The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirawat2050, 2021-08-06 03:21:04

ทักษะการเรียนรู้ ทร 21001

43




6. ผลเสยทเกิดจากความเกียจคราน คอ




........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................





กิจกรรมที่ 7 “การเรยนรูดวยตนเองของฉน”

ค าชแจง







ี่
1. ให้ผู้เรยน เขยนค าถามทเปนความคดเหนของตน จ านวน 2 ประเด็น






ประเดนแรกเกียวกับ ส่งทคดว่าส าคัญส าหรบตนเอง

ี่


ประเด็นทสอง เปนส่งส าคัญรอบตัว
2. ให้ผู้เรยนระบหัวข้อเรองทต้องการศกษา ตามความต้องการและความสนใจของผู้เรยน จ านวน

ี่
ื่






ื่
1 เรอง เพือก าหนดแหล่งการเรยนร


3. ให้ผู้เรยนก าหนดตารางการเรยน ได้แก่ จัดเวลาให้เหมาะสมกับหัวข้อทเรยน












4. ให้ผู้เรยนสรางค าถามเกียวกับหัวข้อทสนใจเพือช้แนวทางทจะศกษาค้นคว้าต่อไป











5. ให้ผู้เรยนวางแผนก าหนดกระบวนการเรยนร ได้แก่ การเลอกแหล่งการเรยนร วิธการน าเสนอ

ผลการเรยนร การสรางเครองมอประเมนผลการเรยนร ้ ู



ื่








6. ให้ผู้เรยนด าเนนการเรยนรตามแผนทก าหนด และจัดท าบันทกประจ าวันเพือแสดงผลการปฏบัต ิ





ว่าเปนไปตามเปาหมายทมการก าหนดตามแผนด้วยตนเอง นอกจากน้ ให้ผู้เรยนไปสัมภาษณผู้ร ู ้










กิจกรรมที่ 8 “ทางแห่งความส าเรจ”


วัตถุประสงค เพือให้ผู้เรยนเกิดความรความเข้าใจ ตระหนักถงการมลักษณะชวิตทจะน าไปส่ ู










ความส าเรจและสามารถน าหลักธรรมไปใช้ในการพัฒนาตนเองให้ประสบผลส าเรจในชวิตได้


อย่างถกต้องเหมาะสม

44

แบบประเมินตนเองหลังเรยน






ื่

แบบสอบถาม เรอง ความพรอมในการเรยนรูดวยตนเองของผูเรยน


ชอ........................................................นามสกุล................................................ระดับมัธยมศกษาตอนต้น
ื่





ค าชแจง แบบสอบถามฉบับน้ เปนแบบสอบถามทวัดความพึงพอใจและเจตคตเกียวกับการเรยนร








ของท่าน ให้ท่านอ่านข้อความต่าง ๆ ต่อไปน้ ซงมด้วยกัน 58 ข้อ หลังจากนั้น โปรดท า


เครองหมาย  ลงในช่องทตรงกับ ความเปนจรง ของตัวท่านมากทสด
ื่







ระดับความคิดเห็น





ี่


มากทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความนนสวนใหญเปนเช่นน้หรอมน้อยคร้งทไม่ใช่












มาก หมายถง ทานรูสกวา ขอความเกินครงมักเปนเช่นน้ ี








ปานกลาง หมายถง ทานรูสกวา ขอความจรงบ้างไม่จรงบ้างครงตอครง

ึ่






ึ่



น้อย หมายถง ทานรูสกวา ขอความเปนจรงบางไมบอยนก




















น้อยทสด หมายถง ทานรูสกวา ขอความไม่จรง ไมเคยเปนเชนน้ ี


ี่
ความคิดเห็น
รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย




ทีสุด กลาง ทีสุด



1. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรอยู่เสมอตราบชั่วชวิต


2. ข้าพเจ้าทราบดว่าข้าพเจ้าต้องการเรยนอะไร


3. เมอประสบกับบางส่งบางอย่างทไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าจะหลกเลยงไปจากส่งนั้น
ื่













4. ถ้าข้าพเจ้าต้องการเรยนรส่งใด ข้าพเจ้าจะหาทางเรยนรให้ได้

5. ข้าพเจ้ารกทจะเรยนรอยู่เสมอ






6. ข้าพเจ้าต้องการใช้เวลาพอสมควรในการเร่มศกษาเรองใหม่ ๆ



7. ในชั้นเรยนข้าพเจ้าหวังทจะให้ผู้สอนบอกผู้เรยนทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าต้องท า




อะไรบ้างอยู่ตลอดเวลา







8. ข้าพเจ้าเชอว่า การคดเสมอว่าตัวเราเปนใครและอยู่ทไหน และจะท าอะไร เปน

หลักส าคัญของการศกษาของทกคน

9. ข้าพเจ้าท างานด้วยตนเองได้ไม่ดนัก



10. ถ้าต้องการข้อมลบางอย่างทยังไม่ม ข้าพเจ้าทราบดว่าจะไปหาได้ทไหน






11. ข้าพเจ้าสามารถเรยนรส่งต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ดกว่าคนส่วนมาก







12. แม้ข้าพเจ้าจะมความคดทด แต่ดเหมอนไม่สามารถน ามาใช้ปฏบัตได้










13. ข้าพเจ้าต้องการมส่วนร่วมในการตัดสนใจว่าควรเรยนอะไร และจะเรยนอย่างไร






14. ข้าพเจ้าไม่เคยท้อถอยต่อการเรยนส่งทยาก ถ้าเปนเรองทข้าพเจ้าสนใจ











15. ไม่มใครอนนอกจากตัวข้าพเจ้าทจะต้องรบผิดชอบในส่งทข้าพเจ้าเลอกเรยน





16. ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ว่า ข้าพเจ้าเรยนส่งใดได้ดหรอไม่



45



ความคิดเห็น

รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย




ทีสุด กลาง ทีสุด






17. ส่งทข้าพเจ้าต้องการเรยนรได้มากมาย จนข้าพเจ้าอยากให้แต่ละวันมมากกว่า

24 ชั่วโมง










18. ถ้าตัดสนใจทจะเรยนรอะไรก็ตามข้าพเจ้าสามารถจะจัดเวลาทจะเรยนรส่งนั้นได้



ไม่ว่าจะมภารกิจมากมายเพยงใดก็ตาม







19. ข้าพเจ้ามปญหาในการท าความเข้าใจเรองทอ่าน

20. ถ้าข้าพเจ้าไม่เรยนก็ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้า
ี่




ื่
21. ข้าพเจ้าทราบดว่า เมอไรทข้าพเจ้าต้องการจะเรยนรในเรองใดเรองหนง

ี่
ื่
ื่
ให้มากข้น


ี่
22. ขอมความเข้าใจพอทจะท าข้อสอบให้ได้คะแนนสง ๆ ก็พอใจแล้ว ถงแม้ว่า


ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเรองนั้นอย่างถ่องแท้ก็ตามท ี



23. ข้าพเจ้าคดว่า ห้องสมดเปนสถานททน่าเบอ








24. ข้าพเจ้าชนชอบผู้ทเรยนรส่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ




ี่
ื่




25. ข้าพเจ้าสามารถคดค้นวิธการต่าง ๆ ได้หลายแบบส าหรบการเรยนรหัวข้อใหม่ ๆ







26. ข้าพเจ้าพยายามเชอมโยงส่งทก าลังเรยนกับเปาหมายระยะยาวทตั้งไว้












27. ข้าพเจ้ามความสามารถเรยนร ในเกือบทกเรอง ทข้าพเจ้าต้องการจะร ้ ู



28. ข้าพเจ้าสนกสนานในการค้นหาค าตอบส าหรบค าถามต่าง ๆ

29. ข้าพเจ้าไม่ชอบค าถามทมค าตอบถกต้องมากกว่าหนงค าตอบ








30. ข้าพเจ้ามความอยากรอยากเหนเกียวกับส่งต่าง ๆ มากมาย





31. ข้าพเจ้าจะดใจมาก หากการเรยนรของข้าพเจ้าได้ส้นสดลง







32. ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจการเรยนร เมอเปรยบเทยบกับผู้อน









33. ข้าพเจ้าไม่มปญหา เกียวกับทักษะเบ้องต้นในการศกษาค้นคว้า ได้แก่



ทักษะการฟง อ่าน เขียน และจ า


34. ข้าพเจ้าชอบทดลองส่งใหม่ ๆ แม้ไม่แน่ใจว่า ผลนั้นจะออกมาอย่างไร






35. ข้าพเจ้าไม่ชอบ เมอมคนช้ให้เหนถงข้อผิดพลาดในส่งทข้าพเจ้าก าลังท าอยู่







36. ข้าพเจ้ามความสามารถในการคดค้น หาวิธแปลก ๆ ทจะท าส่งต่าง ๆ



37. ข้าพเจ้าชอบคิดถงอนาคต



38. ข้าพเจ้ามความพยายามค้นหาค าตอบในส่งทต้องการรได้ดเมอเทยบกับผู้อน









39. ข้าพเจ้าเหนว่าปญหาเปนส่งทท้าทาย ไม่ใช่สัญญาณให้หยุดท า






40. ข้าพเจ้าสามารถบังคับตนเอง ให้กระท าส่งท คดว่าควรกระท า






41. ข้าพเจ้าชอบวิธการของข้าพเจ้า ในการส ารวจตรวจสอบปญหาต่าง ๆ
42. ข้าพเจ้ามักเปนผู้น ากล่มในการเรยนร ้ ู









43. ข้าพเจ้าสนกทได้แลกเปลยนความคดเหนกับผู้อน

ี่

46



ความคิดเห็น

รายการค าถาม มาก มาก ปาน นอย นอย


ทีสุด กลาง ทีสุด








44. ข้าพเจ้าไม่ชอบสถานการณการเรยนรทท้าทาย
45. ข้าพเจ้ามความปรารถนาอย่างแรงกล้าทจะเรยนรส่งใหม่ ๆ







46. ยิ่งได้เรยนรมาก ข้าพเจ้าก็ยิ่งรสกว่าโลกน้น่าตนเต้น













ื่
47. การเรยนรเปนเรองสนก


ี่



48. การยึดการเรยนรทใช้ได้ผลมาแล้ว ดกว่าการลองใช้วิธใหม่ ๆ












49. ข้าพเจ้าต้องการเรยนรให้มากยิ่งข้น เพอจะได้เปนคนทมความเจรญก้าวหน้า







50. ข้าพเจ้าเปนผู้รบผิดชอบเกียวกับการเรยนรของข้าพเจ้าเอง ไม่มใครมารบผิดชอบ

แทนได้



51. การเรยนรถงวิธการเรยน เปนส่งทส าคัญส าหรบข้าพเจ้า












52. ข้าพเจ้าไม่มวันทจะแก่เกินไป ในการเรยนรส่งใหม่ ๆ








53. การเรยนรอยู่ตลอดเวลา เปนส่งทน่าเบอหน่าย




54. การเรยนรเปนเครองมอในการด าเนนชวิต






ื่




55. ในแต่ละป ข้าพเจ้าได้เรยนรส่งใหม่ ๆ หลายๆ อย่างด้วยตนเอง






56. การเรยนร ไม่ได้ท าให้ชวิตของข้าพเจ้าแตกต่างไปจากเดม

57. ข้าพเจ้าเปนผู้เรยนทมประสทธภาพ ทั้งในชั้นเรยน และการเรยนรด้วยตนเอง



ี่






58 ข้าพเจ้าเหนด้วยกับความคดทว่า “ผู้เรยนคอ ผู้น า”







47


แบบประเมินตนเองหลังเรยนเรยน





บทสะทอนทีไดจากการเรยนรู ้




1. ส่งทท่านประทับใจในการเรยนรรายวิชาการเรยนรด้วยตนเอง







.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................



ี่



2. ปญหา / อปสรรค ทพบในการเรยนรรายวิชาการเรยนรด้วยตนเอง




.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

3. ข้อเสนอแนะเพิ่มเตม

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

48








แบบวัดระดับการเรยนดวยตนเองของผูเรยน








ค าช้แจง แบบวัดน้เปนแบบวัดระดับการเรยนด้วยตนเองของผู้เรยน มจ านวน 7 ข้อ

โปรดกาเครองหมาย  ลงในช่อง  ทตรงกับความสามารถในการเรยนด้วยตนเองตามความเปนจรงของท่าน
ื่







1. การวินจฉัยความต้องการเน้อหาในการเรยน 5. การด าเนนการเรยน




 นักศกษาได้เรยนเน้อหา ตามค าอธบายรายวิชาเท่านั้น  นักศกษาด าเนนการเรยน ตามแนวทางทครก าหนด












 คร น าเสนอเน้อหาอน นอกเหนอจากค าอธบาย  นักศกษาด าเนนการเรยน ตามแนวทางทครน าเสนอ
ี่













รายวิชา แล้วให้นักศกษาเลอกเรยนเพ่มเตม แล้วให้นักศกษาปรบ

ี่












 นักศกษาได้เสนอเน้อหาอนเพอเรยนเพ่มเตม  นักศกษาด าเนนการเรยน ตามแนวทางทนักศกษา


นอกเหนอจากค าอธบายรายวิชาด้วย ร่วมกันก าหนดกับคร ู




 นักศกษาเปนผู้ก าหนดเน้อหาในการเรยนเอง  นักศกษาด าเนนการเรยน ตามการก าหนดของตนเอง






2. การวินจฉัยความต้องการวิธการเรยน 6. การแสวงหาแหล่งทรพยากรการเรยน







 ครเปนผู้ก าหนดว่าจะจัดการเรยนการสอนวิธใด  ครเปนผู้จัดหาแหล่งทรพยากรการเรยนให้นักศกษา






 ครน าเสนอวิธการเรยนการสอน แล้วให้นักศกษาเลอก  ครเปนผู้จัดหาแหล่งทรพยากรการเรยน แล้วให้









 นักศกษาร่วมกับครก าหนดวิธการเรยนร ู ้ นักศกษาเลอก






 นักศกษาเปนผู้ก าหนดวิธการเรยนรเอง  นักศกษาร่วมกับครหาแหล่งทรพยากรการเรยน









ร่วมกัน







3. การก าหนดจดม่งหมายในการเรยน  นักศกษาเปนผู้จัดหาแหล่งทรพยากรการเรยนเอง
 ครเปนผู้ก าหนดจดม่งหมายในการเรยน








 ครน าเสนอจดม่งหมายในการเรยน แล้วให้นักศกษาเลอก 7. การประเมนการเรยน










 นักศกษาร่วมกับครก าหนดจดม่งหมายในการเรยน  คร เปนผู้ประเมนการเรยนของนักศกษา












 นักศกษาเปนผู้ก าหนดจดม่งหมายในการเรยนเอง  คร เปนผู้ประเมนการเรยนของนักศกษาเปนส่วน






ใหญ่ และเปดโอกาสให้นักศกษาได้ประเมนการเรยนของ


4. การวางแผนการเรยน ตนเองด้วย

 นักศกษาไม่ได้เขยนแผนการเรยน  มการประเมนการเรยนโดยคร ตัวนักศกษาเอง และ











 ครน าเสนอแผนการเรยนแล้วให้นักศกษาน าไปปรบแก้ เพื่อนนักศกษา








 นักศกษาร่วมกับครวางแผนการเรยน  นักศกษาเปนผู้ประเมนการเรยนของตนเอง



 นักศกษาวางแผนการเรยนเอง โดยการเขยนสัญญา



ี่










การเรยนทระบจดม่งหมายการเรยน วิธการเรยน แหล่ง กระบวนการเรยนรทเปนการเรยนรด้วยตนเอง




ี่




ทรพยากรการเรยน วิธการประเมนการเรยน และวันท มความจ าเปนทจะต้องอาศัยทักษะและความร ้ ู
ี่







จะท างานเสรจ บางอย่าง ผู้เรยนควรได้มการตรวจสอบพฤตกรรม
ี่



ี่


ทจ าเปนส าหรับผู้เรยนทจะเรยนรด้วยตนเอง

49



บทที่ 2




การใชแหลงเรยนรู ้


สาระสาคัญ








แหล่งเรยนรมความส าคัญในการพัฒนาความรของมนษย์ให้สมบูรณมากยิ่งข้น นอกเหนอจาก






การเรยนในชั้นเรยน และเปนแหล่งทอยู่ให้สังคมชมชนล้อมรอบตัวผู้เรยน สามารถเข้าไปศกษาค้นคว้า








เพื่อการเรยนรได้ตลอดชวิต



ผลการเรยนที่คาดหวัง









1. ผู้เรยนมความร ความเข้าใจ เหนความส าคัญของแหล่งเรยนร และห้องสมดประชาชน


2. ผู้เรยนสามารถใช้แหล่งเรยนร ห้องสมดประชาชนได้




ขอบขายเน้อหา


เรองท 1 ความหมาย และความส าคัญของแหล่งเรยนร ู ้






เรองท 2 ห้องสมด : แหล่งเรยนร ้ ู
ี่
ื่




เรองท 3 แหล่งเรยนรส าคัญในชมชน






50









เรองที 1 ความหมาย และความสาคัญของแหลงเรยนรู ้








ความรในยุคปจจบันมการเกิดข้นใหม่ และมการพัฒนาเปลยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในประเทศ


และทั่วโลก ประกอบกับเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถเผยแพร่สอสารถงกันได้อย่างรวดเรว ต่อเนอง
















และตลอดเวลา ท าให้มนษย์จ าเปนต้องเรยนรกับส่งใหม่ ๆ ทเกิดข้นกับความเปลยนแปลงอย่างต่อเนอง




เพือให้สามารถปรบตัวให้สอดคล้องกลมกลนกับสังคมทไม่หยุดน่ง และสามารถด ารงชวิตได้









อย่างมความสข อย่างไรก็ตามการเรยนรในห้องเรยนย่อมไม่ทันเหตการณและเพียงพอ ต้องมการเรยนร ู ้















ทกรปแบบให้ด าเนนไปพรอม ๆ กัน โดยเฉพาะการเรยนรจากส่งแวดล้อมในชมชนทมสาระเน้อหาทเปน











ข้อมูลความร หรอองค์ความรเปนแหล่งให้ความร ประสบการณ ส่งแปลกใหม่ทเอ้อต่อการเรยนร ู ้















ประสาทสัมผัสทั้ง ตา จมูก ห ล้น กาย และใจ จงจะท าให้เรยนรได้เท่าทันความเปลยนแปลงทเกิดข้น












แหล่งสถานท บรเวณ หรอทอยู่ทมองค์ความรทมนษย์สามารถเรยนรได้เรยกว่า “แหล่งเรยนร”















ความหมาย






แหล่งเรยนร หมายถง ถ่น ทอยู่ บรเวณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง ทมสาระเน้อหาทเปนข้อมูลความร ้ ู



















หรอองค์ความรทปรากฏอยู่รอบตัวของมนษย์ เมอได้ปฏสัมพันธด้วย ไม่ว่าทางตา ห จมูก ล้น กาย และใจ






แล้วท าให้เกิดความร ความเข้าใจ มความเท่าทันความเปลยนแปลงไปของส่งต่าง ๆ ช่วยให้สามารถ



ด ารงชวิตอยู่ในโลกของการเปลยนแปลงได้อย่างเปนสขตามสมควรแก่อัตภาพ




ความสาคัญ





แหล่งเรยนรมบทบาทส าคัญอย่างยิ่งในการช่วยพัฒนาคณภาพของมนษย์ในยุคความรทเกิดข้น









ใหม่ๆ และเปลยนแปลงอย่างรวดเรว ดังต่อไปน้ ี







1. เปนแหล่งทมสาระเน้อหา ทเปนข้อมูลความรให้มนษย์เกิดโลกทัศนทกว้างไกล











2. เปนสอการเรยนรสมัยใหม่ทเรยนรได้เรวและมากยิ่งข้น
















3. เปนแหล่งช่วยเสรมการเรยนรของการศกษาทกประเภท








ี่


4. เปนแหล่งการเรยนรตลอดชวิต ทบคคลสามารถเรยนรได้ด้วยตนเอง






5. เปนแหล่งทมนษย์ได้รบประสบการณตรงจากการเข้าไปหาความรจากแหล่งก าเนด




6. เปนแหล่งทมนษย์สามารถเข้าไปปฏสัมพันธให้เกิดความรเกียวกับวิทยาการใหม่ ๆ









7. เปนแหล่งส่งเสรมความสัมพันธอันดระหว่างคนในท้องถ่นกับผู้เข้าศกษา















8. เปนส่งทช่วยเปลยนทัศนคต ค่านยมให้เกิดการยอมรบส่งใหม่ เกิดจนตนาการและ

ความคดสรางสรรค์







9. เปนการประหยัดเงนของผู้เรยนในการใช้แหล่งเรยนรของชมชนให้เกิดประโยชนสงสด








ภาพจาก http://www.google.co.th/imglanding

51











กิจกรรม ให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้าเกียวกับความหมายและความส าคัญของแหล่งเรยนร



จากหนังสอเรยนระดับมัธยมศกษาตอนต้น









เรองที 2 หองสมุด : แหลงเรยนรู ้







ห้องสมด เปนแหล่งเรยนรทส าคัญในชมชน เพราะเปนแหล่งจัดหา รวบรวมสรรพความรต่าง ๆ







ทมและเกิดข้นในโลกมาจัดระบบในการอ านวยความสะดวกให้ผู้รบบรการได้เข้าถงสารสนเทศทตนเอง





ี่




ต้องการ และสนใจได้สะดวกรวดเรว ตลอดจนจัดกิจกรรมสนับสนนส่งเสรมการอ่าน การศกษาค้นคว้า


หาความร เพือให้เกิดการใช้บรการให้มากทสด






ความหมายของหองสมุดประชาชน




ี่

ห้องสมดประชาชน หมายถง สถานทจัดหารวบรวมทรพยากรสารสนเทศเพือการอ่านการศกษา





ค้นคว้าทกชนด มการจัดระบบหมวดหมู่ตามหลักสากลเพือการบรการ และจัดบรการอย่างกว้างขวาง

แก่ประชาชนในชมชน สังคม ในประเทศและต่างประเทศ โดยไม่จ ากัดเพศ วัย ความร เช้อชาต





ี่







ศาสนา รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสรมการอ่าน โดยรฐเปนผู้สนับสนนทางการเงน และมบคลากรทม ี






ความรทางบรรณารกษ์ศาสตรเปนผู้ด าเนนการ







ห้องสมดเปนแหล่งเรยนรส าคัญในชมชนทใกล้ชดกับผู้เรยนมากทสด แทบทกอ าเภอ








จะมห้องสมดประชาชน สังกัด กศน. ให้บรการได้แก่ ห้องสมดประชาชนจังหวัด ห้องสมดประชาชน
















“เฉลมราชกุมาร” และห้องสมดประชาชนอ าเภอ นอกจากน้ยังมห้องสมดประเภทอนอก ทั้งทรฐเปน








ผู้สนับสนนและเอกชนด าเนนการเอง ซงมวัตถประสงค์ในการจัดตั้งแตกต่างกัน อาจจะบรการประชาชน





ทั่วไปหรอกล่มเปาหมายเฉพาะ ซงผู้ใช้บรการสามารถสอบถามได้เปนแห่งๆไป เช่น ห้องสมดประชาชน










ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่น ห้องสมดประชาชนของกรงเทพมหานคร ห้องสมดโรงเรยน เปนต้น


ในทน้จะแนะน าห้องสมดต่างๆ ดังน้ ี




1. ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร”


2. ห้องสมดโรงเรยน

3. ห้องสมดมหาวิทยาลัย

4. หอสมดแห่งชาต ิ


5. ห้องสมดเฉพาะ

52





1.หองสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมาร”







ในวโรกาสม่งมงคลสมัยทสมเดจพระเทพรตนราชสดาฯ สยามบรมราชกุมาร ทรงเจรญ


พระชนมายุ 36 พรรษา เมอปพุทธศักราช 2534 กระทรวงศกษาธการได้รบพระราชทานพระราชานญาต


ื่


ให้ด าเนนโครงการจัดตั้งห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” เพือเฉลมพระเกียรตและสนองแนว











พระราชด ารในการส่งเสรมการศกษาส าหรบประชาชน



บทบาทหนาที่
1. ศูนย์ข่าวสารข้อมูลของชมชน






2. ศูนย์ส่งเสรมการเรยนรของชมชน
3. ศูนย์กลางจัดกิจกรรมของชมชน






หองสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมาร” อ าเภอเมือง 4. ศูนย์กลางสนับสนนเครอข่ายการเรยนรในชมชน







ราชบุร ี

ภาพจาก library4902.blogspot.com


บรการของหองสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมาร”









ลักษณะเด่นของห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” คอ ห้องสมดทกแห่งจะได้รบ


พระราชทานหนังสอจาก สมเด็จพระเทพรตนราชสดาฯ สยามบรมราชกุมาร เพือน ามาให้บรการแก่










ประชาชน รวมทั้งพระองค์จะเสดจเปดห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” ทกแห่งด้วยพระองค์เอง

ภายในห้องสมดประกอบด้วย ห้องต่าง ๆ ดังน้ ี

1. หองอานหนงสอทั่วไป





ภายในห้องอ่านหนังสอทั่วไปจะเน้นบรรยากาศทเรยบง่าย สะดวกสบาย แม้การจัดหมวดหมู่






หนังสอจะใช้ระบบมาตรฐานสากล แต่จะมค าแนะน าง่าย ๆ เพืออ านวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บรการ ซงม ี



ความหลากหลายต่างวัยต่างระดับความร




2. หองเด็กและครอบครว






ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” แต่ละแห่งได้จัดบรเวณเฉพาะส าหรบเดก เยาวชน


และครอบครว จัดกิจกรรมทเดกและครอบครวสามารถมส่วนร่วม และแสดงออก เช่น การเล่านทาน







การแสดงละครห่น การวาดภาพ การแข่งขันอ่านเขยน
3. หองโสตทัศนศกษา




ห้องโสตทัศนศกษาเปนห้องทม่งพัฒนาให้เปนศูนย์เทคโนโลยีทางการศกษาของอ าเภอ






53



4. หองอเนกประสงค ์









ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” มบทบาทในการเปนศูนย์ส่งเสรมการเรยนรของประชาชน







ในการวางแผนเบ้องต้น จงก าหนดให้มห้องอเนกประสงค์ทจะสามารถจัดกิจกรรมการศกษา


ทหลากหลายทั้งในรปของพิพิธภัณฑ์ท้องถ่น นทรรศการ การอภปราย การพบกล่มของนักศกษา








หรอการเรยนการสอน กล่มสนใจ


5. หองเฉลิมพระเกียรติ



เปนห้องจัดแสดงหนังสอพระราชนพนธ รวมทั้งส่งของทสมเดจพระเทพฯ ทรงออกแบบ






สมเด็จพระเทพรตนราชสดาฯ สยามบรมราชกุมาร มพระราชประสงค์ให้ห้องสมดประชาชน “เฉลมราช












กุมาร” จัดรวบรวมข้อมูลเกียวกับ อ าเภอ และจังหวัดทตั้งในรปของสถต เอกสารส่งพิมพ์ บทสัมภาษณ ์









แผนท ตลอดจนภาพถ่าย ในปจจบัน ศูนย์ข้อมูลภายในห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร” ยังมความ



แตกต่างกันในความสมบูรณ และวิธการน าเสนอ แต่ส่วนใหญ่จะมข้อมูลในเรองดังต่อไปน้ ี


1. ข้อมูลสภาพทั่วไป
2. ข้อมูลทางสังคม
3. ข้อมูลทางการเมองการปกครอง


4. ข้อมูลทางการศกษา
5. ข้อมูลทางศลปวัฒนธรรม

6. ข้อมูลทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี

7. ข้อมูลทางการเกษตร
8. ข้อมูลทางอตสาหกรรม

9. ข้อมูลทางเศรษฐกิจ









หองสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมาร" อ าเภอสาม หองสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมาร" อ าเภอทา ่



พราน จ.นครปฐม ตูม จ.สุรนทร


ภาพจาก http://library1812.blogspot.com/ ภาพจากhttp://202.143.148.85/libinfow3be/

54





2. หองสมุดโรงเรยน










ห้องสมดโรงเรยน หมายถง ห้องสมดทจัดตั้งข้นในโรงเรยน หรอสถานทจัดการศกษาต ากว่า










ระดับอดมศกษา มวัตถประสงค์ส าคัญเพื่อให้เปนศูนย์กลางการเรยนของนักเรยน และการสอนของคร ู





ห้องสมดโรงเรยน จะจัดหาวัสดตามหลักสตรเพือให้บรการแก่นักเรยน และคร ความส าคัญอกอย่างหนง













คอ เปนการปลกฝงนสัยรกการอ่านของนักเรยน


บทบาทและหน้าทของห้องสมดโรงเรยนม 3 ประการ ดังน้ ี





1. เปนศูนย์กลางของการศกษาค้นคว้าของการเรยน







2. เปนศูนย์กลางฝกวิจารณญาณในการอ่าน มบรรณารกษ์ท าหน้าทแนะน าการอ่าน




3. เปนศูนย์กลางอปกรณการสอน นอกจากการส่งเสรมการเรยนของนักเรยน แล้วยัง



ส่งเสรมการสอนของครด้วย










หองสมุดโรงเรยนสารวิทยา หองสมุดโรงเรยนแมพระฟาติมา



ภาพจาก http://librarianmagazine.com ภาพจาก www.taradgame.com



3. หองสมุดมหาวิทยาลัย






ห้องสมดวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เปนแหล่งเรยนรหลักในสถาบันอดมศกษา มบทบาทหน้าท ี ่


ส่งเสรมการเรยนการสอนตามหลักสตรทเปดในวิทยาลัย หรอมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เปนส าคัญ โดยการจัด











รวบรวมหนังสอ และสอความรอน ๆ ในสาขาวิชาตามหลักสตร ส่งเสรมช่วยเหลอการค้นคว้าวิจัยของ

ื่


ื่
อาจารย์และนักศกษา ส่งเสรมพัฒนาการทางวิชาการของอาจารย์ และนักศกษา จัดท าบรรณานกรม และ






ี่
ดรรชนส าหรบการค้นหาเรองราวทต้องการ แนะน านักศกษาในการใช้หนังสออ้างอง บัตรรายการ และ


ื่










ค่มอส าหรบการค้นเรอง เช่น ห้องสมดมหาวิทยาลัยสโขทัยธรรมาธราช เปนห้องสมดมหาวิทยาลัยเปด





มชอเรยกว่า “ส านักบรรณสารสนเทศ” มบรการทั้งในมหาวิทยาลัยส่วนกลาง ระดับภาค และระดับ




จังหวัด ทประชาชนมโอกาสเข้าใช้บรการได้

ี่

55








นอกจากน้ ี ยังมห้องสมดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทประชาชนสามารถเข้าไปใช้บรการได้
โดยเสยค่าบรการตามอัตราทห้องสมดแห่งนั้นเรยกเก็บ รวมทั้งกฎ กตกา ข้อบังคับ ให้ยึดถอตามประกาศ









ของห้องสมดแห่งนั้น









หองสมุดมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สานกหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร



ภาพจาก www.oknation.net/blog/reading ภาพจาก www.rd1677.com/rd_pitsanulok



4. หอสมุดแหงชาติ






















หอสมดแห่งชาต ถอเปนห้องสมดทใหญ่ทสด เปนแหล่งเรยนรทส าคัญทสดแห่งหนงในประเทศ











ทด าเนนการโดยรฐบาล บทบาทหน้าทหลัก ได้แก่ การรวบรวมหนังสอ ส่งพิมพ์ และสอความร


ทกอย่างทผลตข้นในประเทศ และทกอย่างทเกียวกับประเทศไม่ว่าจะจัดพิมพ์ในประเทศใด ภาษาใด เปน















ี่


การอนรกษ์สอความรทเปนทรพย์สนทางปญญาของชาตไม่ให้สญไป และให้มไว้ใช้ในอนาคต นอกจาก
ื่










รวบรวมส่งพิมพ์ในประเทศแล้ว ยังมหน้าทรวบรวมหนังสอทมคณค่าซงพิมพ์ในประเทศอนไว้







เพือการศกษา ค้นคว้า อ้างอง ตลอดจนท าหน้าทเปนศูนย์รวมบรรณานกรมต่าง ๆ และจัดท าบรรณานกรม









แห่งชาตออกเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกันว่ามหนังสออะไรบ้างทผลตข้นในประเทศ หอสมดแห่งชาต








จงเปนแหล่งให้บรการความรแก่คนทั้งประเทศ ช่วยเหลอการค้นคว้า วิจัย ตอบค าถาม และให้ค าแนะน า








ปรกษาเกียวกับหนังสอ

บทบาทและหนาที่


1. ด าเนนการจัดหา รวบรวม และสงวนรกษาทรพย์สนทางปญญา วิทยาการ ศลปกรรม






และวัฒนธรรมของชาตในรปของหนังสอตัวเขยน เอกสารโบราณ และจารก หนังสอตัวพิมพ์










สอส่งพิมพ์ สอโสตทัศนวัสด และสออเล็กทรอนกส ทผลตจากในประเทศ และต่างประเทศ











2. ศกษา วิเคราะห วิจัย ด าเนนงานด้านเทคนควิชาการบรรณารกษศาสตร สารนเทศศาสตร






และเทคโนโลยีสารนเทศตามหลักมาตรฐานสากล ตลอดจนให้การฝกอบรมแก่บคลากรของหน่วยงาน



และสถาบันการศกษา

56





3. ให้บรการการอ่าน ศกษาค้นคว้า และวิจัยแก่ประชาชน เพือให้เปนแหล่งเรยนรตลอดชวิต






และการศกษาตามอัธยาศัย



4. เปนศูนย์ประสานงานระบบสารนเทศทางวิชาการแห่งชาต ิ
5. เปนศูนย์ข้อมูลวารสารระหว่างชาตแห่งประเทศไทย และภูมภาคเอเชยตะวันออกเฉยงใต้








ศูนย์ก าหนดเลขมาตรฐานสากลประจ าหนังสอและวารสาร ศูนย์ก าหนดรายละเอยดทางบรรณานกรม


ี่
ี่

ของหนังสอทจัดพิมพ์ในประเทศ และเปนศูนย์กลางแลกเปลยน และยืมส่งพิมพ์ในระดับชาตและ

นานาชาต ิ



6. เปนคลังส่งพิมพ์ของชาต และศูนย์รวบรวมส่งพิมพ์ขององค์กรสหประชาชาต ิ











7. ปฏบัตงานร่วมกัน หรอสนับสนนการปฏบัตงานของหน่วยงานอนทเกียวข้อง หรอท ่ ี



ได้รบมอบหมาย



หอสมดแห่งชาต นอกจากทตั้งอยู่ทท่าวาสกร กรงเทพมหานครแล้ว ยังมหอสมดแห่งชาต











สาขาอยู่ในภมภาคต่างๆ อก 17 แห่ง










หอสมุดแหงชาติ(ทาวาสุกร) หอสมุดแหงชาติรชมังคลาภิเษก จนทบุร







ภาพจาก www.trueplookpanya.com ภาพจาก thai-culture.net/chanthaburi/




บรการของหอสมุดแหงชาติ ทาวาสุกร ี






นอกจากการให้บรการการอ่าน ศกษาค้นคว้า และวิจัยแก่ประชาชน เพือเปนแหล่งเรยนร





ตลอดชวิตและการศกษาตามอัธยาศัยแล้ว ยังมบรการอน ๆ ดังตัวอย่าง

ื่


1. บรการอนเทอรเนต เพือศกษาค้นคว้า และเปนแหล่งเรยนรตลอดชวิตของนักเรยน











นักศกษา ผู้ศกษาค้นคว้า วิจัย และประชาชนทั่วไป โดยไม่เสยค่าใช้จ่าย







2. บรการวิทยานพนธ และรายงานการวิจัย ปจจบันส านักหอสมดแห่งชาต ให้บรการ





วิทยานพนธตั้งแต่ป พ.ศ. 2546 - ปปจจบัน





57










3. บรการโสตทัศนวัสด ให้บรการเกียวกับแผนท CD, DVD สารคด/ การตูน






และภาพยนตรทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ แถบบันทกเสยงธรรมะ และนทานอสป


4. บรการเลขมาตรฐานสากลประจ าหนังสอ วารสาร


5. บรการข้อมูลทางบรรณานกรมของหนังสอ



5. หองสมุดเฉพาะ





ห้องสมดเฉพาะ คอ ห้องสมดซงรวบรวมหนังสอในสาขาวิชาบางสาขาโดยเฉพาะ มักเปน









ส่วนหนงของหน่วยงานราชการ องค์การ บรษัทเอกชน หรอธนาคาร ท าหน้าทจัดหาหนังสอ และ








ให้บรการความร ข้อมูล และข่าวสารเฉพาะเรองทเกียวข้องกับการด าเนนงานของหน่วยงานนั้น ๆ

ห้องสมดเฉพาะจะเน้นการรวบรวมรายงานการค้นคว้า วิจัย วารสารทางวิชาการ เช่น ห้องสมด มารวย







ซงเปนห้องสมดของตลาดหลักทรพย์แห่งประเทศไทย จัดตั้งข้นเพือเปนแหล่งสารสนเทศด้านตลาดเงน




ตลาดทน และสาขาวิชาทเกียวข้อง ก่อนจะปรบปรงรปลักษณใหม่ และเปลยนชอเปน “ห้องสมดมารวย”
ี่



ื่














ในป พ.ศ. 2547 เพือเปนเกียรตแด่ ดร.มารวย ผดงสทธ์ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรพย์ฯ คนท 5












หองสมุดมารวย
ภาพจาก http://www.thaigoodview.com หองสมุดธนาคารแหงประเทศไทย


ภาพจากhttp://www.bot.or.th






เรองที 3 แหลงเรยนรูสาคัญในชุมชน
















นอกจากแหล่งเรยนรประเภทห้องสมดตามทกล่าวมาแล้ว ยังมแหล่งเรยนรทส าคัญในชมชน
อกจ านวนมาก แต่จะขอกล่าวถงแหล่งเรยนรทผู้เรยนควรทราบและศกษาเพือประกอบการเรยนร ู ้











ดังต่อไปน้ ี
1. พิพิธภัณฑ์
2. ศาสนสถาน

3. อนเทอรเนต



58



1. พิพิธภัณฑ ์




พิพิธภัณฑ์เปนแหล่งเรยนรทรวบรวม รกษา ค้นคว้า วิจัย และจัดแสดงหลักฐานวัตถส่งของ










ี่




ทสัมพันธกับมนษย์และส่งแวดล้อม เปนบรการการศกษาทให้ความร และความเพลดเพลนแก่ประชาชน







ทั่วไป เน้นการจัดกิจกรรมการศกษาทเอ้อให้ประชาชนสามารถเรยนรด้วยตัวเองอย่างอสระเปนส าคัญ












พิพิธภัณฑ์มหลากหลายรปแบบ มการจัดแบ่งประเภทแตกต่างกันไป ซงกล่าวโดยสรปได้ว่าประเภท
ของพิพิธภัณฑ์สามารถแบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังน้ ี

ก. พิพิธภัณฑ์สถานประเภททั่วไป (Encyclopedia Museum) เปนสถาบันทรวมวิชาการ
ี่

ทกสาขาเข้าด้วยกัน โดยจัดเปนแผนก ๆ

ี่




ข. พิพิธภัณฑ์สถานศลปะ (Museum of Arts) เปนสถาบันทจัดแสดงงานศลปะทกแขนง



เช่น พิพิธภัณฑ์สถานศลปะการแสดง หอศลป พิพิธภัณฑ์ศลปะสมัยใหม่ เปนต้น



ค. พิพิธภัณฑ์สถานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (Museum of Science and Technology)





เปนสถาบันทจัดแสดงวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตรด้านต่าง ๆ เช่น เครองจักรกล โทรคมนาคม

ยานอวกาศ และวิวัฒนาการเกียวกับเครองมอการเกษตร เปนต้น

ื่




ง. พิพิธภัณฑ์สถานธรรมชาตวิทยา (Natural Science Museum) เปนสถาบันทจัดแสดง
ี่




เรองราวของธรรมชาตเกียวกับเรองของโลก ดน หน แร่ สัตว์ พืช รวมทั้งสวนสัตว์ สวนพฤกษชาต





วนอทยาน และพิพิธภัณฑ์สัตว์น ้า และสัตว์บกด้วย






พพธภัณฑ์สัตว์น ้าราชมงคลศรวชัย จังหวัดตรง





www.aquariumthailand.com



พิพิธภัณฑสถานแหงชาตินาน
www.travelthaimagazine.com



ี่
จ. พิพิธภัณฑ์สถานประวัตศาสตร (Historical Museum) เปนสถาบันทจัดแสดงหลักฐาน








ทางประวัตศาสตร แสดงถงชวิตความเปนอยู่ วัฒนธรรมและประเพณ พิพิธภัณฑ์ประเภทน้ ีอาจแยก







เฉพาะเรองก็ได้ เช่น พิพิธภัณฑ์ทรวบรวม และจัดแสดงหลักฐานทางประวัตศาสตร ซงเกียวกับการเมอง






การทหาร เศรษฐกิจ สังคม หรอการแสดงบ้านและเมองประวัตศาสตร ทั้งน้ ีรวมถงโบราณสถาน




อนสาวรย์ และสถานทส าคัญทางวัฒนธรรม
ี่


59






ฉ. พิพิธภัณฑ์สถานชาตพันธวิทยา และประเพณพื้นเมอง (Museum of Ethnology) และ










การจ าแนกชาตพันธ และอาจจัดเฉพาะเรองราวของท้องถ่นใดท้องถ่นหนง ซงเรยกว่าพิพิธภัณฑ์สถาน









พื้นบ้าน และถ้าจัดแสดงกลางแจ้งโดยปลกโรงเรอน จัดสภาพแวดล้อมให้เหมอนสภาพจรง ก็เรยกว่า
พิพิธภัณฑ์สถานกลางแจ้ง (Open-air Museum)














พิพิธภัณฑพระปกเกลา
ภาพจาก www.kingprajadhipokmuseum.org








ภาพจาก www.pamame.com




ภาพจาก www.bloggang.com


2. ศาสนสถาน






วัด โบสถ์ มัสยิด เปนศาสนสถานทเปนรากฐานของวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ เปนศูนย์กลาง










ทส าคัญในการท ากิจกรรมทางศาสนาของชมชน และเปนแหล่งเรยนรทมค่ามากในทกด้าน เช่น การให้


การอบรมตามค าสั่งสอนของศาสนา การให้การศกษาด้านศลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนยมประเพณ ี



พิธกรรมต่าง ๆ นับว่าเปนการให้การศกษาทางอ้อมแก่ประชาชน เช่น วัดพระเชตพนวิมล มังคลาราม



เปนแหล่งเรยนรด้านการนวดแผนโบราณเพื่อรกษาโรค ต ารายาสมนไพร วัดพระศรรตนศาสดาราม เปน











แหล่งเรยนรด้านจตรกรรมฝาผนังเรอง รามเกียรต์ ิ





60













มัสยิดกลางปตตานี
ภาพจาก travel.sanook.com/gallery



วัดพระศรรตนศาสดาราม (วัดพระแกว)
ภาพจาก www.bhodhiyalaya.com





โบสถ ภาพจาก www.oknation.net




กิจกรรม


1. ให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้าเรองศาสนสถานเพิ่มเตมจากอนเทอรเนต











2. ให้ผู้เรยนแต่ละคนไปส ารวจวัด โบสถ์ และมัสยิดทอยู่ในชมชน ต าบล เขยนประวัต ิ







ความเปนมา ความส าคัญ ส่งทจะเรยนรได้จากวัด โบสถ์ และมัสยิด จัดท าเปนรายงานส่งคร ู




3. อินเทอรเนต


อินเทอรเนต (Internet) คืออะไร












อนเทอรเนต เปนระบบเครอข่ายทเชอมโยงทั่วโลกเข้าด้วยกัน เหมอนใยแมงมม หรอ





ื่

world wide web (www.) จึงเปนแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ทมข้อมูลทก ๆ ด้าน ทั้งภาพ เสยง ภาพเคลอนไหว













ให้ผู้สนใจเข้าไปศกษาค้นคว้าได้สะดวก รวดเรว และง่าย มคอมพิวเตอรเปนเครองมอ ผู้ทใช้เครอข่ายน้ ี


สามารถสอสารถงกันได้หลาย ๆ ทาง เช่น อเมล์ (E-mail) เว็บบอรด (Web board) แชทรม (Chat room)





การสบค้นข้อมูล และข่าวสารต่าง ๆ รวมทั้งคัดลอกแฟมข้อมูล และโปรแกรม มาใช้ได้

ความสาคัญของอินเทอรเนต



หลายประเทศทั่วโลกก าลังให้ความส าคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information









Technology) หรอเรยกโดยย่อว่า “ไอท (IT)” ซงหมายถงความรในวิธการประมวลผล จัดเก็บ รวบรวม








เรยกใช้ และน าเสนอข้อมูล อนเทอรเนตเปนเครองมอส าคัญอย่างหนงในการประยุกต์ใช้ไอท หากเรา




จ าเปนต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารในการท างานประจ าวัน อนเทอรเนตจะเปนช่องทางทท าให้เราเข้าถง








61












ข้อมูลข่าวสาร หรอเหตการณความเปนไปต่าง ๆ ทั่วโลกทเกิดข้นได้ในเวลาอันรวดเรว ในปจจบัน










สามารถสบค้นข้อมูลได้ง่ายกว่าสออน ๆ อนเทอรเนตเปนแหล่งรวบรวมข้อมูลแหล่งใหญ่ทสดของโลก




ประวัติความเปนมาของอินเทอรเนต









อนเทอรเนตถอก าเนดข้นคร้งแรก โดยองค์กรทางทหารของสหรฐอเมรกา ชอว่า






ยู.เอส.ดเฟนซ (U.s.Defence Department) เปนผู้คดค้นระบบข้นมา ส าหรบประเทศไทยการเชอมต่อ

















เข้าส่อนเทอรเนต มจดก าเนดมาจากเครอข่ายคอมพิวเตอร ระหว่างมหาวิทยาลัย หรอทเรยกว่า


“แคมปสเนตเวิรก” (Campus Network) เครอข่ายดังกล่าวได้รบการสนับสนนจาก “ศูนย์เทคโนโลยี










อเล็กทรอนกส และคอมพิวเตอรแห่งชาต” (NECTEC) จนกระทั่งในเดอนสงหาคม ป พ.ศ. 2535 ได้เชอม




ื่







เข้าส่อนเทอรเนตโดยสมบูรณ ถ้าจะกล่าวถงพัฒนาการประเทศไทย ตั้งแต่ ป พ.ศ. 2530 ได้เร่มมการ



ตดต่อกับอนเทอรเนตโดยใช้ E-mail โดยเร่มท “มหาวิทยาลัยสงขลานครนทร วิทยาเขตหาดใหญ่” และ










สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชยเปนแห่งแรก



อินเทอรเนตเปนแหลงเรยนรูสาคัญในโลกปจจุบัน






ทจรงแล้วอนเทอรเนตเปนทั้งช่องทางการเรยนรส่แหล่งเรยนรอนเองด้วย เราสามารถใช้ช่องทาง
























น้ท าอะไรได้มากมายโดยทเราก็คาดไม่ถง เหตผลส าคัญทท าให้อนเทอรเนตเปนแหล่งเรยนรทได้รบความ










นยมแพร่หลาย คอ







1. การสอสารบนอนเทอรเนตไม่จ ากัดระบบปฏบัตการของเครองคอมพิวเตอร




2. อนเทอรเนตไม่มข้อจ ากัดในเรองของระยะทาง









3. อนเทอรเนตไม่จ ากัดรปแบบของข้อมูล

ความสาคัญของอินเทอรเนต






1. ความสาคัญของอินเทอรเนตกับงานดานตาง ๆ



1.1 ด้านการศกษา
1) สามารถใช้แหล่งค้นคว้าหาข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทง ด้านการแพทย์ และ





อนๆ ทน่าสนใจ








2) ระบบเครอข่ายอนเทอรเนตจะท าหน้าทเสมอนเปนห้องสมดขนาดใหญ่

3) ผู้ใช้สามารถใช้อนเทอรเนตตดต่อกับแหล่งเรยนรอนๆ เพือค้นหาข้อมูลทก าลัง













ศกษาอยู่ได้ ทั้งทข้อมูลทเปนข้อความ เสยง ภาพเคลอนไหวต่าง ๆ เปนต้น









1.2 ด้านธรกิจและการพาณชย์







1) ในการด าเนนงานธรกิจ สามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพือช่วยในการตัดสนใจทางธรกิจ


2) สามารถซ้อขายสนค้าผ่านระบบเครอข่ายอนเทอรเนต




3) บรษัท หรอองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปดให้บรการ และสนับสนนลกค้าของตนผ่าน







62






ระบบเครอข่ายอนเทอรเนตได้ เช่น การให้ค าแนะน า สอบถามปญหาต่าง ๆ ให้แก่ลกค้าแจกจ่ายตัว





โปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรอโปรแกรมแจกฟร (Freeware) เปนต้น

1.3 ด้านการบันเทง

1) การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบ






เครอข่ายอนเทอรเนต ทเรยกว่า Magazine Online รวมทั้งหนังสอพิมพ์ และข่าวสารอน ๆ โดยม ี










ภาพประกอบทจอคอมพิวเตอรเหมอนกับวารสารตามรานหนังสอทั่ว ๆ ไป




2) สามารถฟงวิทยุผ่านระบบเครอข่ายอนเทอรเนตได้



3) สามารถดงข้อมูล (Download) ภาพยนตรตัวอย่าง ทั้งภาพยนตรใหม่ และเก่า

2. ความสาคัญของการเรยนรูทางอินเทอรเนต










2.1 การจัดเก็บข้อมูลจากอนเทอรเนตได้ง่าย และสอสารได้รวดเรว


2.2 ความครบถ้วนของข้อมูลจากอนเทอรเนต



2.3 ความรวดเรวของเครอข่ายอนเทอรเนต







3. การเรยนรูผานเครอขายอินเทอรเนตมีตนทุนประหยัด







กิจกรรม
1. ให้ผู้เรยนศกษาค้นคว้าเพ่มเตมเรอง อนเทอรเนต

ื่






2. ให้ผู้เรยนบอกถงความแตกต่างระหว่างห้องสมด กับอนเทอรเนต













3. ให้ผู้เรยนบอกถงความส าคัญของอนเทอรเนต ว่ามความส าคัญกับตัวผู้เรยนในด้านใดบ้าง


และ สามารถน าไปใช้ประโยชน์ส าหรบชมชนของตนเองได้อย่างไร




การสบคนขอมูลทางอินเทอรเนต




ในการสบค้นหาข้อมูลผ่านเครอข่ายอนเทอรเนต มเครองมอทช่วยในการสบค้นทสะดวก

















เรยกว่า โปรแกรมค้นหา (Search Engine) ซงโปรแกรมค้นหาน้สามารถใช้ได้หลายภาษา เช่น ภาษาไทย
ี่

ี่



ภาษาอังกฤษ ภาษาจน โปรแกรมค้นหาทเปนทนยมทสามารถใช้ภาษาไทย คอ เว็บไซต์กูเกิล (Google)
ี่



ขันตอนในการใชโปรแกรมคนหา
1. เปดโปรแกรมอนเทอรเนต (Internet Explorer)






ื่
2. พิมพ์ชอเว็บไซต์ www.google.com ลงในช่องแอ็ดเดรส (Address) แล้วกดปม Go

หรอกดเอ็นเทอร (Enter) รอจนหน้าต่างของเว็บไซต์กูเกิล Google ข้น



63




3. หน้าต่างของเว็บไซต์กูเกิล google มส่วนประกอบดังภาพด้านล่าง














ี่

4. มบรการทสามารถเข้าถงได้สะดวกในการค้นหา 6 รายการ คอ รปภาพ กล่มข่าว บล็อก




สารบัญ เว็บ Gmail และเพิ่มเตม



5. พิมพ์ค าส าคัญ หรอส่งทต้องการค้นหาในช่องค้นหา แล้วกดปมค้นหา โดย google





6. เมอกดปมค้นหาโดย Google ก็จะข้นรายละเอยดของเว็บไซต์เกียวข้องกับค าส าคัญ

ื่




หรอส่งทต้องการค้นหา





ี่

7. คลกข้อความทขดเสนใต้เพื่อศกษารายละเอยด จะมการเชอมโยง (Link) ไปเว็บไซต์ท ี่


ื่

ต้องการ

กิจกรรม












ให้ผู้เรยนสบค้นข้อมูลทางอนเทอรเนตเกียวกับศลปวัฒนธรรมท้องถ่นทเปนภูมล าเนาของผู้เรยน



สรปเปนรายงานส่งคร พรอมทั้งเขยนแผนภมเสนทางการสบค้นข้อมูล ดังกล่าวด้วย








64







แบบทดสอบ เรอง การใชแหลงเรยนรู ้


ระดับมัธยมศกษาตอนตน







1. ขอใดเปนแหลงรวบรวมขอมูลสารสนเทศ มากทีสุด

ก. ห้องสมด
ข. อนเทอรเนต



ค. สวนสาธารณะ

ง. อทยานแห่งชาต ิ





2. หองสมุดประเภทใดทีเก็บรวบรวมทรพยากรสารสนเทศทีมีเน้อหาเฉพาะวิชา


ก. ห้องสมดประชาชน “เฉลมราชกุมาร”

ข. ห้องสมดโรงเรยนสวนกุหลาบวิทยาลัย



ค. ห้องสมดมารวย
ง. ห้องสมดอ าเภอ





3. แหลงเรยนรู หมายถึงขอใด
ี่

ก. สถานทให้ความรตามอัธยาศัย


ข. แหล่งค้นคว้าเพือประโยชนในการพัฒนาตนเอง




ค. แหล่งรวบรวมความรและข้อมูลเฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนง







ง. แหล่งข้อมูลและประสบการณทส่งเสรมให้ผู้เรยนแสวงหาความรและเรยนรด้วยตนเอง





4. ถานกศกษาตองการรูเกียวกับโลกและดวงดาว ควรไปใชบรการแหลงเรยนรูใด










ก. ท้องฟาจ าลอง

ข. เมองโบราณ

ค. พิพิธภัณฑ์

ง. ห้องสมด





5. หนงสอประเภทใดทีหามยืมออกนอกหองสมุด
ื่
ก. เรองแปล
ข. นวนยาย



ค. หนังสออ้างอง

ง. วรรณกรรมส าหรบเด็ก

65










6. เหตุใดหองสมุดจงตองก าหนดระเบียบและขอปฏิบัติในการเขาใชบรการ

ก. เพืออ านวยความสะดวกต่อผู้ใช้บรการ




ข. เพือสนองความต้องการแก่ผู้ใช้บรการทกคน






ค. เพือให้การบรหารงานห้องสมดเปนไปอย่างเรยบรอย

ง. เพือให้เกิดความเปนธรรมและความเสมอภาคแก่ผู้ใช้บรการ













7. การจดท าคูมือการใชหองสมุดเพือใหขอมูลเกียวกับหองสมุด เปนบรการประเภทใด
ก. บรการข่าวสารข้อมูล

ข. บรการสอนการใช้ห้องสมด


ค. บรการแนะน าการใช้ห้องสมด



ง. บรการตอบค าถามและช่วยการค้นคว้า















8. ความสาคัญของหองสมุดขอใดทีชวยใหผูใชบรการมีจตสานกทีดีตอสวนรวม


ก. ช่วยให้รจักแบ่งเวลาในการศกษาหาความร ู ้


ข. ช่วยให้มความรเท่าทันโลกยุคใหม่ตลอดเวลา



ค. ช่วยให้มนสัยรกการค้นคว้าหาความรด้วยตนเอง








ง. ช่วยให้ระวังรกษาทรพย์สน ส่งของของห้องสมด

9. หองสมุดประเภทใดใหบรการทุกเพศ วัย และความรู ้




ก. ห้องสมดเฉพาะ
ข. ห้องสมดโรงเรยน



ค. ห้องสมดประชาชน
ง. ห้องสมดมหาวิทยาลัย

10. หองสมุดมารวยเปนหองสมุดประเภทใด



ก. ห้องสมดเฉพาะ

ข. ห้องสมดโรงเรยน



ค. ห้องสมดประชาชน

ง. ห้องสมดมหาวิทยาลัย

66









11. ขอใดเปนแหลงเรยนรูทีทีสาคัญในการท ากิจกรรมทางศาสนาและสอนคนใหเปนคนดี




ก. วัด
ข. มัสยิด
ค. โบสถ์


ง. ถกทกข้อ





12. ขอใดเปนประโยชนของอินเทอรเนต

ก. สะดวก รวดเรว


ข. สอสารได้หลายช่องทาง




ค. มภาพน่งและภาพเคลอนไหว


ง. ถกทกข้อ
13. http://www.nfe.go.th ค าวา th หมายถึงอะไร

ก. ตัวย่อประเทศ
ข. ตัวย่อหน่วยงานต้นสังกัด
ค. ตัวย่อของประเภทองค์กร



ง. ตัวย่อของผู้ให้บรการอนเทอรเนต




14. กลุมค า ทีใชในการคนหาขอมูลเรยกวาอะไร





ก. Password
ข. Keyword
ค. word
ง. Microsoft Word




15. ลิงค (Link)ในอินเทอรเนตหมายถึงอะไร
ก. การขาดหายของข้อมูลในเว็บเพจ
ข. การเชอมโยงของข้อมูลในเว็บเพจ
ื่
ค. การค้นหาข้อมูลในเว็บเพจ


ง. ผู้ดแลและผู้ใช้ในเว็บเพจ


แนวค าตอบ ข้อ 1 ข ข้อ 2 ค ข้อ 3 ง ข้อ 4 ก ข้อ 5 ค ข้อ 6 ง ข้อ 7 ค ข้อ 8 ง

ข้อ 9 ค ข้อ 10 ก ข้อ 11 ง ข้อ 12 ง ข้อ 13 ก ข้อ 14 ข ข้อ 15 ข

67



บทที่ 3

การจัดการความรู





สาระสาคัญ



ื่



การจัดการความรเปนเครองมอของการพัฒนาคณภาพของงาน หรอสรางนวัตกรรมในการ




ท างาน การจัดการความรจงเปนการจัดการกับความรและประสบการณทมอยู่ในตัวคน และความร ู ้








เด่นชัด น ามาแบ่งปนให้เกิดประโยชนต่อตนเองและองค์กรด้วยการผสมผสานความสามารถของคนเข้า

ด้วยกันอย่างเหมาะสม มเปาหมายเพื่อการพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาองค์กรให้เปนองค์กรแห่งการ



เรยนร ้ ู



ผลการเรยนรูทีคาดหวัง









1. วิเคราะหผลทเกิดข้นของขอบข่ายความร ตัดสนคณค่า ก าหนดแนวทางพัฒนา




2. เหนความสัมพันธของกระบวนการจัดการความร กับการน าไปใช้ในการ


พัฒนาชมชนปฏบัตการ




3. ปฏบัตตามกระบวนการจัดการความรได้อย่างเปนระบบ




หัวขอบทเรยน


เรองท 1 ความหมาย ความส าคัญ หลักการ
ี่
ื่
กระบวนการจัดการความร ู ้
การรวมกล่มเพือต่อยอดความร ู ้



เรองท 2 การฝกทักษะและกระบวนการจัดการความร ู ้
ื่
ี่

68





แบบทดสอบเรองการจดการความรู ้








ค าชแจง : จงกากบาท X เลือกขอทีทานคิดวาถูกตองทีสุด



1. การจัดการความรเรยกสั้น ๆ ว่าอะไร



ก. MK
ข. KM
ค. LO
ง. QA


2. เปาหมายของการจัดการความรคออะไร


ก. พัฒนาคน
ข. พัฒนางาน
ค. พัฒนาองค์กร



ง. ถกทกข้อ


3. ข้อใดถกต้องมากทสด
ี่
ก. การจัดการความร หากไม่ท า จะไม่ร ้ ู






ี่

ข. การจัดการความรคอการจัดการความรของผู้เชยวชาญ



ค. การจัดการความรถอเปนเปาหมายของการท างาน








ง. การจัดการความรคอการจัดการความรทมในเอกสาร ต ารา มาจัดให้เปน

ี่
ระบบ


4. ขั้นสงสดของการเรยนรคออะไร





ก. ปญญา
ข. สารสนเทศ
ค. ข้อมูล
ง. ความร ู ้



5. ชมชนนักปฏบัต (Cop) คออะไร

ก. การจัดการความร ้ ู

ข. เปาหมายของการจัดการความร ู ้

ค. วิธการหนงของการจัดการความร ู ้


ง. แนวปฏบัตของการจัดการความร ู ้



69






6. รปแบบการจัดการความรตามโมเดลปลาทู ส่วน “ท้องปลา” หมายถงอะไร


ก. การก าหนดเปาหมาย
ี่

ข. การแลกเปลยนเรยนร ู ้

ค. การจัดเก็บเปนคลังความร ้ ู
ง. ความรทชัดแจ้ง
ี่










7. ผู้ทท าหน้าทกระต้นให้เกิดการแลกเปลยนเรยนรคอใคร




ก. คณเอ้อ


ข. คณอ านวย
ค. คณกิจ




ง. คณลขต

8. สารสนเทศเพือเผยแพร่ความรในปจจบันมอะไรบ้าง





ก. เอกสาร
ข. วีซด ี

ค. เว็บไซต์
ง. ถกทกข้อ




9. การจัดการความรด้วยตนเองกับชมชนแห่งการเรยนรมความเกียวข้องกัน







หรอไม่ อย่างไร




ก. เกียวข้องกัน เพราะการจัดการความรในบคคลหลาย ๆ คน รวมกันเปน



ชมชน เรยกว่าเปนชมนมแห่งการเรยนร ้ ู








ข. เกียวข้องกัน เพราะการจัดการความรให้กับตนเองก็เหมอนกับจัดการความร ู ้
ให้ชมชนด้วย







ค. ไม่เกียวข้องกัน เพราะจัดการความรด้วยตนเองเปนปจเจกบคคล ส่วน





ชมชนแห่งการเรยนรเปนเรองของชมชน












ง. ไม่เกียวข้องกัน เพราะชมชนแห่งการเรยนรเปนการเรยนรเฉพาะกล่ม







10. ปจจัยทท าให้การจัดการความรการรวมกล่มปฏบัตการประสบผลส าเรจคออะไร




ก. พฤตกรรมของคนในกล่ม


ข. ผู้น ากล่ม

ค. การน าไปใช้

ง. ถกทกข้อ


เฉลย 1) ข 2) ง 3) ก 4) ก 5) ค 6) ข 7) ข 8) ง 9) ก 10) ง

70



เรองที่ 1 ความหมาย ความสาคัญ หลักการ

ื่

กระบวนการจดการความรู




การรวมกลุมเพือตอยอดความรู ้

และการจดท าสารสนเทศเผยแพรความรู ้





ความหมายของการจดการความรู ้





การจัดการ (Management) หมายถง กระบวนการในการเข้าถงความรและการถ่ายทอดความรท ี ่






ต้องด าเนนการร่วมกันกับผู้ปฏบัตงาน ซงอาจเร่มต้นจากการบ่งช้ความรทต้องการใช้ การสรางและ












แสวงหาความร การประมวลเพือกลั่นกรองความร การจัดการความรให้เปนระบบ การสรางช่องทางเพื่อ




การสอสารกับผู้เกียวข้อง การแลกเปลยนความร การจัดการสมัยใหม่ใช้กระบวนการทางปญญาเปนส่ง


ี่








ี่


ส าคัญในการคด ตัดสนใจ และส่งผลให้เกิดการกระท า การจัดการจงเน้นไปทการปฏบัต ิ













ความร (Knowledge) หมายถง ความรทควบค่กับการปฏบัต ซงในการปฏบัตจ าเปนต้องใช้ความร ู ้






ี่

ทหลากหลายสาขาวิชามาเชอมโยงบูรณาการเพื่อการคดและตัดสนใจและลงมอปฏบัต จดก าเนดของ

ื่









ความรคอสมองของคน เปนความรทฝงลกอยู่ในสมอง ช้แจงออกมาเปนถ้อยค าหรอตัวอักษรได้ยาก





ความรนั้นเมอน าไปใช้จะไม่หมดไป แต่จะยิ่งเกิดความร เพิ่มพูนมากข้นอยู่ในสมองของผู้ปฏบัต ิ














ในยุคแรก ๆ มองว่า ความรหรอทนทางปญญา มาจากการจัดระบบและการตความ









สารสนเทศ ซงสารสนเทศก็มาจากการประมวลข้อมูล ขั้นของการเรยนรเปรยบดังประมดตามรปแบบน้ ี





ความรูแบงไดเปน 2 ประเภท คือ



1. ความรูเดนชด (Explicit Knowledge) เปนความรทเปนเอกสาร ต ารา ค่มอ ปฏบัตงาน สอ
ื่










ี่
ต่าง ๆ กฎเกณฑ์ กตกา ข้อตกลง ตารางการท างาน บันทกจากการท างาน ความรเด่นชัดจงมชอเรยกอก










อย่างหนงว่า “ความรในกระดาษ”





71
















2. ความรซ่อนเรน / ความรฝงลก (Tacit Knowledge) เปนความรทแฝงอยู่ในตัวคน พัฒนาเปน


ี่


ภูมปญญา ฝงอยู่ในความคด ความเชอ ค่านยม ทคนได้มาจากประสบการณ สั่งสมมานาน หรอเปน


ื่








พรสวรรค์อันเปนความสามารถพิเศษเฉพาะตัวทมมาแต่ก าเนดหรอเรยก อกอย่างหนงว่า “ความรในคน”











แลกเปลยนความรกันได้ยาก ไม่สามารถแลกเปลยนมาเปนความรทเปดเผยได้ทั้งหมด ต้องเกิดจากการ













เรยนรร่วมกัน ผ่านการเปนชมชน เช่น การสังเกต การแลกเปลยนเรยนรระหว่างการท างาน









หากเปรยบความรเหมอนภเขาน ้าแข็ง จะมลักษณะดังน้ ี





















สวนของน้าแข็งที่ลอยพนน้า เปรยบเหมอนความรทเด่นชัด คอความรทอยู่ในเอกสาร ต ารา ซด วีดโอ
















ื่
ี่

ื่
หรอสออน ๆ ทจับต้องได้ ความรน้มเพียง 20 เปอรเซนต์


















สวนของน้าแขงทีจมอยูใตน้า เปรยบเหมอนความรทยังฝงลกอยู่ในสมองคน มี ความรจากส่งท ี ่












ื่

ตนเองได้ปฏบัต ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเปนตัวหนังสอให้คนอนได้รบรได้ ความรทฝงลกในตัวคนน้ ี


มประมาณ 80 เปอรเซนต์





ความรู 2 ยุค


ความรูยุคที 1 เน้นความรในกระดาษ เน้นความรของคนส่วนน้อย ความรทสรางข้นโดย











ี่

นักวิชาการทมความช านาญเชยวชาญเฉพาะด้าน เรามักเรยกคนเหล่านั้นว่า “ผู้มปญญา” ซงเชอว่าคน


ี่








ี่







ส่วนใหญ่ไม่มความร ไม่มปญญา ไม่สนใจทจะใช้ความรของคนเหล่านั้น โลกทัศน์ในยุคท 1 เปนโลก
ี่
ทัศน์ทคับแคบ

72











ความรูยุคที 2 เปนความรในคน หรออยู่ในความสัมพันธระหว่างคน เปนการ ค้นพบ



ี่











“ภูมปญญา” ทอยู่ในตัวคน ทกคนมความรเพราะทกคนท างาน ทกคนมสัมพันธกับผู้อน จงย่อมมความรท ่ ี


ฝงลกในตัวคนทเกิดจากการท างาน และการมความสัมพันธกันนั้น เรยกว่า “ความรอันเกิดจาก

















ประสบการณ” ซงความรยุคท 2 น้ มคณประโยชน์ 2 ประการ คอ ประการแรก ท าให้เราเคารพซงกันและ
ี่




ี่



กันว่าต่างก็มความร ประการท 2 ท าให้หน่วยงาน หรอองค์กรทมความเชอเช่นน้ สามารถใช้ศักยภาพแฝง






ของทกคนในองค์กรมาสรางผลงาน สรางนวัตกรรมให้กับองค์กร ท าให้องค์กรมการพัฒนามากข้น






การจดการความรู ้


การจัดการความร (Knowledge Management) หมายถง การจัดการกับความร และประสบการณ













ทมอยู่ในตัวคน และความรเด่นชัด น ามาแบ่งปนให้เกิดประโยชนต่อตนเอง และองค์กร ด้วยการ
ผสมผสานความสามารถของคนเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม มเปาหมาย เพื่อการพัฒนางาน พัฒนาคน และ


พัฒนาองค์กรให้เปนองค์กรแห่งการเรยนร ้ ู













ในปจจบันและในอนาคตโลกจะปรบตัวเข้าส่การเปนสังคมแห่งการเรยนร ซงความรกลายเปน







ปจจัยส าคัญในการพัฒนาคน ท าให้คนจ าเปนต้องสามารถแสวงหาความรพัฒนา และสรางองค์ความร ู ้








อย่างต่อเนอง เพือน าพาตนเองส่ความส าเรจ และน าพาประเทศชาตไปส่การพัฒนา มความเจรญก้าวหน้า

และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้








คนทกคนมการจัดการความรในตนเองแต่ยังไม่เปนระบบ การจัดการความรเกิดข้นได้ใน





ี่





ครอบครวทมการเรยนรตามอัธยาศัย พ่อแม่สอนลก ปูย่า ตายาย ถ่ายทอดความร และภมปญญาให้แก่


ลกหลานในครอบครว ท ากันมาหลายชั่วอายุคน โดยใช้วิธธรรมชาต เช่น พูดคย สั่งสอน จดจ า ไม่ม ี














กระบวนการทเปนระบบแต่อย่างใด วิธการดังกล่าวถอเปน การจัดการความรรปแบบหนง แต่อย่างไรก็




ตาม โลกในยุคปจจบันมการเปลยนแปลงอย่าง รวดเรวในด้านต่าง ๆ การใช้วิธการจัดการความรแบบ








ธรรมชาต อาจก้าวตามโลกไม่ทัน จงจ าเปนต้องมกระบวนการทเปนระบบ เพือช่วยให้องค์กรสามารถท า
ี่






ให้บคคลได้ใช้ความรตามทต้องการได้ทันเวลา ซงเปนกระบวนการพัฒนาคนให้มศักยภาพ โดยการสราง




ี่






และใช้ความรในการปฏบัตงานให้เกิดผลสัมฤทธ์ ิดข้นกว่าเดม การจัดการความรหากไม่ปฏบัตจะไม่











ื่
เข้าใจเรองการจัดการความร นั่นคอ “ไมท า ไมรู” การจัดการความรจงเปนกิจกรรมของนักปฏบัต ิ



















กระบวนการจัดการความรจงมลักษณะเปนวงจรเรยนรทต่อเนองสม าเสมอ เปาหมายคอการพัฒนางาน





และพัฒนาคน การจัดการความรทแท้จรงเปนการจัดการความรโดยกล่มผู้ปฏบัตงานเปนการด าเนน









ี่





กิจกรรมร่วมกันในกล่มผู้ท างาน เพือช่วยกันดง “ความรูในคน” และคว้าความรภายนอกมาใช้ในการ










ี่





ท างาน ท าให้ได้รบความรมากข้น ซงถอเปนการยกระดับความรและน าความรทได้รบการยกระดับไปใช้








ในการท างานเปนวงจรต่อเนองไม่จบส้น การจัดการความรจงต้องร่วมมอกันท าหลายคน ความคดเหนท ี่




แตกต่างในแต่ละบคคลจะก่อให้เกิดการสรางสรรค์ด้วยการใช้กระบวนการแลกเปลยนเรยนร มปณธาน








73












ม่งมั่นทจะท างาน ให้ประสบผลส าเรจดข้นกว่าเดม เมอด าเนนการจัดการความรแล้วจะเกิดนวัตกรรมใน










การท างานนั่นคอเกิดการต่อยอดความร และมองค์ความรเฉพาะเพื่อใช้ในการปฏบัตงานของตนเอง การ



จัดการความรมใช่การเอาความรทมอยู่ในต าราหรอจากผู้เชยวชาญมากองรวมกันและจัดหมวดหมู่















เผยแพร่ แต่เปนการดงเอาความรเฉพาะส่วนทใช้ในงานมาจัดการให้เกิดประโยชนกับตนเอง กล่ม หรอ



ชมชน

















การจัดการความรเปนการเรยนรจากการปฏบัต น าผลจากการปฏบัตมาแลกเปลยนเรยนรกัน



ื่



เสรมพลังของการแลกเปลยนเรยนรด้วยการชนชม ท าให้เปนกระบวนการแห่งความสข ความภูมใจ และ

ี่



การเคารพเหนคณค่าซงกันและกัน ทักษะเหล่าน้น าไปส่การสรางนสัยคดบวกท าบวก มองโลกในแง่ด







ี่



และสรางวัฒนธรรมในองค์กรทผู้คนสัมพันธกันด้วยเรองราวด ๆ ด้วยการแบ่งปนความร และแลกเปลยน

ี่











ความรจากประสบการณซงกันและกัน โดยทกิจกรรมเหล่าน้สอดคล้องแทรกอยู่ในการท างานประจ าทก


เรอง ทกเวลา...
ื่

ศ.นพ.วิจารณ พานช



ความสาคัญของการจดการความรู ้



หัวใจของการจัดการความร คอ การจัดการความรทมอยู่ในตัวบคคล โดยเฉพาะบคคลทม ี

ี่










ประสบการณในการปฏบัตงานจนงานประสบผลส าเรจ กระบวนการแลกเปลยนเรยนรระหว่างคนกับคน











หรอกล่มกับกล่ม จะก่อให้เกิดการยกระดับความรทส่งผลต่อเปาหมายของการท างาน นั่นคอ เกิดการ







พัฒนาประสทธภาพของงาน คนเกิดการพัฒนา และ ส่งผลต่อเนองไปถงองค์กร เปนองค์กรแห่งการ















เรยนร ผลทเกิดข้นกับการจัดการความร จงถอว่ามความส าคัญต่อการพัฒนาบคลากรในองค์กร ซง






ประโยชนทจะเกิดข้นต่อบคคล กล่ม หรอองค์กร มอย่างน้อย 3 ประการ คอ










1. ผลสัมฤทธ์ ิของงาน หากมการจัดการความรในตนเอง หรอในหน่วยงาน องค์กรจะเกิดผล













ส าเรจทรวดเรวยิ่งข้น เนองจากความรเพือใช้ในการพัฒนางานนั้น เปนความรทได้จากผู้ทผ่านการปฏบัต ิ






โดยตรง จงสามารถน ามาใช้ในการพัฒนางานได้ทันท และเกิดนวัตกรรมใหม่ในการท างาน ทั้งผลงานท ่ ี




เกิดข้นใหม่และวัฒนธรรมการท างานร่วมกันของคนในองค์กรทมความเอ้ออาทรต่อกัน





2. บคลากร การจัดการความรในตนเองจะส่งผลให้คนในองค์กรเกิดการพัฒนา ตนเอง และ









ส่งผลรวมถงองค์กร กระบวนการเรยนรจากการแลกเปลยนความรร่วมกัน จะท าให้บคลากรเกิดความ



มั่นใจในตนเอง เกิดความเปนชมชนในหมู่เพือนร่วมงาน บคลากร เปนบคคลเรยนรและส่งผลให้องค์กร







เปนองค์กรแห่งการเรยนรอกด้วย






74








ี่

3. ยกระดับความรของบคลากรและองค์กร การแลกเปลยนเรยนร จะท าให้บคลากรมความร ู ้





ื่

เพิ่มข้นจากเดม เหนแนวทางในการพัฒนางานทชัดเจนมากข้น และเมอน าไปปฏบัตจะท าให้บคคลและ












ี่
ื่





องค์กรมองค์ความรเพื่อใช้ในการปฏบัตงานในเรองทสามารถน าไปปฏบัตได้ มองค์ความรทจ าเปนต่อ

การใช้งาน และจัดระบบให้อยู่ในสภาพพรอมใช้


ี่




การทเรามการจัดการความรในตัวเอง จะพบว่าความรในตัวเราทคดว่าเรามมากแล้วนั้น จรง ๆ









แล้วยังน้อยมากเมอเทยบกับบคคลอน และหากเรามการแบ่งปนแลกเปลยนความรกับบคคลอน จะพบว่า




















มความรบางอย่างเกิดข้นโดยทเราคาดไม่ถง และหากเราเหนแนวทางมความรแล้วไม่น าไปปฏบัต ความร ้ ู



















นั้นก็จะไม่มคณค่าอะไรเลย หากน าความรนั้นไปแลกเปลยน และน าไปส่การปฏบัตทเปนวงจรต่อเนอง









ไม่รจบจะเกิดความรเพิ่มข้นอย่างมาก หรอทเรยกว่า “ยิ่งให ยิ่งไดรบ”




หลักการของการจดการความรู ้


การจัดการความร ไม่มสตรส าเรจในวิธการของการจัดการเพื่อให้บรรลเปาหมาย ในเรองใด

ื่













เรองหนง แต่ข้นอยู่กับปณธานความม่งมั่นทจะท างานของตน หรอกิจกรรมของกล่มตนให้ดข้นกว่าเดม





ื่



แล้วใช้วิธการจัดการความรเปนเครองมอหนงในการพัฒนางานหรอสรางนวัตกรรมในงาน มหลักการ






ื่


ส าคัญ 4 ประการ ดังน้ ี
1. ให้คนหลากหลายทัศนะ หลากหลายวิถชวิต ท างานร่วมกันอย่างสรางสรรค์ การจัดการ

















ความรทมพลังต้องท าโดยคนทมพื้นฐานแตกต่างกัน มความเชอหรอวิธคดแตกต่างกัน (แต่มจดรวมพลัง









คอ มเปาหมายอยู่ทงานด้วยกัน) ถ้ากล่มทด าเนนการจัดการความรประกอบด้วยคนทคดเหมอน ๆ กัน










การจัดการความรจะไม่มพลังในการจัดการความรความแตกต่างหลากหลายมคณค่ามากกว่าความเหมอน











2. ร่วมกันพัฒนาวิธการท างานในรปแบบใหม่ ๆ เพื่อบรรลประสทธภาพและประสทธผลท ี่


ก าหนดไว้ ประสทธผลประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คอ


2.1 การตอบสนองความต้องการ ซงอาจเปนความต้องการของตนเอง ผู้รบ





บรการ ความต้องการของสังคม หรอความต้องการทก าหนดโดยผู้น าองค์กร



2.2 นวัตกรรม ซงอาจเปนนวัตกรรมด้านผลตภัณฑ์ใหม่ ๆ หรอวิธการใหม่ ๆ ก็ได้







2.3 ขดความสามารถของบคคล และขององค์กร

2.4 ประสทธภาพในการท างาน










3. ทดลองและการเรยนร เนองจากกิจกรรมการจัดการความร ู ้ เปนกิจกรรมทสรางสรรค์





จงต้องทดลองท าเพียงน้อย ๆ ซงถ้าล้มเหลวก็ก่อผลเสยหายไม่มากนัก ถ้าได้ผลไม่ดก็ยกเลกความคดนั้น













ถ้าได้ผลดจงขยายการทดลองคอปฏบัตมากข้น จนในทสดขยายเปนวิธท างานแบบใหม่ หรอทเรยกว่า ได้








วิธการปฏบัตทส่งผลเปนเลศ (best practice) ใหม่นั่นเอง





75









4. น าเข้าความรจากภายนอกอย่างเหมาะสม โดยต้องถอว่าความรจากภายนอก ยังเปนความร ้ ู
ี่



ท “ดบ” อยู่ต้องเอามาท าให้ “สก” ให้พรอมใช้ตามสภาพของเรา โดยการเตมความรทมตามสภาพของเรา

ี่



ลงไป จงจะเกิดความรทเหมาะสมกับทเราต้องการใช้









หลักการของการจัดการความร จงม่งเน้นไปทการจัดการทมประสทธภาพ เพราะการจัดการ



















ความรเปนเครองมอระดมความรในคน และความรในกระดาษทั้งทเปนความรจากภายนอก และความร ู ้


ื่


ของกล่มผู้ร่วมงานเอามาใช้และยกระดับความรของบคคลขอ ผู้ร่วมงาน และขององค์กรท าให้งาน













มคณภาพสงข้น คนเปนบคคลเรยนรและองค์กรเปนองค์กรแห่งการเรยนร การจัดการความรจงเปน


















ทักษะสบส่วน เปนความรเชงทฤษฎเพียงส่วนเดยว การจัดการความรจงอยู่ในลักษณะ “ไมท า - ไมรู”




กิ จ ก ร ร ม




กิจกรรมที่ 1 ให้อธบายความหมายของ “การจัดการความร” มาพอสังเขป
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................




กิจกรรมที่ 2 ให้อธบายความส าคัญของ “การจัดการความร” มาพอสังเขป
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

76




กิจกรรมที่ 3 ให้อธบายหลักการของ “การจัดการความร” มาพอสังเขป


.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................





กระบวนการในการจดการความรู ้













การจัดการความรนั้นมหลายรปแบบ หรอทเรยกกันว่า “โมเดล” มหลากหลาย โมเดล หัวใจ







ของการจัดการความร คอ การจัดการความรทอยู่ในตัวคน ในฐานะผู้ปฏบัต และเปนผู้มความร การ











จัดการความรทท าให้คนเคารพในศักด์ศรของคนอน การจัดการความรนอกจากการจัดการความรใน













ตนเองเพือให้เกิดการพัฒนางานและพัฒนาตนเองแล้วยังมองรวมถงการจัดการความรในกล่มหรอองค์กร














ด้วย รปแบบ การจัดการความรจงอยู่บนพื้นฐานของความเชอทว่า ทกคนมความร ปฏบัตในระดับความ


ช านาญทต่างกัน เคารพความรทอยู่ในตัวคน










ดร.ประพนธ ผาสกยึด ได้คดค้นรปแบบการจัดการความรไว้ 2 แบบ คอ รปแบบปลาทูหรอท ี่






เรยกว่า “โมเดลปลาทู” และรปแบบปลาตะเพียน หรอทเรยกว่า “โมเดลปลา ตะเพียน” แสดงให้เหนถง











รปแบบการจัดการความรในภาพรวมของการจัดการ ทครอบคลมทั้งความรทชัดแจ้ง และความรทฝงลก
ี่



ี่
ี่

ดังน้ ี
โมเดลปลาทู




เพื่อให้การจัดการความร หรอ KM เปนเรองทเข้าใจง่าย จงก าหนดให้การจัดการ ความรเปรยบ


















เหมอนกับปลาทูตัวหนง มส่งทต้องด าเนนการจัดการความรอยู่ 3 ส่วน โดย ก าหนดว่า ส่วนหัว คอ การ





ี่


ก าหนดเปาหมายของการจัดการความรทชัดเจน ส่วนตัวปลา คอ การแลกเปลยนความรซงกันและกัน






และส่วนหางปลา คอ ความรทได้รบจากการแลกเปลยน เรยนร ู ้

ี่


ี่

77





รูปแบบการจดการความรูตาม “โมเดลปลาทู”

































สวนที่ 1 “หัวปลา” หมายถง “Knowledge Vision” หรอ KV คอ เปาหมายของการจัดการความร ู ้












ผู้ใช้ต้องรว่าจะจัดการความรเพือบรรลเปาหมายอะไร เกียวข้องหรอสอดคล้องกับวิสัยทัศน พันธกิจและ









ยุทธศาสตรขององค์กรอย่างไร เช่น จัดการความรเพือเพิ่มประสทธภาพของงานจัดการความรเพือพัฒนา






ทักษะชวิตด้านยาเสพตด จัดการความรเพือพัฒนาทักษะชวิตด้านส่งแวดล้อม จัดการความรเพื่อพัฒนา












ทักษะชวิตด้านชวิตและทรพย์สน จัดการความรเพือฟนฟูขนบธรรมเนยมประเพณดั้งเดมของคนใน
ื้



ชมชน เปนต้น



สวนที่ 2 “ตัวปลา” หมายถง “Knowledge Sharing” หรอ KS เปนการแลกเปลยนเรยนรหรอการ
ี่






แบ่งปนความรทฝงลกในตัวคนผู้ปฏบัต เปนการแลกเปลยนวิธการท างานทประสบผลส าเรจไม่เน้นท ่ ี
ี่





ี่

ี่








ี่

ื่





ปญหา เครองมอในการแลกเปลยนเรยนรมหลากหลายแบบ อาท การเล่าเรอง การสนทนาเชงลก การชน
ื่

ชมหรอการสนทนาในเชงบวก เพือนช่วย เพื่อน การทบทวนการปฏบัตงาน การถอดบทเรยน การถอด





องค์ความร ู ้
ี่





สวนที่ 3 “หางปลา” หมายถง “Knowledge Assets” หรอ KA เปนขุมความรทได้จากการ







แลกเปลยนเรยนร มเครองมอในการจัดเก็บความรทมชวิตไม่หยุดน่ง คอ นอกจากจัดเก็บความรแล้วยังง่าย









ี่


ในการน าความรออกมาใช้จรง ง่ายในการน าความรออกมาต่อยอด และง่ายในการปรบข้อมูลไม่ให้






ล้าสมัย ส่วนน้จงไม่ใช่ส่วนทมหน้าทเก็บข้อมูลไว้เฉย ๆ ไม่ใช่ห้องสมดส าหรบเก็บสะสมข้อมูลท ี ่
















น าไปใช้จรงได้ยาก ดังนั้น เทคโนโลยีการสอสารและสารสนเทศ จงเปนเครองมอจัดเก็บความรอันทรง
ื่

พลังยิ่งในกระบวนการจัดการความร ู ้

78









ตัวอย่างการจัดการความรเรอง “พัฒนากลุมวิสาหกิจชุมชน” ในรปแบบปลาทู




















โมเดลปลาตะเพียน



































ี่


จากโมเดล “ปลาทู” ตัวเดยวมาส่โมเดล “ปลาตะเพียน” ทเปนฝูง โดยเปรยบ แม่ปลา “ปลาตัว

ใหญ่” ได้กับวิสัยทัศน พันธกิจ ขององค์กรใหญ่ ในขณะทปลาตัวเล็ก หลาย ๆ ตัว เปรยบได้กับเปาหมาย

ี่









ของการจัดการความรทต้องไปตอบสนองเปาหมายใหญ่ขององค์กร จงเปนปลาทั้งฝูงเหมอน “โมบายปลา
ี่




ตะเพียน” ของเล่นเดกไทยสมัยโบราณทผู้ใหญ่สานเอาไว้แขวนเหนอเปลเดก เปนฝูงปลาทหันหน้าไปใน




ทศทางเดยวกัน และมความเพียรพยายามทจะว่ายไปในกระแสน ้าทเปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ี่





79








ปลาใหญ่ อาจเปรยบเหมอนการพัฒนาอาชพ ตามแนวทางปรชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชมชน


ซงการพัฒนาอาชพดังกล่าวต้องมการแก้ปญหาและพัฒนาร่วมกันไปทั้งระบบ เกิดกล่มต่าง ๆ ข้นใน


















ชมชน เพือการเรยนรร่วมกัน ทั้งการท าบัญชครวเรอน การท าเกษตรอนทรย์ การท าปยหมัก การเล้ยงปลา









การเล้ยงกบ การแปรรปผลตภัณฑ์เพื่อใช้ ในครอบครวหรอจ าหน่ายเพือเพิ่มรายได้ เปนต้น เหล่าน้ถอเปน





ปลาตัวเล็ก หากการแก้ปญหาทปลาตัวเล็กประสบผลส าเรจ จะส่งผลให้ปลาตัวใหญ่หรอเปาหมายใน




ระดับชมชนประสบผลส าเรจด้วยเช่นกัน นั่นคอ ปลาว่ายไปข้างหน้าอย่างพรอมเพรยงกัน




ทส าคัญ ปลาแต่ละตัวไม่จ าเปนต้องมรปร่างและขนาดเหมอนกัน เพราะการจัดการ ความรของ





ี่
แต่ละเรอง มสภาพของความยากง่ายในการแก้ปญหาทแตกต่างกัน รปแบบของการจัดการความรของแต่













ละหน่วยย่อย จงสามารถสรางสรรค์ปรบให้เข้ากับแต่ละทได้อย่าง เหมาะสม ปลาบางตัวอาจมท้องใหญ่











เพราะอาจมส่วนของการแลกเปลยนเรยนรมาก บางตัวอาจเปนปลาทหางใหญ่เด่นในเรองของการ



จัดระบบคลังความรเพื่อใช้ในการปฏบัตมาก แต่ทกตัวต้องมหัวและตาทมองเหนเปาหมายทจะไปอย่าง











ชัดเจน







การจัดการความรได้ให้ความส าคัญกับการเรยนรทเกิดจากการปฏบัตจรง เปนการเรยนรในทก














ขั้นตอนของการท างาน เช่น ก่อนเร่มงานจะต้องมการศกษาท าความเข้าใจในส่งทก าลังจะท า จะเปนการ




ี่







เรยนรด้วยตนเองหรออาศัยความช่วยเหลอจากเพือนร่วมงาน มการศกษาวิธการและเทคนคต่าง ๆ ทใช้




ได้ผล พรอมทั้งค้นหาเหตผลด้วยว่าเปนเพราะอะไร และจะสามารถน าส่งทได้เรยนรนั้นมาใช้งานทก าลัง














จะท าน้ได้อย่างไร ในระหว่างทท างานอยู่เช่นกันจะต้องมการทบทวนการท างานอยู่ตลอดเวลา เรยกได้ว่า




เปนการเรยนรทได้จากการทบทวนกิจกรรมย่อยในทก ๆ ขั้นตอน หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าจดม่งหมาย


ี่





ของงานทท าอยู่น้คออะไรก าลังเดนไปถกทางหรอไม่เพราะเหตใด ปญหาคออะไร จะต้องท าอะไรให้








80













แตกต่างไปจากเดมหรอไม่ และนอกจากนั้น เมอเสรจส้นการท างานหรอเมอจบโครงการ ก็จะต้องมการ














ทบทวนส่งต่าง ๆ ทได้มาแล้วว่ามอะไรบ้างทท าได้ด มอะไรบ้างทต้องปรบปรงแก้ไขหรอรบไว้เปน




บทเรยน ซงการเรยนรตามรปแบบปลาทูน้ถอเปนหัวใจส าคัญของกระบวนการเรยนรทเปนวงจรอยู่
















ส่วนกลางของรปแบบการจัดการความรนั่นเอง

กระบวนการจดการความรู ้


กระบวนการจัดการความร เปนกระบวนการแบบหนงทจะช่วยให้องค์กรเข้าถง ขั้นตอนทท า













ให้เกิดการจัดการความร หรอพัฒนาการของความรทจะเกิดข้นภายในองค์กร มขั้นตอน 7 ขั้นตอน ดังน้ ี









1. การบ่งช้ความร เปนการพิจารณาว่า เปาหมายการท างานของเราคออะไร และ เพื่อให้บรรล ุ








เปาหมายเราจ าต้องรอะไร ขณะน้เรามความรอะไร อยู่ในรปแบบใด อยู่กับใคร





2. การสรางและแสวงหาความร เปนการจัดบรรยากาศและวัฒนธรรมการท างานของคนใน













องค์กรเพือเอ้อให้คนมความกระตอรอรนในการแลกเปลยนความรซงกันและกัน ซง จะก่อให้เกิดการ






สรางความรใหม่ เพือน าไปใช้ในการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

3. การจัดการความรให้เปนระบบ เปนการจัดท าสารบัญและจัดเก็บความรประเภท ต่าง ๆ









เพือให้การเก็บรวบรวมและการค้นหาความร น ามาใช้ได้ง่ายและรวดเรว


4. การประมวลและกลั่นกรองความร เปนการประมวลความรให้อยู่ในรปเอกสาร หรอ







ื่

รปแบบอน ๆ ทมมาตรฐาน ปรบปรงเน้อหาให้สมบูรณ ใช้ภาษาทเข้าใจง่าย และใช้ได้ง่าย


ี่





5. การเข้าถงความร เปนการเผยแพร่ความรเพือให้ผู้อนได้ใช้ประโยชน เข้าถงความรได้ง่าย













และสะดวก เช่น ใช้เทคโนโลยี เว็บบอรด หรอบอรดประชาสัมพันธ เปนต้น








6. การแบ่งปนแลกเปลยนความรท าได้หลายวิธการ หากเปนความรเด่นชัด อาจจัดท าเปน








เอกสารฐานความรทใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หากเปนความรทฝงลกทอยู่ในตัวคนอาจจัดท าเปนระบบ





ี่








ี่
ี่



แลกเปลยนความรเปนทมข้ามสายงานชมชนแห่งการเรยนร พี่เล้ยงสอนงาน การสับเปลยนงาน การยืมตัว




เวทแลกเปลยนเรยนร เปนต้น




ี่

7. การเรยนร การเรยนรของบคคลจะท าให้เกิดความรใหม่ ๆ ข้นมากมาย ซงจะไปเพิ่มพูน
























องค์ความรขององค์กรทมอยู่แล้วให้มากข้นเรอย ๆ ความรเหล่าน้จะถกน าไปใช้เพือสรางความรใหม่ ๆ











เปนวงจรทไม่ส้นสด เรยกว่าเปน “วงจรแหงการเรยนรู”



81






ตัวอยางของกระบวนการจดการความรู


“วิสาหกิจชุมชน” บานทุงรวงทอง



1. การบงชความรู ้











หมู่บ้านท่งรวงทองเปนหมู่บ้านหนงทอยู่ในอ าเภอจน จังหวัดพะเยา จากการทหน่วยงานต่าง ๆ

ได้ไปส่งเสรมให้เกิดกล่มต่าง ๆ ข้นในชมชน และเหนความส าคัญของการ รวมตัวกันเพือเกื้อกูลคนใน

















ชมชนให้มการพึงพาอาศัยซงกันและกัน จงมเปาหมายจะพัฒนา หมู่บ้านให้เปนวิสาหกิจชมชน จงต้องม ี







การบ่งช้ความรทจ าเปนทจะพัฒนาหมู่บ้านให้เปน วิสาหกิจชมชน นั่นคอหาข้อมูลชมชนในประเทศไทย






ี่





ทมลักษณะเปนวิสาหกิจชมชน และเมอศกษาข้อมูลแล้วท าให้รว่าความรเรองวิสาหกิจชมชนอยู่ทไหน









นั่นคออยู่ทเจ้าหน้าทหน่วยงาน ราชการทมาส่งเสรม และอยู่ในชมชนทมการท าวิสาหกิจชมชนแล้ว














ประสบผลส าเรจ

2. การสรางและแสวงหาความรู ้









จากการศกษาข้อมูลแล้วว่า หมู่บ้านทท าเรองวิสาหกิจชมชนประสบผลส าเรจอยู่ทไหน ได้



ื่


ประสานหน่วยงานราชการ และจัดท าเวทแลกเปลยนเรยนรเพื่อเตรยมการในการไปศกษาดงาน เมอไป

ี่




ศกษาดงานได้แลกเปลยนเรยนร ท าให้ได้รบความรเพิ่มมากข้น เข้าใจรปแบบกระบวนการของการท า




ี่







วิสาหกิจชมชน และแยกกันเรยนรเฉพาะกล่ม เพือน าความรทได้รบมาปรบใช้ในการท าวิสาหกิจชมชน
















ในหมู่บ้านของตนเอง เมอกลับมาแล้วมการท าเวทหลายคร้งทั้งเวทใหญ่ทคนทั้งหมู่บ้านและหน่วยงาน





หลายหน่วยงานมาให้ค าปรกษาชมชนร่วมกันคดวางแผน และตัดสนใจ รวมทั้งมเวทย่อยเฉพาะกล่มจาก










การแลกเปลยนเรยนรผ่านเวทชาวบ้านหลายคร้ ัง ท าให้ชมชนเกิดการพัฒนาในหลายด้าน เช่น



ความสัมพันธของคนในชมชน การมส่วนร่วม ทั้งร่วมคด ร่วมวางแผน ร่วมด าเนนการ ร่วมประเมนผล



และร่วมรบผลประโยชนทเกิดข้นในชมชน









3. การจดการความรูใหเปนระบบ








การท าหมู่บ้านให้เปนวิสาหกิจชมชนเปนความรใหม่ของคนในชมชนชาวบ้านได้เรยนรไป










พรอม ๆ กัน มการแลกเปลยนเรยนรกันเปนทางการและไม่เปนทางการ โดยมส่วนราชการและองค์กร



เอกชนต่าง ๆ ร่วมกันหนนเสรมการท างานอย่างบูรณาการ และจากการถอดบทเรยนหลายคร้ง ชาวบ้านม ี











ความรเพิ่มมากข้น และบันทกความรอย่างเปนระบบนั่นคอ มความรเฉพาะกล่ม ส่วนใหญ่จะบันทกใน







รปเอกสารและมการท าวิจัยจากบคคลภายนอก

4. การประมวลและกลันกรองความรู ้

มการจัดท าข้อมูล ซงมาจากการถอดบทเรยน และการจัดท าเปนเอกสารเผยแพร่เฉพาะกล่ม













เปนแหล่งเรยนรให้กับนักศกษา กศน. และนักเรยนในระบบโรงเรยน รวมทั้งมการน าข้อมูลมาวิเคราะห ์

เพือจัดท าเปนหลักสตรท้องถ่นของ กศน.อ าเภอจนด้วย






82




5. การเขาถึงความรู ้
นอกจากการมข้อมูลในชมชนแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์การบรหารส่วนต าบล ได้









จัดท าข้อมูลเพือให้คนเข้าถงความรได้ง่าย ได้น าข้อมูลใส่ไว้ในอนเทอรเนต และ ในแต่ละต าบลจะม ี



อนเทอรเนตต าบลให้บรการ ท าให้คนภายนอกเข้าถงข้อมูลได้ง่าย และม การเข้าถงความรจากการ














แลกเปลยนเรยนรร่วมกัน จากการมาศกษาดงานของคนภายนอก
6. การแบงปนแลกเปลียนความรู ้











ในการด าเนนงานกล่มชมชน ได้มการแลกเปลยนเรยนรกันในหลายรปแบบ ทั้งการไปศกษาดงาน








การศกษาเปนการส่วนตัว การรวมกล่มในลักษณะชมชนนักปฏบัต (CoP) ทแลกเปลยนเรยนรร่วมกันทั้ง












เปนทางการและไม่เปนทางการท าให้กล่มได้รบความรมากข้น และบางกล่มเจอปญหาอปสรรค








โดยเฉพาะเรองการบรหารจัดการกล่มท าให้กล่มต้องมาทบทวนร่วมกันใหม่ สรางความเข้าใจร่วมกันและ















เรยนรเรองการบรหารจัดการจากกล่มอนเพิ่มเตมท าให้กล่มสามารถด ารงอยู่ได้โดยไม่ล่มสลาย

7. การเรยนรู ้





กล่มได้เรยนรหลายอย่างจากการด าเนนการวิสาหกิจชมชน การทกล่มมการพัฒนาข้น นั่น










แสดงว่ากล่มมความรมากข้นจากการลงมอปฏบัตและแลกเปลยนเรยนรร่วมกันการพัฒนานอกจาก














ความรทเพิ่มข้น ซงเปนการยกระดับความรของคนในชมชนแล้ว ยังเปนการพัฒนาความคดของคนใน













ี่
ี่





ชมชนด้วย ชมชนมความคดทเปลยนไปจากเดม มการท ากิจกรรม เพือเรยนรร่วมกันบ่อยข้น มความคด










ในการพึงพาตนเอง และเกิดกล่มต่าง ๆ ข้นในชมชน โดยการมส่วนร่วมของคนในชมชน


กิ จ ก ร ร ม ท้ า ย บ ท


กิจกรรมที่ 1 รปแบบของการจัดการความรมอะไรบ้าง และมลักษณะอย่างไร




.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

83







กิจกรรมที่ 2 กระบวนการจัดการความรมกีขั้นตอน อะไรบ้าง
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................













กิจกรรมที่ 3 ให้ผู้เรยนยกตัวอย่างกล่มหรอชมชนทมการจัดการความรประสบผลส าเรจ และอธบายด้วยว่า


ส าเรจอย่างไร เพราะอะไร
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................







การรวมกลุมเพือการเรยนรู ้



บุคคลและเครองมือทีเกียวของกับการจดการความรู ้











ี่
ในการจัดการความรด้วยวิธการรวมกล่มปฏบัตการเพือต่อยอดความร การแลกเปลยนเรยนร ู ้










เพือดงความรทฝงลกในตัวบคคลออกมาแล้วสกัดเปนขุมความร หรอองค์ความรเพื่อใช้ในการปฏบัตงาน














นั้น จะต้องมบคคลทส่งเสรมให้เกิดการแลกเปลยนเรยนร ในบรรยากาศของการมใจในการแบ่งปน
















ี่
ความร รวมทั้งผู้ทท าหน้าทกระต้นให้คนอยากทจะแลกเปลยนเรยนรซงกันและกัน บคคลทส าคัญและ












เกียวข้องกับการจัดการความร มดังต่อไปน้ ี “

ี่





ื่
คุณเอื้อ” ชอเต็มคอ “คณเอ้อระบบ” เปนผู้น าระดับสงขององค์กรหน้าทส าคัญ คอ 1) ท าให้การ








จัดการความร เปนส่วนหนงของการปฏบัตงานตามปกตขององค์กร 2) เปดโอกาสให้ทกคนในองค์กร





ี่
เปน “ผู้น า” ในการพัฒนาวิธการท างานทตนรบผิดชอบ และน าประสบการณมาแลกเปลยนเรยนรกับ


ี่


เพือนร่วมงาน สรางวัฒนธรรมการเอ้ออาทรและแบ่งปนความร และ 3) หากุศโลบายท าให้ความส าเรจ











ของการใช้เครองมอการจัดการความรมการน าไปใช้มากข้น




84








“คณอ านวย” หรอผู้อ านวยความสะดวกในการจัดการความร เปนผู้กระต้นส่งเสรมให้เกิดการ



ี่




แลกเปลยนเรยนร และอ านวยความสะดวกต่อการแลกเปลยนเรยนรน าคนมาแลกเปลยนประสบการณ ์









การท างานร่วมกัน ช่วยให้คนเหล่านั้นสอสารกันให้เกิดความเข้าใจ เหนความสามารถของกันและกันเปน
ผู้เชอมโยงคนหรอหน่วยงานเข้ามาหากันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชอมระหว่างคนทมความรหรอประสบการณ ์












ื่




กับผู้ต้องการเรยนรและน าความรนั้นไปใช้ประโยชน คณอ านวยต้องมทักษะทส าคัญคอทักษะการสอสาร



ี่

กับคนทแตกต่างหลากหลาย รวมทั้งต้องเหนคณค่าของความแตกต่างหลากหลายและรจักประสานความ











แตกต่าง เหล่านั้นให้มคณค่าในทางปฏบัต ผลักดันให้เกิดการพัฒนางาน และตดตามประเมนผลการ

ด าเนนงานค้นหาความส าเรจ หรอการเปลยนแปลงทต้องการ


ี่
ี่




ี่

ี่

“คุณกิจ” คอ เจ้าหน้าท ผู้ปฏบัตงานคนท างานทรบผิดชอบงานตามหน้าทของตนในองค์กรถอ
ี่










เปนผู้จัดการความรตัวจรงเพราะเปนผู้ด าเนนกิจกรรมการจัดการความรมประมาณรอยละ 90 ของทั้งหมด


เปนผู้ร่วมกันก าหนดเปาหมายการใช้การจัดการความรของกล่มตน เปนผู้ค้นหาและแลกเปลยนเรยนร ู ้





ี่







ภายในกล่ม และด าเนนการเสาะหาและดดซับความรจากภายนอกเพื่อน ามาประยุกต์ใช้ให้บรรลเปาหมาย


ร่วมทก าหนดไว้เปนผู้ด าเนนการจดบันทกและจัดเก็บความรให้หมนเวียนต่อยอดความรไป


















“คุณลิขต” คอ คนทท าหน้าทจดบันทกกิจกรรมจัดการความรต่าง ๆ เพื่อจัดท าเปนคลังความร ู ้
ขององค์กร






ในการจัดการความรทอยู่ในคนโดยการแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน จากการเล่าเรองส่กันฟง








ื่




ื่








บคคลทส่งเสรมสนับสนนให้มการรวมตัวกันเพือเล่าเรองคอผู้น าสงสด หรอทเรยกว่า “คุณเอื้อ” เมอ



รวมตัวกันแล้วแต่ละคนได้เล่าเรองทประสบผลส าเรจจากการปฏบัตของตนเอง ออกมาให้เพื่อนฟง คนท ี่










เล่าเรองแต่ละเรองนั้นเรยกว่า “คุณกิจ” และในระหว่งทเล่าจะมการซักถามความร เพื่อให้เหนแนวทาง
















ของการปฏบัติ เทคนค เคล็ดลับในการท างานให้ประสบผลส าเรจ ผู้ทท าหน้าทเรยกว่า “คุณอ านวย”


และในขณะทเล่าเรองจะมผู้คอยจดบันทก โดยเฉพาะเคล็ดลับ วิธการท างานให้ประสบผลส าเรจ นั่นคอ












“คุณลิขต” ซงก็หมายถงคนทคอยจดบันทกนั่นเอง เมอทกคนเล่าจบได้ฟงเรองราววิธการท างานให้















ประสบ ผลส าเรจแล้ว ทกคนช่วยกันสรปความรทได้จากการสรปน้ เรยกว่า “แกนความรู” นั่นเอง









เครองมือทีเกียวของกับการจดการความรู ้







ี่

ื่




การจัดการความร หัวใจส าคัญคอการจัดการความรทอยู่ในตัวคน เครองมอทเกียวข้องกับการ







จัดการความรเพื่อการแลกเปลยนเรยนร จงมหลากหลายรปแบบ ดังน้ ี
ี่



ี่





1. การประชม (สัมมนา ปฏบัตการ) ทั้งทเปนทางการและไม่เปนทางการ เปนการแลกเปลยน




เรยนรร่วมกัน หน่วยงานองค์กรต่าง ๆ มการใช้เครองมอการจัดการความรในรปแบบน้กันมาก โดยเฉพาะ










หน่วยงานราชการ

85










ี่


2. การไปศกษาดงาน นั่นคอ แลกเปลยนเรยนรจากการไปศกษาดงาน มการซักถาม หรอ













จัดท าเวทแสดงความคดเหนในระหว่างไปศกษาดงาน ก็ถอเปนการแลกเปลยนความรร่วมกัน คอ ความร ้ ู
ย้ายจากคนไปส่คน



3. การเล่าเรอง (storytelling) เปนการรวมกล่มกันของผู้ปฏิบัตงานทมลักษณะคล้ายกัน











ประมาณ 8 - 10 คน แลกเปลยนเรยนรโดยการเล่าเรองส่กันฟง การเล่าเรองผู้ฟง จะต้องนั่งฟงอย่างมสมาธ ิ


















หรอฟงอย่างลกซ้ง จะท าให้เข้าใจในบรบทหรอสภาพความเปนไปของเรองทเล่า เมอแต่ละคนเล่าจบจะม ี







ี่

ี่




การสกัดความรทเปนเทคนค วิธการทท าให้งานประสบผลส าเรจออกมา งานทท าจนประสบผลส าเรจ












เรยกว่า best practice หรอการปฏบัตงานทเลศ ซงแต่ละคนอาจมวิธการทแตกต่างกัน ความรทได้ถอเปน
ี่




ี่



การยกระดับความรให้กับ คนทยังไม่เคยปฏบัต และสามารถน าความรทได้รบประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางาน


ี่




ของตนเองได้





4. ชมชนนักปฏบัต (Community of Practice : CoPs) เปนการรวมตัวกันของคนทสนใจเรอง









เดยวกัน รวมตัวกันเพือแลกเปลยนทั้งเปนทางการ ผ่านการสอสารหลาย ๆ ช่องทาง อาจรวมตัวกันใน








ลักษณะของการประชม สัมมนา และแลกเปลยนความรกัน หรอการ รวมตัวในรปแบบอน เช่น การตั้ง
ื่



เปนชมรม หรอใช้เทคโนโลยีในการแลกเปลยนความรกันในลักษณะของเว็บบล็อก ซงสามารถ







แลกเปลยนเรยนรกันได้ทกท ทกเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายอกด้วย การแลกเปลยนเรยนรจะท าให้เกิด















การพัฒนาความร และต่อยอดความร ู ้


5. การสอนงาน หมายถง การถ่ายทอดความรหรอบอกวิธการท างาน การช่วยเหลอให้




ค าแนะน า ให้ก าลังใจแก่เพือนร่วมงาน รวมทั้งการสรางบรรยากาศเพือถ่ายทอดและแลกเปลยนความร ู ้












ี่


จากคนทรมาก ไปส่คนทรน้อยในเรองนั้น ๆ




6. เพือนช่วยเพือน (Peer Assist) หมายถง การเชญทมอนมาแบ่งปนประสบการณด ๆ ท ี่






เรยกว่า best practice ให้เรามาแนะน า มาสอน มาบอกต่อ หรอมาเล่าให้เราฟง เพื่อเราจะได้น าไป











ประยุกต์ใช้ในองค์กรของเราได้ และเปรยบเทยบเปนระยะ เพือยกระดับความรและพัฒนางานให้ดยิ่งข้น
ต่อไป


7. การทบทวนก่อนการปฏบัตงาน (Before Aciton Review : BAR) เปนการทบทวนการ











ท างานก่อนการปฏบัตงาน เพือดความพรอมก่อนเร่มการอบรม ให้ความร หรอท ากิจกรรมอน ๆ โดยการ








เชญคณะท างานมาประชมเพือตรวจสอบความพรอมแต่ละฝายน าเสนอถงความพรอมของตนเองตาม








บทบาทหน้าททได้รบการทบทวนก่อนการปฏบัตงาน จงเปนการปองกันความผิดพลาดทจะเกิดข้นก่อน





การท างานนั่นเอง

8. การทบทวนขณะปฏบัตงาน (During Action Review : DAR) เปนการทบทวนในระหว่าง



ี่



ทท างาน หรอจัดอบรม โดยการสังเกตและน าผลจากการสังเกตมาปรกษาหารอ และแก้ปญหาในขณะ


ท างานร่วมกัน ท าให้ลดปญหาหรออปสรรคในระหว่างการท างานได้


86








9. การทบทวนหลังการปฏบัตงาน (After Action Review : AAR) เปนการตดตาม ผลหรอ

ทบทวนการท างานของผู้เข้าร่วมกิจกรรม หรอคณะท างานหลังเลกกิจกรรมแล้ว โดยการนั่งทบทวนส่งท ่ ี





ได้ปฏบัตไปร่วมกัน ผ่านการเขยนและการพูด ด้วยการตอบค าถามง่าย ๆ ว่า คาดหวังอะไรจากการท า




กิจกรรมน้ได้ตามทคาดหวังหรอไม่ได้เพราะอะไรและจะท าอย่างไรต่อไป


ี่



10. การจัดท าดัชนผู้ร คอการรวบรวมผู้ทเชยวชาญเก่งเฉพาะเรอง หรอภูมปญญามารวบรวม














จัดเก็บไว้อย่างเปนระบบ ทั้งรปแบบทเปนเอกสาร สออเล็กทรอนกส เพือให้คนได้เข้าถงแหล่งเรยนรได้ง่าย



ื่





และน าไปส่กิจกรรมการแลกเปลยนรต่อไป




เครองมอในการแลกเปลยนเรยนรน้เปนเพียงส่วนหนงของเครองมออกหลายชนดทน าไปใช้ใน

















การจัดการความร เครองมอทมผู้น ามาใช้มากในการแลกเปลยนเรยนรในระดับตนเองและระดับกล่ม คอ
ี่




ื่
ี่














การแลกเปลยนเรยนรโดยเทคนคการเล่าเรอง การเล่าเรองเปนการแลกเปลยนเรยนรจากวิธการท างาน











ื่





ของคนอนทประสบผลส าเรจ หรอทเรยกว่า Best practice เปนการเรยนรทางลัด นั่นคอเอาเทคนค
ี่






ี่
ื่


วิธการท างานทคนอนท าแล้วประสบผลส าเรจมาเปนบทเรยน และน าวิธการนั้นมาประยุกต์ใช้กับตนเอง


เกิดวิธการปฏบัตใหม่ทดข้นกว่าเดม เปนวงจรเรอยไปไม่ส้นสด การแลกเปลยนเรยนรจากการเล่าเรองม ี


















ลักษณะ ดังน้ ี

การเลาเรอง
ื่










การเล่าเรอง หรอ Storytelling เปนเครองมออย่างง่ายในการจัดการความร ซงมวิธการไม่ยุ่งยาก





ซับซ้อน สามารถใช้ได้กับทกกล่มเปาหมายเปนการเล่าประสบการณในการท างานของแต่ละคนว่าม ี






วิธการท าอย่างไรจงจะประสบผลส าเรจ


กิจกรรมเลาเรอง ตองท าอะไรบาง
ื่



กิจกรรมจัดการความร โดยใช้เทคนคการเล่าเรอง ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ดังน้














1. ให้คณกิจ (สมาชกทกคน) เขยนเรองเล่าประสบการณความส าเรจในการท างาน ของตนเอง

เพื่อให้ความรฝงลกในตัว (Tacit Knowledge) ปรากฏออกมาเปนความรชัดแจ้ง (Expicit Knowledge)









2. เล่าเรองความส าเรจของตนเอง ให้สมาชกในกล่มย่อยฟง




3. คุณกิจ (สมาชก) ในกล่มช่วยกันสกัดขุมความรจากเรองเล่า เขยนบนกระดาษฟลปชารต




















4. ช่วยกันสรปขุมความรทสกัดได้จากเรอง ซงมจ านวนหลายข้อให้กลายเปนแก่น ความร


ซงเปนหัวใจทท าให้งานประสบผลส าเรจ


ี่





5. ให้แต่ละกล่ม คัดเลอกเรองเล่าทดทสด เพือน าเสนอในทประชมใหญ่












6. รวมเรองเล่าของทกคน จัดท าเปนเอกสารคลังความรขององค์กร หรอเผยแพร่ผ่านทาง





เว็บไซต์ เพือแบ่งปนแลกเปลยนความร และน ามาใช้ประโยชน์ในการท างาน







87



ื่



ตัวอยางเรองเลา “ประสบการณความสาเรจ




ี่


“...แซน อีกแลว ! ท าไม เธอถึงเกเรอยางน้ นเปนครงที่เทาไหรละ ที่ชอบรงแกเด็ก ครูเอือมระอา







เธอเหลือเกิน”







เสยงครเวรประจ าวัน เปนสภาพสตรวัยกลางคน กล่าวต าหน ด.ช.แซน ผู้ก าพราพ่อแม่ ต่อหน้า
เพื่อน ๆ ทหน้าเสาธง
ี่




จากนั้นก็หันมาใส่อารมณกับข้าพเจ้าทยืนดอยู่ข้าง ๆ








“ครสมชาย ช่วยจัดการให้พีทเถอะ พีไม่รจะท าอย่างไรกับเดกเกเรคนน้แล้ว”





ข้าพเจ้าตอบรบไปสั้น ๆ ด้วยค าว่า “ครบ” พรอมกับความรหลายอย่างทอัดแน่นอยู่ในใจทยากจะ
ี่


อธบาย






ข้าพเจ้าไปหาแซน ซงอาศัยอยู่กับยายในเย็นวันหนง พรอมของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ พูดคย สาระทกข์



สขดบแบบคนค้นเคยกัน ตามประสาครบ้านนอก ท าให้ทราบข้อมูลเชงลกว่า พ่อ และแม่ของแซน


















เสยชวิตด้วยโรคภมค้มกันบกพร่อง และตอนทยังมชวิตอยู่ก็มักทะเลาะตบตกันให้ลกเหนเปนประจ า
ข้าพเจ้ากลับบ้านพรอมโจทย์ข้อใหญ่








ร่งข้น ข้าพเจ้าเรยกแซนมาคย ชวนให้มาช่วยท างานในวันเสารอาทตย์ เพื่อหารายได้เสรม เช่น
ปลูกผักสวนครว เพาะช ากล้าไม้ ซงข้าพเจ้าเปนผู้รบซ้อเอง













จากวันนั้น วันทแซนเรยนอยู่ชั้น ม.1 มพฤตกรรมคอ...เกเร...ไม่ตั้งใจเรยน....


ี่


ี่
จนถงวันท 23 มนาคม 2551 แซนจบชั้น ม.3 ด้วยเกรดเฉลย 3.68 สอบเข้าเรยนต่อชั้น ม.4 โรงเรยน
มัธยมประจ าอ าเภอ ในโปรแกรมวิทย์ - คณตได้ มรายได้สะสมเปนตัวเลขเงนในบัญชธนาคารจากการหา









รายได้พิเศษระหว่างเรยน เปนจ านวนเงนหมนกว่าบาท

ี่
หลังเสรจพิธรบประกาศนยบัตร ชั้น ม.3 แซนมากราบทตักของข้าพเจ้า พรอมพูดด้วยน ้าเสยงทสั่นเครอ









และน ้าตาของความปล้มปตว่า...







“ครครบ ! ถ้าไม่มครผมคงไม่มวันน้ครบ”






น ้าตาของข้าพเจ้าไหลซมโดยไม่รตัว






ตบไหล่แซนแรง ๆ กอดซ ้าอกทหนง เหมอนกอดลกชาย




ดใจด้วยจรง ๆ ว่ะ สต่อไปนะ...นะ...แซน...





ชุมชนนกปฏิบัติหรอชุมชนแหงการเรยนรู (CoPs)




ี่




ในชมชนมปญหาซับซ้อนทคนในชมชนต้องร่วมกันแก้ไข การจัดการความรจงเปนเรองททก
ื่




คนต้องให้ความร่วมมอ และให้ข้อเสนอแนะในเชงสรางสรรค์ การรวมกล่มเพือแก้ปญหา หรอร่วมมอ























กันพัฒนาโดยการแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน เรยกว่า “ชมชนนักปฏบัต” บคคลในกล่มจงต้องมเจตคตทด ี


88















ในการแบ่งปนความร น าความรทมอยู่มาพัฒนากล่มจากการลงมอปฏบัต และเคารพในความคดเหนของ


ผู้อน
ื่

ชุมชนนกปฏิบัติคืออะไร


ชมชนนักปฏบัต คอ คนกล่มเล็ก ๆ ซงท างานด้วยกันมาระยะหนงมเปาหมายร่วมกัน และ


















ต้องการทจะแบ่งปนแลกเปลยนความรประสบการณจากการท างานร่วมกัน กล่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิด


จากการจัดตั้งโดยองค์กร หรอชมชนเปนกล่มทเกิดจากความต้องการแก้ปญหา พัฒนาตนเองเปนความ








พยายามทจะท าให้ความฝนของตนเองบรรลผลส าเรจ กล่มทเกิดข้นไม่มอ านาจใด ๆ ไม่มการก าหนดไว้





ี่




ในแผนภูมโครงสรางองค์กร ชมชน เปาหมายของการเรยนรของคนมหลายอย่าง ดังนั้นชมชนนักปฏบัต ิ


























จงมได้มเพียงกล่มเดยว แต่เกิดข้นเปนจ านวนมาก ทั้งน้อยู่ทประเดนเน้อหาทต้องการจะเรยนรร่วมกัน

นั่นเอง และคนคนหนงอาจจะเปนสมาชกในหลายชมชนก็ได้





ชุมชนนกปฏิบัติมีความสาคัญอยางไร





ชมชนนักปฏบัตเกิดจากกล่มคนทมเครอข่ายความสัมพันธทไม่เปนทางการมารวมตัวกัน เกิด











จากความใกล้ชด ความพอใจจากการมปฏสัมพันธร่วมกัน การรวมตัวกันในลักษณะทไม่เปนทางการจะ















เอ้อต่อการเรยนร และการสรางความรใหม่ ๆ มากกว่าการรวมตัวกันอย่าง เปนทางการ มจดเน้น คอ












ต้องการเรยนรร่วมกันจากประสบการณการท างานเปนหลักการท างานในเชงปฏบัต หรอจากปญหาใน
ี่



ชวิตประจ าวัน หรอเรยนรเครองมอใหม่ ๆ เพื่อน ามา ใช้ในการพัฒนางาน หรอวิธการท างานทได้ผลและ
















ไม่ได้ผลการมปฏสัมพันธระหว่างบคคล ท าให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลยนความรฝงลก สรางความรและ




ความเข้าใจได้มากกว่าการเรยนรจากหนังสอ หรอการฝกอบรมตามปกต เครอข่ายทไม่เปนทางการในเวท ี















ชมชนนักปฏบัตซงมสมาชกจากต่างหน่วยงาน ต่างชมชน จะช่วยให้องค์กรหรอชมชนประสบความส าเรจ













ได้ดกว่าการสอสารตามโครงการทเปนทางการ

ชุมชนนกปฏิบัติเกิดข้นไดอยางไร










การรวมกล่มปฏบัตการ หรอการก่อตัวข้นเปนชมชนนักปฏบัตได้ล้วนเปนเรองทเกียวกับคน คน










ต้องม 3 ส่งต่อไปน้เปนเบ้องต้น คอ






ี่





ี่
1. ต้องมเวลา คอ เวลาทจะมาแลกเปลยนเรยนร มาร่วมคด ร่วมท า ร่วมแก้ปญหา ช่วยกัน







พัฒนางาน หรอสรางสรรค์ส่งใหม่ ๆ ให้เกิดข้น หากคนทมารวมกล่มไม่มเวลาหรอไม่จัดสรรเวลาไว้เพือ










การน้ ก็ไม่มทางทจะรวมกล่มปฏบัตการได้



2. ต้องมเวทหรอพื้นท การมเวทหรอพื้นทคอการจัดหาหรอก าหนดสถานททจะใช้ในการพบกล่ม















ี่

การชมชน พบปะพูดคยสนทนาแลกเปลยนความคด แลกเปลยนประสบการณตามทกล่มได้ช่วยกัน














ก าหนดข้น เวทดังกล่าวน้อาจมหลายรปแบบ เช่น การจัดประชม การจัดสัมมนา การจัดเวทประชาคมเวท ี



ข้างบ้าน การจัดเปนมมกาแฟ มมอ่านหนังสอ เปนต้น




89










ี่

การจัดให้มเวทหรอพื้นทดังกล่าว เปนการท าให้คนได้มโอกาสแลกเปลยนเรยนรในบรรยากาศ








ี่
ื่

สบาย ๆ เปดโอกาสให้คนทสนใจเรองคล้าย ๆ กัน หรอคนทท างานด้านเดยวกันมโอกาสจับกล่ม
ปรกษาหารอกันได้โดยสะดวก ตามความสมัครใจในภาษาอังกฤษเรยกการ ชมนมลักษณะน้ว่า“Community










of Practices” หรอเรยกย่อว่า CoPs ในภาษาไทยเรยก “ชมชนนักปฏบัต”






ื่






ชมชนนักปฏบัตเปนค าทใช้กันโดยทั่วไป และมค าอน ๆ ทมความหมายเดยวกันน้ เช่น ชมชน







แห่งการเรยนร ชมชนปฏบัตการ หรอเรยกค าย่อในภาษาอังกฤษว่า CoPs ก็เปนทเข้าใจกัน







3. ต้องมไมตร คนต้องมไมตรต่อกันเมอมาพบปะกัน การมไมตรเปนเรองของใจ การมน ้าใจ









ื่

ต่อกัน มใจให้กันและกัน เปนใจทเปดกว้างรบฟงความคดเหนของผู้อน พรอมรบส่งใหม่ ๆ ไม่ตดยึดอยู่


ี่








ื่










กับส่งเดม ๆ มความเอ้ออาทร พรอมทจะช่วยเหลอเกื้อกูลซงกันและกัน


การรวมกล่มปฏบัตการ จะด าเนนไปได้ด้วยด บรรลตามเปาหมายทตั้งไว้จะต้องมเวลา เวท ี









ไมตร เปนองค์ประกอบทช่วยสรางบรรยากาศทเปดกว้าง และเอ้ออ านวยต่อการแสดงความคดเหนท ่ ี













หลากหลายในกล่ม จะท าให้ได้มมมองทกว้างขวางยิ่งข้น




รูปแบบของเวทีชุมชนนกปฏิบัติ






การแลกเปลยนเรยนรผ่านเวทชมชนนักปฏบัตมหลากหลายรปแบบ เช่น การมารวม กล่มกันเพือ











แลกเปลยนความรระหว่างกัน ในรปแบบต่าง ๆ เช่น การประชม การสัมมนา การจัดเวทประชาคม เวท ี







ื่
ข้างบ้าน การจัดเปนมมกาแฟ มมอ่านหนังสอ แต่ในปจจบันมการใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการสอสาร ท า






ให้เกิดการแลกเปลยนเรยนรร่วมกันผ่านทางอนเทอรเนต ดังนั้นรปแบบของการแลกเปลยนเรยนร




















ทเรยกว่า “เวทชมชนนักปฏบัต” จงม 2 รปแบบ ดังน้ ี













1. เวทีจรง เปนการรวมตัวกันเปนกล่มหรอชมชน และมาแลกเปลยนเรยนรร่วมกันด้วยการ










เหนหน้ากัน พูดคยแลกเปลยนความคดเหนทั้งแบบเปนทางการและไม่เปนทางการ แต่การแลกเปลยนใน
ลักษณะน้จะมข้อจ ากัดในเรองค่าใช้จ่ายในการเดนทางมาพบกัน แต่สามารถแลกเปลยนเรยนรร่วมกันได้










ในเชงลก



90




2. เวทีเสมือน เปนการรวมตัวกันเชอมเปนเครอข่าย เพือแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน ผ่านทาง










ื่







อนเทอรเนต ซงในปจจบันมการใช้อนเทอรเนตในการสอสารหรอค้นคว้าหาข้อมูลกันอย่างแพร่หลายทั้ง


















ในประเทศและต่างประเทศ การแลกเปลยนเรยนรในลักษณะน้เปนการแลกเปลยนเรยนรแบบไม่เปน










ทางการ มปฏสัมพันธกันผ่านทางออนไลน จะเหนหน้ากันหรอไม่เหนหน้ากันก็ได้ และจะมความรสก







ี่




เหมอนอยู่ใกล้กัน จงเรยกว่า “เวทเสมอน” นั่นคอ เสมอนอยู่ใกล้กันนั่นเอง การแลกเปลยนเรยนรจะใช้


วิธการบันทกผ่านเว็บบล็อก ซงเหมอนสมดบันทกเล่มหนงทอยู่ในอนเทอรเนต สามารถบันทกเพื่อ
























แลกเปลยนเรยนรและส่งข้อมูลหากันได้ทกททกเวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายเนองจากไม่ต้องเดนทางมา

พบกัน




ชุมชนแหงการเรยนรู ้












ชมชนแห่งการเรยนร คอ การทคนในชมชนเข้าร่วมในกระบวนการเรยนร พรอมทจะเปนผู้ให้

ี่








ความรและรบความรจากการแบ่งปนความรทั้งในตนเองและความรในเอกสารให้แก่กันและกัน ชมชน




แห่งการเรยนรจงมทั้งระบบบคคลและระดับกล่ม เชอมโยงกันเปนเครอข่ายเพือเรยนรร่วมกัน














การส่งเสรมให้ชมชนเปนชมชนแห่งการเรยนรจงต้องเร่มทตัวบคคล เร่มต้นจากการท าความ















เข้าใจ สรางความตระหนักให้กับคนในชมชนเปนบคคลแห่งการเรยนร เหนความส าคัญของการมนสัยใฝ ่









เรยนร ส่งเสรมให้เกิดการเรยนรจากกิจกรรมทรฐบาลหรอองค์กร ชมชนจัดให้จากการพบปะพูดคย













ี่









แลกเปลยนเรยนรร่วมกันอย่างสม าเสมอ จนเกิดเปนความเคยชนและเหนประโยชนจากความรทได้รบ



เพิ่มข้น


91





ี่









การสรางนสัยใฝเรยนรของบคคล คอ การให้ประชาชนในชมชนได้รบบรการต่าง ๆ ทสนใจ

อย่างต่อเนองสม าเสมอ กระต้นให้เกิดความอยากรอยากเหนเปนอันดับแรก เกิดความ ตระหนักถง











ความส าคัญของการศกษาหาความร เกิดการเรยนรอย่างต่อเนอง เปนผู้น าในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งการ











เรยนรจากหนังสอ เรยนรเพื่อพัฒนาอาชพและการพัฒนาคณภาพชวิต











ดังนั้น บคคลถอเปนส่วนหนงของชมชนหรอสังคม การส่งเสรมให้บคคลเปนผู้ใฝเรยนร ย่อม












ส่งผลให้ชมชนเปนชมชนแห่งการเรยนรด้วย การส่งเสรมให้ชมชนมส่วนร่วมในการแลกเปลยนเรยนร ้ ู















ร่วมกันอย่างสม าเสมอ ทั้งเปนทางการและไม่เปนทางการ จะท าให้เกิดการหมนเกลยวของความร หาก







บคคลในชมชนเกิดความค้นเคยและเหนความส าคัญของการเรยนรอยู่เสมอ จะเปนก้าวต่อไปของการ


พัฒนาชมชนและสังคมให้เปนสังคมแห่งการเรยนร ู ้




ตัวชวัดระดับกลุม



1. มเวทชมชนแลกเปลยนเรยนรในหลายประเด็น



ี่







2. มกล่ม องค์กร เครอข่ายทมการเรยนรร่วมกันอย่างต่อเนอง






















3. มชดความร องค์ความร ภูมปญญา ทปรากฏเด่นชัด และเปนประสบการณเรยนรของชมชน

ถกบันทกและจัดเก็บไว้ในรปแบบต่าง ๆ




การพัฒนาขอบขายความรูของกลุม




ขอบข่ายความรจะกว้างขวางเพียงใดข้นอยู่กับเปาหมายและประโยชนของความรทกล่มต้องการ













ในกล่มพัฒนาอาชพต่าง ๆ ในชมชนนั้น เปาหมายของการจัดตั้งกล่มก็เพือสรางงานสรางอาชพให้กับคน












ในชมชน เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดปญหาการว่างงาน และสรางความสามัคคในชมชน แต่กล่มอาชพท ่ ี

ด าเนนการอยู่ได้ในปจจบัน มปจจัยหลายอย่างทส่งผลให้กล่มเข้มแข็งยั่งยืน และกล่มล่มสลายไม่สามารถ























ด าเนนการต่อไปได้ กล่มทด าเนนการอยู่ได้ถอว่ากล่มมการจัดความรในกล่มได้เปนอย่างด ความรท ี่

เกียวข้องในการพัฒนากล่มนั้นมขอบข่ายความรทจ าเปนและส าคัญต่อการพัฒนากล่ม ซงน าเสนอไว้พอ











สังเขป ดังน้ ี

92




















1. ความรูเรองการบรหารจดการกลุม เปนความรทจ าเปนส าหรบกล่ม หากกล่มมการบรหาร








จัดการไม่โปร่งใส จัดท าระบบบัญชไม่เปนปจจบันไม่มระบบการตรวจสอบทดจะท าให้กล่มขาดความ


ไว้วางใจกัน เกิดความขัดแย้งกันเองภายในกล่ม ส่งผลให้สมาชกกล่มไม่ให้ความร่วมมอในการท า



กิจกรรมต่าง ๆ และกล่มไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้


2. ความรูเรองการพัฒนาผลิตภัณฑ กล่มจัดตั้งข้นเพือต้องการพัฒนาอาชพให้คนในชมชน


















เปนการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย หากกล่มไม่มความรเรองการพัฒนาผลตภัณฑ์ก็จะท าให้สนค้าไม่ได้รบ







ความนยม ไม่เปนทต้องการของตลาด และจ าหน่ายไม่ได้ในทสด ดังนั้นกล่มจงต้องมการพัฒนา



ผลตภัณฑ์อย่างต่อเนอง ให้มความทันสมัยและตรงกับความต้องการของลกค้าหรอผู้ใช้บรการ












3. ความรูเรองการตลาด กล่มจะต้องมความรเรองการจ าหน่าย นั่นคอ การตั้งราคา ท าเลทตั้ง








ื่
กล่มเปาหมายทใช้บรการ การท าความเข้าใจเรองการตลาด จะท าให้กล่มมช่องทางในการจ าหน่ายและ








ขยายตลาดได้มากข้น ส่งผลให้กล่มมก าไรจากการขาย สมาชกกล่มด ารงอยู่ได้จากผลก าไรทกล่มได้รบ







นั่นเอง



ื่

ี่




4. การรกษามาตรฐานของสนคา สนค้าโดยเฉพาะสนค้าทเปนเครองบรโภค ทผลตข้นใน








ชมชน จะมมาตรฐานของชมชนมาปนเครองก ากับ บอกถงคณภาพของสนค้า ดังนั้นกล่มจะต้อง มความร ้ ู








ความเข้าใจในการผลตสนค้าให้มมาตรฐาน สนค้าจงจะได้รบการยอมรบและขยายตลาดได้





ในการพัฒนากล่มอาชพนั้น กล่มจ าเปนต้องรว่าขอบข่ายความรทจ าเปนต่อการพัฒนากล่มอาชพ















นั้นคออะไร อยู่ทไหน และจะค้นหาความรเหล่านั้นได้อย่างไร กล่มอาจประชมร่วมกันเพือศกษาปญหาท ี ่



















เกิดข้นจรงในกล่มมาเปนองค์ความรของกล่ม ตรวจสอบความรทจ าเปนต่อการแก้ปญหาหรอพัฒนากล่ม





ส่งเสรมให้มการแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน ทั้งภายในกล่มและนอกกล่ม ความรทกความรทจ าเปนในการ

ี่














แก้ปญหาหรอพัฒนากล่ม ถอเปนขอบข่ายความรของกล่มทกล่มต้องเร่งด าเนนการแสวงหา เพื่อน า

























ความรนั้นมาส่การปฏบัต เปนการยกระดับความรและต่อยอดองค์ความรเดมทกล่มมอยู่ ส่งผลให้กล่ม






ได้รบการพัฒนาและหากกล่มด าเนนการจัดการความรในขอบข่ายความรของกล่มไปอย่างเปนวงจรไม่ม ี





ทส้นสดแล้ว กล่มจะเกิดความเข้มแข็งและด ารงอยู่ในชมขนอย่างยั่งยืนได้









การจดท าสารสนเทศเผยแพรความรู ้

สารสนเทศ

คอข้อมูลต่าง ๆ ทผ่านการกลั่นกรองและประมวลผลแล้ว บวกกับประสบการณความ เชยวชาญ



ี่

ี่
ทสะสมมาแรมป มการจัดเก็บหรอบันทกไว้พรอมในการน ามาใช้งาน




Click to View FlipBook Version