The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirawat2050, 2021-08-06 03:21:04

ทักษะการเรียนรู้ ทร 21001

93




การจดท าสารสนเทศ








ในการจัดการความร จะมการรวบรวมและสรางองค์ความรทเกิดจากการปฏบัตข้นมากมาย การ








จัดท าสารสนเทศจงเปนการสรางช่องทางให้คนทต้องการใช้ความรสามารถเข้าถงองค์ความรได้ และ












ก่อให้เกิดการแบ่งปนความรร่วมกันอย่างเปนระบบ ในการจัดเก็บเพือให้ค้นหาความรได้ง่ายนั้น องค์กร





ต้องก าหนดส่งส าคัญทจะเก็บไว้เปนองค์ความรและต้องพิจารณาถงวิธการในการเก็บรกษา และน ามาใช้







ให้เกิดประโยชนตามต้องการองค์กรต้องเก็บรกษาส่งทองค์กรเรยกว่าเปนความรไว้ให้ดทสด










การจัดสารสนเทศ ควรจัดท าอย่างเปนระบบ และควรเปนระบบทสามารถค้นหาและส่งมอบได้





อย่างถกต้องและรวดเรว ทันเวลาและเหมาะสมกับความต้องการ และจัดให้มการจ าแนกรายการต่าง ๆ




ทอยู่บนพื้นฐานตามความจ าเปนในการเรยนร องค์กรต้องพิจารณาถงความแตกต่างของกล่มคนในการ









ค้นคนความร องค์กรต้องหาวิธการให้พนักงานทราบถงช่องทางการค้นหาความร เช่น การท าสมดจัดเก็บ











รายชอและทักษะของผู้เชยวชาญเครอข่ายการท างานตามล าดับชั้น การประชม การฝกอบรม เปนต้น




ส่งเหล่าน้จะน าไปส่การถ่ายทอดความรในองค์กร




วัตถุประสงคการจดท าสารสนเทศ


1. เพือให้มระบบการจัดเก็บข้อมูลและองค์ความรอย่างเปนหมวดหมู่ และเหมาะสมต่อการ





ใช้งาน สามารถค้นหาได้ตลอดเวลา สะดวก ง่าย และรวดเรว



ี่

2. เพือให้เกิดระบบการสอสาร การแลกเปลยน แบ่งปน และถ่ายทอดองค์ความร ระหว่างกัน








ผ่านสอต่าง ๆ อย่างมประสทธภาพ





3. เพือให้เกิดการเข้าถงและเชอมโยงองค์ความรระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกอย่าง

เปนระบบ สะดวกและรวดเรว










4. เพือรวบรวมและจัดเก็บความรจากผู้มประสบการณ รวมถงผู้เชยวชาญในรปแบบต่าง ๆ ให้

เปนรปธรรม เพื่อให้ทกคนสามารถเข้าถงความรและพัฒนาตนเองให้เปนผู้รได้
















5. เพื่อน าเทคโยโลยีสารสนเทศ มาใช้เปนเครองมอในการถ่ายทอดระหว่างความร ฝงลกกับ



ความรชัดแจ้ง ทสามารถเปลยนสถานะระหว่างกันตลอดเวลา ท าให้เกิดความรใหม่ ๆ








การถายทอดความรู ้

เปนการน าความรทได้รบมาถ่ายทอดให้บคลากรในองค์กรได้รบทราบ และให้มความรเพียงพอ



















ต่อการปฏบัตงาน การเผยแพร่ความรจงเปนองค์ประกอบหนงของการจัดการความร การเผยแพร่ความรม ี







การปฏบัตกันมานานแล้ว สามารถท าได้หลายทาง คอ การเขยนบันทกรายงาน การฝกอบรม การประชม






การสัมมนา จัดท าเปนบทเรยนทั้งในรปแบบของหนังสอ บทความ วิดทัศน์ การอภปรายของเพื่อน









ร่วมงานในระหว่างการปฏบัตงานการอบรมพนักงานใหม่อย่างเปนทางการห้องสมด การฝกสอนอาชพ




ี่
และการเปนพี่เล้ยง การแลกเปลยนเรยนรในรปแบบอน ๆ เช่น ชมชนนักปฏบัต เรองเล่าแห่งความส าเรจ







ื่


94









การสัมภาษณ การสอบถาม เปนต้น การถ่ายทอดหรอเผยแพร่ความร มการพัฒนารปแบบโดยอาศัย

เทคโนโลยีเพื่อการสอสาร และเทคโนโลยีมการกระจายไปอย่างกว้างขวาง ท าให้กระบวนการถ่ายทอด

ื่







ความรผ่านเทคโนโลยีโดยเฉพาะอนเทอรเนตได้ความนยมอย่างแพร่หลายมากข้น



ื่






การเผยแพร่ความรและการใช้ประโยชน มความจ าเปนส าหรบองค์กร เนองจากองค์กรจะเรยนรได้ด ี

ื่







ี่
ข้นเมอมความร มการกระจายและถ่ายทอดไปอย่างรวดเรว และเหมาะสมทั่วทั้งองค์กร การเคลอนทของ











สารสนเทศและความรระหว่างบคคลหนงไปอกบคคลหนงนั้น จงเปนไปโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ


กิ จ ก ร ร ม ท้ า ย บ ท




กิจกรรมที่ 1 ท่านสามารถเปน “คุณอ านวย” ได้หรอไม่ เพราะเหตใด
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................


กิจกรรมที่ 2 ท่านเคยเข้าร่วมแลกเปลยนเรยนรในลักษณะ “ชมชนนักปฏบัต CoPs” เรองอะไร และชมชน





ื่







นักปฏบัตทท่านเข้าร่วมมลักษณะอย่างไร

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................








กิจกรรมที่ 3 ความรทจ าเปนในการแก้ปญหาหรอพัฒนาตัวท่านคออะไร และขอบข่ายความรนั้น




มอะไรบ้าง
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

95












กิจกรรมที่ 4 การจัดท าสารสนเทศเพือเผยแพร่ความร ท่านว่าวิธใดดทสด เพราะเหตใด
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................






เรองที่ 2 : การฝกหดทักษะและกระบวนการจดการความรู ้
ื่




กระบวนการจดการความรูดวยตนเอง



การจัดการความรด้วยตนเอง จะท าให้ผู้เรยนเรยนรหลักการอันแท้จรงในการพัฒนา ตนเอง






และจงใจตนเองให้ก้าวไปส่การพัฒนาคณภาพชวิตและคณภาพในการท างาน เปนผู้มสัมฤทธ์ ิผลสงสด







โดยการน าองค์ความรทเปนประโยชน์ไปประยุกต์ใช้ในชวิตจรง และการท างานได้อย่างมประสทธภาพ




ี่







ี่

และสามารถปรบตัวทันต่อโลกยุคโลกาภวัตน มโอกาสแลกเปลยนเรยนรประสบการณชวิตและ







ประสบการณการท างานร่วมกัน มทัศนคตทดต่อชวิตตนเองและผู้อนมความกระตอรอรนและเสรมสราง





















ทัศนคตทดต่อการท างาน น าไปส่การเหน คณค่าของการอยู่ร่วมกันแบบพึงพาอาศัยกัน ช่วยเกื้อกูลกัน
เรยนรซงกันและกัน ก่อให้เกิดการเปนชมชนแห่งการเรยนร ในลักษณะของทมทมประสทธภาพ





ี่


















การจัดการความรเปนเรองทเร่มต้นทคน เพราะความรเปนส่งทเกิดมาจากคน มาจาก










ี่





กระบวนการเรยนรการคดของคน คนจงมบทบาททั้งในแง่ของผู้สรางความร และเปนผู้ทใช้ความร ซง











ถ้าจะมองภาพกว้างออกไปเปนครอบครว ชมชน หรอแม้แต่ในหน่วยงาน ก็จะเหนได้ว่าทั้งครอบครว




ชมชน หน่วยงาน ล้วนประกอบข้นมาจากคนหลาย ๆ คน ดังนั้น หากระดับปจเจกบคคลมความสามารถ






ในการจัดการความร ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการจัดการความรของกล่มด้วย








วิธการเรยนรทเหมาะสมเพือให้เกิดการจัดการความรด้วยตนเอง คอ ให้ผู้เรยนได้เร่ม









กระบวนการเรยนรตั้งแต่การเร่มคด คดแล้วลงมอปฏบัต และเมอปฏบัตแล้วจะเกิดความรจากการปฏบัต

















ซงผู้ปฏบัตจะจดจ าทั้งส่วนทเปนความรฝงลกและความรทเปดเผยมการบันทกความรในระหว่างเรยนร ้ ู


















กิจกรรม หรอโครงการลงในสมดบันทก ความรปฏบัตทบันทกไว้ในรปแบบต่าง ๆ จะเปนประโยชน์











ื่









ส าหรบตนเองและผู้อน ในการน าไปปฏบัตแก้ไขปญหาทชมชนประสบอยู่ให้บรรลเปาหมาย และ









ขั้นสดท้ายคอ ให้ผู้เรยนได้พัฒนาปรบปรงส่งทก าลังเรยนรอยู่ตลอดเวลา ย้อนดว่าในกระบวนการเรยนร ู ้







นั้น มความบกพร่องในขั้นตอนใด ก็ลงมอพัฒนาตรงจดนั้นให้ด ี

96








ทักษะการเรยนรูเพือจดการความรูในตนเอง


ผู้เรยนจะต้องพัฒนาตนเอง ให้มความสามารถและทักษะในการจัดการความรด้วยตนเองให้ม ี


ความรทสงข้น ซงสามารถฝกทักษะเพือการเรยนรได้ดังน้ ี


















ฝกสงเกต ใช้สายตาและหเปนเครองมอ การสังเกตจะช่วยให้เข้าใจในเหตการณหรอ
ื่



ปรากฏการณนั้น ๆ











ฝกการนาเสนอ การเรยนรจะกว้างข้นได้อย่างไร หากรอยู่คนเดยว ต้องน าความรไปส่การ















แลกเปลยนเรยนรกับคนอน การน าเสนอให้คนอนรบทราบจะท าให้เกิดการแลกเปลยนความรกันอย่าง

กว้างขวาง
ฝกตังค าถาม ค าถามจะเปนเครองมออย่างหนงในการเข้าถงความรได้ เปนการตั้ง ค าถามให้


ื่

















ตนเองตอบ หรอจะให้ใครตอบก็ได้ ท าให้ได้ขยายขอบข่ายความคดความร ท าให้รลก และรกว้าง






ยิ่งข้นไปอก อันเนองมาจากการทได้ศกษาค้นคว้าในค าถามทสงสัยนั้น ค าถามควรจะถามว่า ท าไม






อย่างไร ซงเปนค าถามระดับสง




ฝกแสวงหาค าตอบ ต้องรว่าความร หรอค าตอบทต้องการนั้นมแหล่งข้อมูลให้ค้นคว้าได้จากท ี ่






ไหนบ้าง เปนความรทอยู่ในห้องสมด ในอนเทอรเนต หรอเปนความรทอยู่ ในตัวคนทต้องไปสัมภาษณ ์







ี่









ไปสกัดความรออกมา เปนต้น


ฝกบูรณาการเชอมโยงความรู เนองจากความรเรองหนงเรองใดไม่มพรมแดนกั้น ความรนั้น























สัมพันธเชอมโยงกันไปหมด จงจ าเปนต้องรความเปนองค์รวมของเรองนั้น ๆ อย่าง ยกตัวอย่างปยหมัก










ไม่เฉพาะแต่มความรเรองวิธท าเท่านั้น แต่เชอมโยงการก าหนดราคาไว้ เพื่อจะขาย โยงไปทวิธใช้ถ้าจะ





ี่


ื่


น าไปใช้เอง หรอแนะน าให้ผู้อนใช้ โยงไปถงบรรจภัณฑ์ว่าจะ บรรจกระสอบแบบไหน ทกอย่างบูรณา

การกันหมด



ื่


ฝกบันทึก จะบันทกแบบจดลงสมดหรอเปนภาพ หรอใช้เครองมอบันทกใด ๆ ก็ได้ ต้องบันทกไว้




ื่
บันทกให้ปรากฏร่องรอยหลักฐานของการคดการปฏบัต เพื่อการเข้าถงและการ เรยนรของบคคลอนด้วย










ฝกการเขียน เขยนงานของตนเองให้เปนประโยชนต่อการเรยนรของตนเองและผู้อน งานเขยน









หรอข้อเขยนดังกล่าวจะกระจายไปเพือแลกเปลยนเรยนรกับผู้คนในสังคมทมาอ่านงานเขยน
















ขนตอนการจดการความรูดวยตนเอง










ในการเรยนรเพื่อจัดการความรในตนเอง นอกจากวิเคราะหตนเองเพือก าหนดองค์ความรท ่ ี



ี่

จ าเปนในการพัฒนาตนเองแล้วนั้น การแลกเปลยนเรยนรเพื่อให้ได้มาซงความร เปนวิธการค้นหาและ










เข้าถงความรทง่ายเปนการเรยนรทางลัด นั่นคอดว่าทอนท าอย่างไร เลยนแบบ best practice และท าให้












ดกว่า เมอปฏบัตแล้วเกิดความส าเรจแม้เพียงเล็กน้อยก็ถอว่าเปน best practice ในขณะนั้น กระบวนการ









เรยนรเพือพัฒนาตนเองสามารถด าเนนการตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้ ดังน้ ี





97














1. ขนการบงชความรู ผู้เรยนวิเคราะหตนเอง เพือรจดอ่อน จดแข็งของตนเอง ก าหนด















เปาหมายในชวิต ก าหนดแนวทางเดนไปส่จดหมาย และรว่าความรทจะแก้ปญหา และพัฒนาตนเองคอ
อะไร
2. ขนสรางและแสวงหาความรู ผู้เรยนจะต้องตระหนักและเหนความส าคัญของการแสวงหา







ี่








ความร เข้าถงความรทต้องการด้วยวิธการทหลากหลาย แหล่งเรยนรทใช้ในการแสวงหาความร ได้แก่การ




ี่

ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การแสวงหาความรจากผู้เชยวชาญ ภมปญญาท้องถ่น และเพื่อน โดยยอมรบใน



ี่







ความรความสามารถซงกันและกัน และต้องใช้ทักษะต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสรางความร เช่น ฝกสังเกต




ฝกน าเสนอ ฝกการตั้งค าถาม ฝกการแสวงหาค าตอบ ฝกบูรณาการเชอมโยงความร ฝกบันทก และฝกการ









ื่
เขยน



3. การจดการความรูใหเปนระบบ จัดท าสารบัญจัดเก็บความรประเภทต่าง ๆ ท จ าเปนต้องร ้ ู

ี่






และน าไปใช้เพื่อการพัฒนาตนเอง การจัดการความรให้เปนระบบจะท าให้เก็บรวบรวม ค้นหา และน ามา

ใช้ได้ง่าย รวดเรว

ี่
4. ขนการประมวลและกลันกรองความรู ความรทจ าเปนอาจต้องมการค้นคว้า และแสวงหา















เพิ่มเตม เพื่อให้ความรมความทันสมัย น าไปปฏบัตได้จรง









5. การเขาถึงความรู เมอมความรจากการปฏบัตแล้วมการเก็บความรในรปแบบต่าง ๆ เช่น





สมดบันทกความร แฟมสะสมงาน วารสาร หรอใช้เทคโนโลยีในการจัดเก็บรปแบบเว็บไซต์ วีดทัศน์














แถบบันทกเสยง และคอมพิวเตอร เพือให้ตนเองและผู้อนเข้าถงได้ง่ายอย่างเปนระบบ













6. ขนการแบงปนแลกเปลียนความรู ผู้เรยนต้องเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลยนเรยนรกับเพือน ๆ





หรอชมชนเพือเรยนรร่วมกัน อาจเปนลักษณะของการสัมมนาเวทเรองเล่าแห่งความส าเรจ การศกษาด ู













งานหรอแลกเปลยนเรยนรผ่านทางอนเทอรเนต เปนต้น










7. ขนการเรยนรู ผู้เรยนจะต้องน าเสนอความรในโอกาสต่าง ๆ เช่น การจัดนทรรศการ การพบกล่ม






การเข้าค่าย หรอการประชมสัมมนา รวมทั้งมการเผยแพร่ความร ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น วารสารเว็บไซต์




จดหมายข่าว เปนต้น

ความสาเรจของการจดการความรูดวยตนเอง





1. ผู้เรยนเกิดการเรยนรตามแผนพัฒนาตนเองทได้ก าหนดไว้











2. ผู้เรยนตระหนักถงความรบผิดชอบในการพัฒนาตนเองเพื่อเรยนรวิชาต่าง ๆ อย่างเข้าใจ และ


น าไปใช้ประโยชน์ในชวิตประจ าวันได้






3. ผู้เรยนมความรททันสมัยเหมาะสมกับสถานการณปจจบัน สามารถปรบตัวให้อยู่ในสังคม




ได้

98





ตัวอยางตาพรากับการจดการความรู ้


สุรนทร กิจนตยชว ์





ตาพรา เสนานาท อายุ 55 ป ี ราษฎรต าบลบ้านหลวง อ าเภอเสนา จังหวัดพระนครศรอยุธยา พา








ื่


ครอบครวไปหากินทกรงเทพ ฯ เมอหลายปมาแล้ว แต่สดท้ายก็ต้องตัดสนใจกลับบ้าน เพราะครอบครว มี
แต่ความทกข์ยาก กินอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ







เขามทดนเหลออยู่ 3 งาน จงขุดร่องสวนและปลกผักโดยใช้สารเคม ทั้งปย และยาปราบศัตรพืช








ี่

ให้ภรรยาน าไปขายทตลาด และเขายังรบจ้างฉดยาฆ่าหญ้าให้แก่เพือนบ้านอกด้วย


มช้ามนานเขาเร่มเจ็บปวย ตัวซดเหลอง จงต้องไปหาหมอทสถานอนามัยข้างบ้านไม่ได้หยุด












ถงหมอจะบอกต้นเหตของความเจ็บปวย แต่เขาก็เลกไม่ได้เพราะลกทั้ง 4 คน ต้องกินใช้มากข้นและไป



โรงเรยนกัน






หน้สนพอกพูนข้น ตัวเขาเจ็บออดแอดมากข้น รายจ่ายสารพัดแต่รายได้ม 2 ทาง คอ ขายผักกับ








รบจ้างฉดยาฆ่าหญ้า ไม่รจะจัดการกับครอบครวอย่างไร หาทางออกไม่ได้ก็กล้มใจ เร่มมปากเสยงกับ







สมาชกในครอบครว ทพึงของเขาคอเหล้ากับบหร ่ ี








วันหนง นายเชด พันธเพ็ง นักจัดการความรของชมชนวัฒนธรรมคลองขนมจนไปพบเข้า









จงไต่ถามสารทกข์สขดบในฐานะเพือนบ้าน เขาได้เล่าเรองโครงการชมชนเปนสขให้ฟง และชวนตาพร า




เข้าเปนสมาชกเพือแก้ไขปญหาทเผชญอยู่
















ตาพร าฟงนายเชดอธบายถงการปลกผักแบบยั่งยืนด้วยการจัดการความร เพื่อครอบครวและชมชน







เปนสขไปพรอมกัน เปนการจัดการด้วยสตปญญาเพื่อพัฒนาปากท้อง คอ เศรษฐกิจ จตใจ ครอบครว






ชมชน สังคม วัฒนธรรม ส่งแวดล้อม และความสขไปพรอมกันแบบองค์รวมไม่แยกส่วน













ทกเรองทกประเดนทนายเชดช้แจงเปนเรองใหม่ส าหรบตาพรา และตาพราก็ไม่ สเข้าใจนัก แต่ท ี ่













ตัดสนใจเข้าร่วมทันทเพราะเขาอยากออกจากความทกข์ทประสบอยู่และเขาก็ไม่มทางเลอกอน



ในช่วงต้นของการเข้าโครงการตาพราแทบจะลาออกเสยหลายคร้ง เพราะเขาต้องแบ่งเวลาท ากิน











ไปเรยนรกับส่งทเขาไม่ค่อยจะเชอนัก แต่เขาก็สนใจเรองทจะท าให้เขาไม่เจ็บปวย นอกจากนั้นการเข้า




กล่มท าให้เขาได้รบความเหนใจจากเพือน ๆ









เชดได้พาตาพราไปเรยนรเรองเกษตรยั่งยืนจากเครอข่ายในต่างจังหวัดพรอมกับเพือน ๆ ตาพรา






ื่


เรยนรเรองการจัดการทรพยากรเชงระบบ เขาให้ความสนใจกับการท าน ้าสมควันไม้จากถ่านไม้ เพื่อ




น าไปทดแทนสารเคมก าจัดศัตรพืชและในหมู่บ้านของเขาก็มเศษต้นไม้ กิ่งไม้ ทชมชนตัดท้งไว้มากมาย




เขาสามารถน ามาจัดการใช้ประโยชนได้โดยไม่ต้องซ้อหา




ี่
เมอกลับมาถงบ้านตาพราลงมอท าเตาเผาถ่านแบบใหม่ทันท เปนเตาทสามารถให้ทั้งถ่านและ





น ้าสมควันไม้ เขาท าแล้วท าอกจนส าเรจ ซงนอกจากเขาจะได้น ้าสมควันไม้ไปใช้ในสวนผักแล้ว ยังได้








ถ่านไว้ใช้ในครวเรอนอกด้วย


99











เมอเหลอใช้แล้วตาพราก็ขายให้กับเพือนบ้าน เขาขายดจนผลตไม่ทัน ต้องเพิ่มจ านวนเตาข้น

เดยวน้เขาไม่ต้องไปรบจ้างฉดยาฆ่าหญ้าแล้ววัน ๆ หนงเขาท าสวนผักใช้น ้าสมควันไม้แทนสารเคมก าจัด












ศัตรพืช กรองน ้าสมควันไม้ใส่ขวดขายขวดละ 50 บาท กรอกถ่านใส่ถงขายถงละ 15 บาท ซงนอกจากเขา


จะลดรายจ่ายในครวเรอนได้จรงแล้ว เขายังมรายได้เพิ่มข้นด้วย






วัน ๆ หนงตาพราขลกอยู่กับสวนผัก ขลกอยู่กับเตาถ่าน วางแผนงานในวันร่งข้น ว่าจะจัดการกับ







ี่

ื่
ผักอะไรบ้าง อย่างไร จะจัดการกับการตลาดของถ่านและน ้าสมควันไม้อย่างไร จนลมเรองเหล้าบหรไป








ปจจบันเขาเกือบจะไม่ได้แตะต้องมันจะมบ้างก็กับเพือนๆ และสมาชกเครอข่ายบางคนเปนคร้ ังคราว



เท่านั้น หน้สนจงลดลงไปมาก แม้จะยังไม่หมด แต่ก็มความหวังเพราะเขาจัดการได้ ความทกข์หลายด้าน





ลดลง ทั้งโรคภัยไข้เจ็บและความสขของครอบครว ลกคนหนงลาออกจากโรงงานท ารองเท้าช่วยพ่อแม่



ทกคนกินอ่มนอนหลับ





ช่วงหลังน้ตาพราเปนทยอมรบของเพือนบ้าน ของสมาชกกล่มและเครอข่ายเกษตรยั่งยืน เขาเปน










วิทยากรเรองน ้าสมควันไม้ด้วยความมั่นใจ เขาสรางความรเรองน้ด้วยหนงสมองกับสองมอ และถ่ายทอด












ถงมรรควิธการจัดการทรพยากร รวมทั้งการจัดการกับปญหาต่าง ๆ ซงเปนทกข์ของครอบครวด้วย

















ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยน ้าใจและเปนสข ปจจบันเขาสรางเครอข่ายเรองน้ถง 4 อ าเภอในจังหวัดพระนครศรอยุธยา




เมอว่างจากงานเขานั่งมองดสวน และคดทบทวนสาระต่าง ๆ ในส่งทนายเชดพูดคยกับเขาใน





วันแรก อ้อ ! การจัดการความรเปนอย่างน้เอง มันคอการเรยนร น าความรมาจัดการเชงระบบ สราง












ความรใหม่เพือปรบตัวให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ด้วยสตปญญา ปรบรปแบบการพัฒนาแต่รกษาความ

















สมดลของระบบความสัมพันธระหว่างมนษย์กับมนษย์ มนษย์กับส่งแวดล้อม เพือให้เกิดการยั่งยืนสบไป



นคอการสรปเรองการจัดการความรของตาพร า !!!

ี่
ื่


การสรุปองคความรูและการจดท าสารสนเทศ





การจดการความรูดวยตนเอง

การสรุปองคความรู ้




การจัดการความร เราม่งหา “ความส าเรจ” มาแลกเปลยนเรยนร เราม่งหาความส าเรจ
ี่







ในจดเล็ก ๆ จดน้อยต่างจดกัน น ามาแลกเปลยนเรยนร เพือให้เกิดการขยายผลไปส่ความส าเรจทใหญ่ข้น

ี่











องค์ความรเปนความรมาจากการปฏบัตเรยกว่า “ปญญา” กระบวนการเรยนรเปดโอกาสให้












ผู้เรยนเปนผู้สรางความรด้วยตนเอง สังเกตส่งทตนอยากรลงมอปฏบัตจรง ค้นคว้า และแสวงหาความร ู ้





















เพิ่มจนค้นพบความร สรางสรรค์เกิดเปนองค์ความรและเกิดประสบการณใหม่ การเรยนรแบบน้จะ









ส่งเสรมให้ผู้เรยนได้พัฒนาความสามารถในการคดส่การปฏบัต และเกิด “ปญญา” หรอองค์ความรเฉพาะ





ของตนเอง

100










องค์ความรมอยู่อย่างมากมาย การปฏบัตงานจนประสบผลส าเรจ รวมทั้งการแก้ปญหาต่าง ๆ ท ี่

เกิดข้นในระหว่างการท างานทส่งผลให้งานส าเรจลล่วงตามเปาประสงค์ ถอว่าเปนองค์ความรทเกิดข้น

















ทั้งส้น และเปนองค์ความรทมค่าต่อการเรยนรทั้งส้น








การสรปองค์ความรมความส าคัญต่อกระบวนการจัดการความรเปนอย่างยิ่ง เพราะการสรปองค์









ื่






ความรจะเปนการต่อยอดความรให้กับตนเองและผู้อน หากบคคลอนต้องการความช่วยเหลอในการ
แก้ปญหาบางเรอง เราจะใช้ความรทมอยู่ช่วยเหลอเพือนได้อย่างไร และเมอเราจะเร่มต้นท าอะไร เราร ู ้





















บ้างไหมว่ามใครท าเรองน้มาบ้าง อยู่ทไหนในชมชนของเรา เพือทเราจะท างานให้ส าเรจได้ง่ายข้น และ







ไม่ท าผิดซ ้าซ้อน การด าเนนการจัดการองค์ความรอาจต้องด าเนนการตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังน้ ี



1. การก าหนดความรหลักทจ าเปนหรอส าคัญต่องาน หรอกิจกรรมของกล่ม หรอองค์กร







2. การเสาะหาความรทต้องการ
ี่





3. การปรบปรง ดัดแปลง หรอสรางความรบางส่วนให้เหมาะต่อการใช้งานของตน




4. การประยุกต์ใช้ความรในกิจกรรมงานของตน



5. การน าประสบการณจากการท างาน และการประยุกต์ใช้ความรมาแลกเปลยน

ี่

เรยนรและสกัดขุมความร ออกมาบันทกไว้














6. การจัดบันทก “ขุมความร” และ “แก่นความร” ส าหรบไว้ใช้งาน และปรบปรงเปนชด









ี่
ความรทครบถ้วน ล่มลก และเชอมโยงมากข้น เหมาะต่อการใช้งานมากข้น










การจัดการความรเพือให้เกิดองค์ความรทต้องการ เร่มจากการก าหนด “เปาหมายของงาน” นั่นคอ



การบรรลผลสัมฤทธ์ ในการด าเนนการตามทก าหนดไว้ คอ




1. การตอบสนอง คอ การสนองตอบความต้องการของทกคนทเกียวข้อง





2. การมนวัตกรรม คอ 1) นวัตกรรมในการท างาน

2) นวัตกรรมทางผลงาน





3. ขดความสามารถ คอ การมสมรรถนะทเกิดจากการเรยนรของตนเอง



4. ประสทธภาพ คอ องค์ความร หรอ คลังความร ู ้







การจดท าสารสนเทศการจดการความรูดวยตนเอง










การจัดการความรด้วยตนเอง องค์ความรก็ยังอยู่ในสมองคนในรปของประสบการณจากการ










ท างานทประสบผลส าเรจนั้น เราต้องมการถอดองค์ความรซงอาจไหลเวียนองค์ความรจากคนส่คน หรอ










จากคนมาจัดท าเปนสารสนเทศในรปแบบต่าง ๆ เพือให้คนเข้าถงความรได้ง่ายและน าไปส่การปฏบัตได้




ื่









โดยการน าความรทได้มาจัดเก็บเปนหมวดหมู่ของความรการช้แหล่งความร การสรางเครองมอในการ

เข้าถงความร การกรองความร การเชอมโยงความร การจัดระบบองค์ความรยังหมายรวมถงการท าให้









ื่



ความรละเอยดชัดเจนข้น องค์ความรอาจจัดเก็บไว้ในรปแบบต่าง ๆ เช่น บันทกความร แฟมสะสมงาน












เอกสารจากการถอดบทเรยน แผ่นซด เว็บไซต์ เว็บบล็อค เปนต้น

101








กระบวนการจดการความรูดวยการรวมกลุมปฏิบติการ

กระบวนการจดการความรูดวยกลุมปฏิบัติการ










ในยุคของการเปลยนแปลงทรวดเรวนั้น ปญหาจะมความซับซ้อนมากข้น เราจ าเปนต้องม ี






ี่
ความรทหลากหลาย ความรส่วนหนงอยู่ในรปของเอกสาร ต ารา หรออยู่ในรปของสออเล็กทรอนกส




















เช่น เทปวิดโอ แต่ความรทมอยู่มากทสดคออยู่ในสมองคน ในรปแบบของประสบการณ ความจ า การ






ท างานทประสบผลส าเรจ การด ารงชวิตอยู่ในสังคมปจจบัน จ าเปนต้องใช้ความรอย่างหลากหลาย น า



ี่








ื่

ความรหลายวิชามาเชอมโยง บูรณาการให้เกิดการคด วิเคราะห สรางความรใหม่จากการแก้ปญหาและ

พัฒนาตนเอง ความรบางอย่างเกิดข้นจากการรวมกล่มเพือแก้ปญหา หรอพัฒนาในระดับกล่ม องค์กร














หรอชมชน ดังนั้น จึงต้องมการรวมกล่มเพือจัดการความรร่วมกัน

ปจจยที่ท าใหการจดการความรูดวยการรวมกลุมปฏิบัติการประสบผลสาเรจ












1. วัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนในกลุม คนในกล่มต้องมเจตคตทดในการ แบ่งปน









ความรซงกันและกัน มความไว้เน้อเชอใจกัน ให้เกียรตกัน และเคารพความคดเหนของคนในกล่มทกคน













2. ผูนากลุม ต้องมองว่าคนทกคนมคณค่า มความรจากประสบการณ ผู้น ากล่มต้องเปน














ต้นแบบในการแบ่งปนความร ก าหนดเปาหมายของการจัดการความรในกล่มให้ชัดเจน หาวิธการให้คน






ในกล่มน าเรองทตนรออกมาเล่าส่กันฟง การให้เกียรตกับทกคนจะท าให้ทกคนกล้าแสดงออกในทาง









สรางสรรค์










3. เทคโนโลยี ความรทเกิดจากการรวมกล่มปฏบัตการเพือถอดองค์ความร ปจจบันมการใช้




เทคโนโลยีมาใช้เพือการจัดเก็บ เผยแพร่ความรกันอย่างกว้างขวาง จัดเก็บในรปของเอกสารในเว็บไซต์



วิดโอ VCD หรอจดหมายข่าว เปนต้น






4. การนาไปใช การตดตามประเมนผล จะช่วยให้ทราบว่าความรทได้จากการรวมกล่ม













ปฏบัตการ มการน าไปใช้หรอไม่ การตดตามผลอาจใช้วิธการสังเกต สัมภาษณ หรอ ถอดบทเรยน





ผู้เกียวข้อง ประเมนผลจากการเปลยนแปลงทเกิดข้นในกล่ม ความสัมพันธความเปนชมชนทรวมตัวกัน













เพือแลกเปลยนความรกันอย่างสม าเสมอ รวมทั้งการพัฒนาด้านอน ๆ ทส่งผลให้กล่มเจรญเตบโตข้นด้วย













ตั ว อ ย่ า ง ก ลุ ม ห อ ม ท อ ง ยั ด เ ยี ย ด




บ้านปางปอมกลาง ต าบลลอ อ าเภอจน จังหวัดพะเยา เปนพื้นททปลกกล้วยกันมาก ราคากล้วย








ตกต า และมกล้วยชนดหนงทชาวบ้านเรยกว่า “กล้วยสม” ชาวบ้านไม่ค่อยนยมรบประทาน เนองจากเมอ


ื่




ื่







ี้





สกแล้วจะมรสออกเปรยว จะน าไปให้ไก่กิน เน้อกล้วยทั้งทยังดบหรอสกจะมสเหลองนวล นางอชรา







ปญญาฟู ซงเปนหัวหน้ากล่ม ได้ศกษาวิธการท ากล้วยฉาบจากกล่มสตรอ าเภอแม่ใจ และทดลองท ากล้วย







ฉาบจากกล้วยส้ม หรอเรยกอกชอหนงว่า “กล้วยหอมทอง” ทดลองหลายคร้งและน าเนยมาเปนส่วนผสม


ื่



102







ื่





ของเครองปรง ท าให้สกล้วยฉาบสวยเปนธรรมชาต มความกรอบและมรสชาตทกลมกล่อมเนองจากม ี


ี้





ความเปรยวอยู่ในตัว ท าให้ได้สตรในการท ากล้วยฉาบเฉพาะกล่ม จากนั้นสมาชกกล่มสตรได้รวมตัวกัน

ื่




9 คน ลงห้นกันคนละ 200 บาท เมอป 2544 จัดตั้งกล่มเพือผลตกล้วยฉาบขาย และได้น ากล้วยฉาบไป




เสนอ ขายให้คนทรจักและเจ้าหน้าทจากส่วนราชการต่าง ๆ ซงทกคนมองว่า “รสชาตก็คงเหมอนกล้วย












ฉาบธรรมดา” แต่เมอทดลองชมแล้วจงเหนถงความแตกต่างระหว่างรสชาตของกล้วยฉาบ จากกล้วยน ้าว้า


กับกล้วยฉาบจากกล้วยหอมทอง จงให้ความสนใจสั่งซ้อมากข้น และรจักในนาม “กล้วยยัดเยียด” ซงเปน











ทมาของการน าไปเสนอขายด้วยการขอรองกึ่งบังคับให้คนซ้อนั่นเอง






ต่อมาส่วนราชการในอ าเภอได้ให้การสนับสนนมากข้น เสนอให้มการท าปายผลตภัณฑ์ใหม่





ื่


ี่


และให้เปลยนชอเปน “กล้วยหอมทองเมองจน” แต่เมอน าไปขายแล้วไม่มคนรจักและไม่แน่ใจในคณภาพ










ของสนค้า จงขายได้ไม่ด ท าให้ต้องกลับมาใช้ชอเหมอนเดมว่า “กล้วยหอมทองยัดเยียด” จนถงปจจบัน

ในการบรหารจัดการของกล่ม ได้มการแบ่งหน้าทสมาชกกล่มให้รบผิดชอบเปนฝายต่าง ๆ











ประกอบด้วย ประธานกล่ม กรรมการฝายต่าง ๆ ฝายการตลาด ฝายผลต ฝายการ เงนบัญช และม ี



















เลขานการกล่ม มสมาชกเพิ่มข้นเปน 20 คน มการลงห้นเพิ่มและมเงนทนหมนเวียนให้สมาชกกล่มได้

กู้ยืม กล่มได้สรางงานให้กับคนในชมชนนั่นคอส่งเสรมให้ปลกกล้วยขายให้กับกล่ม และเมอมกล้วยเข้า






ื่






มาเปนจ านวนมาก จะจ้างแรงงานจากคนในชมชนมาปอกกล้วยเพื่อทอดไว้ และจะฉาบเมอมลกค้าสั่ง





สนค้าเข้ามาท าให้ได้กล้วยทใหม่และกรอบอยู่ตลอดเวลา

การพัฒนาผลตภัณฑ์ กล่มได้มการประชมแลกเปลยนความคดเหนร่วมกันทกเดอน และมการ














น าสมาชกกล่มไปศกษาดงานกล่มอาชพอน ๆ เพือน าความรใหม่ ๆ มาพัฒนาผลตภัณฑ์ และมการ









เชอมโยงกับเครอข่ายซงเปนกล่มสตรอน ๆ ในการหาตลาดร่วมกัน แลกเปลยนความรเรองการบรหาร
ี่







ื่









ี่

จัดการกล่มให้ยั่งยืน และจากการทกล่มได้ไปศกษาดงานการผลตกล้วยฉาบทจังหวัดสโขทัย ท าให้กล่ม















ได้เครอข่ายในการแลกเปลยนเรยนรการพัฒนาผลตภัณฑ์กว้างข้น ความรจากการไปศกษาดงานท าให้




กล่มได้แนวคดเกียวกับการฝานกล้วยฉาบให้ได้ในปรมาณมาก ๆ ได้เรยนรและขยายการผลตสนค้าชนด









อน ๆ เพิ่ม เช่น การท าเผือกฉาบ มันฝร่งทอด และการพัฒนารสชาตของผลตภัณฑ์ให้มความหลากหลาย



ื่











มากข้น ท าให้กล่มได้รับการพัฒนา มใบอนญาตทเรยกว่า อย. มาเปนเครองก ากับถงคณภาพของ







ผลตภัณฑ์มการขยายตลาดไปต่างจังหวัด และต่างประเทศ กล่มจงเปนทรจักและด ารงอยู่ได้มาจนถงทก





วันน้ ี



จากตัวอย่างการด าเนนการกล่มกล้วยหอมยัดเยียด ได้มการน าการจัดการความรมาใช้เพื่อการ



พัฒนากล่มกระบวนการจัดการความรของกล่มเปนดังน้ ี










1. การบงชความรู เปาหมายของการรวมกล่มกล้วยหอมยัดเยียด คอ สรางรายได้ให้กับ




สมาชกกล่มอาชพ และพัฒนากล่มอาชพให้เข้มแข็ง ยั่งยืน มรายได้อย่างต่อเนอง กล่มต้องมความรใน
















เรองวัตถดบ กระบวนการผลต การตลาด การรวมกล่ม การสรางเครอข่าย
ื่

103












2. การสรางและแสวงหาความรู เมอก าหนดองค์ความรทจ าเปนในการพัฒนากล่มอาชพแล้ว









กล่มมการส ารวจหาแหล่งความรทด าเนนการเกียวกับการท ากล้วยฉาบ ซงก่อนด าเนนการแสวงหาความร ู ้












ได้มการปรกษาหารอกันในกล่ม รวมทั้งส่วนราชการทให้การสนับสนน จากนั้นได้รวบรวมรายชอกล่ม





ี่

อาชพทท าเรองกล้วยในจังหวัดพะเยา เพือเปนข้อมูลในการวางแผนการแลกเปลยนเรยนรร่วมกัน
ื่










ื่
3. การจดการความรูใหเปนระบบ เมอมการแสวงหาความรแล้ว ได้มการจัดท าท าเนยบกล่ม








อาชพต่าง ๆ ทั้งทอยู่ในจังหวัดพะเยา และจังหวัดใกล้เคยง เพือการแลกเปลยนเรยนรร่วมกันต่อไป












4. การประมวลและกลันกรองความรู ความรทได้จากกล่มต่าง ๆ กล่มได้มการแยกแยะถง











ปญหาและจดเด่นของการด าเนนการพัฒนากล่มอาชพในแต่ละกล่ม และน ามาจัดท าเวทเพื่อให้สมาชก










กล่มร่วมกันวิเคราะหถงจดเด่นจดด้อยของกล่ม เพือการพัฒนากล่มให้ดยิ่งข้นต่อไป







5. การเขาถึงความรู กล่มได้สรางเครอข่ายเพือการเรยนรในองค์ความรทจ าเปนต่อการพัฒนา













กล่มร่วมกัน ทั้งความรในเรองวัตถดบ กระบวนการผลต การตลาด การบรหารจัดการกล่ม





6. การแบงปนแลกเปลียนความรู กล่มมการแลกเปลยนเรยนรร่วมกันอยู่ตลอด สรางความ





















สามัคคภายในกล่ม แลกเปลยนเรยนรกับกล่มอน ๆ ทั้งกล่มทอยู่ในจังหวัดพะเยา และกล่มทอยู่ในจังหวัดอน


















จากการศกษาดงาน และประชมสัมมนา รวมทั้งการแลกเปลยนเรยนรอย่างไม่เปนทางการจากการพบเจอ



กันในการออกรานในงานต่าง ๆ ทส่วนราชการเปนผู้จัด





7. การเรยนรู สมาชกในกล่มเกิดการเรยนรร่วมกัน ยกระดับความรในเรองวัตถดบ ท าให้ม ี





ื่












วัตถดบเพือใช้ในการผลตตลอดทั้งป มกระบวนการผลตทง่ายไม่ยุ่งยากและเปนอันตราย ผลตได้จ านวน


มาก ๆ เพียงพอต่อความต้องการ มการขยายตลาดเพิ่ม มการรวมห้นในกล่มเพือเปนเงนทนของกล่มและ












ช่วยเหลอสมาชกทเดอดรอน







การสรุปองคความรูและการจดท าสารสนเทศการจดการความรู ้

ดวยการรวมกลุมปฏิบัติการ



ในการปฏบัตงานแต่ละคร้ง กล่มจะต้องมการสรปองค์ความรเพือจัดท าเปนสารสนเทศเผยแพร่













ี่

ความรให้กับสมาชกกล่ม และกล่มอน ๆ ทสนใจในการเรยนร และเมอมการ ด าเนนการจัดหาหรอสราง






ื่



ความรใหม่จากการพัมนาข้นมา ต้องมการก าหนดส่งส าคัญทจะเก็บไว้เปนองค์ความร และต้องพิจารณา











ถงวิธการในการเก็บรกษาและน ามาใช้ให้เกิดประโยชนตามความต้องการ ซงกล่มต้องจัดเก็บองค์ความร ู ้












ไว้ให้ดทสด ไม่ว่าจะเปนข้อมูลข่าวสารสนเทศ การวิจัย การพัฒนา โดยต้องค านงถงโครงสรางและ
ี่

ี่


สถานทหรอฐานของการจัดเก็บ ต้องสามารถค้นหาและส่งมอบได้อย่างถกต้อง มการจ าแนกหมวดหมู่


ของความรไว้อย่างชัดเจน

104





การสรุปองคความรูดวยการรวมกลุมปฏิบัติการ
















การจัดการความรกล่มปฏบัตการ เปนการจัดการความรของกล่มทรวมตัวกัน มจดม่งหมายของ






การท างานร่วมกันให้ประสบผลส าเรจ ซงมกล่มปฏบัตการหรอทเรยกว่า “ชมชนนักปฏบัต” เกิดข้นอย่าง













มากมาย เช่น กล่มฮักเมองน่าน กล่มเล้ยงหมู กล่มเล้ยงกบ กล่มเกษตรอนทรย์ กล่มสัจจะออมทรพย์ หรอ








กล่มอาชพต่าง ๆ ในชมชน กล่มเหล่าน้พรอมทจะเรยนรและแลกเปลยนประสบการณซงกันและกัน


























องค์ความรจงเปนความรและปญญาทแตกต่างกันไปตามสภาพและบรบทของชมชน การสราง


















องค์ความรหรอชดความรของกล่มได้แล้ว จะท าให้สมาชกกล่มมองค์ความร หรอชดความรไว้เปน




เครองมอในการพัฒนางาน และแลกเปลยนเรยนรกับคนอนหรอกล่มอนอย่างภาคภมใจ เปนการต่อยอด



ื่











ความรและการท างานของตนต่อไปอย่างไม่มทส้นสดอย่างทเรยกว่าเกิดการเรยนรและพัฒนากล่มอย่าง













ต่อเนองตลอดชวิต





ในการสรปองค์ความรของกล่ม กล่มจะต้องมการถอดองค์ความรทเกิดจากการ ปฏบัต การ











ถอดองค์ความรจงมลักษณะของการไหลเวียนความรจากคนส่คน และจากคนส่กระดาษ นั่นคอการองค์











ี่

ความรมาบันทกไว้ในกระดาษ หรอคอมพิวเตอรเพือเผยแพร่ให้กับ คนทสนใจได้ศกษาและพัฒนาความร ู ้






ต่อไป ปจจัยทส่งผลส าเรจต่อการรวมกล่มปฏบัตการ คอ






1. การสรางบรรยากาศของการท างานร่วมกัน กล่มมความเปนกันเอง




2. ความไว้วางใจซงกันและกัน เปนหัวใจส าคัญของการท างานเปนทม สมาชกทกคนควร











ไว้วางใจกัน ซอสัตย์ต่อกัน สอสารกันอย่างเปดเผย ไม่มลับลมคมใน
3. การมอบหมายงานอย่างชัดเจน สมาชกทกคนงานเข้าใจวัตถประสงค์ เปาหมาย และ




ยอมรบภารกิจหลักของทมงาน


4. การก าหนดบทบาทให้กับสมาชกทกคน สมาชกแต่ละคนเข้าใจและปฏบัตตามบทบาท












ของตนเอง และเรยนรเข้าใจในบทบาทของผู้อนในกล่ม ทกบทบาทมความส าคัญ รวมทั้งบทบาทในการ




ช่วยรกษาความเปนกล่มให้มั่นคง เช่น การประนประนอม การอ านวย ความสะดวก การให้ก าลังใจ เปนต้น




5. วิธการท างาน ส่งส าคัญทควรพิจารณา คอ




1) การสอความ การท างานเปนกล่มต้องอาศัยบรรยากาศ การสอความทชัดเจน เหมาะสม
ื่
ื่
ี่


ี่







ซงจะท าให้ทกคนกล้าเปดใจแลกเปลยนความคดเหน และแลกเปลยนเรยนรซงกันและกันจนเกิดความ









เข้าใจ และน าไปส่การท างานทมประสทธภาพ


ื่




2) การตัดสนใจ การท างานเปนกล่มต้องใช้ความรในการตัดสนใจร่วมกัน เมอ เปด



โอกาสให้สมาชกในกล่มแสดงความคดเหน และร่วมตัดสนใจแล้ว สมาชกย่อมเกิดความ ผูกพันทจะท า






ี่




ให้ส่งทตนเองได้มส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
3) ภาวะผู้น า คอ บคคลทได้รบการยอมรบจากผู้อน การท างานเปนกล่มควร ส่งเสรมให้



ี่


ื่




สมาชกในกล่มทกคนได้มโอกาสแสดงความเปนผู้น า เพือให้ทกคนเกิดความรสกว่า ได้รบการยอมรบ















จะได้รสกว่าการท างานร่วมกันเปนกล่มนั้นมความหมายปรารถนาทจะท าอก





105










4) การก าหนดกตกาหรอกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทจะเอ้อต่อการท างานร่วมกันให้บรรลเปาหมาย






ควรเปดโอกาสให้สมาชกได้มส่วนร่วมในการก าหนดกตกา หรอกฎเกณฑ์ทจะน ามาใช้ร่วมกัน



6. การมส่วนร่วมในการประเมนผลการท างานของกล่ม ควรมการประเมนผลการท างานเปน







ระยะในรปแบบทั้งไม่เปนทางการและเปนทางการ โดยสมาชกทกคนมส่วนร่วมใน การประเมนผลงาน




ท าให้สมาชกได้รบทราบความก้าวหน้าของงาน ปญหาอปสรรคทเกิดข้น รวมทั้งพัฒนากระบวนการ













ท างาน หรอการปรบปรงแก้ไขร่วมกัน ซงในทสดสมาชกจะได้ทราบ ว่าผลงานบรรลเปาหมาย และม ี



ี่
คณภาพมากน้อยเพียงใด


ตัวอยางการสรุปองคความรูกลุมกลวยหอมยัดเยียด






106

107

108








สารสนเทศการจดการความรูดวยการรวมกลุมปฏิบติการ




สารสนเทศการจัดการความรด้วยการรวมกล่มปฏบัตการ หมายถงการรวบรวมข้อมูลทเปน

ี่












ประโยชนต่อการพัฒนางาน พัฒนาคน หรอพัฒนากล่ม ซงอาจจัดท าเปนเอกสารคลังความรของกล่ม





ี่
หรอเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เพือแบ่งปนแลกเปลยนความร และน ามาใช้ประโยชน์ในการท างาน



ตัวอย่างของสารสนเทศจากการรวมกล่มปฏบัตการ ได้แก่



ี่






1. บันทกเรองเล่า เปนเอกสารทรวบรวมเรองเล่า ทแสดงให้เหนถงวิธการท างานให้ประสบ



ื่
ผลส าเรจ อาจแยกเปนเรอง ๆ เพื่อให้ผู้ทสนใจเฉพาะเรองได้ศกษา
ี่


ื่



2. บันทกการถอดบทเรยนหรอการถอดองค์ความร เปนการทบทวนสรปผลการท างานท ี่






จัดท าเปนเอกสาร อาจจัดท าเปนบันทกระหว่างการท างานและหลังจากท างานเสรจแล้ว เพื่อให้เหน






วิธการแก้ปญหาในระหว่างการท างาน และผลส าเรจจากการท างาน






ี่




3. วีซดเรองสั้น เปนการจัดท าฐานข้อมูลความรทสอดคล้องกับสังคมปจจบัน ทมการใช้












เครองอเล็กทรอนกสกันอย่างแพร่หลาย การท าวีซดเปนเรองสั้น เปนการเผยแพร่ให้บคคลได้เรยนรและ





น าไปใช้ในการแก้ปญหา หรอพัฒนางานในโอกาสต่อไป





4. ค่มอการปฏบัตงาน การจัดการความรทประสบผลส าเรจจะท าให้เหนแนวทางของการ
ี่








ี่




ท างานทชัดเจน การจัดท าเปนค่มอเพือการปฏบัตงาน จะท าให้งานมมาตรฐานและผู้เกียวข้องสามารถ

น าไปพัฒนางานได้


5. อนเทอรเนต ปจจบันมการใช้อนเทอรเนตกันอย่างแพร่หลาย และมการสอสาร
ื่



















แลกเปลยนความรผ่านทางอนเทอรเนตในเว็บไซต์ต่าง ๆ มการบันทกความรทั้งในรปแบบของ เว็บ

ื่



บล็อก เว็บบอรด และรปแบบอน ๆ อนเทอรเนตจงเปนแหล่งเก็บข้อมูลจ านวนมากในปจจบัน เพราะคน






ี่



สามารถเข้าถงข้อมูลได้อย่างรวดเรว ทกท ทกเวลา


กิจกรรม


กิจกรรมที่ 1 การจัดการความรด้วยตนเองต้องอาศัยทักษะอะไรบ้าง และผู้เรยนมวิธการจัด






การความรด้วยตนเองอย่างไร ยกตัวอย่าง
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

109








ี่


กิจกรรมที่ 2 องค์ความรทผู้เรยนได้รบจากการจัดการความรด้วยตนเองคออะไร

(แยกเปนข้อ ๆ)
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................












กิจกรรมที่ 3 ให้ผู้เรยนเขยนเรองเล่าแห่งความส าเรจ และรวมกล่มกับเพือนทมเรองเล่าลักษณะ




คล้ายกันผลัดกันเล่าเรอง สกัดความรจากเรองเล่าของเพือน ตามแบบฟอรม






ดังน้ ี






แบบฟอรมการบนทึกขุมความรูจากเรองเกา


ื่
ชอเรอง
ื่
.....................................................................................................................................................................
ชอผู้เล่า


.....................................................................................................................................................................


1. เน้อเรองย่อ


.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

110






2. การบันทกขุมความรจากเรองเล่า



2.1 ปญหา
............................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................



2.2 วิธแก้ปญหา (ขุมความร)..............................................................................................................


.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................


2.3 ผลทเกิดข้น


..................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................



2.4 ความรสกของผู้เล่า / ผู้เล่าได้เรยนรอะไรบ้าง จากการท างานน้ ี



.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

111



3. แก่นความร ้ ู

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................









กิจกรรมที่ 4 ให้ผู้เรยนจับกล่ม 3 - 5 คน ไปถอดองค์ความรกล่มอาชพต่าง ๆ ในชมชน และ



น ามาสรปเปนองค์ความร ตามแบบฟอรมดังน้ ี



สรุปองคความรูกลุม.....................................................................................................................




ทอยู่กล่ม......................................................................................................................................................


ชอผู้ถอดองค์ความร ้ ู 1........................................................................................................................
ื่
2........................................................................................................................
3........................................................................................................................

112






แบบทดสอบเรองการจดการความรู ้






ค าชแจง : จงกากบาท X เลือกขอทีทานคิดวาถูกตองทีสุด







1. การจัดการความรเรยกสั้น ๆ ว่าอะไร

ก. MK
ข. KM
ค. LO
ง. QA




2. เปาหมายของการจัดการความรคออะไร
ก. พัฒนาคน
ข. พัฒนางาน
ค. พัฒนาองค์กร

ง. ถกทกข้อ

3. ข้อใดถกต้องมากทสด

ี่



ก. การจัดการความร หากไม่ท า จะไม่ร ู ้





ี่
ข. การจัดการความรคอการจัดการความรของผู้เชยวชาญ



ค. การจัดการความรถอเปนเปาหมายของการท างาน


ี่

ง. การจัดการความรคอการจัดการความรทมในเอกสาร ต ารา มาจัดให้เปน






ระบบ


4. ขั้นสงสดของการเรยนรคออะไร




ก. ปญญา

ข. สารสนเทศ
ค. ข้อมูล
ง. ความร ู ้



5. ชมชนนักปฏบัต (Cop) คออะไร

ก. การจัดการความร ้ ู
ข. เปาหมายของการจัดการความร ู ้


ค. วิธการหนงของการจัดการความร ู ้


ง. แนวปฏบัตของการจัดการความร ู ้



113






6. รปแบบการจัดการความรตามโมเดลปลาทู ส่วน “ท้องปลา” หมายถงอะไร


ก. การก าหนดเปาหมาย
ี่

ข. การแลกเปลยนเรยนร ู ้

ค. การจัดเก็บเปนคลังความร ้ ู
ง. ความรทชัดแจ้ง
ี่










7. ผู้ทท าหน้าทกระต้นให้เกิดการแลกเปลยนเรยนรคอใคร





ก. คณเอ้อ

ข. คณอ านวย

ค. คณกิจ


ง. คณลขต





8. สารสนเทศเพือเผยแพร่ความรในปจจบันมอะไรบ้าง


ก. เอกสาร

ข. วีซด ี
ค. เว็บไซต์
ง. ถกทกข้อ







9. การจัดการความรด้วยตนเองกับชมชนแห่งการเรยนรมความเกียวข้องกัน



หรอไม่ อย่างไร






ก. เกียวข้องกัน เพราะการจัดการความรในบคคลหลาย ๆ คน รวมกันเปน

ชมชน เรยกว่าเปนชมนมแห่งการเรยนร ู ้









ข. เกียวข้องกัน เพราะการจัดการความรให้กับตนเองก็เหมอนกับจัดการความร ้ ู
ให้ชมชนด้วย






ค. ไม่เกียวข้องกัน เพราะจัดการความรด้วยตนเองเปนปจเจกบคคล ส่วน








ชมชนแห่งการเรยนรเปนเรองของชมชน

ง. ไม่เกียวข้องกัน เพราะชมชนแห่งการเรยนรเปนการเรยนรเฉพาะกล่ม















10. ปจจัยทท าให้การจัดการความรการรวมกล่มปฏบัตการประสบผลส าเรจคออะไร



ี่
ก. พฤตกรรมของคนในกล่ม


ข. ผู้น ากล่ม

ค. การน าไปใช้


ง. ถกทกข้อ

เฉลย 1) ข 2) ง 3) ก 4) ก 5) ค 6) ข 7) ข 8) ง 9) ก 10) ง

114





แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ต น เ อ ง ห ลั ง เ รี ย น






บทสะทอนทีไดจากการเรยนรู ้







1. ส่งทท่านประทับใจในการเรยนรรายวิชาการจัดการความร ้ ู
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................




2. ปญหา/อปสรรคทพบในการเรยนรรายวิชาการจัดการความร ู ้

ี่


.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................



3. ข้อเสนอแนะเพิ่มเตม
.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................

.....................................................................................................................................................................

115



บทที่ 4


คิดเปน




สาระสาคัญ







ทบทวนท าความเข้าใจกับความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ และเชอมโยงไปส่การเรยนร ้ ู











เรองของการคดเปน กระบวนการแก้ปญหาของคนคดเปนและปรชญาคดเปน ศกษาวิเคราะหลักษณะ




ของข้อมูลทั้งด้านวิชาการ ตนเอง และสังคม ส่งแวดล้อม รวมทั้งเทคนคการเก็บข้อมูล เพือน าไปใช้ใน

การเลอกเก็บข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการคดตัดสนใจอย่างคนคดเปน








ผลการเรยนรูทีคาดหวัง








1. อธบายทบทวนความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ กับความเชอมโยงส่กระบวนการคด
เปนและปรชญาคดเปนได้





2. จ าแนก เปรยบเทยบ ตรวจสอบ ลักษณะของข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง และสังคม






ส่งแวดล้อมทจะน ามาใช้ประกอบการคดและการวิเคราะหข้อมูล เพือแก้ปญหาของคน



คดเปนได้




ขอบขายเน้อหา








1. ความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ และการเชอมโยงส่กระบวนการคดเปนและปรชญา



คดเปน

2. ลักษณะและความแตกต่างของข้อมูลด้านวิชาการ ตนเอง และสังคมส่งแวดล้อม รวมทั้ง

เทคนคการเก็บข้อมูลและวิเคราะห สังเคราะหข้อมูล การคดเปนทจะน ามาใช้ประกอบการ











คด การตัดสนใจ แก้ปญหาของคนคดเปน




3. กรณตัวอย่างเพือการฝกปฏบัต ิ





ขอแนะนาการจดการเรยนรู ้


1. คดเปน เปนวิชาทเน้นให้ผู้เรยนได้เรยนรด้วยการคด การวิเคราะห และแสวงหาค าตอบด้วย







ี่







การใช้กระบวนการทหลากหลาย เปดกว้าง เปนอสระมากกว่าการเรยนรทเน้นเน้อหาให้













ท่องจ าหรอมค าตอบส าเรจรปให้ โดยผู้เรยนไม่ต้องคด ไม่ต้องวิเคราะหเหตและผลเสยก่อน

116








2. ขอแนะน าว่า กระบวนการเรยนรในระดับมัธยมศกษาตอนต้นนั้น ผู้เรยนในระดับ
มัธยมศกษาตอนต้นบางคนเท่านั้นทเคยเรยนมาจากหลักสตร กศน. 51 ระดับประถมศกษาท ี ่









เคยเรยนรแบบพบกล่ม เคยอภปรายถกแถลงมาก่อน แต่ส่วนใหญ่เรยนมาจากการศกษาใน







ระบบ จงควรให้ได้ฝกประสบการณการเรยนด้วยวิธพบกล่มได้ร่วมการอภปรายถกแถลง








เพือให้ผู้เรยนและครช่วยกันแสวงหาค าตอบตามประเดนทก าหนด และช่วยให้ผู้เรยนได้











ค้นเคยและมั่นใจในการเรยนรด้วยกระบวนการกล่มสัมพันธต่อไป ส่วนผู้ทเคยเรยนการ







อภปรายกล่มมาแล้ว ก็ใช้โอกาสน้ฝกทักษะให้มั่นใจเพิ่มข้น และจะได้ช่วยเพือน ๆ ให้ร่วม


กิจกรรมได้รวดเรวมากข้น



ื่

ี่

3. เนองจากเปนวิชาทประสงค์จะให้ผู้เรยนได้ฝกการคด การวิเคราะห เพื่อแสวงหาค าตอบด้วย






ตนเองมากกว่าท่องจ าเพือหาความรแบบเดม ครและผู้เรยนจงควรจะต้องปฏบัตตาม












กระบวนการทแนะน า โดยไม่ข้ามขั้นตอนจะช่วยให้การเรยนรเกิดข้นอย่างมประสทธภาพ

117




ื่
เรองที่ 1 ปฐมบทของการคิดเปน




“คดเปน คออะไร ใครรบ้าง


มทศทางมาจากไหน ใครเคยเหน






จะเรยนราท าอย่างไรให้ “คดเปน”


ไม่ล้อเล่นใครตอบได้ขอบใจเอย”





ความเชอพื้นฐานทางการศกษาผูใหญ ่









ทกวันน้นอกจากเดกและเยาวชนทคราเคร่งเรยนหนังสออยู่ในโรงเรยนกันมากมายทั่วประเทศ

แล้ว ก็ยังมเยาวชนและผู้ใหญ่จ านวนไม่น้อยทสนใจใฝรใฝเรยนต่างก็ใช้เวลาว่างจากการท างาน หรอ















วันหยุดไปเรยนรเพิ่มเตมทั้งวิชาสามัญ วิชาอาชพ หรอการฝกทักษะการเรยนรต่าง ๆ จากสอและ









เทคโนโลยีทแพร่หลายมากมายทเรยกว่า การศกษาผู้ใหญ่ การศกษานอกโรงเรยน การศกษานอกระบบ













และการศกษาตามอัธยาศัย ผู้เรยนเหล่าน้บางคนเปนเยาวชนทยังเรยนไม่จบมัธยมศกษาตอนต้น แต่ต้อง


ออกมาท างานเพราะครอบครวยากจน มพีน้องหลายคน บางคนไม่ได้เรยนหนังสอแต่ท างานเปนเจ้าของ






กิจการใหญ่โต บางคนจบปรญญาแล้วก็ยังมาเรยนอก บางคนอายุมากแล้วก็ยังสนใจมาฝกวิชาชพและวิชา


















ทสนใจ เช่น รองเพลง ดนตร หมอด พระเครอง เปนต้น และมจ านวนไม่น้อยทเรยนร การท ารานอาหาร

การท ารานขายทอง หรอการท าการเกษตรปลกสมโอตามทพ่อแม่ ปู ย่า ตา ยาย ท ามาหากินมาหลาย







ชั่วอายุคน

กิจกรรมที่ 1




คนทกคนมความแตกต่างกันเปนธรรมดา ท่านเคยรบ้างไหมว่า เหตใดนักศกษาเหล่าน้จงคดมา







ื่
ี่



เรยนหนังสอ เมออายุเลยวัยทจะเรยนในโรงเรยนแล้ว ค าตอบมหลากหลายแตกต่างกันไป เช่น



- อยากมโอกาสได้เรยนสง ๆ ได้เปนเจ้าคนนายคน


- เรยนจบระดับประถมศกษาแล้วตั้งแต่เดก ๆ อยากเรยนต่อระดับมัธยมศกษาบ้าง












- ต้องการน าความรไปใช้พัฒนาตนเอง พัฒนาอาชพให้ดข้น มรายได้ดกว่าเดม






- ต้องการพบเพือนร่นเดยว วัยเดยวกัน ได้แลกเปลยนความคดด้วยกัน












- มเงนมทอง มงานท าเปนหลักเปนฐาน มชอเสยงเด่นดังแล้ว อยากมวุฒการศกษาสง ๆ มาประดับ




ตัวเอง


- มฐานะด เปนเจ้าของกิจการใหญ่โตระดับประเทศและนานาชาต แต่มวุฒทางการศกษาเพียงแค่





ม. 3 ก็อายเขา

- อยากเรยนปรญญาบ้าง ตั้งใจจะสมัครเปนนักการเมองท้องถ่น แต่วุฒการศกษาไม่เพียงพอ จง








ต้องมาเรยนให้ได้วุฒตามทกฎหมายก าหนด




118





- มาเรยนให้จบมัธยมศกษาตอนปลาย เพือจะได้มโอกาสประเมนเลอนต าแหน่งเปนนายทหารชั้น






สัญญาบัตร




- มาเรยนวิชาชพท าอาหารตามทเพือน ๆ ชวนมา ตั้งใจจะน าความรไปท าอาหารขายในชมชน เมอ








เรยนส าเรจ ฯลฯ







ค าตอบอาจจะมอกมากมายตามเหตผลของแต่ละคนทไม่เหมอนกัน หรอบางคนอาจมเหตผล





เหมอนกับคนอนบ้าง แม้แต่ตัวท่านเอง เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า มาเรยนทนเพราะอะไร?






ค าตอบของท่าน คอ
เพราะ _____________________________________________________________________
(ลองเตมตามใจท่าน) ถ้าจะถามต่ออกว่า ท าไมเหตผลของหลายคนทกล่าวมาแล้วใน การเรยนทนจงไม่











เหมอนกันทกคนและอาจจะไม่เหมอนกับเหตผลของท่าน? หลายคนตอบว่า เพราะเขาไม่ใช่ท่าน





ความคด ความประสงค์ ความต้องการของเขาจงแตกต่างไปจากของท่าน

ท่านว่าจรงไหม? (ลองคด แต่ไม่ต้องเขยนตอบ)














ถ้าเรยนจบหลักสตรและคณครประเมนผลการเรยนรแล้วปรากฏว่า ท่านมความรจรงผ่านการ







ประเมนจบหลักสตรตามทท่านตั้งความหวังไว้ ท่านจะรสกอย่างไร (โปรดกาเครองหมาย  ลงในกรอบ



เหนด้วย)



ดใจ มความสข เสยใจ ไม่มความสข










แต่ถ้าเรยนจบหลักสตรตามทท่านตั้งใจมาเรยนแล้ว ปรากฏว่า ท่านไม่สามารถผ่านการประเมนจบ












หลักสตรได้ ความตั้งใจทจะมาเรยนทนจงไม่ส าเรจ ท่านจะรสกอย่างไร (โปรดกาเครองหมาย  ลงในกรอบ




เหนด้วย)
ดใจ ม ความสข เสยใจ ไม่มความสข













เชอว่า ค าตอบของท่านก็คงเหมอนกันทกคน นั่นก็คอ คนทุกคนมีความแตกตางกัน มีการด าเนน

ชวิตที่ตางกัน ความคาดหวัง ความตองการตาง ๆ ในชวิตก็แตกตางกัน แตทุกคนก็ตองการความสาเรจใน










ชวิตดวยกันทุกคน ซงถาประสบความสาเรจก็จะมีความสุข ความเชอดังกล่าวน้ เปนความจรงในชวิต 1

















ใน 5 ข้อ ของคน ทดร. โกวิท วรพิพัฒน์ อดตอธบดกรมการศกษานอกโรงเรยนได้ใช้เปนพื้นฐานความคดท ี ่

ี่


ส าคัญในการจัดการศกษาผู้ใหญ่หลายโครงการ ตั้งแต่ป พ.ศ. 2513 เปนต้นมา ความจรงในชวิตของคน 5







ประการ ทต่อมาเรยกกันว่า ความเชอพื้นฐานทางการศกษาผูใหญน้นับว่าเปนปฐมบท หรอทมาของค าว่า










คิดเปน


119





ใบงานที่ 1 การเรยนรูรวมกัน



ใบงานน้จะเน้นการอธบายถงกระบวนการเรยนรร่วมกันทจะช่วยให้ผู้เรยนได้รจักคด รจัก














วิเคราะห รจักการแสวงหาค าตอบด้วยตนเอง หรอจากกระบวนการอภปรายกล่ม โดยทครไม่บอก









หรอมค าตอบส าเรจรปให้ กระบวนการทว่าน้อาจเปนดังน้ ี








ครแบ่งกล่มผู้เรยนออกเปน 2 - 3 กล่มย่อย ให้ผู้เรยนเลอกประธานกล่มและเลขานการกล่ม










เพือเปนผู้น าอภปรายและผู้จดบันทกผลการอภปรายของกล่ม และน าผลการอภปรายของกล่มเสนอ








ต่อทประชมกล่มใหญ่ ครน าเสนอกรณตัวอย่าง พรอมประเดนอภปรายให้ผู้เรยนทกกล่มย่อย อภปราย













ถกแถลงเพื่อหาค าตอบตามประเดนทก าหนดให้ ครตดตาม สังเกตเหตผลของกล่ม หากข้อมูลยังไม่







เพียงพอ ครอาจช้แนะให้อภปรายเพิ่มเตม ในส่วนของข้อมูลทยังขาดอยู่ได้ เลขานการกล่มซงอาจะม ี










ได้ 1 - 2 คน บันทกผลการพิจารณาหาค าตอบตามประเดนทก าหนดให้เปนค าตอบสั้น ๆ เพียงให้ได้





ใจความ แล้วน าค าตอบนั้น ๆ ไปรายงานในทประชมกล่มใหญ่




ในการประชมกล่มใหญ่ ผู้แทนกล่มย่อยน าเสนอรายงาน ครช่วยผู้เรยนทท าหน้าทเลขานการ










กล่มบันทกข้อคดเหนของกล่มย่อยไว้ทกระดาษบรฟซงเตรยมจัดไว้ก่อนแล้ว เมอทกกล่มรายงานแล้ว
















ครน าอภปรายในกล่มใหญ่ ถงค าตอบของกล่ม ซงจะหลอมรวมบูรณาการค าตอบของกล่มย่อยออกมา








เปนค าตอบประเดนอภปรายของกรณตัวอย่าง หากมผู้เรยนไม่มากนัก ครอาจไม่ต้องแบ่งกล่มย่อย ให้








ผู้เรยนทกคนอภปรายถกแถลง หรอสนทนาและแลกเปลยนความคดกันในกล่มใหญ่เลย โดยม ี








ประธานหรอหัวหน้ากล่มเปนผู้น าและให้เลขานการกล่มใหญ่ เปนผู้บันทกข้อคดเหนของคนในกล่ม










โดยครอาจเปนผู้ช่วยได้ จากนั้นครน าสรปค าตอบทได้เปนข้อเขยนทสมบูรณข้น และน าค าตอบนั้น












บันทกในกระดาษบรฟตดไว้ให้เหนชัดเจน เปรยบเทยบกับตัวอย่างข้อสรปของกรณตัวอย่างทได้











เตรยมไว้ก่อนแล้ว ซงอาจใกล้เคยงกับข้อสรปของกล่ม







120








การเรยนรเรองความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ให้เข้าใจได้ด ผู้เรยนต้องท าความเข้าใจด้วย













การร่วมกิจกรรมการคด การวิเคราะหเรองราวต่าง ๆ เปนขั้นเปนตอนตามล าดับอย่างต่อเนองตั้งแต่




กิจกรรมท 1 ทผู้เรยนได้ร่วมกิจกรรมมาแล้วไปจนจบกิจกรรมท 5 และสรปความคดเปนขั้นเปนตอนตาม











ไปด้วยโดยไม่ต้องกังวลว่า ค าตอบหรอความคดทได้จะผิดหรอถกมากน้อยเพียงใด เพราะจะไม่มค าตอบ






ใดถกทั้งหมดและไม่มค าตอบใดผิดทั้งหมด เมอได้ร่วมกิจกรรมครบตามก าหนดทั้ง 5 กิจกรรมแล้ว



ผู้เรยนจะสามารถสรปแนวคดเรองความเชอพื้นฐานทางการศกษา ผู้ใหญ่ด้วยตนเองได้ ซงก็จะน าไปส่ ู















การท าความเข้าใจเรองคดเปนต่อไป กิจกรรมการเรยนรเรองความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่











ทั้ง 5 ขั้นตอนน้ ขอแนะน าให้ได้เรยนโดยวิธพบกล่ม เพือให้ได้มการอภปรายถกแถลงต่อยอดความคด





โดยให้ผู้เรยนได้ใช้ประสบการณตรงของทกคนมาเปนข้อมูลในการสนทนาแสดงความคดเหนร่วมกัน





กิจกรรมที่ 2







ครและผู้เรยนนั่งสบาย ๆ เปนกล่มเล็กหรอใหญ่แล้วแต่จ านวนผู้เรยน ครแจกใบงานท 2 ทเปน

















กรณตัวอย่างเรอง “แปะฮง” ให้ผู้เรยนทกคน ครอธบายให้ผู้เรยนทราบว่า ครจะอ่านกรณตัวอย่างให้ฟง 2




ี่



เทยวช้า ๆ ใครทพออ่านได้บ้างก็อ่านตามไปด้วย ใครทอ่านยังไม่คล่องก็ฟงครอ่านและคดตามไปด้วย เมอ












ครอ่านจบแล้วก็จะพูดคยกับผู้เรยนในเชงทบทวนถงเน้อหาในกรณตัวอย่างเรอง “แปะฮง” เพือให้แน่ใจว่า











ผู้เรยนทกคนเข้าใจเน้อหาของกรณตัวอย่างตรงกัน จากนั้นครจงอ่านประเดน ซงเปนค าถามปลายเปด



(ค าถามทไม่มค าตอบส าเรจรป แต่เปนค าถามทกระต้นให้ผู้เรยนร่วมกันแสดงความคดเหน) ทก ากับมากับ












กรณตัวอย่างให้ผู้เรยนฟง




121








ใบงานที่ 2 กรณีตัวอยางเรอง แปะฮง


ื่
แปะฮง














ท่านขุนพิชตพลพ่าย เปนคหบดมชอเสยงมากในด้านความเมตตากรณาท่านเปนคนทพรอม








ไปด้วยทรพย์สมบัต ข้าทาสบรวาร เกียรตยศ ชอเสยง และความสขกายสบายใจ







ตาแปะฮง เปนชายจนชราตัวคนเดยว ขายเต้าฮวย อาศัยอยู่ทห้องแถวเล็ก ๆ หลังบ้านขุนพิชต





แปะฮงขายเต้าฮวยเสรจกลับบ้านตอนเย็นตกค าหลังจากอาบน ้าอาบท่า กินข้าวเสรจก็นั่งสซอ



เพลดเพลนทกวันไป













วันหนงท่านขุนคดว่า แปะฮงดมความสขดแต่ถ้าได้มเงนมากข้นคงจะมความสขอย่าง











สมบูรณมากข้น ท่านขุนจงเอาเงนหนงแสนบาทไปให้แปะฮง จากนั้นมาเปนเวลาอาทตย์หนงเต็ม ๆ











ท่านขุนไม่ได้ยินเสยงซอจากบ้านแปะฮงอกเลย ท่านขุนรสกเหมอนขาดอะไรไปอย่างหนง เย็นวันทแปด











แปะฮงก็มาพบท่านขุน พรอมกับน าเงนทยังเหลออกหลายหมนมาคน แปะฮงบอกท่านขุนว่า









“ผมเอาเงนมาคนท่านครบ ผมเหนอยเหลอเกิน มเงนมากก็ต้องท างานมากข้น ต้องคอยระวัง









รกษาเงนทอง เต้าฮวยก็ไม่ได้ขาย ต้องไปลงทนทางอน เพือให้รวยมากข้นอก ลงทนแล้วก็กลัว






ขาดทน เหนอยเหลอเกิน ผมไม่อยากได้เงนแสนแล้วครบ”





คนนั้นท่านขุนก็หายใจโล่งอก เมอได้ยินเสยงซอจากบ้านแปะฮง แทรกเข้ามากับสายลม









ประเดน ในเรองของความสขของคนในเรองน้ ท่านได้แนวคดอะไรบ้าง

122



แนวทางการท ากิจกรรม


1. ให้ครน าผู้เรยนท ากิจกรรมตามทแนะน าไว้ในใบงานท 2















2. กล่มเลอกข้อคดหรอค าตอบทกล่มคดว่าดทสดไว้ 1 ค าตอบ















3. ค าตอบทกล่มคดว่าดทสด ทเลอกบันทกไว้ คอ
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................





ผู้เรยนหลายกล่มทเคยเสนอไว้

ตัวอย่างข้อสรปของกรณตัวอย่าง ตัวอยาง






ื่
เรอง “แปะฮง” จากความเหนของ ข้อสรปผลการอภปรายจากกรณ ี





ผู้เรยนหลายหล่มทเคยเสนอไว้ ตัวอย่างเรอง


ดังปรากฏในกรอบด้านขวามอ “แปะฮง”



ตัวอย่างข้อสรปน้อาจใกล้เคยง --------------

ื่


กับข้อสรปของกล่มของท่านก็ได้ เมอคนมความแตกต่างกัน



แต่ทกคนต่างก็ต้องการความสข

ดังนั้น ความสขของแต่ละคนก็อาจไม่

เหมอนกัน ต่างกันไปตามสภาวะของ



แต่ละบคคลทแตกต่างกันด้วย

123





ใบงานที่ 3 กรณีตัวอยางเรอง “ธญญวดี”


ื่
ธญญวดี



ธัญญวดได้รบการบรรจเปนครในโรงเรยนมัธยมทต่างจังหวัด พอเปนครได้ 1 ป ก็มอัน












ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในกรงเทพมหานคร โรงเรยนทธัญญวดย้ายเข้ามาท าการสอนเปนโรงเรยน


ี่



มัธยมเช่นเดยวกัน แต่มการสอนการศกษาผู้ใหญ่ ระดับท 3 - 4 และ 5 ในตอนเย็นอกด้วย มาเมอ


ื่




เทอมทแล้ว ธัญญวดได้รบการชักชวนจากอาจารย์ใหญ่ให้สอนการศกษาผู้ใหญ่ ในตอนเย็น





ธัญญวดเหนว่าตัวเองไม่มภาระอะไรก็เลยตกลงโดยไม่ต้องคดถงเรองอน ซ ้ายังจะมรายได้










เพิ่มข้นอกด้วย


แต่ธัญญวดจะคดผิดหรอเปล่าไม่ทราบ เร่มต้นจากเสยงกระแนะกระแหนจากครเก่า






บางคนว่ามาอยู่ยังไม่ทันไรก็ได้สอนภาคค า ส่วนครเก่าทสอนภาคค า ก็เลอกสอนเฉพาะชั่วโมง






ต้น ๆ โดยอ้างว่า เขามภารกิจทบ้าน ธัญญวดยังสาว ยังโสดไม่มภาระอะไรต้องสอนชั่วโมง





ท้าย ๆ ท าให้ธัญญวดต้องกลับบ้านดกทกวัน ถงบ้านก็เหนอย อาบน ้าแล้วหลับเปนตายทกวัน








การสอนของครภาคค า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยค านงถงผู้เรยน เขาจะรบสอนให้หมดไปชั่วโมง






หนง ๆ เท่านั้น เทคนคการสอนทได้รบการอบรมมา เขาไม่น าพา ท างานแบบขอไปท เช้าชามเย็น







ชาม ธัญญวดเหนแล้วก็คดว่า คงจะร่วมสังฆกรรมไม่ได้ จงพยายามท่มเทก าลังกายก าลังใจและ





เวลา ท าทก ๆ วิถทางเพือหวังจะให้ครเหล่านั้นได้เอาเยียงอย่างของตนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลทกอย่าง






เหมอนเดม ธัญญวดแทบหมดก าลังใจไม่มความสขเลย คดจะย้ายหนไปอยู่ทอนมาฉกคดว่าท ี ่













ไหน ๆ คงเหมอน ๆ กัน คนเราจะให้เหมอนกันหมดทกคนไปไม่ได้




ประเด็น ถ้าท่านเปนธัญญวด ท าอย่างไรจงจะอยู่ในสังคมนั้นได้อย่างมความสข






124



แนวทางการท ากิจกรรม


1. ครน าผู้เรยนท ากิจกรรมตามทเสนอไว้ในใบงานท 3












2. กล่มเลอกข้อคดหรอค าตอบทคดว่าดทสดไว้ 1 ค าตอบ





3. ค าตอบทกล่มคดว่าดทสดทเลอกบันทกไว้คอ












..........................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................



ตัวอย่างข้อสรปของกรณตัวอย่าง ตัวอยาง









ื่

เรอง “ธัญญวด” จากความเหนของ ข้อสรปผลการอภปรายจากกรณตัวอย่างเรอง




ผู้เรยนหลายกล่มทเคยเสนอไว้ “ธญญวดี”

ดังปรากฏในกรอบด้านขวามอ --------------








ตัวอย่างข้อสรปน้อาจใกล้เคยง การทคนเราจะมชวิตอยู่ได้อย่างเปน




กับข้อสรปของกล่มของท่านก็ได้ สขนั้ นต้องรจักปรบตัวเองให้เข้ากับ



สถานการณ ส่งแวดล้อมหรอปรบสถานการณ ์




ส่งแวดล้อมให้เข้ากับตนเองหรอปรบทั้งสอง



ทางให้เข้าหากันได้อย่างผสมกลมกลนอย่าง


น่าพอใจก็จะเกิดความสขได้

125





ใบงานที่ 4 กรณีตัวอยางเรอง “วุน”
ื่




วุน






หมู่บ้านดอนทรายมูลทเคยสงบเงยบมาแต่กาลก่อน กลับคกคักด้วยผู้คนทอพยพเข้าไป
อยู่เพิ่มกันมากข้น ๆ ทกวัน ทั้งน้เปนเพราะการค้นพบพลอยในหมู่บ้าน มการต่อไฟฟา ท าให้






สว่างไสว ถนนลาดยางอย่างด รถราวิ่งดขวักไขว่ไปหมด ส่งทไม่เคยเกิดข้นมาก่อนก็เกิดข้น













เช่น เมอวานเจ้าจกลกผู้ใหญ่จ้าง ถกรถจากกรงเทพฯ ทับตายขณะวิ่งไล่ยิงนก เมอเดอนก่อน



น.ส.เหรยญเงน เทพีสงกรานต์ปน้ ถกไฟฟาดดขณะรดผ้าอยู่ ซ่องผู้หญงเกิดข้นเปนดอกเหด






















เพื่อต้อนรบผู้คนทมาท าธรกิจ ทรายก็คอเปนทเทยวของผู้ชายในหมู่บ้านน้ไปด้วย ท าให้ผัวเมยตกัน






แทบไม่เว้นแต่ละวัน
ครสงหแกนั่งดเหตการณต่าง ๆ ทเกิดข้นแล้ว ได้แต่ปลงอนจจัง “เออ ไอ้พวกน้เคยสอน















จ ้าจ้จ ้าไชมา ตั้งแต่หัวเท่าก าปน เดยวน้ดมันขัดหขัดตากันไปหมด จะสอนมันอย่างเดมคงจะไป



ั้
ไม่รอดแล้ว เราจะท าอย่างไรด”


ประเด็น




1. ท าไมจงเกิดปญหาต่าง ๆ เหล่าน้ข้นในหมู่บ้านดอนทรายมูล


2. ถ้าท่านเปนคนในหมู่บ้านทรายมูล ท่านจะแก้ปญหาอย่างไร









3. ท่านคดว่า การเรยนรทเหมาะสมกับสภาพของชมชนเช่นน้ ควรเปนอย่างไร

126



แนวทางการท ากิจกรรม




1. ครน าผู้เรยนท ากิจกรรมตามทเสนอไว้ในใบงานท 4

ี่



2. กล่มเลอกข้อคดหรอค าตอบทดทสดไว้ 1 ค าตอบ









3. ค าตอบทกล่มเลอกบันทกไว้ คอ




..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................


ตัวอย่างข้อสรปของกรณตัวอย่าง ตัวอยาง



ื่
เรอง “วุ่น” จากความเหนของ ข้อสรปผลการอภปรายจากกรณตัวอย่างเรอง





ผู้เรยนหลายกล่มหลายคน “วุน”



ี่
ทเคยเสนอไว้ดังทปรากฏ --------------
ี่
ในกรอบด้านขวามอ สังคมปจจบันมการเปลยนแปลงอย่างรวดเรว








ตัวอย่างข้อสรปน้อาจใกล้เคยง ความเจรญทางวัตถและเทคโนโลยีวิ่งเข้าส่ชมชนอย่าง






กับข้อสรปของกล่มของท่านก็ได้ รวดเรวและรนแรงตลอดเวลา จนคนในชมชนตั้งรบ






ไม่ทัน ปรบตัวไม่ได้จงเกิดปญหาทหลากหลาย





ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมอง การปกครอง

การศกษา อาชพ ความมั่นคง และความปลอดภัยของ


คนในชมชน การจัดการเรยนการสอน ในปจจบันจะใช้




วิธสอนโดยการบอกการอธบายของครให้ผู้เรยนจ าได้




เท่านั้นคงไม่เพียงพอแต่ต้องให้ผู้เรยนรจักคด รจักการ






แก้ปญหาทต้องได้ข้อมูลทหลากหลายมาประกอบการ


ี่

คดแก้ปญหาให้สอดคล้องกับความเชอ ความจ าเปน





ของตนเอง และความต้องการของชมชนด้วย


127





ใบงานที่ 5 กรณีตัวอยางเรอง “สูไหม”

ื่


“สูไหม”


ผมตกใจสะด้งตนข้นเมอเกิดเสยงเอะอะ พอลมตาข้นมา เหนทกคนยืนกันเกือบหมดรถ











“ทกคนนั่งลงอยู่น่ง ๆ อย่าเคลอนไหวไม่งั้นยิงตายหมด” เสยงตวาดลั่นออกมาจากปากของ





เจ้าชายหน้าเห้ยม คอสั้นทยืนอยู่หน้ารถ ก าลังใช้ปนจ่ออยู่ทคอของคนขับ






ผมรทันทว่ารถทัวรทผมโดยสารคันน้ ีถกเล่นงานโดยเจ้าพวกวายรายแน่ หันไปด ู








ด้านหลัง เหนไอ้วายรายอกคนหนงถอปนจังก้าอยู่ ผมใช้มออันสั่นเทาล้วงลงไปในกระเปา









กางเกง คล า .38 เห่าไฟของผมซงซ้อออกมาจากรานเมอบ่ายน้เอง นกในใจว่า “โธ่เพิ่งซ้อเอา









มายังไม่ทันยิงเลย เพียงใส่ลกเต็มเท่านั้นเองก็จะถกคนอนเอาไปเสยแล้ว”





เสยงเจ้าตาพองหน้ารถตะโกนขู่บอกคนขับรถ “หยุดรถเดยวน้ มงอยากตายโหงหรอ






ไง” ผมนกในใจว่า เดยวพอรถหยุดมันคงต้องให้เราลงจากรถแล้วกวาดกันเกล้ยงตัว แต่ผมต้อง




แปลกใจแทนทรถจะหยุดมันกลับยิ่งเรวข้นทกท ทกท ยิ่งไปกว่านั้นรถกลับส่ายไปมาเสยด้วย









ไอ้พวกมหาโจรเซไปเซมา แต่เจ้าตาพองยังไม่ลดละ แม้จะเซออกไปมันก็กลับวิ่งไปยืนประชด

คนขับอก พรอมตะโกนอยู่ตลอดเวลา “หยุดโว้ย หยุด ไอ้น กูลงไปได้ละมง จะเหยียบให้คาสน




ี่
ทเดยว”


รถคงตะบงไปต่อ คนขับบ้าเลอดเสยแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเขาคดอย่างไร ขณะนั้นผม




กวาดสายตาเหนผู้ชายทนั่งถัดไปทางม้านั่งทางด้านซ้าย เปนต ารวจยศจ่าก าลังจ้องเขม็งไปทไอ้


ี่


วายรายและถัดไปอกเปนชายผมสั้นเกรยนอก 2 คน ใส่กางเกงสกากี และสข้ม้า ผมเข้าใจว่าคง








จะเปนต ารวจหรอทหารแน่ ก าลังเอามอล้วงกระเปากางเกงอยู่ทั้งสองคน




บรรยากาศตอนนั้นช่างเครยดจรง ๆ ไหนจะกลัวปล้น ถกยิง ไหนจะกลัวรถคว า ทกคน





เกรงไปหมด ทกส่งทกอย่างถงจดวิกฤตแล้ว







ประเด็น
1. ถ้าคณอยู่ในเหตการณอย่างผม คณจะตัดสนใจอย่างไร





2. ก่อนทคณจะตัดสนใจ คณคดถงอะไรบ้าง








128



แนวทางการท ากิจกรรม












ครแบ่งกล่มผู้เรยนออกเปน 2 - 3 กล่มย่อย ให้ผู้เรยนเลอกประธานกล่มและเลขานการกล่มเพือ




เปนผู้น าและผู้จดบันทกผลการอภปรายของกล่มตามล าดับ และน าผลการอภปรายทบันทกไว้ไปเสนอต่อ













ทประชมใหญ่ จากนั้น ให้ผู้เรยนทกกล่มอภปรายถกแถลงเพือหาค าตอบตามประเดนทก าหนดให้ คร ู








ตดตามสังเกต การใช้เหตผลของแต่ละกล่ม หากข้อมูลยังไม่เพียงพอ ครอาจช้แนะให้อภปรายเพิ่มเตมได้



เลขานการกล่มบันทกผลการพิจารณาหาค าตอบตามประเดนทก าหนด และน าค าตอบนั้นไปรายงานในท ี ่












ประชมกล่มใหญ่ (หากมผู้เรยนไม่มาก ครอาจให้มการสนทนาหรออภปรายถกแถลงกันในกล่มใหญ่เลย


โดยไม่ต้องแบ่งกล่มย่อยก็ได้)







ในการประชมกล่มใหญ่ ครเตรยมกระดาษบรฟแบ่งเปน 3 ช่อง ให้หัวข้อแต่ละช่องว่า ข้อมูลทาง





วิชาการ ข้อมูลด้านตนเอง และข้อมูลด้านสังคมส่งแวดล้อมน ามาตดไว้ล่วงหน้า เมอแต่ละกล่มรายงานถง










ี่


เหตผลของกล่มว่าสหรอไม่ ส เพราะเหตผลอะไร ข้อมูลทน ามาเสนอจะถกบันทกลงในช่องทเหมาะสม











กับข้อมูลนั้น ๆ เช่น ถ้ายกเหตผลว่าส หรอไม่ส เพราะสังเกตจากปฏกิรยาหรอพฤตกรรมของผู้คนรอบ







ข้างในรถ ก็น่าจะบันทกเหตผลนั้นลงในช่องท 3 เรยกข้อมูลด้านสังคมส่งแวดล้อม หากเหตทเสนอเปน











เรองความมั่นใจหรอความเข้มแข็งทางจตใจของตนเองก็บันทกเหตผลลงในช่องท 2 ข้อมูลด้านตนเอง

















หรอถ้าเหตผลทเสนอเปนเรองของความรเรองการยิงปน ชนดของปน ก็บันทกเหตผลลงในช่องท 1









ข้อมูลทางวิชาการ เปนต้น เมอทกกล่มรายงานและข้อมูลถกบันทกลงในแบบบันทกข้อมูลทั้ง 3 กล่มแล้ว




ี่





ครน ากระดาษบรฟทบันทกข้อมูลทั้ง 3 ด้านข้นมาให้ผู้เรยนพิจารณาแล้วจะถามผู้เรยนว่า พอใจกับการคด

การตัดสนใจหรอยัง ถ้ายังไม่พอใจให้ทกคนเพิ่มเตมตามทต้องการ จากนั้น ครสรปให้ผู้เรยนเข้าใจว่า การ








คดการแก้ปญหาต่าง ๆ ผู้แก้ปญหาจะมการน าข้อมูลมาประกอบการคดอย่างน้อย 3 ประการ เสมอ คอ












ข้อมูลวิชาการ ข้อมูลตนเอง และข้อมูลสังคมส่งแวดล้อม อาจมคนคดถงข้อมูลด้านอน ๆ อกก็ได้ แต่จะม ี



ข้อมูลหลักยืนยัน 3 ประการเสมอ การคดแก้ปญหานั้นจงจะรอบคอบและพอใจ ถ้ายังไม่พอใจก็ต้อง







กลับไปคดถงปญหาและข้อมูลทน ามาคดแก้ไข พยายามคดหาข้อมูลเพิ่มเตมแต่ละด้านให้มากข้น จน



พอเพียงทจะใช้แก้ปญหาจนพอใจก็ถอว่า การคดการแก้ปญหานั้นเสรจส้นด้วยด ี









129










ตัวอยาง แบบฟอรมในการเตรยมบันทกข้อมูลจากการคดการสรปของผู้เรยน หลังจากอภปรายถกแถลง







กรณตัวอย่างเรอง “สไหม” แล้วครน ามาบันทกลงตารางในกระดาษบรฟข้างล่างน้ ี




1 2 3








ขอมูลทางวิชาการ ขอมูลเกียวกับตนเอง ขอมูลทางสงคมและสงแวดลอม

............................................. ............................................. ...................................................
............................................. ............................................. ...................................................
............................................. ............................................. ...................................................
............................................. ............................................. ...................................................
............................................. ............................................. ...................................................
............................................. ............................................. ...................................................

ตัวอย่างข้อสรปของกรณตัวอย่าง ตัวอยาง



เรอง “สไหม” จากความเหนของ ข้อสรปผลการอภปรายจากกรณตัวอย่างเรอง

ื่







ผู้เรยนหลายกล่มหลายคนทเคย “สูไหม”





ี่
เสนอไว้ ดังทปรากฏในกรอบ --------------



ด้านขวามอ ตัวอย่างน้ข้อสรปน้ ี ปญหาในสังคมปจจบันซับซ้อนและ



อาจจะใกล้เคยงกับข้อสรปของ เปลยนแปลงรวดเรว การเรยนรโดยการฟง การจ า







ี่
กล่มของท่านก็ได้ จากการสอนการอธบายของครอย่างเดยวคงไม่









พอทจะแก้ปญหาได้อย่างยั่งยืน ทันต่อเหตการณ ์




การสอนให้ผู้เรยนรจักคดเอง โดยใช้ข้อมูล
ทหลากหลายอย่างน้อย 3 ประการ คอ ข้อมูล



ทเกียวข้องกับหลักวิชาการ ข้อมูลเกียวกับตนเอง




และข้อมูลเกียวกับสภาพของสังคมส่งแวดล้อม มา


ประกอบในการคด การตัดสนใจอย่างพอเพียง


ก็จะท าให้การคด การตัดสนใจเพือแก้ปญหานั้นม ี




ความมั่นใจและถกต้องมากข้น



130









เมอผู้เรยนได้ร่วมท ากิจกรรม ความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ ครบทั้ง 5 กิจกรรมแล้ว คร ู




น ากระดาษบรฟทสรปกรณตัวอย่างทั้ง 5 แผ่นตดผนังไว้ เชญทกคนเข้าร่วมประชมกล่มใหญ่แล้วให้













ผู้เรยนบางคนอาสาสมัครสรปความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ให้เพือนฟง จากนั้นครสรปสดท้าย




ด้วยบทสรปตัวอย่างดังน้ ี





ความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ เชอว่าคนทกคนมพื้นฐานทแตกต่างกัน ความต้องการก็ไม่















เหมอนกันแต่ทกคนก็มจดม่งหมายปลายทางของตนทจะก้าวไปส่ความส าเรจ ซงถ้าบรรลถงส่งนั้นได้เขา










ก็จะมความสข ดังนั้น ความสขเหล่าน้จงเปนเรองต่างจตต่างใจทก าหนดตามสภาวะของตน อย่างไรก็ตาม










การจะมความสขอยู่ได้ในสังคม จ าเปนต้องรจักปรบตัวเอง และสังคมให้ผสมกลมกลนกันจนเกิดความ











พอดแก่เอกัตภาพ และบางคร้ ังหากเปนการตัดสนใจทได้กระท าดทสดตามก าลังของตัวเองแล้ว ก็จะม ี



ความพอใจกับการตัดสนใจนั้น อกประการหนงในสังคมทมการเปลยนแปลงอย่างรวดเรวน้ การทจะ
















ปรบตัวเองและส่งแวดล้อมให้เกิดความพอดนั้น จ าเปนต้องรจักการคด การแก้ปญหา การเรยนการสอนท ่ ี








จะให้คนรจักแก้ปญหาได้นั้น การสอนโดยการบอกอย่างเดยวคงไม่ได้ประโยชนมากนัก การสอนให้รจัก











คด รจักวิเคราะหจงเปนวิธทควรน ามาใช้ กระบวนการคด การแก้ปญหามหลากหลายวิธแตกต่างกันไป











แต่กระบวนการคด การแก้ปญหาทต้องใช้ข้อมูลประกอบการคด การวิเคราะหอย่างน้อย 3 ประการ คอ






ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลเกียวกับตัวเอง และข้อมูลเกียวกับสังคมและส่งแวดล้อม ซงเมอน าผลการคดน้ ี







ไปปฏบัตแล้วพอใจ มความสข ก็จะเรยกการคดเช่นนั้นว่า คิดเปน



บทสรุป

เราได้เรยนรถงความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่ โดยการท ากิจกรรมร่วมกันทั้ง 5 กิจกรรม












ดังบทสรปทได้ร่วมกันเสนอไว้แล้ว ความเชอพื้นฐานทสรปไว้น้คอ ความเชอพื้นฐานทเปนความจรงใน










ี่


ชวิตของคนท กศน. น ามาเปนหลักให้คนท างาน กศน. ตลอดจนผู้เรยนได้ตระหนักและเข้าใจแล้ว




น าไปใช้ในการด ารงชวิตเพือการคด การแก้ปญหา การท างานร่วมกับคนอน การบรหารจัดการในฐานะ





เปนนายเปนผู้น าหรอผู้ตาม ในฐานะผู้สอน ผู้เรยน ในฐานะเปนสมาชกในครอบครว สมาชกในชมชน








และสังคม เพื่อให้รจักตัวเอง รจักผู้อน รจักสภาวะส่งแวดล้อม การคดการตัดสนใจต่าง ๆ ทค านงถง
















ข้อมูลทเพียงพออย่างน้อยประกอบด้วยข้อมูล 3 ด้าน คอ ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลเกียวกับตนเองและ




ข้อมูลเกียวกับสังคม ส่งแวดล้อม ด้วยความใจกว้าง มอสระ ยอมรบฟงความคดเหนของผู้อนไม่เอาแต่ใจ










ตนเอง จะได้มสต รอบคอบ ละเอยดถถ้วน ไม่ผิดพลาดจนเกินไป เราถอว่าความเชอพื้นฐานทางการศกษา















ผู้ใหญ่ ดังกล่าวน้ ี คอ พื้นฐานเบ้องต้นของการน าไปส่การคดเปน หรอเรยกตามภาษานักวิชาการว่า
ปฐมบทของกระบวนการคิดเปน


131





เรองที่ 2 คิดเปนและกระบวนการคิดเปน
ื่












ในเรองท 1 เราได้เรยนรเรองของความเชอพื้นฐานทางการศกษาผู้ใหญ่มาแล้วว่า เปนพื้นฐาน







หรอปฐมบทของคดเปน เปนความจรงหรอสัจธรรมในชวิตทสามารถน าไปใช้ในการด ารงชวิตให้ม ี
ี่










ความสขได้ ดังนั้น คดเปนจงควรจะเปนเรองทอยู่ในแวดวงของความจรงทอยู่ในวิถการด ารงชวิตของ






มนษย์และสามารถน ามาปรบใช้ในการเรยนรและการมชวิตอยู่ร่วมกับเพือนมนษย์เปนอย่างสขได้ เพือให้






















ผู้เรยนได้เรยนรเรองคดเปนอย่างกว้างขวางเพิ่มข้น ขอให้ผู้เรยนได้ร่วมกิจกรรมทก าหนดให้ต่อไปน้ ี




กิจกรรมที่ 1




ให้ผู้เรยนไปหาความหมายของค าว่า คดเปนในแง่มมต่าง ๆ ทั้งโดยการอ่านหนังสอ สนทนา


ธรรม ฟงวิทยุ คยกับเพือน ฯลฯ แล้วบันทกการคดดังกล่าวลงในหน้าว่างของแบบเรยนน้อย่างสั้น ๆ โดย






ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ถกต้อง




1. คดเปน คอ .........................................................................................................................
...........................................................................................................................................
2. คดเปน คอ .........................................................................................................................



...........................................................................................................................................
3. คดเปน คอ .........................................................................................................................



...........................................................................................................................................



4. คดเปน คอ .........................................................................................................................
...........................................................................................................................................

กิจกรรมที่ 2
ขอให้ผู้เรยนลองให้ความเหนของผู้เรยนเองบ้างว่า คดเปนคออะไร โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่







ถกต้อง

คดเปน คอ ...........................................................................................................................


..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

132











ขอให้ผู้เรยนน าบันทกความเข้าใจทได้ศกษาเรอง คดเปน ในกิจกรรมท 1 และ 2 ไปปรกษาคร ู








ว่าท่านมความเข้าใจเรองคดเปนมากน้อยเพียงใด ครประเมนความเข้าใจของผู้เรยนแต่ละคนด้วย




เครองหมาย 
ื่

เข้าใจดมาก เข้าใจดพอควร













ให้ผู้เรยนได้ศกษาเรองของคดเปนและกระบวนการคดเปนต่อไปน้อย่างช้า ๆ ไม่ต้องรบรอน

แล้วให้คะแนนความเข้าใจของตัวเองด้วยเครองหมาย  ลงในกรอบการประเมนหลังจากการท าความ
ื่
เข้าใจเสรจแล้ว

2.1 แนวคิดและทิศทางของคิดเปน





“คดเปน” เปนค าไทยสั้น ๆ ง่าย ๆ ทดร.โกวิท วรพิพัฒน ใช้เพืออธบายถงคณลักษณะท ี ่







พึงประสงค์ของคนในการด ารงชวิตอยู่ในสังคมทมการเปลยนแปลงอย่างรวดเรว รนแรง และซับซ้อน ได้










อย่างปกตสข “คดเปน” มาจากความเชอพื้นฐานเบ้องต้นทว่าคนมความแตกต่างกันเปนธรรมดา แต่ทกคน






















มความต้องการสงสดเหมอนกันคอความสขในชวิต คนจะมความสขได้ก็ต่อเมอมการปรบตัวเองและ





สังคม ส่งแวดล้อมให้เข้าหากันอย่างผสมกลมกลนจนเกิดความพอด น าไปส่ความพอใจและมความสข

อย่างไรก็ตามสังคมส่งแวดล้อมไม่ได้หยุดน่ง แต่จะมการเปลยนแปลงอย่างรวดเรวและรนแรงอยู่











ตลอดเวลาก่อให้เกิดปญหา เกิดความทกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจข้นได้เสมอ กระบวนการปรบ
ตนเองกับสังคมส่งแวดล้อมให้ผสมกลมกลนจงต้องด าเนนไปอย่างต่อเนองและทันการ คนทจะท าได้




















เช่นน้ ีต้องรจักคด รจักใช้สตปญญา รจักตัวเองและธรรมชาตสังคมส่งแวดล้อมเปนอย่างด สามารถ

แสวงหาข้อมูลทเกียวข้องอย่างหลากหลายและพอเพียง อย่างน้อย 3 ประการ คอ ข้อมูลทางวิชาการ









ข้อมูลทางสังคมส่งแวดล้อม และข้อมูลทเกียวข้องกับตนเองมาเปนหลักในการวิเคราะหปญหาเพือเลอก




ี่

ี่




แนวทางการตัดสนใจทดทสดในการแก้ปญหา หรอสภาพการณทเผชญอยู่อย่างรอบคอบ จนมความ





พอใจแล้วก็พรอมจะรบผิดชอบการตัดสนใจนั้นอย่างสมเหตสมผล เกิดความพอดความสมดลในชวิต















อย่างสันตสข เรยกได้ว่า “คนคดเปน” กระบวนการ คดเปน อาจสรปได้ดังน้ ี

133





“คิดเปน”





ปญหา กระบวนการคดเปน ความสข



ี่
ข้อมูลทต้องน ามาพิจารณา




ตนเอง สังคม วิชาการ

ไม่พอใจ พอใจ



การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล
ทหลากหลายและพอเพียง
ี่


อย่างละเอยดรอบคอบ



ลงมอปฎบัต ิ การตัดสนใจ ลงมอปฎบัต ิ





เลอกแนวทางปฏบัต ิ





ท่านอาจารย์ ดร.โกวิท วรพิพัฒน เคยกล่าวไว้ว่า “คดเปน” เปนค าเฉพาะทหมายรวม
ี่







ทกอย่างไว้ในตัวแล้ว เปนค าทบูรณาการเอาการคด การกระท า การแก้ปญหา ความเหมาะสม ความพอด ี






ความเชอ วัฒนธรรมประเพณ คณธรรมจรยธรรม มารวมไว้ในค าว่า “คดเปน” หมดแล้ว นั่นคอ ต้อง










คดเปน คดชอบ ท าเปน ท าชอบ แก้ปญหาได้อย่างมคณธรรมและความรบผิดชอบ ไม่ใช่เพียงแค่คดอย่าง




เดยว เพราะเรองดังกล่าวเปนข้อมูลทต้องน ามาประกอบการคด การวิเคราะหอย่างพอเพียงอยู่แล้ว











กระบวนการเรยนรตามทศทางของ “คดเปน” น้ ผู้เรยนส าคัญทสด ผู้สอนเปนผู้จัดโอกาส












จัดกระบวนการ จัดระบบข้อมูล และแหล่งการเรยนร รวมทั้งการกระต้นให้กระบวนการคด การวิเคราะห ์



ได้ใช้ข้อมูลอย่างหลากหลาย ลกซ้ ึงและพอเพียง นอกจากนั้น “คดเปน” ยังครอบคลมไปถงการหล่อ









หลอมจตวิญญาณของคนท างาน กศน. ทปลกฝงกันมาจากพีส่น้องนับสบ ๆ ป เปนต้นว่า การเคารพ







คณค่าของความเปนมนษย์ของคนอย่างเท่าเทยมกัน การท าตัวเปนสามัญเรยบง่าย ไม่มมม ไม่มเหลยม









134















ไม่มอัตตา ให้เกียรตผู้อนด้วยความจรงใจ มองในดมเสย ในเสยมด ในขาวมด า ในด ามขาว ไม่มอะไรท ่ ี



ขาวไปทั้งหมด และไม่มอะไรทด าไปทั้งหมด ทั้งน้ต้องมองในส่วนดของผู้อนไว้เสมอ







จากแผนภมดังกล่าวน้ จะเหนว่า คดเปนหรอกระบวนการคดเปนนั้นจะต้องประกอบด้วย








องค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปน้ ี




ี่


1. เปนกระบวนการเรยนรทประกอบด้วยการคด การวิเคราะห และสังเคราะหข้อมูล

ประเภทต่าง ๆไม่ใช่การเรยนรจากหนังสอหรอลอกเลยนจากต าราหรอรบฟงการสอน










การบอกเล่าของครแต่เพียงอย่างเดยว

2. ข้อมูลทน ามาประกอบการคด การวิเคราะหต่าง ๆ ต้องหลากหลาย เพียงพอ ครอบคลม





อย่างน้อย 3 ด้าน คอ ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลเกียวกับตนเอง และข้อมูลเกียวกับสังคม



ส่งแวดล้อม


3. ผู้เรยนเปนคนส าคัญในการเรยนร ครเปนผู้จัดโอกาสและอ านวยความสะดวกในการ







จัดการเรยนร ้ ู






4. เรยนรจากวิถชวิต จากธรรมชาตและภูมปญญา จากประสบการณและการปฏบัตจรง












ซงเปนส่วนหนงของการเรยนรตลอดชวิต





5. กระบวนการเรยนรเปนระบบเปดกว้าง รบฟงความคดของผู้อนและยอมรบความเปน







ื่







มนษย์ทศรทธาในความแตกต่างระหว่างบคคล ดังนั้นเทคนคกระบวนการทน ามาใช้ใน




การเรยนรจงมักจะเปนวิธการสานเสวนา การอภปรายถกแถลง กล่มสัมพันธหรอกล่ม









สนทนา
6. กระบวนการคดเปนนั้น เมอมการตัดสนใจ ลงมอปฏบัตแล้วจะเกิดความพอใจ ม ี

















ความสข แต่ถ้าลงมอปฏบัตแล้วยังไม่พอใจก็จะมสต ไม่ทรนทราย ไม่เดอดเน้อรอนใจ



แต่จะกลับย้อนไปหาสาเหตแห่งความไม่ส าเรจ ไม่พึงพอใจกับการตัดสนใจดังกล่าว



แล้วแสวงหาข้อมูลเพิ่มเตม เพือหาทางเลอกในการแก้ปญหาแล้วทบทวนการตัดสนใจ






ใหม่จนกว่าจะพอใจกับการแก้ปญหานั้น



2.2 คิดเปนและการเชอมโยงสูปรชญาคิดเปน







พจนานกรมไทยฉบับราชบัณฑตยสถาน พ.ศ. 2543 ให้นยามค าว่า ปรชญา ไว้ว่า วิชาว่าด้วย

หลักแห่งความรและหลักแห่งความจรง











คดเปน คอ ลักษณะอันพึงประสงค์ทช่วยให้คนสามารถด ารงชวิตอยู่ในสังคมทเปลยนแปลง


อยู่ตลอดเวลาได้อย่างสันตสข เพราะคนคดเปนเชอมั่นในหลักแห่งความเปนจรงของมนษย์ทยอมรบใน











ความแตกต่างของบคคล รจักปรบตัวเองและสังคมให้ผสมกลมกลนจนเกิดความพอดและพอเพียง และ











เชอมั่นในการตัดสนใจแก้ปญหาทใช้ข้อมูลประกอบการคด การวิเคราะหอย่างน้อย 3 ประการ จนเกิด







ความพอใจกับการตัดสนใจนั้นก็จะเปนการแก้ปญหาทประสบความสข ถ้ายังไม่พอใจก็จะกลับไปศกษา










วิเคราะหข้อมูลใหม่ทเพียงพอ และทันเหตการณจนกว่าจะพอใจกับการตัดสนใจของตนเอง คนทจะท าได้


135




















เช่นน้ต้องรจักคด รจักใช้สตปญญา รจักตัวเอง รจักธรรมชาต สังคมส่งแวดล้อมเปนอย่างด มความรอบร ู ้
ทจะแสวงหาข้อมูลมาประกอบการคด การวิเคราะหของตนเองได้

ี่



คดเปน นอกจากจะเปนความเชอในหลักความเปนจรงตามธรรมชาตของมนษย์ดังกล่าวแล้ว











คดเปนยังเปนหลักการและแนวคดส าคัญในการจัดด าเนนโครงการต่าง ๆ ทางการศกษาผู้ใหญ่ การศกษา





นอกโรงเรยนตั้งแต่ในอดตทผ่านมาถงปจจบัน โดยเฉพาะในเรองของความเปนธรรมชาต ความเรยบง่าย










ทหลากหลาย มข้อมูลให้พิจารณาทั้งด้านบวกและด้านลบ มประเดนให้คด วิเคราะห แสวงหาเหตผลใน











การหาค าตอบทเหมาะสมให้กับตนเองและชมชน



คดเปน นอกจากจะเปนหลักในการด าเนนโครงการการศกษาผู้ใหญ่ การศกษานอก



โรงเรยนแล้ว ยังเปนหลักคดและแนวทางในการด าเนนชวิตประจ าวันของคนท างานการศกษานอก







โรงเรยนและบคคลทั่วไป เปนต้นว่า การเคารพในคณค่าของความเปนมนษย์ของคนอย่างเท่าเทยมกัน

















การท าตัวเปนคนเรยบง่าย ไม่มอัตตายึดเหนยวจนไม่รบฟงความคดของผู้อน รวมทั้งการมทักษะการ



เรยนรเพื่อการเรยนรตลอดชวิตด้วย













จากการทคดเปน เปนทั้งความเชอในหลักความเปนจรงของมนษย์ เปนทั้งหลักการ





แนวคด และทศทางการด าเนนกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ของ กศน. และเปนพื้นฐานทส าคัญในวิถการ

















ด าเนนชวิตของบคคลทั่วไป รวมทั้งเปนการส่งเสรมให้มทักษะการเรยนรเพือการเรยนรตลอดชวิตใน


อนาคต คดเปนจงเปนทยอมรบและก าหนดให้เปน “ปรชญาคดเปน” หรอปรชญาการศกษานอกโรงเรยนท ี่















เหมาะสมกับความเปน กศน. เปนอย่างยิ่ง




2.3 กระบวนการและขันตอนการแกปญหาของคนคิดเปน














คนคดเปนเชอว่าทกข์หรอปญหาเปนความจรงตามธรรมชาตทเกิดข้นได้ก็สามารถแก้ไขได้



ถ้ารจักแสวงหาข้อมูลทหลากหลายและพอเพียงอย่างน้อย 3 ด้าน คอ ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลเกียวกับ









สภาวะแวดล้อมทางสังคมในวิถชวิต วิถวัฒนธรรมประเพณ วิถคณธรรมจรยธรรม และข้อมูลทเกียวกับ








ตนเอง รจักตนเองอย่างถ่องแท้ ซงครอบคลมถงการพึงพาตนเองและความพอเพียง พอประมาณ













มาวิเคราะหและสังเคราะหประกอบการคดและการตัดสนใจแก้ปญหา คนคดเปนจะเผชญกับทกข์หรอ

ปญหาอย่างรเท่าทัน มสตไตร่ตรองอย่างละเอยดรอบคอบในการเลอกวิธการแก้ปญหาและตัดสนใจ



















แก้ปญหาตามวิธการทเลอกแล้วว่าดทสด ก็จะมความพอใจและเต็มใจรบผิดชอบกับผลการตัดสนใจ










เช่นนั้น อย่างไรก็ตาม สังคมในยุคโลกาภวัตนเปนสังคมแห่งการเปลยนแปลงทรวดเรวและรนแรง ปญหา


ี่
ก็เปลยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทกข์ก็เกิดข้น ด ารงอยู่ และดับไป หรอเปลยนโฉมหน้าไปตามกาลสมัย





กระบวนทัศนในการดับทกข์ก็ต้องพัฒนารปแบบให้ทันต่อการเปลยนแปลงเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลาให้













เหมาะสมกับสถานการณทเปลยนแปลงไปด้วย กระบวนการดับทกข์หรอแก้ปญหาก็จะหมนเวียนมา


จนกว่าจะพอใจอกเปนเช่นน้อยู่อย่างต่อเนองตลอดชวิต






136






กระบวนการและขันตอนการแกปญหาของคนคิดเปน






1. ปญหา กระบวนการแก้ปญหา ความสข

2. วิเคราะหหาสาเหตุของปญหาจากข้อมูลทหลากหลายและพอเพียง

ี่

อย่างน้อย 3 ประการ





ตนเอง สังคมส่งแวดล้อม วิชาการ



6. ประเมินผล




3. วิเคราะหหาทางเลอกในการแก้ปญหาจากข้อมลทหลากหลาย 6. ประเมินผล


(ยังไม่พอใจ) อย่างน้อย 3 ประการ (พอใจ)




ข้อมลเกียวกับ ข้อมูลด้าน

ตนเอง สังคม
ส่งแวดล้อม

ข้อมูลด้าน

วิชาการ











ี่


ี่

5. ปฏบัต ิ 4. ตัดสนใจเลอกวิธการแก้ปญหาทดทสด 5. ปฏบัต ิ


ขันตอนการแกปญหาของคนคิดเปน














1. คนคดเปนเชอว่า ทกข์หรอปญหาใด ๆ ย่อมมอยู่ในวิถชวิตของมนษย์ เมอใดทตนเองและ







สภาพสังคมส่งแวดล้อมไม่สามารถปรบเข้าหากันจนเกิดความพอด ก็จะเกิดความทกข์ ความไม่สบายกาย





ไม่สบายใจ ทกข์หรอปญหาอาจเปนของบคคลหรอชมชนและสังคม เมอเกิดทกข์หรอปญหาก็จะม ี











กระบวนการแก้ปญหาเพือให้เกิดความสขทพึงปรารถนา




137









2. ขั้นหาสาเหตของปญหา กระบวนการแก้ปญหาของคนคดเปนจะเร่มทการรจักปญหา รจัก














สาเหตของปญหาเหล่านั้น โดยการวิเคราะหข้อมูลทเกียวข้องอย่างน้อย 3 ประการ ว่า ปญหาหรอทกข์นั้น


เกิดจากการไม่ผสมกลมกลนระหว่างตนเองกับภาวะแวดล้อมหรอข้อมูลทางวิชาการตรงไหน อย่างไร ม ี




อะไรเปนสาเหตส าคัญบ้าง เช่น




- สาเหตส าคัญมาจากตนเอง จากพื้นฐานของชวิตตนเองและครอบครว ความไม่สมดลของ
การงานอาชพทพึงปรารถนา ความขัดข้องทเกิดจากโรคภัยของตนเอง ความโลภ โกรธ หลง





ในใจของตนเอง ความคับข้องใจในการรกษาคณธรรม จรยธรรมของตนเอง ฯลฯ






- สาเหตส าคัญมาจากสังคม ชมชนและสภาวะแวดล้อม ความไม่พึงพอใจต่อพฤตกรรม




ไม่พึงปรารถนาของเพือนบ้าน การขาดแหล่งเงนทนในการประกอบอาชพ ชมชนมการ


ทะเลาะเบาะแว้ง ขาดความสามัคค ฯลฯ


- สาเหตส าคัญมาจากการขาดแหล่งข้อมูล แหล่งความรความเคลอนไหวทเปนปจจบันของ













วิชาการและเทคโนโลยีทเกียวข้อง ขาดภมปญญาทจะช่วยเตมข้อมูลทางปญญาในการ






บรหารจัดการ ฯลฯ

3. ขั้นวิเคราะหเสนอทางเลอกของปญหา เมอรสาเหตของปญหาจากการศกษาวิเคราะหข้อมูล



















ดังกล่าวแล้ว ก็มาถงขั้นตอนการก าหนดทางเลอกต่าง ๆ ทน่าจะเปนในการแก้ทกข์ หรอแก้ปญหาท ี ่





เกิดข้น การก าหนดทางเลอกต่าง ๆ ทจะใช้เปนแนวทางแก้ปญหาน้ ี เปนการกระท าโดยการศกษา





วิเคราะหข้อมูลทหลากหลายและพอเพียงทั้งในด้านวิชาการ ด้านสังคมส่งแวดล้อม และข้อมูลเกียวกับ






ี่

ตนเอง ซงเปนตัวแปรทส าคัญในการตัดสนใจด้วย








4. ขั้นการเลอกวิธแก้ปญหา ขั้นตอนน้เปนการตัดสนใจ เลอกแนวทางการแก้ปญหาทเหมาะสม









ี่
ทสดตามข้อมูลทวิเคราะหได้ เปนทางเลอกทดทสดในกล่มทางเลอกทได้เลอกไว้

ี่


















5. การน าทางเลอกการแก้ปญหาไปปฏบัต เมอได้ตัดสนใจเลอกทางเลอกทดทสดในการ








แก้ปญหาแล้วก็มาถงขั้นน าทางเลอกนั้นไปปฏบัตเพือการแก้ปญหา





6. การประเมนผลการแก้ปญหา เมอมการปฏบัตการแก้ปญหาแล้วก็จะต้องมการประเมนผลการ




















ด าเนนงาน ถ้าผลทเกิดข้นเปนทพอใจก็จะน าไปส่ความสข แก้ปญหาได้ส าเรจ แต่ถ้าปฏบัตการแก้ปญหา







แล้วยังไม่พอใจ ยังไม่บรรลตามทคดไว้ก็จะน าไปส่การพิจารณาปญหากันใหม่ เข้าส่กระบวนการ










แก้ปญหา การศกษาข้อมูลเพิ่มเตมอกจนกว่าจะพอใจและพบกับความสขกับการแก้ปญหานั้นจงจะถอว่า
จบกระบวนการแก้ปญหาของคนคดเปน




2.4 ฝกทักษะการคิดเปน







คดเปน เปนเรองของการสรางสมประสบการณทจะท าความเข้าใจกับความจรงของชวิต







คดเปนนอกจากจะเปนการท าความเข้าใจกับหลักการและแนวคดแล้ว กระบวนการเรยนรจะเน้นหนักไป
















ทการฝกปฏบัตจากกรณตัวอย่าง และจากการปฏบัตจรงในวิถการด ารงชวิตประจ าวัน รวมทั้งการได้แลกเปลยน










ความคดและประสบการณจากการสานเสวนาหรออภปรายถกแถลงกับเพือนในกล่มด้วย คนมทักษะสงก็

138






จะสามารถมองเหนทางเลอกและช่องทางในการแก้ปญหาได้รวดเรวและคล่องแคล่วมากข้น ฉะนั้น การ











ฝกปฏบัตบ่อยคร้ง และด้วยวิธทหลากหลายก็จะช่วยให้การแก้ปญหาไม่ผิดพลาดมากนัก ในตอนสดท้าย








น้ ีเปนการเสนอกิจกรรมตัวอย่างให้ครและผู้เรยนได้ร่วมกันปฏบัตเพือเพิ่มพูนทักษะ “คดเปน” ให้


ี่


เข้มแข็ง เฉยบคม ฉับไว จนเกิดสภาพคล่องเปนธรรมชาต และใช้เวลาในการคด การตัดสนใจทรวดเรว



ข้นด้วย




ใบงานที่ 1 กรณีตัวอยาง “สูไหม”

ผมตกใจสะด้งตนข้นเมอเกิดเสยงเอะอะ พอลมตาข้นมา เหนทกคนยืนกันเกือบหมดรถ “ทกคนนั่ง












ลงอยู่นิ่ง ๆ อย่าเคลือนไหวไม่งันยิงตายหมด” เสียงตวาดลันออกมาจากปากของเจ้าชายหน้าเหี้ยม คอสันที ่



ยืนอยู่หน้ารถ ก าลังใช้ปืนจ่ออยู่ทีคอของคนขับ










ผมรทันทว่ารถทัวรทผมโดยสารคันน้ถกเล่นงานโดยเจ้าพวกวายรายแน่ หันไปดด้านหลัง เหนไอ้


วายร้ายอีกคนหนึ่งถือปืนจังก้าอยู่ ผมใช้มืออันสั่นเทาล้วงลงไปในกระเป๋ ากางเกง คล า .38 เห่าไฟของผม
ซึ่งซื้อออกมาจากร้านเมือบ่ายนี้เอง นึกในใจว่า “โธ่เพิ่งซื้อเอามายังไม่ทันยิงเลย เพียงใส่ลูกเต็มเท่านันเองก็


จะถูกคนอื่นเอาไปเสียแล้ว”







เสยงเจ้าตาพองหน้ารถตะโกนขู่บอกคนขับรถ “หยุดรถเดยวน้ มงอยากตายโหงหรอไง” ผมนก


ในใจว่า เดียวพอรถหยุดมันคงต้องให้เราลงจากรถแล้วกวาดกันเกลี้ยงตัว แต่ผมต้องแปลกใจแทนทีรถจะ
หยุดมันกลับยิ่งเร็วขึ้นทุกที ทุกที ยิ่งไปกว่านั้นรถกลับส่ายไปมาเสียด้วย ไอ้พวกมหาโจรเซไปเซมา แต่เจ้า
ตาพองยังไม่ลดละ แม้จะเซออกไปมันก็กลับวิ่งไปยืนประชิดคนขับอีก พร้อมตะโกนอยู่ตลอดเวลา “หยุด
โว้ย หยุด ไอ้นี่ กูลงไปได้ละมึง จะเหยียบให้คาส้นทีเดียว”




รถคงตะบงไปต่อ คนขับบ้าเลอดเสยแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าเขาคดอย่างไร ขณะนั้นผมกวาดสายตา
เห็นผู้ชายทีนั่งถัดไปทางม้านั่งด้านซ้าย เป็นต ารวจยศจ่าก าลังจ้องเขม็งไปทีไอ้วายร้ายและถัดไปอีกเป็น


ชายผมสันเกรียนอีก 2 คน ใส่กางเกงสีกากี และสีขี้ม้า ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นต ารวจหรือทหารแน่ ก าลังเอา

มือล้วงกระเป๋ ากางเกงอยู่ทั้งสองคน






บรรยากาศตอนนั้นช่างเครยดจรง ๆ ไหนจะกลัวปล้น ถกยิง ไหนจะกลัวรถคว า ทกคนเกรงไปหมด
ทุกสิ่งทุกอย่างถึงจุดวิกฤตแล้ว
ประเด็น : ทานจะสูหรอจะยอม เพราะอะไร
















ให้ครกับผู้เรยนศกษากรณตัวอย่าง เรอง “สไหม” แล้วร่วมกันถกแถลงอภปรายถงเหตผลทใช้ใน


การตัดสนใจแก้ปญหาวิกฤตตามประเดนทก าหนดให้ ครและผู้เรยนร่วมกันบันทกข้อมูลลงในแบบบันทก



















หรอฝกปฏบัตการจ าแนกข้อมูลทั้ง 3 ด้านทจะน ามาใช้ประกอบการคด การตัดสนใจ

139







แบบบนทึกการจาแนกขอมูลประกอบการตัดสนใจ

ขอมูลทางวิชาการ ขอมูลเกียวกับตนเอง ขอมูลเกียวกับสงคมสงแวดลอม










140





ใบงานที่ 2 กรณีตัวอยาง “เหตุเกิดทีโนนหมากมุน”












ผมสบตรมั่น มเขยน ประจ าอยู่ ร.พัน 11 ขณะน้ปฏบัตการอยู่ทอรญประเทศ คนนั้นผมกับเพือน



อยู่หมวดลาดตระเวน เราจะต้องแบ่งกันออกลาดตระเวนเปนหมู่ ๆ ในขณะทเรารออยู่ในบังเกอร บางคน



ก็นั่ง บางคนก็เอนนอน ... คยกันอย่างกระซบกระซาบ เสยงปนดังอยู่เปนจังหวะไม่ไกลนัก เราจะต้อง












ออกลาดตระเวนตรวจดว่า พวกข้าศกทชายแดนจะรกล ้าเข้ามาหรอไม่ เราไม่เคยนกดอกครบว่า ทหาร




ญวนกับเขมรเสรทก าลังต่อส่กันนั้น จะรกล ้าเข้ามาในเขตของเราแม้เขาก าลังรบตดพันกันอยู่




พอได้เวลาหมู่ของเราต้องออกไปลาดตระเวน เดอนก็มด คันนาทเราเหยียบย ามานั้น เราเหนเปน







เสนด า ๆ ยืดยาว... ข้างหน้าคอหมู่บ้านโนนหมากม่น





เราเดนอย่างแน่ใจว่า จะไม่มอะไรเกิดข้น เพราะเราไม่ได้อยู่ทเสนกั้นเขตแดน ทันใดนั้นเองเสยง









ปนดังข้น จากข้างซ้าย จากข้างขวา ดเหมอนจะมาทั้งสามด้าน อะไรกันน เกิดอะไรข้นทบ้านโนนหมาก








ม่น... เราจะท าอย่างไร ผมคดว่าเสยงปนมาจากปนหลายกระบอกจ านวนมากกว่าปนเราหลายเท่านัก ผม

กระโดดลงในปลักควายข้างทาง ลกน้องของผมก็กระโดดตาม ทกคนคดถงตัวเองก่อน หลบกระสนเอา









ตัวรอด มอผมกุมปนไว้ ผมจะท าอย่างไร สั่งสร อาจจะตายหมด ถอยร ไม่ได้ ไม่ได้ เราจะถอยไม่รอด มัน










มดจนไม่รว่าเราตกอยู่ในสถานการณอย่างไร เพือนผมล่ะ ผมเปนหัวหน้าหมู่ต้องรบผิดชอบลกน้องของ



ผมด้วย เราทกคนมปนคนละกระบอก มกระสนจ ากัด จะส หรอจะถอย ค่ายทหารอยู่ไม่ห่างไกลนักช่วย










ผมทเถอะครบ ผมต้องรบผิดชอบต่อหน้าทลาดตระเวน ผมต้องรบผิดชอบชวิตลกน้องผมทกคน ผมจะท า







อย่างไร โปรดช่วยผมตัดสนใจว่า ผมจะสั่งสหรอสั่งถอย เพราะอะไร










ให้ครกับผู้เรยนศกษากรณตัวอย่างเรอง “เหตเกิดทโนนหมากม่น” แล้วครกับผู้เรยนร่วมกันถก











แถลงถงเหตผลทใช้ในการตัดสนใจแก้ปญหาวิกฤตตามประเดนทก าหนดให้ ครและผู้เรยนร่วมกันบันทก












ข้อมูลลงในแบบบันทกเพือฝกปฏบัตการจ าแนกข้อมูลทั้ง 3 ด้าน ทจะน ามาใช้ประกอบการคด การ


ตัดสนใจ แก้ปญหา


141










ใบงานที 3 กรณีตัวอยางเรอง สมกับหนุม








นักศกษา กศน. เปนคนอยู่ในวัยร่นวัยท างานประกอบอาชพ เพือเล้ยงตนเองและครอบครวเปน


ส่วนใหญ่ เปนคนในวัยทจะต้องพบกับปญหาทต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ยิ่งในปจจบันเทคโนโลยีก้าวหน้า
















และหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่มวันหยุดยั้ง มทั้งเรองด เจรญก้าวหน้า สะดวกสบาย เปนประโยชนต่อการ




พัฒนาคณภาพชวิต แต่ในเวลาเดยวกันก็ก่อให้เกิดความเดอดรอนไม่ปลอดภัยต่อชวิตและทรพย์สน ท าให้






ครอบครวแตกแยกไม่มความสข การศกษาเล่าเรยนทลอกเรยนจากต่างประเทศทั้งวิชาการและวัฒนธรรม











ทแตกต่างโดยไม่มการปรบให้สอดคล้องกับความเปนไทย ท าให้ยิ่งเรยน ยิ่งมปญหาชวิตและสังคม สม












เปนนักศกษา กศน. ท างานเปนพนักงานต้อนรบของห้างสรรพสนค้าแห่งหนงรจักกับหน่มโดยการใช้วิธ ี







แชททางอนเทอรเนต หน่มท างานเปนพนักงานขายในบรษัท หน่มเปนคนรปหล่อ เจ้าช้มหญงสาว




















มาสนใจหลายคน แต่หน่มก็มท่าทชอบสมเปนพิเศษกว่าคนอน คอยมารบส่ง สรางความสนทสนมกับสม






เปนพิเศษ แต่ก็ยังไม่เลกราจากสาว ๆ คนอน มไมตรให้เหนอยู่เสมอ ทั้งหน่มและสมคบหากันมาหลายป ี











เปนทรเหนของเพือน ๆ ทั้งหน่มและสม ในระยะหลัง ๆ น้ มชายหน่มจากทท างานของสมมฐานะการงาน













ดมาชอบสมอกคน ถงสมจะไม่ชอบเท่าหน่ม แต่พอใจในความรกเดยวใจเดยวของเขาอยู่มาก เขาไม่ใช่คน








รปงามแต่เปนคนนสัยด รจักเก็บหอมรอบรบ เปนทรกและไว้วางใจของเพือน ๆ ทกคน วันหนงหน่ม

















มาขอสมแต่งงาน สมมความรสกลังเลว่าจะยอมรบหน่มหรอไม่





142








ถ้าท่านเปนสม ท่านจะตัดสนใจอย่างไร จะยอมรบแต่งงานกับหน่มหรอไม่ เพราะอะไร ให้ท่าน






ระบข้อมูลทั้ง 3 ประการทหลากหลายและพอเพียงประกอบการตัดสนใจของท่านลงในแบบฟอรมท ่ ี






ก าหนดแยกแยะให้เหนทั้งข้อมูลเชงปรมาณและคณภาพ และหากต้องหาข้อมูลเพิ่มเตมให้ระบให้ชัดเจน
ด้วย

ขอมูลทางวิชาการ ขอมูลเกี่ยวกับตนเอง ขอมูลเกียวกับสงคมสงแวดลอม








Click to View FlipBook Version