143
้
่
่
ี
ใบงานที 4 กรณีตัวอยางของผูเรยน
ิ
็
ู
ี
ิ
ี
ให้ครและผู้เรยนร่วมกันเสนอกรณตัวอย่าง การตัดสนใจด้วยกระบวนการคดเปน และร่วมกัน
์
รวบรวมข้อมูลทั้ง 3 ด้าน บันทกลงไว้ในแบบฟอรมจ าแนกข้อมูล จากนั้นให้ช่วยกันฝกการวิเคราะหและ
์
ึ
ึ
์
็
ื
ื
ี่
ื
สังเคราะหข้อมูล ก าหนดทางเลอกในการตัดสนใจ 2 - 3 ทางเลอกทเหมาะสมและเปนไปได้ แล้วเลอก
ิ
ุ
ิ
ิ
1 ทางเลอกในการตัดสนใจ ให้เหตผลประกอบการตัดสนใจลงในแบบฟอรมทก าหนด
่
ื
์
ี
้
แบบบันทึกขอมูล
ี
่
1. ชอ กรณตัวอย่าง ..........................................................................................................
ื
ี
2. สาระของกรณตัวอย่าง .................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
144
ี
ิ
่
3. ข้อมูลทจ าแนกทั้ง 3 ด้าน คอ ด้านวิชาการ ด้านตนเอง และด้านสังคมและส่งแวดล้อม
ื
ขอมูลดานวิชาการ ขอมูลดานตนเอง ขอมูลดานสงคมและสงแวดลอม
้
้
่
ั
้
ิ
้
้
้
้
ื
ิ
ี่
4. ทางเลอกทเสนอเพื่อการพิจารณาตัดสนใจ
1) ..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
2) ..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
3) ..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
..................................................................................................................................
ิ
ื
5. ทางเลอกทตัดสนใจแล้วลงมอปฏบัต ิ
ื
ิ
ี่
........................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
145
ื่
็
้
เรองที่ 3 ขอมูลประกอบการคิดเปน
้
ู
ั
ิ
ึ
ิ
็
็
ี
ี
ิ
็
ผู้เรยนได้เรยนรถงการคดเปนและกระบวนการตัดสนใจแก้ปญหาของคนคดเปนมาแล้ว จะเหน
ื
่
ี
่
ื
็
ี
ื
ว่า กระบวนการส าคัญทเปนเครองมอในการคดเปน คอ การใช้ข้อมูลทหลากหลายและพอเพียงอย่างน้อย
่
็
ิ
่
ิ
์
3 ด้านมาประกอบการคด การวิเคราะห และการตัดสนใจ ซงได้แก่ ข้อมูลเกียวกับตนเอง ข้อมูลเกียวกับ
่
่
ึ
ิ
วิชาการ และข้อมูลเกียวกับสังคมส่งแวดล้อม
ิ
่
็
้
3.1 ลักษณะของขอมูลประกอบการคิดเปน
้
ขอมูลเกียวกับตนเอง
่
ึ
ู
้
ุ
่
ี
ิ
ี
ึ
ิ
คนทกคนมความแตกต่างกันทั้งลักษณะภายนอก พฤตกรรมทแสดงออกและความรสกนกคดท ี ่
ี
ุ
ู
้
ุ
ู
้
อยู่ภายใน รวมทั้งจดอ่อน จดแข็งของตนเอง บางคนรจักตัวเองด เพราะรจักส ารวจตรวจสอบตนเองอยู่
ิ
็
์
ิ
ึ
็
ตลอดเวลา ทั้งร่างกาย จตใจ อารมณ และความรสกให้อยู่กับความเปนจรง เปนตัวของตัวเอง แต่บางคนก็
้
ู
็
่
่
ู
้
ั
ื
่
ี
ไม่รจักตัวเองตามทตัวเองเปนอยู่ หลงตัวเองบ้าง ไม่มั่นใจตัวเองบ้าง หลงเชอคนอนบ้าง ไม่ได้รบการ
ื
ี
่
ี
ึ
็
ู
ู
ู
็
ั
้
ดแลทถกต้องในครอบครวบ้าง รวมทั้งขาดการฝกฝนตนเองอยู่เสมอ เปนต้น การรจักตนเองก็ดเปน
ิ
็
ั
็
องค์ประกอบทส าคัญในการตัดสนใจแก้ปญหาทถกต้อง เหมาะสม รวดเรว และประสบความส าเรจ
ู
่
ี
ี่
ู
้
ข้อมูลเกียวกับตนเองอาจพิจารณาได้หลายมมมอง เช่น ความร ความสามารถ ความถนัดต่าง ๆ เช่น พูด
ุ
่
ี
็
เก่ง มอารมณขัน มกลวิธในการแนะน า เผยแพร่ บอกเล่า โน้มน้าวให้คนเชอฟง หรอการแสดงความเหน
ี
ี
ั
์
ื
ื
่
็
ู
้
็
ี่
่
ื
ในทสาธารณะ การเปนนักแสดง การมความรความสามารถเฉพาะตัวในบางเรอง เช่น เปนนักกีฬา ม ี
ี
้
ิ
ุ
ิ
็
ศลปะในการปองกันตัว เปนศลปนแขนงหนงแขนงใดเปนพิเศษ ฯลฯ บคลกภาพและนสัยใจคอ เช่น
็
ิ
ึ
ิ
ิ
่
เงยบขรม พูดมาก พูดน้อย ชอบโอ้อวดหรอเก็บตัว พูดตรง จรงใจ เปดเผย หรอก้าวราว โผงผาง หนัก
ิ
ึ
ี
้
ิ
ื
ื
้
ิ
้
ุ
้
ิ
แน่น หรอหงดหงดง่าย โมโหราย ชอบพูดจากระแหนะกระแหน ใส่ราย ข่มขู่ ใจคอโหดราย อจฉารษยา
ิ
ื
ี
ั
อาฆาต หรอเมตตากรณา โอมอ้อมอาร ฯลฯ ญาตพี่น้องและครอบครว มฐานะเปนหัวหน้าครอบครว บตร
ุ
ื
ี
ิ
็
ั
ุ
ั
ื
ภรรยา หรอผู้อาศัย อยู่กันเปนครอบครวใหญ่ หรออยู่กันตามล าพัง พ่อ แม่ ลก หรออยู่คนเดยวในบ้านเช่า
ื
็
ู
ื
ี
ึ
ื
ั
ื
ื
หรอหอพัก ครอบครวอบอ่นหรอแตกแยก ความสัมพันธในครอบครวมการพบปะ สังสรรค์ ปรกษาหารอ
ุ
ั
ี
์
รบฟงความคดเหนหรอต่างคนต่างอยู่ ไม่มการพึงพาอาศัย ไม่มการช่วยเหลอเจอจานฐานะความเปนอยู่
ื
ั
ื
่
ั
ื
็
็
ิ
ี
ี
ึ
ี
ี
็
รารวย ยากจน พออยู่พอกิน เปนหน้เปนสน มความมั่นคงในชวิต หาเช้ากินค าข้นอยู่กับโชคชะตา มความ
ี
่
ิ
็
่
ี
ุ
ุ
ุ
รบผิดชอบตนเองและครอบครว ขยันหมั่นเพียร เก็บหอมรอมรบ สร่ยสร่าย ใช้จ่ายเกินตัวเกินก าลัง
ั
ิ
ั
เปนต้น การรจักตนเอง การมข้อมูลเกียวกับตนเองหลาย ๆ ด้าน เปนส่งส าคัญทจะใช้ประกอบการคด
ิ
ี
่
็
่
ี
้
็
ิ
ู
ุ
ี
ิ
ู
ิ
้
การวิเคราะหและการตัดสนใจอย่างคนคดเปนมาก ถ้าเรารจักตัวเองด หลายแง่หลายมม ทั้งจดอ่อน จด
ุ
ุ
์
็
แข็ง ก็จะมข้อมูลไปประกอบการคดและการวิเคราะหมากและหลากหลาย ท าให้การตัดสนใจของเรา
ิ
ี
์
ิ
็
ผิดพลาดน้อย และแก้ปญหาได้ส าเรจเปนส่วนใหญ่
็
ั
146
่
ขอมูลเกียวกับวิชาการ
้
็
ิ
ื
ี่
ี่
ู
ื
ี
ข้อมูลทางวิชาการ คอ ข้อมูลทเปนความจรงทมการพิสจน์แล้ว หรอค้นพบจากการทดลองแล้ว
ึ
ิ
ื
ู
ี
ื
ั
็
เก็บหรอบันทกไว้ในรปแบบต่าง ๆ เปนทฤษฎหรอหลักวิชาแล้วน ามาใช้แก้ปญหา ใช้อ้างองให้เหมาะกับ
ี
ื
์
์
็
เหตการณและความจ าเปนของสถานการณ ข้อมูลทางวิชาการม 2 ประเภท คอ
ุ
่
ี
ิ
ื
ข้อมูลปฐมภูม คอ ข้อมูลทผู้ใช้เปนผู้คดค้น เก็บรวบรวมเอง เช่น ข้อมูลจากการทดลองหรอจาก
ิ
็
ื
ิ
ู
็
การศกษาค้นคว้ามาเปนระยะยาวนานของภมปญญาต่าง ๆ
ั
ึ
ื
ิ
่
ื
ุ
ู
ื
่
ี
ิ
ี
่
ื
ข้อมูลทตยภม คอ ข้อมูลทผู้ใช้น ามาจากผู้คนหรอหน่วยงานอน ๆ ทท าการศกษาหรอรวบรวม
ึ
่
บันทกไว้ในอดต เช่น ข้อมูลทรวบรวมมาจากเอกสารรายงานการวิจัย ข้อมูลทอ้างมาจากผู้ทรบฟงมาจาก
ี
ั
ั
ี่
ึ
ี
ี่
็
แหล่งความรต่าง ๆ เปนต้น
ู
้
ู
้
ข้อมูลทเปนความรทางวิชาการพื้นฐานทคนในสังคมจะต้องใช้ในชวิตประจ าวันมอยู่มากมาย
ี
่
ี
ี
ี
็
่
ุ
่
์
์
ี
ี
ิ
เช่น การใช้ภาษา คณตศาสตรพื้นฐาน วิทยาศาสตรทเปนทฤษฎการค้นพบทกศาสตร เศรษฐศาสตรใน
์
็
์
เรองการลงทน รายรบรายจ่าย การตลาด กฎหมายข้อบังคับทเกียวข้องกับปวงชน ข้อมูลทางการแพทย์
่
ี
ั
ื่
ุ
่
อาหารและยา และข้อมูลทางการเกษตร เปนต้น
็
่
ั
ขอมูลเกียวกับสงคมสงแวดลอม
้
ิ
่
้
ี
์
ี
เนองจากคนมวิถชวิตด ารงอยู่กันเปนชมชนและสังคม คนในชมชนมความสัมพันธเกียวข้องกัน
็
ุ
่
ี
ุ
ื
่
ี
ิ
่
ี
ึ
ี
ี
ี
่
ึ
่
มากบ้าง น้อยบ้างข้นอยู่กับการเกาะเกียวทมอยู่ในอดตทแตกต่างกัน และข้นอยู่กับธรรมชาต วัฒนธรรม
ี
่
ื
ุ
่
ี
ุ
ิ
ื
ประเพณ และความเชอทยึดถอกันมาแต่ดั้งเดม การด าเนนการใด ๆ ในชมชนจะกระทบกับคนในชมชน
ิ
ี
ื
ึ
ี
่
ิ
ิ
ิ
ุ
ด้วยเสมอ จะหนักหรอเบาข้นอยู่กับบรบทของความผูกพันทมอยู่ในชมชนนั้น ๆ การคดการตัดสนใจ
ี
ึ
ุ
่
ใด ๆ ทจะไม่กระทบกระเทอนวิถชมชน หรอให้มการกระทบกระเทอนน้อยทสด จงควรจะต้องน าเอา
ื
ุ
่
ี
ื
ี
ี
ื
ิ
ิ
่
ี
ิ
ข้อมูลของชมชน และสังคมมาประกอบการคดการตัดสนใจอยู่เสมอ ข้อมูลทางสังคม ส่งแวดล้อมทควร
ุ
่
ิ
จะน ามาพิจารณาประกอบการคด การตัดสนใจ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปเกียวกับเศรษฐกิจและสังคม การ
ิ
ุ
ี
ี
ี
ประกอบอาชพ วัฒนธรรม จารตประเพณ การปกครองท้องถ่น สขภาพอนามัย การศกษาและแหล่งเรยนร ู ้
ิ
ี
ึ
ั
ิ
สภาพการบรโภคทรพยากรธรรมชาต สภาพความสัมพันธระหว่างบ้าน วัด โรงเรยน มัสยิด ประวัต ิ
ิ
์
ี
ิ
ู
รากเหง้าความเปนมาของชมชน เอกลักษณและอัตลักษณของชมชนทคนภาคภมใจ รวมทั้งกิจกรรม
ุ
็
์
์
ุ
ี
่
กระบวนการเรยนร ความเอ้ออาทร ความเปนเครอญาต ความเข้มแข็งของชมชน ฯลฯ เปนต้น
ู
ื
็
ิ
้
ุ
ื
ี
็
็
3.2 เทคนคการเก็บขอมูลประกอบการคิดเปน
ิ
้
การเก็บและรวบรวมข้อมูลประกอบการคด การตัดสนใจอย่างคนคดเปนนั้น มักจะใช้ความ
ิ
็
ิ
ิ
เรยบง่ายไม่ซับซ้อนในทางวิชาการมากนัก เพราะผู้เรยนซงเปนผู้เก็บข้อมูลจะเปนคนในชมชนอยู่กับ
ุ
ึ
่
็
็
ี
ี
ุ
ี
ี
ี
ี
่
ู
ุ
ชมชน มวิถชวิตทค้นเคยกับวิถชมชนนั้น ๆ อยู่แล้ว การเก็บข้อมูลอาจใช้กระบวนการ ตาด (สังเกต)
ี
ุ
147
ื
ุ
ุ
ิ
ั
ุ
ั
ู
หฟง (สนใจ สดับรบฟง) ปากถาม (กระต้น ชวนคย) สมองคด จ า (เชอมโยง เหตผล) และมอจด (สรป
ุ
ื่
ั
ิ
่
ี
่
ึ
ี
็
บันทก) เพือจับประเดนและรวบรวมข้อมูล ซงอาจมวิธจัดการเชงวิชาการพอสังเขป ดังน้ ี
ึ
ื
1. การสังเกต ได้แก่ การค้นหาข้อมูลด้วยตนเองโดยตรง เช่น การสังเกตพฤตกรรม หรอ
ิ
ุ
ี
ื
ี
์
เหตการณต่าง ๆ ในชวิตประจ าวัน สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลโดยทมงาน หรอไปสังเกต
ด้วยตนเอง
่
ุ
ิ
ั
ื
่
์
2. การสัมภาษณ ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลจากบคคลอน ๆ โดยถามจากครอบครว ญาตพีน้อง
เพื่อนบ้าน
้
ุ
่
3. การตอบแบบสอบถาม ได้แก่ การสรางรายการค าถามให้ผู้คนในชมชนตอบตามทผู้ถาม
ี
ี
ิ
ต้องการ อาจใช้บรการทางโทรศัพท์ หรอทางไปรษณย์
ื
์
4. การศกษาจากเอกสารหรอแหล่งข้อมูล เช่น หนังสอพิมพ์ วารสาร คอมพิวเตอร เทป
ึ
ื
ื
ี
ี
ึ
บันทกภาพ เทปบันทกเสยง ข้อมูลสารสนเทศทางอเมล์ เว็บไซต์
ึ
ื
ุ
้
่
ี
็
5. การทดสอบ/ทดลอง และการส ารวจ จากกล่มคน รานค้า หรอสถานท ๆ เปนแหล่งข้อมูล
โดยตรง
้
้
3.3 การวิเคราะหและสงเคราะหขอมูลเพือนามาใชประกอบการตัดสนใจ
่
์
ั
์
ิ
การวิเคราะหขอมูล
์
้
็
ึ
การวิเคราะหข้อมูล หมายถง การแยกแยะข้อมูลหรอส่วนประกอบของข้อมูลออกเปนส่วนย่อย ๆ
์
ื
็
่
่
ี
ิ
ุ
ื
่
ึ
ี
ศกษารายละเอยดของข้อมูลแต่ละเรองเพือตรวจสอบข้อมูลให้ได้มากทสด โดยเฉพาะข้อมูลการคดเปน
่
็
ี
ี
ทั้ง 3 ประการว่า แต่ละด้านมข้อมูลอะไรบ้าง เปนการหาค าตอบว่า ใคร ท าอะไร ทไหน อย่างไร ฯลฯ การ
์
วิเคราะหข้อมูลจะมการศกษาและตรวจสอบข้อมูลรอบด้านทั้งด้านบวกและด้านลบ ดความหลากหลาย
ี
ู
ึ
่
ี
ุ
ื
ื่
ี
์
ี่
่
และพอเพียงเพือให้ได้ข้อมูลทแม่นย า เทยงตรง เชอถอได้ สมเหตสมผล การวิเคราะหข้อมูลมประโยชน์
ี
ิ
์
ตรงทท าให้เราสามารถเข้าใจเรองราวหรอปรากฏการณต่าง ๆ ทแท้จรง ช่วยให้มการแสวงหาข้อมูล
่
ี่
ี
ื
่
ื
่
หลากหลาย โดยไม่เชอค าบอกเล่าหรอค ากล่าวอ้างของใครง่าย ๆ เปนการมองข้อมูลหลากหลายมตเกิด
ื
ิ
ิ
็
ื
ึ
ุ
ิ
มมมองเชงลกและกว้าง เพียงพอ ครบถ้วน
ั
์
การสงเคราะหขอมูล
้
่
เปนการน าข้อมูลทเกียวข้อง ถกต้อง ใกล้เคยง กล่มเดยวกันมารวบรวม จัดกล่ม จัดระบบเปนกล่ม
ุ
ี
็
ี
ู
่
็
ุ
ุ
ี
ใหญ่ ๆ ในเชงบูรณาการโดยเฉพาะน าข้อมูลการคดเปนทั้ง 3 ด้าน คอ ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลเกียวกับ
็
่
ิ
ื
ิ
ี
่
์
ิ
ี
ี
่
่
่
ตนเอง และข้อมูลทเกียวกับสังคมส่งแวดล้อม ทวิเคราะหความแม่นย า เทยงตรง หลากหลายและพอเพียง
ทั้งด้านบวกและลบไว้แล้วมาจัดกล่มทางเลอกในการแก้ปญหาทเปนข้อมูลเชงบูรณาการ ข้อมูลทั้ง 3 ด้าน
ุ
็
ั
ี
ิ
ื
่
็
่
ื
ี
์
ื
หลาย ๆ ทางเลอก โดยแต่ละทางเลอกจะมข้อมูลทั้ง 3 ด้านมาสังเคราะหรวมเข้าไว้ด้วย เพือให้เปน
่
็
ี
ิ
ั
ื
ี
ั
ื
่
ทางเลอกในการตัดสนใจเลอกทางเลอกทเหมาะสมเปนทยอมรบและพอใจทสดน ามาแก้ปญหาต่อไป
ี
ื
ุ
่
148
ื่
เรองที่ 4 กรณีตัวอยางเพื่อฝกทักษะ
่
ึ
กิจกรรมฝกทักษะที่ 1 กรณีตัวอยางเรอง “ชาวบานบางระจน”
ั
่
ึ
้
ื่
ในราวป พ.ศ. 2310 พม่าข้าศกได้ยกทัพมาโจมตกรงศรอยุธยาทอยู่ในสภาพอ่อนแอขาด
่
ึ
ี
ี
ุ
ี
ี
ความสมานฉันท์สามัคค แต่มชาวบ้านบางระจันกล่มหนงมผู้น าส าคัญ เช่น ขุนสรรค์ พันเรอง
ุ
ื
ี
ึ
่
ี
ี
นายทองแสงใหญ่ นายแท่น นายดอก นายทองเหม็น และนายจันหนวดเข้ยว ผู้มฝมอทางการรบ
ี
ี
ี
ื
โดยมพระอาจารย์ธรรมโชต พระสงฆ์ผู้แก่กล้าทางคาถาอาคมเปนศูนย์รวมขวัญก าลังใจได้รวม
ิ
ี
็
ก าลังกันเข้าโจมตพม่าข้าศกจนได้รบชัยชนะถง 7 คร้ ัง ทั้ง ๆ ทมก าลังน้อยกว่ามากต่อมาก
ี
ึ
่
ี
ี
ั
ึ
จนพม่าไม่กล้าออกจากค่ายมารบด้วย แต่ใช้วิธยิงปนใหญ่มาท าลายค่ายของชาวบ้านบางระจันจน
ี
ื
เสยหาย ผู้คนล้มตายไปมาก ชาวบ้านบางระจันส่งคนไปขอปนใหญ่จากกรงศรอยุธยาก็ไม่ได้รบ
ุ
ื
ี
ั
ี
การอนญาตเพราะกลัวพม่าจะแย่งชงระหว่างทาง ชาวบ้านบางระจันจงรวบรวมโลหะทมอยู่
ิ
ี
่
ุ
ี
ึ
หล่อปนใหญ่เอง แต่ความทขาดวิชาการความร การหล่อปนใหญ่จงไม่ประสบความส าเรจ
ื
ึ
ี
่
ื
ู
้
็
ในทสดชาวบ้านบางระจันซงถนัดในการรบแบบใช้ก าลังฝมอก็ไม่สามารถเอาชนะพม่าข้าศกได้
ุ
ี
ื
ึ
่
่
ี
ึ
ต้องถกโจมตแตกพ่ายไป
ู
ี
ประเด็น
1. ถ้าท่านเปนคนไทยในสมัยนั้น ท่านคดจะไปช่วยชาวบ้านบางระจันต่อสกับข้าศก
ู
ิ
้
ึ
็
หรอไม่ เพราะเหตใด
ุ
ื
2. หากท่านจะใช้กระบวนการ “คดเปน” ในการตัดสนใจคร้งน้ ท่านจะใช้ข้อมูล
ิ
ิ
ั
ี
็
ประกอบการตัดสนใจอย่างไรบ้าง
ิ
1) ข้อมูลตนเอง (ตัวท่านและชาวบ้านบางระจัน)
2) ข้อมูลสังคมและส่งแวดล้อม
ิ
3) ข้อมูลทางวิชาการ
กิจกรรมฝกทักษะที่ 2 กรณีตัวอยาง เรอง ขาวที่นาสนใจ
่
่
ื่
่
ึ
ให้ผู้เรยนและผู้สอนร่วมกันสนทนาถงข่าวสารทได้รบการกล่าวขวัญและวิพากษ์วิจารณ ์
ี
ั
่
ี
ึ
ทางสอในปจจบัน แล้วเลอกข่าวทน่าสนใจมา 1 ข่าว ทบคคลในข่าวได้ตัดสนใจกระท าการอย่างใด
ิ
ี
่
่
ั
ื
ื
ุ
ุ
่
ี
อย่างหนงไปตามทปรากฏในข่าวนั้น สมมตว่าผู้เรยนเปนบคคลในข่าวนั้น ผู้เรยนจะตัดสนใจ
ี
ิ
่
ึ
ี
ิ
ุ
็
่
ี
เหมอนบคคลในข่าวหรอไม่ เพราะอะไร ให้แสดงวิธการแยกแยะข้อมูลทั้ง 3 ด้านประกอบการ
ื
ื
ุ
ี
คดการตัดสนใจให้ชัดเจนด้วย
ิ
ิ
149
สาระของข่าว..................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
การตัดสนใจของท่าน ....................................................................................................................
ิ
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
ี
ี
ึ
ี
่
เพราะข้อมูลทศกษา มดังน้
ข้อมูลทางวิชาการ............................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
ิ
ข้อมูลทางสังคมส่งแวดล้อม.............................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
่
ข้อมูลเกียวกับตนเอง .......................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
150
่
่
ื่
ึ
่
ฝกทักษะที่ 3 กรณีตัวอยางเรอง “เหตุเกิดทีโนนหมากมุน”
ิ
ี
ั
ี
ื
ี
ี
ิ
ิ
ี
ผมสบตรมั่น มเขยน ประจ าอยู่ ร.พัน 11 ขณะน้ปฏบัตการอยู่ทอรญประเทศ คนนั้นผมกับเพือน
่
่
อยู่หมวดลาดตระเวน เราจะต้องแบ่งกันออกลาดตระเวนเป็นหมู่ ๆ ในขณะทีเรารออยู่ในบังเกอร์ บางคน
่
ก็นั่ง บางคนก็เอนนอน ... คุยกันอย่างกระซิบกระซาบ เสียงปืนดังอยู่เป็นจังหวะไม่ไกลนัก เราจะต้อง
ออกลาดตระเวนตรวจดูว่า พวกข้าศึกทีชายแดนจะรุกล ้าเข้ามาหรือไม่ เราไม่เคยนึกดอกครับว่า ทหาร
่
่
ญวนกับเขมรเสรีทีก าลังต่อสู่กันนั้น จะรุกล ้าเข้ามาในเขตของเราแม้เขาก าลังรบติดพันกันอยู่
ี
พอได้เวลาหมู่ของเราต้องออกไปลาดตระเวน เดอนก็มด คันนาทเราเหยียบย ามานั้น เราเหนเปน
ื
่
็
็
่
ื
เส้นด า ๆ ยืดยาว... ข้างหน้าคือหมู่บ้านโนนหมากมุ่น
ี
้
่
ี
ิ
ี
ื
ึ
เราเดนอย่างแน่ใจว่า จะไม่มอะไรเกิดข้น เพราะเราไม่ได้อยู่ทเสนกั้นเขตแดน ทันใดนั้นเองเสยงปนดังข้น
ึ
จากข้างซ้าย จากข้างขวา ดูเหมือนจะมาทั้งสามด้าน อะไรกันนี เกิดอะไรขึ้นทีบ้านโนนหมากมุ่น... เราจะท า
่
่
อย่างไร ผมคิดว่าเสียงปืนมาจากปืนหลายกระบอกจ านวนมากกว่าปืนเราหลายเท่านัก ผมกระโดดลงใน
ปลักควายข้างทาง ลูกน้องของผมก็กระโดดตาม ทุกคนคิดถึงตัวเองก่อน หลบกระสุนเอา ตัวรอด มือผมกุม
ปืนไว้ ผมจะท าอย่างไร สั่งสู้รึ อาจจะตายหมด ถอยรึ ไม่ได้ ไม่ได้ เราจะถอยไม่รอด มันมืดจนไม่รู้ว่าเรา
ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างไร เพือนผมล่ะ ผมเป็นหัวหน้าหมู่ต้องรับผิดชอบลูกน้องของผมด้วย เราทุกคนมี
่
ปืนคนละกระบอก มีกระสุนจ ากัด จะสู้ หรือจะถอย ค่ายทหารอยู่ไม่ห่างไกลนักช่วยผมทีเถอะครับ ผมต้อง
รับผิดชอบต่อหน้าทีลาดตระเวน ผมต้องรับผิดชอบชีวิตลูกน้องผมทุกคน ผมจะท าอย่างไร โปรดช่วยผม
่
ตัดสินใจว่า ผมจะสั่งสู้หรือสั่งถอย
ประเด็น
ี
ิ
ี
1. ส.ต.มั่น มเขยน จะต้องตัดสนใจอย่างไร เพราะอะไร
ี
ี
ิ
็
2. ถ้าท่านเปน ส.ต.มั่น มเขยน ต้องตัดสนใจ ท่านต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง
วิธีด าเนินการ
ุ
ุ
์
1. วิทยากรเล่าเหตการณบ้านโนนหมากม่น
็
ิ
ิ
็
ุ
ิ
ุ
่
2. แบ่งกล่มสมาชกออกเปน 5 - 6 กล่ม เพือร่วมกันคดและร่วมอภปรายถกแถลงตามประเดนใน
่
ี
ุ
เหตการณทเกิดทบ้านโนนหมากม่น ประมาณ 10 นาท ี
์
ี
่
ุ
ิ
ุ
์
3. ให้ทกกล่มได้น าเสนอผลการคด วิเคราะหตามประเดนทก าหนด
ี
่
็
ุ
็
ุ
ุ
4. สรปประเดนในกล่มใหญ่
151
กิจกรรมฝึกทักษะที่ 4 กรณีตัวอย่างเรื่อง “เรื่องของฉันเอง”
ี
ื
่
ี
ื
ึ
ึ
่
ี
ั
ึ
ิ
ุ
ให้ผู้เรยนทกคนคดถงปญหาทเกิดข้น หรอเคยเกิดข้นกับตนเองมา 1 เรอง และแสดงวิธการ
แก้ปัญหานั้นอย่างคนคิดเป็น โดยการแสวงหาข้อมูลทั้ง 3 ด้าน อย่างพอเพียงมาประกอบการพิจารณาใน
การแก้ปัญหานั้นให้ชัดเจน และบันทึกกระบวนการดังกล่าวไว้ด้วย
ั
่
ั
ี
ู
ิ
็
ื
1. ลักษณะของปญหาทน าไปส่กระบวนการแก้ปญหาแบบคนคดเปน คออะไร
่
2. กระบวนการแสวงหาข้อมูลทั้ง 3 ประการ อย่างหลากหลายและพอเพียงเพือหาสาเหต ุ
ั
็
ี
ของปญหาเปนอย่างไร ให้เสนอรายละเอยดของข้อมูลตามสมควร
ี
์
ั
ื
ั
ื
่
3. กระบวนการวิเคราะหปญหาเพือการก าหนดทางเลอกในการแก้ปญหาท าอย่างไร มทางเลอก
่
กีทาง
ุ
ื
ิ
ื
4. ท่านตัดสนใจเลอกทางเลอกข้อไหน เพราะเหตใด
ื
ิ
ิ
5. ท่านจะน าทางเลอกไปปฏบัตอย่างไร
ื
ั
ุ
ี
6. ท่านพอใจและมความสขกับการแก้ปญหานั้นหรอไม่ อย่างไร
่
้
กิจกรรมทายเลม
ื
ุ
ู
ี
ึ
ึ
ุ
ี
ี
ี
1. ให้ครและผู้เรยนทั้งกล่มช่วยกันเขยนบันทกหรอบันทกลงแผ่นซดรอมสรปกระบวนการ
ุ
ี
็
ิ
็
ี
่
้
ุ
ู
ี
ิ
ี
เรยนรวิชา “คดเปน” ของกล่มผู้เรยนกล่มน้ และให้แสดงความคดเหนสั้น ๆ ต่อผลทได้จาก
ี
ึ
การศกษารายวิชาน้
ี
้
ึ
ี
ึ
ี
่
ิ
ี
ิ
ู
ิ
็
2. ให้ผู้เรยนแต่ละคนอธบายสั้น ๆ ถงส่งทได้เรยนรเพิ่มข้นจากการเรยนรายวิชาคดเปน
็
็
่
ิ
ี
ี
้
ู
3. ครและผู้เรยนจัดท าแฟมสะสมงานของผู้เรยนแต่ละคนในรายวิชาคดเปน เพือเปนการ
ี
ุ
ิ
ประเมนผลการเรยนรายบคคล
152
บทที่ 5
่
่
การวิจัยอยางงาย
สาระสาคัญ
การแสวงหาความร ข้อมูล ข้อเท็จจรงอย่างมระบบเพือให้ได้รบค าตอบหรอความรใหม่ทเชอถอ
่
ั
ื
้
ิ
ี
ู
่
ี
่
้
ื
ู
ื
ได้สามารถท าได้โดยกระบวนการวิจัย
้
ี
่
ผลการเรยนรูทีคาดหวัง
ื
ี
ี
เมอจบบทน้ ผู้เรยนสามารถ
่
ิ
1. อธบายความหมายและประโยชนของการวิจัยอย่างง่ายได้
์
2. ระบขั้นตอนการวิจัยอย่างง่ายได้
ุ
ิ
ิ
3. ฝกทักษะสถตง่าย ๆ เพือการวิจัยได้
ึ
่
ุ
ื
ื
่
4. ระบเครองมอการวิจัยเพือเก็บรวบรวมข้อมูลได้
่
ึ
ี
5. ฝกทักษะในการเขยนโครงการวิจัยอย่างง่าย ๆ ได้
ื
่
ขอบขายเน้อหา
เรองท 1 ความหมายและประโยชนของการวิจัยอย่างง่าย
่
ี
์
่
ื
่
ื
เรองท 2 ขั้นตอนการวิจัยอย่างง่าย
ี
่
ิ
่
ี
่
ื
เรองท 3 สถตง่าย ๆ เพือการวิจัย
่
ิ
เรองท 4 เครองการวิจัยเพือเก็บรวบรวมข้อมูล
่
่
ื
่
่
ี
ื
เรองท 5 การเขยนโครงการวิจัยอย่างง่าย
ี
ี
่
ื
่
่
ื
สอการเรยนรู ้
ี
ี
1. บทเรยนวิจัยออนไลน์ (http:/www.elearning.nrct.net/). ของส านักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาต ิ
ื่
ี่
ึ
2. เข้าไปค้นข้อมูล โดยพิมพ์หัวข้อเรองวิจัยทต้องการศกษาใน http://www.google.co.th/
ิ
3. วารสาร เอกสาร งานวิจัย และวิทยานพนธต่าง ๆ
์
153
่
่
ื่
์
เรองที่ 1 ความหมายและประโยชนของการวิจัยอยางงาย
การวิจัยคืออะไร
ี
ุ
่
ุ
ี
้
ู
ิ
ิ
ึ
การวิจัย หมายถง กระบวนการแสวงหาความรอย่างมประสทธภาพ และมจดม่งหมายทแน่นอน
ี
ู
ึ
่
ี
่
้
ี
ี่
ภายในขอบเขตทก าหนด โดยใช้วิธทางวิทยาศาสตร เพื่อให้ได้มาซงความร ความจรงเปนทยอมรบ การ
์
็
ั
ิ
ั
ื
่
ื
ื
วิจัยจงเปนเครองมอในการค้นหาองค์ความรหรอข้อค้นพบในการแก้ปญหา หรอพัฒนางานหรอการเรยน
ึ
็
ี
ื
ู
ื
้
ื
่
ี
ื
็
ได้อย่างเปนระบบ น่าเชอถอ มความชัดเจน ตรวจสอบได้
การวิจัยอยางงายคืออะไร
่
่
็
ู
ั
้
การวิจัยอย่างง่าย เปนกระบวนการในการค้นหาองค์ความร หรอข้อค้นพบในการแก้ปญหา หรอ
ื
ื
่
ู
ี
แนวทางพัฒนางานทมกระบวนการไม่ซับซ้อนใช้เวลาไม่มาก สามารถท าควบค่ไปกับการใช้
ี
ิ
่
ึ
ี
ุ
ี
็
็
์
ชวิตประจ าวันได้ เน้นปรากฏการณทเกิดข้นจรง และสะท้อนความเปนเหตเปนผล
์
่
่
ประโยชนของการวิจัยอยางงาย
ื
ู
ี
้
ั
1.ปลกฝงให้เปนคนมพื้นฐานในการแสวงหาความร หรอข้อค้นพบในการแก้ปญหา อย่างม ี
ู
็
ั
ระบบ
ี
่
ิ
ึ
็
็
ี
2. ฝกให้เปนคนทคดอย่างมระบบและเปนเหตเปนผล
็
ุ
ู
้
3. การวิจัยท าให้เกิดองค์ความรใหม่ ๆ
4. การวิจัยท าให้เกิดส่งประดษฐ์ และแนวคดใหม่ ๆ
ิ
ิ
ิ
ั
5. การวิจัยช่วยตอบค าถามทอยากร ท าให้เข้าใจปญหา และช่วยในการแก้ไขปญหา
่
ู
ี
ั
้
6. การวิจัยช่วยในการวางแผนและการตัดสนใจ
ิ
ี
7. การวิจัยช่วยให้ทราบผลและข้อบกพร่องจากการเรยน/การท างาน
154
่
กิจกรรมที่ 1 ให้ผู้เรียนวงกลมค าตอบทีถูกต้องต่อไปนี้
็
1. ข้อใดเปนความหมายของการวิจัยอย่างง่าย
็
ก. การวางแผนงานอย่างเปนระบบ
ี
ข. การคาดเดาค าตอบอย่างมระบบ
ื
่
ึ
่
ี
ี
่
ค. การศกษาค้นคว้าเรองทสนใจทไม่ซับซ้อนมากนัก
็
์
2. ข้อใดเปนประโยชนของการวิจัยต่อตัวผู้วิจัยเอง
ึ
ี
ก. ฝกการท างานอย่างมระบบ
ข. เกิดการท างานและนวัตกรรม
ค. เกิดนวัตกรรมส่งประดษฐ์ใหม่ ๆ
ิ
ิ
3. ข้อใดเปนประโยชนของการวิจัยต่อหน่วยงาน
็
์
ู
้
ก. เกิดองค์ความรใหม่ ๆ
ิ
ิ
ิ
ข. เกิดส่งประดษฐ์และแนวคดใหม่ ๆ
ู
ค. ถกทั้ง ก และ ข
ิ
ี
ี
ุ
กิจกรรมที่ 2 ให้ผู้เรยนระดมพลังสมองหัวข้อ “นักวิจัยต้องมคณสมบัตอย่างไร” ตามความเข้าใจของ
ี
ผู้เรยน
่
่
ื่
้
เรองที่ 2 ขันตอนการท าวิจัยอยางงาย
ขั้นตอนการท าวิจัยอย่างง่าย ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังน้ ี
ั
ี
ขันตอนที่ 1 การก าหนดค าถามวิจัย/ปญหาวิจัย การท าวิจัย เร่มต้นจากผู้วิจัยอยากรอะไร มปญหาข้อ
้
ู
ิ
้
ั
สงสัยทต้องการค าตอบอะไร
ี่
ี
้
ขันตอนที่ 2 การเขยนโครงการวิจัย
ซงต้องเขยนก่อนการท าการวิจัยจรง โดยเขยนให้ครอบคลมหัวข้อดังน้ ี
ี
ี
ุ
่
ึ
ิ
1. ชอโครงการวิจัย (จะท าวิจัยเรองอะไร)
ื่
ื่
ี
็
ื
่
2. ความเปนมาและความส าคัญ (ท าไมจงท าเรองน้)
ึ
ุ
3. วัตถประสงค์ของการวิจัย (อยากรอะไรบ้างจากการวิจัย)
้
ู
155
ี
ี
ิ
4. วิธด าเนนการวิจัย (มแนวทางขั้นตอนการด าเนนงานวิจัยอย่างไร)
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
5. ปฏทนปฏบัตงาน (ระยะเวลาการวิจัยและแผนการด าเนนงาน)
ิ
6. ประโยชน์ของการวิจัยหรอผลทคาดว่าจะได้รบ (การวิจัยน้จะเปนประโยชนอย่างไร)
ั
์
็
ื
่
ี
ี
ิ
ขันตอนที่ 3 การด าเนนงานตามแผนในโครงการวิจัย
้
ี
ขันตอนที่ 4 การเขยนรายงานการวิจัย ประกอบด้วยหัวข้อดังน้ ี
้
ื่
ื่
1. ชอเรอง
ื่
2. ชอผู้วิจัย
็
3. ความเปนมาของการวิจัย
ุ
4. วัตถประสงค์ของการวิจัย
ิ
ี
5. วิธด าเนนการวิจัย
6. ผลการวิจัย
7. ข้อเสนอแนะ
ี
ิ
8. เอกสารอ้างอง (ถ้าม)
็
ุ
่
ุ
ขันตอนที่ 5 การเผยแพร่ผลงานวิจัย เปนขั้นตอนสดท้ายของการวิจัยเพือให้บคคลหรอหน่วยงาน
ื
้
์
ี
่
่
ทเกียวข้อง น าผลวิจัยนั้นไปใช้ประโยชนต่อไป
โดยสรปกระบวนการและขั้นตอนการท าวิจัยอย่างง่าย เขยนเปนแผนภมได้ดังน้ ี
ู
ุ
ิ
ี
็
ขันตอน
้
ั
1 ก าหนดค าถามวิจัย / ปญหาวิจัย
2 เขยนโครงการวิจัย
ี
ิ
3 ด าเนนการตามแผนในโครงการวิจัย
โ โ
4 เขยนรายงานการวิจัย
ี
โ โ
5 เผยแพร่ผลงานวิจัย
โ
156
ี
ู
ี
่
กิจกรรมที่ 3 ให้ผู้เรยนวงกลมค าตอบทถกต้องต่อไปน้ ี
ี
่
1. ขั้นตอนการท าวิจัยอย่างง่ายมกีขั้นตอน
ก. 3 ขั้นตอน
ข. 4 ขั้นตอน
ค. 5 ขั้นตอน
ื
2. ขั้นตอนแรกของการวิจัย คออะไร
ั
ก. ค าถาม / ปญหาการวิจัย
ุ
ข. วัตถประสงค์การวิจัย
ี
ค. เขยนรายงานการวิจัย
ื
ุ
3. ขั้นตอนสดท้ายของการวิจัย คออะไร
ี
ก. การเขยนโครงการวิจัย
ข. การเผยแพร่ผลงานวิจัย
ี
ค. การเขยนรายงานการวิจัย
ี่
ี
ุ
4. เหตผลทอยากท าการวิจัย ต้องเขยนในหัวข้อใดของโครงการวิจัย
ื่
ก. ชอโครงการวิจัย
็
ข. ความเปนมาและความส าคัญ
ุ
ค. วัตถประสงค์ของการวิจัย
ี
้
ู
5. อยากรอะไรบ้างจากการท าวิจัย ต้องเขยนในหัวข้อใดของโครงการวิจัย
ื่
ก. ชอโครงการวิจัย
ุ
ข. วัตถประสงค์ของการวิจัย
ี
ั
์
ื
่
ค. ประโยชนของการวิจัยหรอผลทคาดว่าจะได้รบ
157
ื่
เรองที่ 3 สถิติงาย ๆ เพื่อการวิจัย
่
1. ความถี่ (Frequency)
ึ
ิ
ี
่
ความถ (Frequency) คอ การแจงนับจ านวนของส่งทเราต้องการศกษาว่ามจ านวนเท่าใด
ื
ี่
ี
ี
ี
ิ
ิ
็
เช่น จ านวนผู้เรยนในห้องเรยน จ านวนส่งของ จ านวนคนไปใช้สทธ์เลอกตั้ง เปนต้น
ิ
ื
่
ี
ู
ี
ู
ตัวอย่างท 1 คร ศรช. ศูนย์ฯ กศน. อ าเภอ มทั้งหมด 40 คน เราต้องการทราบว่าคร ศรช. ศูนย์ฯ กศน.
่
่
ิ
็
อ าเภอ เปนเพศหญงกีคน และเพศชายกีคน เราสามารถแจงนับจ านวนได้ดังน้ ี
ี่
ู
ตารางท 1 การแจงนับจ านวน คร ศรช. ศูนย์ฯ กศน. อ าเภอ แยกตามเพศ
เพศ การแจงนบ ความถี่ (คน)
ั
ชาย 15
หญง 25
ิ
รวม 40 40
ี
ี
ี
ุ
่
ี
ตัวอย่างท 2 ผู้เรยนในระดับ ม.ต้น ของกล่มมทั้งหมด 60 คน ต้องการทราบว่าผู้เรยนมอาชพรบราชการ
ี
ั
ี
ั
ค้าขาย เกษตรกรรม รบจ้าง และอน ๆ กีคน เราสามารถแจงนับจ านวนได้ดังน้
่
ื
ี
่
ตารางท 2 การแจงนับจ านวนผู้เรยน ม.ต้น แยกตามอาชพ
ี
ี่
ี
ั
เพศ การแจงนบ ความถี่ (คน)
ั
รบราชการ 8
ค้าขาย 14
เกษตรกรรม 22
รบจ้าง 12
ั
ื่
อน ๆ 4
รวม 60 60
158
ั
ื
ี
กิจกรรมที่ 4 ให้ผู้เรยนส ารวจจ านวนคนในครวเรอนของเพือนในห้องแต่ละคน และท าการแจงนับ
่
ี
่
่
ื
จ านวน เมอได้จ านวนแล้วใส่ในช่องว่างตามช่วงทก าหนดให้
จ านวนคนในครวเรอน
ั
ื
จ านวน 1 - 3 คน จ านวน...............................คน
จ านวน 4 - 6 คน จ านวน...............................คน
จ านวน 7 - 9 คน จ านวน...............................คน
มากกว่า 10 คนข้นไป จ านวน...............................คน
ึ
้
2. รอยละ (Percentage)
ิ
้
่
ี
็
ิ
รอยละ (Percentage) เปนสถตทใช้กันมากในงานวิจัย เพราะค านวณและท าความเข้าใจได้ง่าย นยม
ิ
็
ู
์
์
้
ี
เรยกว่า เปอรเซนต์ ใช้สัญลักษณ % การใช้สตรในการค านวณหาค่ารอยละมดังน้ ี
ี
ี่
ี
ี
ตัวเลขทต้องการเปรยบเทยบ
้
รอยละ = X 100
จ านวนเต็ม
ึ
ึ
ึ
็
ิ
่
ี
ตัวอยางที่ 1 จากการส ารวจนักศกษาในสถานศกษาแห่งหนง มจ านวนทั้งส้น 30 คน เปนนักศกษาชาย
ึ
่
ิ
็
ึ
็
ิ
้
จ านวน 18 คน เปนนักศกษาหญง จ านวน 12 คน คดเปนรอยละได้ดังน้ ี
นักศกษาชาย 18 X 100 = 60.00 %
ึ
30
ิ
นักศกษาหญง 12 X 100 = 40.00 %
ึ
30
ื
การค านวณค่ารอยละ เมอรวมกล่มหรอตัวเลขเปรยบเทยบแล้ว จะได้ 100 % เสมอ
้
่
ุ
ื
ี
ี
ี
ุ
็
ั
ั
ยกเว้นถ้ามจดทศนยมและมการปดเศษทน้อยกว่า 0.50 ให้ปรบลง เช่น 7.01 - 7.49 ปรบเปน 7.00 ถ้าตั้งแต่
ี
ั
ิ
ี่
ั
ึ
.50 ข้นไปให้ปรบข้น เช่น 7.50 –-7.59 ปรบเปน 8
ึ
็
ั
่
3. คาเฉลี่ย (Mean)
่
ี
ี
็
ี
่
ค่าเฉลย (Mean) เปนการน าค่าของข้อมูลทั้งหมดรวมกัน แล้วหารด้วยจ านวนข้อมูลทมอยู่ การใช้
ี
สตรในการค านวณหาค่าเฉลยได้ดังน้ ี
่
ู
่
ค่าเฉลย = ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด
ี
่
ี
จ านวนข้อมูลทมอยู่
ี
159
ี
่
ึ
ตัวอยางที่ 1 ถ้าเราอยากทราบว่าเพือนในห้องของเราจ านวน 30 คน ซงมอายุ 17 18 18 18 19 19 20 21 22
่
่
ี
่
ี
ี
23 23 23 23 24 25 25 26 26 26 26 26 27 27 27 28 29 30 30 31 และ 32 เรยงตามล าดับ มอายุเฉลยเท่าใด
เราสามารถค านวณได้ดังน้ ี
17 + 18 + 18 + 18 + 19 + 19 + 20 + 21 + 22 + 23 + ..................... + 32
30
= 729
30
= 24.30
ี
่
ี
่
ก็จะได้ค าตอบว่า ค่าเฉลยของเพือนในห้องทั้ง 30 คน เท่ากับ 24.30 ป
่
ี
่
ี
กิจกรรมที่ 5 ให้ผู้เรยนส ารวจคะแนนปลายภาควิชาภาษาไทยของเพือนในห้อง และหาค่าเฉลยของ
ี่
คะแนนทได้
้
่
เรองที 4 เครองมือการวิจยเพือเก็บรวบรวมขอมูล
่
ื
่
ื
่
ั
็
ิ
ื
่
ี
่
ื
ี
ิ
ึ
่
่
ื
ื
เครองมอการวิจัย เปนส่งส าคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่งทต้องการศกษา เครองมอทใช้ใน
์
ี
การวิจัยมหลายประเภท ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ และแบบสังเกต
แบบสอบถาม
ื
ี
่
ิ
ิ
ิ
็
่
ื
แบบสอบถามเปนเครองมอการวิจัยทนยมน ามาใช้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยเชงปรมาณ เช่น การ
ิ
ิ
ี
วิจัยเชงส ารวจ การวิจัยเชงอธบาย เปนต้น แบบสอบถามมทั้งแบบสอบถามปลายปด และแบบสอบถาม
็
ิ
ิ
ปลายเปด
ิ
ั
แบบสมภาษณ ์
ุ
ื่
็
ุ
์
ื
ี
่
แบบสัมภาษณ เปนเครองมอการวิจัยทใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยทกประเภท ทกสาขา
่
ี
ื
ุ
ิ
ิ
แต่ทนยมคอใช้กับการวิจัยเชงคณภาพ
การสัมภาษณ เปนการรวบรวมข้อมูลในลักษณะเผชญหน้ากันระหว่างผู้สัมภาษณ และผู้ให้
์
็
์
ิ
์
สัมภาษณ โดยผู้สัมภาษณเปนผู้ซักถามและผู้ให้สัมภาษณเปนผู้ให้ข้อมูลหรอตอบค าถามของผู้สัมภาษณ ์
็
์
ื
์
็
ึ
เช่นครสัมภาษณนักศกษาเกียวกับการเรยนการสอน คณะกรรมการสัมภาษณนักศกษาทสอบเข้าเรยนใน
ู
์
ึ
ี
์
่
่
ี
ี
สถานศกษาได้
ึ
160
แบบสงเกต
ั
ื
็
ี
่
ุ
ื
แบบสังเกตเปนเครองมอการเก็บรวบรวมข้อมูล ทใช้ได้กับงานวิจัยทกประเภท โดยเฉพาะ
่
ุ
งานวิจัยเชงคณภาพ งานวิจัยเชงทดลอง เช่น ใช้แบบสังเกตพฤตกรรมของนักศกษาในการใช้ห้องสมด
ิ
ึ
ุ
ิ
ิ
ึ
็
ผู้สังเกตจะบันทกพฤตกรรมของนักศกษาตามความเปนจรง
ึ
ิ
ิ
ุ
กิจกรรมที่ 6 ให้ผู้เรยนทกคนไปศกษาตัวอย่าง แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ และแบบสังเกตเพิ่มเตมจาก
ิ
ี
์
ึ
่
ู
ี
ุ
้
่
ี
่
ี
เอกสาร หรอจาก Website ทเกียวข้องแล้วน ามาแลกเปลยนเรยนรในการพบกล่ม
ื
เรองที่ 5 การเขียนโครงการวิจัยอยางงาย
่
่
ื่
ื
โครงการวิจัย คอ แผนการด าเนนวิจัยทเขยนข้นก่อนการท าวิจัยจรง มความส าคัญคอเปน
ี
ี
ึ
็
ื
ิ
ี
่
ิ
่
แนวทางในการด าเนนการวิจัยส าหรบผู้วิจัยเองและผู้เกียวข้อง
ิ
ั
ี
การเขยนโครงการวิจัยอย่างง่าย อาจไม่จ าเปนต้องเขยนให้ครบทกหัวข้อตามหลักการโดยทั่วไป
็
ุ
ี
ี
ี
ึ
ุ
(ซงมประมาณ 14 หัวข้อ) แต่เขยนให้ครอบคลมหัวข้อต่อไปน้ ี
่
1. ชอโครงการวิจัย (จะท าวิจัยเรองอะไร)
ื่
ื่
็
่
ื
ึ
ี
2. ความเปนมาและความส าคัญ (ท าไมจงท าเรองน้)
ู
้
3. วัตถประสงค์ของการวิจัย (อยากรอะไรบ้างจากการวิจัย)
ุ
ิ
4. วิธด าเนนการวิจัย (มแนวทางขั้นตอนการด าเนนงานวิจัยอย่างไร)
ิ
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
5. ปฏทนปฏบัตงาน (ระยะเวลาการวิจัยและแผนการด าเนนงานวิจัย)
็
ี
์
ั
ื
6. ประโยชนของการวิจัยหรอผลทคาดว่าจะได้รบ (การวิจัยน้จะเปนประโยชนอย่างไร)
์
ี
่
ิ
ี
ี
รายละเอยดและค าอธบายการเขยนแต่ละหัวข้อ ดังต่อไปน้ ี
ื่
ี
ื่
1. ชอโครงการวิจย ชอโครงการวิจัยควรกะทัดรด สอความหมายได้ชัดเจน มความ
ั
ั
ื่
่
ี
ึ
ิ
เฉพาะเจาะจงในส่งทศกษา
ี
ิ
ิ
2. ความเปนมาและความสาคัญ เขยนอธบายให้เหนความส าคัญของส่งทศกษาเขยนให้ตรง
็
่
ึ
ี
ี
็
็
ี่
ี
ิ
ี
ึ
ุ
็
ประเด็น กระชับเปนเหตเปนผล มอ้างองเอกสารทศกษา (ถ้าม)
ื่
ุ
ี
ี่
3. วัตถุประสงคของการวิจย เขยนให้สอดคล้องกับชอโครงการวิจัย ครอบคลมเรองทศกษา
่
ื
ึ
ั
์
ี
เขยนให้ชัดเจน อาจมข้อเดยวหรอหลายข้อก็ได้
ี
ื
ี
161
ิ
ี
ึ
4. วิธด าเนนการวิจย ระบถงวิธการด าเนนการวิจัยให้ครอบคลมหัวข้อ ดังต่อไปน้ ี
ี
ั
ุ
ุ
ิ
ี
ึ
่
ุ
4.1 ประชากรกล่มตัวอย่าง ส่งทศกษาคออะไร มจ านวนเท่าไร
ิ
ื
ี
ึ
ี
4.2 วิธการเก็บรวบรวมข้อมูล ระบวิธการเก็บการบันทกข้อมูล ระยะเวลา หรอช่วงเวลา
ุ
ื
ี
สถานท ี่
่
ื
4.3 เครองมอวิจัย ระบชนด เครองมอทใช้ในการรวบรวมข้อมูล เช่นแบบสอบถาม แบบ
ื
ุ
ื
ี
่
ื
่
ิ
์
สัมภาษณ แบบส ารวจ
ี่
์
ิ
ิ
์
ี
ุ
4.4 การวิเคราะหข้อมูล ระบวิธการวิเคราะหข้อมูล สถตทใช้
ี
ี
5. ปฏิทินปฏิบัติงาน เขยนขั้นตอนการด าเนนการวิจัยโดยละเอยด และระยะเวลาการ
ิ
ิ
ด าเนนการ แต่ละขั้นตอน
ี
่
ี
็
ึ
ึ
์
้
่
ั
6. ประโยชนที่คาดวาจะไดรบ เขยนเปนข้อๆ ถงประโยชน ทคาดว่าจะเกิดข้นจากการท าวิจัย
์
ี
กิจกรรมที่ 7 ให้ผู้เรยนแบ่งกล่ม กล่มละ 5 คน แต่ละกล่มไปศกษาการเขยนโครงการวิจัยทสนใจ แล้ว
ุ
ุ
ี
่
ุ
ี
ึ
ุ
สรปให้ครอบคลมหัวข้อการเขยนโครงการวิจัยอย่างง่าย 6 หัวข้อข้างต้น
ุ
ี
162
เฉลยกิจกรรม
กิจกรรมที่ 1
1. ค
2. ก
3. ค
กิจกรรมที่ 2
้
ึ
้
ู
ู
ุ
ี
นักวิจัยควรมคณสมบัต เช่นรจักสังเกต แสวงหาความรจากแหล่งต่างๆ จดบันทก วิเคราะห ์
ิ
ุ
สรปผล และเผยแพร่ผลงาน เปนต้น
็
กิจกรรมที่ 3
1. ค
2. ก
3. ข
4. ข
5. ข
กิจกรรมที่ 4
ื
็
ั
การแจงนับจ านวนคนในครวเรอน เปนไปตามข้อมูลการส ารวจ
กิจกรรมที่ 5
ี
่
ี
่
ิ
ู
ค่าเฉลยเปนไปตามข้อมูลทส ารวจคะแนนปลายภาค ตรวจความถกต้องของการคดค่าเฉลยของ
ี
็
่
ี
ผู้เรยน
กิจกรรมที่ 6
ี
ี
่
ู
สังเกต สอบถาม ข้อมูลทผู้เรยนน ามาแลกเปลยนเรยนรในกล่ม
ุ
้
ี
ี
่
กิจกรรมที่ 7
ิ
ู
ี
ี
็
ี
ื
เปนไปตามรายละเอยดและค าอธบายการเขยนแต่ละหัวข้อว่าเขยนได้กระชับถกต้องหรอไม่
อย่างไร
163
บทที่ 6
ี
้
่
ั
ทักษะการเรยนรูและศกยภาพหลักของพื้นทีในการพัฒนาอาชพ
ี
ุ
ั
ี
็
ี
ี
ในปจจบันโลกมการแข่งขันกันมากข้น โดยเฉพาะการประกอบอาชพต่าง ๆ จ าเปนต้องมความร ู ้
ึ
ี่
ิ
ิ
ี
ี
ความสามารถ ความช านาญการ ทั้งภาคทฤษฎ และปฏบัต ผู้ทประสบผลส าเรจในอาชพของตนเอง
็
ี
ี
้
ู
่
้
ู
้
จะต้องมการค้นคว้า หาความรจากแหล่งเรยนรต่าง ๆ เพือเพิ่มพูนความรความสามารถให้สอดคล้องกับ
ู
ี
่
ี
การเปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทจะจัดการอาชพให้ได้ผลส าเรจนั้นจ าเปนต้องมปจจัยหลายด้าน การ
ี
ั
็
็
ี
่
่
็
ี
่
ื
ี
ึ
่
ี
เรยนรปจจัยด้านศักยภาพหลักของพื้นท เปนเรองทส าคัญเรองหนงทต้องเรยนร ้ ู
ี
่
่
้
ี
ื
่
ั
ู
ี
เรองที่ 1 ความหมายความสาคัญของศกยภาพหลักของพื้นที่ในการพัฒนาอาชพ
ื่
ั
่
้
ี
ู
ี
้
ู
ี
ี
่
่
การใช้ทักษะการเรยนรในการเรยนรเกียวกับศักยภาพหลักของพื้นทเพือเพิ่มขดความสามารถใน
ี
ั
ิ
็
่
การพัฒนาอาชพเปนส่งจ าเปน เพราะในสภาพการปจจบันทผ่านมาประเทศไทยจะสามารถยกระดับ
ุ
ี
็
ึ
่
่
ึ
ุ
ี
ี
คณภาพการศกษาให้ประชาชนในแต่ละพื้นทมงานท าแล้วในระดับหนง แต่ด้วยพลวัตของโลกท ี ่
ุ
่
ู
เปลยนแปลงอย่างรวดเรว และรนแรงของสังคมโลกดังกล่าวได้ส่งผลต่อสังคมไทย ให้เข้าส่สังคมแห่ง
็
ี
ึ
ั
ุ
ี
่
การแข่งขันอย่างหลกเลยงไม่ได้ ความอยู่รอดของประเทศ ปจจบันข้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขัน
ี
ุ
ึ
ี
์
และการพัฒนาศักยภาพของประเทศให้เกิดประโยชนสงสด ประเทศไทยจงต้องเพิ่มขดความสามารถใน
ู
การแข่งขันในระดับโลก จากรายงานของสถาบันเพือการพัฒนาการจัดการ(IMD) การจัดอันดับของ IMD
่
ในรอบ 10 ปทผ่านมา ประเทศไทยถกจัดอันดับสมรรถนะหรอความสามารถในการแข่งขันอยู่กลางๆ
ื
ู
ี่
ี
ี
ค่อนไปทางท้าย โดยเปรยบเทยบแล้วอยู่ต ากว่า ประเทศสงคโปร ไต้หวัน เกาหลใต้ ฮ่องกง และ มาเลเซย
ี
ี
์
ิ
่
ี
ี
่
ี
ุ
มาตลอด การจัดล าดับประเทศไทย โดย IMD ใน 2 ปล่าสด (พ.ศ. 2552-2553) ไทยอยู่อันดับท 26 จาก
ึ
่
่
่
ื
็
ึ
ุ
ึ
ี
ี
อันดับท 58 สมรรถนะทต าหรอเปนจดอ่อนของประเทศไทยด้านหนงคอ สมรรถนะด้านการศกษา ซงอยู่
่
ื
่
่
ื
ี
ี
่
ุ
ี
ในอันดับทประมาณ 40 กว่าจาก 58 ประเทศ ตัวอย่างส าคัญทเหนได้เด่นชัดทสด คอ ในป 2015 จะมการ
ี
ี
็
่
ึ
ิ
ิ
ี
ื
รวมตัวกันของกล่มประเทศ ASEAN จะเร่มต้นข้น เกิดความเคลอนไหวอย่างเสรของสนค้า บรการ การ
ุ
ิ
่
ี
ี
ลงทน และแรงงานฝมอ หากประเทศไทยไม่เตรยมพรอม และไม่สามารถแข่งขันในเวทระดับภมภาคได้
ื
ิ
ู
ี
้
ุ
ี
ี
ึ
ึ
ุ
จะท าให้เสยเปรยบประเทศเพื่อนบ้าน การยกระดับคณภาพการศกษา จงต้องยกระดับความสามารถใน
ิ
ุ
็
การแข่งขันด้วย และไม่เพียงแต่ในภมภาคอาเซยนเท่านั้น หากแต่จะต้องเปนทกภูมภาคของโลก เพราทก
ู
ี
ิ
ุ
ี
ิ
่
ึ
่
ู
ี
ี
ิ
็
ิ
ี
ภมภาคไม่ว่าจะเปนพื้นททเจรญแล้ว หรอก าลังพัฒนาก็ตาม ล้วนมโอกาสทซ่อนอยู่ทั้งส้น หากการศกษา
ื
่
็
์
่
ี
่
ี
ี
้
สรางคนทมความรความสามารถ มวิสัยทัศน สามารถมองเหนโอกาสทซ่อนอยู่ จะท าให้ประเทศยืนอยู่
้
ู
ี
บนเวทโลกได้อย่างมั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ี
164
ี
ุ
์
ิ
ึ
ด้วยเหตน้ การศกษาต้องเร่มต้นจากการวิเคราะห และค้นหาศักยภาพภายในออกมาก่อน และ
ู
ู
็
ควบค่ไปกับท าความเข้าใจการเปนไปของโลก จงต้อง “ดเรา ดโลก” คอ เข้าใจตัวเอง และเข้าใจว่าโลก
ื
ึ
ู
ี
ิ
ุ
ุ
หมนไปทางใด เพือวิ่งไปโดยไม่ท้งใครไว้ข้างหลัง มความรเท่าทันทนนยม และรข้อจัดก าจัดของเรา และ
ิ
ู
้
ู
่
้
ี
่
ื
ู
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมอประเทศไทยก าลังจะก้าวเข้าส่ประชาคมอาเซยนในป 2558 ประเทศไทยจ าเปนท ี่
ี
็
ี
จะต้องเตรยมความพรอมให้กับประชาชน ในการตั้งรบเขตการค้าเสร ทั้งสนค้าและแรงงานทจะไหลเข้า
ิ
้
่
ี
ี
ั
่
ุ
่
ึ
ี
็
้
ี
มา ภายใต้เขตเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมทเปนหนงเดยว โดยการสนับสนนให้เกิดการสรางองค์
ู
้
้
้
ู
ความรในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสรางองค์ความรผ่านกลไกการสรางงานวิจัยด้านสังคม ให้เท่าเทยมกับ
ี
้
งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร
์
ึ
กระทรวงศกษาธการ ได้ก าหนดยุทธศาสตรการพัฒนาการศกษาในการพัฒนา 5 ศักยภาพของ
ึ
์
ิ
ี
ี
พื้นทใน 5 กล่มอาชพใหม่ ให้สามารถแข่งขันใน 5 ภูมภาคหลักของโลก เพื่อพัฒนาใน 5 ศักยภาพของ
ิ
่
ุ
ี
่
ี
ู
ื
่
ิ
ิ
่
ี
พื้นทคอ 1. ศักยภาพของธรรมชาตในแต่ละพื้นท 2. ศักยภาพของพื้นทตามลักษณะภมอากาศ 3. ศักยภาพ
ี
้
ของภมประเทศและท าเลทตั้งของแต่ละพื้นท 4. ศักยภาพของศลปวัฒนธรรม ประเพณ องค์ความร
่
ู
ิ
ี
ู
ี
่
ิ
ี
ึ
ี
ั
ภมปญญา และวิถชวิตของแต่ละพื้นท 5. ศักยภาพของทรพยากรมนษย์ในแต่ละพื้นท ทั้งน้ ค านงถงการ
ี
่
ี
ึ
ุ
ู
ี
ั
ิ
่
ุ
พัฒนาหลักสตรตาม 5 กล่มอาชพ คอ เกษตรกรรม อตสาหกรรม พาณชยการ ความคดสรางสรรค์ และ
้
ุ
ี
ู
ิ
ิ
ื
การอ านวยการและอาชพเฉพาะทาง”
ี
็
ึ
ี
่
ศักยภาพ (Potential) หมายถง ความสามารถในตัวคนแต่ละคนเปนพลังภายใน พลังทซ่อนไว้
ี
่
หรอพลังแฝงทยังไม่ได้แสดงออกมาให้ปรากฏ หรอออกมาบ้างแต่ไม่หมด
ื
ื
ี
์
ึ
็
่
ี
ี
การวิเคราะห คอ การแยกแยะส่งทจะพิจารณาออกเปนส่วนย่อย ทมความสัมพันธกัน รวมถง
่
ิ
์
ื
สบค้นความสัมพันธส่วนย่อยเหล่านั้น
ื
์
ิ
ึ
่
ั
ี
ศักยภาพหลักของพื้นที่ หมายถง ศักยภาพของทรพยากรธรรมชาตในแต่ละพื้นท ศักยภาพของ
ี
่
่
ี
่
ิ
พื้นทตามหลักภมอากาศ ศักยภาพของภมประเทศ และท าเลทตั้งของแต่ละพื้นท ศักยภาพของศลปะ
ี
ู
ิ
ู
ิ
ั
ุ
วัฒนธรรม ประเพณ และวิถชวิตของแต่ละพื้นท และศักยภาพของทรพยากรมนษย์ในแต่ละพื้นท ่ ี
ี
่
ี
ี
ี
ี
ื่
ั
์
เรองที่ 2 การวิเคราะหศกยภาพหลักของพื้นที่ในการพัฒนาอาชพ
1. ศกยภาพของทรพยากรธรรมชาติในแตละพื้นที่ หมายถง ส่งต่าง ๆ (ส่งแวดล้อม) ทเกิดข้นเอง
ิ
ึ
ึ
ิ
่
ี
ั
่
ั
์
ิ
่
่
ิ
ุ
ตามธรรมชาตและมนษย์ สามารถน ามาใช้ประโยชนได้ เช่น บรรยากาศ ดน น ้า ปาไม้ ท่งหญ้า สัตว์ปา
ุ
็
ุ
่
ุ
แร่ธาต พลังงาน และก าลังแรงงานมนษย์ เปนต้น ดังนั้น การแยกแยะเพือน าเอาศักยภาพของ
ทรพยากรธรรมชาตในแต่ละพื้นทเพือน ามาใช้ประโยชนในด้านการประกอบอาชพต้องพิจารณาว่า
ั
ี
ี
ิ
่
่
์
่
ื
ทรพยากรทางธรรมชาตทจะต้องน ามาใช้ในการประกอบอาชพในพื้นทมหรอไม่มเพียงพอหรอไม่ ถ้าไม่
ิ
ี
ี
่
ั
ี
ื
ี
ี
ี
ื
่
ี
ิ
ม ผู้ประกอบการต้องพิจารณาใหม่ว่าจะประกอบอาชพทตัดสนใจเลอกไว้หรอไม่ เช่น การผลตน ้าแร่
ี
ื
ิ
่
ธรรมชาต แต่ในพื้นทไม่มตาน ้าไหลผ่านและไม่สามารถขุดน ้าบาดาลได้ ซงผู้ประกอบการจะต้อง
ิ
่
ี
ึ
ี
165
ิ
ี
ื่
ี
ี
ื
ี
ี
ี
พิจารณาว่ายังจะประกอบอาชพน้อกหรอไม่ และถ้าต้องการประกอบอาชพน้จรงๆเนองจากตลาดมความ
ิ
่
ื
ุ
ี
ุ
ต้องการมาก็ต้องพิจารณาว่าการลงทนหาแร่ธาตทจะมาใช้ในการผลตค้มหรอไม่
ุ
่
2. ศกยภาพของพื้นทีตามหลักภูมิอากาศ หมายถง ลักษณะของลมฟาอากาศทมอยู่ประจ าท้องถ่น
ึ
ั
่
ี
ิ
ี
้
่
ึ
ี
ิ
ุ
ู
ื
ิ
ใดท้องถ่นหนงโดยพิจารณาจากค่าเฉลยของอณหภมประจ าเดอน และปรมาณน ้าฝนในช่วงระยะเวลา
่
ิ
ื
็
ี
ต่างๆของป เช่นภาคเหนอของประเทศไทยมอากาศหนาวเย็นหรอเปนแบบสะวันนา (Aw) คอ อากาศ
ี
ื
ื
ู
ื
้
่
รอนช้นสลับกับฤดแล้งเกษตรกรรม กิจกรรมทท ารายได้ต่อประชากรในภาคเหนอ ได้แก่ การท าสวน
ื
ี
ื
ี
็
้
ู
ี
ี
่
ี
ท าไร่ ท านา และเล้ยงสัตว์ภาคใต้เปนภาคทมฝนตกตลอดทั้งป ท าให้เหมาะแก่การปลกพืชเมองรอน
ี
ุ
ู
็
ื
่
ี
็
ทต้องการความช่มช้นสง เช่น ยางพารา ปาล์มน ้ามัน เปนต้น ดังนั้นการประกอบอาชพอะไรก็ตามจ าเปน
พิจารณาสภาพภูมอากาศด้วย
ิ
ึ
่
่
ี
่
่
3. ศกยภาพของภูมิประเทศและท าเลทีตังของแตละพื้นที หมายถง ลักษณะของพื้นทและท าเล
้
ั
่
ี
ทตั้งในแต่ละจังหวัด ซงมลักษณะแตกต่างกัน เช่น เปนภูเขา ทราบสง ทราบล่ม ทราบชายฝ่ง ส่งทเราต้อง
ุ
ี
่
็
ั
่
ิ
ี
่
ี
ึ
ี
ู
ี่
่
ู
่
ี
ศกษาเกียวกับลักษณะภมประเทศ เช่น ความกว้าง ความยาว ความลาดชัน และความสงของพื้นท เปนต้น
่
ิ
ู
ึ
็
ื
ี
ึ
็
ซงในการประกอบอาชพใดๆก็ตามไม่ว่าจะเปนการผลต การจ าหน่าย หรอการให้บรการก็ตามจ าเปนต้อง
่
็
ิ
ิ
ี
่
พิจารณาถงท าเลทตั้งทเหมาะสม
่
ี
ึ
ี่
4. ศกยภาพของศลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชวิตของแตละพื้นที่ จากการทประเทศ
่
ั
ิ
ี
ไทยมสภาพภมประเทศ ภมอากาศ และทรพยากรธรรมชาตทแตกต่างกันออกไปในแต่ละภาค จงมความ
ิ
ู
่
ู
ิ
ี
ี
ี
ั
ึ
ิ
ี
แตกต่างกันในการด ารงชวิตของประชากรทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณ และการประกอบอาชพระบบการ
ี
ี
เกษตรกรรม สังคมไทยเปนสังคมเกษตรกรรม (Agricultural society) กล่าวคอ ประชากรรอยละ 80
ื
็
้
ี
ี
ื
ี
ี
ประกอบอาชพเกษตรกรรม หรอกล่าวอกนัยหนงได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่มวิถชวิตผูกพันกับระบบการ
่
ึ
ี
ี่
็
เกษตรกรรม และระบบการเกษตรกรรมนเอง ได้เปนทมาของวัฒนธรรมไทยหลายประการ เช่น ประเพณ ี
ี่
ขอฝน ประเพณลงแขก และการละเล่นเต้นก าราเคยว เปนต้น
ี
ี
็
ุ
ึ
็
5. ศกยภาพของทรพยากรมนุษยในแตละพื้นที หมายถง เปนการน าศักยภาพของแต่ละบคคล
ั
่
่
์
ั
้
ี
ี
ิ
ุ
่
ในแต่ละพื้นทมาใช้ ในการปฏบัตงานให้เกิดประโยชนสงสด และสรางให้แต่ละบคคลเกิดทัศนคตทดต่อ
์
ิ
ิ
ุ
ี
่
ู
่
่
องค์การ ตลอดจนเกิดความตระหนักในคณค่าของตนเอง เพือนร่วมงานและองค์การ เมอพิจารณาถง
ึ
ุ
ื
ั
ิ
ั
ี
่
ุ
ู
ู
้
ทรพยากรมนษย์ในแต่ละพื้นท โดยเฉพาะภมปญญาไทย แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป ความรสมัยใหม่จะ
้
ู
ั
่
ี
ิ
หลั่งไหลเข้ามามาก แต่ภมปญญาไทยก็สามารถปรบเปลยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย เช่นการรจักน า
ู
ั
เครองยนต์มาตดตั้งกับเรอ ใส่ใบพัดเปนหางเสอ ท าให้เรอสามารถแล่นได้เรวข้น เรยกว่า เรอหางยาว การ
็
ื
ื
ิ
ื
็
่
ื
ื
ี
ึ
ู
ื้
ิ
รจักท าการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถพลกฟนคนธรรมชาตให้อดมสมบูรณแทนสภาพเดมทถก
์
ี
้
ู
ื
ิ
่
ุ
ิ
ู
ิ
ิ
ื
ี
ิ
้
ิ
ิ
ุ
ท าลายไป การรจักออมเงน สะสมทนให้สมาชกกู้ยืม ปลดเปล้องหน้สน และจัดสวัสดการแก่สมาชก จน
ชมชนมความมั่นคง เข้มแข็ง สามารถช่วยตนเองได้หลายรอยหมู่บ้านทั่วประเทศ เช่นกล่มออมทรพย์
ุ
ั
้
ี
ุ
ี
ุ
ุ
ครวง จังหวัดนครศรธรรมราชจัดในรปกองทนหมนเวียนของชมชน
ี
ุ
ู
ี
166
็
จะเหนได้ว่า การวิเคราะหศักยภาพมความส าคัญและจ าเปนต่อการพัฒนาอาชพให้เข้มแข็งมาก
ี
ี
็
์
ั
์
ั
หากได้วิเคราะหแยกแยะศักยภาพของตนเองอย่างรอบด้าน ปจจัยภายในตัวตนผู้ประกอบการ ปจจัย
์
ุ
ภายนอกของผู้ประกอบการ โอกาสและอปสรรคในการประกอบธรกิจการค้า ยิ่งวิเคราะหได้มากและ
ุ
ื
ู
ถกต้องแม่นย ามาก จะท าให้ผู้ประกอบการรจักตนเอง อาชพของตนเองได้ดยิ่งข้นเหมอนค ากล่าว
ี
ู
ึ
้
ี
้
รเขา รเรา รบรอยคร้ง ชนะทั้งรอยคร้ง
้
้
ั
ู
้
ั
ู
่
ื่
ั
้
ี
เรองที่ 3 ตัวอยางอาชพที่สอดคลองกับศกยภาพหลักของพื้นที่
ี
้
่
่
1. กลุมอาชพใหมดานเกษตรกรรม
กล่มการผลต เช่น การผลตไม้ดอกเพือการค้า การผลตปยอนทรย์ การผลตไก่อนทรย์
่
ิ
ุ
ิ
ิ
ี
ิ
ิ
ิ
ุ
๋
ี
ู
ี
ู
ุ
ุ
กล่มแปรรป เช่น การแปรรปปลานลแดดเดยว การแปรรปท าไส้กรอกจากปลาดก
ิ
ู
ุ
กล่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเกษตรแบบยั่งยืน การเกษตรผสมผสานตามแนวทาง
ี
เกษตรทฤษฎใหม่ และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การฝกอบรมเกษตรทางเลอก ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง
ึ
ื
ี
ี
่
ตัวอยางอาชพ การปลูกพืชผักโดยวิธเกษตรธรรมชาติ
ู
ั
ปจจบันการเพาะปลกของประเทศไทยประสบปญหาหลายประการทส าคัญ ประการแรก คอ
ี่
ั
ื
ุ
ี
็
่
ิ
ุ
์
่
่
ี
ั
พื้นทท าการเกษตรส่วนใหญ่เปนดนทขาดความอดมสมบูรณ ประการทสองเกษตรกรประสบปญหา
ี
ื
็
ั
ึ
ู
ี
่
ื
ี
่
แมลงศัตรรบกวนและหนทางทเกษตรกรเลอกใช้แก้ปญหาส่วนใหญ่ก็คอสารเคมฆ่าแมลง ซงเปน
ิ
ั
ิ
อันตรายต่อเกษตรกรผู้ผลตและผู้บรโภค และเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม ทางการแก้ปญหาดังกล่าวตาม
ั
ิ
ื
ิ
ี่
ุ
ิ
แนวพระราชด ารของพระบาทสมเด็จพระปรมนทรมหาภูมพลอดลยเดช (รชกาลท 9) ก็คอ “แนวทาง
ี่
ุ
ิ
็
ิ
ี
ี่
ึ
ิ
็
่
็
ิ
์
การเกษตรธรรมชาตแบบยั่งยืน” ซงจะเปนแนวทางทจะท าให้ดนเปนดนทมความอดมสมบูรณ เปนดนท ี่
ี
ี
่
ี
ี
มชวิต มศักยภาพในการผลตและให้ผลผลตทางการเกษตรทปลอดภัยจากสารพิษต่าง ๆ ทางการเกษตร
ิ
ิ
ิ
ดังนั้น ผู้เรยนควรมความร ความเข้าใจ ทักษะและเจตคตเกียวกับแนวพระราชด ารของพระบาทสมเด็จ
้
ู
ี
ิ
่
ี
ิ
ิ
ุ
๋
ี
ิ
พระปรมนทรมหาภูมพลอดลยเดช (รชกาลท 9) หลักเกษตรธรรมชาต การปรบปรงดนโดยใช้ปยอนทรย์
ุ
ี่
ั
ุ
ิ
ั
ิ
ิ
ี
้
ี
และปยชวภาพ ดนและอนทรยวัตถในดน ชมแปลงสาธต - ทดลองเกษตรธรรมชาต การปองกันและ
ุ
ิ
ุ
ิ
๋
ิ
ิ
ู
่
้
ุ
ี
ู
ิ
ก าจัดศัตรพืชโดยวิธเกษตรธรรมชาต การท าสมนไพรเพือปองกันและก าจัดศัตรพืช มาตรฐานเกษตร
ิ
๋
ุ
ิ
ึ
ธรรมชาต ศฝก. ฝกปฏบัตการท าปยหมัก ปยน ้าชวภาพและน ้าสกัดชวภาพ ฝกปฏบัตการเพาะกล้าและฝก
ึ
ิ
ิ
ี
ิ
ึ
ี
ุ
๋
ิ
ิ
ิ
ปฏบัตงานในแปลงเกษตร มาตรฐานเกษตรธรรมชาต MOA มาตรฐานเกษตรธรรมชาต ศฝก. การจัด
ิ
ู
ิ
ิ
ดอกไม้ การแปรรปผลผลตการเกษตร การวางแผนการปลกพืชผักโดยวิธเกษตรธรรมชาตในอนาคต การ
ู
ี
ตดตามผลและให้ค าแนะน า
ิ
167
ี
้
่
การวิเคราะห 5 ศกยภาพของพื้นที ในกลุมอาชพใหมดานเกษตรกรรม
่
์
ั
่
ั
ที่ ศกยภาพ รายละเอียดที่ควรพิจารณาในประเด็น
ิ
ั
1 การวิเคราะห ทรพยากรธรรมชาต ิ - ดนมความสมบูรณ ์
ี
์
ี
ู
ในแต่ละพื้นท ่ ี - ไม่มแมลงศัตรรบกวน
ี
ุ
่
่
ี
็
- มแหล่งน ้า และลักษณะภมประเทศทเปนทราบล่มแม่น ้า
ี
ู
ิ
ี่
ุ
์
ทอดมสมบูรณเหมาะสมในการท าการเกษตร
ู
2 การวิเคราะห พื้นทตามลักษณะ ฤดกาล ภมอากาศเหมาะสมต่อการปลกพืชผัก เช่น ไม่อยู่ในพื้นท ี ่
่
ู
ี
ิ
์
ู
้
ภูมอากาศ น ้าท่วม มอากาศเย็นไม่รอนจัด
ี
ิ
็
ิ
ี
่
์
3 การวิเคราะห ภมประเทศ และท าเลทตั้ง - เปนฐานการผลตทางการเกษตร
ิ
ู
ี
ของแต่ละพื้นท ่ ี - มแหล่งชลประทาน
- ไม่มความเสยงจากภัยธรรมชาตทมผลความเสยหายรนแรง
ี
่
ี
ี่
ิ
ี
ี
ุ
ี
ี
่
- มพื้นทพอเพียงและเหมาะสม
ี
- มการคมนาคมทสะดวก
ี่
ี
ี
ิ
์
ี
4 การวิเคราะห ศลป วัฒนธรรม ประเพณ - มวิถชวิตเกษตรกรรม
ี
ี
ี
ี
และวิถชวิตของแต่ละพื้นท ี ่ - ประชาชนสนใจในวิถธรรมชาต ิ
ิ
ั
ั
่
5 การวิเคราะห ทรพยากรมนษย์ - มภูมปญญา/ผู้ร เกียวกับเกษตรธรรมชาต ิ
้
์
ู
ุ
ี
ี
ู
ิ
ุ
ในแต่ละพื้นท ี ่ - มกระแสการสนับสนนเกษตรธรรมชาตจากสังคมสง
่
่
2. กลุมอาชพใหมดานอุตสาหกรรม
ี
้
้
ภาคการผลิต ไดแก ่
้
่
ื
ุ
กลุมไฟฟาและอิเล็กทรอนกส เช่น ช่างไฟฟาอตสาหกรรม ช่างเชอมโลหะด้วย
่
์
ิ
้
้
่
ื
ิ
ไฟฟาและแก๊ส ช่างเชอมเหล็กดัด ประตู หน้าต่าง ช่างเดนสายไฟฟาภายในอาคาร ช่างเดนสายและตดตั้ง
้
ิ
ิ
์
ุ
อปกรณไฟฟา
้
้
ื
กลุมเสอผา สงทอ เช่น การท าซลค์สกรน การท าผ้ามัดย้อมและมัดเพนท์ การท าผ้า
่
้
ิ
ี
่
ิ
ด้วยกีกระตก การท าผ้าบาตค
ิ
ุ
่
ื
ุ
่
่
กลุมเครองยนต เช่น การซ่อมรถจักรยานยนต์และเครองยนต์ ช่างเครองยนต์ชมชน
ื
์
่
่
ื
ช่างเคาะตัวถังรถยนต์
168
กลุมศลปะประดิษฐและอัญมณี เช่น การแกะสลักวัสดอ่อนเบ้องต้น การข้นรป
ึ
ู
ื
์
ุ
่
ิ
ิ
ุ
กระถางต้นไม้ด้วยแปนหมน การท าของช าร่วยด้วยเซรามค การออกแบบเครองโลหะและรปภัณฑ์
ู
้
ื
่
อัญมณ ี
่
่
ี
ตัวอยางอาชพ การเปนตัวแทนจ าหนายที่พักและบรการทองเที่ยวในแหลงทองเที่ยว
่
่
่
็
ิ
่
เชงวัฒนธรรม ในกลุมประเทศภูมิภาคอาเซยนโดยใชคอมพิวเตอรอินเทอรเนต
ิ
์
ี
็
้
์
่
ื
ื
ื
่
่
ี
ิ
่
ี
็
ึ
ี
สบเนองจากความเปลยนแปลงของประชาคมโลกทมการตดต่อสอสารกันมากข้นอย่างรวดเรว
ิ
ึ
ี
ี
และกล่มประเทศอาเซยนได้มนโยบายให้เกิดประชาคมอาเซยนข้น ซงหมายถงคนในภมภาคดังกล่าว
ึ
่
ี
ู
ุ
ึ
ิ
ี
่
ึ
ี
ี
ู
จะตดต่อไปมาหาส่กันมากข้น และในการน้การเดนทางท่องเทยวของประชาชนก็จะมมากข้นจากความ
ึ
ิ
ี
ู
่
ุ
้
ิ
ี
่
่
สนใจใคร่รใคร่เหนเกียวกับประเพณวัฒนธรรมของชาตเพือนบ้าน การท่องเทยวเปนอตสาหกรรมบรการ
็
็
ิ
ุ
ี
่
ี
ทมการเจรญเตบโตอย่างรวดเรวทั่วโลก โดยมเอกลักษณเฉพาะตัวซงแตกต่างจากอตสาหกรรมประเภท
่
ึ
์
ิ
็
ี
ิ
็
้
อนๆ คอการสรางรายได้เปนเงนตราต่างประเทศเข้าประเทศเปนจ านวนมหาศาล เมอเทยบกับรายได้จาก
็
ื
ื่
ี
ื
่
ิ
ุ
่
สนค้าอน ๆ การขยายตัวของอตสาหกรรมการท่องเทยวดังกล่าว ท าให้ธรกิจทเกียวข้องกับการท่องเทยว
ิ
ื่
่
ี
่
ี
ี
ุ
่
ู
ได้แก่ ธรกิจโรงแรม รานอาหาร คมนาคม และขนส่ง มการขยายตัวตามไปด้วยและการท่องเทยวยังถกใช้
่
ี
ุ
ี
้
้
ู
ิ
เปนเครองมอในการกระจายรายได้และความเจรญไปส่ภมภาคต่าง ๆ ก่อให้เกิดการสรางงานสรางอาชพ
ี
็
ิ
ื
่
้
ู
ื
ิ
ั
ี
ุ
ุ
ิ
ให้แก่ชมชนในท้องถ่น และยังมบทบาทในการกระต้นให้เกิดการผลตและการน าเอาทรพยากรธรรมชาต ิ
่
่
ิ
ู
ิ
ี
ต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชนอย่างเหมาะสม โดยอยู่ในรปของสนค้าและบรการเกียวกับการท่องเทยว
์
่
ี
็
่
ิ
ดังนั้น การรวบรวมน าเสนอข้อมูลการให้บรการเกียวกับการท่องเทยวโดยการเปนตัวกลางระหว่างสถาน
ึ
ี
็
ิ
ู
่
ี
ประกอบการ/ผู้ประกอบการกับผู้ใช้บรการ จงเปนอาชพทน่าสนใจและมโอกาสก้าวหน้าสง ดังนั้น
ี
ิ
ู
ุ
้
ี
ึ
ี
่
่
ิ
ี
ผู้เรยนจงควรมความร ความเข้าใจ ทักษะ และเจตคตเกียวกับธรกิจทพักและการให้บรการการท่องเทยว
ี
่
ิ
เชงวัฒนธรรมในกล่มประเทศอาเซยน การใช้คอมพิวเตอรอนเทอรเนตส าหรบการเปนตัวแทนจ าหน่าย
ิ
็
ั
์
็
ุ
ี
์
ิ
์
ระหว่างเจ้าของ/ผู้ประกอบการการท่องเทยวเชงวัฒนธรรมกับผู้ใช้บรการผ่านทางอนเทอรเนต
็
ิ
ิ
ี
่
ิ
ุ
การเจรจาต่อรองในฐานะตัวแทนจ าหน่าย การประเมนผลและพัฒนาธรกิจของตน
169
ี
่
้
่
ั
์
่
การวิเคราะห 5 ศกยภาพของพื้นที ในกลุมอาชพใหมดานอุตสาหกรรม
ั
ที่ ศกยภาพ รายละเอียดที่ควรพิจารณาในประเด็น
่
์
1 การวิเคราะหทรพยากรธรรมชาต ิ ข้อมูลของแหล่งท่องเทยว
ี
ั
ในแต่ละพื้นท ี ่
่
์
ิ
ู
ี
ี
2 การวิเคราะหพื้นทตามลักษณะภมอากาศ แหล่งท่องเทยวมบรรยากาศทเหมาะสม
่
ี
่
ี
่
ู
์
ี
่
ี
3 การวิเคราะหภมประเทศ และท าเลทตั้ง มท าเลทตั้งในชมชน สังคม ทมการคมนาคมสะดวก
ุ
ี
ี
่
ิ
ี
ของแต่ละพื้นท ่ ี
ุ
ี
ิ
4 การวิเคราะหศลปะ วัฒนธรรม ประเพณ - ทนทางสังคมและวัฒนธรรม การบรโภคของตลาดโลกมี
์
ิ
ี
ิ
ี
ิ
ึ
และวิถชวิตของแต่ละพื้นท ี ่ แนวโน้มกระแสความนยมสนค้าตะวันออกมากข้น
็
ิ
ี
ิ
ี
ี
ี
- มศลปะ วัฒนธรรม ประเพณ และวิถชวิตแบบดั้งเดม และเปน
เอกลักษณ ์
์
ี
ื
ี
ั
5 การวิเคราะหทรพยากรมนษย์ แรงงานมทักษะฝมอและระบบประกันสังคม และมความสามารถ
ุ
ี
ในแต่ละพื้นท ี ่ ในการใช้เทคโนโลยี
่
3. กลุมอาชพใหมดานพาณิชยกรรม
้
่
ี
การคาและเศรษฐกิจพอเพียง ไดแก ่
้
้
ุ
กลุมพัฒนาผลิตภัณฑ การออกแบบและพัฒนาบรรจภัณฑ์เพื่อชมชน
ุ
์
่
ิ
การพัฒนาผลตภัณฑ์เพื่อชมชน การพัฒนาและออกแบบผลตภัณฑ์
ิ
ุ
การขายสนคาทางอินเทอรเนต (E-Commerce) การสรางรานค้าทางอนเทอรเนต
ิ
์
้
็
์
้
็
ิ
้
ี
ุ
กลุมผูประกอบการ เช่น การประกอบการธรกิจชมชน รานค้าปลกกล่มแม่บ้าน
้
ุ
ุ
่
้
และวิสาหกิจชมชน
ุ
ี
ตัวอยางอาชพ โฮมสเตย ์
่
ื
ิ
อาชพโฮมสเตย์ เปนการประกอบอาชพโดยน าต้นทนทางสังคม คอ ทรพยากรธรรมชาตและ
ี
ี
ั
ุ
็
ี
่
ิ
ิ
ู
ุ
ิ
ั
่
ี
่
ส่งแวดล้อมมาบรหารจัดการเพือเพิ่มมูลค่าจงใจให้นักท่องเทยวเข้ามาสัมผัสกับการท่องเทยวเชงอนรกษ์
ในรปแบบโฮมสเตย์ ในการจัดการศกษาวิชาอาชพโฮมสเตย์ ยึดหลักการของการศกษาตลอดชวิต โดย
ี
ึ
ี
ึ
ู
ุ
ให้สังคมเข้ามามส่วนร่วมในการจัดการศกษา เน้นการพัฒนาสาระและกระบวนการเรยนรโดยใช้ชมชน
ึ
ี
้
ี
ู
้
ู
ี
เปนฐาน ควบค่กับสรางองค์ความรในการประกอบอาชพโฮมสเตย์ ภายใต้ยุทธศาสตรการใช้ต้นทนทาง
็
ู
ุ
้
์
170
ุ
ั
ุ
ุ
ุ
ิ
้
ุ
ี
ธรรมชาต ทนทรพยากรบคคล ทนภมปญญาและแหล่งเรยนร ทนทางวัฒนธรรม ทนงบประมาณของ
ู
ู
ั
ิ
้
ู
ี
้
ู
ึ
ุ
ั
็
ี
รฐ และทนทางความรมาใช้จัดกิจกรรมการเรยนร การจัดการศกษาอาชพโฮมสเตย์ เปนการจัดการ
ี
ี่
กิจกรรมการเรยนรทเสรมสรางศักยภาพให้ผู้เรยนได้มความร และสามารถพัฒนาตนเองและกล่มไป
ู
้
ิ
ู
้
้
ุ
ี
ี
ี
ื
ู
ส่การบรหารจัดการทมมาตรฐาน เปนไปตามหลักการของโฮมสเตย์ น าไปส่การเชอมโยงองค์ความร ้ ู
็
่
ี
ิ
่
ู
์
ึ
ี
ี
่
ทหลากหลาย ซงเกิดจากฝกประสบการณโดยการจัดท าโครงการประกอบอาชพโฮมสเตย์ ดังนั้น ผู้เรยน
ี
ึ
่
้
ิ
ี
่
่
ี
ึ
ี
์
จงควรมความร ความเข้าใจ ทักษะและเจตคตเกียวกับสถานการณการท่องเทยว นโยบายการท่องเทยว
ู
่
ี
่
ของประเทศไทย ความรพื้นฐาน และมาตรฐานการจัดการโฮมสเตย์ การจัดกิจกรรมน าเทยว การต้อนรบ
ั
ู
้
้
นักท่องเทยว การบรการ มัคคเทศก์ การสรางเครอข่ายการท่องเทยวโฮมสเตย์ การประกอบอาหาร การ
ี
่
ิ
ี
ุ
่
ื
ิ
่
ี
ื
่
ปฐมพยาบาลเบ้องต้น ภาษาอังกฤษเพือการท่องเทยวและ การบรหารจัดการ
่
่
์
ี
้
การวิเคราะห 5 ศกยภาพของพื้นที ในกลุมอาชพใหมดานพาณิชยกรรม
่
ั
ั
ที่ ศกยภาพ รายละเอียดที่ควรพิจารณาในประเด็น
์
ั
่
ี
ุ
1 การวิเคราะหทรพยากรธรรมชาตใน - มแหล่งท่องเทยวทเปนจดสนใจ ชวนให้ผู้คนมาเทยว และ
ี่
็
ิ
ี
่
ี
แต่ละพื้นท ่ ี พักค้างคน
ื
ี
่
ี
ี
ึ
่
ิ
- มโปรแกรมทน่าสนใจในการศกษาธรรมชาต และพักผ่อนทด ี
ื
่
ู
- ไม่ถกรบกวนจากแมลงและสัตว์อน ๆ
ี
ู
่
ี
ี
่
2 การวิเคราะหพื้นทตามลักษณะภมอากาศ - ใกล้แหล่งน ้า ทะเล มทวทัศนทสวยงาม
ิ
์
ิ
์
ิ
- ภูมอากาศไม่แปรปรวนบ่อย ๆ
ี
ู
์
ี
ิ
3 การวิเคราะหภมประเทศ และท าเลทตั้ง - มท าเลทตั้งพอดไม่ใกล้ไกลเกินไป
่
ี
่
ี
ี
ิ
ของแต่ละพื้นท ่ ี - มการคมนาคมสะดวกในการเดนทาง
ื
ื
- ข้อมูลแต่ละพื้นททเราเลอกอยู่ใกล้จดท่องเทยวหรอไม่ สะดวกใน
่
่
ี
ุ
ี
ี
่
ู
ื
ี
ิ
่
การเดนทางด้วยความปลอดภัยเพียงใด มค่แข่งทส าคัญหรอไม่
ี
่
ี
็
่
4 การวิเคราะหศลปะ วัฒนธรรม ประเพณ เปนแหล่งท่องเทยวทางวัฒนธรรมทเปนธรรมชาต อยู่ในพื้นทม ี
่
ี
ิ
ี
ิ
็
์
ี
์
ี
ี
่
ี
ี
่
ี
และวิถชวิตของแต่ละพื้นท ี ่ การประชาสัมพันธทดจากองค์กรท่องเทยว
ี
ี่
ี
์
ุ
5 การวิเคราะหทรพยากรมนษย์ - มผู้ประกอบการ และแรงงานทมความรความสามารถ
้
ั
ู
ี
่
ื
ี
็
ิ
ุ
ในแต่ละพื้นท ี ่ - มความร่วมมอจากชมชนในด้านการเปนมตรกับแขกทมาใช้
บรการ
ิ
171
่
4. กลุมอาชพใหมดานความคิดสรางสรรค ์
ี
้
้
่
้
คอมพิวเตอรและธุรการ ไดแก ่
์
Software
ิ
้
่
กลุมออกแบบ เช่น โปรแกรม AUTO CAD เพืองานออกแบบก่อสราง ออกแบบช้นส่วน
่
์
ุ
อตสาหกรรม เขยนแบบเครองกลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร Solid Work
ี
ื่
ั
่
กลุมงานในสานกงาน เช่น Office and Multimedia การจัดท าระบบข้อมูลทางการเงน
ิ
และบัญชด้วยโปรแกรม Excel และโปรแกรมบัญชส าเรจรปเพือใช้ในการท างานทางธรกิจ
็
ู
ุ
ี
่
ี
การใชคอมพิวเตอรในส านักงานด้วยโปรแกรม Microsoft Office
์
้
การพัฒนาโปรแกรมดวย MS Access โดยใช้ระบบงานบคคล
ุ
้
การใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอสาร ส าหรบการประกอบธรกิจบนอนเทอรเนต
็
ิ
ุ
์
ั
ื่
้
Hardware
ื
ั
ชางคอมพิวเตอร เช่น ซ่อม ประกอบ ตดตั้งระบบบ ารงรกษาคอมพิวเตอรและเครอข่าย
์
ิ
ุ
์
่
ี
่
่
ตัวอยางอาชพ ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เพือธุรกิจ
ุ
ิ
ุ
ี
่
ในปจจบันเทคโนโลยีก้าวเข้ามามบทบาทในชวิตประจ าวันของมนษย์ มากข้น ส่งหนงทเหนได้
็
ึ
ี
ึ
่
ี
ั
ิ
ว่ามการเตบโต อย่างรวดเรวนั่นคอธรกิจอตสาหกรรมด้าน Animation การสรางความบันเทง และงาน
ุ
ิ
็
ุ
ี
้
ื
ู
์
้
ึ
สรางสรรค์การออกแบบโดยการใช้คอมพิวเตอร หลักสตรทางด้าน Animation จงน่าจะตอบสนองความ
่
ุ
ต้องการของกล่มธรกิจ Animation หลักสตร Animation เพือธรกิจ เปนหลักสตรอาชพทสรางสรรค์
ุ
ี
็
ู
ี
่
้
ุ
ู
ุ
ี
ั
ี
้
็
สามารถน าไปประกอบอาชพทสรางรายได้เปนอย่างด ทั้งในปจจบันและอนาคต ดังนั้น ผู้เรยนควรม ี
ี
่
ี
ความร ความเข้าใจ ทักษะและเจตคตเกียวกับความหมาย ความส าคัญ และประโยชน์ของความคด
ิ
ู
่
้
ิ
สรางสรรค์ เทคนคการคดเชงสรางสรรค์ การก าจัดส่งกีดกั้นความคดเชงสรางสรรค์ ความรเบ้องต้น
ิ
ิ
้
้
ิ
ิ
้
้
ู
ิ
ื
ิ
เกียวกับ Animation เพือธรกิจ การออกแบบ Animation เพือธรกิจ Animation Workshop ประโยชน์และ
่
ุ
่
ุ
่
ี
่
โทษของการใช้คอมพิวเตอร จรรยาบรรณในการประกอบอาชพ กฎหมายทเกียวข้องเกียวกับการ
่
่
์
ี
ประกอบอาชพ การท าธรกิจ Animation
ี
ุ
172
ี
้
่
้
่
์
ั
การวิเคราะห 5 ศกยภาพของพื้นที ในกลุมอาชพใหมดานความคิดสรางสรรค ์
่
ั
ที่ ศกยภาพ รายละเอียดที่ควรพิจารณาในประเด็น
ั
ั
์
ิ
ี่
1 การวิเคราะหทรพยากรธรรมชาต ิ ข้อมูลของทรพยากรธรรมชาต ทพอเพียง และสะดวกในการเข้าถง
ึ
ในแต่ละพื้นท ี ่
ู
ิ
ิ
์
ุ
ี
่
2 การวิเคราะหพื้นทตามลักษณะภมอากาศ - อณหภูม ความช้น ความกดอากาศ ลม และปรมาณน ้าฝน รวมไป
ิ
ื
ุ
ื
่
ึ
ุ
ั
ี
ิ
่
่
ถงปจจัยทเกียวข้องอนในทางอตนยมวิทยา
ิ
ี
่
ทตั้งตามแนวละตจูด ความใกล้ไกลจากทะเล
ิ
- มข้อมูลของภูมอากาศ
ี
่
ี
ี
่
์
ู
ิ
ู
ี
ิ
3 การวิเคราะหภมประเทศ และท าเลทตั้ง มข้อมูลภมประเทศ และท าเลทตั้งต่าง ๆ
ของแต่ละพื้นท ี ่
ี
ิ
ี่
ี
ี
่
ิ
4 การวิเคราะหศลปะ วัฒนธรรม ประเพณ มข้อมูลเกียวกับศลปะ วัฒนธรรม ประเพณ ทผสมผสานของหลาย
์
และวิถชวิตของแต่ละพื้นท ่ ี พื้นท
ี
ี
ี
่
ั
ี
์
ื
้
ู
5 การวิเคราะหทรพยากรมนษย์ มแรงงานทมทักษะฝมอ ความร ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ี่
ี
ี
ุ
ึ
ิ
ื
่
ในแต่ละพื้นท ี ่ การส่งเสรมโอกาสทางการศกษาอย่างต่อเนอง
5. กลุมอาชพใหมดานบรหารจดการและการบรการ
่
ิ
้
ั
ี
ิ
่
ิ
ื่
กลุมทองเทียว ได้แก่ การอบรมมัคคเทศก์ พนักงานบรการอาหารและเครองดม
ื่
ุ
่
่
่
ื
่
ุ
ื
่
ึ
ิ
พนักงานผสมเครองดม การท าอาหารว่างนานาชาต การฝกอบรมภาษา และธรกิจโฮมสเตย์
ู
ู
ู
กลุมสุขภาพ ได้แก่ การนวดแผนไทย นวดลกประคบ สปา การดแลเด็กและผู้สงอายุ
่
่
ุ
ื
กลุมการซอมแซม และบ ารงรกษา การซ่อมเครองปรบอากาศรถยนต์ การซ่อม
ั
ั
่
่
ิ
่
เครองยนต์ดเซล การซ่อมเครองยนต์เบนซน การซ่อมเครองยนต์เล็กเพือการเกษตร การซ่อมจักร
ื
่
ื
ี
่
ื่
ุ
อตสาหกรรม
คมนาคมและการขนสง จานวน 1 หลักสูตร
่
ื
วิชาชพดาน Logistics หรอการขนส่งสนค้าทางอากาศและทางเรอ
ิ
ื
้
ี
การกอสราง
่
้
ี
้
ื
่
่
่
กลุมชางตาง ๆ เช่น การปูกระเบ้อง ช่างไม้ก่อสราง ช่างสอาคาร
ี
ี
ิ
กลุมการผลิตวัสดุกอสราง เช่น การท าบล็อคคอนกรต การผลตซเมนต์
่
่
้
173
ี
่
ี
ตัวอยางอาชพ การพัฒนากลุมอาชพทอผาพื้นเมือง
่
้
ื้
ื
ั
ั
ี
ุ
ั
ุ
ในปจจบันน้ ผ้าพื้นเมองของไทยในภาคต่างๆ ก าลังได้รบการอนรกษ์ฟนฟู และพัฒนา รวมทั้ง
ิ
ั
ึ
ี
ี
ิ
ได้รบการส่งเสรมให้น ามาใช้สอยในชวิตประจ าวันกันอย่างกว้างขวางมาก ดังนั้น จงเกิดมการผลตผ้า
ี
ี
ื
่
พื้นเมองในลักษณะอตสาหกรรมโรงงาน โดยมบรษัทจ้างช่างทอ ท าหน้าททอผ้าด้วยมอตามลวดลายท ่ ี
ิ
ุ
ื
ี่
้
ิ
็
็
ก าหนดให้ โรงงานหรอบรษัทจัดเสนไหมหรอเสนด้ายทย้อมสเสรจแล้วมาให้ทอ เพื่อเปนการควบคม
ื
้
ี
ุ
ื
ั
คณภาพ บางแห่งจะมคนกลางรบซ้อผ้าจากช่างทออสระซงเปนผู้ป่นด้าย ย้อมส และทอตามลวดลายท ี่
ี
ิ
ี
ั
ื
ุ
ึ
็
่
ี
่
ต้องการเองทบ้าน แต่คนกลางเปนผู้ก าหนดราคาตามคณภาพและลวดลายของผ้าทตลาดต้องการในบาง
็
ี่
ุ
็
ี
ี
ี
จังหวัดมกล่มแม่บ้านช่างทอผ้าทรวมตัวกันทอผ้าเปนอาชพเสรม และน าออกขายในลักษณะสหกรณ ์
่
ุ
ิ
ี
เช่น กล่มทอผ้าของศลปาชพ อย่างไรก็ตามในสภาพทได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เปนการทอเพื่อขาย
็
่
ี
ุ
ิ
็
เปนหลักการทอผ้าพื้นบ้านพื้นเมองหลายแห่งยังทอลวดลายสัญลักษณดั้งเดม โดยเฉพาะในชมชนทเปน
ี่
์
ิ
ื
ุ
็
ิ
ิ
์
กล่มชาตพันธบางกล่มทกระจายตัวกันอยู่ในภาคต่างๆ ของประเทศไทย ศลปะการทอผ้าของกล่มชน
ุ
ุ
่
ี
ุ
ุ
ี
ุ
ุ
ื
ี
ุ
ึ
ี
็
ึ
์
เหล่าน้จงนับว่าเปนเอกลักษณเฉพาะกล่มอยู่จนถงทกวันน้ หากจะแบ่งผ้าพื้นเมองของกล่มชนเหล่าน้ตาม
ุ
ึ
ั
ี
่
ุ
็
ี
ิ
ภาคต่าง ๆ เพือให้เหนภาพชัดเจนข้นในภมภาคต่าง ๆ และมการปรบปรงพัฒนาสสัน คณภาพ และ
ู
้
ลวดลาย ให้เข้ากับรสนยมของตลาด ดังนั้น ผู้เรยนจงควรมความร ความสามารถ ทักษะและเจตคต ิ
ี
ึ
ี
ู
ิ
์
ื
ี
ุ
ุ
เกียวกับการวิเคราะหสภาพกล่มอาชพ/ธรกิจของกล่มอาชพทอผ้าพื้นเมอง และวิเคราะหสถานภาพของ
ี
่
ุ
์
ี
กล่มอาชพ/ธรกิจ
ุ
ุ
การวิเคราะห 5 ศกยภาพของพื้นที่ ในกลุมอาชพใหมดานบรหารจดการและการบรการ
ิ
ี
่
้
์
ั
ิ
่
ั
ที่ ศกยภาพ รายละเอียดที่ควรพิจารณาในประเด็น
ั
ี
ิ
์
ิ
1 การวิเคราะหทรพยากรธรรมชาต ิ มทรพยากรธรรมชาตทสามารถน ามาเปนวัตถดบ
ั
็
ั
ุ
ี่
ในแต่ละพื้นท ่ ี
2 การวิเคราะหพื้นทตามลักษณะภมอากาศ มภูมอากาศทเหมาะสม
์
ู
ิ
ี
ี่
ี
่
ิ
็
ู
ิ
3 การวิเคราะหภมประเทศ และท าเลทตั้ง - เปนศูนย์กลางหัตถอตสาหกรรม
ี
่
ุ
์
ี
ิ
่
ี
ื
ุ
ของแต่ละพื้นท ี ่ - มถนนทเอ้อต่อการบรการด้านการค้า การลงทน และการ
ี
ิ
ท่องเทยวเชอมโยงกับประเทศเพือนบ้าน สามารถตดต่อค้าขาย
่
่
ื
่
ประเทศเพือนบ้าน มพื้นทชายแดนตดกับประเทศเพือนบ้าน
ี
ิ
่
่
่
ี
ี
ิ
มอาณาเขตตดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การค้าชายแดน
ี
ี
ิ
์
ี
่
ุ
่
4 การวิเคราะหศลปะ วัฒนธรรม ประเพณ มแหล่งอตสาหกรรมทเกียวข้อง ทนทางสังคมและวัฒนธรรม
ุ
ี
ี
และวิถชวิตของแต่ละพื้นท ี ่
ั
ี
ื
่
ุ
5 การวิเคราะหทรพยากรมนษย์ในแต่ละพื้นท มภูมปญญา และฝมอแรงงาน
ี
ิ
ี
์
ั
174
กิจกรรม
ุ
ี
1. ให้ผู้เรยนรวมกล่มและวิเคราะหศักยภาพหลักของพื้นในการพัฒนาอาชพว่าในพื้นทม ี
์
่
ี
ี
ศักยภาพด้านใดบ้าง
ิ
่
ุ
2. ให้ผู้เรยนยกตัวอย่างอธบายและหาเหตเกียวกับศักยภาพภายในและศักยภาพภายนอกท ี่
ี
่
ี
เกียวข้องกับการประกอบอาชพ
175
บรรณานุกรม
็
ิ
ี
์
ุ
ชัยยศ อ่มสวรรณ. “คิดเปนคือคิดพอเพียง”. วารสาร กศน., มนาคม 2550, หน้า 9 – 11.
ชมพล หนสง และคณะ 2544. ปรชญาคิดเปน (หนังสอรวบรวมค าบรรยายและบทสัมภาษณ ดร.โกวิท
์
ื
ั
ู
็
ุ
ุ
วรพิพัฒน ในโอกาสต่าง ๆ) กรงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรไทย
์
ี
ทองอยู่ แก้วไทรฮะ. “คิดเปน : เพือนเรยนรูสูอนาคต”. วารสาร กศน. มนาคม 2550, หน้า 12 – 16.
้
็
่
ี
่
้
ุ
ี
“________________”, 2546. ใตรมไทร (หนังสอเกษยณอายุราชการ ทองอยู่ แก้วไทรฮะ). กรงเทพฯ :
่
ื
ิ
โรงพิมพ์องค์การรบส่งสนค้าและพัสดภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
ั
ุ
ุ
ิ
สนอง โลหตวิเศษ, 2544. ปรชญาการศกษาผูใหญและการศกษานอกระบบ. กรงเทพฯ : มหาวิทยาลัย
ั
่
ึ
้
ึ
ิ
ศรนครนทรวิโรฒ ประสานมตร.
ิ
ี
ิ
ึ
ิ
หน่วยศกษานเทศก์, 2552. คัมภีร กศน. เอกสารหลักการและแนวคดประกอบการด าเนนงาน กศน.
ิ
์
ิ
ึ
ุ
ิ
กรงเทพฯ : หน่วยศกษานเทศก์, ส านักงานส่งเสรมการศกษานอกระบบและการศกษาตาม
ึ
ึ
อัธยาศัย.
ุ
อ่นตา นพคณ, 2528. แนวคิดทางการศกษานอกโรงเรยนและการพัฒนาชุมชน เรอง คิดเปน. กรงเทพฯ :
็
่
ุ
ี
ื
ุ
ึ
กรงสยามการพิมพ์.
ุ
ุ
กุลขณษฐ์ ราเชนบณขวัทน์. เอกสารประกอบการบรรยายเรองกระบวนการวิจย. ในการประชม
ิ
ุ
ั
ื่
ี
ุ
ิ
ี่
สัมมนางานวิจัยโครงการวิจัยพัฒนาคณภาพ กศน. ปงบประมาณ 2552 (วันท 29-30 มถนายน
ุ
2552)
ุ
ิ
บญใจ ศรสถตนรากูร. ระเบียบวิธการวิจยทางพยาบาลศาสตร. พิมพ์คร้งท 3 กรงเทพฯ :
์
ุ
ั
่
ี
ี
ั
ี
บรษัทยูแอนด์ไอ อนเตอรมเดย จ ากัด, 2547
ิ
์
ี
ี
ิ
ื่
ั
ั
พนต เข็มทอง. เอกสารประกอบการบรรยายเรองมโนทัศนการวิจยในชนเรยน. ในการประชม
์
ิ
ี
ุ
้
ี
ี่
ิ
ุ
ุ
สัมมนางานวิจัยโครงการวิจัยพัฒนาคณภาพ กศน. ปงบประมาณ 2552 (วันท 29-30 มถนายน
2552)
ั
ุ
ี
่
ี
พิสณ ฟองศร. วิจยชนเรยน หลักการและเทคนคปฏิบัติ. พิมพ์คร้งท 7.
้
ี
ั
ิ
ั
กรงเทพฯ : ด่านสทธาการพิมพ์, 2551.
ุ
ุ
ไมตร บญทศ. คูมือการท าวิจยในโรงเรยน. กรงเทพฯ : สรวิยาศาสน์, 2549.
ี
ุ
ั
่
ุ
ี
ี
ุ
ิ
่
ุ
ิ
ุ
ั
ุ
้
ศรรตน์ วีรชาตนานกูล ความรูเบื้องตนเกียวกับสถิติและการวิจย. กรงเทพฯ : มหาวิทยาลัย กรงเทพ, 2545
ิ
ั
้
ุ
ส านักงานคณะกรรมการการอาชวศกษา. วิจยแผนเดียว : เสนทางสูคุณภาพการอาชวศกษา. กรงเทพฯ :
ี
ึ
่
ั
ี
ึ
่
้
ส านักงานวิจัยและพัฒนาการอาชวศกษา, 2547.
ี
ึ
สมเจตน์ ไวทยาการณ. หลักและการวิจย. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศลปากร, 2544
ิ
ั
์
176
คณะผูจัดท า
้
ึ
ที่ปรกษา
ิ
ุ
ื
1. นายประเสรฐ บญเรอง เลขาธการ กศน.
ิ
ิ
ุ
2. ดร.ชัยยศ อ่มสวรรณ ์ รองเลขาธการ กศน.
ิ
ิ
3. นายวัชรนทร จ าป รองเลขาธการ กศน.
ี
ิ
์
ู
ึ
4. ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ ทปรกษาด้านการพัฒนาหลักสตร กศน.
ี่
ึ
ั
5. นางรกขณา ตัณฑวุฑโฒ ผู้อ านวยการกล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ุ
ี
้
ี
ี
ี
ผูเขยนและเรยบเรยง
้
ู
ี่
1. บทท 1 การเรยนรด้วยตนเอง
ี
ุ
ึ
ุ
ี
ุ
ดร.ร่งอรณ ไสยโสภณ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
่
ี
ี
2. บทท 2 การใช้แหล่งเรยนร ู ้
ุ
ี
ดร.ร่งอรณ ไสยโสภณ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ุ
ึ
ุ
3. บทท 3 การจัดการความร ้ ู
ี่
ดร.ร่งอรณ ไสยโสภณ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ุ
ี
ุ
ุ
ึ
็
ี่
ิ
4. บทท 4 คดเปน
ี่
ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ ทปรกษาด้านการพัฒนาหลักสตร กศน.
ึ
ู
่
ี
5. บทท 5 การวิจัยอย่างง่าย
นางศรพรรณ สายหงษ์ ข้าราชการบ านาญ
ิ
ิ
้
ผูบรรณาธการ และพัฒนาปรบปรุง
ิ
ั
1. บทท 1 การเรยนรด้วยตนเอง
ู
ี่
้
ี
ุ
ึ
ี
ุ
ุ
ดร.ร่งอรณ ไสยโสภณ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ี
่
ี
2. บทท 2 การใช้แหล่งเรยนร ู ้
นายธวัชชัย ใจชาญสขกิจ รกษาการในต าแหน่งผู้อ านวยการ
ุ
ั
ุ
ส านักงาน กศน. จังหวัดเพชรบร ี
นางสาวสพัตรา โทวราภา สถาบันส่งเสรมและพัฒนานวัตกรรมการเรยนร ู ้
ี
ุ
ิ
ี่
3. บทท 3 การจัดการความร ้ ู
ุ
ุ
นางอัจฉรา ใจชาญสขกิจ ส านักงาน กศน.จังหวัดสมทรสงคราม
ิ
ิ
ื
ึ
นางณัฐพร เช้อมหาวัน สถาบันการศกษาและพัฒนาต่อเนองสรนธร
่
ื
177
ิ
ี่
4. บทท 4 คดเปน
็
ี่
ึ
ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ ทปรกษาส านักงาน กศน.
ี
5. บทท 5 การวิจัยอย่างง่าย
่
ิ
ิ
นางศรพรรณ สายหงษ์ ข้าราชบ านาญ
ิ
ิ
นางพิชญาภา ปตวรา ข้าราชบ านาญ
คณะท างาน
ี
ึ
ุ
ุ
1. นายสรพงษ์ มั่นมะโน กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ึ
ี
2. นายศภโชค ศรรตนศลป กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ุ
์
ิ
ี
ุ
ั
ุ
ึ
ี
3. นางสาววรรณพร ปทมานนท์ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ั
ุ
ิ
ี
ิ
4. นางสาวศรญญา กุลประดษฐ์ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ึ
5. นางสาวเพชรนทร เหลองจตวัฒนา กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ิ
์
ิ
ื
ุ
ี
ึ
์
้
ผูพิมพตนฉบับ
้
1. นางปยวด ี คะเนสม กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ี
ึ
ิ
ุ
ี
ุ
ึ
ิ
์
ิ
2. นางสาวเพชรนทร เหลองจตวัฒนา กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ื
ุ
ึ
3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษ์พิพัฒน ์ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ี
ึ
ุ
4. นางสาวชาลน ี ธรรมธษา กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ี
ี
ิ
ี
5. นางสาวอรศรา บ้านช ี กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ึ
ุ
ิ
้
ผูออกแบบปก
นายศภโชค ศรรตนศลป กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ึ
ี
์
ั
ิ
ุ
ี
ุ
178
ั
้
่
ั
้
คณะผูพัฒนาและปรบปรุง ครงที 2
ที่ปรกษา
ึ
ุ
ิ
ื
ิ
1. นายประเสรฐ บญเรอง เลขาธการ กศน.
ิ
ุ
2. ดร. ชัยยศ อ่มสวรรณ ์ รองเลขาธการ กศน.
ิ
ิ
ิ
์
3. นายวัชรนทร จ าป ี รองเลขาธการ กศน.
4. นางวัทน ี จันทรโอกุล ผู้เชยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาสอการเรยนการสอน
ี่
ื่
์
ี
ี
ิ
ิ
5. นางชลพร ผาตนนนาท ผู้เชยวชาญเฉพาะด้านเผยแพร่ทางการศกษา
ึ
ี่
ุ
6. นางอัญชล ธรรมวิธกุล หัวหน้าหน่วยศกษานเทศก์
ึ
ี
ี
ิ
ี
ึ
ุ
ิ
ุ
ี
7. นางศทธน งามเขตต์ ผู้อ านวยการกล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
่
ั
้
ผูพัฒนาและปรบปรุง ครงที 2
้
ั
1. ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ ทปรกษากล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ึ
่
ี
ี
ึ
ุ
2. ดร.ร่งอรณ ไสยโสภณ หัวหน้ากล่มพัฒนาการเรยนการสอน
ุ
ุ
ี
ุ
ั
3. นายสมชาย ฐตรตนอัศว์ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ิ
ิ
ึ
ี
ุ
4. นางสาววรรณพร ปทมานนท์ กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
ุ
ึ
ั
ี
ิ
ี
ึ
ี
ิ
ุ
5. นางสาวชาลน ธรรมธษา กล่มพัฒนาการศกษานอกโรงเรยน
179
ั
่
้
ี
้
คณะผูปรบปรุงขอมูลเกียวกับสถาบันพระมหากษัตรย ป พ.ศ. 2560
์
ิ
ึ
ที่ปรกษา
1. นายสรพงษ์ จ าจด เลขาธการ กศน.
ิ
ุ
ึ
ิ
2. นายประเสรฐ หอมด ผู้ตรวจราชการกระทรวงศกษาธการ
ิ
ี
ิ
ิ
ี่
ปฏบัตหน้าทรองเลขาธการ กศน.
ิ
ุ
ึ
ุ
ี
3. นางตรนช สขสเดช ผู้อ านวยการกล่มพัฒนาการศกษานอกระบบ
ุ
ุ
ึ
และการศกษาตามอัธยาศัย
้
้
ั
ผูปรบปรุงขอมูล
์
ุ
ิ
นางสาวกรรณการ อนทราย กศน.เขตราชเทวี กรงเทพมหานคร
ิ
คณะท างาน
ุ
1. นายสรพงษ์ มั่นมะโน กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ุ
ึ
ึ
ตามอัธยาศัย
์
ึ
ุ
ึ
ิ
ั
ี
ุ
2. นายศภโชค ศรรตนศลป กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ตามอัธยาศัย
ึ
ึ
3. นางสาวเบ็ญจวรรณ อ าไพศร ี กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ุ
ตามอัธยาศัย
ิ่
ุ
ึ
์
ึ
ั
ี
4. นางเยาวรตน ปนมณวงศ์ กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ตามอัธยาศัย
ุ
ึ
ุ
ึ
5. นางสาวสลาง เพ็ชรสว่าง กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ตามอัธยาศัย
6. นางสาวทพวรรณ วงค์เรอน กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ึ
ิ
ุ
ื
ึ
ตามอัธยาศัย
์
ึ
ึ
ุ
7. นางสาวนภาพร อมรเดชาวัฒน กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ตามอัธยาศัย
ุ
ึ
8. นางสาวชมพูนท สังข์พิชัย กล่มพัฒนาการศกษานอกระบบและการศกษา
ึ
ตามอัธยาศัย