The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khotchasri Boonsirichai, 2022-08-08 13:39:35

Social change and future of moocs

Social change and future of moocs

4 ระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์ ความพร้อม
ด้านระบบสนับสนุน
ส่วนใหญ่มีความพร้อมด้านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์:
อันดับ 1: Google Meet
อันดับ 2: Zoom Meeting & Webinar
อันดับ 3: Microsoft Teams

5 ระบบอีเมล

ส่วนใหญ่ (เกือบทุกแห่ง) ใช้บริการ Google บางส่วน
บริการ Microsoft และเกือบทุกสถาบันใช้อีเมลเป็น
ช่องทางสื่อสารหลักกับนักศึกษา

6 ระบบทะเบียนและการจัดการหลักสูตร

ทุกสถาบันมีระบบทะเบียนและการจัดการหลักสูตร
โดยมีทั้งแบบ On-Cloud และ On-Premises ซึ่ง
ส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นเอง บางส่วนใช้ Software
สำเร็จรูป

“Education is the key that unlocks the golden
door to freedom.”

—George Washington Carver

รายงานการวิจัย

สภาพความพรอ้ มและแนวทางในการจดั การศกึ ษาด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารใน
ระยะหลงั ความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพ่ือพัฒนาอดุ มศกึ ษา

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย
สานักงานปลัดกระทรวงการอดุ มศึกษา วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม

มถิ นุ ายน 2565

บทคดั ย่อ

โครงการศึกษาสภาพความพร้อมและแนวทางในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความพร้อมการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารในช่วงวิกฤติโควิด 19 ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบความพร้อมในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพือ่ พัฒนาอุดมศึกษาภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และ 3) นำเสนอแนวทางในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ
ได้แก่ (1) ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและศึกษาสภาพความต้องการและแนวทางในการจัด
การศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระยะหลังความปกติใหม่ และ (2) ระยะที่ 2 การนำเสนอ
แนวทางการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระยะหลังความปกติใหม่ ของมหาวิทยาลัย
เครอื ขา่ ยเพื่อพัฒนาอุดมศกึ ษาภาคตะวันออกเฉยี งเหนือตอนบน ผลการวจิ ัยพบวา่

สภาพปัจจุบันและความพร้อมด้านเทคโนโลยี มีการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายในสถาบัน มี
ความพร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) แต่หากจะ
ให้บริการเต็มตามศักยภาพมีความเห็นว่าอาจมีการปรับปรุงระบบโดยการเพิ่มความเร็วและเพิ่มหรือเปลี่ยน
อุปกรณ์แทนจุดเดิม การเพิ่มจุดกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมพื้นที่ที่จำเป็นในการใช้งาน ปรับปรุงระบบการ
จัดการขอ้ มลู การใชง้ าน นอกจากน้ีการใหบ้ รกิ ารอนิ เทอรเ์ น็ตแบบใชส้ ายในสถาบัน และ ระบบเครือข่ายในสถาบนั
มีความพร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) การศึกษา
สภาพความพร้อมการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในช่วงวิกฤติโควิด-19 ของ
มหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ระยะหลังความปกติใหม่ (Next
Normal) มีประเด็นเกี่ยวกับ (1) การเรียนการสอนแบบผสมผสานกับโปรแกรมต่าง ๆ เน้นการมีส่วนร่วมกับ
สมาร์ตโฟน (2) การจัดทำสื่อการเรียนรู้ให้มากย่ิงข้ึน (3) การปรับตัวของผู้สอนและผู้เรียนในด้านทักษะการใช้
เทคโนโลยีสำหรับการเรียนรู้ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (4) วิชาที่ไม่ต้องใช้ห้องปฏิบัติการนักศึกษา
บางส่วนชอบเรียนแบบออนไลน์ คือเรียนสดและทบทวนด้วยวิดีโอ มากกว่ามาเรียนที่ห้องเรียน และ (5) การ
ติดต่องาน และการพบปะพูดคุย ทำได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องเดินทางมาพบกัน สามารถส่งข้อมูลได้
รวดเร็ว การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) จะมีลักษณะและรูปแบบ
ผสมผสาน โดยการจัดการเรียนรู้อาจมีทั้ง Online และ On-Site ในเวลาเดียวกัน เพื่อความสะดวกของผู้เรียน
มีการผสมผสานเนื้อหาบางส่วนออนไลน์ กิจกรรมออนไซต์ กิจกรรมในห้องเรียนต้องน่าสนใจมากข้ึนมากกว่าแค่
เน้นการบรรยาย สถาบันการศึกษาควรปรับตัวโดยมีการอบรมและสนับสนุนอุปกรณ์ ICT ในการเรียนการสอน
มีการเตรียมความพร้อมนักศึกษาใหม่ เพิ่มเติมด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ให้กับนักศึกษา รวมทั้ง

การพัฒนาทักษะบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนให้สามารถใช้งานอุปกรณ์ที่ทันสมัยได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) และ
สถาบันการศึกษาควรมีนโยบายในการสนับสนุนระบบ ICT ในการเรียนการสอนทั้งแก่อาจารย์ผู้สอนและ
นักศึกษา การสนับสนุนให้มีการผลิตสื่อการสอนท่ีทันสมัย และสนับสนุนบุคลากรและนักศึกษาให้พร้อมสำหรับ
การเรียนการสอนออนไลน์

สารบัญ
บทที่ 1 บทนา ..........................................................................................................................................1

1. หลักการและเหตุผล................................................................................................................................1
2. วตั ถุประสงค์ของการวิจัย .......................................................................................................................2
3. ขอบเขตการศึกษาการดาเนินการวิจยั ....................................................................................................2
4. นิยามศัพทเ์ ฉพาะ....................................................................................................................................3
5. ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับ .....................................................................................................................5
บทท่ี 2 การทบทวนวรรณกรรมท่ีเกยี่ วขอ้ ง...............................................................................................6
1. นเิ วศการเรยี นรู้และการจัดการเรยี นการสอนของมหาวิทยาลัยไทยในชว่ งวิกฤติการโควิด-19 (Online
Teaching and Learning Ecology in Thai Higher Education During the Covid-19 Pandemic)..6
2. งานวิจัยที่เกยี่ วข้อง...............................................................................................................................18
บทท่ี 3 วธิ ีการดาเนนิ การวจิ ยั ................................................................................................................24
1. ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง...................................................................................................................24
2. รูปแบบการวิจัย....................................................................................................................................32
3. เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั .......................................................................................................................32
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล..........................................................................................................................37
5. การวเิ คราะห์ข้อมลู ...............................................................................................................................38
6. จริยธรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์...................................................................................................................38
บทที่ 4 ผลการศกึ ษาสภาพความพรอ้ มการจดั การศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารในชว่ ง
วกิ ฤตโิ ควดิ 19 ของมหาวิทยาลัยเครอื ขา่ ยเพือ่ พฒั นาอดุ มศึกษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน.........39
1. การศึกษาสภาพความพร้อมการจดั การศกึ ษาดว้ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในช่วงวกิ ฤติโค
วิด-19 ของมหาวทิ ยาลัยเครอื ข่ายเพอื่ พัฒนาอุดมศกึ ษาภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน จากผบู้ ริหาร .39
2. การศึกษาสภาพความพร้อมการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารในช่วงวิกฤตโิ ค
วดิ -19 ของมหาวิทยาลัยเครอื ข่ายเพ่ือพฒั นาอดุ มศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบน จากอาจารย์
ผู้สอน..........................................................................................................................................................46
3. การศึกษาสภาพความพร้อมการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารในช่วงวกิ ฤตโิ ค
วิด-19 ของมหาวทิ ยาลัยเครอื ข่ายเพ่อื พฒั นาอดุ มศึกษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนจากนักศึกษา..77
บทที่ 5 แนวทางการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารในระยะหลังความปกติใหม่
ของมหาวทิ ยาลยั เครอื ข่ายเพ่ือพฒั นาอดุ มศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน .............................. 109
บทที่ 6 สรุปผลการวิจัย และขอ้ เสนอแนะ........................................................................................... 110
บรรณานุกรม....................................................................................................................................... 113

สารบญั ตาราง
ตาราง 1 กลมุ่ มหาวทิ ยาลยั จานวนสถาบนั จานวนผูบ้ รหิ าร อาจารยผ์ ู้สอน และนกั ศึกษาในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน............................................................................................................................24
ตาราง 2 จานวนตวั อยา่ งมหาวิทยาลยั ผบู้ รหิ าร อาจารย์ผ้สู อน และนกั ศกึ ษาในการตอบแทบบสอบถาม....25
ตาราง 3 จานวนตวั อยา่ งมหาวิทยาลัย ผูบ้ รหิ าร อาจารยผ์ ูส้ อน และนักศกึ ษาในการสมั ภาษณ์กลมุ่ .............26
ตาราง 4 จานวนตวั อยา่ งอาจารยผ์ สู้ อน ...........................................................................................................27
ตาราง 5 จานวนตวั อยา่ งนกั ศกึ ษา ..................................................................................................................29
ตาราง 6 แสดงระดบั ความคดิ เห็นของผบู้ รหิ ารเก่ียวกบั การเขา้ ถึงการเรียนรู้ของผู้เรียน................................44
ตาราง 7 เพศของอาจารยท์ ี่เป็นกลุ่มตวั อยา่ ง..................................................................................................46
ตาราง 8 อายขุ องอาจารย์ทีต่ อบแบบสอบถาม...............................................................................................47
ตาราง 9 สาขาวชิ าของอาจารย์ผูส้ อน.............................................................................................................48
ตาราง 10 คอมพวิ เตอรส์ าหรบั ใช้งานเองของอาจารย์....................................................................................49
ตาราง 11 ความสามารถในการเชอ่ื มต่ออนิ เทอร์เน็ตได้ กรณที อ่ี าจารยม์ ีคอมพิวเตอรส์ าหรบั ใชง้ านเป็นของ
ตนเอง ...............................................................................................................................................................49
ตาราง 12 การมีสมาร์ตโฟนของอาจารย์.........................................................................................................50
ตาราง 13 ความสามารถเชื่อมต่ออนิ เทอรเ์ นต็ ได้ กรณีท่ีอาจารยม์ ีสมาร์ตโฟนสาหรับใชง้ านเป็นของตนเอง
สมารต์ โฟน........................................................................................................................................................50
ตาราง 14 การมแี ทป็ เล็ตสาหรบั ใชง้ านเองของอาจารย์..................................................................................51
ตาราง 15 ความสามารถเชอื่ มต่ออนิ เทอร์เนต็ ได้ กรณที ีอ่ าจารยม์ แี ทป็ เล็ตสาหรับใช้งานเปน็ ของตนเอง......51
ตาราง 16 ประสทิ ธภิ าพของอปุ กรณท์ ีใ่ ช้ในการเรยี นออนไลน์ของอาจารย์....................................................52
ตาราง 17 สถานที่ในการสอนออนไลน์ของอาจารย์........................................................................................52
ตาราง 18 คา่ ใชจ้ ่ายสาหรับการใช้งานอนิ เทอร์เนต็ ของอาจารย์.....................................................................53
ตาราง 19 การเช่อื มตอ่ อินเทอร์เน็ตของอาจารย์ ............................................................................................54
ตาราง 20 ประสิทธิภาพของอินเทอรเ์ นต็ ทีอ่ าจารย์ใช้ในการสอนออนไลน์ ....................................................55
ตาราง 21 ภาพรวมความถแ่ี ละความสามารถของอาจารยแ์ ละความถใี่ นการใช้งานแอปพลิเคชันและเวป็ แอป
พลเิ คชนั ท่ใี ช้ในการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลนป์ ระเภทเครอื่ งมือระบบจัดการการเรยี นการสอนออนไลน์
(Learning Management System: LMS).....................................................................................................55
ตาราง 22 ความสามารถของอาจารยแ์ ละความถใี่ นการใชง้ านแอปพลเิ คชนั และเวป็ แอปพลเิ คชนั ทใี่ ช้ในการ
เรียนการสอนผา่ นระบบออนไลนป์ ระเภทเคร่ืองมือระบบจดั การการเรียนการสอนออนไลน์ (Learning
Management System: LMS) แยกตามประเภทสถาบัน...............................................................................56

ตาราง 23 ภาพรวมความถแ่ี ละความสามารถของอาจารยแ์ ละความถีใ่ นการใช้งานแอปพลเิ คชันและเว็ปแอป
พลิเคชันท่ีใช้ในการเรยี นการสอนผ่านระบบออนไลน์ประเภทเคร่ืองมอื วิดโี อคอนเฟอเรนซ์ (Video
Conference) ท่ใี ช้ในการสอนผ่านระบบออนไลน์...........................................................................................57
ตาราง 24 ความสามารถของอาจารยแ์ ละความถ่ีในการใชง้ านแอปพลเิ คชนั และเว็ปแอปพลิเคชันที่ใชใ้ นการ
เรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ประเภทเครื่องมือวิดโี อคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ท่ใี ช้ในการสอน
ผา่ นระบบออนไลน์ แยกตามประเภทสถาบนั ...................................................................................................58
ตาราง 25 ภาพรวมความถี่และความสามารถของอาจารย์และความถใี่ นการใชง้ านแอปพลเิ คชนั และเวป็ แอป
พลิเคชันท่ีใชใ้ นการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลนป์ ระเภทเครอ่ื งมอื สื่อสารนอกเวลาเรียน
(Communication Tools) ทใ่ี ชใ้ นการสอนผ่านระบบออนไลน์......................................................................59
ตาราง 26 ความสามารถของอาจารย์ในการใช้งานแอปพลเิ คชนั และเว็ปแอปพลิเคชนั ทใี่ ช้ในการเรยี นการ
สอนผา่ นระบบออนไลนป์ ระเภทเคร่ืองมือสื่อสารนอกเวลาเรียน (Communication Tools) ท่ใี ช้ในการสอน
ผ่านระบบออนไลน์ แยกตามประเภทสถาบัน...................................................................................................60
ตาราง 27 แอปพลิเคชันและเวป็ แอปพลิเคชนั ท่ีใชใ้ นการสอนผา่ นระบบออนไลนข์ องอาจารย.์ .....................61
ตาราง 28 สรุปแอปพลเิ คชันและเว็ปแอปพลิเคชันทใ่ี ช้ในการสอนผ่านระบบออนไลน์ของอาจารย์ ..............67
ตาราง 29 ความสามารถของอาจารย์และความถีใ่ นการใชง้ านแอปพลิเคชนั และเวป็ แอปพลิเคชนั ที่ใช้ในการ
เรียนการสอนผา่ นระบบออนไลนป์ ระเภทต่าง ๆ โดยเปรียบตามกลุ่มสถาบนั .................................................70
ตาราง 30 รปู แบบของการจดั การเรยี นการสอนท่อี าจารย์ใช้ในชว่ งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 .74
ตาราง 31 รปู แบบของการจดั การเรยี นการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนรขู้ องอาจารย์ ....................................74
ตาราง 32 รูปแบบของการประเมินในรายวชิ า................................................................................................76
ตาราง 33 ประสิทธิภาพของการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยเี สรมิ หรอื การจดั การศึกษาผา่ นระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศในรายวชิ า.......................................................................................................................76
ตาราง 34 ปญั หาในการเรยี นการสอนผ่านระบบออนไลน์..............................................................................78
ตาราง 35 ความกงั วลกับปัญหาการทจุ ริตในการสอบออนไลนข์ องอาจารย์...................................................81
ตาราง 36 ประสบการณใ์ นการพบปญั หาการทจุ รติ ในการสอบออนไลนด์ ว้ ยตนเองของอาจารย์...................82
ตาราง 37 ความยดื หยุน่ สาหรบั การเรยี นการสอนออนไลน์ของอาจารย์ ........................................................82
ตาราง 38 ผลกระทบต่อผลการเรียนการสอนของการแพรร่ ะบาดของโรคโควิด-19.......................................83
ตาราง 39 ประสบการณ์ในใชเ้ ครอื่ งมือในการสอบออนไลน์...........................................................................83
ตาราง 40 ความคดิ เหน็ ของอาจารยผ์ ู้สอนท่ีมีตอ่ การจดั การศกึ ษาผา่ นระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
สือ่ สารระดบั รายวิชา.........................................................................................................................................84
ตาราง 41 ความคดิ เห็นของอาจารย์เกีย่ วกับการเขา้ ถึงการเรียนรู้ .................................................................87
ตาราง 42 ความคิดเหน็ ของอาจารยเ์ กย่ี วกับการมสี ว่ นรว่ มในการเรียนรู้ (Learning Engagement) ...........89
ตาราง 43 ความคิดเหน็ เกี่ยวกับผลลพั ธก์ ารเรียนรู้ (Learning Outcome) ของอาจารย์..............................75

ตาราง 44 ข้อมูลของนกั ศกึ ษาทตี่ อบแบบสอบถามแยกตามเพศ....................................................................77
ตาราง 45 อายุเฉล่ยี ของนกั ศึกษาทตี่ อบแบบสอบถาม...................................................................................78
ตาราง 46 จานวนของนกั ศกึ ษาท่ตี อบแบบสอบถามแยกตามกลมุ่ สาขาวชิ า ..................................................78
ตาราง 47 จานวนของนักศกึ ษาที่ตอบแบบสอบถามแยกตามระดบั การศกึ ษา ...............................................78
ตาราง 48 จานวนนักศึกษาทต่ี อบแบบสอบถามแยกตามชน้ั ปที ศ่ี กึ ษา ...........................................................79
ตาราง 49 ค่าเฉลยี่ ของผลการเรียนเฉล่ยี ของนกั ศกึ ษาทตี่ อบแบบสอบถาม...................................................80
ตาราง 50 ประสบการณใ์ นการใช้คอมพวิ เตอร์ของนกั ศกึ ษา..........................................................................80
ตาราง 51 การมีคอมพิวเตอร์สาหรบั ใช้งานเองของนกั ศึกษา .........................................................................80
ตาราง 52 สามารถเชอื่ มตอ่ อนิ เทอรเ์ นต็ กรณที น่ี กั ศึกษามีคอมพิวเตอรส์ าหรบั ใชง้ านเปน็ ของตนเอง ..........81
ตาราง 53 การมสี มาร์ตโฟนสาหรับใช้งานเองของนักศึกษา............................................................................81
ตาราง 54 ความสามารถเช่อื มต่ออินเทอร์เน็ต กรณีท่ีนกั ศึกษามสี มารต์ โฟนสาหรับใช้งานเปน็ ของตนเอง....82
ตาราง 55 การมีแท็ปเลต็ สาหรับใชง้ านเองของนกั ศกึ ษา................................................................................82
ตาราง 56 ความสามารถเชอื่ มตอ่ อินเทอรเ์ น็ต กรณีที่นักศกึ ษามแี ท็ปเลต็ สาหรับใชง้ านเป็นของตนเอง........83
ตาราง 57 ประสิทธภิ าพของอุปกรณท์ ใี่ ชใ้ นการเรียนออนไลน์ของนักศกึ ษา..................................................83
ตาราง 58 ผลสารวจเกยี่ วกับสถานที่ในการใช้อปุ กรณใ์ นการเรยี นรูข้ องนักศกึ ษา..........................................84
ตาราง 59 คา่ ใชจ้ ่ายสาหรบั การใช้งานอนิ เตอรเ์ น็ตของนักศึกษา ...................................................................84
ตาราง 60 ผลการสารวจเกย่ี วกบั การเช่ือมตอ่ อนิ เทอร์เนต็ ของนกั ศึกษา........................................................86
ตาราง 61 ผลการสอบถามความคิดเหน็ เกยี่ วกบั ประสทิ ธภิ าพของอนิ เทอรเ์ น็ตที่นกั ศกึ ษาใช้ในการเรยี น
ออนไลน์............................................................................................................................................................87
ตาราง 62 เครือ่ งมอื ระบบจัดการการเรยี นการสอนออนไลน์ (Learning Management System: LMS) ทใี่ ช้
ในการสอนผ่านระบบออนไลนแ์ ละความสามารถในการใชเ้ ครื่องมอื น้ัน ..........................................................87
ตาราง 63 ผลสารวจเกี่ยวกบั ความสามารถในการใช้เคร่ืองมอื ระบบการจดั การเรยี นการสอนออนไลน์ของ
นักศกึ ษา...........................................................................................................................................................89
ตาราง 64 เครื่องมอื วิดโี อคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ท่ีใช้ในการเรียนผ่านระบบออนไลนแ์ ละ
ความสามารถในการใช้เครอ่ื งมือนน้ั .................................................................................................................89
ตาราง 65 ผลสารวจเกย่ี วกับความสามารถในการใชเ้ ครือ่ งมอื วดิ ีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ทใี่ ช้
ในการเรียนผ่านระบบออนไลนข์ องนกั ศกึ ษา....................................................................................................90
ตาราง 66 เครื่องมือสื่อสารนอกเวลาเรียน (Communication Tools) ทใ่ี ช้ในการสอนผา่ นระบบออนไลน์
และความสามารถในการใชเ้ ครอ่ื งมอื นนั้ ..........................................................................................................91
ตาราง 67 ผลการสารวจเกี่ยวกับความสามารถในการใช้เคร่อื งมอื สอื่ สารนอกเวลาเรียน (Communication
Tools) ทใี่ ช้ในการเรียนผ่านระบบออนไลนข์ องนกั ศึกษา ................................................................................92
ตาราง 68 แอปพลิเคชันและเว็ปแอปพลิเคชันทีใ่ ช้ในการสอนผ่านระบบออนไลน์.........................................93

ตาราง 69 ความถแ่ี ละความสามารถในการใชเ้ ครื่องมือ..................................................................................98
ตาราง 70 แสดงผลสารวจเกย่ี วกับความถแี่ ละความสามารถในการใช้งานแอปพลเิ คชนั และเวป็ แอปพลเิ คชัน
ในการเรียนผ่านระบบออนไลน์ แยกตามกลมุ่ สถาบัน ................................................................................... 101
ตาราง 71 ผลการวจิ ัยเกีย่ วกับรปู แบบในการเรยี นในชว่ งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าของนักศกึ ษา.... 107
ตาราง 72 ผลการศึกษาเกย่ี วกับรูปแบบการประเมินในรายวิชาท่เี รยี น....................................................... 109
ตาราง 73 ผลการศกึ ษาเก่ียวกบั ประสทิ ธิภาพการใชเ้ ทคโนโลยเี สรมิ หรอื การจดั การศกึ ษาผ่านระบบ
เทคโนโลยสี ารสนเทศในรายวชิ าทเี่ รียน......................................................................................................... 109
ตาราง 74 ผลการศึกษาเกีย่ วกบั ปัญหาในการเรียนผ่านระบบออนไลน์ของนกั ศกึ ษา.................................. 110
ตาราง 75 ผลการศึกษาเกยี่ วกบั ความกังวลกบั ปัญหาการทจุ ริตในการสอบสาหรบั การเรียนออนไลน์ ....... 111
ตาราง 76 ผลการศึกษาเก่ยี วกบั การพบปญั หาการทจุ รติ ในการสอบสาหรับการเรียนออนไลน์ด้วยตนเองของ
นักศกึ ษา........................................................................................................................................................ 112
ตาราง 77 ผลการศึกษาเก่ียวกบั ความยดื หยนุ่ สาหรับการเรียนออนไลน์ของอาจารย์ผสู้ อนโดยนักศกึ ษา... 112
ตาราง 78 ผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตอ่ การเรยี น ...... 113
ตาราง 79 ผลการศกึ ษาเกยี่ วกบั การใช้เครอื่ งมอื ในการสอบออนไลน์ ......................................................... 113
ตาราง 80 ความคดิ เหน็ ของนักศึกษาทม่ี ีตอ่ การจดั การศกึ ษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ระดับรายวชิ า................................................................................................................................................. 114
ตาราง 81 ความคดิ เห็นของนกั ศกึ ษาเกี่ยวกบั การเขา้ ถึงการเรยี นรู้............................................................. 117
ตาราง 82 ความคิดเห็นเก่ยี วกับการมสี ่วนรว่ มในการเรียนรู้ (Learning Engagement)............................ 105
ตาราง 83 ความคดิ เห็นของนกั ศึกษาเกีย่ วกบั ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome)........................... 106

บทท่ี 1 บทนำ

1. หลักการและเหตผุ ล
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เป็นอุปสรรคขัดขวางการจัดการเรียน

การสอนในชั้นเรียนของสถาบันอุดมศึกษาที่มีผู้เรียนจำนวนมากในชั้นเรียน เพื่อป้องกันการติดเชื้อระหว่าง
บุคคล รัฐบาลและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จึงประกาศให้จัดการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งก็คือการจัด
การศึกษาทางไกลผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้อินเทอร์เน็ตนั่นเอง การ
เรียนการสอนออนไลน์มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ อีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) การเรียนออนไลน์แบบเปิด
(MOOC) การเรียนออนไลน์แบบสอนสดผ่าน Application ต่างๆ เช่น ZOOM ,Microsoft Team ,Google
Meet ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเหล่าน้ีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในสถานการณ์วิกฤติช่วงการ
แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า จนถึงระยะท่ี “ปกติใหม่” (New Normal) ตลอดจนระยะหลังความปกติใหม่
(Next Normal)

มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันเครือข่ายพัฒนาอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้มี
การจัดเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ เพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่มีการ
ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อม จัดหาอุปกรณ์และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสำหรับการเรียนการสอนในยุคปกติใหม่ (New Normal) และทำการพัฒนาระบบการจัดการเรียน
การสอนออนไลนโ์ ดยใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร ให้มีความพรอ้ มต่อการจัดการศกึ ษาในระยะหลัง
ความปกติใหม่ (Next Normal)

ดังนั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะแม่ค่ายเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุ ดมศึกษา ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือตอนบน มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงได้เสนอ
โครงการศึกษาวิจัยสภาพความพร้อมและแนวทางในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ใน
ระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อศึกษาสภาพความพร้อมการจัดการศึกษาด้วนเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารในช่วงวิกฤติโควิด 19 ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
ตลอดจนวิเคราะห์เปรียบเทยี บความพรอ้ ม และนำเสนอแนวทางในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อเสนอต่อโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย สำนักงานปลัดกระทรวงการ
อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการนำผลการศึกษาวิจัยไปพัฒนาระบบการเรียนการสอน
ออนไลน์ในระบบเปิด (Thai MOOC) และจัดการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิด Thai MOOC และเพื่อ
จัดทำแนวทางการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารต่อไป

2

2. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
2.1 เพื่อศึกษาสภาพความพร้อมการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในช่วง

วกิ ฤติโควดิ 19 ของมหาวิทยาลัยเครือขา่ ยเพ่ือพฒั นาอดุ มศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน
2.2 เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความพร้อมในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

สื่อสาร ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน

2.3 นำเสนอแนวทางในการจดั การศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในระยะหลงั ความ
ปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวทิ ยาลัยเครอื ขา่ ยเพื่อพฒั นาอดุ มศกึ ษาภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน

3. ขอบเขตการศึกษาการดำเนนิ การวิจยั
แบง่ ออกเป็น 2 ระยะการดาเนนิ การวจิ ัยในครั้งน้ี แบ่งการวจิ ยั ออกเปน็ 2 ระยะ ไดแ้ ก่ (1) ระยะที่

1 การทบทวนวรรณกรรมที่เกย่ี วข้องและศึกษาสภาพความตอ้ งการและแนวทางในการจัดการศึกษาด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารในระยะหลังความปกตใิ หม่ และ (2) ระยะท่ี 2 การนาเสนอแนวทางการ
จดั การศกึ ษาดว้ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารในระยะหลงั ความปกตใิ หม่ ของมหาวทิ ยาลัยเครือขา่ ย
เพ่ือพัฒนาอดุ มศึกษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน โดยในแต่ละระยะ มรี ายละเอยี ดดังนี้

ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและศึกษาสภาพความต้องการและแนวทางในการจัด
การศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระยะหลังความปกติใหม่ มีขั้นตอนในการดำเนินงาน
แบง่ เป็น 2 ส่วน

สว่ นท่ี 1 การทบทวนวรรณกรรมท่ีเกยี่ วขอ้ ง
1.1 ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั้ง
ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
1.2 สังเคราะห์เนื้อหาของวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร เพื่อนำมาร่วมวิเคราะห์หาแนวทางในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
กับขอ้ มูลเชงิ ประจักษ์
ส่วนที่ 2 การศึกษาสภาพความต้องการและแนวทางในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่อื สารในระยะหลงั ความปกตใิ หม่ แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ประเดน็
ประเด็นที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์สภาพความพร้อมของบุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน
และทรัพยากรอื่นๆ ในการเข้าถึง (Accessibility) การมีส่วนร่วม (Engagement) และในด้านผลลัพธ์การ
เรียนรู้ (Learning outcomes) ประกอบด้วย ภาพอดีต (Before Covid) และภาพปัจจุบัน (During Covid)
ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
ผู้บรหิ าร ผสู้ อน และนิสติ นกั ศกึ ษา
ประเด็นที่ 2 ศึกษาและวิเคราะห์สภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับหลักสูตรและระดับรายวิชา ใน 5
มิติ ประกอบด้วย นิยามและสัดส่วนของการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การเลือกใช้ศาสตร์

3

การสอน (Pedagogy) ในการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบเนื้อหา (Content
Design) สำหรับการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย (Learning Activity Design) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment and Evaluation)
การประกันคุณภาพของหลักสูตร (Quality Assurance) ทั้งในภาพอดีต (Before Covid) และภาพปัจจุบัน
(During Covid) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ของกลุ่ม
ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ ผบู้ รหิ าร ผูส้ อน และนสิ ิตนกั ศึกษา

ประเดน็ ที่ 3 การสรุปวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บความพร้อมในการจดั การศกึ ษาด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศ
และการสื่อสาร ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบน

ระยะที่ 2 การนำเสนอแนวทางการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระยะ
หลงั ความปกติใหม่ ของมหาวิทยาลยั เครือขา่ ยเพื่อพฒั นาอุดมศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบน

2.1 ออกแบบ (ร่าง) แนวทางการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระยะหลัง
ความปกติใหม่ ของมหาวิทยาลยั เครอื ขา่ ยเพ่อื พฒั นาอดุ มศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน

2.2 ประเมินและปรับปรุง (ร่าง) แนวทางการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในระยะหลงั ความปกตใิ หม่ ของมหาวทิ ยาลยั เครอื ขา่ ยเพือ่ พฒั นาอุดมศกึ ษาภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนบน

2.3 จัดทำรายงานและนำเสนอแนวทางการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใน
ระยะหลังความปกตใิ หม่ ของมหาวิทยาลัยเครอื ขา่ ยเพื่อพัฒนาอุดมศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบน

2.4 จัดทำบทสรุปผู้บริหารจากสาระสำคัญของโครงการและผลการดำเนินงานรวมไปถึงข้อเสนอแนะ
ในการนำผลการวจิ ัยไปใช้

4. นิยามศัพท์เฉพาะ
4.1 สภาพความพร้อมการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง สภาพการจัด

กจิ กรรมการเรียนรู้ออนไลนท์ ส่ี ง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นบรรลจุ ดุ ประสงค์การเรียนรูท้ ้ัง 3 ดา้ น ได้แก่ ด้านความรู้ ทักษะ
และคุณลักษณะบุคคล โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมและ สอดคล้องกับ
หลกั สตู รและรายวชิ า แบง่ ออกเปน็ 5 ดา้ น ได้แก่ 1) ด้านศาสตร์การสอน 2) ด้านการออกแบบเนื้อหา 3) ดา้ น
การออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้ 4) ด้านการออกแบบการวดั และประเมินผล และ 5) ดา้ นการประกันคุณภาพ
โดยมีรายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้

4.1.1. ด้านศาสตร์การสอน หมายถึง ความคดิ เหน็ ของผ้เู รียนท่มี ีต่อการเลอื กใชร้ ูปแบบการ
จัดการเรียนรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศที่สอดคล้องกับรายวิชาของผู้สอน โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียน 3 มิติ ได้แก่
มิติด้านความรู้ มติ ิด้านทกั ษะ และมิติดา้ นคุณลักษณะบุคคล

4.1.2. ด้านการออกแบบเนื้อหา หมายถึง ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อความเหมาะสม
ของเนื้อหาบทเรียนที่ผู้สอนนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ และเนื้อหามีความสอดคล้อง ส่งเสริมประสิทธิภาพ
การเรยี นรกู้ ับเทคโนโลยสี ารสนเทศที่เลือกใช้ และตอบโจทย์ผลลัพธ์การเรียนรขู้ องรายวิชา

4

4.1.3. ด้านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ความคิดเห็นและพฤติกรรมของ
ผู้เรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกในรายวิชา เน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม
และมปี ระสทิ ธภิ าพ ท้ังการจัดกจิ กรรมการเรียนร้ใู นรูปแบบประสานเวลา และแบบไม่ประสานเวลา โดยผู้สอน
มีบทบาทในการสร้างความยดึ มั่นผกู พันในการเรยี น และใหผ้ ลป้อนกลับเพือ่ พฒั นาผูเ้ รียนอยา่ งสม่ำเสมอ

4.1.4. ด้านการออกแบบการวัดและประเมินผล หมายถึง ความคิดเห็นและพฤติกรรมของ
ผเู้ รียนทมี่ ตี อ่ การประเมินผลในรายวิชาที่ครอบคลมุ ทงั้ การประเมนิ เพ่ือตดั สินผล การประเมนิ เพอ่ื ให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้จากการตรวจสอบและประเมินตนเอง และการประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลป้อนกลับสำหรับนำมา
ปรบั ปรุงทั้งวธิ กี ารสอนและวิธกี ารเรยี นรู้ โดยเปน็ การประเมินระหวา่ งเรยี น และประเมินหลงั เรียน

4.1.5. ดา้ นการประกนั คุณภาพ หมายถงึ ความคดิ เห็นของผเู้ รียนทีส่ ะท้อนถึงประสิทธิภาพ
ของการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นยืนยันว่าการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศมีประสทิ ธิภาพ และเป็นหลักประกันว่าผู้เรียนจะบรรลถุ งึ ผลลัพธก์ ารเรียนรู้ตามมาตรฐานที่กำหนด
ในรายวชิ าได้

4.2 การเข้าถึงการเรยี นรู้ หมายถงึ ความสามารถของผเู้ รียนในการไดร้ บั ประสบการณ์ ขอ้ มลู จากการ
เรียนรู้ และได้รับการสนับสนุนในการเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน โดยการเข้าถึงการเรียนรู้ แบ่ง
ออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ 1) ด้านผู้เรียน 2) ด้านผู้สอน และ 3) การสนับสนุนจากสถานศึกษา โดยมีรายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปนี้

4.2.1. ด้านผู้เรียน หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงถึงการได้รับประสบการณ์ในการ
เรียนและการเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนอย่างเท่าเทียม และความพร้อมในด้านการใช้งานและการมีอุปกรณ์
เทคโนโลยใี นการเรยี น

4.2.2. ด้านผู้สอน หมายถึง ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อพฤติกรรมของผู้สอนที่แสดงถึง
การออกแบบจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มีรูปแบบในการสอนที่หลากหลาย เนื้อหา
เหมาะสมกบั ผู้เรยี น และเลือกใชเ้ ทคโนโลยที ส่ี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นเข้าถึงการเรียนไดง้ ่าย

4.2.3. ด้านการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนท่ีสะท้อนถงึ
การดำเนินงานของสถานศึกษาในการกำหนดนโยบายและให้คำแนะนำในการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศที่ชัดเจนและเป็นระบบ มีการสนับสนุนด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้เรียน
สามารถเข้าถึงเนื้อหาการเรียนรู้ได้ และมีการอำนวยความสะดวกในการใช้ระบบส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบ
ออนไลน์ใหแ้ ก่ผเู้ รียนและผสู้ อน

4.3 การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ หมายถึง การแสดงออกด้านพฤติกรรม อารมณ์ และสติปัญญา ต่อ
การเรียนและการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีความกระตือรือร้น และมีแรงจูงใจ นำไปสู่การประสบความสำเร็จ
ในการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมทางพฤติกรรม 2) การมีส่วนร่วมทาง
อารมณ์ และ 3) การมสี ่วนร่วมทางปัญญา โดยมีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี

4.3.1 การมีส่วนร่วมทางพฤติกรรม หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงถึงความ
กระตือรือรน้ แรงจูงใจ และความทมุ่ เทในการเรยี นและทำกิจกรรมทไี่ ดร้ บั มอบหมาย

5

4.3.2 การมีส่วนร่วมทางอารมณ์ หมายถึง ความรู้สึกของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการสอน
และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความตอ้ งการหรือความกระตือรอื ร้นในการเรยี น

4.3.3 การมีส่วนร่วมทางปัญญา หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนทีแ่ สดงถึงความสามารถใน
การคิดแก้ปัญหา และการเผชิญหน้ากับปัญหาในเชิงบวก ที่สามารถนำไปสู่ความเข้าใจเนื้อหาบทเรียน
กอ่ ให้เกดิ ทกั ษะ และทำกจิ กรรมหรืองานท่ไี ดร้ ับมอบหมายสำเร็จ

4.4 ผลลัพธ์การเรียนรู้ หมายถึง พฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกเป็นรูปธรรมและสามารถวัดและ
ประเมินผลได้ โดยผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นความสำเร็จของผู้เรียนหลังจากจบการเรียนรู้ในแต่ละบทเรียน
รายวิชา และหลักสตู รผา่ นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมรี ายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี

4.4.1 ดา้ นความรู้ หมายถึง พฤตกิ รรมของผูเ้ รียนทแี่ สดงออกถงึ ความเชยี่ วชาญเฉพาะดา้ น
หรือความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ ทฤษฎีและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาหรือหลักสูตรที่
เรียนผา่ นระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ

4.4.2 ด้านทักษะ หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนที่สะท้อนถึงการปฏิบัติงาน เมื่อได้รับ
มอบหมาย โดยสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการและแก้ปัญหาการทำงานด้วยทักษะด้านกระบวนการคิดอย่าง
เปน็ ระบบ การคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ และมที ักษะการปฏิบัตทิ ม่ี ีความคลอ่ งแคลว่ และความ
ชำนาญในการปฏบิ ัติตามกรอบคณุ วุฒแิ ตล่ ะระดบั

4.4.3 ด้านการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ หมายถึง พฤติกรรมของผู้เรียนที่เกิดจาก
กระบวนการเรียนรู้การใช้ความรู้ทักษะทางด้านอารมณ์และสังคม ประกอบไปด้วยความสามารถในการส่อื สาร
การมปี ฏิสัมพันธก์ ับผูอ้ ่ืน ความรบั ผดิ ชอบ และความเป็นอิสระในการดำเนนิ การต่าง ๆ ไดด้ ้วยตนเอง

5. ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั
5.1 โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้ความรู้อย่างเป็น

ระบบในเรื่อง สภาพความพร้อมการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในช่วงวิกฤติโควดิ
19 ของมหาวทิ ยาลัยเครอื ขา่ ยเพ่อื พัฒนาอดุ มศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบน

5.2 แนวทางในการจัดการศึกษาดว้ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร ในระยะหลังความปกตใิ หม่
(Next Normal) ของมหาวทิ ยาลัยเครอื ขา่ ยเพอ่ื พัฒนาอุดมศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน

6

บทท่ี 2 การทบทวนวรรณกรรมทีเ่ กีย่ วข้อง

1. นิเวศการเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไทยในช่วงวิกฤติการโควิด-19
( Online Teaching and Learning Ecology in Thai Higher Education During the Covid- 1 9
Pandemic)

โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงวิธีการ รูปแบบ และแพลตฟอร์ม
การสอนในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย เมื่อไม่สามารถจัดการเรียนรู้ได้ในรูปแบบเดิมในช่วงเวลา
กระทันหัน ทำให้อาจารย์ในทุกสาขาวิชาต้องเรียนรู้วิธีการและช่องทางการสื่อสารเนื้อหาไปยังนักศึกษาใน
ช่วงเวลาอันสั้น ทำให้ทุกแทบจะเป็นอัจฉรยิ ะข้ามคืน อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สอนโดยส่วนใหญ่เรียนรู้ช่องทางการ
สื่อสารที่เปลี่ยนจาก face-to-face ไปเป็นแบบออนไลน์ ส่วนหนึ่งยังคงใช้กิจกรรมการสอน สื่อการสอนและ
การประเมินผลในรูปแบบเดมิ และมบี างส่วนทีม่ ีการเปลี่ยนแปลงรปู แบบ เมือ่ ใชแ้ พลตฟอรม์ ทีต่ า่ งไปจากเดมิ

ในบทความน้ีผูเ้ ขียน โดย กลุธิดา ท้วมสขุ และอนชุ า โสมาบุตร1 ได้นำเสนอบริบทการจัดการเรียนรู้ใน
ระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยในยุคก่อน COVID-19, การปรับตัวของผู้เรียนและผู้สอน และการออกแบบ
การเรียนรู้หรือนิเวศวิทยาการเรียนรู้ในระหว่างที่มีการระบาดของ COVID-19 รวมทั้งการนำเสนอโมเดลการ
จัดนเิ วศวทิ ยาการเรยี นรใู้ นระดบั อดุ มศึกษาของประเทศไทยเพือ่ ความยงั่ ยนื

บริบทอดุ มศึกษาไทยในยุคดิจทิ ัล
สถาบันอุดมศึกษาไทยภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และ
นวัตกรรม (Ministry of Higher Education, Sciences, Research and Innovation-MHESRI) มีจำนวน
ทั้งสิ้น 155 แห่ง แบ่งตามโครงสร้างและระบบการบริหารออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ 26
แห่ง มหาวิทยาลัยของรัฐ 57 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน 72 แห่ง (Office of Higher Education
Commission, 2021) นอกจากนี้ยังมีสถาบันอุดมศึกษาอีกจำนวนหนึ่งที่จัดการศึกษาหรือผลิตบัณฑิตเฉพาะ
ทาง สังกัดหน่วยงานราชการ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย
สถาบันอุดมศึกษาเกือบทุกแห่งจัดการเรียนการสอนในระบบปิด ทั่วประเทศมีมหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาใน
ระบบเปิดหรอื การศึกษาทางไกลเพียง 2 แห่งเท่านนั้
สภาวการณ์เทคโนโลยีพลิกผัน (Disruptive technology) ส่งผลกระทบต่อการจัดการอุดมศึกษาใน
ประเทศไทยเป็นอย่างมาก มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในหลาย
ประการคอื (1) ความต้องการของตลาดงานเปล่ยี นแปลงไปอยา่ งส้ินเชิง ท้ังในภาครฐั และภาคเอกชน เน่ืองจาก
ความต้องการในการปรับเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัล (Digital transformation) ดังนั้น ตำแหน่งงานและอัตราการ
รบั คนเข้าทำงานลดลง ความรแู้ ละทกั ษะของคนทีจ่ ะเข้าตลาดงานเปล่ียนไป สถาบันอดุ มศึกษาไม่สามารถผลิต
คนที่มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน (2) นโยบายการปรับเปลี่ยนสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล
มหาวิทยาลัยเองก็ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีพลิกผัน ทำให้ต้องปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการ

1 https://www.intechopen.com/online-first/78784

7

บริหาร การปฏิบัติงาน การให้บริการ และการจัดการเรียนการสอน (3) ทัศนคติต่อการศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษาเปลี่ยนไป เป็นผลมาจากการรับคนเข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ให้ความสำคัญกับ
ปริญญาบัตร แต่เน้นที่ความสามารถในการทำงาน นอกจากนี้ประชากรช่วงอายุ 18 – 22 ปี ซึ่งคน Gen z มี
ช่องทางในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในโลกดิจิทัลอย่างไม่จำกัด และยังมีโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับ
ตนเองจากการทำธุรกิจออนไลน์หรืออาชีพอิสระต่างๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนในหลักสูตรระดับอุดมศึกษา
(อดุ ม คชนิ ทร, 2563)

นอกจากการต้องปรับตัวต่อสถานการณ์เทคโนโลยีพลิกผันแล้ว สถาบันอุดมศึกษาไทยยังมีภาวะ
คุกคามในด้านการสร้างชื่อเสียงและผลงานในระดับสากล จากรายงานของ Office of National Higher
Education Science Research and Innovation Policy Council (2020) ร ะ บ ุ ว ่ า IMD World
Competitive Rankings 2020 จัดอันดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทยที่อันดับ 49 จาก 64
ประเทศ เป็นที่ปรากฏว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในกลุ่มต่ำเมื่อเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆในกลุ่ม
ประเทศอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการตอบสนองต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลมาจาก
อุดมศึกษาไม่สามารถผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคุ ณลักษณะของ
บุคลากรที่พึงประสงค์ของตลาดงานนั้น นอกจากต้องมีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการแล้ว ต้องมีทักษะ
ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วย สอดคล้องกับรายงานของ World Economic Forum ที่ได้สรุปทักษะ 10
ประการที่จำเป็นมากที่สุดสำหรับการทำงานในปี 2025 คือ (1) Analytical thinking and innovation, (2)
Active learning and learning strategies, (3) Complex problem solving, (4) Critical thinking and
analysis, (5) Creativity, originality and initiative, (6) Leadership and social influence, (7)
Technology use, monitoring and control, (8) Technology design and programming, (9)
Resilience, stress tolerance and flexibility, and (10) Reasoning, problem solving and ideation
(Whiting, 2020)

การปรับตวั กอ่ นยคุ โควดิ
ผลกระทบจาก Disruptive technology ทำให้สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัด
การศึกษาเป็นอย่างมาก หลายสถาบันเลือกใช้กลยุทธ์ Education transformation เพื่อขับเคลื่อนการ
เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลยั ขอนแก่นกำหนดกลยุทธ์การปรบั เปลี่ยนการจัดการศึกษา โดยส่งเสริม
การจัดการหลักสูตรจากแบบมุ่งเน้นเนื้อหาเป็นแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (From content-based to outcome-
based curriculum) และการจัดการเรียนการสอนจากการมุ่งเน้นการสอนของครูสู่การเรียนรู้ของผู้เรียน
(From teaching to learning) (Khon Kaen University, 2019) นอกจากนี้ ในระดับประเทศ The MHESRI
ก็ได้จัดทำโครงการสรา้ งบัณฑติ พนั ธใ์ุ หม่ เพอื่ ตอบสนองความตอ้ งการกำลงั คนภาคอุตสาหกรรม และเป็นกลไก
สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการสนับสนุนให้แปลงโฉมรูปแบบการผลิตบัณฑิต ที่เป็น
การทำงานร่วมมือกนั ระหว่างสถาบันอุดมศกึ ษากับภาคอุตสาหกรรม รัฐ ประชาสังคม หรอื ชุมชน จัดการศกึ ษา
ระดับอุดมศึกษาแห่งอนาคต โดยการร่วมกันสร้างหลักสูตรต้นแบบ ที่เน้นการปรับเปลี่ยนเนื้อหา สาระ

8

โครงสร้างหลักสูตร และร่วมจัดการกระบวนการเรียนการสอนที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการทำงาน
ใน “สภาพจริง” เป็นสำคญั (MHESRI, 2019)

อาจกลา่ วได้ว่า ในช่วงก่อนโควดิ อุดมศกึ ษาไทยได้ปรับเปล่ียนแนวทางการจัดการศึกษาไปสู่รูปแบบที่
เรียกว่า Smart Education ซึ่งหมายถึง การจัดการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อผลิตกำลังคนที่มีความรู้
ความสามารถในการใช้ชีวิตและในการทำงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานในยุคดิจิทัล (Zhu, Yu,
& Riezebos, 2016) นอกจากนี้ Glasco (2019) อธิบายว่า Smart education เป็นรูปแบบการจัดการศึกษา
สำหรับคนร่นุ ใหมท่ เี่ กิดมาพร้อมกับเคร่ืองมือดิจทิ ัล (New generations of digital natives) เม่ือเปรียบเทียบ
กับรูปแบบการจัดการเรียนแบบเดิม Smart education จะเน้นเรื่องการ interaction, collaboration, และ
engagement ของผู้สอนกบั ผ้เู รียน และผูเ้ รยี นกับผูเ้ รียน เพอื่ ให้ผูเ้ รียนเกิดทักษะการเรยี นรู้อย่างต่อเนื่องและ
ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาเป็น Outcome-based learning ซึ่งเป็นแนวคิดการ
จัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ โดยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและส่ิง
สนับสนุนการเรียนรู้ และการประเมินผล ต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ( Wien, Carol &
Dudley-Marling, Curt, 1999) โดยกรอบแนวคิดในการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปตามการ
ปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้ง McLellan (2018) อธิบายว่า หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 มีการนำ
เครื่องจักรมาใช้ในอุตสาหกรรม ดังนั้น แรงงานที่ต้องการและภาคการศึกษาจะต้องนำมากำหนดเป็นผลลัพธ์
การเรียนรู้คือ ผู้ที่สามารถทำงานกับเครื่องจักรและสามารถแก้ไขปัญาโดยการคิดขั้นสูงได้ ส่วนการปฏิวัติ
อุตสาหกรรมครั้งที่สอง ได้มีการนำเครื่องมือและสิงประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในอุตสาหกรรม ดังน้ัน
ภาคการศึกษาจึงต้องผลิตและป้อนคนที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์และไปออกแบบระบบงานที่อาจจะ
ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สาม ได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้อุตสาหกรรม
ดังนั้น แรงงานท่ีภาคการศกึ ษาจะต้องผลิตคือ ผู้ที่มีทักษะในการใช้งานคอมพิวเตอร์และระบบโปรแกรมต่าง ๆ
อยา่ งไรก็ตาม เมือ่ เกดิ การปฏิวตั อิ ุตสาหกรรมคร้งั ที่สขี่ ้ึน ระบบโครงข่ายอินเทอรเ์ น็ตได้เชอ่ื มโยงผคู้ นจากทุกมมุ
โลกเขา้ ด้วยกันและสามารถทำงานรว่ มกนั ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ดงั นั้น ผ้ทู จ่ี ะสามารถปฏบิ ตั งิ านในสภาวะท่ีมี
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานที่อาจจะมีความแตกต่างกัน
ด้านบริบท ความเชื่อและวัฒนธรรม ดังนั้น ภาคการศึกษาจึงจำเป็นต้องผลิตและพัฒนาคน โดยการกำหนด
เป็นผลลพั ธก์ ารเรียนรทู้ ไี่ ม่เพียงแต่มีความรู้ และการคดิ ข้นั สงู เท่าน้ัน หากแต่การกำหนดผลลพั ธก์ ารเรียนรู้ต้อง
กำหนดในรูปแบบของ “สมรรถนะ” โดยจากกรอบแนวคิดการเรียนรู้ของ OECD ปี 2030 (OECD Learning
Framework 2030) (OECD, 2018) ได้เสนอแนวคดิ ในการกำหนดสมรรถนะท่ีจำเปน็ สำหรับอนาคต โดยคำว่า
สมรรถนะ ได้ได้มีองค์ประกอบเพียงความรู้และทักษะเท่านั้น แต่สมรรถนะหมายถึงการบูรณาการองค์ความรู้
ทกั ษะ เจตคติและคา่ นิยมเพื่อใชใ้ นการปฏบิ ัติงานเรื่องใดเรือ่ งหนึง่ จนสำเร็จ

ในการจัดการเรียนรู้ที่มุ้งเน้นการพัฒนาสรรถนะนั้น อาจารย์ผู้สอนนอกจากจะต้องตอบคำถามสำคัญ
คือ “อะไรคือความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณค่าที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนและที่ผู้ประกอบการต้องการ” แต่ยังมี
คำถามสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ให้ประกอบความสำเร็จคือ “จะออกแบบการเรียนการสอน
อย่างไรที่จะสามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณค่าของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิผล” ( Andreas

9

Schleicher, 2018) ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้เพื่อที่จะพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้มีคุณลักษระดังกล่าว
จำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบและที่สำคัญคือ เป็นการเรียนรูใ้ นสภาพจรงิ โดยความรู้ที่ใช้ในการ
สอนจะต้องมีความถูกต้อง ทันสมัยและสามารถประยุกต์ใช้ได้ในบริบทจริง ส่วนการพัฒนาทักษะ จะต้อง
พัฒนาในสภาพที่ใกล้เคียงกับสถานที่ทำงานจริง ไม่เพียงแต่อยู่ในห้องทำลองหรือสถานที่จำลองเท่านั้น แล ะ
แน่นอนว่า การบ่มเพาะให้เกดิ เจตคติที่ดีและและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ลงมือทำ ต้องอาศัยบริบทของสังคมที่เป็น
สังคมการทำงานในสภาพจริง ดังนั้น วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
สำหรับการจัดการเรียนการสอนที่ต้องการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนที่เปลี่ยนไป โดยอาจใช้แนวทางการจัดการ
เรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem-Based Learning-PBL) การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
(Experiential- Based Learning) หรือ การเรียนรพู้ ร้อมกบั การทำงานจริง (Work integrated learning)

การจัดการเรียนการสอนและการเรียนร้ใู นยุค COVID-19
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ถูกค้นพบในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในต้นเดือนมกราคม
2020 ซึ่งเป็นผู้ป่วยยืนยันรายแรกที่อยู่นอกประเทศจีนซึ่งมีการค้นพบเป็นแห่งแรกก่อนหน้านั้น โดยในช่วง
เวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่เข้าสู่ช่วงการสอบเพื่อวัดและประเมินผลการ
เรียนรู้ปลายภาคเรียน บางมหาวิทยาลัยเป็นช่วงของการจัดการเรียนการสอนเดือนสุดท้ายของภาคการศึกษา
ซึ่งมหาวิทยาลัยหลายแห่งหรือเกือบทั้งหมด ไม่ได้มีการเตรียมการรองรับสำหรับการเรียนหรือการสอบแบบ
ออนไลน์ 100% หากแต่ก็ต้องดำเนินการด้วยวิธีออนไลน์ เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนและการวัด
ประเมนิ ผลแลว้ เสร็จ และเสร็จสน้ิ ทันเวลา

การใชร้ ะบบเทคโนโลยีในการประเมินผลการเรยี นรใู้ นชว่ งแรก
ในช่วงแรกของการประเมินผลการเรียนรู้ เมื่อมีการเริ่มระบาดของโรค COVID-19 อาจารย์
ระดับอุดมศกึ ษาในประเทศไทย จำเปน็ ต้องเสาะแสวงหาเครื่องมือเทคโนโลยเี พ่อื ช่วยให้การทำงานสำเร็จ ทั้งมี
การค้นหาเครื่องมือใหมท่ ่ีไม่เคยใชม้ าก่อน บางส่วนประยุกตใ์ ช้เคร่ืองมือเดิมที่พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง และมี
บางส่วนทีใ่ ชร้ ะบบเดิมทต่ี นเองใช้กอ่ นหนา้ เนื่องจากใชเ้ ทคโนโลยีในการประเมินผลอย่แู ล้ว
เครื่องมือที่เป็นที่นิยมโดยส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มในการประเมินผลที่ประยุกต์มาจากเทคโนโลยี
การสำรวจ (Survey) ของบริษัทเทคโนโลยีของบริษัทระดับโลก เช่น Google Form หรือ Microsoft Form
เป็นต้น บางส่วนใช้ระบบการทดสอบที่เป็นฟังก์ชันที่ถูกบูรณาการในระบบบริหารจัดการเรียนรู้ (LMS) เช่น
Moodle LMS หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตามแต่แต่ละคนจะค้นหาและนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งจากการใช้
แพลตฟอร์มในการประเมิลผลการเรียนรู้ในช่วงแรกพบว่า สามารถประเมินได้เฉพาะวัตถุประสงค์ที่เปน็ เน้ือหา
ความรู้เท้านั้น ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการประเมินทักษะของผู้เรียน ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตหรือติดตามขั้นตอน
การลงมือทำหรือลงมือปฏิบัติของนักศึกษา นอกจากนั้น ยังไม่มีระบบการกำกับและควบคุมการสอบที่ป้องกัน
การคัดลอก หรือการทุจริตในการสอบ ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะต้องเรียนรู้เทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มเพิ่มเติมอีก

10

จำนวนหนึ่ง หรือมหาวิทยาลัยอาจจะต้องพัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อรองรับการจัดสอบที่จะต้องป้องกัน
การทุจริต เพอื่ ให้การสอบเป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

การออกแบบการเรียนการสอนและการใช้เทคโนโลยใี นระยะท่ี 2
หลังจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกซึ่งตรงกับช่วงเดือนสุดท้ายของการจัดการเรียนการสอน
ภาคเรียนที่ 2/2563 ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเพื่อการวัดและประเมินผลในระยะไกล โดยหลังจากนั้น
สถานการณ์โวคิด-19 ยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลาย การระบาดยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลาย ๆ มหาวิทยาลัย
ในประเทศไทยเริ่มมีการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ตั้งแต่การปรับปรุงระบบ
และโครงสร้างพน้ื ฐานทางเทคโนโลยแี ละอินเทอร์เน็ตของแตล่ ะสถาบัน การจดั อบรมเพื่อพฒั นาอาจารย์ผู้สอน
เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ (ซึ่งหมายรวมถึง การออกแบบการจัดการเรียนรู็ การพัฒนาสื่อการ
เรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้) และการพัฒนาและจัดหาระบบหรือแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความ
สะดวกในการจัดการเรียนรู้ออนไลน์
การจัดการเรียนการสอนแบบบรรยายระยะไกล (Remote lecturing) ถูกนำมาใช้มากท่ีสุดในระยะ
ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมการเรียนการสอนจะเริ่มต้นด้วยกล่าวนำเข้าสู่บทเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (ซ่ึง
เน้นการบรรยายเป็นหลัก) การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนอภิปราย ถาม-ตอบ โดยมีสไลด์ประกอบการบรรยายเป็น
สื่อที่ใช้มากที่สุด โดยหลังจากที่นักศึกษาฟังการบรรยายจากอาจารย์ผู้สอนแล้วจะได้รับการมอบหมายภารกิจ
เพื่อไปปฏิบัติการเรียนรู้ เช่น การจัดทำรายงาน การค้นหาสารสนเทศเพิ่มเติม บางส่วนต้องกลับมานำเสนอใน
สัปดาห์ต่อไป บางส่วนมอบหมายให้นักศึกษานำเสนองานผ่านวิดีโอคลิป โดยในการจัดการเรียนรู้ลักษณะน้ี
นักศึกษาจะได้รับการมอบหมายงานเพิ่มเติมเกือบทุกวิชา ในขณะที่ก็ต้องฟังการบรรยายจากอาจารย์ใน
ระยะเวลาที่ไม่ต่างจากเดิม ส่วนแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมได้แก่ Zoom, Meet, Microsoft Teams, Webx
และระบบบรหิ ารจัดการเรียนรู้ (LMS) ทน่ี ิยมได้แก่ Moodle LMS (ซงึ่ มหาวิทยาลยั หลายแหง่ ตดิ ตง้ั ใน Server
ของตนเอง) Google Classroom, Microsoft Teams ซึ่งอาจารย์ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อใช้แจ้งประกาศ
เกี่ยวกับรายวิชา เป็นที่รวบรวมเอกสารและเนื้อหาในการเรียนการสอน การมอบหมายภารกิจการเรียนรู้และ
เปน็ ช่องทางในการสง่ ผลงานการทำภารกิจการเรยี น
สื่อการเรียนรู้ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ส่วนใหญ่ เป็นสไลด์ประกอบคำบรรยายของ
อาจารย์ และอาจารย์บางคนได้จัดทำวิดีโอบรรยายเนือ้ หาเพือ่ ให้นักศึกษาเข้ามาฟังก่อน หรือหลังเวลาเรียนได้
นอกจากนั้น สื่อที่เป็นเอกสาร หรือตำรา ถูกทำให้เป็นเอกสารดิจิทัล เพื่ออัปโหลดไปยังระบบ LMS ให้กับ
ผเู้ รียน
ส่วนเครื่องมือในการประเมินผลการเรียนรู้ได้เริ่มมีการจัดเตรียมและพัฒนาเพิ่มขึ้น โดยหลาย
มหาวิทยาลยั ไดจ้ ดั หาแพลตฟอร์มที่มีการพฒั นาข้ึนในท้องตลาด โดยใช้วิธีการ Subscribe เป็นรายปี หรือราย
หลายปี แล้วอนุญาตให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้ใช้ หรือบางแห่ง (ส่วนน้อย) ได้พัฒนาระบบสำหรับการ
ประเมินผลขึ้นเอง ซึ่งมีทั้งระบบในการจัดการข้อมูล ระบบสำหรับจัดการการสอบ และระบบสำหรับป้องกัน
การทุจริตด้วย เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ

11

ประเทศไทย ได้พฒั นาระบบการบริหารจัดการการสอบควบคู่ไปกับระบบบริหารจัดการเรียนรู้ ซึง่ มีช่ือว่า KKU
Exam โดย KKU Exam เป็นการติดตั้ง Moodle LMS ใน Server ของมหาวิทยาลัย แล้วอนุญาตให้ใช้เฉพาะ
โมดูล Quiz เท่านั้น โดย KKU Exam ถูก config ให้ทำงานร่วมกันกับ Safe Exam Browser ซึ่งเป็น
แพลตฟอรม์ open source สำหรบั การล็อคหนา้ จอมอนิเตอรท์ ่ใี ช้ในการสอบ ไม่อนุญาตใหใ้ ช้ฟังก์ชันอนื่ ๆ ใน
เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ยกเว้นข้อสอบจาก KKU Exam เท่านน้ั โดย KKU Exam มศี กั ยภาพในการจัดสอบคราวละ
8,000 คน เปน็ อย่างนอ้ ย

อย่างไรก็ตาม ในการประเมินผลการเรียนรู้แบบออนไลน์ ยังมีข้อจำกัดเก่ียวกับการประเมินทักษะท่ี
ต้องอาศัยการลงมือทำของนักศึกษา ซึ่งอาจารย์ผู้สอนบางคนได้ให้นักศึกษาได้บันทึกวิดีโอคลิปส่งมาในระบบ
เพอ่ื เป็นส่วนหนึง่ ของการประเมนิ ทกั ษะ แต่กย็ งั ทำได้ไมค่ ่อยดนี ัก

โมเดลการจัดนเิ วศวิทยาการเรียนร้ใู นระดับอดุ มศกึ ษาเพอ่ื ความยง่ั ยืน
การจัดการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนเพื่อให้มีความพร้อมสำหรับ
การทำงานทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรมสมัยใหม่ หรือแม้แต่การเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง
ซึ่งเมื่อจบการศึกษาแล้ว อย่างน้อยต้องมีความพร้อมและสามารถที่จะปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือใน
วิชาชีพได้ในระดับพื้นฐานได้ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนยุคปัจจุบันของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ภายใต้สถานการณ์การระบาดโควิด-19 อาจจะไม่สามารถเตรียมความพร้อมผู้เรียนเพื่อให้สามารถปฏิบัติงาน
เมอื่ จบการศึกษาได้
การจัดการเรียนการสอนที่ต้องอาศัยช่องทางออนไลน์เป็นหลัก แน่นอนว่าย่อมมีจุดอ่อนในเชิงปฏิบัติ
เช่น การสื่อสารทางไกลอาจจะทำให้ความเข้าอกเข้าใจ (empathy) หรือหากจะสื่อสารทางอารมณ์ความรู้สึก
เป็นไปได้ค่อยข้างลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บางกรณีของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ต้องปรึกษา
ปัญหาในบางอย่างท่ียังไม่เข้าใจ การปรับ Mindset ของผู้เรียน ซึ่งอาจะทำได้ไม่ค่อยดีในช่องทางออนไลน์
(Prince, Carley & Clayton, Jennifer, 2020) แต่ทั้งนี้ โอกาสของสื่อดิจิทัลก็มีไม่น้อยเช่นกัน เช่น การ
ติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว การค้นหาข้อมูลสารสนเทศที่หลากหลายและกว้างขวาง ลดข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง
และเวลาในการเรียนรู้ ซึ่งประเด็นท่ีเป็นโอกาสเหลา่ นีส้ ามารถนำมาใช้ในการจัดระบบนิเวศวิทยาการเรียนรูใ้ น
ระดับอุดมศกึ ษา เพอ่ื ความยั่งยืน (Anthony, 2012)

นเิ วศวทิ ยาการเรียนรใู้ นระดับอุดมศกึ ษาเพ่อื ความย่ังยนื ควรจะมอี งค์ประกอบอะไรบ้าง
กระบวนทัศน์การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้เปลี่ยนไปในระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างย่ิง
แนวคิดในการออกแบบหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนที่แต่เดิมเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจในเน้ื อหาท่ี
ปราศจากบรบิ ทการนำเนือ้ หาความรูน้ ั้นไปใชท้ ำงาน การฝกึ ทกั ษะการทำงานทแี่ ยกออกจากความรู้และบริบท
ในสถานประกอบการ มาเป็นการออกแบบหลักสูตรแบบเน้นสมรรถนะ (Competency-based learning) ท่ี
เน้นการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน โดยในการออกแบบรายวิชาได้มีการปรับปรุง

12

คำถามจากเดิมมักมีคำถามแรกว่า “จะสอนเนื้อหาอะไร” มาเป็นคำถามใหม่ว่า “จะจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมี
สมรรถนะอะไร” ซึ่งคำถามใหม่นี้ มีความท้าทายเกี่ยวกับคำตอบที่ซึ่งต้องเป็นสมรรถนะที่สถานประกอบการ
หรือตลาดงานต้องการ และในคำถามเดียวกันนี้ ผู้สอนต้องวิเคราะห์และจำแนกต่อด้วยคำถามย่อย ๆ อย่าง
น้อย 3 คำถามคือ หากเราจะสอนให้นักศึกษามสี มรรถนะดงั กลา่ วน้ี (1) เขาต้องมคี วามรเู้ รอื่ งอะไร (2) เข้าต้อง
มีทกั ษะเรอ่ื งอะไร หรอื ทำอะไรเป็น และ (3) เขาต้องมคี ุณลักษณะท่ีพึงประสงคด์ า้ นใดบา้ ง ซึ่งไม่ว่าจะเปน็ การ
จัดการเรียนรู้แบบใด จะเป็นออนไลน์ หรือออนไซต์ ก็ย่อมต้องให้บรรลุวัตถุประสงค์ในระดับสมรรถนะ
(OECD, 2018)

อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนทัศน์ในการออกแบบหลักสูตรและรายวิชาเรียนได้เปลี่ยนไป หากแต่ทฤษฎี
ในการออกแบบและส่งเสรมิ การเรียนรยู้ ังคงต้องอาศยั กลมุ่ ทฤษฎี Constructivist เป็นหลกั ซ่ึงอธิบายเก่ียวกับ
การเรียนรู้ว่า การเรียนรู้หรือความรู้เป็นสิ่งที่แต่ละคนสร้างขึ้น (ซึ่งอาจจะแตกต่างกัน) จากการรับข้อมูลหรือ
สารสนเทศใหม่ แล้วตีความโดยใช้ความรู้และประสบการณ์เป็นฐาน เพื่อสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา ซึ่งความรู้
ตามแนวคิด Constructivist เชื่อว่า แม้คนเราจะรับสารสนเทศเดียวกันผ่านชอ่ งทางต่าง ๆ แต่การตีความหรอื
การสร้างความรใู้ หม่อาจจะต่างกัน เน่อื งจากประสบการณแ์ ละความรเู้ ดิมของแต่ละคนไม่เหมือนกนั (Schunk,
2008) โดยสรุปแนวคิดเกย่ี วกบั การเรียนรขู้ อง Constructivist เชอื่ วา่ ความรแู้ ละการเรยี นรเู้ ป็นเรือ่ งของแตล่ ะ
บุคคล การเรียนรู้และการสร้างความรู้จึงต้องเกิดขึ้นจากบุคคลนั้น ๆ ดังนั้น การเรียนรู้ในมุมมองของ
Constructivist จึงเชื่อว่าสามารถส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดได้จากกระบวนการภายในของผู้เรียน และสังคม
รอบข้างที่จะคอยกระตุ้น ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ได้ (Jonassen, 1999) ดังนั้น การจัดการเรียนรู้
ตามแนว Constructivist ยังสามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณค่าของ
ผู้เรยี น ซึ่งเนน้ การเรยี นรู้โดยผู้เรยี นต้องลงมือกระทำและเรยี นรจู้ ากประสบการณใ์ นบรบิ ทจรงิ

ในบริบทการเรียนรู้ของนักศึกษาไทยยุคที่มีโรคระบาดซึ่งทุกคนต้องเรียนอยู่ในหอพกั บ้าน หรืออพาร์
ทเมนต์ ไม่สามารถมาเรียนในห้องเรียนหรอื ในมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักศึกษาที่ไมม่ ีความ
คุ้นชินและยังไม่เคยผ่านวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบออนไลน์ 100% ซึ่งบางอย่างยังเป็นปัญหาสำหรับผู้เรียน
เช่น ความรับผิดและกำกับตนเอง การวางแผนการเรียนรู้และการประเมินการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้ง การ
จัดสรรเวลาในการทำภารกิจการเรียนรู้ หากแต่ด้วยการเป็น Digital Native ก็ช่วยให้การเครื่องมือเทคโนโลยี
ในการเรียนรู้แทบจะไม่เป็นปัญหา (มีเพียงส่วนน้อยที่อาจจะยังไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์และสัญญาณ
อินเทอร์เน็ต) ซึ่งพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษายุคใหม่จะมีความอดทนในระยะสั้น ๆ การแบ่งเนื้อหา
ออกเป็นตอน ๆ ที่ชัดเจน และใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน รวมทั้งการต้องการให้มอบหมายภารกิจการเรียนรู้ท่ี
ชัดเจน หากแต่จากการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษายังต้องการให้มีการสอนแบบบรรยาย (แต่ต้องทำเป็น
คลิปสั้น ๆ) การจัดเตรียมเอกสารประกอบการบรรยาย และการรมอบหมายให้ทำภารกิจที่มีความหมายกับ
ชวี ิตและการทำงาน

จากแนวคิดการจัดการเรียนรู้และสภาพการเรียนรู้ข้างต้น หากจะนำมาใช้สำหรับการออกแบบ
หลักสูตรการเรียนสอนในระดับอุดมศึกษาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยการบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการ
เรียนการสอน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

13
และความสร้างความปลอดภัยจากภาวะโรคระบาดที่เกิดขึ้น จึงเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการจัดการเรียนรู้
ดังน้ี

ภาพท่ี 1 ภาพแสดงองค์ประกอบของ Learning Ecology
(Ancuha Somabut and Kulthida Tuamsuk, 2022)
1. วิธีการเรียนรู้ (Learning and Teaching Method): เพื่อให้สอดคล้องกับการพฒั นาสมรรถนะผ้เู รียน
ซึ่งต้องพัฒนาท้ังด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนั้น วิธีการและกิจกรรมการ
เรียนรตู้ ้องสอดคล้องกับการส่งเสรมิ ในแต่ละดา้ น ซึ่งอาจจะใช้วธิ กี ารหรือกจิ กรรมเดยี วไมไ่ ด้ เช่น การ
ส่งเสริมการสร้างความรู้ ตามแนวทฤษฎีที่ยกมานั้น อาจจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยการบรรยาย และต้อง
กระตุ้นความสงสัยของผู้เรียน และจัดเตรียมสารสนเทศทำหรับผู้เรียน ส่วนการพัฒนาทักษะ แน่นอน
ว่าหากเป็นการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ ก็ไม่สามารรถหลีกเลี่ยงที่จะพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนได้
หากแต่ต้องเสาะหาวิธีการ เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การพัฒนาทักษะที่อนุญาต
และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สามารถฝึกฝนและลงมือทำได้ ส่วนการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์
สามารถพัฒนาผ่านกระบวนการและกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งหากเป็นการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มก็จ้
เป็นต้องมีการบูรณาการการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์เข้าไปด้วย เช่น การมอบหมายการทำ
ภารกิจเป้นกลุ่ม การให้ฝึกการนำเสนอแนวคิดและความรู้ที่สร้างขึ้น รวมทั้งการจัดกลุ่มสังคมการ
เรียนรู้ให้มีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยในมิตินี้ การใช้ช่องทางออนไลน์อาจจะสะดวกและทำได้
ดีกว่าการเรียนออนไซต์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมและออกแบบวิธีการเรียนรู้ จะขอ
เสนอหลักการเบอื้ งต้นดังน้ี
1) การกระตุ้นความสงสยั ของนกั ศกึ ษาดว้ ยสถานการณท์ เี่ ปน็ ปญั หา เหตกุ ารณ์ทเี่ กิดข้ึนจริง
หรือบริบทปัญหาที่นักศึกษาเคยเจอ โดยเรื่องราวที่นำมาใช้สำหรับกระตุ้นนักศึกษาต้อง

14

มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการคิดขั้นสูงในการแก้ปัญหา และที่สำคัญต้องอยู่ในสภาพ
จริง (Killick, David & Foster, Monika, 2021)
2) อาจารย์นำเสนอและแจ้งเป้าหมายและวิธีการเรียนรู้แก่นักศึกษา และเปิดโอกาสให้
นกั ศกึ ษาแสดงความคดิ เห็น ตอ่ รอง และนำไปส่กู ารวางเป้าหมายและกจิ กรรมการเรียนรู้
ร่วมกนั
3) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดประเมินผล ต้องสอดคล้องกับการกระตุ้น
และส่งเสริมการสร้างความรู้ การพัฒนาทักษะและคณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ของผเู้ รยี น
4) กิจกรรมการเรียนรตู้ ้องเน้นบทบาทการลงมอื เรยี นรแู้ ละการกำกบั ตนเองของผูเ้ รียน โดย
เน้นการสร้างความรู้และทักษะ ไม่ใช่การ reproduction เนื้อหาหรือความรู้ (Tunca,
2015)
5) กิจกรรมการเรียนรู้นอกจากจะพัฒนาความรู้และทักษะตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้แล้ว
ต้องสามารถพัฒนาทักษะการแก้ปญั หาและการคิดขั้นสูง รวมทั้งความเข้าใจที่ลึกซึ้งด้วย
(Thote, Prashant & S, Gowri, 2021)
6) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ต้องออกแบบและจัดทำให้สอดคล้องกับกรอบ
สมรรถนะ คือต้องมีการวัดทั้งด้านความรู้ ทักษะและด้านคุณลักษณะด้วย (Wahlgren
Bjarne, 2020; Mona Khare, 2020)
2. เทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้: การจัดการชั้นเรียนในยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดโรคระบาด
ขึ้น Virtual Classroom ซึง่ ถกู พฒั นาข้ึนมาแล้วในระยะหน่ึง จำเป็นต้องถูกนำมาใช้อยา่ งเป็นรูปธรรม
กล่าวคือ ต้องสร้างห้องเรียนเสมือนแบบออนไลน์ ที่สามารถใช้ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ไม่น้อยกว่าการเรียน
แบบออนไซต์ เช่น อาจารย์และนักศึกษาสามารถทำกิจกรรมการรเรียนรู้ได้ การมอบหมายงาน การ
ตรวจผลงาน (Grading) การแลกเปลีย่ นคิดเหน็ ระหว่างกัน รวมทั้ง สามารถนำเสนอหรอื จัดเตรียมส่ือ
เนื้อหาและสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ซึ่งเนื้อหาและแหล่งการเรียนรู้ก็ย่อมต้อง
สอดคล้องกับพฤติกรรม ความต้องการหรือบริบทการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคปัจจุบันด้วย จึงขอเสนอ
หลักการเบื้องต้น ของการเตรียมเทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้ (N.V. & Sayantan, 2020;
Saemah, 2020; Richard; 2020) ดงั นี้
1) เทคโนโลยีเสริมและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ อย่างน้อยต้องมีโมดูลที่สำคัญ
ได้แก่ จัดการบัญชีผู้ใช้งาน การมอบหมายงาน (Assignment) การตรวจผลงานและให้
ข้อเสนอแนะ (Grading & comment) การนำเสนอเน้ือหาและสารสนเทศ (Content &
resource) การอภิปรายและเปลี่ยนความคิดเห็น (Forum) การประกาศเกี่ยวกับการ
เรียนการสอน (Announcement) เครื่องมือสำหรับการประเมินผล และเครื่องมือ
สำหรบั การทำงานร่วมกัน (Collaboration Tools)

15

2) แพลตฟอร์มในการใช้จัดการเรียนรู้ต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียน รวมทั้งอาจารย์
ผู้สอนสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทำงานร่วมกันได้โดยสะดวกและไม่
ซับซอ้ น

3) แหล่งสารสนเทศและเนื้อหาควรมีทั้งเนื้อหาที่เป็น Primary source และเนื้อหาที่ถูก
สรปุ โดยอาจารยผ์ ู้สอน

4) เนื้อหาที่จัดเตรียมสำหรับนักศึกษา ต้องมีหลากหลายรูปแบบ เช่น วิดีโอ Text Audio
Graphic หรือ Animation ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะและธรรมชาติของเนื้อหา และเพื่อ
รองรับความสนใจและพฤติกรรมการเรยี นรูข้ องผเู้ รยี นซึ่งอาจจะมคี วามหลากหลาย

5) นอกจากเนื้อหาและแหล่งการเรียนรู้แล้ว ผู้สอนอาจจะต้องพิจารณาคัดเลือกกรณีการ
แก้ไขปัญหาที่ใกล้เคียงกับที่นำเสนอในบทเรียน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่
อาจจะยงั มีประสบการณ์ในเรือ่ งทเี่ รยี นที่ยังมนี ้อย

6) หากจำเป็นต้องทำวิดีโอคลิปในการบรรยายเนื้อหา ควรมีระยะเวลาในแต่ละคลิป ไม่เกิน
20 นาที โดยหากมีเนื้อหาใดมีขอบข่ายที่กว้าง อาจจะต้องทำการจัดแบ่งให้เป้น
Concept ย่อย ๆ

3. บทบาทของผู้สอน: ในการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่ สิ่งที่อาจารย์ที่ไม่ได้อยู่ในสารคอมพิวเตอร์และ
เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งต้องเรียนรู้เพิ่มเติมและฝึกใช้อย่างเชี่ยวชาญคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพือ่
การเรียนรู้การสอน ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ใช้เพื่อบรรยายออนไลน์เท่านั้น หากแต่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้
ระบบ LMS ซึ่งจะพัฒนาเป็น Virtual Classroom การใช้เทคโนโลยีในการมอบหมายงาน การตรวจ
ผลงานและให้ข้อเสนอแนะแก่นักศึกษา การจัดการวัดและประเมินผลโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
นอกจากนั้น บทบาทของอาจารย์ยังต้องวางแผนการเรียนรู้ นำเสนอแผนการเรียนรู้ต่อนักศึกษา เพื่อ
จะได้วางแผนและปรับแผนการเรียนการสอนร่วมกัน ซึ่งแผนการเรียนรู้อาจจะมีหลายแนวทาง ทั้งนี้
ผู้สอนต้องยอมรับในบริบทของนักศึกษาแต่ละคน เพื่อเป็นกรอบในการปฏิบัติเกี่ยวกับบทบาทของ
อาจารย์ในระดับอุดมศึกษา ขอเสนอกรอบบทบาทดังนี้ (Robert & Theodore, 2014; M.R. &
Alison, 2014)
1) ออกแบบและวางแผนการจดั การเรยี นรู้ โดยวิเคราะหเ์ ปา้ หมายสมรรถนะการเรียนรู้ กิจกรรมการ
เรียนรู้ การประเมนิ ผล และสอื่ หรือเนอ้ื หาในการเรยี นรู้
2) ปรับบทบาทจากการเป็น Content expert เป็น guides, monitors, coaches, tutors และ
facilitators โดยบทบาทเหลา่ นตี้ อ้ งกระทำผ่านเทคโนโลยีดิจทิ ัลเปน็ สือ่ กลาง
3) สำรวจและค้นหาวิธีการจัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่สอดคลบ้องกับ learning style ของผู้เรียน
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ กลยุทธ์ทจ่ี ะกระต้นุ ใหน้ ักศกึ ษาอยา่ งมอี สิ ระและตรงตามเปา้ หมาย
4) นำข้อผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดของนักศึกษามาเป็นโอกาสในการปรับ Concept ของความรู้
ซ่ึงอาจจะต้องช่วยแนะนำในการปรับความเขา้ ใจใหม่จากเดมิ ท่เี ขา้ ใจอยูก่ ่อนแลว้

16

5) การให้ Feedback แก่นักศึกษาในเชิงบวกถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ส่วน
บุคคลและสำหรับผู้เรียนยุคใหม่ ที่ต้องการทราบว่าตัวเองต้องพัฒนาจุดใด และวิธีการใด ซึ่งการ
Feedback รายบคุ คลจงึ เป็นสิ่งทีส่ ำคัญ แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากกต็ าม

6) นอกจากอาจารย์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นโค้ช หรือคอม Monitor แล้ว บางบทบาทอาจต้องเป็นผู้
ร่วมเรียนรู้กับนักศึกษา เพื่อจะได้เห็นมุมมองที่หลากหลายจากนักศึกษา และไม่รู้สึกห่างเหิน
จนเกนิ ไป

7) การ Upskills เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่ปฏิเสธและ
หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหลังจากนี้ การเรียนรู้ที่อาศัยเทคโนโลยีจะถูกยอมรับมากขึ้นกว่าเดิม และ
การ Re-Skills เกี่ยวกับกลยุทธ์การเรียนการสอนเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและ
พฤติกรรมของผู้เรียนที่เปลี่ยนไป อาจารย์ไม่ควรตกอยู่ในวงวนของการพร่ำบ่นว่า ทำไมนักศึกษา
เปลยี่ นไป หากแตต่ ้องปรบั วิธกี ารให้เขา้ กับความเปลยี่ นแปลงตา่ งหาก

4. บทบาทของผู้เรียน: การเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ดูอย่างผวิ เผนิ เหมือนจะเปน็ การเรียนทม่ี ีความ
อิสระ ผู้เรียนสามารรถออกแบบการเรียนรู้และทำกิจกรรมการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยสามารถ
กำหนดกิจกรรม เวลาและสถานที่ได้ด้วยตนเอง หากแต่ในระยะที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น นักศึกษา
ถูกจำกัดการเรียนรู้ตามงานที่อาจารย์ได้มอบหมายในแต่ละวิชา ทำให้เกิดความเครียดในการส่งงาน
ด้วยระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งที่ผ่านมานักศึกษาอาจไม่มีดอกาสในการร่วมวางแผนการเรียนรู้กับอาจารย์
ผู้สอน เป็นแต่เพียงผู้ทำตามที่อาจารย์กำหนดและมอบหมายภารกิจการเรียนรู้เท่านั้น ดังนั้น ในการ
เรียนรู้ยุคใหม่ บทบาทโดยส่วนใหญ่ต้องเป็นของนักศึกษา ตั้งแต่เร่ิมต้นในการเรียนจะถึงตอนสรุป
เพื่อท้ายที่สุดผลการเรียนรู้ต่าง ๆ เกิดขึ้นกับนักศึกษา และอาจารยฺเป็นเพียงผู้ช่วยออกแบบใน
เบื้องต้น และจะเตรียมสื่อและเนื้อหาทีเ่ ห็นว่าจำเป็นเท่านั้น ส่วนกิจกรรมการเรียนต่าง ๆ รวมทั้งการ
สร้างความรู้และการฝึกทักษะ ล้วนขึ้นอยู่กับนักศึกษาทั้งสิ้น ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการ
ปฏิบัติในการเรียนแนวใหม่ จึงขอเสนอบทบาทของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ดังนี้ (Michael &
Janette & Susan & Eunbae, 2014; Michael & Zack, 2018; Atif & Stylianos & Demetrios,
2018)
1) รว่ มกนั กำหนดเป้าหมาย วางแผนกจิ กรรมการเรยี นร้แู ละการประเมินผลร่วมกันอาจารย์
ผสู้ อน โดยคำนงึ ถึงบรบิ ทของตนเองท่ีจะสามารถบรรลวุ ัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ได้
2) นอกจากการวางแผนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้นเรียนแล้ว แต่ละคนต้องวางแผนการเรียนรู้
ส่วนตัวในแต่ละวิชา ซึ่งแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะนำไปสู่การ
ควบคมุ และกำกบั ตนเอง เพื่อใหเ้ ป้าหมายการเรียนรบู้ รรลใุ หไ้ ด้
3) ทักษะและคุณลักษณะส่วนตัวที่นักศึกษาจะต้องใช้สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองให้
ประสบความสำเร็จอย่างน้อยต้องประกอบ metacognition, self-analysis, self-
regulation, self-reflection และ self-awareness

17

4) สมรรถนะดิจิทัลต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งควรเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของแต่ละคน
ทั้งที่เป็น Hard skills และ Soft skills เพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการที่จะให้การ
เรียนรู้แบบดิจิทัลไปเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในการเรียนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
นักศึกษาจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการสื่อสาร การพัฒนาและสร้างผลงาน การค้นหา
รวมรวบและจัดสารสื่อและสารสนเทศ รวมทั้ง กติกามารยาทต่าง ๆที่จะใช้ในโลกดิจิทัล
ซงึ่ รวมไปถึงความรเู้ กีย่ วกบั ลิขสิทธิแ์ ละสิทธกิ ารใช้ส่ือและเน้ือหาในโลกดจิ ิทัลดว้ ย

5) การสร้างความรู้และทักษะของผู้เรียน ต้องมีการวิเคราะห์ตีความและตัดสินใจโดยใช้
ความรู้และประสบการณ์เดิมมาร่วมด้วย บางสาสนเทศใหม่อาจจะช่วยปรับปรุงความ
เชื่อ ความรแู้ ละทศั นคติท่ีมอี ยูเ่ ดิมดว้ ย

6) ใช้โอกาสในการได้รับอิสระในการเรียนรู้และศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็น
ประโยชน์ โดยในการตั้งเป้าหมายการเรียนรู้อาจต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า เราอยากรู้
อะไร ทำอะไรเป็น เพอ่ื อะไร และต้องใช้เคร่ืองมอื การเรยี นรูอ้ ะไรบ้าง

7) เพื่อให้การเรียนรู้เกิดความสมบูรณ์ อาจต้องนำเสนอแนวคิด ความรู้ที่เราเข้าใจ และ
สร้างขึ้นต่อผู้อื่น เช่นอาจารย์ หรือเพื่อนร่วมชั้น เพื่อจะได้ยืนยันความเข้าใจ หรือ
แลกเปลี่ยนมุมมอง อย่างไรก็ตาม หลังจากการอภิปรายแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
ความเขา้ ใจหากเหตผุ ลของเราสามารถอธิบายได้ชดั เจนกวา่ คนอนื่

เงอ่ื นไขความสำเร็จของนิเวศวิทยาการเรยี นรู้ในระดบั อดุ มศึกษาคืออะไร
ในการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้ยุคใหม่ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่และสถานที่
เทคโนโลยีดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งในการ
จัดเตรียมและปรับปรุงระบบเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพอาจจะเกินกว่าอำนาจหน้าที่ของอาจารย์ผู้สอน (ซึ่งมี
ภาระงานมากอยู่แล้ว) โดยผู้บริหารในระดับมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบและ
โครงสรา้ งพืน้ ฐานทางเทคโนโลยี ตอ้ งมกี ารทบทวนและจดั ทำยทุ ธศาสตรด์ า้ นเทคโนโลยดี จิ ทิ ัล ให้รองรบั การใช้
งานได้ทั้งอาจารย์และนักศึกษา ซึ่งเป็นเงื่อนไขความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้แบบ Virtual university นี้
โดยประเดน็ ท่คี วรดำเนนิ การไดแ้ ก่
1) การประเมินสถานะความพร้อมของระบบและเทคโนโลยีดิจิทัล และดำเนินการปรับปรุงให้มี

ศกั ยภาพสูง ทนั สมัย และตอบสนองต่อการจัดการเรยี นการสอนและการใชง้ านอยา่ งเรง่ ด่วน
2) ปรับใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน (low-code tools) เพื่อลด

ระยะเวลาในการพฒั นาเคร่อื งมอื และระบบใหม่ และเป็นเคร่ืองมอื ทค่ี นในองคก์ รค้นุ เคยอยูแ่ ลว้
3) สนับสนุนด้านวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้แบบออนไลน์ ทั้งสำหรับอาจารย์และ

นักศกึ ษา
4) พัฒนารปู แบบและกรอบแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนท่ีมปี ระสทิ ธิภาพหลาย ๆ รปู แบบ ซึ่ง

อาจารย์สามารถเลือกใชต้ ามบรบิ ทของแตล่ ะรายวิชา

18

5) พัฒนาบุคลากรทั้งอาจารย์ผู้สอน และผู้สนับสนุนการสอน ที่ต้องทำงานร่วมกับระบบเทคโนโลยี
ดิจิทลั และการทำงานร่วมกันในระยะไกล ซึง่ สว่ นใหญอ่ าจจะไม่คุ้นเคย

6) กำกับติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุง
นโยบายและวิธีการดำเนินงานให้ทันท่วงที ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายระยะยาว 1 ปี สามารถ
ปรบั ไดท้ ุกภาคการศกึ ษา

7) เตรียมความพร้อมนักศึกษาสำหรับการเรียนออนไลน์ โดยการสร้างความเข้าใจถึงบทบาทหน้าท่ี
และแนวปฏิบตั ิ รวมทง้ั การฝกึ ทกั ษะการใชเ้ คร่อื งมอื ดจิ ทิ ัลเพ่อื การเรยี นรู้

สรุป
ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทยพยายามปรับตัวเพื่อจะ
ผ่านวิกฤตินี้ให้ได้ โดยการปรับเปลี่ยนช่องทางในการจัดการเรียนการสอนซึ่งอาศัยช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ใช้
การติดต่อสื่อสารและส่งผ่านเนื้อหาองค์ความรู้ไปยังนักศึกษา ซึ่งแม้อาจจะทำได้ไม่ดีนักแต่ก็พยายามเรียนรู้
และปรับเปลี่ยนวิธีการและกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อผ่านพ้นวิกฤติไปให้ได้ แต่หากจะพิจารณาถึงความยั่งยืน
รูปแบบการจัดการเรียนรู้อาจจะต้องเปลี่ยนไป แต่เป้าหมายสำหรับการพัฒนาสมรรถนะยังคงอยู่ โดยรูปแบบ
ของการจัดการเรียนรู้เพือ่ ให้เกิดความยั่งยืนควรต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเปน็ Virtual Classroom หรอื
Virtual University ซึ่งเป็นพื้นที่เสมือนบนโลกออนไลน์ที่อนุญาตให้อาจารย์และนักศึกษาทำกิจกรรมการ
เรียนรู้ พบปะ พูดคุยปรึกษาหารือ และมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรมและทำงานร่วมกัน
ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่กล่าวถึงนี้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกเท่านั้น หากแต่หัวใจที่จะทำให้เกิดการ
เรยี นรู้คอื การออกแบบกิจกรรมการเรียนร้บู น Virtual Classroom ท่ตี อ้ งสอดคล้องกบั เป้าหมายของหลกั สูตร
Learning Style และบริบทของผู้เรียน ตลอดจนให้สอดคล้องกับฟังก์ชั่นของเครื่องมือเทคโนโลยีที่สนับสนุน
นอกจากนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในกระบวนการเรียนการสอน นั่นคือ อาจารย์ กับนักศึกษา ต่างก็ต้อง
ยอมรับสภาพของชั้นเรียนเสมือนว่ามีบางอย่างอาจจะทำไม่ได้เหมือนชั้นเรียนออนไซต์ แต่ก็มีหลาย ๆ อย่างท่ี
เป็นโอกาสในการจัดการเรียนการสอนแบบ Virtual เช่น การมีอิสระในการวางแผนการเรียนรู้ การค้นหาและ
เข้าถึงแหล่งสารสนเทศที่หลากหลายและรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารที่สะดวกรวดเร็ว เป็นต้น ดังนั้น นอกจาก
อาจารย์และนักศึกษาจะต้องพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอนและการเรียนรู้แล้ว
จำเปน็ ตอ้ งปรับ Mindset และการรบั รู้เกยี่ วกบั การเรียนออนไลนด์ ้วย

2. งานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
ณัฐพล ธนเชวงสกุล และณมน จีรังสุวรรณ2 ได้นำเสนอแนวคิดการจัดการเรียนการสอนใน
สถาบันอุดมศึกษากับการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดลอ้ ม โดยทั้งคู่ได้นำเสนอ
แนวคิดว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เป็นมิตรกับสิ่งแลดล้อม เป็นกระบวนการบริหารจัดการ

2 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/122290/93092

19

ทรัพยากรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป้นนโยบาย การสร้างความตระหนัก การเลือกใช้ การกำจัด การนำกลับมาใช้ใหม่
ของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการ
สนับสนุนและส่งเสริมให้องค์กรหรือสถาบันการศึกษามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการตอบสนอง
ความต้องการของสังคม การสื่อสารและการรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างความเสมอภาคในโอกาสกาสการ
เข้าถึงอุดมศึกษา และลดปัญหาความเสียเปรียบในสังคม บทความนี้ได้อธิบายถึงแนวคิดพื้น ฐานเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยความสำเร็จของการออกแบบ
สถาบันการศึกษาที่มีส่วนร่วมกับการรับผิดชอบต่อสังคม และการเลือกใช้ ซึ่งมี 2 แนวทางคือ การเลือกใช้
ผลิตภัณฑ์ด้าน ICT ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทีเป็นมิตรกับ
ส่ิงแวดล้อมในการจัดการเรยี นการสอนของสถาบนั อุดมศกึ ษา

นอกจากนั้น จากการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ของสถาบันอุดมศึกษาไทย ของบรรจง เขื่อนแก้วและคณะ (2010)3 พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหาร ICT
ขององค์กรที่นำมาเป็นตัวแปรในการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 6 ตัวแปร มีเพียง 3 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จใน
การบริหาร ICT ของสถาบันอดุ มศกึ ษาไทยในระดับมาก ไดแ้ ก่ การกำหนดกลยทุ ธ์ ICT ภาวะผนู้ ำของผู้บริหาร
ICT และโครงสร้างองค์กร ส่วนปัจจัยอีก 3 ด้าน เป็นปัจจัยรอง ได้แก่ บทบาทและความรับผิดชอบของ
บคุ ลากรดา้ น ICT วัฒนธรรมองค์กร และโครงสรา้ งพน้ื ฐาน ICT

อย่างก็ตาม พงษ์ศักดิ์ ดรพินิจ4 ได้นำเสนอผลการศึกษายุทธศาสตร์การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้มีการศึกษาสภาพการบรหิ าร
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจัดทำ
ยุทธศาสตร์การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศแล ะการสื่อสารระดับสูง
ระดับกลาง และอาจารย์จากสถาบันอุดม ศึกษาเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 แห่ง จำนวน 469 คน
การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ผลการวิจัยพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์คะแนน
องค์ประกอบ (Factor Score Coefficient) ตง้ั แต่ 0.30 ขนึ้ ไปทใี่ ชเ้ ป็นเกณฑ์พิจารณาให้เป็นตวั แปรสำคัญเพ่อื
นำไปจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่ามี 8 ประเด็นสำคัญดังนี้ 1) ระบบซอฟต์แวร์ในหน่วยงานสามารถทำงานได้ตรง
ความต้องการในการปฏิบัติงาน (0.537) 2) การทำงานของบุคลากรในหน่วยงานมักคำนึงถึงผลประโยชน์
ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว (0.494) 3) ระบบซอฟต์แวร์ในหน่วยงานสามารถใช้งานร่วมกันได้ในกระบวนการ
ปฏิบัติ (0.495) 4) บุคลากรในหน่วยงานมีความซื่อสัตย์และไม่ใช้ประโยชน์จาก ICT ในทางที่ทำให้เกิดความ
เสียหายต่อองค์การ (0.408) 5) หน่วยงานของท่านมีอุปกรณ์ต่อพ่วง (Printer หรือ Scanner) เพียงพอต่อ
ภาคปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ (0.398) 6) บุคลากรในหน่วยงานเป็นผูม้ ีความทุม่ เทเสียสละในการทำงาน

3 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/gskku/article/view/22569/19315
4 https://so06.tci-thaijo.org/index.php/dhammathas/article/view/76060/61182

20

(0.336) 7) กลยุทธ์ด้าน ICT ของหน่วยงานมีการระบุถึงการใช้ซอฟต์แวร์รว่ มกัน (0.330) และ 8) กลยุทธ์ด้าน
ICT ในหนว่ ยงานมีความสำคัญเทยี บเทา่ กับกลยทุ ธ์หลักด้านอนื่ ๆ (0.312) ตามลำดับ

ในขณะที่ วิลาวัลย์ สมยาโรน และดิเรก ธีระภูธร (2015)5 ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแผนกลยุทธ์
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่มีผลงานการวิจัยที่สำคัญ โดยพบว่า ภาพรวม
องค์ประกอบของแผนฯ ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ ยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด กลยุทธ์ มาตรการ
และแผนงาน / โครงการ ผู้บริหารระดับสูงมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีนโยบายในการนำมหาวิทยาลัยสู่
Digital University แผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มี 6 ยุทธศาสตร์
ดังนี้ 1) ยุทธศาสตร์สนับสนุนการเรียนการสอน 2) ยุทธศาสตร์สนบั สนุนการวิจัย 3) ยุทธศาสตร์สนับสนุนการ
เผยแพร่องค์ความรู้ และการสื่อสาร 4) ยุทธศาสตร์สนับสนุนการบริหารจัดการ 5) ยุทธศาสตร์การพัฒนา
โครงสร้างพื้นฐาน และ 6) ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสารสนเทศแบบบูรณาการ เพื่อสนับสนุนการเป็น
องค์กรอัจฉริยะของมหาวิทยาลัย และภาพรวมของการประเมินความหมาะสมของแผนกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศของมหาวิทยาลยั ในกำกับของรัฐ มคี วามเหมาะสมอย่ใู นระดับมากทีส่ ุด (xˉ = 4.52, S.D. = 0.62)

การศึกษาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยช่อเอื้อง อุทิตะสาร และคณะ6 ได้แสดงข้อค้นพบว่า นักศึกษาฝึก
ประสบการณ์วิชาชีพครูได้รับมอบหมายให้ทำการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 62.8 และ
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเลือกใช้ยูทูป ร้อยละ 23.6 และไลน์ ร้อยละ 21.8 ในการสอนอุปกรณ์ที่
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วชิ าชีพครใู ช้ในการสอนคือคอมพิวเตอร์พกพา ร้อยละ 54.5 และมีการใช้สื่อ ICT ใน
การสอนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-5 ครั้ง และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีวัตถุประสงค์ในการใช้สื่อ
ICT เพื่อสื่อประกอบการสอน ร้อยละ 58.2 และปัญหาที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูพบในการใช้ส่ือ
ICT เพอื่ การสอนคือโรงเรยี นไมม่ คี วามพร้อมดา้ นอปุ กรณ์ รอ้ ยละ 47.27

ธนวัตน์ พูลเขตนคร และคณะ (2021)7 ได้ศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้
ออนไลน์เพื่อตอบสนองพฤติกรรม การเรียนของผู้เรียนในยุคดิจิทัล ซึ่งพบว่า แนวโน้มโลกเปลี่ยนแปลง
อุตสาหกรรมหรือชีวิตก็เปลี่ยนวิธีไป มีการผสมผสาน สองโลกเข้าด้วยกันเป็น Cyber Physical Model เม่ือ
ทุกอย่างเปลี่ยนไป อนาคตการทำงานจึงเป็น เรื่องของทักษะที่คนรุ่นใหม่จะต้องคิด ทำ และวิเคราะห์ได้ด้วย
ตัวเอง มีทักษะในชีวิตอีกแบบมากกว่าจะเป็นการใช้แรงงานอย่างเดียว เพราะต้องดำเนินชีวิตในสองโลก
เพราะฉะนั้นทักษะของแรงงานทักษะของผู้เรียนในยุคน้ี ก็ต้องเป็นลักษณะของทักษะที่ไม่ใช่แบบเดิม
เพราะจะมีเครื่องจักรมาแทนที่ จึงต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้คิด ให้ทำเห็นสมรรถนะที่ต้องการ เช่น ผู้เรียนต้อง
เรียนรู้เร็วและเรียนรู้ด้วยตัวเอง สามารถประยุกต์หรือคิดค้นส่ิงใหม่ ๆ ซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าอาชีพ
ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมีอะไรบ้าง แต่กระบวนการทำงานทุกอย่างจะต้องผสมโลกทางกายภาพและไซเบอร์
สเปซเข้าด้วยกัน” (ยืน ภู่วรวรรณ. 2560)ซ่ึงการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้ของผู้เรียนเท่านน้ั

5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/44547/36894
6 https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDMCU/article/view/240901
7 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsa-journal/article/view/247139/171082

21

ผู้สอนเองก็ต้องมีการพัฒนาด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทลั
ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา่ งรวดเร็ว

Augustine Kara (2021)8 ได้ทำการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
และแนวโน้มท่ีเป็นไปได้สำหรับอนาคตของอุดมศึกษา ซึ่งได้สรุปผลการศึกษาว่า การระบาดของไวรัสโควดิ -19
ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาทัว่ โลกตอ้ งปิดตวั ลงอยา่ งกะทันหนั การระบาดใหญ่ทำใหก้ ารสอน การวจิ ัย และการ
บรกิ ารชุมชนหยุดชะงกั ในการศกึ ษาระดับอดุ มศึกษา สง่ ผลใหส้ ูญเสียแหลง่ รายได้และทรัพยากรมนุษย์ เพ่ือลด
การหยุดชะงักของการศึกษาที่ได้มีการวางแผนไว้ตามปฏิทินการศึกษา สถาบันต่างๆ ได้ใช้ประโยชน์จาก
เทคโนโลยีการส่อื สารขอ้ มลู (ICT) เพื่อให้บรกิ ารดา้ นการบริหารและการสอนทางไกลในกรณีฉกุ เฉนิ สมดลุ ใหม่
ของชั้นเรียนที่ถูกรบกวนด้วยการเรียนรู้ที่ไม่ถูกรบกวนผ่านแพลตฟอร์มเสมือนจริงได้เกิดขึ้น ความท้าทายท่ี
เพิ่มขึ้นในบรรทัดฐานใหม่ ได้แก่ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ไม่มีความสียร การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน ICT
และการเตรียมพร้อมสำหรับการสอนออนไลน์ ปัญหาอื่นๆ ได้แก่ การถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
คณิตศาสตร์ ภาคปฏิบัติ และการประกันคุณภาพทางออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้เรียน
สถาบัน และประเทศต่างๆ จึงขยายใหญ่ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ผ่านการ
ตรวจสอบเดสก์ท็อป บทความนี้สำรวจอิทธิพลที่เป็นไปได้ของการระบาดของโรคต่ออนาคตของการศึกษา
ระดับอุดมศึกษา โดยการศึกษารายงานว่าการเรียนรู้แบบผสมผสานก้าวหน้าขึ้นเป็นพรมแดนใหม่ในการศึกษา
ระดับอุดมศึกษา สถาบันต้องการการสร้างขีดความสามารถในการสอนออนไลน์ การลงทุนที่มากขึ้นใน
โครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT และกรอบการประกันคุณภาพอีเลิร์นนิงแบบองค์รวมที่ผสมผสานความสำเร็จของ
ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการด้วยลำดับขั้นความต้องการของ Maslow คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนกระบวน
ทัศน์ไปสู่มหาวิทยาลัยผู้ประกอบการ การควบรวมสถาบัน และการวางแผนเชงิ กลยทุ ธ์ท่ีรวมเอาการจดั การภยั
พบิ ตั ิ

การศึกษาการผสมผสานของ ICT: การปรับโครงสร้างการศึกษาของครูของ Shamshir Singh
Dhillon และ Anupama Bharti9 พบวา่ การผสมผสานของ ICT ในกระบวนการสอนและการเรยี นรูอ้ าจารย์ผุ้
สอน คือการแนวทางที่สามารถนำมาซึ่งการเติบโตแบบทวีคูณในความก้าวหน้าของประเทศ เนื่องจาก
ผลกระทบของ COVID-19 ใหม่ กระบวนการสอนและเรียนรู้ได้เปลี่ยนจากโหมดตัวต่อตัวเป็นโหมดออนไลน์
การบูรณาการ ICT เข้ากับหลักสูตรสามารถช่วยปรับโครงสร้างและปรับทิศทางการศึกษาของอาจารย์ผู้สอนได้
อย่างแน่นอน โดยการปรับผลการเรียนรู้ของนักศึกษาให้เหมาะสม ICT สามารถช่วยในการส่งเสริมการบูรณา
การโดยจัดให้มีพื้นที่สำหรับความยืดหยุ่นที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ความสามารถด้าน ICT ช่วยให้
อาจารย์สามารถบูรณาการ ICT เข้ากับกระบวนการสอนและการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรวม ICT
ยังส่งเสริมความยืดหยุ่นและการเก็บรักษาที่ดีขึ้นในกลุ่มของนักศึกษาโดยใช้โหมดมัลติมีเดีย อินเดียเป็น
ประเทศกำลังพัฒนาที่รวดเร็ว และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีของอินเดียจะยกระดับสถานะปัจจุบันจากการ
รวมไอซีทีสามระดับเป็นห้าระดับของการบูรณาการไอซีที เช่น ระดับเริ่มต้น ระดับการยอมรับ ระดับการ

8 https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ1308483.pdf
9 https://files.eric.ed.gov/fulltext/ED619963.pdf

22

ปรบั ตวั ระดับการบูรณาการ และสดุ ท้ายคือระดับการเปล่ยี นแปลง NEP-2020 ยงั แนะนำให้สง่ เสรมิ การบรู ณา
การ ICT โดยดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เช่น การจัดตั้ง NETF, NRF และการส่งเสริมพอร์ทัลดิจิทัล เช่น
SWAYAM และ SWAYAM PRABHA ซึ่งครูผู้สอนสามารถอัปโหลดแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อให้
การศึกษาท่มี คี ุณภาพแกน่ ักศกึ ษาทอ่ี าศยั อยูใ่ น สว่ นทีห่ า่ งไกลทส่ี ดุ ของประเทศผ่านการลงทะเบียนในหลักสูตร
MOOC และโปรแกรมของ e-Pathshala ความพยายามทั้งหมดนี้จะช่วยในการปรับโครงสร้างและปฏิวัติ
การศึกษาของครูอย่างไม่ต้องสงสัย และชะตากรรมของทั้งประเทศขึ้นอยู่กับการปรับปรุงระบบการศึกษา
ระดบั อุดมศึกษาใหม่ทงั้ หมดอยา่ งไมต่ อ้ งสงสัย

การศึกษาวรรณกรรมเกี่ยวกับประสบการณ์และความท้าทายของการเรียนทางไกลในช่วงการระบาด
ของ COVID-19 จากมุมมองของนักการศึกษา โดย Faridah และคณะ (2021)10 พบการรายงานว่า การ
ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของชีวิต รวมถึงการศึกษา หลายประเทศได้ดำเนิน
นโยบายเกี่ยวกับการเรียนทางไกล ซึ่งการศึกษาทางไกล หมายถึง การแยกตัวของผู้เรียนออกจากผู้สอนทั้งมิติ
เวลาและสถานที่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) รวมถึงสื่อออนไลน์ถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงนัก
การศกึ ษาและผเู้ รยี น ระบบการเรยี นทางไกลบงั คบั ให้ครูเปลย่ี นวิธีการสอนแบบดง้ั เดิมของการสอนแบบตวั ต่อ
ตวั เปน็ การสอนแบบไม่มกี ารสัมผัสทางกายภาพในทกุ ขนั้ ตอนของการศกึ ษา เช่น การศกึ ษาระดบั ประถมศึกษา
และมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา และการศึกษาพิเศษ จากการศึกษาพบว่า อาจารย์ได้ใช้กล
ยุทธ์ที่แตกต่างกันโดยพิจารณาจากความท้าทายที่พวกเขาเผชิญ จากสถานการณ์โควิด-19 อาจารย์จากทุก
ระดับการศึกษาได้รวบรวมแนวทางแก้ไขที่นำไปใช้ได้ทั้งหมด เพื่อเป็นการช่วยให้นักเรียนปรับตัวเข้ากับการ
เรียนทางไกลโดยเปลี่ยนระบบการเรียนแบบเดิม ๆ เป็นระบบการเรียนทางไกลแบบบังคับเหมือนทุกวันนี้ท่ี
ผูป้ ว่ ยติดเช้ือโควิด-19 สามารถควบคุมไดโ้ ดยการสัมผัสเท่านั้น

Turgut Karakose (2021)11 ได้ทำการศึกษาผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 ต่อการ
อุดมศึกษา: โอกาสและนัยสำหรับนโยบายและการปฏิบัติ โดยผุ้ศึกษาได้รายงานว่า นอกจากปัญหาทางด้าน
จิตใจ สังคมวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจแล้ว การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ยังนำไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษาทั่วโลก และการระบาดใหญ่ในปัจจุบันอาจเผยให้เห็นวิกฤตการศึกษา
ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ยังเปิดโอกาสสำคัญในการออกแบบ
การศึกษาระดับอุดมศึกษาใหม่ ตลอดจนเพื่อพัฒนาและใช้กลยุทธ์การสอนและการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิยบายเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ต่อ
การศึกษาระดับอุดมศึกษาจากมุมมองทั่วโลก วัสดุ/วิธีการ: บทความนี้เป็นบทความทบทวน นำเสนอการ
ทบทวนวรรณกรรมสั้น ๆ เกี่ยวกับการระบาดของ COVID-19 และการศึกษาระดับอุดมศึกษา ความหมายเชิง
ปฏบิ ัติ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพอ่ื สร้างแรงบนั ดาลใจใหท้ ้ังนกั วจิ ัยและผู้ปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงมุมมองการ
วจิ ยั ในอนาคตเกี่ยวกับโควิด-19 และการศกึ ษาระดบั อุดมศึกษา ในบริบทนี้ มกี ารตรวจสอบการตอบสนองของ
สถาบันอุดมศึกษาต่อวิกฤตการศึกษาทั่วโลกที่เกิดจากการระบาดใหญ่ในปัจจุบัน และได้มีการพัฒนาข้อเสนอ

10 https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ1319183.pdf
11 https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ1301527.pdf

23
แนวทางแก้ไขบางส่วนสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา สรุป: การ
ระบาดใหญ่ของ COVID-19 ส่งผลให้ชุมชนการศึกษาทั่วโลกยอมรับความจริงที่ว่าการนำวิธีการสอนทางไกล
ฉุกเฉนิ ทางออนไลนม์ าใชอ้ ย่างเร่งดว่ นน้นั มีความจำเปน็ และหลกี เลย่ี งไมไ่ ด้

การศึกษาเกี่ยวกับการสอนทางไกลฉุกเฉินในระดับอุดมศึกษาในช่วง COVID-19: ความท้าทายและ
โอกาส โดย Nokukhanya Jili และคณะ (2021)12 ได้ข้อสรปุ วา่ ไตรมาสทีส่ ามของปี 2020 ถือเปน็ การปดิ การ
เรียนการสอนแบบตัวต่อตัวในวิทยาเขตในสถาบันการศึกษาระดับสูงของแอฟริกาใต้เนื่องจากโรคโคโรนาไวรสั
(โควิด-19) ความจำเป็นในการรักษาระยะห่างทางสังคมทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้การสอนทางไกลฉุกเฉิน
มหาวิทยาลัยบางแห่งสามารถย้ายชั้นเรียนของตนไปยังแพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์และการศึกษาทางไกล
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากประสบการณ์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว และมีปัญหากับการจัดการ 'ความปกติใหม่'
บทความนี้สะท้อนถึงความท้าทายและโอกาสของการสอนทางไกลฉุกเฉินในสถาบันการศึกษาระดับสูงในช่วง
การระบาดของ COVID-19 บทความนี้ใช้แนวทางเชิงคุณภาพผ่านวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและการทบทวน
นโยบายเพื่อวิเคราะห์การสอนทางไกลฉุกเฉินในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างมีวิจารณญาณ ผลการวิจัยระบุว่า
เจ้าหน้าที่และนักศึกษาบางคนประสบปัญหาเกี่ยวกับการขาดทรัพยากรและการเปิดรับเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารจากระยะไกล บทความกล่าวอ้างว่าสถาบันอุดมศึกษาควรได้รับอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสารที่เหมาะสม และพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น นำกฎและข้อบังคับสำหรับความพร้อม
ใช้ และการบำรุงรักษาที่เพียงพอ สิ่งนี้แนะนำให้ส่งเสริมจรรยาบรรณที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีภายในสถาบัน
ให้การเข้าถึงการสอนและการเรียนรู้โดยง่ายโดยทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ด้านวิชาการในราคาที่ไม่แพงและ
คงที่ (ปลอดภยั ) ในสภาพแวดล้อมทปี่ ลอดภัย เอื้ออำนวย และไมจ่ ำกัดสำหรบั นักศึกษา

12 https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ1318950.pdf

บทที่ 3 วิธกี ารดำเนนิ การวจิ ยั

1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
1.1 ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้สอน และนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบน

1.1.1 กลมุ่ ผบู้ ริหาร
กลุ่มผู้บริหาร เป็นผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยเป็น
ผู้บริหารที่ดูแลงานวิชาการ และผู้บริหารที่ดูแลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จากทั้งหมด 14 สถาบัน รวม
ท้งั หมด 32 คน

1.1.2 กลมุ่ นกั ศกึ ษาและอาจารย์ผู้สอน
กลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จาก
ทั้งหมด 14 สถาบัน มีจำนวน 161,390 คน และอาจารย์ผู้สอนรวม 7,244 คน โดยจำแนกเป็น 4 กลุ่ม
มหาวิทยาลัย คือ กลุ่มที่ 1 มหาวิทยาลัยของรัฐและในกำกับของรัฐ กลุ่มที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มที่ 3
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มที่ 4 มหาวิทยาลัยเอกชน โดยในแต่ละกลุ่มมีจำนวนมหาวิทยาลัย
จำนวนสถาบนั จำนวนอาจารย์ผสู้ อนและจำนวนอาจารย์ ดังตาราง 1

ตาราง 1 กล่มุ มหาวทิ ยาลยั จานวนสถาบัน จานวนผบู้ รหิ าร อาจารย์ผ้สู อน และนกั ศกึ ษาในภาค

ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบน

กลุ่มมหาวิทยาลยั จำนวน จำนวน (คน)

(สถาบนั ) ผบู้ ริหาร อาจารย์ นักศกึ ษา

มหาวิทยาลยั ของรัฐและในกำกบั ของรฐั 4 8 4,360 91,792

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั 5 10 2,286 55,583

มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคล 2 4 452 8,223

มหาวิทยาลยั เอกชน 3 6 146 5,792

รวม 14 28 7,244 161,390

1.2 กลมุ่ ตวั อยา่ ง
1.2.1 การกำหนดขนาดตัวอย่าง
1) การกำหนดขนาดตวั อย่างท่ใี ช้ในการตอบแบบสอบถาม
1.1.) ผบู้ รหิ าร

กำหนดให้เป็นผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่ดูแลงานทาง
วชิ าการ และดแู ลงานดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ โดยเป็นผูบ้ ริหารของมหาวทิ ยาลยั และวิทยาลัยในแต่ละกลมุ่ ท่ี

25

สุ่มได้ มหาวิทยาลัยละ 2 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยทั้งหมด 14 สถาบัน 4
กลุ่มมหาวิทยาลัย ซึ่งในแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัยสุ่มมหาวิทยาลัยมา 50% ของจำนวนทั้งหมด สุ่มมาจำนวน 8
สถาบัน รวมจำนวนผบู้ รหิ าร 16 คน

1.2) นกั ศึกษาและอาจารยผ์ ูส้ อน
การดำเนินการศึกษาโครงสร้างตัวแปรที่ต้องการศึกษาและความหลากหลาย

ของลักษณะมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อประมาณการขนาด
ตัวอย่างที่เพียงพอต่อการวิเคราะห์ จึงกำหนดจำนวนตัวอย่างโดบใช้ G*Power โดยกำหนดให้ระดับความ
เชื่อมั่น (level of confident) เท่ากับ 95% ความคลาดเคลื่อน (error) เท่ากับ ±5% อำนาจของการทดสอบ
(power of test) เป็น 0.80 ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 1,200 คน (Faul et al., 2007) โดยในการวิจัยครั้งนี้ใช้
แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ดังนั้นเพื่อชดเชยอัตราการตอบกลับของแบบสอบถามและความ
สมบูรณ์ของการกรอกข้อมูลและมหาวิทยาลัยมีความหลากหลาย ผู้วิจัยจึงเพิ่มจำนวนหน่วยตัวอย่างระดับ
บุคคลโดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ดังนั้นงานวิจัยนี้จะมีตัวอย่างนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน จำนวน 1,560 คน
ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้จึงประมาณการขนาดตัวอย่างอาจารย์ผู้สอน และนักศึกษากลุ่มละ 1,600 คน จำนวน
ตวั อย่าง ผู้บรหิ าร อาจารย์ผสู้ อน และนักศึกษาในการตอบแทบบสอบถาม แสดงรายละเอียดดังตาราง 2

ตาราง 2 จานวนตวั อย่างมหาวทิ ยาลยั ผู้บรหิ าร อาจารยผ์ ู้สอน และนักศกึ ษาในการตอบแทบบสอบถาม

กล่มุ มหาวิทยาลัย จำนวน จำนวน (คน)

(สถาบัน) ผบู้ ริหาร อาจารย์ นกั ศกึ ษา

มหาวิทยาลยั ของรฐั และในกำกบั ของรฐั 2 4 1,012 1,133

มหาวิทยาลัยราชภฏั 3 6 432 416

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 1 2 106 20

มหาวิทยาลัยเอกชน 2 4 54 56

รวม 8 16 1,600 1,600

2) การกำหนดขนาดตัวอย่างทใ่ี ชใ้ นการสัมภาษณ์กลุ่ม
2.1) ผบู้ ริหาร
กำหนดให้เปน็ ผบู้ รหิ ารจากมหาวทิ ยาลยั และวิทยาลยั จากภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

ตอนบนที่ดแู ลงานทางวิชาการและดแู ลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเป็นผู้บริหารของมหาวทิ ยาลัยในแต่
ละกลุ่มที่สุ่มได้ มหาวิทยาลัยละ 2 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยทั้งหมด 14
สถาบนั 4 กลุ่มมหาวิทยาลยั ซึง่ ในแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลยั สมุ่ มหาวทิ ยาลยั มา 50% ของจำนวนทัง้ หมด สุ่มมา
จำนวน 8 สถาบนั รวมจำนวนผู้บรหิ าร 16 คน

2.2) นกั ศึกษาและอาจารยผ์ ู้สอน

26

กำหนดให้เป็นนักศึกษาที่เป็นตัวแทนในทุกชั้นปี ๆ ละ 1 คน (5 ชั้นปี) ในทุกกลุ่ม
สาขาวิชา (3 กลุ่มสาขา) และในทุกกลุ่มมหาวิทยาลัย (4 กลุ่ม) รวมทั้งหมด (5x3x4) 60 คน กำหนดให้เป็น
อาจารย์ผู้สอนที่เป็นตัวแทนในทุกกลุ่มสาขาวิชา (3 กลุ่มสาขา) สาขาวิชาละ 2 คน และทุกกลุ่มมหาวิทยาลัย
(4 กลุ่ม) รวมทั้งหมด (2x3x4) 24 คนจำนวนตัวอย่าง ผู้บริหาร อาจารย์ผู้สอน และนักศึกษาในการสัมภาษณ์
กลุ่ม แสดงรายละเอยี ดดงั ตาราง 3

ตาราง 3 จานวนตัวอยา่ งมหาวทิ ยาลัย ผู้บรหิ าร อาจารย์ผสู้ อน และนักศึกษาในการสมั ภาษณก์ ลุ่ม

กลมุ่ มหาวิทยาลัย จำนวน จำนวน (คน)

(สถาบัน) ผ้บู ริหาร อาจารย์ นักศึกษา

มหาวิทยาลัยของรัฐและในกำกบั ของรฐั 2 4 6 15

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั 3 6 6 15

มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล 1 2 6 15

มหาวทิ ยาลัยเอกชน 2 4 6 15

รวม 8 16 24 60

1.2.2 การสมุ่ ตวั อย่าง

1) ตวั อย่างท่ีใชใ้ นการตอบแบบสอบถาม

1.1) กล่มุ ผูบ้ รหิ าร

กลุ่มผู้บริหาร กำหนดเป็นผู้บริหารที่ดูแลงานทางวิชาการ และผู้บริหารที่ดูแลงาน

ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ จาก 4 กลุม่ มหาวทิ ยาลัย ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน โดยเป็นผูบ้ ริหารของ

มหาวิทยาลัยที่สุม่ ได้ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งกำหนดไว้ที่ 50% ของจำนวนมหาวิทยาลัยในแต่ละกลุ่ม สุ่มได้ทั้งหมด 8

สถาบนั สถาบนั ละ 20 คน รวมทงั้ หมด 16 คน โดยคดิ เปน็ 57.14% ของผบู้ ริหารทงั้ หมด

1.2) กลมุ่ อาจารยผ์ ู้สอน

ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลากหลายขั้นตอน (multi-stage random

sampling) (ศริ ชิ ยั กาญจนวาสี, 2545) มรี ายละเอียดดังนี้

1.2.1) แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 มหาวิทยาลัยของรัฐ

และในกำกับของรัฐ กลุ่มท่ี 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มท่ี 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มที่ 4

มหาวิทยาลัยเอกชน รวมทงั้ หมด 14 สถาบนั

1.2.2) สุ่มมหาวิทยาลัยในแต่ละกลุ่มมา 50% ของจำนวนทั้งหมด ได้ทั้งหมด 8

สถาบัน โดยใช้วธิ ีการสุม่ อยา่ งงา่ ย

1.2.3) กำหนดจำนวนตัวอย่างอาจารย์ผู้สอนในแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัย ตาม

สัดส่วนของจำนวนอาจารย์ผู้สอนในแต่ละกลุ่ม และสัดส่วนอาจารย์ผู้สอนในแต่ละมหาวิทยาลัยที่สุ่มได้ จาก

2.2

27

1.2.4) แบ่งกลุ่มสาขาในแต่ละมหาวิทยาลัยที่สุ่มได้ใน 2.2 เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลมุ่ สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และกลมุ่ สาขาวิชามนษุ ยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ และกำหนดกลุ่มสาขาวิชาในแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นชั้นภูมิ (Strata) ในการสุ่ม โดยสุ่มอาจารย์
ผู้สอนในแต่ละกลุ่มสาขาวิชาในแต่ละมหาวิทยาลัย ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ทั้งนี้กำหนดตัวอย่างอาจารย์ผู้สอน
ในแต่ละกลุ่มสาขาวิชาให้มีจำนวนเท่ากัน ในกรณีที่มหาวิทยาลัยที่สุ่มได้มีกลุ่มสาขาวิชาไม่ครบ ให้เพิ่มจำนวน
ตัวอย่างอาจารย์ผู้สอนให้กับสาขาวิชาที่มีอยู่ และหากจำนวนอาจารย์ผู้สอนมีน้อยกว่าที่กำหนดให้ระบุค่าจริง
และเพิ่มจำนวนตัวอย่างให้กับกลุ่มสาขาวิชาที่เหลือ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนได้จำนวนตัวอย่าง
อาจารย์ผู้สอนทั้งหมด 1,609 คน รายละเอียดดงั ตาราง 4

ตาราง 4 จานวนตวั อยา่ งอาจารยผ์ สู้ อน

กลุ่ม จำนวน มหาวทิ ยาลัย จำนวน จำนวน กลุม่ สาขา จำนวน รวม
ผสู้ อน ตัวอย่าง

กลุ่มมหาวิทยาลัย 2 มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ 1,758 594 วิทยาศาสตร์สุขภาพ 198 594
รัฐบาลและใน
กำกบั ของรัฐ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี 198

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 198
สงั คมศาสตร์

มหาวิทยาลยั 1,235 417 วทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ 140 420
มหาสารคาม วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี 140

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 140
สงั คมศาสตร์

รวม 2,993 1012 1014

มหาวิทยาลัยราช 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ 607 205 วิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ 69 207
ภฏั อุดรธานี วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี 69

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 69
สงั คมศาสตร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏ 372 126 วทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ 0 126
เลย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี 63

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 63
สังคมศาสตร์

300 101 วิทยาศาสตร์สุขภาพ 34 102

28

กลุม่ จำนวน มหาวิทยาลัย จำนวน จำนวน กลมุ่ สาขา จำนวน รวม
ผสู้ อน ตวั อย่าง

มหาวิทยาลัยราชภัฏ วิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี 34
ร้อยเอ็ด
ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 34
สังคมศาสตร์

รวม 1,279 432 435

ม ห า ว ิ ท ย า ลั ย 1 ม ห า ว ิ ท ย า ลั ย 314 วทิ ยาศาสตร์สขุ ภาพ 0 106
เทคโนโลยีราช เทคโนโลยีราชมงคล
มงคล อีสาน วิทยาเขต วทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี 106
สกลนคร
มนุษยศาสตร์และ 0
สงั คมศาสตร์

รวม 314 106 106

ม ห า ว ิ ท ย า ลั ย 2 วทิ ยาลยั สันตพล 56 19 วทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ 7 21
เอกชน วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี 7

มนุษยศาสตร์และ 7
สังคมศาสตร์

วิทยาลัยบัณฑติ เอเซีย 92 31 วทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ 11 33

วิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี 11

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 11
สงั คมศาสตร์

รวม 148 50 54

รวม 4,734 1,600 1609

เนอ่ื งจากมีความหมากหลายของคณะในแต่ละกลมุ่ สาขา เพื่อใหค้ รอบคลมุ ทุกลกั ษณะของประชากร ในการสุ่ม
อาจารย์ผ้สู อนจึงควรมาจากหลากหลายคณะในแต่ละกล่มุ สาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลยั ท่ีสุ่มได้

1.3) นักศึกษา
ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) (ศิริชัย

กาญจนวาส,ี 2545) มีรายละเอียดดงั น้ี

29

1.3.1) แบ่งกลุ่มมหาวทิ ยาลยั ออกเป็น 4 กลุม่ คือ กล่มุ ท่ี 1 มหาวิทยาลยั ของรฐั และในกำกับ
ของรัฐ กลุ่มท่ี 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มที่ 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มที่ 4 มหาวิทยาลัย
เอกชน รวมทั้งหมด 16 สถาบัน

1.3.2) สุ่มมหาวิทยาลัยในแต่ละกลุ่มมา 50% ของจำนวนทั้งหมด ได้ทั้งหมด 8 สถาบัน โดย
ใช้วธิ ีการสุ่มอยา่ งงา่ ย

1.3.3) กำหนดจำนวนตัวอย่างนักศึกษา ตามสัดส่วนจำนวนตัวอย่างนักศึกษาทั้งหมดของ
กลุม่ มหาวทิ ยาลัย และตามสดั สว่ นของนักศกึ ษาในแตล่ ะมหาวิทยาลยั ท่ีสุม่ มาไดจ้ าก 3.2

1.3.4) แบ่งกลุ่มสาขาวิชาในแต่ละมหาวิทยาลัยที่สุ่มได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสาขาวิชา
วิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ และกำหนดกลุ่มสาขาวิชาเป็นขั้นภูมิ (Strata) และสุ่มตัวอย่างนักศึกษาในแต่ละกลุ่มสาขาในแต่
ละมหาวิทยาลัยโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย กำหนดให้สัดส่วนจำนวนตัวอย่างนักศึกษาในแต่ละกลุ่มสาขามี
จำนวนเท่ากัน ในกรณีที่มหาวิทยาลัยที่สุ่มได้มีกลุ่มสาขาวิชาไม่ครบ ให้เพิ่มจำนวนตัวอย่างนักศึกษาให้กับ
สาขาวิชาทมี่ อี ยู่ และหากจำนวนนกั ศกึ ษามีน้อยกว่าท่ีกำหนด ใหร้ ะบคุ ่าจริงและเพิม่ จำนวนตวั อย่างให้กับกลุ่ม
สาขาที่เหลือ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนได้จำนวนตัวอย่างนักศึกษามาทั้งหมด 1,630 คน
รายละเอยี ดดังตาราง 5

ตาราง 5 จานวนตัวอย่างนกั ศึกษา

กลุ่ม จำนวน มหาวทิ ยาลัย จำนวน จำนวน กลุม่ สาขา จำนวน รวม
นกั ศกึ ษา ตวั อย่าง

มหาวิทยาลัย 2 มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น 36,210 433 วทิ ยาศาสตร์สุขภาพ 145 435
รัฐบาลและใน
กำกับของรัฐ วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี 145

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 145
สังคมศาสตร์

ม ห า ว ิ ท ย า ลั ย 45,743 700 วทิ ยาศาสตร์สุขภาพ 234 702
มหาสารคาม วทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี 234

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 234
สงั คมศาสตร์

รวม 81,953 1,133 1,137

มหาวิทยาลัย 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ 16,631 230 วิทยาศาสตรส์ ุขภาพ 77 231
ราชภัฏ อุดรธานี วิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี 77

30

กลมุ่ จำนวน มหาวิทยาลัย จำนวน จำนวน กลมุ่ สาขา จำนวน รวม
นักศกึ ษา ตัวอย่าง

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 77
สังคมศาสตร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏ 6,998 97 วทิ ยาศาสตร์สุขภาพ 0 98
เลย วิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี 49

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 49
สงั คมศาสตร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏ 6,161 85 วทิ ยาศาสตร์สขุ ภาพ 29 87
รอ้ ยเอด็ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี 29

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 29
สังคมศาสตร์

รวม 29,790 412 416

มหาวิทยาลัย 1 ม ห า ว ิ ท ย า ลั ย 1,459 วิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ 0 0
เทคโนโลยีราช เทคโนโลยีราชมงคล 20
มงคล อีสาน วิทยาเขต วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี 20 0
สกลนคร
มนุษยศาสตร์และ 0
สงั คมศาสตร์

รวม 1,459 20 20

มหาวิทยาลัย 2 วทิ ยาลัยสนั ตพล 2,105 29 วทิ ยาศาสตร์สขุ ภาพ 10 30
เอกชน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี 10

ม น ุ ษ ย ศ า ส ต ร ์ แ ล ะ 10
สังคมศาสตร์

วิทยาลยั บัณฑิตเอเซยี 1,923 27 วิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ 9 27

วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี 9

มนุษยศาสตร์และ 9
สงั คมศาสตร์

รวม 4,028 56 57

รวม 115,771 1,600 1,630

31

เนื่องจากนกั ศึกษามคี วามหลากหลายชนั้ ปีทัง้ ระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศกึ ษา หลากหลายคณะในแต่ละกลมุ่
สาขา เพื่อให้ครอบคลุมทุกลักษณะของประชากร ในการสมุ่ นกั ศึกษาจงึ ควรมาจากหลากหลายช้ันปที ั้งปริญญา
ตรีและบณั ฑติ ศึกษา และหลากหลายคณะในแตล่ ะกล่มุ สาขาวชิ าของแตล่ ะมหาวิทยาลัยท่สี ุ่มได้

2) กลุ่มตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการสัมภาษณก์ ลุ่ม
2.1) ผู้บรหิ าร
กำหนดให้เป็นผู้บรหิ ารจากมหาวทิ ยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบนท่ีดูแลงาน

ด้านวชิ าการ และดูแลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเปน็ ผู้บรหิ ารของมหาวทิ ยาลยั ในแต่ละกลมุ่ ที่สุ่มมาได้
มหาวทิ ยาลัยละ 2 คน ซึง่ เปน็ ผูบ้ ริหารชุดเดียวกับการตอบแบบสอบถาม รวมทัง้ ส้ิน 16 คน ไดม้ าโดยการเลอื ก
แบบเจาะจง (purposive sampling) และสัมภาษณ์ผานระบบ Zoom Meeting ใชเ้ วลาประมาณ 2 ชว่ั โมง

2.2) นักศึกษา
นักศึกษาได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยสุ่มจากนักศึกษาที่สมัครใจในการเข้าร่วม

การสมั ภาษณ์ในทุกชน้ั ปี (5 ชนั้ ปี) ในทกุ ล่มุ สาขาวชิ า (3 กล่มุ สาขา) และในทุกกล่มุ มหาวทิ ยาลัย (4 กลมุ่ ) รวม
ทั้งหมด 60 คน สัมภาษณ์ผ้านระบบ Zoom Meeting โดยแบ่งเป็น 3 ครั้ง ๆ ละ 20 คน แต่ละครั้งใช้เวลา
ประมาณ 2 ชวั่ โมง

2.3) อาจารย์
อาจารย์ผู้สอนได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยสุ่มจากอาจารย์ผู้สอนที่สมัครใจในการ

เข้าร่วมการสัมภาษณ์ในกลุ่มสาขาวิชา (3 กลุ่มสาขา) สาขาวิชาละ 2 คน และทุกกลุ่มมหาวิทยาลัย (4 กลุ่ม)
รวมทั้งหมด 24 คน สัมภาษณผ์ ่านระบบ Zoom Meeting ใชเ้ วลาประมาณ 2 ช่วั โมง

1.3 วธิ กี ารเลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ ง/ผ้ใู ห้ข้อมูลหลกั
1.3.1 เกณฑใ์ นการคัดเข้า
เป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการศึกษา (ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณบดี รองคณบดี

ประธานหลักสูตร และส่วนกลางของมหาวิทยาลัย) ที่ดูแลงานด้านวิชาการและดูแลด้าน ICT ของ
สถาบันการศึกษา อาจารย์ผู้สอน และนิสิตนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาค
ตะวันเฉียงเหนือตอนบน ที่มีประสบการณ์การจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ท่ี
ตอบรบั และสมัครใจยินดใี ห้ความรว่ มมอื ในการสำรวจวิจัย

1.3.2 เกณฑใ์ นการคัดออก
กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการตอบแบบสอบถามไม่ครบหรือไม่สมบูรณ์หรือไม่สามารถเข้า
ร่วมกิจกรรมได้ตามชว่ งเวลาท่กี ำหนดให้ได้
1.3.3 เกณฑ์ในการยุตกิ ารเขา้ ร่วมการวิจยั
เป็นผู้ไม่มีสถานะผูบ้ ริหารอาจารย์ผูส้ อนและนิสติ นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเครอื ข่ายเพือ่ พัฒนาอดุ มศึกษา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนณวันให้ข้อมูลหรือมีความไม่สบายใจระหว่างการตอบคำถามและประสงค์จะ
ยตุ ิการเขา้ รว่ มการวจิ ัย

32

2. รปู แบบการวจิ ัย
การวจิ ัยในครั้งน้ี ในรูปแบบการวิจยั เชงิ สำรวจ โดยมกี ารเกบ็ ข้อมลู ท้งั เชงิ ปริมาณและเชงิ คณุ ภาพ

3. เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย (1)แบบสอบถามการจัดการศึกษาผ่านระบบ

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สำหรับผู้บริหาร) (2) แบบสอบถามการจัดการศึกษาผ่านระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สำหรับอาจารย์ผู้สอน) (3) แบบสอบถามการจัดการศึกษาผ่านระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สำหรับนักศึกษา) และ (4) แบบสัมภาษณ์สำหรับการสัมภาษณ์กลุ่ม
โดยแตล่ ะเคร่อื งมอื มีขน้ั ตอนการสร้างและการตรวจสอบคุณภาพ ดังน้ี

3.1 แบบสอบถามการจดั การศกึ ษาผา่ นระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร (สำหรับผู้บรหิ าร)
ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สำหรับผู้บริหาร)
เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้บริหารด้านวิชาการ และผู้บริหารที่ดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สอื่ สาร โดยมีขัน้ ตอนการสรา้ งและการตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมอื ดังนี้

1) ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสาร

2) ผู้วิจัยสร้างข้อคำถามและประเด็นการสำรวจ และสร้างเป็นแบบสำรวจสภาพปัจจุบันด้าน
เทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ และระบบสนับสนุนของสถาบันอุดมศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ใน
ระยะหลงั ความปกติใหม่ (Next Normal) โดยมอี งคป์ ระกอบของแบบสำรวจดังนี้

2.1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันด้านเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ และระบบสนับสนุนของ
สถาบันอุดมศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) สำหรับ
ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสารสื่อสาร รวม 103 ข้อ โดยรูปแบบของข้อคำถามมีทั้งคำถาม
ปลายเปดิ การเติมคำสั้น และการตรวจสอบรายการ ซ่ึงขอ้ คำถามแบง่ ออกเปน็ 5 ส่วน และแตล่ ะสว่ นมจี ำนวน
ข้อ ดงั น้ี

สว่ นท่ี 1 ข้อมูลทัว่ ไป จำนวน 8 ข้อ
สว่ นท่ี 2 สภาพปจั จบุ นั และความพร้อมด้านเทคโนโลยี จำนวน 23 ข้อ
สว่ นท่ี 3 สภาพปจั จุบนั และความพรอ้ มดา้ นอุปกรณ์ จำนวน 31 ข้อ
สว่ นท่ี 4 สภาพปัจจบุ ันและความพร้อมดา้ นระบบสนับสนุน จำนวน 41 ข้อ
ส่วนที่ 5 ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระยะหลังความ
ปกตใิ หม่ (Next Normal) จำนวน 4 ข้อ
2.2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันด้านเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ และระบบสนับสนุนของ
สถาบันอุดมศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) สำหรับ
ผู้บริหารด้านวิชาการหรือการศึกษา รวม 57 ข้อ โดยรูปแบบของข้อคำถามมีทั้งคำถามปลายเปิด การเติมคำ

33

สั้น การตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประมาณ 5 ค่าระดับ ซึ่งข้อคำถามแบ่งออกเป็น 5 ส่วน และ
แตล่ ะสว่ นมีจำนวนขอ้ ดังน้ี

สว่ นที่ 1 ขอ้ มูลท่วั ไป จำนวน 2 ข้อ
ส่วนที่ 2 สภาพปัจจุบันและความพร้อมด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ และระบบสนับสนุนการจัดการ
เรียนการสอนออนไลน์ จำนวน 39 ข้อ
ส่วนท่ี 3 ความคิดเห็นเกีย่ วกบั การเข้าถึงการเรียนรู้ จำนวน 5 ข้อ
ส่วนที่ 4 ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระยะหลังความ
ปกติใหม่ (Next Normal) จำนวน 4 ข้อ
ส่วนที่ 5 ข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank)
จำนวน 7 ข้อ
3) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามฯ ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศกึ ษา จำนวน
5 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC) และการ
ใช้ภาษาในการสอื่ ความหมาย รวมไปถึงความถกู ตอ้ งของภาษา เพ่ือนำข้อเสนอแนะมาปรบั ปรุงแก้ไข
4) ผ้วู จิ ัยปรบั ปรงุ ข้อคำถามตามคำแนะนำของผู้เชยี่ วชาญ
5) ผู้วจิ ยั นำแบบสอบถามไปทดลองใชก้ ับผู้บริหารด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร จำนวน
2 คน และผู้บริหารด้านวิชาการ จำนวน 2 คน และทำการสัมภาษณ์เกี่ยวกับเนื้อหาและประเด็นคำถาม ซ่ึง
ผู้วิจัยนำผลการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการทดลองใช้แบบสำรวจมาพิจารณาปรับแก้เนื้อหาและแบบสำรวจ ให้มี
ความเหมาะสมและสอดคล้องกับกรอบแนวคิดการวิจัย ก่อนที่จะนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในลำดับ
ตอ่ ไปได้

3.2 แบบสอบถามการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สำหรับอาจารย์
ผู้สอน) ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับ
อาจารย์ผู้สอน โดยสร้างคู่ขนานกับแบบสอบถามสำหรับนักศึกษา โดยมีขั้นตอนการสร้างและการตรวจสอบ
คณุ ภาพเคร่อื งมอื ดังนี้

1) ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสาร

2) ผู้วิจัยสร้างข้อคำถามเกี่ยวกับการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
สำหรับผสู้ อนโดยสร้างแบบคขู่ นานกบั แบบสอบถามการจดั การสือ่ สารผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารสำหรับนักศึกษาเพื่อสามารถเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศกึ ษาและผู้สอนต่อการจัดการศกึ ษาผ่าน
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร

3) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาจำนวน 5
ทา่ น เพอ่ื ตรวจสอบความตรงเชิงเน้อื หา (content validity) ความสอดคลอ้ งของข้อคำถาม (Item-Objective

34

Congruence: IOC) และการใช้ภาษาในการสื่อความหมาย รวมไปถึงความถูกต้องของภาษาเพื่อนำ
ข้อเสนอแนะมาปรบั ปรุงแก้ไข

4) ผู้วิจยั ปรบั ปรุงข้อคำถามตามคำแนะนำของผเู้ ชี่ยวชาญ
5) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (try out) กับผู้สอนที่มีคุณลักษณะใกล้เคียง
กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 คน เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม แล้วทำการวิเคราะห์ค่าความเที่ยง
แบบความสอดคล้องภายใน (internal consistency) โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟา
(Cronbach’s alpha coefficient)

3.3 แบบสอบถามการจัดการศกึ ษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (สำหรับนกั ศึกษา)
ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สำหรับนักศึกษา)
โดยมีขั้นตอนการสรา้ งและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมอื ดังน้ี

1) ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสือ่ สาร

2) ผู้วิจัยสร้างข้อคำถามเกี่ยวกับการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ประกอบด้วย 6 ตอน ไดแ้ ก่

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ประเมินใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลอุปกรณ์
เครื่องมือสื่อสารแอพพลิเคชั่นเครื่องมือระบบจัดการการเรียนการสอนออนไลน์ความถี่ในการใช้และ
ความสามารถในการใชเ้ คร่อื งมือแบบสอบถามเปน็ ลกั ษณะข้อความใหเ้ ลอื กตอบจำนวน 34 ข้อ

ตอนท่ี 2 ถึง ตอนท่ี 5 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาผ่านระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวม 42 ข้อ เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert scale) จาก 1
= ตรงกับความคิดเห็นของท่านในระดับน้อยที่สุด ถึง 5 = ตรงกับความคิดเห็นของท่านในระดับมากที่สุด โดย
มีรายละเอยี ดดงั นี้

ตอนท่ี 2 ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารระดับรายวิชาแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านศาสตร์การสอน 2) ด้านการออกแบบเนื้อหา 3) ด้าน
การออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4) ดา้ นการออกแบบการวัดและประเมินผล และ 5) ด้านการประกันคุณภาพ

ตอนท่ี 3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าถึงการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ 1) ด้านผู้เรียน 2) ด้าน
ผสู้ อน และ 3) การสนบั สนนุ จากสถานศกึ ษา

ตอนท่ี 4 ความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั การมสี ่วนรว่ มในการเรียนรู้
ตอนท่ี 5 ความคดิ เหน็ เก่ยี วกับผลลัพธ์การเรียนรู้
ตอนที่ 6 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในยุคปกติใหม่เป็นคำถามปลายเปิด
1 ข้อ
3) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาจำนวน 5
ทา่ น เพ่ือตรวจสอบความตรงเชิงเนือ้ หา (content validity) ความสอดคลอ้ งของขอ้ คำถาม (Item-Objective

35

Congruence: IOC) และการใช้ภาษาในการสื่อความหมาย รวมไปถึงความถูกต้องของภาษาเพื่อนำ
ขอ้ เสนอแนะมาปรบั ปรุงแกไ้ ข

4) ผวู้ จิ ัยปรับปรงุ ข้อคำถามตามคำแนะนำของผเู้ ชีย่ วชาญ
5) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (try out) กับผู้สอนที่มีคุณลักษณะใกล้เคียง
กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 คน เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม แล้วทำการวิเคราะห์ค่าความเที่ยง
แบบความสอดคล้องภายใน (internal consistency) โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟา
(Cronbach’s alpha coefficient)

3.4 แบบสมั ภาษณ์สำหรบั การสัมภาษณ์กลมุ่
3.4.1 แบบสัมภาษณ์สำหรับการสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหารด้านวิชาการ และผู้บริหารที่ดูแล

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้วิจัยสร้างแบบสัมภาษณ์ที่ประกอบด้วยประเด็นสัมภาษณ์ การให้
ขอ้ เสนอแนะหรือแนวทางทเี่ กย่ี วขอ้ งกับนโยบายหรือแนวทางจดั การ 4 ประเดน็ ดงั นี้

ประเด็นท่ี 1 สภาพความพร้อมของสถาบันก่อนมีโควิด (Before covid) และสภาพปัจจุบัน (During
covid) ในประเด็นตอ่ ไปน้ี

▪ บุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน และทรัพยากรอื่นๆ ในการเข้าถึง
(Accessibility) การมีส่วนร่วม (Engagement) และในด้านผลลัพธ์การเรียนรู้
(Learning outcomes)

▪ รปู แบบและสัดสว่ นของการจัดการศกึ ษาผา่ นระบบ ICT
▪ การเลอื กใชศ้ าสตร์การสอน
▪ การออกแบบเนื้อหา
▪ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
▪ การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
▪ การประกันคณุ ภาพหลักสตู ร
ประเดน็ ท่ี 2 ท่านมคี วามคิดเหน็ ว่าความพรอ้ มของสถาบนั การศึกษาแต่ละแหง่ หรอื แตล่ ะกลุ่ม เป็นอย่างไร
มคี วามเหมือนหรอื แตกต่างกันอยา่ งไร
▪ รปู แบบและสดั ส่วนของการจัดการศกึ ษาผ่านระบบ ICT
▪ การเลอื กใช้ศาสตรก์ ารสอน
▪ การออกแบบเนอ้ื หา
▪ การออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้
▪ การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
▪ การประกันคณุ ภาพหลกั สูตร

36

ประเด็นที่ 3 ทา่ นคิดวา่ การจัดการศกึ ษาดว้ ย ICT ในระยะหลงั ความปกติใหม่ (Next Normal) ควรจะเปน็
อยา่ งไร โดยเฉพาะในประเดน็

▪ รปู แบบและสดั ส่วนของการจดั การศึกษาผ่านระบบ ICT
▪ การเลอื กใชศ้ าสตร์การสอน
▪ การออกแบบเน้อื หา
▪ การออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้
▪ การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
▪ การประกนั คุณภาพหลกั สูตร
ประเดน็ ท่ี 4 นโยบายด้าน บุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน และทรัพยากรอื่น ๆ ควรเป็นไป
ในทิศทางใดหรือควรดำเนินการอยา่ งไรในระยะหลังความปกตใิ หม่

3.4.2 แบบสัมภาษณ์สำหรับการสัมภาษณ์กลุ่มผู้สอน ผู้วิจัยสร้างแบบสัมภาษณ์ที่ประกอบด้วย
ประเด็นสัมภาษณ์ การให้ข้อเสนอแนะหรือแนวทางที่เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือแนวทางจัดการ 4 ประเด็น
ดังน้ี
ประเด็นท่ี 1 สภาพความพร้อมของสถาบันก่อนมีโควิด (Before covid) และสภาพปัจจุบัน (During
covid) มีความเหมือนหรอื ต่างอยา่ งไรในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี

▪ บุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน และทรัพยากรอื่นๆ ในการเข้าถึง
(Accessibility) การมีส่วนร่วม (Engagement) และในด้านผลลัพธ์การเรียนรู้
(Learning outcomes)

ประเด็นท่ี 2 สภาพความพร้อมของสถาบันก่อนมีโควิด (Before covid) และสภาพปัจจุบัน (During
covid) มีความเหมอื นหรือต่างอยา่ งไรในประเด็นตอ่ ไปนี้

▪ รปู แบบและสดั สว่ นของการจดั การศึกษาผ่านระบบ ICT
▪ การเลอื กใช้ศาสตรก์ ารสอน
▪ การออกแบบเนอ้ื หา
▪ การออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้
▪ การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
▪ การประกันคณุ ภาพหลกั สูตร
ประเด็นท่ี 3 ความพร้อมของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งหรือแต่ละกลุ่ม* มีความเหมือนหรือต่างกัน
อย่างไร
▪ รปู แบบและสัดส่วนของการจัดการศึกษาผา่ นระบบ ICT
▪ การเลอื กใช้ศาสตร์การสอน
▪ การออกแบบเนอ้ื หา

37

▪ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
▪ การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
▪ การประกันคุณภาพหลักสตู ร
ประเดน็ ที่ 4 ท่านคิดว่าทิศทางและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาด้วย ICT ในระยะหลังความ
ปกตใิ หม่ (Next Normal) ควรจะเป็นอยา่ งไร โดยเฉพาะในประเด็น
▪ รปู แบบและสัดสว่ นของการจดั การศกึ ษาผ่านระบบ ICT
▪ การเลอื กใชศ้ าสตร์การสอน
▪ การออกแบบเนอ้ื หา
▪ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
▪ การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
▪ การประกนั คุณภาพหลักสตู ร
ประเด็นท่ี 5 จากมุมมองของอาจารย์ นโยบายด้านบุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน และ
ทรพั ยากรอ่นื ๆ ควรเป็นไปในทศิ ทางใดหรอื ควรดำเนนิ การอยา่ งไรในระยะหลงั ความปกตใิ หม่

3.4.3 แบบสมั ภาษณส์ ำหรบั การสัมภาษณ์กลุ่มนักศึกษา
ผู้วิจัยสร้างแบบสัมภาษณ์ที่ประกอบด้วยประเด็นสัมภาษณ์ การให้ข้อเสนอแนะหรือแนวทางที่เกี่ยวข้องกับ
นโยบายหรือแนวทางจัดการ 4 ประเด็น คู่ขนานกับแบบสัมภาษณ์สำหรับการสัมภาษณ์กลุ่มผู้สอนโดย
สัมภาษณ์ในมุมมองของนักศกึ ษา

4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การวิจยั ในคร้งั นี้ ผวู้ จิ ัยได้เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล โดยมกี ารดำเนนิ การดังน้ี

1. ส่งข้อเสนอโครงการวจิ ยั เพ่อื รบั การพิจารณาจากขอรับการพจิ ารณาจริยธรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์
ศนู ย์จรยิ ธรรมการวิจัยในมนษุ ย์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

2. เม่ือได้รบั การรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมฯ จะเริม่ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
3. จัดส่งหนงั สอื ขอความรว่ มมอื และประสานงานในการเกบ็ ข้อมลู ถงึ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
4. ประกาศเชิญชวนกลุ่มตัวอยา่ งผ่านโปสเตอรแ์ ละทางออนไลน์
5. ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยจะได้รับเอกสารชี้แจงการเข้าร่วมการวิจัย และหนังสือแสดงความ

สมัครใจในการเข้าร่วมการวิจัย โดยได้รับการอธิบายเพื่อพิทักษ์สิทธิ์ของผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ซึ่ง
ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยสามารถยุติการเข้าร่วมได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้วิจัยทราบ และไม่มี
ผลกระทบใด ๆ ทง้ั สนิ้

38

6. ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นผ่าน Google Form ซึ่งในส่วนต้นจะเป็น
ข้อมูลสำหรบั กลุ่มตัวอย่าง การพิทักษ์สิทธิ์ และการแสดงความยินยอมเป็นกลุ่มตัวอย่างก่อนการตอบ
แบบสอบถาม

7. ดำเนินการเกบ็ ขอ้ มลู จนครบตามจำนวนของกลุ่มตวั อย่างทีก่ ำหนด
8. ดำเนนิ การสมั ภาษณก์ ลมุ่ ผ้บู รหิ าร อาจารยผ์ สู้ อน และนกั ศกึ ษา ตามจำนวนที่กำหนด

5. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ผู้วิจัยได้ทำการวเิ คราะห์ข้อมูลโดยดำเนินการดงั น้ี

1. วิเคราะห์สภาพความพร้อมของบุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน และทรัพยากรอื่น
ๆ ในการเข้าถึง (Accessibility) การมีส่วนร่วม (Engagement) และในด้านผลลัพธ์การเรียนรู้
( Learning outcomes) ข อ ง ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย เ ค ร ื อ ข ่ า ย เ พ ื ่ อ พ ั ฒ น า อ ุ ด ม ศ ึ ก ษ า ภ า ค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน

2. วิเคราะห์สภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับหลักสูตรและระดับรายวิชาใน 5 มิติ ของ
มหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยใช้สถิติ
dependent t-test เพอ่ื เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของอดีตและปัจจุบนั

3. วิเคราะห์เปรียบเทียบความพร้อมในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยใช้สถิติ ANOVA วิเคราะห์เปรียบเทียบความพร้อมในการ
จดั การศกึ ษา จำแนกตามประเภทมหาวทิ ยาลยั และสาขาวิชา

4. ข้อมูลจากคำถามปลายเปิดและการสัมภาษณ์กลุ่ม จะวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
(content analysis)

6. จริยธรรมการวจิ ัยในมนุษย์
6.1 การพทิ กั ษส์ ิทธขิ องกลมุ่ ตัวอย่าง/ผู้เขา้ รว่ มการวจิ ัย
ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมโคงการวิจัยจะได้รับเอกสารชี้แจงผู้เข้าร่วมการวิจัย และหนังสือแสดงความสมัคร

ใจในการเข้าร่วมการวจิ ัยโดยได้รับการบอกกล่าว เพื่อชี้แจงสิทธิข์ องผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย สามารถยุติการเขา้
รว่ มการวจิ ยั ไดต้ ลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้วจิ ยั ทราบ

6.2 กระบวนการเชญิ ชวนกลุ่มตวั อย่าง
ประกาศผา่ นโปสเตอร์ และทางออนไลนผ์ ่าน Google Forms
6.3 ความเสย่ี งที่อาจเกิดจากการวจิ ัย และแนวทางปอ้ งกนั ความเสย่ี งทีอ่ าจเกิดขึน้ (ถ้าม)ี
การเก็บข้อมูลการวิจัยจะดำเนินการผ่าน Google forms และ การสัมภาษณ์/สนทนากลุ่ม (Focus
Group) ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการศึกษา จะดำเนินการผ่านการประชุมออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

39

ด้วยโปรแกรม Zoom เพื่อลดความเสี่ยง การพบปะ การสัมผัส ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ
โควิด

6.4 มาตรการในการรักษาความลบั ของข้อมูล (เช่น กรณมี ีการบนั ทกึ เสียง บันทึกภาพ และ VDO)
ข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลการวิจัย จะบันทึกไว้ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเก็บรักษาไว้ใน
คอมพิวเตอรท์ ่มี ีการเขา้ รหสั ก่อนการเขา้ ถงึ ข้อมูลทุกครั้ง การนำเสนอจะนำเสนอผลในภาพรวม
บทท่ี 4 ผลการศึกษาสภาพความพร้อมการจัดการศกึ ษาด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารในช่วง
วกิ ฤตโิ ควิด 19 ของมหาวิทยาลัยเครอื ข่ายเพ่ือพฒั นาอุดมศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบน

การศึกษาสภาพความต้องการและแนวทางในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สือ่ สารในระยะหลงั ความปกติใหม่ แบง่ การศึกษาออกเป็น 3 ประเดน็ ดงั นี้

ประเด็นที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์สภาพความพร้อมของบุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบสนับสนุน
และทรัพยากรอื่นๆ ในการเข้าถึง (Accessibility) การมีส่วนร่วม (Engagement) และในด้านผลลัพธ์การ
เรียนรู้ (Learning outcomes) ประกอบด้วย ภาพอดีต (Before Covid) และภาพปัจจุบัน (During Covid)
ของมหาวิทยาลัยเครอื ขา่ ยเพื่อพัฒนาอุดมศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน

ประเด็นที่ 2 ศึกษาและวิเคราะห์สภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับหลักสูตรและระดับรายวิชา ใน 5
มิติ ประกอบด้วย นิยามและสัดส่วนของการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การเลือกใช้ศาสตร์
การสอน (Pedagogy) ในการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบเนื้อหา (Content
Design) สำหรับการจัดการศึกษาผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย (Learning Activity Design) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment and Evaluation)
การประกันคุณภาพของหลักสูตร (Quality Assurance) ทั้งในภาพอดีต (Before Covid) และภาพปัจจุบัน
(During Covid) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ของกลุ่ม
ตวั อย่าง ได้แก่ ผบู้ รหิ าร ผสู้ อน และนิสิตนกั ศึกษา

ประเด็นที่ 3 การสรุปวิเคราะห์เปรียบเทียบความพร้อมในการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร ในระยะหลังความปกติใหม่ (Next Normal) ของมหาวิทยาลัยเครือข่ายเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบน

อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร
สถาบัน (แบ่งเป็นผู้บริหารด้านวิชาการ และผู้บริหารด้านทคโนดลยีสารสนเทสและการสื่อสาร) อาจารย์ และ
นกั ศกึ ษา โดยผลการวิจยั ปรากฏดงั นี้

1. การศกึ ษาสภาพความพรอ้ มการจัดการศึกษาดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารในช่วงวิกฤติ
โควดิ -19 ของมหาวิทยาลัยเครอื ขา่ ยเพ่ือพัฒนาอุดมศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบน จากผบู้ รหิ าร

การศกึ ษาสภาพความพร้อมการจดั การศึกษาดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในช่วงวิกฤติโค
วิด-19 ของมหาวทิ ยาลัยเครือข่ายเพอ่ื พัฒนาอดุ มศกึ ษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือตอนบน จากผ้บู ริหาร ซึ่งจาก
การศึกษาได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารด้านวิชาการและผู้บริหารด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการ

40

สื่อสาร (ICT) โดยผลวิจัยจากการสอบถามผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ซึ่งปรากฏ
ผลการวจิ ยั ดงั น้ี

4.1.1 ผู้บริหารที่เข้าร่วมโครงการวิจัยและตอบแบบสอบถาม มีจำนวน 6 คน จากทั้งหมด 6 สถาบัน
ที่สังกัดท้ัง มหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวทิ ยาลัยในกำกับของรฐั มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคล และมหาวิทยาลยั เอกชน

4.1.2 สภาพปัจจุบันและความพร้อมดา้ นเทคโนโลยี
1) ผลสำรวจเกี่ยวกับข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wireless) พบว่า

สถาบันให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายความครอบคลุมพื้นท่ีที่จำเป็น เฉลี่ยร้อยละ 80 ของพื้นที่ มี
ความเร็วหรือความเร็วต่ำสุดของอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายที่สามารถให้บริการได้มีความเร็ว เฉลี่ย 635 Mbps
ซึ่งสถาบันโดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75) มีจุดกระจายสญั ญาณ (Access Point) ที่ให้บริการ ไม่เกิน 500 จุด และ
มีเพียงร้อยละ 25 ที่มีจุดกระจายสัญญาณที่ให้บริการเกิน 1,000 จุด โดยการให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต
แบบไร้สายในทุกสถาบันจะใช้ผู้ให้บริการที่เป็นเอกชน และมีร้อยละ 50 ที่มีทั้งผู้ให้บริการเอกชนและสถาบัน
ดำเนินการเอง

2) ผลการวิจัยเกี่ยวกับนโยบายให้การสนับสนุนซิมการ์ดแก่นักศึกษาสำหรับการเรียนออนไลน์
ในระยะวิกฤติการโรคโควิด-19 พบว่า ร้อยละ 66.7 ไม่มีนโยบายให้การสนับสนุนซิมการ์ดแก่นักศึกษา และมี
เพียงรอ้ ยละ 33.3 ทใี่ หก้ ารสนบั สนุนซมิ การด์ แก่นกั ศกึ ษา โดยสถาบนั ท่ีให้การสนับสนนุ ซิมการด์ แก่นักศึกษามี
นโยบายให้การคา่ บรกิ ารอินเทอรเ์ นต็ แกน่ กั ศึกษาสำหรบั การเรียนออนไลน์ในวงเงนิ 401- 600 บาท ตอ่ เดอื น

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า สถาบันร้อยละ 100 มีความเห็นว่า การให้บริการ
อินเทอร์เน็ตแบบไร้สายในสถาบันของท่าน มีความพร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในระยะ
หลังความปกติใหม่ (Next Normal) แต่หากจะให้บริการเต็มตามศักยภาพมีความเห็นว่าอาจมีการปรับปรุง
ระบบโดยการเพิ่มความเร็วและเพิ่มหรือเปลี่ยนอุปกรณแ์ ทนจุดเดิม การเพิ่มจุดกระจายสัญญาณใหค้ รอบคลมุ
พน้ื ทท่ี ีจ่ ำเปน็ ในการใชง้ าน ลการปรับปรงุ ระบบการจัดการข้อมลู การใชง้ าน

3) ผลสำรวจเกย่ี วกบั การใหบ้ รกิ ารอินเทอร์เนต็ แบบใชส้ าย (Wire) พบว่า สถาบนั รอ้ ยละ 75 มี
เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ PC ให้บริการจำนวนระหว่าง 501 – 1,000 เคร่ือง และมสี ถาบนั ร้อยละ 25 มีคอมพิวเตอร์
PC ให้บริการระหวา่ ง 101 – 500 เครอ่ื ง โดยเทคโนโลยที ่ใี ช้สำหรบั ใหบ้ ริการอนิ เทอร์เน็ตแบบใช้สายมที งั้ แบบ
UTP และ FTTx ซึ่งมีอตั ราทีเ่ ท่ากันคือ ร้อยละ 75 ทั้งนี้ สถาบันมกี ารบริหารจดั การการใหบ้ รกิ ารอนิ เทอร์เนต็
แบบใช้สายดว้ ยระบบ Authentication

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า สถาบัน ร้อยละ 100 มีความเห็นว่าการให้บริการ
อินเทอร์เน็ตแบบใช้สายในสถาบันของท่าน มีความพร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในระยะ
หลงั ความปกติใหม่ (Next Normal)

4) ผลการสำรวจเกี่ยวกับระบบเครือข่าย (Network) พบว่า ระบบเครือข่ายในสถาบันของมี
ความเร็วของการเชื่อมต่อเฉลี่ย 740 Mbps และสถาบันร้อยละ 100 มีระบบสำรองข้อมูล ซึ่งมีทั้งการสำรอง


Click to View FlipBook Version