พวกเขำมีควำมชอบธรรมทำงสังคมในกำรจัดกำรทด่ี ินอยูแ่ ล้ว โฉนดชมุ ชนเปน็ สว่ นหน่ึง
ของกระบวนกำรสร้ำงควำมชอบธรรมดังกล่ำวให้เพ่ิมมำกข้ึน แต่ส�ำหรับชุมชนที่อยู่ใน
พื้นที่รัฐและเอกชนโดยผิดกฎหมำย กำรจัดกำรโฉนดชุมชนต้องสำมำรถพิสูจน์ให้ได้ว่ำ
เป็นไปเพ่ือประโยชน์สำธำรณะไม่น้อยไปกว่ำผลประโยชน์เฉพำะตน เช่น จัดกำรนิเวศ
และทรพั ยำกรให้ย่งั ยนื จดั ท�ำภูมทิ ัศนช์ ุมชนใหน้ ่ำมอง สร้ำงควำมเข้มแขง็ ทำงเศรษฐกจิ
และสงั คมแกช่ มุ ชน เพอื่ เปน็ ตวั อยำ่ งของชมุ ชนทเี่ ขม้ แขง็ ซงึ่ กระบวนกำรพสิ จู นค์ วำมชอบ
ธรรมดังกลำ่ วยงั อยูใ่ นระยะเริ่มต้น ยังไมเ่ ห็นผลสัมฤทธิ์ท่ชี ดั เจนนกั ในเวลำนี้
301
ข้อท้าทายของโฉนดชุมชน
1.การจดั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสทิ ธปิ จั เจก สทิ ธชิ มุ ชน และสทิ ธสิ าธารณะ
ในควำมสัมพันธ์ช้ันแรกระหว่ำงสิทธิสำธำรณะกับสิทธิชุมชนน้ัน ขณะที่ชุมชนอ้ำงสิทธิ
ตำมรฐั ธรรมนญู และสิทธทิ ำงสังคม เช่น สทิ ธิกำรบกุ เบิกทำ� กนิ มำนำน สทิ ธกิ ำรปกปอ้ ง
รักษำทรัพยำกร สิทธิของพลเมือง แต่กระนั้นกำรอ้ำงสิทธิโดยเฉพำะในพื้นที่สำธำรณะ
ย่อมจะต้องพิสูจน์ให้สำธำรณะยอมรับว่ำกำรจัดกำรโฉนดชุมชนเป็นไปเพ่ือประโยชน์
สำธำรณะไม่นอ้ ยไปกว่ำประโยชนส์ ว่ นตน
2. คา� ถามเรอ่ื งความเปน็ ธรรม ยงั่ ยนื และมปี ระสทิ ธภิ าพ ขณะทช่ี มุ ชนมงุ่
ท่ีจะใช้โฉนดชุมชนเพ่ือสร้ำงควำมเป็นธรรมแก่ตนในกำรถือครองและจัดกำรท่ีดิน แต่
กำรจดั กำรโฉนดชมุ ชนจะตอ้ งตอบคำ� ถำมวำ่ สำมำรถสรำ้ งประสทิ ธภิ ำพในกำรผลติ และ
แลกเปลี่ยนทรัพยำกรให้แก่สมำชิกมำกกว่ำกำรจัดกำรแบบปัจเจกได้อย่ำงไร จะสร้ำง
ควำมมน่ั คงในกำรจดั กำรทด่ี นิ ไดอ้ ยำ่ งไร และจะสรำ้ งควำมยงั่ ยนื ของนเิ วศและทรพั ยำกร
อย่ำงไรดว้ ย
3.นโยบายรับรองสิทธิชุมชนของรัฐ แม้รัฐบำลจะมีระเบียบส�ำนักนำยก
รัฐมนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชน แต่หลำยพ้ืนที่ที่เตรียมประกำศโฉนดชุมชน
กไ็ มไ่ ดค้ วำมร่วมมือจำกกลไกรัฐที่ดูแลพน้ื ทนี่ ั้นๆ ท�ำให้ชมุ ชนยังอยใู่ นภำวะเสีย่ งตอ่ กำร
คุกคำมท้ังจำกเจ้ำหน้ำที่รัฐ กลุ่มทุน และกลุ่มอิทธิพล ควำมไม่มั่นคงดังกล่ำวส่งผล
ต่อกำรตัดสินใจของชุมชนว่ำจะพัฒนำโฉนดชุมชนให้เข้มแข็งก้ำวหน้ำหรือไม่ ดังน้ัน
รัฐเองจะต้องมีนโยบำยสนับสนุนโฉนดชุมชนให้เข้มแข็งมำกกว่ำท่ีเป็นอยู่ โดยใช้โฉนด
ชมุ ชนเพ่ือกำรสง่ เสริมชมุ ชนไมใ่ ชใ่ ชเ้ พ่อื ควบคมุ บงั คับชมุ ชน
302 / โฉนดชุมชน จินตภาพที่จบั ตอ้ งได้
303
ข้อเสนอต่อการจัดการโฉนดชุมชน
1.ข้อเสนอระดบั พื้นท่ี
• สร้ำงกระบวนกำรมีส่วนร่วมของชุมชนในกำรก�ำหนดกติกำ แผนกำรจัดกำร
โฉนดชมุ ชน และกำรตดิ ตำมประเมนิ ผลอย่ำงท่วั ถงึ
• สร้ำงกระบวนกำรจัดกำรโฉนดชุมชนให้มีควำมยืดหยุ่น หลำกหลำย
ใหค้ วำมสำ� คญั กบั กระบวนกำรตอ่ รองในหมสู่ มำชกิ มำกกวำ่ ยดึ กฎกตกิ ำตำยตวั พรอ้ มกบั
สร้ำงทำงเลือกให้กับปัจเจกหลำยแบบ เช่น คนที่อยำกมีสิทธิในโฉนดชุมชนแต่ไม่พร้อม
จะมีส่วนร่วม คนที่อยำกจะขำยสิทธิเพรำะไม่ต้องกำรอยู่ต่อ กำรเปิดรับสมำชิกใหม่ท่ี
สำมำรถมีสว่ นสรำ้ งควำมเขม้ แข็งชมุ ชน คนทมี่ สี ิทธใิ นท่ดี ินอยเู่ ดิมแต่ไมต่ ้องกำรจัดกำร
โฉนดชุมชน เสียงเหล่ำนี้จะต้องน�ำมำปรึกษำหำรือเพ่ือหำทำงออกกำรจัดกำรร่วมกัน
มำกกวำ่ จะใช้มติเสียงขำ้ งมำก
• พัฒนำระบบกำรจัดกำรโฉนดชุมชนให้รอบด้ำน โดยเฉพำะมิติกำรเพิ่ม
ประสิทธิภำพกำรผลิต กำรสร้ำงมลู ค่ำทำงเศรษฐกจิ กำรสร้ำงควำมย่งั ยนื ในกำรจดั กำร
นิเวศและทรัพยำกรอยำ่ งเป็นองค์รวม
• ให้ควำมส�ำคัญกับกำรพัฒนำศักยภำพของผู้น�ำ สมำชิก และเยำวชน ให้มี
ควำมรู้ ทกั ษะในกำรจดั กำรทีด่ นิ ใหร้ อบดำ้ นย่ิงขึ้น
2.ขอ้ เสนอระดบั นโยบาย
• ในระหว่ำงกำรด�ำเนินนโยบำยโฉนดชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนกำรรับรองและ
ปกปอ้ งสิทธิทีด่ ินทำ� กินและทีอ่ ยูอ่ ำศยั ของชมุ ชน ควรยตุ กิ ำรจบั กมุ และป้องกนั กำรขม่ ขู่
คกุ คำมชมุ ชนในทกุ รปู แบบ เพอ่ื ใหช้ มุ ชนมคี วำมรสู้ กึ มนั่ คงในกำรดำ� เนนิ กำรโฉนดชมุ ชน
• ปรบั ปรุงระเบยี บฯ และประกำศโฉนดชมุ ชนใหม้ ีควำมยืดหยนุ่ รองรับชมุ ชน
ทีห่ ลำกหลำย เชน่ แก้ไขเรอ่ื งควำมเปน็ นติ บิ คุ คล
• เรง่ รัดกระบวนกำรอนุมัตพิ ืน้ ทแี่ ละส่งมอบพ้นื ท่โี ฉนดชุมชนโดยเรว็
• สนับสนุนกำรจัดกำรโฉนดชุมชนให้เข้มแข็ง เช่น งบประมำณ กำรประสำน
ควำมร่วมมือกบั ภำคีตำ่ งๆ เพือ่ หนนุ เสรมิ โฉนดชุมชน
304 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพท่จี บั ต้องได้
• องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ควรมบี ทบำทสนบั สนนุ กำรจดั กำรโฉนดชมุ ชนและ
ร่วมปกป้องสทิ ธิชมุ ชนในกำรจดั กำรท่ีดนิ และทรัพยำกร
• ออกกฎหมำยโฉนดชุมชนแทนท่ีระเบียบส�ำนักนำยกฯ เพื่อให้มีสถำนภำพ
บังคบั ใชไ้ ดจ้ ริง
• ก�ำหนดนโยบำยที่เก่ียวข้องกับกำรจัดกำรที่ดินท่ีเป็นธรรม เช่น กำรเก็บภำษี
อัตรำก้ำวหน้ำ กำรคุ้มครองพ้ืนท่ีเกษตรกรรม กำรสนับสนุนงบประมำณส�ำหรับสถำบัน
ธนำคำรที่ดนิ
305
โฉนดชุมชน
และความมั่นคงทางกฎหมาย
สมนกึ ตุ้มสุภำพ
306 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพที่จบั ตอ้ งได้
คำ� วำ่ “โฉนดชมุ ชน” ตำมกฎหมำยทมี่ กี ำรบญั ญตั เิ อำไวก้ อ่ นหนำ้ นี้ อำจดเู หมอื น
ไม่ได้รับกำรยอมรับหรือรับรองมำกนัก เพรำะด้วยบทบัญญัติต่ำง ๆ เหล่ำนั้น หำได้มี
จินตนำกำรว่ำในชว่ งเวลำของอนำคตจะมกี ำรบัญญตั ิศัพทใ์ นทำงกฎหมำยค�ำน้ี แตห่ ำก
พจิ ำรณำสำระในเนอ้ื แทแ้ ลว้ สำมำรถอธบิ ำยไดด้ ว้ ย “อำ� นำจแหง่ สทิ ธ”ิ ตำมเงอื่ นไขแหง่
รัฐธรรมนญู นับตัง้ แต่ฉบบั ปี พ.ศ.2540 ท่ีใหค้ วำมหมำยสทิ ธขิ องชุมชนทส่ี ำมำรถจัดกำร
ทรัพยำกรได้อย่ำงอิสระ เพรำะมนุษย์หรือชุมชนย่อมมีสิทธิโดยธรรมชำติในกำรจัดกำร
ทรพั ยำกรเพือ่ ประโยชนส์ ขุ แหง่ ตนและชมุ ชน
โฉนดชุมชนจึงเป็นเอกสำรท่ีแสดงถึงกำรอนุญำตหรือยอมรับให้มีส่วนร่วมใน
กำรจดั กำรทรพั ยำกรของรฐั เปรยี บประหนงึ่ วำ่ เจยี ดแบง่ อำ� นำจแหง่ สทิ ธแิ กร่ ำษฎรบำงสว่ น
เพื่อร่วมกับรัฐในกำรจัดกำรทรัพยำกร แต่ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับกฎหมำยของหน่วยงำนรัฐด้วย
ว่ำเอ้ือประโยชน์ต่อกำรมสี ว่ นรว่ มเพียงใด หำกกฎหมำยแห่งหนว่ ยงำนรัฐไมถ่ กู ปรบั ปรุง
เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั เงอ่ื นไขระเบยี บโฉนดชมุ ชน ยอ่ มเปน็ กำรยำก ทโี่ ฉนดชมุ ชนจะแสดง
อ�ำนำจท่ีถูกแบ่งเจียดได้ บทควำมน้ีมุ่งอภิปรำยสิทธิของชุมชนในสถำนะทำงกฎหมำย
แหง่ รฐั ธรรมนญู เปน็ สำ� คญั เพอื่ สะทอ้ นอปุ สรรคทำงกฎหมำยของหนว่ ยงำนรฐั ตอ่ ระเบยี บ
โฉนดชุมชน
307
โฉนดชุมชนที่มาในทางกฎหมาย
สทิ ธชิ มุ ชนคอื สทิ ธกิ ำรจดั กำรของชมุ ชนในทรพั ยำกรธรรมชำติโดยอำศยั อำ� นำจ
แหง่ รฐั ธรรมนญู มำตรำ 66 เปน็ กำรอธบิ ำยอำ้ งองิ กำรใชอ้ ำ� นำจแหง่ สทิ ธติ อ่ รฐั หรอื บำงสว่ น
อำศัยอ้ำงอิงในสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิในธรรมชำติ แม้ค�ำว่ำสิทธิชุมชนในสังคมไทยจะ
เริ่มถูกอภิปรำยในยุคสมัยของกำรร่ำงรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ท่ีเห็นควรบัญญัติ
สิทธิของชุมชน เพ่ือผูกเงื่อนแห่งกำรรับรองให้ปรำกฏในทำงกฎหมำย ท่ีอ้ำงอิงต่อรัฐได้
เป็นรูปธรรมมำกข้ึน แต่ก็ยังปรำกฏข้อถกเถียงต่ำง ๆ นำนำ ในกำรอภิปรำยกรอบหรือ
ขอบเขตสิทธิของชมุ ชนที่เหมำะสมควรมเี พียงใด
กรรมำธกิ ำรผยู้ กรำ่ งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ปี พ.ศ.2540 ยอมรบั วำ่ คำ� อธบิ ำย หรอื กำร
ใหค้ ำ� จำ� กดั ควำมควำมหมำยของสทิ ธชิ มุ ชน ดอู ำจเปน็ เรอื่ งยำกในกำรบญั ญตั ิ เนอื่ งดว้ ย
กำรหวงในอำ� นำจแหง่ รฐั ทม่ี องวำ่ จะเปน็ กำรใหอ้ ำ� นำจทไี่ มส่ ำมำรถควบคมุ กำรใชอ้ ำ� นำจ
เหล่ำน้ันได้ และอำจเกิดควำมสูญเสียในทรัพยำกรที่รัฐแบ่งอ�ำนำจให้แก่ชุมชนในกำร
จัดกำรใช้ประโยชน์ ควำมคุ้นชินในกำรใช้อ�ำนำจแห่งรัฐแต่เพียงผู้เดียวที่เคยมีมำ
จึงปฏิเสธไมไ่ ดว้ ำ่ ท�ำให้เกดิ กำรหวงแหนในอำ� นำจท่ีอำจสูญเสยี ไป และเป็นควำมรูส้ ึกที่
ว่ำยังไมค่ ุ้นชินกับกำรใช้อำ� นำจของรำษฎรชำวบำ้ น
ค�ำปรำรภในระเบียบโฉนดชุมชนที่กล่ำวอ้ำงในมำตรำ 66 แห่งรัฐธรรมนูญ
ในวัตถุประสงค์แห่งกำรส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนประชำชนมีส่วนร่วมในกำรดูแล
รกั ษำและใช้ประโยชนท์ รพั ยำกร ซึ่งมำตรำ 66 มเี จตนำแบ่งสิทธิชมุ ชนออกเปน็ สองสว่ น
คอื สว่ นแรกวำ่ ดว้ ยกำรอนุรกั ษ์ ฟ้นื ฟวู ฒั นธรรมจำรตี ประเพณี ภมู ิปญั ญำทอ้ งถ่นิ และ
ศลิ ปวฒั นธรรมอนั ดงี ำม กำรยอมรบั ในแบบวฒั นธรรมของทอ้ งถน่ิ เกยี่ วกบั วฒั นธรรมทำง
ประเพณคี วำมเชอ่ื ของกลมุ่ ชำตพิ นั ธ์ุ วถิ วี ฒั นธรรมประเพณคี วำมเชอื่ ว่ำดว้ ยกำรอนรุ กั ษ์
ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีของกำรอยู่อำศัย วัฒนธรรมกำรกิน กำรผลิต วัฒนธรรม
ทำงควำมเชื่อทำงศำสนำ รัฐธรรมนูญถูกบัญญัติให้ยอมรับและยืนยันในสิทธิของ
ชุมชน(บัญญตั วิ ำ่ “ย่อมมสี ทิ ธิ” หมำยถึง สทิ ธธิ รรมชำติ) ทำงวฒั นธรรมตำ่ ง ๆ เหลำ่ น้ัน
ส่วนท่ีสอง คือส่วนที่ว่ำด้วยสิทธิในกำรมีส่วนร่วม (กับรัฐ) ในกำรจัดกำร
ทรพั ยำกร บำ� รงุ รกั ษำ และใชป้ ระโยชนอ์ ยำ่ งสมดลุ และยง่ั ยนื ในควำมหมำยวำ่ ทรพั ยำกร
ไม่อำจเป็นสิทธิเด็ดขำดเฉพำะแต่ชุมชนใดชุมชนหน่ึง แต่ชุมชนในมิติทำงธรรมชำติ
308 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจี่ ับตอ้ งได้
309
(ถนิ่ ฐำนพนื้ ทอ่ี ยกู่ บั ทรพั ยำกรนนั้ ) ยอ่ มมสี ทิ ธริ ว่ มจดั กำรกบั รฐั และอำจอยภู่ ำยใตเ้ งอื่ นไข
ในกำรกำ� หนดหลกั เกณฑ์ต่ำง ๆ โดยรฐั ตำมเงอื่ นไขมำตรำ 85(1)1 ฉะน้นั สิทธชิ มุ ชนใน
อ�ำนำจกำรจัดกำรใช้ประโยชน์ ดูแลรักษำ จึงย่อมอยู่ภำยใต้ควำมยินยอมโดยรัฐ ตำม
เงอื่ นไขแหง่ รฐั ธรรมนญู ดงั นน้ั รฐั จงึ มหี นำ้ ทกี่ ำ� หนดนโยบำยในดำ้ นทดี่ นิ ทรพั ยำกรธรรมชำติ
และส่ิงแวดลอ้ ม
รัฐบำลสมยั นำยอภิสทิ ธ์ิ เวชชำชีวะ ได้แถลงนโยบำยในกำรบรหิ ำรประเทศตอ่
รัฐสภำ โดยมีใจควำมในข้อ 4.2.1.8 “จะคุ้มครองและรักษำพื้นที่ท่ีเหมำะสมกับกำรท�ำ
เกษตรกรรมทไ่ี ดม้ กี ำรพฒั นำโครงสรำ้ งพน้ื ฐำนดำ้ นชลประทำนแลว้ เพอื่ เปน็ ฐำนกำรผลติ
ทำงกำรเกษตรในระยะยำว ฟน้ื ฟคู ุณภำพดนิ จัดหำที่ดนิ ทำ� กนิ ให้แก่เกษตรกรยำกจนใน
รูปของธนำคำรที่ดิน และเร่งรัดกำรออกเอกสำรสิทธ์ิให้แก่เกษตรกรยำกจน และชุมชน
ท่ีทำ� กนิ อยู่ในทดี่ นิ ของรัฐท่ไี มม่ ีสภำพปำ่ แล้วในรปู ของโฉนดชุมชน รวมทัง้ สนบั สนุนกำร
พฒั นำกำรเกษตรในรปู ของนคิ มกำรเกษตร” เพอื่ ใหเ้ ปน็ ไปตำมบทบญั ญตั ใิ นมำตรำ 85(2)
แหง่ รัฐธรรมนญู 2
ตอ่ มำคณะรฐั มนตรไี ดล้ งมตเิ หน็ ชอบในรำ่ งระเบยี บสำ� นกั นำยกรฐั มนตรวี ำ่ ดว้ ย
กำรจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 เม่อื วนั ที่ 11 พฤษภำคม พ.ศ.25533 และประกำศใช้
ในรำชกิจจำนุเบกษำ วนั ที่ 11 มิถุนำยน พ.ศ.2553 แตด่ ว้ ยลำ� ดับชั้นในทำงกฎหมำยเปน็
เพียงแค่ระเบียบ จึงมีระดับช้ันทำงกฎหมำยท่ีต่�ำกว่ำกฎหมำยต่ำง ๆ ท่ีควบคุมพื้นท่ี
ของรฐั และดว้ ยทีผ่ ่ำนมำยังไมม่ กี ำรแก้ไขบทบัญญัตติ ำ่ ง ๆ เหลำ่ นั้นใหส้ อดคลอ้ งเช่ือม
โยงกับระเบียบโฉนดชุมชน ฉะน้ันเง่ือนไขกำรใช้ที่ดินของรัฐจึงย่อมต้องตกอยู่ภำยใต้
บทบัญญัติแห่งกฎหมำยในระดับชน้ั ท่ีสงู กวำ่ เปน็ ส�ำคัญ
1 วิทยำนิพนธ์ “สิทธมิ นุษยชนในกระบวนกำรยุติธรรม: ศึกษำคำ� พิพำกษำ กรณคี ดีที่ดินป่ำไม้และผลกระทบจำก
กระบวนยุติธรรมของชุมชนบ้ำนห้วยกลทำ หลักสูตรปริญญำศิลปศำสตร์มหำบัณฑิต (สิทธิมนุษยชนและกำร
พัฒนำ) บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลยั มหิดล พ.ศ. 2555 หน้ำ 84-90
2 เอกสำรเผยแพร่ “โฉนดชุมชน” ส�ำนักนำยกรัฐมนตร,ี (ม.ป.ป.)
3 Ibid., หนำ้ 16
310 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่จี บั ตอ้ งได้
สะท้อนมิติทางกฎหมายของระเบียบว่าด้วย “โฉนดชุมชน”
ระเบียบว่ำด้วยกำรจัดให้มโี ฉนดชุมชน โดยนยั มงุ่ ส่งเสรมิ และสนับสนุนในกำร
รวมกลุ่มของชำวบ้ำนรำษฎรต่ำง ๆ ในกำรดูแลรักษำและใช้ประโยชน์ในทรัพยำกรของ
รฐั เสมือนยอมรับในควำมมีตัวตนในถ่นิ ฐำนทำงธรรมชำติของรำษฎร แตด่ ว้ ยประสงคท์ ี่
จะลดขอ้ ถกเถยี ง กำรโตแ้ ยง้ ชงิ พน้ื ทกี่ บั กลมุ่ รำษฎร รฐั จงึ เลอื กแสดงสญั ลกั ษณใ์ นเอกสำร
กำรยอมรับสทิ ธิของชุมชนในรปู แบบโฉนดชมุ ชน
ฉะนนั้ ระเบยี บฉบบั นถ้ี อื เปน็ เพยี งกำรผอ่ นปรน อนญุ ำตในกำรใชท้ ดี่ นิ ของรฐั ใน
รูปแบบหน่ึงเท่ำน้ัน และถือเป็นรูปแบบกำรพิจำรณำในข้ันต้นของกำรประสงค์ใช้พ้ืนท่ี
ของรฐั เปน็ กำรกลนั่ กรองรปู แบบกำรบรหิ ำรจดั กำรของชมุ ชนในกำรใชป้ ระโยชนข์ องพน้ื ที่
แตร่ ะเบยี บมใิ ชใ่ หอ้ ำ� นำจในกำรพจิ ำรณำอนญุ ำตใหเ้ ขำ้ ไปใชป้ ระโยชนใ์ นพน้ื ทไี่ ดใ้ นทนั ที
เพียงแต่เห็นควำมเหมำะสมตำมหลักเกณฑ์ของชุมชนในกำรจัดกำรและเข้ำไปใช้
ประโยชนใ์ นพนื้ ทขี่ องรฐั ซงึ่ ตอ้ งพจิ ำรณำในเงอื่ นไขแหง่ บทบญั ญตั ขิ องกฎหมำยทคี่ วบคมุ
พนื้ ทอ่ี กี ทหี นงึ่ ฉะนน้ั เงอ่ื นไขในกำรพจิ ำรณำตำมระเบยี บฯฉบบั นี้เปน็ กระบวนกำรคดั กรอง
ชุมชนท่ีโต้แย้งหรือคำดว่ำจะมีกระบวนกำรโต้แย้งชิงพ้ืนที่กับรัฐ เพ่ือปรับเปลี่ยน
กระบวนกำรขับเคลื่อนแย่งชิงพ้ืนที่ มำเป็นกระบวนกำรสร้ำงควำมร่วมมือในกำรจัดกำร
บรหิ ำรดแู ลรกั ษำทรพั ยำกรธรรมชำตขิ องรฐั แทน ดเู หมอื นเจตนำเพอ่ื บรรเทำปญั หำและ
แนวทำงกำรแกไ้ ขขอ้ พพิ ำทระหว่ำงรัฐกับรำษฎร
311
แตป่ ระเดน็ ทำงกฎหมำยทีไ่ มอ่ ำจละเลยเสียได้ ท่ตี ้องพจิ ำรณำว่ำ เงื่อนไขทำง
กฎหมำยทคี่ วบคมุ บงั คบั ใชก้ บั พน้ื ทต่ี ำ่ งๆนนั้ มชี อ่ งทำงในขอ้ ยกเวน้ อยำ่ งไรในกำรสอดแทรก
ให้ระเบียบว่ำด้วยกำรจัดกำรให้มีโฉนดชุมชน มีสภำพผสมผสำนกลมกลืนไปกับ
บทบัญญัติต่ำง ๆ เช่นนั้น ซึ่งรัฐบำลผู้ท�ำหน้ำที่ออกระเบียบฉบับนี้ ทรำบเป็นอย่ำงดีว่ำ
ระดับช้ันทำงกฎหมำยในระเบียบดังกล่ำวมีคุณค่ำเพียงใดต่อกฎหมำยที่มีกำรบังคับใช้
อยู่ ฉะน้ันอ�ำนำจหน้ำที่ของคณะกรรมกำรประสำนงำนว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชน
(ปจช.) ตำมระเบยี บฯฉบบั นี้ หำไดม้ อี ำ� นำจถงึ ขนำดสงั่ อนมุ ตั ใิ หม้ ผี ลบงั คบั จดั ใหม้ โี ฉนด
ชุมชนในพ้ืนท่ีของรัฐต่ำงๆได้ ปจช.มีอ�ำนำจเพียงแต่เห็นชอบในหลักกำรในกำรจัดให้มี
โฉนดชุมชนของชุมชนท่ีย่ืนค�ำขอน้ันเท่ำน้ัน หำได้มีผลบังคับผูกพันหน่วยงำนที่ควบคุม
ดูแลรักษำพน้ื ที่ของรัฐต่ำง ๆ ต้องปฏิบตั ิตำมควำมเหน็ ชอบนน้ั ดว้ ย
ฉะน้ัน เม่ือผ่ำนกระบวนกำรในกำรพิจำรณำควำมเหมำะสมขององค์กรชุมชน
ผู้ย่ืนค�ำขอเป็นพ้ืนท่ีโฉนดชุมชนแล้ว ต้องมำพิจำรณำในประเด็นของข้อบังคับทำง
กฎหมำยของพ้นื ทต่ี ำ่ ง ๆ เหล่ำนน้ั ว่ำ มเี ง่ือนไขอย่ำงไร
- ทส่ี ำธำรณประโยชน์ สำมำรถอนญุ ำตในรปู แบบของกำรสมั ปทำน ตำมมำตรำ
12 ประมวลกฎหมำยทด่ี นิ มไิ ด้หมำยควำมว่ำจะมีหลักเกณฑเ์ พยี งกำรสมั ปทำนเทำ่ นั้น
สำมำรถเปน็ กำรใหห้ รอื ใหใ้ ชภ้ ำยในกำ� หนดระยะเวลำอนั จำ� กดั กไ็ ด้ แตเ่ หตผุ ลทน่ี ำ่ จะให้
ดำ� เนนิ กำรในรปู แบบสมั ปทำนเพรำะเงอ่ื นไขของกำรใชใ้ นรปู แบบองคก์ รชมุ ชนชำวบำ้ น
ที่อำจไม่สำมำรถระบุระยะเวลำของกำรใช้ได้ จึงน่ำจะเป็นเงื่อนไขท่ีเหมำะสมที่สุดตำม
เงอื่ นไขของบทบญั ญตั นิ แี้ ละสำมำรถอนญุ ำตทงั้ บคุ คลธรรมดำหรอื นติ บิ คุ คล ไมม่ กี ำ� หนด
ในจ�ำนวนเน้ือที่ ระยะเวลำไมเ่ กนิ 50 ปีตำมกฎหมำยกระทรวง รฐั มนตรีวำ่ กำรกระทรวง
มหำดไทยเป็นผมู้ อี ำ� นำจอนุญำต
- ท่ีรำชพัสดุ ตำมพระรำชบัญญัติที่รำชพัสดุ พ.ศ.2518 สำมำรถอนุญำตให้
หนว่ ยงำนของรฐั ใชพ้ นื้ ทไ่ี ดเ้ ชน่ กระทรวง ทบวง กรม องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ หนว่ ยงำน
ของรัฐ องค์กรอื่นของรัฐ และจัดให้มีกำรหำประโยชน์จำกพ้ืนที่ เช่นน�ำออกให้เช่ำตำม
กฎหมำยว่ำด้วยกำรเช่ำอสังหำริมทรัพย์เพ่ือพำณิชยกรรมและอุตสำหกรรม โดยอ�ำนำจ
คณะกรรมกำรท่ีรำชพัสดุอนุมัติ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ หรือให้เช่ำเพื่อกำรอยู่อำศัย
ประกอบกำรเกษตร ปลูกสรำ้ งอำคำรฯ โดยอำ� นำจอธบิ ดกี รมธนำรกั ษ์
-พน้ื ทป่ี ำ่ สงวนแหง่ ชำติสำมำรถอนญุ ำตตำมมำตรำ16,16ทวิของพระรำชบญั ญตั ิ
ปำ่ สงวนแหง่ ชำติ พ.ศ.2507 สว่ นพน้ื ทป่ี ำ่ อนรุ กั ษอ์ ยำ่ งอทุ ยำนแหง่ ชำตแิ ละเขตรกั ษำพนั ธ์ุ
312 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทีจ่ บั ตอ้ งได้
สัตว์ป่ำ ไม่มีเงื่อนไขของกฎหมำยให้อ�ำนำจในกำรอนุญำตเข้ำท�ำประโยชน์ได้ คงต้อง
ดำ� เนนิ กำรเพิกถอนสภำพพนื้ ท่ีป่ำอนุรักษเ์ สยี กอ่ น
จะเหน็ วำ่ เงอื่ นไขทำงกฎหมำยของแตล่ ะพน้ื ที่ มคี วำมแตกตำ่ งกนั ในสภำพของ
กำรอนุญำตให้ท�ำประโยชน์หรือใช้พ้ืนที่ ไม่ได้ผูกโยงด้วยเง่ือนไขกำรใช้ในรูปแบบโฉนด
ชมุ ชน จงึ อยทู่ เี่ งอ่ื นไขแหง่ กฎหมำยนนั้ ๆ วำ่ จะเออ้ื ประโยชนแ์ กก่ ำรขอใชแ้ ละทำ� ประโยชน์
ของชุมชนเพียงใด
การพจิ ารณาเหน็ ชอบกบั การใชโ้ ฉนดชมุ ชนของชมุ ชนจงึ เปน็ กระบวนการรบั รอง
จากรัฐ และมีสถานะแห่งความเช่ือมั่นในวิถีการอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชน ซ่ึงอาจดู
มีคุณค่าเพ่ิมขึ้นด้วยการรับรองจากองค์กรแห่งรัฐ แต่ยังไม่อาจสร้างมาตรฐานแห่งการ
รับรองที่จะใช้กล่าวอ้างต่อหน่วยงานรัฐอ่ืน ให้เกิดความชอบธรรมหรือเกิดการยอมรับ
อย่างแทจ้ รงิ ได้
ประเด็นท้าทายกฎหมายแห่งอนาคต
กำรใช้เครื่องมือในรูปแบบโฉนดชุมชน ยังคงติดขัดอยู่ท่ีเงื่อนไขข้อบังคับทำง
กฎหมำยของพ้นื ทเ่ี พอ่ื กำรอนุรกั ษ์ อุปสรรคของกำรประกำศใชร้ ปู แบบโฉนดชุมชนจึงยงั
ไมส่ ำมำรถประกำศใชใ้ นพนื้ ที่ ทชี่ มุ ชนมวี ถิ กี ำรอนรุ กั ษด์ แู ลรกั ษำ ในพนื้ ทเ่ี พอ่ื กำรอนรุ กั ษ์
ของรฐั ได้ ทำ� ใหต้ อ้ งยอ้ นกลบั มำพจิ ำรณำในสำระแหง่ รฐั ธรรมนญู ทว่ี ำ่ ดว้ ยสทิ ธชิ มุ ชนใน
มำตรำ 66 ว่ำจะมีอำนุภำพในกำรอธบิ ำยไดเ้ พยี งใดในประเด็นสทิ ธชิ ุมชน
ปจั จบุ นั สทิ ธชิ มุ ชนทถ่ี กู ยกขนึ้ โตแ้ ยง้ ตอ่ รฐั ยงั มกี ำรถกเถยี งในขอบเขตแหง่ สทิ ธิ
ที่จะใช้โต้แย้งกับรัฐได้ แต่ด้วยวำทกรรมที่ว่ำ รัฐเป็นผู้ใช้ในอ�ำนำจแห่งสิทธิท่ีได้รับกำร
มอบหมำยจำกปวงประชำ ทจี่ ะจดั สรรแบง่ ปนั แกป่ ระชำรำษฎรในทกุ สว่ นอยำ่ งเสมอภำค
เพ่อื ประโยชน์สำธำรณะโดยรวมแหง่ รฐั
ฉะนนั้ กำรกลำ่ วอำ้ งในอำ� นำจแหง่ สทิ ธขิ องรำษฎร จำ� ตอ้ งถกู บญั ญตั ใิ นเงอื่ นไข
เพื่อประโยชน์สำธำรณะสว่ นรวมแห่งรัฐ (มำตรำ 29) เพรำะโดยข้อเทจ็ จรงิ รำษฎรยังหำ
ไดม้ สี ทิ ธอิ สิ ระอยำ่ งจรงิ จงั ไม่ แตต่ อ้ งอยภู่ ำยใตเ้ งอ่ื นไขกำรยนิ ยอมกำรใชส้ ทิ ธทิ เี่ กย่ี วขอ้ ง
กบั ประโยชนส์ ำธำรณะ ทง้ั ทสี่ ทิ ธนิ นั้ จะเปน็ สทิ ธโิ ดยธรรมชำตหิ รอื สทิ ธใิ นควำมเปน็ มนษุ ย์
ท่จี �ำตอ้ งมแี ละใชเ้ พือ่ สร้ำงควำมมัน่ คงในควำมเปน็ มนุษยก์ ็ตำม
313
จึงเห็นได้ว่ำกำรกล่ำวอ้ำงในสิทธิทำงธรรมชำติในควำมเป็นมนุษย์ ยังไม่อำจ
สรำ้ งคณุ คำ่ ในหลกั คดิ มำกพอทจ่ี ะทำ� ใหห้ นว่ ยงำนของรฐั หนั มำใสใ่ จ หรอื สนใจในคณุ คำ่
นี้ หำกไมส่ ำมำรถแสดงใหเ้ หน็ คณุ คำ่ ในประโยชนส์ ำธำรณะอยำ่ งชดั เจน หรอื อำจเพรำะ
เหตผุ ลกำรถกู แยกคณุ คำ่ ในควำมเปน็ มนษุ ยท์ แี่ ตกตำ่ งกนั ในชนชนั้ ทำงสงั คม ควำมเชอ่ื
ใจไวใ้ จในคณุ คำ่ จงึ แตกตำ่ ง และทำ� ใหเ้ กดิ ควำมกงั วลในวถิ ที ตี่ ำ่ งกนั ในกำรอนรุ กั ษแ์ ละ
วถิ ีกำรผลติ
ฉะนนั้ กำรสรำ้ งและยกสถำนะโฉนดชมุ ชนในทำงกฎหมำยทสี่ งู ขน้ึ จงึ เปน็ เงอ่ื นไข
ในลำ� ดบั แรกทขี่ บวนกำรภำคประชำสงั คมจำ� เปน็ ตอ้ งเรง่ ดำ� เนนิ กำร ผลกั ดนั ใหเ้ ปน็ รปู ธรรม
ที่ชัดเจนยิ่งข้ึน และแม้จะมีล�ำดับช้ันทำงกฏหมำยที่สูงขึ้นแล้ว แต่ยังจ�ำเป็นต้องสร้ำง
กระบวนกำรใหเ้ กดิ กำรปรบั ปรงุ กฎหมำยทงั้ ระบบใหส้ อดคลอ้ งเชอ่ื มโยงในวธิ กี ำรปฏบิ ตั ิ
ให้เป็นไปตำมสิทธิในรูปแบบโฉนดชุมชนหรือสิทธิชุมชนอย่ำงแท้จริง มิฉะนั้นเครื่องมือ
ในกำรกล่ำวอำ้ งคงไมม่ ีประสทิ ธิภำพท่จี ะท�ำใหร้ ัฐละเว้นพืน้ ที่ ให้มกี ำรแสดงสิทธชิ มุ ชน
ควำมชอบธรรมในวิถีกำรจัดกำรสิทธิชุมชนไม่ว่ำจะในรูปแบบโฉนดชุมชน หรือสิทธิใน
ธรรมชำตทิ ำงวฒั นธรรมของชมุ ชนทมี่ กี ำรกอ่ รำ่ งสรำ้ งสรรค์ มคี ณุ คำ่ และสมควรไดร้ บั กำร
ยอมรับเมื่อเทียบกับกฎระเบียบของกฎหมำย แต่ตรำบใดที่ยังไม่อำจบัญญัติเง่ือนไข
รบั รองในทำงกฎหมำยทคี่ รอบคลมุ ประเดน็ สทิ ธใิ นทำงธรรมชำตไิ ดอ้ ยำ่ งสมบรู ณ์ ตรำบนนั้
วิถีแห่งรฐั จะยงั คงเพิกเฉยตอ่ คณุ คำ่ ในวถิ ีชุมชน
กำรสร้ำงสรรค์เครื่องมือโฉนดชุมชนจำกองค์กรชำวบ้ำนที่เกิดจำกกำรตกผลึก
ทำงควำมคิดและกระบวนกำรเยียวยำในปัญหำกำรสูญเสียพ้ืนที่ของชุมชน ในอีกทำง
หนึ่งจึงเป็นสิ่งที่มีคุณูปกำรต่อแนวทำงกำรสร้ำงสรรค์ และยกระดับกฎหมำยของสังคม
ในอนำคตใหย้ อมรบั ในคณุ คำ่ ของสทิ ธทิ ำงธรรมชำติ สทิ ธคิ วำมเปน็ มนษุ ย์ และสทิ ธขิ อง
ชมุ ชนใหส้ มบรู ณ์มำกย่ิงขึ้นด้วยเช่นกนั
314 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจ่ี ับต้องได้
315
โฉนดชุมชน
และธรรมนูญชุมชน
เมธี สิงหส์ ถู่ ้�ำ
316 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
กำรทค่ี น ๆ หนงึ่ ครอบครวั หนง่ึ ถกู ตตี รำจำกสงั คมวำ่ เปน็ คนไมด่ ี เปน็ ครอบครวั
ทเ่ี หน็ แกต่ วั ไมร่ จู้ กั เสยี สละเพอ่ื ประโยชนข์ องประเทศชำติ หรอื เพอื่ อะไรกต็ ำมแต่ ทท่ี ำ� ให้
ผฟู้ งั เกดิ ภำพในใจไมส่ จู้ ะดนี กั อำจทำ� ใหเ้ กดิ ภำพลบตดิ ตำฝงั ใจ จนอำจหลงลมื ทจี่ ะมอง
อยำ่ งพนิ จิ พเิ ครำะหถ์ งึ ภำพดำ้ นอนื่ หรอื หลงลมื ทจ่ี ะพจิ ำรณำถงึ ตน้ สำยปลำยเหตวุ ำ่ เปน็
ไปได้หรือไม่ ว่ำคนเหล่ำนั้นอำจเป็นเพียงผู้ที่ถูกกล่ำวหำเท่ำน้ัน และควำมท่ีได้ยินได้ฟัง
นนั้ เปน็ ควำมจริงหรือเป็นควำมเทจ็ และใครเป็นผู้ทีพ่ ดู ควำมจรงิ หรอื ควำมเทจ็ เหลำ่ น้ัน
คงไมใ่ ชเ่ พยี งกำรหยบิ ยกเอำเรอื่ งสมมตมิ ำตง้ั คำ� ถำมแลว้ ตอบกนั เลน่ ๆ เทำ่ นน้ั
แต่สิ่งท่ีผมจะเล่ำให้ฟังต่อไปนี้เป็นควำมจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จับต้องได้ เป็นควำมจริงท่ีถูก
ท�ำให้บิดเบ้ียวไป เป็นควำมจริงของกลุ่มคนที่เผชิญกับข้อกล่ำวหำจำกสังคม ว่ำเป็นผู้
แย่งยึดท่ีดินของรัฐหรือท่ีดินของคนอื่นมำเป็นของตนเอง คนกลุ่มนี้จึงต้องพิสูจน์ให้เห็น
ถงึ เปำ้ หมำยและแนวทำงทช่ี ดั เจนในกำรบรหิ ำรจดั กำรทดี่ นิ ดว้ ยกลมุ่ ของเขำเอง พวกเขำ
เรยี กสง่ิ สง่ิ นว้ี ำ่ “ธรรมนญู ชมุ ชน หรอื ขอ้ ตกลงรว่ มของชมุ ชน” แตใ่ นทน่ี ผ้ี มจะขอใชค้ ำ� วำ่
“ข้อตกลงรว่ มของชมุ ชน” เป็นหลกั ซึง่ หำกจะวำ่ กนั ไปแลว้ แม้ค�ำ ๆ นจี้ ะเป็นค�ำพูดท่ฟี ัง
ดงู ่ำย แตก่ ลบั ทรงประสิทธภิ ำพ เพรำะว่ำพอเอำเขำ้ จริงแล้ว กลบั ปฏิบัติและรักษำเอำไว้
ได้อย่ำงยำกย่งิ
317
ผมกำ� ลงั พดู ถงึ ระเบยี บปฏบิ ตั ิ หรอื “ขอ้ ตกลงรว่ มของชมุ ชนในกำรบรหิ ำรจดั กำร
ทด่ี นิ บนแปลงทดี่ นิ โฉนดชมุ ชน” บทพสิ จู นเ์ ปำ้ หมำยทชี่ ดั เจนของชมุ ชน ทย่ี นื ยนั แนวทำง
กำรใช้ประโยชน์จำกที่ดินท�ำกินและท่ีอยู่อำศัยของชุมชนด้วยรูปธรรมซ่ึงสัมผัสได้ และ
คอื จดุ แขง็ ของชมุ ชนทใ่ี ชพ้ สิ จู นข์ อ้ กลำ่ วหำของสงั คม เพอื่ ใหพ้ วกเขำไดม้ ชี วี ติ มสี ทิ ธเิ์ สมอ
เหมอื นคนท่ัวไปในสังคม
กำรบริหำรจัดกำรท่ีดินในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” เกิดจำกบทเรียนส�ำคัญของ
“กลมุ่ คนจน” หรอื “คนไรท้ ดี่ นิ หรอื มที ดี่ นิ ไมพ่ อเพยี งสำ� หรบั กำรใชป้ ระโยชนแ์ ละอยอู่ ำศยั ”
ที่พยำยำมรวมตัวกันเพ่ือน�ำเสนอนโยบำยในกำรแก้ไขปัญหำท่ีดินท�ำกินและท่ีอยู่อำศัย
ต่อรัฐตลอดช่วงหลำยสิบปีท่ีผ่ำนมำ จำกประสบกำรณ์ได้บ่มเพำะเป็นบทสรุปควำมคิด
วำ่ ระหว่ำงทำงเดินแห่งกำรเรียกร้องสิทธิ์นั้น เม่ือปัญหำของคนจนได้รับกำรแก้ไขจนได้
รบั กำรจดั สรรทดี่ นิ ทำ� กนิ แตเ่ มอื่ ถกู เงอ่ื นไขกลไกตลำดแบบทนุ นยิ มบบี คนั้ ภำวะเศรษฐกจิ
ถดถอย รำคำผลผลติ ทำงกำรเกษตรตกต่ำ� รำยไดท้ เี่ คยได้รบั ย้อนศรกับคำ่ ครองชีพที่สงู
ขนึ้ รวมไปถงึ นโยบำยรฐั ทไี่ มไ่ ดส้ นบั สนนุ ใหเ้ กษตรกรประกอบอำชพี ตำมวถิ เี ดมิ ทำ้ ยทส่ี ดุ
คนจนก็ต้องเผชิญกับกำรสูญเสียที่ดิน มองดูผืนดินท่ีตัวเองเคยเป็นเจ้ำของหลุดลอยไป
เหตุกำรณ์เหล่ำนี้เป็นยิ่งกว่ำโศกนำฏกรรม เพรำะมันเกิดข้ึนซ้�ำแล้วซ้�ำเล่ำโดยที่ไม่มีกำร
แก้ไขหรือหนนุ ชว่ ยจำกภำครัฐแต่อย่ำงใด สถำนกำรณ์เหล่ำนกี้ ลำยมำเป็นโจทยใ์ หญท่ ่ี
พวกเขำ คนจนไร้ที่ดนิ ตอ้ งหำแนวทำงแก้ไข เพอ่ื ท่ีจะไดไ้ ม่ตอ้ งเดนิ ทำงซ�ำ้ รอยเดิมอีกต่อ
ไป และแนวทำงท่วี ่ำน้ันก็คือโฉนดชมุ ชน
โฉนดชุมชนเป็นระบบกรรมสิทธิ์เชิงซ้อนท่ีต่ำงจำกโฉนดตรำครุฑ เน่ืองจำกว่ำ
โฉนดชุมชนเปน็ กำรตอกย้�ำให้สมำชิกชุมชนท่ีจดั ทำ� โฉนดชุมชน ตระหนักรู้ถึงคณุ คำ่ ของ
ทดี่ นิ ทำ� กนิ ทจ่ี ำ� กดั คำ� นยิ ำมไมใ่ ชก่ ำรมองวำ่ ทดี่ นิ เปน็ สนิ คำ้ เพอื่ กำรเกง็ กำ� ไร หำกแตเ่ ปน็
แหลง่ ผลติ อำหำร แหลง่ พนั ธกุ รรม และควำมมนั่ คงของชวี ติ เปน็ กลไกหรอื มำตรกำรหนง่ึ
ทปี่ อ้ งกนั กำรสญู เสยี ทดี่ นิ โดยใชร้ ะบบกรรมสทิ ธเ์ิ ชงิ ซอ้ น หรอื อำจเรยี กวำ่ เปน็ กำรใชร้ ะบบ
“กรรมสิทธ์ิชุมชนถ่วงดลุ กรรมสิทธ์แิ บบปัจเจก”
พูดอีกนัยยะหน่ึงโฉนดชุมชนเป็นแนวทำงท่ีเป็นรูปธรรมชัดเจน ที่จะช่วยแก้ไข
ปัญหำที่ดินหลุดมือของเกษตรกรรำยย่อย เป็นมำตรกำรป้องกันกำรสูญเสียที่ดินไปสู่
บุคคลภำยนอกชุมชน อีกทั้งยังเป็นกำรแก้ไขปัญหำกำรใช้ที่ดินที่ไม่ตอบสนองควำม
ต้องกำรของคนในชุมชน เน่ืองจำกว่ำ หลกั กำรเบอื้ งตน้ ของโฉนดชมุ ชนน้ัน กค็ อื กำรถ่วง
ดลุ และสนบั สนนุ ระหวำ่ งสทิ ธแิ บบปจั เจกกบั สทิ ธชิ มุ ชนในกำรบรหิ ำรจดั กำรทด่ี นิ นนั่ เอง
318 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทีจ่ ับต้องได้
319
ในเบ้ืองต้นของข้อตกลงร่วม สมำชิกชุมชนทุกคนต้องเข้ำใจนิยำมควำมหมำย
ของคำ� วำ่ “สทิ ธชิ มุ ชน และ สทิ ธปิ จั เจก” อยำ่ งถกู ตอ้ งตรงกนั เสยี กอ่ น “สทิ ธชิ มุ ชน” หมำย
ถงึ สทิ ธใิ นกำรเปน็ เจำ้ ของทดี่ นิ โดยชมุ ชน (คณะกรรมกำรชมุ ชน) มอี ำ� นำจในกำรควบคมุ
ดแู ลกำรใชป้ ระโยชนท์ ใ่ี นทดี่ นิ ของสมำชกิ ใหอ้ ยใู่ นหลกั เกณฑเ์ ดยี วกนั ควบคมุ ดแู ลกลไก
กำรเปล่ียนมือหรือกำรซ้ือขำยท่ีดิน ท้ังน้ี เพื่อให้ม่ันใจได้ว่ำผลประโยชน์ท่ีเกิดจำกกำร
บริหำรจัดกำรที่ดินจะตกอยู่กับสมำชิกทุกคนในชุมชนและยังประโยชน์แก่ลูกหลำนรุ่น
ตอ่ ไป
สว่ นคำ� วำ่ “สทิ ธปิ จั เจก” นน้ั หมำยถงึ สทิ ธใิ นกำรบรหิ ำรจดั กำรทด่ี นิ ของสมำชกิ
แตล่ ะคนบนแปลงทีด่ ินของตนเองซง่ึ ถกู จัดสรรจำกกรรมกำรชมุ ชน ทุกคนสำมำรถเลอื ก
รปู แบบและวธิ กี ำรผลติ ซง่ึ ไมก่ อ่ ผลกระทบทำงลบตอ่ สมำชกิ คนอนื่ ๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง สทิ ธิ
เหนือแปลงท่ีดินจะคงอยู่กับสมำชิกแต่ละคนตรำบเท่ำที่สมำชิกคนนั้น ๆ ได้มีกำรใช้
ประโยชน์ที่ดินอย่ำงต่อเนื่องและเคำรพข้อตกลงร่วมของชุมชน แต่หำกไม่มีกำรท�ำ
ประโยชน์หรือละเมิดข้อตกลงตำมเงื่อนไขที่ชุมชนได้วำงเอำไว้ร่วมกันแล้ว ชุมชนก็จะมี
สทิ ธิย์ ึดท่ีดนิ แปลงนั้นคนื สู่ชุมชนเพ่ือนำ� ไปใหผ้ ู้ท่ตี ้องกำรใชป้ ระโยชนค์ นอนื่ ต่อไปได้
ในกำรใช้ประโยชน์บนที่ดินของชุมชนน้ัน โดยมำกแล้วชุมชนจะแบ่งกำรใช้
ประโยชน์ออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 1.ท่สี ำธำรณประโยชน์ ซึ่งชุมชนได้สงวนไวส้ �ำหรับให้
คนในชุมชนได้ใชป้ ระโยชน์รว่ มกัน เช่น แปลงทำ� กำรผลิตร่วม ศำลำเอนกประสงค์ สนำม
กีฬำ 2.แปลงปัจเจก ส�ำหรับให้สมำชิกแต่ละครอบครัวใช้ประโยชน์ส�ำหรับท�ำกำรผลิต
หรอื ทำ� กจิ กรรมอนื่ ตำมแตข่ อ้ ตกลงรว่ มของชมุ ชน 3.ทอ่ี ยอู่ ำศยั กำรแบง่ กำรใชป้ ระโยชน์
ทดี่ นิ ทง้ั 3 ลกั ษณะน้ีอำจมีควำมคล้ำยคลงึ หรือแตกต่ำงกันไป ขึน้ อยูก่ ับกำรวำงขอ้ ตกลง
รว่ มกันของสมำชกิ ชุมชน
เพื่อให้เห็นถงึ ขอ้ ตกลงรว่ มของชุมชนทช่ี ัดเจนขึน้ จะขอสรุปควำมเอำเฉพำะขอ้
ตกลงร่วมหลัก ๆ ซ่ึงแต่ละชุมชนท่ีมีกำรจัดกำรที่ดินแบบโฉนดชุมชนได้ยึดถือปฏิบัติมำ
ประกอบกันให้เห็นพอเป็นสังเขปดงั นี้
ข้อแรก สมำชิกชุมชนต้องใช้ประโยชน์ในท่ีดินที่ได้รับกำรจัดสรรอย่ำงแท้จริง
หำ้ มปลอ่ ยท่ดี นิ ใหท้ ิ้งร้ำงว่ำงเปล่ำ
ข้อที่สอง หำกสมำชกิ คนใดไมม่ ีควำมสำมำรถที่จะใชป้ ระโยชน์จำกแปลงทดี่ นิ
ได้แลว้ เช่น อำยมุ ำกแล้ว แต่ไมม่ ีผู้ทีจ่ ะใช้ประโยชน์ต่อไป ใหส้ ำมำรถขำยท่ดี นิ แปลงน้ัน
320 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจ่ี ับตอ้ งได้
ได้ แต่ต้องแจ้งคณะกรรมกำรชุมชน และต้องน�ำเรื่องเข้ำสู่กำรพิจำรณำในท่ีประชุมของ
สมำชกิ เพ่ือให้มคี วำมเหน็ ร่วมกันกอ่ นทุกคร้งั และหำ้ มขำยทีด่ ินใหค้ นต่ำงถ่ินหรือบุคคล
ทไี่ มใ่ ชส่ มำชกิ ชมุ ชนเดด็ ขำดเพรำะจะถอื เปน็ โมฆะ แตท่ ด่ี นิ จะตอ้ งถกู ขำยคนื ใหแ้ กช่ มุ ชน
ตำมรำคำประเมนิ ของชุมชนน้ัน ๆ
ข้อทีส่ ำม กรณีทีม่ กี ำรขำยทดี่ นิ คนื ใหก้ บั ชุมชนแลว้ จะต้องถูกหกั สว่ นแบ่งรำย
ไดจ้ ำกรำคำขำยทดี่ นิ เขำ้ กองทนุ ทด่ี นิ ชมุ ชนตำมอตั รำทช่ี มุ ชนกำ� หนดรว่ มกนั ทงั้ นเี้ พอ่ื นำ�
เงินจำ� นวนดังกลำ่ วไปใชใ้ นกจิ กรรมกำรจดั กำรที่ดนิ ตอ่ ไป
ขอ้ ทส่ี ี่ ในกรณที ม่ี กี ำรซอื้ ขำยหรอื เปลย่ี นมอื ทดี่ นิ เจำ้ ของทดี่ นิ คนเดมิ จะตอ้ งเปน็
ผู้ท�ำควำมเข้ำใจเกี่ยวกับข้อตกลงร่วมของชุมชนให้กับผู้เป็นเจ้ำของที่ดินรำยใหม่ ซึ่ง
เจำ้ ของทด่ี นิ รำยใหมจ่ ะตอ้ งยอมรบั ขอ้ ตกลงเหลำ่ นน้ั กอ่ น จงึ จะสำมำรถเขำ้ มำเปน็ สมำชกิ
ชมุ ชนได้ ท้งั น้ี กำรซ้อื ขำยทีด่ ินจะต้องดำ� เนินกำรผำ่ นคณะกรรมกำรชมุ ชนทกุ ครัง้
ข้อท่ีห้ำ สมำชิกชุมชนต้องให้ควำมร่วมมือกับกำรด�ำเนินกิจกรรมต่ำง ๆ ของ
ชุมชน เช่น ร่วมประชุม ร่วมระดมเงินทุนเพอ่ื ท�ำกิจกรรมตำ่ ง ๆ ต้องตดิ ตำมสถำนกำรณ์
กำรแกไ้ ขปญั หำของชมุ ชน และเครือข่ำย
ขอ้ สดุ ทำ้ ยผทู้ ลี่ ะเมดิ ขอ้ ตกลงของชมุ ชนจะถกู ยดึ ทด่ี นิ คนื สชู่ มุ ชนโดยไมอ่ นญุ ำต
ใหท้ ำ� กนิ ในทด่ี นิ ผนื นน้ั อกี ตอ่ ไป และคณะกรรมกำรชมุ ชนจะเปน็ ผดู้ ำ� เนนิ กำรจดั สรรทดี่ นิ
แปลงนัน้ ใหผ้ ูท้ ีต่ อ้ งกำรใช้ประโยชน์คนอืน่ เข้ำใช้ประโยชน์ตอ่ ไป
นี่คือหลักกำรกว้ำง ๆ ท่ีโฉนดชุมชนทุกแปลงล้วนยึดถือปฏิบัติ แต่ละชุมชนจะ
มีกำรพลกิ แพลงกำรใชข้ ้อตกลงร่วมน้ี ตำมสถำนกำรณท์ เี่ กิดขนึ้ จริง บำงชมุ ชนใช้อย่ำง
เข้มงวด บำงชุมชนใช้อย่ำงยืดหยุ่น ข้ึนอยู่กับคณะกรรมกำรชุมชนที่จะพิจำรณำกำร
บรหิ ำรจดั กำรใหโ้ ฉนดชมุ ชนเดนิ ตอ่ ไปไดอ้ ยำ่ งไร ดว้ ยเหตผุ ลทว่ี ำ่ สถำนกำรณแ์ ตล่ ะชมุ ชน
นนั้ แตกตำ่ งกัน นคี่ ือระบบกำรปอ้ งกันกำรสูญเสยี ทีด่ นิ ทีซ่ ึง่ มคี วำมแตกตำ่ งไปจำกโฉนด
ที่ดิน(โฉนดตรำครุฑ) ที่รู้จกั กนั ท่วั ไป
เหตผุ ลและขอ้ ตกลงร่วมตำ่ ง ๆ เหล่ำน้ี เปน็ สิ่งทชี่ มุ ชนไดพ้ ยำยำมพิสูจน์ตวั เอง
จำกกำรถูกตัง้ ขอ้ กลำ่ วหำทีบ่ ิดเบือนจำกควำมเปน็ แมห้ ลำยครง้ั กำรต่อสูเ้ พอ่ื ใหไ้ ด้มำซึ่ง
โฉนดชมุ ชน และกรรมสทิ ธใ์ิ นกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกทดี่ นิ จะกลำยเปน็ โศกนำฏกรรมทตี่ อ้ ง
แลกด้วยชีวิตของเกษตรกรในบำงชุมชน อย่ำงไรก็ตำม ณ วันน้ีเขำเหล่ำนั้นยังคงต้อง
พสิ ูจนต์ วั เองตอ่ ไป จนกวำ่ ควำมจริงของพวกเขำจะกลำยเป็นควำมจริงทำงสังคม
321
ในทำ้ ยนี้ หำกจะเปรยี บวำ่ ประเทศไทยใชร้ ฐั ธรรมนญู เปน็ กฎหมำยสงู สดุ ในกำร
ปกครองประเทศ ในชุมชนที่มีกำรจัดท�ำโฉนดชุมชนก็มีกำรใช้ “ข้อตกลงร่วมของชุมชน
หรอื ในบำงแห่งเรียกวำ่ ธรรมนญู ชมุ ชน” เปน็ ขอ้ บัญญัติสูงสดุ ในกำรปกครองชุมชน กค็ ง
ดไู มผ่ ดิ ไปนกั ดงั นยิ ำมทวี่ ำ่ “โฉนดชมุ ชน เปน็ รปู แบบกำรบรหิ ำรจดั กำรของกำรใชส้ ทิ ธขิ อง
ชมุ ชนในกำรจดั กำรทรพั ยำกรธรรมชำตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มตำมมำตรำ 66 แหง่ รฐั ธรรมนญู ฯ
ซงึ่ เปน็ สทิ ธริ วมหมขู่ องชมุ ชนในกำรจดั กำรกำรครอบครองทด่ี นิ และกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำก
ทรัพยำกรที่ดินเพ่ือสร้ำงควำมม่ันคงในกำรถือครองและใช้ประโยชน์ในท่ีดินของชุมชน
และเป็นกำรรักษำพ้ืนท่ีเกษตรในกำรผลิตพืชอำหำรในกำรสร้ำงควำมมั่นคงด้ำนอำหำร
โดยกำรเลือกรูปแบบกำรผลิตทส่ี อดคล้องกับ ภูมิปัญญำท้องถ่ินและระบบภมู ินเิ วศ รวม
ท้ังกำรดูแลรักษำทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อมให้สมดุล” ซึ่งสอดคล้อง
กับ‘บทบัญญัติตำมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มำตรำ 66 และ 67 ว่ำด้วยหลักกำรและ
เจตนำรมณท์ ่ีมงุ่ รบั รองสิทธิชมุ ชน ในกำรบรหิ ำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติ สิง่ แวดล้อม
ประเพณี และวัฒนธรรมของตนเอง’
ธรรมนูญชุมชนหรือข้อตกลงร่วมของชุมชน จึงเป็นควำมแยบยลของชุมชน
ที่ต้องกำรใช้บัญญัติข้อตกลงชุมชนให้เป็นกลไกและตัวแปรควบคุมกำรใช้ประโยชน์บน
แปลงทด่ี นิ โฉนดชุมชน นั่นหมำยควำมวำ่ ผู้ที่จะสำมำรถมีวิถีชีวิตอย่ใู นแปลงท่ดี ินโฉนด
ชมุ ชนได้ กต็ อ้ งยอมรบั ขอ้ ตกลงรว่ มของชมุ ชน ซง่ึ เปรยี บเสมอื นกฎหมำยสงู สดุ ของชมุ ชน
น่นั เอง
322 / โฉนดชุมชน จินตภาพทีจ่ ับตอ้ งได้
323
ประสบการณ์
และแนวทางขับเคลื่อนโฉนดชุมชน
สัมภำษณ์ : สมนกึ พุฒนวล
เรยี บเรยี ง : ปฐมญำณินท์ เหล่ยี มเจรญิ
324 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่จี ับตอ้ งได้
สมนกึ พฒุ นวล ตวั แทนชำวบำ้ นทไ่ี ดร้ บั คดั เลอื กใหเ้ ปน็ กรรมกำรประสำนงำน
เพอ่ื จดั ให้มโี ฉนดชุมชน (ปจช.) ตดิ กัน 2 สมัย เปน็ หนงึ่ ในแกนน�ำเครือข่ำยปฏริ ปู ท่ีดินฯ
ที่ร่วมผลักดันนโยบำยโฉนดชุมชน จนมีระเบียบส�ำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มี
โฉนดชมุ ชนในปี พ.ศ.2553
ถงึ แม้ปัจจบุ ันบ้ำนทบั เขือ-ปลกั หมู จงั หวดั ตรัง ท่สี มนึกอำศัยอยู่ จะยังไม่ได้รบั
กำรส่งมอบพืน้ ท่ีจำกอทุ ยำนแหง่ ชำตเิ ขำปเู่ ขำยำ่ ใหเ้ ปน็ พนื้ ท่โี ฉนดชุมชนตำมควำมเหน็
ชอบของ ปจช. กต็ ำม แต่แนวทำงกำรขับเคล่ือนโฉนดชุมชนในพื้นท่ีบ้ำนทับเขือ-ปลักหมู
และเครือข่ำยปฏริ ปู ทีด่ นิ เทือกเขำบรรทัดยงั คงเดินหนำ้ อยำ่ งตอ่ เน่ือง
ดว้ ยเขำ้ ใจดวี ำ่ หวั ใจของกำรผลกั ดนั โฉนดชมุ ชน นโยบำยเปน็ เพยี งองคป์ ระกอบ
หนง่ึ เท่ำน้ัน หากข้อทา้ ทา้ ยทสี่ �าคัญคือชมุ ชนทดี่ า� เนนิ การโฉนดชุมชน จะตอ้ งด�ารงอยู่ใน
พนื้ ทไี่ ดแ้ ละเดนิ หนา้ อยา่ งตอ่ เนอ่ื งในการปกปอ้ งสทิ ธข์ิ องชมุ ชน รวมไปถงึ การพฒั นาองค์
ความรู้ วถิ ีเกษตรและวฒั นธรรม เพ่ือสรา้ งสังคมการอยูร่ ว่ มกนั ตามแนวทางโฉนดชมุ ชน
น่ันเอง
สมนกึ พฒุ นวล เกดิ ในครอบครวั เกษตรกร ทำ� นำสบื สำนกนั มำตง้ั แตร่ นุ่ ตำยำย
เมอ่ื เรยี นจบมธั ยมศกึ ษำปที ่ี 3 ไดศ้ กึ ษำตอ่ ในโครงกำรขยำยครสู ชู่ นบท ในขณะนนั้ ไดเ้ ขำ้
ร่วมองค์กรจัดต้ังของนักศึกษำ ท�ำงำนเคล่ือนไหวทำงกำรเมืองที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเรียน
ได้เพียง 1 ปี ก็เกิดเหตุกำรณ์ 6 ตุลำคม 2519 สมัยนั้นเป็นสมัยรัฐบำล ม.ร.ว.เสนีย์
ปรำโมทย์ ได้เกิดกำรรัฐประหำรข้ึน กลุ่มนิสิตนักศึกษำทั่วประเทศได้รับผลกระทบจำก
กำรรฐั ประหำร จำกเหตกุ ำรณค์ รงั้ นนั้ สนั ตบิ ำลไดต้ ำมจบั นสิ ติ นกั ศกึ ษำทมี่ รี ำยชอื่ เขำ้ รว่ ม
325
กำรเคลื่อนไหวรวมถึงสมนึกด้วย ท�ำให้สมนึกต้องหนีเข้ำป่ำ และไม่สำมำรถกลับไปอยู่
บ้ำนได้
ภำยหลังออกจำกป่ำ สมนึกก็รับจ้ำงท�ำสวนกรีดยำงท่ีจังหวัดสงขลำ และไป
ท�ำงำนที่ประเทศมำเลเซีย กว่ำจะได้กลับมำท�ำสวนของตัวเองที่บ้ำนทับเขือ-ปลักหมู
อีกครั้ง กอ็ ำยุได้ 50 ปี
พอเรม่ิ เข้ำไปท�ำสวนในพ้ืนที่ สมนึกกไ็ ดร้ ับคำ� เตือนจำกชำวบำ้ นวำ่ อย่ำท�ำสวน
เปิดเผย เพรำะเจ้ำหน้ำที่ป่ำไม้จะเข้ำมำจับกุมด�ำเนินคดี ในขณะนั้นสมนึกมีควำมคิดท่ี
ต้องกำรรวมกลุ่มชำวบ้ำนต่อสู้เพื่อสิทธิในท่ีดินของชุมชน พอดีกับที่ขณะน้ันเครือข่ำย
ปฏิรูปท่ีดินเทือกเขำบรรทัด (ขณะนั้นใช้ชื่อว่ำเครือข่ำยองค์กรชุมชนรักเทือกเขำบรรทัด)
ไดช้ มุ นมุ คดั คำ้ นกรณชี ำวบำ้ นตระทถี่ กู เจำ้ หนำ้ ทจ่ี บั กมุ เนอื่ งจำกนำ� แผงโซลำเซลลไ์ ปตดิ
ตง้ั ในพ้นื ที่ ต่อมำคนในชมุ ชนทับเขอื -ปลักหมู จงึ ได้เขำ้ รว่ มกับเครอื ขำ่ ยปฏิรปู ทดี่ ินเทอื ก
เขำบรรทัดและจัดตั้งองค์กรชุมชนบ้ำนทับเขือ-ปลักหมู และทั้งหมดน้ีคือประสบกำรณ์
กำรขับเคลื่อนโฉนดชมุ ชนของสมนกึ
ชมุ ชนทับเขือ-ปลกั หมู ถกู ละเมดิ สิทธต์ิ ้ังแตเ่ มอ่ื ไหร่
ตั้งแต่มีกำรประกำศพื้นท่ีชุมชน เป็นพ้ืนที่ป่ำสงวนแห่งชำติ ใน ปี พ.ศ.2510
กถ็ อื วำ่ เปน็ กำรละเมดิ สทิ ธชิ มุ ชนแลว้ เนอื่ งจำกเปน็ กำรประกำศโดยทป่ี ระชำชนไมม่ สี ว่ น
รู้เห็น ไม่มีกำรลงส�ำรวจพื้นที่จริงว่ำมีชุมชนต้ังอยู่หรือไม่ ต่อมำปี พ.ศ.2525 ก็มีกำร
ประกำศเขตพ้นื ทอี่ ทุ ยำนแหง่ ชำติเขำปู่เขำย่ำ ทบั ซอ้ นบนพ้นื ทีช่ ุมชนอกี ที
พอมมี ตคิ ณะรัฐมนตรี วนั ที่ 30 มิถุนำยน พ.ศ.2541 เพอื่ แกไ้ ขปญั หำข้อพิพำท
ทดี่ นิ ในเขตปำ่ แทนทจี่ ะเปน็ กำรแกไ้ ขปญั หำ กลบั เปน็ กำรสรำ้ งปญั หำเพมิ่ ใหก้ บั ชำวบำ้ น
ในพื้นท่ี ด้วยหลักเกณฑ์วิธีกำรพิสูจน์สิทธิ์ว่ำชำวบ้ำนอยู่มำก่อนหรืออุทยำนแห่งชำติ
ประกำศกอ่ น ตอ้ งเปน็ ไปตำมเงอ่ื นไขและหลกั ฐำนทก่ี รมอทุ ยำนแหง่ ชำตฯิ กำ� หนดเทำ่ นน้ั
ซง่ึ ชำวบำ้ นไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั หลกั ฐำนกำรพสิ จู นส์ ทิ ธท์ิ ใี่ ชเ้ พยี งภำพถำ่ ยทำงอำกำศทรี่ ำชกำร
มี เพรำะมันไมเ่ พียงพอ ทสี่ ำ� คญั สว่ นรำชกำรละเลยหลกั ฐำนทำงประวัตศิ ำสตร์และกำร
ตัง้ ถิ่นฐำนของชมุ ชน
326 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพที่จับตอ้ งได้
ค�ำกล่ำวอ้ำงของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนำยน พ.ศ.2541 ที่ว่ำหำกเข้ำ
รว่ มในกระบวนกำรพสิ จู นส์ ทิ ธข์ิ องรฐั แลว้ จะมกี ำรชะลอกำรดำ� เนนิ กำรจบั กมุ ดำ� เนนิ คดี
และทำ� ใหค้ นในพนื้ ทส่ี ำมำรถทำ� กนิ ในพนื้ ทไี่ ดต้ ำมปกติ แตป่ ญั หำทไี่ มไ่ ดพ้ ดู กนั ใหช้ ดั เจน
คือ ถำ้ คณุ มยี ำงพำรำ ผลไม้ สวนสมรมก็สำมำรถเก็บเกี่ยวกินได้ แตห่ ำกคณุ โคน่ ตน้ ยำง
ในสวนของตวั เองเพอื่ ปลกู ใหมท่ ดแทน จะโดนจบั ทนั ทขี อ้ หำบกุ รกุ ปำ่ ซง่ึ ตำมวถิ ปี กตขิ อง
ชำวบ้ำน หำกต้นยำงพำรำไม่มีน�้ำยำงให้กรีดแล้วจะต้องโค่นต้นยำงแล้วปลูกใหม่ แต่
เจ้ำหน้ำท่ีกรมอุทยำนฯ ไมย่ ินยอม เจ้ำหน้ำท่ีมกั เข้ำไปสง่ั หำ้ มชมุ ชน ไม่ให้แผ้วถำง หำ้ ม
โค่นต้นไม้แม้กระท่ังต้นยำงพำรำในสวนของตนเองก็ไม่ได้ หรือจะถำงหญ้ำเพื่อให้เดิน
กรีดยำงไดส้ ะดวกชำวบำ้ นกท็ �ำไม่ได้
ปี พ.ศ.2546 มีชำวบ้ำนทับเขือเข้ำไปปลูกยำงในที่ของตนเอง 2 งำน แล้วถูก
เจำ้ หนำ้ ทจ่ี บั กมุ สง่ ฟอ้ งศำล ซงึ่ ศำลตดั สนิ วำ่ มคี วำมผดิ เนอื่ งจำกชำวบำ้ นยอมรบั สำรภำพ
ว่ำเปน็ สวนของตนเองและเขำ้ ไปปลูกต้นยำงจริง หลังจำกนั้นชำวบำ้ นคนอน่ื จึงไมก่ ล้ำที่
จะฝืนโค่นต้นยำงเพ่ือปลูกใหม่ สวนยำงของชำวบ้ำนก็รกข้ึน เวลำชำวบ้ำนไปกรีดยำงก็
ยำกลำ� บำกมำกขึน้ บำงคนก็ไม่สำมำรถท�ำกนิ ในท่ดี นิ ของตนไดก้ ็ตอ้ งออกไปหำงำนทำ�
ขำ้ งนอก
นี่ถือว่ำเป็นกำรลิดรอนสิทธ์ิของชำวบ้ำน เป็นรูปธรรมท่ีเห็นได้ชัดว่ำกฎหมำย
บ้ำนเมืองและเจ้ำหน้ำที่กระท�ำรุนแรงต่อชำวบ้ำน ส่งผลกระทบทั้งด้ำนเศรษฐกิจ และ
ด้ำนจิตใจ เพรำะชำวบ้ำนมีควำมผูกพันกับสวนกับไร่ของตนเอง แต่เม่ือเกิดเหตุกำรณ์
แบบนี้ จึงต้องจ�ำใจออกไปหำงำนท�ำข้ำงนอกที่ไม่คุ้นชิน บำงครอบครัวลูกต้องออกจำก
พื้นท่ี ไปท�ำงำนหำเงินส่งให้พ่อแม่ซึ่งอยู่ที่บ้ำน ท�ำให้ครอบครัวไม่ได้อยู่ด้วยกัน แม้
ครอบครัวจะไม่ไดแ้ ตกแยกแต่กไ็ ม่สำมำรถท�ำให้ครอบครัวอบอุ่นได้
รสู้ กึ อย่างไรท่ีชุมชนตนเองถูกประกาศเปน็ พื้นทอ่ี ทุ ยาน
อดีตอธิบดีกรมอทุ ยำนฯ คนหน่งึ เคยกลำ่ วว่ำ “ถ้ำเอำพื้นทีอ่ ทุ ยำนไปเปน็ โฉนด
ชุมชนน้ันมนั ไมถ่ กู ตอ้ ง เพรำะชำวบำ้ นเปน็ ผู้บุกรกุ ป่ำ” ตนเองเมอ่ื ไดฟ้ งั ค�ำพูดนี้ ในฐำนะ
คนทอ่ี ยอู่ ำศยั ทำ� กนิ ในพน้ื ทป่ี ำ่ มำกอ่ น รสู้ กึ ถงึ ควำมไมเ่ ปน็ ธรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ อนั ทจ่ี รงิ หลำย
คนในสงั คมไทย คงมคี ำ� ถำมนอ้ี ยใู่ นใจ เพรำะคนทวั่ ไปมกั คดิ วำ่ ถำ้ รฐั บำลออกโฉนดชมุ ชน
ใหค้ นในปำ่ พน้ื ทปี่ ำ่ กจ็ ะหมดไป แตน่ นั่ เปน็ ควำมคดิ ควำมเชอื่ ทถี่ กู บอกตอ่ กนั มำ แตห่ ำก
ถ้ำมำดขู อ้ เท็จจรงิ ในพื้นที่ จะพบว่ำบำ้ นทบั เขอื ไมใ่ ช่พ้นื ทบ่ี ุกรุก
327
นอกจำกน้ียังมีบำงคนท่ีกล่ำวว่ำ “ถึงจะอยู่มำก่อนก็ไม่สำมำรถอยู่ในป่ำได้
เพรำะคนในสังคมส่วนใหญ่รับไม่ได้ที่จะยอมให้ชุมชนอยู่ในป่ำที่เป็นเขตต้นน�้ำและมี
ควำมอดุ มสมบรู ณ์ ซง่ึ เหลอื อยเู่ พยี งนอ้ ยนดิ ในประเทศไทย คำ� พดู แบบนี้ ไมเ่ ปน็ ธรรมกบั
ชมุ ชนดงั้ เดมิ ท่ตี ั้งอยใู่ นเขตป่ำ เพรำะควำมจรงิ แล้วคนท่ีอยกู่ ับป่ำ เขำช่วยดูแลรักษำป่ำ
ถงึ แมใ้ นบำงแหง่ จะไมม่ กี ำรจดั กำรเปน็ องคก์ รชมุ ชน แตธ่ รรมชำตขิ องคนทอ่ี ยกู่ บั ปำ่ ยอ่ ม
เข้ำใจถึงภยั พิบัตทิ ีอ่ ำจจะเกดิ ข้ึนไดก้ ับตวั เอง เพรำะเขำต้องใช้ชีวิตอยู่กบั ป่ำ”
“ถงึ ผมเพงิ่ จะเขำ้ มำอยใู่ นชมุ ชน แตผ่ มกเ็ ขำ้ ใจดวี ำ่ คนทอ่ี ยใู่ นปำ่ เขำรสู้ กึ ผกู พนั
กบั ปำ่ อยำ่ งไร ผมเชอื่ วำ่ คนเหลำ่ นสี้ ว่ นใหญไ่ มท่ ำ� ลำยปำ่ หรอก ทเ่ี หน็ พอจะมบี ำ้ งทท่ี ำ� ลำย
ปำ่ กเ็ นอ่ื งจำกมีสว่ นรำชกำรให้ทำ้ ยหนนุ หลงั รว่ มกนั หำประโยชน์จำกป่ำ”
คนท่ีอยู่กับป่ำ ถ้ำเขำท�ำลำยป่ำต้นน้�ำ เขำรู้ว่ำเขำจะอดน้�ำ เพรำะมันหมำยถึง
ชีวติ ของเขำ ผมมีควำมเห็นวำ่ คนทีอ่ ย่ใู นปำ่ เรำไมค่ วรไปอพยพเอำเขำออกจำกปำ่ และ
ยังต้องสนบั สนนุ ใหเ้ ขำอยกู่ ับปำ่ ใหไ้ ดด้ ว้ ย เพรำะคนเหลำ่ นี้ มสี ่วนชว่ ยในกำรดูแลรกั ษำ
ป่ำ ผมเชื่อวำ่ ถำ้ ไมม่ คี นเหลำ่ นี้ ไม่ก่ีปปี ่ำในบ้ำนเรำกห็ มด ถ้ำจะไปหวงั พง่ึ กรมปำ่ ไมห้ รอื
กรมอุทยำนฯ ซ่ึงเป็นหน่วยงำนรำชกำรมำจัดกำรบริหำรพ้ืนที่ป่ำ มันยำกเพรำะพื้นที่มัน
328 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่จี ับตอ้ งได้
มำกและผลประโยชนก์ ็มำกเชน่ กนั ขอใหด้ กู ันตำมข้อเท็จจรงิ เจ้ำหน้ำทีป่ ำ่ ไมท้ �ำงำนกัน
มำกปี่ แี ลว้ พน้ื ทปี่ ำ่ ไมล้ ดลงหรอื เพม่ิ ขนึ้ ควรศกึ ษำเปรยี บเทยี บกบั ชมุ ชนทบ่ี รหิ ำรจดั กำร
ปำ่ ดว้ ยตนเอง เอำขอ้ มลู ขอ้ เทจ็ จรงิ มำศกึ ษำดกู นั วำ่ ชำวบำ้ นรกั ษำปำ่ ไดจ้ รงิ มยั้ และพน้ื ที่
ปำ่ ตรงไหนเพมิ่ ขน้ึ หรือลดลง
ชาวบ้านตอ่ สู้รกั ษาสทิ ธใิ์ นทดี่ นิ ตนเองอย่างไร
ก่อนหน้ำน้ีชำวบ้ำนไม่มีควำมเข้ำใจว่ำสิทธิว่ำคืออะไร ตนมีสิทธิอย่ำงไร เม่ือ
เจ้ำหน้ำทรี่ ฐั เข้ำมำบอกวำ่ ชำวบำ้ นอยใู่ นพ้ืนทน่ี ผ้ี ิดกฎหมำย ชำวบำ้ นกเ็ ช่ือวำ่ ตนมีควำม
ผิด แม้ว่ำตำมควำมรู้สึกแท้จริงแล้วชำวบ้ำนรู้ว่ำท่ีดินของเขำได้รับตกทอดกันมำพ่อแม่
ปู่ย่ำตำยำย แต่ควำมรู้สึกท่ีเชื่อว่ำ รัฐคือผู้มีอ�ำนำจก�ำหนดชะตำชีวิตของประชำชน เจ้ำ
หนำ้ ที่รัฐบอกว่ำผดิ ก็ตอ้ งผดิ
แตถ่ ำ้ เทยี บกบั ตอนนช้ี ำวบำ้ นมคี วำมรมู้ ำกขน้ึ รสู้ ทิ ธขิ องตนเองวำ่ หำกมใี ครเขำ้
มำท�ำอะไรท่ีกระทบตอ่ ชีวติ ของคนในชมุ ชน ท�ำให้คนในชมุ ชนได้รับควำมเดือดรอ้ น น่นั
คือกำรละเมดิ สทิ ธ์ิ หำกชำวบ้ำนถูกละเมดิ สิทธ์ิ ก็จะต้องมีปฏิบัตกิ ำรแก้ไขปญั หำ
ซึ่งต้ังแต่มีองค์กรชุมชนข้ึนมำและมีกำรเรียนรู้ซ�้ำแล้วซ้�ำอีก ท�ำให้ชำวบ้ำนมี
ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจที่จะต่อสู้เพอื่ สทิ ธิของตนเอง จำกเดมิ ที่ชำวบำ้ นทบั เขือ-ปลกั หมู ตอ้ ง
ทำ� สวนอยำ่ งหลบ ๆ ซอ่ นๆ ต้องถำงสวนและใส่ปุ๋ยเฉพำะชว่ งนอกเวลำรำชกำร คือตง้ั แต่
เชำ้ ตรู่ก่อนพระอำทติ ย์ข้นึ ถึงเก้ำโมงเช้ำ และหำ้ โมงเยน็ ถึงพระอำทิตย์ตก
ทง้ั ทม่ี คี วำมกลำ้ ๆ กลวั ๆ เจำ้ หนำ้ ท่ี แตเ่ มอ่ื เวลำผำ่ นไปชำวบำ้ นไดม้ กี ำรเรยี นรู้
ชำวบำ้ นเรม่ิ กลำ้ และมนั่ ใจมำกขนึ้ ในกำรพดู คยุ ตอ่ รองกบั เจำ้ หนำ้ ที่ เมอ่ื รวมกลมุ่ มอี งคก์ ร
ชุมชนแล้วชำวบ้ำนกลับมำมีวิถีชีวิตตำมปกติ ท�ำมำหำกินตำมเดิม มีควำมเป็นอยู่
มั่นคงขึ้น และมีสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน เกิดควำมสำมัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เคำรพกัน
มำกข้ึน มีกำรท�ำเกษตรแบบรวมหมู่ ช่วยเหลือกันท�ำแปลงรวม ส่งผลให้ระบบนิเวศใน
พนื้ ทช่ี ุมชนมคี วำมสมดุลข้นึ ตวั ชี้วดั สำ� คญั คอื ชุมชนสำมำรถเกบ็ เก่ียวผลผลิตจำกปำ่ ได้
มำกข้ึน อกี ท้ังผลผลติ จำกกำรท�ำเกษตรทีห่ ลำกหลำยก็มปี รมิ ำณมำกข้ึนดว้ ย
ระบบเกษตรของบา้ นทับเขือเป็นอย่างไร
ก่อนหน้ำนี้ ชุมชนได้มีกำรระดมควำมคิดเห็นของชำวบ้ำนว่ำ อยำกให้ชุมชนมี
ระบบเกษตรแบบไหน เนอื่ งจำกชมุ ชนทบั เขอื -ปลกั หมอู ยใู่ นพน้ื ทส่ี งู และโดนขอ้ กลำ่ วหำ
329
จำกคนเมืองว่ำเป็นตัวกำรท�ำให้เกิดภำวะโลกร้อน ส่งผลกระทบกับคนเมืองและควำม
สมดลุ ของระบบนเิ วศ ชำวบำ้ นจงึ ควำมเหน็ รว่ มกนั วำ่ ชมุ ชนจะหยดุ กำรใชส้ ำรเคมี เพรำะ
เม่ือฝนตก น้�ำจะชะลำ้ งสำรเคมีไหลลงไปพน้ื ท่ดี ำ้ นล่ำงและทะเล สง่ ผลกระทบตอ่ ระบบ
นเิ วศ
นอกจำกน้ีกำรปลูกพืชยำงพำรำแบบเชิงเด่ียว ถึงแม้จะมีควำมชุ่มชื้น แต่หน้ำ
ดินไม่ไดถ้ กู ปกคลมุ จงึ เกิดปัญหำกำรชะล้ำงหนำ้ ดนิ ได้ ชำวบ้ำนจงึ มีควำมคิดทต่ี ้องกำร
ปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชท่ีหลำกหลำยให้เกิดสมดุลระหว่ำงคนกับธรรมชำติ เพรำะคน
ตอ้ งกำรอำกำศทด่ี ี สขุ ภำพดี และอำหำรกำรกนิ ทส่ี มบรู ณ์ และธรรมชำตติ อ้ งกำรกำรดแู ล
รักษำใหส้ มดุล และเก้ือกลู กัน นีจ่ ึงเปน็ ทีม่ ำของระบบเกษตรแบบ 4 ช้นั
ระบบเกษตร 4 ชัน้ เป็นกำรทำ� เกษตรแบบระบบปำ่ ยำง หรอื สวนสมรม คือปลกู
ยำงพำรำพันธพ์ุ ื้นเมอื งรว่ มกับไมผ้ ลและพืชชนดิ อื่น ๆ ทง้ั ทเ่ี ป็นอำหำร สมุนไพร และไม้
ใชส้ อย ปลกู พชื ตำมควำมเหมำะสม ตำม ธรรมชำตขิ องกำรเจรญิ เตบิ โตของพชื ทม่ี คี วำม
สูงต่ำงกัน 4 ช้นั เป็นกำรรกั ษำระบบนิเวศและใช้พนื้ ท่ีให้เกิดประโยชน์สงู สดุ
พชื ชนั้ ท1ี่ ปลกู พชื ผกั ทข่ี นึ้ เองตำมธรรมชำตเิ พอื่ คลมุ ดนิ เชน่ ผกั กดู บวั บก ขมน้ิ
ผักบ้งุ ชะพลู บอน ผกั กำดนกเขำ คะน้ำภเู ขำ
พืชชน้ั ที2่ ปลกู พืชท่ีเป็นไม้ยืนต้น เชน่ ผกั หวำนป่ำ เหมยี ง พริก พริกไทย กล้วย
ผกั หวำนบ้ำน มะละกอ เหม้ำ พลู คล้ำ หมำก
พืชชั้นท่ี3 ปลูกต้นไม้ที่ควำมสูงกลำง ๆ เช่นลองกอง มังคุด ส้มโอ มะนำว
มะมว่ งหมิ พำนต์ เนียง จำ� ปำดะ ไผ่ตง ฯลฯ
พืชช้ันที่4 ชั้นบนสุด เป็นไม้ยืนต้นเป็นชั้นที่มีแต่พืชเศรษฐกิจ เช่น ยำงพำรำ
สะตอ มะพรำ้ ว ทเุ รียน มะม่วง ขนุน
กำรทำ� เกษตรแบบสมดุลและย่งั ยนื ของบำ้ นทบั เขือ-ปลกั หมู ประกอบไปด้วย
1) กำรปลกู พชื หลำยชนดิ และหลำยระดบั ชน้ั แซมระหวำ่ งแนวยำงพำรำรวมทง้ั
กำรลดละเลกิ กำรใชส้ ำรเคมี องคก์ รชมุ ชนไดส้ ง่ เสรมิ ใหป้ ลกู พชื หลำยชนดิ และหลำยระดบั
ชนั้ ในแปลงเดยี วกนั โดยปลกู ยำงพำรำเปน็ พชื หลกั สว่ นพน้ื ทรี่ ะหวำ่ งแนวยำงและรอบ ๆ
จะปลกู พืชที่เปน็ อำหำร สมุนไพร และไม้ใชส้ อยหลำกหลำยชนดิ ผสมกันท้งั น้ี ชำวบำ้ น
กำ� ลังลดกำรใช้ป๋ยุ เคมี ส่วนยำฆำ่ หญ้ำหำ้ มใช้เด็ดขำด เพอื่ เพิ่มควำมอุดมสมบูรณข์ อง
ดนิ และสภำพแวดลอ้ มทดี่ ี และลดกำรพง่ึ พำปจั จยั ภำยนอก 2) กำรเลยี้ งสตั วไ์ วก้ นิ ไดแ้ ก่
ไก่ ปลำ เพ่ือประหยดั คำ่ ใช้จ่ำยในครัวเรือน 3) กำรผลิตปุย๋ และพันธพ์ุ ืช มีแผนทจี่ ะรว่ ม
330 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพท่จี ับต้องได้
กนั ท�ำปุย๋ หมกั จำกข้ีค้ำงคำว และรว่ มกันท�ำแปลงพันธย์ุ ำงพำรำ ผกั และผลไม้ เพอ่ื ลด
ตน้ ทนุ และลดกำรพง่ึ พำปจั จยั ภำยนอก และ 4) กำรรวมกลมุ่ ขำยผลผลติ มแี ผนทจ่ี ะรว่ ม
กนั ขำยยำงพำรำ ผกั และผลไม้ ตลอดจนแปรรูปผลผลติ ตำมฤดกู ำล เพ่ือจะไดก้ �ำหนด
รำคำตลำดไดบ้ ำ้ งบำงส่วน
โดยภำพรวม ควำมหลำกหลำยของพนั ธพ์ุ ชื และพนื้ ทปี่ ่ำทช่ี มุ ชนรกั ษำและฟน้ื ฟู
ขน้ึ มำนั้น เป็นผลประโยชนร์ ว่ มกนั ของชมุ ชนและคนในสงั คม ตนไมเ่ คยคิดว่ำปำ่ ท่ดี แู ล
อยู่จะเปน็ เฉพำะของพวกเรำคนในชมุ ชน แต่มันเป็นของคนไทยทัง้ ประเทศ ชมุ ชนมีหน้ำ
ที่แค่ดูแลรักษำและใช้ประโยชน์บ้ำงจำกพืชผัก ผลไม้ พืชสมุนไพร ซึ่งเป็นเพียงผล
ประโยชน์อันน้อยนิดเม่ือเทียบกับพื้นท่ีป่ำที่ชุมชนรักษำ มีกฎกติกำในกำรดูแลให้เกิด
ควำมสมดุล และยัง่ ยืน โดยท่ไี มไ่ ปท�ำลำยมนั
“อยำกให้พื้นท่ีโฉนดชุมชนไม่ว่ำจะอยู่ในเขตป่ำหรือนอกเขตป่ำ มีแนวคิดนี้
เพรำะจะท�ำใหเ้ กิดโฉนดชมุ ชนทส่ี รำ้ งสมดุลทำงธรรมชำติ ทำงวัฒนธรรมและทำงสังคม
ขึ้นได้ทั่วประเทศ”
331
การคุกคามจากเจ้าหน้าท่ปี ่าไม้ยงั มอี ยหู่ รอื ไม่
กำรคุมคำมของเจ้ำหน้ำท่ีป่ำไม้ ในช่วงแรก ปี พ.ศ.2525 ที่ประกำศเขตอุทยำ
นฯ ยงั ไมไ่ ดม้ ปี ญั หำอะไร ถงึ แมจ้ ะประกำศเขตอทุ ยำนฯ แตเ่ จำ้ หนำ้ ทก่ี ใ็ หช้ ำวบำ้ นทำ� มำ
หำกินไดอ้ ยำ่ งปกติ เจำ้ หนำ้ ท่เี รมิ่ เข้ำมำตรวจหนกั ใน ปี พ.ศ.2540 และหลงั จำกปี พ.ศ.
2541 เจ้ำหน้ำท่ีเข้ำมำห้ำมเดด็ ขำด ห้ำมโค่น ห้ำมถำง ช่วงที่เจ้ำหนำ้ ทร่ี ุกอยำ่ งหนักคือปี
พ.ศ.2544 – 2545 มกี ำรเดนิ ตรวจเกอื บทกุ วนั
วันที่ 1 กมุ ภำพันธ์ พ.ศ.2550 ได้มีกำรจัดตัง้ องค์กรชุมชนบำ้ นทับเขือ-ปลักหมู
ขึ้นมำ วำงกฎกติกำและระเบียบต่ำง ๆ ในกำรใช้ที่ดินและทรัพยำกร มีกำรเดินกันแนว
เขตระหว่ำงพื้นที่ท�ำกินของชำวบ้ำนกับพ้ืนท่ีป่ำสมบูรณ์ ท�ำเครื่องหมำยเอำสีสเปรย์พ่น
ตำมต้นไม้กันพื้นที่ท�ำกินชำวบ้ำนออกจำกแนวป่ำ สมำชิกขององค์กรชุมชนมีข้อตกลง
ร่วมกันวำ่ จะไมม่ กี ำรบกุ รุกเข้ำไปในพ้นื ทปี่ ่ำสมบูรณโ์ ดยเดด็ ขำด
หลังมีกำรจัดต้ังองค์กรชุมชน และมีกฎกติกำในกำรดูแลรักษำป่ำ กำรคุกคำม
ของเจ้ำหน้ำที่ป่ำไม้ก็ลดลง แต่ในช่วงต้นปี พ.ศ.2555 เกิดเหตุกำรณ์กำรคุกคำมขึ้นอีก
โดยเจ้ำหน้ำที่ป่ำไม้ และ หัวหน้ำอุทยำนฯนำ� กำ� ลงั เจ้ำหน้ำทเ่ี ข้ำตดั ฟนั ยำงพำรำและพชื
ผลอนื่ ๆของชำวบำ้ น 3 รำย เสยี หำยทง้ั หมด ทง้ั ทอี่ งคก์ รชมุ ชนและเครอื ขำ่ ยฯ มขี อ้ ตกลง
กับผู้ว่ำรำชกำรจงั หวัดตรงั แลว้ ว่ำใหช้ ำวบำ้ นในพ้นื ท่ีสำมำรถทำ� กนิ ไดต้ ำมวิถีเดมิ
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับนโยบำยของรัฐบำลและนโยบำยของอธิบดีกรมอุทยำนแห่ง
ชำติ สัตว์ป่ำ และพันธุ์พืช ในแต่ละช่วงด้วยว่ำมีควำมเข้ำใจในวิถีควำมเป็นอยู่ของชำว
บ้ำนที่อยู่กับป่ำมำกน้อยแค่ไหน และมีนโยบำยบังคับใช้กฎหมำยอย่ำงเข้มงวดโดยไม่
สนใจประวตั ศิ ำสตรแ์ ละสทิ ธชิ มุ ชนหรอื เปลำ่ แตเ่ มอ่ื ใดกต็ ำมทม่ี กี ำรคกุ คำมจำกเจำ้ หนำ้ ท่ี
ชำวบำ้ นจะชว่ ยเหลอื กนั สอดสอ่ งดแู ล และรณรงคใ์ หส้ งั คมและฝำ่ ยนโยบำยเขำ้ ใจปญั หำ
และแกไ้ ขปญั หำรว่ มกับชำวบำ้ น
ชว่ ยเลา่ เรือ่ งธรรมนูญชมุ ชน
หลงั จำกเขำ้ รว่ มกบั เครอื ขำ่ ยปฏริ ปู ทด่ี นิ เทอื กเขำบรรทดั ไดไ้ มน่ ำน องคก์ รชมุ ชน
บ้ำนทบั เขือ-ปลกั หมไู ดร้ ว่ มกนั จัดท�ำธรรมนูญชุมชน โดยกำรระดมควำมคดิ เหน็ ของชำว
บำ้ น ร่วมกับนกั วิชำกำรจำกมหำวทิ ยำลัยวลยั ลักษณ์ (อำจำรย์วทิ ยำ อำภรณ)์ ชำวบำ้ น
ให้ควำมส�ำคัญของกระบวนกำรยกร่ำงธรรมนูญชุมชนมำก และใช้เวลำพูดคุยท�ำควำม
เขำ้ ใจร่วมกันถึง 2 ปี จงึ กำ� หนดให้มีธรรมนญู ชุมชนได้
332 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่ีจับตอ้ งได้
เมอ่ื กอ่ นกำรจดั กำรทดี่ นิ และทรพั ยำกรธรรมชำตขิ องบำ้ นทบั เขอื -ปลกั หมู ใชค้ ำ� วำ่ “กำร
จัดกำรทรัพยำกรโดยองค์กรชุมชน” และได้เปล่ียนมำเป็น “โฉนดชุมชน” เพื่อให้เหมือน
กบั เครือข่ำยปฏริ ูปทด่ี ินท่ัวประเทศ แตค่ วำมหมำยยงั คงเดมิ
เม่ือชุมชนรวมตัวกันเป็นองค์กรโดยมีธรรมนูญชุมชนเป็นกรอบในกำรจัดกำร
ชมุ ชน ทำ� ใหช้ มุ ชนเกดิ ควำมสำมคั คกี ลมเกลยี วกนั ในกำรจดั กำรทด่ี นิ และทรพั ยำกรรว่ ม
กนั สมำชิกในชมุ ชนเขำ้ ถึงสทิ ธิของตนไดม้ ำกขนึ้ เช่น ชำวบำ้ นสำมำรถโคน่ ต้นยำงพำรำ
ในทดี่ นิ ของตนเอง และแปรรปู ไมใ้ นสวนของตนมำสรำ้ งบำ้ นได้ ทำ� ใหเ้ หน็ ไดว้ ำ่ หลงั จำก
ทชี่ มุ ชนท�ำงำนร่วมกันในกำรจดั ท�ำโฉนดชุมชน ชมุ ชนสำมำรถยกระดบั ควำมเขม้ แข็งให้
กับชุมชนได้ และมีศักยภำพสูงข้ึนในกำรแก้ไขปัญหำ และป้องกันควำมเดือดร้อนต่ำงๆ
ซง่ึ ส่วนหน่ึงถอื เปน็ ผลสำ� เร็จของกระบวนกำรจัดท�ำโฉนดชมุ ชนของบำ้ นทับเขือ-ปลกั หมู
ส่วนในด้ำนกำรจัดกำรชุมชน แต่ก่อนน้ีจะชุมชนจะให้ควำมส�ำคัญเฉพำะเร่ือง
ทรัพยำกรเป็นหลัก โดยขำดมุมมองกำรยกระดับชุมชนในเร่ืองเศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรม ธรรมนญู ชุมชน คอื กำรวำงกรอบในกำรจดั กำรชุมชนในทุกด้ำน โดยแบ่งเปน็
4 มิติ คือ 1) ควำมเปน็ มนษุ ย์ ได้แก่ ปัจเจกบคุ คลมีควำมสุข 2) สถำบนั สงั คม ไดแ้ ก่
ครอบครัวมีควำมสุข ชุมชน องค์กร เครือข่ำยเข้มแข็ง 3) ควำมมั่นคงในชีวิต ได้แก่
เศรษฐกจิ ดี ทรัพยำกรธรรมชำตอิ ุดมสมบรู ณ์ มีควำมปลอดภยั ในชีวิตและทรพั ยส์ ิน 4)
ควำมเปน็ ธรรมในสงั คมและควำมโปรง่ ใส ไดแ้ ก่ ระบบกำรเมอื งกำรปกครองระดบั ชมุ ชน
ดี ระบบกำรเมืองกำรปกครองระดับท้องถนิ่ ดี ระดบั เจำ้ หนำ้ ท่ีรำชกำร ระบบกำรเมือง
กำรปกครองระดับประเทศดี จะเหน็ ได้ว่ำ องค์กรชมุ ชนบ้ำนทับเขอื -ปลักหมไู มไ่ ด้มงุ่ แก้
ปญั หำเฉพำะเรอื่ งทด่ี นิ เพยี งอยำ่ งเดยี ว หำกแตก่ ำ� ลงั สรำ้ ง “อธปิ ไตยชมุ ชน” หรอื อำ� นำจ
ในกำรกำ� หนดอนำคตของตนเองในทุกด้ำน
ชมุ ชนมบี ทเรยี นรว่ มกนั จำกกำรทำ� โฉนดชมุ ชนวำ่ “กำรรวมกลมุ่ กนั เปน็ เครอื ขำ่ ย
นอกจำกจะสร้ำงพลังในกำรต่อรองกับหน่วยงำนรัฐ ยังเป็นกำรระดมควำมคิดควำมรู้
เพ่ือน�ำมำใช้ในกำรท�ำมำหำกินให้มีควำมม่ันคงย่ังยืนและสร้ำงสังคมที่เป็นธรรมและ
เปน็ สขุ ดว้ ย”
333
แนวทางขับเคลอื่ นโฉนดชุมชนในอนาคตคืออะไร
กำรทอ่ี งคก์ รชมุ ชนบำ้ นทบั เขอื -ปลกั หมู เขำ้ รว่ มเปน็ สมำชกิ เครอื ขำ่ ยปฏริ ปู ทด่ี นิ
เทือกเขำบรรทัด และเครือข่ำยปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย แนวทำงกำรขับเคลื่อน
นโยบำยโฉนดชมุ ชนทผ่ี ำ่ นมำ เปน็ ไปในแนวทำงเดยี วกนั ทง้ั ในเรอ่ื งของกำรสรำ้ งสทิ ธท์ิ งั้
สทิ ธบิ์ คุ คลและสทิ ธชิ มุ ชน ทง้ั สองเครอื ขำ่ ยมสี ว่ นผลกั ดนั ใหพ้ นี่ อ้ งชำวบำ้ นเขำ้ ใจสทิ ธแิ์ ละ
ขับเคลอื่ นในกำรสรำ้ งสทิ ธข์ิ องตัวเอง
“โฉนดชมุ ชนมคี วำมสำ� คญั กบั ชมุ ชนและสงั คม เรำสำมำรถใชร้ ะบบโฉนดชมุ ชน
เป็นตัวช่วย ในกำรคุ้มครองพ้ืนท่ีเกษตรกรรม เป็นยำมดูแลพื้นท่ีป่ำ รวมไปถึงกำรดูแล
เกษตรกรรำยย่อย ให้พัฒนำองค์ควำมรู้ที่สอดคล้องกับวิถีเกษตรของตัวเอง แต่เรำต้อง
ยกระดับสทิ ธิใหม่ขน้ึ มำในสังคม นัน่ คอื สิทธชิ ุมชนทีเ่ รำผลักดนั กันอยู่ ถึงเวลำท่ีเรำต้อง
ปฏริ ปู วิถกี ำรผลติ ปฏิรูปฐำนวฒั นธรรม ฐำนคิด และทศิ ทำงกำรพัฒนำเสยี ท”ี
334 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพที่จบั ต้องได้
“ในฝง่ั นโยบำยของรฐั เรอ่ื งโฉนดชมุ ชน องคก์ รชมุ ชนและเครอื ขำ่ ยไมไ่ ดค้ ำดหวงั
อะไรมำก แมว้ ำ่ นโยบำยจะไปไดช้ ำ้ หรอื ไปไมไ่ ดเ้ ลย แตช่ มุ ชนทปี่ ฏบิ ตั กิ ำรและจดั ทำ� โฉนด
ชุมชนในระดับพื้นที่จะต้องเกิดขึ้นและด�ำรงอยู่ให้ได้ ชุมชนจะต้องขับเคลื่อนเรื่องโฉนด
ชุมชนโดยใชป้ ญั หำควำมเดือดร้อนของประชำชนเปน็ ตวั ตง้ั ”
สว่ นทศิ ทำงของโฉนดชมุ ชนในอนำคตนนั้ สว่ นตวั คดิ ว่ำพฒั นำไปไดแ้ นน่ อน แต่
ต้องอำศัยควำมอดทนของชุมชนผู้ปฏิบัติอย่ำงมำก โดยเฉพำะแกนหลักของเครือข่ำย
เน่ืองจำกต้องท�ำควำมเข้ำใจกับพี่น้องชำวบ้ำนทุกคนทุกพ้ืนท่ีท่ีจะท�ำโฉนดชุมชน ให้มี
จติ ส�ำนกึ มคี วำมร้สู ึกทจี่ ะเสียสละ พรอ้ มท่จี ะท�ำเพื่อชุมชนและสังคม
ถึงที่สุดแล้วโฉนดชุมชนเป็นเร่ืองสวนกระแสสังคม เนื่องจากความคิด
ความรสู้ กึ ของคนในสงั คมขณะน้ี มองเห็นวา่ ที่ดนิ มไี ว้เพ่ือขาย จึงเปน็ หนา้ ทขี่ อง
ชมุ ชนและเครอื ขา่ ยฯ วา่ จะทา� อยา่ งไรใหช้ าวบา้ นและคนทวั่ ไปเขา้ ใจวา่ ทดี่ นิ ไมใ่ ช่
สนิ คา้ แตม่ นั คอื ชวี ติ และโฉนดชมุ ชนไมใ่ ชแ่ คเ่ รอื่ งการไดท้ ดี่ นิ มาอยา่ งเดยี ว ไมใ่ ช่
การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มันมีความหมายถึงการเปล่ียนแปลงโครงสร้าง
สังคมท้ังระบบ
“ถงึ แมโ้ ฉนดชมุ ชนอำจเปน็ เพยี งสงั คมในฝนั สงั คมทดี่ งี ำมและสงบสขุ อำจเปน็
เรอ่ื งยำกทจี่ ะสรำ้ ง แตก่ ต็ ้องช่วยกันขับเคลือ่ นต่อไป”
335
336 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้