The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โฉนดชุมชน จินตภาพที่จับต้องได้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by มูลนิธิชีวิตไท, 2021-10-14 20:43:21

โฉนดชุมชน จินตภาพที่จับต้องได้

โฉนดชุมชน จินตภาพที่จับต้องได้

Keywords: โฉนดชุมชน จินตภาพที่จับต้องได้,โฉนดชุมชน,มูลนิธิชีวิตไท

การศกึ ษาการถอื ครองทดี่ นิ และการจดั การทด่ี นิ ทเ่ี ปน็ ธรรมในภาคอสี านดา� เนนิ การ
ในสองพนื้ ทคี่ อื ชมุ ชนบอ่ แกว้ จงั หวดั ชยั ภมู ิ ซงึ่ เปน็ พน้ื ทท่ี ไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากการปลกู สรา้ ง
สวนป่าคอนสาร และชุมชนดอนฮงั เกลือ จังหวดั ร้อยเอด็ ซง่ึ เปน็ พน้ื ที่ท�ากนิ ชาวบา้ นที่ถูก
ประกาศขน้ึ ทะเบียนเป็นทสี่ าธารณะประโยชน์ของรัฐ

ทงั้ สองพน้ื ทน่ี ี้ เปน็ กรณตี วั อยา่ งนโยบายการจดั การทดี่ นิ ของภาครฐั ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ
ความไมเ่ ปน็ ธรรมกบั ชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ชมุ ชนจงึ รวมตวั กนั ปกปอ้ งสทิ ธใ์ิ นทดี่ นิ ทา� กนิ คมุ้ ครอง
แหลง่ อาหารเพอื่ การยังชีพ เพ่ือความมน่ั คงและความยั่งยืนของชมุ ชนตอ่ ไป

ชุมชนบ่อแก้วกับการทวงคืนผืนดินเดิม

ตา� บลทุง่ พระ อา� เภอคอนสาร จงั หวดั ชัยภมู ิ เปน็ พ้นื ทที่ ี่ต้งั อย่ใู นเขตลมุ่ น�้าเซนิ
ตอนตน้ สภาพการตง้ั ถิ่นฐานอยใู่ นเขตที่ราบเชิงเขา ซึ่งเปน็ บริเวณทีน่ า�้ เซินไหลทะลจุ าก
แนวทวิ เขาสงู ดา้ นทิศตะวันตก และทิศเหนอื ผ่านลงมายังพนื้ ท่ีราบ ทา� ให้ลักษณะดนิ ซงึ่
เกดิ จากตะกอนพัดพา มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมกบั การท�าเกษตรกรรม

ชมุ ชนในเขตตา� บลทงุ่ พระตง้ั ถน่ิ ฐานมานานกวา่ 200 ปี มกี ารบกุ เบกิ พน้ื ทท่ี า� กนิ
กระทงั่ ขยายตวั เปน็ ชมุ ชนใหมใ่ นหลายหมบู่ า้ น เชน่ บา้ นสวนปา่ บา้ นหว้ ยทรายทอง บา้ น
ห้วยสนามทราย ทั้งนี้ประวัติศาสตร์การใช้ที่ดินต�าบลทุ่งพระสามารถแบ่งได้เป็น 4
ช่วงหลัก คือ

1.) ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500 ชุมชนจะมีการผลิตแบบหาอยู่หากิน โดยพ่ึงพา
ทรัพยากรจากปา่ รปู แบบการผลติ เป็นการผลติ เพื่อยังชีพ ในชว่ งแรกความตอ้ งการพื้นที่

251

ทำ� กำรเกษตรจะมไี ม่มำกนกั กระท่งั ในช่วงปี พ.ศ. 2490 เป็นตน้ มำ ชำวบำ้ นมกี ำรขยำย
พ้ืนที่เพิ่มมำกข้ึน ตำมพ้ืนที่ไหล่เขำป่ำภูซ�ำผักหนำม เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจจ�ำพวก ฝ้ำย
พรกิ ข้ำวโพด ยำสูบ เปน็ ต้น

2.) ปี พ.ศ. 2500 – 2520 ในชว่ งดงั กล่ำว ชำวบ้ำนเรมิ่ มกี ำรบกุ เบกิ ขยำยพน้ื ท่ี
เพื่อพัฒนำกำรผลิตพืชเชิงเด่ียวมำกขึ้น ประกอบกับรัฐได้พัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำน เช่น
ถนนสำยหลม่ สกั - ชมุ แพ เขอื่ นจฬุ ำภรณ์ ทำ� ใหช้ มุ ชนเรม่ิ ทำ� กำรผลติ เพอื่ ตอบสนองตลำด
โดยพน้ื ทท่ี ำ� กนิ ของชำวบำ้ นจะขยำยเขำ้ ไปทำ� กนิ ในบรเิ วณหบุ เขำของลำ� หว้ ยสุ ทรี่ ำบเชงิ เขำ
ในเขตภซู ำง ภฝู ำ้ ย ภรู วก ขณะเดยี วกนั ในชว่ งดงั กลำ่ วรฐั ไดป้ ระกำศเขตปำ่ สงวนแหง่ ชำติ
ปำ่ ภซู ำ� ผกั หนำม ในปี พ.ศ. 2516 ทำ� ใหม้ กี ำรเรยี กเกบ็ ใบเสยี ภำษบี ำ� รงุ ทอ้ งทจ่ี ำกชำวบำ้ น
ท่ถี อื ครองท�ำประโยชนท์ ีด่ ินในพ้ืนท่เี หล่ำน้ี

3.) ปี พ.ศ. 2521 – 2530 ถอื เปน็ ชว่ งทเี่ กดิ ควำมขดั แยง้ ในกำรจดั กำรทรพั ยำกร
ปำ่ ไมใ้ นพนื้ ทร่ี ะหวำ่ งชำวบำ้ นกบั เจำ้ หนำ้ ทร่ี ฐั อยำ่ งรนุ แรง กลำ่ วคอื ปี พ.ศ. 2521องคก์ ำร
อุตสำหกรรมป่ำไม้ (ออป.) ได้เข้ำด�ำเนินกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ เนื้อท่ี 4,401 ไร่ ในพื้นที่
ต�ำบลทุ่งพระ โดยกำรขับไล่ชำวบ้ำนออกจำกพ้ืนท่ีท�ำกินและท่ีอยู่อำศัย ต่อมำช่วงปี
พ.ศ. 2525 – 2529 เจ้ำหน้ำที่ได้อพยพขับไล่ชำวบ้ำนออกจำกพื้นที่ ในเขตห้วยโป่ง
บ้ำนพรมซ้ง หนองไรไก่ ผำผ้ึง และอีกหลำยหมู่บ้ำน โดยใน 2 เหตุกำรณ์ดังกล่ำวมี
ชำวบำ้ นทงุ่ พระรวมอยดู่ ว้ ยมำตรกำรจดั กำรทรพั ยำกรปำ่ ไมข้ องรฐั ดงั กลำ่ วไดส้ รำ้ งผลกระทบ
ตอ่ สทิ ธิท่ดี ินทำ� กินมำจนกระทั่งปัจจุบนั

4.) ปี พ.ศ. 2531 – ปจั จบุ นั รฐั บำลไดส้ ง่ เสรมิ กำรผลติ เพอ่ื กำรสง่ ออกอยำ่ งเขม้ ขน้
นับตั้งแต่ช่วงสมัยพลเอกชำติชำย ชุณหะวัณ ด�ำรงต�ำแหน่งนำยกรัฐมนตรีเป็นต้นมำ
โดยพืชเศรษฐกิจที่มีกำรส่งเสริมในเขตน้ี ได้แก่ อ้อย ข้ำวโพด ถั่วเหลือง อย่ำงไรก็ตำม
กำรผลติ ดงั กลำ่ วเกษตรกรตอ้ งพงึ่ พำปจั จยั กำรผลติ จำกภำยนอกเปน็ หลกั เชน่ ปยุ๋ ยำฆำ่ แมลง
เมล็ดพันธุ์ อีกทั้งรำคำผลผลิตท่ีไม่มีควำมแน่นอน และค่ำครองชีพในครัวเรือนที่สูงข้ึน
ท�ำให้เกษตรกรเกิดภำระหน้ีสิน ซึ่งน�ำมำสู่กำรเปล่ียนมือที่ดินของเกษตรกรจ�ำนวนมำก
ขณะเดยี วกนั ปญั หำขอ้ พพิ ำทเรอื่ งทดี่ นิ ทง้ั กรณสี วนปำ่ คอนสำร และปญั หำกำรทบั ซอ้ น
ระหวำ่ งพน้ื ทปี่ ำ่ ไม้ กบั ทที่ ำ� กนิ ของประชำชนยงั คงไมม่ ขี อ้ ยตุ ิ ทำ� ใหเ้ กดิ ควำมขดั แยง้ มำถงึ
ปจั จบุ ัน

นบั ตง้ั แต่ปีพ.ศ.2547เปน็ ตน้ มำชำวบำ้ นในเขตพน้ื ทล่ี มุ่ นำ้� เซนิ ตอนตน้ ไดร้ วมกลมุ่
ในนำม “เครอื ขำ่ ยองคก์ รชำวบำ้ นอนรุ กั ษล์ มุ่ นำ�้ เซนิ ” โดยประกอบดว้ ยผไู้ ดร้ บั ผลกระทบ

252 / โฉนดชุมชน จินตภาพที่จบั ตอ้ งได้

253

จำกปัญหำที่ดินในพื้นท่ีลุ่มน้�ำเซิน เขตอ�ำเภอคอนสำร ภูผำม่ำน น�้ำหนำว และอ�ำเภอ
หลม่ สัก โดยชำวบ้ำนในเขตต�ำบลท่งุ พระ ทปี่ ระสบปัญหำกรณสี วนปำ่ คอนสำรเป็นหน่งึ
ในสมำชกิ เครอื ขำ่ ย พรอ้ มกนั นี้ ชำวบำ้ นไดร้ ว่ มกนั ผลกั ดนั ใหห้ นว่ ยงำนรำชกำรทเี่ กยี่ วขอ้ ง
พจิ ำรณำแกไ้ ขปญั หำ โดยมขี อ้ เรยี กรอ้ ง คอื ใหย้ กเลกิ สวนปำ่ คอนสำรโดยเดด็ ขำด แลว้ นำ�
ทดี่ นิ มำจดั สรรใหแ้ กเ่ กษตรกรผเู้ ดอื ดรอ้ น สว่ นพนื้ ทที่ มี่ สี ภำพสมบรู ณใ์ หช้ ำวบำ้ นสำมำรถ
จัดกำรป่ำชุมชนได้ ต่อมำกำรแก้ไขปัญหำในส่วนรำชกำรได้มีกำรแต่งตั้งคณะท�ำงำน
เพอ่ื ตรวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ ในกรณพี พิ ำทดงั กลำ่ ว โดยมขี อ้ สรปุ วำ่ สวนปำ่ คอนสำรไดป้ ลกู สรำ้ ง
ทับท่ีดินท�ำกินและท่ีอยู่อำศัยของรำษฎรจริง และให้ด�ำเนินกำรยกเลิกสวนป่ำคอนสำร
แลว้ น�ำทด่ี ินมำจดั สรรให้แก่รำษฎรตอ่ ไป

จุดเร่ิมต้นแห่งปัญหา

สวนป่ำคอนสำรเร่มิ ดำ� เนินกำรเม่อื ปี พ.ศ. 2521 เป็นตน้ มำ ตำมเงื่อนไขกำร
สมั ปทำนทำ� ไมใ้ นพน้ื ทป่ี ำ่ สงวนแหง่ ชำตปิ ำ่ ภซู ำ� ผกั หนำม บรเิ วณพน้ื ทปี่ ำ่ เหลำ่ ไฮ่ โดยกำร
ปลูกสร้ำงสวนป่ำด�ำเนินกำรตำมระบบโครงกำรหมู่บ้ำนป่ำไม้ เน้ือที่ท้ังสิ้น 4,401 ไร่
อย่ำงไรก็ตำม กำรปลกู สรำ้ งสวนป่ำไมไ่ ดด้ �ำเนนิ กำรในพืน้ ทเ่ี ป้ำหมำยบรเิ วณปำ่ เหล่ำไฮ่
แตไ่ ดเ้ ขำ้ มำปลกู สวนปำ่ ในพนื้ ทที่ ำ� กนิ และทอ่ี ยอู่ ำศยั ของชำวบำ้ น ทำ� ใหเ้ กดิ ทบั ซอ้ นทดี่ นิ
ของชำวบำ้ น และนำ� มำสปู่ ญั หำผลกระทบ และควำมขดั แยง้ ในเวลำตอ่ มำ ทง้ั นี้ สำมำรถ
พิจำรณำกำรเข้ำมำปลูกสร้ำงสวนปำ่ ขององคก์ ำรอตุ สำหกรรมป่ำไม้ได้ดังตอ่ ไปน้ี

(1) กำรชกั ชวนใหช้ ำวบำ้ นเขำ้ เปน็ สมำชกิ โครงกำรหมบู่ ำ้ นปำ่ ไม้ โดยจะไดส้ ทิ ธิ
ท�ำงำนเป็นลูกจ้ำงของ ออป. ได้ที่ดินท�ำกินคนละ 5 ไร่ และท่ีอยู่อำศัยอีก 1 ไร่ กรณีท่ี
ชำวบ้ำนไม่ยินยอม จะมีกำรข่มขู่ คุกคำม และใช้มำตรกำรทำงกฎหมำยเข้ำด�ำเนินกำร
กบั ชำวบำ้ น รวมทง้ั มกี ำรจำ้ งผมู้ อี ทิ ธพิ ลในพนื้ ที่ (นกั เลง) เขำ้ มำขม่ ขู่ เชน่ กรณกี ำรจบั กมุ
นำยรนื่ เลศิ คอนสำร ชำวบำ้ นหวั ปลวกแหลมในขอ้ หำเผำปำ่ กำรจบั กมุ นำยทองคำ� เดชบำ� รงุ
ชำวบ้ำนทุ่งพระข้อหำตัดต้นไม้ จ�ำคุก 3 เดือน กำรจับกุมนำยวรรค โยธำธรรม ข้อหำมี
อำวุธสงครำมอยู่ในครอบครอง ซ่ึงกรณีนำยวรรค โยธำธรรม ไม่ยินยอมออกจำกพื้นที่
จงึ มกี ำรใส่ร้ำยโดยกำรนำ� เอำระเบดิ มำฝังไว้ในพน้ื ท่ี จำกนั้นก็เขำ้ ดำ� เนินกำรจบั กุม

254 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพท่จี บั ตอ้ งได้

(2) กำรเรียกเก็บใบเสียภำษีบ�ำรุงท้องท่ีของชำวบ้ำน โดยเจ้ำหน้ำที่สวนป่ำ
สญั ญำวำ่ จะจ่ำยค่ำชดเชยใหช้ ำวบ้ำน ไรล่ ะ 100 บำท จนถงึ ปจั จบุ นั ชำวบ้ำนไมไ่ ดร้ บั ค่ำ
ชดเชยดงั กลำ่ ว ลกั ษณะกำรเรยี กเกบ็ หลกั ฐำนขำ้ งตน้ จะใชว้ ธิ ขี ม่ ขจู่ ำกผมู้ อี ทิ ธพิ ลในพนื้ ท่ี
ผู้ปกครองทอ้ งถน่ิ เพอ่ื บงั คบั ให้ชำวบำ้ นยินยอมมอบหลักฐำนให้

(3) กรณีบ้ำนน้อยภูซำง จ�ำนวน 11 ครัวเรือน ท่ีมีที่ท�ำกิน และที่อยู่อำศัยใน
บริเวณเป้ำหมำยกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ ถูกบังคับให้เข้ำร่วมเป็นสมำชิกโครงกำรหมู่บ้ำน
ปำ่ ไม้ แตช่ ำวบำ้ นไมย่ นิ ยอมโดยอำ้ งวำ่ จะอยทู่ เ่ี ดมิ ทำงเจำ้ หนำ้ ทไ่ี ดข้ ม่ ขู่จนกระทง่ั บำงสว่ น
ต้องจ�ำยอมอพยพเข้ำอยู่อำศัยในพื้นที่จัดสรร ตำมโครงกำรหมู่บ้ำนป่ำไม้ บำงส่วนย้ำย
กลับไปอยู่กับญำติพี่น้อง และบำงส่วนไม่ยินยอมย้ำยออกจำกพื้นที่ เช่นกรณีของ
นำยลอง อนุ่ ขัวเรือน ชำวบำ้ นหวั ปลวกแหลม ท่ีต้ังถ่ินฐำนอยูท่ ่ีเดิมจนถึงปจั จบุ นั

(4) กำรด�ำเนินกำรตำมระบบหมู่บ้ำนป่ำไม้ โดยกำรจัดสรรที่ดินประเภทที่อยู่
อำศยั เป็นแปลง จ�ำนวน 100 แปลง จ�ำแนกผู้มคี ณุ สมบตั ทิ ่จี ะได้รบั สทิ ธิออกเปน็ สอง
ประเภท คือ เจำ้ ของทีด่ ินเดมิ และคนทวั่ ไปที่เขำ้ มำอยูเ่ ป็นลูกจำ้ ง โดยไดม้ กี ำรพฒั นำ
โครงสร้ำงพนื้ ฐำน ไดแ้ ก่ โรงเรียน และวดั ในปจั จบุ ันมสี มำชกิ ในชมุ ชน จำ� นวนประมำณ
130 ครัวเรือน ซ่งึ ขนำดของชุมชนทีเ่ พิม่ ข้นึ จำกเดมิ สว่ นใหญ่มลี ักษณะเป็น “ครอบครวั
ขยำย” อย่ำงไรก็ตำม กำรด�ำเนินงำนตำมระบบโครงกำรหมู่บ้ำนป่ำไม้ ก็ยังไม่สำมำรถ
จัดสรรทที่ �ำกนิ ให้กับสมำชกิ หมู่บ้ำนป่ำไม้ ได้จนกระทั่งปัจจบุ นั

(5) กำรดำ� เนนิ กำรปลกู สรำ้ งสวนปำ่ ในชว่ งระยะแรกจะใหผ้ นู้ ำ� หมบู่ ำ้ น หรอื ผมู้ ี
อิทธิพล เป็นผู้คุมคนงำนปลูกป่ำ เพื่อป้องกันกำรกระทบกระทั่งกับเจ้ำของท่ีดิน โดยจะ
ปลกู ทบั พน้ื ทเ่ี กษตรกรรมของชำวบำ้ น ทอ่ี ยใู่ นชว่ งของกำรผลติ และกำรเกบ็ เกยี่ ว พนั ธไ์ุ ม้
ที่ปลูกในระยะแรกจะเป็นไม้เบิกน�ำ เช่น กระถินณรงค์ นนทรี ส่วนไม้ยูคำลิปตัส น�ำเข้ำ
มำปลูกใน ปี พ.ศ. 2528 เป็นตน้ มำ

255

256 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้

ผลกระทบจากสวนป่าคอนสาร

กำรด�ำเนินกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำคอนสำร ได้ก่อผลกระทบต่อชำวบ้ำนในพ้ืนท่ี
รวมท้ังโอกำสในกำรพัฒนำคุณภำพชีวิตของเกษตรกรผู้เดือดร้อนตลอดช่วง 34 ปี ที่
ผำ่ นมำ โดยสำมำรถจ�ำแนกสภำพปัญหำผลกระทบได้ดงั ตอ่ ไปน้ี

1) กรณผี เู้ ดอื ดรอ้ นทเ่ี กดิ จำกกำรปลกู สรำ้ งสวนปำ่ ทบั ทด่ี นิ ทำ� กนิ ไดแ้ ก่ ชำวบำ้ น
ท่ีมที ่ีดนิ ท�ำกนิ ทีอ่ ยู่อำศยั อยู่ในพ้ืนท่ีปลกู สร้ำงสวนป่ำปจั จบุ ัน

2) กรณผี เู้ ดอื ดรอ้ นทเ่ี ปน็ สมำชกิ โครงกำรหมบู่ ำ้ นปำ่ ไม้ ไดแ้ ก่ ชำวบำ้ นทย่ี นิ ยอม
เข้ำเป็นสมำชิกโครงกำรหมู่บ้ำนป่ำไม้ ที่ได้รับสัญญำว่ำจะด�ำเนินกำรจัดสรรที่ดินท�ำกิน
และท่ีอยอู่ ำศยั ให้ แตป่ จั จุบนั ยังไมส่ ำมำรถดำ� เนินกำรจัดหำที่ดินท�ำกินได้

3) กรณผี เู้ ดอื ดรอ้ นทเ่ี ปน็ ครอบครวั ขยำย หมำยถงึ ชำวบำ้ นทเี่ ปน็ บตุ ร เขย สะใภ้
หรอื ทำยำท ของเจำ้ ของทด่ี นิ เดมิ ซงึ่ ปจั จบุ นั ประสบปญั หำเรอื่ งทด่ี นิ กลำ่ วคอื ไรท้ ดี่ นิ ทำ� กนิ
หรอื ทด่ี ินทำ� กนิ ไม่เพยี งพอ

กระบวนการคัดค้านของชาวบ้าน

กำรคัดค้ำนโครงกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำคอนสำรของชำวบ้ำน เร่ิมต้นมำตั้งแต่
องค์กำรอุตสำหกรรมป่ำไม้เริ่มเข้ำมำด�ำเนินโครงกำร เมื่อปี พ.ศ. 2521 เป็นต้นมำ โดย
ชำวบำ้ นเรียกร้องใหย้ กเลกิ กำรปลกู สรำ้ งสวนปำ่ โดยเดด็ ขำด และคนื สทิ ธทิ ดี่ นิ ทำ� กนิ แก่
รำษฎรผู้เดือดร้อน แต่อย่ำงไรก็ตำม ออป. ยังคงเข้ำด�ำเนินกำรกระท่ังปัจจุบัน ต่อมำมี
กำรร้องเรียนของรำษฎร ท้ังกำรย่ืนหนังสือข้อร้องเรียนผ่ำนกลไกปกติของทำงรำชกำร
เช่น นักกำรเมือง หน่วยงำนรำชกำรท่ีเก่ียวข้อง หรือกำรชุมนุมของชำวบ้ำน ช่วงปี พ.ศ.
2539 – 2540 กระทั่งปี พ.ศ. 2547 ชำวบ้ำนในนำม “เครือข่ำยองค์กรชำวบ้ำนอนุรักษ์
ลุ่มน้�ำเซนิ ” ได้ยืน่ ขอ้ เรยี กร้องตอ่ นำยอำ� เภอคอนสำร (นำยสมศักดิ์ อทิ ธวิ รกุล) โดยกรณี
สวนป่ำคอนสำรมีขอ้ เรยี กรอ้ งดงั นี้

(1) ใหย้ กเลิกสวนป่ำคอนสำรโดยเด็ดขำด
(2) ใหอ้ อกเอกสำรสิทธแ์ิ ก่รำษฎรผู้เดอื ดร้อน
(3) พ้นื ทท่ี มี่ ีสภำพป่ำสมบรู ณ์ ทไ่ี ม่มกี ำรถือครองท�ำประโยชนม์ ำกอ่ น ใหม้ อบ
สิทธแิ กช่ ุมชนทอ้ งถน่ิ จดั กำรทรพั ยำกรปำ่ ไม้ ในรูปแบบ “ป่ำชมุ ชน”

257

มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ปี 2550 มกี ำรประชมุ เจรจำรว่ มระหวำ่ ง ผแู้ ทนองคก์ ำรอตุ สำหกรรมปำ่ ไมแ้ ละ
คณะ กับผ้แู ทนกลุ่มรำษฎรพ้ืนท่นี �ำร่อง 7 พ้นื ท่ี ณ ห้องประชมุ คณะกรรมกำรสิทธิมนษุ ย
ชนแหง่ ชำติ โดยมี คณุ สนุ ี ไชยรส คณะอนกุ รรมกำรสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชำติ ดำ้ นกำรจดั กำร
ท่ีดินและป่ำ เป็นประธำนท่ีประชุม ในกำรเจรจำกรณีสวนป่ำคอนสำรได้เสนอโครงกำร
“พฒั นำระบบกำรผลติ อยำ่ งยง่ั ยนื ตำมแนวทำงเศรษฐกจิ พอเพยี ง” มกี ำรพจิ ำรณำประเดน็
เรง่ ดว่ นของรำษฎรคอื กำรขอเขำ้ ใชป้ ระโยชนใ์ นพน้ื ทส่ี วนปำ่ คอนสำร ในระหวำ่ งกำรแกไ้ ข
ปญั หำทำงนโยบำย เหตผุ ลคอื รำษฎรทไี่ ดร้ บั ผลกระทบจำกกำรปลกู สรำ้ งสวนปำ่ คอนสำร
ตลอดระยะกวำ่ 30ปีไมม่ ที ดี่ นิ ทำ� กนิ และทด่ี นิ ทำ� กนิ ไมเ่ พยี งพอมมี ตคิ ณะทำ� งำนตรวจสอบ
ขอ้ เท็จจรงิ ใหย้ กเลิกสวนปำ่ คอนสำรแลว้ และระยะนี้ได้เข้ำช่วงฤดูท�ำกำรผลติ แลว้ และ
ท่ีผ่ำนมำทำงสวนป่ำได้ให้บุคคลทั่วไป ได้เข้ำท�ำประโยชน์ซึ่งไม่ใช่ผู้เดือดร้อน ส่วนกำร
แก้ไขปัญหำข้อเรียกร้อง ให้มีกำรยกเลิกเพิกถอนสวนป่ำคอนสำรนั้น จะต้องมีกำร
พจิ ำรณำรำยละเอยี ด ในกำรตดั สนิ ใจของหนว่ ยงำนทกุ ฝำ่ ยทเี่ กย่ี วขอ้ งอกี ครง้ั หนง่ึ ขอ้ สรปุ
คือประเด็นกำรเข้ำท�ำประโยชน์ ใหก้ ลมุ่ ชำวบำ้ นท่ีเดือดร้อนทำ� แผนกำรเขำ้ ทำ� ประโยชน์
และใหท้ ำงหวั หนำ้ สวนปำ่ คอนสำรตดั สนิ ใจไดเ้ ลย โดยใหส้ ทิ ธกิ บั กลมุ่ ชำวบำ้ นทเ่ี ดอื ดรอ้ น
277 คน เป็นหลกั

ปี 2550 นำยประนญู สวุ รรณภกั ดี รองเลขำธกิ ำร ปฏบิ ตั ริ ำชกำรแทนเลขำธกิ ำร
คณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ มีหนังสือถึงนำยญวนตรี รังรำ ผู้แทนเครือข่ำย
องค์กรชำวบ้ำนอนุรักษ์ลุ่มน�้ำเซิน เร่ืองแจ้งผลกำรตรวจสอบกำรละเมิดสิทธิมนุษยชน
กรณีสวนป่ำคอนสำร ตำมหนังสือท่ี สม 0003 / 2034 ลงวันท่ี 28 ธันวำคม 2550 โดย
คณะอนกุ รรมกำรสทิ ธใิ นกำรจดั กำรทดี่ นิ และปำ่ ชดุ ท่ี 2 มมี ตวิ ำ่ กำรกระทำ� ของกรมปำ่ ไม้
และองค์กำรอตุ สำหกรรมปำ่ ไม้ (ออป.) ในกำรปลกู สร้ำงสวนปำ่ คอนสำร ท�ำให้ผู้ร้องได้
รับควำมเดือดร้อน ไม่มีท่ีดินท�ำกิน ท้ังที่ผู้ร้องได้ครอบครองท�ำประโยชน์มำก่อนสวนป่ำ
คอนสำร ซ่งึ เป็นกำรกระท�ำทลี่ ะเมดิ สิทธิในทด่ี นิ และทรพั ยส์ ินของผู้ร้อง ขณะทก่ี ำรแกไ้ ข
ปัญหำที่ล่ำช้ำของหน่วยงำนรัฐที่เก่ียวข้อง ก็เป็นกำรกระท�ำท่ีไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง
คณะอนุกรรมกำรฯ จึงได้ก�ำหนดมำตรกำรในกำรแก้ไขปัญหำ และมีข้อเสนอแนะเชิง
นโยบำย ดังน้ี

258 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพท่จี บั ตอ้ งได้

1. ให้รัฐบำลมีค�ำสั่งยกเลิกสวนป่ำคอนสำร ตำมมติคณะท�ำงำนตรวจสอบ
ขอ้ เทจ็ จรงิ กรณสี วนปำ่ คอนสำร เมอื่ วนั ที่ 7 กรกฎำคม 2548 ภำยใน 60 วนั นบั ตง้ั แตว่ นั ที่
ไดร้ ับรำยงำนฉบบั น้ี

2. ใหก้ ระทรวงทรพั ยำกรธรรมชำติและสง่ิ แวดล้อม สนับสนุนกำรพัฒนำระบบ
กำรผลิตและกำรจัดกำรทรัพยำกรที่ย่ังยืนให้แก่ผู้ร้อง โดยสนับสนุนให้ชุมชนร่วมกับ
หนว่ ยงำนของรฐั จดั ทำ� แผนกำรจดั กำรและใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ รวมทง้ั กำรจดั เปน็ ปำ่ ชมุ ชน
ภำยใน 90 วนั นับจำกวนั ทย่ี กเลกิ สวนป่ำคอนสำร

มติประชาคมต�าบลทุ่งพระ

ปี 2551 ประชุมประชำคมต�ำบลทุ่งพระ โดยนำยวิชัย พลอยปัทมวิชิต ก�ำนัน
ต�ำบลทุ่งพระ เป็นประธำนกำรประชุม โดยมีกำรพิจำรณำกรณีปัญหำสวนป่ำคอนสำร
ซ่ึงผลกำรประชุมประชำคมต�ำบลทุกหมู่บ้ำน มีมติให้ยกเลิกสวนป่ำคอนสำร และให้
ด�ำเนินกำรจัดสรรที่ดินให้กับรำษฎรผู้เดือดร้อน พร้อมกันน้ี ในระหว่ำงกำรแก้ไขปัญหำ
จนกวำ่ จะไดข้ อ้ ยตุ ิ ใหร้ ำษฎรผเู้ ดอื ดรอ้ นสำมำรถเขำ้ ทำ� ประโยชนใ์ นพนื้ ทไ่ี ด้ จำ� นวนเนอื้ ที่
1,500 ไร่

259

มติการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาล

ปี 2552 เครอื ขำ่ ยปฏริ ปู ทด่ี นิ แหง่ ประเทศไทย (คปท.) ไดช้ มุ นมุ ตดิ ตำมกำรแกไ้ ข
ปัญหำที่ท�ำเนียบรัฐบำล จำกนั้น วันท่ี 9 มีนำคม 2552 นำยกรัฐมนตรี (นำยอภิสิทธิ์
เวชชำชีวะ ) ได้มีค�ำส่ังแต่งต้ังคณะกรรมกำรอ�ำนวยกำรเพื่อแก้ไขปัญหำของเครือข่ำย
ปฏิรปู ทด่ี นิ แหง่ ประเทศไทย โดยนำยกรัฐมนตรีเป็นประธำน

ที่ประชุมมีมติ ในระหว่ำงกำรด�ำเนินกำรแก้ไขปัญหำของคณะอนุกรรมกำรฯ
คณะกรรมกำรฯ เหน็ ชอบใหผ้ อ่ นผนั ใหร้ ำษฎรไดอ้ ยอู่ ำศยั และทำ� กนิ ในทดี่ นิ ดงั กลำ่ วตำม
วถิ ีชีวิตปกตไิ ปพลำงก่อน เพ่อื บรรเทำปญั หำควำมเดือดรอ้ น และแจ้งสว่ นรำชกำรตำ่ ง ๆ
ทเี่ กยี่ วขอ้ งชะลอกำรดำ� เนนิ กำรใด ๆ ทอ่ี ำจเปน็ มลู เหตใุ หเ้ กดิ ควำมขดั แยง้ หรอื กอ่ ใหเ้ กดิ
ควำมเดอื ดรอ้ นในกำรดำ� เนนิ ชวี ติ ตำมปกตสิ ขุ และเสนอคณะรฐั มนตรรี บั ทรำบตอ่ ไป และ
ใหค้ ณะอนกุ รรมกำรฯ ทจี่ ะแตง่ ตง้ั ขนึ้ ไปดำ� เนนิ กำรตรวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ ในพน้ื ทแี่ ละเสนอ
แนวทำงกำรแกไ้ ขปญั หำตอ่ คณะกรรมกำรฯ ต่อไป

กระทัง่ วันที่ 17 กรกฎำคม 2552 ชำวบำ้ นผเู้ ดือดรอ้ นกรณสี วนป่ำคอนสำร เข้ำ
ปักหลักรอค�ำตอบในกำรแก้ไขปัญหำสวนป่ำคอนสำรจำกรัฐบำล ในบริเวณพื้นที่พิพำท
โดยมขี อ้ เรยี กร้องทัง้ สนิ้ 4 ขอ้ คอื ใหย้ กเลิกสวนปำ่ คอนสำรโดยเด็ดขำด ใหจ้ ัดสรรทด่ี ิน
ให้ชำวบ้ำนผู้เดือดร้อนในรูปแบบโฉนดชุมชน ในระหว่ำงกำรแก้ไขปัญหำให้ชำวบ้ำน
สำมำรถทำ� ประโยชนใ์ นพน้ื ท่ี เพอื่ เตรยี มกำรพฒั นำพน้ื ทน่ี ำ� รอ่ งโฉนดชมุ ชน จำ� นวนเนอื้ ที่
1,500 ไร่ ตำมมติประชำคมตำ� บลทงุ่ พระ และพนื้ ท่ที ่มี สี ภำพปำ่ สมบูรณ์ให้สทิ ธชิ ำวบำ้ น
และท้องถน่ิ จัดกำรทรพั ยำกรในรูปแบบปำ่ ชุมชน

ตอ่ มำ วนั ท่ี 27 สงิ หำคม 2552 องคก์ ำรอตุ สำหกรรมปำ่ ไม้ (ออป.) ไดฟ้ อ้ งขบั ไล่
ชำวบ้ำนผู้เดือดร้อน และท่ีปรึกษำเครือข่ำย รวม 31 คน ออกจำกพื้นท่ีพิพำทต่อศำล
จงั หวดั ภเู ขยี ว พรอ้ มกนั น้ี ไดข้ อคมุ้ ครองชวั่ ครำว ในกำรหำ้ มมใิ หข้ ยำยเขตพน้ื ทค่ี รอบครอง
ออกจำกพื้นที่เดิม ห้ำมน�ำวัสดุสร้ำงที่อยู่อำศัย ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และห้ำมขัดขวำง
โจทกใ์ นกำรเข้ำตรวจสอบ บำ� รงุ ดแู ลพน้ื ทส่ี วนปำ่ พิพำท ซึง่ ศำลอนญุ ำตตำมค�ำขอ และ
ได้นำ� หมำยห้ำมชว่ั ครำวมำตดิ ในพืน้ ท่พี ิพำท วันท่ี 28 สิงหำคม 2552 และศำลช้นั ตน้ มี
ค�ำพิพำกษำให้จ�ำเลย และบรวิ ำรออกจำกพืน้ ท่ใี นวันท่ี 27 เมษำยน 2553 ที่ผำ่ นมำ

ในอกี ดำ้ นหน่งึ เครอื ข่ำยปฏริ ูปท่ีดนิ แห่งประเทศไทย (คปท.) ไดผ้ ลกั ดนั ให้เกดิ
กำรแกไ้ ขปญั หำระหวำ่ งรฐั บำลกบั เครอื ขำ่ ยฯ กระทงั่ เกดิ กลไกกำรทำ� งำนรว่ มในทกุ ระดบั

260 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพท่ีจับตอ้ งได้

ในกรณีปัญหำสวนป่ำคอนสำร นำยกรัฐมนตรีได้มีค�ำส่ังแต่งตั้งคณะอนุกรรมกำรแก้ไข
ปัญหำพพิ ำททีด่ นิ กรณสี วนปำ่ คอนสำร จงั หวดั ชยั ภมู ิ โดยมีนำยสำทติ ย์ วงศห์ นองเตย
รฐั มนตรีประจำ� ส�ำนักนำยกรฐั มนตรี เป็นประธำน ในวนั ที่ 18 สิงหำคม 2553

คณะอนุกรรมกำรฯ ชุดดังกล่ำว ประชุมครั้งท่ี 1/ 2553 ในวันท่ี 22 กันยำยน
2553 ณ ห้องประชุมอำคำรรัฐสภำ โดยท่ีประชุมมีมติลงพื้นท่ีเพ่ือตรวจสอบข้อเท็จจริง
ในวนั ท่ี 8 ตลุ ำคม 2553 ซงึ่ ผลกำรลงพนื้ ที่ ประธำนไดพ้ จิ ำรณำเหน็ ควรใหก้ นั พนื้ ทจ่ี ำ� นวน
ประมำณ 1,500 ไร่ มำด�ำเนินกำรในรูปแบบโฉนดชุมชน ส่วนปัญหำคดีควำมให้ชะลอ
กำรบงั คบั คดีออกไปไมน่ ้อยกว่ำ 3 เดือน ทง้ั นี้ ใหร้ วบรวมเอกสำรขอ้ มูลเพอ่ื ยน่ื คำ� ร้องขอ
จดั ตัง้ โฉนดชมุ ชนต่อไป

นอกจำกนี้ ในกำรประชมุ หำรอื รว่ มระหวำ่ งนำยกรฐั มนตรี ปลดั กระทรวง หวั หนำ้
ส่วนรำชกำร และผู้แทนขบวนกำรประชำชนเพื่อสังคมท่ีเป็นธรรม (ขปส.) เมื่อวันท่ี 17
กุมภำพนั ธ์ 2554 ณ หอ้ งประชุมงบประมำณ อำคำรรฐั สภำ 3 รฐั สภำ เพ่ือพจิ ำรณำข้อ
เรยี กร้องของ ขปส. โดยมอบนโยบำย และหลกั กำรแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำ เพ่อื ให้ผู้ที่
เก่ียวขอ้ งประชุมหำรอื ในรำยละเอยี ดร่วมกันตอ่ ไป

ในกรอบหลักกำรและแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำของ ขปส. ตำมข้อ 2. กรณี
สวนปำ่ คอนสำร ชุมชนบ่อแก้ว อำ� เภอคอนสำร จงั หวดั ชยั ภมู ิ นำยกรฐั มนตรมี อบหมำย
ให้ปลดั กระทรวงทรพั ยำกรธรรมชำตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม รบั ไปดำ� เนนิ กำรเพอ่ื มใิ หเ้ กดิ ควำมขดั
แยง้ รองผู้อ�ำนวยกำรองค์กำรอุตสำหกรรมป่ำไม้ (นำยชัยภัฎ สมบูรณ์ด�ำรงกุล) รับไป
พิจำรณำด�ำเนินกำรในส่วนของกำรบังคับคดี ในส่วนของกำรตรวจสอบพื้นท่ีเพื่อด�ำเนิน
กำรจดั ทำ� โฉนดชมุ ชน รมต.นร. (นำยสำทติ ย์ วงศห์ นองเตย) จะไดม้ อบหมำยคณะทำ� งำน
ส�ำรวจและตรวจสอบพ้ืนท่ีโฉนดชุมชนภำคอีสำนเร่งด�ำเนินกำรลงพ้ืนท่ีต่อไป ท้ังน้ี
รัฐมนตรีประจ�ำส�ำนักนำยกรัฐมนตรี ได้น�ำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีรับทรำบในวันที่ 22
กมุ ภำพันธ์ 2554

261

262 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้

การจัดการท่ีดินของชุมชน

กำรจัดกำรท่ีดินของชุมชนบ่อแก้ว ได้แบ่งกำรใช้ประโยชน์ในพ้ืนท่ีไว้ตำมท่ี
คณะกรรมกำรชมุ ชนไดม้ กี ำรปรกึ ษำหำรอื กนั ไดก้ ำ� หนดแบง่ เนอื้ ทอี่ อกตำมจำ� นวนทเี่ สนอ
ขอจดั ทำ� โฉนดชมุ ชน เนอื้ ทท่ี ง้ั สนิ้ 1,500 ไร่ โดยจำ� แนกเขตกำรใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ออกเปน็

พืน้ ทแ่ี ปลงรวม 150 ไร่
พื้นทสี่ ำธำรณะ 150 ไร่
ทอ่ี ยอู่ ำศยั 169 ไร่ ปจั จบุ นั สำมำรถจดั กำรไดใ้ นพน้ื ท่ี 120 ไร่ อยอู่ ำศยั และทำ� กนิ
ที่ทำ� กนิ 1,031 ไร่ สมำชกิ 169 คน คนละ 6 ไร่
ป่ำชมุ ชน จ�ำนวน 2 แปลง ได้แก่ ปำ่ ภฝู ำ้ ย และปำ่ ภซู ำง

การจัดองค์กรการใช้ประโยชน์ที่ดิน

กำรจัดองค์กรกำรใช้ประโยชน์ในที่ดินชุมชนบ่อแก้ว ด�ำเนินกำรในรูปแบบ
คณะกรรมกำรโฉนดชมุ ชนจ�ำนวน 10 คน จำกกำรเลอื กของสมำชิกชมุ ชน ซ่ึงมีโครงสร้ำง
ประกอบดว้ ย ประธำน 1 คน รองประธำน 2 คน กรรมกำรฝำ่ ยกำรเงนิ กรรมกำรฝำ่ ยบญั ชี
เลขำนกุ ำร อย่ำงละ 1 คน ส่วนท่เี หลือเปน็ กรรมกำร เปน็ ตวั ขับเคลื่อนกำรท�ำกจิ กรรมใน
พ้ืนท่ี กำรด�ำเนินกำรต่ำง ๆ ในพ้ืนที่ต้องผ่ำนกำรประชุมคณะกรรมกำร แล้วขยำยผล
สู่สมำชกิ ร่วมท้ังกำรวำงแผนกำรจดั กำรพื้นท่ี กำรใชป้ ระโยชน์ในท่ดี ิน ปัจจบุ ันสมำชิกใน
ชมุ ชนมกี ำรทำ� กำรผลติ ทงั้ แบบสว่ นบคุ คลและแบบแปลงรวม โดยเนน้ กำรปลกู พชื ทมี่ อี ยู่
ในท้องถิ่นเพอื่ รักษำพันธุกรรมพน้ื บำ้ นไวใ้ นพ้ืนที่

263

กฎระเบียบโฉนดชุมชน

1. กฎระเบียบนีเ้ รียกว่ำ กฎระเบยี บโฉนดชุมชน
2. สมำชิกในกลมุ่ จะตอ้ งระดมทุนเพื่อกองทุนท่ีดิน ปลี ะ 10 บำท ต่อหน่งึ ไร่
3. สมำชิกในกลุ่มไม่ประสงค์ท่ีจะท�ำประโยชน์ในที่ดินของตนเองให้แจ้งต่อ
คณะกรรมกำรกลุม่ ภำยในวนั ท่ี 1 ของเดอื นกมุ ภำพนั ธ์ ถึงสนิ้ เดือน กุมภำพนั ธ์ ของทุกปี
4. สมำชิกในกลุ่มจะซื้อหรือขำยท่ีดินไม่ได้ถ้ำไม่ได้รับควำมเห็นชอบจำก
คณะกรรมกำรกลมุ่ ไม่น้อยกว่ำ 3ใน 4 ของสมำชกิ ทงั้ หมด
5. สมำชิกในกลุ่มจะซ้ือขำยท่ีดินให้บุคคลอ่ืนที่ไม่ใช่สมำชิกในกลุ่ม เกษตรกร
หรือ ญำติพน่ี ้อง ไม่ได้
6. สมำชกิ ในกลมุ่ จะซอ้ื ขำย โอนกรรมสทิ ธทิ์ ด่ี นิ ใหไ้ ดเ้ ฉพำะผสู้ บื ทอดสกลุ เทำ่ นน้ั
หรอื เครอื ญำติ และ สมำชกิ กล่มุ
7. สมำชิกในกลุ่มมีควำมจ�ำเป็นเร่งด่วนเก่ียวกับปัญหำทำงด้ำนกำรเงินให้
ปรกึ ษำกบั กรรมกำรกลุม่ ไดต้ ลอดเวลำ
8. เมอ่ื สมำชกิ ในกลมุ่ ไดน้ ำ� ทด่ี นิ มำขำยฝำกกบั กลมุ่ แลว้ เจำ้ ของทดี่ นิ ยงั มสี ทิ ธิ์
ทำ� ประโยชน์ในทด่ี ินของตนเองได้
9. เมอ่ื สมำชกิ ในกลมุ่ มคี วำมประสงคท์ จ่ี ะไถถ่ อนทดี่ นิ ของตนเองคนื จะตอ้ งจำ่ ย
ดอกเบ้ียเพ่ือเปน็ คำ่ บ�ำรงุ กองทนุ่ รอ้ ยละ 1 บำท ตอ่ ปี
10. สมำชิกในกลุ่มจะต้องระดมทุนเข้ำกองทุนที่ดิน ตั้งแต่วันท่ี 1 ถึงวันที่ 15
มกรำคม ของทกุ ปี
11. คณะกรรมกำรกลุ่มมวี ำระ 4 ปี
12. สมำชกิ ผใู้ ดทก่ี ระทำ� ผดิ ระเบยี บขอ้ บงั คบั ของกลมุ่ ถอื วำ่ หมดสภำพกำรเปน็
สมำชกิ กลมุ่ และจะไม่ไดร้ บั กำรค้มุ ครองจำกกลุม่

264 / โฉนดชุมชน จินตภาพทจี่ ับตอ้ งได้

อุปสรรคการด�าเนินการโฉนดชุมชน

ชุมชนบ่อแก้วเป็นกรณีพิพำทกับกรมป่ำไม้ โดยองค์กำรอุตสำหกรรมป่ำไม้
(ออป.) ทเี่ ปน็ ผไู้ ดร้ บั มอบจำกกรมปำ่ ไมใ้ หด้ แู ลพนื้ ที่ กำรดำ� เนนิ กำรโฉนดชมุ ชนทผี่ ำ่ นมำ
มีควำมล้ำช้ำที่กระบวนกำรท�ำงำนของหน่วยงำนท่ีรับผิดชอบในระดับปฏิบัติ และระดับ
นโยบำยของกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำตแิ ละส่งิ แวดล้อม

ที่ส�ำคญั มกี ำรดำ� เนินคดกี ับชำวบำ้ น กลำ่ วหำว่ำเป็นผ้บู ุกรุก ชำวบำ้ นต้องต่อสู้
ในกระบวนกำรยุติธรรม ที่หน่วยงำนรัฐใช้เป็นเครื่องมือในกำรด�ำเนินกำรกับชำวบ้ำนท่ี
เดือดรอ้ น ซ่งึ เป็นปัญหำใหญ่ในกำรแกไ้ ขปัญหำของชำวบำ้ น

ที่มำกกว่ำน้ัน กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อมไม่เห็นด้วยในกำร
จัดท�ำโฉนดชุมชน จึงเป็นปัญหำและอุปสรรคที่ส�ำคัญ ท�ำให้ชำวบ้ำนไม่สำมำรถจัดกำร
พนื้ ทตี่ ำมท่ีวำงแผน และท�ำกำรผลิตในพืน้ ที่เพอ่ื เล้ยี งครอบครวั ได้

265

ดอนฮังเกลือ ดินแดนอุดมสมบูรณ์ของบรรพชน

ประวัติศาสตร์ดอนฮังเกลือ

หลวงป่วู นั จำกบ้ำนนำเลำ ต�ำบลบึงเกลือ อำ� เภอเสลภูมิ จังหวดั รอ้ ยเอด็ ได้เล่ำ
รำยละเอยี ดเกยี่ วกบั ดอนฮงั เกลอื วำ่ ในปี พ.ศ. 2472 บดิ ำของทำ่ นไดม้ ำจบั จองปลกู บำ้ น
และท�ำสวนอยู่ในพื้นที่ดอนฮังเกลือ ในขณะน้ันก็มีผู้ที่จับจองอยู่ก่อนแล้วจ�ำนวน
8 ครอบครวั จำก 3 หมบู่ ำ้ น คือ หม่ทู ่ี 6,7 และ 9 ของต�ำบลเมืองไพร ต่อมำไดแ้ ยกเป็น
ต�ำบลบึงเกลือ เม่ือปี 2535 ซ่ึงครอบครัวเหล่ำนั้นยังมีลูก หลำน ได้ท�ำกินอย่ำงต่อเนื่อง
สืบทอดมำจนถงึ ปัจจุบนั

“ดอนฮังเกลือ” เป็นภำษำถิ่นของภำคอีสำน มีรำกฐำนจำกศัพท์อยู่สองค�ำคือ
“ดอน” หมำยถึงพ้นื ทีท่ ่เี ปน็ เนนิ เตยี้ ๆ ทส่ี งู กวำ่ บริเวณอนื่ ๆ ที่อยู่ใกลเ้ คยี ง และ “ฮังเกลือ”
จำกค�ำบอกเล่ำของ พ่อทองอินทร์ แสนสนอง เล่ำว่ำดอนฮังเกลือ เป็นพ้ืนท่ีท่ีมีอีเกีย
(คำ้ งคำว)มำอยอู่ ำศยั เปน็ จำ� นวนมำกชำวบำ้ นเลยเรยี กวำ่ ดอนฮงั เกลอื อกี ควำมหมำยหนง่ึ
ของดอนฮังเกลือ มำจำกค�ำว่ำฮำงเกลือ ท่ีชำวบ้ำนมำต้มเกลือท่ีบริเวณดอนแห่งนี้
จงึ เรยี กกนั ตอ่ มำวำ่ ดอนฮงั เกลอื ซง่ึ อำจเปน็ ไปไดเ้ พรำะสภำพโดยรวมของพน้ื ทเ่ี ปน็ ดนิ เคม็
น�้ำในบึงเกลือถึงฤดูแล้งที่มีปริมำณน�้ำน้อย น�้ำจะมีรสกร่อย พ้ืนดินโดยรอบก็จะสังเกต
เหน็ เกรด็ เกลือเปน็ สีขำวขนึ้ โดยท่ัวไป

ในปี 2472 ก�ำนันสำ พรหมนันท์ ก�ำนันต�ำบลบึงไพร อ�ำเภอเสลภูมิ จังหวัด
ร้อยเอ็ด ได้ชักชวนชำวบ้ำนในต�ำบลมำขุดปิดท�ำนบตรงที่น�้ำไหลเข้ำออกบึงเกลือ หรือ
บริเวณปำกน�้ำยัง เพ่ือกักน้�ำไว้ใช้ในกำรเกษตร ปี 2528 กรมชลประทำนได้ท�ำประตู
คอนกรตี ปดิ ปำกนำ�้ ทำ� ใหน้ ำ้� ทว่ มขงั พน้ื ทที่ ำ� กนิ และพนื้ ทดี่ อนฮงั เกลอื บำงสว่ น ปี 2531 -
2538 กรมชลประทำนไดม้ โี ครงกำรอยำ่ งตอ่ เนอื่ ง ในกำรจดั ทำ� ฝำยและเสน้ ทำงคมนำคม
รอบบงึ เกลอื ทำ� ใหน้ ำ้� ทว่ มขังยำวนำนขนึ้ ทำ� ให้ชำวบำ้ นบำงคนละทง้ิ ท่ีดนิ ทำ� กนิ เพรำะ
น้ำ� ทว่ มไม่สำมำรถท�ำกำรผลติ ได้ ทำ� ให้พ้นื ทีบ่ งึ เกลือมีพืน้ ท่ีโดยทงั้ หมด 7,500 ไร่

266 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทีจ่ ับต้องได้

เนื่องจำกกำรเปล่ียนแปลงของสภำพพื้นที่ จำกกำรพัฒนำของรัฐในกำรจัดท�ำ
ฝำยชลประทำน และท�ำท�ำนบก้ันน�้ำ ท�ำให้พ้ืนท่ีดอนฮังเกลือเปลี่ยนสภำพไปจำกพ้ืนที่
ดอน เปน็ พน้ื ทกี่ กั เกบ็ นำ�้ ทไ่ี มม่ ขี อบเขตหรอื ไมม่ หี มดุ หลกั ฐำนทแี่ นช่ ดั จงึ เปน็ สำเหตขุ อง
ควำมขดั แยง้ ในปจั จบุ นั ทอี่ งคก์ ำรบรหิ ำรสว่ นตำ� บลบงึ เกลอื ตอ้ งกำรนำ� เอำพน้ื ทส่ี ำธำรณะ
ประโยชน์ดอนฮังเกลอื ไปทำ� ศูนย์กีฬำและกำรออกกำ� ลังกำยของชุมชน โดบไปทบั ที่ดนิ
ท�ำกนิ ของชำวบำ้ น ที่ทำ� กนิ อยำ่ งต่อเน่อื งมำต้งั แตบ่ รรพบุรษุ จำ� นวน 31 ครอบครวั เนอื้ ที่
31 ไร่ 3 งำน 05 ตำรำงวำ พน้ื ทก่ี ำรถอื ครองโดยเฉลย่ี ครอบครวั ละ 1 ไร่ พน้ื ทเ่ี หลำ่ นชี้ ำวบำ้ น
ท�ำกำรผลติ โดยเพำะปลูกพชื ผกั เช่น พรกิ ถ่วั ฝกั ยำว ขำ้ วโพด และเพำะพันธ์ขุ ำ้ วตลอด
ทัง้ ปี

เหตุแห่งความขัดแย้ง

ดอนฮงั เกลอื ตำ� บลบงึ เกลอื อำ� เภอเสลภมู ิ จงั หวดั รอ้ ยเอด็ มรี ำษฎรบำ้ นหวั คใู ต้
บำ้ นบอ่ แก บำ้ นนำเลำ และบำ้ นนำ้� จน้ั ตำ� บลบงึ เกลอื จำ� นวน 31 ครวั เรอื น เขำ้ ครอบครอง
ท�ำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2472 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่ได้ถูกข้ึนทะเบียนเป็นที่
สำธำรณประโยชน์ ประเภทพลเมอื งใชร้ ่วมกนั เมอ่ื ปี 2474 พืน้ ท่ี 65 ไรเ่ ศษ และไดม้ ีกำร
รังวดั ออกเอกสำรเป็นหนงั สอื สำ� คัญส�ำหรับท่หี ลวง เลขท่ี 42 ฉบบั ที่ 2319/2509 ลงวันที่
17 ตุลำคม 2509 รวมเนื้อที่ 78-2-43.2ไร่ ซ่ึงกำรขึ้นทะเบียนเป็นท่ีสำธำรณประโยชน์
ชำวบำ้ นไดค้ ัดคำ้ นมำโดยตลอด ตอ่ มำปี 2542 องค์กำรบรหิ ำรสว่ นตำ� บลบึงเกลอื และ
สว่ นรำชกำรอำ� เภอเสลภมู ิตดิ ประกำศใหผ้ ทู้ ค่ี รอบครองทำ� ประโยชน์ในบรเิ วณดอนฮงั เกลอื
ออกจำกท่ดี ินท�ำกินทกุ คน

ปี 2540 - 2545 ชำวบ้ำนร่วมกับสมัชชำคนจนได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบำล
และตั้งกลไกกำรแก้ไขปัญหำร่วมกับรัฐบำล มีคณะท�ำงำนตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมี
นำยอำ� เภอเสลภมู ิ นำยมนตรี บพุ ผำวลั ย์ เป็นประธำน ไดท้ �ำควำมเหน็ ของคณะทำ� งำน
มสี ำระสำ� คญั คอื จำกกำรตรวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ เหน็ วำ่ กำรประกำศเขตทส่ี ำธำรณประโยชน์
ดอนฮังเกลือไม่ถกู ต้อง มีควำมคลำดเคลือ่ น สมควรเพกิ ถอนและออกเอกสำรสทิ ธิให้แก่
รำษฎรผู้เดอื ดรอ้ น

267

268 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้

ปี 2552 ชำวบ้ำนในพื้นท่ีดอนฮังเกลือ ได้ร่วมกับเครือข่ำยปฏิรูปท่ีดินแห่ง
ประเทศไทยได้ย่ืนข้อเสนอในกำรแก้ไขปัญหำกับรัฐบำล นำยอภิสิทธิ์ เวชชำชีวะ เพื่อ
แก้ไขปัญหำควำมเดอื ดร้อนในพ้นื ทด่ี อนฮังเกลอื โดยมขี อ้ เรียกรอ้ งคือ

1.ใหเ้ พิกถอนทส่ี ำธำรณประโยชน์ออกจำกทด่ี นิ ท�ำกนิ ของชำวบำ้ นผู้เดอื ดรอ้ น
2.ใหด้ ำ� เนนิ กำรออกเอกสำรสทิ ธแิ กร่ ำษฎรผเู้ ดอื ดรอ้ นใหร้ ฐั สนบั สนนุ กำรจดั กำร
ทดี่ นิ และทรัพยำกรของรำษฎรในรูปแบบโฉนดชุมชนและกำรจดั ตั้งธนำคำรทดี่ ิน
ปี 2553 คณะอนกุ รรมกำรแกไ้ ขปัญหำทีด่ ินสำธำรณประโยชน์ ที่เอกชนปลอ่ ย
ท้ิงรำ้ ง และเหมืองแร่ ซึ่งมนี ำยถำวร เสนเนยี ม รัฐมนตรชี ว่ ยวำ่ กำรกระทรวงมหำดไทย
เป็นประธำน มมี ตใิ ห้ยุติเรื่องเพือ่ รอด�ำเนนิ กำรตำมนโยบำยโฉนดชุมชน

การจัดการพ้ืนท่ีและการเข้าร่วมโฉนดชุมชน

ชุมชนมีกำรรวมกลุ่มกันอย่ำงเข็มแข็งในกำรบริหำรจัดกำรที่ดิน มีกำรแบ่งกำร
ใช้ประโยชน์ทีด่ ินทช่ี ุมชนดอนฮงั เกลือชัดเจน ทงั้ แปลงบคุ คลและแปลงรวม รวมถึงพ้นื ท่ี
ทน่ี ้�ำท่วมถึงซงึ่ ชุมชนใช้เปน็ แหล่งอนรุ กั ษ์พนั ธ์ปุ ลำ

ชำวบำ้ นในพ้ืนที่ดอนฮงั เกลอื ได้ย่ืนขอจัดทำ� โฉนดชุมชนเนอื้ ที่ 31 ไร่ 2 งำน 73
ตำรำงวำ ชำวบ้ำนท่ีครอบครองที่ดินและร้องขอท�ำโฉนดชุมชนมีจ�ำนวน 31 ครอบครัว
คณะกรรมกำรประสำนงำนเพือ่ จดั ใหม้ ีโฉนดชุมชน (ปจช.) มมี ติใหจ้ ัดทำ� โฉนดชุมชนใน
พ้ืนท่ีดอนฮังเกลือ และได้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงำนเจ้ำของพ้ืนท่ีที่เกี่ยวข้องเพื่ออนุญำติให้
ใช้พน้ื ท่ี

ในระดบั พนื้ ทชี่ ำวบำ้ นไดย้ น่ื เอกสำรขออนญุ ำตใชป้ ระโยชนใ์ นทด่ี นิ ของรฐั ตำม
มำตรำ 12 แห่งประมวลกฎหมำยท่ีดนิ โดยจดทะเบยี นองค์กรเป็นนิติบคุ ลในนำม “กลุม่
เกษตรกรท�ำนำบึงเกลือ” เพ่ือขอสัมปทำนบัตรประกอบกิจกำรในที่ดินของรัฐ โดยจะท�ำ
ในรูปแบบโฉนดชุมชน ตำมระเบียบส�ำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชน
พ.ศ. 2553 เพอื่ ประโยชนใ์ นกำรเกษตรกรรมและทอี่ ยอู่ ำศยั ตอ่ รฐั มนตรวี ำ่ กำรกระทรวง
มหำดไทย ผ่ำนส�ำนักงำนที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สำขำเสลภูมิ ในที่ดินสำธำรณประโยชน์
ดอนฮังเกลอื

269

การจัดองค์กรการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ชมุ ชนตัง้ คณะกรรมกำรขนึ้ จ�ำนวน 10 คน ประกอบด้วย ประธำน รองประธำน
2 คน เลขำนุกำร บัญชี กำรเงิน อย่ำงละ 1 คน ที่เหลือเป็นกรรมกำร เพ่ือเป็นกลไก
กำรท�ำงำนเร่ืองโฉนดชุมชนและท�ำกิจกรรมต่ำง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับกำรแก้ไขปัญหำท่ีดิน
พิพำทแปลงดังกล่ำว ในส่วนพื้นที่กำรใช้ประโยชน์มีกำรเพำะปลูกพืชหมุนเวียนตลอด
ทั้งปีตำมฤดูกำลผลิต รวมทั้งจัดตั้งกองทุนที่ดินชุมชนเพ่ือเป็นกลไกในกำรแก้ไขปัญหำ
รวมทั้งเป็นแหล่งเงินทุนให้กับสมำชิก ใช้กู้ยืมในยำมฉุกเฉิน หรือใช้ในกำรจัดซ้ือปัจจัย
กำรผลติ ในพ้นื ที่

กฎระเบียบชุมชน

1.) สมำชิกในกลุม่ จะตอ้ งระดมทนุ เพอ่ื บำ� รุงกองทนุ ทดี่ นิ เดอื นละ 10 บำท
2.) สมำชิกในกลุ่ม ไม่ประสงค์ที่จะท�ำประโยชน์ในท่ีดินของตนเองให้แจ้ง
คณะกรรมกำรบริหำรกลมุ่ อย่ำงน้อย 30 วนั
3.) สมำชิกในกลุ่ม จะซื้อหรือขำยท่ีดินไม่ได้ถ้ำไม่ได้รับควำมเห็นชอบจำก
คณะกรรมกำรบรหิ ำรกลมุ่ 3 ใน 4 ของสมำชิกทง้ั หมด
4.) สมำชิกในกลุ่ม จะซ้ือหรือขำยท่ีดินใหบ้ คุ คลทไ่ี ม่ใชเ่ กษตรกรไม่ได้
5.) สมำชิกในกลุ่ม จะซ้ือขำยโอนกรรมสิทธ์ท่ีดินให้ได้เฉพำะผู้สืบทอดสกุล
เท่ำนัน้
6.) สมำชิกในกลุ่ม มีควำมจ�ำเป็นเร่งด่วนเก่ียวกับกำรเงินให้ปรึกษำกับ
คณะกรรมกำรบริหำรกลมุ่ ไดต้ ลอด 24 ชัว่ โมง
7.) เมอ่ื สมำชกิ ในกลมุ่ ไดน้ ำ� ทดี่ นิ มำขำยฝำกกบั กลมุ่ แลว้ เจ้ำของทดี่ นิ ยงั มสี ทิ ธิ์
ทำ� ประโยชน์ในทด่ี ินของตนเองไดจ้ นกวำ่ จะไถ่ถอน
8.) เมอ่ื สมำชกิ ในกลมุ่ มคี วำมประสงคจ์ ะไถถ่ อนทดี่ นิ ของตนเองคนื จะตอ้ งจำ่ ย
ดอกเบย้ี เพอื่ เป็นค่ำบำ� รุงกลุ่ม รอ้ ยละ 1 บำท ต่อปี
9.) สมำชกิ ในกลมุ่ จะตอ้ งระดมทนุ ตง้ั แต่ 1- 15 มกรำคม ของทกุ ปใี หแ้ ลว้ เสรจ็

270 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพท่จี บั ต้องได้

อุปสรรคการจัดท�าโฉนดชุมน

ชมุ ชนดอนฮงั เกลอื มกี รณพี พิ ำทกบั องคก์ ำรบรหิ ำรสว่ นตำ� บลและกรมทดี่ นิ เนอ่ื ง
ดว้ ยทดี่ นิ สำธำรณประโยชน์ อยใู่ นควำมดแู ลขององคก์ ำรบรหิ ำรสว่ นตำ� บลบงึ เกลอื (อบต.
บึงเกลอื ) ท่ผี ำ่ นมำ อบต.บึงเกลือไมเ่ หน็ ดว้ ยในกำรด�ำเนินกำรโฉนดชมุ ชน เพรำะ อบต.
ต้องกำรใช้ประโยชน์ท่ีดินในพื้นที่พิพำท โดยไม่มีแนวทำงแก้ไขปัญหำให้กับคนที่อำศัย
ท�ำกนิ ในพืน้ ที่มำกอ่ น

นอกจำกนี้กำรขอสมั ปทำนพื้นท่ีของรัฐ ต้องไดร้ บั ควำมเห็นชอบจำกหน่วยงำน
ในระดับจังหวัด แต่หน่วยงำนรำชกำรระดับจังหวัด ไม่มีควำมจริงใจในกำรด�ำเนินงำน
โฉนดชุมชน ท�ำให้กระบวนกำรส่งเร่ืองให้กรมที่ดินพิจำรณำอนุญำตให้ชุมชนเป็นพ้ืนที่
โฉนดชมุ ชนลำ่ ช้ำออกไป

271

สรุปส่งท้าย

จำกกำรศกึ ษำทำ� ใหเ้ หน็ วำ่ กำรเรยี กรอ้ งสทิ ธใิ นทดี่ นิ ทำ� กนิ ของชมุ ชนทงั้ 2 แหง่
มีประวัติศำสตร์ที่ยำวนำนจำกอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้มีกำรร้องเรียนต้ังแต่ระดับท้องถ่ิน
ไปจนถึงระดบั นโยบำย แตก่ ระบวนกำรแก้ไขปัญหำก็ไม่ได้ขอ้ ยุติ

ชมุ ชนทงั้ 2 แหง่ มกี ำรสรปุ บทเรยี นทต่ี อ้ งกำรรกั ษำทดี่ นิ ใหอ้ ยกู่ บั เกษตรกร และ
รูปแบบท่จี ะรักษำที่ดนิ ท�ำกนิ ของชุมชนไว้ได้คือ กำรทำ� โฉนดชมุ ชน โฉนดชุมชนเป็นกำร
กระจำยกำรถอื ครองทด่ี นิ ทเ่ี ปน็ ธรรม เพรำะประชำชนในชมุ ชนสำมำรถมสี ว่ นรว่ ม ในกำร
จัดกำรท่ีดินในชุมชนของตนเอง ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐจัดกำรท่ีดินและทรัพยำกรของชุมชน
เพียงฝ่ำยเดยี วดงั ท่ผี ่ำนมำ

ตำมบทเรยี นของชำวบำ้ น กำรแก้ไขปญั หำทีด่ นิ ใหไ้ ดข้ อ้ ยตุ ิ ตอ้ งประกอบด้วย
สำมฝ่ำย คือประชำชนในชุมชนพ้ืนท่ีพิพำท หน่วยงำนที่รับผิดชอบในพ้ืนที่ และฝ่ำย
นโยบำย ถำ้ สำมสว่ นมกี ำรท�ำงำนรว่ มกันอยำ่ งจริงจัง กำรแก้ไขปญั หำก็จะบรรลุได้

สว่ นกำรดำ� เนนิ กำรโฉนดชมุ ชนตำมระเบยี บสำ� นกั นำยกรฐั มนตรวี ำ่ ดว้ ยกำรจดั
ใหม้ โี ฉนดชมุ ชน พ.ศ.2553 และกำรแกไ้ ขปญั หำทด่ี นิ พพิ ำทกบั หนว่ ยงำนของรฐั หำกจะ
ท�ำให้กำรแก้ไขปัญหำได้ข้อยุติ และสร้ำงควำมยั่งยืนในกำรถือครองท่ีดินให้กับชุมชน
จ�ำเป็นต้องยกระดับระเบียบส�ำนักนำยกรัฐมนตรีว่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชุมชนให้เป็น
กฎหมำย เพ่ือท่ีจะสำมำรถบังคับใช้กับหน่วยงำนรำชกำร ให้ปฏิบัติตำมนโยบำยโฉนด
ชมุ ชนไดจ้ รงิ

272 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจ่ี บั ตอ้ งได้

273

ชาวบ้านชายขอบ

กับการรุกรานจากรัฐไทย
และกลุ่มทุนในกระแสโลก

รศ.ดร.สุธี ประศำสนเ์ ศรษฐ

274 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพที่จบั ตอ้ งได้

จั่วหัวเรื่องไว้อย่ำงน้ี เพ่ือย�้ำว่ำ ชำวบ้ำนชำยขอบไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งปัญหำ
หำกแต่รัฐไทยและกลุ่มทุน ในกระแสทุนนิยมอันทรงพลังแรงกล้ำ ร่วมกันเป็นต้นเหตุ
ส�ำคญั สุด แทท้ ่จี ริง ชำวบ้ำนเหลำ่ นี้อยู่กันมำจำกรนุ่ พ่อแม่ ปยู่ ำตำยำย อยำ่ งมคี วำมสขุ
ตำมสภำพทโ่ี อบอมุ้ ดว้ ยธรรมชำติปำ่ เขำลำ� นำ�้ ลำ� ธำรมำยำวนำน ไมไ่ ดส้ รำ้ งควำมเดอื ดรอ้ น
ให้แก่สังคม หรือบำงกลุ่มก็จ�ำเป็นต้องเข้ำยึดที่ดินท้ิงร้ำง (โดยพวกเก็งก�ำไร) หรือไม่ก็
ที่ดินสำธำรณะ ที่ชำวบ้ำนเคยใช้กันมำในอดีต แต่ต่อมำกลับกลำยเป็นกรรมสิทธ์ิส่วน
บุคคล ของผูม้ ีเงนิ ทองหรอื อทิ ธพิ ลไปเสียแลว้ จำกกำรเย่ยี มเยียนหลำยพื้นที่ในโครงกำร
นี้ ทง้ั ทำงเหนอื อสิ ำน ใต้ และหนง่ึ พนื้ ทใี่ นกรงุ เทพมหำนคร กข็ อตงั้ ขอ้ สงั เกตเพอื่ กำรแลก
เปลีย่ นกนั สกั 8 ประกำร (เมอ่ื กลบั สหู่ อคอยงำชำ้ ง กต็ อ้ งใสภ่ ำษำต่ำงดำ้ วบ้ำง) กล่ำวคอื

ขอ้ หนงึ่ รฐั ไทยดำ� เนนิ นโยบำยทเี่ รยี กวำ่ กำรพฒั นำนน้ั แทท้ จ่ี รงิ เปน็ กำรพฒั นำ
ท่ีแยกขั้วสังคม แม้เรำปฏิเสธไม่ได้ว่ำ กำรพัฒนำที่ผ่ำนมำได้ก่อให้เกิดควำมม่ังค่ัง
มหำศำล ใหแ้ กไ่ มก่ ส่ี บิ ตระกลู และควำมอยดู่ กี นิ ดแี กบ่ คุ ลำกร ชนั้ กลำงขน้ึ ไปของพวกเขำ
จำ� นวนมำก แตอ่ กี ดำ้ นของเหรยี ญ กระบวนกำรดงั กลำ่ วกค็ อื กำรพฒั นำทร่ี กุ รำนประชำชน
ท�ำให้พวกเขำยำกจนลงกลำยเป็นผู้เหลือแต่พลังแรงงำนไว้แลกกับค่ำจ้ำงที่แทบไม่พอ
ประทงั ชวี ติ

นโยบำยรัฐไทย เป็นไปตำมลทั ธิเสรีนยิ มใหม่ มุ่งเปดิ เสรีด้ำนกำรคำ้ กำรลงทุน
และกำรเคลอ่ื นย้ำยเงนิ ทนุ ซงึ่ เปน็ กำรเออื้ ใหก้ ลมุ่ ทนุ ข้ำมชำตแิ สวงหำกำ� ไรไดส้ ะดวกขนึ้
และทส่ี ำ� คญั กค็ อื นโยบำยนมี้ งุ่ ลดบทบำทรฐั ทจ่ี ะตอ้ งปกปอ้ งดแู ลสงั คมสว่ นดอ้ ยโอกำส
ซ่ึงหมำยถึงกำรทอดท้ิงชำวบ้ำนชำยขอบ ให้ตกอยู่ในอ�ำนำจบงกำรของทุนภำยใต้
หน้ำกำกที่เรียกว่ำ “ตลำดเสรี” ผลของแนวคิดเหล่ำนี้ จึงเป็นกำรโอนอ�ำนำจอธิปไตย
ปวงชน ไปสอู่ งุ้ มอื กลมุ่ ทนุ ขำ้ มชำตแิ ละกลมุ่ ทนุ ไทยทเ่ี ชอื่ มผลประโยชนก์ นั เพรำะรฐั ไทย
ตอบสนองต่อขอ้ เรยี กรอ้ งองค์กำรระหว่ำงประเทศ ซง่ึ อยูใ่ ตอ้ ทิ ธพิ ลของกลมุ่ ทนุ ขำ้ มชำติ

275

โดยแทบไม่ค�ำนึงถึงผลกระทบต่อภำคประชำชน ประชำชนใช้อ�ำนำจอธิปไตยจนเกิด
รัฐบำลขึ้นมำได้ แต่รัฐบำลกลับไปตอบสนององค์กรต่ำง ๆ ท่ีไม่ได้เลือกพวกเขำมำเป็น
รฐั บำลชนชน้ั นำ� ทำงกำรเมอื งดเู หมอื นจะเปน็ คณะบคุ คลในสงั กดั ของพลงั ขำ้ มชำตหิ ลำยชนดิ

ข้อสอง ส�ำหรับชำวบ้ำนชำยขอบ ซึ่งมีฐำนทรัพยำกรจ�ำกัด พอท่ีจะเล้ียงดู
ครอบครวั กถ็ กู แยง่ ชงิ เอำไปโดยนโยบำยและพฤตกิ รรมรฐั และกลมุ่ ทนุ ดงั เชน่ กำรประกำศ
เขตปำ่ เขตอทุ ยำนซอ้ นทบั พนื้ ทที่ ำ� กนิ และทอี่ ยขู่ องชำวบำ้ น และกำรขยำยตวั ของกจิ กำร
ตำ่ ง ๆ เพอ่ื สนองกำรทอ่ งเทย่ี ว และกำรทำ� สวนปำ่ ตกู้ บั ขำ้ วใบใหญ่ หรอื ซปุ เปอรม์ ำรเ์ กต็
ตำมธรรมชำติของชำวบ้ำนกถ็ ูกปลน้ เอำไปเสียแล้ว คณุ ภำพชวี ติ ของพวกเขำยอ่ มตกต่�ำ
อย่ำงต่อเนือ่ ง

ข้อสาม ต้ังแต่ยุคที่อ้ำงกันว่ำเศรษฐกิจโชติช่วงชัชวำล ก่อนประสบวิกฤติ
ปี พ.ศ.2540 กระตนุ้ ใหก้ ลมุ่ ทนุ และคนชนั้ กลำงในเมอื ง เขำ้ กวำ้ นซอื้ หรอื เชงิ บงั คบั ขำย
ทด่ี นิ ไวจ้ ำ� นวนมหำศำล เปน็ กำรถำ่ ยเททดี่ นิ ไปสกู่ ลมุ่ ทนุ และคนเมอื งในอตั รำเรง่ มกี ำร
แปลงทด่ี นิ เพอ่ื กำรเกษตรกรรม ไปเปน็ ทดี่ นิ จดั สรรเขตชำนเมอื ง หรอื ทำ� ธรุ กจิ ตำ่ ง ๆ (Land
reconversion) กระบวนกำรน้ี ยังด�ำเนินตอ่ ไปอย่ำงไม่หยดุ ยงั้ แม้ในปัจจบุ นั

ข้อส่ี ที่ดินหรือทรัพย์สมบัติสำธำรณะจ�ำนวนเพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ ถูกปรับเปล่ียน
ให้เป็นกรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินเอกชน น�ำมำค้ำขำยแลกเปล่ียน เพื่อแสวงหำมูลค่ำเพิ่ม
ในระบบทนุ นิยม หรือก�ำไรจำ� นวนมหำศำล กระบวนกำรนอี้ ย่ใู นกระแสเดียวกับ กำรโอน
สมบตั สิ ำธำรณะไปเปน็ ของเอกชน ทด่ี ำ� เนนิ ไปในยคุ แรกเรมิ่ ทนุ นยิ ม ตง้ั แตช่ ว่ งศตวรรษที่
16ทมี่ ขี บวนกำรลอ้ มรว้ั ในประเทศองั กฤษขบั ไลไ่ สสง่ ชำวนำออกจำกทด่ี นิ โดยพวกขนุ นำง
เจำ้ ทดี่ นิ ตอ้ งกำรเอำทดี่ นิ นน้ั ไปเลย้ี งแกะสนองอตุ สำหกรรมผำ้ ขนแกะยคุ นนั้ กระบวนกำรน้ี
เป็นส่วนหนงึ่ ของกำรสะสมทุนแบบเดิมหรือแบบป่ำเถ่อื น มีกำรใช้ก�ำลังบังคับใหช้ ำวนำ
ออกจำกที่ดินอย่ำงไร้ควำมปรำณี ผลคือเป็นกำรแยกชำวบ้ำนออกจำกปัจจัยกำรผลิต
(ทีด่ ิน) ให้เป็นเพยี งผู้ขำยแรงงำน

กำรแปลงสำธำรณสมบตั ิ เช่น ปำ่ ชุมชน ที่สำธำรณะ ฯลฯ เป็นกรรมสทิ ธ์ิ ของ
เอกชนในรูปแบบใด ๆ กต็ ำม ถอื วำ่ เป็น “ขบวนกำรล้อมรัว้ ใหม่” (the New Enclosure)
ซงึ่ สว่ นสำ� คญั กค็ อื กำรแยง่ ชงิ ทดี่ นิ หรอื ฐำนทรพั ยำกรเพอ่ื ยงั ชพี ไปจำกชำวบำ้ น วถิ ชี วี ติ

276 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทีจ่ บั ต้องได้

277

และวัฒนธรรมชุมชน ย่อมสลำยลงเม่ือพวกเขำต้องกลำยเป็นชนชั้นกรรมำชีพใหม่
ตวั อยำ่ งของกระบวนกำรนใ้ี นยคุ ปจั จบุ นั กค็ อื ควำมเขม้ งวด ในกำรปกปอ้ งทรพั ยส์ นิ ทำง
ปัญญำ เชน่ สทิ ธบิ ตั รยำ ของกลมุ่ ทุนข้ำมชำติ เพอื่ กอบโกยผลก�ำไรมหำศำลจำกผปู้ ว่ ย
ท่ัวโลก ท้ังท่ีควำมรู้ในกำรผลิตตัวยำส่วนส�ำคัญมำจำกสมุนไพรท่ีบรรพชนของเรำ
ไดท้ ดลองและคดั เลอื กไวเ้ ปน็ มรดกของมวลมนษุ ย์ หรอื บำ้ งกม็ ำจำกงำนวจิ ยั ทำงวชิ ำกำร
ทมี่ อบใหเ้ ปน็ สมบตั สิ ำธำรณะ (Public Domain) แตเ่ หลำ่ บรรษทั ยำขำ้ มชำติ อำ้ งวำ่ เปน็
ทรัพย์สินทำงปัญญำของตนแบบเต็มร้อย น่ีก็คือตัวอย่ำงของ “ขบวนกำรล้อมร้ัวใหม่”
ซึ่งไร้ควำมเป็นธรรม และไร้ควำมจริงอย่ำงชัดแจ้งที่ผู้ป่วยท้ังโลกต้องประสบอยู่
อกี ตวั อยำ่ งทช่ี ำวนำชำวไร่ ตอ้ งเผชญิ กค็ อื กำรผกู ขำดเมลด็ พนั ธ์ุ และพนั ธส์ุ ตั วเ์ ลย้ี งตำ่ ง ๆ
โดยกลมุ่ ทนุ ซงึ่ ควำมกำ้ วหนำ้ ทำงเทคโนโลยี ทำ� ใหพ้ นั ธพ์ุ ชื และสตั วเ์ หลำ่ นี้ มปี ระสทิ ธภิ ำพ
ค้มุ ทนุ เพียงรุ่นเดียว กต็ ้องไปพง่ึ กลมุ่ ทุนเกษตรกรรมอย่ำงต่อเนื่อง

ข้อห้า กำรต่อสู้ของชำวบ้ำนชำยขอบเพื่อสิทธิในกำรใช้หรือครอบครองท่ีดิน
เปน็ กำรตอ่ สเู้ พอ่ื ควำมอยรู่ อด เพอื่ วถิ ชี มุ ชน และเศรษฐกจิ พอเพยี ง สว่ นกลมุ่ ทนุ ตอ้ งกำร
แยง่ ชิงทดี่ นิ ไป เพอ่ื แสวงหำกำ� ไรส่วนเกิน และแสดงผลงำนวำ่ ได้เพิ่มสถติ พิ น้ื ท่ปี ำ่ ไมไ้ ด้
มำกข้ึน ควำมชอบธรรมทำงศีลธรรม (Moral legitimacy) ของผู้ต่อสู้เพ่ือควำมอยู่รอด
ยอ่ มอยใู่ นอนั ดบั สงู กวำ่ อยำ่ งชดั แจง้ ยกเวน้ ผทู้ ม่ี รี ะบบคณุ คำ่ วำ่ กำ� ไรตอ้ งมำกกอ่ นควำม
เปน็ มนษุ ย์ ดงั นน้ั กำรตอ่ สขู้ องพวกชำวบำ้ นชำยขอบทงั้ หลำยยอ่ มมคี วำมชอบธรรมทำง
ศลี ธรรมหนนุ อยู่ แมจ้ ะเปน็ กำรตอ่ สใู้ นสมรภมู ทิ ฝี่ ่ำยตนเสยี เปรยี บอย่ำงมำก และดนิ้ รน
อยใู่ นท่ำมกลำงควำมไมเ่ ป็นธรรมหลำยรปู แบบ อันได้แก่ ก) กำรขำดทรพั ยำกรทกุ ชนิด
เพื่อกำรต่อสู้ ข) กฎหมำยที่ไม่ครอบคลุมถึงสิทธิตำมจำรีตประเพณี ค) แนวโน้มท่ี
ขำ้ รำชกำรหรอื กลไกรฐั มกั เลอื กปฏบิ ตั ติ อ่ ชำวบำ้ น ในกำรบงั คบั ใชก้ ฎหมำย หรอื กำรเขำ้
ถึงสิทธอิ นั พงึ มพี งึ ได้ อนั นำ� ไปสูข่ อ้ ค) คอื กลไกรัฐ มกั เข้มงวด กบั ชำวบำ้ น และหย่อน
ยำน หรอื ละเลยกำรบงั คบั ใช้ กฎหมำยตอ่ กล่มุ ชนชน้ั นำ� เชน่ ผู้มีฐำนะและมีควำมเชอ่ื ม
โยงกับศนู ย์กลำงอำ� นำจรัฐ ท้งั ระดบั ชำติและระดับท้องถนิ่ จง่ึ อำจสรปุ ไดว้ ำ่ พฤตกิ รรม
ของกลไกรฐั โดยทวั่ ไป มกั มแี นวโนม้ ทจี่ ะรบั ใชก้ ลมุ่ กำรเมอื งและกลมุ่ ทนุ โดยมกั ไมแ่ ยแส
ต่อข้อมูลและปัญหำของชำวบ้ำน นับเป็นกำรเลือกปฏิบัติต่อชำวบ้ำน และท่ีเลวร้ำย
กวำ่ นกี้ ค็ อื ภำยใตจ้ ติ สำ� นกึ ยคุ สงครำมเยน็ กลไกรฐั แทบทงั้ หมด จงึ มที ศั นะเชงิ ลบตอ่ กำรใช้
สทิ ธติ ำมรฐั ธรรมนญู ในกำรชมุ นมุ ของชำวบำ้ น เพอื่ เรยี กรอ้ งและปกปอ้ งสทิ ธติ ำ่ ง ๆ ของตน

278 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่ีจบั ตอ้ งได้

ในหลำยกรณีถึงกับมีกำรใช้ควำมรุนแรงจำกกลไกรัฐ และกลุ่มทุนกำรพัฒนำท่ีรุกรำน
ประชำชน ดงั กลำ่ วขำ้ งตน้ กด็ ำ� รงอยคู่ กู่ นั กบั ลทั ธอิ ำ� นำจนยิ ม อยำ่ งไมอ่ ำจปฏเิ สธไดเ้ ลย

ข้อหก ในแทบทุกพ้ืนที่ที่ได้เย่ียมเยียน ได้มีกำรสร้ำงรูปธรรมชุมชนทำงเลือก
โดยเฉพำะในกำรนำ� เอำแนวคดิ โฉนดชมุ ชนไปปฏบิ ตั ไิ ด้ กำรดำ� รงอยขู่ ององคก์ รชำวบำ้ นที่
เป็นหลักในกำรวำงกติกำร่วมกัน และด�ำเนินกำรให้เกิดควำมเป็นธรรมกับสมำชิกทุก
ครอบครวั ซง่ึ บำงพนื้ ที่ กเ็ รยี กวำ่ “ธรรมนญู ชมุ ชน” แตเ่ ปน็ ทนี่ ำ่ เสยี ดำยที่ กำรตดั สนิ ใจทำง
นโยบำยเกิดล่ำช้ำหรือควำมหำญกล้ำทำงนโยบำยอ่อนยวบลง เมื่อไม่ใช่เรื่องของพวก
นักกำรเมือง หรือกลุ่มทุนในบำงพื้นที่ แม้ยังเป็นกำรยำกท่ีจะรับหลักกำรโฉนดชุมชนไป
ปฏบิ ตั ใิ นเรว็ วนั เพรำะตอ้ งกำรใชเ้ วลำยอ่ ยขอ้ มลู ตำ่ ง ๆ ใหต้ กผลกึ ชดั เจนกอ่ น แตใ่ นพน้ื ที่
เชน่ นน้ั กไ็ ดพ้ สิ จู นใ์ หเ้ หน็ ประจกั ษช์ ดั ถงึ ศกั ยภำพของชำวบำ้ น ในกำรอยกู่ บั ปำ่ อยำ่ งยงั่ ยนื
และเกอ้ื กลู กนั ควำมเขม้ แขง็ ขององคก์ รชำวบำ้ นกไ็ ดช้ ว่ ยปกปอ้ งผนื ปำ่ อนั อดุ มไวไ้ ดอ้ ยำ่ ง
น่ำยกย่อง เพรำะด�ำเนนิ ไปในท่ำมกลำงพลังทำ� ลำยล้ำงทีห่ ลำกหลำย

นอกจำกน้ี กำรสรำ้ งรปู ธรรมชมุ ชนทำงเลอื กกไ็ ดน้ ำ� เอำแนวคดิ เหลำ่ นไี้ ปปฏบิ ตั กิ นั
มำกบำ้ งนอ้ ยบำ้ งอนั ไดแ้ ก่แนวคดิ เกษตรอนิ ทรยี ์ควำมมน่ั คงทำงอำหำรควำมหลำกหลำย
ทำงชวี ภำพ (เชน่ สรำ้ งคลงั เกบ็ เมลด็ พนั ธพ์ุ นื้ บ้ำน) ควำมเสมอภำคในบทบำทชำย-หญงิ
และเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งหมดนี้ ถือได้ว่ำ เป็นกำรต่อกรกับลัทธิพัฒนำนิยมอย่ำงน่ำ
ประทับใจ บำงแห่งก็ต่อสู้กับลัทธิบริโภคนิยมอย่ำงเด็ดเด่ียวบำงพื้นท่ี ชำวบ้ำนก็ยังติด
พฤติกรรมบริโภคแบบเดิม ๆ อยู่ ซึ่งก็ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ำสู่อุดมกำรณ์ร่วมของชุมชนฯ
กันตอ่ ไป แนวคิดและภำคปฏิบัตกิ ำรทั้งหมดท่ีกล่ำวถึงนี้ จัดได้วำ่ เป็นนวัตกรรมสังคมที่
สำ� คญั ของชำวบำ้ น ซงึ่ เกดิ ขนึ้ ในทำ่ มกลำงกำรตอ่ สขู้ องขบวนกำรเคลอ่ื นไหวในพนื้ ทต่ี ำ่ ง ๆ
เพอ่ื เดินไปสเู่ ป้ำหมำยรว่ มทวี่ ่ำ “ที่ดินตอ้ งเป็นของผู้ถือคันไถ”

ขอ้ เจด็ แกนนำ� ชำวบำ้ นจ�ำนวนไมน่ อ้ ย ได้รับประสบกำรณก์ ำรต่อสู้ เรยี กรอ้ ง
สิทธิฯ มำก่อน (เช่น จำกสมัชชำคนจน หรือขบวนกำรเคลื่อนไหวเพ่ือสังคมอ่ืน ๆ) และ
เรยี นรวู้ ธิ กี ำรจดั กำรตำ่ ง ๆ ทจี่ ำ� เปน็ เพอ่ื เรยี กรอ้ งสทิ ธิ ไมว่ ำ่ ในแงก่ ำรระดมทรพั ยำกรและ
กำ� ลงั คน กำรเจรจำตอ่ รอง งำนเครอื ขำ่ ยเพอื่ นมติ ร และขน้ั ตอนตำ่ ง ๆ ในกำรจดั ขบวนแถว
เพอื่ กำรตอ่ สู้ ทง้ั ในระดบั รกุ เรว็ -ถอยเรว็ หรอื ตอ่ สแู้ บบตรงึ พนื้ ทยี่ ดื เยอ้ื ทง้ั หมดนี้ ถอื ไดว้ ำ่
เป็นผลพวงจำกกำรถ่ำยทอด เทคโนโลยที ำงกำรเมืองของภำคประชำชนทม่ี ีพลวัตสงู

279

280 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้

ขอ้ แปด ควำมเหน็ ตอ่ บทบำทของโครงกำรวจิ ยั “กำรจดั กำรทดี่ นิ กบั ควำมเปน็
ธรรมทำงสงั คม” ซง่ึ เปน็ หนงึ่ ในชดุ โครงกำรพฒั นำควำมเปน็ ธรรมทำงสงั คมเพอ่ื สขุ ภำวะ
ของสถำบนั วจิ ยั สงั คม จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลยั ผมคดิ วำ่ โครงกำรน้ี ไดม้ สี ว่ นสำ� คญั ในกำร
กระตุ้นจิตส�ำนึกประวัติศำสตร์ของชุมชนต่ำง ๆ ที่ประสบปัญหำฯ โดยเปิดทำงให้มีกำร
บนั ทกึ ประวตั คิ วำมเปน็ มำของชมุ ชน โดยกำรมสี ว่ นรว่ มรำ� ลกึ โดยคนหลำยรนุ่ นบั เปน็ กำร
ถ่ำยทอดควำมทรงจ�ำสู่คนรุ่นใหม่ จิตส�ำนึกประวัติศำสตร์น้ีเป็นพื้นฐำนส�ำคัญของกำร
ตอ่ สู้ เพ่ือปกป้องแผ่นดินถน่ิ เกิดหรือชุมชนดงั้ เดมิ อยำ่ งตอ่ เนื่อง นอกจำกนีโ้ ครงกำรฯ ยัง
ร่วมสร้ำงควำมรู้ร่วมกันระหว่ำงชำวบ้ำนกับนักวิชำกำร และนักกิจกรรมสังคม ใน
กระบวนกำรเรยี นรนู้ ี้ บำงพน้ื ทก่ี ไ็ ดใ้ ชก้ จิ กรรมนเี้ พอื่ ถำ่ ยทอดควำมรดู้ ำ้ นกำรวเิ ครำะหว์ จิ ยั
และประสบกำรณ์กำรต่อสู้ในพ้ืนท่ีอ่ืน ๆ ให้แก่คนรุ่นใหม่ที่จะมีบทบำทน�ำในอนำคต
นอกจำกนโ้ี ครงกำรวจิ ยั นก้ี ไ็ ดใ้ หค้ วำมชอบธรรม และกำ� ลงั ใจทสี่ ำ� คญั แกช่ ำวบำ้ นทกุ คน
ในเครือข่ำยกำรตอ่ สู้ ของกลมุ่ ที่ถกู ละเมดิ สิทธ์ิและถูกแยง่ ชงิ ทรพั ยำกร

ผลกำรวิจัยชุดนี้ ได้ช้ีชัดว่ำชำวบ้ำนชำยขอบผู้ถูกแย่งชิงทรัพยำกรฯ ได้แปลง
ตัวตนโดยรวมเป็นองค์ประธำน (Subject) หรือผู้กระท�ำกำรที่ต่อสู้ด้วยยุทธศำสตร์ท่ีจะ
ปกป้องวิถีชีวติ และวัฒนธรรมพนื้ ถนิ่ ในอนั ดับแรก และเม่ือรวมกนั หลำยขบวนก็เขำ้ ร่วม
อยู่ในยุทธศำสตร์ใหญ่ท่ีจะปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูประบบโครงสร้ำงครอบง�ำ เพื่อให้เกิด
ควำมสมดุลในอ�ำนำจระหว่ำงรัฐ กลุ่มทุน และภำคประชำชน อันเป็นกระบวนกำรที่
ยำวนำน (อำจเลยรนุ่ ผมอยำ่ งแน่ ๆ ) และเชอ่ื มโยงกบั ขบวนกำรเคลอื่ นไหวทำงสงั คมอน่ื
อกี หลำยขบวน ดงั นน้ั เรำไมค่ วรวดั ควำมสำ� เรจ็ ของกำรตอ่ สดู้ ว้ ยผลลพั ธส์ ดุ ทำ้ ยทพ่ี งึ พอใจ
แตอ่ ยำ่ งเดยี ว แตค่ วรพจิ ำรณำทก่ี ระบวนกำรตอ่ สทู้ เี่ ชอ่ื มรอ้ ยกนั ในหลำยขบวนเคลอ่ื นไหว
สังคมที่มีพัฒนำกำรเข้มแข็งข้ึนเรื่อย ๆ ทั้งปริมำณและคุณภำพใหม่ อีกทั้งควำมเป็น
เอกภำพ ภรำดรภำพ และสำมคั คธี รรม กระบวนกำรตอ่ สทู้ ไี่ มย่ อ่ ทอ้ และตอ่ เนอ่ื ง นนั่ แหละ
คอื ควำมสำ� เรจ็ แลว้ ในตวั มนั เอง ดงั นน้ั กค็ งเปน็ กำรเหมำะสมทจี่ ะลงทำ้ ยดว้ ยคำ� ขวญั วำ่
“มวลชนทั้งผองตอ้ งสำมคั คีกนั และส้ตู ่อไป อยำ่ ไดถ้ อย”

281

โฉนดชุมชน

นัยยะต่อสังคมไทย

สมั ภำษณ์ : ศ.เกยี รตคิ ณุ
ดร.อำนันท์ กำญจนพนั ธ์ุ

เรยี บเรยี ง : เมธี สิงหส์ ู่ถ้�ำ

282 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้

แมก้ ำรผลกั ดนั นโยบำยโฉนดชมุ ชนทผ่ี ำ่ นมำจะมสี ถำนะเปน็ เพยี งระเบยี บสำ� นกั
นำยกรัฐมนตรวี ่ำด้วยกำรจัดให้มีโฉนดชมุ ชน และในรัฐบำลชุดปัจจบุ ัน (รฐั บำลนำงสำว
ยง่ิ ลกั ษณ์ ชนิ วัตร) กย็ งั ไม่มแี นวโนม้ ว่ำจะสำมำรถยกระดบั ระเบยี บโฉนดชุมชนนใ้ี ห้เปน็
กฎหมำยได้ แตใ่ นทำงปฏิบัติ กลบั พบวำ่ ชมุ ชนจ�ำนวนมำกก�ำลงั ด�ำเนนิ กำรจัดกำรพนื้ ท่ี
ในรปู แบบโฉนดชมุ ชน เพอื่ ใหม้ กี ำรรบั รองสทิ ธทิ ดี่ นิ ทำ� กนิ และทอ่ี ยอู่ ำศยั ดงั ทม่ี กี ำรรอ้ งขอ
เพอ่ื ใหเ้ ปน็ พน้ื ทโ่ี ฉนดชมุ ชนแลว้ จำกชมุ ชน 435 แหง่ และเพมิ่ จำ� นวนมำกขนึ้ เรอ่ื ย ๆ

ประเด็นโฉนดชุมชนในสังคมไทย ยังคงเป็นข้อสงสัยและมีค�ำถำมต่อชุมชนท่ี
ดำ� เนนิ กำรโฉนดชมุ ชนอยำ่ งตอ่ เนอ่ื ง กำรสอ่ื สำรทำ� ควำมเขำ้ ใจกบั สงั คมวงกวำ้ ง ในนยิ ำม
ควำมหมำย ควำมส�ำคัญ และควำมเหมำะสมของโฉนดชุมชนต่อสังคมไทย ในแบบท่ี
สน้ั งำ่ ย และชดั เจน เพอ่ื ใหค้ นทวั่ ไปสำมำรถทำ� ควำมเขำ้ ใจได้ จงึ เปน็ ภำรกจิ ทจ่ี ำ� เปน็ และ
เปน็ ส่วนหน่ึงของกำรผลกั ดนั นโยบำยโฉนดชุมชน

ศ.เกยี รตคิ ณุ ดร.อานนั ท ์ กาญจนพนั ธ ์ุ อาจารยป์ ระจา� ภาควชิ าสงั คมวทิ ยา
และมานษุ ยวทิ ยา คณะสงั คมศาสตร ์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ ผทู้ นี่ ำ� เสนอควำมสำ� คญั
ของแนวคิดโฉนดชุมชนในฐำนะที่เป็นกลไกเชิงซ้อนในกำรบริหำรจัดกำรที่ดิน เพื่อให้
เกษตรกรยำกจนสำมำรถเข้ำถึงท่ีดินและรักษำที่ดินให้อยู่กับชุมชนเกษตรกรรมได้ใน
ระยะยำวไดใ้ หส้ มั ภำษณก์ บั ทมี งำนผลติ สำรคดสี นั้ บำ้ นดอนดนิ ดแี ละทมี งำนผลติ หนงั สอื
โฉนดชุมชน และทั้งหมดนี้คือ โฉนดชุมชน นัยยะต่อสังคมไทย จำกอำจำรย์อำนันท์
กำญจนพันธุ์

283

โฉนดชมุ ชนคืออะไร
โฉนดชุมชนเป็นกำรออกเอกสำรสิทธิ์ชนิดหน่ึง โดยทั่วไปแล้วเอกสำรสิทธ์ิจะ

ออกให้กับปัจเจกบุคคล เท่ำที่เป็นมำก็มักจะเน้นแบบน้ัน แต่โฉนดชุมชนเป็นกำรออก
เอกสำรสิทธิ์ให้กับกลุ่มคนหรือสว่ นรวม ซึ่งไมใ่ ช่กำรออกใหก้ บั ปจั เจกบุคคล

โฉนดชมุ ชนมีสว่ นหนนุ เสริมหรือสนับสนนุ กลุ่มชาวบา้ นอยา่ งไรบา้ ง
ยกกรณตี วั อยำ่ งชำวบำ้ นทอ่ี ยใู่ นเขตปำ่ เดมิ ทมี ชี ำวบำ้ นทอี่ ำศยั ทำ� กนิ อยใู่ นพน้ื ท่ี

เขตป่ำซ่ึงมีวิถีชีวิตในกำรท�ำกำรเกษตร ต่อมำหน่วยงำนรัฐได้มีกำรออกเอกสำรสิทธิ์ให้
อำจจะในรปู แบบของ ส.ท.ก. หรอื ส.ป.ก. 4-01 กต็ ำม แตเ่ ปน็ กำรออกใหก้ บั ปจั เจกบคุ คล
ซ่ึงมีควำมเสี่ยงต่อกำรท่ีชำวบ้ำนจะน�ำที่ดินไปขำยต่อ บำงครั้งยังไม่ทันที่ชำวบ้ำนจะได้
สทิ ธทิ ำ� กนิ ในทดี่ นิ ดว้ ยซำ้� แตก่ เ็ อำไปขำย (ขำยสทิ ธ)์ิ กอ่ นแลว้ สว่ นคนทเ่ี ขำ้ ไปซอ้ื สว่ นใหญ่
จะเปน็ นำยทนุ จำกภำยนอกชมุ ชน หลงั จำกขำยทดี่ นิ แลว้ ชำวบำ้ นกต็ อ้ งทำ� กำรบกุ รกุ พน้ื ที่
ป่ำแห่งใหม่เพ่ือประกอบอำชีพ และถ้ำมีคนให้รำคำที่ดินที่มำกพอ ชำวบ้ำนก็พร้อมจะ
ขำยทดี่ นิ และบกุ รกุ ปำ่ ใหมอ่ กี ครง้ั ทพ่ี ดู มำทง้ั หมด กเ็ พอื่ จะฉำยภำพใหเ้ หน็ วำ่ กำรใหส้ ทิ ธิ
ในลักษณะสิทธิของปัจเจกบุคคลจึงเท่ำกับเป็นกำรส่งเสริมให้ชำวบ้ำนท่ีอำศัยท�ำกินอยู่
ในปำ่ บกุ รกุ ปำ่ เพม่ิ มำกขนึ้ และกก็ ลำยเปน็ ปญั หำอรี งุ ตงุ นงั มำจนถงึ ตอนน้ีดงั นน้ั กำรผลกั ดนั
ใหม้ กี ำรออกโฉนดชมุ ชน จงึ ถอื เปน็ กำรใหส้ ทิ ธกิ บั กลมุ่ บคุ คลซง่ึ ไมส่ ำมำรถนำ� ทด่ี นิ ไปขำย
ให้กับบุคคลภำยนอกชุมชนได้ ซ่ึงเท่ำกับว่ำเป็นกำรท�ำให้เขำเหล่ำนั้นได้มีที่ดินท�ำกำร
เกษตร ถือเป็นกำรปกป้องสิทธิท�ำกินของคนจนเอำไว้ และเท่ำกับเป็นกำรรักษำพ้ืนท่ี
เกษตรกรรมไปในตัวอกี ดว้ ยเชน่ กนั

โฉนดชมุ ชนในปจั จุบันมสี ถานะทางกฎหมายอยา่ งไร
ในปจั จบุ นั โฉนดชมุ ชนยงั ไมม่ สี ถำนภำพในทำงกฎหมำย เพรำะตอนนก้ี ฎหมำย

ทด่ี นิ ในประเทศไทยใหส้ ทิ ธเิ ฉพำะปจั เจกบคุ คลหรอื นติ บิ คุ คลเทำ่ นน้ั แตไ่ มไ่ ดร้ องรบั สทิ ธิ
ให้กับกลุ่มหรือองค์กรภำคประชำชน ชุมชน หรือกำรรวมตัวในลักษณะของกลุ่มคนใดๆ
กฎหมำยไทยยังไม่ได้รองรับสิทธิตรงนี้ เพรำะฉะน้ัน อย่ำงท่ีบอกไปว่ำ กำรผลักดันให้มี
โฉนดชมุ ชน ประโยชนด์ ำ้ นหนงึ่ ถอื เปน็ กำรรกั ษำปำ่ และอกี ดำ้ นหนง่ึ เทำ่ กบั เปน็ กำรรกั ษำ
ทด่ี นิ ใหก้ บั คนจน เพรำะชว่ ยใหค้ นจนไมต่ อ้ งถกู บบี จำกกลไกตลำดจนตอ้ งขำยทดี่ นิ ทด่ี นิ
กจ็ ะอยใู่ นมอื ของคนทต่ี อ้ งกำรทำ� เกษตรอยำ่ งแทจ้ รงิ ใครอยำกทำ� เกษตรกส็ ำมำรถอยใู่ น

284 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจ่ี บั ต้องได้

ท่ีโฉนดชุมชนนี้ได้ แต่ใครไม่อยำกท�ำก็ออกไป เพรำะโฉนดชุมชนสมำชิกชุมชนจะขำย
สทิ ธขิ องตนเองไม่ได้ เน่ืองจำกเป็นสทิ ธิส่วนรวม

การจัดทา� โฉนดชุมชนมขี ัน้ ตอนและข้อก�าหนดอย่างไรบา้ ง
โฉนดชุมชนจะออกให้ได้ก็ต่อเม่ือมีกำรรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นสหกรณ์ เป็น

ชุมชน หรือเป็นอะไรก็ได้ในลักษณะของกำรรวมกลุ่ม ซ่ึงหลังจำกรวมกลุ่มแล้ว กลุ่มคน
เหล่ำน้ีก็จะไปขอสิทธิเพื่อด�ำเนินกำรเป็นโฉนดชุมชนกับส�ำนักงำนโฉนดชุมชน (ภำยใต้
สำ� นกั นำยกรฐั มนตรี ซง่ึ จะดำ� เนนิ กำรตำมขน้ั ตอนตำมทไ่ี ดร้ ะบไุ วใ้ น ระเบยี บสำ� นกั นำยก
รฐั มนตรวี ำ่ ดว้ ยกำรจดั ใหม้ โี ฉนดชมุ ชน ปี พ.ศ.2553) กำรใหส้ ทิ ธใิ นลกั ษณะของกลมุ่ คน
นี้เรียกว่ำ “สิทธิเชิงซ้อน” โดยปกติแล้วกฎหมำยไทยจะให้สิทธิเฉพำะปัจเจกบุคคล แต่
โฉนดชมุ ชนจะเปน็ กำรใหส้ ทิ ธแิ บบกลมุ่ ซง่ึ กลมุ่ นน้ั ๆ จะบรหิ ำรจดั กำรกนั เองวำ่ จะจดั สรร
ปนั ส่วนใหก้ บั สมำชิกในระดับปจั เจกอย่ำงไร ดังนัน้ กำรให้สิทธิแบบนีจ้ ึงเรยี กวำ่ เป็นสิทธิ
เชงิ ซอ้ น หมำยควำมวำ่ ใหส้ ทิ ธกิ บั กลมุ่ บคุ คลเปน็ สทิ ธชิ น้ั ทห่ี นง่ึ แลว้ กลมุ่ บคุ คลเอำทด่ี นิ นน้ั
มำบรหิ ำรจดั กำรใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั เปน็ สทิ ธชิ นั้ ทส่ี อง แตส่ ทิ ธทิ ป่ี จั เจกชนไดร้ บั จำกกลมุ่
คอื สทิ ธกิ ำรใชป้ ระโยชนเ์ ทำ่ นน้ั สว่ นสทิ ธคิ วำมเปน็ เจำ้ ของทดี่ นิ จะยงั คงเปน็ ของสว่ นรวม
จงึ จะเห็นได้วำ่ สทิ ธิทพ่ี ดู ถงึ นเี้ ป็นสทิ ธิทีซ่ อ้ นกันอยู่ 2 ลกั ษณะอยำ่ งท่ไี ดพ้ ดู ไป

สว่ นขน้ั ตอนและขอ้ กำ� หนดในกำรดำ� เนนิ กำรจดั ทำ� โฉนดชมุ ชนนน้ั รำยละเอยี ด
มอี ยใู่ นระเบยี บสำ� นกั นำยกฯยงั ไมไ่ ดอ้ อกเปน็ กฎหมำย รำยละเอยี ดจงึ ไมม่ อี ะไรทส่ี ำ� คญั มำก
แต่ทีส่ �ำคญั คอื กลุ่มบุคคลนนั้ ๆ ตอ้ งแสดงเจตจ�ำนงอยำ่ งชดั เจนในกำรใชป้ ระโยชนท์ ด่ี ิน
เพอื่ ท�ำกำรเกษตร

ถ้าปัจเจกบุคคลไม่อยากจะใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนน้ันแล้วจะท�าอย่างไร ถ้า
อยากจะขายต่อสามารถทา� ได้หรือไม่

กำรขำยในลกั ษณะนถี้ อื วำ่ เปน็ กำรขำยสทิ ธใิ นกำรทำ� ประโยชน์ ซง่ึ สมำชกิ กลมุ่
คนนนั้ สำมำรถทำ� ได้ โดยจะตอ้ งขำยคนื ใหก้ บั กลมุ่ แลว้ กลมุ่ กจ็ ะนำ� ไปบรหิ ำรจดั กำรตอ่ ไป
ซง่ึ อำจจะขำยใหก้ บั บคุ คลภำยนอกกลมุ่ ซง่ึ สำมำรถเขำ้ มำซอื้ สทิ ธแิ ละเขำ้ มำเปน็ สมำชกิ
ใหมข่ องกลมุ่ ได้ แตจ่ ะตอ้ งยอมรบั กฎกตกิ ำของกลมุ่ ซงึ่ โดยทว่ั ไปแลว้ จะตอ้ งใชป้ ระโยชน์
ในกำรทำ� กำรเกษตรเทำ่ นัน้ แต่จะนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ในแบบอ่นื เชน่ กำรท�ำรสี อร์ท หรือ
อยำ่ งอนื่ ทไ่ี มใ่ ชท่ ำ� กำรเกษตรไมไ่ ด้ ตรงนถี้ อื เปน็ จดุ แขง็ ของโฉนดชมุ ชน เพรำะโฉนดชมุ ชน

285

286 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้

มเี ปำ้ หมำยหลกั คอื กำรใชป้ ระโยชนเ์ พอ่ื กำรเกษตรและตอ้ งทำ� เกษตรอยำ่ งแทจ้ รงิ ดงั จะ
เหน็ ไดว้ ำ่ ในประเทศไทยมปี ญั หำมำกในเรอื่ งกำรใหส้ ทิ ธแิ บบปจั เจกบคุ คล ซง่ึ จะสำมำรถ
นำ� ท่ีดินไปขำยหรือเก็งกำ� ไรได้ และเปลย่ี นมอื อย่ำงอสิ ระ จนทีด่ นิ ในหลำย ๆ ท่ีได้เปลยี่ น
จำกป่ำกลำยเป็นรีสอร์ท ดังน้ัน โฉนดชุมชนจึงเท่ำกับเป็นกำรตัดวงจรนี้ออกไปไม่ให้มี
ปัญหำทีด่ ินหลุดมือในอนำคตหลังจำกได้รบั สทิ ธิ

ธนาคารทดี่ ิน จะมสี ว่ นผลกั ดนั โฉนดชุมชนอย่างไร
“จริง ๆ แล้วโฉนดชุมชนกับธนาคารที่ดินเป็นคนละเร่ืองกัน แต่เป็นคนละเร่ือง

เดียวกัน” หมำยถึงว่ำ ธนำคำรที่ดินจะเป็นประโยชน์ส�ำหรับที่ดินบำงแปลงที่เป็นที่ดิน
ของเอกชน1 ซง่ึ ไมไ่ ดใ้ ชป้ ระโยชน์ แตช่ ำวบำ้ นตอ้ งกำรใชป้ ระโยชนใ์ นรปู แบบโฉนดชมุ ชน
จึงได้เข้ำไปจับจองท�ำประโยชน์ แต่ไม่มีควำมสำมำรถ (ไม่มีเงินเพียงพอ) ที่จะซ้ือท่ีดิน
แปลงนน้ั ดงั นน้ั ธนำคำรทด่ี ินจะเขำ้ มำมีบทบำทในส่วนน้ี คอื ธนำคำรท่ีดิน (บรหิ ำรงำน
โดยรฐั ) จะเขำ้ ไปซอ้ื ทดี่ นิ ใหก้ อ่ น แลว้ หลงั จำกนน้ั จงึ ใหก้ ลมุ่ ชำวบำ้ นผอ่ นชำ� ระคนื ในภำย
หลงั 10 ปี 20 ปี หรอื มำกกวำ่ นนั้ กไ็ ดต้ ำมแตข่ อ้ ตกลง โดยรฐั ยนิ ยอมใหก้ ลมุ่ คนทต่ี อ้ งกำร
ทำ� โฉนดชุมชนเหลำ่ น้นั ซื้อท่ีดนิ ได้ในรำคำท่ถี กู กวำ่ รำคำตลำด

ในกรณที ่ีชาวบา้ นรวมตัวกันเป็นกลุ่มบุคคลได้ก่อน แล้วคอ่ ยไปซื้อทีด่ ิน แลว้
ขอด�าเนนิ การในลกั ษณะของโฉนดชมุ ชนสามารถท�าได้หรือไม่

ในกรณนี ท้ี ำ� ไดแ้ นน่ อน แตย่ งั ไมม่ ใี หเ้ หน็ เนอ่ื งจำกไมม่ ใี ครทม่ี เี งนิ แลว้ อยำกจะ
ซื้อที่ดินให้เป็นของส่วนรวม และคงไม่ใช่กรณีของคนจนที่เรำก�ำลังพูดถึง เพรำะคนจน
กลุ่มนี้ไม่มีเงินมำกมำยขนำดนั้น หำกกลุ่มบุคคลต้องกำรท่ีดินเพื่อท�ำประโยชน์ในด้ำน
กำรเกษตร ธนำคำรทดี่ นิ จะเขำ้ มำเปน็ กลไกสำ� คญั ใหโ้ ฉนดชมุ ชนสำมำรถดำ� เนนิ กำรไปได้
แต่ธนำคำรที่ดินจะซอื้ ทีด่ นิ ให้เฉพำะในกรณีที่กลุ่มคนตอ้ งกำรท�ำโฉนดชมุ ชนเทำ่ นัน้ คือ
ใหส้ ทิ ธกิ บั กลมุ่ คนเทำ่ นนั้ เพรำะหำกซอื้ ทด่ี นิ ใหก้ บั ปจั เจกบคุ คล กส็ ำมำรถนำ� ทดี่ นิ ไปขำย

1 ทดี่ นิ ทช่ี ำวบำ้ นเขำ้ ไปใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ ทดี่ นิ รกรำ้ งหรอื วำ่ งเปลำ่ ไมไ่ ดถ้ กู ใชป้ ระโยชนจ์ ำกเจำ้ ของทดี่ นิ แปลงนนั้ ๆ
เปน็ เวลำนำน หรอื บำงแปลงเปน็ ทดี่ นิ ทตี่ รวจสอบพบวำ่ ไดม้ กี ำรออกเอกสำรสทิ ธโิ์ ดยมชิ อบ (เครอื ขำ่ ยปฏริ ปู ทด่ี นิ
แห่งประเทศไทย/กลุ่มปฏิบัติงำนท้องถิ่นไร้พรมแดน, “สังคมไทยต้องสูญเสียอะไร หำกไม่ปฏิรูปที่ดิน” รำยงำน
กำรศึกษำวิจัยฉบับสมบูรณ์ กรณีศึกษำเครือข่ำยปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท., กรกฎำคม พ.ศ. 2555),
หน้ำ 6

287

ได้ และก็จะกลำยเปน็ ปญั หำท่ดี ินหลุดมอื จนตกอยูใ่ นวงจรท่ไี มม่ วี นั จบส้นิ ในควำมเปน็
จรงิ แลว้ รฐั ไมม่ เี งนิ มำกมำยขนำดทจ่ี ะไปซอื้ ทดี่ นิ ใหท้ กุ คนไดท้ กุ วนั อยแู่ ลว้ ดงั นน้ั จะเหน็ วำ่
หำกรฐั ใหส้ ทิ ธชิ มุ ชนเพอื่ ทำ� โฉนดชมุ ชนกจ็ ะเปน็ กำรสนบั สนนุ และแกป้ ญั หำใหก้ บั ชำวบำ้ น
หรือคนที่มักอ้ำงว่ำไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินท�ำกินไม่พอเพียง จะได้มีที่ดินเพ่ือท�ำกำรเกษตร
จรงิ ๆ ไปชว่ั ลกู ช่ัวหลำน แตข่ ำยไม่ได้

สหกรณม์ ีสว่ นสนับสนุนโฉนดชมุ ชนอยา่ งไร
สหกรณ์ท่ีเข้มแข็งจริงจะสำมำรถซ้ือท่ีดินได้ เพียงแต่ว่ำ สหกรณ์ยังรักษำสิทธิ

แบบปจั เจกเอำไว้ ไมเ่ หมอื นกบั โฉนดชมุ ชนโดยตรง คอื สหกรณท์ ำ� หนำ้ ทแี่ ทน หำกสมำชกิ
ตอ้ งกำรใชเ้ งนิ จำกสหกรณก์ ส็ ำมำรถใชไ้ ด้ เนอื่ งจำกระบบกำรบรหิ ำรจดั กำรเปน็ ลกั ษณะ
ของหนุ้ ทสี่ มำชกิ แตล่ ะคนมสี ทิ ธทิ จี่ ะใชป้ ระโยชนแ์ บบปจั เจก แตโ่ ฉนดชมุ ชนนนั้ สทิ ธเิ หนอื
ทดี่ นิ จะเปน็ ของกลมุ่ หำกตอ้ งกำรใหส้ หกรณซ์ อื้ ทด่ี นิ ใหก้ บั สมำชกิ สหกรณก์ จ็ ะซอ้ื ใหก้ บั
ปัจเจกแต่ไมไ่ ดซ้ อ้ื ใหก้ ล่มุ

โฉนดชุมชน เป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงและมีมานานแล้ว แต่ท�าไมยังไม่เป็นที่
ยอมรับอยา่ งเตม็ ที่

เพรำะวำ่ สงั คมไทยใหค้ วำมสำ� คญั กบั ระบบตลำด เนอื่ งจำกควำมเชอื่ ทวี่ ำ่ ระบบ
ตลำดจะสำมำรถจัดสรรทรัพยำกรไดด้ ที ่ีสุด และกำรทีจ่ ะท�ำใหก้ ลไกตลำดเขำ้ มำจดั สรร
ได้ดีท่ีสุดก็คือ ต้องท�ำให้ท่ีดินเป็นของปัจเจกบุคคลเท่ำน้ัน เพรำะจะสำมำรถซื้อขำยได้
ใครต้องกำรก็ซ้ือ ระบบตลำดจึงถือเป็นกลไกท่ีกระจำยท่ีดินได้ดีท่ีสุด น่ันคือควำมเชื่อ
แตใ่ นประวตั ศิ ำสตรท์ ำ� ใหเ้ รำพบวำ่ กลไกตลำดไมไ่ ดจ้ ดั กำรทด่ี นิ ดที ส่ี ดุ อยำ่ งแทจ้ รงิ ทง้ั น้ี
อำจจะดหี รือลม้ เหลวกไ็ ด้ แต่สว่ นใหญแ่ ล้วลม้ เหลว ยกตัวอยำ่ งเช่น ปี พ.ศ.2540 ช่วงที่
ฟองสบ่แู ตก ถือเป็นควำมล้มเหลวของกำรจัดกำรท่ีดินด้วยกลไกของตลำด เมอื่ เป็นเชน่
นี้เรำจะเอำกลไกตลำดเป็นตัวต้ังของกำรจัดกำรท่ีดินไม่ได้ เรำจึงต้องมีกลไกท่ีเป็นทำง
เลือกส�ำหรับคนจน ซึ่งส�ำหรับคนรวยอำจไม่จ�ำเป็นเน่ืองจำกคนรวยนั้นมีสำยป่ำนทำง
เศรษฐกจิ ยำวพอทจี่ ะรองรบั ควำมผนั ผวนของตลำดได้ แตค่ นจนหรอื คนดอ้ ยโอกำสไมม่ ี
ควำมสำมำรถท่ีจะแบกรับควำมผันผวนหรือควำมเส่ียงของกลไกตลำดได้ เม่ือมีกำรเก็ง
ก�ำไรที่ดินมำก หมำยควำมว่ำ รำคำท่ีดินมีมูลค่ำเกินกว่ำท่ีคนจนจะเข้ำถึงได้ รำคำที่ดิน
สูงเกินกว่ำรำคำที่แท้จริง เช่น จำกรำคำจริง 1 ล้ำนบำท กลำยเป็น 2-3 ล้ำนบำท เมื่อ

288 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจี่ บั ต้องได้

คนจนเหล่ำน้ีไม่สำมำรถเข้ำถึงท่ีดินได้ จึงกลำยเป็นคนจนไร้ท่ีดิน ดังน้ัน โฉนดชุมชนจึง
เปน็ มำตรกำรรองรบั คนทไ่ี มส่ ำมำรถเขำ้ ถงึ ทดี่ นิ ภำยใตก้ ลไกตลำดได้ เพอ่ื ชว่ ยใหส้ ำมำรถ
เข้ำมำใช้กลไกโฉนดชุมชนน้ีเป็นกลไกทำงเลือกได้ส�ำหรับคนด้อยโอกำส ซ่ึงกลไกโฉนด
ชุมชนก็สำมำรถเอ้ือในส่วนน้ีได้ และเท่ำกับเป็นกำรรักษำพ้ืนท่ีเกษตรกรรมไว้ แทนที่จะ
ปล่อยให้ตลำดสำมำรถเข้ำถึงได้ทุกพ้ืนที่ แล้วเปล่ียนที่ดินจำกป่ำหรือจำกพ้ืนท่ีท่ีอุดม
สมบรู ณใ์ ห้กลำยเป็นอย่ำงอ่นื

ส่วนใหญแ่ ลว้ โฉนดชมุ ชนท�าในพื้นทแ่ี บบไหน
รัฐบำลชดุ ท่แี ลว้ (รฐั บำลนำยอภสิ ิทธิ์ เวชชำชวี ะ) ทำ� ได้เพยี งกำรเอำทด่ี นิ รัฐมำ

จดั สรรใหเ้ ท่ำนัน้ แตเ่ มอื่ ครเู่ รำได้พดู ถึงเรอื่ งธนำคำรทีด่ นิ ซ่ึงธนำคำรท่ีดนิ จะว่ำด้วยเรื่อง
ของกำรซ้อื สทิ ธิในทด่ี นิ ที่ไมใ่ ช่ของรฐั (ทด่ี นิ เอกชน) มำท�ำโฉนดชุมชน ส่วนโฉนดชุมชนที่
ท�ำไดใ้ นตอนนีท้ ำ� ได้เฉพำะในทด่ี นิ รัฐ เทำ่ น้ัน เนื่องจำกธนำคำรทด่ี นิ ยงั ไมไ่ ด้จัดต้งั ขึน้ มำ
จงึ ไม่มีสว่ นเข้ำมำหนนุ ชว่ ย แตห่ ำกจะจัดตง้ั ธนำคำรท่ีดนิ จรงิ ๆ ตอ้ งมเี ม็ดเงนิ ทสี่ งู เพยี ง
พอ จึงจะสำมำรถนำ� ไปซือ้ ท่ีดนิ รกร้ำงว่ำงเปลำ่ ได้

ส่วนที่ดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำในเมืองไทยน้ีมีมำกมำยท่ีไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ ส่วน
ใหญจ่ ะเป็นทด่ี ินที่เกิดจำกหนเี้ น่ำ (NPL) หรือท่เี กิดจำกกำรเกง็ กำ� ไรอยำ่ งท่ไี ดพ้ ดู ไป จน
รำคำทด่ี นิ สงู เกนิ ควำมเปน็ จรงิ เมอ่ื ธนำคำรตอ้ งกำรขำยตอ่ จงึ ไมม่ คี นซอื้ ดงั นน้ั ทดี่ นิ เหลำ่ นี้
ควรถูกจัดกำรโดยธนำคำรท่ีดิน ซ่ึงรัฐจะต้องเป็นผู้ท�ำหน้ำที่ซื้อที่ดินเหล่ำน้ีมำท�ำโฉนด
ชุมชน เนื่องจำกท่ีดินเหล่ำน้ีขำยให้กับเอกชนก็ไม่มีใครซ้ืออยู่แล้ว จึงถูกท้ิงร้ำงมำเป็น
สิบ ๆ ปี (น่ำจะได้) จนชำวบำ้ นตอ้ งเขำ้ ไปจับจองท�ำประโยชน์

จะทา� อยา่ งไรใหโ้ ฉนดชมุ ชนเดนิ หนา้ ตอ่ ไปได้ หรอื มหี นว่ ยงานใดบา้ งทจ่ี ะเขา้
มามสี ่วนชว่ ยผลกั ดนั ใหโ้ ฉนดชมุ ชนเกดิ ขึน้ ไดจ้ ริง

จริง ๆ แล้วถ้ำจะให้ดี โฉนดชุมชนต้องออกเป็นกฎหมำย เพียงแต่ว่ำข้ันตอน
ในกำรออกกฎหมำยมรี ะยะเวลำนำน รฐั บำลชดุ ทแี่ ลว้ จงึ ทำ� ไดเ้ พยี งกำรออกเปน็ ระเบยี บ
สำ� นกั นำยกฯ จงึ ทำ� ใหห้ ลำยทย่ี งั กลำยเปน็ ปญั หำเรอ้ื รงั อยจู่ นถงึ ปจั จบุ นั เชน่ กรณปี ญั หำ
ท่ีชำยทะเล กรณีท่ีอุทยำนทับท่ีดินท�ำกินของชำวบ้ำน ล้วนกลำยเป็นปัญหำที่ต้องฟ้อง
รอ้ งกัน เนอื่ งจำกกำรถือกฎหมำยคนละฉบับ ในควำมเปน็ จรงิ แล้วโฉนดชุมชนเปน็ เพียง
ระเบยี บสำ� นกั นำยกฯ มศี กั ดศิ์ รที ต่ี ำ่� กวำ่ พ.ร.บ. ในขณะทอ่ี ทุ ยำนและปำ่ สงวนเปน็ พ.ร.บ.

289

ซึ่งมีศักดิ์ศรีสูงกว่ำโฉนดชุมชน ดังนั้นกำรผลักดันเร่ืองโฉนดชุมชนในปัจจุบันจึงยังคงไป
ไม่ถงึ ไหน

ต้องการฝากอะไรไปสสู่ ังคมบา้ ง
อย่ำงแรก โฉนดชุมชนจะช่วยยับยั้งกำรบุกรุกป่ำ ป้องกำรกำรเปล่ียนจำกกำร

ใชป้ ระโยชนจ์ ำกปำ่ เปน็ รสี อรท์ หรอื เชงิ พำณชิ ย์ โฉนดชมุ ชนจะชว่ ยยบั ยง้ั กำรบกุ รกุ ปำ่ ใหป้ ำ่
ยังคงอยู่ได้ อย่ำงที่สอง กำรผลักดันให้เกิดโฉนดชุมชน เป็นกำรรักษำพ้ืนท่ีเกษตรให้กับ
ประเทศ เป็นมำตรกำรรองรับคนจนในกรณีที่เกิดวิกฤติทำงเศรษฐกิจ (เช่นเดียวกับช่วง
วิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ.2540)

อยากเห็นโฉนดชมุ ชนมีพฒั นาการไปในด้านใดในอนาคต
อำจจะเรียกได้ว่ำโฉนดชุมเป็นเพียงมำตรกำรในช่วงเปลี่ยนผ่ำนก็ว่ำได้ ถ้ำเรำ

มองสภำพสังคมจะเห็นว่ำ ในสังคมไทยทุกวันนี้ ช่องว่ำงระหว่ำงคนรวยกับคนจนมีมำก
คนรวยก็รวยล้นฟ้ำ คนจนก็จนดักดำน ในช่วงที่สังคมไทยยังมีควำมแตกต่ำงกันอยู่มำก
หำกเรำไมแ่ กป้ ญั หำอะไรเลย ควำมแตกตำ่ งจะนำ� ไปสคู่ วำมขดั แยง้ ซง่ึ ควำมขดั แยง้ นไี้ ด้
กอ่ ผลอยำ่ งชดั เจนในชว่ งทผี่ ำ่ นมำ เนอื่ งจำกวำ่ เรำไดป้ ลอ่ ยใหช้ อ่ งวำ่ งนวี้ ำ่ งมำกเลย และ
ยังคงด�ำรงอย่มู ำเป็นเวลำนำนมำก “เมื่อพูดถงึ โฉนดชมุ ชน เรำจะเอำทงั้ ประเทศไทยเป็น
โฉนดชุมชนก็หำใช่ไม่” เรำเพียงต้องกำรท่ีจะเอำโฉนดชุมชนเป็นมำตรกำรรองรับในช่วง
เปล่ียนผ่ำน เพรำะกลไกอุตสำหกรรมก็ไม่สำมำรถสนองหรือรองรับคนได้อย่ำงเต็มที่
หำกเกดิ วกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ คนทไ่ี มม่ งี ำน (ตกงำน) ตอ้ งกำรจะทำ� กำรเกษตรแตไ่ มม่ ที ดี่ นิ เรำ
จะจัดกำรอย่ำงไร ดังน้ัน โฉนดชุมชนจะเป็นตัวรองรับในช่วงเปล่ียนผ่ำนนี้ ในช่วงที่กำร
จ้ำงงำนยังไม่สมบูรณ์เต็มท่ี อำจกล่ำวได้ว่ำโฉนดชุมชนเหมือนเป็นสวัสดิกำรอย่ำงหนึ่ง
สำ� หรบั ประชำชนในชว่ งเปลย่ี นผำ่ น อนั นอ้ี ำจถอื เปน็ ขอ้ ดอี ยำ่ งหนง่ึ ซง่ึ เปน็ มำตรกำรทรี่ ฐั
จะต้องจัดให้ส�ำหรับคนทุกกลุ่ม เช่นเดียวกับ กำรรับจ�ำน�ำข้ำวส�ำหรับชำวนำ มำตรกำร
คืนภำษีรถยนต์ส�ำหรับคนที่ต้องกำรซื้อรถยนต์ แต่คนที่มักถูกลืมเสมอคือคนชำยขอบ
ซ่งึ อำจเรียกวำ่ “มนษุ ย์ลอ่ งหน” คือเขำเหลำ่ นม้ี ีตัวตนอยู่ แต่เรำมองไมเ่ หน็ หรอื มองขำ้ ม
เขำไป ไมเ่ หน็ เขำอยใู่ นสำยตำ ดงั นนั้ รฐั ทด่ี ตี อ้ งมองเหน็ ทกุ คน ไมใ่ ชม่ องเพยี งคนกลมุ่ ใด
กลมุ่ หนงึ่ เท่ำนน้ั

290 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจี่ ับตอ้ งได้

291

โฉนดชุมชน

การจัดการที่ดินเพื่อความเป็นธรรม
ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ

ดร.กฤษฎำ บญุ ชัย

292 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพที่จบั ต้องได้

ขบวนกำรปฏิรูปทดี่ ินโดยชุมชนไดส้ ร้ำงนวัตกรรมใหมโ่ ดยจัดทำ� “โฉนดชมุ ชน”
ข้ึนมำ เพื่อสถำปนำระบบกรรมสิทธิ์ต่อท่ีดินรูปแบบใหม่ ท่ีชุมชนมีอ�ำนำจบริหำรจัดกำร
และกระจำยกำรถอื ครองทด่ี นิ รวมไปถงึ กำรวพิ ำกษน์ โยบำยจดั สรรทด่ี นิ ของรฐั และระบบ
กรรมสทิ ธ์ิเอกชนที่พวกเขำมองวำ่ เปน็ สำเหตหุ น่ึงท่ีทำ� ใหช้ ำวนำสูญเสียทด่ี นิ

กำรเคลื่อนไหวนโยบำยโฉนดชุมชนเกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2545 เริ่มต้นจำก
สหพันธ์เกษตรกรภำคเหนือ (สกน.) และแพร่ไปหลำยภำค แต่มำชัดเจนในช่วงปี 2550
อันเนื่องจำกกำรผลักดันร่ำง พรบ.ป่ำชุมชนให้ผ่ำนกำรรับรองของรัฐสภำไม่ประสบผล
ควำมขัดแยง้ เรือ่ งทดี่ นิ ปะทุขน้ึ หลำยจดุ เช่น กำรจับกุม ปรำบปรำมชำวบำ้ นที่อยใู่ นพนื้ ท่ี
ปำ่ อนรุ กั ษ์ เกดิ ควำมเคลอื่ นไหวของเครอื ขำ่ ยปฏริ ปู ทดี่ นิ แหง่ ประเทศไทย (คปท.) ในขณะที่
รฐั ประสบควำมลม้ เหลวในกำรแกไ้ ขปญั หำทด่ี นิ ไมว่ ำ่ จะเปน็ กำรออก สปก.ทม่ี กี ำรซอื้ ขำย
เปลี่ยนมือมำกกว่ำครึ่ง กำรขึ้นทะเบียนคนจนที่ไม่สำมำรถจัดสรรที่ดินให้คนจนได้จริง
และนโยบำยแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน

ขบวนกำรประชำชนในนำม “เครือข่ำยปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.)”
สำมำรถผลักดันนโยบำยโฉนดชมุ ชนให้รฐั บำลยอมรบั ได้ โดยรัฐบำลอภิสทิ ธ์ิ เวชชำชีวะ
มมี ตคิ ณะรฐั มนตรเี มอ่ื วนั ที่ 11 พฤษภำคม 2553 ผำ่ นระเบยี บสำ� นกั นำยกรฐั มนตรวี ำ่ ดว้ ย
กำรจัดกำรให้มีโฉนดชุมชน โดยระเบียบฯดังกล่ำวมีหลักกำรคือ มุ่งเน้นส่งเสริมให้
ประชำชนในชุมชนร่วมมือกันรักษำทรัพยำกรธรรมชำติ มีองค์กรชุมชนท่ีเข้มแข็งใน
กำรบรหิ ำรจัดกำรท่ีดิน มีกติกำที่ชัดเจนในกำรจัดกำรที่ดินและทรัพยำกรธรรมชำติ โดย
อำศยั หลักสิทธริ ว่ มกันของชมุ ชน

293

ภำยหลังจำกออกระเบียบฯ มำจนถึงปัจจุบัน มีชุมชนท่ียื่นขอจดทะเบียนจำก
คณะกรรมกำรประสำนงำนเพอ่ื จดั ใหม้ โี ฉนดชมุ ชน (ปจช.) จำ� นวน 435 ชมุ ชน แต่ มเี พยี ง
สองชมุ ชนเทำ่ นนั้ ทไ่ี ดร้ บั กำรอนมุ ตั แิ ละสง่ มอบพนื้ ทจ่ี ำกหนว่ ยงำนรำชกำรแลว้ คอื ชมุ ชน
สหกรณบ์ ้ำนคลองโยง เน้อื ที่ 1,803 ไร่ และชุมชนสหกรณก์ ำรเกษตรโฉนดชุมชนปำ่ ซำง
จ.เชียงใหม่ เนือ้ ที่ 142 ไร่ และยังมีอีก 53 ชมุ ชนท่ีได้รบั กำรอนมุ ตั ิจำกปจช. แล้วแต่ยัง
ไม่มกี ำรส่งมอบพนื้ ทีจ่ ำกหน่วยงำนรำชกำร

แม้กำรอนุมัติโฉนดชุมชนจะล่ำช้ำ แต่ชุมชนหลำยพ้ืนท่ีไม่ได้รอกำรอนุมัติ
โดยเรมิ่ ดำ� เนนิ กำรพฒั นำระบบกำรจดั กำรทดี่ นิ ของชมุ ชนในรปู แบบตำ่ งๆ เพอ่ื สรำ้ งควำม
มน่ั คงในทดี่ นิ และทรัพยำกรของพวกเขำให้เกิดขึ้น

เพ่ือท�ำควำมเข้ำใจแนวคิด ที่มำ เง่ือนไขต่ำง ๆ ต่อกำรท�ำโฉนดชุมชน ระบบ
กำรจัดกำรทด่ี ินในรูปแบบโฉนดชุมชน และผลท่เี กิดขึ้น เครอื ข่ำยปฏิรูปทด่ี ินฯ จึงได้ริเร่ิม
โครงกำรศึกษำวิจัยเรื่อง “กำรถือครองท่ีดินและกำรจัดกำรท่ีดินกับควำมเป็นธรรมทำง
สงั คม” เพอื่ ถอดบทเรียนกำรจดั ทำ� โฉนดชุมชน

ชุมชนกรณศี ึกษำทง้ั 6 แหง่ มีลกั ษณะควำมสัมพันธแ์ ละกำรใชท้ ี่ดนิ ที่แตกต่ำง
กันออกไป สำมำรถจ�ำแนกเบื้องตน้ เป็น 4 กลมุ่

1) ชุมชนเกษตรกรรมพึ่งพำฐำนทรัพยำกรท้องถ่ิน ชุมชนดังกล่ำวได้แก่ ชุมชน
ปกำกะญอบ้ำนหินลำดใน จงั หวดั เชยี งรำย ชุมชนบ้ำนตระ ต�ำบลปะเหลียน จังหวดั ตรงั

2) ชมุ ชนเกษตรกรรมพงึ่ ทรพั ยำกรทส่ี รำ้ งระบบจดั กำรใหม่ ชมุ ชนดงั กลำ่ วไดแ้ ก่
ชุมชนบ้ำนโปง่ เชียงใหม่ ชุมชนคอนสำร ชยั ภูมิ ชุมชนดอนฮังเกลอื ร้อยเอ็ด ชุมชนบ้ำน
ทับเขอื -ปลกั หมู ตรัง ชมุ ชนสนั ติพฒั นำ และไทรงำมพัฒนำ สรุ ำษฎรธ์ ำนี

3) ชมุ ชนกง่ึ เมอื งกง่ึ ชนบท ตวั อย่ำงชมุ ชนดงั กลำ่ วในงำนศกึ ษำนม้ี เี พยี ง สหกรณ์
ชมุ ชนคลองโยงนครปฐมซง่ึ มรี ะบบกำรผลติ เกษตรเพอ่ื กำรคำ้ และมอี ำชพี อนื่ ทห่ี ลำกหลำย
เชน่ รบั จำ้ ง ทำ� งำนในเมอื ง ประกอบกบั ภมู ทิ ศั นช์ มุ ชนมกี ลมุ่ อน่ื ๆ เชน่ กลมุ่ ทนุ หนว่ ยงำน
รัฐเข้ำมำใชป้ ระโยชน์ในพ้ืนท่ี

4) ชมุ ชนเมอื ง จำกกรณชี มุ ชนเพชรคลองจน่ั และชมุ ชนหลงั สน.ทองหลอ่ พวกเขำ
เปน็ ชมุ ชนเมอื งทตี่ งั้ ถน่ิ และประกอบอำชพี ใกลย้ ำ่ นเศรษฐกจิ ควำมหมำยทด่ี นิ ของพวกเขำ
เป็นเร่ืองทอี่ ยอู่ ำศัยท่เี หมำะกบั กำรประกอบอำชพี

294 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจ่ี ับตอ้ งได้

295

ฐานคิดสิทธิและความเป็นธรรมของชุมชน

ชมุ ชนตำ่ งๆ ทเ่ี ผชญิ กบั ปญั หำกำรคกุ คำมสทิ ธใิ นกำรดำ� รงชพี และใชป้ ระโยชน์
จำกทด่ี นิ ไดส้ ะท้อนถงึ มุมมองตอ่ เรื่องสทิ ธิและควำมเป็นธรรมทชี่ มุ ชนสมควรได้รับ ดงั นี้

1. สิทธิการบุกเบิกท่ีดินและอยู่อาศัยมายาวนาน ชุมชนเกือบทั้งหมดต่ำง
อยอู่ ำศยั และทำ� กนิ ในพนื้ ทท่ี มี่ ปี ญั หำควำมขดั แยง้ มำเปน็ เวลำนำน ดงั นน้ั พวกเขำแมจ้ ะ
ตระหนกั วำ่ กำรด�ำรงอยขู่ องพวกเขำไมม่ กี ฎหมำยรองรบั หรอื ผดิ กฎหมำย แต่พวกเขำก็
มองวำ่ กำรบกุ เบกิ ทดี่ นิ และอยกู่ นิ มำนำนเปน็ ควำมชอบธรรมทำงสงั คมประกำรหนงึ่ ทค่ี วร
ไดร้ บั กำรรบั รอง

2. สทิ ธพิ ลเมอื ง ชมุ ชนเกษตรกรรมอำ้ งถงึ สทิ ธเิ กษตรกรทจ่ี ะมที ดี่ นิ ทำ� กนิ อยำ่ ง
เพียงพอต่อกำรด�ำรงชีพ เช่นเดียวกับชุมชนแออัดที่อ้ำงสิทธิของคนจนเมืองท่ีควรได้รับ
กำรดูแล และได้รับสวัสดิกำรจำกรัฐในฐำนะที่พวกเขำเป็นพลเมืองของสังคม และท�ำ
ประโยชน์เพื่อสังคม เช่น เกษตรกรท�ำหน้ำที่ผลิตอำหำรให้แก่สังคม คนจนเมืองก็เป็น
แรงงำนให้กับภำคเมืองเช่นกัน ดังน้ันเมื่อพวกเขำขำดแคลนท่ีอยู่อำศัยและที่ท�ำกิน
รัฐย่อมมีหน้ำที่ในกำรคุ้มครองและส่งเสริมให้พวกเขำได้รับสิทธิในกำรเข้ำถึงท่ีดินและ
ท่อี ย่อู ำศยั

3. สทิ ธขิ องผอู้ ยอู่ าศยั ทา� กนิ มาตอ่ เนอ่ื งและมสี ว่ นรว่ มในชมุ ชน ชมุ ชนให้
ควำมสำ� คญั กบั คนทอี่ ยอู่ ำศยั และทำ� กนิ มำอยำ่ งตอ่ เนอ่ื ง มำกกวำ่ คนทเ่ี ปน็ สมำชกิ ชมุ ชน
แตใ่ นนำม แตไ่ มไ่ ดอ้ ยอู่ ำศยั ทำ� กนิ ในพนื้ ท่ี เนอื่ งจำกคนทไี่ มไ่ ดอ้ ยอู่ ำศยั มที ำงเลอื กในกำร
แสวงหำรำยได้จำกทำงอื่น และพวกเขำกไ็ ดเ้ ลือกแลว้ ท่จี ะไมอ่ ยูใ่ นพื้นท่ี นอกจำกนี้คนที่
มีส่วนร่วมกับชุมชนและท�ำเพ่ือประโยชน์ชุมชน พวกเขำต้องเสียสละเวลำ ทุน แรงงำน
ของตนเอง ดังนั้นชุมชนควรจะต้องมีระบบกำรชดเชย ตอบแทนคนเหล่ำนี้ให้ท�ำงำน
ตอ่ ไปไดอ้ ยำ่ งเขม้ แขง็

4. ปัจเจกเข้มแข็งภายใต้ระบบสิทธิชุมชน ชุมชนแทบทุกกรณียืนยันว่ำ
กำรถือครองท่ีดิน กำรเลี้ยงชีพของครอบครัวจะเข้มแข็งได้ จะต้องมีระบบชุมชนเข้ำมำ
หนนุ เสรมิ และสรำ้ งควำมรว่ มมอื ระดมทรพั ยำกรทำงเศรษฐกจิ และสงั คม พรอ้ มกบั กำ� กบั
กำรใช้สิทธิของปัจเจกไม่ให้ละเมิดหรือกระทบต่อกำรอยู่ร่วมกันของชุมชน ดังนั้นชุมชน
จึงพยำยำมสร้ำงกติกำ และกลไกของชุมชนซ้อนกับสิทธิปัจเจก หรือท�ำให้สิทธิปัจเจกมี
เงอื่ นไขกำ� กับไมไ่ ปกระทบตอ่ กำรดำ� รงอยู่ร่วมกนั ของชุมชน

296 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจี่ บั ต้องได้

ท�าไมต้องเป็นโฉนดชุมชน

เม่ือจ�ำแนกถึงที่มำ สำเหตุ มุมมองท่ีชำวบ้ำนต้องกำรโฉนดชุมชนสำมำรถ
แยกแยะได้ดังนี้

1. สรา้ งหลกั ประกนั ความมน่ั คงในการอยอู่ าศยั และท�ากนิ ในทดี่ นิ ของรฐั
หลำยชุมชนท่ีตกอยู่ในเขตป่ำอนุรักษ์ ท่ีสำธำรณะประโยชน์ กำรเรียกร้องให้แปลงที่ดิน
สำธำรณะเหล่ำน้ันให้เป็นกรรมสิทธิ์ของชำวบ้ำนรำยปัจเจกเป็นไปได้ยำกเพรำะขัดต่อ
กฎหมำย ขำดควำมชอบธรรมทำงสงั คมวำ่ เปน็ กำรเอำทข่ี องรฐั มำเปน็ ของตน กำรจดั กำร
ที่ดินในรูปโฉนดชุมชนซ่ึงออกแบบมำเพื่อควำมม่ันคงในกำรถือครองท่ีดินร่วมกันของ
ชมุ ชน และจดั กำรทรพั ยำกรธรรมชำตอิ ยำ่ งยงั่ ยนื จงึ เปน็ ทำงออกหนงึ่ ทสี่ ำมำรถเปน็ ไปได้

2. ป้องกันท่ีดินหลุดมือ ทุกชุมชนเห็นตรงกันว่ำ ชำวบ้ำนยำกจนเป็นคนไร้
อ�ำนำจต่อรองทำงเศรษฐกิจ ท�ำให้ยำกที่จะรักษำผืนดินท่ีตนเองอยู่อำศัยและท�ำกินได้
เป็นเวลำนำน กำรออกเอกสำรสิทธ์ิให้กับปจั เจกบคุ คลมกั ไม่ถงึ มือคนจน หรอื ไมค่ นจนก็
ถือครองได้ไม่นำน กำรรักษำท่ีดินให้มั่นคงต้องอำศัยพลังของชุมชนมำร่วมก�ำกับ โดย
กำรมีข้อหำ้ มซ้ือขำยทด่ี นิ

3. ชมุ ชนสามารถออกแบบสทิ ธแิ ละการจดั การทด่ี นิ ใหเ้ หมาะกบั วฒั นธรรม
ตนเอง เช่น ชุมชนหินลำดใน บ้ำนตระ ที่มีระบบกำรจัดกำรป่ำ ท่ีดินร่วมกัน และมีไร่
หมุนเวียนที่ต้องอำศัยระบบสิทธิร่วม หรือ บ้ำนทับเขือ-ปลักหมู ท่ีต้องกำรควำมม่ันคง
ตอ่ ระบบกำรจดั กำรทด่ี นิ และทรพั ยำกรของชมุ ชน เนอื่ งจำกอยบู่ นฐำนระบบสทิ ธริ ว่ มตำม
ประเพณี

4. ระดมพลงั ทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งรว่ มกนั ครอบครวั เกษตรกร
หรือคนจนเมืองเพียงล�ำพังยำกท่ีจะสร้ำงควำมม่ันคงในกำรจัดกำรทรัพยำกร กำรผลิต
และเศรษฐกิจได้ กำรมีโฉนดชุมชนเป็นกำรเรียกร้องให้สมำชิกในชุมชนต้องมำรวมกลุ่ม
ปรึกษำหำรอื ออกแบบระบบทห่ี นนุ ช่วยซง่ึ กันและกัน มที ด่ี ินและทรพั ยำกรของส่วนรวม
มรี ะบบกำรผลติ รว่ มกนั ในบำงประเภท มกี ำรระดมทนุ รว่ มกนั ทำ� ใหส้ มำชกิ มคี วำมมนั่ คง
ในระบบจัดกำรรว่ มมำกกว่ำจดั กำรเชิงปจั เจก

5.เออ้ื ตอ่ การสนบั สนนุ ทรพั ยากรและสาธารณปู โภคจากรฐั เนอ่ื งจำกโฉนด
ชุมชนเป็นนโยบำยรัฐ และมีรูปแบบกำรจัดกำรเป็นกลุ่มชุมชน ท�ำให้สมำชิกในชุมชน

297

298 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้

สำมำรถได้รับกำรบริกำรสำธำรณะและกำรอุดหนุนจำกภำครัฐในรูปแบบต่ำงๆ ได้ง่ำย
กว่ำรำยครอบครวั

การจัดการโฉนดชุมชน บทสะท้อนวิธีคิดเร่ืองความเป็นธรรม

ระบบกำรจัดกำรโฉนดชุมชนของแต่ละแห่งมีควำมแตกต่ำงหลำกหลำยกันไป
สำมำรถแบ่งคร่ำวๆ ได้สองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้โฉนดชุมชนรองรับกำรถือครองและใช้
ประโยชนท์ ี่ดินทีม่ ีอยูเ่ ดมิ เชน่ บำ้ นหินลำดใน บำ้ นตระ บำ้ นทับเขอื -ปลกั หมู ชุมชนดอน
ฮังเกลือ สหกรณ์บ้ำนคลองโยง ชุมชนเพชรคลองจ่ัน และชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ และ
กลมุ่ ท่อี อกแบบระบบโฉนดชุมชนขน้ึ มำใหม่ เชน่ บำ้ นโป่ง บำ้ นบอ่ แก้ว บำ้ นสนั ตพิ ฒั นำ
และไทรงำมพฒั นำ สว่ นมำกชมุ ชนเหลำ่ นจ้ี ะจดั สรรทดี่ นิ ใหก้ บั สมำชกิ อยำ่ งเทำ่ เทยี มกนั

ท้งั สองกล่มุ สร้ำงกฎ กติกำ ของกำรจดั กำรโฉนดชุมชนหลำยประกำร ได้แก่
1.มีกำรแบ่งประเภทพน้ื ทีอ่ อกเปน็ 3 ประเภทคอื ทีส่ ำธำรณะรว่ ม ทท่ี �ำกิน และ
ทอ่ี ยอู่ ำศัย
2.กำรจัดสรรที่ดินมีทั้งแบบให้เท่ำเทียมกัน รับรองสิทธิเดิมท่ีมีอยู่ และให้สิทธิ
พิเศษแก่สมำชกิ ทีม่ ที ่ีดินน้อยที่สุด (กรณีชมุ ชนหลงั สน.ทองหล่อ)
3.มกี ตกิ ำห้ำมขำยทดี่ นิ ให้กบั คนภำยนอก หำกจะขำยท่ีดนิ กใ็ หข้ ำยให้กบั กล่มุ
มีกฎห้ำมแสวงหำผลประโยชน์จำกท่ีดินในเชิงทรัพย์สิน เช่น ห้ำมให้เช่ำท่ีดินกับ
คนภำยนอก
4.ให้สทิ ธแิ กส่ มำชกิ ชุมชน ทที่ �ำกำรเกษตร หรืออยู่อำศยั ในพน้ื ที่ (สลมั ) และมี
ส่วนร่วมกับกิจกรรมของชุมชน แต่จะไม่ให้สิทธิกับคนภำยนอก (มำเช่ำท่ีก่อนหน้ำท�ำ
โฉนดชุมชน) และสมำชิกชุมชนท่ีไม่ได้มีท่ีดินในพื้นท่ีโฉนดชุมชน หรือไม่ร่วมกิจกรรม
กับชมุ ชน หรือไม่ประสงค์จะมีโฉนดชมุ ชน หรอื ไมร่ ่วมผลกั ดนั โฉนดชมุ ชน
5.มีกำรจัดกำรทรัพยำกร จัดกำรภูมิทัศน์ร่วมของชุมชน และกำรพัฒนำชุมชน
รว่ มกนั โดยสมำชกิ จะตอ้ งมำรว่ มประชมุ ปรกึ ษำหำรอื และรว่ มกจิ กรรมกำรพฒั นำชมุ ชน

299

จากรปู แบบการจดั การโฉนดชมุ ชนดงั กลา่ ว สะทอ้ นถงึ วธิ คี ดิ เรอื่ งความเปน็ ธรรม
ดงั เชน่ ชมุ ชนทม่ี รี ะบบการจดั การรว่ มอยแู่ ลว้ ความเปน็ ธรรมของพวกเขากค็ อื การรบั รอง
สิทธิต่อที่ดินท่ีพวกเขามีอยู่ แม้สิทธิเหล่านั้นจะไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม ในแง่นี้ชุมชน
ยอมรับสิทธิปัจเจกและสิทธิเดิมที่มีอยู่ ไม่ได้ต้ังค�าถามว่าไม่เป็นธรรม ส�าหรับชุมชนที่
ออกแบบการจัดการใหม่ ส่วนมากความเป็นธรรมเกิดจากการจัดสรรท่ีดินให้อย่าง
เท่าเทียมกัน จะมีตัวอย่างท่ีน่าสนใจก็คือ มีการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้เดือดร้อนที่ดิน
มากทส่ี ุดก่อน ซงึ่ สะทอ้ นวธิ คี ิดความเป็นธรรมในเชงิ การสนับสนุนคนดอ้ ยโอกาสดว้ ย

ผลที่เกิดขึ้นจากโฉนดชุมชน

1. การปกป้องสิทธิชุมชนในการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน กำรใช้
โฉนดชมุ ชนตำมนโยบำยรฐั เพอื่ ปกปอ้ งสทิ ธชิ มุ ชนยงั ไมเ่ หน็ ผลชดั เจนนกั หลำยพนื้ ทท่ี อี่ ยู่
ในเขตป่ำอนุรักษ์ยังคงถูกฟ้องร้องด�ำเนินคดี ถูกข่มขู่คุกคำมจำกเจ้ำหน้ำท่ีรัฐ เช่น บ้ำน
ทับเขือ-ปลักหมู ท่ีเพิ่งถูกเจ้ำหน้ำที่อุทยำนแห่งชำติเข้ำไปตัดฟันต้นยำงของชำวบ้ำน
ในพ้ืนท่ีสันติพัฒนำและไทรงำมพัฒนำก็ยังถูกกลุ่มทุนบริษัทสวนปำล์มใช้อิทธิพลมืด
คุกคำม

ปัญหาดังกล่าวมาจากรัฐไม่ได้สนใจใช้โฉนดชุมชนเป็นเครื่องมือปกป้องสิทธิ
ชมุ ชน ทา� ใหช้ าวบา้ นยงั คงเผชญิ ภยั คกุ คาม เกดิ ความรสู้ กึ ไมม่ นั่ ใจ ไมก่ ลา้ เสยี่ งทจ่ี ะลงทนุ
การผลติ และจัดการทรัพยากรระยะยาว อันกระทบต่อความเข้มแข็งในการจัดการโฉนด
ชุมชนด้วย

2. การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในการถือครองและใช้ประโยชน์
ท่ีดิน ในบำงชุมชน เช่น บ้ำนโป่ง ดอนฮังเกลือ บ้ำนหินลำดใน บ้ำนทับเขือ-ปลักหมู
บ้ำนตระ ชำวบ้ำนมรี ำยได้จำกผลผลิตที่เพำะปลกู ไว้ในพนื้ ทโี่ ฉนดชุมชน สำมำรถลดหน้ี
สินลงได้ ชำวบ้ำนยังคงยืนยันว่ำยังไม่มีสมำชิกขำยท่ีดินเพรำะควำมเดือดร้อนทำง
เศรษฐกิจ ระบบกรรมสิทธิ์และกำรจัดกำรร่วมเริ่มสร้ำงควำมมั่นคงในที่ดินให้แก่ชุมชน
มำกขนึ้

3. การสร้างความชอบธรรมต่อรัฐและสังคม บำงชุมชนเช่น หินลำดใน
ดอนฮังเกลือ และสหกรณ์บ้ำนคลองโยง ท่ีไม่ได้เผชิญสถำนกำรณ์กดดันจำกรัฐมำกนัก

300 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจี่ บั ต้องได้


Click to View FlipBook Version