The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirawat2050, 2021-08-06 03:21:04

ทักษะการเรียนรู้ ทร 21001



หนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ้


รายวิชาทักษะการเรยนรู






(ทร21001)




ระดับมัธยมศกษาตอนตน




(ฉบับปรบปรุง 2560)



หลักสตรการศกษานอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน

พุทธศักราช 2551















ส านักงานส่งเสรมการศกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัย




ส านักงานปลัดกระทรวงศกษาธการ



กระทรวงศกษาธการ


หามจ าหนาย






หนังสอเรยนเล่มน้จัดพิมพ์ด้วยเงนงบประมาณแผ่นดนเพือการศกษาตลอดชวิตส าหรบประชาชน ลขสทธ์ ิ










เปนของ ส านักงาน กศน. ส านักงานปลัดกระทรวงศกษาธการ





หนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ้


รายวิชาทักษะการเรยนรู (ทร21001)


ระดับมัธยมศกษาตอนตน


(ฉบับปรบปรุง 2560)








ลขสทธ์เปนของ ส านักงาน กศน. ส านักงานปลัดกระทรวงศกษาธการ



เอกสารทางวิชาการล าดับท 33 /2555
ี่

ค านา






กระทรวงศกษาธการได้ประกาศใช้หลักสตรการศกษานอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน





พุทธศักราช 2551 เมอวันท 18 กันยายน พ.ศ. 2551 แทนหลักเกณฑ์และวิธการจัดการศกษานอกโรงเรยน




ตามหลักสตรการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซงเปนหลักสตรทพัฒนาข้นตามหลักปรชญาและ



















ความเชอพื้นฐานในการจัดการศกษานอกโรงเรยนทมกล่มเปาหมายเปนผู้ใหญ่มการเรยนรและสั่งสม








ความรและประสบการณอย่างต่อเนอง






ในปงบประมาณ 2554 กระทรวงศกษาธการได้ก าหนดแผนยุทธศาสตรในการขับเคลอน
นโยบายทางการศกษาเพือเพิ่มศักยภาพและขดความสามารถในการแข่งขันให้ประชาชนได้มอาชพ










ทสามารถสรางรายได้ทมั่งคั่งและมั่นคง เปนบคลากรทมวินัย เปยมไปด้วยคณธรรมและจรยธรรม และ

ี่


ี่






มจตส านกรบผิดชอบต่อตนเองและผู้อน ส านักงาน กศน. จงได้พิจารณาทบทวนหลักการ จดหมาย














มาตรฐาน ผลการเรยนรทคาดหวัง และเน้อหาสาระ ทั้ง 5 กล่มสาระการเรยนร ของหลักสตรการศกษา




นอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้มความสอดคล้องตอบสนองนโยบาย




กระทรวงศกษาธการ ซงส่งผลให้ต้องปรบปรงหนังสอเรยน โดยการเพิ่มและสอดแทรกเน้อหาสาระ














เกียวกับอาชพ คณธรรม จรยธรรมและการเตรยมพรอม เพือเข้าส่ประชาคมอาเซยน ในรายวิชาทมความ





เกียวข้องสัมพันธกัน แต่ยังคงหลักการและวิธการเดมในการพัฒนาหนังสอทให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้า
















ความรด้วยตนเอง ปฏบัตกิจกรรม ท าแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรความเข้าใจ มการอภปราย












แลกเปลยนเรยนรกับกล่ม หรอศกษาเพิ่มเตมจากภมปญญาท้องถ่น แหล่งการเรยนรและสออน











การปรบปรงหนังสอเรยนในคร้ ังน้ ี ได้รบความร่วมมออย่างดยิ่งจากผู้ทรงคณวุฒในแต่ละ








สาขาวิชา และผู้เกียวข้องในการจัดการเรยนการสอนทศกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลองค์ความรจาก








สอต่าง ๆ มาเรยบเรยงเน้อหาให้ครบถ้วนสอดคล้องกับมาตรฐาน ผลการเรยนรทคาดหวัง ตัวช้วัดและ











กรอบเน้อหาสาระของรายวิชา ส านักงาน กศน. ขอขอบคณผู้มส่วนเกียวข้องทกท่านไว้ ณ โอกาสน้






และหวังว่าหนังสอเรยนชดน้จะเปนประโยชนแก่ผู้เรยน คร ผู้สอน และผู้เกียวข้องในทกระดับ หากม ี








ข้อเสนอแนะประการใด ส านักงาน กศน. ขอน้อมรบด้วยความขอบคณยิ่ง


สารบัญ


หนา

ค านา
สารบัญ






ค าแนะนาการใชหนงสอเรยน

โครงสรางรายวิชาทักษะการเรยนรู ระดับมัธยมศกษาตอนตน







บทที่ 1 การเรยนรด้วยตนเอง 1

บทที่ 2 การใช้แหล่งเรยนร ู ้ 49
บทที่ 3 การจัดการความร ้ ู 67

บทที่ 4 การคดเปน 115

บทที่ 5 การวิจัยอย่างง่าย 152



บทที่ 6 ทักษะการเรยนรและศักยภาพหลักของพื้นทในการพัฒนาอาชพ 163







ค าแนะนาการใชหนงสอเรยน















หนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ระดับมัธยมศกษาตอนต้น เปนแบบเรยนทจัดท าข้นส าหรบ



ผู้เรยนทเปนนักศกษานอกระบบ
ี่









ในการศกษาหนังสอเรยนสาระทักษะการเรยนร ผู้เรยนควรปฏบัต ดังน้ ี


1. ศกษาโครงสรางรายวิชาให้เข้าใจในสาระส าคัญ ผลการเรยนรทคาดหวัง และขอบข่ายเน้อหา








2. ศกษารายละเอยดเน้ ือหาของแต่ละบทอย่างละเอยด และท ากิจกรรมตามทก าหนด





แล้วตรวจสอบกับแนวตอบกิจกรรมทก าหนด ถ้าผู้เรยนตอบผิดควรกลับไปศกษาและท าความเข้าใจ








ในเน้อหาใหม่ให้เข้าใจก่อนทจะศกษาเรองต่อไป

3. ปฏบัตกิจกรรมท้ายเรองของแต่ละเรอง เพื่อเปนการสรปความรความเข้าใจของเน้อหา














ในเรองนั้น ๆ อกคร้ง และการปฏบัตกิจกรรมของเน้อหาแต่ละเรอง ผู้เรยนสามารถน าไปตรวจสอบกับคร ู











และเพือน ๆ ทร่วมเรยนในรายวิชาและระดับเดยวกันได้

4. แบบเรยนน้ม 6 บท คอ



บทท 1 การเรยนรด้วยตนเอง
ี่




บทท 2 การใช้แหล่งเรยนร ู ้
ี่
ี่
บทท 3 การจัดการความร ้ ู

ี่
บทท 4 การคดเปน

บทท 5 การวิจัยอย่างง่าย
ี่




ี่


บทท 6 ทักษะการเรยนรและศักยภาพหลักของพื้นทในการพัฒนาอาชพ




โครงสรางการเรยนรูดวยตนเอง


ระดับมัธยมศกษาตอนตน

สาระสาคัญ











รายวิชาทักษะการเรยนร มเน้อหาเกียวกับการพัฒนาทักษะการเรยนรของนักเรยนในด้าน










การเรยนรด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรยนร การจัดการความร การคดเปนและการวิจัยอย่างง่าย โดยม ี
วัตถประสงค์เพื่อให้ผู้เรยนสามารถก าหนดเปาหมาย วางแผนการเรยนรด้วยตนเอง เข้าถงและเลอกใช้













แหล่งเรยนรจัดการความร กระบวนการแก้ปญหาและตัดสนใจอย่างมเหตผล ทจะสามารถใช้เปน




ี่






เครองมอช้น า ในการเรยนร และการประกอบอาชพให้สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานและการพัฒนา 5








ศักยภาพของพื้นท ใน 5 กล่มอาชพใหม่ คอ เกษตรกรรม อตสาหกรรม พาณชยกรรม ความคดสรางสรรค์







การบรหารจัดการและการบรการ ตามยุทธศาสตร 2555กระทรวงศกษาธการ ได้อย่างต่อเนองตลอดชวิต






ผลการเรยนรูทีคาดหวัง



บทที 1 การเรยนรูดวยตนเอง










1. สามารถวิเคราะหความรจากการอ่าน การฟง การสังเกต และสรปได้ถกต้อง
2. สามารถจัดระบบการแสวงหาความรให้กับตนเอง








3. ปฏบัตตามขั้นตอนในการแสวงหาความรเกียวกับทักษะการอ่าน ทักษะการฟง และ

ทักษะการจดบันทก





4. สามารถน าความร ความเข้าใจในเรอง 5 ศักยภาพของพื้นท และหลักการพื้นฐาน



ี่

ตามยุทธศาสตร 2555 กระทรวงศกษาธการ ไปเพิ่มขดความสามารถการประกอบอาชพโดยเน้นท



กล่มอาชพใหม่ ให้แข่งขันได้ในระดับท้องถ่น


บทที 2 การใชแหลงเรยนรู ้






1. จ าแนกความแตกต่างของแหล่งเรยนร และตัดสนใจเลอกใช้แหล่งเรยนร ้ ู








2. เรยงล าดับความส าคัญของแหล่งเรยนร และจัดท าระบบการใช้แหล่งเรยนรของตนเอง





3. สามารถปฏบัตการใช้แหล่งเรยนรตามขั้นตอนได้ถกต้อง





4. สามารถใช้แหล่งเรยนรด้านเกษตรกรรม อตสาหกรรม พาณชยกรรม ความคด









สรางสรรค์ การบรหารจัดการและการบรการ เกียวกับอาชพของพื้นททตนอาศัยอยู่ได้ตามความต้องการ





บทที 3 การจดการความรู ้








1. วิเคราะหผลทเกิดข้นของขอบข่ายความร ตัดสนคณค่า ก าหนดแนวทางพัฒนา





2. เหนความสัมพันธของกระบวนการจัดการความร กับการน าไปใช้การพัฒนาชมชน



ปฏบัตการ






3. ปฏบัตตามกระบวนการจัดการความรได้อย่างเปนระบบ





4. สามารถน ากระบวนการจัดการความรของชมชน จ าแนกอาชพในด้านต่าง ๆ ของ




ชมชน คอ เกษตรกรรม อตสาหกรรม พาณชยกรรม ความคดสรางสรรค์ การบรหารจัดการและการ



บรการ ได้อย่างถกต้อง



บทที่ 4 การคิดเปน



1. อธบายหรอทบทวนปรชญาคดเปนและลักษณะของข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง สังคม









ส่งแวดล้อม ทจะน ามาวิเคราะหและสังเคราะหเพือประกอบการคดและตัดสนใจแก้ปญหา
ี่

2. จ าแนก เปรยบเทยบ ตรวจสอบข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง สังคม ส่งแวดล้อม ทจัดเก็บ









และทักษะในการวิเคราะห สังเคราะหข้อมูลทั้งสามด้าน เพือประกอบการตัดสนใจแก้ปญหา






3. ปฏบัตการตามเทคนคกระบวนการคดเปน ประกอบการตัดสนใจได้อย่างเปนระบบ






4. สามารถน าความร ความเข้าใจในเรอง 5 ศักยภาพของพื้นท และหลักการพื้นฐานตาม








ยุทธศาสตร 2555 กระทรวงศกษาธการ ไปเพิ่มขดความสามารถการประกอบอาชพโดยเน้นทกล่มอาชพ


ใหม่ให้แข่งขันได้ในระดับชาต ิ



บทที่ 5 การวิจยอยางงาย








1. ระบปญหา ความจ าเปน วัตถประสงค์ และประโยชนทคาดว่าจะได้รบจากการวิจัย







และสบค้นข้อมูล เพือท าความกระจ่างในปญหาการวิจัย รวมทั้งก าหนดวิธการหาความรความจรง

2. เหนความสัมพันธของกระบวนการวิจัยกับการน าไปใช้ในชวิต







3. ปฏบัตการศกษา ทดลอง รวบรวม วิเคราะหข้อมูล และสรปความรความจรงตาม



ขั้นตอนได้อย่างถกต้อง ชัดเจน เช่น การวิเคราะหอาชพ





บทที 6 ทักษะการเรยนรูและศกยภาพหลักของพื้นทีในการพัฒนาอาชพ






1. บอกความหมาย ตระหนักและเหนความส าคัญของทักษะการเรยนรและ


ศักยภาพหลักของพื้นท ่ ี



2. สามารถบอกอาชพในกล่มอาชพใหม่ 5 ด้าน



3. ยกตัวอย่างอาชพทสอดคล้องกับศักยภาพหลักของพื้นท ่ ี



ขอบขายเน้อหา

บทที 1 การเรยนรูดวยตนเอง



ี่


ื่
เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของการเรยนรด้วยตนเอง



ื่


ี่
เรองท 2 การก าหนดเปาหมาย และการวางแผนการเรยนรด้วยตนเอง



เรองท 3 ทักษะพื้นฐานทางการศกษาหาความร ทักษะการแก้ปญหา







และเทคนคในการเรยนรด้วยตนเอง



ี่

ี่
ื่
เรองท 4 ปจจัยทท าให้การเรยนรด้วยตนเองประสบความส าเรจ



บทที 2 การใชแหลงเรยนรู ้








เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของแหล่งเรยนร ู ้


ี่

เรองท 2 ห้องสมด : แหล่งเรยนร ้ ู
ื่
เรองท 3 แหล่งเรยนรส าคัญในชมชน








บทที 3 การจดการความรู ้


เรองท 1 ความหมาย ความส าคัญ หลักการกระบวนการจัดการความร ู ้
ี่
ื่
ี่

ื่
เรองท 2 การฝกทักษะ และกระบวนการจัดการความร ู ้

บทที่ 4 การคิดเปน








ื่
เรองท 1 ความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ และการเชอมโยงส่กระบวนการคดเปน
ี่



และปรชญาคดเปน
ี่
เรองท 2 ลักษณะและความแตกต่างของข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง และสังคม
ื่


ส่งแวดล้อม รวมทั้งเทคนคการเก็บข้อมูลและวิเคราะห สังเคราะหข้อมูล การคดเปนทจะน ามาใช้









ประกอบการคด การตัดสนใจ แก้ปญหาของคนคดเปน


ื่



เรองท 3 กรณตัวอย่างเพือการฝกปฏบัต ิ
ี่




บทที่ 5 การวิจยอยางงาย


เรองท 1 ความหมายและประโยชนของการวิจัยอย่างง่าย







เรองท 2 ขั้นตอนการวิจัยอย่างง่าย
เรองท 3 สถตง่าย ๆ เพือการวิจัย







เรองท 4 เครองการวิจัยเพือเก็บรวบรวมข้อมูล
ี่


ื่


เรองท 5 การเขยนโครงการวิจัยอย่างง่าย





บทที 6 ทักษะการเรยนรูและศกยภาพภาพหลักของพื้นทีในการพัฒนาอาชพ





ื่
เรองท 1 ความหมาย ความส าคัญของศักยภาพหลักของพื้นท ่ ี
ี่
ื่



ี่
เรองท 2 กล่มอาชพใหม่ 5 ด้าน และศักยภาพหลักของพื้นท 5 ประการ

เรองท 3 ตัวอย่างการวิเคราะหศักยภาพหลักของพื้น
ี่

ื่

1



บทที่ 1



การเรยนรูดวยตนเอง




สาระสาคัญ











การเรยนรด้วยตนเอง เปนกระบวนการเรยนรทผู้เรยนรเร่มการเรยนรด้วยตนเอง ตามความสนใจ















ความต้องการ และความถนัด มเปาหมาย รจักแสวงหาแหล่งทรพยากรของการเรยนร เลอกวิธการเรยนร ู ้



จนถงการประเมนความก้าวหน้าของการเรยนรของตนเอง โดยจะด าเนนการด้วยตนเองหรอร่วมมอ















ช่วยเหลอกับผู้อนหรอไม่ก็ได้ ทกวันน้คนส่วนใหญ่แสวงหาการศกษาระดับทสงข้น จ าเปนต้องรวิธ ี









วินจฉัยความต้องการในการเรยนของตนเอง สามารถก าหนดเปามายในการเรยนรของตนเอง สามารถ





ระบแหล่งความรทต้องการ และวางแผนการใช้ยุทธวิธ สอการเรยน และแหล่งความรเหล่านั้น หรอแม้แต่













ประเมนและตรวจสอบความถกต้องของผลการเรยนรของตนเอง มาตรฐานการเรยนรสามารถวิเคราะห












เหนความส าคัญ และปฏบัตการแสวงหาความรจากการอ่าน ฟง และสรปได้ถกต้องตามหลักวิชาการ

ผลการเรยนรูทีคาดหวัง




1. สามารถวิเคราะหความรจากการอ่าน การฟง การสังเกต และสรปได้ถกต้อง






2. สามารถจัดระบบการแสวงหาความรให้กับตนเอง


3. ปฏบัตตามขั้นตอนในการแสวงหาความรเกียวกับทักษะการอ่าน ทักษะการฟง และทักษะการ






จดบันทก


ขอบขายเน้อหา
เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของการเรยนรด้วยตนเอง


ี่
ื่

ี่


ื่


เรองท 2 การก าหนดเปาหมาย และการวางแผนการเรยนรด้วยตนเอง








เรองท 3 ทักษะพื้นฐานทางการศกษาหาความร ทักษะการแก้ปญหา และเทคนคในการเรยนร ้ ู


ด้วยตนเอง

ี่
เรองท 4 ปจจัยทท าให้การเรยนรด้วยตนเองประสบความส าเรจ
ี่


ื่



เรองที่ 1 ความหมาย และความสาคัญของการเรยนรูดวยตนเอง


ื่




ในปจจบันโลกมความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ความรต่าง ๆ ได้เพิ่มข้น














เปนอันมาก การเรยนรจากสถาบันการศกษาไม่อาจท าให้บคคลศกษาความรได้ครบทั้งหมด การ












ไขว่คว้าหาความรด้วยตนเอง จงเปนอกวิธหนงทจะสนองความต้องการของบคคลได้ เพราะเมอใด

ก็ตามทบคคลมใจรกทจะศกษาค้นคว้าส่งทตนต้องการจะร บคคลนั้นก็จะด าเนนการศกษาเรยนร





















อย่างต่อเนองโดยไม่มใครต้องบอก ประกอบกับระบบการศกษาและปรชญาการศกษาเพือเตรยมคน







2













ให้สามารถเรยนรได้ตลอดชวิต แสวงหาความรด้วยตนเอง ใฝหาความร รแหล่งทรพยากรการเรยนร ้ ู









วิธการหาความร มความสามารถในการคดเปน ท าเปน แก้ปญหาเปน มนสัยในการท างานและการ






ด ารงชวิต และมส่วนร่วมในการปกครองประเทศ




การเรยนรูดวยตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรยนพัฒนาและเพิ่มศักยภาพ








ของตนเองโดยการค้นพบความสามารถและส่งทมคณค่าในตนเองทเคยมองข้ามไป




(“...it is possible to help learners expand their potential by discovered that which is yet

untapped…”) (Brockett & Hiemstra, 1991)









การศกษาตามหลักสตรการศกษานอกระบบระดับการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เปน

การจัดการศกษาทมความเหมาะสมกับสภาพปญหา และความต้องการของผู้เรยนทอยู่นอกระบบ ซงเปน















ผู้ทมประสบการณจากการท างานและการประกอบอาชพ โดยการก าหนดสาระการเรยนร มาตรฐานการ














เรยนร การจัดการเรยนร การวัดและประเมนผล ให้การพัฒนากับกล่มเปาหมายด้านจตใจ ให้มคณธรรม










ควบค่ไปกับการพัฒนาการเรยนร สรางภมค้มกัน สามารถจัดการกับองค์ความร ทั้งภมปญญาท้องถ่นและ









เทคโนโลยี เพือให้ผู้เรยนสามารถปรบตัวอยู่ในสังคมทมการเปลยนแปลงตลอดเวลา สรางภมค้มกันตาม










แนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งค านงถงธรรมชาตการเรยนรของผู้ทอยู่นอกระบบ และสอดคล้องกับสภาพ







เศรษฐกิจ สังคม การเมอง การปกครอง ความเจรญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสอสาร ดังนั้น ใน
ื่






การศกษาแต่ละรายวิชา ผู้เรยนจะต้องตระหนักว่า การศกษาตามหลักสตรการศกษานอกระบบระดับ



การศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 น้ จะสัมฤทธผลได้ด้วยดหากผู้เรยนได้ศกษาพรอมทั้งการปฏบัต ิ










ตามค าแนะน าของครแต่ละวิชาทได้ก าหนดเน้อหาเปนบทต่าง ๆ โดยแต่ละบทจะมค าถาม รายละเอยด






กิจกรรมและแบบฝกปฏบัตต่าง ๆ ซงผู้เรยนจะต้องท าความเข้าใจในบทเรยน และท ากิจกรรม ตลอดจน











ท าตามแบบฝกปฏบัตทได้ก าหนดไว้อย่างครบถ้วน ซงในหนังสอแบบฝกปฏบัตของแต่ละวิชาได้จัดให้ม ี








รายละเอยดต่าง ๆ ดังกล่าว ตลอดจนแบบประเมนผลการเรยนรเพือให้ผู้เรยนได้วัดความรเดมและ











วัดความก้าวหน้าหลังจากทได้เรยนร รวมทั้งการทผู้เรยนจะได้มการทบทวนบทเรยน หรอส่งทได้เรยนร ู ้












อันจะเปนประโยชนในการเตรยมสอบต่อไปได้อกด้ว











การเรยนรในสาระทักษะการเรยนร เปนสาระเกียวกับรายวิชาการเรยนรด้วยตนเอง รายวิชาการ








ใช้แหล่งเรยนร รายวิชาการจัดการความร รายวิชาการคดเปน และรายวิชาการวิจัยอย่างง่าย ในส่วนของ




รายวิชาการเรยนรด้วยตนเองเปนสาระการเรยนรเกียวกับการพัฒนาทักษะการเรยนร ในด้านการเรยนร ู ้










ด้วยตนเอง เปดโอกาสให้ผู้เรยนได้ศกษา ค้นคว้า ฝกทักษะในการเรยนรด้วยตนเอง เพือม่งเสรมสราง











3

















ให้ผู้เรยนมนสัยรกการเรยนรซงเปนทักษะพื้นฐานของบคคลแห่งการเรยนรทยั่งยืน เพือใช้เปนเครองมอ










ในการช้น าตนเองในการเรยนรได้อย่างต่อเนองตลอดชวิต
ื่













การเรยนรด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) เปนแนวทางการเรยนรหนงทสอดคล้องกับการ



เปลยนแปลงของสภาพปจจบัน และเปนแนวคดทสนับสนนการเรยนรตลอดชวิตของสมาชกในสังคม

ี่






ี่



ส่การเปนสังคมแห่งการเรยนร โดยการเรยนรด้วยตนเองเปนการเรยนรทท าให้บคคลมการรเร่มการ

























เรยนรด้วยตนเอง มเปาหมายในการเรยนรทแน่นอน มความรบผิดชอบในชวิตของตนเอง ไม่พึงคนอน













ี่




ี่




มแรงจูงใจ ท าให้ผู้เรยนเปนบคคลทใฝร ใฝเรยน ทมการเรยนรตลอดชวิต เรยนรวิธเรยน สามารถเรยนร ู ้








เรองราวต่าง ๆ ได้มากกว่าการเรยนทมครปอนความรให้เพียงอย่างเดยว
















การเรยนรด้วยตนเองเปนหลักการทางการศกษาซงได้รบความสนใจมากข้ ึนโดยล าดับ


ี่




ี่
ในทกองค์กรการศกษา เพราะเปนแนวทางหนงทสนับสนนการเรยนรตลอดชวิต ในอันทจะหล่อหลอม






ผู้เรยนให้มทักษะการเรยนรตลอดชวิต ตามทม่งหวังไว้ในพระราชบัญญัตการศกษาแห่งชาต พ.ศ. 2542














ี่





และทแก้ไขเพิ่มเตม (ฉบับท 2) พ.ศ. 2545 การเรยนรด้วยตนเอง เปนหลักการทางการศกษาทมแนวคด














พื้นฐานมาจากทฤษฎของกล่มมนษยนยม (Humanism) ซงเชอว่า มนษย์ทกคนมธรรมชาตเปนคนด
















มเสรภาพและความเปนตนเอง มความเปนปจเจกชนและศักยภาพ มตนและการรบรตนเอง มการเปนจรง










ในส่งทตนสามารถเปนได้ มการรบร มความรบผิดชอบและความเปนมนษย์



















ดังนั้น การทผู้เรยนสามารถเรยนรด้วยตนเองได้นับว่าเปนคณลักษณะทดทสดซงมอยู่ในตัว
บคคลทกคน ผู้เรยนควรจะมคณลักษณะของการเรยนรด้วยตนเอง การเรยนรด้วยตนเองจัดเปน
























กระบวนการเรยนรตลอดชวิต ยอมรบในศักยภาพของผู้เรยนว่าผู้เรยนทกคนมความสามารถทจะเรยนร ้ ู







ส่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เพือทตนเองสามารถทด ารงชวิตอยู่ในสังคมทมการเปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลา






ได้อย่างมความสข



ในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ในบทที 1 การเรียนรู้ด้วยตนเองนี้ ผู้เรียนจะต้องรวบรวม
ผลการปฏิบัติกิจกรรมซึงเป็นหลักฐานของการเรียนรู้ โดยให้ผู้เรียนบรรจุในแฟ้ มสะสมผลงาน

(Portfolio) ของผูเรยนแตละบุคคล ดังนน เมือสนสุดการเรยนรูในบทที 1 การเรยนรูดวยตนเองน้





















ผูเรยนจะตองมีแฟมสะสมผลงานสงครู

4


แบบประเมินตนเองกอนเรยน







แบบวัดระดับความพรอมในการเรยนรูดวยตนเองของผูเรยน


ื่
ชอ........................................................นามสกุล................................................ระดับมัธยมศกษาตอนต้น





ค าชแจง แบบสอบถามฉบับน้ เปนแบบสอบถามทวัดความชอบและเจตคตเกียวกับการเรยนรของท่าน










ให้ท่านอ่านข้อความต่าง ๆ ต่อไปน้ ซงมด้วยกัน 58 ข้อ หลังจากนั้น โปรดท าเครองหมาย 


่ ี ็ ิ ี ่ ุ
ลงในช่องทตรงกับ ความเปนจรง ของตัวท่านมากทสด
ระดับความคิดเห็น
มากทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความนนสวนใหญเปนเช่นน้หรอมน้อยคร้งทไม่ใช่

ี่

















มาก หมายถง ทานรูสกวา ขอความเกินครงมักเปนเช่นน้ ี









ปานกลาง หมายถง ทานรูสกวา ขอความจรงบ้างไม่จรงบ้างครงตอครง




ึ่



ึ่




น้อย หมายถง ทานรูสกวา ขอความเปนจรงบางไมบ่อยนก









น้อยทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความไม่จรง ไมเคยเปนเชนน้ ี


ี่









ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย


ทีสุด กลาง ทีสุด


1. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรอยู่เสมอตราบชั่วชวิต






2. ข้าพเจ้าทราบดว่าข้าพเจ้าต้องการเรยนอะไร






ื่

3. เมอประสบกับบางส่งบางอย่างทไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าจะหลกเลยงไปจากส่งนั้น



4. ถ้าข้าพเจ้าต้องการเรยนรส่งใด ข้าพเจ้าจะหาทางเรยนรให้ได้






5. ข้าพเจ้ารกทจะเรยนรอยู่เสมอ






6. ข้าพเจ้าต้องการใช้เวลาพอสมควรในการเร่มศกษาเรองใหม่ ๆ


7. ในชั้นเรยนข้าพเจ้าหวังทจะให้ผู้สอนบอกผู้เรยนทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าต้องท า




อะไรบ้างอยู่ตลอดเวลา





8. ข้าพเจ้าเชอว่า การคดเสมอว่าตัวเราเปนใครและอยู่ทไหน และจะท าอะไร เปน




หลักส าคัญของการศกษาของทกคน

9. ข้าพเจ้าท างานด้วยตนเองได้ไม่ดนัก

10. ถ้าต้องการข้อมลบางอย่างทยังไม่ม ข้าพเจ้าทราบดว่าจะไปหาได้ทไหน








11. ข้าพเจ้าสามารถเรยนรส่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ดกว่าคนส่วนมาก












12. แม้ข้าพเจ้าจะมความคดทด แต่ดเหมอนไม่สามารถน ามาใช้ปฏบัตได้
13. ข้าพเจ้าต้องการมส่วนร่วมในการตัดสนใจว่าควรเรยนอะไร และจะเรยนอย่างไร




14. ข้าพเจ้าไม่เคยท้อถอยต่อการเรยนส่งทยาก ถ้าเปนเรองทข้าพเจ้าสนใจ


ื่
ี่











15. ไม่มใครอนนอกจากตัวข้าพเจ้าทจะต้องรบผิดชอบในส่งทข้าพเจ้าเลอกเรยน




16. ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ว่า ข้าพเจ้าเรยนส่งใดได้ดหรอไม่




5



ความคิดเห็น

รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย



ทีสุด กลาง ทีสุด





17. ส่งทข้าพเจ้าต้องการเรยนรได้มากมาย จนข้าพเจ้าอยากให้แต่ละวันมมากกว่า



24 ชั่วโมง
ี่




18. ถ้าตัดสนใจทจะเรยนรอะไรก็ตาม ข้าพเจ้าสามารถจะจัดเวลาทจะเรยนรส่งนั้น








ได้ ไม่ว่าจะมภารกิจมากมายเพยงใดก็ตาม






19. ข้าพเจ้ามปญหาในการท าความเข้าใจเรองทอ่าน
20. ถ้าข้าพเจ้าไม่เรยนก็ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้า


ื่

ื่
21. ข้าพเจ้าทราบดว่า เมอไรทข้าพเจ้าต้องการจะเรยนรในเรองใดเรองหนงให้

ี่


ื่


มากข้น
ี่
22. ข้าพเจ้ามความเข้าใจพอ ทจะท าข้อสอบให้ได้คะแนนสง ๆ ก็พอใจแล้ว ถงแม้ว่า




ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเรองนั้นอย่างถ่องแท้ก็ตามท ี










23. ข้าพเจ้าคดว่า ห้องสมดเปนสถานททน่าเบอ



ี่

ื่
24. ข้าพเจ้าชนชอบผู้ทเรยนรส่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ






25. ข้าพเจ้าสามารถคดค้นวิธการต่าง ๆ ได้หลายแบบส าหรบการเรยนรหัวข้อใหม่ ๆ


26. ข้าพเจ้าพยายามเชอมโยงส่งทก าลังเรยนกับเปาหมายระยะยาวทตั้งไว้














27. ข้าพเจ้ามความสามารถเรยนร ในเกือบทกเรอง ทข้าพเจ้าต้องการจะร ้ ู




28. ข้าพเจ้าสนกสนานในการค้นหาค าตอบส าหรบค าถามต่าง ๆ





29. ข้าพเจ้าไม่ชอบค าถามทมค าตอบถกต้องมากกว่าหนงค าตอบ







30. ข้าพเจ้ามความอยากรอยากเหนเกียวกับส่งต่าง ๆ มากมาย
31. ข้าพเจ้าจะดใจมาก หากการเรยนรของข้าพเจ้าได้ส้นสดลง









32. ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจการเรยนร เมอเปรยบเทยบกับผู้อน






33. ข้าพเจ้าไม่มปญหา เกียวกับทักษะเบ้องต้นในการศกษาค้นคว้า





ได้แก่ ทักษะการฟง อ่าน เขียน และจ า


34. ข้าพเจ้าชอบทดลองส่งใหม่ๆ แม้ไม่แน่ใจ ว่า ผลนั้นจะออกมา อย่างไร



35. ข้าพเจ้าไม่ชอบ เมอมคนช้ให้เหนถงข้อผิดพลาด ในส่งทข้าพเจ้าก าลังท าอยู่











36. ข้าพเจ้ามความสามารถในการคดค้น หาวิธแปลก ๆ ทจะท าส่งต่าง ๆ


37. ข้าพเจ้าชอบคิดถงอนาคต




38. ข้าพเจ้ามความพยายามค้นหาค าตอบในส่งทต้องการรได้ด เมอเทยบกับผู้อน








39. ข้าพเจ้าเหนว่าปญหาเปนส่งทท้าทาย ไม่ใช่สัญญาณให้หยุดท า








40. ข้าพเจ้าสามารถบังคับตนเองให้กระท าส่งทคดว่า ควรกระท า




41. ข้าพเจ้าชอบวิธการของข้าพเจ้า ในการส ารวจตรวจสอบปญหาต่าง ๆ



42. ข้าพเจ้ามักเปนผู้น ากล่มในการเรยนร ู ้








43. ข้าพเจ้าสนกทได้แลกเปลยนความคดเหนกับผู้อน


6



ความคิดเห็น

รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย


ทีสุด กลาง ทีสุด






44. ข้าพเจ้าไม่ชอบสถานการณการเรยนรทท้าทาย






45. ข้าพเจ้ามความปรารถนาอย่างแรงกล้าทจะเรยนรส่งใหม่ ๆ









46. ยิ่งได้เรยนรมาก ข้าพเจ้าก็ยิ่งรสกว่าโลกน้น่าตนเต้น






ื่
47. การเรยนรเปนเรองสนก


ี่

48. การยึดการเรยนรทใช้ได้ผลมาแล้ว ดกว่า การลองใช้วิธใหม่ ๆ








49. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรให้มากยิ่งข้น เพื่อจะได้ เปนคนทมความเจรญก้าวหน้า







50. ข้าพเจ้าเปนผู้รบผิดชอบเกียวกับการเรยนรของข้าพเจ้าเอง ไม่มใครมารบผิดชอบ






แทนได้







51. การเรยนรถงวิธการเรยน เปนส่งทส าคัญส าหรบข้าพเจ้า






52. ข้าพเจ้าไม่มวันทจะแก่เกินไป ในการเรยนรส่งใหม่ ๆ








53. การเรยนรอยู่ตลอดเวลา เปนส่งทน่าเบอหน่าย












ื่

54. การเรยนรเปนเครองมอในการด าเนนชวิต
55. ในแต่ละปข้าพเจ้าได้เรยนรส่งใหม่ ๆ หลาย ๆ อย่างด้วยตนเอง






56. การเรยนรไม่ได้ท าให้ชวิตของข้าพเจ้า แตกต่างไปจากเดม













57. ข้าพเจ้าเปนผู้เรยนทมประสทธภาพ ทั้งในชั้นเรยน และการเรยนรด้วยตนเอง
ี่






58 ข้าพเจ้าเหนด้วยกับความคดทว่า “ผู้เรยนคอ ผู้น า”









ิ่
ิ่


การเรมตนเรยนรูดวยตนเองที่ดีที่สุดนัน เรามาเรมตนที่ความพรอมในการ








เรยนรูดวยตนเอง และทานคงทราบในเบื้องตนแลววา ระดับความพรอมในการ







เรยนรูดวยตนเองของทาน อยูในระดับใด (มากทีสุด มาก ปานกลาง นอย
นอยทีสุด)







ความพรอมในการเรยนรูดวยตนเอง











ในการเรยนรด้วยตนเองเปนบคลกลักษณะส่วนบคคลของผู้เรยน ทต้องการให้เกิดข้นในตัว



ี่


ผู้เรยนตามเปาหมายของการศกษา ผู้เรยนทมความพรอมในการเรยนด้วยตนเองจะมความรบผิดชอบ






ส่วนบคคล ความรบผิดชอบต่อความคดและการกระท าของตนเอง สามารถควบคมและโต้ตอบ



สถานการณ สามารถควบคมตนเองให้เปนไปในทศทางทตนเลอก โดยยอมรบผลทเกิดข้นจากการ






ี่



กระท าทมาจากความคดตัดสนใจของตนเอง

ี่


7







ความหมาย และความสาคัญของการเรยนรูดวยตนเอง

ื่







ื่
“เด็กตามธรรมชาตต้องพึงพิงผู้อนและต้องการผู้ปกครองปกปองเล้ยงดและตัดสนใจแทน เมอเตบโต

เปนผู้ใหญ่ มความอสระ พึงพิงจากภายนอกลดลงและเปนตัวของตัวเอง จนมคณลักษณะการช้น าตนเอง







ในการเรยนร”









ื่





การเรยนรเปนเรองของทกคน ศักด์ศรของผู้เรยนจะมได้เมอมโอกาสในการเลอกเรยนในเรองท ี่





ื่

หลากหลายและมความหมายแก่ตนเอง การเรยนรมองค์ประกอบ 2 ด้าน คอ องค์ประกอบภายนอก ได้แก่









สภาพแวดล้อม โรงเรยน สถานศกษา ส่งอ านวยความสะดวก และคร องค์ประกอบภายใน ได้แก่ การคด















เปน พึงตนเองได้ มีอสรภาพ ใฝร ใฝสรางสรรค์ มความคดเชงเหตผล มจตส านกในการเรยนร มเจตคต ิ


















เชงบวกต่อการเรยนร การเรยนรทเกิดข้นมได้เกิดข้นจากการฟงค าบรรยายหรอท าตามทครผู้สอนบอก







แต่อาจเกิดข้นได้ในสถานการณต่าง ๆ ต่อไปน้







1. การเรยนรูโดยบังเอิญ การเรยนรแบบน้เกิดข้นโดยบังเอญ มได้เกิดจากความตั้งใจ





2. การเรยนรูดวยตนเอง เปนการเรยนรด้วยความตั้งใจของผู้เรยน ซงมความปรารถนาจะรใน

















เรองนั้น ผู้เรยนจงคดหาวิธการเรยนด้วยวิธการต่าง ๆ หลังจากนั้นจะมการประเมนผลการเรยนรด้วย










ี่



ตนเองจะเปนรปแบบการเรยนรททวีความส าคัญในโลกยุคโลกาภวัตน์ บคคลซงสามารถปรบตนเอง




ให้ตามทันความก้าวหน้าของโลกโดยใช้สออปกรณยุคใหม่ได้ จะท าให้เปนคนทมคณค่าและประสบ









ความส าเรจได้อย่างด





3. การเรยนรูโดยกลุม การเรยนรแบบน้เกิดจากการทผู้เรยนรวมกล่มกันแล้วเชญผู้ทรงคณวุฒ













มาบรรยายให้กับสมาชกท าให้สมาชกมความรเรองทวิทยากรพูด








4. การเรยนรูจากสถาบันการศกษา เปนการเรยนแบบเปนทางการ มหลักสตร การประเมนผล













มระเบยบการเข้าศกษาทชัดเจน ผู้เรยนต้องปฏบัตตามกฎระเบยบทก าหนด เมอปฏบัตครบถ้วนตามเกณฑ์














ทก าหนดก็จะได้รบปรญญา หรอประกาศนยบัตร





จากสถานการณการเรยนรดังกล่าวจะเหนได้ว่า การเรยนรอาจเกิดได้หลายวิธ และการเรยนรนั้น












ไม่จ าเปนต้องเกิดข้นในสถาบันการศกษาเสมอไป การเรยนรอาจเกิดข้นได้จากการเรยนรด้วยตนเอง หรอ









จากการเรยนโดยกล่มก็ได้ และการทบคคลมความตระหนักเรยนรอยู่ภายในจตส านกของบคคลนั้น











การเรยนรด้วยตนเองจงเปนตัวอย่างของการเรยนรในลักษณะทเปนการเรยนร ทท าให้เกิดการเรยนร ู ้
























ตลอดชวิต ซงมความส าคัญสอดคล้องกับการเปลยนแปลงของโลกปจจบัน และสนับสนนสภาพ




“สังคมแห่งการเรยนร” ได้เปนอย่างด







ี่



ี่
“การเรยนรเปนเพื่อนทดทสดของมนษย์”
(LEARNING makes a man fit company for himself) ... (Young)...

8





การเรยนรูดวยตนเองคืออะไร











เมอกล่าวถง การเรยนดวยตนเอง แล้วบคคลโดยทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเปนการเรยนทผู้เรยน

ท าการศกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามล าพังโดยไม่ต้องพึงพาผู้สอน แต่แท้ทจรงแล้วการเรยนด้วยตนเองท ่ ี




















ต้องการให้เกิดข้นในตัวผู้เรยนนั้น เปนกระบวนการเรยนรูทีผูเรยนรเรมการเรยนรูดวยตนเอง ตามความ










สนใจ ความตองการ และความถนด มีเปาหมาย รูจกแสวงหาแหลงทรพยากรของการเรยนรู เลือกวิธการ
เรยนรู จนถึงการประเมินความกาวหนาของการเรยนรูของตนเอง โดยจะด าเนนการดวยตนเองหรอ












รวมมือชวยเหลือกับผูอืนหรอไมก็ได ซงผูเรยนจะตองมีความรบผิดชอบและเปนผูควบคุมการเรยนของ













ตนเอง














ทั้งน้การเรยนด้วยตนเองนั้นมแนวคดพื้นฐานมาจากแนวคดทฤษฎกล่มมนษยนยมทมความเชอ


ในเรองความเปนอสระและความเปนตัวของตัวเองของมนษย์ว่ามนษย์ทกคนเกิดมาพรอมกับความด มี










ความเปนอสระ เปนตัวของตัวเอง สามารถหาทางเลอกของตนเอง มศักยภาพและสามารถพัฒนาศักยภาพ




ของตนเองได้อย่างไม่มขดจ ากัด รวมทั้งมความรบผิดชอบต่อตนเองและผู้อน ซงการเรยนด้วยตนเอง













ก่อให้เกิดผลในทางบวกต่อการเรยน โดยจะส่งผลให้ผู้เรยนมความเชอมั่นในตนเอง มแรงจูงใจในการ







ี่


เรยนมากข้น มผลสัมฤทธ์ทางการเรยนสงข้น และมการใช้วิธการเรยนทหลากหลาย การเรยนด้วยตนเอง












จงเปนมาตรฐานการศกษาทควรส่งเสรมให้เกิดข้นในตัวผู้เรยนทกคน เพราะเมอใดก็ตามทผู้เรยนมใจรก










ี่


ทจะศกษาค้นคว้าจากความต้องการของตนเอง ผู้เรยนก็จะมการศกษาค้นคว้าอย่างต่อเนองต่อไปโดยไม่















ต้องมใครบอกหรอบังคับ เปนแรงกระต้นให้เกิดความอยากรอยากเหนต่อไปไม่มทส้นสด ซงจะน าไปส่ ู
การเปนผู้เรยนรตลอดชวิตตามเปาหมายของการศกษาต่อไป








ี่



ี่

การเรยนด้วยตนเองมอยู่ 2 ลักษณะคอ ลักษณะทเปนการจัดการเรยนรทมจดเน้นให้ผู้เรยนเปน











ศูนย์กลางในการเรยนโดยเปนผู้รบผิดชอบและควบคมการเรยนของตนเองโดยการวางแผน ปฏบัตการ



เรยนร และประเมนการเรยนรด้วยตนเอง ซงไม่จ าเปนจะต้องเรยนด้วยตนเองเพียงคนเดยวตามล าพัง และ














ผู้เรยนสามารถถ่ายโอนการเรยนรและทักษะทได้จากสถานการณหนงไปยังอกสถานการณหนงได้ในอก
























ลักษณะหนงเปนลักษณะทางบคลกภาพทมอยู่ในตัวผู้ทเรยนด้วยตนเองทกคนซงมอยู่ในระดับทไม่




เท่ากันในแต่ละสถานการณการเรยน โดยเปนลักษณะทสามารถพัฒนาให้สงข้นได้และจะพัฒนาได้สงสด











เมอมการจัดสภาพการจัดการเรยนรทเอ้อกัน








การเรยนดวยตนเอง (Self-Directed Learning) เปนกระบวนการเรยนรทผูเรยนรเรมการเรยนรดวย









ี่

ิ่












ตนเอง ตามความสนใจ ความตองการ และความถนัด มเปาหมาย รจกแสวงหาแหลงทรพยากรของการ


















เรยนร เลอกวธการเรยนร จนถงการประเมนความกาวหนาของการเรยนรของตนเอง โดยจะด าเนนการดวย










ตนเองหรอรวมมอชวยเหลอกับผูอนหรอไมก็ได ซงผูเรยนจะตองมความรบผดชอบและเปนผูควบคมการ





ึ่


ื่


เรยนของ ตนเอง


9







การเรยนรูดวยตนเองมีความสาคัญอยางไร

การเรยนรด้วยตนเอง (Self - Directed Learning) เปนแนวทางการเรยนรหนงทสอดคล้องกับการ












ี่



ี่





เปลยนแปลงของสภาพปจจบัน และเปนแนวคดทสนับสนนการเรยนรตลอดชวิตของสมาชกในสังคม



















ส่การเปนสังคมแห่งการเรยนร โดยการเรยนรด้วยตนเองเปนการเรยนรทท าให้บคคลมการรเร่มการ







เรยนรด้วยตนเอง มเปาหมายในการเรยนรทแน่นอน มความรบผิดชอบในชวิตของตนเอง ไม่พึงคนอน ม ี













ี่





ี่










แรงจูงใจ ท าให้ผู้เรยนเปนบคคลทใฝร ใฝเรยน ทมการเรยนรตลอดชวิต เรยนรวิธเรยน สามารถเรยนร ้ ู

เรองราวต่าง ๆ ได้มากกว่าการเรยนทมครปอนความรให้เพียงอย่างเดยว การเรยนรด้วยตนเองได้นับว่า
















เปนคณลักษณะทดทสดซงมอยู่ใน ตัวบคคลทกคน ผู้เรยนควรจะมคณลักษณะของการเรยนรด้วยตนเอง


























การเรยนรด้วยตนเองจัดเปนกระบวนการเรยนรตลอดชวิต ยอมรบในศักยภาพของผู้เรยนว่าผู้เรยนทกคน







มความสามารถทจะเรยนรส่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เพือทตนเองสามารถทด ารงชวิตอยู่ในสังคมทมการ












เปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมความสข ดังนั้น การเรยนรด้วยตนเองมความส าคัญดังน้ ี











1. บคคลทเรยนรด้วยการรเร่มของตนเองจะเรยนได้มากกว่า ดกว่า มความตั้งใจ มจดม่งหมาย








ี่








และมแรงจงใจสงกว่า สามารถน าประโยชนจากการเรยนรไปใช้ได้ดกว่าและยาวนานกว่าคนทเรยน



โดยเปนเพียงผู้รบ หรอรอการถ่ายทอดจากคร ู








2. การเรยนรด้วยตนเองสอดคล้องกับพัฒนาการทางจตวิทยา และกระบวนการทางธรรมชาต



ท าให้บคคลมทศทางของการบรรลวุฒภาวะจากลักษณะหนงไปส่อกลักษณะหนง คอ เมอตอนเดก ๆ














เปนธรรมชาตทจะต้องพึงพิงผู้อน ต้องการผู้ปกครองปกปองเล้ยงด และตัดสนใจแทนให้ เมอเตบโต























มพัฒนาการข้นเรอย ๆ พัฒนาตนเองไปส่ความเปนอสระ ไม่ต้องพึงพิงผู้ปกครอง คร และผู้อน การพัฒนา




เปนไปในสภาพทเพิ่มความเปนตัวของตัวเอง











3. การเรยนรด้วยตนเองท าให้ผู้เรยนมความรบผิดชอบ ซงเปนลักษณะทสอดคล้องกับพัฒนาการ
ใหม่ ๆ ทางการศกษา เช่น หลักสตร ห้องเรยนแบบเปด ศูนย์บรการวิชาการ การศกษาอย่างอสระ







มหาวิทยาลัยเปด ล้วนเน้นให้ผู้เรยนรบผิดชอบการเรยนรเอง










4. การเรยนรด้วยตนเองท าให้มนษย์อยู่รอด การมความเปลยนแปลงใหม่ ๆ เกิดข้นเสมอ ท าให้ม ี










ี่







ความจ าเปนทจะต้องศกษาเรยนร การเรยนรด้วยตนเองจงเปนกระบวนการต่อเนองตลอดชวิต

การเรยนรูดวยตนเอง เปนคณลักษณะทส าคญตอการด าเนนชวตทมประสทธภาพ ชวยใหผูเรยน




ี่












ี่

มความตั้งใจและมแรงจงใจสง มความคดรเรมสรางสรรค มความยดหยุนมากข้น มการปรบพฤตกรรม












ิ่






















ื่


การท างานรวมกับผูอนได รจกเหตุผล รจกคดวเคราะห ปรบและประยุกตใชวธการแกปญหาของตนเอง
จัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น และสามารถน าประโยชน์ของการเรียนรู้ไปใช้ได้ดีและยาวนานขึ้น ท าให้ผู้เรียน
ประสบความส าเรจในการเรยน



10






การเรยนรูดวยตนเองมีลักษณะอยางไร








การเรยนรดวยตนเอง สามารถจ าแนกออกเปน 2 ลักษณะส าคญ ดังน้


1. ลักษณะทเปนบคลกคณลักษณะส่วนบคคลของผู้เรยนในการเรยนด้วยตนเอง จัดเปน









องค์ประกอบภายในทจะท าให้ผู้เรยนมแรงจูงใจอยากเรยนต่อไป โดยผู้เรยนทม คณลักษณะในการเรยน

ี่





ี่




ด้วยตนเองจะมความรบผิดชอบต่อความคดและการกระท าเกียวกับการเรยน รวมทั้ง รบผิดชอบในการ
















บรหารจัดการตนเอง ซงมโอกาสเกิดข้นได้สงสดเมอมการจัดสภาพการเรยนรทส่งเสรมกัน


2. ลักษณะทเปนการจัดการเรยนรให้ผู้เรยนได้เรยนด้วยตนเอง ประกอบด้วย ขั้นตอนการวางแผน




ี่




การเรยน การปฏบัตตามแผน และการประเมนผลการเรยน จัดเปนองค์ประกอบ ภายนอกทส่ง ผลต่อการ










เรยนด้วยตนเองของผู้เรยน ซงการจัดการเรยนรแบบน้ผู้เรยนจะได้ประโยชนจากการเรยนมากทสด











Knowles (1975) เสนอให้ใช้สัญญาการเรยน (Learning contracts) เปนการมอบหมายภาระงานให้แก่






ื่




ผู้เรยนว่าจะต้องท าอะไรบ้างเพือให้ได้รบความรตามเปาประสงค์และผู้เรยนจะปฏบัตตามเงอนไขนั้น






องคประกอบของการเรยนรูดวยตนเองมีอะไรบาง


องคประกอบของการเรยนรดวยตนเอง มดังน้ ี





1. การวิเคราะหความต้องการของตนเองจะเร่มจากให้ผู้เรยนแต่ละคนบอกความต้องการ


และความสนใจของตนในการเรยนกับเพือนอกคน ท าหน้าทเปนทปรกษา แนะน า และเพื่อนอกคน
ี่



ี่




ท าหน้าทจดบันทก และให้กระท าเช่นน้หมนเวียน ทั้ง 3 คน แสดงบทบาทครบทั้ง 3 ด้าน คอ ผู้เสนอ



ี่



ความต้องการ ผู้ให้ค าปรกษา และผู้คอยจดบันทก การสังเกตการณ เพือประโยชนในการเรยนร่วมกัน






และช่วยเหลอซงกันและกันในทก ๆ ด้าน



2. การก าหนดจดม่งหมายในการเรยน โดยเร่มจากบทบาทของผู้เรยนเปนส าคัญ ผู้เรยนควรศกษา







จดม่งหมายของวิชา แล้วเขยนจดม่งหมายในการเรยนของตนให้ชัดเจน เน้นพฤตกรรมทคาดหวัง วัดได้


ี่




มความแตกต่างของจดม่งหมายในแต่ละระดับ



3. การวางแผนการเรยน ให้ผู้เรยนก าหนดแนวทางการเรยนตามวัตถประสงค์ทระบไว้จัดเน้อหา









ให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการและความสนใจของตน ระบการจัดการเรยนรให้เหมาะสมกับตนเอง



ี่

มากทสด




4. การแสวงหาแหล่งวิทยาการทั้งทเปนวัสดและบคคล

4.1 แหล่งวิทยาการทเปนประโยชนในการศกษาค้นคว้า เช่น ห้องสมด พิพิธภัณฑ์ เปนต้น







4.2 ทักษะต่าง ๆ ทมส่วนช่วยในการแสวงแหล่งวิทยาการได้อย่างสะดวกรวดเรว เช่น




ทักษะการตั้งค าถาม ทักษะการอ่าน เปนต้น


11










5. การประเมนผล ควรประเมนผลการเรยนด้วยตนเองตามทก าหนดจดม่งหมายของการเรยนไว้







และให้สอดคล้องกับวัตถประสงค์เกียวกับความร ความเข้าใจ ทักษะ ทัศนคต ค่านยม


มขั้นตอนในการประเมน คอ


5.1 ก าหนดเปาหมาย วัตถประสงค์ให้ชัดเจน








5.2 ด าเนนการให้บรรลวัตถประสงค์ซงเปนส่งส าคัญ





5.3 รวบรวมหลักฐานจากผลการประเมนเพือตัดสนใจซงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ

ื่
ข้อมูลทสมบูรณและเชอถอได้

ี่

5.4 เปรยบเทยบข้อมูลก่อนเรยนกับหลังเรยนเพือดว่าผู้เรยนมความก้าวหน้าเพียงใด









5.5 ใช้แหล่งข้อมูลจากครและผู้เรยนเปนหลักในการประเมน



องคประกอบของการเรยนรูดวยตนเอง ผู้เรยนควรมการวิเคราะหความต้องการ วิเคราะห ์








เนือหา ก าหนดจุดมุ่งหมายและการวางแผนในการเรียน มีความสามารถในการแสวงหาแหล่ง

วิทยาการ และมวิธในการประเมนผลการเรยนรด้วยตนเอง โดยมเพือนเปนผู้ร่วมเรยนรไปพรอมกัน























และมครเปนผู้ช้แนะ อ านวยความสะดวก และให้ค าปรกษา ทั้งน้ ครอาจต้องมการวิเคราะหความ











พรอมหรอทักษะทจ าเปนของผู้เรยนในการก้าวส่การเปนผู้เรยนรด้วยตนเองได้


รายละเอียดกิจกรรมการเรยนรู



กิจกรรมที่ 1 ให้อธบายความหมายของค าว่า “การเรยนรด้วยตนเอง” โดยสังเขป





กิจกรรมที่ 2 ให้อธบาย “ความส าคัญของการเรยนรด้วยตนเอง” โดยสังเขป

กิจกรรมที่ 3 ให้สรปสาระส าคัญของ “ลักษณะการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป








กิจกรรมที่ 4 ให้สรปสาระส าคัญของ “องค์ประกอบของการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป

12










เรองที 2 การก าหนดเปาหมาย และการวางแผนการเรยนรูดวยตนเอง






กระบวนการในการเรยนรด้วยตนเอง ความรบผิดชอบในการเรยนรด้วยตนเองของผู้เรยน เปน













ส่งส าคัญทจะน าผู้เรยนไปส่การเรยนรด้วยตนเอง เพราะความรบผิดชอบในการเรยนรด้วยตนเองนั้น










หมายถง การทผู้เรยนควบคมเน้อหา กระบวนการ องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมในการเรยนรของ



ตนเอง ได้แก่ การวางแผนการเรยนของตนเอง โดยอาศัยแหล่งทรพยากรทางความรต่าง ๆ ทจะช่วย น า





แผนส่การปฏบัต แต่ภายใต้ความรบผิดชอบของผู้เรยน ผู้เรยนรด้วยตนเองต้องเตรยมการวางแผน การ






















เรยนรของตน และเลอกส่งทจะเรยนจากทางเลอกทก าหนดไว้ รวมทั้งวางโครงสรางของแผนการเรยนร ้ ู







ของตนอกด้วย ในการวางแผนการเรยนร ผู้เรยนต้องสามารถปฏบัตงานทก าหนด วินจฉัยความช่วยเหลอ





ี่





ทต้องการ และท าให้ได้ความช่วยเหลอนั้น สามารถเลอกแหล่งความร วิเคราะห และวางแผนการเรยน

ทั้งหมด รวมทั้งประเมนความก้าวหน้าในการเรยนของตน







ในการเรยนรูดวยตนเองผูเรยนและครูควรมีบทบาทอยางไร





การเปรยบเทียบบทบาทของครูและผูเรยนตามกระบวนการเรยนรูดวยตนเอง







บทบาทของผูเรยนในการเรยนรูดวยตนเอง บทบาทของครูในการเรยนรูดวยตนเอง





1. การวิเคราะหความตองการในการเรยน 1. การวิเคราะหความตองการในการเรยน










 วินจฉัยการเรยนร ู ้  สรางความค้นเคยให้ผู้เรยนไว้วางใจ เข้าใจ



 วินจฉัยความต้องการในการเรยนรของตน บทบาทคร บทบาทของตนเอง










 รบรและยอมรบความสามารถของตน  วิเคราะหความต้องการการเรยนรของผู้เรยน









 มความรบผิดชอบในการเรยนร ู ้ และพฤตกรรมทต้องการให้เกิดแก่ผู้เรยน

 สรางบรรยากาศการเรยนรทพอใจด้วยตนเอง  ก าหนดโครงสรางคร่าว ๆ ของหลักสตร




ี่


 มส่วนร่วมในการระบความต้องการในการเรยน ขอบเขตเน้อหากว้าง ๆ สรางทางเลอกท ี่






 เลอกส่งทจะเรยนจากทางเลอกต่างๆ ท ี่ หลากหลาย






ก าหนด  สรางบรรยากาศให้เกิดความต้องการการเรยน









 วางโครงสรางของโครงการเรยนของตน  วิเคราะหความพรอมในการเรยนรของผู้เรยน


โดยการตรวจสอบความพรอมของผู้เรยน



 มส่วนร่วมในการตัดสนใจในทางเลอกนั้น



 แนะน าข้อมูลให้ผู้เรยนคด วิเคราะหเอง

13








การเปรยบเทียบบทบาทของครูและผูเรยนตามกระบวนการเรยนรูดวยตนเอง (ต่อ)







บทบาทของผูเรยนในการเรยนรูดวยตนเอง บทบาทของครูในการเรยนรูดวยตนเอง




2. การก าหนดจุดมุงหมายในการเรยน 2. การก าหนดจุดมุงหมายในการเรยน








 ฝกการก าหนดจดม่งหมายในการเรยน  ก าหนดโครงสรางคร่าว ๆ วัตถประสงค์การ




 รจดม่งหมายในการเรยน และเรยนให้บรรล ุ เรยนของวิชา






จดม่งหมาย  ช่วยให้ผู้เรยนเปลยนความต้องการทมอยู่ให้


















 ร่วมกันพัฒนาเปาหมายการเรยนร ู ้ เปนจดม่งหมายการเรยนรทวัดได้เปนได้จรง




 ก าหนดจดม่งหมายจากความต้องการของตน  เปดโอกาสให้มการระดมสมอง ร่วมแสดง


ความคดเหนและการน าเสนอ



 แนะน าข้อมูลให้ผู้เรยนคด วิเคราะหเอง


3. การออกแบบแผนการเรยน 3. การออกแบบแผนการเรยน



 ฝกการท างานอย่างมขั้นตอนจากง่ายไปยาก  เตรยมความพรอมโดยจัดประสบการณการ





 การใช้ยุทธวิธทเหมาะสมในการเรยน เรยนร เสรมทักษะทจ าเปนในการเรยนร ้ ู

ี่
ี่




 มความรบผิดชอบในการด าเนนงานตามแผน  มส่วนร่วมในการตัดสนใจ วิธการท างาน ต้อง






 ร่วมมอ ร่วมใจรบผิดชอบการท างานกล่ม ทราบว่า เรองใดใช้วิธใด สอนอย่างไร มส่วนร่วม



ื่






 รบผิดชอบควบคมกิจกรรมการเรยนรของ ตัดสนใจเพียงใด







ตนเองตามแผนการเรยนทก าหนดไว้  ยั่วยุให้เกิดพฤตกรรมการเรยนร ้ ู









 ผู้ประสานส่งทตนเองรกับส่งทผู้เรยนต้องการ


 แนะน าข้อมูลให้ผู้เรยนคด วิเคราะหเองจนได้

แนวทางทแจ่มแจ้ง สรางทางเลอกทหลากหลาย

ี่







ให้ผู้เรยนเลอกปฏบัตตามแนวทางของตน

4. การแสวงหาแหลงวิทยาการ 4. การแสวงหาแหลงวิทยาการ

 ฝกค้นหาความรตามทได้รบมอบหมายจาก  สอนกลยุทธ์การสบค้นข้อมูล ถ่ายทอดความร ้ ู



ี่


แหล่งการเรยนรทหลากหลาย ถ้าผู้เรยนต้องการ









 ก าหนดบคคล และสอการเรยนทเกียวข้อง  กระต้นความสนใจ ช้แหล่งความร แนะน าการใช้สอ



ื่










ื่
 มส่วนร่วมในการสบค้นข้อมูลร่วมกับเพือนๆ  จัดรปแบบเน้อหา สอการเรยนทเหมาะสม
ี่

ด้วยความรบผิดชอบ บางส่วน










 เลอกใช้ประโยชนจากกิจกรรมและยุทธวิธทม ี  สังเกต ตดตาม ให้ค าแนะน าเมอผู้เรยนเกิด









ประสทธภาพเพือให้บรรลวัตถประสงค์ทก าหนด ปญหาและต้องการค าปรกษา

14








การเปรยบเทียบบทบาทของครูและผูเรยนตามกระบวนการเรยนรูดวยตนเอง (ต่อ)






บทบาทของผูเรยนในการเรยนรูดวยตนเอง บทบาทของครูในการเรยนรูดวยตนเอง






5. การประเมินผลการเรยนรู ้ 5. การประเมินผลการเรยนรู ้


 ฝกการประเมนผลการเรยนรด้วยตนเอง  ให้ความรและฝกผู้เรยนในการประเมนผล








 มส่วนร่วมในการประเมนผล การเรยนรทหลากหลาย

ี่










 ผู้เรยนประเมนผลสัมฤทธ์ด้วยตนเอง  เปดโอกาสให้ผู้เรยนน าเสนอวิธการ เกณฑ์



ประเมนผล และมส่วนร่วมในการตัดสนใจ


 จัดท าตารางการประเมนผลทจะใช้ร่วมกัน

ื่

 แนะน าวิธการประเมนเมอผู้เรยนมข้อสงสัย





จะเหนได้ว่า ทั้งผู้เรยนและครต้องมการวินจฉัยความต้องการส่งทจะเรยน ความพรอม













ของผู้เร ียนเกียวกับทักษะทีจ าเป็นในการเรียน การก าหนดเป้ าหมาย การวางแผนการเรียนรู้ การแสวงหา








แหล่งวิทยาการ การประเมนผลการเรยนร ซงครเปนผู้ฝกฝน ให้แรงจูงใจ แนะน า อ านวยความสะดวก



โดยเตรยมการเบ้องหลัง และให้ค าปรกษา ส่วนผู้เรยนต้องเปนผู้เร่มต้นปฏบัต ด้วยความกระตอรอรน












เอาใจใ ส่ และมีความรับผิดชอบ กระท าอย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง เรียนแบบมีส่วนร่วม จึงท าให้ผู้เรียน





ี่



เปนผู้เรยนรด้วยตนเองได้ ดังหลักการทว่า “การเรยนรต้องเร่มต้นทตนเอง” และ ศักยภาพอันพรอมท















จะเจรญเตบโตด้วยตนเองนั้น ผู้เรยนควรน าหัวใจนักปราชญ์ คอ สุ จิ ปุ ลิ หรอ ฟง คด ถาม เขยน มาใช้
ในการสังเคราะห์ความรู้ นอกจากนี้ กระบวนการเรียนรู้ในบริบททางสังคม จะเป็นพลังอันหนึ่งใน
การเรยนรด้วยตนเอง ซงเปนการเรยนรในสภาพชวิตประจ าวันทต้องอาศัยสภาพแวดล้อมมส่วนร่วมใน




















กระบวนการ ท าให้เกิดบรรยากาศการแลกเปลยน พึงพากัน แต่ภายใต้ความเปนอสระในทางเลอก
ของผู้เรียนด้วยวิจารณญาณที่อาศัย เหตุผล ประสบการณ์ หรือค าชี้แนะจากผู้รู้ ครู และผู้เรียนจึงเป็น
ความรบผิดชอบร่วมกันต่อความส าเรจในการเรยนรด้วยตนเอง






15









ลักษณะสาคัญในการเรยนรูดวยตนเองของผูเรยน มดังน้









1. การมส่วนร่วมในการวางแผน การปฏบัตตามแผน และการประเมนผลการเรยนร ได้แก่




ผู้เรยนมส่วนร่วมวางแผนกิจกรรมการเรยนรบนพื้นฐานความต้องการของกล่มผู้เรยน





2. การเรยนรทค านงถงความส าคัญของผู้เรยนเปนรายบคคล ได้แก่ ความแตกต่างในความ



ี่



สามารถ ความรพื้นฐาน ความสนใจเรยน วิธการเรยนร จัดเน้อหาและสอให้เหมาะสม














ี่
3. การพัฒนาทักษะการเรยนรด้วยตนเอง ได้แก่ การสบค้นข้อมูล ฝกเทคนคทจ าเปน เช่น การสังเกต






การอ่านอย่างมจดประสงค์ การบันทก เปนต้น








4. การพัฒนาทักษะการเรยนรซงกันและกัน ได้แก่ การก าหนดให้ผู้เรยนแบ่งความรบผิดชอบ





ี่



ในกระบวนการเรยนร การท างานเดยว และเปนกล่มทมทักษะการเรยนรต่างกัน








5. การพัฒนาทักษะการประเมนตนเองและการร่วมมอในการประเมนกับผู้อน ได้แก่ การให้

ื่



ผู้เรยนเข้าใจความต้องการในการประเมน ยอมรบการประเมนจากผู้อน เปดโอกาสให้ประเมนหลาย



รปแบบ


กระบวนการในการเรยนรด้วยตนเอง เปนวิธการทผู้เรยนต้องจัดกระบวนการเรยนรด้วยตนเอง
ี่








โดยด าเนนการ ดังน้



1. การวินจฉัยความต้องการในการเรยน



2. การก าหนดจดม่งหมายในการเรยน

3. การออกแบบแผนการเรยน

4. การด าเนนการเรยนรจากแหล่งวิทยาการ





5. การประเมนผล






การตอบสนองของผู้เรยนและครตามกระบวนการในเรยนรด้วยตนเอง มดังน้ ี
การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู

ผูเรยน




1. วินจฉัยความ 1. ศกษา ท าความเข้าใจ 1. กระต้นให้ผู้เรยนตระหนักถงความจ าเปนในการ




ต้อง การในการ ค าอธบายรายวิชา เรยนรด้วยตนเอง







เรยนรของผู้เรยน 2. วินจฉัยความต้องการ 2. วิเคราะหค าอธบายรายวิชา จดประสงค์ เน้อหา







ในการเรยนของตนเอง กิจกรรมและการประเมนการเรยนรายวิชา





ทั้งรายวิชาและรายหัวข้อ 3. อธบายให้ผู้เรยนเข้าใจค าอธบายรายวิชา

การเรยน 4. ให้ค าแนะน าแก่ผู้เรยนในการวินจฉัย ความต้องการ


3. แบ่งกล่มอภปราย ในการเรยน





เกียวกับความต้องการใน 5. อ านวยความสะดวกในการเรยนแบบร่วมมอในกล่ม



การเรยนเพื่อให้ผู้เรยน


16



การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู



ผูเรยน
แต่ละคนมั่นใจในการ
วินจฉัยความต้องการใน


การเรยนของตนเอง





2. ก าหนด 1. ผู้เรยนแต่ละคนเขยน 1. ให้ค าแนะน าแก่ผู้เรยนในการเขยนจดม่งหมายการ




จดม่งหมาย จดม่งหมาย การเรยนใน เรยนทถกต้อง



ี่


ในการเรยน แต่ละหัวข้อการเรยน ท ี่

วัดได้ สอดคล้องกับ
ความต้องการในการ
เรยนของผู้เรยนและ



อธบายรายวิชา





3. วางแผนการ 1. ท าความเข้าใจเกียวกับ 1. ให้ค าแนะน าผู้เรยนเกียวกับความจ าเปนและวิธการ


เรยนโดยเขยน ความจ าเปนและวิธการ วางแผนการเรยน








สัญญาการเรยน วางแผนการเรยน 2. ให้ค าแนะน าผู้เรยนในการเขยนสัญญาการเรยน

2. เขยนสัญญาการเรยน


ทสอดคล้องกับ

ค าอธบาย รายวิชา

รวมทั้งความต้องการ
และความสนใจของ
ตนเอง ในการเรยนแต่ละ

คร้ง


4. เขยนโครงการ 1. ร่วมกับผู้สอนและ 1. ให้ค าแนะน าในการเขยนโครงการเรยนรรายวิชา










เรยนร เพื่อนเขยนโครงการ 2. พิจารณาโครงการเรยนรร่วมกับผู้เรยนโดยกระต้นให้










เรยนรของทั้งชั้น โดย ผู้เรยนแสดงความคดเหนอย่างทั่วถง

พิจารณาจากโครงการ 3. ร่วมกับผู้เรยนสรปโครงการเรยนรให้เหมาะสม








เรยนรทผู้สอนร่างมา



และสัญญาการเรยนของ

ทกคน

17



การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู



ผูเรยน







5. ด าเนนการ 1. ทบทวนความรเดม 1. ทดสอบความรเดมของผู้เรยน โดยใช้เทคนคการตั้ง




ี่

เรยนร ้ ู ของตนเองทจ าเปน ค าถามหรอทดสอบ

ส าหรบการสรางความร ู ้ 2. ให้ความรเสรม เพือให้แน่ใจว่าผู้เรยนจะสามารถ






ใหม่ โดยการตอบค าถาม เชอมโยงความรเดมกับ ความรใหม่ได้








หรอท าแบบทดสอบ 3. ตั้งค าถามเพือกระต้นให้ผู้เรยนค้นหา ค าตอบและ



2. ผู้เรยนแต่ละคน ประมวลค าตอบด้วยตนเอง



ด าเนนการเรยนตาม 4. สรางบรรยากาศทส่งเสรมการเรยน






สัญญาการเรยนอย่าง 5. ให้ค าปรกษา ให้ข้อมูลช่วยเหลอ และอ านวยความ



กระตอรอรน โดยการ สะดวกในกิจกรรมการเรยนของผู้เรยนตามความจ าเปน






สบค้นและแสวงหา และความต้องการของผู้เรยน


ความรเพื่อสนองตอบ 6. กระต้นให้ผู้เรยนใช้ความรและประสบการณเดมท ี่







ความต้องการในการ เกียวข้องกันมาใช้ในการค้นหาค าตอบ โดยให้



เรยนด้วยวิธการท ี่ ยกตัวอย่างหรอเปรยบเทยบเหตการณทเกียวข้องกับ








หลากหลาย และใช้ เรองทเรยน

ี่
ื่

แหล่งทรพยากรการเรยน 7. ตดตามในการเรยนของผู้เรยนตามสัญญาการเรยน





ทเหมาะสมตามความ และให้ค าแนะน า
ี่
ต้องการของตนเอง โดย 8. ตดตามเปนระยะๆ และให้ข้อมูลปอนกลับแก่ผู้เรยน






น าความรและ 9. บันทกปญหาและข้อขัดข้องต่างๆในการด าเนน



ประสบการณเดมท ี่ กิจกรรมการเรยนเพือเสนอแนะการปรบปรงให้ดข้น









เกียวข้องกันมาใช้ในการ 10. ให้อสระแก่ผู้เรยนในการท ากิจกรรม


ค้นหาค าตอบ และกระต้นให้ผู้เรยนมส่วนร่วมในกิจกรรมการเรยน




3. แบ่งกล่มเรยนแบบ อย่างเต็มท ยอมรบฟงความคดเหนของผู้เรยน และไม่











ร่วมมอ เพื่อศกษาใน ตัดสนว่าความคดเหนของผู้เรยนไม่ถกต้อง





ประเด็นทต้องตอบ 11. กระต้นให้ผู้เรยนสอสารความรความ เข้าใจและ
ี่



ื่


ค าถาม โดยการปรบ แนวคดของตนเองให้ผู้อน เข้าใจอย่างชัดเจน

ื่



จดม่งหมายในการเรยน 12. กระต้นให้ผู้เรยนมส่วนร่วมในการอภปราย




ของ ผู้เรยนแต่ละคนเปน แลกเปลยนความคดเหนอย่างกว้างขวางทั้งในกล่มและ








ของกล่ม แล้วแบ่ง ชั้นเรยน

ี่
บทบาทหน้าทเพื่อ 13. สังเกตการเรยนของผู้เรยน บันทก พฤตกรรมและ






แสวงหาความร โดยใช้ กระบวนการเรยนของ ผู้เรยน รวมทั้งเหตการณทส่งผล







18



การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู



ผูเรยน


เทคนคการตั้งค าถามเพือ ต่อการเรยน

น าไปส่การหาค าตอบ 14. กระต้นให้ผู้เรยนสรปความรความเข้าใจในบทเรยน









ทั้งน้กล่มผู้เรยนแต่ละ ด้วยตนเอง



กล่มอาจมรปแบบในการ 15. กลั่นกรอง แก้ไข และเสรมสาระส าคัญของบทเรยน









ท ากล่มทแตกต่างกัน ให้ชัดเจนและครอบคลมจดม่งหมายการเรยน




4. ใช้ความคดอย่างเต็มท 16. ร่วมกับผู้เรยนอภปรายเกียวกับวิธการเรยนทม ี















มปฏสัมพันธ โต้ตอบ ประสทธภาพ ส่งทสนับสนนและส่งทขัดขวางการเรยน






คัดค้าน สนับสนน และ
ี่
แลกเปลยนความคดเหน


ี่
และความรสกทเปด







กว้างในกล่ม และรบฟง
ื่

ความคดเหนของผู้อน

เพื่อหาแนวทางการได้มา
ี่


ซงค าตอบทต้องการของ

ตนเอง และของกล่ม
5. แสดงความสามารถ

ของตนเอง และยอมรบ
ความสามารถของผู้อน
ื่

6. ตัดสนใจ และช่วย
แก้ปญหาต่าง ๆ ทเกิดข้น

ี่

ในกิจกรรมการเรยน




7. ฝกปฏบัตทักษะทต้อง
ี่
ศกษาตาม จดม่งหมาย




การเรยน
8. ขอความช่วยเหลอจาก

ผู้สอนตามความ
เหมาะสม


9. ปรกษาผู้สอนเปน

ระยะ ๆ ตามทระบไว้ใน
ี่

สัญญาการเรยนเพื่อขอ

19



การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู


ผูเรยน

ค าแนะน า ช่วยเหลอ

ี่
10. ปรบเปลยนการ



ด าเนนการเรยน ตาม
ความเหมาะสม และ
ี่



บันทกส่งท ปรบเปลยน


ลงในสัญญาการเรยนให้

ชัดเจน และน าไปเปน


ข้อมูลในการวินจฉัย



ตนเองเพือตั้งจดม่งหมาย


ในการเรยนคร้งต่อไป


11. อภปรายและสรป



ความรทได้ในกล่ม


12. น าเสนอวิธการเรยน


และความรทได้ต่อทั้ง

ี่


ชั้น โดยใช้รปแบบใน

การแสดงออกในส่งทตน


ี่


ได้เรยนรทหลากหลาย


13. อภปราย แสดงความ

คดเหน สะท้อน




ความรสกและให้
ข้อเสนอแนะเกียวกับ

วิธการเรยนด้วยตนเองท ี่





มประสทธภาพ ส่ง


สนับสนนและส่ง


ขัดขวางการ เรยน


14. ร่วมกันสรปประเดน



ี่
ความรทได้ใน ชั้นเรยน

15. เขยนรายงานผลการ

เรยน ทั้งในด้านเน้อหา

และวิธการเรยน รวมทั้ง



20



การตอบสนองของ
ขันตอน การตอบสนองของครู

ผูเรยน




ความรสกเกียวกับ




ความส าเรจหรอไม่


ส าเรจในการเรยนเปน

รายบคคลและรายกล่ม








6. ประเมนผลการ 1. ประเมนผลการเรยน 1. กระต้นให้ผู้เรยนตรวจสอบความรความเข้าใจของ

เรยนร ู ้ ของตนเอง โดย ตนเองตลอดเวลา


เปรยบเทยบกับ 2. ประเมนการเรยนของผู้เรยนจากการสังเกตพฤตกรรม






จดม่งหมายในการเรยน ในการเรยน ความสามารถในการเรยนตามสัญญาการ





ของตนเอง เรยน และผลงานในแฟมสะสมงาน







2. ให้เพือนและครช่วย 3. ให้ข้อมูลปอนกลับแก่ผู้เรยนรายบคคลและรายกล่ม
สะท้อนผลการเรยน เกียวกับกระบวนการเรยนด้วยตนเองและพฤตกรรมใน






3. ให้ข้อมูลปอนกลับแก่ การเรยนรวมทั้งให้ข้อเสนอแนะ ตามความ เหมาะสม

เพือนในกล่ม









กระบวนการเรยนรด้วยตนเอง ประกอบด้วยขั้นตอน วินจฉัยความต้องการในการเรยนรของ

ผู้เรยน ก าหนดจดม่งหมายในการเรยน วางแผนการเรยนโดยใช้สัญญาการเรยน เขยนโครงการเรยนร















ด าเนนการเรยนรและประเมนผลการเรยนรนั้น ผู้เรยนจะได้ประโยชนจากการเรยนมากทสด











“สัญญาการเรยน ( Learning Contract)” เปนการมอบหมายภาระงานให้กับผู้เรยนว่าจะต้องท าอะไรบ้าง







เพื่อให้ได้รบความรตามเปาประสงค์ และผู้เรยนจะปฏบัตตามเงอนไขนั้น





สญญาการเรยน (Learning Contract)
ค าว่า สญญา โดยทั่วไปหมายถง ข้อตกลงระหว่างบคคล 2 ฝาย หรอหลายฝายว่าจะท าการหรอ







งดเว้นกระท าการอย่างใดอย่างหนง ความจรงนั้นในระบบการจัดการเรยนรก็มการท าสัญญากันระหว่าง











ครกับผู้เรยน แต่ส่วนมากไม่ได้เปนลายลักษณอักษรว่า ถ้าผู้เรยนท าได้อย่างนั้นแล้ว ผู้เรยนจะได้รบ






อะไรบ้างตามข้อตกลง สัญญาการเรยนจะเปนเครองมอทช่วยให้ผู้เรยนสามารถก าหนดแนวการเรยน


















ของตัวเองได้ดยิ่งข้น ท าให้ประสบผลส าเรจตามจดม่งหมายและเปนเครองยืนยันทเปนรปธรรม









ท่านคงแปลกใจทได้ยินค าว่า “สัญญา” เพราะค าน้เปนค าทค้นหกันดอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าท่านเคย


ได้ยินค าว่า “สัญญาการเรยน” หรอยัง ค าว่าสัญญาการเรยนมผู้เร่มใช้เปนคนแรกคอ Dr. M.S. Knowles








ศาสตราจารย์ สอนวิชาการศกษาผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัย North Carolina State ในสหรฐอเมรกา

21




ค าว่า สัญญา แปลตามพจนานกรมฉบับราชบัณฑตยสถาน แปลว่า “ข้อตกลงกัน” ดังนั้น สัญญา













การเรยน ก็คอข้อตกลงทผู้เรยนได้ท าไว้กับครว่าเขาจะปฏบัตอย่างไรบ้างในกระบวนการเรยนรเพือให้

บรรลจดม่งหมายของหลักสตรนั่นเอง






สัญญาการเรยนเปนรปแบบของการเรยนรทแสดงหลักฐานของการเรยนรโดยใช้แฟมสะสม





ี่


ผลงานหรอ Portfolio

1. แนวคิด






การจัดการเรยนรในระะบบ เปนการเรยนรทครเปนผู้ก าหนดรปแบบ เน้อหา กิจกรรมเปนส่วน














ใหญ่ ผู้เรยนเปนแต่เพียงผู้ปฏบัตตาม ไม่ได้มโอกาสในการมส่วนร่วมในการวางแผนการเรยน



นักการศกษาทั้งในตะวันตกและแอฟรกา มองเหนว่าระบบการศกษาแบบน้เปนระบบการศกษาของพวก

















จักรพรรดนยมหรอเปนการศกษาของพวกชนชั้นสงบ้าง เปนระบบการศกษาของผู้ถกกดขบ้าง สรปแล้ว








ก็คอระบบการศกษาแบบน้ไม่ได้ฝกคนให้เปนตัวของตัวเอง ไม่ได้ฝกให้คนรจักพึงตนเอง จงมผู้พยายาม












ทจะเปลยนแนวคดทางการศกษาใหม่ อย่างเช่นระบบการศกษาทเน้นการฝกให้คนได้รจักพึงตนเอง








ในประเทศแทนซาเนย การศกษาทให้คนคดเปนในประเทศไทยเราเหล่าน้เปนต้น รปแบบของการศกษา








ในอนาคต ควรจะม่งไปส่ตัวผู้เรยนมากกว่าตัวผู้สอน เพราะว่าในโลกปจจบันวิทยาการใหม่ ๆ














ได้เจรญก้าวหน้าไปอย่างรวดเรวมหลายส่งหลายอย่างทมนษย์จะต้องเรยนร ถ้าจะให้แต่มาคอยบอกกัน



คงท าไม่ได้ ดังนั้นในการเรยนจะต้องมการฝกฝนให้คดให้รจักการหาวิธการทได้ศกษาส่งทคนต้องการ














กล่าวง่าย ๆ ก็คอ ผู้เรยนทได้รบการศกษาแบบทเรยกว่าเรยนรเพือการเรยนในอนาคต













2. ท าไมจะตองมีการท าสญญาการเรยน












ผลจากการวิจัยเกียวกับการเรยนรของผู้ใหญ่ พบว่าผู้ใหญ่จะเรยนได้ดทสดก็ต่อเมอการเรยนร ู ้


ี่

ด้วยตนเอง ไม่ใช่การบอกหรอการสอนแบบทเปนโรงเรยน และผลจากการวิจัยทางด้านจตวิทยายังพบ







อกว่า ผู้ใหญ่มลักษณะทเด่นชัดในเรองความต้องการทจะท าอะไรด้วยตนเองโดยไม่ต้องมการสอนหรอ




การช้แนะมากนัก



อย่างไรก็ดเมอพูดถงระบบการศกษาก็ย่อมจะต้องมการกล่าวถงคณภาพของบคคลทเข้ามาอยู่












ในระบบการศกษา จงมความจ าเปนทจะต้องก าหนดกฎเกณฑ์ข้นมาเพือเปนมาตรฐาน ดังนั้นถงแม้จะ















ให้ผู้เรยนเรยนรด้วยตนเองก็ตามก็จ าเปนจะต้องสรางมาตรการข้นมาเพือการควบคมคณภาพของผู้เรยน










เพือให้มมาตรฐานตามทสังคมยอมรบ เหตน้สัญญาการเรยนจงเข้ามามบทบาทในการเรยนการสอน





เปนการวางแผนการเรยนทเปนระบบ
ี่





ข้อดของสัญญาการเรยน คอเปนการประสานความคดทว่าการเรยนร ควรให้ผู้เรยนก าหนดและ










การศกษาจะต้องมเกณฑ์มาตรฐานเข้าด้วยกันเพราะในสัญญาการเรยนจะบ่งระบว่าผู้เรยนต้องการเรยน










เรองอะไรและจะวัดว่าได้บรรลตามความม่งหมายแล้วนั้นหรอไม่อย่างไร มหลักฐานการเรยนรอะไรบ้าง
ื่

ทบ่งบอกว่าผู้เรยนมผลการเรยนรอย่างไร








22





3. การเขียนสญญาการเรยน









การเรยนรด้วยตนเอง ซงเร่มจากการจัดท าสัญญาการเรยนจะมล าดับการด าเนนการ ดังน้ ี



ขันที่ 1 แจกหลักสตรให้กับผู้เรยนในหลักสตรจะต้องระบ ุ


 จดประสงค์ของรายวิชาน้ ี
ื่
ี่






 รายชอหนังสออ้างองหรอหนังสอส าหรบทจะศกษาค้นคว้า
 หน่วยการเรยนย่อย พรอมรายชอหนังสออ้างอง













 ครอธบาย และท าความเข้าใจกับผู้เรยนในเรองหลักสตร จดม่งหมายและหน่วยการ

เรยนย่อย


ขันที่ 2 แจกแบบฟอรมของสัญญาการเรยน






จุดมุงหมาย แหลงวิทยาการ/วิธการ หลักฐาน การประเมินผล








เปนส่วนทระบว่าผู้เรยน เปนส่วนทระบว่าผู้เรยน เปนส่วนทมส่งอ้างอง เปนส่วนทระบว่าผู้เรยน













ต้องการบรรลผลส าเรจ จะเรยนรได้อย่างไร หรอยืนยันทเปน สามารถเกิดการเรยนร ้ ู





ี่





ในเรองอะไร อย่างไร จากแหล่งความรใด รปธรรม ในระดับใด




ทแสดงให้เหนว่าผู้เรยน





ได้เกิดการเรยนรแล้ว


โดยเก็บรวบรวมเปน

แฟมสะสมงาน







ขันที่ 3 อธบายวิธการเขยนข้อตกลงในแบบฟอรมแต่ละช่องโดยเร่มจาก


 จดม่งหมาย




 วิธการเรยนรหรอแหล่งวิทยาการ

 หลักฐาน
 การประเมนผล


ขันที่ 4 ถามปญหาและข้อสงสัย





ขันที่ 5 แจกตัวอย่างสัญญาการเรยนให้ผู้เรยนคนละ 1 ชด
ขันที่ 6 อธบายถงการเขยนสัญญาการเรยน






23



ผู้เรยนลงมอเขยนข้อตกลงโดยผู้เรยนเอง โดยเขยนรายละเอยดทั้ง 4 ช่องในแบบฟอรม















สัญญาการเรยน นอกจากน้ผู้เรยนยังสามารถระบระดับการเรยนทั้งในระดับด ดเยียม หรอปานกลาง














ซงผู้เรยนมความตั้งใจทจะบรรลการเรยนในระดับดเยียมหรอมความตั้งใจทจะเรยนรในระดับด หรอ








พอใจ ผู้เรยนก็ต้องแสดงรายละเอยด ผู้เรยนต้องการแต่ระดับด คอ ผู้เรยนต้องแสดงความสามารถตาม





วัตถประสงค์ทกล่าวไว้ในหลักสตรให้ครบถ้วน การท าสัญญาระดับดเยียม นอกจากผู้เรยนจะบรรล ุ







ื่
วัตถประสงค์ตามหลักสตรแล้ว ผู้เรยนจะต้องแสดงความสามารถพิเศษเรองใดเรองหนงโดยเฉพาะ อันม ี

ื่




ส่วนเกียวข้องกับหลักสตร









ขันที่ 7 ให้ผู้เรยนและเพือนพิจารณาสัญญาการเรยนให้เรยบรอย ต่อไปให้ผู้เรยนเลอกเพือน






ในกล่ม 1 คน เพือจะได้ช่วยกันพิจารณาสัญญาการเรยนรของทั้ง 2 คน

ในการพิจารณาสัญญาการเรยนให้พิจารณาตามหัวข้อต่อไปน้ ี








1. จดม่งหมายมความแจ่มชัดหรอไม่ เข้าใจหรอไม่ เปนไปได้จรงหรอไม่บอกพฤตกรรมทจะให้



เกิดจรง ๆ หรอไม่









2. มจดประสงค์อนทพอจะน ามากล่าวเพิ่มเตมได้อกหรอไม่






3. แหล่งวิชาการและวิธการหาข้อมูลเหมาะสมเพียงใด มประสทธภาพเพียงใด









4. มวิธการอนอกหรอไม่ ทสามารถน ามาใช้เพื่อการเรยนร ้ ู




5. หลักฐานการเรยนรมความสอดคล้องกับจดม่งหมายเพียงใด





6. มหลักฐานอนทพอจะน ามาแสดงได้อกหรอไม่





ื่

ี่
7. วิธการประเมนผลหรอมาตรการทใช้วัดมความเชอถอได้มากน้อยเพียงใด









8. มวิธการประเมนผลหรอมาตรการอนอกบ้างหรอไม่ ในการวัดผลและประเมนผลการเรยนร ้ ู






ขันที่ 8 ให้ผู้เรยนน าสัญญาการเรยนไปปรบปรงให้เหมาะสมอกคร้งหนง



















ขันที่ 9 ให้ผู้เรยนท าสัญญาการเรยนทปรบปรงแล้วให้ครและทปรกษาตรวจดอกคร้งหนง







ี่


ี่
ฉบับทเรยบรอยให้ด าเนนการได้ตามทเขยนไว้ในสัญญาการเรยน
ขันที่ 10 การเรยนก่อนทจะจบเทอม 2 อาทตย์ ให้ผู้เรยนน าแฟมสะสมงาน (แฟมเก็บข้อมูล










ี่
Portfolio) ตามทระบไว้ในสัญญาการเรยนมาแสดง






ขันที่ 11 ครและผู้เรยนจะตั้งคณะกรรมการในการพิจารณาแฟมสะสมงานทผู้เรยนน ามาส่งและ





ส่งคนผู้เรยนก่อนส้นภาคเรยน
(ตัวอยาง)


24







การวางแผนการเรยนโดยใชสญญาการเรยน
วิธการเรยนรู ้


จุดมุงหมาย หลักฐาน การประเมินผล

แหลงวิทยาการ



1. สามารถอธบาย 1. อ่านเอกสารอ้างอง 1. ท ารายงานย่อ ให้ผู้เรยน 2 - 5 คน ประเมน



ความต้องการ ความ ทเสนอแนะในหลักสตร ข้อคดเหนจากหนังสอ รายงานและบันทกการ




ี่




สนใจ แรงจูงใจ 2. อ่านเอกสารท ่ ี ทอ่าน อภปรายการประเมนให้




ความสามารถและ เกียวข้องอน ๆ 2. บันทกการอภปราย ประเมนตามหัวข้อต่อไปน้ ี




ความสนใจของ 3. รวมกล่มรายงานและ 3. ท ารายงานและ 1. รายงานครอบคลม



ผู้ใหญ่ได้ อภปรายกับผู้เรยนอน เสนอแนะเกียวกับ เน้อหาตามความม่งหมาย












หรอกล่มการเรยนอน ทฤษฎการเรยนรเพื่อ เพียงใด

น าไป 5 4 3 2 1


ใช้กับนักศกษาผู้ใหญ่ 2. รายงานมความชัดเจน
(โดยจัดท าในรปแบบ เพียงใด

แฟมสะสมงาน) 5 4 3 2 1

3. รายงานมประโยชน์

ในการเรยนของนักศกษา


ผู้ใหญ่เพียงใด
5 4 3 2 1


โดยข้าพเจ้าจะเร่มปฏบัตตั้งแต่วันท.....เดอน.................พ.ศ. .........ถง วันท.......เดอน................พ.ศ. .......









ื่
ลงชอ.................................ผู้ท าสัญญา
( )
ลงชอ.................................พยาน
ื่
( )
ื่
ลงชอ.................................พยาน
( )

ื่
ลงชอ.................................ครผู้สอน
( )

25






การประเมินผลการเรยนโดยใชแฟมสะสมงาน
ี่




การจัดท าแฟมสะสมงาน (Portfolio) เปนวิธการส าคัญทน ามาใช้ในการวัดผลและประเมนผล

















การเรยนรทให้ผู้เรยนเรยนรด้วยตนเองโดยการจัดท าแฟมสะสมงานทมความเชอพื้นฐานทส าคัญมาจาก

การให้ผู้เรยนเรยนรจากสภาพจรง (Authentic Learning) ซงมสาระส าคัญทพอสรปได้ดังน้ ี










ื่
1. ความเชอพื้นฐานของการเรยนรูตามสภาพจรง (Authentic Learning)



1.1 ความเชอเกียวกับการจัดการศกษา




ี่







ี่

 มนษย์มสัญชาตญาณทจะเรยนร มความสามารถและมความกระหายทจะเรยนร ู ้





 ภายใต้บรรยากาศของสภาพแวดล้อมทเอ้ออ านวยและการสนับสนนจะท าให้มนษย์




สามารถทจะรเร่มและเกิดการเรยนรของตนเองได้











 มนษย์สามารถทจะสรางองค์ความรจากการปฏสัมพันธกับคนอนและจากสอทม ี







ความหมายต่อชวิต





 มนษย์มพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ ด้านสังคม และด้านสตปญญาแตกต่าง
กัน

1.2 ความเชอเกียวกับการเรยนร ู ้










 การเรยนรจะเร่มจากส่งทเปนรปธรรมไปส่นามธรรมโดยผ่านกระบวนการการ








ส ารวจตนเอง การเสรมสรางบรรยากาศของการเรยนรและการสรางบรบทของสังคมให้ผู้เรยนได้




ปฏสัมพันธกับผู้เรยนอน








 การเรยนรมองค์ประกอบทางด้านปญญาหลายด้านทั้งในด้านภาษา ค านวณ พื้นท ี ่

ื่


ดนตร การเคลอนไหว ความสัมพันธระหว่างบคคลและอน ๆ



 การแสวงหาความรจะมประสทธภาพมากยิ่งข้นถ้าอยู่ในบรบททมความหมาย











ต่อชวิต






 การแสวงหาความรเปนกระบวนการทเกิดข้นตลอดชวิต



1.3 ความเชอเกียวกับการสอน


 การสอนจะต้องยึดผู้เรยนเปนศูนย์กลาง




 การสอนจะเปนทั้งรายบคคลและรายกล่ม






 การสอนจะยอมรบวัฒนธรรมทแตกต่างกันและวิธการเรยนรทเปนเอกลักษณของ






ผู้เรยนแต่ละคน


 การสอนกับการประเมนเปนกระบวนการต่อเนองและเกียวข้องซงกันและกัน





 การสอนจะต้องตอบสนองต่อการขยายความรทไม่มทส้นสดของหลักสตรสาขาต่าง ๆ











26







1.4 ความเชอเกียวกับการประเมน






 การประเมนแบบน าคะแนนของผู้เรยนจ านวนมากมาเปรยบเทยบกัน มคณค่าน้อย

ต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรยน



 การประเมนตามสภาพจรง (Authentic Assessment) ไม่ใช่ส่งสะท้อนความสามารถ
ี่



ทมอยู่ในตัวผู้เรยน แต่จะสะท้อนถงการปฏสัมพันธระหว่างบคคลกับส่งแวดล้อมและความสามารถท ่ ี




แสดงออกมา





 การประเมนตามสภาพจรงจะให้ข้อมูลและข่าวสารทเทยงตรงเกียวกับผู้เรยนและ



กระบวนการทางการศกษา

2. ความหมายของการประเมินตามสภาพจรง (Authentic Assessment)






การประเมนตามสภาพจรง เปนกระบวนการของการสังเกตการณบันทก การจัดท าเอกสารท ี่








เกียวกับงานหรอภารกิจทผู้เรยนได้ท า รวมทั้งแสดงวิธการว่าได้ท าอย่างไร เพือใช้เปนข้อมูลพื้นฐาน




เกียวกับการตัดสนใจทางการศกษาของผู้เรยนนั้น การประเมนตามสภาพจรงมความแตกต่างจากการ







ประเมนโครงการตรงทการประเมนแบบน้ได้ให้ความส าคัญกับผู้เรยนมากกว่าการให้ความส าคัญกับผล







อันทจะเกิดข้นจากการดคะแนนของกล่มผู้เรยนและแตกต่างจากการทดสอบเนองจากเปนการวัดผลการ








ปฏบัตจรง (Authentic Assessment) การประเมนตามสภาพจรงจะได้ข้อมูลสารสนเทศเชงคณภาพอย่าง



ต่อเนองทสามารถน ามาใช้ในการแนะแนวการเรยนส าหรบผู้เรยนแต่ละคนได้เปนอย่างด ี










3. ลักษณะที่สาคัญของการประเมินตามสภาพจรง (Authentic Assessment)
 ให้ความส าคัญขอบการพัฒนาและการเรยนร ู ้

 เน้นการค้นหาศักยภาพน าเอามาเปดเผย



 ให้ความส าคัญกับจดเด่นของผู้เรยน

 ยืดถอเหตการณในชวิตจรง





 เน้นการปฏบัตจรง


 จะต้องเชอมโยงกับการเรยนการสอน








 ม่งเน้นการเรยนรอย่างมเปาหมาย

 เปนกระบวนการเกิดข้นอย่างต่อเนองในทกบรบท






 ช่วยให้มความเข้าใจในความสามารถของผู้เรยนและวิธการเรยนร ้ ู





 ช่วยให้เกิดความร่วมมอทั้งผู้ปกครอง พ่อแม่ คร ผู้เรยนและบคคลอน ๆ





4. การประเมินผลการเรยนโดยใชแฟมสะสมงาน



ี่










แฟมสะสมงาน เปนวิธการประเมนผลการเรยนรตามสภาพจรง ซงเปนวิธการทครได้น าวิธการ












มาจากศลปน (artist) มาใช้ในทางการศกษาเพือการประเมนความก้าวหน้าในการเรยนรของผู้เรยน


โดยแฟมสะสมงานมประโยชน์ทส าคัญคอ

ี่


27





 ผู้เรยนสามารถแสดงความสามารถในการท างานโดยทการสอบท าไม่ได้





 เปนการวัดความสามารถในการเรยนรของผู้เรยน






 ช่วยให้ผู้เรยนสามารถแสดงให้เหนกระบวนการเรยนร (Process) และผลงาน (Product)







 ช่วยให้สามารถแสดงให้เหนการเรยนรทเปนนามธรรมให้เปนรปธรรม















แฟมสะสมงานไม่ใช่แนวคดใหม่ เปนเรองทมมานานแล้วใช้โดยกล่มเขยนภาพ ศลปน สถาปนก


นักแสดง และนักออกแบบ โดยแฟมสะสมงานได้ถกน ามาใช้ในทางการศกษาในการเรยนการสอน





ทางด้านภาษา คณตศาสตร วิทยาศาสตร และวิชาอน ๆ ทั้งน้แฟมสะสมงานเปนวิธการทสะท้อนถง

















วิธการประเมนผลการเรยนรตามสภาพจรง (Authentic Assessment) ซงเปนกระบวนการของการรวบรวม



หลักฐานทแสดงให้เหนว่าผู้เรยนสามารถท าอะไรได้บ้างและเปนกระบวนการของการแปลความจาก



หลักฐานทได้และมการตัดสนใจหรอให้คณค่าการประเมนผลตามสภาพจรงเปนกระบวนการทใช้เพือ















อธบายถงภาระงานทแท้จรงหรอ real task ทผู้เรยนจะต้องปฏบัตหรอสรางความร ไม่ใช่สรางแต่เพียง





ี่
ี่




ข้อมูลสารสนเทศ
ี่







การประเมนโดยใช้แฟมสะสมงานเปนวิธการของการประเมนทมองค์ประกอบส าคัญคอ



 ให้ผู้เรยนได้แสดงการกระท า - ลงมอปฏบัต ิ

 สาธตหรอแสดงทักษะออกมาให้เหน


 แสดงกระบวนการเรยนร ู ้




 ผลตช้นงานหรอหลักฐานว่าเขาได้รและเขาท าได้









ซงการประเมนโดยใช้แฟมสะสมงานหรอการประเมนตามสภาพจรง โดยวิธการดังกล่าวน้


จะมลักษณะทส าคัญ คอ

ี่





 ช้นงานทมความหมาย (meaningful tasks)

ี่
 มมาตรฐานทชัดเจน (clear standard)
 มการให้สะท้อนความคด ความรสก (reflections)









 มการเชอมโยงกับชวิตจรง (transfer)


 เปนการปรบปรงและบูรณาการ (formative integrative)






 เกียวข้องกับการคดในล าดับทสงข้นไป (high – order thinking)



 เน้นการปฏบัตทมคณภาพ (quality performance)
ี่



ี่

 ได้ผลงานทมคณภาพ (quality product)

5. ลักษณะของแฟมสะสมงาน



นักการศกษาบางท่านได้กล่าวว่าแฟมสะสมงานมลักษณะเหมอนกับจานผสมส ซงจะเหนได้ว่า





















จานผสมสเปนส่วนทรวมเรองสต่าง ๆ ทั้งน้แฟมสะสมงานเปนส่งทรวมการประเมนแบบต่าง ๆ เพือการ



ี่




ี่
วาดภาพให้เหนว่าผู้เรยนเปนอย่างไร แฟมสะสมงานไม่ใช่ถังบรรจส่งของ (Container) ทเปนทรวมของ
ส่งต่าง ๆ ทจะเอาอะไรมากองรวมไว้หรอเอามาใส่ไว้ในทเดยวกัน แต่แฟมสะสมงานเปนการรวบรวม










28












หลักฐานทมระบบและมการจัดการโดยครและผู้เรยนเพือการตรวจสอบความก้าวหน้าหรอการเรยนร ู ้





ื่
ด้านความร ทักษะและเจตคตในเรองเฉพาะวิชาใดวิชาหนง

กล่าวโดยทั่วไป แฟมสะสมงานจะมลักษณะทส าคัญ 2 ประการคอ








ี่






- เปนเหมอนส่งทรวบรวมหลักฐานทแสดงความรและทักษะของผู้เรยน






- เปนภาพทแสดงพัฒนาการของผู้เรยนในการเรยนร ตลอดช่วงเวลาของการเรยน




6. จุดมุงหมายของการประเมินโดยใชแฟมสะสมงาน มีดังน้ ี




 ช่วยให้ครได้รวบรวมงานทสะท้อนถงความส าคัญของผู้เรยนในวัตถประสงค์ใหญ่ของการ
ี่



เรยนร ู ้





 ช่วยกระต้นให้ผู้เรยนสามารถจัดการเรยนรของตนเอง


 ช่วยให้ครได้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในความก้าวหน้าของผู้เรยน


 ช่วยให้ผู้เรยนได้เข้าใจตนเองมากยิ่งข้น


 ช่วยให้ทราบการเปลยนแปลงและความก้าวหน้า ตลอดช่วงระหว่างการเรยนร ู ้


 ช่วยให้ผู้เรยนได้ตระหนักถงประวัตการเรยนรของตนเอง







 ช่วยท าให้เกิดความสัมพันธระหว่างการสอนกับการประเมน
7. กระบวนการของการจดท าแฟมสะสมงาน








การจัดท าแฟมสะสมงาน มกระบวนการหรอขั้นตอนอยู่หลายขั้นตอน แต่ทั้งน้ก็สามารถปรบปรง

ได้อย่างเหมาะสม Kay Burke (1994) และคณะ ได้ก าหนดขั้นตอนของการท าแฟมสะสมงานไว้ 9 ขั้นตอน
ดังน้ ี

ขั้นท 1 การรวบรวมและจัดระบบของผลงาน




ขั้นท 2 การเลอกผลงานหลักตามเกณฑ์ทก าหนด




ี่
ขั้นท 3 การสรางสรรค์แฟมสะสมผลงาน
ขั้นท 4 การสะท้อนความคด หรอความรสกต่อผลงาน





ี่
ขั้นท 5 การตรวจสอบเพื่อประเมนตนเอง
ี่


ขั้นท 6 การประเมนผล ประเมนค่าของผลงาน

ี่

ี่





ขั้นท 7 การแลกเปลยนประสบการณกับบคคลอน

ี่
ี่
ขั้นท 8 การคัดสรรและปรบเปลยนผลงานเพื่อให้ทันสมัย



ี่

ขั้นท 9 การประชาสัมพันธ หรอจัดนทรรศการแฟมสะสมงาน

29






8. รูปแบบ (Model) ของการท าแฟมสะสมงาน สามารถด าเนนการไดดังน้ ี



 ส าหรบผู้เร่มท าไม่มประสบการณมาก่อนควรใช้ 3 ขั้นตอน

ขั้นท 1 การรวบรวมผลงาน




ขั้นท 2 การคัดเลอกผลงาน







ขั้นท 3 การสะท้อนความคด ความรสกในผลงาน

 ส าหรบผู้ทมประสบการณใหม่ ๆ ควรใช้ 6 ขั้นตอน




ขั้นท 1 ก าหนดจดม่งหมาย






ขั้นท 2 การรวบรวม


ขั้นท 3 การคัดเลอกผลงาน



ขั้นท 4 การสะท้อนความคดในผลงาน


ขั้นท 5 การประเมนผลงาน







ขั้นท 6 การแลกเปลยนกับผู้เรยน
ี่




 ส าหรบผู้ทมประสบการณพอสมควร ควรใช้ 9 ขั้นตอนดังทกล่าวข้างต้น

9. การวางแผนท าแฟมสะสมงาน




 การวางแผนและการก าหนดจดม่งหมาย ค าถามหลักทจะต้องท าให้ชัดเจน

ท าไมจะต้องให้ผู้เรยนรวบรวมผลงาน

ท าแฟมสะสมงานเพื่ออะไร








จดม่งหมายทแท้จรงของการท าแฟมสะสมงาน คออะไร





การใช้ แฟมสะสมงานในการประเมนมข้อด ข้อเสยอย่างไร






 แฟมสะสมงานไม่ใช่เปนเพียงการเรยนการสอนหรอการประเมนผล แต่เปนทั้งกระบวนการ

เรยนการสอนและการวัดผลประเมนผล


 แฟมสะสมงาน เปนกระบวนการทท าให้ผู้เรยนเปนผู้ทลงมอปฏบัตเองและเรยนรด้วยตนเอง



ี่



ี่




 การใช้แฟมสะสมงานในการประเมนจะมหลักส าคัญ 2 ประการ




เน้อหา ต้องเกียวกับเน้อหาทส าคัญในหลักสตร






การเรยนร ู ้ ผู้เรยนเปนผู้ลงมอปฏบัตเอง โดยมการบูรณาการทจะต้องสะท้อน



ี่


กระบวนการเรยนร ทั้งในเรองการอ่าน การเขยน การฟง การแก้ปญหา











และการคดระดับทสงกว่าปกต ิ





10. การเก็บรวบรวมชนงานและการจดแฟมสะสมงาน





 ความหมายของแฟมสะสมงานคอ การรวบรวมผลงานของผู้เรยนอย่างมวัตถประสงค์

เพื่อการแสดงให้เหนความพยายาม ความก้าวหน้าและความส าเรจของผู้เรยนในเรองใดเรองหนง









30






 วิธการเก็บรวบรวม สามารถจัดให้อยู่ในรปแบบของส่งต่อไปน้ ี
แฟมงาน สมดบันทก ต้เก็บเอกสาร กล่อง อัลบั้ม แผ่นดสก์









 วิธการด าเนนการเพือการรวบรวม จัดท าได้โดยวิธการ ดังน้ ี




รวบรวมผลงานทกช้นทจัดท าเปนแฟมสะสมงาน


ื่

คัดเรองผลงานเพื่อใช้ในแฟมสะสมงาน
ื่
สะท้อนความคดในผลงานทคัดเรองไว้
ี่




 รปแบบของแฟมสะสมงาน อาจมองค์ประกอบดังน้ ี


สารบัญและแสดงประวัตผู้ท าแฟมสะสมงาน




ส่วนทแสดงวัตถประสงค์/จดม่งหมาย



ส่วนทแสดงช้นงานหรอผลงาน


ส่วนทสะท้อนความคดเหนหรอความรสก











ส่วนทแสดงการประเมนผลงานด้วยตนเอง
ส่วนทแสดงการประเมนผล



ส่วนทเปนภาคผนวก ข้อมูลประกอบอน ๆ








กิจกรรมการเรยนรู ้
กิจกรรมที่ 1 ให้สรปบทบาทของผู้เรยนในการเรยนรด้วยตนเอง มาพอสังเขป










กิจกรรมที่ 2 ให้สรปบทบาทของครในการเรยนรด้วยตนเอง มาพอสังเขป




กิจกรรมที่ 3 ให้เปรยบเทยบบทบาทของผู้เรยนและคร มาพอสังเขป




กิจกรรมที่ 4 ให้สรปสาระส าคัญของ “กระบวนการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป







กิจกรรมที่ 5 ให้ผู้เรยนศกษาสัญญาการเรยนร (รายบคคล) และปรกษาคร แล้วจัดท าร่างกรอบ

แนวคดสัญญาการเรยนรรายวิชาทักษะการเรยนร ู ้






31










เรองที 3 ทักษะพื้นฐานทางการศกษาหาความรู ทักษะการแกปญหา




และเทคนคการเรยนรูดวยตนเอง






ี่



ค าถามธรรมดา ๆ ทเราเคยได้ยินได้ฟงกันอยู่บ่อย ๆ ก็คอ ท าอย่างไรเราจงจะสามารถฟงอย่างรเรอง


และคดได้อย่างปราดเปรอง อ่านได้อย่างรวดเรว ตลอดจนเขยนได้อย่างมออาชพ ทั้งน้ ก็เพราะเราเข้าใจ







ี่



กันดว่า ทั้งหมดน้เปนทักษะพื้นฐาน (basic skills) ทส าคัญ และเปนความสามารถ (competencies) ท ี่


จ าเปนส าหรบการด ารงชวิตทั้งในโลกแห่งการท างาน และในโลกแห่งการเรยนร ู ้








ี่




การฟง เปนการรบรความหมายจากเสยงทได้ยิน เปนการรบสารทางห การได้ยินเปนการเร่มต้น

ของการฟงและเปนเพียงการกระทบกันของเสยงกับประสาทตามปกต จงเปนการใช้ความสามารถทาง






ร่างกายโดยตรง ส่วนการฟงเปนกระบวนการท างานของสมองอกหลายขั้นตอนต่อเนองจากการได้ยิน







เปนความสามารถทจะได้รบรส่งทได้ยิน ตความและจับความส่งทรบรนั้นเข้าใจและจดจ าไว้ ซงเปน


















ความสามารถทางสตปญญา







การพูด เปนพฤตกรรมการสอสารทใช้กันแพร่หลายทั่วไป ผู้พูดสามารถใช้ทั้งวจนะภาษาและ


ื่


อวัจนะภาษาในการส่งสารตดต่อไปยังผู้ฟงได้ชัดเจนและรวดเรวการพูด หมายถง การสอความหมายของ






มนษย์โดยการใช้เสยง และกิรยาท่าทางเปนเครองถ่ายทอดความรความคด และความรสกจากผู้พูดไปส่ ู







ผู้ฟง








การอาน เปนพฤตกรรมการรบสารทส าคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟง ปจจบันมผู้รนักวิชาการ












และนักเขยนน าเสนอความร ข้อมูล ข่าวสารและงานสรางสรรค์ ตพิมพ์ ในหนังสอและส่งพิมพ์อน ๆ มาก


นอกจากน้แล้วข่าวสารส าคัญ ๆ หลังจากน าเสนอด้วยการพูด หรออ่านให้ฟงผ่านสอต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะ




ตพิมพ์รกษาไว้เปนหลักฐานแก่ผู้อ่านในชั้นหลัง ๆ ความสามารถในการอ่านจงส าคัญและจ าเปนยิ่งต่อการ







ี่
เปนพลเมองทมคณภาพในสังคมปจจบัน












การเขียน เปนการถ่ายทอดความรสกนกคดและความต้องการของบคคลออกมาเปนสัญลักษณ ์
ื่

ื่

คอ ตัวอักษร เพื่อสอความหมายให้ผู้อนเข้าใจจากความข้างต้น ท าให้มองเหนความหมายของการเขยน

ว่ามความจ าเปนอย่างยิ่งต่อการสอสารในชวิตประจ าวัน เช่น นักเรยนใช้การเขยนบันทกความร ท า













แบบฝกหัด และตอบข้อสอบบคคลทั่วไป ใช้การเขยนจดหมาย ท าสัญญา พินัยกรรมและค ้าประกัน เปน







ต้น พ่อค้าใช้การเขยนเพื่อโฆษณาสนค้า ท าบัญช ใบสั่งของ ท าใบเสรจรบเงน แพทย์ใช้บันทก ประวัต ิ



คนไข้ เขยนใบสั่งยาและอน ๆ เปนต้น



32




รายละเอียดกิจกรรมการเรยนรู ้






กิจกรรมที่ 1 คณเปนผู้ฟงทดหรอเปล่า

ให้ตอบแบบทดสอบต่อไปน้ ี ด้วยการท าเครองหมาย  ในช่องค าตอบทางด้านขวา เพื่อ







ประเมนว่าคณเปนผู้ฟงได้ดแค่ไหน
ความบอยครง



ลักษณะของการฟง





เสมอ สวน บางครง นาน ๆ ไมเคย


ใหญ ่ ครง
1 ปล่อยให้ผู้พูดแสดงความคดของเขาจนจบ

โดยไม่ขัดจังหวะ



2 ในการประชม หรอระหว่างโทรศัพท์ มการจดโน้ต

ี่
สาระส าคัญของส่งทได้ยิน



3 กล่าวทวนรายละเอยดทส าคัญของการสนทนากับผู้พูด

เพือให้แน่ใจว่าเราเข้าใจถกต้อง







4 พยายามตั้งใจฟง ไม่วอกแวกไปคดเรองอน

5 พยายามแสดงท่าทว่าสนใจในค าพูดของผู้อน





6 รดว่าตนเองไม่ใช่นักสอสารทด ถ้าผูกขาดการพูด






แต่ผู้เดยว


7 แม้ว่าก าลังฟงก็แสดงอาการต่าง ๆ เช่น ถาม จดสรปส่ง



ทได้ฟง กล่าวทวนประเดนส าคัญ ฯลฯ



8 ท าท่าต่าง ๆ เหมอนก าลังฟงอยู่ในทประชม เช่น






ผงกศรษะเหนด้วย มองตาผู้พูด ฯลฯ




9 จดโน้ตเกียวกับรปแบบของการสอสารทไม่ใช่ค าพูด





ของค่สนทนา เช่น ภาษากาย น ้าเสยง เปนต้น

10 พยายามทจะไม่แสดงอาการก้าวราว หรอตนเต้นเกินไป








ถ้ามความคดเหนไม่ตรงกับผู้พูด


33




ค าตอบทั้ง 5 ค าตอบ (ในแต่ละช่อง) มคะแนนดังน้ ี
เสมอ = 5 คะแนน
ส่วนใหญ่ = 4 คะแนน
กิจกรรมที่ 2

ทานคิดอยางไร บางคร้ง = 3 คะแนน


นาน ๆ คร้ง = 2 คะแนน




กับค ากลาวขางลางน้ ี
โปรดอธบาย ไม่เคย = 1 คะแนน




น าคะแนนจากทั้ง 10 ข้อ มารวมกัน เพอดว่า
คณจัดอยู่ในกล่มนักฟงประเภทไหนใน 3 กล่ม ต่อไปน้ ี







“การพูดเปนทักษะหนึง 40 คะแนนขึ้นไป คุณเปนนักฟงชนยอด








ทีมีความสาคัญทีสุดของคนเรา 25 - 39 คะแนน คุณเปนนักฟงทีดีกวาผูฟงทัว ๆ ไป












กอนทีเราจะพูดอะไรออกไปนัน ต ่าวา 25 คะแนน คุณเปนผูฟงทีตองพัฒนาทักษะการฟง









เราจะเปนนายของค าพูด เปนพิเศษ







แตเมือเราไดพูดออกไปแลว แต่ไม่ว่าจะอยู่ในกล่มไหนก็ตาม คณก็ควรจะ






ค าพูดเหลานันก็จะกลับมาเปนนายเรา” พัฒนาทักษะในการฟงของคณอยู่เสมอ เพราะว่าผู้ส่งสาร





เขียนค าอธบายของทาน (ทั้งคนและอปกรณเทคโนโลยีต่าง ๆ ) นั้ นมการ





...................................................... เปลยนแปลงและมความซับซ้อนมากข้นอยู่ตลอดเวลา





......................................................

......................................................  การพูดเปนวิธการสอสารทมนษย์ใช้กันมานาน นับพันป ี
ื่






......................................................











...................................................... และในโลกน้คงไม่มเครองมอสอสารใดทสามารถถ่ายทอดความคด

...................................................... ความรสกและ ส่งต่าง ๆ ในใจเราได้ดกว่าค าพูด ถงแม้ว่าปจจบันน้ ี









......................................................





...................................................... เทคโนโลยีในการสอสารจะได้รบการพัฒนาไปถงไหน ๆ แล้วก็ตาม

...................................................... สาเหตุทเปนเช่นน้ ก็เพราะว่าการพูดไม่ใช่แต่เพยงเสยงทเปล่งออกไป









......................................................





...................................................... เปนค า ๆ แต่การพูดยังประกอบไปด้วย น ้าเสยงสง - ต า ่ จังหวะช้า - เรว

......................................................

ี่

...................................................... และท่าทางของผู้พูด ทท าให้การพูดมความซับซ้อน และม ี

...................................................... ประสทธภาพยิ่งกว่าเครองมอสอสารใด ๆ








......................................................





...................................................... การพูดนั้นเปรยบเสมอนดาบสองคม คอ สามารถให้ทั้งคณและ
โทษแก่ตัวผู้พูดได้ นอกจากน้การพูดยังเปนอาวุธในการสอสารทคน










ส่วนใหญ่ชอบใช้มากกว่าการฟงและการเขยน เพราะคดว่าการพูดได้
มากกว่าคนอนนั้นจะท าให้ตนเองได้เปรยบ ได้ประโยชน์ แต่ทั้ง ๆทคด







อย่างนี้หลายคนก็ยังพาตัวเองไปสู่ความหายนะได้ด้วยปากเข้าท านอง





ปากพาจน ซงเหตุทเปนเช่นน้ก็เพราะรกันแต่เพยงว่าฉันอยากจะพูด




แนวการตอบ










ั้

การพูดทกครง จ าเปนตองคดและเปนการคด โดยไม่ คิดกอนพูด ไม่รว่าการพูดทจะให้คณแก่ตนเองได้นั้นควรม ี










ั้
กอนพูด เราจงจะเปนนายของค าพูดไดทกครง ลักษณะดังน้
 ถูกจังหวะเวลา  ภาษาเหมาะสม
 เน้อหาชวนตดตาม  น ้าเสยงชวนฟง




 กิรยาท่าทางด ี  มอารมณ์ขัน


 ให้ผู้ฟงมส่วนร่วม  เปนธรรมชาตและเปน





ตัวของตัวเอง

แว
ั้
ครง

34











กิจกรรมที่ 3 ให้อ่านเรอง “การมองโลกในแงดี” และสรปเรองทอ่าน ให้ได้ประมาณ 15 บรรทัด



เรอง “การมองโลกในแงดี”
ื่
ความหมายและความสาคัญของการมองโลกในแงดี





การด าเนนชวิตของมนษย์เรานั้นได้ใช้ความคดมาช่วยในการตัดสนใจเรองราวต่างๆ ทอยู่รอบตัวเราได้










อย่างเหมาะสม ซงในบางคร้งการมองโลกโดยใช้ความคดน้ ก็อาจจะมมมมองได้



หลายด้าน เช่น ทางด้านบวกและทางด้านลบ การมองโลกใน
หลักการมองโลกในแงดี



ค าว่า การมองโลกในแง่ด โดยในแง่ของภาษาสามารถแยกออกเปน 3 ค าแตกต่างจากกัน ค าท ี่
ี่
ี่


หนงคอ การมอง ค าทสองคอ โลก ค าทสาม คอ ในแง่ด ี







เปาหมายของการมอง คอ เพื่อให้เหน การจะเหนส่งใดเรามวิธเหน 2 วิธ ี









1. ใช้ตามอง เรยกว่ามองเหน เราเหนห้องน ้า กาแฟ เหนสรรพส่งในโลกเราใช้ตามอง




2. คดเหน เรากับคณแม่อยู่ห่างกันแต่พอเราหลับตาเรายังนกถงคณแม่ได้ เราไม่ได้ไปเมองนอก



มานานหลับตายังนกถงสมัยเราเรยน ๆ ทตรงนั้น อย่างน้เรยกว่าคดเหน เพราะฉะนั้นการทจะเหนส่งใด













สามารถท าได้ทั้งตากับคด



ั้

การมองโลกบางคร้ ังอาจมองดเหนปบคดเลย หรอบางทไม่ต้องเหนแต่จนตนาการ ท่านคด






และเหน





ค าว่าโลก เราสามารถแยกเปน 2 อย่าง คอ โลกทเปนธรรมชาต ปาไม้ แม่น ้า ภเขา อย่างน้เรยกว่า











เปนธรรมชาตโลกอกความหมายหนง คอ โลกของมนษย์ พวกทมนษย์อยู่เรยกว่าสังคมมนษย์







เพราะฉะนั้นเวลามองโลกอาจมองธรรมชาต บางคนบอกว่ามอง ภเขาสวย เหนทวไม้แล้วชอบ เรยกว่า






ื่
มองธรรมชาต แต่บางคร้งมองมนษย์ด้วยกัน มองเหนบคคลอนแล้วสบายใจ เรยกว่าการมองเหมอนกัน








เพราะฉะนั้นโลกจงแยกออกเปน 2 ส่วน คอธรรมชาตกับมนษย์














ค าว่าด เปนค าทมความหมายกว้างมาก ในทางปรชญาถอว่าด หมายถงส่งทจะน าไปส่ ู





ตัวอย่างเช่น ยาด หมายถงยาทน าไปส่ คอยารกษาโรคนั่นเอง มดด คอมดทน าไปส่ คอสามารถตัดอะไรได้


















หรออาหารด หมายความว่าอาหารน าไปส่ให้เรามสขภาพดข้น เพราะฉะนั้นอะไรทน าไปส่สักอย่างหนง












เราเรยกว่าด ดในทน้ดได้ 2 ทางคอ น าไปท าให้เราเกิดความสข หรอน าไปเพือให้เราท างานประสบ








ความส าเรจ ชวิตเราหนการท างานไม่ได้ หนชวิตส่วนตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นดว่ามองคนแล้วท าให้เราเกิด

ความสข ท าให้ท างานประสบความส าเรจ






ถ้ารวม 3 ตัว คอ เราเหน หรอเราคดเกียวกับคน แล้วท าให้เรามความสข เรามอง เราคดกับคนท า




ให้เราประสบความส าเรจ นคอความหมาย


ี่

35









สรปความส าคัญของค าว่า การมองโลกในแง่ด คอ 3 อย่างน้ต้องผูกพันกันเสมอคอ การคด








การท า และผลการกระท า ถ้าเราคดดเราก็ท าด ผลจะได้ดด้วย ตัวอย่างเช่น เราคดถงเรองอาหาร ถ้าเราคด




ว่าอาหารน้ด เราซ้ออาหารน้ และผลจะมต่อร่างกายเรา ถ้าเราคดถงสขภาพ เรองการออกก าลัง เราก็ไป








ี่





ออกก าลังกาย ผลทตามมาคอ ร่างกายเราแข็งแรง เพราะฉะนั้นถ้าเราคดอย่างหนง ท าอย่างหนง และผล

การกระท าออกมาอย่างหนงเสมอ








ถ้าการมองโลกจะมความส าคัญคอ จะช่วยท าให้ชวิตเรามความสข เพราะเราคดคนๆ น้ในแง่ด ี






เราจะพูดดกับเขา ผลตามมาก็คอเขาจะมปฏกิรยาในทางดกับเรา ถ้าเราคดในทางรายต่อเขา เช่น สมมต ิ


คณก าลังยืนอยู่ มคนๆ หนงมาเหยียบเท้าคณ ถ้าคดว่าคนทมาเหยียบเท้าคณ เขาไม่สบายจะเปนลม













แสดงว่าคณคดว่าเขาสขภาพไม่ด คณจะช่วยพยุงเขา แต่ถ้าคณคดว่าคนน้แกล้งคณ แสดงว่าคณมอง









ื่







ในแง่ไม่ด คณจะมปฏกิรยาคอผลักเขา เมอคณผลักเขา ๆ อาจจะผลักคณและเกิดการต่อสกันได้








เพราะฉะนั้นคดดจะช่วยท าให้ชวิตเรามความสข ถ้าคดรายหรอคดทางลบชวิตเราเปนทกข์ ถ้าคด







ในทางทดเราท างานประสบความส าเรจ ถ้าคดในแง่ลบงานของเราก็มทกข์ตามไปด้วย




ี่
ี่
(ทมา: http://www.stou.ac.th/Thai/Offices/Oce/Knowledge/4-46/page6-4-46.html)
สุขหรอทุกขข้นอยูกับอะไร














ข่าวทมผู้ถกหวยรฐบาลได้รางวัลเปนจ านวนหลายล้านบาท เรยกว่าเปนเศรษฐภายในชั่วข้ามคน














คงเปนข่าวททกท่านผ่านตามาแล้ว และก็ดเหมอนจะเปนทกขลาภอยู่ไม่น้อยทต้องหลบเลยงผู้ทมาหยิบ


ยืมเงนทอง รวมทั้ง โจร - ขโมย จ้องจะแบ่งปนเงนเอาไปใช้










ในต่างประเทศ ก็เคยมการศกษาถงชวิตคนทถกหวยในลักษณะของกรณศกษา ก็ค้นพบว่า

หลายต่อหลายคน ประสบความทกข์ยากแสนสาหัสกว่าเดม หลายรายต้องสญเสยเงนทองจ านวนมากม ี













อยู่รายหนงทสดท้ายกลับไปท างานเปนพนักงานท าความสะอาด ความเปนจรงแล้ว พบว่า วิธคด หรอ




โลกทัศนของเราต่างหากทบ่งบอกถงความสามารถในการมความสขหรอความทกข์






วิธคิดอยางไร นามาซงความสุข










คงไม่ใช่วิธคดแบบเดยวอย่างแน่นอน แต่วิธคดซงมอยู่หลายแบบและน ามาซงความสขนั้น มักม ี









พื้นฐานคล้ายๆกัน คอ การมองด้านบวกหรอคาดหวังด้านบวกรวมทั้งมองเหนประโยชนจากส่งต่าง ๆ






(แม้ว่าจะเปนเหตการณทเลวรายก็ตาม)










แต่กว่าทคนเราจะ "บรรลุ" ความเข้าใจได้ ก็อาจใช้เวลาเปนสบๆ ป เลยทเดยว ครสโตเฟอร รฟ








อดตดาราในบทบาทของซปเปอรแมน ได้ประสบอบัตเหตตกจากหลังม้า เขาเคยให้สัมภาษณในรายการ


ี่

หนงว่า เขาต้องปรบตัวอย่างมากในช่วงแรก ๆ แล้วในทสด เขาก็สามารถมความสขได้ แม้ว่าจะไม่





สามารถขยับแขนขยับขาได้ดังใจนกก็ตาม





ผู้บรหารคนหนงของบรษัทในเครอเยือกระดาษสยาม เล่าว่า เขาโชคดทถกลกค้าด่าเมอสบกว่าป ี













ทแล้วในเวลานั้น ลกค้าซงเปนผู้จัดการบรษัทแถวถนนสาธประดษฐ์ ไม่พอใจเซลล์ขายกระดาษคนก่อน






36








เปนอย่างยิ่งทปรบราคากระดาษโดยกะทันหัน จนท าให้บรษัทของเขาต้องสญเสยเงนจ านวนมาก







เขา (เซลล์ขายกระดาษ) ท่านน้ได้ใช้ความพยายามเอาชนะใจลกค้าคนน้อยู่ 6 เดอนเต็มๆ อันเปนเวลาท ี่


ออเดอรล๊อตปรากฎข้น “ผมขอบคณวิกฤตการณในคร้งนั้นมาก มันท าให้ผมเข้าใจในอาชพนักขาย และ








สอนบทเรยนทส าคัญมาจนถงปจจบัน”


ี่
จากตัวอยางดังกลาว สามารถสรุปไดวา




1. ผู้ประสบความส าเรจมักผ่านวิกฤตการณและได้บทเรยนมาแล้วทั้งส้น








ี่

2. ผู้ทจะมความสขในการท างานและใช้ชวิตได้ ย่อมต้องใช้วิธคดทเปนด้านบวกซงได้รบการ








พิสจน์มาแล้ว
หากอยากมีความสุขตองเรมจากการสรางความคิดดานบวก มองเหตุการณอยางไดประโยชน









(ทมา: http://drterd.com/news/view.asp?id=4)
ี่



เรองที 4 ปจจยทีท าใหการเรยนรูดวยตนเองประสบความสาเรจ










ความพรอมในการเรยนรด้วยตนเอง (Self-Directed Learning Readiness : SDLR) เปนส่งส าคัญ














และจ าเปนอย่างมากส าหรบผู้ทมความสนใจ มความรกจะเรยนรด้วยตนเอง วัดได้จากความรสก และ










ความคดเหนทผู้เรยนมต่อการแสวงหาความร การทบคคลจะเรยนรด้วยตนเองได้นั้นต้องมลักษณะความ













พรอมของการเรยนรด้วยตนเอง 8 ประการ ดังน้







1. การเปดโอกาสตอการเรยนรู ได้แก่ การมความสนใจในการเรยนรมากกว่าผู้อน มความ


















พึงพอใจกับความคดรเร่มของบคคล มความรกในการเรยนรและความคาดหวังว่าจะเรยนรอย่างต่อเนอง









แหล่งความรมความดงดดใจ มความอดทนต่อการค้นหาค าตอบในส่งทสงสัย มความสามารถในการ






ยอมรบและใช้ประโยชน์จากค าวิจารณได้ การน าความสามารถด้านสตปญญามาใช้ได้ มความรบผิดชอบ





ต่อการเรยนรของตนเอง






2. มีอัตมโนทัศนในดานของการเปนผูเรยนทีมีประสทธภาพ ได้แก่ การมความมั่นใจในการ






เรยนรด้วยตนเอง ความสามารถจัดเวลาในการเรยนรได้ มระเบยบวินัยต่อตนเองมความรในด้านความ













จ าเปนในการเรยนร และแหล่งทรพยากรการเรยนร มความคดเหนต่อตนเองว่าเปนผู้ทมความอยากร ้ ู












อยากเหน





3. การมีความคิดรเรมและเรยนรูดวยตนเอง ได้แก่ ความสามารถตดตามปญหายาก ๆ ได้อย่าง









คล่องแคล่ว ความปรารถนาต่อการเรยนรอยู่เสมอ ชนชอบต่อการมส่วนร่วมในการจัดประสบการณการ









เรยนร มความเชอมั่นในความสามารถทจะท างานด้วยตนเองได้ด ชนชอบในการเรยนร มความพอใจกับ












ทักษะการอ่าน การท าความเข้าใจ มความรเกียวกับแหล่งความรต่าง ๆ มความสามารถในการวางแผนการ


ท างานของตนเองได้ และมความคดรเร่มในเรองการเร่มต้นโครงการใหม่ ๆ








37









4. การมีความรบผิดชอบตอการเรยนรูของตน ได้แก่ การมทัศนะต่อตนเองในด้านสตปญญาอยู่












ในระดับปานกลางหรอสงกว่า ยินดต่อการศกษาในเรองทยาก ๆ ในขอบเขตทตนสนใจ มความเชอมั่นต่อ













หน้าทในการส ารวจตรวจสอบเกียวกับการศกษา ชนชอบทจะมบทบาทในการจัดประสบการณการเรยนร ้ ู












ด้วยตนเอง มความเชอมั่นต่อหน้าทในการส ารวจตรวจสอบเกียวกับการศกษา ชนชอบทจะมบทบาท



ในการจัดประสบการณการเรยนรด้วยตนเอง มความรบผิดชอบต่อการเรยนรของตนเอง และ








มความสามารถในการตัดสนความก้าวหน้าในการเรยนรของตนเองได้






5. รกการเรยนรู ได้แก่ มความชนชมในการเรยนรส่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ มความปรารถนา












อย่างแรงกล้าในการเรยนร มความสนกสนานกับการสบสวนหาความจรง





6. ความคิดสรางสรรค ได้แก่ มความคดทจะท าส่งต่าง ๆ ได้ด สามารถคดค้นวิธการ แปลก ๆ











ใหม่ ๆ และความสามารถทจะคดวิธต่าง ๆ ได้มากมายหลายวิธส าหรบเรองนั้น ๆ







7. การมองอนาคตในแงดี ได้แก่ การมความเข้าใจตนเองว่าเปนผู้ทมการเรยนรตลอดชวิต มความ
ี่












สนกสนานในการคดถงเรองในอนาคต มแนวโน้มในการมองปญหาว่าเปนส่งท้าทายไม่ใช่สัญญาณให้




หยุดกระท า
8. ความสามารถในการใชทักษะทางการศกษาหาความรูและทักษะการแกปญหา คอ มความ












สามารถใช้ทักษะพื้นฐานในการศกษา ได้แก่ ทักษะการฟง อ่าน เขยน จ า และมทักษะในการแก้ปญหา

รายละเอียดกิจกรรมการเรยนรู







กิจกรรมที่ 1 ให้อธบายลักษณะของ “ความพรอมในการเรยนรด้วยตนเอง” มาพอสังเขป


..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................

38





กิจกรรมที่ 2 “รูเขา รูเรา”












วัตถุประสงค เพือให้ผู้เรยนแสดงความคด และความรสกทมต่อตนเอง และผู้อน









แนวคิด ส่งแวดล้อมของการมเพือนใหม่ คอ การท าความรจักค้นเคยกัน บรรยากาศทเปนกันเองมารยาท



ทางสังคมจะเปนแนวทางการน าไปส่สัมพันธภาพทดระหว่างสมาชกในกล่มซงจะน าไปส่การแสดงความ















คดเหน การอภปรายแลกเปลยนประสบการณ และความร่วมมอในการท างาน

ค าชแจง


1. ให้ท่านคดสัญลักษณแทนตัวเองซงบ่งบอกถงลักษณะนสัยใจคอ จ านวน 1 ข้อ วาด/เขยน






ลงในช่องว่างทก าหนดให้ข้างล่าง หลังจากนั้นให้ท่านเขยนอดมการณ แนวคด หรอค าขวัญ ประจ าตัว







ลงใต้ภาพ






2. ให้ท่านไปสัมภาษณ พูด คยกับเพือนหรอคนใกล้ชด โดยการให้เพือนหรอคนใกล้ชด








คดสัญลักษณแทนตัวเองซงบ่งบอกถงลักษณะนสัยใจคอ จ านวน 1 ข้อ วาด/เขยนลงในช่องว่างท ่ ี

ก าหนดให้ข้างล่าง หลังจากนั้น ให้เขยนอดมการณ แนวคด หรอค าขวัญ ประจ าตัวลงใต้ภาพ






3. ท่านได้ข้อคดอะไรบ้างจากกิจกรรมน้ ี

กิจกรรมที่ 3 “คุณคาแหงตน”








วัตถุประสงค 1. เพือให้ผู้เรยนเกิดความตระหนักในคณค่าของตนเอง และสรางความภมใจในตนเอง


ี่

2. เพื่อให้ผู้เรยนสามารถระบปจจัยทมผลท าให้ตนได้รบความส าเรจ และความต้องการ









ความส าเรจ รวมทั้งความคาดหวังทจะได้รบความส าเรจอกในอนาคต




แนวคิด ทกคนย่อมมความสามารถอยู่ในตนเอง การมองเหนถงความส าคัญของตน จะน าไปส่การรจัก






คณค่าแห่งตน และถ้ามโอกาสน าเสนอถงความสามารถและผลส าเรจในชวิตให้ผู้อนได้รบทราบ









ในโอกาสทเหมาะสม จะท าให้คนเราเกิดความภาคภมใจยิ่งข้น การทบทวนความส าเรจในอดตจะช่วย





ี่












สรางเสรมความภมใจ ก าลังใจ เจตคตทด เกิดความเชอมั่นว่าตนเองจะเปนผู้ทสามารถเรยนรด้วยตนเอง









ได้ และความต้องการประสบความส าเรจต่อไปอกในอนาคตความรสกเหนคณค่าในตนเองอย่างแท้จรง









เปนการเหนคณค่า คณประโยชนในตนเอง เข้าใจ ตนเอง รบผิดชอบต่อทกส่งทตนเปนเจ้าของ ยอมรบ



ความแตกต่างของบคคล เหนคณค่าการยอมรบของผู้อน สามารถพัฒนาตนเองทั้งในด้านส่วนตัว ยอมรบ









ยกย่อง ศรทธาในตัวเองและผู้อน ท าให้เกิดความเชอมั่นในตนเองเปนความรสกไว้วางใจตนเอง







สามารถยอมรบในจดบกพร่อง จดอ่อนแอของตนและพยายามแก้ไข รวมทั้งยอมรบความสามารถของ












ตนเองในบางคร้ ัง และพัฒนาให้ดข้นเรอยไป เมอท าอะไรผิดแล้วก็สามารถยอมรบได้อย่างแท้จรง

และแก้ปญหาได้อย่างสรางสรรค์


39





ค าชแจง








ื่
1. ให้ผู้เรยนเขยนความส าเรจทภาคภมใจในชวิตในช่วง 5 ป ทผ่านมา จ านวน 1 เรอง และ



ื่


ตอบค าถามในประเด็น 1) ความรสกเมอประสบความส าเรจ



ี่


2) ปจจัยทมผลท าให้ตนได้รบความส าเรจ















2. ให้ผู้เรยนเขยนเรองทมความม่งหวัง ทจะให้ส าเรจในอนาคตและซงคาดว่าท าได้จรง

ื่
จ านวน 1 เรอง และตอบค าถามในประเด็น ปจจัยอะไรบ้างทจะท าให้ความคาดหวังได้รบความส าเรจใน
ี่


อนาคต

กิจกรรมที่ 4 “แปรงสฟนมหัศจรรย”




วัตถุประสงค






เพือให้ผู้เรยนตระหนักถงความส าคัญของการมองโลกในแง่ด ความคดสรางสรรค์และพัฒนาทั้ง
ี่




ความคดในด้านบวก และความคดสรางสรรค์ทมในตนเอง
ค าชแจง





1. ให้ผู้เรยนเขยนประโยชน์ของแปรงสฟน ให้ได้มากทสด ในเวลา 5 นาท ี


ี่
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………

กิจกรรมที่ 5 “บัณฑิตสูงวัย”
วัตถุประสงค





1. เพื่อให้ผู้เรยนทราบและเข้าใจในแนวคดการเรยนรด้วยตนเอง และความพรอมในการเรยนร ้ ู



ด้วยตนเอง





2. เพือน าไปส่ลักษณะการเรยนรด้วยตนเองทใฝเรยนร เหนคณค่าของการเรยนร ความสามารถ


















ี่
ทจะเรยนรด้วยตนเองความรบผิดชอบในการเรยนร การมองอนาคตในแง่ดของสมาชก รวมทั้งสมาชก





เหนความส าคัญ และตระหนักในความพรอมในการเรยนรด้วยตนเอง




40



แนวคิด










คณลักษณะพิเศษในการทจะเรยนรและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนองโดยมจ าเปนต้องรอคอยจาก


การศกษาหรอการเรยนรอย่างเปนทางการเพียงอย่างเดยว คณลักษณะพิเศษ ดังกล่าวคอ “ความพรอมใน






















การเรยนรโดยการช้น าตนเอง” ซงเปนความคดเหนว่า ตนเองมเจตคต ความร ความสามารถทจะเรยนร ้ ู





















โดยมต้องให้คนอนก าหนดหรอสั่งการ พรอมทจะเรยนรวิธการเรยนรและประเมนการเรยนร ทั้งอาจด้วย
ความช่วยเหลอจากผู้อนหรอไม่ก็ตาม การทบคคลสามารถช้น าตนเองทจะเรยนร ย่อมเปนโอกาสทบคคล






























จะเรยนรทจะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนองและเรยนรตลอดชวิต การพัฒนาการเรยนรโดยการช้น าตนเอง










ย่อมเปนหนทางทท าให้บคคลเรยนรอย่างไม่ส้นสด






ค าชแจง ให้ผู้เรยนศกษาภาพข่าว การส าเรจการศกษาจากภาพ ของ บัณฑตสงวัย พรอมอธบาย





ในประเด็น


(1) “ความรสกของท่านต่อภาพทได้เหน”






(2) “ท าไมบคคลในภาพ ถงประสบความส าเรจในการเรยนร”










กิจกรรมที่ 6 “บทสะทอนจากการเรยนรู”
วัตถุประสงค ์

เพื่อให้ผู้เรยนส ารวจตนเอง และตระหนักถงความส าคัญของความขยัน

แนวคิด


ความขยันเปนส่งทด และสามารถน าบคคลให้ประสบความส าเรจในส่งทตนเองหวังได้








ค าชแจง





ให้ผู้เรยนท าแบบทดสอบความขยันส่ความส าเรจพรอมแปลผลแบบทดสอบ


41



แบบทดสอบความขยันสูความสาเรจ



ให้ผู้เรยนท าแบบทดสอบเกียวกับความขยันของตนเองโดยขดเครองหมายว่ามลักษณะเช่นใด




ื่






โดยตอบให้ตรงกับความคดหรอความรสกของตนเองมากทสด ดังต่อไปน้ ี



ข้อ ข้อความ ใช่ ไม่ใช่ บางคร้ง
(3) (2) (1)


1 ข้าพเจ้าอยากเรยนหนังสอมากกว่าท าอย่างอน


ี่



2 ข้าพเจ้าท าการบ้านทกวิชาทครให้โดยสม าเสมอ



3 ข้าพเจ้าตั้งเปาหมายชวิตไว้แล้ว และจะด าเนนการตามนั้น
ื่
ี่
4 ข้าพเจ้าชอบค้นคว้าบทเรยนในเรองทสนใจเปนพิเศษ





5 ข้าพเจ้าชอบอธบายบทเรยนยาก ๆ ให้เพื่อนฟงเสมอ



6 ข้าพเจ้ามักจะดหนังสอโดยพยายามท าความเข้าใจบทเรยนอยู่เสมอ


7 ข้าพเจ้าคดว่าข้าพเจ้าชอบเรยนหนังสอมากกว่าบรการผู้อน




8 ข้าพเจ้าชอบมาโรงเรยนทกวัน



9 ข้าพเจ้าเหนว่าการนั่งเรยนในห้องเรยนเปนเรองทน่าเบอหน่าย












10 ข้าพเจ้ามความสขทกคร้งทให้บรการเพือนหรอคร ู









11 เมอครสั่งให้เขยนรายงานส่งข้าพเจ้ามักจะส่งทันตามก าหนดเวลา

เสมอ

12 ถ้าข้าพเจ้าได้รบมอบหมายให้ท ากิจกรรมอน ๆ นอกบทเรยน







ื่
ข้าพเจ้าจะมความรสกตนเต้นและสนใจ
13 เมอข้าพเจ้าได้รบมอบหมายให้ท างานใด ๆ ข้าพเจ้าจะท างานนั้น



ได้ส าเรจ







14 ถ้ามใครมาขอความร่วมมอจากข้าพเจ้าในเรองทไม่ใช่การเรยน


ข้าพเจ้ามักจะให้ความร่วมมอ



15 เมอมวันเวลาว่าง ข้าพเจ้าชอบท างานอดเรกมากกว่านั่งท่องหนังสอ




แหล่งทมา : http//203.146.122.12/gmidance/homeroom 2550/indexeq50.htm


42



การแปลผลคะแนน







31 - 45 คะแนน หมายถง ผู้เรยนเปนคนขยันในการเล่าเรยน มความมานะพยายาม สนใจ ศกษา

















หาความรในเรองบรการ หรอช่วยเหลอผู้อน ผู้เรยนคดว่าเปนส่งทน่าภมใจฉะนั้นผู้เรยนควรจะฝกให้



มนสัยรกการท างาน แล้วจะเปนคนทน่าคบมาก











16 - 30 คะแนน หมายถง ผู้เรยนเปนคนท าตามอารมณของตนเอง ผู้เรยนพอใจจะท าส่งใดก็ท า



ส่งนั้น ถ้าไม่ชอบก็ไม่อยากท า ควรปรบปรงตนเองให้มนสัยรกความขยัน แล้วผู้เรยนจะประสบผลส าเรจ






ในทกด้าน
1 - 15 คะแนน หมายถง ผู้เรยนเปนคนค่อนข้างจะไม่ขยันในการเล่าเรยน แต่มความสขในการ












ื่





ท างานบรการผู้อน มจตใจโอบอ้อมอาร เปนคนทน่ารกมาก ๆ สามารถด าเนนชวิตอย่างมความสข






ผูเรยนวิเคราะหตนเองเกียวกับหวขอตอไปน้ ตามความคิดเหนของตนเอง






ื่

1. ความเหนของผู้เรยนในเรองความหมายของความขยัน คอ

........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................





2. บคคลทประสบความส าเรจในชวิตเพราะความขยันหมั่นเพียรทผู้เรยนประทับใจมากทสด คอ







........................................................................................................................................................

ทั้งน้เพราะ.........................................................................................................................................
........................................................................................................................................................



3. ความขยันหมั่นเพียรมคณค่าและประโยชนต่อการศกษาเล่าเรยน คอ



........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................




4. ความขยันหมั่นเพียรมคณค่าและประโยชนต่ออาชพการงาน คอ

........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................

5. ความขยันหมั่นเพียรมคณค่าและประโยชนต่อสังคม และประเทศชาต คอ




........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version