธะของสารโคเวเลนต์
เรื่อง รูปร่างของมุมระหว่างพันธะของโมเลกุลโคเวเลนต์
เรื่อง แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์
เรื่อง การเกิดและโครงสร้างของสารประกอบไอออนิก
เรื่อง การเขียนสูตรและเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก
เรื่อง พลังงานกับการเกิดไอออนิก
เรื่อง สมบัติและปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก
เรื่อง การเขียนไอออนิกสุทธิ
เรื่อง พันธะโลหะ เรื่อง การใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และ โลหะ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พัฒนศักดิ์ มูลราช, 2022-10-17 01:35:10

แผนการจัดการเรียนรู้ที่3 เรื่อง พันธะเคมี

เรื่อง การเกิดพันธะและการเรียกชื่อพันธะโคเวเลนต์
เรื่อง ความยาวพันธะและพลังงานพันธะของสารโคเวเลนต์
เรื่อง รูปร่างของมุมระหว่างพันธะของโมเลกุลโคเวเลนต์
เรื่อง แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์
เรื่อง การเกิดและโครงสร้างของสารประกอบไอออนิก
เรื่อง การเขียนสูตรและเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก
เรื่อง พลังงานกับการเกิดไอออนิก
เรื่อง สมบัติและปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก
เรื่อง การเขียนไอออนิกสุทธิ
เรื่อง พันธะโลหะ เรื่อง การใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และ โลหะ

Keywords: พันธะเคมี,เคมี

44

45

46

ใบงาน
เรอ่ื ง รปู ร่างและมมุ ระหว่างพนั ธะของโมเลกลุ โคเวเลนต์

คาชแี้ จง : ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปนี้

1. ระบุจานวนอะตอมล้อมรอบ จานวนอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว สูตรท่ัวไป และรูปร่างโมเลกุลของสารที่มี

สตู รโมเลกุลต่อไปนี้

N₂O NO₃- CH₃Cl I₃- IO₃-

สตู ร อะตอมล้อมรอบ อเิ ล็กตรอน สตู ร รูปรา่ งโมเลกุล
โมเลกลุ (อะตอม) ค่โู ดดเดีย่ ว (ค)ู่ ทั่วไป

N₂O

NO₃-

CH₃Cl
I₃-
IO₃-

2. กาหนดให้ธาตุ X และ Y มีเลขอะตอม 32 และ 51 ตามลาดับ ถ้า X และ Y เกิดสารประกอบกับ
คลอรีนตามกฎออกเตต จะมสี ูตรโมเลกุล รูปร่างโมเลกลุ และสภาพขวั้ ของโมเลกลุ เปน็ อย่างไร
.................................................................................................................... ..........................................
............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................................

47

3. ระบุรูปร่างโมเลกุล และแสดงทิศทางข้ัวของพันธะและทิศทางข้ัวของโมเลกุล พร้อมระบุว่า

เปน็ โมเลกลุ โคเวเลนต์มขี ้วั หรอื ไม่ ลงในตารางใหถ้ ูกต้อง

ขอ้ สาร รูปรา่ งโมเลกลุ ทศิ ทางข้ัวของพันธะและ สภาพขว้ั
ทศิ ทางขั้วของโมเลกุล ของโมเลกุล

ตวั H2O มมุ งอ มขี ้วั
อยา่ ง (bent)

3.1 OF2
3.2 CBrN
3.3 PH3
3.4 CBr4

48

ตัวอย่างผลการทากิจกรรมการจดั ตัวของลูกโปง่ กับรูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์

จุดประสงคข์ องกิจกรรม

1. อธบิ ายและเขียนแสดงรปู ทรงเรขาคณติ ของลูกโปง่ ท่ผี ูกขัว้ ตดิ กัน

2. บอกรปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์จากการเปรยี บเทียบกับรูปรา่ งของลูกโปง่ ท่ผี ูกข้วั ตดิ กัน

วัสดุและอุปกรณ์

1. ลูกโปง่ ทม่ี ีขนาดเท่ากนั 2 สี (สีทห่ี น่ึง 8 ลกู และสีทส่ี อง 2 ลูก)

2. เคร่ืองสูบลมลกู โปง่

ตวั อยา่ งผลการทากจิ กรรม

ตอนที่ 1

จานวนลูกโปง่ (ลูก) วาดภาพลูกโป่งเพือ่ เปรียบเทยี บกับรูปทรงเรขาคณิต

2

3

4

5

49

6

ตอนท่ี 2 วาดภาพลกู โป่งเพอ่ื เปรียบเทียบกับรูปทรงเรขาคณิต
จานวนลกู โป่ง

สีทห่ี น่ึง 2 ลูก
สที ส่ี อง 2 ลกู

อภิปรายผลการทากิจกรรม

1. จากกิจกรรมตอนที่ 1 ลูกโป่งใช้แทนกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะระหว่างอะตอมกลางกับ

อะตอมท่ลี ้อมรอบ เมอ่ื นามาผูกขว้ั ติดกนั พบว่าลกู โปง่ แต่ละลูกผลักกันเกดิ การจัดตัวเป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่มี

สมมาตร โดยจานวนลูกโป่งมีผลต่อรูปร่าง แสดงว่าเมื่อจานวนอะตอมล้อมรอบมากขึ้นจะมีจานวนพันธะ

มากขึน้ ซึ่งอิเลก็ ตรอนในพันธะจะผลกั กัน ทาใหร้ ปู รา่ งโมเลกุลมีทิศทางของพันธะอยู่ห่างกันมากท่ีสุด เม่ือ

เปรียบเทียบกับรูปทรงเรขาคณิต สรุปได้ว่า ลูกโป่งที่พันติดกัน 2 3 4 5 และ 6 ลูก มีรูปร่างเป็นเส้นตรง

สามเหล่ยี มแบนราบ ทรงสีห่ นา้ พีระมิดคู่ฐานสามเหลี่ยม และทรงแปดหน้า ตามลาดบั

2. จากกิจกรรมตอนที่ 2 ลูกโป่งต่างสีใช้แทนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวและอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ ซึ่ง

รูปร่างโมเลกุลพิจารณาจากตาแหน่งของอะตอมทั้งหมด และไม่นาตาแหน่งของอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวมา

พิจารณา โดยแรงผลกั ที่เกดิ จากอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ยี วจะส่งผลต่อมุมระหว่างพันธะและรูปร่างโมเลกุล ซึ่ง

โมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมล้อมรอบ 2 อะตอม และอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ รูปร่างโมเลกุลไม่เป็น

แบบเสน้ ตรงแต่เปน็ มมุ งอ (มมุ พันธะน้อยกว่า 180°) เพราะมีแรงผลกั จากลูกโปง่ ทใ่ี ชแ้ ทนอิเล็กตรอนคู่โดด

เดีย่ ว

สรปุ ผลการทากิจกรรม

เมื่อใช้ลูกโป่งแทนอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียวและอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ เมื่อนามาผูกข้ัวติดกัน พบว่า

ลูกโป่งแต่ละลูกผลักกันเกิดการจัดตัวเป็นรูปร่างต่าง ๆ ท่ีมีสมมาตร โดยเมื่อจานวนอะตอมล้อมรอบหรือ

จานวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวมากข้ึน จะมีจานวนพันธะมากขึ้น ซึ่งอิเล็กตรอนในพันธะจะผลักกัน ทาให้

รูปร่างโมเลกุลมีทิศทางของพันธะอยู่ห่างกันมากที่สุด ดังนั้นรูปร่างโมเลกุลข้ึนอยู่กับจานวนพันธะและ

จานวนอิเลก็ ตรอนค่โู ดดเดี่ยวรอบอะตอมกลาง

50

ใบงาน เฉลย

เร่อื ง รูปร่างและมุมระหว่างพันธะของโมเลกุลโคเวเลนต์

คาช้ีแจง : ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ี

1. ระบจุ านวนอะตอมลอ้ มรอบ จานวนอิเลก็ ตรอนคูโ่ ดดเดีย่ ว สูตรทัว่ ไป และรูปร่างโมเลกุลของสาร

ทม่ี สี ตู รโมเลกุลตอ่ ไปน้ี

N₂O NO₃- CH₃Cl I₃- IO₃-

สูตร อะตอมล้อมรอบ อิเลก็ ตรอน สตู ร รปู ร่างโมเลกุล
โมเลกลุ (อะตอม) คโู่ ดดเด่ียว (คู่) ทวั่ ไป

N₂O 2 0 AB2 เสน้ ตรง (linear)

NO₃- 3 0 AB3 สามเหล่ียมแบนราบ
(trigonal planar)

CH₃Cl 4 0 AB4 ทรงส่ีหน้า (tetrahedral)

I₃- 2 3 AB2E3 เส้นตรง (linear)
IO₃- 3
1 AB3E พรี ะมิดฐานสามเหล่ยี ม
(trigonal pyramidal)

2. กาหนดให้ธาตุ X และ Y มีเลขอะตอม 32 และ 51 ตามลาดับ ถ้า X และ Y เกิดสารประกอบกับ
คลอรนี ตามกฎออกเตต จะมสี ูตรโมเลกลุ รปู รา่ งโมเลกุล และสภาพขั้วของโมเลกุลเป็นอย่างไร
X มีการจดั เรียงอเิ ล็กตรอนเป็น 2 8 18 4 จัดเปน็ ธาตหุ มู่ IVA
Y มกี ารจัดเรยี งอิเลก็ ตรอนเป็น 2 8 18 18 5 จัดเปน็ ธาตหุ มู่ VA

51

ดังนั้น X และ Y เกิดสารประกอบกับคลอรีน มีสูตรโมเลกุลเป็น XCl4 มีรูปร่างโมเลกุล เป็นทรง
สี่หน้า (tetrahedral) เป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว และ YCl3 มีรูปร่างโมเลกุลเป็นพีระมิดฐานสามเหล่ียม
(trigonal pyramidal) เป็นโมเลกุลมขี ั้ว

3. ระบุรูปร่างโมเลกุล และแสดงทิศทางข้ัวของพันธะและทิศทางขั้วของโมเลกุล พร้อมระบุว่า

เปน็ โมเลกลุ โคเวเลนตม์ ขี ว้ั หรือไม่ ลงในตารางให้ถูกต้อง

ข้อ สาร รปู รา่ งโมเลกุล ทศิ ทางขั้วของพนั ธะและ สภาพขวั้
ทศิ ทางข้ัวของโมเลกุล ของโมเลกุล

ตวั H2O มุมงอ มขี ้ัว
อย่าง (bent)

3.1 OF2 มุมงอ มีขั้ว
(bent) มขี ั้ว
มขี ว้ั
3.2 CBrN เส้นตรง (linear)
ไมมีขว้ั
3.3 PH3 พรี ะมิดฐานสามเหลย่ี ม
(trigonal pyramidal)

3.4 CBr4 ทรงสหี่ น้า
(tetrahedral)

52

53

54

55

56

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมินคณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์

รายการประเมิน เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. ใฝ่เรยี นรู้
32 1
2. ม่งุ ม่ันในการ
ทางาน ต้ังใจเรยี น สนใจเรียน ต้ังใจเรียน สนใจเรยี น ต้งั ใจเรียน สนใจเรียน

3. ทางานรว่ มกบั กลา้ ซกั ถาม ปรากฏ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ผอู้ ่นื ได้
ชัดเจน

ตั้งใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผิดชอบใน ต้ังใจและรบั ผิดชอบใน

การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ที ี่ไดร้ ับ การปฏบิ ัตหิ น้าทีท่ ี่ได้รับ การปฏบิ ัตหิ น้าที่ที่ไดร้ บั

มอบหมายให้สาเร็จ มอบหมายให้สาเร็จ มอบหมายให้สาเรจ็ ลุล่วง

ลุล่วงทกุ คร้ัง ลุลว่ งเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง

สามารถปฏิบัตหิ น้าทที่ ี่ สามารถปฏิบตั ิหน้าที่ สามารถปฏิบัติหน้าทท่ี ี่
ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกบั ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกับ
ผอู้ ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ่วง รว่ มกบั ผูอ้ ืน่ ไดไ้ ด้สาเรจ็ ผู้อ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ว่ ง

ทกุ คร้งั ลลุ ว่ งเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครง้ั

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรับปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ด)ี
5 - 7 คะแนน หมายถึง 3 (ดเี ยีย่ ม)
8 - 9 คะแนน

57

58

59

แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 18

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวชิ าเพ่ิมเติม เคม1ี ว31221 ภาคเรียนท่ี 1/2565 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4

หน่วยการเรียนรู้ท่ี พันธะเคมี เวลา 24 ชั่วโมง

เร่ือง แรงยดึ เหน่ยี วระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์ เวลา 2 ชว่ั โมง

ครูผ้สู อน นายพฒั นศกั ด์ิ มลู ราช โรงเรยี นหนองหานวิทยา

สอนวนั ท่ี ..............เดอื น...............................................พ.ศ. .......................

1. สาระการเรยี นรู้และผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพมิ่ เติมเคมี)
ข้อ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรยี งธาตุในตารางธาตุ สมบตั ขิ องธาตุ พันธะเคมีและสมบตั ิ

ของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบตั ขิ องสารประกอบอนิ ทรีย์และพอลเิ มอร์ รวมทั้งการ
นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรยี นรู้
- ระบชุ นิดของแรงยึดเหน่ียวระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์ และเปรยี บเทยี บจดุ หลอมเหลว

จดุ เดอื ด และการละลายน้าของสารโคเวเลนต์
- สืบค้นข้อมูลและอธบิ ายสมบัตขิ องสารโคเวเลนตโ์ ครงร่างตาข่ายชนดิ ตา่ ง ๆ
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกลุ มผี ลตอ่ จดุ หลอมเหลว จุดเดือดและการละลายน้าของสาร โดยสาร
โคเวเลนตจ์ ะมีจุดหลอมเหลวและจดุ เดือดต่า และไม่ละลายนา้
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้ (K)
1. ระบชุ นิดของแรงยดึ เหนีย่ วระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ได้

3.2 ดา้ นทักษะ/กระบวนการคิด (P)
1. เปรียบเทยี บจุดหลอมเหลว จุดเดอื ด และการละลายนา้ ของสารโคเวเลนต์ได้

3.3 ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
1. ทางานร่วมกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรับฟัง

ความคดิ เหน็ ของผู้อ่นื และรับผิดชอบตอ่ หน้าทที่ ่ไี ดร้ ับมอบหมาย

60

4.สาระการเรยี นรู้
แรงยดึ เหนยี่ วระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์และสมบตั ขิ องสารโคเวเลนต์

1. แรงยดึ เหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
แรงแวนเดอร์วาลส์ แบงเป็น 2 ชนดิ

 แรงลอนดอน เปน็ แรงที่พบในสารโคเวเลนต์ทุก ๆ โมเลกุล แต่จะเห็นได้ชัดเจนในโมเลกุลไม่
มขี วั้

 แรงดงึ ดดู ระหว่างข้วั เปน็ แรงที่พบในโมเลกลุ ท่ีมีข้วั
พันธะไฮโดรเจน

 เกดิ ในโมเลกลุ ทม่ี ีพนั ธะ H – N H – O หรอื H – F อยใู่ นโมเลกลุ
 สารท่ีมีพันธะไอโดรเจนจะมีจุดเดือดสูงกว่าสารท่ีมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลเป็น

แรงลอนดอน
2. สมบตั ิของสารโคเวเลนต์

2.1 จุดเดือด จุดหลอมเหลวต่า เพราะการเดือดทาลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล
(จุดเดอื ดของแรงดงึ ดดู ระหว่างโมเลกุล เปน็ ดังน้ี พนั ธะไฮโดรเจน > แรงดึงดดู ระหวา่ งข้ัว > ลอนดอน)

2.2 ส่วนใหญไ่ ม่นาไฟฟา้ แต่จะนาได้ถ้ามขี ้วั และโมเลกลุ นนั้ สามารถแตกตวั เป็นไอออนได้
5. กิจกรรมการจดั การเรยี นรู้
วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)

5.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครถู ามคาถามกระตุน้ ความสนใจของนักเรยี น ดังนี้
1) สารแต่ละชนิดมีจดุ หลอมเหลวและจุดเดือดต่างกันหรือมีสถานะที่อุณหภูมิห้องต่างกัน

ขน้ึ อยู่กบั ปัจจยั ใดบ้าง
(แนวตอบ : ขึ้นอยู่กบั แรงยึดเหนยี่ วระหว่างโมเลกุล)
2) นกั เรียนคดิ วา่ สารโคเวเลนตแ์ ตล่ ะชนดิ จะมจี ดุ เดือดและจุดหลอมเหลวตา่ งกันหรอื ไม่
(แนวตอบ : พิจารณาคาตอบของนักเรียน โดยอยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน โดยมีแนว

ตอบ คอื สารโคเวเลนตแ์ ตล่ ะชนิดจะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวแตกต่างต่างกัน)
2. ครูให้นักเรียนพิจารณาจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารโคเวเลนต์บางชนิด และ

อภิปรายร่วมกันเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างจุดหลอมเหลวและจุดเดือดกับสภาพข้ัวและขนาดของ
โมเลกุล ซงึ่ สรุปได้ว่า สารโคเวเลนต์ไมม่ ีขว้ั มีจุดหลอมเหลวและจุดเดอื ดตา่ กวา่ สารโคเวเลนต์มขี ั้ว

61

และจดุ เดอื ดของสารจะเพ่ิมขน้ึ ตามขนาดโมเลกลุ

5.2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)

1. ครูอธิบายเก่ียวกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลชนิดต่าง ๆ โดยเร่ิมจาก

แรงแผ่กระจายลอนดอนซ่ึงเป็นแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลไม่มีข้ัวหรืออะตอมแก๊สมีสกุล ซ่ึงเป็นแรง

อย่างอ่อน ๆ จากนั้นครูอธิบายแรงระหว่างข้ัวว่าเป็นแรงดึงดูดท่ีเกิดจากสภา พข้ัวของโมเลกุล

โดยโมเลกลุ ทอี่ ยูใ่ กล้กันจะหนั ส่วนของโมเลกุลท่ีมีขั้วตรงข้ามกันเข้าหากันเกิดเป็นแรงดึงดูดทางไฟฟ้าจาก

สภาพขัว้ นี้

2. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน แล้วส่งตัวแทนออกมาจับฉลากเลือกหัวข้อที่จะได้

ศกึ ษา ดังน้ี

- แรงลอนดอน

- แรงดงึ ดดู ระหว่างขัว้

- พนั ธะไฮโดรเจน

แล้วให้แต่ละกลุ่มสรุปความรู้ในเร่ืองที่จับฉลากได้ลงในกระดาษ A4 ในรูปแบบท่ีน่าสนใจ จากนั้น

นาไปแปะที่บอรด์ หนา้ ห้องเรียน เพอื่ ใหน้ กั เรียนกลมุ่ อ่ืนไดศ้ กึ ษา

5.3 ขัน้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)

1. ครูตั้งคาถามว่า แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลนอกจากมีผลต่อจุดหลอมเหลวและ

จุดเดือดแลว้ ยงั มผี ลตอ่ การละลายน้าของสารโคเวเลนต์หรือไม่ อย่างไร (แนวตอบ: แรงยึดเหน่ียวระหว่าง

โมเลกลุ มีผลตอ่ การละลายนา้ ของสาร โดยสารโคเวเลนต์ที่ไมม่ ขี ้ัวส่วนใหญ่ไม่ละลายหรือละลายน้าได้น้อย

ส่วนสารโคเวเลนต์ท่มี ขี ัว้ บางชนดิ อาจละลายน้าไดข้ ้ึนอยกู่ ับสภาพข้ัวและการเกิดพนั ธะไฮโดรเจนกบั นา้ )

2. ครูให้ความรู้เพ่ิมเติมเกี่ยวกับสมบัติความเป็นกรด-เบสของสารละลายท่ีเกิดจากสารโคเว

เลนต์ประเภทคลอไรด์และออกไซด์ ซึ่งสารโคเวเลนต์บางชนิดเมื่อเกิดปฏิกิริยากับน้าจะได้สารละลายท่ี

เป็นกรด เช่น CO2 SO2 PCl5

3. ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับสมบัติของสารโคเวเลนต์ ซ่ึงควรสรุปได้ว่า สาร

โคเวเลนตส์ ว่ นใหญม่ ีจุดหลอมเหลวและจดุ เดอื ดตา่ กว่าสารประกอบไอออนกิ เน่อื งจาก แรง

ยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีค่าน้อยกว่าพันธะไอออนิก และสารละลายของสารโคเวเลนต์ในน้า

สว่ นใหญม่ ีสมบัติเปน็ กรด

62

4. ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเพื่อสรุปความรู้เก่ียวกับแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุล

ของสารโคเวเลนต์ ดังน้ี แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์มีหลายชนิด ซ่ึงอาจเป็น

แรงแผ่กระจายลอนดอน แรงระหว่างขว้ั หรือพนั ธะไฮโดรเจน ซงึ่ มีผลต่อจดุ หลอมเหลว จดุ เดือด

และการละลายน้าของสาร

5.4 ขัน้ ขยายความเข้าใจ (Elaboration)

1 ครูยกตวั อยา่ งสารประกอบโคเวเลนต์ ดงั นี้ HF, H2O ,NH3 จากน้ันใหน้ กั เรียนเปรยี บเทียบ

จุดเดอื ด พรอ้ มทัง้ เหตุผลประกอบ (แนวตอบ : HF > H2O > NH3 เน่ืองจากสารประกอบโคเวเลนต์ท้ัง 3

มคี า่ EN ตา่ งกนั ทาให้พนั ธะไฮโดรเจนระหวา่ งโมเลกุลต่างกัน)

ครูให้นักเรียนร่วมกนั บอกสารท่สี ามารถเกดิ พนั ธะไฮโดรเจนได้ ดังนี้

............... 1. HCHO ............... 2. HOCH2CH2OH

............... 3. CH3CONH2 ............... 4. HCOOCH3

............... 5. CH3COCH3 ............... 6. CH3OCH3

............... 7. CH3NHCH3 ............... 8. HCOOH

............... 9. CH2 = C(CH2CH3)(CH3)2COH ............... 10. HOCCH2CH(CH3)2

............... 11. ............... 12.

5.5 ขั้นประเมินผล (Evaluation)
1. ครูให้นักเรียนเล่นเกม “เซียมเวเลนต์” โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ตอบคาถามเกี่ยวกับ

แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์และสมบัติของสารโคเวเลนต์ โดยเขียนตอบผ่าน write board
เล็ก กลุ่มที่ตอบถูกต้อง จะสามารถเสี่ยงเซียมซีได้ 1 ครั้ง เพื่อรับคะแนนพิเศษกลุ่มที่ได้คะแนนมากท่ีสุด
สมาชกิ ภายในกลุม่ จะได้รับคะแนนเตม็ 5 คะแนน และกลุ่มที่เหลอื จะไดค้ นละ 3 คะแนน

63

ตัวอย่างคาถาม
- สารโคเวเลนต์ที่กาหนดให้ต่อไปนี้ F2 HCl H2O H2S CO2 และ CH3COOH มี

แรงยดึ เหนีย่ วระหว่างโมเลกุลเป็นแรงชนดิ ใด
- จงเรียงลาดบั จดุ เดอื ดของสารต่อไปน้ี NH3 CH4 PH3 จากสงู ไปตา่
- เปรยี บเทยี บจดุ เดอื ดระหว่างสารท่ีกาหนดใหต้ ่อไปน้ี H2 กบั Br2, HF กบั HI,

NH3 กบั NF3, SiH4 กบั SnH4 และ CH3Cl กับ CH3OH
- เมทานอล (CH3OH) กบั ไตรคลอโรมีเทน (CHCl3) สารใดที่สามารถละลายน้าได้

2. ใหน้ กั เรียนทาใบงาน เรื่อง แรงยดึ เหน่ียวระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์

6. ส่อื และแหลง่ เรียนรู้
6.1 หนงั สือเรยี น รายวชิ าเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 เคมี เลม่ 1 ตามผล

การเรยี นร้กู ลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551

6.2 Power point พันธะโคเวเลนต์
6.3 เกมเซียมเวเลนต์
6.4 ใบงาน เร่อื ง แรงยึดเหนย่ี วระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์

64

65

66

แบบฝึกหัด

เรื่อง แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์

คาชี้แจง : จงระบแุ รงยดึ เหน่ียวระหว่างโมเลกลุ ของสารโคเวเลนตต์ อ่ ไปนี้

สารโคเวเลนต์ แรงยดึ เหนี่ยวระหว่างโมเลกุล

C2H4 แรงลอนดอน แรงดงึ ดูดระหว่างข้ัว พันธะไฮโดรเจน
HF
HCN …………………………………… …………………………………… ……………………………………
CH2Cl2
SiH4 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
H2SO4
O2 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
PCl5
OF2 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
CH2O
NH3 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
NCl3
CHCl3 …………………………………… …………………………………… ……………………………………
BF3
N2 …………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

…………………………………… …………………………………… ……………………………………

67

แบบฝกึ หดั เฉลย

เรือ่ ง แรงยึดเหนยี่ วระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์

คาชแ้ี จง : จงระบแุ รงยดึ เหนีย่ วระหว่างโมเลกุลของสารโคเวเลนตต์ อ่ ไปนี้

สารโคเวเลนต์ แรงลอนดอน แรงยดึ เหน่ยี วระหวา่ งโมเลกุล
 แรงดึงดูดระหวา่ งขั้ว พนั ธะไฮโดรเจน
C2H4
HF  
HCN  
CH2Cl2  
SiH4
H2SO4  
O2 
PCl5 
OF2 
CH2O
NH3 
NCl3 
CHCl3 
BF3
N2

68

69

70

71

72

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมนิ คุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์

รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน
1. ใฝ่เรยี นรู้
32 1
2. ม่งุ ม่ันในการ
ทางาน ต้ังใจเรยี น สนใจเรียน ต้ังใจเรียน สนใจเรยี น ตงั้ ใจเรียน สนใจเรียน

3. ทางานรว่ มกบั กลา้ ซกั ถาม ปรากฏ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซักถาม ไม่ชดั เจน
ผอู้ ่นื ได้
ชัดเจน

ตั้งใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผิดชอบใน

การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ที ี่ไดร้ ับ การปฏิบตั หิ น้าท่ีที่ได้รบั การปฏบิ ัตหิ น้าที่ที่ไดร้ บั

มอบหมายให้สาเร็จ มอบหมายใหส้ าเร็จ มอบหมายให้สาเรจ็ ลุล่วง

ลุล่วงทกุ คร้ัง ลุลว่ งเป็นส่วนใหญ่ เป็นบางครั้ง

สามารถปฏิบัตหิ น้าทที่ ี่ สามารถปฏบิ ตั หิ น้าท่ี สามารถปฏิบัติหน้าทท่ี ี่
ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกบั ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ได้รับมอบหมายรว่ มกับ
ผอู้ ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ่วง รว่ มกบั ผู้อืน่ ได้ไดส้ าเร็จ ผอู้ ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ว่ ง

ทกุ คร้งั ลลุ ว่ งเป็นสว่ นใหญ่ เป็นบางครง้ั

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 3 (ดีเย่ียม)
8 - 9 คะแนน

73

74

75

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 19

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวชิ าเพมิ่ เติม เคมี1 ว31221 ภาคเรยี นท่ี 1/2565 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี พนั ธะเคมี เวลา 24 ช่วั โมง

เร่อื ง การเกดิ และโครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิก เวลา 2 ชวั่ โมง

ครผู สู้ อน นายพัฒนศกั ดิ์ มลู ราช โรงเรยี นหนองหานวิทยา

สอนวันท่ี ..............เดอื น...............................................พ.ศ. .......................

1. สาระการเรยี นร้แู ละผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพิ่มเติมเคมี)
ข้อ 1 เขา้ ใจโครงสรา้ งอะตอม การจัดเรียงธาตใุ นตารางธาตุ สมบตั ิของธาตุ พันธะเคมแี ละสมบตั ิ

ของสาร แกส๊ และสมบัติของแกส๊ ประเภทและสมบตั ขิ องสารประกอบอินทรยี แ์ ละพอลเิ มอร์ รวมทงั้ การ
นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ผลการเรยี นรู้
อธิบายการเกิดไอออนและการเกดิ พันธะไอออนิก โดยใช้แผนภาพหรอื สัญลักษณแ์ บบจุดของลวิ
อิส
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
สารเคมเี กดิ จากการยึดเหน่ียวกันดว้ ยพันธะเคมซี ่ึงเกย่ี วข้องกบั เวเลนซ์อิเล็กตรอนที่แสดงไดด้ ว้ ย
สญั ลกั ษณแ์ บบจุดของลิวอิส โดยการเกดิ พันธะเคมี สว่ นใหญเ่ ป็นไปตามกฎออกเตต พนั ธะไอออนิกเกดิ
จากการยดึ เหน่ียวระหวา่ งประจุไฟฟ้าของไอออนบวกกบั ไอออนลบ สว่ นใหญ่ไอออนบวกเกดิ จากโลหะ
เสยี อิเล็กตรอนและไอออนลบเกดิ จากอโลหะรับอิเล็กตรอนสารประกอบที่เกิดจากพนั ธะไอออนิก เรยี กวา่
สารประกอบไอออนกิ สารประกอบไอออนิกไม่อยใู่ นรูปโมเลกลุ แต่เป็นโครงผลกึ ทปี่ ระกอบด้วยไอออน
บวกและไอออนลบจดั เรยี งตวั ต่อเน่อื งกนั ไปทั้งสามมติ ิ

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
1. อธิบายการเกิดไอออนและการเกิดพันธะไอออนิก โดยใช้แผนภาพหรือสัญลักษณ์

แบบจดุ ของลิวอิสได้

76

3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการคิด (P)
1. ระบุปัจจัยท่ีมผี ลต่อโครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิกได้

3.3 ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
1.ทางานร่วมกับผอู้ นื่ มสี ่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็นภายในกลมุ่ ยอมรับฟงั ความ

คดิ เหน็ ของผูอ้ นื่ และรบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่ที่ได้รับมอบหมาย

4.สาระการเรยี นรู้
พนั ธะไอออนกิ

1. การเกิดพนั ธะไอออนกิ
เมื่อโลหะตัวรวมกับอโลหะเกิดเป็นสารประกอบไอออนิก โลหะและอโลหะน้ันจะต้องมีการ

ปรับตัวให้มีความเสถียรท่ีสุด โดยปรับให้มีจานวนเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 หรือเท่ากับเวเลนต์
อิเลก็ ตรอนของแกส๊ เฉ่ือย

1s2 2s2 2p5

ลเิ ทยี มฟลูออไรด์ (LiF)

การเกิดสารประกอบลิเทยี มฟลูออไรด์

77

2. โครงสร้างของสารประกอบไอออนิก

5. กิจกรรมการจัดการเรียนรู้
วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (Inquiry Method : 5E)

5.1 ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครูให้นักเรียนดูตารางจุดหลอมเหลว จุดเดือด การนาไฟฟ้า และชนิดของธาตุ

องคป์ ระกอบของสารบางชนิดในชีวติ ประจาวนั

78

2. ครูและนักเรียนร่วมกันจัดกลุ่มสารตามธาตุท่ีเป็นองค์ประกอบ ดังนี้ กลุ่มท่ี 1
เกลือแกง เบคก้ิงโซดา ผงชูรส กลุ่มท่ี 2 แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้าตาลทราย เอทานอล กลุ่มที่ 3
อะลมู เิ นียม เหล็ก สังกะสี

3. ครูให้นักเรียนเล่มเกมเติมคุณสมบัติของสารตามกลุ่มธาตุท่ีได้จัดไว้ ผ่านแอพลิเคช่ัน
Chemical Bond

79

4. ครูและนักเรียนรว่ มกนั สรุปเกมข้างต้น ดังน้ี ปัจจัยสาคัญอย่างหนึ่งที่ทาให้สารแต่ละกลุ่ม
มีสมบัติท่แี ตกต่างกัน คอื ชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ ซึ่งเม่ือวิเคราะห์ พบว่า บางกลุ่มมีเฉพาะโลหะ
หรืออโลหะเพยี งอยา่ งเดยี ว ในขณะท่บี างกล่มุ มีทั้งโลหะและอโลหะ

5.2 ข้ันสารวจและค้นหา (Exploration)
1. ครยู กตวั อยา่ งสูตรเคมีของสารประกอบไอออนิก เชน่ NaCl CaF KI แลว้ ตงั้ คาถามว่าสาร

ทย่ี กตวั อย่างประกอบดว้ ยธาตอุ งคป์ ระกอบชนิดใด (แนวตอบ : ประกอบดว้ ยธาตโุ ลหะกับธาตุอโลหะ)
จากนัน้ ครอู ธิบายวา่ ธาตุโลหะมีพลงั งานไอออไนเซชันต่า จึงเสียอเิ ลก็ ตรอนเกดิ เป็นไอออนบวกไดง้ า่ ย
ส่วนธาตอุ โลหะมีค่าสัมพรรคภาพอเิ ลก็ ตรอนสูง จึงรับอเิ ล็กตรอนเกิดเป็นไอออนลบ ไอออนบวกและ
ไอออนลบมปี ระจุไฟฟา้ ต่างกันจงึ ยดึ เหน่ยี วกันดว้ ยแรงดึงดูดระหวา่ งประจุไฟฟา้ เรยี กการยึดเหนี่ยวนี้ว่า
พนั ธะไอออนิก และเรยี กสารที่เกิดจากพนั ธะไอออนกิ ว่า สารประกอบไอออนิก

2. ครใู หน้ กั เรียนเขียนการจัดเรยี งอเิ ล็กตรอน แบบจาลองอะตอมของโบร์และสัญลักษณ์
แบบจดุ ของลิวอิสของ Cl และ Cl จากนัน้ ใหพ้ ิจารณาสัญลักษณ์แบบจุดของลวิ อิสของ Cl พบวา่ มี 7 จุด
และเมื่อรบั อเิ ล็กตรอน สัญลักษณแ์ บบจดุ ของลวิ อสิ ของ Cl จะแสดงจุด 8 จุด เปน็ ไปตามกฎออกเตต

80

3. ครใู หน้ กั เรียนแบง่ กลุม่ กลมุ่ ละ 4-5 คน จากนั้นให้ศกึ ษาและเขยี นแสดงการใหแ้ ละรับ
อเิ ล็กตรอนในการเกดิ สารประกอบระหว่างธาตุ โดยใชส้ ัญลักษณ์แบบจดุ ของลวิ อิสลงในแบบฝกึ หดั ที่ 3.1

5.3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
1. ครูใหน้ ักเรยี นออกมาเขียนแสดงการใหแ้ ละรบั อิเล็กตรอนในการเกิดสารประกอบระหว่าง

ธาตุ โดยใช้สัญลักษณ์แบบจดุ ของลวิ อิสหนา้ ชั้นเรียน แลว้ ให้เพื่อนในชัน้ เรยี นร่วมกันอภิปราย
2. ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับโครงสร้างของสารประกอบไอออนิก โดยให้

นักเรียนพิจารณาจากแบบจาลองหรือภาพโครงผลึกของสาร เพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า สารประกอบ
ไอออนิกในสถานะของแข็งอยู่ในรูปผลึกท่ีมีไอออนบวกและไอออนลบยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะไออ อนิก
อย่างตอ่ เนอ่ื งกันไปทัง้ สามมิติเปน็ โครงผลกึ และไม่อยใู่ นรปู โมเลกลุ

3. ครูอธบิ ายเพ่มิ เติมเก่ียวกบั การเกิดพันธะไออออนกิ และโครงสร้างของสารประกอบ ไอ
ออนิก ดังน้ี

- อะตอมของธาตุโลหะมีขนาดใหญ่ และมีค่าพลังงานไอออไนเซชันลาดับท่ี 1 ต่า
จึงมีแนวโน้มที่จะเสียอิเล็กตรอนได้ง่าย เกิดเป็นไอออนบวกที่มีประจุเท่ากับจานวนอิเล็กตรอนท่ีเสียไป
ส่วนอะตอมของธาตอุ โลหะมีขนาดเล็ก และมีค่าพลังงานไอออไนเซชันลาดับท่ี 1 สูง จึงมีแนวโน้มที่จะรับ
อิเล็กตรอนได้ง่าย เกดิ เป็นไอออนลบทีม่ ีประจุเท่ากับจานวนอิเล็กตรอนที่รับมา และเมื่ออะตอมของโลหะ
รวมตวั กบั อะตอมของอโลหะจะมีการให้และรับอิเล็กตรอนเพื่อปรับให้มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเป็นไปตามกฎ
ออกเตต

- ไอออนบวกและไอออนลบยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงดึงดูดระหว่างประจุไฟฟ้าต่างชนิดกัน
เกิดเป็นพันธะ เรียกว่า พนั ธะไอออนิก และสารประกอบทีเ่ กิดจากพนั ธะไอออนกิ เรียกว่า สารประกอบไอ
ออนกิ

- สารประกอบไอออนิกท่ีมีสถานะเป็นของแข็งจะประกอบด้วยไอออนบวกรวมอยู่กับ
ไอออนลบต่อเน่อื งสลับกันไปท้งั สามมติ ิ และแยกเปน็ โมเลกลุ เด่ียวไม่ได้

- โครงสร้างของสารประกอบไอออนิกแต่ละชนิดจะมีลักษณะแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับ
สัดส่วนของจานวนประจุ ขนาดของไอออน และโครงสรา้ งผลกึ ของสารนั้น ๆ

5.4 ขนั้ ขยายความเขา้ ใจ (Elaboration)
1. ครูให้นักเรียนจับคู่กับเพ่ือนท่ีนั่งอยู่ข้างกัน แล้วเขียนแสดงการเกิดสารประกอบ

ไอออนิกทีเ่ กิดจากการรวมกันของธาตุต่อไปนี้
• ธาตุหมู่ 1A กบั ธาตหุ มู่ 5A • ธาตุหมู่ 1A กบั ธาตุหมู่ 6A

81

• ธาตหุ มู่ 2A กับธาตุหมู่ 5A • ธาตุหมู่ 2A กบั ธาตุหมู่ 6A
• ธาตหุ มู่ 3A กับธาตหุ มู่ 5A • ธาตุหมู่ 3A กับธาตหุ มู่ 6A
• ธาตุหมู่ 3A กับธาตหุ มู่ 7A
แล้วบันทกึ ลงในสมดุ
5.5 ข้ันประเมินผล (Evaluation)
1. ครถู ามนักเรยี นด้วยชุดคาถาม ดงั น้ี
- ในสารประกอบหลายชนิด ธาตุไฮโดรเจนเกิดเป็นไอออน H+ การเกิดไอออนน้ีของ
ธาตุไฮโดรเจนสอดคลอ้ งกับการเกิดประจขุ องธาตหุ มู่ใด
(แนวตอบ : หมู่ IA)
- ในสารประกอบไอออนิกบางชนิด ธาตุไฮโดรเจนอาจเป็นไอออน H- การเกิดไอออนน้ี
ของธาตุไฮโดรเจนสอดคล้องกบั การเกดิ ประจุของธาตหุ มใู่ ด
(แนวตอบ : หมู่ VIIA)
- จากสมบัตกิ ารเกิดประจุในขอ้ 1 และ 2 ควรจดั ธาตุไฮโดรเจนให้อยู่ในตาแหน่งใดของ
ตารางธาตุ เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : ธาตุไฮโดรเจนควรอยู่ในตาแหน่งกึ่งกลางและมีเส้นปะเช่ือมระหว่างหมู่ IA
และหมู่ VIIA เน่ืองจากการเกิดเป็นไอออนคลา้ ยกับการเกิดไอออนของธาตุหมู่ IA และหมู่ VIIA )
2. ครูให้นักเรยี นทาใบงาน เรอื่ ง การเกดิ และโครงสร้างของสารประกอบไอออนกิ
6. สอื่ และแหล่งเรยี นรู้
6.1 หนงั สอื เรยี น รายวิชาเพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 เคมี เลม่ 1 ตามผล
การเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ( ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
6.2 Power point พนั ธะไอออนกิ
6.3 แอพลิเคชัน่ Chemical Bond เกมเตมิ คณุ สมบตั ิของสาร
6.4 ใบงาน เรื่อง การเกิดและโครงสร้างของสารประกอบไอออนิก

82

83

84

ใบงาน

เรอื่ ง การเกดิ และโครงสร้างของสารประกอบไอออนิก

คาช้ีแจง : ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปนี้
1. เขียนแสดงการให้และรับอิเล็กตรอนในการเกิดสารประกอบระหว่างธาตุแต่ละคู่ต่อไปน้ี โดยใช้
สญั ลกั ษณแ์ บบจดุ ของลวิ อิส

1.1 ลิเทยี มกับคลอรีน

1.2 ซเี ซยี มกับกามะถนั

1.3 แบเรยี มกับไอโอดนี

1.4 แคลเซียมกบั ออกซิเจน

85

2. ระบชุ นดิ ของไอออนในโครงสร้างผลกึ ของสารประกอบท่กี าหนดให้
สารประกอบลเิ ทยี มฟลูออไรด์ (LiF)

สารประกอบแมกนีเซยี มออกไซด์ (MgO)
สารประกอบโพแทสเซยี มไอโอไดด์ (KI)

86

3. ระบปุ จั จัยที่มีผลตอ่ โครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิกอยา่ งน้อย 2 ขอ้
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................... ............................
....................................................................................................................................................

87

ใบงาน เฉลย

เร่ือง การเกิดและโครงสร้างของสารประกอบไอออนกิ

คาชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามต่อไปนี้

1. เขียนแสดงการให้และรับอิเล็กตรอนในการเกิดสารประกอบระหว่างธาตุแต่ละคู่ต่อไปนี้ โดยใช้
สญั ลกั ษณแ์ บบจดุ ของลวิ อิส

1.1ลเิ ทยี มกับคลอรนี

1.2 ซีเซยี มกับกามะถัน

1.3 แบเรียมกับไอโอดีน

1.4 แคลเซยี มกับออกซเิ จน

88

2. ระบุชนดิ ของไอออนในโครงสร้างผลกึ ของสารประกอบท่กี าหนดให้
สารประกอบลเิ ทียมฟลูออไรด์ (LiF)
Li+
F-

สารประกอบแมกนีเซยี มออกไซด์ (MgO)

Mg2+
O2-

สารประกอบโพแทสเซยี มไอโอไดด์ (KI)

K+

I-

3. ระบปุ ัจจยั ทม่ี ผี ลต่อโครงสร้างของสารประกอบไอออนิกอยา่ งนอ้ ย 2 ข้อ
1) สัดสว่ นของจานวนประจุ
2) ขนาดของไอออน
3) โครงสร้างผลกึ ของสารนน้ั ๆ

89

90

91

92

93

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการประเมนิ คุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์

รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน
1. ใฝ่เรยี นรู้
32 1
2. ม่งุ ม่ันในการ
ทางาน ต้ังใจเรยี น สนใจเรียน ต้ังใจเรียน สนใจเรยี น ต้งั ใจเรียน สนใจเรียน

3. ทางานรว่ มกบั กลา้ ซกั ถาม ปรากฏ กลา้ ซกั ถาม ปานกลาง กล้าซกั ถาม ไม่ชดั เจน
ผอู้ ่นื ได้
ชัดเจน

ตั้งใจและรับผดิ ชอบใน ตง้ั ใจและรับผดิ ชอบใน ต้ังใจและรบั ผิดชอบใน

การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ที ี่ไดร้ ับ การปฏิบตั หิ น้าท่ีที่ได้รบั การปฏบิ ัตหิ น้าที่ที่ไดร้ บั

มอบหมายให้สาเร็จ มอบหมายใหส้ าเร็จ มอบหมายให้สาเรจ็ ลุล่วง

ลุล่วงทกุ คร้ัง ลุลว่ งเป็นส่วนใหญ่ เปน็ บางครั้ง

สามารถปฏิบัตหิ น้าทที่ ี่ สามารถปฏบิ ตั หิ น้าท่ี สามารถปฏิบัติหน้าทท่ี ี่
ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกบั ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ไดร้ ับมอบหมายรว่ มกับ
ผอู้ ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ่วง รว่ มกบั ผู้อืน่ ได้ไดส้ าเร็จ ผู้อ่ืนได้ไดส้ าเร็จลลุ ว่ ง

ทกุ คร้งั ลลุ ว่ งเป็นสว่ นใหญ่ เปน็ บางครง้ั

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ หมายถึง 0 (ปรบั ปรงุ )
0 - 2 คะแนน หมายถึง 1 (พอใช้)
3 - 4 คะแนน หมายถงึ 2 (ดี)
5 - 7 คะแนน หมายถึง 3 (ดีเย่ียม)
8 - 9 คะแนน


Click to View FlipBook Version