43
ี
6. ผลเสยทเกิดจากความเกียจคราน คอ
่
ื
้
ี
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
้
ี
้
กิจกรรมที่ 7 “การเรยนรูดวยตนเองของฉน”
ั
ค าชแจง
้
ี
ี
ี
็
ิ
็
ี่
1. ให้ผู้เรยน เขยนค าถามทเปนความคดเหนของตน จ านวน 2 ประเด็น
่
ั
ิ
็
ิ
่
ประเดนแรกเกียวกับ ส่งทคดว่าส าคัญส าหรบตนเอง
ี
ี่
ิ
็
ประเด็นทสอง เปนส่งส าคัญรอบตัว
2. ให้ผู้เรยนระบหัวข้อเรองทต้องการศกษา ตามความต้องการและความสนใจของผู้เรยน จ านวน
ี
ี่
ื่
ี
ุ
ึ
้
ี
่
ื่
1 เรอง เพือก าหนดแหล่งการเรยนร
ู
ี
3. ให้ผู้เรยนก าหนดตารางการเรยน ได้แก่ จัดเวลาให้เหมาะสมกับหัวข้อทเรยน
ี
ี
ี
่
ี
่
ึ
่
ี
่
ี
่
4. ให้ผู้เรยนสรางค าถามเกียวกับหัวข้อทสนใจเพือช้แนวทางทจะศกษาค้นคว้าต่อไป
้
ี
ู
ื
ี
ี
ู
ี
้
ี
้
5. ให้ผู้เรยนวางแผนก าหนดกระบวนการเรยนร ได้แก่ การเลอกแหล่งการเรยนร วิธการน าเสนอ
ิ
ผลการเรยนร การสรางเครองมอประเมนผลการเรยนร ้ ู
ี
ี
้
ื่
ู
ื
้
ึ
่
ี
ิ
่
6. ให้ผู้เรยนด าเนนการเรยนรตามแผนทก าหนด และจัดท าบันทกประจ าวันเพือแสดงผลการปฏบัต ิ
ี
ี
ิ
ู
้
ว่าเปนไปตามเปาหมายทมการก าหนดตามแผนด้วยตนเอง นอกจากน้ ให้ผู้เรยนไปสัมภาษณผู้ร ู ้
้
์
็
ี
ี
ี
่
ี
็
กิจกรรมที่ 8 “ทางแห่งความส าเรจ”
ี
ี
วัตถุประสงค เพือให้ผู้เรยนเกิดความรความเข้าใจ ตระหนักถงการมลักษณะชวิตทจะน าไปส่ ู
ี
่
ึ
้
ี
ู
์
่
็
็
ความส าเรจและสามารถน าหลักธรรมไปใช้ในการพัฒนาตนเองให้ประสบผลส าเรจในชวิตได้
ี
ู
อย่างถกต้องเหมาะสม
44
ี
แบบประเมินตนเองหลังเรยน
ี
้
้
้
ี
ื่
้
แบบสอบถาม เรอง ความพรอมในการเรยนรูดวยตนเองของผูเรยน
ึ
ชอ........................................................นามสกุล................................................ระดับมัธยมศกษาตอนต้น
ื่
่
้
็
้
ี
ค าชแจง แบบสอบถามฉบับน้ เปนแบบสอบถามทวัดความพึงพอใจและเจตคตเกียวกับการเรยนร
ี
ี
่
ิ
ู
ี
ี
ึ
ของท่าน ให้ท่านอ่านข้อความต่าง ๆ ต่อไปน้ ซงมด้วยกัน 58 ข้อ หลังจากนั้น โปรดท า
่
ี
เครองหมาย ลงในช่องทตรงกับ ความเปนจรง ของตัวท่านมากทสด
ื่
่
็
ุ
ี
ี
่
ิ
ระดับความคิดเห็น
ึ
็
ี
ื
ุ
ี่
ี
่
มากทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความนนสวนใหญเปนเช่นน้หรอมน้อยคร้งทไม่ใช่
ั
ี
้
้
ั
ึ
่
่
้
่
่
็
มาก หมายถง ทานรูสกวา ขอความเกินครงมักเปนเช่นน้ ี
ึ
้
่
้
ึ
่
ึ
่
ปานกลาง หมายถง ทานรูสกวา ขอความจรงบ้างไม่จรงบ้างครงตอครง
ึ
ึ่
่
ิ
ึ
ิ
้
่
ึ่
่
้
ึ
น้อย หมายถง ทานรูสกวา ขอความเปนจรงบางไมบอยนก
้
่
็
่
่
้
ิ
่
ั
ึ
้
่
่
็
้
่
ึ
่
ิ
้
น้อยทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความไม่จรง ไมเคยเปนเชนน้ ี
ึ
ุ
ี่
ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย
้
้
่
่
ทีสุด กลาง ทีสุด
ี
ี
้
1. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรอยู่เสมอตราบชั่วชวิต
ู
ี
2. ข้าพเจ้าทราบดว่าข้าพเจ้าต้องการเรยนอะไร
ี
ิ
3. เมอประสบกับบางส่งบางอย่างทไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าจะหลกเลยงไปจากส่งนั้น
ื่
ิ
ี
ี
่
ี
่
้
ู
ี
ิ
้
ู
ี
4. ถ้าข้าพเจ้าต้องการเรยนรส่งใด ข้าพเจ้าจะหาทางเรยนรให้ได้
ั
5. ข้าพเจ้ารกทจะเรยนรอยู่เสมอ
่
ี
ี
้
ู
ึ
6. ข้าพเจ้าต้องการใช้เวลาพอสมควรในการเร่มศกษาเรองใหม่ ๆ
ื
่
ิ
7. ในชั้นเรยนข้าพเจ้าหวังทจะให้ผู้สอนบอกผู้เรยนทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าต้องท า
ี
ี
่
ี
อะไรบ้างอยู่ตลอดเวลา
ิ
็
็
ื
ี
่
่
8. ข้าพเจ้าเชอว่า การคดเสมอว่าตัวเราเปนใครและอยู่ทไหน และจะท าอะไร เปน
ึ
หลักส าคัญของการศกษาของทกคน
ุ
9. ข้าพเจ้าท างานด้วยตนเองได้ไม่ดนัก
ี
ี
่
10. ถ้าต้องการข้อมลบางอย่างทยังไม่ม ข้าพเจ้าทราบดว่าจะไปหาได้ทไหน
ู
ี
่
ี
ี
ี
11. ข้าพเจ้าสามารถเรยนรส่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ดกว่าคนส่วนมาก
้
ู
ี
ิ
ี
่
ื
12. แม้ข้าพเจ้าจะมความคดทด แต่ดเหมอนไม่สามารถน ามาใช้ปฏบัตได้
ี
ู
ิ
ิ
ิ
ี
ี
ิ
ี
ี
13. ข้าพเจ้าต้องการมส่วนร่วมในการตัดสนใจว่าควรเรยนอะไร และจะเรยนอย่างไร
ี
ื
่
่
็
ิ
14. ข้าพเจ้าไม่เคยท้อถอยต่อการเรยนส่งทยาก ถ้าเปนเรองทข้าพเจ้าสนใจ
่
ี
ี
ื
ี
ื
่
่
ี
ิ
ั
15. ไม่มใครอนนอกจากตัวข้าพเจ้าทจะต้องรบผิดชอบในส่งทข้าพเจ้าเลอกเรยน
่
ี
ี
ิ
ื
16. ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ว่า ข้าพเจ้าเรยนส่งใดได้ดหรอไม่
ี
ี
45
ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย
้
้
่
่
ทีสุด กลาง ทีสุด
ี
้
ี
ู
ิ
ี
17. ส่งทข้าพเจ้าต้องการเรยนรได้มากมาย จนข้าพเจ้าอยากให้แต่ละวันมมากกว่า
่
24 ชั่วโมง
้
ู
ี
ิ
ี
่
ิ
้
ู
ี
18. ถ้าตัดสนใจทจะเรยนรอะไรก็ตามข้าพเจ้าสามารถจะจัดเวลาทจะเรยนรส่งนั้นได้
ี
่
ี
ไม่ว่าจะมภารกิจมากมายเพยงใดก็ตาม
ี
ี
ี
่
ื
่
ั
19. ข้าพเจ้ามปญหาในการท าความเข้าใจเรองทอ่าน
ี
20. ถ้าข้าพเจ้าไม่เรยนก็ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้า
ี่
ี
ู
ี
ื่
21. ข้าพเจ้าทราบดว่า เมอไรทข้าพเจ้าต้องการจะเรยนรในเรองใดเรองหนง
้
ี่
ื่
ื่
ให้มากข้น
ึ
ี
ี่
22. ขอมความเข้าใจพอทจะท าข้อสอบให้ได้คะแนนสง ๆ ก็พอใจแล้ว ถงแม้ว่า
ู
ึ
ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเรองนั้นอย่างถ่องแท้ก็ตามท ี
่
ื
ุ
23. ข้าพเจ้าคดว่า ห้องสมดเปนสถานททน่าเบอ
ิ
่
ื
่
ี
็
ี
่
24. ข้าพเจ้าชนชอบผู้ทเรยนรส่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
้
ู
ิ
ี
ี่
ื่
ี
ี
ั
ู
25. ข้าพเจ้าสามารถคดค้นวิธการต่าง ๆ ได้หลายแบบส าหรบการเรยนรหัวข้อใหม่ ๆ
้
ิ
ี
ี
่
่
ิ
26. ข้าพเจ้าพยายามเชอมโยงส่งทก าลังเรยนกับเปาหมายระยะยาวทตั้งไว้
่
้
ื
ี
่
ุ
้
่
ื
ี
ู
ี
27. ข้าพเจ้ามความสามารถเรยนร ในเกือบทกเรอง ทข้าพเจ้าต้องการจะร ้ ู
ี
ั
ุ
28. ข้าพเจ้าสนกสนานในการค้นหาค าตอบส าหรบค าถามต่าง ๆ
ี
29. ข้าพเจ้าไม่ชอบค าถามทมค าตอบถกต้องมากกว่าหนงค าตอบ
ี
่
ู
ึ
่
ี
่
ู
30. ข้าพเจ้ามความอยากรอยากเหนเกียวกับส่งต่าง ๆ มากมาย
้
ิ
็
ี
ี
31. ข้าพเจ้าจะดใจมาก หากการเรยนรของข้าพเจ้าได้ส้นสดลง
ิ
ู
ุ
้
่
ื
ี
32. ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจการเรยนร เมอเปรยบเทยบกับผู้อน
ื
ี
่
้
ู
ี
่
ั
ี
33. ข้าพเจ้าไม่มปญหา เกียวกับทักษะเบ้องต้นในการศกษาค้นคว้า ได้แก่
ึ
ื
ทักษะการฟง อ่าน เขียน และจ า
ั
ิ
34. ข้าพเจ้าชอบทดลองส่งใหม่ ๆ แม้ไม่แน่ใจว่า ผลนั้นจะออกมาอย่างไร
็
ี
่
ี
ิ
ี
35. ข้าพเจ้าไม่ชอบ เมอมคนช้ให้เหนถงข้อผิดพลาดในส่งทข้าพเจ้าก าลังท าอยู่
ึ
ื
่
่
ี
ี
ี
36. ข้าพเจ้ามความสามารถในการคดค้น หาวิธแปลก ๆ ทจะท าส่งต่าง ๆ
ิ
ิ
ึ
37. ข้าพเจ้าชอบคิดถงอนาคต
ี
่
ื
38. ข้าพเจ้ามความพยายามค้นหาค าตอบในส่งทต้องการรได้ดเมอเทยบกับผู้อน
ี
ี
ิ
่
ื
้
ี
ู
่
39. ข้าพเจ้าเหนว่าปญหาเปนส่งทท้าทาย ไม่ใช่สัญญาณให้หยุดท า
ี
่
ั
็
็
ิ
40. ข้าพเจ้าสามารถบังคับตนเอง ให้กระท าส่งท คดว่าควรกระท า
ิ
ี
ิ
่
ั
ี
41. ข้าพเจ้าชอบวิธการของข้าพเจ้า ในการส ารวจตรวจสอบปญหาต่าง ๆ
42. ข้าพเจ้ามักเปนผู้น ากล่มในการเรยนร ้ ู
็
ี
ุ
ิ
็
ี
่
ื
ุ
43. ข้าพเจ้าสนกทได้แลกเปลยนความคดเหนกับผู้อน
่
ี่
46
ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย
้
้
ทีสุด กลาง ทีสุด
่
่
ี
่
ู
้
์
ี
44. ข้าพเจ้าไม่ชอบสถานการณการเรยนรทท้าทาย
45. ข้าพเจ้ามความปรารถนาอย่างแรงกล้าทจะเรยนรส่งใหม่ ๆ
ี
่
ี
ี
ิ
้
ู
46. ยิ่งได้เรยนรมาก ข้าพเจ้าก็ยิ่งรสกว่าโลกน้น่าตนเต้น
ึ
้
ู
ี
้
ู
ื
ี
่
ู
ุ
้
ี
ื่
47. การเรยนรเปนเรองสนก
็
ี
ี่
้
ู
ี
48. การยึดการเรยนรทใช้ได้ผลมาแล้ว ดกว่าการลองใช้วิธใหม่ ๆ
ี
ึ
ี
่
ื
่
ี
็
้
ี
ิ
ู
49. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรให้มากยิ่งข้น เพอจะได้เปนคนทมความเจรญก้าวหน้า
ู
้
ี
็
่
ั
ั
50. ข้าพเจ้าเปนผู้รบผิดชอบเกียวกับการเรยนรของข้าพเจ้าเอง ไม่มใครมารบผิดชอบ
ี
แทนได้
ี
็
้
51. การเรยนรถงวิธการเรยน เปนส่งทส าคัญส าหรบข้าพเจ้า
ั
ี
ิ
่
ู
ี
ึ
ี
ี
ี
่
ู
52. ข้าพเจ้าไม่มวันทจะแก่เกินไป ในการเรยนรส่งใหม่ ๆ
ี
้
ิ
ี
ี
้
่
ื
53. การเรยนรอยู่ตลอดเวลา เปนส่งทน่าเบอหน่าย
ู
่
ิ
็
54. การเรยนรเปนเครองมอในการด าเนนชวิต
้
ิ
ื
ี
็
ู
ื่
ี
ี
ี
ิ
55. ในแต่ละป ข้าพเจ้าได้เรยนรส่งใหม่ ๆ หลายๆ อย่างด้วยตนเอง
้
ู
ี
้
ู
ี
56. การเรยนร ไม่ได้ท าให้ชวิตของข้าพเจ้าแตกต่างไปจากเดม
ิ
57. ข้าพเจ้าเปนผู้เรยนทมประสทธภาพ ทั้งในชั้นเรยน และการเรยนรด้วยตนเอง
ี
ี
ิ
ี่
้
ี
็
ี
ิ
ู
58 ข้าพเจ้าเหนด้วยกับความคดทว่า “ผู้เรยนคอ ผู้น า”
ิ
่
ื
็
ี
ี
47
ี
ี
แบบประเมินตนเองหลังเรยนเรยน
ี
้
่
้
บทสะทอนทีไดจากการเรยนรู ้
ี
่
1. ส่งทท่านประทับใจในการเรยนรรายวิชาการเรยนรด้วยตนเอง
ิ
ี
ู
้
ี
้
ู
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
ี
ี่
ุ
้
ี
2. ปญหา / อปสรรค ทพบในการเรยนรรายวิชาการเรยนรด้วยตนเอง
ู
ั
ู
้
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
3. ข้อเสนอแนะเพิ่มเตม
ิ
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
48
้
ี
ี
้
แบบวัดระดับการเรยนดวยตนเองของผูเรยน
ี
็
ี
ี
ี
ี
ค าช้แจง แบบวัดน้เปนแบบวัดระดับการเรยนด้วยตนเองของผู้เรยน มจ านวน 7 ข้อ
ี
โปรดกาเครองหมาย ลงในช่อง ทตรงกับความสามารถในการเรยนด้วยตนเองตามความเปนจรงของท่าน
ื่
ี
่
ิ
็
ิ
ี
ื
1. การวินจฉัยความต้องการเน้อหาในการเรยน 5. การด าเนนการเรยน
ี
ิ
ึ
ิ
นักศกษาได้เรยนเน้อหา ตามค าอธบายรายวิชาเท่านั้น นักศกษาด าเนนการเรยน ตามแนวทางทครก าหนด
ึ
ี
ี
ี
ู
่
ื
ิ
่
ื
ื
ื
คร น าเสนอเน้อหาอน นอกเหนอจากค าอธบาย นักศกษาด าเนนการเรยน ตามแนวทางทครน าเสนอ
ี่
ิ
ู
ึ
ี
ู
ิ
ึ
ิ
ี
ื
ึ
ิ
ั
รายวิชา แล้วให้นักศกษาเลอกเรยนเพ่มเตม แล้วให้นักศกษาปรบ
ี
ี่
ิ
ื
ิ
่
ิ
ี
ื
ึ
่
ึ
ื
ึ
นักศกษาได้เสนอเน้อหาอนเพอเรยนเพ่มเตม นักศกษาด าเนนการเรยน ตามแนวทางทนักศกษา
ื
ิ
นอกเหนอจากค าอธบายรายวิชาด้วย ร่วมกันก าหนดกับคร ู
ิ
ี
ี
ึ
นักศกษาเปนผู้ก าหนดเน้อหาในการเรยนเอง นักศกษาด าเนนการเรยน ตามการก าหนดของตนเอง
็
ื
ึ
ี
ั
2. การวินจฉัยความต้องการวิธการเรยน 6. การแสวงหาแหล่งทรพยากรการเรยน
ี
ิ
ี
ู
็
ี
ี
ครเปนผู้ก าหนดว่าจะจัดการเรยนการสอนวิธใด ครเปนผู้จัดหาแหล่งทรพยากรการเรยนให้นักศกษา
ี
ั
็
ึ
ู
ี
ครน าเสนอวิธการเรยนการสอน แล้วให้นักศกษาเลอก ครเปนผู้จัดหาแหล่งทรพยากรการเรยน แล้วให้
ั
ู
ู
็
ึ
ื
ี
ี
ี
นักศกษาร่วมกับครก าหนดวิธการเรยนร ู ้ นักศกษาเลอก
ื
ึ
ู
ึ
ี
ี
นักศกษาเปนผู้ก าหนดวิธการเรยนรเอง นักศกษาร่วมกับครหาแหล่งทรพยากรการเรยน
็
ู
ึ
ี
ี
ู
ั
้
ึ
ร่วมกัน
็
ุ
ึ
ั
ี
ี
ุ
3. การก าหนดจดม่งหมายในการเรยน นักศกษาเปนผู้จัดหาแหล่งทรพยากรการเรยนเอง
ครเปนผู้ก าหนดจดม่งหมายในการเรยน
ุ
็
ุ
ี
ู
ู
ุ
ี
ครน าเสนอจดม่งหมายในการเรยน แล้วให้นักศกษาเลอก 7. การประเมนการเรยน
ุ
ิ
ื
ึ
ี
ู
ู
ี
ิ
็
นักศกษาร่วมกับครก าหนดจดม่งหมายในการเรยน คร เปนผู้ประเมนการเรยนของนักศกษา
ุ
ุ
ี
ึ
ึ
ึ
็
็
ี
ึ
ุ
ี
นักศกษาเปนผู้ก าหนดจดม่งหมายในการเรยนเอง คร เปนผู้ประเมนการเรยนของนักศกษาเปนส่วน
ิ
ู
็
ุ
ึ
ิ
ใหญ่ และเปดโอกาสให้นักศกษาได้ประเมนการเรยนของ
ี
ิ
4. การวางแผนการเรยน ตนเองด้วย
ี
นักศกษาไม่ได้เขยนแผนการเรยน มการประเมนการเรยนโดยคร ตัวนักศกษาเอง และ
ี
ี
ี
ึ
ู
ิ
ี
ึ
ึ
ั
ี
ครน าเสนอแผนการเรยนแล้วให้นักศกษาน าไปปรบแก้ เพื่อนนักศกษา
ู
ึ
ู
ึ
ี
ิ
ี
ึ
นักศกษาร่วมกับครวางแผนการเรยน นักศกษาเปนผู้ประเมนการเรยนของตนเอง
็
ี
ึ
นักศกษาวางแผนการเรยนเอง โดยการเขยนสัญญา
ี
ี
ี
ี่
ู
้
ู
้
็
ุ
ี
ี
ี
ี
การเรยนทระบจดม่งหมายการเรยน วิธการเรยน แหล่ง กระบวนการเรยนรทเปนการเรยนรด้วยตนเอง
ี
่
ุ
ุ
ี่
็
ี
ี
ี
ทรพยากรการเรยน วิธการประเมนการเรยน และวันท มความจ าเปนทจะต้องอาศัยทักษะและความร ้ ู
ี่
ิ
ั
ี
ี
ี
ิ
็
จะท างานเสรจ บางอย่าง ผู้เรยนควรได้มการตรวจสอบพฤตกรรม
ี่
ี
็
ี
ี่
้
ู
ทจ าเปนส าหรับผู้เรยนทจะเรยนรด้วยตนเอง
49
บทที่ 2
่
ี
การใชแหลงเรยนรู ้
้
สาระสาคัญ
ู
์
้
ุ
ู
้
ี
แหล่งเรยนรมความส าคัญในการพัฒนาความรของมนษย์ให้สมบูรณมากยิ่งข้น นอกเหนอจาก
ื
ี
ึ
่
ี
ุ
การเรยนในชั้นเรยน และเปนแหล่งทอยู่ให้สังคมชมชนล้อมรอบตัวผู้เรยน สามารถเข้าไปศกษาค้นคว้า
ี
ี
ี
ึ
็
ี
ู
้
เพื่อการเรยนรได้ตลอดชวิต
ี
ี
ผลการเรยนที่คาดหวัง
ู
ี
ี
ี
้
็
ู
้
ุ
1. ผู้เรยนมความร ความเข้าใจ เหนความส าคัญของแหล่งเรยนร และห้องสมดประชาชน
ี
ุ
2. ผู้เรยนสามารถใช้แหล่งเรยนร ห้องสมดประชาชนได้
้
ี
ู
ขอบขายเน้อหา
่
ื
เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของแหล่งเรยนร ู ้
ี
ี
ื
่
่
ี
เรองท 2 ห้องสมด : แหล่งเรยนร ้ ู
ี่
ื่
ุ
ุ
่
่
เรองท 3 แหล่งเรยนรส าคัญในชมชน
ื
ู
้
ี
ี
50
่
ื
ี
่
่
เรองที 1 ความหมาย และความสาคัญของแหลงเรยนรู ้
ุ
ี
ี
่
ี
ั
ู
ึ
ความรในยุคปจจบันมการเกิดข้นใหม่ และมการพัฒนาเปลยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในประเทศ
้
ึ
และทั่วโลก ประกอบกับเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถเผยแพร่สอสารถงกันได้อย่างรวดเรว ต่อเนอง
็
่
ื
่
ื
ี
่
็
ี
ุ
้
่
ี
ู
ึ
ิ
และตลอดเวลา ท าให้มนษย์จ าเปนต้องเรยนรกับส่งใหม่ ๆ ทเกิดข้นกับความเปลยนแปลงอย่างต่อเนอง
ื
่
ี
่
เพือให้สามารถปรบตัวให้สอดคล้องกลมกลนกับสังคมทไม่หยุดน่ง และสามารถด ารงชวิตได้
ื
ั
ี
ิ
่
ุ
ี
ี
ู
อย่างมความสข อย่างไรก็ตามการเรยนรในห้องเรยนย่อมไม่ทันเหตการณและเพียงพอ ต้องมการเรยนร ู ้
้
์
ุ
ี
ี
ี
้
ู
ี
ิ
้
ิ
ี
่
ู
ทกรปแบบให้ด าเนนไปพรอม ๆ กัน โดยเฉพาะการเรยนรจากส่งแวดล้อมในชมชนทมสาระเน้อหาทเปน
ื
ี
ุ
่
็
ี
ุ
้
่
ู
ื
ข้อมูลความร หรอองค์ความรเปนแหล่งให้ความร ประสบการณ ส่งแปลกใหม่ทเอ้อต่อการเรยนร ู ้
ู
็
ี
้
ู
้
์
ื
ิ
ี
ี
่
ี
ู
ึ
ประสาทสัมผัสทั้ง ตา จมูก ห ล้น กาย และใจ จงจะท าให้เรยนรได้เท่าทันความเปลยนแปลงทเกิดข้น
ึ
ิ
ี
้
ู
่
ี
ี
ี
่
ู
ี
แหล่งสถานท บรเวณ หรอทอยู่ทมองค์ความรทมนษย์สามารถเรยนรได้เรยกว่า “แหล่งเรยนร”
่
ี
ุ
ื
ิ
ู
้
้
้
ี
่
ี
ู
่
ี
ความหมาย
ิ
ี
็
่
ึ
้
แหล่งเรยนร หมายถง ถ่น ทอยู่ บรเวณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง ทมสาระเน้อหาทเปนข้อมูลความร ้ ู
ื
ี
ู
ิ
ี
่
่
ี
ี
ิ
์
ู
ื
่
ิ
ุ
้
ี
่
หรอองค์ความรทปรากฏอยู่รอบตัวของมนษย์ เมอได้ปฏสัมพันธด้วย ไม่ว่าทางตา ห จมูก ล้น กาย และใจ
ื
ู
่
ี
ี
ู
แล้วท าให้เกิดความร ความเข้าใจ มความเท่าทันความเปลยนแปลงไปของส่งต่าง ๆ ช่วยให้สามารถ
ิ
้
่
ด ารงชวิตอยู่ในโลกของการเปลยนแปลงได้อย่างเปนสขตามสมควรแก่อัตภาพ
็
ี
ี
ุ
ความสาคัญ
ุ
้
ึ
ุ
แหล่งเรยนรมบทบาทส าคัญอย่างยิ่งในการช่วยพัฒนาคณภาพของมนษย์ในยุคความรทเกิดข้น
่
ู
ี
้
ี
ู
ี
่
ี
ใหม่ๆ และเปลยนแปลงอย่างรวดเรว ดังต่อไปน้ ี
็
ี
ุ
่
ี
์
็
1. เปนแหล่งทมสาระเน้อหา ทเปนข้อมูลความรให้มนษย์เกิดโลกทัศนทกว้างไกล
่
ี
็
ู
้
ื
่
ี
ี
่
่
2. เปนสอการเรยนรสมัยใหม่ทเรยนรได้เรวและมากยิ่งข้น
ื
ึ
้
้
ู
ี
็
ู
็
ี
ึ
็
ู
ิ
ุ
้
3. เปนแหล่งช่วยเสรมการเรยนรของการศกษาทกประเภท
ี
ุ
็
ี
ู
้
ู
้
ี่
ี
ี
4. เปนแหล่งการเรยนรตลอดชวิต ทบคคลสามารถเรยนรได้ด้วยตนเอง
ี
่
ั
ุ
์
้
5. เปนแหล่งทมนษย์ได้รบประสบการณตรงจากการเข้าไปหาความรจากแหล่งก าเนด
ิ
ู
็
็
6. เปนแหล่งทมนษย์สามารถเข้าไปปฏสัมพันธให้เกิดความรเกียวกับวิทยาการใหม่ ๆ
้
ุ
่
่
ี
ู
์
ิ
ิ
7. เปนแหล่งส่งเสรมความสัมพันธอันดระหว่างคนในท้องถ่นกับผู้เข้าศกษา
ึ
์
็
ิ
ี
ี
่
ิ
ั
่
ิ
็
ิ
ิ
ิ
8. เปนส่งทช่วยเปลยนทัศนคต ค่านยมให้เกิดการยอมรบส่งใหม่ เกิดจนตนาการและ
ี
ความคดสรางสรรค์
ิ
้
ี
ิ
ุ
็
ี
9. เปนการประหยัดเงนของผู้เรยนในการใช้แหล่งเรยนรของชมชนให้เกิดประโยชนสงสด
้
ุ
ู
ู
์
ภาพจาก http://www.google.co.th/imglanding
51
้
ี
ู
ี
ึ
่
กิจกรรม ให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้าเกียวกับความหมายและความส าคัญของแหล่งเรยนร
ี
ึ
ื
จากหนังสอเรยนระดับมัธยมศกษาตอนต้น
้
ื
่
่
ี
่
เรองที 2 หองสมุด : แหลงเรยนรู ้
้
ู
้
ู
็
ุ
ห้องสมด เปนแหล่งเรยนรทส าคัญในชมชน เพราะเปนแหล่งจัดหา รวบรวมสรรพความรต่าง ๆ
ี
ี
็
ุ
่
่
ี
ทมและเกิดข้นในโลกมาจัดระบบในการอ านวยความสะดวกให้ผู้รบบรการได้เข้าถงสารสนเทศทตนเอง
ึ
ึ
ั
ี
ิ
ี่
ึ
ุ
็
ิ
ต้องการ และสนใจได้สะดวกรวดเรว ตลอดจนจัดกิจกรรมสนับสนนส่งเสรมการอ่าน การศกษาค้นคว้า
่
ุ
หาความร เพือให้เกิดการใช้บรการให้มากทสด
้
ู
ิ
่
ี
้
ความหมายของหองสมุดประชาชน
ึ
่
ั
ึ
ี่
ุ
ห้องสมดประชาชน หมายถง สถานทจัดหารวบรวมทรพยากรสารสนเทศเพือการอ่านการศกษา
ี
ิ
ุ
ิ
่
ค้นคว้าทกชนด มการจัดระบบหมวดหมู่ตามหลักสากลเพือการบรการ และจัดบรการอย่างกว้างขวาง
ิ
แก่ประชาชนในชมชน สังคม ในประเทศและต่างประเทศ โดยไม่จ ากัดเพศ วัย ความร เช้อชาต
ู
ุ
ื
ิ
้
ี่
ี
ิ
ั
็
ุ
ุ
ิ
ศาสนา รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสรมการอ่าน โดยรฐเปนผู้สนับสนนทางการเงน และมบคลากรทม ี
ิ
ู
้
์
ั
็
ความรทางบรรณารกษ์ศาสตรเปนผู้ด าเนนการ
่
ี
ุ
ุ
ี
ิ
ห้องสมดเปนแหล่งเรยนรส าคัญในชมชนทใกล้ชดกับผู้เรยนมากทสด แทบทกอ าเภอ
ี
ุ
็
ุ
ี
่
ู
้
จะมห้องสมดประชาชน สังกัด กศน. ให้บรการได้แก่ ห้องสมดประชาชนจังหวัด ห้องสมดประชาชน
ุ
ุ
ิ
ี
ุ
ี
ี
ี
่
็
ื
ี
ั
ุ
่
ี
“เฉลมราชกุมาร” และห้องสมดประชาชนอ าเภอ นอกจากน้ยังมห้องสมดประเภทอนอก ทั้งทรฐเปน
ิ
ุ
ิ
่
ี
ึ
ุ
ิ
ผู้สนับสนนและเอกชนด าเนนการเอง ซงมวัตถประสงค์ในการจัดตั้งแตกต่างกัน อาจจะบรการประชาชน
ุ
้
ุ
ุ
ื
ทั่วไปหรอกล่มเปาหมายเฉพาะ ซงผู้ใช้บรการสามารถสอบถามได้เปนแห่งๆไป เช่น ห้องสมดประชาชน
็
ิ
่
ึ
ี
ุ
็
ิ
ุ
ุ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่น ห้องสมดประชาชนของกรงเทพมหานคร ห้องสมดโรงเรยน เปนต้น
ี
ี
ในทน้จะแนะน าห้องสมดต่างๆ ดังน้ ี
่
ุ
ิ
ี
1. ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร”
ุ
ุ
2. ห้องสมดโรงเรยน
ี
3. ห้องสมดมหาวิทยาลัย
ุ
4. หอสมดแห่งชาต ิ
ุ
ุ
5. ห้องสมดเฉพาะ
52
้
ี
1.หองสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมาร”
่
ี
ิ
ั
็
ิ
ุ
ในวโรกาสม่งมงคลสมัยทสมเดจพระเทพรตนราชสดาฯ สยามบรมราชกุมาร ทรงเจรญ
ี
ิ
พระชนมายุ 36 พรรษา เมอปพุทธศักราช 2534 กระทรวงศกษาธการได้รบพระราชทานพระราชานญาต
ี
ั
ื่
ึ
ุ
ให้ด าเนนโครงการจัดตั้งห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” เพือเฉลมพระเกียรตและสนองแนว
ี
ิ
ิ
ิ
ิ
ุ
่
ึ
ิ
ั
ิ
พระราชด ารในการส่งเสรมการศกษาส าหรบประชาชน
้
บทบาทหนาที่
1. ศูนย์ข่าวสารข้อมูลของชมชน
ุ
ี
ิ
้
ู
ุ
2. ศูนย์ส่งเสรมการเรยนรของชมชน
3. ศูนย์กลางจัดกิจกรรมของชมชน
ุ
้
ี
หองสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมาร” อ าเภอเมือง 4. ศูนย์กลางสนับสนนเครอข่ายการเรยนรในชมชน
ุ
ู
ุ
ื
้
ี
ราชบุร ี
ภาพจาก library4902.blogspot.com
บรการของหองสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมาร”
้
ิ
ี
ี
ื
ุ
ิ
ุ
ุ
ลักษณะเด่นของห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” คอ ห้องสมดทกแห่งจะได้รบ
ั
ุ
พระราชทานหนังสอจาก สมเด็จพระเทพรตนราชสดาฯ สยามบรมราชกุมาร เพือน ามาให้บรการแก่
ิ
ี
ื
่
ั
็
ี
ิ
ุ
ิ
ประชาชน รวมทั้งพระองค์จะเสดจเปดห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” ทกแห่งด้วยพระองค์เอง
ุ
ภายในห้องสมดประกอบด้วย ห้องต่าง ๆ ดังน้ ี
ุ
1. หองอานหนงสอทั่วไป
ั
ื
้
่
ี
ภายในห้องอ่านหนังสอทั่วไปจะเน้นบรรยากาศทเรยบง่าย สะดวกสบาย แม้การจัดหมวดหมู่
่
ื
ี
่
ึ
ี
หนังสอจะใช้ระบบมาตรฐานสากล แต่จะมค าแนะน าง่าย ๆ เพืออ านวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บรการ ซงม ี
ื
ิ
่
ความหลากหลายต่างวัยต่างระดับความร
ู
้
ั
้
2. หองเด็กและครอบครว
ั
็
ุ
ิ
ิ
ี
ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” แต่ละแห่งได้จัดบรเวณเฉพาะส าหรบเดก เยาวชน
ี
่
และครอบครว จัดกิจกรรมทเดกและครอบครวสามารถมส่วนร่วม และแสดงออก เช่น การเล่านทาน
็
ั
ั
ี
ิ
ี
ุ
การแสดงละครห่น การวาดภาพ การแข่งขันอ่านเขยน
3. หองโสตทัศนศกษา
้
ึ
็
ี
ห้องโสตทัศนศกษาเปนห้องทม่งพัฒนาให้เปนศูนย์เทคโนโลยีทางการศกษาของอ าเภอ
ึ
็
ึ
่
ุ
53
4. หองอเนกประสงค ์
้
ิ
ี
ี
ู
ุ
ิ
้
ี
ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” มบทบาทในการเปนศูนย์ส่งเสรมการเรยนรของประชาชน
็
ึ
ึ
ื
ี
่
ี
ในการวางแผนเบ้องต้น จงก าหนดให้มห้องอเนกประสงค์ทจะสามารถจัดกิจกรรมการศกษา
ุ
ิ
ทหลากหลายทั้งในรปของพิพิธภัณฑ์ท้องถ่น นทรรศการ การอภปราย การพบกล่มของนักศกษา
ู
ิ
ึ
ี
่
ิ
ื
ี
หรอการเรยนการสอน กล่มสนใจ
ุ
้
5. หองเฉลิมพระเกียรติ
่
ี
ิ
เปนห้องจัดแสดงหนังสอพระราชนพนธ รวมทั้งส่งของทสมเดจพระเทพฯ ทรงออกแบบ
ิ
์
็
ื
็
ิ
สมเด็จพระเทพรตนราชสดาฯ สยามบรมราชกุมาร มพระราชประสงค์ให้ห้องสมดประชาชน “เฉลมราช
ี
ุ
ุ
ี
ั
ู
่
ี
ิ
ิ
ิ
่
กุมาร” จัดรวบรวมข้อมูลเกียวกับ อ าเภอ และจังหวัดทตั้งในรปของสถต เอกสารส่งพิมพ์ บทสัมภาษณ ์
ี
ี
ี
่
ิ
ั
ุ
ุ
ี
แผนท ตลอดจนภาพถ่าย ในปจจบัน ศูนย์ข้อมูลภายในห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” ยังมความ
ี
ื
่
แตกต่างกันในความสมบูรณ และวิธการน าเสนอ แต่ส่วนใหญ่จะมข้อมูลในเรองดังต่อไปน้ ี
์
ี
1. ข้อมูลสภาพทั่วไป
2. ข้อมูลทางสังคม
3. ข้อมูลทางการเมองการปกครอง
ื
ึ
4. ข้อมูลทางการศกษา
5. ข้อมูลทางศลปวัฒนธรรม
ิ
6. ข้อมูลทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
์
7. ข้อมูลทางการเกษตร
8. ข้อมูลทางอตสาหกรรม
ุ
9. ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
้
หองสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมาร" อ าเภอสาม หองสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมาร" อ าเภอทา ่
ี
ี
้
พราน จ.นครปฐม ตูม จ.สุรนทร
์
ิ
ภาพจาก http://library1812.blogspot.com/ ภาพจากhttp://202.143.148.85/libinfow3be/
54
้
ี
2. หองสมุดโรงเรยน
ุ
่
ึ
่
ึ
ี
ื
ี
ี
่
ห้องสมดโรงเรยน หมายถง ห้องสมดทจัดตั้งข้นในโรงเรยน หรอสถานทจัดการศกษาต ากว่า
ุ
ี
ึ
ี
ึ
ุ
ุ
็
ี
ี
ระดับอดมศกษา มวัตถประสงค์ส าคัญเพื่อให้เปนศูนย์กลางการเรยนของนักเรยน และการสอนของคร ู
ุ
ู
ู
ุ
ึ
ห้องสมดโรงเรยน จะจัดหาวัสดตามหลักสตรเพือให้บรการแก่นักเรยน และคร ความส าคัญอกอย่างหนง
่
ี
ี
่
ิ
ี
ั
ื
ู
็
ี
ั
ิ
คอ เปนการปลกฝงนสัยรกการอ่านของนักเรยน
่
ี
บทบาทและหน้าทของห้องสมดโรงเรยนม 3 ประการ ดังน้ ี
ี
ุ
ี
ึ
็
1. เปนศูนย์กลางของการศกษาค้นคว้าของการเรยน
ี
ี
ี
ั
ึ
่
็
2. เปนศูนย์กลางฝกวิจารณญาณในการอ่าน มบรรณารกษ์ท าหน้าทแนะน าการอ่าน
็
ุ
ิ
ี
3. เปนศูนย์กลางอปกรณการสอน นอกจากการส่งเสรมการเรยนของนักเรยน แล้วยัง
์
ี
ิ
ส่งเสรมการสอนของครด้วย
ู
้
ี
หองสมุดโรงเรยนสารวิทยา หองสมุดโรงเรยนแมพระฟาติมา
้
่
ี
ภาพจาก http://librarianmagazine.com ภาพจาก www.taradgame.com
้
3. หองสมุดมหาวิทยาลัย
ี
ึ
็
้
ู
ุ
ห้องสมดวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เปนแหล่งเรยนรหลักในสถาบันอดมศกษา มบทบาทหน้าท ี ่
ุ
ี
ส่งเสรมการเรยนการสอนตามหลักสตรทเปดในวิทยาลัย หรอมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เปนส าคัญ โดยการจัด
ื
็
่
ี
ู
ี
ิ
ิ
ู
ู
้
รวบรวมหนังสอ และสอความรอน ๆ ในสาขาวิชาตามหลักสตร ส่งเสรมช่วยเหลอการค้นคว้าวิจัยของ
ิ
ื่
ื
ื
ื่
อาจารย์และนักศกษา ส่งเสรมพัฒนาการทางวิชาการของอาจารย์ และนักศกษา จัดท าบรรณานกรม และ
ุ
ึ
ึ
ิ
ั
ิ
ี่
ดรรชนส าหรบการค้นหาเรองราวทต้องการ แนะน านักศกษาในการใช้หนังสออ้างอง บัตรรายการ และ
ี
ื
ื่
ึ
ุ
ิ
ุ
ั
ู
ื
ุ
ิ
็
ค่มอส าหรบการค้นเรอง เช่น ห้องสมดมหาวิทยาลัยสโขทัยธรรมาธราช เปนห้องสมดมหาวิทยาลัยเปด
ื
่
ี
ี
ิ
มชอเรยกว่า “ส านักบรรณสารสนเทศ” มบรการทั้งในมหาวิทยาลัยส่วนกลาง ระดับภาค และระดับ
ี
ื
่
ี
จังหวัด ทประชาชนมโอกาสเข้าใช้บรการได้
ิ
ี่
55
ี
ิ
่
ี
ุ
นอกจากน้ ี ยังมห้องสมดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทประชาชนสามารถเข้าไปใช้บรการได้
โดยเสยค่าบรการตามอัตราทห้องสมดแห่งนั้นเรยกเก็บ รวมทั้งกฎ กตกา ข้อบังคับ ให้ยึดถอตามประกาศ
ี
ิ
ิ
ี
ื
ุ
ี
่
ุ
ของห้องสมดแห่งนั้น
หองสมุดมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สานกหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร
้
ั
ภาพจาก www.oknation.net/blog/reading ภาพจาก www.rd1677.com/rd_pitsanulok
4. หอสมุดแหงชาติ
่
็
ิ
ุ
ื
่
ึ
ี
็
ี
ู
ี
่
้
ุ
่
ุ
ุ
ี
่
ี
่
หอสมดแห่งชาต ถอเปนห้องสมดทใหญ่ทสด เปนแหล่งเรยนรทส าคัญทสดแห่งหนงในประเทศ
่
ิ
ี
ั
ิ
ี
่
ื
่
ื
ู
ทด าเนนการโดยรฐบาล บทบาทหน้าทหลัก ได้แก่ การรวบรวมหนังสอ ส่งพิมพ์ และสอความร
้
ุ
ทกอย่างทผลตข้นในประเทศ และทกอย่างทเกียวกับประเทศไม่ว่าจะจัดพิมพ์ในประเทศใด ภาษาใด เปน
่
็
ี
ุ
่
ึ
่
ี
ิ
็
ุ
ิ
ิ
ั
ู
ี่
ี
ู
การอนรกษ์สอความรทเปนทรพย์สนทางปญญาของชาตไม่ให้สญไป และให้มไว้ใช้ในอนาคต นอกจาก
ื่
ั
ั
้
ึ
ี
่
ี
่
ุ
ิ
รวบรวมส่งพิมพ์ในประเทศแล้ว ยังมหน้าทรวบรวมหนังสอทมคณค่าซงพิมพ์ในประเทศอนไว้
ี
ื
่
ื
ี
่
็
เพือการศกษา ค้นคว้า อ้างอง ตลอดจนท าหน้าทเปนศูนย์รวมบรรณานกรมต่าง ๆ และจัดท าบรรณานกรม
ุ
ุ
ิ
่
ึ
ี
่
ิ
่
แห่งชาตออกเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกันว่ามหนังสออะไรบ้างทผลตข้นในประเทศ หอสมดแห่งชาต
ี
ิ
ิ
ี
ุ
ึ
ื
ิ
จงเปนแหล่งให้บรการความรแก่คนทั้งประเทศ ช่วยเหลอการค้นคว้า วิจัย ตอบค าถาม และให้ค าแนะน า
ึ
ื
ู
็
้
่
ึ
ื
ปรกษาเกียวกับหนังสอ
้
บทบาทและหนาที่
ั
ิ
1. ด าเนนการจัดหา รวบรวม และสงวนรกษาทรพย์สนทางปญญา วิทยาการ ศลปกรรม
ั
ิ
ิ
ั
ี
ื
และวัฒนธรรมของชาตในรปของหนังสอตัวเขยน เอกสารโบราณ และจารก หนังสอตัวพิมพ์
ึ
ู
ิ
ื
ุ
่
ื
่
ื
่
สอส่งพิมพ์ สอโสตทัศนวัสด และสออเล็กทรอนกส ทผลตจากในประเทศ และต่างประเทศ
ิ
ื
ิ
ิ
์
ิ
่
ี
์
ั
ิ
2. ศกษา วิเคราะห วิจัย ด าเนนงานด้านเทคนควิชาการบรรณารกษศาสตร สารนเทศศาสตร
ึ
ิ
ิ
์
์
ึ
และเทคโนโลยีสารนเทศตามหลักมาตรฐานสากล ตลอดจนให้การฝกอบรมแก่บคลากรของหน่วยงาน
ิ
ุ
ึ
และสถาบันการศกษา
56
ู
ิ
3. ให้บรการการอ่าน ศกษาค้นคว้า และวิจัยแก่ประชาชน เพือให้เปนแหล่งเรยนรตลอดชวิต
ี
็
้
ี
่
ึ
และการศกษาตามอัธยาศัย
ึ
ิ
็
4. เปนศูนย์ประสานงานระบบสารนเทศทางวิชาการแห่งชาต ิ
5. เปนศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาตแห่งประเทศไทย และภูมภาคเอเชยตะวันออกเฉยงใต้
ี
ี
็
ิ
ิ
ี
ื
ุ
ศูนย์ก าหนดเลขมาตรฐานสากลประจ าหนังสอและวารสาร ศูนย์ก าหนดรายละเอยดทางบรรณานกรม
ื
ิ
ี่
ี่
ิ
ของหนังสอทจัดพิมพ์ในประเทศ และเปนศูนย์กลางแลกเปลยน และยืมส่งพิมพ์ในระดับชาตและ
็
นานาชาต ิ
ิ
ิ
ิ
6. เปนคลังส่งพิมพ์ของชาต และศูนย์รวบรวมส่งพิมพ์ขององค์กรสหประชาชาต ิ
็
ิ
ี
ื
่
ื
ิ
ิ
ื
่
่
7. ปฏบัตงานร่วมกัน หรอสนับสนนการปฏบัตงานของหน่วยงานอนทเกียวข้อง หรอท ่ ี
ุ
ิ
ั
ได้รบมอบหมาย
ุ
่
ิ
หอสมดแห่งชาต นอกจากทตั้งอยู่ทท่าวาสกร กรงเทพมหานครแล้ว ยังมหอสมดแห่งชาต
ี
่
ุ
ี
ี
ุ
ุ
ิ
ี
ี
ิ
สาขาอยู่ในภมภาคต่างๆ อก 17 แห่ง
ู
หอสมุดแหงชาติ(ทาวาสุกร) หอสมุดแหงชาติรชมังคลาภิเษก จนทบุร
่
ี
่
ี
ั
ั
่
ภาพจาก www.trueplookpanya.com ภาพจาก thai-culture.net/chanthaburi/
่
่
บรการของหอสมุดแหงชาติ ทาวาสุกร ี
ิ
้
็
่
ึ
ิ
นอกจากการให้บรการการอ่าน ศกษาค้นคว้า และวิจัยแก่ประชาชน เพือเปนแหล่งเรยนร
ี
ู
ึ
ิ
ี
ตลอดชวิตและการศกษาตามอัธยาศัยแล้ว ยังมบรการอน ๆ ดังตัวอย่าง
ี
ื่
ี
ิ
1. บรการอนเทอรเนต เพือศกษาค้นคว้า และเปนแหล่งเรยนรตลอดชวิตของนักเรยน
็
่
ึ
็
ี
ิ
์
ู
้
ี
ี
นักศกษา ผู้ศกษาค้นคว้า วิจัย และประชาชนทั่วไป โดยไม่เสยค่าใช้จ่าย
ึ
ึ
ิ
ั
ุ
ิ
ิ
2. บรการวิทยานพนธ และรายงานการวิจัย ปจจบันส านักหอสมดแห่งชาต ให้บรการ
ิ
ุ
์
์
ิ
วิทยานพนธตั้งแต่ป พ.ศ. 2546 - ปปจจบัน
ี
ุ
ั
ี
57
ี
่
ุ
์
่
ิ
ิ
3. บรการโสตทัศนวัสด ให้บรการเกียวกับแผนท CD, DVD สารคด/ การตูน
ี
์
ิ
ึ
ิ
ี
และภาพยนตรทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ แถบบันทกเสยงธรรมะ และนทานอสป
ิ
ื
4. บรการเลขมาตรฐานสากลประจ าหนังสอ วารสาร
ุ
ื
5. บรการข้อมูลทางบรรณานกรมของหนังสอ
ิ
้
5. หองสมุดเฉพาะ
ุ
ื
ุ
่
ึ
ห้องสมดเฉพาะ คอ ห้องสมดซงรวบรวมหนังสอในสาขาวิชาบางสาขาโดยเฉพาะ มักเปน
็
ื
่
ื
ิ
ึ
่
ื
ี
ส่วนหนงของหน่วยงานราชการ องค์การ บรษัทเอกชน หรอธนาคาร ท าหน้าทจัดหาหนังสอ และ
ิ
่
่
ื
ู
้
ิ
ี
ให้บรการความร ข้อมูล และข่าวสารเฉพาะเรองทเกียวข้องกับการด าเนนงานของหน่วยงานนั้น ๆ
่
ห้องสมดเฉพาะจะเน้นการรวบรวมรายงานการค้นคว้า วิจัย วารสารทางวิชาการ เช่น ห้องสมด มารวย
ุ
ุ
่
็
ึ
่
ุ
ซงเปนห้องสมดของตลาดหลักทรพย์แห่งประเทศไทย จัดตั้งข้นเพือเปนแหล่งสารสนเทศด้านตลาดเงน
ั
็
ึ
ิ
ตลาดทน และสาขาวิชาทเกียวข้อง ก่อนจะปรบปรงรปลักษณใหม่ และเปลยนชอเปน “ห้องสมดมารวย”
ี่
ั
ุ
ุ
ื่
ู
ุ
์
ี
่
่
็
ุ
ิ
ิ
่
็
ี
่
ในป พ.ศ. 2547 เพือเปนเกียรตแด่ ดร.มารวย ผดงสทธ์ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรพย์ฯ คนท 5
ั
ิ
ี
้
หองสมุดมารวย
ภาพจาก http://www.thaigoodview.com หองสมุดธนาคารแหงประเทศไทย
่
้
ภาพจากhttp://www.bot.or.th
ี
่
้
เรองที 3 แหลงเรยนรูสาคัญในชุมชน
่
่
ื
้
ู
่
ี
ี
ี
ุ
ู
้
ุ
ี
ี
่
นอกจากแหล่งเรยนรประเภทห้องสมดตามทกล่าวมาแล้ว ยังมแหล่งเรยนรทส าคัญในชมชน
อกจ านวนมาก แต่จะขอกล่าวถงแหล่งเรยนรทผู้เรยนควรทราบและศกษาเพือประกอบการเรยนร ู ้
ี
ี
ึ
ึ
่
ี
ี
ี
้
่
ู
ดังต่อไปน้ ี
1. พิพิธภัณฑ์
2. ศาสนสถาน
ิ
3. อนเทอรเนต
็
์
58
1. พิพิธภัณฑ ์
ู
้
ี
พิพิธภัณฑ์เปนแหล่งเรยนรทรวบรวม รกษา ค้นคว้า วิจัย และจัดแสดงหลักฐานวัตถส่งของ
็
ุ
ิ
ั
่
ี
็
ิ
ึ
ิ
ี่
์
ุ
ิ
ิ
ทสัมพันธกับมนษย์และส่งแวดล้อม เปนบรการการศกษาทให้ความร และความเพลดเพลนแก่ประชาชน
้
ี
่
ู
ี
่
็
ทั่วไป เน้นการจัดกิจกรรมการศกษาทเอ้อให้ประชาชนสามารถเรยนรด้วยตัวเองอย่างอสระเปนส าคัญ
ี
ึ
ิ
ื
้
ู
ี
ุ
ึ
่
ู
ี
พิพิธภัณฑ์มหลากหลายรปแบบ มการจัดแบ่งประเภทแตกต่างกันไป ซงกล่าวโดยสรปได้ว่าประเภท
ของพิพิธภัณฑ์สามารถแบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังน้ ี
็
ก. พิพิธภัณฑ์สถานประเภททั่วไป (Encyclopedia Museum) เปนสถาบันทรวมวิชาการ
ี่
ุ
ทกสาขาเข้าด้วยกัน โดยจัดเปนแผนก ๆ
็
ี่
ิ
็
ิ
ุ
ข. พิพิธภัณฑ์สถานศลปะ (Museum of Arts) เปนสถาบันทจัดแสดงงานศลปะทกแขนง
์
ิ
ิ
เช่น พิพิธภัณฑ์สถานศลปะการแสดง หอศลป พิพิธภัณฑ์ศลปะสมัยใหม่ เปนต้น
็
ิ
์
ค. พิพิธภัณฑ์สถานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (Museum of Science and Technology)
ื
่
่
ี
็
เปนสถาบันทจัดแสดงวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตรด้านต่าง ๆ เช่น เครองจักรกล โทรคมนาคม
์
ยานอวกาศ และวิวัฒนาการเกียวกับเครองมอการเกษตร เปนต้น
็
ื่
ื
่
ิ
็
ง. พิพิธภัณฑ์สถานธรรมชาตวิทยา (Natural Science Museum) เปนสถาบันทจัดแสดง
ี่
ิ
ิ
่
่
เรองราวของธรรมชาตเกียวกับเรองของโลก ดน หน แร่ สัตว์ พืช รวมทั้งสวนสัตว์ สวนพฤกษชาต
ิ
ื
ิ
ื
่
วนอทยาน และพิพิธภัณฑ์สัตว์น ้า และสัตว์บกด้วย
ุ
พพธภัณฑ์สัตว์น ้าราชมงคลศรวชัย จังหวัดตรง
ิ
ั
ิ
ี
ิ
www.aquariumthailand.com
่
์
่
พิพิธภัณฑสถานแหงชาตินาน
www.travelthaimagazine.com
ิ
ี่
จ. พิพิธภัณฑ์สถานประวัตศาสตร (Historical Museum) เปนสถาบันทจัดแสดงหลักฐาน
์
็
ิ
็
์
ึ
ี
ทางประวัตศาสตร แสดงถงชวิตความเปนอยู่ วัฒนธรรมและประเพณ พิพิธภัณฑ์ประเภทน้ ีอาจแยก
ี
่
่
ื
่
ื
ึ
เฉพาะเรองก็ได้ เช่น พิพิธภัณฑ์ทรวบรวม และจัดแสดงหลักฐานทางประวัตศาสตร ซงเกียวกับการเมอง
ิ
่
ี
์
ื
์
การทหาร เศรษฐกิจ สังคม หรอการแสดงบ้านและเมองประวัตศาสตร ทั้งน้ ีรวมถงโบราณสถาน
ื
ึ
ิ
ี
อนสาวรย์ และสถานทส าคัญทางวัฒนธรรม
ี่
ุ
59
ิ
ื
ี
ฉ. พิพิธภัณฑ์สถานชาตพันธวิทยา และประเพณพื้นเมอง (Museum of Ethnology) และ
ุ
์
ิ
ึ
ึ
่
ิ
่
่
ี
การจ าแนกชาตพันธ และอาจจัดเฉพาะเรองราวของท้องถ่นใดท้องถ่นหนง ซงเรยกว่าพิพิธภัณฑ์สถาน
ื
ิ
ุ
์
ื
ื
ู
ี
ิ
พื้นบ้าน และถ้าจัดแสดงกลางแจ้งโดยปลกโรงเรอน จัดสภาพแวดล้อมให้เหมอนสภาพจรง ก็เรยกว่า
พิพิธภัณฑ์สถานกลางแจ้ง (Open-air Museum)
์
้
พิพิธภัณฑพระปกเกลา
ภาพจาก www.kingprajadhipokmuseum.org
ภาพจาก www.pamame.com
ภาพจาก www.bloggang.com
2. ศาสนสถาน
่
็
ี
็
็
วัด โบสถ์ มัสยิด เปนศาสนสถานทเปนรากฐานของวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ เปนศูนย์กลาง
็
ี
ี
่
ี
่
ู
ุ
ุ
ี
ทส าคัญในการท ากิจกรรมทางศาสนาของชมชน และเปนแหล่งเรยนรทมค่ามากในทกด้าน เช่น การให้
้
ิ
การอบรมตามค าสั่งสอนของศาสนา การให้การศกษาด้านศลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนยมประเพณ ี
ึ
ี
ุ
พิธกรรมต่าง ๆ นับว่าเปนการให้การศกษาทางอ้อมแก่ประชาชน เช่น วัดพระเชตพนวิมล มังคลาราม
ี
็
ึ
เปนแหล่งเรยนรด้านการนวดแผนโบราณเพื่อรกษาโรค ต ารายาสมนไพร วัดพระศรรตนศาสดาราม เปน
ั
ี
ั
ี
ุ
็
็
้
ู
้
ี
แหล่งเรยนรด้านจตรกรรมฝาผนังเรอง รามเกียรต์ ิ
ู
่
ื
ิ
60
ั
มัสยิดกลางปตตานี
ภาพจาก travel.sanook.com/gallery
ี
้
ั
วัดพระศรรตนศาสดาราม (วัดพระแกว)
ภาพจาก www.bhodhiyalaya.com
โบสถ ภาพจาก www.oknation.net
์
กิจกรรม
ื
1. ให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้าเรองศาสนสถานเพิ่มเตมจากอนเทอรเนต
่
ิ
ี
ึ
์
็
ิ
ุ
ี
ี
ี
2. ให้ผู้เรยนแต่ละคนไปส ารวจวัด โบสถ์ และมัสยิดทอยู่ในชมชน ต าบล เขยนประวัต ิ
่
ี
่
็
็
ิ
ี
ความเปนมา ความส าคัญ ส่งทจะเรยนรได้จากวัด โบสถ์ และมัสยิด จัดท าเปนรายงานส่งคร ู
ู
้
3. อินเทอรเนต
็
์
อินเทอรเนต (Internet) คืออะไร
์
็
่
ื
ื
ี
ื
ุ
่
์
็
ิ
อนเทอรเนต เปนระบบเครอข่ายทเชอมโยงทั่วโลกเข้าด้วยกัน เหมอนใยแมงมม หรอ
็
ื
ี
ี
่
ื่
ุ
world wide web (www.) จึงเปนแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ทมข้อมูลทก ๆ ด้าน ทั้งภาพ เสยง ภาพเคลอนไหว
ี
็
ื
่
ื
ี
่
ี
ื
็
็
์
ึ
ให้ผู้สนใจเข้าไปศกษาค้นคว้าได้สะดวก รวดเรว และง่าย มคอมพิวเตอรเปนเครองมอ ผู้ทใช้เครอข่ายน้ ี
่
์
สามารถสอสารถงกันได้หลาย ๆ ทาง เช่น อเมล์ (E-mail) เว็บบอรด (Web board) แชทรม (Chat room)
ื
ู
ึ
ี
้
การสบค้นข้อมูล และข่าวสารต่าง ๆ รวมทั้งคัดลอกแฟมข้อมูล และโปรแกรม มาใช้ได้
ื
ความสาคัญของอินเทอรเนต
์
็
หลายประเทศทั่วโลกก าลังให้ความส าคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information
่
ึ
ื
ี
้
ี
ู
ึ
ี
Technology) หรอเรยกโดยย่อว่า “ไอท (IT)” ซงหมายถงความรในวิธการประมวลผล จัดเก็บ รวบรวม
ี
ื
ิ
่
์
็
็
ื
เรยกใช้ และน าเสนอข้อมูล อนเทอรเนตเปนเครองมอส าคัญอย่างหนงในการประยุกต์ใช้ไอท หากเรา
่
ึ
ี
ึ
จ าเปนต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารในการท างานประจ าวัน อนเทอรเนตจะเปนช่องทางทท าให้เราเข้าถง
็
์
็
็
่
ี
ิ
61
ั
ุ
่
ุ
์
็
ี
ื
็
ข้อมูลข่าวสาร หรอเหตการณความเปนไปต่าง ๆ ทั่วโลกทเกิดข้นได้ในเวลาอันรวดเรว ในปจจบัน
ึ
ื
่
ื
่
ิ
ุ
ื
็
์
สามารถสบค้นข้อมูลได้ง่ายกว่าสออน ๆ อนเทอรเนตเปนแหล่งรวบรวมข้อมูลแหล่งใหญ่ทสดของโลก
็
่
ี
็
ประวัติความเปนมาของอินเทอรเนต
์
็
็
ิ
์
ั
ิ
ิ
ื
อนเทอรเนตถอก าเนดข้นคร้งแรก โดยองค์กรทางทหารของสหรฐอเมรกา ชอว่า
ึ
ั
ื
่
็
์
ยู.เอส.ดเฟนซ (U.s.Defence Department) เปนผู้คดค้นระบบข้นมา ส าหรบประเทศไทยการเชอมต่อ
ั
ิ
่
ื
ึ
ี
ุ
์
ื
่
ี
ี
็
ิ
ู
์
ื
เข้าส่อนเทอรเนต มจดก าเนดมาจากเครอข่ายคอมพิวเตอร ระหว่างมหาวิทยาลัย หรอทเรยกว่า
ี
ิ
“แคมปสเนตเวิรก” (Campus Network) เครอข่ายดังกล่าวได้รบการสนับสนนจาก “ศูนย์เทคโนโลยี
ั
ื
ั
ุ
์
็
ิ
ื
ิ
์
อเล็กทรอนกส และคอมพิวเตอรแห่งชาต” (NECTEC) จนกระทั่งในเดอนสงหาคม ป พ.ศ. 2535 ได้เชอม
์
ิ
ิ
ี
ื่
ึ
ี
็
์
์
ู
ิ
เข้าส่อนเทอรเนตโดยสมบูรณ ถ้าจะกล่าวถงพัฒนาการประเทศไทย ตั้งแต่ ป พ.ศ. 2530 ได้เร่มมการ
ิ
ี
็
ตดต่อกับอนเทอรเนตโดยใช้ E-mail โดยเร่มท “มหาวิทยาลัยสงขลานครนทร วิทยาเขตหาดใหญ่” และ
ิ
์
์
ี
ิ
ิ
่
ิ
็
ี
สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชยเปนแห่งแรก
ี
้
อินเทอรเนตเปนแหลงเรยนรูสาคัญในโลกปจจุบัน
็
่
์
ั
็
่
ทจรงแล้วอนเทอรเนตเปนทั้งช่องทางการเรยนรส่แหล่งเรยนรอนเองด้วย เราสามารถใช้ช่องทาง
ี
้
ี
้
ี
ู
ู
ู
ื
่
์
็
็
ิ
ิ
ี
่
ุ
ี
ั
่
ี
็
ิ
น้ท าอะไรได้มากมายโดยทเราก็คาดไม่ถง เหตผลส าคัญทท าให้อนเทอรเนตเปนแหล่งเรยนรทได้รบความ
็
ู
ี
่
ึ
์
้
ี
ิ
ื
นยมแพร่หลาย คอ
่
็
ื
ื
์
ิ
ิ
1. การสอสารบนอนเทอรเนตไม่จ ากัดระบบปฏบัตการของเครองคอมพิวเตอร
์
่
ิ
็
2. อนเทอรเนตไม่มข้อจ ากัดในเรองของระยะทาง
ื
์
่
ิ
ี
ิ
ู
็
์
3. อนเทอรเนตไม่จ ากัดรปแบบของข้อมูล
ความสาคัญของอินเทอรเนต
็
์
์
็
1. ความสาคัญของอินเทอรเนตกับงานดานตาง ๆ
้
่
ึ
1.1 ด้านการศกษา
1) สามารถใช้แหล่งค้นคว้าหาข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทง ด้านการแพทย์ และ
ิ
่
ื
่
ี
อนๆ ทน่าสนใจ
ี
ื
ื
ิ
่
์
็
็
2) ระบบเครอข่ายอนเทอรเนตจะท าหน้าทเสมอนเปนห้องสมดขนาดใหญ่
ุ
3) ผู้ใช้สามารถใช้อนเทอรเนตตดต่อกับแหล่งเรยนรอนๆ เพือค้นหาข้อมูลทก าลัง
่
ี
้
ู
่
ิ
็
์
ี
ิ
ื
่
ึ
ศกษาอยู่ได้ ทั้งทข้อมูลทเปนข้อความ เสยง ภาพเคลอนไหวต่าง ๆ เปนต้น
ี
็
็
่
ื
ี
ี
่
่
1.2 ด้านธรกิจและการพาณชย์
ิ
ุ
ุ
่
ุ
ิ
ิ
1) ในการด าเนนงานธรกิจ สามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพือช่วยในการตัดสนใจทางธรกิจ
ื
ิ
2) สามารถซ้อขายสนค้าผ่านระบบเครอข่ายอนเทอรเนต
ื
์
ิ
็
3) บรษัท หรอองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปดให้บรการ และสนับสนนลกค้าของตนผ่าน
ู
ุ
ิ
ิ
ิ
ื
62
็
ื
ิ
ระบบเครอข่ายอนเทอรเนตได้ เช่น การให้ค าแนะน า สอบถามปญหาต่าง ๆ ให้แก่ลกค้าแจกจ่ายตัว
์
ู
ั
็
ี
โปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรอโปรแกรมแจกฟร (Freeware) เปนต้น
ื
1.3 ด้านการบันเทง
ิ
1) การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบ
ิ
ื
์
็
ี
ี
เครอข่ายอนเทอรเนต ทเรยกว่า Magazine Online รวมทั้งหนังสอพิมพ์ และข่าวสารอน ๆ โดยม ี
ื
่
ื
่
้
ื
ื
์
ี
่
ภาพประกอบทจอคอมพิวเตอรเหมอนกับวารสารตามรานหนังสอทั่ว ๆ ไป
ั
็
์
ื
2) สามารถฟงวิทยุผ่านระบบเครอข่ายอนเทอรเนตได้
ิ
์
ึ
3) สามารถดงข้อมูล (Download) ภาพยนตรตัวอย่าง ทั้งภาพยนตรใหม่ และเก่า
์
2. ความสาคัญของการเรยนรูทางอินเทอรเนต
้
ี
์
็
่
ื
ิ
็
์
2.1 การจัดเก็บข้อมูลจากอนเทอรเนตได้ง่าย และสอสารได้รวดเรว
็
ิ
2.2 ความครบถ้วนของข้อมูลจากอนเทอรเนต
็
์
็
2.3 ความรวดเรวของเครอข่ายอนเทอรเนต
์
็
ิ
ื
์
่
็
3. การเรยนรูผานเครอขายอินเทอรเนตมีตนทุนประหยัด
ี
ื
้
่
้
กิจกรรม
1. ให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้าเพ่มเตมเรอง อนเทอรเนต
ิ
ื่
ี
ึ
็
ิ
ิ
์
2. ให้ผู้เรยนบอกถงความแตกต่างระหว่างห้องสมด กับอนเทอรเนต
ิ
์
ึ
ี
็
ุ
ี
ิ
็
ึ
ี
ี
์
3. ให้ผู้เรยนบอกถงความส าคัญของอนเทอรเนต ว่ามความส าคัญกับตัวผู้เรยนในด้านใดบ้าง
ั
ุ
และ สามารถน าไปใช้ประโยชน์ส าหรบชมชนของตนเองได้อย่างไร
ื
็
การสบคนขอมูลทางอินเทอรเนต
้
้
์
ี
ในการสบค้นหาข้อมูลผ่านเครอข่ายอนเทอรเนต มเครองมอทช่วยในการสบค้นทสะดวก
็
ี
ื
่
ื
่
ี
่
ื
ิ
ื
ื
์
ึ
่
ี
ี
เรยกว่า โปรแกรมค้นหา (Search Engine) ซงโปรแกรมค้นหาน้สามารถใช้ได้หลายภาษา เช่น ภาษาไทย
ี่
ื
ี่
ิ
็
ี
ภาษาอังกฤษ ภาษาจน โปรแกรมค้นหาทเปนทนยมทสามารถใช้ภาษาไทย คอ เว็บไซต์กูเกิล (Google)
ี่
้
้
้
ขันตอนในการใชโปรแกรมคนหา
1. เปดโปรแกรมอนเทอรเนต (Internet Explorer)
ิ
์
ิ
็
ุ
่
ื่
2. พิมพ์ชอเว็บไซต์ www.google.com ลงในช่องแอ็ดเดรส (Address) แล้วกดปม Go
ึ
หรอกดเอ็นเทอร (Enter) รอจนหน้าต่างของเว็บไซต์กูเกิล Google ข้น
์
ื
63
ี
3. หน้าต่างของเว็บไซต์กูเกิล google มส่วนประกอบดังภาพด้านล่าง
ู
ี่
ี
4. มบรการทสามารถเข้าถงได้สะดวกในการค้นหา 6 รายการ คอ รปภาพ กล่มข่าว บล็อก
ื
ิ
ุ
ึ
สารบัญ เว็บ Gmail และเพิ่มเตม
ิ
่
ี
5. พิมพ์ค าส าคัญ หรอส่งทต้องการค้นหาในช่องค้นหา แล้วกดปมค้นหา โดย google
่
ิ
ุ
ื
ุ
6. เมอกดปมค้นหาโดย Google ก็จะข้นรายละเอยดของเว็บไซต์เกียวข้องกับค าส าคัญ
ึ
ื่
่
่
ี
ื
หรอส่งทต้องการค้นหา
่
ี
ิ
ี
้
ี่
ี
7. คลกข้อความทขดเสนใต้เพื่อศกษารายละเอยด จะมการเชอมโยง (Link) ไปเว็บไซต์ท ี่
ี
ึ
ื่
ิ
ต้องการ
กิจกรรม
็
ี
่
ิ
ิ
่
ิ
็
ี
์
ื
ี
ให้ผู้เรยนสบค้นข้อมูลทางอนเทอรเนตเกียวกับศลปวัฒนธรรมท้องถ่นทเปนภูมล าเนาของผู้เรยน
ิ
ื
็
สรปเปนรายงานส่งคร พรอมทั้งเขยนแผนภมเสนทางการสบค้นข้อมูล ดังกล่าวด้วย
ู
ุ
ี
้
้
ิ
ู
64
่
้
่
ื
แบบทดสอบ เรอง การใชแหลงเรยนรู ้
ี
ึ
ระดับมัธยมศกษาตอนตน
้
่
่
้
็
้
1. ขอใดเปนแหลงรวบรวมขอมูลสารสนเทศ มากทีสุด
ุ
ก. ห้องสมด
ข. อนเทอรเนต
์
ิ
็
ค. สวนสาธารณะ
ุ
ง. อทยานแห่งชาต ิ
่
้
่
ั
ื
2. หองสมุดประเภทใดทีเก็บรวบรวมทรพยากรสารสนเทศทีมีเน้อหาเฉพาะวิชา
ี
ิ
ก. ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร”
ุ
ข. ห้องสมดโรงเรยนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ี
ุ
ุ
ค. ห้องสมดมารวย
ง. ห้องสมดอ าเภอ
ุ
้
ี
่
้
3. แหลงเรยนรู หมายถึงขอใด
ี่
ู
ก. สถานทให้ความรตามอัธยาศัย
้
์
ข. แหล่งค้นคว้าเพือประโยชนในการพัฒนาตนเอง
่
ู
้
ึ
ค. แหล่งรวบรวมความรและข้อมูลเฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนง
่
์
้
ู
ี
้
ี
ง. แหล่งข้อมูลและประสบการณทส่งเสรมให้ผู้เรยนแสวงหาความรและเรยนรด้วยตนเอง
ู
ิ
ี
่
ั
4. ถานกศกษาตองการรูเกียวกับโลกและดวงดาว ควรไปใชบรการแหลงเรยนรูใด
้
่
้
ิ
้
่
้
้
ึ
ี
ก. ท้องฟาจ าลอง
้
ข. เมองโบราณ
ื
ค. พิพิธภัณฑ์
ุ
ง. ห้องสมด
่
ื
้
้
ั
5. หนงสอประเภทใดทีหามยืมออกนอกหองสมุด
ื่
ก. เรองแปล
ข. นวนยาย
ิ
ื
ิ
ค. หนังสออ้างอง
ั
ง. วรรณกรรมส าหรบเด็ก
65
ิ
้
้
ึ
้
้
้
6. เหตุใดหองสมุดจงตองก าหนดระเบียบและขอปฏิบัติในการเขาใชบรการ
่
ก. เพืออ านวยความสะดวกต่อผู้ใช้บรการ
ิ
ิ
่
ุ
ข. เพือสนองความต้องการแก่ผู้ใช้บรการทกคน
่
ี
ิ
ุ
็
้
ค. เพือให้การบรหารงานห้องสมดเปนไปอย่างเรยบรอย
ิ
ง. เพือให้เกิดความเปนธรรมและความเสมอภาคแก่ผู้ใช้บรการ
่
็
้
่
้
ิ
่
้
่
้
้
ั
็
7. การจดท าคูมือการใชหองสมุดเพือใหขอมูลเกียวกับหองสมุด เปนบรการประเภทใด
ก. บรการข่าวสารข้อมูล
ิ
ข. บรการสอนการใช้ห้องสมด
ิ
ุ
ค. บรการแนะน าการใช้ห้องสมด
ุ
ิ
ิ
ง. บรการตอบค าถามและช่วยการค้นคว้า
่
่
้
้
่
ิ
่
ิ
ึ
้
้
่
้
8. ความสาคัญของหองสมุดขอใดทีชวยใหผูใชบรการมีจตสานกทีดีตอสวนรวม
้
ู
ก. ช่วยให้รจักแบ่งเวลาในการศกษาหาความร ู ้
ึ
ี
ข. ช่วยให้มความรเท่าทันโลกยุคใหม่ตลอดเวลา
้
ู
ู
ค. ช่วยให้มนสัยรกการค้นคว้าหาความรด้วยตนเอง
ิ
ี
้
ั
ิ
ุ
ั
ั
ง. ช่วยให้ระวังรกษาทรพย์สน ส่งของของห้องสมด
ิ
9. หองสมุดประเภทใดใหบรการทุกเพศ วัย และความรู ้
ิ
้
้
ุ
ก. ห้องสมดเฉพาะ
ข. ห้องสมดโรงเรยน
ี
ุ
ุ
ค. ห้องสมดประชาชน
ง. ห้องสมดมหาวิทยาลัย
ุ
10. หองสมุดมารวยเปนหองสมุดประเภทใด
้
็
้
ก. ห้องสมดเฉพาะ
ุ
ข. ห้องสมดโรงเรยน
ี
ุ
ุ
ค. ห้องสมดประชาชน
ุ
ง. ห้องสมดมหาวิทยาลัย
66
้
้
ี
่
็
่
11. ขอใดเปนแหลงเรยนรูทีทีสาคัญในการท ากิจกรรมทางศาสนาและสอนคนใหเปนคนดี
็
้
่
ก. วัด
ข. มัสยิด
ค. โบสถ์
ู
ุ
ง. ถกทกข้อ
้
์
็
์
็
12. ขอใดเปนประโยชนของอินเทอรเนต
็
ก. สะดวก รวดเรว
ื
่
ข. สอสารได้หลายช่องทาง
ี
ิ
่
ื
ค. มภาพน่งและภาพเคลอนไหว
ุ
ู
ง. ถกทกข้อ
13. http://www.nfe.go.th ค าวา th หมายถึงอะไร
่
ก. ตัวย่อประเทศ
ข. ตัวย่อหน่วยงานต้นสังกัด
ค. ตัวย่อของประเภทองค์กร
์
ิ
ง. ตัวย่อของผู้ให้บรการอนเทอรเนต
็
ิ
ี
้
14. กลุมค า ทีใชในการคนหาขอมูลเรยกวาอะไร
่
่
่
้
้
ก. Password
ข. Keyword
ค. word
ง. Microsoft Word
์
์
็
15. ลิงค (Link)ในอินเทอรเนตหมายถึงอะไร
ก. การขาดหายของข้อมูลในเว็บเพจ
ข. การเชอมโยงของข้อมูลในเว็บเพจ
ื่
ค. การค้นหาข้อมูลในเว็บเพจ
ู
ง. ผู้ดแลและผู้ใช้ในเว็บเพจ
แนวค าตอบ ข้อ 1 ข ข้อ 2 ค ข้อ 3 ง ข้อ 4 ก ข้อ 5 ค ข้อ 6 ง ข้อ 7 ค ข้อ 8 ง
ข้อ 9 ค ข้อ 10 ก ข้อ 11 ง ข้อ 12 ง ข้อ 13 ก ข้อ 14 ข ข้อ 15 ข
67
บทที่ 3
การจัดการความรู
้
สาระสาคัญ
้
ุ
็
ื่
ื
ู
ื
การจัดการความรเปนเครองมอของการพัฒนาคณภาพของงาน หรอสรางนวัตกรรมในการ
้
้
ู
็
ท างาน การจัดการความรจงเปนการจัดการกับความรและประสบการณทมอยู่ในตัวคน และความร ู ้
ึ
่
ี
ี
ู
้
์
์
เด่นชัด น ามาแบ่งปนให้เกิดประโยชนต่อตนเองและองค์กรด้วยการผสมผสานความสามารถของคนเข้า
ั
ด้วยกันอย่างเหมาะสม มเปาหมายเพื่อการพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาองค์กรให้เปนองค์กรแห่งการ
้
็
ี
เรยนร ้ ู
ี
่
ผลการเรยนรูทีคาดหวัง
ี
้
้
ิ
ุ
ู
ี
่
ึ
1. วิเคราะหผลทเกิดข้นของขอบข่ายความร ตัดสนคณค่า ก าหนดแนวทางพัฒนา
์
ู
็
้
2. เหนความสัมพันธของกระบวนการจัดการความร กับการน าไปใช้ในการ
์
ิ
พัฒนาชมชนปฏบัตการ
ุ
ิ
้
ู
3. ปฏบัตตามกระบวนการจัดการความรได้อย่างเปนระบบ
็
ิ
ิ
หัวขอบทเรยน
้
ี
เรองท 1 ความหมาย ความส าคัญ หลักการ
ี่
ื่
กระบวนการจัดการความร ู ้
การรวมกล่มเพือต่อยอดความร ู ้
่
ุ
ึ
เรองท 2 การฝกทักษะและกระบวนการจัดการความร ู ้
ื่
ี่
68
่
ื
แบบทดสอบเรองการจดการความรู ้
ั
่
้
่
่
้
่
ค าชแจง : จงกากบาท X เลือกขอทีทานคิดวาถูกตองทีสุด
ี
้
1. การจัดการความรเรยกสั้น ๆ ว่าอะไร
้
ี
ู
ก. MK
ข. KM
ค. LO
ง. QA
้
ื
2. เปาหมายของการจัดการความรคออะไร
ู
้
ก. พัฒนาคน
ข. พัฒนางาน
ค. พัฒนาองค์กร
ุ
ู
ง. ถกทกข้อ
ู
ุ
3. ข้อใดถกต้องมากทสด
ี่
ก. การจัดการความร หากไม่ท า จะไม่ร ้ ู
ู
้
ื
ู
้
ู
ี่
้
ข. การจัดการความรคอการจัดการความรของผู้เชยวชาญ
้
ู
้
ค. การจัดการความรถอเปนเปาหมายของการท างาน
ื
็
ื
ู
ู
้
ี
็
ง. การจัดการความรคอการจัดการความรทมในเอกสาร ต ารา มาจัดให้เปน
้
ี่
ระบบ
้
ู
4. ขั้นสงสดของการเรยนรคออะไร
ื
ี
ู
ุ
ั
ก. ปญญา
ข. สารสนเทศ
ค. ข้อมูล
ง. ความร ู ้
ุ
ิ
ิ
5. ชมชนนักปฏบัต (Cop) คออะไร
ื
ก. การจัดการความร ้ ู
้
ข. เปาหมายของการจัดการความร ู ้
ี
ค. วิธการหนงของการจัดการความร ู ้
่
ึ
ง. แนวปฏบัตของการจัดการความร ู ้
ิ
ิ
69
้
ู
ู
6. รปแบบการจัดการความรตามโมเดลปลาทู ส่วน “ท้องปลา” หมายถงอะไร
ึ
้
ก. การก าหนดเปาหมาย
ี่
ี
ข. การแลกเปลยนเรยนร ู ้
็
ค. การจัดเก็บเปนคลังความร ้ ู
ง. ความรทชัดแจ้ง
ี่
้
ู
่
ี
ี
่
้
ี
ื
ู
7. ผู้ทท าหน้าทกระต้นให้เกิดการแลกเปลยนเรยนรคอใคร
ุ
่
ี
ุ
ก. คณเอ้อ
ื
ุ
ข. คณอ านวย
ค. คณกิจ
ุ
ิ
ิ
ุ
ง. คณลขต
ี
8. สารสนเทศเพือเผยแพร่ความรในปจจบันมอะไรบ้าง
ั
่
ู
้
ุ
ก. เอกสาร
ข. วีซด ี
ี
ค. เว็บไซต์
ง. ถกทกข้อ
ู
ุ
่
ี
9. การจัดการความรด้วยตนเองกับชมชนแห่งการเรยนรมความเกียวข้องกัน
้
ู
้
ี
ุ
ู
ื
หรอไม่ อย่างไร
ุ
็
่
้
ก. เกียวข้องกัน เพราะการจัดการความรในบคคลหลาย ๆ คน รวมกันเปน
ู
ุ
ุ
ชมชน เรยกว่าเปนชมนมแห่งการเรยนร ้ ู
ี
ุ
ี
็
้
่
ู
ื
ข. เกียวข้องกัน เพราะการจัดการความรให้กับตนเองก็เหมอนกับจัดการความร ู ้
ให้ชมชนด้วย
ุ
็
่
ุ
ั
้
ู
ค. ไม่เกียวข้องกัน เพราะจัดการความรด้วยตนเองเปนปจเจกบคคล ส่วน
ุ
ู
้
็
ุ
ชมชนแห่งการเรยนรเปนเรองของชมชน
ี
่
ื
็
่
้
ู
ุ
ี
ี
ุ
ู
ง. ไม่เกียวข้องกัน เพราะชมชนแห่งการเรยนรเปนการเรยนรเฉพาะกล่ม
้
ิ
ั
ี
่
็
ุ
10. ปจจัยทท าให้การจัดการความรการรวมกล่มปฏบัตการประสบผลส าเรจคออะไร
้
ู
ิ
ื
ก. พฤตกรรมของคนในกล่ม
ิ
ุ
ข. ผู้น ากล่ม
ุ
ค. การน าไปใช้
ุ
ง. ถกทกข้อ
ู
เฉลย 1) ข 2) ง 3) ก 4) ก 5) ค 6) ข 7) ข 8) ง 9) ก 10) ง
70
เรองที่ 1 ความหมาย ความสาคัญ หลักการ
ื่
ั
กระบวนการจดการความรู
้
่
่
่
การรวมกลุมเพือตอยอดความรู ้
ั
และการจดท าสารสนเทศเผยแพรความรู ้
่
ั
ความหมายของการจดการความรู ้
ึ
ึ
ู
้
้
การจัดการ (Management) หมายถง กระบวนการในการเข้าถงความรและการถ่ายทอดความรท ี ่
ู
่
ึ
ิ
ิ
่
ต้องด าเนนการร่วมกันกับผู้ปฏบัตงาน ซงอาจเร่มต้นจากการบ่งช้ความรทต้องการใช้ การสรางและ
ู
ี
ี
ิ
้
ิ
้
ู
้
้
ู
่
แสวงหาความร การประมวลเพือกลั่นกรองความร การจัดการความรให้เปนระบบ การสรางช่องทางเพื่อ
้
ู
้
็
การสอสารกับผู้เกียวข้อง การแลกเปลยนความร การจัดการสมัยใหม่ใช้กระบวนการทางปญญาเปนส่ง
็
ิ
ี่
่
่
ู
้
ั
ื
ิ
ึ
ี่
ิ
ิ
ส าคัญในการคด ตัดสนใจ และส่งผลให้เกิดการกระท า การจัดการจงเน้นไปทการปฏบัต ิ
่
ี
้
ู
ู
ิ
ิ
็
ึ
ิ
่
ิ
ู
ความร (Knowledge) หมายถง ความรทควบค่กับการปฏบัต ซงในการปฏบัตจ าเปนต้องใช้ความร ู ้
ึ
้
ิ
ิ
ิ
ื
ี่
ิ
ทหลากหลายสาขาวิชามาเชอมโยงบูรณาการเพื่อการคดและตัดสนใจและลงมอปฏบัต จดก าเนดของ
ุ
ื่
ิ
ี
็
้
ู
่
ี
ื
ื
ความรคอสมองของคน เปนความรทฝงลกอยู่ในสมอง ช้แจงออกมาเปนถ้อยค าหรอตัวอักษรได้ยาก
็
้
ึ
ู
ั
ความรนั้นเมอน าไปใช้จะไม่หมดไป แต่จะยิ่งเกิดความร เพิ่มพูนมากข้นอยู่ในสมองของผู้ปฏบัต ิ
ู
ื
ิ
้
ู
้
่
ึ
ี
ุ
ั
ื
ู
้
ในยุคแรก ๆ มองว่า ความรหรอทนทางปญญา มาจากการจัดระบบและการตความ
ี
ิ
ึ
่
ิ
ู
ี
ู
้
สารสนเทศ ซงสารสนเทศก็มาจากการประมวลข้อมูล ขั้นของการเรยนรเปรยบดังประมดตามรปแบบน้ ี
่
้
ความรูแบงไดเปน 2 ประเภท คือ
็
้
ื
1. ความรูเดนชด (Explicit Knowledge) เปนความรทเปนเอกสาร ต ารา ค่มอ ปฏบัตงาน สอ
ื่
ิ
ิ
็
ู
้
ั
้
่
ู
็
ี่
ต่าง ๆ กฎเกณฑ์ กตกา ข้อตกลง ตารางการท างาน บันทกจากการท างาน ความรเด่นชัดจงมชอเรยกอก
ี
ึ
ี
ึ
ู
ิ
้
่
ี
ื
อย่างหนงว่า “ความรในกระดาษ”
ู
้
่
ึ
71
้
ู
่
ี
ู
้
ู
ั
ึ
้
็
้
็
2. ความรซ่อนเรน / ความรฝงลก (Tacit Knowledge) เปนความรทแฝงอยู่ในตัวคน พัฒนาเปน
์
ื
ี่
ั
็
ภูมปญญา ฝงอยู่ในความคด ความเชอ ค่านยม ทคนได้มาจากประสบการณ สั่งสมมานาน หรอเปน
ิ
ิ
ื่
ิ
ั
ี
็
ิ
ี
่
่
พรสวรรค์อันเปนความสามารถพิเศษเฉพาะตัวทมมาแต่ก าเนดหรอเรยก อกอย่างหนงว่า “ความรในคน”
ื
้
ู
ี
ึ
ี
็
่
ี
้
ู
แลกเปลยนความรกันได้ยาก ไม่สามารถแลกเปลยนมาเปนความรทเปดเผยได้ทั้งหมด ต้องเกิดจากการ
ิ
ี
่
ู
้
่
ี
ู
่
ุ
้
ี
ู
เรยนรร่วมกัน ผ่านการเปนชมชน เช่น การสังเกต การแลกเปลยนเรยนรระหว่างการท างาน
ี
้
็
ี
ื
ี
ี
ู
้
หากเปรยบความรเหมอนภเขาน ้าแข็ง จะมลักษณะดังน้ ี
ู
ู
้
่
ี
่
ี
สวนของน้าแข็งที่ลอยพนน้า เปรยบเหมอนความรทเด่นชัด คอความรทอยู่ในเอกสาร ต ารา ซด วีดโอ
ี
ี
้
ี
ื
ื
ี
ู
่
้
้
ู
ี
ี
ื่
ี่
ื
ื่
หรอสออน ๆ ทจับต้องได้ ความรน้มเพียง 20 เปอรเซนต์
์
็
ึ
้
ี
ู
้
ู
่
ิ
ี
ั
ื
่
่
็
่
สวนของน้าแขงทีจมอยูใตน้า เปรยบเหมอนความรทยังฝงลกอยู่ในสมองคน มี ความรจากส่งท ี ่
้
ึ
่
ิ
ั
้
ู
ิ
ี
ื
้
ื่
ั
ตนเองได้ปฏบัต ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเปนตัวหนังสอให้คนอนได้รบรได้ ความรทฝงลกในตัวคนน้ ี
ู
็
มประมาณ 80 เปอรเซนต์
็
์
ี
้
ความรู 2 ยุค
้
ความรูยุคที 1 เน้นความรในกระดาษ เน้นความรของคนส่วนน้อย ความรทสรางข้นโดย
ึ
่
้
ู
ู
ู
้
้
้
่
ี
ี่
ี
นักวิชาการทมความช านาญเชยวชาญเฉพาะด้าน เรามักเรยกคนเหล่านั้นว่า “ผู้มปญญา” ซงเชอว่าคน
ื
่
ี่
ั
ี
่
ึ
ี
่
ี
็
ี่
ู
้
ี
ู
ี
ั
้
ส่วนใหญ่ไม่มความร ไม่มปญญา ไม่สนใจทจะใช้ความรของคนเหล่านั้น โลกทัศน์ในยุคท 1 เปนโลก
ี่
ทัศน์ทคับแคบ
72
้
์
็
ื
ู
็
่
้
ความรูยุคที 2 เปนความรในคน หรออยู่ในความสัมพันธระหว่างคน เปนการ ค้นพบ
ุ
่
ั
ี่
้
์
ี
ื
ึ
ี
ุ
้
ุ
ู
ี
“ภูมปญญา” ทอยู่ในตัวคน ทกคนมความรเพราะทกคนท างาน ทกคนมสัมพันธกับผู้อน จงย่อมมความรท ่ ี
ิ
ู
ฝงลกในตัวคนทเกิดจากการท างาน และการมความสัมพันธกันนั้น เรยกว่า “ความรอันเกิดจาก
่
ึ
ั
ี
้
ี
์
ู
ี
ึ
่
ื
์
ึ
้
ี
่
ประสบการณ” ซงความรยุคท 2 น้ มคณประโยชน์ 2 ประการ คอ ประการแรก ท าให้เราเคารพซงกันและ
ี่
ู
ี
ุ
ี
ี่
ื
้
ี
กันว่าต่างก็มความร ประการท 2 ท าให้หน่วยงาน หรอองค์กรทมความเชอเช่นน้ สามารถใช้ศักยภาพแฝง
ื
ี
ี
่
ู
่
ของทกคนในองค์กรมาสรางผลงาน สรางนวัตกรรมให้กับองค์กร ท าให้องค์กรมการพัฒนามากข้น
้
ุ
ึ
ี
้
การจดการความรู ้
ั
การจัดการความร (Knowledge Management) หมายถง การจัดการกับความร และประสบการณ
์
ู
ึ
้
้
ู
ู
้
ี
์
่
ี
ั
ทมอยู่ในตัวคน และความรเด่นชัด น ามาแบ่งปนให้เกิดประโยชนต่อตนเอง และองค์กร ด้วยการ
ผสมผสานความสามารถของคนเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม มเปาหมาย เพื่อการพัฒนางาน พัฒนาคน และ
ี
้
พัฒนาองค์กรให้เปนองค์กรแห่งการเรยนร ้ ู
ี
็
ึ
็
้
ู
็
ู
ั
ี
่
้
ู
ในปจจบันและในอนาคตโลกจะปรบตัวเข้าส่การเปนสังคมแห่งการเรยนร ซงความรกลายเปน
ั
ุ
ู
ั
็
้
้
ปจจัยส าคัญในการพัฒนาคน ท าให้คนจ าเปนต้องสามารถแสวงหาความรพัฒนา และสรางองค์ความร ู ้
็
่
ิ
ิ
ี
่
ื
ู
อย่างต่อเนอง เพือน าพาตนเองส่ความส าเรจ และน าพาประเทศชาตไปส่การพัฒนา มความเจรญก้าวหน้า
ู
และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
ู
็
ุ
้
ู
้
ี
ึ
คนทกคนมการจัดการความรในตนเองแต่ยังไม่เปนระบบ การจัดการความรเกิดข้นได้ใน
ู
ั
ิ
ี
้
ี่
ู
่
ู
้
ี
ครอบครวทมการเรยนรตามอัธยาศัย พ่อแม่สอนลก ปูย่า ตายาย ถ่ายทอดความร และภมปญญาให้แก่
ู
ั
ลกหลานในครอบครว ท ากันมาหลายชั่วอายุคน โดยใช้วิธธรรมชาต เช่น พูดคย สั่งสอน จดจ า ไม่ม ี
ี
ู
ิ
ุ
ั
่
ี
็
่
็
้
ู
ู
ึ
กระบวนการทเปนระบบแต่อย่างใด วิธการดังกล่าวถอเปน การจัดการความรรปแบบหนง แต่อย่างไรก็
ี
ื
ั
ี
ตาม โลกในยุคปจจบันมการเปลยนแปลงอย่าง รวดเรวในด้านต่าง ๆ การใช้วิธการจัดการความรแบบ
ี
่
ู
้
็
ุ
ี
ิ
ธรรมชาต อาจก้าวตามโลกไม่ทัน จงจ าเปนต้องมกระบวนการทเปนระบบ เพือช่วยให้องค์กรสามารถท า
ี่
็
่
ึ
็
ี
ุ
ให้บคคลได้ใช้ความรตามทต้องการได้ทันเวลา ซงเปนกระบวนการพัฒนาคนให้มศักยภาพ โดยการสราง
้
่
ึ
้
ี่
ู
็
ี
ึ
ิ
ู
และใช้ความรในการปฏบัตงานให้เกิดผลสัมฤทธ์ ิดข้นกว่าเดม การจัดการความรหากไม่ปฏบัตจะไม่
ู
้
ิ
ี
ิ
ิ
้
ิ
ึ
็
้
ื่
เข้าใจเรองการจัดการความร นั่นคอ “ไมท า ไมรู” การจัดการความรจงเปนกิจกรรมของนักปฏบัต ิ
ู
ิ
้
ู
ื
่
่
้
้
ู
ี
่
้
็
ึ
ี
ู
้
ื
กระบวนการจัดการความรจงมลักษณะเปนวงจรเรยนรทต่อเนองสม าเสมอ เปาหมายคอการพัฒนางาน
่
่
ี
ื
ิ
และพัฒนาคน การจัดการความรทแท้จรงเปนการจัดการความรโดยกล่มผู้ปฏบัตงานเปนการด าเนน
ิ
็
ุ
้
ู
้
็
ิ
ู
ี่
ิ
ุ
ึ
้
่
กิจกรรมร่วมกันในกล่มผู้ท างาน เพือช่วยกันดง “ความรูในคน” และคว้าความรภายนอกมาใช้ในการ
ู
้
ื
ั
็
ู
้
ั
ู
้
ี่
ึ
่
ึ
ู
้
ท างาน ท าให้ได้รบความรมากข้น ซงถอเปนการยกระดับความรและน าความรทได้รบการยกระดับไปใช้
่
ื
็
ิ
ิ
ึ
ู
็
ในการท างานเปนวงจรต่อเนองไม่จบส้น การจัดการความรจงต้องร่วมมอกันท าหลายคน ความคดเหนท ี่
ื
้
ี
ี
แตกต่างในแต่ละบคคลจะก่อให้เกิดการสรางสรรค์ด้วยการใช้กระบวนการแลกเปลยนเรยนร มปณธาน
่
ี
้
ิ
ุ
้
ู
73
ู
ุ
้
ิ
ื
ิ
่
็
ี
ม่งมั่นทจะท างาน ให้ประสบผลส าเรจดข้นกว่าเดม เมอด าเนนการจัดการความรแล้วจะเกิดนวัตกรรมใน
ี
่
ึ
ื
ู
ี
้
ู
ิ
ิ
การท างานนั่นคอเกิดการต่อยอดความร และมองค์ความรเฉพาะเพื่อใช้ในการปฏบัตงานของตนเอง การ
้
่
ู
จัดการความรมใช่การเอาความรทมอยู่ในต าราหรอจากผู้เชยวชาญมากองรวมกันและจัดหมวดหมู่
ี
ิ
ื
่
้
ี
ู
ี
้
ุ
้
ู
่
ี
็
เผยแพร่ แต่เปนการดงเอาความรเฉพาะส่วนทใช้ในงานมาจัดการให้เกิดประโยชนกับตนเอง กล่ม หรอ
์
ื
ึ
ชมชน
ุ
ู
ู
้
้
ิ
ู
ิ
ิ
ิ
้
ี
็
ี
่
ี
การจัดการความรเปนการเรยนรจากการปฏบัต น าผลจากการปฏบัตมาแลกเปลยนเรยนรกัน
ู
็
้
ื่
ิ
ี
ุ
เสรมพลังของการแลกเปลยนเรยนรด้วยการชนชม ท าให้เปนกระบวนการแห่งความสข ความภูมใจ และ
ิ
ี่
็
ิ
ิ
การเคารพเหนคณค่าซงกันและกัน ทักษะเหล่าน้น าไปส่การสรางนสัยคดบวกท าบวก มองโลกในแง่ด
้
ี
ี
ู
ุ
ึ
่
ี่
์
้
ั
และสรางวัฒนธรรมในองค์กรทผู้คนสัมพันธกันด้วยเรองราวด ๆ ด้วยการแบ่งปนความร และแลกเปลยน
่
ี่
้
ี
ู
ื
ี
ุ
ู
้
่
์
ี
ความรจากประสบการณซงกันและกัน โดยทกิจกรรมเหล่าน้สอดคล้องแทรกอยู่ในการท างานประจ าทก
่
ึ
เรอง ทกเวลา...
ื่
ุ
ศ.นพ.วิจารณ พานช
ิ
์
ความสาคัญของการจดการความรู ้
ั
หัวใจของการจัดการความร คอ การจัดการความรทมอยู่ในตัวบคคล โดยเฉพาะบคคลทม ี
้
ี่
ู
ุ
ู
ี
ุ
้
่
ื
ี
์
ประสบการณในการปฏบัตงานจนงานประสบผลส าเรจ กระบวนการแลกเปลยนเรยนรระหว่างคนกับคน
็
ี
ิ
ิ
ู
้
ี
่
่
้
ี
หรอกล่มกับกล่ม จะก่อให้เกิดการยกระดับความรทส่งผลต่อเปาหมายของการท างาน นั่นคอ เกิดการ
ุ
้
ื
ุ
ื
ู
่
พัฒนาประสทธภาพของงาน คนเกิดการพัฒนา และ ส่งผลต่อเนองไปถงองค์กร เปนองค์กรแห่งการ
ิ
็
ิ
ื
ึ
่
ึ
้
ู
ี
้
ู
่
ุ
ี
เรยนร ผลทเกิดข้นกับการจัดการความร จงถอว่ามความส าคัญต่อการพัฒนาบคลากรในองค์กร ซง
ื
ี
ึ
ึ
ุ
์
ประโยชนทจะเกิดข้นต่อบคคล กล่ม หรอองค์กร มอย่างน้อย 3 ประการ คอ
ุ
ี
ื
ี
่
ึ
ื
้
ู
ื
1. ผลสัมฤทธ์ ิของงาน หากมการจัดการความรในตนเอง หรอในหน่วยงาน องค์กรจะเกิดผล
ี
่
ู
้
ี
่
ู
ี
่
้
ิ
ี
ึ
ส าเรจทรวดเรวยิ่งข้น เนองจากความรเพือใช้ในการพัฒนางานนั้น เปนความรทได้จากผู้ทผ่านการปฏบัต ิ
็
ื
็
็
่
่
โดยตรง จงสามารถน ามาใช้ในการพัฒนางานได้ทันท และเกิดนวัตกรรมใหม่ในการท างาน ทั้งผลงานท ่ ี
ึ
ี
ี
่
เกิดข้นใหม่และวัฒนธรรมการท างานร่วมกันของคนในองค์กรทมความเอ้ออาทรต่อกัน
ื
ึ
ี
้
ู
2. บคลากร การจัดการความรในตนเองจะส่งผลให้คนในองค์กรเกิดการพัฒนา ตนเอง และ
ุ
้
่
ู
ี
ึ
ี
ู
้
ส่งผลรวมถงองค์กร กระบวนการเรยนรจากการแลกเปลยนความรร่วมกัน จะท าให้บคลากรเกิดความ
ุ
้
็
มั่นใจในตนเอง เกิดความเปนชมชนในหมู่เพือนร่วมงาน บคลากร เปนบคคลเรยนรและส่งผลให้องค์กร
ู
ุ
ี
่
็
ุ
ุ
เปนองค์กรแห่งการเรยนรอกด้วย
้
ี
ู
็
ี
74
ู
ู
ี
ุ
ี
ี่
้
3. ยกระดับความรของบคลากรและองค์กร การแลกเปลยนเรยนร จะท าให้บคลากรมความร ู ้
้
ุ
ิ
ิ
ึ
ื่
ุ
เพิ่มข้นจากเดม เหนแนวทางในการพัฒนางานทชัดเจนมากข้น และเมอน าไปปฏบัตจะท าให้บคคลและ
็
่
ิ
ึ
ี
ู
ิ
้
ี
ิ
ี
ิ
ี่
ื่
้
็
ี
ู
่
องค์กรมองค์ความรเพื่อใช้ในการปฏบัตงานในเรองทสามารถน าไปปฏบัตได้ มองค์ความรทจ าเปนต่อ
ิ
การใช้งาน และจัดระบบให้อยู่ในสภาพพรอมใช้
้
ี่
้
ิ
ู
ี
การทเรามการจัดการความรในตัวเอง จะพบว่าความรในตัวเราทคดว่าเรามมากแล้วนั้น จรง ๆ
ี
ี
ิ
่
ู
้
ี
ื
ุ
แล้วยังน้อยมากเมอเทยบกับบคคลอน และหากเรามการแบ่งปนแลกเปลยนความรกับบคคลอน จะพบว่า
่
ั
ื
ุ
ี
้
ู
่
่
่
ื
ี
ี
ึ
่
ึ
ู
้
้
ี
มความรบางอย่างเกิดข้นโดยทเราคาดไม่ถง และหากเราเหนแนวทางมความรแล้วไม่น าไปปฏบัต ความร ้ ู
ิ
ิ
ู
ี
็
่
็
ี
่
ื
่
้
ู
ู
ี
ิ
ิ
ุ
ี
นั้นก็จะไม่มคณค่าอะไรเลย หากน าความรนั้นไปแลกเปลยน และน าไปส่การปฏบัตทเปนวงจรต่อเนอง
้
ื
ึ
ู
้
่
ี
ู
ี
ไม่รจบจะเกิดความรเพิ่มข้นอย่างมาก หรอทเรยกว่า “ยิ่งให ยิ่งไดรบ”
้
ั
้
หลักการของการจดการความรู ้
ั
การจัดการความร ไม่มสตรส าเรจในวิธการของการจัดการเพื่อให้บรรลเปาหมาย ในเรองใด
ู
ื่
ี
้
ี
้
็
ุ
ู
ี
ื
ึ
ี
ุ
ึ
เรองหนง แต่ข้นอยู่กับปณธานความม่งมั่นทจะท างานของตน หรอกิจกรรมของกล่มตนให้ดข้นกว่าเดม
ิ
ิ
ึ
่
่
ื่
ุ
้
้
แล้วใช้วิธการจัดการความรเปนเครองมอหนงในการพัฒนางานหรอสรางนวัตกรรมในงาน มหลักการ
ี
็
ื
ี
ื
่
ื่
ู
ึ
ส าคัญ 4 ประการ ดังน้ ี
1. ให้คนหลากหลายทัศนะ หลากหลายวิถชวิต ท างานร่วมกันอย่างสรางสรรค์ การจัดการ
ี
ี
้
ี
ู
่
้
ื
ื
ี
ี
ี
ิ
ี
่
ี
่
ความรทมพลังต้องท าโดยคนทมพื้นฐานแตกต่างกัน มความเชอหรอวิธคดแตกต่างกัน (แต่มจดรวมพลัง
ี
ุ
ี
่
้
ู
้
ุ
ื
คอ มเปาหมายอยู่ทงานด้วยกัน) ถ้ากล่มทด าเนนการจัดการความรประกอบด้วยคนทคดเหมอน ๆ กัน
ิ
ิ
่
ี
่
ื
ี
ี
ี
ี
การจัดการความรจะไม่มพลังในการจัดการความรความแตกต่างหลากหลายมคณค่ามากกว่าความเหมอน
ุ
ื
ู
้
ู
้
ิ
ิ
ี
ุ
ู
2. ร่วมกันพัฒนาวิธการท างานในรปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลประสทธภาพและประสทธผลท ี่
ิ
ื
ก าหนดไว้ ประสทธผลประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คอ
ิ
ิ
2.1 การตอบสนองความต้องการ ซงอาจเปนความต้องการของตนเอง ผู้รบ
ั
่
ึ
็
ิ
บรการ ความต้องการของสังคม หรอความต้องการทก าหนดโดยผู้น าองค์กร
ี
ื
่
2.2 นวัตกรรม ซงอาจเปนนวัตกรรมด้านผลตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรอวิธการใหม่ ๆ ก็ได้
ี
่
ึ
ื
ิ
็
ุ
2.3 ขดความสามารถของบคคล และขององค์กร
ี
2.4 ประสทธภาพในการท างาน
ิ
ิ
ี
ี
ื
็
้
ู
่
้
3. ทดลองและการเรยนร เนองจากกิจกรรมการจัดการความร ู ้ เปนกิจกรรมทสรางสรรค์
่
ี
ึ
่
ี
จงต้องทดลองท าเพียงน้อย ๆ ซงถ้าล้มเหลวก็ก่อผลเสยหายไม่มากนัก ถ้าได้ผลไม่ดก็ยกเลกความคดนั้น
ึ
ิ
ิ
ี
ื
็
ึ
ึ
ี
ี
ิ
ี
่
ถ้าได้ผลดจงขยายการทดลองคอปฏบัตมากข้น จนในทสดขยายเปนวิธท างานแบบใหม่ หรอทเรยกว่า ได้
ื
ุ
ี
่
ิ
ิ
ิ
่
วิธการปฏบัตทส่งผลเปนเลศ (best practice) ใหม่นั่นเอง
็
ิ
ี
ี
75
ู
้
ู
้
ื
็
4. น าเข้าความรจากภายนอกอย่างเหมาะสม โดยต้องถอว่าความรจากภายนอก ยังเปนความร ้ ู
ี่
ิ
ิ
ี
ท “ดบ” อยู่ต้องเอามาท าให้ “สก” ให้พรอมใช้ตามสภาพของเรา โดยการเตมความรทมตามสภาพของเรา
ุ
ี่
ู
้
้
ลงไป จงจะเกิดความรทเหมาะสมกับทเราต้องการใช้
ี
่
ึ
ู
้
ี
่
ู
้
หลักการของการจัดการความร จงม่งเน้นไปทการจัดการทมประสทธภาพ เพราะการจัดการ
ิ
ิ
่
ี
่
ี
ี
ึ
ุ
ู
็
ี
้
ู
ู
้
่
้
ู
ความรเปนเครองมอระดมความรในคน และความรในกระดาษทั้งทเปนความรจากภายนอก และความร ู ้
้
็
ื่
ื
ุ
ของกล่มผู้ร่วมงานเอามาใช้และยกระดับความรของบคคลขอ ผู้ร่วมงาน และขององค์กรท าให้งาน
ุ
ู
้
้
็
็
ี
ึ
็
้
ู
ี
ู
มคณภาพสงข้น คนเปนบคคลเรยนรและองค์กรเปนองค์กรแห่งการเรยนร การจัดการความรจงเปน
ึ
ู
้
ู
ี
ุ
ุ
้
ู
้
ิ
ิ
ึ
ี
ี
็
ู
่
ทักษะสบส่วน เปนความรเชงทฤษฎเพียงส่วนเดยว การจัดการความรจงอยู่ในลักษณะ “ไมท า - ไมรู”
่
้
กิ จ ก ร ร ม
ิ
ู
้
กิจกรรมที่ 1 ให้อธบายความหมายของ “การจัดการความร” มาพอสังเขป
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
้
ู
ิ
กิจกรรมที่ 2 ให้อธบายความส าคัญของ “การจัดการความร” มาพอสังเขป
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
76
ิ
กิจกรรมที่ 3 ให้อธบายหลักการของ “การจัดการความร” มาพอสังเขป
ู
้
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
กระบวนการในการจดการความรู ้
ั
ื
ี
ี
ี
ี
้
ู
่
ู
การจัดการความรนั้นมหลายรปแบบ หรอทเรยกกันว่า “โมเดล” มหลากหลาย โมเดล หัวใจ
ู
้
ู
ิ
ู
้
็
ของการจัดการความร คอ การจัดการความรทอยู่ในตัวคน ในฐานะผู้ปฏบัต และเปนผู้มความร การ
ื
ิ
่
ี
้
ี
ี
่
้
ู
ี
จัดการความรทท าให้คนเคารพในศักด์ศรของคนอน การจัดการความรนอกจากการจัดการความรใน
ิ
้
้
ู
่
ู
ื
ู
่
ึ
ุ
ื
้
ตนเองเพือให้เกิดการพัฒนางานและพัฒนาตนเองแล้วยังมองรวมถงการจัดการความรในกล่มหรอองค์กร
ิ
ึ
ิ
้
่
่
ื
ี
ู
ี
ุ
้
ู
ู
ด้วย รปแบบ การจัดการความรจงอยู่บนพื้นฐานของความเชอทว่า ทกคนมความร ปฏบัตในระดับความ
้
่
ช านาญทต่างกัน เคารพความรทอยู่ในตัวคน
ี
่
ู
ี
ิ
ู
ื
์
ุ
ู
ดร.ประพนธ ผาสกยึด ได้คดค้นรปแบบการจัดการความรไว้ 2 แบบ คอ รปแบบปลาทูหรอท ี่
้
ู
ื
ี
ี
่
เรยกว่า “โมเดลปลาทู” และรปแบบปลาตะเพียน หรอทเรยกว่า “โมเดลปลา ตะเพียน” แสดงให้เหนถง
ึ
ี
็
ื
ู
ู
ู
้
ั
ุ
ึ
รปแบบการจัดการความรในภาพรวมของการจัดการ ทครอบคลมทั้งความรทชัดแจ้ง และความรทฝงลก
ี่
้
ู
้
ี่
ี่
ู
ดังน้ ี
โมเดลปลาทู
ี
ู
ี
่
เพื่อให้การจัดการความร หรอ KM เปนเรองทเข้าใจง่าย จงก าหนดให้การจัดการ ความรเปรยบ
ื
่
้
็
ึ
ู
้
ื
่
ึ
ื
ี
ิ
ื
้
ู
ิ
่
เหมอนกับปลาทูตัวหนง มส่งทต้องด าเนนการจัดการความรอยู่ 3 ส่วน โดย ก าหนดว่า ส่วนหัว คอ การ
ี
่
ึ
้
ู
ี่
้
้
ก าหนดเปาหมายของการจัดการความรทชัดเจน ส่วนตัวปลา คอ การแลกเปลยนความรซงกันและกัน
ี
ู
่
ื
ู
ื
และส่วนหางปลา คอ ความรทได้รบจากการแลกเปลยน เรยนร ู ้
ี
ี่
ั
้
ี่
77
้
ั
รูปแบบการจดการความรูตาม “โมเดลปลาทู”
ื
ึ
้
สวนที่ 1 “หัวปลา” หมายถง “Knowledge Vision” หรอ KV คอ เปาหมายของการจัดการความร ู ้
ื
่
้
้
ู
ู
่
ื
์
่
ุ
้
ผู้ใช้ต้องรว่าจะจัดการความรเพือบรรลเปาหมายอะไร เกียวข้องหรอสอดคล้องกับวิสัยทัศน พันธกิจและ
่
ิ
้
์
ู
้
่
ู
ิ
ยุทธศาสตรขององค์กรอย่างไร เช่น จัดการความรเพือเพิ่มประสทธภาพของงานจัดการความรเพือพัฒนา
่
ี
ิ
ิ
้
ู
ทักษะชวิตด้านยาเสพตด จัดการความรเพือพัฒนาทักษะชวิตด้านส่งแวดล้อม จัดการความรเพื่อพัฒนา
้
ี
ู
ู
้
ั
ิ
ิ
่
ี
ี
ี
ทักษะชวิตด้านชวิตและทรพย์สน จัดการความรเพือฟนฟูขนบธรรมเนยมประเพณดั้งเดมของคนใน
ื้
ี
็
ุ
ชมชน เปนต้น
ื
็
ึ
สวนที่ 2 “ตัวปลา” หมายถง “Knowledge Sharing” หรอ KS เปนการแลกเปลยนเรยนรหรอการ
ี่
้
ื
ี
ู
่
็
แบ่งปนความรทฝงลกในตัวคนผู้ปฏบัต เปนการแลกเปลยนวิธการท างานทประสบผลส าเรจไม่เน้นท ่ ี
ี่
ิ
็
ั
ั
ู
ี่
ี
ี่
้
ิ
ึ
ื
ื
ิ
่
ั
ี่
ิ
ื่
ี
้
ึ
ี
ู
ปญหา เครองมอในการแลกเปลยนเรยนรมหลากหลายแบบ อาท การเล่าเรอง การสนทนาเชงลก การชน
ื่
่
ชมหรอการสนทนาในเชงบวก เพือนช่วย เพื่อน การทบทวนการปฏบัตงาน การถอดบทเรยน การถอด
ี
ิ
ิ
ิ
ื
องค์ความร ู ้
ี่
้
ู
ื
็
ึ
สวนที่ 3 “หางปลา” หมายถง “Knowledge Assets” หรอ KA เปนขุมความรทได้จากการ
่
้
ู
ู
ี
่
ื
แลกเปลยนเรยนร มเครองมอในการจัดเก็บความรทมชวิตไม่หยุดน่ง คอ นอกจากจัดเก็บความรแล้วยังง่าย
ี
ี
้
่
ื
ี
ื
ู
ิ
ี่
้
ี
ในการน าความรออกมาใช้จรง ง่ายในการน าความรออกมาต่อยอด และง่ายในการปรบข้อมูลไม่ให้
ู
ั
้
ิ
้
ู
ล้าสมัย ส่วนน้จงไม่ใช่ส่วนทมหน้าทเก็บข้อมูลไว้เฉย ๆ ไม่ใช่ห้องสมดส าหรบเก็บสะสมข้อมูลท ี ่
ี
ึ
ี
่
ี
ี
่
ุ
ั
้
ู
ื
ึ
ิ
ื
่
น าไปใช้จรงได้ยาก ดังนั้น เทคโนโลยีการสอสารและสารสนเทศ จงเปนเครองมอจัดเก็บความรอันทรง
ื่
็
พลังยิ่งในกระบวนการจัดการความร ู ้
78
่
ื
่
ู
้
ู
ตัวอย่างการจัดการความรเรอง “พัฒนากลุมวิสาหกิจชุมชน” ในรปแบบปลาทู
โมเดลปลาตะเพียน
ี
ี
ี่
็
ู
จากโมเดล “ปลาทู” ตัวเดยวมาส่โมเดล “ปลาตะเพียน” ทเปนฝูง โดยเปรยบ แม่ปลา “ปลาตัว
้
ใหญ่” ได้กับวิสัยทัศน พันธกิจ ขององค์กรใหญ่ ในขณะทปลาตัวเล็ก หลาย ๆ ตัว เปรยบได้กับเปาหมาย
ี
ี่
์
ึ
็
้
้
ู
ื
่
ี
ของการจัดการความรทต้องไปตอบสนองเปาหมายใหญ่ขององค์กร จงเปนปลาทั้งฝูงเหมอน “โมบายปลา
ี่
็
็
่
ี
ตะเพียน” ของเล่นเดกไทยสมัยโบราณทผู้ใหญ่สานเอาไว้แขวนเหนอเปลเดก เปนฝูงปลาทหันหน้าไปใน
็
ื
ี
่
ทศทางเดยวกัน และมความเพียรพยายามทจะว่ายไปในกระแสน ้าทเปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ิ
ี่
่
ี
ี
ี
79
ื
ุ
ี
ั
ี
ปลาใหญ่ อาจเปรยบเหมอนการพัฒนาอาชพ ตามแนวทางปรชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชมชน
ึ
ี
ซงการพัฒนาอาชพดังกล่าวต้องมการแก้ปญหาและพัฒนาร่วมกันไปทั้งระบบ เกิดกล่มต่าง ๆ ข้นใน
่
ุ
ั
ึ
ี
ุ
ิ
ู
๋
ี
้
ื
ี
ั
ี
ี
่
ุ
ชมชน เพือการเรยนรร่วมกัน ทั้งการท าบัญชครวเรอน การท าเกษตรอนทรย์ การท าปยหมัก การเล้ยงปลา
็
ื
ั
ิ
่
ู
ี
ี
ื
การเล้ยงกบ การแปรรปผลตภัณฑ์เพื่อใช้ ในครอบครวหรอจ าหน่ายเพือเพิ่มรายได้ เปนต้น เหล่าน้ถอเปน
็
ั
็
ื
ี
ปลาตัวเล็ก หากการแก้ปญหาทปลาตัวเล็กประสบผลส าเรจ จะส่งผลให้ปลาตัวใหญ่หรอเปาหมายใน
่
้
ี
็
ระดับชมชนประสบผลส าเรจด้วยเช่นกัน นั่นคอ ปลาว่ายไปข้างหน้าอย่างพรอมเพรยงกัน
ื
้
ุ
็
ทส าคัญ ปลาแต่ละตัวไม่จ าเปนต้องมรปร่างและขนาดเหมอนกัน เพราะการจัดการ ความรของ
้
ู
ื
ู
ี
ี่
แต่ละเรอง มสภาพของความยากง่ายในการแก้ปญหาทแตกต่างกัน รปแบบของการจัดการความรของแต่
ื
ู
่
ั
้
ี
่
ู
ี
ั
่
ี
ึ
ละหน่วยย่อย จงสามารถสรางสรรค์ปรบให้เข้ากับแต่ละทได้อย่าง เหมาะสม ปลาบางตัวอาจมท้องใหญ่
ี
้
้
ี
็
่
ื
่
ี
ี
ี
เพราะอาจมส่วนของการแลกเปลยนเรยนรมาก บางตัวอาจเปนปลาทหางใหญ่เด่นในเรองของการ
ู
่
ู
จัดระบบคลังความรเพื่อใช้ในการปฏบัตมาก แต่ทกตัวต้องมหัวและตาทมองเหนเปาหมายทจะไปอย่าง
้
ี
่
็
้
ี
่
ี
ุ
ิ
ิ
ชัดเจน
ิ
ิ
ิ
็
การจัดการความรได้ให้ความส าคัญกับการเรยนรทเกิดจากการปฏบัตจรง เปนการเรยนรในทก
ี
ู
ู
ี
้
ุ
ี
้
่
้
ู
่
ี
ิ
ขั้นตอนของการท างาน เช่น ก่อนเร่มงานจะต้องมการศกษาท าความเข้าใจในส่งทก าลังจะท า จะเปนการ
็
ิ
ึ
ี
ี่
ึ
ื
ี
ี
ื
้
ิ
เรยนรด้วยตนเองหรออาศัยความช่วยเหลอจากเพือนร่วมงาน มการศกษาวิธการและเทคนคต่าง ๆ ทใช้
ู
่
ี
้
ได้ผล พรอมทั้งค้นหาเหตผลด้วยว่าเปนเพราะอะไร และจะสามารถน าส่งทได้เรยนรนั้นมาใช้งานทก าลัง
ิ
้
ี
ี
ุ
่
ี
ู
็
่
ี
ี
ี
่
จะท าน้ได้อย่างไร ในระหว่างทท างานอยู่เช่นกันจะต้องมการทบทวนการท างานอยู่ตลอดเวลา เรยกได้ว่า
ี
ุ
ุ
ี
เปนการเรยนรทได้จากการทบทวนกิจกรรมย่อยในทก ๆ ขั้นตอน หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าจดม่งหมาย
็
ู
ี่
ุ
้
ี
ื
่
ของงานทท าอยู่น้คออะไรก าลังเดนไปถกทางหรอไม่เพราะเหตใด ปญหาคออะไร จะต้องท าอะไรให้
ี
ิ
ั
ื
ุ
ู
ื
80
่
ื
ื
่
ื
ื
ี
็
ิ
ิ
แตกต่างไปจากเดมหรอไม่ และนอกจากนั้น เมอเสรจส้นการท างานหรอเมอจบโครงการ ก็จะต้องมการ
ั
ุ
ี
ี
ิ
ี
่
็
ี
่
่
ี
ื
ั
ทบทวนส่งต่าง ๆ ทได้มาแล้วว่ามอะไรบ้างทท าได้ด มอะไรบ้างทต้องปรบปรงแก้ไขหรอรบไว้เปน
ี
ี
้
ี
บทเรยน ซงการเรยนรตามรปแบบปลาทูน้ถอเปนหัวใจส าคัญของกระบวนการเรยนรทเปนวงจรอยู่
ึ
ู
่
็
ี
้
ู
่
ี
ี
ู
็
ื
้
ู
ู
ส่วนกลางของรปแบบการจัดการความรนั่นเอง
กระบวนการจดการความรู ้
ั
กระบวนการจัดการความร เปนกระบวนการแบบหนงทจะช่วยให้องค์กรเข้าถง ขั้นตอนทท า
ี
ึ
่
ู
้
็
ึ
่
่
ี
ี
ี
ู
ให้เกิดการจัดการความร หรอพัฒนาการของความรทจะเกิดข้นภายในองค์กร มขั้นตอน 7 ขั้นตอน ดังน้ ี
้
่
ู
้
ึ
ื
็
้
ู
1. การบ่งช้ความร เปนการพิจารณาว่า เปาหมายการท างานของเราคออะไร และ เพื่อให้บรรล ุ
ี
ื
้
้
้
ู
ู
ี
เปาหมายเราจ าต้องรอะไร ขณะน้เรามความรอะไร อยู่ในรปแบบใด อยู่กับใคร
ี
้
ู
้
้
2. การสรางและแสวงหาความร เปนการจัดบรรยากาศและวัฒนธรรมการท างานของคนใน
ู
็
ื
ี
่
้
้
ึ
่
่
ึ
ู
ื
องค์กรเพือเอ้อให้คนมความกระตอรอรนในการแลกเปลยนความรซงกันและกัน ซง จะก่อให้เกิดการ
ื
่
ี
ู
้
่
สรางความรใหม่ เพือน าไปใช้ในการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
้
3. การจัดการความรให้เปนระบบ เปนการจัดท าสารบัญและจัดเก็บความรประเภท ต่าง ๆ
็
้
้
ู
็
ู
ู
่
็
เพือให้การเก็บรวบรวมและการค้นหาความร น ามาใช้ได้ง่ายและรวดเรว
้
้
4. การประมวลและกลั่นกรองความร เปนการประมวลความรให้อยู่ในรปเอกสาร หรอ
ู
ื
้
ู
็
ู
ี
ื่
่
รปแบบอน ๆ ทมมาตรฐาน ปรบปรงเน้อหาให้สมบูรณ ใช้ภาษาทเข้าใจง่าย และใช้ได้ง่าย
ู
ี
ี่
์
ั
ื
ุ
่
5. การเข้าถงความร เปนการเผยแพร่ความรเพือให้ผู้อนได้ใช้ประโยชน เข้าถงความรได้ง่าย
ู
้
้
้
ู
ึ
่
ื
ู
ึ
็
์
็
และสะดวก เช่น ใช้เทคโนโลยี เว็บบอรด หรอบอรดประชาสัมพันธ เปนต้น
ื
์
์
์
ี
้
้
ี
6. การแบ่งปนแลกเปลยนความรท าได้หลายวิธการ หากเปนความรเด่นชัด อาจจัดท าเปน
ู
ู
็
็
ั
่
ี
่
เอกสารฐานความรทใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หากเปนความรทฝงลกทอยู่ในตัวคนอาจจัดท าเปนระบบ
ั
ี
่
ึ
ู
ี่
็
้
้
็
ู
็
ู
ี
ี่
ี่
ี
ู
ี
แลกเปลยนความรเปนทมข้ามสายงานชมชนแห่งการเรยนร พี่เล้ยงสอนงาน การสับเปลยนงาน การยืมตัว
ุ
้
้
็
เวทแลกเปลยนเรยนร เปนต้น
้
ู
ี
ี
ี่
ี
7. การเรยนร การเรยนรของบคคลจะท าให้เกิดความรใหม่ ๆ ข้นมากมาย ซงจะไปเพิ่มพูน
ึ
้
้
ู
่
ึ
ี
้
ู
ู
ุ
ู
้
้
่
ื
้
ู
ึ
ี
่
ี
้
่
องค์ความรขององค์กรทมอยู่แล้วให้มากข้นเรอย ๆ ความรเหล่าน้จะถกน าไปใช้เพือสรางความรใหม่ ๆ
ู
ู
ี
็
็
ุ
ิ
ี
ี
่
่
เปนวงจรทไม่ส้นสด เรยกว่าเปน “วงจรแหงการเรยนรู”
ี
้
81
่
้
ั
ตัวอยางของกระบวนการจดการความรู
้
่
“วิสาหกิจชุมชน” บานทุงรวงทอง
1. การบงชความรู ้
่
้
ี
็
ี
่
่
ุ
ี
่
ึ
หมู่บ้านท่งรวงทองเปนหมู่บ้านหนงทอยู่ในอ าเภอจน จังหวัดพะเยา จากการทหน่วยงานต่าง ๆ
ุ
ได้ไปส่งเสรมให้เกิดกล่มต่าง ๆ ข้นในชมชน และเหนความส าคัญของการ รวมตัวกันเพือเกื้อกูลคนใน
ิ
ึ
ุ
ุ
่
็
ี
ี
ึ
่
้
่
็
ึ
ุ
ุ
ึ
ชมชนให้มการพึงพาอาศัยซงกันและกัน จงมเปาหมายจะพัฒนา หมู่บ้านให้เปนวิสาหกิจชมชน จงต้องม ี
ุ
ุ
ู
้
่
ี
่
การบ่งช้ความรทจ าเปนทจะพัฒนาหมู่บ้านให้เปน วิสาหกิจชมชน นั่นคอหาข้อมูลชมชนในประเทศไทย
ี
็
็
ื
ี
่
ี่
่
้
ื
ุ
ี
ทมลักษณะเปนวิสาหกิจชมชน และเมอศกษาข้อมูลแล้วท าให้รว่าความรเรองวิสาหกิจชมชนอยู่ทไหน
ื
ุ
ึ
ู
้
่
็
ี
ู
นั่นคออยู่ทเจ้าหน้าทหน่วยงาน ราชการทมาส่งเสรม และอยู่ในชมชนทมการท าวิสาหกิจชมชนแล้ว
ี
ี
่
่
ุ
ี
ี
ี
่
่
ื
ิ
ุ
็
ประสบผลส าเรจ
้
2. การสรางและแสวงหาความรู ้
ุ
ี
่
ึ
ื
็
่
ี
่
จากการศกษาข้อมูลแล้วว่า หมู่บ้านทท าเรองวิสาหกิจชมชนประสบผลส าเรจอยู่ทไหน ได้
ี
ู
ี
ื่
้
ู
ประสานหน่วยงานราชการ และจัดท าเวทแลกเปลยนเรยนรเพื่อเตรยมการในการไปศกษาดงาน เมอไป
ี
ี่
ึ
ั
ึ
ึ
ศกษาดงานได้แลกเปลยนเรยนร ท าให้ได้รบความรเพิ่มมากข้น เข้าใจรปแบบกระบวนการของการท า
ู
ี
ู
ู
ี่
้
ู
้
ี
้
ู
่
วิสาหกิจชมชน และแยกกันเรยนรเฉพาะกล่ม เพือน าความรทได้รบมาปรบใช้ในการท าวิสาหกิจชมชน
่
ู
ุ
ี
้
ั
ุ
ุ
ั
ั
ี
่
ื
่
ี
ี
ในหมู่บ้านของตนเอง เมอกลับมาแล้วมการท าเวทหลายคร้งทั้งเวทใหญ่ทคนทั้งหมู่บ้านและหน่วยงาน
ี
ึ
ี
ี
ุ
หลายหน่วยงานมาให้ค าปรกษาชมชนร่วมกันคดวางแผน และตัดสนใจ รวมทั้งมเวทย่อยเฉพาะกล่มจาก
ุ
ิ
ิ
ู
้
่
ี
ี
ุ
ี
การแลกเปลยนเรยนรผ่านเวทชาวบ้านหลายคร้ ัง ท าให้ชมชนเกิดการพัฒนาในหลายด้าน เช่น
ิ
ิ
์
ความสัมพันธของคนในชมชน การมส่วนร่วม ทั้งร่วมคด ร่วมวางแผน ร่วมด าเนนการ ร่วมประเมนผล
ี
ุ
ิ
และร่วมรบผลประโยชนทเกิดข้นในชมชน
่
ึ
ุ
ั
์
ี
้
็
้
3. การจดการความรูใหเปนระบบ
ั
้
ุ
็
็
ี
้
ู
การท าหมู่บ้านให้เปนวิสาหกิจชมชนเปนความรใหม่ของคนในชมชนชาวบ้านได้เรยนรไป
ู
ุ
ี
ี
็
่
ี
็
้
ู
พรอม ๆ กัน มการแลกเปลยนเรยนรกันเปนทางการและไม่เปนทางการ โดยมส่วนราชการและองค์กร
้
ี
ี
เอกชนต่าง ๆ ร่วมกันหนนเสรมการท างานอย่างบูรณาการ และจากการถอดบทเรยนหลายคร้ง ชาวบ้านม ี
ั
ุ
ิ
้
ู
ื
้
ู
ึ
็
ี
ความรเพิ่มมากข้น และบันทกความรอย่างเปนระบบนั่นคอ มความรเฉพาะกล่ม ส่วนใหญ่จะบันทกใน
ู
ึ
้
ึ
ุ
ู
ุ
รปเอกสารและมการท าวิจัยจากบคคลภายนอก
ี
4. การประมวลและกลันกรองความรู ้
่
มการจัดท าข้อมูล ซงมาจากการถอดบทเรยน และการจัดท าเปนเอกสารเผยแพร่เฉพาะกล่ม
ี
ึ
ุ
็
่
ี
ึ
ี
ี
ี
ี
้
็
เปนแหล่งเรยนรให้กับนักศกษา กศน. และนักเรยนในระบบโรงเรยน รวมทั้งมการน าข้อมูลมาวิเคราะห ์
ู
เพือจัดท าเปนหลักสตรท้องถ่นของ กศน.อ าเภอจนด้วย
ุ
ู
่
ิ
็
82
้
5. การเขาถึงความรู ้
นอกจากการมข้อมูลในชมชนแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์การบรหารส่วนต าบล ได้
ุ
ิ
ี
่
ิ
์
ึ
ู
้
จัดท าข้อมูลเพือให้คนเข้าถงความรได้ง่าย ได้น าข้อมูลใส่ไว้ในอนเทอรเนต และ ในแต่ละต าบลจะม ี
็
์
ิ
อนเทอรเนตต าบลให้บรการ ท าให้คนภายนอกเข้าถงข้อมูลได้ง่าย และม การเข้าถงความรจากการ
็
ิ
้
ึ
ึ
ู
ี
ู
ี
ู
้
ี
่
ึ
แลกเปลยนเรยนรร่วมกัน จากการมาศกษาดงานของคนภายนอก
6. การแบงปนแลกเปลียนความรู ้
่
ั
่
ี
ุ
ี
่
ุ
ู
ิ
ึ
ในการด าเนนงานกล่มชมชน ได้มการแลกเปลยนเรยนรกันในหลายรปแบบ ทั้งการไปศกษาดงาน
้
ู
ี
ู
ิ
ิ
ี
่
การศกษาเปนการส่วนตัว การรวมกล่มในลักษณะชมชนนักปฏบัต (CoP) ทแลกเปลยนเรยนรร่วมกันทั้ง
่
ุ
ี
ุ
้
ู
ี
็
ึ
็
้
ึ
เปนทางการและไม่เปนทางการท าให้กล่มได้รบความรมากข้น และบางกล่มเจอปญหาอปสรรค
ู
ั
ั
ุ
ุ
็
ุ
ุ
โดยเฉพาะเรองการบรหารจัดการกล่มท าให้กล่มต้องมาทบทวนร่วมกันใหม่ สรางความเข้าใจร่วมกันและ
ิ
ุ
้
่
ื
่
ุ
ุ
ื
ิ
่
ื
ี
้
ู
เรยนรเรองการบรหารจัดการจากกล่มอนเพิ่มเตมท าให้กล่มสามารถด ารงอยู่ได้โดยไม่ล่มสลาย
ิ
7. การเรยนรู ้
ี
ุ
ี
ุ
ิ
กล่มได้เรยนรหลายอย่างจากการด าเนนการวิสาหกิจชมชน การทกล่มมการพัฒนาข้น นั่น
ู
้
่
ี
ุ
ึ
ี
ี
ิ
ี
แสดงว่ากล่มมความรมากข้นจากการลงมอปฏบัตและแลกเปลยนเรยนรร่วมกันการพัฒนานอกจาก
่
ิ
ี
ู
ุ
้
ู
ึ
ื
้
ู
่
ึ
็
ความรทเพิ่มข้น ซงเปนการยกระดับความรของคนในชมชนแล้ว ยังเปนการพัฒนาความคดของคนใน
่
ิ
ู
็
้
ึ
ี
ุ
้
ี
ู
้
ุ
ี่
ี่
ิ
ี
ิ
ี
ี
ชมชนด้วย ชมชนมความคดทเปลยนไปจากเดม มการท ากิจกรรม เพือเรยนรร่วมกันบ่อยข้น มความคด
่
ิ
ุ
ึ
ุ
ึ
่
ุ
ี
ุ
ในการพึงพาตนเอง และเกิดกล่มต่าง ๆ ข้นในชมชน โดยการมส่วนร่วมของคนในชมชน
กิ จ ก ร ร ม ท้ า ย บ ท
ู
กิจกรรมที่ 1 รปแบบของการจัดการความรมอะไรบ้าง และมลักษณะอย่างไร
ู
ี
ี
้
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
83
ู
้
่
ี
กิจกรรมที่ 2 กระบวนการจัดการความรมกีขั้นตอน อะไรบ้าง
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
ุ
ี
่
ู
็
้
ี
ุ
ี
ิ
กิจกรรมที่ 3 ให้ผู้เรยนยกตัวอย่างกล่มหรอชมชนทมการจัดการความรประสบผลส าเรจ และอธบายด้วยว่า
ื
็
ส าเรจอย่างไร เพราะอะไร
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
่
่
ี
การรวมกลุมเพือการเรยนรู ้
ื
้
่
บุคคลและเครองมือทีเกียวของกับการจดการความรู ้
่
่
ั
ู
้
ู
้
ุ
่
ี
ิ
ี่
ในการจัดการความรด้วยวิธการรวมกล่มปฏบัตการเพือต่อยอดความร การแลกเปลยนเรยนร ู ้
ิ
ี
ี
ิ
ิ
ู
ั
่
ู
ุ
เพือดงความรทฝงลกในตัวบคคลออกมาแล้วสกัดเปนขุมความร หรอองค์ความรเพื่อใช้ในการปฏบัตงาน
ู
ึ
้
ึ
่
ื
้
็
้
ี
ี
ุ
ี
้
นั้น จะต้องมบคคลทส่งเสรมให้เกิดการแลกเปลยนเรยนร ในบรรยากาศของการมใจในการแบ่งปน
ู
ั
่
ิ
ี
่
ี
ี
ี
่
่
ี
่
่
ึ
ุ
ี่
ความร รวมทั้งผู้ทท าหน้าทกระต้นให้คนอยากทจะแลกเปลยนเรยนรซงกันและกัน บคคลทส าคัญและ
้
ู
ี
่
้
ี
ู
ุ
ี
่
ู
้
เกียวข้องกับการจัดการความร มดังต่อไปน้ ี “
ู
ี่
ื
ื
ื
ุ
็
ื่
คุณเอื้อ” ชอเต็มคอ “คณเอ้อระบบ” เปนผู้น าระดับสงขององค์กรหน้าทส าคัญ คอ 1) ท าให้การ
ุ
้
่
็
ึ
ิ
ิ
ิ
จัดการความร เปนส่วนหนงของการปฏบัตงานตามปกตขององค์กร 2) เปดโอกาสให้ทกคนในองค์กร
ิ
ู
ู
้
็
ี่
เปน “ผู้น า” ในการพัฒนาวิธการท างานทตนรบผิดชอบ และน าประสบการณมาแลกเปลยนเรยนรกับ
ี
ั
ี่
ี
์
เพือนร่วมงาน สรางวัฒนธรรมการเอ้ออาทรและแบ่งปนความร และ 3) หากุศโลบายท าให้ความส าเรจ
้
ู
ั
็
่
้
ื
่
ื
ึ
ื
ของการใช้เครองมอการจัดการความรมการน าไปใช้มากข้น
ี
ู
้
84
้
ุ
ู
ื
ุ
“คณอ านวย” หรอผู้อ านวยความสะดวกในการจัดการความร เปนผู้กระต้นส่งเสรมให้เกิดการ
็
ิ
ี
ี่
ี
่
ู
่
แลกเปลยนเรยนร และอ านวยความสะดวกต่อการแลกเปลยนเรยนรน าคนมาแลกเปลยนประสบการณ ์
้
ี
้
ู
ี
ื
่
็
็
การท างานร่วมกัน ช่วยให้คนเหล่านั้นสอสารกันให้เกิดความเข้าใจ เหนความสามารถของกันและกันเปน
ผู้เชอมโยงคนหรอหน่วยงานเข้ามาหากันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชอมระหว่างคนทมความรหรอประสบการณ ์
้
่
ื
ื
ื
่
ู
ื
ี
่
ี
ี
ื่
ื
ุ
์
้
กับผู้ต้องการเรยนรและน าความรนั้นไปใช้ประโยชน คณอ านวยต้องมทักษะทส าคัญคอทักษะการสอสาร
ู
ี
ู
ี่
้
กับคนทแตกต่างหลากหลาย รวมทั้งต้องเหนคณค่าของความแตกต่างหลากหลายและรจักประสานความ
ู
่
ี
ุ
็
้
ิ
ิ
ิ
ิ
ุ
แตกต่าง เหล่านั้นให้มคณค่าในทางปฏบัต ผลักดันให้เกิดการพัฒนางาน และตดตามประเมนผลการ
ี
ด าเนนงานค้นหาความส าเรจ หรอการเปลยนแปลงทต้องการ
ื
็
ี่
ี่
ิ
ิ
ื
ั
ี่
ื
ี่
ิ
“คุณกิจ” คอ เจ้าหน้าท ผู้ปฏบัตงานคนท างานทรบผิดชอบงานตามหน้าทของตนในองค์กรถอ
ี่
้
ิ
็
ิ
ี
ู
็
้
ู
้
เปนผู้จัดการความรตัวจรงเพราะเปนผู้ด าเนนกิจกรรมการจัดการความรมประมาณรอยละ 90 ของทั้งหมด
ู
้
เปนผู้ร่วมกันก าหนดเปาหมายการใช้การจัดการความรของกล่มตน เปนผู้ค้นหาและแลกเปลยนเรยนร ู ้
ี
็
ุ
้
็
ี่
้
ู
ุ
ุ
ิ
้
ู
ภายในกล่ม และด าเนนการเสาะหาและดดซับความรจากภายนอกเพื่อน ามาประยุกต์ใช้ให้บรรลเปาหมาย
ึ
้
ร่วมทก าหนดไว้เปนผู้ด าเนนการจดบันทกและจัดเก็บความรให้หมนเวียนต่อยอดความรไป
ู
ี
่
ุ
็
ิ
ู
้
ึ
้
ู
่
็
ี
ี
่
ิ
ื
“คุณลิขต” คอ คนทท าหน้าทจดบันทกกิจกรรมจัดการความรต่าง ๆ เพื่อจัดท าเปนคลังความร ู ้
ขององค์กร
ี
่
ู
่
ั
ในการจัดการความรทอยู่ในคนโดยการแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน จากการเล่าเรองส่กันฟง
ื
ี
ู
้
ู
ี
่
้
ื่
ุ
ื
่
ุ
ื่
ี
ุ
ู
ิ
่
ี
ื
ี
บคคลทส่งเสรมสนับสนนให้มการรวมตัวกันเพือเล่าเรองคอผู้น าสงสด หรอทเรยกว่า “คุณเอื้อ” เมอ
่
ี
็
รวมตัวกันแล้วแต่ละคนได้เล่าเรองทประสบผลส าเรจจากการปฏบัตของตนเอง ออกมาให้เพื่อนฟง คนท ี่
ั
ื
ิ
ี
่
่
ิ
่
ื
่
เล่าเรองแต่ละเรองนั้นเรยกว่า “คุณกิจ” และในระหว่งทเล่าจะมการซักถามความร เพื่อให้เหนแนวทาง
ี
ื
ี
้
ู
่
ี
็
ี
่
็
ิ
่
ี
ี
ิ
ของการปฏบัติ เทคนค เคล็ดลับในการท างานให้ประสบผลส าเรจ ผู้ทท าหน้าทเรยกว่า “คุณอ านวย”
่
ี
และในขณะทเล่าเรองจะมผู้คอยจดบันทก โดยเฉพาะเคล็ดลับ วิธการท างานให้ประสบผลส าเรจ นั่นคอ
ื
ื
็
่
ี
ี
ึ
ื
่
ุ
ั
่
“คุณลิขต” ซงก็หมายถงคนทคอยจดบันทกนั่นเอง เมอทกคนเล่าจบได้ฟงเรองราววิธการท างานให้
ึ
ี
ึ
ื
ึ
่
่
ี
ิ
่
้
ุ
ู
่
ุ
ประสบ ผลส าเรจแล้ว ทกคนช่วยกันสรปความรทได้จากการสรปน้ เรยกว่า “แกนความรู” นั่นเอง
ี
ี
ี
็
ุ
้
ั
่
เครองมือทีเกียวของกับการจดการความรู ้
้
่
ื
่
่
ื
ี่
ื
ื่
ี
้
ู
้
การจัดการความร หัวใจส าคัญคอการจัดการความรทอยู่ในตัวคน เครองมอทเกียวข้องกับการ
่
ู
ี
้
ู
ึ
้
จัดการความรเพื่อการแลกเปลยนเรยนร จงมหลากหลายรปแบบ ดังน้ ี
ี่
ี
ู
ู
ี่
ี
ุ
่
็
ิ
1. การประชม (สัมมนา ปฏบัตการ) ทั้งทเปนทางการและไม่เปนทางการ เปนการแลกเปลยน
็
็
ิ
ี
เรยนรร่วมกัน หน่วยงานองค์กรต่าง ๆ มการใช้เครองมอการจัดการความรในรปแบบน้กันมาก โดยเฉพาะ
้
ู
ี
้
ู
ี
ู
ื
่
ื
หน่วยงานราชการ
85
ึ
ู
ี
ึ
ู
ู
ื
ี่
้
ี
2. การไปศกษาดงาน นั่นคอ แลกเปลยนเรยนรจากการไปศกษาดงาน มการซักถาม หรอ
ื
ี
ู
ี
่
็
ื
็
ึ
ิ
้
ู
ื
จัดท าเวทแสดงความคดเหนในระหว่างไปศกษาดงาน ก็ถอเปนการแลกเปลยนความรร่วมกัน คอ ความร ้ ู
ย้ายจากคนไปส่คน
ู
ุ
็
3. การเล่าเรอง (storytelling) เปนการรวมกล่มกันของผู้ปฏิบัตงานทมลักษณะคล้ายกัน
ิ
่
่
ื
ี
ี
ั
้
ี
ั
ู
ประมาณ 8 - 10 คน แลกเปลยนเรยนรโดยการเล่าเรองส่กันฟง การเล่าเรองผู้ฟง จะต้องนั่งฟงอย่างมสมาธ ิ
ั
ื
ี
่
่
ื
ู
่
ี
่
ี
่
ื
่
ื
ิ
ื
็
หรอฟงอย่างลกซ้ง จะท าให้เข้าใจในบรบทหรอสภาพความเปนไปของเรองทเล่า เมอแต่ละคนเล่าจบจะม ี
ั
ื
ึ
ึ
ู
ิ
็
ี่
ี
ี่
้
็
็
ี
การสกัดความรทเปนเทคนค วิธการทท าให้งานประสบผลส าเรจออกมา งานทท าจนประสบผลส าเรจ
่
ี
ิ
ี
ี
ี
่
ิ
็
ู
้
่
เรยกว่า best practice หรอการปฏบัตงานทเลศ ซงแต่ละคนอาจมวิธการทแตกต่างกัน ความรทได้ถอเปน
ี่
ึ
ื
ิ
ื
ี่
้
ู
ิ
การยกระดับความรให้กับ คนทยังไม่เคยปฏบัต และสามารถน าความรทได้รบประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางาน
ู
้
ี่
ั
่
ิ
ี
ของตนเองได้
่
ุ
ื
ิ
่
4. ชมชนนักปฏบัต (Community of Practice : CoPs) เปนการรวมตัวกันของคนทสนใจเรอง
ี
็
ิ
ี
็
่
ี
ื
่
เดยวกัน รวมตัวกันเพือแลกเปลยนทั้งเปนทางการ ผ่านการสอสารหลาย ๆ ช่องทาง อาจรวมตัวกันใน
่
้
่
ู
ุ
ี
ู
ื
ลักษณะของการประชม สัมมนา และแลกเปลยนความรกัน หรอการ รวมตัวในรปแบบอน เช่น การตั้ง
ื่
่
ึ
็
เปนชมรม หรอใช้เทคโนโลยีในการแลกเปลยนความรกันในลักษณะของเว็บบล็อก ซงสามารถ
ู
้
่
ี
ื
้
่
แลกเปลยนเรยนรกันได้ทกท ทกเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายอกด้วย การแลกเปลยนเรยนรจะท าให้เกิด
ุ
ู
ี
้
ี
ุ
่
ู
ี
่
ี
ี
ี
้
ู
การพัฒนาความร และต่อยอดความร ู ้
ื
ึ
5. การสอนงาน หมายถง การถ่ายทอดความรหรอบอกวิธการท างาน การช่วยเหลอให้
ี
ื
ู
้
ค าแนะน า ให้ก าลังใจแก่เพือนร่วมงาน รวมทั้งการสรางบรรยากาศเพือถ่ายทอดและแลกเปลยนความร ู ้
ี
่
่
้
่
่
ู
ี
้
ู
้
่
ี่
ื
ู
จากคนทรมาก ไปส่คนทรน้อยในเรองนั้น ๆ
่
์
ึ
ั
6. เพือนช่วยเพือน (Peer Assist) หมายถง การเชญทมอนมาแบ่งปนประสบการณด ๆ ท ี่
ี
ิ
ื
่
่
ี
เรยกว่า best practice ให้เรามาแนะน า มาสอน มาบอกต่อ หรอมาเล่าให้เราฟง เพื่อเราจะได้น าไป
ั
ี
ื
้
ู
็
ี
ี
ี
่
ึ
ประยุกต์ใช้ในองค์กรของเราได้ และเปรยบเทยบเปนระยะ เพือยกระดับความรและพัฒนางานให้ดยิ่งข้น
ต่อไป
ิ
็
7. การทบทวนก่อนการปฏบัตงาน (Before Aciton Review : BAR) เปนการทบทวนการ
ิ
ื
ิ
ิ
่
้
้
่
ู
ู
ิ
ท างานก่อนการปฏบัตงาน เพือดความพรอมก่อนเร่มการอบรม ให้ความร หรอท ากิจกรรมอน ๆ โดยการ
ื
ุ
่
ิ
้
่
ึ
้
เชญคณะท างานมาประชมเพือตรวจสอบความพรอมแต่ละฝายน าเสนอถงความพรอมของตนเองตาม
ึ
่
ั
ึ
่
็
ิ
ิ
บทบาทหน้าททได้รบการทบทวนก่อนการปฏบัตงาน จงเปนการปองกันความผิดพลาดทจะเกิดข้นก่อน
ี
่
ี
ี
้
การท างานนั่นเอง
็
8. การทบทวนขณะปฏบัตงาน (During Action Review : DAR) เปนการทบทวนในระหว่าง
ิ
ิ
ึ
ี่
ื
ื
ั
ทท างาน หรอจัดอบรม โดยการสังเกตและน าผลจากการสังเกตมาปรกษาหารอ และแก้ปญหาในขณะ
ื
ั
ท างานร่วมกัน ท าให้ลดปญหาหรออปสรรคในระหว่างการท างานได้
ุ
86
ิ
ิ
ิ
็
ื
9. การทบทวนหลังการปฏบัตงาน (After Action Review : AAR) เปนการตดตาม ผลหรอ
ิ
ทบทวนการท างานของผู้เข้าร่วมกิจกรรม หรอคณะท างานหลังเลกกิจกรรมแล้ว โดยการนั่งทบทวนส่งท ่ ี
ื
ิ
ิ
ิ
ี
ได้ปฏบัตไปร่วมกัน ผ่านการเขยนและการพูด ด้วยการตอบค าถามง่าย ๆ ว่า คาดหวังอะไรจากการท า
ื
ี
่
ี
กิจกรรมน้ได้ตามทคาดหวังหรอไม่ได้เพราะอะไรและจะท าอย่างไรต่อไป
้
ู
ี่
ิ
ั
ี
10. การจัดท าดัชนผู้ร คอการรวบรวมผู้ทเชยวชาญเก่งเฉพาะเรอง หรอภูมปญญามารวบรวม
ื
ี
่
ื
ื
่
์
่
ู
็
้
ู
ี
ึ
จัดเก็บไว้อย่างเปนระบบ ทั้งรปแบบทเปนเอกสาร สออเล็กทรอนกส เพือให้คนได้เข้าถงแหล่งเรยนรได้ง่าย
็
ิ
ิ
ื่
่
ี
่
ี
้
และน าไปส่กิจกรรมการแลกเปลยนรต่อไป
ู
ู
ี
้
เครองมอในการแลกเปลยนเรยนรน้เปนเพียงส่วนหนงของเครองมออกหลายชนดทน าไปใช้ใน
ึ
่
็
ู
่
ิ
่
ี
ื
่
ี
ื
ื
ี
ี
ื
่
การจัดการความร เครองมอทมผู้น ามาใช้มากในการแลกเปลยนเรยนรในระดับตนเองและระดับกล่ม คอ
ี่
ู
ี
ุ
ื
ื่
ี่
ื
ี
้
้
ู
ี
ิ
ี
ี
่
็
ื
่
้
การแลกเปลยนเรยนรโดยเทคนคการเล่าเรอง การเล่าเรองเปนการแลกเปลยนเรยนรจากวิธการท างาน
่
ู
ื
่
ู
ี
้
ี
่
็
ี
ื่
ื
ื
็
้
ี
ของคนอนทประสบผลส าเรจ หรอทเรยกว่า Best practice เปนการเรยนรทางลัด นั่นคอเอาเทคนค
ี่
ู
ิ
ี
ี
็
ี
ี่
ื่
็
ี
วิธการท างานทคนอนท าแล้วประสบผลส าเรจมาเปนบทเรยน และน าวิธการนั้นมาประยุกต์ใช้กับตนเอง
่
ี
เกิดวิธการปฏบัตใหม่ทดข้นกว่าเดม เปนวงจรเรอยไปไม่ส้นสด การแลกเปลยนเรยนรจากการเล่าเรองม ี
ี
ิ
ิ
ื
ี
่
่
้
ุ
ี
ิ
่
ื
ึ
็
ี
ู
ิ
ลักษณะ ดังน้ ี
การเลาเรอง
ื่
่
ึ
่
ื
ื
ู
้
ื
ื
็
การเล่าเรอง หรอ Storytelling เปนเครองมออย่างง่ายในการจัดการความร ซงมวิธการไม่ยุ่งยาก
่
่
ี
ี
์
ซับซ้อน สามารถใช้ได้กับทกกล่มเปาหมายเปนการเล่าประสบการณในการท างานของแต่ละคนว่าม ี
้
ุ
็
ุ
ี
็
วิธการท าอย่างไรจงจะประสบผลส าเรจ
ึ
กิจกรรมเลาเรอง ตองท าอะไรบาง
ื่
่
้
้
กิจกรรมจัดการความร โดยใช้เทคนคการเล่าเรอง ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ดังน้
้
ิ
ี
่
ู
ื
็
์
ี
ื
ุ
ิ
ุ
่
1. ให้คณกิจ (สมาชกทกคน) เขยนเรองเล่าประสบการณความส าเรจในการท างาน ของตนเอง
ู
เพื่อให้ความรฝงลกในตัว (Tacit Knowledge) ปรากฏออกมาเปนความรชัดแจ้ง (Expicit Knowledge)
้
้
ึ
็
ั
ู
ื
ั
่
2. เล่าเรองความส าเรจของตนเอง ให้สมาชกในกล่มย่อยฟง
ิ
็
ุ
ี
3. คุณกิจ (สมาชก) ในกล่มช่วยกันสกัดขุมความรจากเรองเล่า เขยนบนกระดาษฟลปชารต
์
ู
ื
ุ
้
ิ
ิ
่
็
ู
้
ุ
ื
่
้
่
ี
ู
ึ
ี
4. ช่วยกันสรปขุมความรทสกัดได้จากเรอง ซงมจ านวนหลายข้อให้กลายเปนแก่น ความร
่
็
ซงเปนหัวใจทท าให้งานประสบผลส าเรจ
่
็
ี่
ึ
ื
ื
ุ
่
5. ให้แต่ละกล่ม คัดเลอกเรองเล่าทดทสด เพือน าเสนอในทประชมใหญ่
ุ
ี
ี
่
่
่
ุ
ี
่
ี
้
ู
6. รวมเรองเล่าของทกคน จัดท าเปนเอกสารคลังความรขององค์กร หรอเผยแพร่ผ่านทาง
่
ื
ุ
็
ื
เว็บไซต์ เพือแบ่งปนแลกเปลยนความร และน ามาใช้ประโยชน์ในการท างาน
้
ู
ั
่
่
ี
87
ื่
่
์
่
ตัวอยางเรองเลา “ประสบการณความสาเรจ
็
่
ี่
ี
่
“...แซน อีกแลว ! ท าไม เธอถึงเกเรอยางน้ นเปนครงที่เทาไหรละ ที่ชอบรงแกเด็ก ครูเอือมระอา
่
่
ั
ั
้
้
็
เธอเหลือเกิน”
ิ
็
ี
้
ู
ุ
ี
เสยงครเวรประจ าวัน เปนสภาพสตรวัยกลางคน กล่าวต าหน ด.ช.แซน ผู้ก าพราพ่อแม่ ต่อหน้า
เพื่อน ๆ ทหน้าเสาธง
ี่
์
่
ี
ู
จากนั้นก็หันมาใส่อารมณกับข้าพเจ้าทยืนดอยู่ข้าง ๆ
้
ู
ี
ี
่
่
็
ู
“ครสมชาย ช่วยจัดการให้พีทเถอะ พีไม่รจะท าอย่างไรกับเดกเกเรคนน้แล้ว”
่
ี
ั
ั
้
ข้าพเจ้าตอบรบไปสั้น ๆ ด้วยค าว่า “ครบ” พรอมกับความรหลายอย่างทอัดแน่นอยู่ในใจทยากจะ
ี่
ู
้
อธบาย
ิ
่
ึ
ึ
่
้
ข้าพเจ้าไปหาแซน ซงอาศัยอยู่กับยายในเย็นวันหนง พรอมของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ พูดคย สาระทกข์
ุ
ุ
ิ
สขดบแบบคนค้นเคยกัน ตามประสาครบ้านนอก ท าให้ทราบข้อมูลเชงลกว่า พ่อ และแม่ของแซน
ุ
ึ
ู
ิ
ุ
ู
่
ี
ุ
็
ี
ี
็
ี
ี
ิ
ี
ู
เสยชวิตด้วยโรคภมค้มกันบกพร่อง และตอนทยังมชวิตอยู่ก็มักทะเลาะตบตกันให้ลกเหนเปนประจ า
ข้าพเจ้ากลับบ้านพรอมโจทย์ข้อใหญ่
้
ุ
ี
ุ
ิ
์
ึ
ิ
ร่งข้น ข้าพเจ้าเรยกแซนมาคย ชวนให้มาช่วยท างานในวันเสารอาทตย์ เพื่อหารายได้เสรม เช่น
ปลูกผักสวนครว เพาะช ากล้าไม้ ซงข้าพเจ้าเปนผู้รบซ้อเอง
ั
็
ื
ั
ึ
่
ี
ิ
ี
ี
ื
ี
่
จากวันนั้น วันทแซนเรยนอยู่ชั้น ม.1 มพฤตกรรมคอ...เกเร...ไม่ตั้งใจเรยน....
ี
ึ
ี่
ี
ี
ี่
จนถงวันท 23 มนาคม 2551 แซนจบชั้น ม.3 ด้วยเกรดเฉลย 3.68 สอบเข้าเรยนต่อชั้น ม.4 โรงเรยน
มัธยมประจ าอ าเภอ ในโปรแกรมวิทย์ - คณตได้ มรายได้สะสมเปนตัวเลขเงนในบัญชธนาคารจากการหา
็
ิ
ิ
ี
ี
ี
ื
็
ิ
รายได้พิเศษระหว่างเรยน เปนจ านวนเงนหมนกว่าบาท
่
ี่
หลังเสรจพิธรบประกาศนยบัตร ชั้น ม.3 แซนมากราบทตักของข้าพเจ้า พรอมพูดด้วยน ้าเสยงทสั่นเครอ
็
ั
ี
ี
้
ี
ี
ื
่
และน ้าตาของความปล้มปตว่า...
ื
ิ
ิ
ี
ู
ี
ั
“ครครบ ! ถ้าไม่มครผมคงไม่มวันน้ครบ”
ี
ั
ู
้
ู
ึ
น ้าตาของข้าพเจ้าไหลซมโดยไม่รตัว
ึ
่
ี
ี
ื
ู
ตบไหล่แซนแรง ๆ กอดซ ้าอกทหนง เหมอนกอดลกชาย
้
ิ
ี
ู
ดใจด้วยจรง ๆ ว่ะ สต่อไปนะ...นะ...แซน...
ั
ื
่
ี
ชุมชนนกปฏิบัติหรอชุมชนแหงการเรยนรู (CoPs)
้
ี
้
ู
ี่
ุ
ุ
็
ึ
ในชมชนมปญหาซับซ้อนทคนในชมชนต้องร่วมกันแก้ไข การจัดการความรจงเปนเรองททก
ื่
ั
ี
่
ุ
คนต้องให้ความร่วมมอ และให้ข้อเสนอแนะในเชงสรางสรรค์ การรวมกล่มเพือแก้ปญหา หรอร่วมมอ
ื
ื
ิ
้
ุ
ั
่
ื
ิ
ี
ึ
ี
ุ
่
ุ
ิ
ี
ุ
ู
้
ี
่
ิ
กันพัฒนาโดยการแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน เรยกว่า “ชมชนนักปฏบัต” บคคลในกล่มจงต้องมเจตคตทด ี
ี
88
ื
ุ
ู
ิ
้
ู
ั
้
ิ
็
ี
ิ
ในการแบ่งปนความร น าความรทมอยู่มาพัฒนากล่มจากการลงมอปฏบัต และเคารพในความคดเหนของ
่
ี
ผู้อน
ื่
ชุมชนนกปฏิบัติคืออะไร
ั
ิ
ชมชนนักปฏบัต คอ คนกล่มเล็ก ๆ ซงท างานด้วยกันมาระยะหนงมเปาหมายร่วมกัน และ
ี
ุ
้
ิ
่
ุ
ื
ึ
ึ
่
่
่
้
ี
ู
ั
ี
ุ
ต้องการทจะแบ่งปนแลกเปลยนความรประสบการณจากการท างานร่วมกัน กล่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิด
์
็
จากการจัดตั้งโดยองค์กร หรอชมชนเปนกล่มทเกิดจากความต้องการแก้ปญหา พัฒนาตนเองเปนความ
ุ
่
ี
ื
็
ั
ุ
ี
พยายามทจะท าให้ความฝนของตนเองบรรลผลส าเรจ กล่มทเกิดข้นไม่มอ านาจใด ๆ ไม่มการก าหนดไว้
่
ุ
ี
็
ี
ี่
ุ
ั
ึ
ุ
ในแผนภูมโครงสรางองค์กร ชมชน เปาหมายของการเรยนรของคนมหลายอย่าง ดังนั้นชมชนนักปฏบัต ิ
ี
ิ
้
ี
ู
้
ิ
้
ุ
ิ
ี
็
่
ึ
ู
้
ี
่
ุ
็
ี
ื
ี
ี
ึ
ี
จงมได้มเพียงกล่มเดยว แต่เกิดข้นเปนจ านวนมาก ทั้งน้อยู่ทประเดนเน้อหาทต้องการจะเรยนรร่วมกัน
่
นั่นเอง และคนคนหนงอาจจะเปนสมาชกในหลายชมชนก็ได้
ิ
็
ึ
ุ
ชุมชนนกปฏิบัติมีความสาคัญอยางไร
ั
่
็
ุ
ชมชนนักปฏบัตเกิดจากกล่มคนทมเครอข่ายความสัมพันธทไม่เปนทางการมารวมตัวกัน เกิด
์
ี
ื
ี
ุ
่
ี
ิ
ิ
่
์
จากความใกล้ชด ความพอใจจากการมปฏสัมพันธร่วมกัน การรวมตัวกันในลักษณะทไม่เปนทางการจะ
่
ิ
็
ี
ิ
ี
้
ู
็
ี
ื
้
ู
ุ
ื
เอ้อต่อการเรยนร และการสรางความรใหม่ ๆ มากกว่าการรวมตัวกันอย่าง เปนทางการ มจดเน้น คอ
ี
้
ู
ื
ิ
้
ิ
็
ี
ิ
์
ั
ต้องการเรยนรร่วมกันจากประสบการณการท างานเปนหลักการท างานในเชงปฏบัต หรอจากปญหาใน
ี่
ี
ื
้
ชวิตประจ าวัน หรอเรยนรเครองมอใหม่ ๆ เพื่อน ามา ใช้ในการพัฒนางาน หรอวิธการท างานทได้ผลและ
ื
่
ี
ื
ื
ู
ี
้
ู
์
ั
ี
ิ
ึ
้
ี
ไม่ได้ผลการมปฏสัมพันธระหว่างบคคล ท าให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลยนความรฝงลก สรางความรและ
ุ
่
้
ู
ความเข้าใจได้มากกว่าการเรยนรจากหนังสอ หรอการฝกอบรมตามปกต เครอข่ายทไม่เปนทางการในเวท ี
ื
ึ
็
ู
ื
ิ
้
ี
ี
่
ื
ุ
ิ
ิ
ุ
ชมชนนักปฏบัตซงมสมาชกจากต่างหน่วยงาน ต่างชมชน จะช่วยให้องค์กรหรอชมชนประสบความส าเรจ
็
่
ิ
ื
ุ
ึ
ี
ี
่
่
ื
ี
็
ได้ดกว่าการสอสารตามโครงการทเปนทางการ
ชุมชนนกปฏิบัติเกิดข้นไดอยางไร
ั
่
ึ
้
่
ิ
ื
ิ
่
่
การรวมกล่มปฏบัตการ หรอการก่อตัวข้นเปนชมชนนักปฏบัตได้ล้วนเปนเรองทเกียวกับคน คน
ี
็
ิ
ื
ุ
ิ
็
ุ
ึ
ี
ต้องม 3 ส่งต่อไปน้เปนเบ้องต้น คอ
็
ี
ื
ิ
ื
ั
ี่
ิ
ื
ู
้
ี
ี่
1. ต้องมเวลา คอ เวลาทจะมาแลกเปลยนเรยนร มาร่วมคด ร่วมท า ร่วมแก้ปญหา ช่วยกัน
ี
ื
่
ึ
ี
ุ
้
พัฒนางาน หรอสรางสรรค์ส่งใหม่ ๆ ให้เกิดข้น หากคนทมารวมกล่มไม่มเวลาหรอไม่จัดสรรเวลาไว้เพือ
ื
่
ิ
ี
ี
ี
่
ิ
ุ
ิ
การน้ ก็ไม่มทางทจะรวมกล่มปฏบัตการได้
ี
่
ุ
2. ต้องมเวทหรอพื้นท การมเวทหรอพื้นทคอการจัดหาหรอก าหนดสถานททจะใช้ในการพบกล่ม
ื
่
ี
ี
ี
่
ี
ื
ี
ื
ี
่
ื
ี
ี
ี่
ุ
การชมชน พบปะพูดคยสนทนาแลกเปลยนความคด แลกเปลยนประสบการณตามทกล่มได้ช่วยกัน
่
ี
ิ
ุ
ี
่
ุ
์
ู
ี
ี
ุ
ึ
ี
ก าหนดข้น เวทดังกล่าวน้อาจมหลายรปแบบ เช่น การจัดประชม การจัดสัมมนา การจัดเวทประชาคมเวท ี
ี
ื
็
ข้างบ้าน การจัดเปนมมกาแฟ มมอ่านหนังสอ เปนต้น
ุ
็
ุ
89
ื
ี
็
้
ู
่
ี
ี่
ี
การจัดให้มเวทหรอพื้นทดังกล่าว เปนการท าให้คนได้มโอกาสแลกเปลยนเรยนรในบรรยากาศ
ี
ี
ิ
ุ
ี
่
ี
ื
ี่
ื่
ี
สบาย ๆ เปดโอกาสให้คนทสนใจเรองคล้าย ๆ กัน หรอคนทท างานด้านเดยวกันมโอกาสจับกล่ม
ปรกษาหารอกันได้โดยสะดวก ตามความสมัครใจในภาษาอังกฤษเรยกการ ชมนมลักษณะน้ว่า“Community
ุ
ึ
ี
ุ
ี
ื
ี
ี
ิ
ิ
of Practices” หรอเรยกย่อว่า CoPs ในภาษาไทยเรยก “ชมชนนักปฏบัต”
ื
ุ
่
ี
ิ
่
ื่
ี
ี
็
ิ
ี
ี
ชมชนนักปฏบัตเปนค าทใช้กันโดยทั่วไป และมค าอน ๆ ทมความหมายเดยวกันน้ เช่น ชมชน
ุ
ี
ุ
ี
ู
ี
่
แห่งการเรยนร ชมชนปฏบัตการ หรอเรยกค าย่อในภาษาอังกฤษว่า CoPs ก็เปนทเข้าใจกัน
ิ
ิ
็
ุ
้
ี
ื
3. ต้องมไมตร คนต้องมไมตรต่อกันเมอมาพบปะกัน การมไมตรเปนเรองของใจ การมน ้าใจ
ื
่
ี
ี
ี
ี
ี
ี
็
ื่
ี
ต่อกัน มใจให้กันและกัน เปนใจทเปดกว้างรบฟงความคดเหนของผู้อน พรอมรบส่งใหม่ ๆ ไม่ตดยึดอยู่
ิ
ิ
ี่
็
ั
็
ั
ิ
ั
้
ี
ื่
ิ
้
่
่
ี
ื
ื
ิ
ี
ึ
กับส่งเดม ๆ มความเอ้ออาทร พรอมทจะช่วยเหลอเกื้อกูลซงกันและกัน
ิ
้
การรวมกล่มปฏบัตการ จะด าเนนไปได้ด้วยด บรรลตามเปาหมายทตั้งไว้จะต้องมเวลา เวท ี
่
ิ
ิ
ี
ิ
ี
ุ
ุ
ี
ไมตร เปนองค์ประกอบทช่วยสรางบรรยากาศทเปดกว้าง และเอ้ออ านวยต่อการแสดงความคดเหนท ่ ี
็
่
ี
ี
ิ
ี
่
้
็
ื
ิ
ุ
ึ
หลากหลายในกล่ม จะท าให้ได้มมมองทกว้างขวางยิ่งข้น
ุ
ี
่
รูปแบบของเวทีชุมชนนกปฏิบัติ
ั
่
ิ
ิ
ุ
ี
การแลกเปลยนเรยนรผ่านเวทชมชนนักปฏบัตมหลากหลายรปแบบ เช่น การมารวม กล่มกันเพือ
ู
ี
่
ี
ุ
ี
ู
้
ุ
ู
้
แลกเปลยนความรระหว่างกัน ในรปแบบต่าง ๆ เช่น การประชม การสัมมนา การจัดเวทประชาคม เวท ี
ู
่
ี
ี
ี
ุ
็
ื่
ข้างบ้าน การจัดเปนมมกาแฟ มมอ่านหนังสอ แต่ในปจจบันมการใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการสอสาร ท า
ุ
ื
ุ
ั
์
่
ให้เกิดการแลกเปลยนเรยนรร่วมกันผ่านทางอนเทอรเนต ดังนั้นรปแบบของการแลกเปลยนเรยนร
่
ี
ิ
ู
ี
ี
ู
ี
็
้
้
ู
ี
ี
ุ
ี
ู
ิ
ี
ึ
ทเรยกว่า “เวทชมชนนักปฏบัต” จงม 2 รปแบบ ดังน้ ี
่
ิ
้
ี
ื
ุ
็
็
ิ
ุ
ี
่
ู
1. เวทีจรง เปนการรวมตัวกันเปนกล่มหรอชมชน และมาแลกเปลยนเรยนรร่วมกันด้วยการ
่
ี
ิ
็
ุ
ี
่
็
็
็
เหนหน้ากัน พูดคยแลกเปลยนความคดเหนทั้งแบบเปนทางการและไม่เปนทางการ แต่การแลกเปลยนใน
ลักษณะน้จะมข้อจ ากัดในเรองค่าใช้จ่ายในการเดนทางมาพบกัน แต่สามารถแลกเปลยนเรยนรร่วมกันได้
ี
ี
้
ิ
ี
่
ี
่
ื
ู
ในเชงลก
ึ
ิ
90
่
2. เวทีเสมือน เปนการรวมตัวกันเชอมเปนเครอข่าย เพือแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน ผ่านทาง
ื
ื
็
็
่
ี
่
้
ู
ี
ื่
ิ
่
ื
ึ
็
็
์
อนเทอรเนต ซงในปจจบันมการใช้อนเทอรเนตในการสอสารหรอค้นคว้าหาข้อมูลกันอย่างแพร่หลายทั้ง
ิ
ั
์
ี
ุ
็
ี
ี
่
ี
้
ู
่
็
ี
้
ู
ี
ในประเทศและต่างประเทศ การแลกเปลยนเรยนรในลักษณะน้เปนการแลกเปลยนเรยนรแบบไม่เปน
ึ
ื
ู
้
็
ี
์
์
็
ิ
ทางการ มปฏสัมพันธกันผ่านทางออนไลน จะเหนหน้ากันหรอไม่เหนหน้ากันก็ได้ และจะมความรสก
ี
ี
ู
้
ื
ี
ื
ี่
ื
ี
ื
ึ
เหมอนอยู่ใกล้กัน จงเรยกว่า “เวทเสมอน” นั่นคอ เสมอนอยู่ใกล้กันนั่นเอง การแลกเปลยนเรยนรจะใช้
ื
ุ
วิธการบันทกผ่านเว็บบล็อก ซงเหมอนสมดบันทกเล่มหนงทอยู่ในอนเทอรเนต สามารถบันทกเพื่อ
่
ึ
ี
ี
่
็
์
ิ
ึ
ึ
ึ
ึ
่
ุ
ื
ุ
ี
่
่
ิ
่
ู
ี
้
แลกเปลยนเรยนรและส่งข้อมูลหากันได้ทกททกเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายเนองจากไม่ต้องเดนทางมา
ี
พบกัน
่
ี
ชุมชนแหงการเรยนรู ้
ี
้
ู
ี
ุ
้
ุ
ื
ู
้
่
ี
ชมชนแห่งการเรยนร คอ การทคนในชมชนเข้าร่วมในกระบวนการเรยนร พรอมทจะเปนผู้ให้
็
ี่
้
ุ
้
ั
ู
ู
ู
้
ความรและรบความรจากการแบ่งปนความรทั้งในตนเองและความรในเอกสารให้แก่กันและกัน ชมชน
ั
ู
้
ื
แห่งการเรยนรจงมทั้งระบบบคคลและระดับกล่ม เชอมโยงกันเปนเครอข่ายเพือเรยนรร่วมกัน
ี
้
ี
ู
่
ู
ึ
ื
่
ุ
ี
้
ุ
็
การส่งเสรมให้ชมชนเปนชมชนแห่งการเรยนรจงต้องเร่มทตัวบคคล เร่มต้นจากการท าความ
ุ
ุ
ู
ิ
ุ
ิ
็
ี
่
ึ
ิ
ี
้
ี
ุ
เข้าใจ สรางความตระหนักให้กับคนในชมชนเปนบคคลแห่งการเรยนร เหนความส าคัญของการมนสัยใฝ ่
ี
็
ุ
ู
้
ิ
้
็
่
เรยนร ส่งเสรมให้เกิดการเรยนรจากกิจกรรมทรฐบาลหรอองค์กร ชมชนจัดให้จากการพบปะพูดคย
ี
ี
้
ุ
ุ
ิ
ื
้
ั
ี
ู
ู
ั
ี่
่
้
ี
้
่
ู
ิ
ี
็
แลกเปลยนเรยนรร่วมกันอย่างสม าเสมอ จนเกิดเปนความเคยชนและเหนประโยชนจากความรทได้รบ
ู
็
์
เพิ่มข้น
ึ
91
้
ิ
ี่
ุ
ั
่
้
ุ
ื
ิ
ี
ู
การสรางนสัยใฝเรยนรของบคคล คอ การให้ประชาชนในชมชนได้รบบรการต่าง ๆ ทสนใจ
่
อย่างต่อเนองสม าเสมอ กระต้นให้เกิดความอยากรอยากเหนเปนอันดับแรก เกิดความ ตระหนักถง
็
ู
้
ื
่
ุ
็
ึ
ู
้
้
ความส าคัญของการศกษาหาความร เกิดการเรยนรอย่างต่อเนอง เปนผู้น าในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งการ
ู
ี
็
ื
ึ
่
้
ู
ุ
ื
ี
เรยนรจากหนังสอ เรยนรเพื่อพัฒนาอาชพและการพัฒนาคณภาพชวิต
้
ี
ี
ี
ู
ี
ุ
่
็
ุ
ิ
ดังนั้น บคคลถอเปนส่วนหนงของชมชนหรอสังคม การส่งเสรมให้บคคลเปนผู้ใฝเรยนร ย่อม
ื
ื
ุ
้
ู
็
ึ
่
ี
่
ุ
ุ
ส่งผลให้ชมชนเปนชมชนแห่งการเรยนรด้วย การส่งเสรมให้ชมชนมส่วนร่วมในการแลกเปลยนเรยนร ้ ู
ิ
ี
็
ี
ี
ู
ุ
้
็
็
ี
้
ู
่
ุ
ร่วมกันอย่างสม าเสมอ ทั้งเปนทางการและไม่เปนทางการ จะท าให้เกิดการหมนเกลยวของความร หาก
ี
ุ
ุ
็
ู
้
ุ
บคคลในชมชนเกิดความค้นเคยและเหนความส าคัญของการเรยนรอยู่เสมอ จะเปนก้าวต่อไปของการ
็
ุ
พัฒนาชมชนและสังคมให้เปนสังคมแห่งการเรยนร ู ้
็
ี
่
ตัวชวัดระดับกลุม
้
ี
ุ
1. มเวทชมชนแลกเปลยนเรยนรในหลายประเด็น
้
ู
ี
ี่
ี
ี
่
ุ
้
ี
ื
2. มกล่ม องค์กร เครอข่ายทมการเรยนรร่วมกันอย่างต่อเนอง
ี
ี
ื
ู
่
ี
็
์
่
ี
ี
ุ
ู
้
ู
้
ุ
ู
้
ี
ิ
ั
3. มชดความร องค์ความร ภูมปญญา ทปรากฏเด่นชัด และเปนประสบการณเรยนรของชมชน
ู
ถกบันทกและจัดเก็บไว้ในรปแบบต่าง ๆ
ึ
ู
่
การพัฒนาขอบขายความรูของกลุม
่
้
ขอบข่ายความรจะกว้างขวางเพียงใดข้นอยู่กับเปาหมายและประโยชนของความรทกล่มต้องการ
ู
้
ุ
ู
่
ี
ึ
์
้
้
่
้
้
ในกล่มพัฒนาอาชพต่าง ๆ ในชมชนนั้น เปาหมายของการจัดตั้งกล่มก็เพือสรางงานสรางอาชพให้กับคน
ุ
ี
้
ุ
ุ
ี
ุ
ุ
ี
ี
ั
ุ
ในชมชน เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดปญหาการว่างงาน และสรางความสามัคคในชมชน แต่กล่มอาชพท ่ ี
้
ด าเนนการอยู่ได้ในปจจบัน มปจจัยหลายอย่างทส่งผลให้กล่มเข้มแข็งยั่งยืน และกล่มล่มสลายไม่สามารถ
ั
ุ
ั
ี
ิ
่
ี
ุ
ุ
ุ
ี
ู
้
ิ
ุ
ี
่
ุ
ี
็
้
ู
ิ
ด าเนนการต่อไปได้ กล่มทด าเนนการอยู่ได้ถอว่ากล่มมการจัดความรในกล่มได้เปนอย่างด ความรท ี่
ื
เกียวข้องในการพัฒนากล่มนั้นมขอบข่ายความรทจ าเปนและส าคัญต่อการพัฒนากล่ม ซงน าเสนอไว้พอ
่
ี
ุ
้
่
ู
ี
ุ
ึ
็
่
สังเขป ดังน้ ี
92
ิ
ั
็
่
่
้
ิ
ื
ุ
ั
ี
ุ
็
ู
้
่
ี
1. ความรูเรองการบรหารจดการกลุม เปนความรทจ าเปนส าหรบกล่ม หากกล่มมการบรหาร
ี
็
ั
ี
่
ี
ุ
ุ
จัดการไม่โปร่งใส จัดท าระบบบัญชไม่เปนปจจบันไม่มระบบการตรวจสอบทดจะท าให้กล่มขาดความ
ี
ิ
ไว้วางใจกัน เกิดความขัดแย้งกันเองภายในกล่ม ส่งผลให้สมาชกกล่มไม่ให้ความร่วมมอในการท า
ุ
ื
ุ
กิจกรรมต่าง ๆ และกล่มไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้
ุ
ึ
2. ความรูเรองการพัฒนาผลิตภัณฑ กล่มจัดตั้งข้นเพือต้องการพัฒนาอาชพให้คนในชมชน
่
ื
่
์
ุ
้
ี
ุ
ื
ุ
ั
ี
่
ิ
้
ู
ิ
็
เปนการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย หากกล่มไม่มความรเรองการพัฒนาผลตภัณฑ์ก็จะท าให้สนค้าไม่ได้รบ
็
ี
่
ี
ุ
ึ
ุ
ความนยม ไม่เปนทต้องการของตลาด และจ าหน่ายไม่ได้ในทสด ดังนั้นกล่มจงต้องมการพัฒนา
ิ
่
ี
ผลตภัณฑ์อย่างต่อเนอง ให้มความทันสมัยและตรงกับความต้องการของลกค้าหรอผู้ใช้บรการ
ื
ู
ี
ิ
ิ
ื
่
ี
ู
้
ื
่
3. ความรูเรองการตลาด กล่มจะต้องมความรเรองการจ าหน่าย นั่นคอ การตั้งราคา ท าเลทตั้ง
ุ
ี
ื
่
้
่
ื
ิ
ื่
กล่มเปาหมายทใช้บรการ การท าความเข้าใจเรองการตลาด จะท าให้กล่มมช่องทางในการจ าหน่ายและ
ุ
ี
ุ
่
ี
้
ี
ั
ขยายตลาดได้มากข้น ส่งผลให้กล่มมก าไรจากการขาย สมาชกกล่มด ารงอยู่ได้จากผลก าไรทกล่มได้รบ
ุ
ึ
่
ุ
ี
ิ
ุ
นั่นเอง
ึ
้
ิ
ื่
ิ
ี่
ิ
ั
่
ี
4. การรกษามาตรฐานของสนคา สนค้าโดยเฉพาะสนค้าทเปนเครองบรโภค ทผลตข้นใน
ิ
็
ิ
็
ี
ุ
ุ
ิ
ชมชน จะมมาตรฐานของชมชนมาปนเครองก ากับ บอกถงคณภาพของสนค้า ดังนั้นกล่มจะต้อง มความร ้ ู
ึ
ี
ุ
ุ
่
ื
ี
ิ
ความเข้าใจในการผลตสนค้าให้มมาตรฐาน สนค้าจงจะได้รบการยอมรบและขยายตลาดได้
ั
ั
ึ
ิ
ิ
ในการพัฒนากล่มอาชพนั้น กล่มจ าเปนต้องรว่าขอบข่ายความรทจ าเปนต่อการพัฒนากล่มอาชพ
ุ
ุ
็
ี
ี
ุ
ู
็
่
้
ู
ี
้
ึ
ั
นั้นคออะไร อยู่ทไหน และจะค้นหาความรเหล่านั้นได้อย่างไร กล่มอาจประชมร่วมกันเพือศกษาปญหาท ี ่
้
ู
ื
่
ุ
ุ
่
ี
้
็
ึ
ี
ู
่
ื
ุ
ู
ุ
้
เกิดข้นจรงในกล่มมาเปนองค์ความรของกล่ม ตรวจสอบความรทจ าเปนต่อการแก้ปญหาหรอพัฒนากล่ม
ุ
ิ
ั
็
ุ
ส่งเสรมให้มการแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน ทั้งภายในกล่มและนอกกล่ม ความรทกความรทจ าเปนในการ
้
ี่
ุ
ู
็
ี
้
ู
ิ
้
ู
ี
ี
่
ุ
ิ
แก้ปญหาหรอพัฒนากล่ม ถอเปนขอบข่ายความรของกล่มทกล่มต้องเร่งด าเนนการแสวงหา เพื่อน า
ุ
ุ
่
ี
ื
็
ื
ู
้
ุ
ั
ุ
ิ
ิ
ุ
ี
ิ
ู
ู
้
ี
่
็
ู
ู
ความรนั้นมาส่การปฏบัต เปนการยกระดับความรและต่อยอดองค์ความรเดมทกล่มมอยู่ ส่งผลให้กล่ม
้
้
้
็
้
ู
ได้รบการพัฒนาและหากกล่มด าเนนการจัดการความรในขอบข่ายความรของกล่มไปอย่างเปนวงจรไม่ม ี
ั
ุ
ิ
ุ
ู
ทส้นสดแล้ว กล่มจะเกิดความเข้มแข็งและด ารงอยู่ในชมขนอย่างยั่งยืนได้
่
ุ
ุ
ี
ุ
ิ
่
ั
การจดท าสารสนเทศเผยแพรความรู ้
สารสนเทศ
ี
คอข้อมูลต่าง ๆ ทผ่านการกลั่นกรองและประมวลผลแล้ว บวกกับประสบการณความ เชยวชาญ
ื
์
่
ี่
ี
ี่
ทสะสมมาแรมป มการจัดเก็บหรอบันทกไว้พรอมในการน ามาใช้งาน
ี
้
ึ
ื