ี
ื
หนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ้
ี
ู
รายวิชาทักษะการเรยนรู
้
ี
(ทร21001)
ระดับมัธยมศกษาตอนตน
้
ึ
ั
(ฉบับปรบปรุง 2560)
ึ
ึ
หลักสตรการศกษานอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน
ู
พุทธศักราช 2551
ส านักงานส่งเสรมการศกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัย
ึ
ิ
ึ
ิ
ส านักงานปลัดกระทรวงศกษาธการ
ึ
ึ
ิ
กระทรวงศกษาธการ
หามจ าหนาย
้
่
ื
ี
ิ
ิ
หนังสอเรยนเล่มน้จัดพิมพ์ด้วยเงนงบประมาณแผ่นดนเพือการศกษาตลอดชวิตส าหรบประชาชน ลขสทธ์ ิ
ั
่
ิ
ิ
ึ
ี
ี
็
ึ
ิ
เปนของ ส านักงาน กศน. ส านักงานปลัดกระทรวงศกษาธการ
ื
ี
ู
ี
หนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ้
ี
้
รายวิชาทักษะการเรยนรู (ทร21001)
ระดับมัธยมศกษาตอนตน
้
ึ
(ฉบับปรบปรุง 2560)
ั
ึ
ิ
็
ลขสทธ์เปนของ ส านักงาน กศน. ส านักงานปลัดกระทรวงศกษาธการ
ิ
ิ
ิ
เอกสารทางวิชาการล าดับท 33 /2555
ี่
ค านา
ู
ิ
ึ
ึ
ึ
กระทรวงศกษาธการได้ประกาศใช้หลักสตรการศกษานอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน
ี
ื
่
ึ
ี
พุทธศักราช 2551 เมอวันท 18 กันยายน พ.ศ. 2551 แทนหลักเกณฑ์และวิธการจัดการศกษานอกโรงเรยน
ี
่
ั
่
ตามหลักสตรการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซงเปนหลักสตรทพัฒนาข้นตามหลักปรชญาและ
ึ
ู
ึ
่
็
ู
ี
ึ
ี
่
ื
ี
ึ
้
็
ี
ี
่
ี
ความเชอพื้นฐานในการจัดการศกษานอกโรงเรยนทมกล่มเปาหมายเปนผู้ใหญ่มการเรยนรและสั่งสม
ู
ุ
้
์
้
ู
่
ื
ความรและประสบการณอย่างต่อเนอง
ึ
ิ
่
ื
์
ี
ในปงบประมาณ 2554 กระทรวงศกษาธการได้ก าหนดแผนยุทธศาสตรในการขับเคลอน
นโยบายทางการศกษาเพือเพิ่มศักยภาพและขดความสามารถในการแข่งขันให้ประชาชนได้มอาชพ
ี
ี
ี
่
ึ
้
ี
็
ี
่
ทสามารถสรางรายได้ทมั่งคั่งและมั่นคง เปนบคลากรทมวินัย เปยมไปด้วยคณธรรมและจรยธรรม และ
ิ
ี่
่
ุ
ี่
ี
ุ
ี
ึ
ิ
ึ
มจตส านกรบผิดชอบต่อตนเองและผู้อน ส านักงาน กศน. จงได้พิจารณาทบทวนหลักการ จดหมาย
ั
ื
่
ุ
ู
ื
ี
ี
ู
้
่
้
ู
ุ
มาตรฐาน ผลการเรยนรทคาดหวัง และเน้อหาสาระ ทั้ง 5 กล่มสาระการเรยนร ของหลักสตรการศกษา
ึ
ี
ี
ึ
นอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้มความสอดคล้องตอบสนองนโยบาย
ั
ุ
ื
ึ
กระทรวงศกษาธการ ซงส่งผลให้ต้องปรบปรงหนังสอเรยน โดยการเพิ่มและสอดแทรกเน้อหาสาระ
ื
ี
่
ึ
ิ
่
้
่
่
ี
ี
ุ
ี
ี
เกียวกับอาชพ คณธรรม จรยธรรมและการเตรยมพรอม เพือเข้าส่ประชาคมอาเซยน ในรายวิชาทมความ
ู
ี
ิ
ิ
ึ
เกียวข้องสัมพันธกัน แต่ยังคงหลักการและวิธการเดมในการพัฒนาหนังสอทให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้า
่
่
ื
ี
ี
ี
์
ู
ี
ิ
้
ิ
ึ
ิ
้
ู
ความรด้วยตนเอง ปฏบัตกิจกรรม ท าแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรความเข้าใจ มการอภปราย
ื
่
่
ิ
ี
ื
ี
ึ
ุ
ิ
ื
่
แลกเปลยนเรยนรกับกล่ม หรอศกษาเพิ่มเตมจากภมปญญาท้องถ่น แหล่งการเรยนรและสออน
ู
ั
้
ิ
้
ี
ู
ู
ั
ุ
ุ
การปรบปรงหนังสอเรยนในคร้ ังน้ ี ได้รบความร่วมมออย่างดยิ่งจากผู้ทรงคณวุฒในแต่ละ
ี
ื
ั
ิ
ี
ื
ู
ี
สาขาวิชา และผู้เกียวข้องในการจัดการเรยนการสอนทศกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลองค์ความรจาก
ึ
่
่
ี
้
ื
่
ี
สอต่าง ๆ มาเรยบเรยงเน้อหาให้ครบถ้วนสอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการเรยนรทคาดหวัง ตัวช้วัดและ
ี
ี
ู
้
ี
ี
่
ื
่
ุ
ี
กรอบเน้อหาสาระของรายวิชา ส านักงาน กศน. ขอขอบคณผู้มส่วนเกียวข้องทกท่านไว้ ณ โอกาสน้
ี
ื
ุ
ู
ุ
์
และหวังว่าหนังสอเรยนชดน้จะเปนประโยชนแก่ผู้เรยน คร ผู้สอน และผู้เกียวข้องในทกระดับ หากม ี
็
ี
่
ุ
ี
ี
ื
ั
ข้อเสนอแนะประการใด ส านักงาน กศน. ขอน้อมรบด้วยความขอบคณยิ่ง
ุ
สารบัญ
้
หนา
ค านา
สารบัญ
ั
ื
้
ี
ค าแนะนาการใชหนงสอเรยน
ึ
โครงสรางรายวิชาทักษะการเรยนรู ระดับมัธยมศกษาตอนตน
้
้
้
ี
้
ี
ู
บทที่ 1 การเรยนรด้วยตนเอง 1
ี
บทที่ 2 การใช้แหล่งเรยนร ู ้ 49
บทที่ 3 การจัดการความร ้ ู 67
็
บทที่ 4 การคดเปน 115
ิ
บทที่ 5 การวิจัยอย่างง่าย 152
่
ี
ี
บทที่ 6 ทักษะการเรยนรและศักยภาพหลักของพื้นทในการพัฒนาอาชพ 163
้
ี
ู
ั
ื
ี
ค าแนะนาการใชหนงสอเรยน
้
ื
ึ
ั
ู
ี
ี
้
ี
็
ี
่
ึ
หนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ระดับมัธยมศกษาตอนต้น เปนแบบเรยนทจัดท าข้นส าหรบ
ี
็
ึ
ผู้เรยนทเปนนักศกษานอกระบบ
ี่
ึ
ื
ี
ิ
ิ
้
ี
ี
ู
ในการศกษาหนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ผู้เรยนควรปฏบัต ดังน้ ี
้
ี
1. ศกษาโครงสรางรายวิชาให้เข้าใจในสาระส าคัญ ผลการเรยนรทคาดหวัง และขอบข่ายเน้อหา
ี
้
ู
่
ึ
ื
ี
ี
2. ศกษารายละเอยดเน้ ือหาของแต่ละบทอย่างละเอยด และท ากิจกรรมตามทก าหนด
ี
่
ึ
ึ
ี
แล้วตรวจสอบกับแนวตอบกิจกรรมทก าหนด ถ้าผู้เรยนตอบผิดควรกลับไปศกษาและท าความเข้าใจ
่
ี
่
ี
ื
ึ
ื
่
ในเน้อหาใหม่ให้เข้าใจก่อนทจะศกษาเรองต่อไป
ุ
3. ปฏบัตกิจกรรมท้ายเรองของแต่ละเรอง เพื่อเปนการสรปความรความเข้าใจของเน้อหา
ิ
่
ู
ื
้
ื
ื
่
ิ
็
่
ี
ื
ิ
ในเรองนั้น ๆ อกคร้ง และการปฏบัตกิจกรรมของเน้อหาแต่ละเรอง ผู้เรยนสามารถน าไปตรวจสอบกับคร ู
่
ื
ี
ั
ิ
ื
่
ี
ี
่
ี
และเพือน ๆ ทร่วมเรยนในรายวิชาและระดับเดยวกันได้
ี
4. แบบเรยนน้ม 6 บท คอ
ี
ื
ี
บทท 1 การเรยนรด้วยตนเอง
ี่
ี
ู
้
ี
บทท 2 การใช้แหล่งเรยนร ู ้
ี่
ี่
บทท 3 การจัดการความร ้ ู
็
ี่
บทท 4 การคดเปน
ิ
บทท 5 การวิจัยอย่างง่าย
ี่
ี
้
ู
ี
ี่
่
ี
บทท 6 ทักษะการเรยนรและศักยภาพหลักของพื้นทในการพัฒนาอาชพ
้
้
ี
โครงสรางการเรยนรูดวยตนเอง
้
ึ
ระดับมัธยมศกษาตอนตน
้
สาระสาคัญ
ี
ู
้
ี
้
ู
ี
ื
ี
่
รายวิชาทักษะการเรยนร มเน้อหาเกียวกับการพัฒนาทักษะการเรยนรของนักเรยนในด้าน
้
ู
ี
็
ิ
้
ู
้
ี
ู
การเรยนรด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรยนร การจัดการความร การคดเปนและการวิจัยอย่างง่าย โดยม ี
วัตถประสงค์เพื่อให้ผู้เรยนสามารถก าหนดเปาหมาย วางแผนการเรยนรด้วยตนเอง เข้าถงและเลอกใช้
้
ี
้
ู
ี
ึ
ุ
ื
ุ
ู
็
ี
้
แหล่งเรยนรจัดการความร กระบวนการแก้ปญหาและตัดสนใจอย่างมเหตผล ทจะสามารถใช้เปน
้
ิ
ี
ู
ี่
ั
ี
่
ื
้
ี
เครองมอช้น า ในการเรยนร และการประกอบอาชพให้สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานและการพัฒนา 5
ู
ี
ื
ิ
ื
ุ
ี
ิ
ศักยภาพของพื้นท ใน 5 กล่มอาชพใหม่ คอ เกษตรกรรม อตสาหกรรม พาณชยกรรม ความคดสรางสรรค์
ี
้
่
ุ
์
่
ิ
การบรหารจัดการและการบรการ ตามยุทธศาสตร 2555กระทรวงศกษาธการ ได้อย่างต่อเนองตลอดชวิต
ิ
ื
ี
ิ
ึ
ผลการเรยนรูทีคาดหวัง
ี
้
่
บทที 1 การเรยนรูดวยตนเอง
ี
่
้
้
ู
ุ
้
ั
ู
์
1. สามารถวิเคราะหความรจากการอ่าน การฟง การสังเกต และสรปได้ถกต้อง
2. สามารถจัดระบบการแสวงหาความรให้กับตนเอง
ู
้
ั
ู
ิ
ิ
้
่
3. ปฏบัตตามขั้นตอนในการแสวงหาความรเกียวกับทักษะการอ่าน ทักษะการฟง และ
ึ
ทักษะการจดบันทก
ื
่
้
ี
ู
4. สามารถน าความร ความเข้าใจในเรอง 5 ศักยภาพของพื้นท และหลักการพื้นฐาน
่
ี
ี
ี่
ึ
ตามยุทธศาสตร 2555 กระทรวงศกษาธการ ไปเพิ่มขดความสามารถการประกอบอาชพโดยเน้นท
์
ิ
ุ
กล่มอาชพใหม่ ให้แข่งขันได้ในระดับท้องถ่น
ิ
ี
บทที 2 การใชแหลงเรยนรู ้
ี
่
่
้
ิ
ื
1. จ าแนกความแตกต่างของแหล่งเรยนร และตัดสนใจเลอกใช้แหล่งเรยนร ้ ู
ี
ี
ู
้
ู
ี
ี
ี
2. เรยงล าดับความส าคัญของแหล่งเรยนร และจัดท าระบบการใช้แหล่งเรยนรของตนเอง
้
้
ู
ิ
ู
3. สามารถปฏบัตการใช้แหล่งเรยนรตามขั้นตอนได้ถกต้อง
้
ู
ิ
ี
ู
4. สามารถใช้แหล่งเรยนรด้านเกษตรกรรม อตสาหกรรม พาณชยกรรม ความคด
ี
ุ
้
ิ
ิ
่
ี
่
ิ
สรางสรรค์ การบรหารจัดการและการบรการ เกียวกับอาชพของพื้นททตนอาศัยอยู่ได้ตามความต้องการ
ี
่
ิ
ี
้
บทที 3 การจดการความรู ้
่
ั
ู
์
้
ุ
ี
ิ
1. วิเคราะหผลทเกิดข้นของขอบข่ายความร ตัดสนคณค่า ก าหนดแนวทางพัฒนา
่
ึ
์
ุ
ู
2. เหนความสัมพันธของกระบวนการจัดการความร กับการน าไปใช้การพัฒนาชมชน
้
็
ิ
ปฏบัตการ
ิ
้
ู
็
ิ
3. ปฏบัตตามกระบวนการจัดการความรได้อย่างเปนระบบ
ิ
ี
ุ
ู
้
4. สามารถน ากระบวนการจัดการความรของชมชน จ าแนกอาชพในด้านต่าง ๆ ของ
ื
ิ
ิ
้
ชมชน คอ เกษตรกรรม อตสาหกรรม พาณชยกรรม ความคดสรางสรรค์ การบรหารจัดการและการ
ิ
ุ
ุ
บรการ ได้อย่างถกต้อง
ิ
ู
็
บทที่ 4 การคิดเปน
็
ื
ิ
1. อธบายหรอทบทวนปรชญาคดเปนและลักษณะของข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง สังคม
ิ
ั
ิ
์
ิ
์
ิ
่
ั
ส่งแวดล้อม ทจะน ามาวิเคราะหและสังเคราะหเพือประกอบการคดและตัดสนใจแก้ปญหา
ี่
่
2. จ าแนก เปรยบเทยบ ตรวจสอบข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง สังคม ส่งแวดล้อม ทจัดเก็บ
ี
ิ
ี
ี
่
ิ
์
ั
์
และทักษะในการวิเคราะห สังเคราะหข้อมูลทั้งสามด้าน เพือประกอบการตัดสนใจแก้ปญหา
็
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
3. ปฏบัตการตามเทคนคกระบวนการคดเปน ประกอบการตัดสนใจได้อย่างเปนระบบ
็
่
ู
้
ี
่
4. สามารถน าความร ความเข้าใจในเรอง 5 ศักยภาพของพื้นท และหลักการพื้นฐานตาม
ื
์
ี
ี
่
ุ
ี
ี
ยุทธศาสตร 2555 กระทรวงศกษาธการ ไปเพิ่มขดความสามารถการประกอบอาชพโดยเน้นทกล่มอาชพ
ึ
ิ
ใหม่ให้แข่งขันได้ในระดับชาต ิ
ั
่
่
บทที่ 5 การวิจยอยางงาย
ุ
ั
ุ
ั
ี
์
่
็
1. ระบปญหา ความจ าเปน วัตถประสงค์ และประโยชนทคาดว่าจะได้รบจากการวิจัย
ู
ิ
ั
้
ี
ื
่
และสบค้นข้อมูล เพือท าความกระจ่างในปญหาการวิจัย รวมทั้งก าหนดวิธการหาความรความจรง
ี
2. เหนความสัมพันธของกระบวนการวิจัยกับการน าไปใช้ในชวิต
์
็
ุ
ึ
ิ
ิ
์
3. ปฏบัตการศกษา ทดลอง รวบรวม วิเคราะหข้อมูล และสรปความรความจรงตาม
ิ
ู
้
ขั้นตอนได้อย่างถกต้อง ชัดเจน เช่น การวิเคราะหอาชพ
ู
ี
์
่
ั
บทที 6 ทักษะการเรยนรูและศกยภาพหลักของพื้นทีในการพัฒนาอาชพ
ี
้
่
ี
ู
้
1. บอกความหมาย ตระหนักและเหนความส าคัญของทักษะการเรยนรและ
ี
็
ศักยภาพหลักของพื้นท ่ ี
ุ
ี
ี
2. สามารถบอกอาชพในกล่มอาชพใหม่ 5 ด้าน
ี
่
ี
3. ยกตัวอย่างอาชพทสอดคล้องกับศักยภาพหลักของพื้นท ่ ี
ื
่
ขอบขายเน้อหา
ี
บทที 1 การเรยนรูดวยตนเอง
่
้
้
ี่
้
ู
ื่
เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของการเรยนรด้วยตนเอง
ี
้
ู
ื่
้
ี
ี่
เรองท 2 การก าหนดเปาหมาย และการวางแผนการเรยนรด้วยตนเอง
่
ู
่
เรองท 3 ทักษะพื้นฐานทางการศกษาหาความร ทักษะการแก้ปญหา
ื
ึ
ั
ี
้
ู
ิ
และเทคนคในการเรยนรด้วยตนเอง
้
ี
ี
ี่
ั
ี่
ื่
เรองท 4 ปจจัยทท าให้การเรยนรด้วยตนเองประสบความส าเรจ
้
็
ู
บทที 2 การใชแหลงเรยนรู ้
่
่
้
ี
่
ี
่
ี
เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของแหล่งเรยนร ู ้
ื
ี
ี่
ุ
เรองท 2 ห้องสมด : แหล่งเรยนร ้ ู
ื่
เรองท 3 แหล่งเรยนรส าคัญในชมชน
ี
ุ
้
่
ื
่
ี
ู
บทที 3 การจดการความรู ้
ั
่
เรองท 1 ความหมาย ความส าคัญ หลักการกระบวนการจัดการความร ู ้
ี่
ื่
ี่
ึ
ื่
เรองท 2 การฝกทักษะ และกระบวนการจัดการความร ู ้
็
บทที่ 4 การคิดเปน
่
ื
ึ
ู
ิ
ื
่
็
ื่
เรองท 1 ความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ และการเชอมโยงส่กระบวนการคดเปน
ี่
ั
็
ิ
และปรชญาคดเปน
ี่
เรองท 2 ลักษณะและความแตกต่างของข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง และสังคม
ื่
ี
่
ส่งแวดล้อม รวมทั้งเทคนคการเก็บข้อมูลและวิเคราะห สังเคราะหข้อมูล การคดเปนทจะน ามาใช้
ิ
ิ
็
์
์
ิ
็
ิ
ิ
ประกอบการคด การตัดสนใจ แก้ปญหาของคนคดเปน
ั
ิ
ื่
ี
่
ิ
เรองท 3 กรณตัวอย่างเพือการฝกปฏบัต ิ
ี่
ึ
่
่
ั
บทที่ 5 การวิจยอยางงาย
ื
่
เรองท 1 ความหมายและประโยชนของการวิจัยอย่างง่าย
์
่
ี
ี
่
่
ื
เรองท 2 ขั้นตอนการวิจัยอย่างง่าย
เรองท 3 สถตง่าย ๆ เพือการวิจัย
่
ี
ิ
ิ
่
ื
่
เรองท 4 เครองการวิจัยเพือเก็บรวบรวมข้อมูล
ี่
ื
่
ื่
่
ี
เรองท 5 การเขยนโครงการวิจัยอย่างง่าย
ื
่
่
ี
ี
บทที 6 ทักษะการเรยนรูและศกยภาพภาพหลักของพื้นทีในการพัฒนาอาชพ
ั
่
ี
้
่
ื่
เรองท 1 ความหมาย ความส าคัญของศักยภาพหลักของพื้นท ่ ี
ี่
ื่
ุ
ี
่
ี่
เรองท 2 กล่มอาชพใหม่ 5 ด้าน และศักยภาพหลักของพื้นท 5 ประการ
ี
เรองท 3 ตัวอย่างการวิเคราะหศักยภาพหลักของพื้น
ี่
์
ื่
1
บทที่ 1
้
้
การเรยนรูดวยตนเอง
ี
สาระสาคัญ
้
็
ี
้
ู
ี
ู
ี
่
ิ
ิ
การเรยนรด้วยตนเอง เปนกระบวนการเรยนรทผู้เรยนรเร่มการเรยนรด้วยตนเอง ตามความสนใจ
้
ู
ี
ี
ื
ี
ี
ู
ู
ั
้
้
ี
้
ี
ความต้องการ และความถนัด มเปาหมาย รจักแสวงหาแหล่งทรพยากรของการเรยนร เลอกวิธการเรยนร ู ้
ื
ี
ื
จนถงการประเมนความก้าวหน้าของการเรยนรของตนเอง โดยจะด าเนนการด้วยตนเองหรอร่วมมอ
ึ
ู
ิ
ิ
้
็
่
ื
ื
ี
ู
่
ึ
ี
ุ
ช่วยเหลอกับผู้อนหรอไม่ก็ได้ ทกวันน้คนส่วนใหญ่แสวงหาการศกษาระดับทสงข้น จ าเปนต้องรวิธ ี
ึ
้
ู
ื
ี
ิ
้
ี
้
วินจฉัยความต้องการในการเรยนของตนเอง สามารถก าหนดเปามายในการเรยนรของตนเอง สามารถ
ู
ุ
้
ื
ี
ระบแหล่งความรทต้องการ และวางแผนการใช้ยุทธวิธ สอการเรยน และแหล่งความรเหล่านั้น หรอแม้แต่
ู
ี
่
ื
่
ี
ู
้
์
ู
้
ู
ี
ประเมนและตรวจสอบความถกต้องของผลการเรยนรของตนเอง มาตรฐานการเรยนรสามารถวิเคราะห
ิ
ี
้
ู
็
ู
ั
ุ
ิ
ิ
้
ู
เหนความส าคัญ และปฏบัตการแสวงหาความรจากการอ่าน ฟง และสรปได้ถกต้องตามหลักวิชาการ
ผลการเรยนรูทีคาดหวัง
ี
้
่
ั
1. สามารถวิเคราะหความรจากการอ่าน การฟง การสังเกต และสรปได้ถกต้อง
ู
์
ุ
ู
้
้
2. สามารถจัดระบบการแสวงหาความรให้กับตนเอง
ู
ิ
3. ปฏบัตตามขั้นตอนในการแสวงหาความรเกียวกับทักษะการอ่าน ทักษะการฟง และทักษะการ
ิ
้
ู
่
ั
ึ
จดบันทก
่
ื
ขอบขายเน้อหา
เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของการเรยนรด้วยตนเอง
ู
้
ี่
ื่
ี
ี่
้
ู
ื่
ี
้
เรองท 2 การก าหนดเปาหมาย และการวางแผนการเรยนรด้วยตนเอง
้
ู
ึ
ี
ิ
ั
ี
่
เรองท 3 ทักษะพื้นฐานทางการศกษาหาความร ทักษะการแก้ปญหา และเทคนคในการเรยนร ้ ู
ื
่
ด้วยตนเอง
ั
ี่
เรองท 4 ปจจัยทท าให้การเรยนรด้วยตนเองประสบความส าเรจ
ี่
ู
้
ื่
ี
็
เรองที่ 1 ความหมาย และความสาคัญของการเรยนรูดวยตนเอง
ี
ื่
้
้
์
ี
ในปจจบันโลกมความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ความรต่าง ๆ ได้เพิ่มข้น
ั
ู
ุ
้
ึ
ู
้
ู
็
ี
้
ุ
ึ
ึ
เปนอันมาก การเรยนรจากสถาบันการศกษาไม่อาจท าให้บคคลศกษาความรได้ครบทั้งหมด การ
ื
่
่
ู
ี
ึ
ี
ึ
้
ี
็
ุ
ไขว่คว้าหาความรด้วยตนเอง จงเปนอกวิธหนงทจะสนองความต้องการของบคคลได้ เพราะเมอใด
่
ก็ตามทบคคลมใจรกทจะศกษาค้นคว้าส่งทตนต้องการจะร บคคลนั้นก็จะด าเนนการศกษาเรยนร
ี
่
ั
ี
่
ุ
ี
ู
้
ี
่
ิ
ู
ิ
้
ุ
ึ
ี
ึ
ึ
ั
อย่างต่อเนองโดยไม่มใครต้องบอก ประกอบกับระบบการศกษาและปรชญาการศกษาเพือเตรยมคน
ี
ี
่
ึ
่
ื
2
ู
้
้
ู
่
ั
ู
ี
ู
้
ให้สามารถเรยนรได้ตลอดชวิต แสวงหาความรด้วยตนเอง ใฝหาความร รแหล่งทรพยากรการเรยนร ้ ู
ี
ี
้
ั
ิ
ิ
ี
ี
้
วิธการหาความร มความสามารถในการคดเปน ท าเปน แก้ปญหาเปน มนสัยในการท างานและการ
็
ู
ี
็
็
ี
ด ารงชวิต และมส่วนร่วมในการปกครองประเทศ
ี
ี
การเรยนรูดวยตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรยนพัฒนาและเพิ่มศักยภาพ
้
้
ี
ี
ิ
ี
่
ของตนเองโดยการค้นพบความสามารถและส่งทมคณค่าในตนเองทเคยมองข้ามไป
่
ี
ุ
(“...it is possible to help learners expand their potential by discovered that which is yet
untapped…”) (Brockett & Hiemstra, 1991)
ู
็
ึ
ึ
ึ
การศกษาตามหลักสตรการศกษานอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เปน
ี
การจัดการศกษาทมความเหมาะสมกับสภาพปญหา และความต้องการของผู้เรยนทอยู่นอกระบบ ซงเปน
่
ี
ั
ี
ึ
ี
็
ึ
่
่
ี
่
ี
ี
้
ผู้ทมประสบการณจากการท างานและการประกอบอาชพ โดยการก าหนดสาระการเรยนร มาตรฐานการ
ู
ี
์
้
ี
ิ
ิ
ู
ุ
้
ี
ุ
ี
ู
เรยนร การจัดการเรยนร การวัดและประเมนผล ให้การพัฒนากับกล่มเปาหมายด้านจตใจ ให้มคณธรรม
้
้
ู
ู
้
ิ
ุ
ู
ั
ู
ควบค่ไปกับการพัฒนาการเรยนร สรางภมค้มกัน สามารถจัดการกับองค์ความร ทั้งภมปญญาท้องถ่นและ
ู
ี
้
ิ
ิ
ี
ิ
่
้
เทคโนโลยี เพือให้ผู้เรยนสามารถปรบตัวอยู่ในสังคมทมการเปลยนแปลงตลอดเวลา สรางภมค้มกันตาม
ู
ี
่
ั
่
ี
ี
ุ
่
ี
แนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งค านงถงธรรมชาตการเรยนรของผู้ทอยู่นอกระบบ และสอดคล้องกับสภาพ
ิ
ี
ึ
ึ
้
ู
ิ
เศรษฐกิจ สังคม การเมอง การปกครอง ความเจรญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสอสาร ดังนั้น ใน
ื่
ื
ู
ึ
ึ
ึ
ี
การศกษาแต่ละรายวิชา ผู้เรยนจะต้องตระหนักว่า การศกษาตามหลักสตรการศกษานอกระบบระดับ
ิ
ึ
ิ
การศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 น้ จะสัมฤทธผลได้ด้วยดหากผู้เรยนได้ศกษาพรอมทั้งการปฏบัต ิ
ึ
ี
ี
ี
้
็
ี
ี
่
ู
ตามค าแนะน าของครแต่ละวิชาทได้ก าหนดเน้อหาเปนบทต่าง ๆ โดยแต่ละบทจะมค าถาม รายละเอยด
ื
ี
ึ
่
ิ
ี
กิจกรรมและแบบฝกปฏบัตต่าง ๆ ซงผู้เรยนจะต้องท าความเข้าใจในบทเรยน และท ากิจกรรม ตลอดจน
ิ
ึ
ี
ิ
ิ
ึ
่
ี
ึ
ึ
่
ท าตามแบบฝกปฏบัตทได้ก าหนดไว้อย่างครบถ้วน ซงในหนังสอแบบฝกปฏบัตของแต่ละวิชาได้จัดให้ม ี
ิ
ิ
ื
ิ
ิ
ู
้
ี
รายละเอยดต่าง ๆ ดังกล่าว ตลอดจนแบบประเมนผลการเรยนรเพือให้ผู้เรยนได้วัดความรเดมและ
ี
ี
ู
่
้
ิ
ี
้
ี
ี
่
วัดความก้าวหน้าหลังจากทได้เรยนร รวมทั้งการทผู้เรยนจะได้มการทบทวนบทเรยน หรอส่งทได้เรยนร ู ้
ี
ี
่
่
ู
ื
ี
ี
ี
ี
ี
์
อันจะเปนประโยชนในการเตรยมสอบต่อไปได้อกด้ว
็
็
ู
่
ี
้
ู
้
ี
ี
การเรยนรในสาระทักษะการเรยนร เปนสาระเกียวกับรายวิชาการเรยนรด้วยตนเอง รายวิชาการ
้
ู
้
็
ิ
้
ู
ี
ใช้แหล่งเรยนร รายวิชาการจัดการความร รายวิชาการคดเปน และรายวิชาการวิจัยอย่างง่าย ในส่วนของ
ู
้
ู
ี
รายวิชาการเรยนรด้วยตนเองเปนสาระการเรยนรเกียวกับการพัฒนาทักษะการเรยนร ในด้านการเรยนร ู ้
ู
้
็
ู
้
ี
ี
ี
่
้
ด้วยตนเอง เปดโอกาสให้ผู้เรยนได้ศกษา ค้นคว้า ฝกทักษะในการเรยนรด้วยตนเอง เพือม่งเสรมสราง
ิ
ี
ึ
ู
้
่
ี
ิ
ุ
ึ
3
ื
ู
ี
็
ื
่
้
่
ึ
ิ
ี
็
ี
ู
ให้ผู้เรยนมนสัยรกการเรยนรซงเปนทักษะพื้นฐานของบคคลแห่งการเรยนรทยั่งยืน เพือใช้เปนเครองมอ
ั
ี
ี
่
่
ุ
้
ี
ี
ี
ในการช้น าตนเองในการเรยนรได้อย่างต่อเนองตลอดชวิต
ื่
ู
้
้
ี
ู
ู
้
ี
็
ี
่
่
ึ
การเรยนรด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เปนแนวทางการเรยนรหนงทสอดคล้องกับการ
ุ
ุ
็
เปลยนแปลงของสภาพปจจบัน และเปนแนวคดทสนับสนนการเรยนรตลอดชวิตของสมาชกในสังคม
ิ
ี่
ี
ั
ี
้
ิ
ู
ี่
ิ
ู
ี
ส่การเปนสังคมแห่งการเรยนร โดยการเรยนรด้วยตนเองเปนการเรยนรทท าให้บคคลมการรเร่มการ
ี
ู
ี
่
ุ
้
็
ู
้
ิ
็
ี
ู
้
ี
่
้
ี
่
ื
ู
ี
่
้
ู
เรยนรด้วยตนเอง มเปาหมายในการเรยนรทแน่นอน มความรบผิดชอบในชวิตของตนเอง ไม่พึงคนอน
้
ั
ี
ี
ี
ี
ี
้
ู
ี
ี
้
ู
ี่
้
ุ
่
ู
ี่
็
ี
ี
ี
มแรงจูงใจ ท าให้ผู้เรยนเปนบคคลทใฝร ใฝเรยน ทมการเรยนรตลอดชวิต เรยนรวิธเรยน สามารถเรยนร ู ้
ี
ี
ี
่
ี
ี
ี
่
เรองราวต่าง ๆ ได้มากกว่าการเรยนทมครปอนความรให้เพียงอย่างเดยว
้
ู
ี
ู
้
่
ื
ี
ึ
ู
้
ี
ึ
่
ั
็
การเรยนรด้วยตนเองเปนหลักการทางการศกษาซงได้รบความสนใจมากข้ ึนโดยล าดับ
่
ี
ี่
ุ
ู
ุ
ี
ี่
ในทกองค์กรการศกษา เพราะเปนแนวทางหนงทสนับสนนการเรยนรตลอดชวิต ในอันทจะหล่อหลอม
็
ึ
้
ึ
ี
ุ
ผู้เรยนให้มทักษะการเรยนรตลอดชวิต ตามทม่งหวังไว้ในพระราชบัญญัตการศกษาแห่งชาต พ.ศ. 2542
ี
ี
่
ู
้
ิ
ี
ึ
ี
ิ
็
ี
่
้
ี่
ู
ึ
ี
ิ
ิ
และทแก้ไขเพิ่มเตม (ฉบับท 2) พ.ศ. 2545 การเรยนรด้วยตนเอง เปนหลักการทางการศกษาทมแนวคด
ี
่
ี
ึ
ิ
่
ี
ุ
ุ
ุ
่
ื
็
ี
พื้นฐานมาจากทฤษฎของกล่มมนษยนยม (Humanism) ซงเชอว่า มนษย์ทกคนมธรรมชาตเปนคนด
ี
ิ
ุ
ั
็
ี
ู
ี
ิ
ี
้
ั
ี
็
็
ี
มเสรภาพและความเปนตนเอง มความเปนปจเจกชนและศักยภาพ มตนและการรบรตนเอง มการเปนจรง
็
ั
ิ
้
ุ
ี
่
ี
ู
ี
ในส่งทตนสามารถเปนได้ มการรบร มความรบผิดชอบและความเปนมนษย์
ั
็
ี
่
ุ
ี
ี
่
ึ
่
ี
ี
่
ี
้
ู
ี
็
ุ
ดังนั้น การทผู้เรยนสามารถเรยนรด้วยตนเองได้นับว่าเปนคณลักษณะทดทสดซงมอยู่ในตัว
บคคลทกคน ผู้เรยนควรจะมคณลักษณะของการเรยนรด้วยตนเอง การเรยนรด้วยตนเองจัดเปน
ุ
ี
็
ี
ี
ุ
้
ุ
ู
ี
ู
้
ั
ุ
ี
ี
ี
ี
่
ู
ี
ี
ี
้
กระบวนการเรยนรตลอดชวิต ยอมรบในศักยภาพของผู้เรยนว่าผู้เรยนทกคนมความสามารถทจะเรยนร ้ ู
ี
่
ิ
ี
่
่
ี
ส่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เพือทตนเองสามารถทด ารงชวิตอยู่ในสังคมทมการเปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ี
่
่
ี
ี
ุ
ได้อย่างมความสข
ี
่
ในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ในบทที 1 การเรียนรู้ด้วยตนเองนี้ ผู้เรียนจะต้องรวบรวม
ผลการปฏิบัติกิจกรรมซึงเป็นหลักฐานของการเรียนรู้ โดยให้ผู้เรียนบรรจุในแฟ้ มสะสมผลงาน
่
(Portfolio) ของผูเรยนแตละบุคคล ดังนน เมือสนสุดการเรยนรูในบทที 1 การเรยนรูดวยตนเองน้
่
่
ั
้
ี
ิ
ี
้
้
้
้
ี
้
ี
่
่
้
ี
้
้
ผูเรยนจะตองมีแฟมสะสมผลงานสงครู
4
ี
่
แบบประเมินตนเองกอนเรยน
้
้
้
้
ี
ี
แบบวัดระดับความพรอมในการเรยนรูดวยตนเองของผูเรยน
ึ
ื่
ชอ........................................................นามสกุล................................................ระดับมัธยมศกษาตอนต้น
ี
่
ู
ิ
็
ค าชแจง แบบสอบถามฉบับน้ เปนแบบสอบถามทวัดความชอบและเจตคตเกียวกับการเรยนรของท่าน
ี
ี
่
้
้
ี
ี
ี
่
ื
ให้ท่านอ่านข้อความต่าง ๆ ต่อไปน้ ซงมด้วยกัน 58 ข้อ หลังจากนั้น โปรดท าเครองหมาย
ึ
่
่ ี ็ ิ ี ่ ุ
ลงในช่องทตรงกับ ความเปนจรง ของตัวท่านมากทสด
ระดับความคิดเห็น
มากทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความนนสวนใหญเปนเช่นน้หรอมน้อยคร้งทไม่ใช่
ึ
ี่
ุ
ั
้
่
้
่
ึ
้
่
่
็
ี
ั
ี
ื
ี
่
มาก หมายถง ทานรูสกวา ขอความเกินครงมักเปนเช่นน้ ี
ึ
ึ
้
่
ึ
็
้
่
่
ปานกลาง หมายถง ทานรูสกวา ขอความจรงบ้างไม่จรงบ้างครงตอครง
ิ
ิ
ึ
่
ึ่
้
่
่
ึ่
ึ
้
ึ
็
น้อย หมายถง ทานรูสกวา ขอความเปนจรงบางไมบ่อยนก
ิ
้
้
่
้
ึ
่
่
ั
น้อยทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความไม่จรง ไมเคยเปนเชนน้ ี
ุ
ึ
ี่
ิ
่
็
่
้
ึ
้
่
่
ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย
้
้
ทีสุด กลาง ทีสุด
่
่
1. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรอยู่เสมอตราบชั่วชวิต
ู
้
ี
ี
ี
ี
2. ข้าพเจ้าทราบดว่าข้าพเจ้าต้องการเรยนอะไร
่
่
ิ
ี
ี
ี
ื่
ิ
3. เมอประสบกับบางส่งบางอย่างทไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าจะหลกเลยงไปจากส่งนั้น
ู
ู
ิ
4. ถ้าข้าพเจ้าต้องการเรยนรส่งใด ข้าพเจ้าจะหาทางเรยนรให้ได้
้
ี
้
ี
่
ั
5. ข้าพเจ้ารกทจะเรยนรอยู่เสมอ
ี
้
ู
ี
ึ
ื
6. ข้าพเจ้าต้องการใช้เวลาพอสมควรในการเร่มศกษาเรองใหม่ ๆ
ิ
่
7. ในชั้นเรยนข้าพเจ้าหวังทจะให้ผู้สอนบอกผู้เรยนทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าต้องท า
ี
ี
่
ี
อะไรบ้างอยู่ตลอดเวลา
็
ี
ื
่
่
8. ข้าพเจ้าเชอว่า การคดเสมอว่าตัวเราเปนใครและอยู่ทไหน และจะท าอะไร เปน
ิ
็
ึ
ุ
หลักส าคัญของการศกษาของทกคน
ี
9. ข้าพเจ้าท างานด้วยตนเองได้ไม่ดนัก
ี
10. ถ้าต้องการข้อมลบางอย่างทยังไม่ม ข้าพเจ้าทราบดว่าจะไปหาได้ทไหน
ู
ี
่
ี
่
ี
้
ี
11. ข้าพเจ้าสามารถเรยนรส่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ดกว่าคนส่วนมาก
ี
ู
ิ
ื
ู
ิ
ิ
ิ
่
ี
ี
ี
12. แม้ข้าพเจ้าจะมความคดทด แต่ดเหมอนไม่สามารถน ามาใช้ปฏบัตได้
13. ข้าพเจ้าต้องการมส่วนร่วมในการตัดสนใจว่าควรเรยนอะไร และจะเรยนอย่างไร
ี
ี
ี
ิ
14. ข้าพเจ้าไม่เคยท้อถอยต่อการเรยนส่งทยาก ถ้าเปนเรองทข้าพเจ้าสนใจ
ิ
ี
ื่
ี่
ี
็
่
ิ
่
ื
ี
่
ี
ั
ี
15. ไม่มใครอนนอกจากตัวข้าพเจ้าทจะต้องรบผิดชอบในส่งทข้าพเจ้าเลอกเรยน
่
ี
ื
ี
16. ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ว่า ข้าพเจ้าเรยนส่งใดได้ดหรอไม่
ื
ี
ิ
5
ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย
้
้
่
ทีสุด กลาง ทีสุด
่
ี
ู
ี
่
17. ส่งทข้าพเจ้าต้องการเรยนรได้มากมาย จนข้าพเจ้าอยากให้แต่ละวันมมากกว่า
ี
้
ิ
24 ชั่วโมง
ี่
่
ิ
ี
ี
18. ถ้าตัดสนใจทจะเรยนรอะไรก็ตาม ข้าพเจ้าสามารถจะจัดเวลาทจะเรยนรส่งนั้น
้
ู
ี
้
ู
ิ
ี
ี
ได้ ไม่ว่าจะมภารกิจมากมายเพยงใดก็ตาม
่
ั
ื
ี
่
ี
19. ข้าพเจ้ามปญหาในการท าความเข้าใจเรองทอ่าน
20. ถ้าข้าพเจ้าไม่เรยนก็ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้า
ี
ึ
ื่
่
ื่
21. ข้าพเจ้าทราบดว่า เมอไรทข้าพเจ้าต้องการจะเรยนรในเรองใดเรองหนงให้
ี
ี่
้
ู
ื่
ี
ึ
มากข้น
ี่
22. ข้าพเจ้ามความเข้าใจพอ ทจะท าข้อสอบให้ได้คะแนนสง ๆ ก็พอใจแล้ว ถงแม้ว่า
ี
ู
ึ
่
ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเรองนั้นอย่างถ่องแท้ก็ตามท ี
ื
็
ิ
ี
่
่
ี
ื
่
ุ
23. ข้าพเจ้าคดว่า ห้องสมดเปนสถานททน่าเบอ
ิ
ู
้
ี่
ี
ื่
24. ข้าพเจ้าชนชอบผู้ทเรยนรส่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ี
ู
้
ี
ิ
ั
25. ข้าพเจ้าสามารถคดค้นวิธการต่าง ๆ ได้หลายแบบส าหรบการเรยนรหัวข้อใหม่ ๆ
่
่
26. ข้าพเจ้าพยายามเชอมโยงส่งทก าลังเรยนกับเปาหมายระยะยาวทตั้งไว้
ิ
ี
่
ื
ี
้
ี
้
ี
ู
ุ
ื
ี
ี
27. ข้าพเจ้ามความสามารถเรยนร ในเกือบทกเรอง ทข้าพเจ้าต้องการจะร ้ ู
่
่
ั
ุ
28. ข้าพเจ้าสนกสนานในการค้นหาค าตอบส าหรบค าถามต่าง ๆ
่
ึ
ู
่
ี
29. ข้าพเจ้าไม่ชอบค าถามทมค าตอบถกต้องมากกว่าหนงค าตอบ
ี
ี
ู
่
็
ิ
้
30. ข้าพเจ้ามความอยากรอยากเหนเกียวกับส่งต่าง ๆ มากมาย
31. ข้าพเจ้าจะดใจมาก หากการเรยนรของข้าพเจ้าได้ส้นสดลง
ี
ี
ิ
ุ
้
ู
ี
ู
้
32. ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจการเรยนร เมอเปรยบเทยบกับผู้อน
่
ื
ี
ื
ี
่
33. ข้าพเจ้าไม่มปญหา เกียวกับทักษะเบ้องต้นในการศกษาค้นคว้า
ี
ึ
ื
่
ั
ได้แก่ ทักษะการฟง อ่าน เขียน และจ า
ั
ิ
34. ข้าพเจ้าชอบทดลองส่งใหม่ๆ แม้ไม่แน่ใจ ว่า ผลนั้นจะออกมา อย่างไร
่
ื
ี
35. ข้าพเจ้าไม่ชอบ เมอมคนช้ให้เหนถงข้อผิดพลาด ในส่งทข้าพเจ้าก าลังท าอยู่
ึ
็
่
ี
ิ
ี
่
ี
ี
ี
ิ
36. ข้าพเจ้ามความสามารถในการคดค้น หาวิธแปลก ๆ ทจะท าส่งต่าง ๆ
ิ
ึ
37. ข้าพเจ้าชอบคิดถงอนาคต
่
ื
่
ื
38. ข้าพเจ้ามความพยายามค้นหาค าตอบในส่งทต้องการรได้ด เมอเทยบกับผู้อน
ี
ี
ู
ี
ิ
้
ี
่
39. ข้าพเจ้าเหนว่าปญหาเปนส่งทท้าทาย ไม่ใช่สัญญาณให้หยุดท า
็
ิ
ั
็
่
ี
ิ
ี
40. ข้าพเจ้าสามารถบังคับตนเองให้กระท าส่งทคดว่า ควรกระท า
ิ
่
ั
ี
41. ข้าพเจ้าชอบวิธการของข้าพเจ้า ในการส ารวจตรวจสอบปญหาต่าง ๆ
ี
็
ุ
42. ข้าพเจ้ามักเปนผู้น ากล่มในการเรยนร ู ้
่
ี
่
่
็
ื
ุ
ี
43. ข้าพเจ้าสนกทได้แลกเปลยนความคดเหนกับผู้อน
ิ
6
ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย
้
้
ทีสุด กลาง ทีสุด
่
่
์
ู
ี
้
44. ข้าพเจ้าไม่ชอบสถานการณการเรยนรทท้าทาย
ี
่
ี
่
ี
ี
45. ข้าพเจ้ามความปรารถนาอย่างแรงกล้าทจะเรยนรส่งใหม่ ๆ
้
ู
ิ
้
ู
ี
ี
ึ
้
46. ยิ่งได้เรยนรมาก ข้าพเจ้าก็ยิ่งรสกว่าโลกน้น่าตนเต้น
ู
่
ื
็
ุ
ู
ื่
47. การเรยนรเปนเรองสนก
ี
้
ี่
ี
48. การยึดการเรยนรทใช้ได้ผลมาแล้ว ดกว่า การลองใช้วิธใหม่ ๆ
้
ี
ู
ี
็
ี
่
ิ
49. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรให้มากยิ่งข้น เพื่อจะได้ เปนคนทมความเจรญก้าวหน้า
ี
ึ
ี
ู
้
ั
ู
50. ข้าพเจ้าเปนผู้รบผิดชอบเกียวกับการเรยนรของข้าพเจ้าเอง ไม่มใครมารบผิดชอบ
่
ี
ั
ี
็
้
แทนได้
ี
ิ
็
ี
้
ู
ึ
51. การเรยนรถงวิธการเรยน เปนส่งทส าคัญส าหรบข้าพเจ้า
ั
ี
่
ี
ี
ี
52. ข้าพเจ้าไม่มวันทจะแก่เกินไป ในการเรยนรส่งใหม่ ๆ
ิ
้
ู
ี
่
่
่
็
53. การเรยนรอยู่ตลอดเวลา เปนส่งทน่าเบอหน่าย
ิ
ู
้
ี
ี
ื
ี
ิ
ื
็
้
ู
ื่
ี
54. การเรยนรเปนเครองมอในการด าเนนชวิต
55. ในแต่ละปข้าพเจ้าได้เรยนรส่งใหม่ ๆ หลาย ๆ อย่างด้วยตนเอง
ี
ี
้
ิ
ู
ู
56. การเรยนรไม่ได้ท าให้ชวิตของข้าพเจ้า แตกต่างไปจากเดม
ี
้
ี
ิ
ี
็
ี
ิ
ี
้
ิ
ู
ี
57. ข้าพเจ้าเปนผู้เรยนทมประสทธภาพ ทั้งในชั้นเรยน และการเรยนรด้วยตนเอง
ี่
่
ิ
็
ี
ี
ื
58 ข้าพเจ้าเหนด้วยกับความคดทว่า “ผู้เรยนคอ ผู้น า”
ี
้
้
้
้
ิ่
ิ่
้
้
การเรมตนเรยนรูดวยตนเองที่ดีที่สุดนัน เรามาเรมตนที่ความพรอมในการ
้
่
้
ี
่
้
้
้
เรยนรูดวยตนเอง และทานคงทราบในเบื้องตนแลววา ระดับความพรอมในการ
ี
่
่
้
้
้
่
เรยนรูดวยตนเองของทาน อยูในระดับใด (มากทีสุด มาก ปานกลาง นอย
นอยทีสุด)
่
้
ี
้
้
้
ความพรอมในการเรยนรูดวยตนเอง
ุ
้
ู
ี
ึ
่
ี
ี
ิ
็
ุ
ในการเรยนรด้วยตนเองเปนบคลกลักษณะส่วนบคคลของผู้เรยน ทต้องการให้เกิดข้นในตัว
ี
้
ี
ี่
ั
ี
ผู้เรยนตามเปาหมายของการศกษา ผู้เรยนทมความพรอมในการเรยนด้วยตนเองจะมความรบผิดชอบ
ี
ึ
้
ี
ุ
ส่วนบคคล ความรบผิดชอบต่อความคดและการกระท าของตนเอง สามารถควบคมและโต้ตอบ
ั
ิ
ุ
สถานการณ สามารถควบคมตนเองให้เปนไปในทศทางทตนเลอก โดยยอมรบผลทเกิดข้นจากการ
ุ
่
ึ
ิ
ั
็
ี่
์
ื
ี
กระท าทมาจากความคดตัดสนใจของตนเอง
ิ
ี่
ิ
7
้
้
ี
ความหมาย และความสาคัญของการเรยนรูดวยตนเอง
ื่
้
ิ
ู
ี
ิ
ิ
่
ื่
“เด็กตามธรรมชาตต้องพึงพิงผู้อนและต้องการผู้ปกครองปกปองเล้ยงดและตัดสนใจแทน เมอเตบโต
็
เปนผู้ใหญ่ มความอสระ พึงพิงจากภายนอกลดลงและเปนตัวของตัวเอง จนมคณลักษณะการช้น าตนเอง
็
ี
ุ
่
ี
ี
ิ
ในการเรยนร”
ี
ู
้
ี
่
ี
ื
ื่
ี
ี
ิ
ี
ู
การเรยนรเปนเรองของทกคน ศักด์ศรของผู้เรยนจะมได้เมอมโอกาสในการเลอกเรยนในเรองท ี่
็
ุ
ี
้
ื
ื่
้
หลากหลายและมความหมายแก่ตนเอง การเรยนรมองค์ประกอบ 2 ด้าน คอ องค์ประกอบภายนอก ได้แก่
ื
ี
ี
ี
ู
ิ
ึ
ิ
ี
สภาพแวดล้อม โรงเรยน สถานศกษา ส่งอ านวยความสะดวก และคร องค์ประกอบภายใน ได้แก่ การคด
ู
่
้
ู
็
ุ
ี
ิ
ู
่
ิ
้
ี
ี
ี
เปน พึงตนเองได้ มีอสรภาพ ใฝร ใฝสรางสรรค์ มความคดเชงเหตผล มจตส านกในการเรยนร มเจตคต ิ
ิ
่
้
ึ
ิ
ี
่
ี
ิ
ั
ื
ึ
่
้
ู
ึ
ู
ี
เชงบวกต่อการเรยนร การเรยนรทเกิดข้นมได้เกิดข้นจากการฟงค าบรรยายหรอท าตามทครผู้สอนบอก
ิ
ู
้
ี
ี
์
ึ
แต่อาจเกิดข้นได้ในสถานการณต่าง ๆ ต่อไปน้
้
ู
้
ี
ิ
ิ
ี
1. การเรยนรูโดยบังเอิญ การเรยนรแบบน้เกิดข้นโดยบังเอญ มได้เกิดจากความตั้งใจ
ี
ึ
ึ
ี
็
2. การเรยนรูดวยตนเอง เปนการเรยนรด้วยความตั้งใจของผู้เรยน ซงมความปรารถนาจะรใน
ี
ี
้
่
ู
ู
้
้
้
ี
้
ื
ี
ึ
ี
ี
ี
เรองนั้น ผู้เรยนจงคดหาวิธการเรยนด้วยวิธการต่าง ๆ หลังจากนั้นจะมการประเมนผลการเรยนรด้วย
ี
่
ู
ิ
ิ
ี
ึ
ี
ั
ิ
ี่
ู
ุ
้
ตนเองจะเปนรปแบบการเรยนรททวีความส าคัญในโลกยุคโลกาภวัตน์ บคคลซงสามารถปรบตนเอง
็
่
ู
่
ให้ตามทันความก้าวหน้าของโลกโดยใช้สออปกรณยุคใหม่ได้ จะท าให้เปนคนทมคณค่าและประสบ
ื
ุ
ี
็
์
ุ
่
ี
็
ความส าเรจได้อย่างด
ี
้
ู
ี
ี
3. การเรยนรูโดยกลุม การเรยนรแบบน้เกิดจากการทผู้เรยนรวมกล่มกันแล้วเชญผู้ทรงคณวุฒ
ี
่
ุ
ี
ุ
่
้
ี
ิ
ิ
ี
่
ิ
มาบรรยายให้กับสมาชกท าให้สมาชกมความรเรองทวิทยากรพูด
่
ู
้
ื
ี
ิ
ี
ี
4. การเรยนรูจากสถาบันการศกษา เปนการเรยนแบบเปนทางการ มหลักสตร การประเมนผล
็
ู
็
ิ
ึ
ี
้
่
ิ
ี
่
ี
ื
มระเบยบการเข้าศกษาทชัดเจน ผู้เรยนต้องปฏบัตตามกฎระเบยบทก าหนด เมอปฏบัตครบถ้วนตามเกณฑ์
ิ
่
ี
ิ
ี
ี
ึ
ิ
ี
ั
ี
ื
ี
่
ทก าหนดก็จะได้รบปรญญา หรอประกาศนยบัตร
ิ
ี
์
ู
ู
จากสถานการณการเรยนรดังกล่าวจะเหนได้ว่า การเรยนรอาจเกิดได้หลายวิธ และการเรยนรนั้น
ี
้
ี
็
้
้
ี
ู
ี
ึ
ื
้
ไม่จ าเปนต้องเกิดข้นในสถาบันการศกษาเสมอไป การเรยนรอาจเกิดข้นได้จากการเรยนรด้วยตนเอง หรอ
ู
ึ
้
ี
็
ึ
ู
ึ
ุ
จากการเรยนโดยกล่มก็ได้ และการทบคคลมความตระหนักเรยนรอยู่ภายในจตส านกของบคคลนั้น
ิ
้
ี
ุ
ี
ี
่
ุ
ู
ี
ู
การเรยนรด้วยตนเองจงเปนตัวอย่างของการเรยนรในลักษณะทเปนการเรยนร ทท าให้เกิดการเรยนร ู ้
ี
่
้
็
ี
ี
่
ี
ึ
ี
็
ู
้
ี
้
ู
ี
ุ
ั
ุ
ี
ึ
ี
่
ตลอดชวิต ซงมความส าคัญสอดคล้องกับการเปลยนแปลงของโลกปจจบัน และสนับสนนสภาพ
่
ี
ู
้
“สังคมแห่งการเรยนร” ได้เปนอย่างด
็
ี
้
็
ี
ู
ี่
ุ
ุ
ี
ี่
“การเรยนรเปนเพื่อนทดทสดของมนษย์”
(LEARNING makes a man fit company for himself) ... (Young)...
8
้
้
การเรยนรูดวยตนเองคืออะไร
ี
็
่
้
ุ
ึ
ี
ื
ี
ี
่
เมอกล่าวถง การเรยนดวยตนเอง แล้วบคคลโดยทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเปนการเรยนทผู้เรยน
ี
ท าการศกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามล าพังโดยไม่ต้องพึงพาผู้สอน แต่แท้ทจรงแล้วการเรยนด้วยตนเองท ่ ี
ึ
่
ิ
ี
่
ี
ี
ึ
ี
็
้
ิ
้
ี
่
ิ
ี
้
่
้
ต้องการให้เกิดข้นในตัวผู้เรยนนั้น เปนกระบวนการเรยนรูทีผูเรยนรเรมการเรยนรูดวยตนเอง ตามความ
ี
้
ี
้
้
ั
ั
้
ั
่
สนใจ ความตองการ และความถนด มีเปาหมาย รูจกแสวงหาแหลงทรพยากรของการเรยนรู เลือกวิธการ
เรยนรู จนถึงการประเมินความกาวหนาของการเรยนรูของตนเอง โดยจะด าเนนการดวยตนเองหรอ
ิ
ื
้
ี
้
้
ี
้
้
่
็
้
รวมมือชวยเหลือกับผูอืนหรอไมก็ได ซงผูเรยนจะตองมีความรบผิดชอบและเปนผูควบคุมการเรยนของ
่
ื
้
่
้
้
ั
ึ
่
ี
้
ี
่
ตนเอง
ี
ิ
ิ
ิ
ุ
่
ื
ี
ุ
ี
ี
ี
่
ี
ทั้งน้การเรยนด้วยตนเองนั้นมแนวคดพื้นฐานมาจากแนวคดทฤษฎกล่มมนษยนยมทมความเชอ
ุ
ุ
ในเรองความเปนอสระและความเปนตัวของตัวเองของมนษย์ว่ามนษย์ทกคนเกิดมาพรอมกับความด มี
ุ
็
ี
่
ื
ิ
้
็
ี
็
ความเปนอสระ เปนตัวของตัวเอง สามารถหาทางเลอกของตนเอง มศักยภาพและสามารถพัฒนาศักยภาพ
ื
็
ิ
่
ของตนเองได้อย่างไม่มขดจ ากัด รวมทั้งมความรบผิดชอบต่อตนเองและผู้อน ซงการเรยนด้วยตนเอง
ื
่
ั
ี
ึ
ี
ี
ี
ื
ี
ี
่
ี
ก่อให้เกิดผลในทางบวกต่อการเรยน โดยจะส่งผลให้ผู้เรยนมความเชอมั่นในตนเอง มแรงจูงใจในการ
ี
ี
ี
ี
ึ
ู
ี
ี่
ึ
ี
เรยนมากข้น มผลสัมฤทธ์ทางการเรยนสงข้น และมการใช้วิธการเรยนทหลากหลาย การเรยนด้วยตนเอง
ิ
ี
ี
ี
่
ึ
ี
ี
ึ
่
ี
็
จงเปนมาตรฐานการศกษาทควรส่งเสรมให้เกิดข้นในตัวผู้เรยนทกคน เพราะเมอใดก็ตามทผู้เรยนมใจรก
ื
ิ
่
ี
ุ
ึ
ั
ึ
ี
ี
ี่
ื
่
ทจะศกษาค้นคว้าจากความต้องการของตนเอง ผู้เรยนก็จะมการศกษาค้นคว้าอย่างต่อเนองต่อไปโดยไม่
ึ
ึ
็
ิ
ื
่
ี
ี
ุ
ู
้
็
่
ี
ุ
ต้องมใครบอกหรอบังคับ เปนแรงกระต้นให้เกิดความอยากรอยากเหนต่อไปไม่มทส้นสด ซงจะน าไปส่ ู
การเปนผู้เรยนรตลอดชวิตตามเปาหมายของการศกษาต่อไป
ู
้
ี
ี
ึ
้
็
็
ี่
ี
ี
้
ี่
ี
การเรยนด้วยตนเองมอยู่ 2 ลักษณะคอ ลักษณะทเปนการจัดการเรยนรทมจดเน้นให้ผู้เรยนเปน
็
ุ
ู
ี
ื
ี
ี
ี
ุ
ั
ิ
ศูนย์กลางในการเรยนโดยเปนผู้รบผิดชอบและควบคมการเรยนของตนเองโดยการวางแผน ปฏบัตการ
็
ิ
ี
เรยนร และประเมนการเรยนรด้วยตนเอง ซงไม่จ าเปนจะต้องเรยนด้วยตนเองเพียงคนเดยวตามล าพัง และ
ี
้
ี
่
ู
็
ิ
ู
ึ
ี
้
่
ี
ี
ผู้เรยนสามารถถ่ายโอนการเรยนรและทักษะทได้จากสถานการณหนงไปยังอกสถานการณหนงได้ในอก
ี
้
ู
ี
์
ึ
ึ
์
่
่
ี
่
ิ
ุ
ึ
ี
่
่
ึ
็
ุ
ี
ี
่
ลักษณะหนงเปนลักษณะทางบคลกภาพทมอยู่ในตัวผู้ทเรยนด้วยตนเองทกคนซงมอยู่ในระดับทไม่
ี
่
ี
ี
เท่ากันในแต่ละสถานการณการเรยน โดยเปนลักษณะทสามารถพัฒนาให้สงข้นได้และจะพัฒนาได้สงสด
ี
์
็
ู
ี
ุ
่
ู
ึ
ี
ี
เมอมการจัดสภาพการจัดการเรยนรทเอ้อกัน
ี
ื
ื
่
่
้
ู
การเรยนดวยตนเอง (Self-Directed Learning) เปนกระบวนการเรยนรทผูเรยนรเรมการเรยนรดวย
ี
ี
ิ
้
ู
็
้
้
ู
ี่
ี
ิ่
ี
้
้
้
ู
้
ี
้
ั
่
ั
ตนเอง ตามความสนใจ ความตองการ และความถนัด มเปาหมาย รจกแสวงหาแหลงทรพยากรของการ
้
ิ
ี
ู
้
้
ิ
ึ
ื
ู
้
ี
ี
ิ
้
้
ี
ู
เรยนร เลอกวธการเรยนร จนถงการประเมนความกาวหนาของการเรยนรของตนเอง โดยจะด าเนนการดวย
้
่
ุ
็
ื
ั
ิ
ื
ี
่
ตนเองหรอรวมมอชวยเหลอกับผูอนหรอไมก็ได ซงผูเรยนจะตองมความรบผดชอบและเปนผูควบคมการ
่
ี
้
้
้
ึ่
้
ื
ื่
ื
เรยนของ ตนเอง
ี
9
้
่
้
การเรยนรูดวยตนเองมีความสาคัญอยางไร
ี
การเรยนรด้วยตนเอง (Self - Directed Learning) เปนแนวทางการเรยนรหนงทสอดคล้องกับการ
้
้
ู
็
ี
่
ี
ี
ู
ึ
่
ิ
ี่
ุ
ุ
ั
ี่
็
ิ
ู
ี
้
เปลยนแปลงของสภาพปจจบัน และเปนแนวคดทสนับสนนการเรยนรตลอดชวิตของสมาชกในสังคม
ี
ุ
ี
ี
ิ
ิ
ี
็
ู
ี
้
็
ี
ู
่
้
้
ู
ู
ส่การเปนสังคมแห่งการเรยนร โดยการเรยนรด้วยตนเองเปนการเรยนรทท าให้บคคลมการรเร่มการ
ู
้
ี
่
ี
้
่
เรยนรด้วยตนเอง มเปาหมายในการเรยนรทแน่นอน มความรบผิดชอบในชวิตของตนเอง ไม่พึงคนอน ม ี
่
ี
ี
ื
ั
ี
้
ี
ู
้
่
ี
ู
ี่
้
ี
ี
่
ู
ี่
ี
็
ี
้
ู
ี
ุ
ี
ี
ี
แรงจูงใจ ท าให้ผู้เรยนเปนบคคลทใฝร ใฝเรยน ทมการเรยนรตลอดชวิต เรยนรวิธเรยน สามารถเรยนร ้ ู
ี
เรองราวต่าง ๆ ได้มากกว่าการเรยนทมครปอนความรให้เพียงอย่างเดยว การเรยนรด้วยตนเองได้นับว่า
ี
่
ู
้
้
ู
้
ี
ี
่
ื
ู
ี
ี
้
ี
เปนคณลักษณะทดทสดซงมอยู่ใน ตัวบคคลทกคน ผู้เรยนควรจะมคณลักษณะของการเรยนรด้วยตนเอง
ึ
ุ
่
็
ี
ุ
ี
่
ุ
่
ุ
ี
ู
ุ
ี
ี
ั
ี
ี
ุ
ู
ู
็
ี
้
ี
การเรยนรด้วยตนเองจัดเปนกระบวนการเรยนรตลอดชวิต ยอมรบในศักยภาพของผู้เรยนว่าผู้เรยนทกคน
้
ี
่
่
ี
ี
ี
มความสามารถทจะเรยนรส่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เพือทตนเองสามารถทด ารงชวิตอยู่ในสังคมทมการ
่
่
ี
ี
่
ิ
ี
ี
ี
้
ู
้
เปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมความสข ดังนั้น การเรยนรด้วยตนเองมความส าคัญดังน้ ี
ู
ุ
ี
่
ี
ี
ี
ี
ุ
ี
ุ
1. บคคลทเรยนรด้วยการรเร่มของตนเองจะเรยนได้มากกว่า ดกว่า มความตั้งใจ มจดม่งหมาย
ี
ู
้
ุ
ิ
ี
ี
ิ
ี่
ี
ี
่
ี
ี
ู
ู
ู
และมแรงจงใจสงกว่า สามารถน าประโยชนจากการเรยนรไปใช้ได้ดกว่าและยาวนานกว่าคนทเรยน
ี
้
์
โดยเปนเพียงผู้รบ หรอรอการถ่ายทอดจากคร ู
ื
ั
็
้
ู
ิ
ิ
ี
2. การเรยนรด้วยตนเองสอดคล้องกับพัฒนาการทางจตวิทยา และกระบวนการทางธรรมชาต
่
ิ
่
ท าให้บคคลมทศทางของการบรรลวุฒภาวะจากลักษณะหนงไปส่อกลักษณะหนง คอ เมอตอนเดก ๆ
ุ
ื
ึ
ี
ึ
ี
ู
่
ื
ิ
ุ
็
ิ
้
เปนธรรมชาตทจะต้องพึงพิงผู้อน ต้องการผู้ปกครองปกปองเล้ยงด และตัดสนใจแทนให้ เมอเตบโต
ู
ี
ื
่
ิ
ี
ื
่
่
ิ
็
่
่
่
ื
ื
ู
่
็
ิ
ึ
ู
ี
มพัฒนาการข้นเรอย ๆ พัฒนาตนเองไปส่ความเปนอสระ ไม่ต้องพึงพิงผู้ปกครอง คร และผู้อน การพัฒนา
็
็
ี
่
เปนไปในสภาพทเพิ่มความเปนตัวของตัวเอง
็
ี
้
ี
่
ี
ั
ู
ึ
่
ี
3. การเรยนรด้วยตนเองท าให้ผู้เรยนมความรบผิดชอบ ซงเปนลักษณะทสอดคล้องกับพัฒนาการ
ใหม่ ๆ ทางการศกษา เช่น หลักสตร ห้องเรยนแบบเปด ศูนย์บรการวิชาการ การศกษาอย่างอสระ
ึ
ู
ิ
ิ
ึ
ี
ิ
มหาวิทยาลัยเปด ล้วนเน้นให้ผู้เรยนรบผิดชอบการเรยนรเอง
ี
ั
ู
ี
้
ิ
ี
ึ
ุ
ู
4. การเรยนรด้วยตนเองท าให้มนษย์อยู่รอด การมความเปลยนแปลงใหม่ ๆ เกิดข้นเสมอ ท าให้ม ี
ี
่
ี
้
ู
ึ
้
ึ
ี
็
ี่
ี
ี
ู
้
่
ื
็
ความจ าเปนทจะต้องศกษาเรยนร การเรยนรด้วยตนเองจงเปนกระบวนการต่อเนองตลอดชวิต
การเรยนรูดวยตนเอง เปนคณลักษณะทส าคญตอการด าเนนชวตทมประสทธภาพ ชวยใหผูเรยน
้
ิ
ิ
ิ
ี่
็
ุ
ี
่
ิ
่
ี
ั
ี
้
ี
้
ี่
้
มความตั้งใจและมแรงจงใจสง มความคดรเรมสรางสรรค มความยดหยุนมากข้น มการปรบพฤตกรรม
ี
ี
ู
ื
ี
ี
ู
ิ
ั
่
ี
ึ
ิ่
ิ
ิ
์
้
์
้
้
ิ
่
ี
ิ
ิ
ั
์
ั
้
ู
ั
้
้
ู
ื่
ั
้
การท างานรวมกับผูอนได รจกเหตุผล รจกคดวเคราะห ปรบและประยุกตใชวธการแกปญหาของตนเอง
จัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น และสามารถน าประโยชน์ของการเรียนรู้ไปใช้ได้ดีและยาวนานขึ้น ท าให้ผู้เรียน
ประสบความส าเรจในการเรยน
็
ี
10
ี
้
้
การเรยนรูดวยตนเองมีลักษณะอยางไร
่
็
้
ี
ั
ี
้
ู
การเรยนรดวยตนเอง สามารถจ าแนกออกเปน 2 ลักษณะส าคญ ดังน้
่
ี
1. ลักษณะทเปนบคลกคณลักษณะส่วนบคคลของผู้เรยนในการเรยนด้วยตนเอง จัดเปน
ี
ี
็
ุ
ิ
ุ
็
ุ
ี
องค์ประกอบภายในทจะท าให้ผู้เรยนมแรงจูงใจอยากเรยนต่อไป โดยผู้เรยนทม คณลักษณะในการเรยน
ี
ี่
ี
ี
ี
ุ
ี
ี่
ั
ี
ิ
่
ด้วยตนเองจะมความรบผิดชอบต่อความคดและการกระท าเกียวกับการเรยน รวมทั้ง รบผิดชอบในการ
ั
ี
่
ิ
ู
ิ
ุ
ี
ี
ึ
ื
่
้
ู
่
ี
บรหารจัดการตนเอง ซงมโอกาสเกิดข้นได้สงสดเมอมการจัดสภาพการเรยนรทส่งเสรมกัน
ึ
ี
2. ลักษณะทเปนการจัดการเรยนรให้ผู้เรยนได้เรยนด้วยตนเอง ประกอบด้วย ขั้นตอนการวางแผน
็
ี
ู
้
ี่
ี
ี
ี
ิ
การเรยน การปฏบัตตามแผน และการประเมนผลการเรยน จัดเปนองค์ประกอบ ภายนอกทส่ง ผลต่อการ
็
ิ
ิ
ี
ี
่
ี
่
ึ
ี
เรยนด้วยตนเองของผู้เรยน ซงการจัดการเรยนรแบบน้ผู้เรยนจะได้ประโยชนจากการเรยนมากทสด
์
ี
ู
ี
่
้
ี
ุ
ี
ี
็
Knowles (1975) เสนอให้ใช้สัญญาการเรยน (Learning contracts) เปนการมอบหมายภาระงานให้แก่
ี
ู
้
้
ี
ิ
ื่
ั
ิ
่
ี
ผู้เรยนว่าจะต้องท าอะไรบ้างเพือให้ได้รบความรตามเปาประสงค์และผู้เรยนจะปฏบัตตามเงอนไขนั้น
์
้
ี
้
้
องคประกอบของการเรยนรูดวยตนเองมีอะไรบาง
ี
์
องคประกอบของการเรยนรดวยตนเอง มดังน้ ี
ี
้
ู
้
์
1. การวิเคราะหความต้องการของตนเองจะเร่มจากให้ผู้เรยนแต่ละคนบอกความต้องการ
ิ
ี
และความสนใจของตนในการเรยนกับเพือนอกคน ท าหน้าทเปนทปรกษา แนะน า และเพื่อนอกคน
ี่
ึ
็
ี
ี่
่
ี
ี
ึ
ท าหน้าทจดบันทก และให้กระท าเช่นน้หมนเวียน ทั้ง 3 คน แสดงบทบาทครบทั้ง 3 ด้าน คอ ผู้เสนอ
ื
ุ
ี
ี่
์
ี
่
ความต้องการ ผู้ให้ค าปรกษา และผู้คอยจดบันทก การสังเกตการณ เพือประโยชนในการเรยนร่วมกัน
์
ึ
ึ
ึ
ื
่
และช่วยเหลอซงกันและกันในทก ๆ ด้าน
ุ
ี
ี
2. การก าหนดจดม่งหมายในการเรยน โดยเร่มจากบทบาทของผู้เรยนเปนส าคัญ ผู้เรยนควรศกษา
ี
็
ึ
ุ
ุ
ิ
ุ
จดม่งหมายของวิชา แล้วเขยนจดม่งหมายในการเรยนของตนให้ชัดเจน เน้นพฤตกรรมทคาดหวัง วัดได้
ุ
ิ
ี่
ุ
ุ
ี
ี
มความแตกต่างของจดม่งหมายในแต่ละระดับ
ุ
ี
ุ
3. การวางแผนการเรยน ให้ผู้เรยนก าหนดแนวทางการเรยนตามวัตถประสงค์ทระบไว้จัดเน้อหา
ี
ื
ี
่
ุ
ุ
ี
ี
้
ให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการและความสนใจของตน ระบการจัดการเรยนรให้เหมาะสมกับตนเอง
ี
ุ
ู
ี่
ุ
มากทสด
็
ุ
ุ
ี
4. การแสวงหาแหล่งวิทยาการทั้งทเปนวัสดและบคคล
่
4.1 แหล่งวิทยาการทเปนประโยชนในการศกษาค้นคว้า เช่น ห้องสมด พิพิธภัณฑ์ เปนต้น
็
็
ี
่
ุ
์
ึ
4.2 ทักษะต่าง ๆ ทมส่วนช่วยในการแสวงแหล่งวิทยาการได้อย่างสะดวกรวดเรว เช่น
ี
ี
่
็
ทักษะการตั้งค าถาม ทักษะการอ่าน เปนต้น
็
11
่
ี
ี
ิ
ิ
ุ
ี
5. การประเมนผล ควรประเมนผลการเรยนด้วยตนเองตามทก าหนดจดม่งหมายของการเรยนไว้
ุ
่
ุ
ู
ิ
ิ
้
และให้สอดคล้องกับวัตถประสงค์เกียวกับความร ความเข้าใจ ทักษะ ทัศนคต ค่านยม
ื
ิ
มขั้นตอนในการประเมน คอ
ี
ุ
5.1 ก าหนดเปาหมาย วัตถประสงค์ให้ชัดเจน
้
ึ
็
ิ
ุ
ุ
่
ิ
5.2 ด าเนนการให้บรรลวัตถประสงค์ซงเปนส่งส าคัญ
่
ิ
ึ
่
ิ
5.3 รวบรวมหลักฐานจากผลการประเมนเพือตัดสนใจซงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
์
ื่
ข้อมูลทสมบูรณและเชอถอได้
ื
ี่
ี
5.4 เปรยบเทยบข้อมูลก่อนเรยนกับหลังเรยนเพือดว่าผู้เรยนมความก้าวหน้าเพียงใด
ี
ี
ี
ี
ี
ู
่
ู
็
5.5 ใช้แหล่งข้อมูลจากครและผู้เรยนเปนหลักในการประเมน
ิ
ี
องคประกอบของการเรยนรูดวยตนเอง ผู้เรยนควรมการวิเคราะหความต้องการ วิเคราะห ์
ี
้
ี
์
้
ี
์
เนือหา ก าหนดจุดมุ่งหมายและการวางแผนในการเรียน มีความสามารถในการแสวงหาแหล่ง
้
วิทยาการ และมวิธในการประเมนผลการเรยนรด้วยตนเอง โดยมเพือนเปนผู้ร่วมเรยนรไปพรอมกัน
ู
้
ิ
ี
่
ี
ี
ู
้
ี
้
็
ี
ู
ึ
ี
์
ู
ี
็
ี
ี
และมครเปนผู้ช้แนะ อ านวยความสะดวก และให้ค าปรกษา ทั้งน้ ครอาจต้องมการวิเคราะหความ
ี
่
ี
้
ู
ี
็
็
ู
้
ื
พรอมหรอทักษะทจ าเปนของผู้เรยนในการก้าวส่การเปนผู้เรยนรด้วยตนเองได้
ี
รายละเอียดกิจกรรมการเรยนรู
้
ู
้
กิจกรรมที่ 1 ให้อธบายความหมายของค าว่า “การเรยนรด้วยตนเอง” โดยสังเขป
ิ
ี
ู
ี
ิ
กิจกรรมที่ 2 ให้อธบาย “ความส าคัญของการเรยนรด้วยตนเอง” โดยสังเขป
้
กิจกรรมที่ 3 ให้สรปสาระส าคัญของ “ลักษณะการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป
ุ
ู
้
ี
ุ
ู
้
ี
กิจกรรมที่ 4 ให้สรปสาระส าคัญของ “องค์ประกอบของการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป
12
่
้
ี
่
้
ื
้
เรองที 2 การก าหนดเปาหมาย และการวางแผนการเรยนรูดวยตนเอง
้
้
ู
ี
ั
กระบวนการในการเรยนรด้วยตนเอง ความรบผิดชอบในการเรยนรด้วยตนเองของผู้เรยน เปน
ู
ี
ี
็
่
ู
ี
ี
ั
้
ู
้
ู
ส่งส าคัญทจะน าผู้เรยนไปส่การเรยนรด้วยตนเอง เพราะความรบผิดชอบในการเรยนรด้วยตนเองนั้น
ี
ี
ิ
ู
ี
่
ึ
ี
้
ื
หมายถง การทผู้เรยนควบคมเน้อหา กระบวนการ องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมในการเรยนรของ
ี
ุ
ี
ตนเอง ได้แก่ การวางแผนการเรยนของตนเอง โดยอาศัยแหล่งทรพยากรทางความรต่าง ๆ ทจะช่วย น า
ั
้
ี
่
ู
แผนส่การปฏบัต แต่ภายใต้ความรบผิดชอบของผู้เรยน ผู้เรยนรด้วยตนเองต้องเตรยมการวางแผน การ
ี
้
ู
ิ
ั
ี
ู
ิ
ี
่
ี
ื
ี
้
ี
่
ี
ื
ู
ิ
้
ี
เรยนรของตน และเลอกส่งทจะเรยนจากทางเลอกทก าหนดไว้ รวมทั้งวางโครงสรางของแผนการเรยนร ้ ู
ู
ิ
้
ี
ี
ื
ี
ของตนอกด้วย ในการวางแผนการเรยนร ผู้เรยนต้องสามารถปฏบัตงานทก าหนด วินจฉัยความช่วยเหลอ
ี
ิ
ิ
่
ื
ี่
ื
้
ู
ี
์
ทต้องการ และท าให้ได้ความช่วยเหลอนั้น สามารถเลอกแหล่งความร วิเคราะห และวางแผนการเรยน
ิ
ทั้งหมด รวมทั้งประเมนความก้าวหน้าในการเรยนของตน
ี
้
ี
่
ี
้
ในการเรยนรูดวยตนเองผูเรยนและครูควรมีบทบาทอยางไร
้
ี
้
้
การเปรยบเทียบบทบาทของครูและผูเรยนตามกระบวนการเรยนรูดวยตนเอง
ี
ี
้
้
้
้
บทบาทของผูเรยนในการเรยนรูดวยตนเอง บทบาทของครูในการเรยนรูดวยตนเอง
ี
้
ี
ี
้
1. การวิเคราะหความตองการในการเรยน 1. การวิเคราะหความตองการในการเรยน
์
์
้
ี
ี
้
ุ
ี
ิ
ี
วินจฉัยการเรยนร ู ้ สรางความค้นเคยให้ผู้เรยนไว้วางใจ เข้าใจ
้
้
ู
วินจฉัยความต้องการในการเรยนรของตน บทบาทคร บทบาทของตนเอง
ี
ู
ิ
ู
้
ั
ั
ี
้
ู
รบรและยอมรบความสามารถของตน วิเคราะหความต้องการการเรยนรของผู้เรยน
ี
์
ี
ี
ั
ี
่
ี
ิ
มความรบผิดชอบในการเรยนร ู ้ และพฤตกรรมทต้องการให้เกิดแก่ผู้เรยน
ู
สรางบรรยากาศการเรยนรทพอใจด้วยตนเอง ก าหนดโครงสรางคร่าว ๆ ของหลักสตร
้
ู
้
้
ี่
ี
ื
มส่วนร่วมในการระบความต้องการในการเรยน ขอบเขตเน้อหากว้าง ๆ สรางทางเลอกท ี่
ื
ี
้
ุ
ี
ี
เลอกส่งทจะเรยนจากทางเลอกต่างๆ ท ี่ หลากหลาย
ิ
ื
ื
ี
่
ี
ก าหนด สรางบรรยากาศให้เกิดความต้องการการเรยน
้
้
ี
ี
ี
้
ู
้
์
วางโครงสรางของโครงการเรยนของตน วิเคราะหความพรอมในการเรยนรของผู้เรยน
้
ี
โดยการตรวจสอบความพรอมของผู้เรยน
ี
ื
ิ
มส่วนร่วมในการตัดสนใจในทางเลอกนั้น
ี
ิ
์
แนะน าข้อมูลให้ผู้เรยนคด วิเคราะหเอง
13
ี
้
ี
้
้
ี
การเปรยบเทียบบทบาทของครูและผูเรยนตามกระบวนการเรยนรูดวยตนเอง (ต่อ)
ี
้
ี
้
้
บทบาทของผูเรยนในการเรยนรูดวยตนเอง บทบาทของครูในการเรยนรูดวยตนเอง
ี
้
้
่
2. การก าหนดจุดมุงหมายในการเรยน 2. การก าหนดจุดมุงหมายในการเรยน
่
ี
ี
ึ
้
ี
ุ
ุ
ฝกการก าหนดจดม่งหมายในการเรยน ก าหนดโครงสรางคร่าว ๆ วัตถประสงค์การ
ุ
ุ
ี
ี
รจดม่งหมายในการเรยน และเรยนให้บรรล ุ เรยนของวิชา
ี
ุ
้
ู
ุ
่
จดม่งหมาย ช่วยให้ผู้เรยนเปลยนความต้องการทมอยู่ให้
ี
ี
่
ี
ี
ุ
้
ู
ี
ี
ี
็
่
้
ุ
็
ุ
ิ
ร่วมกันพัฒนาเปาหมายการเรยนร ู ้ เปนจดม่งหมายการเรยนรทวัดได้เปนได้จรง
ุ
ิ
ุ
ี
ก าหนดจดม่งหมายจากความต้องการของตน เปดโอกาสให้มการระดมสมอง ร่วมแสดง
็
ิ
ความคดเหนและการน าเสนอ
์
ิ
ี
แนะน าข้อมูลให้ผู้เรยนคด วิเคราะหเอง
ี
ี
3. การออกแบบแผนการเรยน 3. การออกแบบแผนการเรยน
ี
์
ึ
ฝกการท างานอย่างมขั้นตอนจากง่ายไปยาก เตรยมความพรอมโดยจัดประสบการณการ
้
ี
ี
ี
ี
การใช้ยุทธวิธทเหมาะสมในการเรยน เรยนร เสรมทักษะทจ าเปนในการเรยนร ้ ู
็
ี่
ี่
้
ู
ี
ิ
มความรบผิดชอบในการด าเนนงานตามแผน มส่วนร่วมในการตัดสนใจ วิธการท างาน ต้อง
ี
ี
ิ
ิ
ั
ี
ร่วมมอ ร่วมใจรบผิดชอบการท างานกล่ม ทราบว่า เรองใดใช้วิธใด สอนอย่างไร มส่วนร่วม
ั
ี
ื
ื่
ุ
ี
ิ
ั
ี
ุ
รบผิดชอบควบคมกิจกรรมการเรยนรของ ตัดสนใจเพียงใด
ู
้
ี
ี
่
ิ
ี
ตนเองตามแผนการเรยนทก าหนดไว้ ยั่วยุให้เกิดพฤตกรรมการเรยนร ้ ู
ิ
่
ิ
ี
ี
่
ี
้
ู
ผู้ประสานส่งทตนเองรกับส่งทผู้เรยนต้องการ
์
ิ
แนะน าข้อมูลให้ผู้เรยนคด วิเคราะหเองจนได้
ี
แนวทางทแจ่มแจ้ง สรางทางเลอกทหลากหลาย
่
ี่
ื
้
ี
ิ
ื
ิ
ี
ให้ผู้เรยนเลอกปฏบัตตามแนวทางของตน
่
4. การแสวงหาแหลงวิทยาการ 4. การแสวงหาแหลงวิทยาการ
่
ฝกค้นหาความรตามทได้รบมอบหมายจาก สอนกลยุทธ์การสบค้นข้อมูล ถ่ายทอดความร ้ ู
้
ู
ื
ี่
ั
ึ
แหล่งการเรยนรทหลากหลาย ถ้าผู้เรยนต้องการ
่
ู
ี
้
ี
ี
ู
ี
้
ก าหนดบคคล และสอการเรยนทเกียวข้อง กระต้นความสนใจ ช้แหล่งความร แนะน าการใช้สอ
่
่
ี
ื่
ี
่
ื
ุ
ุ
ี
ื
่
ู
ื
ื่
มส่วนร่วมในการสบค้นข้อมูลร่วมกับเพือนๆ จัดรปแบบเน้อหา สอการเรยนทเหมาะสม
ี่
ี
ด้วยความรบผิดชอบ บางส่วน
ั
์
ี
ี
ี
่
ิ
ื
ื
่
เลอกใช้ประโยชนจากกิจกรรมและยุทธวิธทม ี สังเกต ตดตาม ให้ค าแนะน าเมอผู้เรยนเกิด
่
ั
ิ
ิ
ี
ึ
่
ุ
ุ
ประสทธภาพเพือให้บรรลวัตถประสงค์ทก าหนด ปญหาและต้องการค าปรกษา
14
ี
้
ี
้
ี
้
การเปรยบเทียบบทบาทของครูและผูเรยนตามกระบวนการเรยนรูดวยตนเอง (ต่อ)
้
้
้
ี
บทบาทของผูเรยนในการเรยนรูดวยตนเอง บทบาทของครูในการเรยนรูดวยตนเอง
ี
ี
้
้
ี
ี
5. การประเมินผลการเรยนรู ้ 5. การประเมินผลการเรยนรู ้
ี
ิ
ฝกการประเมนผลการเรยนรด้วยตนเอง ให้ความรและฝกผู้เรยนในการประเมนผล
ี
ึ
ิ
้
ู
ู
ึ
้
มส่วนร่วมในการประเมนผล การเรยนรทหลากหลาย
ิ
ี่
้
ี
ี
ู
ิ
ิ
ี
ิ
ี
ี
ผู้เรยนประเมนผลสัมฤทธ์ด้วยตนเอง เปดโอกาสให้ผู้เรยนน าเสนอวิธการ เกณฑ์
ิ
ิ
ี
ประเมนผล และมส่วนร่วมในการตัดสนใจ
่
ี
จัดท าตารางการประเมนผลทจะใช้ร่วมกัน
ิ
ื่
ี
แนะน าวิธการประเมนเมอผู้เรยนมข้อสงสัย
ี
ี
ิ
จะเหนได้ว่า ทั้งผู้เรยนและครต้องมการวินจฉัยความต้องการส่งทจะเรยน ความพรอม
ี
ี
็
ี
ู
่
ิ
ี
ิ
้
่
่
ของผู้เร ียนเกียวกับทักษะทีจ าเป็นในการเรียน การก าหนดเป้ าหมาย การวางแผนการเรียนรู้ การแสวงหา
่
ิ
้
ึ
็
ึ
ู
แหล่งวิทยาการ การประเมนผลการเรยนร ซงครเปนผู้ฝกฝน ให้แรงจูงใจ แนะน า อ านวยความสะดวก
ี
ู
โดยเตรยมการเบ้องหลัง และให้ค าปรกษา ส่วนผู้เรยนต้องเปนผู้เร่มต้นปฏบัต ด้วยความกระตอรอรน
ิ
ึ
้
ื
ี
ี
ิ
ื
ิ
็
ื
เอาใจใ ส่ และมีความรับผิดชอบ กระท าอย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง เรียนแบบมีส่วนร่วม จึงท าให้ผู้เรียน
่
ิ
ี
้
ี่
้
็
ี
เปนผู้เรยนรด้วยตนเองได้ ดังหลักการทว่า “การเรยนรต้องเร่มต้นทตนเอง” และ ศักยภาพอันพรอมท
ู
้
ี
่
ี
ู
ื
ื
ิ
ี
ิ
ี
ิ
ั
จะเจรญเตบโตด้วยตนเองนั้น ผู้เรยนควรน าหัวใจนักปราชญ์ คอ สุ จิ ปุ ลิ หรอ ฟง คด ถาม เขยน มาใช้
ในการสังเคราะห์ความรู้ นอกจากนี้ กระบวนการเรียนรู้ในบริบททางสังคม จะเป็นพลังอันหนึ่งใน
การเรยนรด้วยตนเอง ซงเปนการเรยนรในสภาพชวิตประจ าวันทต้องอาศัยสภาพแวดล้อมมส่วนร่วมใน
้
ี
ี
ู
ี
ู
ี
่
้
่
ึ
ี
็
ื
ี
ิ
่
็
่
กระบวนการ ท าให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลยน พึงพากัน แต่ภายใต้ความเปนอสระในทางเลอก
ของผู้เรียนด้วยวิจารณญาณที่อาศัย เหตุผล ประสบการณ์ หรือค าชี้แนะจากผู้รู้ ครู และผู้เรียนจึงเป็น
ความรบผิดชอบร่วมกันต่อความส าเรจในการเรยนรด้วยตนเอง
ั
็
ู
้
ี
15
ี
ี
ี
้
้
ลักษณะสาคัญในการเรยนรูดวยตนเองของผูเรยน มดังน้
้
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ี
ู
้
1. การมส่วนร่วมในการวางแผน การปฏบัตตามแผน และการประเมนผลการเรยนร ได้แก่
ู
ี
้
ี
ผู้เรยนมส่วนร่วมวางแผนกิจกรรมการเรยนรบนพื้นฐานความต้องการของกล่มผู้เรยน
ี
ุ
ี
ี
ึ
2. การเรยนรทค านงถงความส าคัญของผู้เรยนเปนรายบคคล ได้แก่ ความแตกต่างในความ
ี
ู
็
ี่
ุ
ึ
้
สามารถ ความรพื้นฐาน ความสนใจเรยน วิธการเรยนร จัดเน้อหาและสอให้เหมาะสม
ี
ี
้
ื
ู
้
ี
ู
ื
่
ิ
้
ึ
ู
ี่
3. การพัฒนาทักษะการเรยนรด้วยตนเอง ได้แก่ การสบค้นข้อมูล ฝกเทคนคทจ าเปน เช่น การสังเกต
ี
ื
็
ึ
ี
ุ
การอ่านอย่างมจดประสงค์ การบันทก เปนต้น
็
ี
ั
้
ู
่
ึ
ี
4. การพัฒนาทักษะการเรยนรซงกันและกัน ได้แก่ การก าหนดให้ผู้เรยนแบ่งความรบผิดชอบ
ี
ี
่
็
้
ี่
ู
ุ
ี
ในกระบวนการเรยนร การท างานเดยว และเปนกล่มทมทักษะการเรยนรต่างกัน
ี
้
ู
ิ
่
ื
ิ
ื
5. การพัฒนาทักษะการประเมนตนเองและการร่วมมอในการประเมนกับผู้อน ได้แก่ การให้
ิ
ื่
ี
ิ
ิ
ผู้เรยนเข้าใจความต้องการในการประเมน ยอมรบการประเมนจากผู้อน เปดโอกาสให้ประเมนหลาย
ั
ิ
ู
รปแบบ
็
กระบวนการในการเรยนรด้วยตนเอง เปนวิธการทผู้เรยนต้องจัดกระบวนการเรยนรด้วยตนเอง
ี่
ี
ู
้
้
ี
ี
ี
ู
โดยด าเนนการ ดังน้
ิ
ี
ิ
1. การวินจฉัยความต้องการในการเรยน
ี
ี
ุ
2. การก าหนดจดม่งหมายในการเรยน
ุ
3. การออกแบบแผนการเรยน
ี
4. การด าเนนการเรยนรจากแหล่งวิทยาการ
ู
้
ี
ิ
ิ
5. การประเมนผล
ี
้
ู
ี
ู
ี
การตอบสนองของผู้เรยนและครตามกระบวนการในเรยนรด้วยตนเอง มดังน้ ี
การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู
้
ผูเรยน
ี
้
ี
ึ
1. วินจฉัยความ 1. ศกษา ท าความเข้าใจ 1. กระต้นให้ผู้เรยนตระหนักถงความจ าเปนในการ
ุ
ึ
ิ
็
ต้อง การในการ ค าอธบายรายวิชา เรยนรด้วยตนเอง
้
ิ
ี
ู
ิ
ุ
ี
เรยนรของผู้เรยน 2. วินจฉัยความต้องการ 2. วิเคราะหค าอธบายรายวิชา จดประสงค์ เน้อหา
ู
ิ
ี
์
ื
้
ี
ในการเรยนของตนเอง กิจกรรมและการประเมนการเรยนรายวิชา
ี
ิ
ิ
ี
ิ
ทั้งรายวิชาและรายหัวข้อ 3. อธบายให้ผู้เรยนเข้าใจค าอธบายรายวิชา
ี
การเรยน 4. ให้ค าแนะน าแก่ผู้เรยนในการวินจฉัย ความต้องการ
ิ
ี
3. แบ่งกล่มอภปราย ในการเรยน
ี
ิ
ุ
ุ
ี
เกียวกับความต้องการใน 5. อ านวยความสะดวกในการเรยนแบบร่วมมอในกล่ม
ื
่
ี
การเรยนเพื่อให้ผู้เรยน
ี
16
การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู
้
ี
้
ผูเรยน
แต่ละคนมั่นใจในการ
วินจฉัยความต้องการใน
ิ
ี
การเรยนของตนเอง
ี
ี
ี
ุ
ุ
2. ก าหนด 1. ผู้เรยนแต่ละคนเขยน 1. ให้ค าแนะน าแก่ผู้เรยนในการเขยนจดม่งหมายการ
ี
ุ
ุ
ี
จดม่งหมาย จดม่งหมาย การเรยนใน เรยนทถกต้อง
ุ
ู
ี
ี่
ุ
ี
ในการเรยน แต่ละหัวข้อการเรยน ท ี่
ี
วัดได้ สอดคล้องกับ
ความต้องการในการ
เรยนของผู้เรยนและ
ี
ี
ิ
อธบายรายวิชา
ี
ี
่
็
่
3. วางแผนการ 1. ท าความเข้าใจเกียวกับ 1. ให้ค าแนะน าผู้เรยนเกียวกับความจ าเปนและวิธการ
ี
ี
เรยนโดยเขยน ความจ าเปนและวิธการ วางแผนการเรยน
ี
็
ี
ี
ี
ี
ี
ี
สัญญาการเรยน วางแผนการเรยน 2. ให้ค าแนะน าผู้เรยนในการเขยนสัญญาการเรยน
ี
2. เขยนสัญญาการเรยน
ี
ี
ทสอดคล้องกับ
่
ค าอธบาย รายวิชา
ิ
รวมทั้งความต้องการ
และความสนใจของ
ตนเอง ในการเรยนแต่ละ
ี
คร้ง
ั
ี
4. เขยนโครงการ 1. ร่วมกับผู้สอนและ 1. ให้ค าแนะน าในการเขยนโครงการเรยนรรายวิชา
ี
ี
้
ู
้
ุ
ี
ี
ู
ี
เรยนร เพื่อนเขยนโครงการ 2. พิจารณาโครงการเรยนรร่วมกับผู้เรยนโดยกระต้นให้
ี
้
ู
้
ึ
ู
ี
ิ
ี
็
เรยนรของทั้งชั้น โดย ผู้เรยนแสดงความคดเหนอย่างทั่วถง
ู
พิจารณาจากโครงการ 3. ร่วมกับผู้เรยนสรปโครงการเรยนรให้เหมาะสม
้
ุ
ี
ี
้
ี
่
เรยนรทผู้สอนร่างมา
ู
ี
ี
และสัญญาการเรยนของ
ุ
ทกคน
17
การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู
้
ี
้
ผูเรยน
ิ
้
ู
ิ
ิ
ี
ิ
5. ด าเนนการ 1. ทบทวนความรเดม 1. ทดสอบความรเดมของผู้เรยน โดยใช้เทคนคการตั้ง
ู
้
ื
็
ี่
ี
เรยนร ้ ู ของตนเองทจ าเปน ค าถามหรอทดสอบ
้
ส าหรบการสรางความร ู ้ 2. ให้ความรเสรม เพือให้แน่ใจว่าผู้เรยนจะสามารถ
ั
้
ู
ี
่
ิ
ใหม่ โดยการตอบค าถาม เชอมโยงความรเดมกับ ความรใหม่ได้
่
ู
้
ิ
ื
้
ู
ื
หรอท าแบบทดสอบ 3. ตั้งค าถามเพือกระต้นให้ผู้เรยนค้นหา ค าตอบและ
่
ุ
ี
2. ผู้เรยนแต่ละคน ประมวลค าตอบด้วยตนเอง
ี
ิ
ี
ด าเนนการเรยนตาม 4. สรางบรรยากาศทส่งเสรมการเรยน
ี
ี
่
ิ
้
ี
สัญญาการเรยนอย่าง 5. ให้ค าปรกษา ให้ข้อมูลช่วยเหลอ และอ านวยความ
ื
ึ
้
กระตอรอรน โดยการ สะดวกในกิจกรรมการเรยนของผู้เรยนตามความจ าเปน
ื
ื
ี
ี
็
ื
สบค้นและแสวงหา และความต้องการของผู้เรยน
ี
้
ความรเพื่อสนองตอบ 6. กระต้นให้ผู้เรยนใช้ความรและประสบการณเดมท ี่
ู
ู
ี
ิ
้
ุ
์
ความต้องการในการ เกียวข้องกันมาใช้ในการค้นหาค าตอบ โดยให้
่
ี
ี
เรยนด้วยวิธการท ี่ ยกตัวอย่างหรอเปรยบเทยบเหตการณทเกียวข้องกับ
่
ี
ื
ี
์
ุ
ี
่
หลากหลาย และใช้ เรองทเรยน
ี
ี่
ื่
ั
แหล่งทรพยากรการเรยน 7. ตดตามในการเรยนของผู้เรยนตามสัญญาการเรยน
ี
ี
ี
ิ
ี
ทเหมาะสมตามความ และให้ค าแนะน า
ี่
ต้องการของตนเอง โดย 8. ตดตามเปนระยะๆ และให้ข้อมูลปอนกลับแก่ผู้เรยน
ี
้
็
ิ
้
ู
น าความรและ 9. บันทกปญหาและข้อขัดข้องต่างๆในการด าเนน
ิ
ั
ึ
ประสบการณเดมท ี่ กิจกรรมการเรยนเพือเสนอแนะการปรบปรงให้ดข้น
์
ิ
ึ
ี
ุ
ั
่
ี
่
เกียวข้องกันมาใช้ในการ 10. ให้อสระแก่ผู้เรยนในการท ากิจกรรม
ิ
ี
ค้นหาค าตอบ และกระต้นให้ผู้เรยนมส่วนร่วมในกิจกรรมการเรยน
ี
ี
ี
ุ
3. แบ่งกล่มเรยนแบบ อย่างเต็มท ยอมรบฟงความคดเหนของผู้เรยน และไม่
ี
ุ
ั
ี
็
่
ี
ั
ิ
ึ
ื
ร่วมมอ เพื่อศกษาใน ตัดสนว่าความคดเหนของผู้เรยนไม่ถกต้อง
ี
ู
ิ
็
ิ
ประเด็นทต้องตอบ 11. กระต้นให้ผู้เรยนสอสารความรความ เข้าใจและ
ี่
้
ุ
ี
ื่
ู
ั
ค าถาม โดยการปรบ แนวคดของตนเองให้ผู้อน เข้าใจอย่างชัดเจน
ิ
ื่
ุ
ี
ุ
จดม่งหมายในการเรยน 12. กระต้นให้ผู้เรยนมส่วนร่วมในการอภปราย
ี
ุ
ิ
ี
ของ ผู้เรยนแต่ละคนเปน แลกเปลยนความคดเหนอย่างกว้างขวางทั้งในกล่มและ
ี
็
็
ิ
ุ
ี
่
ุ
ของกล่ม แล้วแบ่ง ชั้นเรยน
ี
ี่
บทบาทหน้าทเพื่อ 13. สังเกตการเรยนของผู้เรยน บันทก พฤตกรรมและ
ี
ิ
ึ
ี
ู
้
แสวงหาความร โดยใช้ กระบวนการเรยนของ ผู้เรยน รวมทั้งเหตการณทส่งผล
ุ
ี
ี
ี
่
์
18
การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู
้
ี
้
ผูเรยน
ิ
ี
เทคนคการตั้งค าถามเพือ ต่อการเรยน
่
น าไปส่การหาค าตอบ 14. กระต้นให้ผู้เรยนสรปความรความเข้าใจในบทเรยน
ุ
ี
ุ
ู
ี
ู
้
ุ
ี
ทั้งน้กล่มผู้เรยนแต่ละ ด้วยตนเอง
ี
ี
ิ
กล่มอาจมรปแบบในการ 15. กลั่นกรอง แก้ไข และเสรมสาระส าคัญของบทเรยน
ู
ี
ุ
ี
ุ
ุ
่
ุ
ี
ท ากล่มทแตกต่างกัน ให้ชัดเจนและครอบคลมจดม่งหมายการเรยน
ุ
ี
ี
ี
4. ใช้ความคดอย่างเต็มท 16. ร่วมกับผู้เรยนอภปรายเกียวกับวิธการเรยนทม ี
่
ิ
่
ิ
่
ี
ี
์
ิ
ิ
ิ
ิ
ุ
ี
ี
มปฏสัมพันธ โต้ตอบ ประสทธภาพ ส่งทสนับสนนและส่งทขัดขวางการเรยน
ี
่
่
ิ
ี
ุ
คัดค้าน สนับสนน และ
ี่
แลกเปลยนความคดเหน
็
ิ
ี่
และความรสกทเปด
ู
้
ิ
ึ
ั
ั
ุ
กว้างในกล่ม และรบฟง
ื่
็
ความคดเหนของผู้อน
ิ
เพื่อหาแนวทางการได้มา
ี่
ึ
่
ซงค าตอบทต้องการของ
ุ
ตนเอง และของกล่ม
5. แสดงความสามารถ
ั
ของตนเอง และยอมรบ
ความสามารถของผู้อน
ื่
ิ
6. ตัดสนใจ และช่วย
แก้ปญหาต่าง ๆ ทเกิดข้น
ั
ี่
ึ
ในกิจกรรมการเรยน
ี
ึ
ิ
ิ
7. ฝกปฏบัตทักษะทต้อง
ี่
ศกษาตาม จดม่งหมาย
ุ
ึ
ุ
ี
การเรยน
8. ขอความช่วยเหลอจาก
ื
ผู้สอนตามความ
เหมาะสม
็
ึ
9. ปรกษาผู้สอนเปน
ุ
ระยะ ๆ ตามทระบไว้ใน
ี่
ี
สัญญาการเรยนเพื่อขอ
19
การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู
้
้
ผูเรยน
ี
ค าแนะน า ช่วยเหลอ
ื
ี่
10. ปรบเปลยนการ
ั
ี
ิ
ด าเนนการเรยน ตาม
ความเหมาะสม และ
ี่
ั
ึ
่
บันทกส่งท ปรบเปลยน
ิ
ี
ลงในสัญญาการเรยนให้
ี
ชัดเจน และน าไปเปน
็
ิ
ข้อมูลในการวินจฉัย
ุ
่
ุ
ตนเองเพือตั้งจดม่งหมาย
ั
ี
ในการเรยนคร้งต่อไป
ิ
ุ
11. อภปรายและสรป
้
ี
่
ความรทได้ในกล่ม
ุ
ู
12. น าเสนอวิธการเรยน
ี
ี
และความรทได้ต่อทั้ง
้
ี่
ู
ู
ชั้น โดยใช้รปแบบใน
ี
การแสดงออกในส่งทตน
่
ิ
ี่
้
ี
ได้เรยนรทหลากหลาย
ู
ิ
13. อภปราย แสดงความ
็
คดเหน สะท้อน
ิ
ึ
ู
้
ความรสกและให้
ข้อเสนอแนะเกียวกับ
่
วิธการเรยนด้วยตนเองท ี่
ี
ี
ี
ิ
ิ
มประสทธภาพ ส่ง
ิ
ิ
สนับสนนและส่ง
ุ
ี
ขัดขวางการ เรยน
ุ
็
14. ร่วมกันสรปประเดน
้
ี
ู
ี่
ความรทได้ใน ชั้นเรยน
ี
15. เขยนรายงานผลการ
ี
เรยน ทั้งในด้านเน้อหา
ื
และวิธการเรยน รวมทั้ง
ี
ี
20
การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู
้
ผูเรยน
้
ี
่
ู
ความรสกเกียวกับ
ึ
้
ื
็
ความส าเรจหรอไม่
็
็
ส าเรจในการเรยนเปน
ี
รายบคคลและรายกล่ม
ุ
ุ
ุ
ี
ี
้
ู
ิ
6. ประเมนผลการ 1. ประเมนผลการเรยน 1. กระต้นให้ผู้เรยนตรวจสอบความรความเข้าใจของ
ิ
เรยนร ู ้ ของตนเอง โดย ตนเองตลอดเวลา
ี
ี
เปรยบเทยบกับ 2. ประเมนการเรยนของผู้เรยนจากการสังเกตพฤตกรรม
ิ
ี
ี
ิ
ี
ี
จดม่งหมายในการเรยน ในการเรยน ความสามารถในการเรยนตามสัญญาการ
ี
ุ
ี
ุ
ี
ของตนเอง เรยน และผลงานในแฟมสะสมงาน
้
่
้
ู
ุ
ุ
ี
2. ให้เพือนและครช่วย 3. ให้ข้อมูลปอนกลับแก่ผู้เรยนรายบคคลและรายกล่ม
สะท้อนผลการเรยน เกียวกับกระบวนการเรยนด้วยตนเองและพฤตกรรมใน
่
ิ
ี
ี
้
ี
3. ให้ข้อมูลปอนกลับแก่ การเรยนรวมทั้งให้ข้อเสนอแนะ ตามความ เหมาะสม
ุ
เพือนในกล่ม
่
ิ
ี
ู
้
้
ู
ี
กระบวนการเรยนรด้วยตนเอง ประกอบด้วยขั้นตอน วินจฉัยความต้องการในการเรยนรของ
ี
ผู้เรยน ก าหนดจดม่งหมายในการเรยน วางแผนการเรยนโดยใช้สัญญาการเรยน เขยนโครงการเรยนร
้
ู
ี
ี
ี
ุ
ี
ุ
ี
ู
่
ี
ี
ี
ี
ด าเนนการเรยนรและประเมนผลการเรยนรนั้น ผู้เรยนจะได้ประโยชนจากการเรยนมากทสด
้
์
ุ
ี
ิ
้
ู
ิ
ี
็
ี
“สัญญาการเรยน ( Learning Contract)” เปนการมอบหมายภาระงานให้กับผู้เรยนว่าจะต้องท าอะไรบ้าง
ื
ิ
ู
ิ
่
้
ั
เพื่อให้ได้รบความรตามเปาประสงค์ และผู้เรยนจะปฏบัตตามเงอนไขนั้น
้
ี
ี
ั
สญญาการเรยน (Learning Contract)
ค าว่า สญญา โดยทั่วไปหมายถง ข้อตกลงระหว่างบคคล 2 ฝาย หรอหลายฝายว่าจะท าการหรอ
่
ื
ื
ุ
ึ
่
ั
งดเว้นกระท าการอย่างใดอย่างหนง ความจรงนั้นในระบบการจัดการเรยนรก็มการท าสัญญากันระหว่าง
ู
ี
้
่
ิ
ึ
ี
ี
ั
็
ี
ครกับผู้เรยน แต่ส่วนมากไม่ได้เปนลายลักษณอักษรว่า ถ้าผู้เรยนท าได้อย่างนั้นแล้ว ผู้เรยนจะได้รบ
ี
ู
์
ี
่
ื
อะไรบ้างตามข้อตกลง สัญญาการเรยนจะเปนเครองมอทช่วยให้ผู้เรยนสามารถก าหนดแนวการเรยน
ี
็
ี
ื
่
ี
็
ุ
่
ู
ุ
ื
ี
็
็
ึ
ี
่
ของตัวเองได้ดยิ่งข้น ท าให้ประสบผลส าเรจตามจดม่งหมายและเปนเครองยืนยันทเปนรปธรรม
ี
่
ู
็
ี
ี
ี
่
ุ
ท่านคงแปลกใจทได้ยินค าว่า “สัญญา” เพราะค าน้เปนค าทค้นหกันดอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าท่านเคย
็
ื
ได้ยินค าว่า “สัญญาการเรยน” หรอยัง ค าว่าสัญญาการเรยนมผู้เร่มใช้เปนคนแรกคอ Dr. M.S. Knowles
ิ
ี
ี
ี
ื
ึ
ั
ิ
ศาสตราจารย์ สอนวิชาการศกษาผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัย North Carolina State ในสหรฐอเมรกา
21
ุ
ค าว่า สัญญา แปลตามพจนานกรมฉบับราชบัณฑตยสถาน แปลว่า “ข้อตกลงกัน” ดังนั้น สัญญา
ิ
ี
ี
้
่
ู
ื
ิ
ู
ิ
ี
่
ี
การเรยน ก็คอข้อตกลงทผู้เรยนได้ท าไว้กับครว่าเขาจะปฏบัตอย่างไรบ้างในกระบวนการเรยนรเพือให้
ุ
บรรลจดม่งหมายของหลักสตรนั่นเอง
ุ
ู
ุ
ี
ี
ี
สัญญาการเรยนเปนรปแบบของการเรยนรทแสดงหลักฐานของการเรยนรโดยใช้แฟมสะสม
ู
้
้
้
ู
ี่
็
ู
ผลงานหรอ Portfolio
ื
1. แนวคิด
ี
ู
้
ื
ี
็
การจัดการเรยนรในระะบบ เปนการเรยนรทครเปนผู้ก าหนดรปแบบ เน้อหา กิจกรรมเปนส่วน
ู
็
้
่
ู
็
ี
ู
็
ิ
ิ
ี
ี
ี
ใหญ่ ผู้เรยนเปนแต่เพียงผู้ปฏบัตตาม ไม่ได้มโอกาสในการมส่วนร่วมในการวางแผนการเรยน
ี
็
ี
นักการศกษาทั้งในตะวันตกและแอฟรกา มองเหนว่าระบบการศกษาแบบน้เปนระบบการศกษาของพวก
็
ึ
ิ
ึ
ึ
็
ึ
ี
ิ
ิ
่
ุ
ู
็
ู
ึ
ื
จักรพรรดนยมหรอเปนการศกษาของพวกชนชั้นสงบ้าง เปนระบบการศกษาของผู้ถกกดขบ้าง สรปแล้ว
ึ
ี
็
้
ู
ึ
ื
ึ
ก็คอระบบการศกษาแบบน้ไม่ได้ฝกคนให้เปนตัวของตัวเอง ไม่ได้ฝกให้คนรจักพึงตนเอง จงมผู้พยายาม
่
ึ
ี
ี
ิ
ี
่
ึ
่
่
ี
่
ทจะเปลยนแนวคดทางการศกษาใหม่ อย่างเช่นระบบการศกษาทเน้นการฝกให้คนได้รจักพึงตนเอง
ู
้
ึ
ึ
่
ี
ี
ึ
ในประเทศแทนซาเนย การศกษาทให้คนคดเปนในประเทศไทยเราเหล่าน้เปนต้น รปแบบของการศกษา
ึ
ิ
็
ี
ู
็
ุ
ในอนาคต ควรจะม่งไปส่ตัวผู้เรยนมากกว่าตัวผู้สอน เพราะว่าในโลกปจจบันวิทยาการใหม่ ๆ
ั
ุ
ู
ี
ู
ุ
ิ
ิ
้
่
็
ี
ี
ี
ได้เจรญก้าวหน้าไปอย่างรวดเรวมหลายส่งหลายอย่างทมนษย์จะต้องเรยนร ถ้าจะให้แต่มาคอยบอกกัน
ู
้
ึ
คงท าไม่ได้ ดังนั้นในการเรยนจะต้องมการฝกฝนให้คดให้รจักการหาวิธการทได้ศกษาส่งทคนต้องการ
่
ี
ิ
่
ี
ี
ี
ี
ิ
ึ
่
ี
ี
ี
กล่าวง่าย ๆ ก็คอ ผู้เรยนทได้รบการศกษาแบบทเรยกว่าเรยนรเพือการเรยนในอนาคต
ื
ี
ึ
ี
่
ู
้
ี
่
ั
้
ั
ี
2. ท าไมจะตองมีการท าสญญาการเรยน
่
ุ
ี
ี
ื
ี
่
ี
่
ู
้
ี
ผลจากการวิจัยเกียวกับการเรยนรของผู้ใหญ่ พบว่าผู้ใหญ่จะเรยนได้ดทสดก็ต่อเมอการเรยนร ู ้
ิ
ื
ี่
็
ด้วยตนเอง ไม่ใช่การบอกหรอการสอนแบบทเปนโรงเรยน และผลจากการวิจัยทางด้านจตวิทยายังพบ
ี
ื
ื
่
ี
ี
ี
อกว่า ผู้ใหญ่มลักษณะทเด่นชัดในเรองความต้องการทจะท าอะไรด้วยตนเองโดยไม่ต้องมการสอนหรอ
่
ี
่
ี
การช้แนะมากนัก
ี
ุ
ุ
อย่างไรก็ดเมอพูดถงระบบการศกษาก็ย่อมจะต้องมการกล่าวถงคณภาพของบคคลทเข้ามาอยู่
ี
ึ
ี
ื
่
ึ
ึ
่
ี
ึ
ึ
ี
ในระบบการศกษา จงมความจ าเปนทจะต้องก าหนดกฎเกณฑ์ข้นมาเพือเปนมาตรฐาน ดังนั้นถงแม้จะ
่
็
็
่
ี
ึ
ึ
ี
้
ุ
ี
ี
ุ
้
ู
ให้ผู้เรยนเรยนรด้วยตนเองก็ตามก็จ าเปนจะต้องสรางมาตรการข้นมาเพือการควบคมคณภาพของผู้เรยน
็
่
ึ
ี
ี
ั
ี
ี
ี
่
เพือให้มมาตรฐานตามทสังคมยอมรบ เหตน้สัญญาการเรยนจงเข้ามามบทบาทในการเรยนการสอน
ุ
่
ี
ึ
ี
เปนการวางแผนการเรยนทเปนระบบ
ี่
็
็
ู
ิ
ื
ข้อดของสัญญาการเรยน คอเปนการประสานความคดทว่าการเรยนร ควรให้ผู้เรยนก าหนดและ
้
่
็
ี
ี
ี
ี
ี
ี
ี
การศกษาจะต้องมเกณฑ์มาตรฐานเข้าด้วยกันเพราะในสัญญาการเรยนจะบ่งระบว่าผู้เรยนต้องการเรยน
ี
ึ
ี
ุ
ื
ุ
ี
ุ
ี
ู
เรองอะไรและจะวัดว่าได้บรรลตามความม่งหมายแล้วนั้นหรอไม่อย่างไร มหลักฐานการเรยนรอะไรบ้าง
ื่
้
ทบ่งบอกว่าผู้เรยนมผลการเรยนรอย่างไร
ี
้
ี
่
ู
ี
ี
22
ั
ี
3. การเขียนสญญาการเรยน
ิ
ึ
ี
ิ
ี
ู
้
่
ี
การเรยนรด้วยตนเอง ซงเร่มจากการจัดท าสัญญาการเรยนจะมล าดับการด าเนนการ ดังน้ ี
ี
ู
ู
ขันที่ 1 แจกหลักสตรให้กับผู้เรยนในหลักสตรจะต้องระบ ุ
้
ุ
จดประสงค์ของรายวิชาน้ ี
ื่
ี่
ึ
ื
ื
ั
ิ
ื
รายชอหนังสออ้างองหรอหนังสอส าหรบทจะศกษาค้นคว้า
หน่วยการเรยนย่อย พรอมรายชอหนังสออ้างอง
ิ
ื
้
่
ี
ื
่
ู
ิ
ื
ี
ุ
ุ
ครอธบาย และท าความเข้าใจกับผู้เรยนในเรองหลักสตร จดม่งหมายและหน่วยการ
ู
เรยนย่อย
ี
ขันที่ 2 แจกแบบฟอรมของสัญญาการเรยน
้
ี
์
่
ี
่
จุดมุงหมาย แหลงวิทยาการ/วิธการ หลักฐาน การประเมินผล
ี
ี
่
็
่
็
็
่
เปนส่วนทระบว่าผู้เรยน เปนส่วนทระบว่าผู้เรยน เปนส่วนทมส่งอ้างอง เปนส่วนทระบว่าผู้เรยน
ี
ุ
ุ
ี
ี
ี
็
่
ี
ิ
ี
ุ
ิ
ต้องการบรรลผลส าเรจ จะเรยนรได้อย่างไร หรอยืนยันทเปน สามารถเกิดการเรยนร ้ ู
็
ุ
ี
ื
ู
ี่
้
็
ี
่
ู
ในเรองอะไร อย่างไร จากแหล่งความรใด รปธรรม ในระดับใด
ื
้
ู
ี
ทแสดงให้เหนว่าผู้เรยน
ี
่
็
ี
ู
ได้เกิดการเรยนรแล้ว
้
็
โดยเก็บรวบรวมเปน
้
แฟมสะสมงาน
ี
้
ิ
ิ
ี
์
ขันที่ 3 อธบายวิธการเขยนข้อตกลงในแบบฟอรมแต่ละช่องโดยเร่มจาก
ุ
ุ
จดม่งหมาย
ู
ื
ี
้
วิธการเรยนรหรอแหล่งวิทยาการ
ี
หลักฐาน
การประเมนผล
ิ
ั
ขันที่ 4 ถามปญหาและข้อสงสัย
้
ี
ุ
้
ี
ขันที่ 5 แจกตัวอย่างสัญญาการเรยนให้ผู้เรยนคนละ 1 ชด
ขันที่ 6 อธบายถงการเขยนสัญญาการเรยน
ี
ึ
ี
้
ิ
23
ผู้เรยนลงมอเขยนข้อตกลงโดยผู้เรยนเอง โดยเขยนรายละเอยดทั้ง 4 ช่องในแบบฟอรม
ี
์
ี
ื
ี
ี
ี
่
ี
ุ
ี
ี
ี
ี
ี
สัญญาการเรยน นอกจากน้ผู้เรยนยังสามารถระบระดับการเรยนทั้งในระดับด ดเยียม หรอปานกลาง
ื
่
ื
ึ
ี
ี
ื
่
ี
ี
้
ู
่
ี
ซงผู้เรยนมความตั้งใจทจะบรรลการเรยนในระดับดเยียมหรอมความตั้งใจทจะเรยนรในระดับด หรอ
ุ
ี
ี
ี
่
ี
ี
ี
พอใจ ผู้เรยนก็ต้องแสดงรายละเอยด ผู้เรยนต้องการแต่ระดับด คอ ผู้เรยนต้องแสดงความสามารถตาม
ี
ี
ื
ี
ู
วัตถประสงค์ทกล่าวไว้ในหลักสตรให้ครบถ้วน การท าสัญญาระดับดเยียม นอกจากผู้เรยนจะบรรล ุ
ี
่
ี
ุ
ี
่
่
ื่
วัตถประสงค์ตามหลักสตรแล้ว ผู้เรยนจะต้องแสดงความสามารถพิเศษเรองใดเรองหนงโดยเฉพาะ อันม ี
ึ
ื่
ู
ุ
ี
ู
ส่วนเกียวข้องกับหลักสตร
่
ี
้
่
ื
ี
่
ี
ี
ขันที่ 7 ให้ผู้เรยนและเพือนพิจารณาสัญญาการเรยนให้เรยบรอย ต่อไปให้ผู้เรยนเลอกเพือน
้
้
่
ี
ุ
ู
ในกล่ม 1 คน เพือจะได้ช่วยกันพิจารณาสัญญาการเรยนรของทั้ง 2 คน
ี
ในการพิจารณาสัญญาการเรยนให้พิจารณาตามหัวข้อต่อไปน้ ี
ุ
ื
็
ื
ิ
ุ
ิ
ื
1. จดม่งหมายมความแจ่มชัดหรอไม่ เข้าใจหรอไม่ เปนไปได้จรงหรอไม่บอกพฤตกรรมทจะให้
ี
่
ี
เกิดจรง ๆ หรอไม่
ื
ิ
ุ
ี
ื
่
ี
ิ
ื
2. มจดประสงค์อนทพอจะน ามากล่าวเพิ่มเตมได้อกหรอไม่
ี
่
ิ
ี
ิ
ี
3. แหล่งวิชาการและวิธการหาข้อมูลเหมาะสมเพียงใด มประสทธภาพเพียงใด
ี
ี
ี
่
ี
ื
ี
ื
่
4. มวิธการอนอกหรอไม่ ทสามารถน ามาใช้เพื่อการเรยนร ้ ู
้
ู
ี
ุ
5. หลักฐานการเรยนรมความสอดคล้องกับจดม่งหมายเพียงใด
ุ
ี
่
ื
ี
6. มหลักฐานอนทพอจะน ามาแสดงได้อกหรอไม่
ี
่
ื
ี
ื
ื่
ิ
ี่
7. วิธการประเมนผลหรอมาตรการทใช้วัดมความเชอถอได้มากน้อยเพียงใด
ี
ื
ี
ื
ี
่
ื
ี
ื
8. มวิธการประเมนผลหรอมาตรการอนอกบ้างหรอไม่ ในการวัดผลและประเมนผลการเรยนร ้ ู
ิ
ี
ี
ิ
ึ
ั
ขันที่ 8 ให้ผู้เรยนน าสัญญาการเรยนไปปรบปรงให้เหมาะสมอกคร้งหนง
่
ี
ี
ั
ุ
ี
้
ี
่
ี
ึ
่
ี
่
ึ
ั
ี
ุ
ู
ขันที่ 9 ให้ผู้เรยนท าสัญญาการเรยนทปรบปรงแล้วให้ครและทปรกษาตรวจดอกคร้งหนง
ี
ั
ู
้
้
ี
ี
ี่
ิ
ี
ี่
ฉบับทเรยบรอยให้ด าเนนการได้ตามทเขยนไว้ในสัญญาการเรยน
ขันที่ 10 การเรยนก่อนทจะจบเทอม 2 อาทตย์ ให้ผู้เรยนน าแฟมสะสมงาน (แฟมเก็บข้อมูล
ี
ิ
้
ี
ี
้
่
้
ี
ุ
ี่
Portfolio) ตามทระบไว้ในสัญญาการเรยนมาแสดง
้
้
ู
ี
ี
่
ขันที่ 11 ครและผู้เรยนจะตั้งคณะกรรมการในการพิจารณาแฟมสะสมงานทผู้เรยนน ามาส่งและ
ี
ิ
ี
ื
ี
ส่งคนผู้เรยนก่อนส้นภาคเรยน
(ตัวอยาง)
่
24
้
ี
ี
ั
การวางแผนการเรยนโดยใชสญญาการเรยน
วิธการเรยนรู ้
ี
ี
จุดมุงหมาย หลักฐาน การประเมินผล
่
แหลงวิทยาการ
่
ิ
ิ
1. สามารถอธบาย 1. อ่านเอกสารอ้างอง 1. ท ารายงานย่อ ให้ผู้เรยน 2 - 5 คน ประเมน
ี
ิ
็
ความต้องการ ความ ทเสนอแนะในหลักสตร ข้อคดเหนจากหนังสอ รายงานและบันทกการ
ู
ื
ิ
ึ
ี่
ิ
ิ
่
ี
สนใจ แรงจูงใจ 2. อ่านเอกสารท ่ ี ทอ่าน อภปรายการประเมนให้
ื
่
ิ
ึ
ความสามารถและ เกียวข้องอน ๆ 2. บันทกการอภปราย ประเมนตามหัวข้อต่อไปน้ ี
่
ิ
ุ
ุ
ความสนใจของ 3. รวมกล่มรายงานและ 3. ท ารายงานและ 1. รายงานครอบคลม
ื
่
ิ
ผู้ใหญ่ได้ อภปรายกับผู้เรยนอน เสนอแนะเกียวกับ เน้อหาตามความม่งหมาย
ุ
ื
่
ี
ี
ี
ู
ี
ุ
ื
้
ื
หรอกล่มการเรยนอน ทฤษฎการเรยนรเพื่อ เพียงใด
่
น าไป 5 4 3 2 1
ึ
ี
ใช้กับนักศกษาผู้ใหญ่ 2. รายงานมความชัดเจน
(โดยจัดท าในรปแบบ เพียงใด
ู
แฟมสะสมงาน) 5 4 3 2 1
้
3. รายงานมประโยชน์
ี
ในการเรยนของนักศกษา
ี
ึ
ผู้ใหญ่เพียงใด
5 4 3 2 1
่
ิ
โดยข้าพเจ้าจะเร่มปฏบัตตั้งแต่วันท.....เดอน.................พ.ศ. .........ถง วันท.......เดอน................พ.ศ. .......
ิ
ื
ิ
ี
ี
ื
ึ
่
ื่
ลงชอ.................................ผู้ท าสัญญา
( )
ลงชอ.................................พยาน
ื่
( )
ื่
ลงชอ.................................พยาน
( )
ู
ื่
ลงชอ.................................ครผู้สอน
( )
25
ี
้
้
การประเมินผลการเรยนโดยใชแฟมสะสมงาน
ี่
ิ
ี
็
้
การจัดท าแฟมสะสมงาน (Portfolio) เปนวิธการส าคัญทน ามาใช้ในการวัดผลและประเมนผล
ี
้
่
ี
ู
้
ี
ื
่
่
่
ี
ี
ี
ู
ี
้
การเรยนรทให้ผู้เรยนเรยนรด้วยตนเองโดยการจัดท าแฟมสะสมงานทมความเชอพื้นฐานทส าคัญมาจาก
ู
การให้ผู้เรยนเรยนรจากสภาพจรง (Authentic Learning) ซงมสาระส าคัญทพอสรปได้ดังน้ ี
ิ
ี
่
ี
ี
ึ
ี
่
ุ
้
ื่
1. ความเชอพื้นฐานของการเรยนรูตามสภาพจรง (Authentic Learning)
ิ
ี
้
1.1 ความเชอเกียวกับการจัดการศกษา
่
ื
ึ
่
ี่
ู
ี
ี
้
ี
ุ
ี
ี่
ี
มนษย์มสัญชาตญาณทจะเรยนร มความสามารถและมความกระหายทจะเรยนร ู ้
่
ี
ุ
ุ
ื
ภายใต้บรรยากาศของสภาพแวดล้อมทเอ้ออ านวยและการสนับสนนจะท าให้มนษย์
่
ิ
ี
ี
สามารถทจะรเร่มและเกิดการเรยนรของตนเองได้
้
ู
ิ
ี
่
่
ื
ู
์
้
ิ
มนษย์สามารถทจะสรางองค์ความรจากการปฏสัมพันธกับคนอนและจากสอทม ี
่
้
ื
ี
่
ุ
ี
ความหมายต่อชวิต
ุ
ี
ิ
์
ั
มนษย์มพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ ด้านสังคม และด้านสตปญญาแตกต่าง
กัน
่
1.2 ความเชอเกียวกับการเรยนร ู ้
่
ื
ี
ู
ี
ี
่
ู
ิ
ู
การเรยนรจะเร่มจากส่งทเปนรปธรรมไปส่นามธรรมโดยผ่านกระบวนการการ
้
็
ิ
ิ
้
ู
ิ
ี
ส ารวจตนเอง การเสรมสรางบรรยากาศของการเรยนรและการสรางบรบทของสังคมให้ผู้เรยนได้
ี
้
้
่
ปฏสัมพันธกับผู้เรยนอน
์
ี
ื
ิ
ู
ี
ั
้
การเรยนรมองค์ประกอบทางด้านปญญาหลายด้านทั้งในด้านภาษา ค านวณ พื้นท ี ่
ี
ื่
ี
์
ดนตร การเคลอนไหว ความสัมพันธระหว่างบคคลและอน ๆ
ุ
่
ื
การแสวงหาความรจะมประสทธภาพมากยิ่งข้นถ้าอยู่ในบรบททมความหมาย
ึ
่
ู
ี
ิ
้
ี
ิ
ิ
ี
ี
ต่อชวิต
ี
ี
่
ึ
ู
็
การแสวงหาความรเปนกระบวนการทเกิดข้นตลอดชวิต
้
่
ื
1.3 ความเชอเกียวกับการสอน
่
็
การสอนจะต้องยึดผู้เรยนเปนศูนย์กลาง
ี
็
ุ
ุ
การสอนจะเปนทั้งรายบคคลและรายกล่ม
่
ู
ี
็
ั
์
การสอนจะยอมรบวัฒนธรรมทแตกต่างกันและวิธการเรยนรทเปนเอกลักษณของ
ี
ี
ี
่
้
ี
ผู้เรยนแต่ละคน
่
ื
การสอนกับการประเมนเปนกระบวนการต่อเนองและเกียวข้องซงกันและกัน
่
ึ
่
ิ
็
การสอนจะต้องตอบสนองต่อการขยายความรทไม่มทส้นสดของหลักสตรสาขาต่าง ๆ
้
ู
ู
ี
ิ
่
ี
่
ี
ุ
26
่
ิ
่
ื
1.4 ความเชอเกียวกับการประเมน
ี
ี
ิ
ี
ี
ุ
การประเมนแบบน าคะแนนของผู้เรยนจ านวนมากมาเปรยบเทยบกัน มคณค่าน้อย
ี
ต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรยน
ิ
ิ
ิ
การประเมนตามสภาพจรง (Authentic Assessment) ไม่ใช่ส่งสะท้อนความสามารถ
ี่
ิ
ี
ี
ทมอยู่ในตัวผู้เรยน แต่จะสะท้อนถงการปฏสัมพันธระหว่างบคคลกับส่งแวดล้อมและความสามารถท ่ ี
ึ
ิ
ุ
์
แสดงออกมา
ี
่
ี
่
่
การประเมนตามสภาพจรงจะให้ข้อมูลและข่าวสารทเทยงตรงเกียวกับผู้เรยนและ
ี
ิ
ิ
กระบวนการทางการศกษา
ึ
2. ความหมายของการประเมินตามสภาพจรง (Authentic Assessment)
ิ
์
ิ
ิ
ึ
็
การประเมนตามสภาพจรง เปนกระบวนการของการสังเกตการณบันทก การจัดท าเอกสารท ี่
่
่
็
ี
ี
ี
่
ื
เกียวกับงานหรอภารกิจทผู้เรยนได้ท า รวมทั้งแสดงวิธการว่าได้ท าอย่างไร เพือใช้เปนข้อมูลพื้นฐาน
ึ
ี
ิ
ิ
เกียวกับการตัดสนใจทางการศกษาของผู้เรยนนั้น การประเมนตามสภาพจรงมความแตกต่างจากการ
ี
ิ
่
ิ
่
ิ
ี
ประเมนโครงการตรงทการประเมนแบบน้ได้ให้ความส าคัญกับผู้เรยนมากกว่าการให้ความส าคัญกับผล
ี
ี
ี
ุ
่
ี
ู
อันทจะเกิดข้นจากการดคะแนนของกล่มผู้เรยนและแตกต่างจากการทดสอบเนองจากเปนการวัดผลการ
็
ื
ึ
่
ุ
ิ
ิ
ิ
ปฏบัตจรง (Authentic Assessment) การประเมนตามสภาพจรงจะได้ข้อมูลสารสนเทศเชงคณภาพอย่าง
ิ
ิ
ิ
ต่อเนองทสามารถน ามาใช้ในการแนะแนวการเรยนส าหรบผู้เรยนแต่ละคนได้เปนอย่างด ี
ั
ื
ี
่
็
่
ี
ี
ิ
3. ลักษณะที่สาคัญของการประเมินตามสภาพจรง (Authentic Assessment)
ให้ความส าคัญขอบการพัฒนาและการเรยนร ู ้
ี
เน้นการค้นหาศักยภาพน าเอามาเปดเผย
ิ
ี
ุ
ให้ความส าคัญกับจดเด่นของผู้เรยน
ิ
ยืดถอเหตการณในชวิตจรง
์
ื
ี
ุ
ิ
เน้นการปฏบัตจรง
ิ
ิ
จะต้องเชอมโยงกับการเรยนการสอน
่
ื
ี
้
ู
ุ
ี
้
ม่งเน้นการเรยนรอย่างมเปาหมาย
ี
เปนกระบวนการเกิดข้นอย่างต่อเนองในทกบรบท
ิ
ุ
็
่
ื
ึ
ช่วยให้มความเข้าใจในความสามารถของผู้เรยนและวิธการเรยนร ้ ู
ี
ี
ี
ี
ื
ช่วยให้เกิดความร่วมมอทั้งผู้ปกครอง พ่อแม่ คร ผู้เรยนและบคคลอน ๆ
ุ
่
ู
ื
ี
4. การประเมินผลการเรยนโดยใชแฟมสะสมงาน
ี
้
้
ี่
ี
ิ
ึ
่
้
้
ู
ิ
ู
็
แฟมสะสมงาน เปนวิธการประเมนผลการเรยนรตามสภาพจรง ซงเปนวิธการทครได้น าวิธการ
ี
็
ี
ี
ิ
้
ู
ิ
่
ี
ึ
ี
มาจากศลปน (artist) มาใช้ในทางการศกษาเพือการประเมนความก้าวหน้าในการเรยนรของผู้เรยน
ิ
้
โดยแฟมสะสมงานมประโยชน์ทส าคัญคอ
ี
ี่
ื
27
ี
่
ผู้เรยนสามารถแสดงความสามารถในการท างานโดยทการสอบท าไม่ได้
ี
ี
ู
ี
้
เปนการวัดความสามารถในการเรยนรของผู้เรยน
็
ู
็
้
ี
ี
ช่วยให้ผู้เรยนสามารถแสดงให้เหนกระบวนการเรยนร (Process) และผลงาน (Product)
่
็
ี
้
ู
ู
็
ช่วยให้สามารถแสดงให้เหนการเรยนรทเปนนามธรรมให้เปนรปธรรม
ี
็
็
ิ
่
ี
ี
ื
่
ุ
ิ
ิ
ี
ิ
้
แฟมสะสมงานไม่ใช่แนวคดใหม่ เปนเรองทมมานานแล้วใช้โดยกล่มเขยนภาพ ศลปน สถาปนก
ี
้
นักแสดง และนักออกแบบ โดยแฟมสะสมงานได้ถกน ามาใช้ในทางการศกษาในการเรยนการสอน
ึ
ู
ิ
์
ึ
ทางด้านภาษา คณตศาสตร วิทยาศาสตร และวิชาอน ๆ ทั้งน้แฟมสะสมงานเปนวิธการทสะท้อนถง
้
์
ี
่
ื
็
ี
่
ี
้
ี
ึ
็
ิ
ู
่
ี
วิธการประเมนผลการเรยนรตามสภาพจรง (Authentic Assessment) ซงเปนกระบวนการของการรวบรวม
ิ
็
ี
หลักฐานทแสดงให้เหนว่าผู้เรยนสามารถท าอะไรได้บ้างและเปนกระบวนการของการแปลความจาก
่
ี
็
หลักฐานทได้และมการตัดสนใจหรอให้คณค่าการประเมนผลตามสภาพจรงเปนกระบวนการทใช้เพือ
ี
ื
ิ
็
่
ุ
ี
ิ
ิ
่
ี
่
้
้
ิ
อธบายถงภาระงานทแท้จรงหรอ real task ทผู้เรยนจะต้องปฏบัตหรอสรางความร ไม่ใช่สรางแต่เพียง
ี
้
ิ
ิ
ึ
ี่
ี่
ู
ื
ิ
ื
ข้อมูลสารสนเทศ
ี่
ื
้
ิ
็
ิ
ี
ี
การประเมนโดยใช้แฟมสะสมงานเปนวิธการของการประเมนทมองค์ประกอบส าคัญคอ
ื
ิ
ี
ให้ผู้เรยนได้แสดงการกระท า - ลงมอปฏบัต ิ
็
สาธตหรอแสดงทักษะออกมาให้เหน
ื
ิ
แสดงกระบวนการเรยนร ู ้
ี
ิ
ื
ิ
ผลตช้นงานหรอหลักฐานว่าเขาได้รและเขาท าได้
้
ู
ื
ิ
่
ึ
้
ิ
ี
ซงการประเมนโดยใช้แฟมสะสมงานหรอการประเมนตามสภาพจรง โดยวิธการดังกล่าวน้
ิ
ี
จะมลักษณะทส าคัญ คอ
ี
ี่
ื
ี
่
ี
ิ
ช้นงานทมความหมาย (meaningful tasks)
ี
ี่
มมาตรฐานทชัดเจน (clear standard)
มการให้สะท้อนความคด ความรสก (reflections)
ี
้
ู
ิ
ึ
ิ
ี
่
ื
มการเชอมโยงกับชวิตจรง (transfer)
ี
็
เปนการปรบปรงและบูรณาการ (formative integrative)
ั
ุ
ึ
่
ิ
ี
เกียวข้องกับการคดในล าดับทสงข้นไป (high – order thinking)
่
ู
ุ
เน้นการปฏบัตทมคณภาพ (quality performance)
ี่
ิ
ิ
ี
ี่
ี
ได้ผลงานทมคณภาพ (quality product)
ุ
5. ลักษณะของแฟมสะสมงาน
้
ึ
ี
นักการศกษาบางท่านได้กล่าวว่าแฟมสะสมงานมลักษณะเหมอนกับจานผสมส ซงจะเหนได้ว่า
้
็
่
ี
ึ
ื
ี
ี
ิ
่
ี
ิ
็
่
ี
ื
็
่
่
้
ี
จานผสมสเปนส่วนทรวมเรองสต่าง ๆ ทั้งน้แฟมสะสมงานเปนส่งทรวมการประเมนแบบต่าง ๆ เพือการ
็
็
ี
ี่
็
ิ
้
ุ
ี่
วาดภาพให้เหนว่าผู้เรยนเปนอย่างไร แฟมสะสมงานไม่ใช่ถังบรรจส่งของ (Container) ทเปนทรวมของ
ส่งต่าง ๆ ทจะเอาอะไรมากองรวมไว้หรอเอามาใส่ไว้ในทเดยวกัน แต่แฟมสะสมงานเปนการรวบรวม
้
ิ
่
ื
็
ี
่
ี
ี
28
่
ี
ี
ื
ู
ี
ี
่
ี
หลักฐานทมระบบและมการจัดการโดยครและผู้เรยนเพือการตรวจสอบความก้าวหน้าหรอการเรยนร ู ้
ู
่
ึ
้
ิ
ื่
ด้านความร ทักษะและเจตคตในเรองเฉพาะวิชาใดวิชาหนง
กล่าวโดยทั่วไป แฟมสะสมงานจะมลักษณะทส าคัญ 2 ประการคอ
ี
ื
้
่
ี
ี
ื
ี่
่
ี
ิ
ู
็
้
- เปนเหมอนส่งทรวบรวมหลักฐานทแสดงความรและทักษะของผู้เรยน
่
ี
ี
ี
ี
้
- เปนภาพทแสดงพัฒนาการของผู้เรยนในการเรยนร ตลอดช่วงเวลาของการเรยน
ู
็
้
6. จุดมุงหมายของการประเมินโดยใชแฟมสะสมงาน มีดังน้ ี
่
้
ู
ึ
ช่วยให้ครได้รวบรวมงานทสะท้อนถงความส าคัญของผู้เรยนในวัตถประสงค์ใหญ่ของการ
ี่
ุ
ี
ี
เรยนร ู ้
ู
้
ี
ี
ุ
ช่วยกระต้นให้ผู้เรยนสามารถจัดการเรยนรของตนเอง
ู
ี
ช่วยให้ครได้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในความก้าวหน้าของผู้เรยน
ึ
ี
ช่วยให้ผู้เรยนได้เข้าใจตนเองมากยิ่งข้น
ี
่
ช่วยให้ทราบการเปลยนแปลงและความก้าวหน้า ตลอดช่วงระหว่างการเรยนร ู ้
ี
ึ
ช่วยให้ผู้เรยนได้ตระหนักถงประวัตการเรยนรของตนเอง
ู
้
ี
ี
ิ
ิ
์
ช่วยท าให้เกิดความสัมพันธระหว่างการสอนกับการประเมน
7. กระบวนการของการจดท าแฟมสะสมงาน
้
ั
ื
้
ี
ุ
ี
ั
การจัดท าแฟมสะสมงาน มกระบวนการหรอขั้นตอนอยู่หลายขั้นตอน แต่ทั้งน้ก็สามารถปรบปรง
้
ได้อย่างเหมาะสม Kay Burke (1994) และคณะ ได้ก าหนดขั้นตอนของการท าแฟมสะสมงานไว้ 9 ขั้นตอน
ดังน้ ี
่
ขั้นท 1 การรวบรวมและจัดระบบของผลงาน
ี
ี
่
่
ขั้นท 2 การเลอกผลงานหลักตามเกณฑ์ทก าหนด
ื
ี
้
้
ี่
ขั้นท 3 การสรางสรรค์แฟมสะสมผลงาน
ขั้นท 4 การสะท้อนความคด หรอความรสกต่อผลงาน
ู
้
ึ
ิ
ื
ี่
ขั้นท 5 การตรวจสอบเพื่อประเมนตนเอง
ี่
ิ
ิ
ขั้นท 6 การประเมนผล ประเมนค่าของผลงาน
ิ
ี่
ี
ี่
่
ื
ุ
์
่
ขั้นท 7 การแลกเปลยนประสบการณกับบคคลอน
ั
ี่
ี่
ขั้นท 8 การคัดสรรและปรบเปลยนผลงานเพื่อให้ทันสมัย
ื
ิ
้
ี่
์
ขั้นท 9 การประชาสัมพันธ หรอจัดนทรรศการแฟมสะสมงาน
29
้
้
ิ
8. รูปแบบ (Model) ของการท าแฟมสะสมงาน สามารถด าเนนการไดดังน้ ี
์
ิ
ั
ส าหรบผู้เร่มท าไม่มประสบการณมาก่อนควรใช้ 3 ขั้นตอน
ี
ขั้นท 1 การรวบรวมผลงาน
ี
่
่
ื
ขั้นท 2 การคัดเลอกผลงาน
ี
ึ
ู
ิ
่
้
ี
ขั้นท 3 การสะท้อนความคด ความรสกในผลงาน
ั
ส าหรบผู้ทมประสบการณใหม่ ๆ ควรใช้ 6 ขั้นตอน
่
ี
ี
์
ขั้นท 1 ก าหนดจดม่งหมาย
ุ
ี
่
ุ
่
ี
ขั้นท 2 การรวบรวม
่
ี
ขั้นท 3 การคัดเลอกผลงาน
ื
่
ิ
ขั้นท 4 การสะท้อนความคดในผลงาน
ี
ี
ขั้นท 5 การประเมนผลงาน
ิ
่
่
ี
ี
่
ี
ขั้นท 6 การแลกเปลยนกับผู้เรยน
ี่
์
ี
ี
ั
ส าหรบผู้ทมประสบการณพอสมควร ควรใช้ 9 ขั้นตอนดังทกล่าวข้างต้น
่
9. การวางแผนท าแฟมสะสมงาน
้
ี
ุ
่
การวางแผนและการก าหนดจดม่งหมาย ค าถามหลักทจะต้องท าให้ชัดเจน
ุ
ท าไมจะต้องให้ผู้เรยนรวบรวมผลงาน
ี
ท าแฟมสะสมงานเพื่ออะไร
้
ื
ิ
ุ
ุ
่
ี
้
จดม่งหมายทแท้จรงของการท าแฟมสะสมงาน คออะไร
้
ี
ิ
ี
ี
การใช้ แฟมสะสมงานในการประเมนมข้อด ข้อเสยอย่างไร
็
ิ
ื
ี
้
็
แฟมสะสมงานไม่ใช่เปนเพียงการเรยนการสอนหรอการประเมนผล แต่เปนทั้งกระบวนการ
ิ
เรยนการสอนและการวัดผลประเมนผล
ี
ี
แฟมสะสมงาน เปนกระบวนการทท าให้ผู้เรยนเปนผู้ทลงมอปฏบัตเองและเรยนรด้วยตนเอง
ิ
็
ิ
ี่
้
้
ี
ี่
็
ื
ู
้
การใช้แฟมสะสมงานในการประเมนจะมหลักส าคัญ 2 ประการ
ี
ิ
ื
่
เน้อหา ต้องเกียวกับเน้อหาทส าคัญในหลักสตร
ื
ู
่
ี
ี
ิ
การเรยนร ู ้ ผู้เรยนเปนผู้ลงมอปฏบัตเอง โดยมการบูรณาการทจะต้องสะท้อน
ี
็
ี
ี่
ิ
ื
กระบวนการเรยนร ทั้งในเรองการอ่าน การเขยน การฟง การแก้ปญหา
ั
ั
ี
่
ื
ู
้
ี
่
ี
ู
และการคดระดับทสงกว่าปกต ิ
ิ
ั
้
้
ิ
10. การเก็บรวบรวมชนงานและการจดแฟมสะสมงาน
ี
ื
ุ
ี
้
ความหมายของแฟมสะสมงานคอ การรวบรวมผลงานของผู้เรยนอย่างมวัตถประสงค์
็
เพื่อการแสดงให้เหนความพยายาม ความก้าวหน้าและความส าเรจของผู้เรยนในเรองใดเรองหนง
ึ
่
่
ื
ี
็
ื
่
30
ี
ู
ิ
วิธการเก็บรวบรวม สามารถจัดให้อยู่ในรปแบบของส่งต่อไปน้ ี
แฟมงาน สมดบันทก ต้เก็บเอกสาร กล่อง อัลบั้ม แผ่นดสก์
้
ู
ุ
ึ
ิ
ิ
ี
่
ี
วิธการด าเนนการเพือการรวบรวม จัดท าได้โดยวิธการ ดังน้ ี
ุ
ิ
่
้
รวบรวมผลงานทกช้นทจัดท าเปนแฟมสะสมงาน
็
ี
ื่
้
คัดเรองผลงานเพื่อใช้ในแฟมสะสมงาน
ื่
สะท้อนความคดในผลงานทคัดเรองไว้
ี่
ิ
ู
ี
้
รปแบบของแฟมสะสมงาน อาจมองค์ประกอบดังน้ ี
้
ิ
สารบัญและแสดงประวัตผู้ท าแฟมสะสมงาน
ี
ุ
ุ
่
ส่วนทแสดงวัตถประสงค์/จดม่งหมาย
ุ
่
ี
ส่วนทแสดงช้นงานหรอผลงาน
ื
ิ
ส่วนทสะท้อนความคดเหนหรอความรสก
่
็
ื
ี
ิ
ึ
้
ู
ิ
ี
่
ส่วนทแสดงการประเมนผลงานด้วยตนเอง
ส่วนทแสดงการประเมนผล
ี
่
ิ
ส่วนทเปนภาคผนวก ข้อมูลประกอบอน ๆ
ื
่
็
่
ี
ี
กิจกรรมการเรยนรู ้
กิจกรรมที่ 1 ให้สรปบทบาทของผู้เรยนในการเรยนรด้วยตนเอง มาพอสังเขป
ี
ี
้
ู
ุ
ุ
ู
ู
้
ี
กิจกรรมที่ 2 ให้สรปบทบาทของครในการเรยนรด้วยตนเอง มาพอสังเขป
ู
ี
ี
ี
กิจกรรมที่ 3 ให้เปรยบเทยบบทบาทของผู้เรยนและคร มาพอสังเขป
้
ู
ี
ุ
กิจกรรมที่ 4 ให้สรปสาระส าคัญของ “กระบวนการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป
ึ
ี
ุ
ี
้
ู
ู
กิจกรรมที่ 5 ให้ผู้เรยนศกษาสัญญาการเรยนร (รายบคคล) และปรกษาคร แล้วจัดท าร่างกรอบ
ึ
แนวคดสัญญาการเรยนรรายวิชาทักษะการเรยนร ู ้
ี
ี
ิ
ู
้
31
ึ
้
ั
้
่
ื
่
เรองที 3 ทักษะพื้นฐานทางการศกษาหาความรู ทักษะการแกปญหา
้
้
ี
ิ
และเทคนคการเรยนรูดวยตนเอง
ื
ั
ึ
่
ั
ี่
ื
ู
้
ค าถามธรรมดา ๆ ทเราเคยได้ยินได้ฟงกันอยู่บ่อย ๆ ก็คอ ท าอย่างไรเราจงจะสามารถฟงอย่างรเรอง
ี
ิ
และคดได้อย่างปราดเปรอง อ่านได้อย่างรวดเรว ตลอดจนเขยนได้อย่างมออาชพ ทั้งน้ ก็เพราะเราเข้าใจ
ื
็
ื
ี
่
ี
ี
ี่
็
็
ี
กันดว่า ทั้งหมดน้เปนทักษะพื้นฐาน (basic skills) ทส าคัญ และเปนความสามารถ (competencies) ท ี่
ี
ี
จ าเปนส าหรบการด ารงชวิตทั้งในโลกแห่งการท างาน และในโลกแห่งการเรยนร ู ้
ั
็
้
ู
ู
็
ั
ิ
ี่
ี
็
ั
็
การฟง เปนการรบรความหมายจากเสยงทได้ยิน เปนการรบสารทางห การได้ยินเปนการเร่มต้น
ั
ของการฟงและเปนเพียงการกระทบกันของเสยงกับประสาทตามปกต จงเปนการใช้ความสามารถทาง
ิ
ี
ั
ึ
็
็
ร่างกายโดยตรง ส่วนการฟงเปนกระบวนการท างานของสมองอกหลายขั้นตอนต่อเนองจากการได้ยิน
็
ี
่
ั
ื
ิ
ี
เปนความสามารถทจะได้รบรส่งทได้ยิน ตความและจับความส่งทรบรนั้นเข้าใจและจดจ าไว้ ซงเปน
ั
ู
่
้
ิ
ี
่
ึ
่
็
ู
้
ั
ี
ี
็
่
ั
ความสามารถทางสตปญญา
ิ
่
ี
ื
่
ิ
็
การพูด เปนพฤตกรรมการสอสารทใช้กันแพร่หลายทั่วไป ผู้พูดสามารถใช้ทั้งวจนะภาษาและ
ิ
ั
ื่
ึ
็
อวัจนะภาษาในการส่งสารตดต่อไปยังผู้ฟงได้ชัดเจนและรวดเรวการพูด หมายถง การสอความหมายของ
้
ู
ุ
ิ
่
ื
มนษย์โดยการใช้เสยง และกิรยาท่าทางเปนเครองถ่ายทอดความรความคด และความรสกจากผู้พูดไปส่ ู
ี
ิ
ึ
้
ู
็
ั
ผู้ฟง
ุ
ั
ี
้
ู
่
ั
ี
การอาน เปนพฤตกรรมการรบสารทส าคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟง ปจจบันมผู้รนักวิชาการ
่
ั
ิ
็
ี
ี
ื
ิ
ู
ื
่
้
และนักเขยนน าเสนอความร ข้อมูล ข่าวสารและงานสรางสรรค์ ตพิมพ์ ในหนังสอและส่งพิมพ์อน ๆ มาก
้
ื
นอกจากน้แล้วข่าวสารส าคัญ ๆ หลังจากน าเสนอด้วยการพูด หรออ่านให้ฟงผ่านสอต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะ
่
ั
ื
ี
ตพิมพ์รกษาไว้เปนหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆ ความสามารถในการอ่านจงส าคัญและจ าเปนยิ่งต่อการ
ี
ึ
ั
็
็
ั
ี
ี่
เปนพลเมองทมคณภาพในสังคมปจจบัน
ุ
ุ
ื
็
็
ึ
้
ิ
ึ
็
ุ
ู
การเขียน เปนการถ่ายทอดความรสกนกคดและความต้องการของบคคลออกมาเปนสัญลักษณ ์
ื่
ี
ื่
ื
คอ ตัวอักษร เพื่อสอความหมายให้ผู้อนเข้าใจจากความข้างต้น ท าให้มองเหนความหมายของการเขยน
็
ว่ามความจ าเปนอย่างยิ่งต่อการสอสารในชวิตประจ าวัน เช่น นักเรยนใช้การเขยนบันทกความร ท า
้
ู
ึ
็
ี
ี
่
ื
ี
ี
ี
ึ
็
แบบฝกหัด และตอบข้อสอบบคคลทั่วไป ใช้การเขยนจดหมาย ท าสัญญา พินัยกรรมและค ้าประกัน เปน
ุ
ิ
ั
ี
ี
ึ
็
ต้น พ่อค้าใช้การเขยนเพื่อโฆษณาสนค้า ท าบัญช ใบสั่งของ ท าใบเสรจรบเงน แพทย์ใช้บันทก ประวัต ิ
ิ
่
็
คนไข้ เขยนใบสั่งยาและอน ๆ เปนต้น
ี
ื
32
ี
รายละเอียดกิจกรรมการเรยนรู ้
ี
ั
่
็
ื
ี
กิจกรรมที่ 1 คณเปนผู้ฟงทดหรอเปล่า
ุ
ให้ตอบแบบทดสอบต่อไปน้ ี ด้วยการท าเครองหมาย ในช่องค าตอบทางด้านขวา เพื่อ
ื
่
ิ
ั
็
ี
ุ
ประเมนว่าคณเปนผู้ฟงได้ดแค่ไหน
ความบอยครง
่
้
ั
ลักษณะของการฟง
ั
่
ั
่
้
เสมอ สวน บางครง นาน ๆ ไมเคย
ั
้
ใหญ ่ ครง
1 ปล่อยให้ผู้พูดแสดงความคดของเขาจนจบ
ิ
โดยไม่ขัดจังหวะ
ุ
ี
ื
2 ในการประชม หรอระหว่างโทรศัพท์ มการจดโน้ต
ิ
ี่
สาระส าคัญของส่งทได้ยิน
ี
ี
่
3 กล่าวทวนรายละเอยดทส าคัญของการสนทนากับผู้พูด
ู
เพือให้แน่ใจว่าเราเข้าใจถกต้อง
่
ื
่
ื
ั
่
ิ
4 พยายามตั้งใจฟง ไม่วอกแวกไปคดเรองอน
่
5 พยายามแสดงท่าทว่าสนใจในค าพูดของผู้อน
ื
ี
ู
้
ี
6 รดว่าตนเองไม่ใช่นักสอสารทด ถ้าผูกขาดการพูด
่
ี
่
ี
ื
แต่ผู้เดยว
ี
ั
7 แม้ว่าก าลังฟงก็แสดงอาการต่าง ๆ เช่น ถาม จดสรปส่ง
ิ
ุ
็
ทได้ฟง กล่าวทวนประเดนส าคัญ ฯลฯ
ั
่
ี
8 ท าท่าต่าง ๆ เหมอนก าลังฟงอยู่ในทประชม เช่น
ุ
่
ี
ื
ั
็
ผงกศรษะเหนด้วย มองตาผู้พูด ฯลฯ
ี
ู
ี
่
9 จดโน้ตเกียวกับรปแบบของการสอสารทไม่ใช่ค าพูด
ื
่
่
็
ู
ของค่สนทนา เช่น ภาษากาย น ้าเสยง เปนต้น
ี
10 พยายามทจะไม่แสดงอาการก้าวราว หรอตนเต้นเกินไป
ี
่
ื
่
ื
้
ี
็
ถ้ามความคดเหนไม่ตรงกับผู้พูด
ิ
33
ี
ค าตอบทั้ง 5 ค าตอบ (ในแต่ละช่อง) มคะแนนดังน้ ี
เสมอ = 5 คะแนน
ส่วนใหญ่ = 4 คะแนน
กิจกรรมที่ 2
ั
ทานคิดอยางไร บางคร้ง = 3 คะแนน
่
่
นาน ๆ คร้ง = 2 คะแนน
ั
่
้
่
กับค ากลาวขางลางน้ ี
โปรดอธบาย ไม่เคย = 1 คะแนน
ิ
่
ู
ื
น าคะแนนจากทั้ง 10 ข้อ มารวมกัน เพอดว่า
คณจัดอยู่ในกล่มนักฟงประเภทไหนใน 3 กล่ม ต่อไปน้ ี
ุ
ุ
ุ
ั
็
่
“การพูดเปนทักษะหนึง 40 คะแนนขึ้นไป คุณเปนนักฟงชนยอด
้
็
ั
ั
่
่
ทีมีความสาคัญทีสุดของคนเรา 25 - 39 คะแนน คุณเปนนักฟงทีดีกวาผูฟงทัว ๆ ไป
็
้
่
ั
ั
่
่
่
่
้
กอนทีเราจะพูดอะไรออกไปนัน ต ่าวา 25 คะแนน คุณเปนผูฟงทีตองพัฒนาทักษะการฟง
้
ั
้
่
ั
็
่
็
เราจะเปนนายของค าพูด เปนพิเศษ
็
่
้
้
่
แตเมือเราไดพูดออกไปแลว แต่ไม่ว่าจะอยู่ในกล่มไหนก็ตาม คณก็ควรจะ
ุ
ุ
็
้
่
ค าพูดเหลานันก็จะกลับมาเปนนายเรา” พัฒนาทักษะในการฟงของคณอยู่เสมอ เพราะว่าผู้ส่งสาร
ุ
ั
่
ิ
เขียนค าอธบายของทาน (ทั้งคนและอปกรณเทคโนโลยีต่าง ๆ ) นั้ นมการ
ี
์
ุ
...................................................... เปลยนแปลงและมความซับซ้อนมากข้นอยู่ตลอดเวลา
่
ึ
ี
ี
......................................................
...................................................... การพูดเปนวิธการสอสารทมนษย์ใช้กันมานาน นับพันป ี
ื่
่
ุ
ี
็
ี
......................................................
ี
ื
ื
ี
ื
่
่
ี
่
ิ
...................................................... และในโลกน้คงไม่มเครองมอสอสารใดทสามารถถ่ายทอดความคด
...................................................... ความรสกและ ส่งต่าง ๆ ในใจเราได้ดกว่าค าพูด ถงแม้ว่าปจจบันน้ ี
้
ู
ิ
ึ
ึ
ุ
ั
ี
......................................................
่
ึ
ั
ื
...................................................... เทคโนโลยีในการสอสารจะได้รบการพัฒนาไปถงไหน ๆ แล้วก็ตาม
...................................................... สาเหตุทเปนเช่นน้ ก็เพราะว่าการพูดไม่ใช่แต่เพยงเสยงทเปล่งออกไป
ี
่
ี
่
็
ี
ี
ี
......................................................
็
็
ี
ู
...................................................... เปนค า ๆ แต่การพูดยังประกอบไปด้วย น ้าเสยงสง - ต า ่ จังหวะช้า - เรว
......................................................
ี
ี่
...................................................... และท่าทางของผู้พูด ทท าให้การพูดมความซับซ้อน และม ี
...................................................... ประสทธภาพยิ่งกว่าเครองมอสอสารใด ๆ
ื
่
ื
่
ื
ิ
ิ
......................................................
ื
ื
ุ
ี
...................................................... การพูดนั้นเปรยบเสมอนดาบสองคม คอ สามารถให้ทั้งคณและ
โทษแก่ตัวผู้พูดได้ นอกจากน้การพูดยังเปนอาวุธในการสอสารทคน
่
ี
ื
็
่
ี
ิ
ั
ี
ส่วนใหญ่ชอบใช้มากกว่าการฟงและการเขยน เพราะคดว่าการพูดได้
มากกว่าคนอนนั้นจะท าให้ตนเองได้เปรยบ ได้ประโยชน์ แต่ทั้ง ๆทคด
ี
ี
่
ื
่
ิ
อย่างนี้หลายคนก็ยังพาตัวเองไปสู่ความหายนะได้ด้วยปากเข้าท านอง
่
ึ
ู
้
็
ปากพาจน ซงเหตุทเปนเช่นน้ก็เพราะรกันแต่เพยงว่าฉันอยากจะพูด
ี
ี
่
ี
แนวการตอบ
ู
ี
่
้
ุ
่
้
็
ั้
ิ
การพูดทกครง จ าเปนตองคดและเปนการคด โดยไม่ คิดกอนพูด ไม่รว่าการพูดทจะให้คณแก่ตนเองได้นั้นควรม ี
ิ
็
ุ
ี
่
้
ุ
ึ
็
ั้
กอนพูด เราจงจะเปนนายของค าพูดไดทกครง ลักษณะดังน้
ถูกจังหวะเวลา ภาษาเหมาะสม
เน้อหาชวนตดตาม น ้าเสยงชวนฟง
ี
ื
ิ
ั
กิรยาท่าทางด ี มอารมณ์ขัน
ี
ิ
ให้ผู้ฟงมส่วนร่วม เปนธรรมชาตและเปน
็
็
ี
ั
ิ
ตัวของตัวเอง
แว
ั้
ครง
34
่
ื
่
ุ
่
ี
่
ื
กิจกรรมที่ 3 ให้อ่านเรอง “การมองโลกในแงดี” และสรปเรองทอ่าน ให้ได้ประมาณ 15 บรรทัด
่
เรอง “การมองโลกในแงดี”
ื่
ความหมายและความสาคัญของการมองโลกในแงดี
่
ี
ิ
ิ
การด าเนนชวิตของมนษย์เรานั้นได้ใช้ความคดมาช่วยในการตัดสนใจเรองราวต่างๆ ทอยู่รอบตัวเราได้
ี
่
ุ
ิ
่
ื
ิ
ึ
่
ั
อย่างเหมาะสม ซงในบางคร้งการมองโลกโดยใช้ความคดน้ ก็อาจจะมมมมองได้
ุ
ี
ี
หลายด้าน เช่น ทางด้านบวกและทางด้านลบ การมองโลกใน
หลักการมองโลกในแงดี
่
ี
็
ค าว่า การมองโลกในแง่ด โดยในแง่ของภาษาสามารถแยกออกเปน 3 ค าแตกต่างจากกัน ค าท ี่
ี่
ี่
ึ
ื
หนงคอ การมอง ค าทสองคอ โลก ค าทสาม คอ ในแง่ด ี
่
ื
ื
็
ื
็
ิ
เปาหมายของการมอง คอ เพื่อให้เหน การจะเหนส่งใดเรามวิธเหน 2 วิธ ี
้
็
ี
ี
็
็
็
ี
ิ
1. ใช้ตามอง เรยกว่ามองเหน เราเหนห้องน ้า กาแฟ เหนสรรพส่งในโลกเราใช้ตามอง
็
ึ
ุ
ิ
2. คดเหน เรากับคณแม่อยู่ห่างกันแต่พอเราหลับตาเรายังนกถงคณแม่ได้ เราไม่ได้ไปเมองนอก
ึ
ุ
ื
มานานหลับตายังนกถงสมัยเราเรยน ๆ ทตรงนั้น อย่างน้เรยกว่าคดเหน เพราะฉะนั้นการทจะเหนส่งใด
ิ
็
ิ
ี
ี
ี
ึ
ี
ี
่
ึ
็
่
สามารถท าได้ทั้งตากับคด
ิ
ู
็
ั้
ิ
การมองโลกบางคร้ ังอาจมองดเหนปบคดเลย หรอบางทไม่ต้องเหนแต่จนตนาการ ท่านคด
็
ิ
ิ
ื
ี
็
และเหน
ี
็
ี
่
ื
ค าว่าโลก เราสามารถแยกเปน 2 อย่าง คอ โลกทเปนธรรมชาต ปาไม้ แม่น ้า ภเขา อย่างน้เรยกว่า
ู
ี
่
ิ
็
็
ิ
่
ี
ุ
ุ
เปนธรรมชาตโลกอกความหมายหนง คอ โลกของมนษย์ พวกทมนษย์อยู่เรยกว่าสังคมมนษย์
ี
ี
่
ุ
ื
ึ
ี
เพราะฉะนั้นเวลามองโลกอาจมองธรรมชาต บางคนบอกว่ามอง ภเขาสวย เหนทวไม้แล้วชอบ เรยกว่า
ู
ิ
ิ
็
ั
ื
ื่
มองธรรมชาต แต่บางคร้งมองมนษย์ด้วยกัน มองเหนบคคลอนแล้วสบายใจ เรยกว่าการมองเหมอนกัน
ิ
ุ
ุ
็
ี
ึ
ื
ุ
เพราะฉะนั้นโลกจงแยกออกเปน 2 ส่วน คอธรรมชาตกับมนษย์
็
ิ
่
ี
ั
ื
ี
่
ี
ิ
็
ี
ี
ึ
ค าว่าด เปนค าทมความหมายกว้างมาก ในทางปรชญาถอว่าด หมายถงส่งทจะน าไปส่ ู
ื
ี
ู
ี
่
ตัวอย่างเช่น ยาด หมายถงยาทน าไปส่ คอยารกษาโรคนั่นเอง มดด คอมดทน าไปส่ คอสามารถตัดอะไรได้
ึ
ั
ี
่
ี
ี
ี
ื
ู
ื
ี
ี
่
ี
ุ
ู
ึ
่
หรออาหารด หมายความว่าอาหารน าไปส่ให้เรามสขภาพดข้น เพราะฉะนั้นอะไรทน าไปส่สักอย่างหนง
ู
ี
ึ
ื
ี
่
ู
ื
ี
ี
ื
ี
เราเรยกว่าด ดในทน้ดได้ 2 ทางคอ น าไปท าให้เราเกิดความสข หรอน าไปเพือให้เราท างานประสบ
ุ
ี
่
ี
ี
ี
ู
ี
ความส าเรจ ชวิตเราหนการท างานไม่ได้ หนชวิตส่วนตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นดว่ามองคนแล้วท าให้เราเกิด
็
ความสข ท าให้ท างานประสบความส าเรจ
็
ุ
่
ิ
็
ุ
ถ้ารวม 3 ตัว คอ เราเหน หรอเราคดเกียวกับคน แล้วท าให้เรามความสข เรามอง เราคดกับคนท า
ื
ี
ิ
ื
ให้เราประสบความส าเรจ นคอความหมาย
ื
็
ี่
35
ุ
ี
ื
ี
ื
ิ
สรปความส าคัญของค าว่า การมองโลกในแง่ด คอ 3 อย่างน้ต้องผูกพันกันเสมอคอ การคด
ี
่
ึ
ื
ี
ิ
ิ
ี
การท า และผลการกระท า ถ้าเราคดดเราก็ท าด ผลจะได้ดด้วย ตัวอย่างเช่น เราคดถงเรองอาหาร ถ้าเราคด
ิ
ิ
ื
ี
ว่าอาหารน้ด เราซ้ออาหารน้ และผลจะมต่อร่างกายเรา ถ้าเราคดถงสขภาพ เรองการออกก าลัง เราก็ไป
ื
่
ี
ุ
ี
ึ
ี
ิ
ี่
่
ึ
ื
่
ึ
ออกก าลังกาย ผลทตามมาคอ ร่างกายเราแข็งแรง เพราะฉะนั้นถ้าเราคดอย่างหนง ท าอย่างหนง และผล
ึ
การกระท าออกมาอย่างหนงเสมอ
่
ื
ี
ี
ี
ิ
ุ
ี
ถ้าการมองโลกจะมความส าคัญคอ จะช่วยท าให้ชวิตเรามความสข เพราะเราคดคนๆ น้ในแง่ด ี
ิ
ี
ิ
้
ิ
ี
เราจะพูดดกับเขา ผลตามมาก็คอเขาจะมปฏกิรยาในทางดกับเรา ถ้าเราคดในทางรายต่อเขา เช่น สมมต ิ
ื
ี
คณก าลังยืนอยู่ มคนๆ หนงมาเหยียบเท้าคณ ถ้าคดว่าคนทมาเหยียบเท้าคณ เขาไม่สบายจะเปนลม
ิ
่
ึ
ี
็
่
ุ
ุ
ุ
ี
ุ
ิ
ุ
แสดงว่าคณคดว่าเขาสขภาพไม่ด คณจะช่วยพยุงเขา แต่ถ้าคณคดว่าคนน้แกล้งคณ แสดงว่าคณมอง
ี
ิ
ุ
ี
ุ
ุ
ุ
ิ
ิ
ื่
ื
ุ
ู
ุ
ี
ุ
้
ในแง่ไม่ด คณจะมปฏกิรยาคอผลักเขา เมอคณผลักเขา ๆ อาจจะผลักคณและเกิดการต่อสกันได้
ี
ุ
ี
ุ
ี
ิ
็
ี
เพราะฉะนั้นคดดจะช่วยท าให้ชวิตเรามความสข ถ้าคดรายหรอคดทางลบชวิตเราเปนทกข์ ถ้าคด
ื
ิ
ี
ิ
ิ
้
็
ในทางทดเราท างานประสบความส าเรจ ถ้าคดในแง่ลบงานของเราก็มทกข์ตามไปด้วย
ุ
ี
ี
ิ
ี่
ี่
(ทมา: http://www.stou.ac.th/Thai/Offices/Oce/Knowledge/4-46/page6-4-46.html)
สุขหรอทุกขข้นอยูกับอะไร
ึ
่
์
ื
็
ี
ื
็
ี
ี
่
ั
ู
ี
ข่าวทมผู้ถกหวยรฐบาลได้รางวัลเปนจ านวนหลายล้านบาท เรยกว่าเปนเศรษฐภายในชั่วข้ามคน
่
็
่
ี
ื
ี
่
ุ
็
่
ุ
ี
ี
ู
คงเปนข่าวททกท่านผ่านตามาแล้ว และก็ดเหมอนจะเปนทกขลาภอยู่ไม่น้อยทต้องหลบเลยงผู้ทมาหยิบ
ิ
ิ
ยืมเงนทอง รวมทั้ง โจร - ขโมย จ้องจะแบ่งปนเงนเอาไปใช้
ั
ี
่
ู
ึ
ึ
ี
ี
ึ
ี
ในต่างประเทศ ก็เคยมการศกษาถงชวิตคนทถกหวยในลักษณะของกรณศกษา ก็ค้นพบว่า
ิ
หลายต่อหลายคน ประสบความทกข์ยากแสนสาหัสกว่าเดม หลายรายต้องสญเสยเงนทองจ านวนมากม ี
ุ
ิ
ู
ี
่
ิ
ุ
็
ี
ื
ิ
ึ
ี
อยู่รายหนงทสดท้ายกลับไปท างานเปนพนักงานท าความสะอาด ความเปนจรงแล้ว พบว่า วิธคด หรอ
็
่
ุ
ี
โลกทัศนของเราต่างหากทบ่งบอกถงความสามารถในการมความสขหรอความทกข์
่
ุ
ึ
ี
ื
์
วิธคิดอยางไร นามาซงความสุข
ึ
่
ี
่
ี
ุ
ิ
ี
่
คงไม่ใช่วิธคดแบบเดยวอย่างแน่นอน แต่วิธคดซงมอยู่หลายแบบและน ามาซงความสขนั้น มักม ี
ึ
่
ึ
ี
ี
ิ
ิ
็
ื
พื้นฐานคล้ายๆกัน คอ การมองด้านบวกหรอคาดหวังด้านบวกรวมทั้งมองเหนประโยชนจากส่งต่าง ๆ
์
ื
ุ
ี
่
์
(แม้ว่าจะเปนเหตการณทเลวรายก็ตาม)
้
็
ี
ี
ิ
ิ
ี
็
่
์
แต่กว่าทคนเราจะ "บรรลุ" ความเข้าใจได้ ก็อาจใช้เวลาเปนสบๆ ป เลยทเดยว ครสโตเฟอร รฟ
ี
ี
ุ
ี
ิ
ุ
์
์
อดตดาราในบทบาทของซปเปอรแมน ได้ประสบอบัตเหตตกจากหลังม้า เขาเคยให้สัมภาษณในรายการ
ุ
ุ
ี่
ึ
หนงว่า เขาต้องปรบตัวอย่างมากในช่วงแรก ๆ แล้วในทสด เขาก็สามารถมความสขได้ แม้ว่าจะไม่
ี
่
ุ
ั
ึ
สามารถขยับแขนขยับขาได้ดังใจนกก็ตาม
่
ื
ิ
ิ
ี
ผู้บรหารคนหนงของบรษัทในเครอเยือกระดาษสยาม เล่าว่า เขาโชคดทถกลกค้าด่าเมอสบกว่าป ี
่
ึ
่
่
ู
ื
ิ
ี
ู
ิ
็
ึ
่
ทแล้วในเวลานั้น ลกค้าซงเปนผู้จัดการบรษัทแถวถนนสาธประดษฐ์ ไม่พอใจเซลล์ขายกระดาษคนก่อน
ี
่
ุ
ู
ิ
36
่
ี
ั
ู
ี
เปนอย่างยิ่งทปรบราคากระดาษโดยกะทันหัน จนท าให้บรษัทของเขาต้องสญเสยเงนจ านวนมาก
ิ
ิ
็
ื
ู
็
ี
เขา (เซลล์ขายกระดาษ) ท่านน้ได้ใช้ความพยายามเอาชนะใจลกค้าคนน้อยู่ 6 เดอนเต็มๆ อันเปนเวลาท ี่
ี
ึ
ออเดอรล๊อตปรากฎข้น “ผมขอบคณวิกฤตการณในคร้งนั้นมาก มันท าให้ผมเข้าใจในอาชพนักขาย และ
ิ
ี
ั
ุ
์
์
ึ
ี
สอนบทเรยนทส าคัญมาจนถงปจจบัน”
ุ
ั
ี่
จากตัวอยางดังกลาว สามารถสรุปไดวา
่
่
้
่
1. ผู้ประสบความส าเรจมักผ่านวิกฤตการณและได้บทเรยนมาแล้วทั้งส้น
ิ
์
ิ
็
ี
ี
่
ุ
ี่
ึ
2. ผู้ทจะมความสขในการท างานและใช้ชวิตได้ ย่อมต้องใช้วิธคดทเปนด้านบวกซงได้รบการ
ิ
ี
ั
็
ี
่
ี
ู
พิสจน์มาแล้ว
หากอยากมีความสุขตองเรมจากการสรางความคิดดานบวก มองเหตุการณอยางไดประโยชน
่
์
์
้
้
้
ิ
้
่
(ทมา: http://drterd.com/news/view.asp?id=4)
ี่
่
เรองที 4 ปจจยทีท าใหการเรยนรูดวยตนเองประสบความสาเรจ
ื
ั
่
ี
้
้
้
ั
่
็
ความพรอมในการเรยนรด้วยตนเอง (Self-Directed Learning Readiness : SDLR) เปนส่งส าคัญ
ี
้
็
ิ
้
ู
ี
ี
่
ั
ี
ี
้
ู
และจ าเปนอย่างมากส าหรบผู้ทมความสนใจ มความรกจะเรยนรด้วยตนเอง วัดได้จากความรสก และ
ู
้
ึ
็
ั
ู
็
้
่
ี
ความคดเหนทผู้เรยนมต่อการแสวงหาความร การทบคคลจะเรยนรด้วยตนเองได้นั้นต้องมลักษณะความ
ี
ู
้
ี
ี
ี
ิ
ุ
่
ี
ี
ู
้
พรอมของการเรยนรด้วยตนเอง 8 ประการ ดังน้
ี
้
่
ี
ี
ื
ี
1. การเปดโอกาสตอการเรยนรู ได้แก่ การมความสนใจในการเรยนรมากกว่าผู้อน มความ
้
ู
้
่
ี
ิ
ิ
ี
ั
ิ
ู
ื
ู
ุ
่
้
ี
ี
พึงพอใจกับความคดรเร่มของบคคล มความรกในการเรยนรและความคาดหวังว่าจะเรยนรอย่างต่อเนอง
้
ิ
ี
ึ
ี
ี
ี
่
้
แหล่งความรมความดงดดใจ มความอดทนต่อการค้นหาค าตอบในส่งทสงสัย มความสามารถในการ
ิ
ู
ู
ิ
ี
์
ยอมรบและใช้ประโยชน์จากค าวิจารณได้ การน าความสามารถด้านสตปญญามาใช้ได้ มความรบผิดชอบ
ั
ั
ั
ี
ู
ต่อการเรยนรของตนเอง
้
ิ
็
้
ี
์
2. มีอัตมโนทัศนในดานของการเปนผูเรยนทีมีประสทธภาพ ได้แก่ การมความมั่นใจในการ
ี
ิ
่
้
ี
ี
เรยนรด้วยตนเอง ความสามารถจัดเวลาในการเรยนรได้ มระเบยบวินัยต่อตนเองมความรในด้านความ
ี
้
ู
ู
ี
้
ู
ี
้
ู
ี
้
ั
จ าเปนในการเรยนร และแหล่งทรพยากรการเรยนร มความคดเหนต่อตนเองว่าเปนผู้ทมความอยากร ้ ู
ี
ี
่
ี
ิ
็
ี
ู
็
้
็
็
อยากเหน
ี
ิ
ิ
่
้
3. การมีความคิดรเรมและเรยนรูดวยตนเอง ได้แก่ ความสามารถตดตามปญหายาก ๆ ได้อย่าง
ิ
้
ั
้
่
ี
ู
ื
ี
คล่องแคล่ว ความปรารถนาต่อการเรยนรอยู่เสมอ ชนชอบต่อการมส่วนร่วมในการจัดประสบการณการ
์
้
ี
่
ื
่
ี
ี
ี
เรยนร มความเชอมั่นในความสามารถทจะท างานด้วยตนเองได้ด ชนชอบในการเรยนร มความพอใจกับ
้
ู
ื
่
ี
ี
ู
ี
ู
ี
้
่
ทักษะการอ่าน การท าความเข้าใจ มความรเกียวกับแหล่งความรต่าง ๆ มความสามารถในการวางแผนการ
้
ู
ท างานของตนเองได้ และมความคดรเร่มในเรองการเร่มต้นโครงการใหม่ ๆ
ิ
ื
่
ิ
ิ
ี
ิ
37
ิ
ั
ี
้
ี
ั
4. การมีความรบผิดชอบตอการเรยนรูของตน ได้แก่ การมทัศนะต่อตนเองในด้านสตปญญาอยู่
่
ื
่
่
ี
ู
ื
ึ
ี
ี
่
ื
ในระดับปานกลางหรอสงกว่า ยินดต่อการศกษาในเรองทยาก ๆ ในขอบเขตทตนสนใจ มความเชอมั่นต่อ
่
ี
่
่
ี
่
ี
ื
ึ
่
ี
์
ี
หน้าทในการส ารวจตรวจสอบเกียวกับการศกษา ชนชอบทจะมบทบาทในการจัดประสบการณการเรยนร ้ ู
่
ื
่
ึ
่
ี
่
ื
่
ี
ี
ี
ด้วยตนเอง มความเชอมั่นต่อหน้าทในการส ารวจตรวจสอบเกียวกับการศกษา ชนชอบทจะมบทบาท
้
ี
ี
ในการจัดประสบการณการเรยนรด้วยตนเอง มความรบผิดชอบต่อการเรยนรของตนเอง และ
ู
ี
์
้
ู
ั
้
ู
มความสามารถในการตัดสนความก้าวหน้าในการเรยนรของตนเองได้
ี
ิ
ี
ี
่
ี
5. รกการเรยนรู ได้แก่ มความชนชมในการเรยนรส่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ มความปรารถนา
ื
ิ
ี
้
ู
ี
้
ั
ิ
ี
ู
้
อย่างแรงกล้าในการเรยนร มความสนกสนานกับการสบสวนหาความจรง
ื
ุ
ี
์
่
6. ความคิดสรางสรรค ได้แก่ มความคดทจะท าส่งต่าง ๆ ได้ด สามารถคดค้นวิธการ แปลก ๆ
ิ
ิ
ี
้
ี
ี
ี
ิ
ิ
ี
ี
ใหม่ ๆ และความสามารถทจะคดวิธต่าง ๆ ได้มากมายหลายวิธส าหรบเรองนั้น ๆ
ื
่
ี
ั
่
่
็
7. การมองอนาคตในแงดี ได้แก่ การมความเข้าใจตนเองว่าเปนผู้ทมการเรยนรตลอดชวิต มความ
ี่
ี
ี
ี
ู
้
ี
ี
ิ
ี
ุ
ึ
็
สนกสนานในการคดถงเรองในอนาคต มแนวโน้มในการมองปญหาว่าเปนส่งท้าทายไม่ใช่สัญญาณให้
ิ
ั
ื
่
หยุดกระท า
8. ความสามารถในการใชทักษะทางการศกษาหาความรูและทักษะการแกปญหา คอ มความ
ื
ี
้
้
้
ึ
ั
ี
ั
ึ
ั
ี
สามารถใช้ทักษะพื้นฐานในการศกษา ได้แก่ ทักษะการฟง อ่าน เขยน จ า และมทักษะในการแก้ปญหา
รายละเอียดกิจกรรมการเรยนรู
้
ี
ิ
ู
ี
กิจกรรมที่ 1 ให้อธบายลักษณะของ “ความพรอมในการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป
้
้
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
38
้
้
กิจกรรมที่ 2 “รูเขา รูเรา”
ี
ิ
ู
ี
่
้
ึ
่
ี
่
ื
์
วัตถุประสงค เพือให้ผู้เรยนแสดงความคด และความรสกทมต่อตนเอง และผู้อน
ิ
ื
่
ี
้
็
่
ี
ู
แนวคิด ส่งแวดล้อมของการมเพือนใหม่ คอ การท าความรจักค้นเคยกัน บรรยากาศทเปนกันเองมารยาท
ุ
ึ
็
ทางสังคมจะเปนแนวทางการน าไปส่สัมพันธภาพทดระหว่างสมาชกในกล่มซงจะน าไปส่การแสดงความ
ู
่
ิ
ี
่
ุ
ู
ี
ื
ิ
่
ี
์
็
ิ
คดเหน การอภปรายแลกเปลยนประสบการณ และความร่วมมอในการท างาน
ี
ค าชแจง
้
่
1. ให้ท่านคดสัญลักษณแทนตัวเองซงบ่งบอกถงลักษณะนสัยใจคอ จ านวน 1 ข้อ วาด/เขยน
ึ
ิ
ึ
์
ิ
ี
ลงในช่องว่างทก าหนดให้ข้างล่าง หลังจากนั้นให้ท่านเขยนอดมการณ แนวคด หรอค าขวัญ ประจ าตัว
ื
ี
ิ
่
ี
์
ุ
ลงใต้ภาพ
ุ
์
ื
ิ
ื
่
2. ให้ท่านไปสัมภาษณ พูด คยกับเพือนหรอคนใกล้ชด โดยการให้เพือนหรอคนใกล้ชด
่
ิ
ึ
ี
์
่
ิ
ึ
คดสัญลักษณแทนตัวเองซงบ่งบอกถงลักษณะนสัยใจคอ จ านวน 1 ข้อ วาด/เขยนลงในช่องว่างท ่ ี
ิ
ก าหนดให้ข้างล่าง หลังจากนั้น ให้เขยนอดมการณ แนวคด หรอค าขวัญ ประจ าตัวลงใต้ภาพ
์
ิ
ื
ี
ุ
ิ
3. ท่านได้ข้อคดอะไรบ้างจากกิจกรรมน้ ี
กิจกรรมที่ 3 “คุณคาแหงตน”
่
่
้
ี
ุ
่
ู
์
วัตถุประสงค 1. เพือให้ผู้เรยนเกิดความตระหนักในคณค่าของตนเอง และสรางความภมใจในตนเอง
ิ
ั
ี่
ี
2. เพื่อให้ผู้เรยนสามารถระบปจจัยทมผลท าให้ตนได้รบความส าเรจ และความต้องการ
็
ี
ั
ุ
ั
ี
็
ี
่
ความส าเรจ รวมทั้งความคาดหวังทจะได้รบความส าเรจอกในอนาคต
็
ี
ู
ู
แนวคิด ทกคนย่อมมความสามารถอยู่ในตนเอง การมองเหนถงความส าคัญของตน จะน าไปส่การรจัก
็
ึ
ุ
้
่
็
คณค่าแห่งตน และถ้ามโอกาสน าเสนอถงความสามารถและผลส าเรจในชวิตให้ผู้อนได้รบทราบ
ุ
ื
ี
ั
ึ
ี
็
ู
่
ในโอกาสทเหมาะสม จะท าให้คนเราเกิดความภาคภมใจยิ่งข้น การทบทวนความส าเรจในอดตจะช่วย
ี
ี
ิ
ึ
ิ
ี่
็
้
ิ
ิ
ู
ื
ี
ี
้
่
ู
่
สรางเสรมความภมใจ ก าลังใจ เจตคตทด เกิดความเชอมั่นว่าตนเองจะเปนผู้ทสามารถเรยนรด้วยตนเอง
ี
็
ี
ิ
ู
้
็
ึ
ุ
ได้ และความต้องการประสบความส าเรจต่อไปอกในอนาคตความรสกเหนคณค่าในตนเองอย่างแท้จรง
ั
่
็
็
ุ
ุ
ี
์
็
เปนการเหนคณค่า คณประโยชนในตนเอง เข้าใจ ตนเอง รบผิดชอบต่อทกส่งทตนเปนเจ้าของ ยอมรบ
ั
ิ
ุ
ความแตกต่างของบคคล เหนคณค่าการยอมรบของผู้อน สามารถพัฒนาตนเองทั้งในด้านส่วนตัว ยอมรบ
็
ุ
่
ั
ั
ื
ุ
ั
่
ยกย่อง ศรทธาในตัวเองและผู้อน ท าให้เกิดความเชอมั่นในตนเองเปนความรสกไว้วางใจตนเอง
ู
้
ื
่
็
ื
ึ
สามารถยอมรบในจดบกพร่อง จดอ่อนแอของตนและพยายามแก้ไข รวมทั้งยอมรบความสามารถของ
ุ
ั
ุ
ั
ี
่
ิ
ื
ั
ื
่
ึ
ตนเองในบางคร้ ัง และพัฒนาให้ดข้นเรอยไป เมอท าอะไรผิดแล้วก็สามารถยอมรบได้อย่างแท้จรง
้
และแก้ปญหาได้อย่างสรางสรรค์
ั
39
ี
้
ค าชแจง
ี
่
ี
็
ิ
ู
ี
ี
ื่
1. ให้ผู้เรยนเขยนความส าเรจทภาคภมใจในชวิตในช่วง 5 ป ทผ่านมา จ านวน 1 เรอง และ
่
ี
ี
ื่
้
ู
ตอบค าถามในประเด็น 1) ความรสกเมอประสบความส าเรจ
็
ึ
ี
ี่
ั
็
2) ปจจัยทมผลท าให้ตนได้รบความส าเรจ
ั
ี
่
ี
ี
ื
่
ึ
็
ิ
่
ุ
ี
่
ี
2. ให้ผู้เรยนเขยนเรองทมความม่งหวัง ทจะให้ส าเรจในอนาคตและซงคาดว่าท าได้จรง
ั
ื่
จ านวน 1 เรอง และตอบค าถามในประเด็น ปจจัยอะไรบ้างทจะท าให้ความคาดหวังได้รบความส าเรจใน
ี่
็
ั
อนาคต
กิจกรรมที่ 4 “แปรงสฟนมหัศจรรย”
์
ั
ี
์
วัตถุประสงค
ึ
ี
ิ
่
้
ี
เพือให้ผู้เรยนตระหนักถงความส าคัญของการมองโลกในแง่ด ความคดสรางสรรค์และพัฒนาทั้ง
ี่
ิ
้
ิ
ี
ความคดในด้านบวก และความคดสรางสรรค์ทมในตนเอง
ค าชแจง
ี
้
ี
ี
ั
1. ให้ผู้เรยนเขยนประโยชน์ของแปรงสฟน ให้ได้มากทสด ในเวลา 5 นาท ี
ี
ุ
ี่
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
กิจกรรมที่ 5 “บัณฑิตสูงวัย”
วัตถุประสงค
์
้
ี
ู
ิ
1. เพื่อให้ผู้เรยนทราบและเข้าใจในแนวคดการเรยนรด้วยตนเอง และความพรอมในการเรยนร ้ ู
ี
้
ี
ด้วยตนเอง
้
้
ู
่
ู
2. เพือน าไปส่ลักษณะการเรยนรด้วยตนเองทใฝเรยนร เหนคณค่าของการเรยนร ความสามารถ
็
ี
ุ
ู
ู
่
ี
่
้
ี
ี
้
ิ
ิ
ี
้
ู
ี
ี่
ทจะเรยนรด้วยตนเองความรบผิดชอบในการเรยนร การมองอนาคตในแง่ดของสมาชก รวมทั้งสมาชก
ั
ู
ี
้
ู
เหนความส าคัญ และตระหนักในความพรอมในการเรยนรด้วยตนเอง
็
ี
้
40
แนวคิด
ื
ี
่
็
ุ
่
ิ
ู
้
คณลักษณะพิเศษในการทจะเรยนรและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนองโดยมจ าเปนต้องรอคอยจาก
ี
ุ
การศกษาหรอการเรยนรอย่างเปนทางการเพียงอย่างเดยว คณลักษณะพิเศษ ดังกล่าวคอ “ความพรอมใน
ี
ึ
้
ู
็
ื
ี
ื
้
ู
ี
ี
็
็
ึ
ิ
่
่
ี
ิ
ี
้
การเรยนรโดยการช้น าตนเอง” ซงเปนความคดเหนว่า ตนเองมเจตคต ความร ความสามารถทจะเรยนร ้ ู
ี
ู
้
้
ิ
ิ
ู
ี
ื
ู
ี
้
ี
้
ี
่
ื
่
ู
ี
้
โดยมต้องให้คนอนก าหนดหรอสั่งการ พรอมทจะเรยนรวิธการเรยนรและประเมนการเรยนร ทั้งอาจด้วย
ความช่วยเหลอจากผู้อนหรอไม่ก็ตาม การทบคคลสามารถช้น าตนเองทจะเรยนร ย่อมเปนโอกาสทบคคล
ี
ุ
่
่
ี
ู
้
ุ
ี
ื
็
ื
่
ื
่
ี
ี
ี
ี
ู
ู
ี
้
ี
ู
่
ื
ี
่
้
จะเรยนรทจะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนองและเรยนรตลอดชวิต การพัฒนาการเรยนรโดยการช้น าตนเอง
ี
้
ุ
ู
้
ี
ุ
็
ิ
ี
ย่อมเปนหนทางทท าให้บคคลเรยนรอย่างไม่ส้นสด
่
ึ
ี
้
ี
้
ค าชแจง ให้ผู้เรยนศกษาภาพข่าว การส าเรจการศกษาจากภาพ ของ บัณฑตสงวัย พรอมอธบาย
็
ิ
ู
ิ
ึ
ในประเด็น
(1) “ความรสกของท่านต่อภาพทได้เหน”
ี
็
ึ
่
ู
้
(2) “ท าไมบคคลในภาพ ถงประสบความส าเรจในการเรยนร”
ึ
็
ุ
ี
้
ู
้
้
ี
กิจกรรมที่ 6 “บทสะทอนจากการเรยนรู”
วัตถุประสงค ์
ึ
เพื่อให้ผู้เรยนส ารวจตนเอง และตระหนักถงความส าคัญของความขยัน
ี
แนวคิด
ิ
ี
ความขยันเปนส่งทด และสามารถน าบคคลให้ประสบความส าเรจในส่งทตนเองหวังได้
็
็
่
ี
ุ
่
ี
ิ
ค าชแจง
ี
้
็
ู
้
ให้ผู้เรยนท าแบบทดสอบความขยันส่ความส าเรจพรอมแปลผลแบบทดสอบ
ี
41
แบบทดสอบความขยันสูความสาเรจ
่
็
ให้ผู้เรยนท าแบบทดสอบเกียวกับความขยันของตนเองโดยขดเครองหมายว่ามลักษณะเช่นใด
่
ี
ี
ี
ื่
ึ
ู
ิ
ื
้
ุ
โดยตอบให้ตรงกับความคดหรอความรสกของตนเองมากทสด ดังต่อไปน้ ี
ี
่
ั
ข้อ ข้อความ ใช่ ไม่ใช่ บางคร้ง
(3) (2) (1)
ี
ื
1 ข้าพเจ้าอยากเรยนหนังสอมากกว่าท าอย่างอน
ื
่
ี่
ู
่
ุ
2 ข้าพเจ้าท าการบ้านทกวิชาทครให้โดยสม าเสมอ
ิ
้
ี
3 ข้าพเจ้าตั้งเปาหมายชวิตไว้แล้ว และจะด าเนนการตามนั้น
ื่
ี่
4 ข้าพเจ้าชอบค้นคว้าบทเรยนในเรองทสนใจเปนพิเศษ
ี
็
ิ
ั
ี
5 ข้าพเจ้าชอบอธบายบทเรยนยาก ๆ ให้เพื่อนฟงเสมอ
ี
ื
ู
6 ข้าพเจ้ามักจะดหนังสอโดยพยายามท าความเข้าใจบทเรยนอยู่เสมอ
ื
ิ
7 ข้าพเจ้าคดว่าข้าพเจ้าชอบเรยนหนังสอมากกว่าบรการผู้อน
ิ
่
ี
ื
8 ข้าพเจ้าชอบมาโรงเรยนทกวัน
ี
ุ
ี
9 ข้าพเจ้าเหนว่าการนั่งเรยนในห้องเรยนเปนเรองทน่าเบอหน่าย
็
ี
่
ื
ื
่
่
็
ี
ี
ี
ื
10 ข้าพเจ้ามความสขทกคร้งทให้บรการเพือนหรอคร ู
่
ิ
ุ
ั
่
ุ
ี
ู
ื
11 เมอครสั่งให้เขยนรายงานส่งข้าพเจ้ามักจะส่งทันตามก าหนดเวลา
่
เสมอ
ี
12 ถ้าข้าพเจ้าได้รบมอบหมายให้ท ากิจกรรมอน ๆ นอกบทเรยน
ั
่
ื
ี
ู
้
ึ
ื่
ข้าพเจ้าจะมความรสกตนเต้นและสนใจ
13 เมอข้าพเจ้าได้รบมอบหมายให้ท างานใด ๆ ข้าพเจ้าจะท างานนั้น
ั
่
ื
ได้ส าเรจ
็
ี
ี
่
ื
ื
ี
14 ถ้ามใครมาขอความร่วมมอจากข้าพเจ้าในเรองทไม่ใช่การเรยน
่
ื
ข้าพเจ้ามักจะให้ความร่วมมอ
ื
่
ื
15 เมอมวันเวลาว่าง ข้าพเจ้าชอบท างานอดเรกมากกว่านั่งท่องหนังสอ
ิ
ี
ี
แหล่งทมา : http//203.146.122.12/gmidance/homeroom 2550/indexeq50.htm
่
42
การแปลผลคะแนน
็
ึ
ี
ี
ี
ึ
31 - 45 คะแนน หมายถง ผู้เรยนเปนคนขยันในการเล่าเรยน มความมานะพยายาม สนใจ ศกษา
ี
ื
่
ื
ื
้
ู
ื
ิ
่
ิ
ู
่
ึ
ิ
ี
ิ
หาความรในเรองบรการ หรอช่วยเหลอผู้อน ผู้เรยนคดว่าเปนส่งทน่าภมใจฉะนั้นผู้เรยนควรจะฝกให้
็
ี
็
มนสัยรกการท างาน แล้วจะเปนคนทน่าคบมาก
ั
ิ
ี
ี
่
ี
็
์
ี
ิ
ึ
16 - 30 คะแนน หมายถง ผู้เรยนเปนคนท าตามอารมณของตนเอง ผู้เรยนพอใจจะท าส่งใดก็ท า
ั
ุ
ิ
ส่งนั้น ถ้าไม่ชอบก็ไม่อยากท า ควรปรบปรงตนเองให้มนสัยรกความขยัน แล้วผู้เรยนจะประสบผลส าเรจ
็
ี
ี
ิ
ั
ุ
ในทกด้าน
1 - 15 คะแนน หมายถง ผู้เรยนเปนคนค่อนข้างจะไม่ขยันในการเล่าเรยน แต่มความสขในการ
ี
็
ี
ี
ึ
ุ
ิ
็
ี
ิ
ี
ุ
ื่
ี
่
ี
ิ
ั
ท างานบรการผู้อน มจตใจโอบอ้อมอาร เปนคนทน่ารกมาก ๆ สามารถด าเนนชวิตอย่างมความสข
ี
็
์
ี
้
ผูเรยนวิเคราะหตนเองเกียวกับหวขอตอไปน้ ตามความคิดเหนของตนเอง
ั
่
่
ี
้
็
ื่
ื
1. ความเหนของผู้เรยนในเรองความหมายของความขยัน คอ
ี
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ุ
่
ี
ี
ุ
2. บคคลทประสบความส าเรจในชวิตเพราะความขยันหมั่นเพียรทผู้เรยนประทับใจมากทสด คอ
ื
็
ี
่
ี
ี
่
........................................................................................................................................................
ี
ทั้งน้เพราะ.........................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ื
์
ี
3. ความขยันหมั่นเพียรมคณค่าและประโยชนต่อการศกษาเล่าเรยน คอ
ี
ึ
ุ
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ี
ี
์
ุ
4. ความขยันหมั่นเพียรมคณค่าและประโยชนต่ออาชพการงาน คอ
ื
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ื
5. ความขยันหมั่นเพียรมคณค่าและประโยชนต่อสังคม และประเทศชาต คอ
ุ
์
ี
ิ
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................