!
&*&
9.00 น. – 12.00 น. ณ หอ้ งประชมุ ชน้ั 1 ตกึ สถาบนั วจิ ยั ประชากรและสงั คม มหาวทิ ยาลยั
มหิดล (ศาลายา)น้ัน ได้น�าข่าวพลเมืองไปฉายในวันงานด้วย นอกจากนี้ยังมีการเขียน
บทความเกย่ี วกบั ปัญหาทีด่ ิน ลงในเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ ซ่ึงเว็บไซตท์ ่ีชาวบา้ นคลองโยง
ใชค้ อื เวบ็ ไซตก์ รงุ เทพธรุ กจิ ออนไลน์ โดยลงบทความรายสปั ดาห์ ในชว่ งระยะเวลาตง้ั แต่
ปี พ.ศ. 2551-2554 ซ่ึงเปน็ ช่วงการเคลอ่ื นไหว
ข.การสรา้ งกรอบโครงเชิงสัญลักษณ์
ชาวบา้ นคลองโยงไดม้ กี ระบวนการการคดิ กรอบโครงเรอื่ งโดยการใชส้ ญั ลกั ษณ์
ซึ่งเป็นตัวบุคคลเป็นตัวด�าเนินเรื่องเกิดข้ึนในข่าวช้ินท่ีสาม โดยมีทีมนักข่าวพลเมืองทีวี
ไทยเป็นผใู้ หค้ �าแนะน�า วา่ ควรมีการเสนอภาพตวั แทนของชาวบา้ นคลองโยงซึ่งมีปญั หา
ทด่ี นิ ราชพสั ดุ ในกรณคี ลองโยงไดน้ า� เสนอตวั ละครชอ่ื “ลงุ ชว่ ย” ซง่ึ เปน็ ภาพของ “คนชรา”
เป็นสัญลักษณ์ท�าให้ประเด็นข่าวถูก “จดจ�า” และ “ได้รับความเห็นใจ” จากคนดู และ
ท�าให้การติดตามเร่ืองราวปัญหาท่ีดินคลองโยงผ่านตัวละครลุงช่วยมีความชัดเจนและ
สามารถเชื่อมโยงกับตัวบุคคลอื่น ๆ ท่ีต่อสู้กับภาครัฐและ/หรือได้รับความสนใจจาก
สาธารณะและ “เปน็ ขา่ ว” อยู่ในสงั คม เชน่ ยายไฮ และยายเนียมได้ หลงั จากนน้ั ลงุ ช่วย
จึงเปน็ ตวั ด�าเนนิ เรอื่ งปญั หาทีด่ ินคลองโยงตลอดมา
152 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพท่ีจบั ตอ้ งได้
สว่ นการเกบ็ วตั ถดุ บิ เพอ่ื มาใชท้ า� ขา่ ว ชาวบา้ นโดยเฉพาะแกนนา� จะทา� การเกบ็
ภาพและเสียงควบคู่ไปกับกิจกรรมการเคลื่อนไหวของพวกเขา การเดินทางไปประท้วง
ชมุ นมุ หรอื ประชมุ ทไี่ หนกจ็ ะมคี นเกบ็ ภาพไวต้ ลอดเวลา เพอื่ นา� มาใชท้ า� ขา่ ว การทา� ขา่ ว
พลเมืองของเราก็จะถ่ายวีดีโอ “ลุงช่วย” ที่เข้าร่วมกิจกรรมไว้ตลอด มีการคิดว่าจะสร้าง
“ลุงช่วย” ให้เป็นสัญลักษณ์ของประเด็นท่ีดินปัญหากรณีคลองโยง เพ่ือให้เป็นรูปธรรม
ของการแกป้ ญั หา การใชล้ งุ ชว่ ยเปน็ ภาพหลกั ทา� ใหล้ งุ ชว่ ยสามารถเปน็ ขา่ วใหส้ อื่ กระแส
หลกั สามารถตดิ ตามประเดน็ การตอ่ สแู้ ละความคบื หนา้ ในปญั หาของชาวบา้ นคลองโยง
ไดช้ ดั เจนขึ้น
ขา่ วพลเมอื งในชอื่ ตอน “8 เดอื นกบั การรอคอยของลงุ ชว่ ย” คอื การประชมุ รว่ มกบั
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ข่าวที่ออกเป็นการขยายประเด็นแรก คือพูดถึง
ความคบื หนา้ ของประเด็นความไม่เปน็ ธรรมของปญั หาคลองโยง
การสร้างสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นการสร้างภาพจ�า ผ่านตัวแสดงที่ขบวนการ
เลอื กใชใ้ นการนา� เสนอผา่ นขา่ วพลเมอื ง โดยจะเหน็ ไดว้ า่ “ลงุ ชว่ ย” เปน็ สญั ลกั ษณใ์ นการ
เคล่ือนไหวในประเด็นคลองโยง ภาพข่าวที่ถูกน�าเสนอออกไปจะสื่อให้ผู้ชมสามารถรับรู้
ถงึ สญั ลกั ษณใ์ นการตอ่ สู้ วธิ กี ารเคลอื่ นไหว ภาพและเสยี งทส่ี ะทอ้ นถงึ ความหว่ งใยใสใ่ จ
ในปญั หาของคนในชมุ ชนโดยเฉพาะชายชราอยา่ งเชน่ ลงุ ชว่ ย และชาวบา้ นซง่ึ ถกู นา� เสนอ
ออกมาเปน็ ตวั แทนภาพลกั ษณข์ องเกษตรกรคนเลก็ คนนอ้ ยซง่ึ มคี วามยากจน และมคี วาม
จ�าเป็นในการด�ารงอยู่กับผืนแผ่นดินเกิดของพวกเขาที่ปรากฏผ่านส่ือซึ่งเป็นปริมณฑล
สาธารณะ
ค. การแสดงเหตผุ ลและขอ้ เท็จจริง
การแสดงเหตุผลหรือข้อเท็จจริงซ่ึงเป็นข้อมูลหลักฐาน พร้อมท้ังหลักวิชาการ
ประกอบแล้วจึงสรุปเพ่ือเพิ่มความน่าเชื่อถือผ่านการน�าเสนอหลักฐานทางวิชาการ
ข้อเท็จจริงและมีการน�าเสนอภาพและผลการศึกษาหรือบทความกึ่งวิชาการและการ
ประชุมทางวิชาการเก่ียวกับประเด็นปัญหา เพื่อน�าเสนอต่อสาธารณชนและสามารถใช้
ขอ้ มูลดังกล่าวเพื่อการเรียกรอ้ งต่อผู้มีอ�านาจตดั สินใจดว้ ย
153
ยุคท่ีสอง การเคลื่อนไหวเพ่ือส่ือสารในพ้ืนท่ีสาธารณะ
ยทุ ธศาสตรก์ ารเคลอื่ นไหวทเ่ี นน้ การสอ่ื สารนน้ั ไมส่ ามารถทา� ไดจ้ ากการสอื่ สาร
ผา่ นสอื่ มวลชนเทา่ นนั้ ยทุ ธวธิ ดี ง้ั เดมิ ในการเคลอ่ื นไหวของขบวนการ เชน่ การรว่ มชมุ นมุ
เดินขบวนประท้วง ฯลฯ ยังคงเป็นกิจกรรมท่ีขบวนการต้องใช้ ท้ังเพื่อสร้างทรัพยากรใน
การเคล่ือนไหวอื่น ๆ ในขณะเดียวกันกิจกรรมเหล่านั้นก็ถือเป็นทรัพยากรในฐานะเป็น
เรื่องราวทีใ่ ช้ในการสือ่ สารต่อสาธารณะดว้ ย
ชาวบา้ นจากเครอื ข่ายปฏิรปู ทด่ี นิ แห่งประเทศไทย (คปท.) จ�านวนราว 700 คน
ซงึ่ ประกอบดว้ ย สหพนั ธเ์ กษตรกรภาคใต้ เครอื ขา่ ยปฏริ ปู ทด่ี นิ เทอื กเขาบรรทดั เครอื ขา่ ย
ปฏริ ปู ทดี่ นิ ภาคอสี าน สหพนั ธเ์ กษตรกรภาคเหนอื สหกรณก์ ารเชา่ ทด่ี นิ คลองโยงและพชิ ยั
ภูเบนทร์ และเครือขา่ ยสลัม 4 ภาค ไดม้ าปักหลักชมุ นมุ ทท่ี �าเนยี บรัฐบาลอีกครัง้ หนงึ่ เป็น
เวลา 3 วนั ตงั้ แตว่ นั ท่ี 11-13 มกราคม พ.ศ.2553 เพราะความเชอื่ งชา้ ในการแกไ้ ขปญั หา
ของรฐั บาลนายอภสิ ทิ ธ์ิ ซง่ึ ไดเ้ คยมกี ารแตง่ ตงั้ คณะกรรมการอา� นวยการเพอื่ แกไ้ ขปญั หา
ของเครอื ขา่ ยปฏริ ูปท่ีดนิ ฯ ซ่งึ มีนายกรัฐมนตรเี ปน็ ประธาน เม่ือวนั ท่ี 9 มีนาคม พ.ศ.2552
ตลอดเวลาราว10เดอื น10วนั แมจ้ ะมกี ารเจรจาเพอ่ื ใหม้ กี ารแกไ้ ขปญั หาหลายตอ่ หลายครง้ั
แต่กลบั ไม่มคี วามคืบหน้า บางคณะอนุกรรมการฯ เช่น กรณีปญั หาที่ดนิ สหกรณ์การเชา่
ที่ดนิ คลองโยงและพิชยั ภเู บนทร์ มขี อ้ ยุตอิ ยา่ งชัดเจนแต่กลับไมม่ ีการดา� เนนิ การตอ่
154 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจ่ี บั ต้องได้
ผลจากการชมุ นมุ ทา� ใหน้ ายกรฐั มนตรไี ดเ้ รง่ ลงมาแกป้ ญั หาเรอ่ื งคดคี วาม และ
ให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตของนายสมพร พัฒนภูมิ1 น�าไปสู่การเร่งประชุมคณะ
กรรมการอ�านวยการแก้ไขปัญหาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ที่ไม่มีการประชุมมานานกว่า
6 เดือน การเคลื่อนไหวในขณะน้ันเห็นได้ว่าชาวบ้านคลองโยงร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปท่ี
ดินฯ ได้เร่งให้มีการด�าเนินการแก้ปัญหาที่ดิน ท้ังจากการชุมนุม การเขียนบทความ 2
บทความ ลงเวบ็ ไซตก์ รงุ เทพธรุ กจิ ออนไลน์ (บทความประชาชนตอ้ งตายกอ่ นและบทเรยี น
การตายของเกษตรกรไร้ทด่ี ิน สมพร พฒั นภมู )ิ และการท�าข่าวพลเมือง ส่งผลให้ในวนั ท่ี
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ได้มีการประชุมคณะกรรมการอ�านวยการแก้ไขปัญหา คปท.
ครง้ั ที่ 3 โดยมีนายกเป็นประธาน มีมติอนมุ ตั ิให้โอนทีใ่ หส้ หกรณ์ ฯ โดยให้ กรมธนารกั ษ์
เป็นผู้จัดท�าเอกสารเพ่ือเข้าไปเสนอเข้ามติคณะรัฐมนตรี ในคร้ังนั้นนายกฯ เสนอว่า
ตอ้ งการใหเ้ สรจ็ ภายในวนั ท่ี 1 มนี าคม พ.ศ.2553 โดยมรี ฐั มนตรวี า่ การกระทรวงการเกษตร
และสหกรณ์ นาย ธีระ วงศ์สมุทร รับปากว่าจะช่วยท�าเอกสารให้เสร็จใน 2 อาทิตย์ ซง่ึ
ตอ่ มาไดม้ มี ตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี 30 มนี าคม พ.ศ.2553 ใหโ้ อนทดี่ นิ คลองโยง ซ่ึงถือว่า
เปน็ การประสบความส�าเร็จทส่ี า� คัญที่สดุ คร้งั หน่ึงสา� หรับกรณคี ลองโยง ซึง่ ต่อมาในวันท่ี
12 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2554 มพี ธิ กี ารมอบโฉนดชมุ ชน โดยนายอภสิ ทิ ธ์ เวชชาชวี ะ ณ บรเิ วณ
ส�านักงานสหกรณเ์ ชา่ ทด่ี ินบ้านคลองโยง
1 สาเหตกุ ารตายของนายสมพร ใน “ บทเรยี นการตายของเกษตรกรไรท้ ี่ดิน สมพร พฒั นภมู ”ิ ตอนหนึง่ ระบุวา่ ...
เม่ือวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2553 ทีผ่ า่ นมา สมพร พฒั นภมู ิ สมาชกิ ชมุ ชนบา้ นคลองไทรพฒั นา ได้ถูกลอบยิงจาก
คนร้ายที่ลอบเข้ามายิงพร้อมชาวบ้านท่ีตั้งวงน่ังคุยกัน จนกลายเป็นเหย่ือการสังหารชีวิตให้กับความเชื่องช้าใน
การแก้ไขปัญหาของรัฐบาล สมพร พัฒนภูมิ เป็นเกษตรกรไร้ท่ีดินเช่นเดียวกับสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้
(สกต.)ซง่ึ เคยเปน็ ครอบครวั เกษตรกร แตด่ ว้ ยความไรท้ ด่ี นิ จงึ ไปยดึ อาชพี เปน็ ชา่ งเคาะ-ปะผุ รถยนต์ กอ่ นจะตดั สนิ
ใจเขา้ มารว่ มกบั สกต. ท่ดี ินซง่ึ สมพร พัฒนภมู ิ และสมาชิก สตก. เข้าไปบกุ ยึดเพ่ือเรยี กร้องใหร้ ัฐบาลน�ามากระ
จายการถอื ครองในรปู แบบโฉนดชมุ ชน เปน็ พน้ื ทซี่ งึ่ บรษิ ทั ธรุ กจิ การเกษตรจวิ กงั จยุ้ เขา้ ไปใชพ้ นื้ ทขี่ องส.ป.ก. ปลกู
สวนปาล์มตัง้ แตป่ ี พ.ศ.2524 จ�านวน 1,081 ไร่ ส�านกั งานเขตปฏริ ูปทด่ี ินฯ ได้ด�าเนินการฟอ้ งขับไลแ่ ละเรียกค่า
เสียหายจ�านวนราว 210 ลา้ นบาท โดยเม่ือวนั ท่ี 3 สงิ หาคม พ.ศ.2550 ศาลได้มีคา� พพิ ากษาให้ ส.ป.ก. ชนะคดี
โดยวินจิ ฉัยว่า ที่ดินดังกลา่ วเปน็ กรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. และสั่งให้บรษิ ทั ฯ และบรวิ ารออกจากที่ดนิ แปลงน้ี แตไ่ ด้
มีการย่ืนอุทธรณ์ขอทุเลาบังคับคดีโดยขออยู่เพื่อเก็บเก่ียวผลประโยชน์ เม่ือเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2551 สมพร
พฒั นภมู ิ และชาวบ้านอกี ประมาณ 120 ครอบครวั จึงไดข้ อเข้าไปครอบครองใช้พ้ืนท่ีตั้งเป็นชมุ ชน เพื่อตดิ ตาม
ตรวจสอบผลักดันให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งน�าผืนดินแปลงน่ีกลับมาด�าเนินการตามนโยบายการปฏิรูปท่ีดินฯ เพ่ือให้
ชมุ ชนได้ใช้ประโยชนร์ ว่ มกันสมพร พฒั นภูมิ ได้ประกาศกับพน่ี อ้ งทีร่ ่วมกันเขา้ ไปบกุ ยดึ ท่ีดินแปลงน้วี า่ “จะขอสู้
ตายทนี่ ”ี่ ซ่งึ เขาได้ใชช้ วี ิตตลอดเวลา 14 เดือน ในทีด่ ิน 1 ไร่ ท่ไี ดข้ ดุ บ่อเล้ียงปลา และปลกุ กระทอ่ มนอ้ ยไว้ 1 หลัง
ดว้ ยความหวงั ว่า จะได้ครอบครองทดี่ ินแหง่ น้อี ย่างม่นั คงตามแนวนโยบายโฉนดชุมชน ..
155
156 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
บทเรียนในมิติการสร้างพลังอ�านาจต่อสาธารณชน
กรณชี าวบา้ นคลองโยงสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ การใชพ้ น้ื ทส่ี อื่ ทา� ใหข้ บวนการสามารถ
สรา้ งเครอื ขา่ ย ทา� ใหค้ นภายนอกรบั รปู้ ญั หา และทา� ใหเ้ ครอื ขา่ ยอนื่ ทเี่ กย่ี วขอ้ งยนื่ มอื เขา้ มา
ชว่ ยเหลอื เชน่ เครอื ขา่ ยปฏริ ปู ทดี่ นิ แหง่ ประเทศไทย ไดเ้ ขา้ มาชว่ ยเหลอื ขบวนการชาวบา้ น
คลองโยงทัง้ การใหค้ วามรู้ แลกเปล่ยี นประสบการณ์ และการระดมการสนบั สนนุ รวมไป
ถงึ การระดมทรพั ยากรตา่ ง ๆ ใหเ้ ขา้ มากเ็ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการสรา้ งพลงั อา� นาจดว้ ย ทา� ให้
ขบวนการสามารถท�าให้ประเด็นของตนเข้าสู่สาธารณะและขับเคล่ือนประเด็นร่วมกับ
กลมุ่ เคลอื่ นไหวทางสงั คมกลมุ่ อน่ื ๆ เชน่ สมาพนั ธช์ าวนาชาวไร่ การออกไปรว่ มเดนิ ขบวน
กับกลุ่มปฏิรูปที่ดินที่หน้าท�าเนียบรัฐบาล ท�าให้ชาวบ้านรู้สึกว่าประเด็นของตนไม่ใช่
ประเดน็ สว่ นตวั อกี ตอ่ ไป และทา� ใหโ้ ลกชวี ติ ของชาวบา้ นไดข้ ยายออกไปจากการรบั รโู้ ลก
ชวี ติ ของกลมุ่ คนอื่น ๆ
การใชพ้ น้ื ทส่ี อ่ื ในการเคลอ่ื นไหว ในพน้ื ทสี่ อ่ื หลากหลายประเภท ทา� ใหป้ ระเดน็
ปญั หาความไมเ่ ปน็ ธรรมจากภาครฐั ในกรณปี ญั หาทดี่ นิ ราชพสั ดคุ ลองโยงทเี่ กดิ ขนึ้ ไดร้ บั
การขยายออกไปสกู่ ารเชอื่ มโยงกบั ประเดน็ สาธารณะในเรอ่ื งนโยบายการกระจายการถอื
ครองทดี่ นิ ของรฐั รวมถงึ การเชอื่ มโยงประเดน็ ปญั หาทด่ี นิ คลองโยงกบั ทอี่ น่ื ๆ ซง่ึ มปี ญั หา
ที่ดินเชน่ ท่ีดินราชพัสดุในจงั หวัดอตุ รดติ ถ์ หลังจากการต่อส้กู ับเจ้าหนา้ ที่ภาครัฐ ทา� ใหม้ ี
การชะลอคา� สง่ั การจา่ ยคา่ เชา่ ทดี่ นิ สหกรณเ์ ชา่ ทด่ี นิ คลองโยงและมกี ารเรยี กรอ้ งจากชาวบา้ น
ให้มีการจัดการที่ดินผืนดังกล่าวในรูปโฉนดชุมชน การสร้างเครือข่ายการท�างานร่วมกัน
ระหวา่ งเครอื ขา่ ยขบวนการของชาวบา้ นทไ่ี ดป้ ระสบปญั หาในแตล่ ะพน้ื ที่ โดยการใชพ้ น้ื ที่
สอ่ื สามารถเชอ่ื มโยงเครอื ขา่ ยทม่ี ปี ญั หาเกย่ี วขอ้ งกนั ใหไ้ ดม้ กี ารรบั รปู้ ระเดน็ ปญั หารว่ มกนั
มีการแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารซ่ึงกันและกันทั้งในเรื่องการแก้ไขปัญหาเฉพาะและการ
เรยี นรเู้ พอ่ื ผลติ ขอ้ มลู ขา่ วสาร เพอื่ ใชแ้ ลกเปลย่ี นเรยี นรซู้ ง่ึ กนั และกนั ทง้ั ในเครอื ขา่ ย และ
ใช้ในการเคลอื่ นไหวดว้ ย
นอกจากน้ี จะพบพลังในการเช้ือเชิญ และดึงสาธารณชน ผู้เฝ้ามองให้มาเป็น
ผู้เห็นอกเห็นใจกล่าวคือ หลังจากการใช้พื้นที่ส่ือของขบวนการชาวบ้านคร้ังแรกผ่าน
“รายการนักขา่ วพลเมอื ง” ทางสถานีโทรทัศนท์ ีวไี ทย ประเดน็ ปญั หาของชาวบ้านคลอง
โยงซึ่งเป็นชุมชนเกษตรกรรมเล็ก ๆ ใกล้เมืองหลวงกไ็ ด้ถูกฉายใหส้ าธารณชนท่ัวประเทศ
157
ได้รับทราบไปพรอ้ ม ๆ กนั กับเจ้าหน้าท่ที ี่เกยี่ วข้องกบั ประเดน็ ปญั หาดงั กลา่ วด้วย ทา� ให้
มีการตรวจสอบติดตามและขยายประเด็นคลองโยงจนกลายเป็นประเด็นสาธารณะใน
เวลาต่อมา ในพนื้ ท่ีสือ่ ต่าง ๆ ทัง้ จากข่าวทถี่ ูกน�าเสนออยา่ งต่อเนื่อง ไมว่ ่าจะเปน็ ทางชอ่ ง
ทวี ไี ทย ทวี สี าธารณะ เนชนั่ ชาแนล และตามหนา้ หนงั สอื พมิ พ์ พนื้ ทส่ี อ่ื ไดเ้ ขา้ มามบี ทบาท
เป็นตัวกลางในการน�าเสนอประเด็นปัญหาสู่สายตาสาธารณชนผู้เฝ้ามองได้มองเห็น
ประเด็นน้ีในพน้ื ทีส่ าธารณะ ซึ่งเปน็ เรอ่ื งท่ีสามารถท�าไดย้ ากผา่ นส่อื กระแสหลกั และยงั
เป็นการรวบรวมประเด็นปัญหาแบบตัดผ่านข้ามพื้นที่อีกด้วย อย่างท่ีกล่าวไปแล้ว หลัง
จากทขี่ า่ วของคลองโยงไดถ้ กู นา� เสนอผา่ นจอโทรทศั น์ ไดม้ ชี าวบา้ นทพ่ี ชิ ยั ภเู บนทร์ จงั หวดั
อทุ ยั ธานี ที่เดือดร้อนประสบปัญหาแบบเดียวกัน ไดต้ ิดตอ่ เขา้ มายังประธานสหกรณ์เช่า
ทด่ี นิ คลองโยง วา่ กรณที เี่ กดิ ขน้ึ ทคี่ ลองโยงและพชิ ยั ภเู บนทรน์ นั้ เปน็ เรอ่ื งเดยี วกนั การนา�
เสนอประเด็นปัญหาผ่านส่ือจะท�าให้ข้อมูลเกิดการรวมตัวท่ีตัดผ่านพ้ืนท่ี ท�าให้ประเด็น
ได้ถกู รอ้ ยโยงเข้าดว้ ยกัน ซ่งึ เหมือนกับเปน็ ก้อนหมิ ะที่กา� ลงั กลงิ้ ดังน้ันประเดน็ ท่ใี นตอน
แรกดูเหมือนจะเป็นเร่ืองราวร้องทุกข์ของชาวบ้านคลองโยงเพียงกลุ่มเดียว ได้ยกระดับ
เปน็ ประเด็นสาธารณะ โดยท�าให้คนที่รับสอ่ื ทง้ั สาธารณชนและเครอื ขา่ ยอ่ืน ๆ ท่ีประสบ
ปญั หาคลา้ ยคลงึ กนั รสู้ กึ วา่ ตนเองไมใ่ ชก่ ลมุ่ เดยี วทถี่ กู กระท�าและเรอื่ งนจี้ ะตอ้ งขยายออก
ไปในวงกวา้ ง ทา� ใหช้ าวบา้ นพยายามคน้ หาขอ้ มลู เอกสารทจี่ ะนา� มายนื ยนั และตอ่ สู้ หาก
มองในเชงิ วเิ คราะหจ์ ะเหน็ ไดว้ า่ สอ่ื ทา� หนา้ ทเ่ี ปน็ ตวั กลางในการดงึ ความรสู้ กึ และสายตา
ของสาธารณชนผู้เฝา้ มอง ซง่ึ ทา� ใหก้ ารท�างานท่ีไมช่ อบธรรมของรัฐต้องถอยกลับไปใหม่
เพ่ือให้ประเด็นปัญหากลับไปสู่การทบทวน ตรวจสอบจากสาธารณชนและผู้ท่ีเกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะผูม้ ีสว่ นไดส้ ่วนเสียด้วย
การใชพ้ ้ืนท่สี ือ่ ของขบวนการชาวบ้านคลองโยงน�าไปสูก่ ารต่อสเู้ คล่ือนไหวทาง
สงั คม ยกระดบั แนวคดิ ในการใชย้ ทุ ธศาสตรก์ ารตอ่ สจู้ ากการตอ่ สบู้ นทอ้ งถนนเพยี งอยา่ ง
เดยี ว ไปสกู่ ารตอ่ สใู้ นพน้ื ทอ่ี นื่ ๆ ทสี่ ามารถทา� ใหป้ ระเดน็ ขอ้ เรยี กรอ้ งขยายออกไปไดอ้ ยา่ ง
กว้างขวาง กล่าวคือ การต่อสู้บนท้องถนนในระยะแรกขบวนการเคลื่อนไหวมักได้รับ
ปฏิกิริยาจากสาธารณชนในแง่ลบมากกว่าในแง่บวก ท้ังจาก ข่าวที่ออกผ่านสื่อต่าง ๆ
และจากการวพิ ากษว์ จิ ารณก์ ลมุ่ ผชู้ มุ นมุ วา่ เปน็ พวกกอ่ กวน สรา้ งความวนุ่ วายใหเ้ กดิ ขน้ึ
ในบา้ นเมอื ง ดงั นน้ั แมว้ า่ การเคลอ่ื นไหวบนทอ้ งถนนจะสามารถทา� ใหเ้ ปน็ ขา่ วได้ แตภ่ าพ
ข่าวที่ออกข่าวไปในรูปแบบเดิมที่ถูกน�าเสนอผ่านมุมมองของส่ือกระแสหลัก ท�าได้เพียง
แค่การเสนอข่าวแลว้ กเ็ งยี บหายไปจากสายตาสาธารณชน
158 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจ่ี บั ต้องได้
ในขณะท่ีการจัดกระท�าการเคลื่อนไหวผ่านพื้นท่ีส่ือโดยท่ีขบวนการเคลื่อนไหว
มบี ทบาทเปน็ ผกู้ ระทา� การเองนนั้ จะสามารถทา� ใหป้ ระเดน็ การเคลอื่ นไหวมคี วามตอ่ เนอ่ื ง
อยู่ในพ้ืนท่ีส่ือ พร้อมทั้งสามารถทวีความเข้มข้นของประเด็นความเคลื่อนไหวในตามแต่
จังหวะและสถานการณซ์ ง่ึ ขบวนการสามารถควบคุมเน้ือหา วัตถุประสงคแ์ ละทศิ ทางใน
การส่อื สารได้เอง
การก�าหนดทิศทางของการเคลื่อนไหวผ่านพ้ืนที่สื่อในระยะแรกของการต่อสู้
ขบวนการชาวบา้ นคลองโยงเรมิ่ เสนอประเดน็ แรกในลกั ษณะการรอ้ งทกุ ขใ์ หส้ าธารณชน
รบั ทราบปญั หาในพน้ื ทขี่ องตนตอ่ มาจงึ คอ่ ย ๆ ยกระดบั ประเดน็ ของตนไปสกู่ ารตอ่ สเู้ รอ่ื ง
โฉนดชมุ ชน ซงึ่ เปน็ ประเด็นทม่ี ีความเปน็ สาธารณะมากข้นึ
การใชพ้ นื้ ทสี่ อ่ื ในการเคลอ่ื นไหวยงั นา� มาสพู่ ลงั อา� นาจในการเปลยี่ นคนทไ่ี มเ่ หน็
ด้วยใหม้ าเห็นด้วยหรือผขู้ ัดขวางต่อตา้ นกลายเป็นผู้เป็นกลางเนอ่ื งจากประเด็นปัญหาท่ี
เกดิ ขนึ้ ในพน้ื ทคี่ ลองโยงนนั้ สง่ ผลใหป้ ระเดน็ เรอื่ งกรรมสทิ ธใิ์ นทด่ี นิ ของชาวบา้ นคลองโยง
เป็นที่สนใจจากสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้านคลองโยงเป็นอย่างย่ิง เห็นได้จากการท่ี
ประเดน็ ปัญหาเรื่องทดี่ ินน้เี อง ทา� ใหเ้ กิดความเเตกต่างในความคิดของชาวบา้ นเปน็ สอง
กลมุ่ ความไมเ่ ข้าใจในประเดน็ ปญั หาเร่ืองทด่ี ินของชาวบ้านคลองโยง สง่ ผลใหป้ ระธาน
และกรรมการของสหกรณ์ ฯ จา� เปน็ ตอ้ งชแ้ี จงเพอ่ื ทา� ความเขา้ ใจในเรอื่ งนใี้ หก้ บั ชาวบา้ น
159
ให้มากขึน้ โดยพยายามชีแ้ จงผา่ นทางการประชมุ สหกรณใ์ นแต่ละครัง้ เพอื่ ให้ชาวบา้ น
ทราบถงึ การบดิ เบอื นสญั ญาการเชา่ ซอื้ ทด่ี นิ ในคลองโยงของรฐั รวมไปถงึ การจดั ทา� และ
รวบรวมเอกสารอนั เกยี่ วขอ้ งกบั สญั ญาการเชา่ ซอื้ ซงึ่ สหกรณไ์ ดท้ �าไวก้ บั รฐั นบั วา่ ประเดน็
เรอ่ื งของความเขา้ ใจทคี่ ลาดเคลอ่ื นกนั ของชาวบา้ นทงั้ สองกลมุ่ นเ้ี อง ทา� ใหช้ าวบา้ นกลมุ่
ท่ีต้องการลุกข้ึนมาต่อสู้เพ่ือกรรมสิทธ์ิในที่ดินของตนเองต้องหาวิธีการสื่อสารท�าความ
เข้าใจในประเด็นปัญหาน้ีเป็นอย่างมาก อีกวิธีการหน่ึงซึ่งเป็นการช่วยสร้างความสนใจ
และสอ่ื สารใหแ้ กช่ าวบา้ นคลองโยงทย่ี งั ไมไ่ ดม้ คี วามคดิ เหน็ ทจี่ ะตอ่ สหู้ รอื เรยี กรอ้ งในสทิ ธิ
ของตนเข้ามาร่วมต่อสู้ด้วยนั้น ประธานและกรรมการสหกรณ์เอง ใช้วิธีการบันทึกภาพ
ของกลุ่มตัวแทนจากสหกรณ์ ฯ เมื่อทางกลุ่มได้ด�าเนินการในวิธีการต่าง ๆ เพ่ือให้รัฐได้
เข้ามาสนใจและแก้ไขปัญหาเร่ืองท่ีดินของชาวคลองโยงอย่างจริงจัง ทั้งการเข้าพบผู้ว่า
ราชการจงั หวดั นครปฐม การไปรอ้ งเรยี นกับกรรมการสิทธมิ นุษยชน และการพยายาม
นา� เรอ่ื งกรรมสทิ ธ์ิในทีด่ ินของคลองโยงเข้าไปยังสผู่ ู้มีอ�านาจ
160 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจี่ ับตอ้ งได้
การเปล่ียนแปลงดังกล่าวท�าให้ทิศทางในการแก้ไขปัญหาที่ดินขยายเป็น
ประเด็นสาธารณะซึ่งได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย โดยสามารถพิจารณาจากการ
ประสบความสา� เรจ็ ตามขอ้ เรยี กรอ้ ง สง่ ผลใหภ้ าครฐั ดา� เนนิ การตามขอ้ เรยี กรอ้ งตามลา� ดบั
ตั้งแต่การชะลอการเรียกเก็บค่าเช่าท่ีดินจนกว่า จะมีการพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
การประเด็นปัญหา หลังจากน้ันนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการข้ึนเพื่อพิจารณา
ปัญหาที่ดินราชพัสดุ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในประเด็นอ่ืน ๆ ด้วย
จนกระทั่งมีการออกกรรมสิทธ์ิในการท�าประโยชน์ท่ีดินและการมอบโฉนดชุมชนให้แก่
สหกรณ์เช่าที่ดินคลองโยงในเวลาตอ่ มา
การใช้พ้ืนที่ส่ือถือเป็นกลไกในการน�าประเด็นเข้าสู่ระบบการเมืองที่แต่เดิมไม่
สามารถเข้าถึงได้ด้วยระบบการเมืองแบบผู้แทน เพราะประเด็นจะต้องเรียกร้องผ่าน
นกั การเมอื งทอ้ งถน่ิ ซงึ่ ทา� ใหช้ าวบา้ นรสู้ กึ วา่ ตนเปน็ ผไู้ มม่ อี า� นาจ ไมส่ ามารถออกมาเรยี ก
รอ้ งตอ่ สเู้ พอื่ ความยตุ ธิ รรมของตนเองได้ ตอ้ งรอ้ งขอความชว่ ยเหลอื จากเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั
เชน่ ในกรณขี องชาวบา้ นคลองโยงทตี่ อ้ งเสยี คา่ เชา่ ใหก้ บั กรมธนารกั ษ์ ตามเกณฑใ์ นการ
เก็บค่าเชา่ ท่ีแบบใหม่ ส่วนหนง่ึ ของชาวบา้ นประมาณ 10 เปอรเ์ ซ็นต์ ท่มี เี งนิ พอได้น�าเงนิ
เกบ็ ไปจา่ ยคา่ เชา่ ทเี่ พราะไมอ่ ยากมีปัญหากับเจ้าหนา้ ทรี่ ฐั ดงั น้ัน เม่อื ประเดน็ ของพวก
เขามีช่องทางใหม่ท่ีไปสู่การรับรู้ของรัฐ และท�าให้การท�างานที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาล
ตอ้ งถอยกลับไปใหม่ พวกเขารู้สกึ ว่าตนเองมีพลังและสามารถลกุ ขึ้นมาตอ่ สู่กับความไม่
ยตุ ธิ รรมได้ กรณคี ลองโยงนน้ั เหน็ ไดช้ ดั วา่ กอ่ นทขี่ า่ วจะถกู นา� เสนอออกไป ชาวบา้ นนอ้ ย
มากท่ีจะเข้าร่วมการต่อสู้ “แกบ้าหรือเปล่าที่จะไปสู้กับรัฐ” น่ันคือสิ่งท่ีประธานสหกรณ์
ได้ยินได้ฟังเมื่อเขาได้ไปชักชวนชาวบ้านคนอ่ืน ๆ ท่ีประสบปัญหาให้เข้ามาช่วยกันต่อสู้
แต่เมื่อข่าวของชาวบ้านคลองโยงถูกเผยแพร่ออกไปอย่างต่อเนื่อง และหลากหลายช่อง
ทาง ท�าให้ชาวบ้านรู้สึกว่าประเด็นที่ตนเองเผชิญอยู่น้ันมีความส�าคัญในสายตาคนนอก
ด้วยเชน่ กัน ท�าใหช้ าวบ้านรสู้ กึ คึกคักและมีก�าลังใจทจี่ ะตอ่ สู้
การสรา้ งการตอ่ รองเชงิ อ�านาจใหเ้ กดิ ขนึ้ กบั ประชาชน กลา่ วคอื การตอ่ สผู้ า่ นสอ่ื
เปน็ วธิ หี นง่ึ ในการทา� ใหร้ ฐั ปรบั วธิ กี าร บทบาท และความสมั พนั ธท์ างอา� นาจกบั ชาวบา้ น
ซ่ึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน เช่น คนในระดับเจ้าหน้าที่ คนในเมือง หรือคนใน
ชนบทอน่ื ๆ นอกจากความตนื่ ตวั ของผคู้ นในชมุ ชนหลงั จากเหน็ วา่ เรอื่ งราวในทอ้ งถนิ่ ของ
ตนเองได้ออกสู่หน้าจอโทรทัศน์แล้ว การเปล่ียนแปลงอีกอย่างหน่ึงท่ีส�าคัญ คือ ระดับ
การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งของชาวบา้ นในตา� บลคลองโยงซง่ึ สามารถเปน็ ตวั แทน ในการ
161
สะท้อนใหเ้ ห็นถงึ ลักษณะเฉพาะของชาวบ้านในทอ้ งถ่ินภาคกลาง
การทา� ขา่ วดว้ ยตวั เองเปน็ วธิ กี ารหนง่ึ ทท่ี า� ใหเ้ รอ่ื งราวของคนในทอ้ งถนิ่ คลองโยง
ได้ปรากฏสู่จอโทรทัศน์ ซึ่งท�าให้ชาวบ้านมีส่วนแบ่งในการใช้พ้ืนที่ส่ือสาธารณะ และ
สามารถท�าให้ประเด็นการปฏิรูปสื่อที่ต้องการให้คนจากทุกภาคส่วนมีสิทธิในการ
แสดงออกซึ่งความคิดเห็นและการเสนอข่าวในแนวราบไม่ติดอยู่กับอิทธิพลของทุนและ
รัฐได้ในระดับหน่ึง เนื่องจากเดิมคนท่ีอยู่ในชนบทหรือชาวบ้านซ่ึงเป็นคนด้อยอ�านาจไม่
อาจมคี วามสมั พนั ธท์ างอา� นาจทเ่ี ทา่ เทยี มกบั กลมุ่ คนทสี่ อื่ กระแสหลกั ใหค้ วามสา� คญั มากขน้ึ
เช่น รัฐบาลหรอื ผทู้ ่มี อี �านาจในสงั คม เป็นตน้
ผลจากการพฒั นาและปรับรปู แบบของการตอ่ ส้ขู องชาวคลองโยง จากการเขา้
พบกบั ทางราชการ การรว่ มกับกลุม่ ตา่ ง ๆ อาทิเชน่ สมาพนั ธช์ าวนาชาวไร่และเครอื ขา่ ย
ปฏิรูปท่ดี ินแห่งประเทศไทย เพอ่ื รว่ มเดินขบวนเรียกร้องใหร้ ัฐแก้ไขปัญหาเร่ืองท่ีดิน มาสู่
ในระดับของการท่ีชาวบ้านคลองโยงเอง ได้ใช้พื้นที่ส่ือในการสร้างพื้นที่ของความสนใจ
รว่ มกนั ใหเ้ กดิ ขนึ้ ทงั้ จากคนในชมุ ชนเองและคนภายนอกได้ จนปญั หาของพนื้ ทค่ี ลองโยง
นั้นได้รับการแก้ไขจากรัฐในระดับที่น่าพอใจของคนในชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าจาก
วัฒนธรรมของชาวบ้าน ของชาวนาหรือเกษตรกรท่ีมีภาพของการเป็นคนชนบทและไม่รู้
เทา่ ทนั สงั คมเมืองดังภาพสะทอ้ นสมัยก่อนนน้ั ได้เปลย่ี นแปลงไปแล้ว เครอ่ื งมือส�าหรบั
การลดทอนช่องว่างของความเข้าใจในระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในกรณีของ
ชาวบา้ นคลองโยง ถกู แทนทด่ี ว้ ยสอ่ื โทรทศั นอ์ ยา่ งการมี “ขา่ วพลเมอื ง” นนั่ เอง ทา� ใหก้ าร
ต่อสู้ของชาวบ้านคลองโยงน้ันเกิดเป็นพลวัตและแสดงให้เห็นชัดเจนจากความคืบหน้า
ในประเด็นของการต่อสู้ ซึ่งผลต่อความสัมพันธ์เชิงอ�านาจระหว่างรัฐกับชาวบ้าน และ
ระหว่างคนภายในชุมชนด้วยกนั เอง
ดังนั้น การยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอ�านาจเดิมกับผู้ด้อยอ�านาจจาก
การใชพ้ น้ื ทส่ี อ่ื ของชาวบา้ นมบี ทบาทในการทา� หนา้ ทนี่ ไี้ ดเ้ ปน็ อยา่ งมาก ชาวบา้ นคลองโยง
เลง็ เหน็ ถงึ ความสา� คญั ของการใชพ้ นื้ ทสี่ อ่ื เปน็ เครอื่ งมอื หนง่ึ ในเคลอ่ื นไหว ภายใตร้ ปู แบบ
ของการทต่ี วั ชาวบา้ นเองชว่ ยสรา้ งพลงั ใหเ้ กดิ ขน้ึ กบั ชาวบา้ นเอง คอื พลงั ของการตอ่ สโู้ ดย
การท�าให้การเคลื่อนไหวในเชิงประเด็นของชาวบ้านคลองโยงนี้มีความเข้มแข็งมากข้ึน
เนอื่ งจากชาวบา้ นมคี วามไดเ้ ปรยี บในสว่ นของการเขา้ ถงึ ประเดน็ ปญั หาในพน้ื ทไี่ ดล้ กึ ซงึ้
กวา่ นกั ขา่ วซง่ึ เปน็ คนนอก ในสว่ นนเ้ี องทนี่ กั ขา่ วพลเมอื งของคลองโยงสามารถสรา้ งพลงั
ในการดงึ ดดู คนทงั้ ภายในชมุ ชนเองและภายนอก ใหเ้ กดิ ความสนใจและตระหนกั ในการ
162 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจ่ี บั ต้องได้
รกั ษาสทิ ธขิ องตนเอง อกี ทง้ั ยงั สรา้ งความสามารถในการตอ่ รองของชาวบา้ นกบั รฐั ไดม้ าก
ขน้ึ ทา� ใหเ้ กดิ สา� นกึ เชงิ สาธารณะและชว่ ยในการเพมิ่ พลงั ใหก้ บั ชาวบา้ นในการเปน็ เจา้ ของ
กิจกรรมหรอื โครงการต่าง ๆ ที่ทกุ ฝา่ ยไดก้ า� หนดร่วมกนั และร่วมกันรับผิดชอบ
นอกจากน้ี การท�าให้ชาวบ้านรับรู้ถึงพลังอ�านาจของตน ถือเป็นพลังในการตัว
กระตุ้นให้เกิดการใช้พื้นที่สื่อของชาวบ้านมากขึ้น เน่ืองจากหากพิจารณาเปรียบเทียบ
จ�านวนข่าวท่ีออกอากาศระหว่างชาวบ้านแต่ละพื้นที่ จะเห็นได้ว่า ชาวบ้านในพ้ืนท่ีเห็น
การเปล่ียนแปลงทางอ�านาจท่ีเกิดข้ึนโดยตัวเขาเอง ดังน้ัน การท�าให้ชาวบ้านรับรู้ และ
ตระหนกั ถงึ พลังท่ีมอี ยู่นอกจากเกิดจากศักยภาพด้านเทคนิคการใช้สื่อ ยงั เกิดจากการที่
ชาวบ้านเห็นถึง “พลังของการเป็นข่าว”หรือ “การออกทีวี” ด้วย ซ่ึงสามารถเช่ือมโยงกับ
การกระตุ้นให้เกิดการเคล่ือนไหวผ่านพื้นท่ีสื่อโทรทัศน์ ยกตัวอย่างค�ากล่าวเก่ียวกับการ
ทา� ขา่ วผา่ นรายการนกั ข่าวพลเมือง
การใช้พ้ืนที่สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างพลังให้เกิดการต่อสู้เรียกร้องสิทธิใน
ฐานะพลเมอื งในกรณคี ลองโยงจงึ ถอื เปน็ กา้ วสา� คญั ในการยกระดบั การมสี ว่ นรว่ มทางการ
เมอื งของพลเมอื งทา� ใหส้ ามารถปลกุ ประชาชนทนี่ งิ่ เฉยใหเ้ ปน็ พลเมอื งทสี่ ามารถสรา้ งการ
ต่อรองอ�านาจทางการเมืองในเชิงรุกได้ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าจากเดิมชาวบ้านไม่
สามารถเข้าถึงผู้มีอ�านาจในการตัดสินใจ เน่ืองจากโครงสร้างทางการเมืองในสังคมไทย
ไม่เอื้ออ�านวยให้คนจ�านวนมากในสังคมแต่กลับถูกท�าให้อยู่ในฐานะ “คนเล็กคนน้อย”
ดว้ ยเหตขุ องความขาดแคลนทรพั ยากรในการตอ่ สสู้ ามารถตระหนกั ถงึ สทิ ธทิ ต่ี นมอี ยแู่ ละ
ลุกข้ึนมาต่อกรกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐเพ่ือต่อรอง/ช่วงชิงอ�านาจในการควบคุมและก�าหนด
ชะตาชีวติ ของตนเอง
พลังอ�านาจที่เกิดขึ้นผ่านการใช้พ้ืนที่สื่อซึ่งเป็นการปฏิบัติการทางตรงและทาง
อ้อมในการเคล่ือนไหวผ่านพ้ืนท่ีส่ือ สามารถส่งสารหรือข้อความอย่างมีพลังโดยใช้
ทรัพยากรในเร่ืองเงินทุนน้อย เน่ืองจาก ไม่ต้องใช้คนหรือจ�านวนของตัวเลขในการ
เคลื่อนไหว แต่สามารถเข้าถึงคนได้หลากหลายและรวดเร็วทั้งภาพและ/หรือเสียงและ
หรอื ตวั อกั ษรซงึ่ สามารถอธบิ ายประเดน็ และความตอ้ งการหรอื ขอ้ เรยี กรอ้ งของขบวนการ
ได้อยา่ งถกู ตอ้ งตรงตามประเดน็ ทีข่ บวนการทางสงั คมตอ้ งการสือ่ สาร
ส่วนข้อจ�ากัดในการเข้าถึงข้อมูลของสาธารณชนและภาครัฐนั้น ขบวนการแก้
ปัญหาโดยการใชพ้ ้ืนทสี่ ื่อท่หี ลากหลายควบคกู่ ัน เพอื่ ให้แน่ใจวา่ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มอี า� นาจ
ตดั สนิ ใจ เครอื ขา่ ย รวมถงึ สาธารณชนหรอื คนทขี่ บวนการตอ้ งการใหไ้ ดร้ บั สาร ไดร้ บั อยา่ ง
163
แน่นอน ขบวนการใช้วิธีการโทรศัพท์และส่งข้อความส้ันทางโทรศัพท์หาผู้ท่ีเก่ียวข้องทั้ง
เจ้าหน้าท่ีภาครัฐ นักวิชาการที่ให้ความช่วยเหลือ เครือข่ายต่าง ๆ รวมถึงประชาชนใน
ชมุ ชนให้ดรู ายการทวี นี น้ั ในวันที่ขา่ วของพวกเขาออกอากาศส่จู อโทรทัศน์
กล่าวโดยสรุป บทเรียนส�าคัญในการต่อสู้ของชาวบ้านคลองโยงก็คือ การ
เคล่ือนไหวผ่านพ้ืนที่สื่อของชาวบ้านคลองโยงเกิดจากการออกแบบกระบวนการส่ือสาร
สู่สาธารณะ และด�าเนินการอย่างต่อเน่ือง จุดเร่ิมต้นของการใช้พ้ืนท่ีส่ือเป็นเคร่ืองมือใน
การสรา้ งพลงั ในการเคลอ่ื นไหวใหแ้ กก่ ารขบวนการเกิดขน้ึ เนอ่ื งจากปญั หาการตอ่ ส้เู รอ่ื ง
ทด่ี นิ คลองโยง ในปี พ.ศ. 2551 โดยมกี ลมุ่ คนเล็ก ๆ จ�านวน 4-5 คน ซง่ึ เปน็ แกนนา� ในการ
คดั คา้ นการเกบ็ คา่ เชา่ ทดี่ นิ ของราชพสั ดใุ นอตั ราทสี่ งู จนชาวบา้ นไมส่ ามารถรบั ได้ ชาวบา้ น
กลมุ่ นจ้ี งึ จา� เปน็ ตอ้ งหาวธิ กี ารในการทา� ใหค้ นอนื่ ในชมุ ชนเขา้ มารว่ มมอื กนั ตอ่ สกู้ บั ภาครฐั
ซง่ึ การเคลือ่ นไหวของชาวบา้ นคลองโยงเป็นไปตาม แนวคิดการเคล่อื นไหวของกลมุ่ ราก
หญ้า (grassroots organization) ซ่ึงมีฐานคิดจากการขาดความเข้าใจและสนใจแก้
ปัญหาอยา่ งจริงจงั ในประเด็นปัญหาท่ีท�ากินของเกษตรกรโดยภาครัฐ ดงั นน้ั พวกเขาใน
ฐานะผู้ท่ีได้รับผลกระทบและรับรู้ถึงความต้ืนลึกหนาบางของประเด็นปัญหามากกว่า
ผู้อ่ืน จึงต้องการเคล่ือนไหวเพื่อสร้างความเข้าใจในประเด็นปัญหาดังกล่าว โดยใช้การ
เคลื่อนไหวผา่ นสือ่ เปน็ หลกั
164 / โฉนดชุมชน จินตภาพทจ่ี ับตอ้ งได้
ชาวบ้านเชื่อว่าการกระท�าการผ่านพื้นท่ีสื่อจากตัวผู้เคล่ือนไหวเอง จะท�าให้
สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจและน�าเสนอประเด็นปัญหาของตนได้อย่างถูกต้องตรง
ตามความต้องการไปสู่ทั้งผู้มีอ�านาจในการตัดสินใจและต่อสาธารณชนในวงกว้าง โดย
การเคลอ่ื นไหวในชว่ งแรกเปน็ การรวมตวั กนั หลวม ๆ ของคนเลก็ คนนอ้ ยเพอื่ ทา� การทา้ ทาย
อ�านาจรัฐทงั้ ในระดับทอ้ งถิ่น เช่น การยน่ื หนงั สอื เพื่อเรยี กร้องตอ่ เจา้ หนา้ ทท่ี อ้ งถ่ินหลาย
หน่วยงาน เร่ือยไปจนกระทั่งการท้าทายเจ้าหน้าท่ีในระดับชาติ แต่การกระท�าดังกล่าว
เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการด�าเนินการเพ่ือแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้าน
เนื่องจาก พวกเขาเป็นเพียงคนเล็กคนน้อย ซึ่งไม่มีช่องทางในการเข้าสู่ระบบการเมือง
แบบเป็นทางการได้ ชาวบ้านจึงจ�าเป็นต้องคิดหาช่องทางอ่ืนๆในการเคล่ือนไหวเพื่อให้
ประเดน็ ปญั หาของพวกเขามีความสา� คัญและถูกตระหนกั ถึงในสังคมวงกวา้ ง
อยา่ งไรกด็ ี การสรา้ งพลงั ดงั กลา่ วกม็ ใิ ชย่ ทุ ธวธิ เี ชงิ เดย่ี ว ในทางตรงกนั ขา้ มกลบั
พบวา่ ยงั มกี ารใชย้ ทุ ธวธิ อี น่ื ๆ อยา่ งกวา้ งขวางและพลงั สา� คญั ยงั อยทู่ กี่ ารสรา้ งเครอื ขา่ ย
รว่ มกบั พนี่ อ้ งทเี่ ดอื ดรอ้ นจากปญั หาทดี่ นิ ทว่ั ประเทศ ทร่ี ว่ มกนั เคลอื่ นไหวภายใตเ้ ครอื ขา่ ย
ปฏิรูปทด่ี นิ แหง่ ประเทศไทย และอาจจะเป็นหัวใจของความส�าเรจ็ มาท่สี ดุ ทีท่ �าใหป้ ญั หา
ของพี่น้องคลองโยงสามารถคล่ีคลายไปก็ด้วยผลจากการเข้ามาร่วมเคลื่อนไหวในนาม
ของ เครอื ขา่ ยปฏริ ูปทดี่ นิ แหง่ ประเทศไทย
การบริหารจัดการในรูปแบบโฉนดชุมชน
สมาชิกสหกรณ์บ้านคลองโยงได้ร่วมกันจัดท�าระเบียบสหกรณ์ฯ ว่าด้วยการ
บริหารจัดการท่ีดินตามแนวทางโฉนดชุมชน ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ฯพณฯนาย
อภสิ ทิ ธ์ิ เวชชาชวี ะ ทต่ี อ้ งการใหก้ ารจดั สรรทด่ี นิ ใหแ้ กเ่ กษตรกรนา� ไปเพอื่ ใชป้ ระกอบอาชพี
เกษตรกรรมอย่างแท้จริงและสอดคล้องกับนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินตาม
แนวทางโฉนดชมุ ชน เพอื่ สรา้ งความมน่ั คงในการถอื ครองและใชป้ ระโยชนใ์ นทดี่ นิ รกั ษา
พนื้ ที่เกษตรกรรม
โดยมสี าระทส่ี า� คญั คอื โฉนดชมุ ชนเปน็ การบรหิ ารจดั การทด่ี นิ รว่ มกนั ในรปู แบบ
สหกรณ์ โดยให้สหกรณ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธ์ิท่ีดินทั้งแปลงท่ีดินร่วมกัน และสมาชิกเป็น
165
เจา้ ของครอบครองที่ดินและใชป้ ระโยชน์แบบรายบคุ คลหรือครอบครัว และผู้ที่มีสิทธใิ น
การครอบครองและใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ คอื สมาชกิ สหกรณซ์ งึ่ เปน็ ผทู้ ค่ี รอบครองทด่ี นิ ดงั้ เดมิ
ตกทอดสืบเนื่องกันมาต้ังแต่แรกจัดตั้งสหกรณ์บ้านคลองโยง และเป็นไปตามข้อบังคับ
สหกรณ์
นอกจากนี้ ก�าหนดหลักเกณฑ์ห้ามซื้อขายที่ดิน แต่ที่ดินสามารถตกทอดไปยัง
ทายาทโดยชอบธรรมของผมู้ สี ทิ ธใิ ชป้ ระโยชนใ์ นทด่ี นิ การโอนทด่ี นิ ตอ้ งใหแ้ กท่ ายาทโดย
ธรรม หรือโดยการมอบเปน็ มรดก โดยผู้รับที่ดินตอ้ งมคี ณุ สมบตั เิ ป็นสมาชกิ สหกรณ์ และ
เป็นผูท้ ่มี ีภูมิล�าเนาในชมุ ชนทอ้ งถน่ิ เท่านนั้
ส่วนด้านการใช้ประโยชน์ในท่ีดินของสมาชิก ต้องใช้ที่ดินเพ่ือท�าประโยชน์ใน
การเกษตรกรรมและทอี่ ยอู่ าศยั เทา่ นน้ั หา้ มนา� ทด่ี นิ ไปทา� ธรุ กจิ อตุ สาหกรรม และกจิ กรรม
ท่ที �าลายสงิ่ แวดล้อม ระบบนิเวศ และมีข้อตกลงรว่ มกนั วา่ สมาชกิ มหี นา้ ที่ทีจ่ ะต้องช่วย
กันปรับรูปแบบการผลิตให้พฒั นาไปสกู่ ารเกษตรกรรมย่งั ยนื
166 / โฉนดชุมชน จินตภาพทจ่ี ับต้องได้
อุปสรรคและบทเรียนการจัดการโฉนดชุมชน
• รูปแบบและวัฒนธรรมการบริหารจัดการแบบสหกรณ์ที่สะสมมากว่า 30 ปี
ยังมีขอ้ จ�ากดั มากในการด�าเนนิ การโฉนดชุมชน ซึ่งต้องพฒั นาต่อไป
• ชมุ ชนยงั ไมส่ ามารถสรา้ งกจิ กรรมทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ความยง่ั ยนื ในเชงิ การผลติ ดงั ที่
เคยก�าหนดร่วมกันไว้ โครงสร้างองค์กรและการท�างานยังมีลักษณะการท�างานแบบ
ราชการ แต่ในทางตรงกันขา้ ม กลับยังใช้สหกรณไ์ ดไ้ มค่ มุ้ ค่า
• การน�าชุมชนแบบเป็นทางการ การส่ังการแบบทางการของผู้น�าไม่สามารถ
น�าชมุ ชนได้
• ชมุ ชนยังไมเ่ กิดสา� นึกร่วม แกนนา� ไมส่ ามารถน�าในเชิงอุดมการณ์ได้ สมาชิก
ยงั หวงั เพยี งรับประโยชนจ์ ากสหกรณ์
• ขอ้ เสยี สว่ นหนงึ่ เกดิ จากการเคลอ่ื นไหวผา่ นสอื่ สาธารณะ ซงึ่ ไมต่ อ้ งการการมี
สว่ นรว่ มมากนกั เปน็ การเคลอ่ื นไหวแบบมอื อาชพี นกั เทคนคิ เฉพาะ เครอื ขา่ ย/ความรจู้ กั
มกั คุน้ ซึ่งเปน็ บทเรียนทส่ี �าคัญมาก
• ชมุ ชนมตี น้ ทนุ ทางสงั คมและในสาธารณะมากแต่ชมุ ชนยงั ใชไ้ ด้ไมค่ ุม้ คา่ ใน
วันขา้ งหน้าหากมีทรัพยากรเขา้ มาสูช่ ุมชนมาก ควรใชใ้ หเ้ กิดประโยชนส์ งู สุด
• ประเด็นการใช้ที่ดินที่ย่ังยืนของชุมชน มีข้อสังเกตคือควรสร้างตัวอย่าง และ
ด�าเนนิ การแบบคอ่ ยเป็นไปจะประสบความส�าเรจ็ ดีกว่า
167
โฉนดชุมชน
บนพื้นที่เมือง
ดร.อจั ฉรา รกั ยตุ ธิ รรม
168 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพที่จบั ตอ้ งได้
บทน�า
ชมุ ชนหลงั สน.ทองหล่อ และชมุ ชนเพชรคลองจัน่ ภายใตเ้ ครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาค
เปน็ 2 ใน 4 ชมุ ชนทถี่ กู เสนอชอ่ื ใหเ้ ปน็ พน้ื ทนี่ �ารอ่ งในการออกโฉนดชมุ ชน และเปน็ ชมุ ชน
ทเ่ี ขม้ แขง็ มปี ระวตั ศิ าสตรก์ ารตอ่ สเู้ รอื่ งสทิ ธเิ หนอื ทด่ี นิ มายาวนานกรณชี มุ ชนเพชรคลองจนั่
ชุมชนมีพัฒนาการของการปรับปรุงภูมิทัศน์ “ย้ายบ้านขึ้นจากคลอง” และช่วยกันดูแล
สภาพแวดลอ้ มเปน็ อยา่ งดี เพอื่ พสิ จู นต์ นเองใหร้ ฐั และสาธารณะชนเหน็ วา่ ชมุ ชนสามารถ
อยู่ในพ้ืนท่ีได้โดยไม่เป็นปัญหาของเมือง ซ่ึงเป็นข้อต่อรองเพื่อเรียกร้องสิทธิเหนือท่ีดิน
สว่ นกรณชี มุ ชนหลัง สน.ทองหลอ่ การพยายามยกระดบั คุณภาพชวี ติ ของชาวชุมชนด้วย
การปรับปรุงท่ีอยู่อาศัยให้ดีขึ้น เพ่ือลดการแออัดของประชากรในครัวเรือน กลับท�าให้
ชุมชนเกิดกรณีพิพาทกับเอกชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ทดี่ นิ ในบรเิ วณใกลเ้ คยี งทรี่ อ้ งเรยี นตอ่
หนว่ ยงานราชการ ใหใ้ ชก้ ฎหมายและมาตรการตา่ ง ๆ ของรัฐเข้ามาจัดการกับชุมชน โดย
กล่าวหาว่าชุมชนแออัดเป็นภัยต่อสังคมเมือง ท�าให้ผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมรู้สึกไม่
ปลอดภยั
ชุดโครงการวจิ ยั การถือครองทด่ี ินและการจัดการท่ดี ินเพ่อื ความเปน็ ธรรม เน้น
การวิเคราะห์ความไม่เป็นธรรมท่ีเกิดขึ้นกับชุมชน และสรุปบทเรียนการใช้ระบบโฉนด
ชุมชนในการจัดการท่ีดิน ในกรณีชุมชนแออัดน้ี ผู้วิจัยศึกษาเพ่ิมเติมในประเด็นความ
สัมพนั ธ์ภายในชมุ ชน โดยพิจารณาผ่านกรอบคิดเกย่ี วกับชมุ ชนกับการจดั การทรัพยากร
สว่ นรวมทม่ี องวา่ ชมุ ชนไมไ่ ดเ้ ปน็ หนว่ ยทม่ี คี วามสอดคลอ้ งกลมกลนื ทง้ั ยงั มไิ ดม้ ี “สว่ นรว่ ม”
ในการจดั การเรอื่ งสว่ นรวมหรอื ไดร้ บั ผลประโยชนจ์ ากทรพั ยากรสว่ นรว่ มอยา่ งเสมอภาคกนั
ความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจของสมาชิกภายในชุมชนเป็นเง่ือนไขท่ีส�าคัญต่อ
การบริหารจัดการที่ดินขององค์กรชุมชน ซ่ึงจะช่วยให้วิเคราะห์ได้ชัดเจนมากข้ึนว่าการ
จดั การท่ีดินดว้ ยโฉนดชุมชนนนั้ จะบรรลเุ ปา้ หมายเพียงใด
169
ชุมชนแออัด กับความเหลื่อมล�้าในพ้ืนที่เมือง
ขอ้ มลู จากสถาบนั พฒั นาองคก์ รชมุ ชน (องคก์ ารมหาชน) ระบวุ า่ ในระหวา่ ง พ.ศ.
2550-2551 พบวา่ ประเทศไทยมชี มุ ชนแออดั 6,334 แหง่ (หนงึ่ แหง่ มีตั้งแต่ 5 ครัวเรือน
ข้ึนไป) (นสพ.ไทยโพสต์ 26 มิ.ย.25521) ขณะที่มีข้อมูลก่อนหน้าน้ีว่าชุมชนแออัดท่ัว
ประเทศมปี ระมาณ 3,750 ชุมชน 1.14 ลา้ นครอบครวั 5.13 ล้านคน (อัภยุทย์ 2546:47)
นอกจากนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนยังระบุว่ามีประชาชนท่ีเดือดร้อนเร่ืองที่อยู่อาศัย
กว่า 728,000 ครวั เรอื น (ประชากรไมน่ ้อยกวา่ 3.5 ลา้ นคน) (เพิง่ อา้ ง)
การเกดิ ขนึ้ และการขยายตวั ของชมุ ชนแออดั เปน็ ผลพวงของนโยบายการพฒั นา
เมือง เพราะชุมชนแออัดเกิดจากการอพยพของคนจากหลายท่ีทางเพื่อเข้ามาหาลู่ทาง
ประกอบอาชพี โดยส่วนใหญเ่ ปน็ ผู้ทม่ี ีฐานะยากจน การศึกษาต�่า ขาดฝีมือ และขาดทนุ
ด้านต่าง ๆ ท่ีจะแข่งขันกับคนอ่ืน ๆ คนเหล่าน้ีจึงถูกจ�ากัดโอกาสให้อยู่ในฐานะแรงงาน
ชนั้ ลา่ งของสงั คมเมอื ง ทง้ั ๆ ทเี่ ปน็ ผมู้ บี ทบาทสา� คญั ในการพฒั นาเมอื ง ขณะเดยี วกนั การ
ขยายตวั ของเมอื งโดยขาดการวางผงั ทด่ี ไี ดท้ �าใหเ้ กดิ การกวา้ นซอื้ ทด่ี นิ เพอ่ื เกง็ กา� ไร ทา� ให้
ราคาท่ีดินถีบตัวสูงข้ึนมากจนกระท่ังผู้ที่อพยพเข้าเมืองไม่สามารถเข้าถึงที่ดินและที่อยู่
อาศัย ชาวชุมชนแออดั ร่นุ แรก ๆ อพยพมาจับจองทดี่ ินว่างเปล่าใกล้แหล่งงานแล้วสรา้ ง
ทีอ่ ย่อู าศัยง่าย ๆ ราคาถกู หรือเชา่ ทีอ่ ยอู่ าศัยราคาถกู ทีส่ ร้างขึ้นในทีด่ นิ ของเอกชน และ
ต่อมาอพยพมาสมทบหรือขยายครอบครัวเพิ่มข้ึนกลายเป็นชุมชนแออัด ท่ีดินที่อาศัยมี
ทงั้ ทดี่ นิ ของรฐั และทด่ี นิ ของเอกชน ปญั หาเรอ่ื งทอ่ี ยอู่ าศยั สง่ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาอน่ื ๆ ตามมา
เช่น การเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานและบริการจากรัฐ ปัญหาคุณภาพชีวิตเนื่องจากพื้นท่ีอยู่
อาศยั ปลกู สรา้ งอยา่ งไมถ่ กู สขุ ลกั ษณะ ไมม่ รี ะบบระบายนา้� ขยะของเสยี ฯลฯ การดา� เนนิ
นโยบายพัฒนาเมืองส่งผลให้มีการขยายตัวของชุมชนแออัด แต่ในอีกด้านหน่ึงก็ท�าให้
เกดิ การไลร่ อ้ื สลัมเพ่ือปรับปรุงภูมทิ ศั นห์ รอื เพอ่ื น�าทีด่ นิ ไปใช้ทางธรุ กจิ ชุมชนทตี่ อ่ รองไม่
ไดก้ จ็ ะถกู ไลร่ อื้ แตกกระจายไปสรา้ งทอี่ ยอู่ าศยั ในพน้ื ทวี่ า่ งแหง่ ใหม่ หรอื ไปอยใู่ นสลมั อนื่
1 โพสต์ในเวบ็ ไซตข์ องสถาบันพฒั นาองคก์ รชมุ ชน (องคก์ ารมหาชน), “หนทางไปสู่เมืองท่ไี ม่มีสลัม City without
Slum”, http://www.codi.or.th /index.php?option=com_content&view=article&id=302%3A-city-without-
slum&catid=43%3Ad&Itemid=1&lang=th เขา้ ถงึ 22 ต.ค.2554
170 / โฉนดชุมชน จินตภาพทจี่ บั ต้องได้
นบั ตง้ั แต่ พ.ศ. 2525 เปน็ ตน้ มา หนว่ ยงานภาครฐั เรมิ่ ใหค้ วามสา� คญั กบั ปญั หา
ชุมชนแออัด กรุงเทพมหานครมอบนโยบายให้ส�านักงานเขตทุกเขตมีพัฒนากรชุมชน
ทา� งานกบั ชมุ ชนแออดั สว่ นการเคหะแหง่ ชาติ เรมิ่ ใหค้ วามสา� คญั กบั การจดั หาทอี่ ยอู่ าศยั
ให้แก่ผมู้ รี ายได้นอ้ ย (มณีรตั น์ 2545: 366) อยา่ งไรก็ตามนโยบายการแก้ไขปัญหายังไม่
สอดคล้องกับค่าครองชีพและการดา� เนินชวี ิตของชาวชุมชนแออัดท่ีต้องพ่ึงพาแหล่งงาน
ในเมือง รัฐพยายามผลักดันชาวชุมชนแออัดออกจากพื้นท่ีโดยมีทางเลือก 2 ลักษณะ
ได้แก่ ทางเลือกแรก ให้ชาวชุมชนซ้ือท่ีดินเปล่าไปสร้างบ้าน หรือให้ชุมชนรวมกลุ่มออม
ทรพั ยแ์ ลว้ กยู้ มื เงนิ จากสถาบนั พฒั นาองคก์ รชมุ ชนเพอ่ื ไปหาซอ้ื ทดี่ นิ เอง สว่ นทางเลอื กท่ี
สอง หนว่ ยงานตา่ ง ๆ เช่น การเคหะแหง่ ชาติ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ฯลฯ จัดสร้าง
แฟลตให้ชาวชุมชนแออัดเช่าซื้อ ซ่ึงทั้งสองทางเลือกนั้นชาวชุมชนแออัดต้องอยู่ในเขต
ชานเมืองท่ีหา่ งไกลจากแหลง่ งานเดิม ขณะทอ่ี าชีพหลกั ของชาวชุมชนแออัดคือการเปน็
แรงงานนอกระบบในเมอื ง เชน่ กรรมกร ลกู จา้ ง คนเกบ็ ของเกา่ แมค่ า้ หาบเร่ ฯลฯ (อภั ยทุ ย์
2546:48) ชาวชุมชนแออัดเสนอขออยู่อาศัยในพื้นท่ีเดิมหรืออย่างน้อยก็ในบริเวณเดิม
โดยยอมจา� กดั ขอบเขตทอี่ ยอู่ าศยั ไมใ่ หข้ ยายเพม่ิ เตมิ ทง้ั ยงั จะปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั นแ์ ละสภาพ
แวดล้อมให้ดีขึ้น แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐซึ่ง
พยายามบังคับใชก้ ฎหมายกับชาวชุมชนแออดั อยา่ งเคร่งครดั
171
คนจนเมือง กับความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล�้าในสังคม
ปัญหาการเกี่ยวกับชุมชนแออัดถูกอธิบายด้วยชุดความเข้าใจที่แตกต่างกันไป
เช่น ชุดค�าอธิบายแรกที่ว่าชุมชนแออัดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเมือง ท้ังท�าลาย
ทัศนียภาพ การไม่สามารถไล่รื้อเพ่ือใช้ท่ีดินเพ่ือประโยชน์อย่างอ่ืน หรือแม้กระท่ังเป็น
แหล่งอาชญากรรม มีภัยอันตราย และสร้างความหวาดระแวงต่อชาวชุมชนแออัดว่ามี
ลักษณะที่เป็นภัยเพราะมีฐานะยากจน และด้อยการศึกษา เป็นต้น ชุดค�าอธิบายที่สอง
ซงึ่ โตแ้ ยง้ วา่ การเกดิ ขนึ้ ของชมุ ชนแออดั เปน็ ผลพวงของการพฒั นาเมอื ง และการดา� รงอยู่
ของชมุ ชนแออดั ไดช้ ว่ ยคา้� จนุ การพฒั นาเมอื ง ขณะเดยี วกนั กม็ กี ารเรยี กรอ้ งวา่ ชาวชมุ ชน
แออดั เปน็ พลเมอื งของรฐั และเปน็ กลไกสา� คญั ตอ่ การพฒั นาจงึ ควรเขา้ ถงึ ระบบสวสั ดกิ าร
ทางสังคม เชน่ โอกาสทางการศึกษา สาธารณปู โภค ฯลฯ อย่างไรกต็ าม เมื่อพูดถึงสทิ ธิ
อันชอบธรรม หรือ “ความเป็นธรรม” ท่ีชาวชุมชนแออัดพึงได้รับมักมีความอิหลักอิเหลื่อ
และเป็นประเด็นท่ีมีการโต้แย้ง เน่ืองจากสิทธิและความเป็นธรรมดังกล่าวมักอ้างอิงอยู่
กบั หลกั กฎหมาย ขณะทชี่ มุ ชนแออดั โดยสว่ นใหญต่ ง้ั อยใู่ นทด่ี นิ ซงึ่ พวกเขาไมม่ กี รรมสทิ ธิ์
หรอื เปน็ “ผบู้ กุ รกุ ” ความเขา้ ใจนที้ า� ใหช้ าวชมุ ชนแออดั ถกู ละเมดิ ถกู ลดิ รอน หรอื เขา้ ไมถ่ งึ
สิทธิพื้นฐานต่าง ๆ กลายเป็นความเหล่ือมล�้าที่ท�าให้พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองดูแล
จากรัฐเฉกเชน่ เท่าเทียมกบั พลเมืองไทยคนอืน่ ๆ
รูปธรรมของความไม่เป็นธรรมที่เกิดข้ึนกับชุมชนแออัด อาจแบ่งออกเป็น
2 ลกั ษณะสา� คญั ไดแ้ ก่ ความไมเ่ ปน็ ธรรมในเชงิ โครงสรา้ ง และความไมเ่ ปน็ ธรรมในระดบั
ปฏิบัติการ
ความไมเ่ ป็นธรรมเชิงโครงสรา้ ง
1) การเกดิ ชมุ ชนแอดอดั สะทอ้ นความไมส่ มดลุ ของการพฒั นาระหวา่ งภาคเมอื ง
กับภาคชนบท ภาคอุตสาหกรรมและบริการกับภาคการเกษตร ชาวชนบทท่ีพ่ึงพิงภาค
การเกษตรไมส่ ามารถรบั มอื กบั แรงกดดนั ทางเศรษฐกจิ ได้ จงึ อพยพมาใชแ้ รงงานในภาค
เมือง ขณะท่ีพื้นที่เมืองมีความเหลื่อมล้�าทางเศรษฐกิจอย่างสูง ผู้ที่มีฐานะดีสามารถเข้า
ถึงที่ดินและที่อยู่อาศัยราคาแสนแพง แต่ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงท่ีอยู่อาศัย
คุณภาพดี การให้ความส�าคัญและดูแลประชาชนต่างกลุ่มอย่างไม่เท่าเทียมกันสร้าง
ปญั หาตอ่ ชาวชมุ ชนแออดั ทง้ั นเี้ นอ่ื งจากการดา� เนนิ นโยบายพฒั นาเมอื งดว้ ยการพฒั นา
172 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจี่ ับต้องได้
สาธารณูปโภค สร้างถนน ทางด่วน ขุดลอกคูคลองเพื่อระบายน�้า การพัฒนาศูนย์กลาง
ทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และอกี มากมายท่ีอ้างวา่ ท�าเพอื่ คุณภาพชีวติ ทดี่ ขี องประชาชน แต่
แท้ที่จริงเอื้อประโยชน์ให้แก่ภาคธุรกิจ นโยบายดังกล่าวท�าให้มีคนชนบทอพยพมาเป็น
แรงงานเพ่อื พฒั นาเมอื งมากข้ึนโดยทร่ี ฐั ไมม่ ีมาตรการรองรับและดูแลพวกเขา
2) ปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน: ชุมชนแออัดตั้งอยู่ในที่ดินกรรมสิทธ์ิ
ของเอกชนหรือรัฐ เชน่ กรมธนารักษ์ สา� นกั งานทรพั ยส์ นิ ส่วนพระมหากษัตรยิ ์ การรถไฟ
แห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย ฯลฯ ซ่ึงสะท้อนให้เห็นว่ามีที่ดินท่ีผู้ถือ
กรรมสิทธ์ิไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็มีประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงท่ี
ดนิ เพอื่ อยอู่ าศยั ทงั้ นสี้ ทิ ธใิ นทด่ี นิ ตามกฎหมายเปน็ สทิ ธแิ บบเบด็ เสรจ็ (Exclusive Right)
เอกชนผู้ถือกรรมสิทธ์ิที่ดินมีสิทธิท�าอะไรกับท่ีดินก็ได้ – ใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ และสามารถ
กดี กนั ผอู้ นื่ ไมใ่ หเ้ ขา้ ถงึ ทดี่ นิ นอกจากนน้ั ทด่ี นิ เอกชนยงั เปน็ “สนิ คา้ ” ประเภทหนงึ่ ทบี่ รหิ าร
ดว้ ยกลไกตลาดจงึ เออ้ื ใหผ้ มู้ อี �านาจทางเศรษฐกจิ เขา้ ถงึ ทดี่ นิ ไดง้ า่ ยแตแ่ รงงานระดบั ลา่ ง
ไม่สามารถเข้าถงึ ที่ดนิ ได้ โดยเฉพาะทดี่ ินในย่านธุรกจิ
3) ขาดกลไกในการแก้ไขปัญหา: ปัจจุบนั มีกฎหมายหลายฉบบั ทที่ ีร่ องรบั สทิ ธิ
ของคนจนในเมือง แต่กฎหมายเหล่าน้ันมิได้ช่วยแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด เนื่องจาก
กฎหมายส่วนใหญ่เน้นการควบคุมและจัดการท่ีดินให้เป็นระเบียบเรียบร้อย หรือเอาผิด
กับผูอ้ ยอู่ าศัยในชุมชนแออดั มากกวา่ มุ่งแกไ้ ขปญั หาและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน
หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วขอ้ งไมบ่ งั คบั ใชก้ ฎหมายทร่ี บั รองสทิ ธแิ ละแกไ้ ขปญั หาชมุ ชนแออดั หรอื
มคี วามตดิ ขัดในระเบียบอืน่ ๆ ของหน่วยงาน และกฎหมายไม่ไดเ้ ปดิ โอกาสให้ชุมชนมี
สว่ นร่วมในการแกไ้ ขปัญหาของตัวเอง แตใ่ ห้อ�านาจเจา้ หนา้ ที่รฐั เป็นหลัก
4) ความรนุ แรงเชงิ สญั ลกั ษณ์ : การใชค้ �าเรยี กชมุ ชนแออดั มกั สะทอ้ นอคตแิ ละ
น�าไปสู่การเลือกปฏิบัติ ในอดีต ค�าว่า Slum แปลเป็นไทยว่า “บริเวณวิบัติ” “บริเวณ
เสอ่ื มโทรม” “แหลง่ ทรดุ โทรม” และ “แหล่งเสื่อมโทรม” ซึง่ มีความหมายในทางลบทง้ั สิ้น
จนกระทงั่ ในปี พ.ศ.2503 เอกสารการรอ้ื สลมั หนา้ กรมทางหลวงแผน่ ดนิ ไดใ้ ชค้ า� วา่ “แหลง่
ชมุ ชน” เพอื่ ไมใ่ หก้ ระทบกระเทอื นตอ่ ความรสู้ กึ ของประชาชนผอู้ ยอู่ าศยั ในพน้ื ทด่ี งั กลา่ ว
(โสภณ พรโชคชัย 2538: 16 อา้ งใน มณีรตั น์ 2545: 355) ตอ่ มาในปี พ.ศ.2525 ผวู้ ่าการ
เคหะแห่งชาติได้เปลี่ยนจากค�าว่า “แหล่งเส่ือมโทรม” เป็น “ชุมชนแออัด” (crowded
community) โดยระบคุ า� นใี้ นมตคิ ณะรฐั มนตรวี นั ที่ 27 เมษายน พ.ศ.2525 การปรบั เปลยี่ น
ดังกล่าวสัมพันธ์กับกระแสการปรับปรุงชุมชนแทนการพยายามไล่รื้อ (อคิน รพีพัฒน์
173
และคณะ 2542: 18 อ้างใน มณีรัตน์ 2545: 356) อย่างไรก็ตาม การใช้ค�าว่า “ชุมชน
แออดั ” โดยหนว่ ยงานรฐั เชน่ กระทรวงมหาดไทยและการเคหะแหง่ ชาติ ตลอดจนบคุ คล
ทว่ั ไปยงั คงมนี ยั ยะทางลบ หมายถงึ ชมุ ชนทเ่ี กดิ จากการบกุ รกุ ทด่ี นิ ของผอู้ น่ื มสี ภาพของ
เคหะสถานที่มีลักษณะทรุดโทรม สกปรกรกรุงรัง ประชากรอยู่กันอย่างแออัด ผิด
สุขลักษณะ เป็นอันตรายต่อสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั เป็นแหล่งหลบซ่อนของ
ผกู้ อ่ อาชญากรรม แหลง่ จา� หนา่ ยและเสพยาเสพตดิ ฯลฯ (ดู มณรี ตั น์ 2545: 356-7, www.
nhrc.or.th2) ความหมายดงั กลา่ วนา� ไปสกู่ ารสรา้ งพรมแดนทง้ั ในเชงิ พนื้ ทแี่ ละจนิ ตนาการ
ระหว่างชาวเมืองและคนจนเมือง และเป็นส่วนหนึ่งท่ีท�าให้มีการด�าเนินการต่อผู้ที่อาศัย
ในชมุ ชนแออดั อยา่ งไมเ่ ปน็ ธรรม ภาพลกั ษณว์ า่ ดว้ ย “ความไรร้ ะเบยี บ” ของชมุ ชนแออดั
สะท้อนแนวคดิ ของรัฐในการจัดระเบียบพ้ืนทีใ่ หเ้ ป็นระเบยี บเรียบร้อย มากกว่าการดูแล
สวสั ดภิ าพและคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนในเมอื ง ขณะทช่ี าวชมุ ชนแออดั จดั เปน็ ผมู้ รี าย
ได้น้อย จ่ายภาษีและสร้างผลตอบแทนให้แก่รัฐได้ในอัตราต�่า เมื่อเปรียบเทียบกับ
ประชาชนกล่มุ อน่ื ๆ และธรุ กจิ ห้างร้านท่จี ะสรา้ งผลตอบแทนให้แกร่ ฐั ท้องถนิ่ ในอตั ราสงู
เครอื ข่ายสลัม 4 ภาคพยายามสร้างความเข้าใจใหม่ว่าชาวสลมั หรือชาวชมุ ชน
แออัดไม่ใช่ “ผู้บกุ รุก” แต่เปน็ “ผบู้ ุกเบิก” ซ่ึงมบี ทบาทส�าคัญตอ่ การพฒั นาเมือง เพราะ
ท�างานหนักและเป็นงานลักษณะท่ีไม่มีใครอยากท�า เช่น แบกหาม กรรมกร เก็บขยะ
กวาดถนน ขบั รถเมล์ ฯลฯ ซง่ึ “เมอื งจะเจรญิ ไมไ่ ดถ้ า้ ปราศจากคนจน” (อภั ยทุ ย์ 2552:11)
ทั้งน้ี ค�าว่า “คนจนเมือง” (Urban Poor) เป็นค�าท่ีฝ่ายขบวนการภาคประชาชนนิยมใช้
เพอ่ื โตก้ ลบั ทศั นคตใิ นดา้ นลบตอ่ “ชาวชมุ ชนแออดั ” และสอ่ื ความหมายวา่ ชาวชมุ ชนเปน็
ผลผลติ จากทศิ ทางการพฒั นาประเทศทผ่ี ดิ พลาดซง่ึ จา� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั การดแู ลใสใ่ จจากรฐั
อยา่ งเทา่ เทยี มกนั กับประชาชนคนอน่ื
2 สา� นกั งานคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาต,ิ “สรปุ สาระสา� คญั รายงานการศกึ ษากฎหมายทข่ี ดั แยง้ หรอื ไม่
สอดคล้องกับรฐั ธรรมนูญและขอ้ ตกลงระหว่างประเทศในประเดน็ กลมุ่ คนชายขอบ : ศึกษากรณีชมุ ชนคนจนใน
เมอื ง (ชมุ ชนแออดั )” http://www.nhrc.or.th/kcontent.php? doc_id=Research_PoorCommune&lang=TH
เข้าถงึ 22 ต.ค.2554
174 / โฉนดชุมชน จินตภาพทีจ่ บั ตอ้ งได้
ความไม่เปน็ ธรรมในระดับปฏบิ ตั ิการ
1) การถูกไล่ร้ือ: การไล่รื้ออย่างรุนแรงเกิดข้ึนในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงต้น
ทศวรรษ 2530 ซง่ึ รฐั บาลมนี โยบายจา� กดั การขยายตวั ของกรงุ เทพมหานคร ดงั ปรากฏวา่
ในปี พ.ศ.2524 มชี ุมชนที่ถูกไล่รือ้ 129 แห่ง ปี พ.ศ.2526 มีชุมชนถกู ไล่รอ้ื 144 แหง่ มี
การใชก้ า� ลงั เจา้ หนา้ ทตี่ า� รวจ ทหาร เขา้ ขบั ไลท่ บุ ตชี าวบา้ น ใชร้ ถแทรกเตอรเ์ ขา้ ไลร่ อ้ื ถอน
บา้ นเรอื น การยดึ ทรพั ยส์ นิ ไปขายทอดตลาด การสรา้ งความแตกแยกภายในชมุ ชน อายดั
เงินเดือน อายัดเงนิ ในบญั ชีธนาคาร ใช้ต�ารวจนอกเคร่อื งแบบเฝา้ ดักจับกมุ ชาวบา้ นตาม
ทที่ า� งาน ขณะเดยี วกนั เจา้ ของพน้ื ทท่ี ไ่ี ลร่ อ้ื กอ็ า้ งอา� นาจตามกฎหมายตา่ ง ๆ เชน่ ประกาศ
คณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 44 ปี พ.ศ. 2502 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก้ไข
เพม่ิ เติม พ.ศ. 2535 กฎหมายอาญาในคดีบกุ รกุ และกฎหมายแพ่งในคดีฟ้องขับไล่ ซงึ่
ท�าให้ชาวบ้านถูกจับเสียค่าประกันตัวในวงเงิน 50,000-200,000 บาท (มณีรัตน์ 2545:
361-374,พันธมิตรองค์กรประชาชน: 2546: 51) ในช่วงท่ีผ่านมา การไล่รื้อและการใช้
ความรุนแรงลดนอ้ ยลงกวา่ เดมิ โดยเปล่ยี นมาใช้กฎหมายมาฟ้องร้องขับไล่แทน
2) ถกู จ�ากดั การพัฒนา และถูกเจ้าหน้าท่รี ฐั เลอื กปฏิบัต:ิ หนว่ ยงานทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
โดยตรงอย่างนอ้ ย 3 หน่วยงาน ได้แก่ การเคหะแหง่ ชาติ กรุงเทพมหานครและเทศบาล
ซง่ึ เปน็ องค์กรส่วนทอ้ งถน่ิ ยังรบั รองสถานภาพของชุมชนแออัดอย่างไมท่ ่วั ถงึ และอา้ งวา่
ชุมชนไม่มีสิทธิในที่ดินจึงปฏิเสธท่ีจะดูแลและจัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้ ท�าให้ชาวชุมชน
แออดั ไมส่ ามารถขอออกทะเบยี นบา้ นแตม่ เี พยี งทะเบยี นบา้ นชวั่ คราวทา� ใหเ้ ขา้ ไมถ่ งึ สทิ ธิ
ต่าง ๆ ท่ีโยงอยู่กับทะเบียนบ้าน เช่น เข้าไม่ถึงแหล่งงบประมาณของรัฐ เข้าไม่ถึงแหล่ง
เงินกู้ในระบบซ่ึงจะเป็นแหล่งเงินทุนในการยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ได้รับสิทธิในระบบ
การศกึ ษา ระบบประกนั สขุ ภาพ ไมส่ ามารถปรบั ปรงุ ชมุ ชน ไมม่ สี ทิ ธใิ นการประกอบอาชพี
ไมส่ ามารถการขอใช้ไฟฟ้าและน้�าประปาในราคาปกติ เปน็ ตน้
3) เจ้าหน้าท่ีรัฐบังคับใช้กฎหมายและระเบียบราชการท่ีขาดความเข้าใจ
ประชาชนโดยเนน้ การเอาผดิ ชาวชมุ ชนแออดั มากกวา่ การคมุ้ ครองสทิ ธิ เชน่ การตง้ั ขอ้ หา
วา่ กอ่ สรา้ งอาคารหรอื ปรบั ปรงุ อาคารโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต สว่ นการพยายามแกไ้ ขปญั หา
ชุมชนแออัดของรัฐด้วยการสร้างแฟลตนอกเมืองก็ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและวิถี
ชีวิตท่ีต้องพ่ึงพาแหล่งงานในเมือง ลักษณะการสร้างแฟลตยังไม่เหมาะสมส�าหรับชาว
ชมุ ชนแออดั ท่ีส่วนใหญ่เปน็ ครอบครวั ขยาย และต้องใช้พน้ื ท่ใี นบรเิ วณบ้านเพ่อื ประกอบ
อาชีพ เชน่ ขายของ คดั แยกของเกา่ ตดั เยบ็ หรอื ซกั รีดเสอื้ ผา้ เปน็ ต้น ดังนน้ั แม้วา่ การ
175
เคหะแห่งชาติจะพยายามแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดด้วยวิธีดังกล่าวมานานถึง 30 ปีแล้ว
แตก่ ไ็ มส่ ามารถทา� ใหช้ มุ ชนแออดั หมดไป ในทางตรงกนั ขา้ มยงั สง่ ผลใหเ้ กดิ การขยายตวั
ของชมุ ชนแออดั มากขนึ้ เมอื่ ผทู้ ไี่ ดร้ บั จดั หาทอ่ี ยอู่ าศยั ใหมต่ อ้ งทงิ้ ทอี่ ยดู่ งั กลา่ ว แลว้ กลบั
เข้ามาบกุ รกุ ท่ีดนิ เพอ่ื สร้างทอี่ ยอู่ าศัยใกลแ้ หลง่ งาน (มณรี ัตน์ 2545:360, www.landre-
formthai.net3)
4) ชาวชุมชนแออดั ไมม่ สี ทิ ธมิ ีสว่ นร่วมในการแกไ้ ขปัญหาของตนเอง: เมือ่ เกดิ
กรณพี พิ าทมกั ปรากฏวา่ ชมุ ชนแออดั ไมม่ สี ว่ นรว่ มในการแกไ้ ขขอ้ พพิ าท เพราะหนว่ ยงาน
รฐั เน้นบงั คับใช้กฎหมาย ซงึ่ ตามกฎหมายส่วนใหญ่ชาวชุมชนมีฐานะเป็น “ผบู้ ุกรุก” หรอื
“ผู้ละเมิดสิทธิผู้อื่น” จึงท�าให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินมีสิทธิและอ�านาจเหนือกว่าชาวชุมชน
เมอ่ื มกี ารตง้ั คณะกรรมการเพอ่ื แกไ้ ขปญั หาตา่ ง ๆ กฎหมายและระเบยี บตา่ ง ๆ ทมี่ มี าแต่
เดมิ กย็ งั ใหอ้ า� นาจหนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งในการตง้ั คณะกรรมการเพอ่ื แกไ้ ขปญั หาซงึ่ มอี งค์
ประกอบจากหนว่ ยงานราชการเปน็ หลกั ภายหลงั จากการจดั ตง้ั เครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาคนบั
ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชนต่าง ๆ ท�าให้ “การมีส่วนร่วมของ
ประชาชน” ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม และท�าให้ชาวชุมชนแออัดมีอ�านาจ
ต่อรองกับหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น ดังปรากฏว่าในการวางนโยบายหรือมาตรการบาง
อย่างก็จะมีการปรึกษาหรือเชิญตัวแทนของเครือข่ายประชาชนไปร่วมรับฟังและแสดง
ความคดิ เหน็ แม้วา่ ภาคประชาชนจะยงั คงมสี ว่ นร่วมในการตัดสนิ ใจอันจา� กดั ก็ตาม
เครือข่ายสลัม 4 ภาค กับ “โฉนดชุมชน”
เครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาค เปน็ เครอื ขา่ ยคนจนเมอื งทต่ี อ่ สเู้ พอ่ื สทิ ธใิ นทอ่ี ยอู่ าศยั และ
ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวสลัม จัดต้ังขึ้นเมื่อปลาย พ.ศ. 2541 มี
สมาชกิ 100 ชมุ ชนจาก 8 เครอื ขา่ ยยอ่ ย ไดแ้ ก่ ศนู ยร์ วมพฒั นาชมุ ชน เครอื ขา่ ยชมุ ชนเพอ่ื
การพัฒนา เครือขา่ ยชุมชนรถไฟสายใต-้ ตะวันตก เครอื ขา่ ยสลัมพระราม 3 กลมุ่ พฒั นา
3 “เครือข่ายสลัม 4 ภาค กับการต่อสู้เรื่องท่ีดิน” http://www.landreformthai.net/index.php?option=com_
content&view=article&id=57:-4-&catid=88:2010-03-21-04-30-09&Itemid=47” เข้าถงึ 20 ต.ค.2554
176 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพท่จี ับต้องได้
ชมุ ชนใตส้ ะพาน เครอื ขา่ ยคนไรบ้ า้ นกรงุ เทพฯ-เชยี งใหม่ เครอื ขา่ ยฟน้ื ฟปู ระชาสรา้ งสรรค์
ขอนแกน่ และเครือข่ายสงขลาสามคั คี ( อภั ยทุ ย์ 2552: 8) เป้าหมายในการเคลื่อนไหว
คอื การสรา้ งความม่ันคงในการอย่อู าศยั ในพ้นื ทเี่ ดมิ ซ่งึ จะท�าให้ชาวชมุ ชนแออดั สามารถ
เขา้ ถงึ สทิ ธพิ น้ื ฐานและบรกิ ารตา่ ง ๆ ของรฐั เรมิ่ จากการมที ะเบยี นบา้ นทถี่ กู ตอ้ งทจ่ี ะทา� ให้
ไดร้ บั บริการสขุ ภาพ เข้าถงึ การศึกษา การหางาน ฯลฯ แต่หนว่ ยงานท่เี กี่ยวข้องไม่รบั รอง
ความเป็นชุมชนและออกทะเบียนบ้านให้โดยอ้างว่าชุมชนตั้งอยู่บนที่ดินท่ีชุมชนไม่มี
กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ดังน้ัน ความมั่นคงของชาวสลัมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี ความ
ม่นั คงในสิทธิเหนือที่ดนิ เน้อื หาในบทนีจ้ ะน�าเสนอถงึ ความพยายามและทางเลอื กตา่ ง ๆ
ของเครือข่ายสลัมสี่ภาคในการสร้างความม่ันคงในสิทธิท่ีดิน โดยมี “โฉนดชมุ ชน” เป็น
หน่ึงในทางเลือก ตลอดจนความเข้าใจของเครือข่ายสลัม 4 ภาคต่อเร่ือง “โฉนดชมุ ชน”
ท่ีคาดหวงั วา่ จะเปน็ ทางออกในการแกไ้ ขปัญหาทด่ี นิ
177
ทางเลือกเพ่ือสิทธิท่ีมั่นคงเหนือท่ีดิน
ชมุ ชนแออดั ตง้ั อยใู่ นทด่ี นิ ทมี่ กี ฎหมายกา� กบั การใชท้ ดี่ นิ ทแ่ี ตกตา่ งกนั เชน่ ทดี่ นิ
รถไฟ ท่ีดินเอกชน ที่สาธารณประโยชน์ ท่ีราชพัสดุ ฯลฯ แนวทางการแก้ไขจึงมีหลาย
ลกั ษณะ โดยไมไ่ ดค้ าดหวงั วา่ ชมุ ชนจะตอ้ งได้ “กรรมสทิ ธ”์ิ ทดี่ นิ แตเ่ นน้ ใหม้ ี “สทิ ธกิ ารใช”้
ทดี่ นิ ดว้ ยการขอเชา่ ใชท้ ดี่ นิ ในระยะยาว แตบ่ างแหง่ ทเ่ี ปน็ ไปไดก้ พ็ ยายามขอเชา่ ซอื้ ทดี่ นิ
สว่ นข้อเสนอเรอ่ื ง “โฉนดชมุ ชน” เกิดข้นึ ในภายหลงั จากท่เี ครือข่ายสลัม 4 ภาคไปเขา้ ร่วม
กับเครือข่ายปฏิรูปท่ีดินแห่งประเทศไทยซึ่งมี “โฉนดชุมชน” เป็นยุทธศาสตร์ร่วมของ
ขบวนการ
แนวทางแรก – การเคลื่อนไหวเพอ่ื “สิทธิการใช้” ทด่ี นิ เงอ่ื นไขกฎหมาย
ท�าให้เป็นไปได้ยากท่ีจะมีการเพิกถอนสภาพตามกฎหมายแล้วน�าท่ีดินของรัฐมาจัดสรร
ให้เอกชน เครือข่ายจึงผลักดันเพ่ือเรียกร้องเฉพาะ “สทิ ธกิ ารใช”้ แสดงให้เห็นว่าชุมชน
ต้องการใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย ไม่ได้ต้องการแสวงหาประโยชน์ในทางธุรกิจ หรือเก็ง
กา� ไร และไมไ่ ดจ้ ะ “บกุ รกุ ” หรอื “ละเมดิ ” หรอื “ยดึ ” ทด่ี นิ ในกรรมสทิ ธขิ์ องผอู้ น่ื แตต่ อ้ งการ
“เชา่ ” ท่ีดินเพื่อให้มีความม่ันคงในการอยู่อาศัยในระยะยาว ชาวชุมชนแออัดที่เรียกร้อง
รัฐซ่ึงมีหน้าที่ดูแลสิทธิข้ันพ้ืนฐานของประชาชนเป็นอันดับแรกก่อนท่ีจะใช้ทรัพยากรไป
เพอ่ื การแสวงหากา� ไรหรอื ประโยชนใ์ นทางธรุ กจิ ขอ้ เรยี กรอ้ งลกั ษณะนม้ี มี านานอยา่ งนอ้ ย
ตงั้ แตป่ ลายทศวรรษ 2520 ทช่ี มุ ชนแออดั เคยเสนอใหด้ า� เนนิ โครงการแบง่ ปนั ทด่ี นิ (Land
Sharing) ในกรณที ผ่ี ถู้ อื กรรมสทิ ธทิ์ ด่ี นิ ยอมแบง่ ทด่ี นิ บางสว่ นใหช้ าวสลมั ปรบั ปรงุ พฒั นา
ทอี่ ยู่อาศยั ได้แก่ ชมุ ชนเซง่ กี่ในทีด่ ินทรพั ยส์ นิ ส่วนพระองค์ ชุมชนวัดลาดบวั ขาวในท่ดี นิ
เอกชน รวมถึงชุมชนบ้านมนังคศิลา และชุมชน 70 ไร่คลองเตย ที่อยู่ในท่ีดินของกรม
ธนารักษ์และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตามล�าดับ ทว่า โครงการดังกล่าวไม่สามารถ
ขยายผลได้เพราะเจ้าของที่ดินต้องการน�าที่ดินไปใช้ในทางธุรกิจมากกว่า (อัภยุทย์
2552:13)
ท่ีผ่านมาชุมชนแออัดประสบความส�าเร็จในการขอเช่า ท่ีดินรถไฟ ซ่ึงทางการ
รถไฟแหง่ ประเทศไทยครอบครองทด่ี นิ ทว่ั ประเทศถงึ กวา่ สองแสนไร่ และทด่ี นิ จา� นวนมาก
ไมไ่ ดใ้ ชป้ ระโยชนเ์ พยี งแตห่ วงกนั ไวเ้ ผอื่ จะพฒั นาทางรถไฟในอนาคต การรถไฟฯ อนญุ าต
ให้เอกชนเขา้ มาเชา่ พนื้ ทเ่ี พื่อทา� ธุรกจิ เชน่ ศนู ย์การค้า โรงแรม สถานบนั เทิง ฯลฯ สง่ ผล
178 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจี่ บั ตอ้ งได้
ใหม้ กี ารไลท่ ชี่ มุ ชนแออดั ออกจากทดี่ นิ เหลา่ นนั้ (อภั ยทุ ย์ 2554: 29) เครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาค
ขอเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ ส�าเร็จแล้ว 49 ชุมชน ระยะเวลาเช่าต้ังแต่ 3-30 ปี ชุมชน
สามารถนา� สญั ญาเชา่ ไปขอรบั การสนบั สนนุ งบประมาณจากสถาบนั พฒั นาองคก์ รชมุ ชน
(องคก์ ารมหาชน) เพ่ือใชป้ รบั ปรงุ ทอี่ ยู่อาศัย ซง่ึ ชุมชนต่าง ๆ ได้รบั งบประมาณแล้วเป็น
เงนิ กวา่ สองร้อยล้านบาทจงึ มีการจดั ทา� สาธารณูปโภค ปรับปรงุ หรือกอ่ สรา้ งที่อยอู่ าศัย
ใหม่ (http://frsnthai.org 15 ก.พ.25544)
นอกจากน้ีหน่วยงานที่เก่ียวข้องอ่ืน ๆ มีแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด
ด้วยเช่นกนั เช่นกรมธนารักษ์ทดี่ แู ลทด่ี นิ ราชพสั ดไุ ดร้ ่วมกบั หนว่ ยงานอน่ื ๆ จัดใหช้ มุ ชน
เชา่ ทดี่ นิ แลว้ 36 ชมุ ชน และสนบั สนนุ โครงการบา้ นมน่ั คงของสถาบนั พฒั นาองคก์ รชมุ ชน
(องค์การมหาชน) จากชุมชนทอ่ี ยู่ในทดี ินราชพัสดุท่ัวประเทศประมาณ 200 ชุมชน เปน็
ชมุ ชนในเขตกรงุ เทพฯประมาณ 28 ชมุ ชน (www.codi.or.th 6 ต.ค.25515) กรณสี า� นกั งาน
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ร่วมมือกับโครงการบ้านม่ันคง ปรับปรุงที่อยู่อาศัย
มชี มุ ชนในทดี่ นิ ของสา� นกั งานทรพั ยส์ นิ ฯ เขา้ รว่ มโครงการบา้ นมนั่ คง 39 ชมุ ชนจากชมุ ชน
ทั้งหมดที่อยู่ในส�านักงานทรัพย์สินฯ ในเขตกรุงเทพมหานครจ�านวน 109 ชุมชน (www.
codi.or.th 6 ส.ค.25536)
แนวทางที่สอง – การเคลื่อนไหวเพ่ือ “กรรมสิทธิ์” เหนือที่ดิน มักเป็น
ชมุ ชนทต่ี งั้ อยใู่ นทดี่ นิ เอกชน แตก่ ารทร่ี ฐั จดั การทรพั ยากรทด่ี นิ โดยอาศยั กลไกการตลาด
ทา� ใหค้ นจนเมอื งมโี อกาสครอบครองกรรมสทิ ธท์ิ ด่ี นิ ไดย้ าก ทผ่ี า่ นมาเครอื ขา่ ยสลมั สภ่ี าค
เสนอขอแลกแปลงทดี่ นิ กบั เอกชน ขอคา่ รอ้ื ถอน หรอื ขอเชา่ ซอ้ื ทด่ี นิ แตย่ งั ไมม่ กี รณที เี่ จรจา
ส�าเร็จ ชาวชุมชนแออัดส่วนใหญ่จึงจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วไปซ้ือที่ดินเพื่อสร้าง
ชมุ ชนใหมซ่ ่งึ มีความเปน็ ไปได้มากกวา่
4 เครือข่ายสลัมสี่ภาค, “ปฏิรูปท่ีดินเมืองในพ้ืนท่ีการรถไฟฯประสบการณ์การต่อสู้ของชาวสลัมในประเทศไทย”
http://frsnthai.org/index.php?option=com_content&view=article&id=4:2011-02-15-07-54-
15&catid=15:2011-02-15-03-08-23&Itemid=22
5 “ปฏิวตั สิ ลัมไทยต้องแกไ้ ขกนั ทั้งเมอื ง” http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&view=art
icle&id=982%3A2010-09-07-05-02-25&catid=42%3A2009-09-22-05-47-57&Itemid=65&lang=th
เข้าถึง 22 ต.ค.2554
6 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), “ส�านักงานทรัพย์สินฯ จับมือ พอช. และกรุงเทพมหานคร
รว่ มพฒั นาทีอ่ ยอู่ าศยั คนจนเมอื งวงั ทองหลาง” http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&vie
w=article&id=714%3A2010-09-06-02-57-11&catid=42%3A2009-09-22-05-47-57&Itemid=65&lang=en
เข้าถงึ 22 ต.ค.2554
179
180 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
การผลักดันโฉนดชุมชนของเครือข่ายสลัม 4 ภาค
แกนน�าเครือข่ายสลัม 4 ภาคหลายคนเห็นว่าโฉนดชุมชนจะช่วยแก้ไขปัญหา
การถูกไล่รื้อ และท�าให้ชาวชุมชนมีความมั่นคงในการอยู่อาศัยในที่ดินมากข้ึน “ความ
ม่นั คง” ในที่นม้ี ีนัยยะส�าคัญ 2 ดา้ น ได้แก่ ด้านท่หี นง่ึ ไมถ่ ูกเจา้ ของกรรมสิทธ์ิท่ีดนิ ผลัก
ดนั ออกจากพน้ื ที่ หรอื ฟอ้ งรอ้ งด�าเนนิ คดี ทา� ใหช้ าวชมุ ชนสามารถเขา้ ถงึ งบประมาณและ
การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิต ท่ีผ่าน
มาชาวชมุ ชนไมส่ ามารถดา� เนนิ การเรอื่ งนไ้ี ดเ้ พราะขดั สนทางการเงนิ และเพราะอาศยั อยู่
ในที่ดินขนาดเล็กมากและสภาพบ้านเรือนไม่เป็นไปตามข้อก�าหนดใน พ.ร.บ.ควบคุม
อาคาร พ.ศ.2522 จึงไม่สามารถขอออกทะเบียนบ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่สามารถขอติดต้ังสาธารณูปโภค แต่ต้องขอใช้น�้าประปาและไฟฟ้าแบบชั่วคราว ซ่ึงมี
คา่ ใชจ้ า่ ยสงู กวา่ อตั ราปกติ ความมนั่ คงในดา้ นทส่ี อง คอื ปอ้ งกนั ทดี่ นิ หลดุ มอื โฉนดชมุ ชน
เป็นลักษณะกรรมสิทธ์ิร่วม ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เอกชน โดยมีกติการ่วมกันว่าผู้ใช้ที่ดินต้อง
ไมแ่ สวงประโยชนท์ างธรุ กจิ เชน่ หา้ มทา� บา้ นเชา่ หรอื ขายสทิ ธกิ ารใชท้ ดี่ นิ การดา� เนนิ การ
เก่ียวกับท่ีดินต้องผ่านการควบคุมและพิจารณาร่วมกันของ “ชุมชน” ท้ังนี้เพื่อจะรักษา
ที่ดินไวเ้ พื่อการอยอู่ าศัยตามความจ�าเปน็ โดยไม่ปล่อยใหท้ ดี่ นิ กลายเป็น “สนิ คา้ ” และน่ี
ยงั เปน็ เงอื่ นไขทชี่ มุ ชนใชต้ อ่ รองกบั รฐั วา่ หากชมุ ชนทา� ผดิ เงอื่ นไขนกี้ จ็ ะยอมใหท้ างการรอื้
ยา้ ยออกไป
นชุ นารถ แทน่ ทอง ทมี ทา� งานประเดน็ ทดี่ นิ ของเครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาคใหส้ มั ภาษณ์
วา่ รฐั ออกระเบยี บสา� นกั นายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยการจดั ใหม้ โี ฉนดชมุ ชน พ.ศ.2553 มาแลว้
แตช่ าวชุมชนแออดั ยังไมแ่ นใ่ จวา่ แนวทางนั้นจะแก้ไขปัญหาได้ จนกระทงั่ เครอื ขา่ ยสลมั
4 ภาคการเข้าร่วมชุมนุมเดินขบวนกับขบวนการประชาชนเพ่ือสังคมท่ีเป็นธรรม (พีมูฟ)
ในวันท่ี 16 กมุ ภาพันธ์–8 มนี าคม พ.ศ. 2554 (ดปู ระชาไท 16 ก.พ.25547) พวกเขาจึงมี
ความชดั เจนและมน่ั ใจมากกขึน้ วา่ การขอออกโฉนดชุมชนมีความเป็นไปได้ หลังจากน้ัน
ชุมชนท่ีต้องการขอออกโฉนดชุมชนจึงกลับมาย่ืนขอจดทะเบียนสหกรณ์ออมทรัพย์ เพ่ือ
เตรียมขอออกโฉนดชุมชนในนามสหกรณ์ฯ ตามระเบยี บ (สมั ภาษณ์ 3 เม.ย.2554)
7 ขบวนเกษตรกร-คนจน ระดมพลร่วม 5,000 คน ปักหลักชุมนุมยาวจี้รัฐแก้ปัญหาค้างคา” http://prachatai.
com/journal/2011/02/33147 เขา้ ถึง 8 มี.ค.2555
181
คมสันติ์ จันทรอ์ อ่ น เจา้ หนา้ ทม่ี ลู นธิ ิพฒั นาทอ่ี ยู่อาศัย กล่าววา่ โฉนดชุมชนเป็น
เครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาของคนจนท่ีไม่สามารถเข้าถึงท่ีดินได้ เป็นการทดลอง
รวมกลุ่มในการบริหารที่ดินด้วยกันในลักษณะแปลงรวมซึ่งจะช่วยให้ท่ีดินไม่หลุดมือไป
ง่าย ๆ ต่างจากการเป็นเจ้าของที่ดินแบบปัจเจก ทางเลือกน้ีพัฒนามาจากข้อเสนอของ
ชาวบ้านทท่ี ดลองบริหารจดั การที่ดินร่วมกนั มาแล้วอย่างนอ้ ยตั้งแต่ พ.ศ.2543 ก่อนท่ีจะ
มาเรียกว่า “โฉนดชุมชน” ในภายหลัง ในเรื่องสิทธิเหนือท่ีดินเป็นลักษณะที่ชุมชนขอ
“สัมปทาน” การใช้ท่ีดินมาจากรัฐคล้ายคลึงกับการ “ขอเช่า” แต่มีระยะเวลานานกว่า
ขอสัมปทานมาทั้งผืนแล้วให้ชุมชนบริหารจัดการกันเอง เขาเชื่อว่าชาวชุมชนแออัดใน
เครือข่ายมีความเข้าใจและความคาดหวังต่อโฉนดชุมชนไม่แตกต่างกันมาก เนื่องจาก
กระบวนการเครือข่ายและการต่อสู้ร่วมกันท่ีผ่านมามีส่วนหล่อหลอมและสร้างความ
ชดั เจนตอ่ แนวคิดเร่อื งน้ีมาเปน็ ล�าดับ (สัมภาษณ์ คมสนั ติ์ จนั ทร์ออ่ น 18 พ.ค. 2554)
เครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาคผลกั ดนั “โฉนดชมุ ชน” ในทด่ี นิ ประเภททสี่ าธารณประโยชน์
เพราะเปน็ ประเภททด่ี นิ ทม่ี ที างเลอื กอน่ื ในการแกไ้ ขปญั หานอ้ ยทสี่ ดุ ขณะทที่ ดี่ นิ ประเภท
อนื่ ๆ เช่น ท่ดี นิ รถไฟ ที่ดินเอกชน กใ็ ชแ้ นวทางอืน่ ๆ ในการแกไ้ ขปัญหา ทง้ั น้ีเครือขา่ ยฯ
ได้เลือกชมุ ชนแออัด 4 แห่งในกรงุ เทพมหานครเป็นชมุ ชนนา� รอ่ งในการออกโฉนดชมุ ชน
ทงั้ สช่ี มุ ชนตง้ั อยใู่ นทดี่ นิ ประเภททสี่ าธารณะประโยชนใ์ นการกา� กบั ดแู ลของสา� นกั งานเขต
ในท้องท่ีและกรุงเทพมหานคร เป็นชุมชนที่มีความโดดเด่น กล่าวคือ ชุมชนมีระบบ
การบรหิ ารจดั การภายในทดี่ ี มกี ารรวมกลมุ่ สรา้ งกตกิ ารว่ มในการใชแ้ ละจดั การทดี่ นิ และ
สภาพแวดล้อมในบริเวณที่อยู่อาศัยมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วก่อนที่จะมีการเสนอ
แนวคิดเร่ืองโฉนดชุมชน และชุมชนเผชิญวิกฤติการณ์ปัญหา เช่น การถูกไล่ร้ือ หรือ
ถูกฟ้องรอ้ งด�าเนินคดี ชุมชนทนี่ า� เสนอ ไดแ้ ก่ ชมุ ชนเพชรคลองจนั่ เขตบึงกมุ่ และชมุ ชน
หลวงวจิ ติ ร เขตคนั นายาว เปน็ ชมุ ชนรมิ คลองทม่ี กี ารปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั นแ์ ละสภาพแวดลอ้ ม
เป็นอย่างดี เริ่มจากการย้ายบ้านข้ึนจากคลองและพัฒนาคุณภาพน้�าและความสะอาด
ในพื้นท่ี และอีกสองชุมชนได้แก่ ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง และชุมชนหลัง
สน.ทองหล่อ มีปัญหาถูกไล่รื้อและถูกร้องเรียนจากคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้เคียง ตาม
ล�าดับ อย่างไรก็ตาม หากการทดลองน�ารอ่ งโฉนดชุมชนใน 4 กรณนี ปี้ ระสบความสา� เร็จ
ทางเครือข่ายสลัมสี่ภาคอาจผลักดันการจัดการโฉนดชุมชนในท่ีดินลักษณะอื่น ๆ เช่น
ทีด่ นิ การรถไฟฯ เป็นตน้ (สมั ภาษณ์ คมสันต์ิ จนั ทร์ออ่ น 18 พ.ค. 2554)
กอ่ นจะมแี นวคดิ เรอ่ื งโฉนดชมุ ชน เครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาคผลกั ดนั การแกไ้ ขปญั หา
182 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจ่ี บั ตอ้ งได้
หลายรูปแบบ เช่น เรียกร้องให้รัฐแก้ไขกฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.
2522 เพอ่ื อนญุ าตใหส้ ามารถกอ่ สรา้ งสง่ิ ปลกู สรา้ งหรอื โครงการทอี่ ยอู่ าศยั ของคนจน (เชน่
โครงการบา้ นม่ันคง) ในทีด่ ินขนาดเลก็ ได้ การเสนอขอเช่าทีด่ นิ จากหนว่ ยงานต่าง ๆ ขอ
ปรบั ปรงุ พนื้ ทเี่ พอ่ื เปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั และการขออนญุ าตใชท้ ดี่ นิ เพอื่ จดั ทา� โครงการบา้ นมน่ั คง8
ระงบั การไลร่ อ้ื ชมุ ชน แตก่ ย็ งั มกี รณที ถ่ี กู ฟอ้ งรอ้ งดา� เนนิ คดี สว่ นการหาทดี่ นิ เพอื่ เปน็ ทอี่ ยู่
ใหมเ่ ปน็ ไปได้ยากเน่อื งจากทดี่ นิ ในเขตเมอื งมีราคาแพงมาก สว่ นท่ีดนิ ราคาถกู ก็อยู่นอก
เมืองไกลแหลง่ ท�ามาหากิน ปัจจบุ ันแม้ว่าจะมรี ะเบยี บสา� นักนายกรัฐมนตรีวา่ ด้วยโฉนด
ชมุ ชนแลว้ แตท่ างกรงุ เทพมหานครยงั ไมร่ บั วา่ จะยอมใหอ้ อกโฉนดชมุ ชน ชาวชมุ ชนแออดั
หลายคนเช่ือว่าเป็นเพราะที่ดินมีราคาสูงมาก และหน่วยงานอาจต้องการน�าที่ดินไปใช้
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า (สัมภาษณ์จุติอร รัตนอมรเวช 3 เม.ย.2554, คมสันติ์
จนั ทรอ์ อ่ น 18 พ.ค. 2554) อยา่ งไรกต็ าม ทางชมุ ชนกา� ลงั ดา� เนนิ การจดทะเบยี นนติ บิ คุ คล
ซงึ่ เปน็ ขนั้ ตอนแรกในการขอออกโฉนดชมุ ชน ไมว่ า่ จะได้ “โฉนดชมุ ชน” หรอื ไมก่ ต็ าม ทาง
ชุมชนแออดั กย็ งั ตอ้ งการใหร้ ฐั สนบั สนุนในเรื่องอื่น ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน เป็นต้น ขณะ
ที่โฉนดชุมชนเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แต่ยังต้องมีธนาคารท่ีดิน
การเก็บภาษีท่ีดินอัตราก้าวหน้า ฯลฯ ซึ่งจะท�าให้การกระจายการถือครองที่ดินและ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนเกิดข้ึนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส�าหรับกรณีชุมชนที่ไม่
สามารถขอออกโฉนดชุมชนได้ ธนาคารท่ีดินจะช่วยให้ชุมชนมีเงินทุนมาเช่าซื้อที่ดินเพ่ือ
อยอู่ าศยั ได้เช่นกนั
เม่ือเปรียบเทียบกับเครือข่ายชาวบ้านท่ีมีปัญหาที่ดินในลักษณะอื่น ๆ ซ่ึงส่วน
ใหญ่เปน็ คนยากจนหรือเกษตรกรรายย่อยในชนบทจะเหน็ ไดว้ ่าเครือข่ายอนื่ ๆ มปี ัญหา
ทั้งที่อยู่อาศัยและท่ีดินท�ากินควบคู่กัน แต่ชุมชนแออัดต้องการเฉพาะท่ีอยู่อาศัย ซึ่งมี
เนอื้ ทเี่ ลก็ มาก เชน่ ชมุ ชนเพชรคลองจนั่ มปี ญั หาในทด่ี นิ เพยี ง 2 ไรเ่ ศษ (ครอบครวั ละ 10 -15
ตารางวา) เน้ือที่ขนาดเล็กอาจเป็นข้อได้เปรียบที่ท�าให้การผลักดันโฉนดชุมชนน่าจะมี
ความเป็นไปได้ (สัมภาษณ์ คมสันติ์ จันทร์อ่อน 18 พ.ค. 2554) แต่อีกด้านหน่ึงปรากฏ
วา่ ทดี่ นิ ทช่ี มุ ชนแออดั ตอ้ งการอยใู่ นเขตเมอื งซง่ึ มรี าคาสงู และเปน็ ทต่ี อ้ งการของนกั ลงทนุ
เช่น ในเขตซอยทองหล่อราคาประมาณตารางวาละ 300,000 บาท ซ่ึงมูลค่าและ
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนีเ้ องอาจเป็นอปุ สรรคส�าคัญในการขอโฉนดชมุ ชน
8 โครงการบ้านม่ันคงเป็นโครงการของรัฐ ท่ีช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสกู้เงินมาปลูกสร้างท่ีอยู่อาศัย แต่มี
เงอ่ื นไขว่าท่ดี นิ ทจี่ ะปลกู สร้างบ้านเรือนตอ้ งเป็นท่ีดนิ ที่ครอบครองอยา่ งถกู กฎหมาย
183
โดยสรปุ ปญั หาความไมม่ นั่ คงในสทิ ธเิ หนอื ทดี่ นิ ซงึ่ เปน็ เงอ่ื นไขหลกั ทท่ี า� ใหช้ าว
ชุมชนแออัดไม่มีความมั่นคงในการด�ารงชีวิตในด้านอื่น ๆ ชุมชนแออัดแต่ละแห่งอาศัย
อยู่ในท่ีดินที่มีสถานภาพทางกฎหมายแตกต่างกันไปส่งผลให้มีแนวทางแก้ไขปัญหาท่ี
ต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม อุปสรรคส�าคัญในการผลักดันการแก้ไขปัญหา
ดังกล่าวคือข้อกฎหมายที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการเพิกถอนสภาพที่ดินของรัฐเพ่ือน�ามา
จัดสรรให้ประชาชนไดง้ ่าย ๆ และความไม่ยดื หยุ่นของหนว่ ยงานราชการ นอกจากนัน้ ยงั
มีอุปสรรคจากมูลค่าทางตลาดของท่ีดินที่ในเขตเมืองซึ่งท�าให้คนจนเมืองไม่มีโอกาส
ซื้อหรือเช่าซอื้ ท่ีดนิ จากเอกชน
เครือข่ายสลัม 4 ภาคเลือกผลักดัน “โฉนดชุมชน” ส�าหรับชุมชนท่ีอาศัยอยู่ใน
ท่ีดินประเภทที่สาธารณะประโยชน์ เน่ืองจากท่ีดินประเภทน้ีชาวชุมชนมีทางเลือกอ่ืน ๆ
ในการสรา้ งความมนั่ คงในการถอื ครองทดี่ นิ ได้น้อย หรือแทบจะไม่มเี ลย ชมุ ชนท่ีน�าร่อง
ผลักดัน “โฉนดชุมชน” ได้เร่ิมด�าเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ตามระเบียบส�านักนายก
รฐั มนตรวี า่ ด้วยการจดั ใหม้ ีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 แมว้ า่ พวกเขาจะมคี วามหวังวา่ โฉนด
ชุมชนจะช่วยสร้างความม่ันคงในสิทธิเหนือที่ดิน แต่ก็ยังไม่มีความม่ันใจว่าหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องจะสนับสนุนหรือเอ้ืออ�านวยให้การออก “โฉนดชุมชน” เป็นไปอย่างราบรื่น
แค่ไหน
184 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจี่ บั ตอ้ งได้
การผลักดันโฉนดชุมชน-ชุมชนเพชรคลองจั่น
ชุมชนเพชรคลองจ่ันตั้งอยู่ที่ถนนเสรีไทย (ถนนสุขาภิบาล 2) แขวงคลองกุ่ม
เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร มีเน้ือท่ีประมาณ 2 ไร่เศษ ด้านหน้าติดก�าแพงของ
โรงภาพยนตร์เพชรคลองจ่ันและถนนเสรไี ทย ด้านซา้ ยตดิ ทดี่ นิ สาธารณะและคลองพชิ ยั
ดา้ นหลงั และบรเิ วณโดยรอบเปน็ อพารต์ ทเมนตแ์ ละอาคารพาณชิ ย์ ชมุ ชนมปี ระมาณ 60
หลังคาเรือน 68 ครอบครัว 266 คน (ข้อมูลจากแกนน�าชุมชน ส�ารวจปี พ.ศ.2554)
แต่เดิมปลูกสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ช้ันเดียวและสองชั้นยาวไปตามล�าคลองเสาบ้าน
สว่ นหนง่ึ อยใู่ นคลองอกี สว่ นหนง่ึ อยบู่ นตลง่ิ กอ่ นทจี่ ะยา้ ยบา้ นขน้ึ ไปอยบู่ นตลง่ิ ทง้ั หมดใน
เวลาตอ่ มา
ชุมชนตั้งถิ่นฐานประมาณ 40 ปีที่แล้วในท่ีดินว่างเปล่าท่ีติดกับล�ารางคลอง
วัดพิชัย คลองสายสั้น ๆ ท่ีไหลลงไปยังคลองแสนแสบ อีกส่วนหน่ึงเป็นบึงพังพวยที่
แหง้ ขอดหมดสภาพแลว้ ผทู้ อ่ี าศยั มที ง้ั คนกรงุ เทพมหานครทอี่ ยมู่ าแตเ่ ดมิ และคนทอี่ พยพ
มาจากตา่ งจงั หวดั เชน่ ปราจนี บรุ ี พจิ ติ ร ฉะเชงิ เทรา สรุ นิ ทร์ อทุ ยั ธานี ฯลฯ การตงั้ ถน่ิ ฐาน
ในชว่ งแรก ๆ มีเพียง 4-5 หลงั คาเรอื น แต่มีการชกั ชวนลกู หลานหรือญาตพิ ่ีนอ้ งทอ่ี ยู่ต่าง
จงั หวัดเข้ามาหางานทา� ในกรุงเทพฯ โดยอาศัยจบั จองทดี่ นิ ว่างเปลา่ ปลูกสรา้ งบ้านเรอื น
และขยายทอ่ี ยอู่ าศยั รกุ ลา้� ลงไปในคลอง เบยี ดเสยี ดกนั ตอ่ มาประมาณ พ.ศ. 2539 ชมุ ชน
ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์และยกระดับสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นเร่ือย ๆ อย่างไรก็ตาม
ปจั จบุ นั ชมุ ชนยังไมส่ ามารถเข้าถงึ ระบบสาธารณปู โภคตามระบบปกติ ต้องเสียค่าใชน้ ้�า
และไฟในอตั ราทแ่ี พงกวา่ ครวั เรอื นทวั่ ไป เนอ่ื งจากชมุ ชนไมม่ คี วามมนั่ คงในการถอื ครอง
ท่ีดิน
ครัวเรือนท่ีจัดว่าเป็น “ชุมชน” เพชรคลองจ่ันมีทั้งส่วนท่ีอยู่ในท่ีดินล�าราง
สาธารณะ และสว่ นทอ่ี ยใู่ นทด่ี นิ เชา่ ของวดั พชิ ยั ซง่ึ เปน็ ทด่ี นิ ธรณสี งฆ์9 จากแบบสา� รวจซงึ่
9 ธรณสี งฆ์ เปน็ สมบัตขิ องวดั อาจเป็นที่นา สวน ไร่ หรอื อาคาร ทง้ั ทดี่ ินและผลประโยชนจ์ ากท่ีดนิ เปน็ ของวัดทง้ั
สิ้น ถือเป็นสมบตั ิโดยเด็ดขาดของวดั และพระศาสนา จะโอนย้าย ขาย ซ้ือ หรอื แลกเปลีย่ นกันไมไ่ ด้ ที่ดนิ ประเภท
นอ้ี ยภู่ ายใตก้ ฎหมายสงฆ์ จะกระทา� นติ กิ รรมใด ๆ ไดก้ ต็ อ่ เมอ่ื มกี ฎหมายทอี่ อกมาเปน็ กรณพี เิ ศษเพอื่ ผลประโยชน์
ของราชการโดยเฉพาะ เช่นเพ่อื การชลประทาน หรือการคมนาคม เป็นต้น
10 ผู้วจิ ัยไดร้ บั ความอนเุ คราะห์จากแกนนา� ชมุ ชนและเครอื ขา่ ยสลัม 4 ภาค ให้ทา� สา� เนาขอ้ มลู จากแบบส�ารวจที่
จัดท�าและด�าเนินการส�ารวจข้อมูลโดยแกนน�าชุมชนร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในระหว่างเดือนมิถุนายน –
กรกฎาคม พ.ศ.2554 เพ่ือน�าขอ้ มลู มาวิเคราะห์เพอื่ ใชใ้ นการวิจัยคร้งั น้ี
185
ได้ข้อมูลมา 55 ครัวเรือน10 และการสัมภาษณ์แกนน�าชุมชน พบว่าจ�านวนประชากรใน
ทะเบยี นบา้ น ไมเ่ ทา่ กับจ�านวนประชากรทอ่ี าศยั อยู่จริง เพราะหลายครอบครวั ที่มชี อื่ อยู่
ในทะเบียนบ้านได้ออกไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่นในกรุงเทพมหานคร หรือไปท�ามาหากินใน
จงั หวัดอื่น ๆ หรือแคอ่ าศยั ย้ายเขา้ ทะเบยี นบา้ นเพ่อื จะมีสทิ ธิท�างานหรอื เข้าเรียนในเขต
โดยที่ไม่เคยมาอยู่ในชุมชน จากการส�ารวจของผู้วิจัยในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ.2554
พบว่ามี 15 ครัวเรือน (27 เปอร์เซน็ ต์ ของ 55 ครัวเรอื น) ซึง่ มปี ระชากรรวมทง้ั ส้ิน 48 คน
ท่ีมีสมาชิกอาศัยอยู่ท่ีอ่ืนแต่มีทะเบียนบ้านอยู่ในชุมชนโดยมีตัวอย่างเช่น บ้านเลขที่
652/26 มปี ระชากรตามทะเบยี นบา้ น 10 คนแตม่ ผี ทู้ อ่ี าศยั อยใู่ นชมุ ชนจรงิ เพยี งแค่ 3 คน
อีก 7 คนเปน็ ผู้ทีม่ าอาศัยทะเบียนบา้ น หรือบ้านเลขท่ี 652/23 มีประชากร 7 คน แต่มีผ้ทู ่ี
อยู่อาศัยจรงิ เพียง 2 คน อีก 5 คนเปน็ ผู้ท่ีมาอาศยั ทะเบียนบ้าน เป็นต้น หากไม่นบั รวม
15 ครวั เรอื นซง่ึ มสี มาชกิ อาศยั อยนู่ อกชมุ ชน พบวา่ 40 ครวั เรอื นในชมุ ชนแหง่ นม้ี ปี ระชากร
เฉลยี่ 3.4 คน/ครวั เรอื น กลมุ่ ประชาชนสว่ นใหญใ่ นชมุ ชนอยใู่ นวยั ทา� งาน มผี สู้ งู อายทุ อี่ ายุ
มากกวา่ 60 ปอี ยปู่ ระมาณ 18 คน (ตวั เลขนอี้ าจรวมผมู้ ที ะเบยี นบา้ นอยใู่ นชมุ ชนแตอ่ าศยั
อยทู่ อ่ี น่ื ) และมสี มาชกิ ในชมุ ชนทอ่ี ยใู่ นวยั เรยี นมี 27 คน (ไมร่ วมครวั เรอื นทมี่ ผี มู้ ที ะเบยี น
บ้านอยู่ในชมุ ชนแตอ่ าศัยอยทู่ ่อี ่นื )
ประชากรภายในชมุ ชนสว่ นใหญม่ อี าชพี รบั จา้ งทว่ั ไปในบรเิ วณทอี่ ยอู่ าศยั หรอื
พ้ืนท่ีใกลเ้ คียง เชน่ กอ่ สร้าง เย็บผา้ กรรมกรร ยาม คา้ ขาย เช่น ขายผัก ของช�า อาหารรถ
เข็น และเป็นลูกจ้างของกรุงเทพมหานคร เช่น กวาดถนน เก็บขยะ ฯลฯ ผู้มีรายได้น้อย
หรืออาจจัดว่าไม่มีเลยคือผู้สูงอายุท่ีได้รับเบ้ียยังชีพจากรัฐ 500 บาท/เดือน ได้รับเงินที่
ลกู หลานสง่ ให้ 1,500-2,000 บาท/เดอื น สว่ นผมู้ รี ายไดส้ งู สดุ มรี ายได้ 78,000 บาท/เดอื น
ซง่ึ มเี พยี งหนงึ่ รายมอี าชพี รบั เหมากอ่ สรา้ ง รองลงมาคอื 45,000 บาทมอี ยู่ 2 ราย รายหนง่ึ
มีอาชีพค้าขาย อีกรายมอี าชพี รบั จ้างขนของ ข้อมูลจากแบบส�ารวจพบว่าอาชีพ 6 อันดับ
แรกทมี่ ผี ทู้ า� มากเรยี งตามลา� ดบั จากมากไปนอ้ ย ไดแ้ ก่ รบั จา้ ง คา้ ขาย แมบ่ า้ น รบั ราชการ
เป็นลูกจ้างประจ�า และเป็นพนักงานห้าง จากข้อมูลรายครัวเรือนจ�านวน 39 ครัวเรือน
(ไมน่ บั ครวั เรอื นทมี่ ชี อื่ อยใู่ นทะเบยี นบา้ นแตป่ ระชากรอาศยั อยทู่ อ่ี น่ื และไมน่ บั ครวั เรอื น
ทไ่ี มใ่ หข้ อ้ มลู ดา้ นรายได)้ พบวา่ มรี ายไดเ้ ฉลย่ี ครวั เรอื นละ 17,981 บาท/เดอื น โดยในครวั
เรอื นกลมุ่ นม้ี ปี ระชากรเฉลย่ี 3.3 คนตอ่ ครวั เรอื น ครวั เรอื นสว่ นใหญใ่ นชมุ ชนเพชรคลองจน่ั
(22 ครวั เรอื น หรือ 57 เปอร์เซน็ ต์ ของท้ังหมด) มีค่าครองชีพเฉล่ียไม่เกนิ 5,000 บาท/คน
และมีกลุ่มครัวเรือนกลุ่มใหญ่ที่สุด (8 ครัวเรือน หรือ 21เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด)
186 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจ่ี ับตอ้ งได้
มคี า่ ครองชพี เฉลี่ยไม่เกนิ 2,000 บาท/คน
ตามความคิดเห็นของแกนน�าชุมชนครอบครัวท่ีมีฐานะดีในชุมชนมีประมาณ
6-7 ครอบครัว ส่วนหนงึ่ มอี าชีพรับราชการ และลูกจา้ งของพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ (ขสมก.)
จึงมีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ทั้งยังมีโอกาสหารายได้พิเศษ และสามารถเข้าถึง
แหลง่ เงนิ กดู้ อกเบยี้ ตา�่ เชน่ ผทู้ เี่ ปน็ ลกู จา้ งประจา� ของกรงุ เทพมหานครซง่ึ มหี นา้ ทเี่ กบ็ ขยะ
นอกจากจะมีเงนิ เดือนแนน่ อนแล้วยังหารรายได้พิเศษไดป้ ระมาณวันละ 400 บาท จาก
การเก็บแยกขยะไปขายที่เรียกว่า “จับจั๊ว” และมีสิทธิกู้เงินดอกเบ้ียต�่าจากสหกรณ์ออม
ทรัพย์กรุงเทพมหานครอีกด้วย ส่วนครอบครัวท่ีแกนน�าชุมชนจัดว่ามีสภาพย่�าแย่กว่า
ครอบครวั อนื่ ๆ มปี ระมาณ 3 ครอบครวั เพราะมรี ายไดไ้ มแ่ นน่ อน แตม่ ภี าระคา่ ใชจ้ า่ ยสงู
แกนนา� ชมุ ชนเหน็ วา่ ฐานะทางเศรษฐกจิ โดยรวมของสมาชกิ ในชมุ ชนไมแ่ ตกตา่ ง
กันมากนักและไม่ท�าให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดเพราะเกือบทุกครอบครัวต่าง
ต้องการโฉนดชุมชนเน่ืองจาก “ร่วมต่อสู้กันมานาน ตั้งแต่สมัยที่ทุกครอบครัวฐานะไม่ดี
เหมอื น ๆ กนั มาปลกู เพงิ อาศยั อยใู่ นทด่ี นิ แหง่ น”ี้ (สมั ภาษณ์ อรทยั จนั ทรส์ า 6 ก.ย.2554)
หากเปรยี บเทยี บกบั ในอดตี ฐานะความเปน็ อยขู่ องชาวชมุ ชนดขี นึ้ อยา่ งมาก ทง้ั ทางดา้ น
สภาพบา้ นเรอื น อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา รวมท้งั ทกั ษะต่าง ๆ ทส่ี รา้ งโอกาสในการ
ประกอบอาชพี และยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ ฯลฯ การมสี ทิ ธใิ นทด่ี นิ ทม่ี น่ั คงจะทา� ใหพ้ วกเขา
สามารถพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ให้ดยี ่ิงขนึ้ ไปอีก เพราะจะไม่ถกู จา� กดั การพัฒนา
187
ความขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐเรื่องการถือครองที่ดิน
ที่ต้ังชุมชนเป็นท่ีดินสาธารณะประโยชน์ เน้ือท่ีรวมประมาณ 2 ไร่เศษ อยู่ใน
ความดูแลของส�านักงานเขตบึงกุ่ม และสมาชิกบางส่วนอยู่ในที่ดินเช่าของวัดพิชัย
หน่วยงานราชการพยายามผลักดันให้ชุมชนย้ายออกไปโดยอ้างเป้าหมายเพ่ือปรับปรุง
ภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อม เช่น เสนอให้ไปอยู่ในที่ดินของการเคหะฉลองกรุงโดยทาง
เคหะเสนอว่าให้ชาวบ้านจ่ายเพียง 800 บาทก็สามารถเข้าไปอยู่ได้เลย แต่เมื่อชาวบ้าน
เหมารถไปดูพื้นท่ีซึ่งอยู่ในเขตหนองจอก ก็พบว่าพ้ืนท่ีอยู่ไกลจากชุมชนเดิมกว่า 10
กโิ ลเมตร และชาวบ้านตอ้ งเสยี คา่ รื้อถอนและหาเงินไปปลูกบา้ นใหมเ่ อง ท้ังยังได้ข้อมูล
จากคนท่ีอยู่ท่ีน่ันว่าอยู่ล�าบากเพราะปลูกบ้านไม่เสร็จเนื่องจากแบบบ้านไม่ตรงกับ
แบบแปลนของการเคหะ ออกทะเบยี นบา้ นไมไ่ ด้ ตอ้ งไปอาศยั ทะเบยี นบา้ นคนอนื่ เพอื่ สง่
บุตรหลานเข้าโรงเรยี น ไมม่ ีน�า้ ประปา ต้องใชน้ า�้ บาดาลคุณภาพต่�า
188 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่จี บั ต้องได้
ในช่วง พ.ศ. 2537-2538 ชมุ ชนเพชรคลองจน่ั ถูกไล่ร้ือหลายคร้ัง ดว้ ยขอ้ หาว่า
ปลกู บา้ นกดี ขวางทางนา้� ไหล แตส่ าเหตเุ บอ้ื งลกึ คอื นายทนุ ทส่ี รา้ งคอนโดมเิ นยี มในบรเิ วณ
ฝั่งคลองตรงข้ามกับชุมชน เกรงว่าเม่ือสร้างอาคารเสร็จจะไม่มีคนมาอยู่ จึงไปแจ้ง
สา� นกั งานเขตบงึ กมุ่ เจา้ หนา้ ทฝี่ า่ ยโยธาของสา� นกั งานเขตมาปดิ หมายไลร่ อ้ื มกี ารใชก้ า� ลงั
เจา้ หน้าท่กี วา่ 100 คน มารอ้ื บา้ นไป 4 หลงั แม้วา่ ชมุ ชนจะพยายามเจรจาตอ่ รอง และมี
การท�ากิจกรรมเพ่ือปรับปรุงภูมิทัศน์ต่าง ๆ แต่ทางหน่วยงานราชการก็ยังคงพยายาม
ไล่ร้อื ตอ่ ไป
ความพยายามแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา
กระแสการไล่ร้ือชุมชนในพื้นท่ีคลองส่งผลให้ พ.ศ. 2539 ชุมชนเริ่มรวมตัวกัน
มกี ารเลอื กตงั้ คณะกรรมการชมุ ชน และทา� แผนปรบั ผงั ชมุ ชนภายใตโ้ ครงการ “คลองสวย-
น�้าใส” โดยย้ายบ้านทุกหลังข้ึนจากคลองและจัดสรรและจัดผังท่ีดินใหม่ ท�าสวนหย่อม
ปรับภูมิทัศน์ และพัฒนาคลอง คณะกรรมการชุมชนน�าแผนนี้ไปเสนอต่อทาง
กรงุ เทพมหานคร ในสมยั ท่ีดร.พิจิตต รัตตกุล เปน็ ผวู้ ่าราชการกรุงเทพมหานคร ทางเขต
บึงกุ่มและกรุงเทพมหานครเห็นด้วยและให้การสนับสนุน แนวคิดการพัฒนาภูมิทัศน์ริม
คลองทา� ใหม้ ีการรวมตัวกนั ของชุมชนตา่ ง ๆ เป็น “เครอื ข่ายชมุ ชนเพือ่ การพฒั นา” วันท่ี
31 ตลุ าคม พ.ศ.2540 มีสมาชกิ ทั้งสิน้ 13 ชมุ ชน (ปัจจุบันมีลดน้อยลง) ซึ่งมปี ฏบิ ัติการ
ร่วม 2 ระดับ ไดแ้ ก่ การผลกั ดันใหก้ รงุ เทพมหานครยอมรบั หลกั การ “คนกบั คลองอยู่ร่วม
กันได้” และการสร้างรูปธรรมน�าร่องเพ่ือพิสูจน์หลักการดังกล่าว นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2541
ชุมชนเพชรคลองจ่ันเร่ิมปรับปรุงภูมิทัศน์ด้วยการย้ายบ้านของกรรมการเครือข่ายข้ึนไป
2 หลัง จดั สรรทด่ี นิ บริเวณริมคลองไวเ้ ปน็ ทางเดิน จากนัน้ ก็จดั สรรพ้นื ทีก่ นั และทยอยรื้อ
บ้านเก่า ปลูกบ้านใหม่ข้ึนเร่ือย ๆ ด้วยทุนตัวเองและหาทุนสนับสนุน เช่น การเร่ียไรจัด
กจิ กรรมระดมทนุ จากการทอดผา้ ปา่ เปน็ ตน้ การปรบั ปรงุ ดงั กลา่ วทา� ใหใ้ ชเ้ นอื้ ทน่ี อ้ ยกวา่
เดมิ และมคี วามเปน็ ระเบยี บมากขน้ึ ดว้ ยเนอื้ ทจ่ี �ากดั จงึ สรา้ งบา้ น 2 ชนั้ กวา้ ง 5 เมตร ยาว
6 เมตร ทา� ทางเดินเขา้ ทอี่ อกสะดวกข้ึน และไมก่ ีดขวางคลอง มีการกันพืน้ ทีใ่ ห้เปน็ สวน
สาธารณะ และการดแู ลรกั ษาความสะอาด ตง้ั ธนาคารขยะ ขดุ ลอกคูคลอง ทา� ลายผัก
189
ตบชวา และการใช้น�้าหมักชีวภาพเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้�าในล�าคลอง (www.pcd.go.
th11) การรวมตัวกันท�าให้ชุมชนมีอา� นาจต่อรองมากข้ึนจนสามารถขอออกทะเบียนบ้าน
และติดต้ังระบบไฟฟ้าในนามของประธานชุมชนและบริหารจัดการค่าใช้ไฟฟ้ากันเอง
นอกจากนนั้ ยงั มกี ารสรา้ งศนู ยก์ ารเรยี นรชู้ มุ ชน และการทา� กจิ กรรมรว่ มกนั การทา� กจิ กรรม
เชิงบวกกท็ า� ให้ชุมชนไดร้ ับการยอมรบั จากสาธารณะมากข้นึ ดงั ปรากฏว่ามีการเผยแพร่
ขา่ วผา่ นทางส่ือตา่ ง ๆ และเว็บไซต์มากมายเกย่ี วกบั การปรับปรงุ ภูมทิ ัศน์และอนรุ กั ษส์ ิง่
แวดล้อมในคูคลองโดยชุมชน กระนั้นก็ตาม ชุมชนยังไม่ได้รับการรับรองสิทธิเหนือที่ดิน
อยา่ งมั่นคง
ตั้งแต่สมัยท่ี ดร.พิจิตต รัตกุล ด�ารงต�าแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
(3 ม.ิ ย.2539 – 22 ก.ค.2543) จนมาถงึ สมยั ทนี่ ายอภริ กั ษ์ โกษะโยธนิ (9 ส.ค.2547 – 28
ส.ค.2551) มกี ารเจรจาตอ่ รองระหวา่ งตวั แทนชมุ ชนกบั กรงุ เทพมหานครเรอ่ื ยมา มกี ารตงั้
คณะกรรมการรว่ มเพอื่ ดา� เนนิ การแกไ้ ขปญั หาหลายครง้ั แตไ่ มม่ คี วามคบื หนา้ อยา่ งเปน็ รปู
ธรรม เน่ืองจากหน่วยงานราชการไม่กล้าตัดสินใจและมีการเปล่ียนแปลงโยกย้ายผู้มี
อ�านาจหน้าที่รับผิดชอบท�าให้การด�าเนินการไม่ต่อเนื่อง (สัมภาษณ์ อรทัย จันทร์สา 2
เม.ย.2554)
การจัดการที่ดินและการผลักดันโฉนดชุมชน
กอ่ นมขี อ้ เสนอเรอ่ื งโฉนดชมุ ชน ชมุ ชนเพชรคลองจน่ั ภายใตเ้ ครอื ขา่ ยชมุ ชนเพอ่ื
การพัฒนาได้พยายามปรับปรุงภูมิทัศน์ และยกระดับคุณภาพชีวิต ซ่ึงท�าให้มีการวาง
ระเบยี บในการใชท้ ดี่ นิ และการจดั การชมุ ชนมาตามลา� ดบั เพอื่ จะใชเ้ ปน็ ขอ้ ตอ่ รองกบั เจา้
หนา้ ทร่ี ฐั วา่ ชมุ ชนสามารถอยใู่ นทดี่ นิ เดมิ ไดโ้ ดยไมส่ รา้ งผลกระทบตอ่ สภาพแวดลอ้ มเมอื ง
เครือข่ายชุมชนเพ่ือการพัฒนาวาง “ธรรมนูญเครือข่าย” โดยมีแนวทางหลัก ๆ ในการ
จัดการท่ดี ิน ที่ตอ่ มาน�ามาปรับใช้เปน็ กฎระเบียบในการจดั การโฉนดชุมชน ได้แก่
1) ไมใ่ หซ้ ้ือขายสทิ ธิ หรือซ้อื ขายบ้าน ไมห่ าผลประโยชนใ์ นพื้นทีท่ ่อี ยู่ เพ่อื ท่ีจะ
ยืนยันว่าสมาชิกไม่มีท่ีอยู่ท่ีอาศัยจริง ๆ และเป็นผู้บุกเบิกที่ดินผืนน้ีมาเองจึงอยากให้
11 กรมควบคมุ มลพษิ , “ความสา� เรจ็ ของการจดั การมลพษิ ของประเทศไทย: คนกบั คลอง กรณชี มุ ชนเพชรคลองจน่ั ”
190 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพที่จบั ต้องได้
ลูกหลานไดอ้ ย่ตู อ่
2) หา้ มปลกู สรา้ งบา้ นเรอื นเพมิ่ เตมิ เมอ่ื วดั เนอ้ื ทจ่ี ดั สรรกนั แลว้ ในชว่ งทยี่ า้ ยบา้ น
ขนึ้ มาจากคลอง กรณมี คี รอบครวั ขยายเพม่ิ เตมิ รองรบั ดว้ ยการใหอ้ อมเงนิ เพอ่ื ทอี่ ยอู่ าศยั
และกองทนุ ธนาคารทดี่ นิ เพอ่ื เปน็ กองทนุ สา� หรบั คนรนุ่ ตอ่ ไปใหข้ ยบั ขยายไปหาทอ่ี ยอู่ าศยั
ท่อี ื่น
3) ผู้ที่จะมีรายช่ืออยู่ในบัญชีย่ืนขอออกโฉนดชุมชนต้องเป็นสมาชิกกลุ่มออม
ทรพั ย์ ทก่ี �าลงั จะจดทะเบียนเปน็ สหกรณอ์ อมทรัพย์
หลังจากเข้าร่วมชุมนุมกับเครือข่ายขบวนการประชาชนเพ่ือสังคมท่ีเป็นธรรม
(PMOVE) ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2554 ในสมัยรัฐบาลที่น�าโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตัวแทนชุมชนได้จัดด�าเนินการต้ังกลุ่มนิติบุคคล รวบรวมข้อมูล และปฏิบัติตามเงื่อนไข
ต่าง ๆ เพื่อยื่นขอออกโฉนดชุมชนตามระเบียบส�านักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งจัดประชุม
สมาชิกเพื่อท�าความเข้าใจเร่ืองโฉนดชุมชน อรทัย จันทร์สา (สัมภาษณ์ 2 เม.ย. 2554)
กลา่ ววา่ โฉนดชมุ ชนจะชว่ ยแกไ้ ขปญั หาความไมม่ นั่ คงในการดา� รงชวี ติ ไดเ้ นอ่ื งจาก โฉนด
ชุมชนจะท�าให้ชาวชุมชนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและสามารถเข้าถึงสิทธิและ
บริการตา่ ง ๆ จากรัฐ กลา่ วคอื
1) ชาวชมุ ชนจะมีความมั่นคงในพ้ืนที่ มนั่ ใจวา่ จะไมถ่ กู ไลร่ ื้อ
2) แต่ละครวั เรือนจะสามารถพฒั นาสาธารณปู โภคได้ดขี น้ึ ปจั จบุ นั การพฒั นา
สาธารณูปโภคยงั เปน็ ไปอย่างจา� กัด เพราะใชร้ ะบบรวม (ในนามของประธานชุมชน)
3) ความมั่นคงในสิทธิเหนือท่ีดินจะท�าให้ชุมชนได้รับการจัดสรรงบประมาณ
ต่าง ๆ จากภาครัฐ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ทุกวันน้ียังไม่ได้รับงบประมาณ
ดังกล่าวอย่างเตม็ ท่ีเพราะชุมชนมสี ถานะเป็น “ชุมชนบุกรุก”
แกนน�าชุมชนเข้าใจว่า “โฉนดชุมชน” ไม่ได้ท�าให้ชาวชุมชนมีกรรมสิทธ์ิเหนือ
ที่ดินแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือกรรมสิทธิ์ในท่ีดินโดยท่ัวไป แต่เป็นเสมือนการ
“ขอสัมปทานเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดิน” ในระยะเวลา 20 ปี ซ่ึงเม่ือใกล้จะครบเวลาจะย่ืน
“ขอสัมปทาน” ใหม่ แตห่ ากตอ้ งการใหม้ ีระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปจี ะตอ้ งยื่นเรอื่ งเขา้
คณะรัฐมนตรีซ่ึง “เราจะไม่ขอ เพราะยุ่งยาก” (สัมภาษณ์อรทัย จันทร์สา 6 ก.ย. 2554)
แม้แกนน�าชุมชนจะยืนยันว่าสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโฉนดชุมชน แต่ก็เปิดเผยว่ามี
สมาชิกบางรายที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เน่ืองจากลักษณะการอยู่อาศัยและการใช้
191
ประโยชน์ท่ีดิน และความเหล่ือมซ้อนของการใช้ที่ดินกับการก�าหนดนิยามความเป็น
“ชมุ ชน” เช่น สมาชกิ 4 รายท่ีเป็นสมาชิกกลุม่ ออมทรัพย์ ไม่ไดม้ ีรายชอื่ อย่ใู นทด่ี ินท่จี ะ
ขอออกโฉนดชุมชนเน่ืองจากอยู่ในที่ดินเช่าของวัดพิชัย นอกจากน้ัน ยังมีสมาชิกชุมชน
บางรายท่ตี อ้ งการขายทีด่ ินเพราะไม่อยากรว่ มท�ากจิ กรรมและลูก ๆ ไปอยู่ทอี่ ่ืนหมดแล้ว
ทผี่ า่ นมาครอบครวั นไี้ มค่ อ่ ยไดเ้ ขา้ รว่ มกจิ กรรมของชมุ ชน ไมไ่ ดอ้ อมเงนิ กบั กลมุ่ ออมทรพั ย์
และไม่ได้เข้าร่วมขบวนการต่อสู้ แต่คนในชุมชนยังอยากเข้าร่วมขบวนการเพราะเป็น
ผู้สละที่ดินท�าทางเดินให้แก่ชุมชน นอกจากนั้น สมาชิกชุมชนยังไม่ยอมให้เขาขายท่ีดิน
นอกเสยี จากจะขายใหแ้ ก่ชุมชน
ชมุ ชนแหง่ นกี้ า� ลงั จดทะเบยี นสหกรณอ์ อมทรพั ยเ์ พอ่ื เตรยี มขอออกโฉนดชมุ ชน
แต่การย่ืนขอจดทะเบียนมีขั้นตอนท่ีสลับซับซ้อน เช่น ก�าหนดให้สหกรณ์ต้องมีสมาชิก
อย่างน้อย 50 ราย ทางชุมชนจึงต้องเอารายช่ือของสมาชิกชุมชนที่ไม่ได้อยู่ในท่ีดิน
สาธารณะประโยชน์อย่างน้อย 4 ราย12 มาร่วมอยู่ในบัญชีรายช่ือการย่ืนจดทะเบียน
สหกรณ์ฯ เพ่ือให้มีรายช่ือครบตามเกณฑ์ แต่สมาชิกเหล่านี้จะไม่ได้รับการจัดสรรท่ีดิน
โฉนดชมุ ชน อยา่ งไรกต็ าม สมาชกิ 4 รายนจี้ ดั วา่ เปน็ สมาชกิ ชมุ ชนเพราะเปน็ สมาชกิ กลมุ่
ออมทรัพย์และเขา้ ร่วมกิจกรรมตา่ ง ๆ ของชมุ ชนมาโดยตลอด ทง้ั ยังเคยได้รับการจดั สรร
งบประมาณในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ร่วมกับ
สมาชิกของชมุ ชนเพชรคลองจั่นอีกด้วย
12 ปา้ คา� สมนึก พงษส์ นั ต์ และตยุ๋
192 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจ่ี ับต้องได้
193
บทเรียนจากกรณีศึกษา
ชุมชนเพชรคลองจั่นมีการจัดการที่ดินร่วมกันมาก่อนหน้าที่จะมีการเรียกร้อง
โฉนดชมุ ชน กระบวนการจดทะเบยี นสหกรณอ์ อมทรพั ยเ์ พอ่ื เตรยี มออกโฉนดชมุ ชนทา� ให้
พบวา่ ลกั ษณะความเปน็ “ชมุ ชน” นนั้ มคี วามสลบั ซบั ซอ้ น เนอื่ งจากมบี างครวั เรอื นทอ่ี าศยั
อยู่นอกพื้นที่แต่ถูกนับเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ของชุมชนมาแต่เดิม และมีประชากร
หลายครอบครัวท่ีมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในชุมชน กรณีศึกษานี้ท�าให้
ตระหนักว่าการจัดการโฉนดชุมชนจ�าเป็นจะต้องพิจารณาถึงลักษณะทางประชากรและ
ความสมั พันธท์ แ่ี ทจ้ รงิ ของ “ชมุ ชน” ใหร้ ัดกุมมากขึ้น
การผลักดันโฉนดชุมชน-ชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ
ชมุ ชนหลงั สน.ทองหลอ่ ตง้ั อยซู่ อยสขุ มุ วทิ 55 (ซอยทองหลอ่ ) ถนนสขุ มุ วทิ แขวง
คลองตนั เหนอื เขตวฒั นา กรงุ เทพมหานคร (เดมิ อยภู่ ายใตก้ ารปกครองของเขตพระโขนง
เปลยี่ นมาเป็นเขตคลองเตย และเขตวฒั นา ตามลา� ดับ) มที พ่ี กั อาศยั 44 หลังคาเรอื น13
พ้ืนที่ประมาณ 325 ตารางวา จ�านวนประชากร 69 ครอบครัว 287 คน (จ�านวนตาม
รายช่ือท่ีขอออกโฉนดชุมชน) สมาชิกส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ในพ้ืนท่ีชุมชนมี
โรงเรยี นสอนศาสนาขนาดเลก็ และมมี สั ยดิ “ดอฮรี ลุ้ อสิ ลาม”แตเ่ ดมิ ชมุ ชนใชช้ อ่ื วา่ “ชมุ ชน
ดอฮรี ลุ้ อิสลาม” แต่มาเปลย่ี นชื่อใเปน็ ชุมชนหลัง สน. ทองหล่อ ในปี พ.ศ.2552 ภายหลงั
จากท่ีเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ “ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน” ซึ่งเป็นเครือข่ายท่ีจัดต้ังข้ึนในปี
พ.ศ.2529 และเป็นสมาชกิ เครอื ขา่ ยสลัมสีภ่ าค ชุมชนเกดิ ขน้ึ ราวปี พ.ศ.2502 เมอ่ื นาง
ทศั นยี ์ และนายชา� นาญ ดปี ระเสรฐิ พรอ้ มครอบครวั เดนิ ทางมาจากพทั ยาและจบั จองทด่ี นิ
บรเิ วณลา� รางสาธารณะซง่ึ มสี ภาพเปน็ ปา่ รกเพอ่ื ปลกู สรา้ งทอี่ ยอู่ าศยั ตอ่ มาเรมิ่ มผี อู้ พยพ
มาจับจองท่ีดินบริเวณดังกล่าวมากข้ึน ขณะท่ีที่ดินบริเวณใกล้เคียงคือซอยยาดองด้าน
ถนนเอกมยั และซอยทองหลอ่ 18 (ซอยตน้ สน) เปน็ ทด่ี นิ เอกชนทแี่ บง่ ใหเ้ ชา่ เปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั
13 แตเ่ ดมิ มี 44 หลงั คาเรอื น แตม่ หี นง่ึ หลงั คาเรอื นทข่ี ายทด่ี นิ ใหน้ ายทนุ ทางชมุ ชนจงึ เอารายชอื่ ออกจากการรว่ ม
ดา� เนินการออกโฉนดชมุ ชน
194 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่ีจับตอ้ งได้
ราคาถูก ในบรเิ วณดังกลา่ วจึงมผี อู้ ยู่อาศัยหนาแนน่
ในปี พ.ศ.2530 เอกชนเจ้าของทีด่ นิ ขายทีด่ นิ เจ้าของที่ดนิ รายใหมเ่ ตรยี มปลกู
สร้างอาคารชุด “ทองหล่อทาวเวอร์” จึงไม่ต่อสัญญาเช่าแต่จ่ายค่าร้ือถอนให้ผู้เช่าเดิม
ผู้เช่าจึงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจนเกือบหมดแต่บางส่วนไปปลูกสร้างท่ีอยู่อาศัยใน
ท่ีดินล�ารางสาธารณะท่ีอยู่ติดกัน ซึ่งเจ้าของท่ีดินเสนอให้ค่ารื้อถอนให้แก่นางทัศนีย์
ดีประเสริฐ และชาวบ้านคนอื่นเพ่ือให้ย้ายออกจากบริเวณล�ารางสาธารณะด้วยเช่นกัน
แต่นางทัศนยี ์ไม่รับเงนิ และไม่ยอมย้าย แต่เมอื่ นายทนุ ได้ถางท่ีดินรกุ ลา้� เข้ามาท�าให้ชาว
ชุมชนแออัดร้องเรียนกับเขตพระโขนงซึ่งทางเขตไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินดังกล่าวเป็นล�า
รางสาธารณะ การรอ้ งเรยี นท�าใหช้ าวบา้ นถูกตดิ หมายวา่ บุกรุกทีด่ นิ สาธารณะประโยชน์
เกดิ กรณพี พิ าทระหวา่ งหนว่ ยงานรฐั นายทนุ ทส่ี รา้ งอาคารชดุ และชาวชมุ ชนอยา่ งยดื เยอ้ื
ปจั จบุ นั ชมุ ชนพยายามรวบรวมหลกั ฐานเพอ่ื ยนื ยนั วา่ ทางราชการรบั รถู้ งึ การตง้ั
ถ่ินฐานของชมุ ชนมานานแล้ว ประกอบไปด้วย เช่น ส�าเนาทะเบยี นบา้ นแบบถาวรไดร้ บั
คร้ังแรกในปี พ.ศ.2518 การได้รับอนุญาตให้มีไฟฟ้าใช้เมื่อวันท่ี 1 กันยายน พ.ศ.2536
มใี บเสรจ็ คา่ ประปาซงึ่ เปน็ หลกั ฐานวา่ ไดร้ บั อนญุ าตใหใ้ ชน้ า�้ ประปาชา� ระคา่ ประปาอยา่ งนอ้ ย
ตั้งแต่วันท่ี 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2533 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ชุมชนได้ด�าเนินการขอข้ึน
ทะเบียนชุมชนกบั ทางเขต และไดร้ บั อนุมัตเิ มื่อวนั ที่ 20 กนั ยายน พ.ศ.2540 เปน็ ตน้
บา้ นเรอื นของชุมชน สน.ทองหล่อเปน็ บ้านไม้ บา้ นปนู และบา้ นไม้กง่ึ ปูน มีทง้ั
บ้านชั้นเดียวและสองช้ัน ตัวบ้านเรียงติดต่อกันเป็นแนวเดียวขนาบด้วยพ้ืนท่ีของแฟลต
ต�ารวจด้านหนึ่ง และพ้ืนท่ีของนิติบุคคลอีกด้านหน่ึง การเข้า-ออก ชุมชนอาศัยผ่านทาง
แฟลตต�ารวจ สน.ทองหล่อ ออกสู่ซอยสุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ) ส่วนการเข้า-ออกตัว
บ้านแต่ละหลัง มีการทุบร้ัวท่ีกั้นระหว่างแฟลตต�ารวจกับชุมชนเพ่ือท�าเป็นช่องประตู
ส่วนอกี ด้านหน่งึ ของตัวบ้าน เป็นก�าแพงร้ัวของอาคารนิตบิ คุ คลซง่ึ ปดิ ทึบ มีพื้นทรี่ ะหว่าง
ตวั บา้ นแตล่ ะหลงั กบั แนวกา� แพงรว้ั ดงั กลา่ วใชเ้ ปน็ ทางเดนิ แคบ ๆ ตลอดแนวชมุ ชน ตวั บา้ น
และพนื้ ทใ่ี ชส้ อยภายในและรอบบา้ นมขี นาดคบั แคบอยา่ งมาก (เฉลยี่ นอ้ ยกวา่ 28 ตาราง
เมตรต่อหลังคาเรือน หรือต่อประชากร 6.5 คน ตัวเลขนี้ยังไม่ได้หักส่วนพื้นท่ีสาธารณะ
เช่น ทางเดินของชุมชน) หลายครัวเรือนใช้พื้นท่ีในภายในส�าหรับกิจกรรมทุกอย่าง และ
อาศัยใช้ประโยชน์จากพ้ืนที่นอกตัวบ้านทางฝั่งแฟลตต�ารวจเพ่ือเก็บข้าวของ ท�าเพิงพัก
ร้านค้า ประกอบอาหาร และท�ากิจกรรมส่วนรวมของชุมชน เช่น การจัดประชุมและท�า
195
196 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
แปลงผักสวนครัว เปน็ ต้น สมาชิกในชุมชนมีความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกจิ คอ่ น
ข้างมาก บ้านบางหลังมีสภาพดีมาก ปลูกสร้างด้วยวัสดุอย่างดี จัดวางข้าวของเป็น
ระเบียบ ปรับปรุงภูมิทัศน์สวยงาม แต่บ้านบางหลังอยู่อย่างแออัด วัสดุสร้างบ้านทรุด
โทรม หรือมีข้าวของเรียงซ้อนอย่างหนาแน่น การเดินส�ารวจของผู้วิจัยและการให้ข้อมูล
ของแกนน�าชุมชนพบว่ามีบ้านหลายหลังท่ีเป็นบ้านให้เช่า โดยเจ้าบ้านของเป็นคนนอก
ชุมชน บา้ นบางหลังไม่มผี ู้อยอู่ าศัย รวมทัง้ มีทด่ี ินที่ไม่มีบ้านแลว้
การสัมภาษณ์สมาชิกชุมชนและแกนน�าชุมชน พบว่าบ้านหลายหลังมีหลาย
ครอบครวั อาศยั อยรู่ วมกัน เฉล่ียหนง่ึ หลังคาเรือนมีผ้อู าศยั 1.5 ครอบครัว 5.8 คน (ไม่คดิ
รวมรวมหลังคาเรือนที่ไม่มีข้อมูล) ทั้งนี้ จ�านวนประชากรแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน
ครัวเรือนท่ีมีจ�านวนประชากรมากท่ีสุด มีสมาชิกถึง 22 คน อยู่ร่วมกัน 5 ครอบครัว
ครัวเรือนท่ีนับถือศาสนาอิสลามมีจ�านวนประชากรและจ�านวนครอบครัวท่ีอาศัยอยู่ร่วม
กันหนาแน่นกว่าครัวเรือนที่นับถือศาสนาพุทธ ข้อมูลจากครัวเรือนที่ผู้วิจัยเข้าถึงข้อมูล
ทง้ั สน้ิ 31 หลงั คาเรอื น 185 คน พบวา่ กลมุ่ คนสว่ นใหญใ่ นชมุ ชนอยใู่ นวยั แรงงาน มจี า� นวน
130 คน หรอื คดิ เปน็ 71 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องจา� นวนประชากรทสี่ า� รวจได้ ผสู้ งู วยั ทอี่ ายมุ ากกวา่
60 ปีอยใู่ นชุมชนประมาณ 10 คน คดิ เปน็ 5 เปอร์เซ็นตข์ องจ�านวนประชากรทผ่ี วู้ จิ ยั เข้า
ถงึ ขอ้ มลู ซง่ึ จดั วา่ เปน็ สดั สว่ นคอ่ นขา้ งนอ้ ย ขณะทก่ี ารสมุ่ สมั ภาษณอ์ ยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการ
พบวา่ ผสู้ งู อายบุ างครวั เรอื นอพยพกลบั ถนิ่ ฐานเดมิ ในพนื้ ทชี่ นบทแลว้ แตย่ งั คงมชี อ่ื อยใู่ น
ทะเบียนบ้าน ขณะท่ีผู้อาศัยอยู่จริงในชุมชนคือลูกหลานในวัยเรียนและวัยแรงงาน การ
ส�ารวจพบว่ามีสมาชิกชุมชนทก่ี า� ลงั เรียนหนังสือมจี า� นวน 45 คน คิดเปน็ 24 เปอรเ์ ซ็นต์
ของจ�านวนประชากรท่ีส�ารวจได้ นักเรียนส่วนใหญ่เรียนอยู่โรงเรียนในท้องท่ี มีเยาวชน
จา� นวนไมน่ อ้ ยทไ่ี มไ่ ดไ้ ปโรงเรยี นและไมป่ ระกอบอาชพี ทแี่ นน่ อน แตอ่ ยกู่ บั บา้ นหรอื รบั จา้ ง
ท่ัวไปมรี ายไดเ้ ลก็ ๆ น้อย ๆ
การสา� รวจในวนั ที่ 7 สงิ หาคม พ.ศ.2554 พบวา่ อาชพี 5 อนั ดบั แรกทมี่ ผี ทู้ า� มาก
ท่ีสุดได้แก่ รับจ้าง แม่บ้าน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขายอาหาร และพนักงานรักษาความ
ปลอดภัย แหลง่ อาชีพอย่ใู กล้บรเิ วณท่ีอยูอ่ าศยั ซ่ึงแมว้ า่ จะเปน็ งานบรกิ ารระดับลา่ งแต่
ได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูงเม่ือเทียบกับค่าตอบแทนของงานในลักษณะเดียวกันใน
พนื้ ทอ่ี นื่ ๆ ทง้ั นเี้ นอื่ งจากละแวกซอยทองหลอ่ เปน็ ยา่ นธรุ กจิ การคา้ ทสี่ า� คญั แตร่ ายไดด้ งั
กลา่ วยงั คงไมเ่ พยี งพอสา� หรบั การจดั หาทอ่ี ยอู่ าศยั บรเิ วณซอยทองหลอ่ ซงึ่ ทอ่ี ตั ราคา่ เชา่ /
เชา่ ซ้อื ในราคาสงู อยา่ งมาก
197
การส�ารวจขอ้ มูลดา้ นรายได้ มีข้อมูล 27 ครัวเรอื น (คดิ เปน็ 62 เปอร์เซ็นตข์ อง
ครัวเรือนที่เก็บข้อมูลท้ังหมด 43 ครัวเรือน) พบว่าแต่ละครัวเรือนมีรายได้เฉล่ีย 22,522
บาท/ครวั เรือน/เดอื น ผูม้ รี ายไดต้ า�่ สุดมีรายได้ 1,500 บาท/คน/เดอื น จากอาชพี เก็บของ
เกา่ ขาย สว่ นผมู้ รี ายไดส้ งู สดุ มรี ายได้ 85,000 บาท/คน/เดอื น จากธรุ กจิ สว่ นตวั (ผลติ ปา้ ย
โฆษณา-ไวนิล) รายได้ดังกล่าวนับว่าค่อนข้างสูงแต่ก็ไม่อาจสรุปว่าชาวชุมชนมีฐานะดี
หรือร�่ารวย เน่ืองจากงานวิจัยฉบับน้ีไม่สามารถส�ารวจค่าใช้จ่าย และหนี้สินของแต่ละ
ครวั เรอื นซง่ึ คาดวา่ จะมอี ตั ราสงู มากดว้ ยเชน่ กนั ยง่ิ ไปกวา่ นนั้ ยงั พบวา่ ครวั เรอื นสว่ นใหญ่
มีสมาชิกหลายคนแต่มีผู้มีรายได้อยู่ในสัดส่วนน้อย เมื่อพิจารณาค่าครองชีพเฉลี่ยของ
สมาชกิ ครวั เรอื น โดยคา� นวณจากรายไดร้ วมของครวั เรอื นตอ่ จา� นวนประชากรในครวั เรอื น
กล่าวคอื มผี ้ใู หข้ ้อมูลด้านรายได้ 27 ครัวเรือน หรอื 62 เปอรเ์ ซน็ ต์ ของครัวเรอื นท้ังหมด
พบว่าประชากรมีค่าครองชีพเฉล่ียค่อนข้างต่�า โดยมีครัวเรือนที่มีค่าครองชีพเฉล่ียของ
ประชากรไมเ่ กินคนละ 5,000 บาท ถงึ 21 ครัวเรอื น (หรือ 77 เปอร์เซ็นตข์ องจ�านวนครัว
เรอื นทใ่ี ห้ขอ้ มูล) โดยมีกล่มุ ครัวเรือนกล่มุ ใหญท่ ี่สุด (10 ครวั เรือน หรือ 37 เปอรเ์ ซ็นตข์ อง
ครวั เรอื นทใี่ หข้ อ้ มลู ) มคี า่ ครองชพี เฉลย่ี ไมเ่ กนิ 1,000-2,000 บาท/คน นอกจากนนั้ ขอ้ มลู
ท่ีไดย้ งั สะท้อนวา่ ประชากรภายในชมุ ชนหลงั สน.ทองหล่อมฐี านะทางเศรษฐกจิ แตกตา่ ง
กนั อยา่ งมาก คือมคี รัวเรอื นทม่ี รี ายไดส้ ูงมากอยจู่ �านวนหนึ่งแต่มสี ัดสว่ นนอ้ ย และมคี รัว
เรือนทม่ี ีรายไดต้ ่�ามากอยู่ในชุมชนเดยี วกันเป็นจ�านวนมาก
198 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจ่ี ับต้องได้
ปัญหาความขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐเร่ืองการถือครองท่ีดิน
ในปี พ.ศ.2530 เอกชนเจา้ ของทดี่ นิ เอกชนบรเิ วณซอยทองหลอ่ 18 ขายทดี่ นิ ให้
นายทนุ ทเี่ ตรยี มปลกู สรา้ งคอนโดมเิ นยี ม “ทองหลอ่ ทาวเวอร”์ เจา้ ของทด่ี นิ รายใหมไ่ มต่ อ่
สัญญาเช่าให้แก่ผู้ที่เคยเช่าอาศัยแต่ยอมจ่ายค่าร้ือถอน ผู้เช่าจึงค่อย ๆ ร้ือถอนสิ่งปลูก
สร้างออกไปจนเกือบหมด แต่บางส่วนก็ขยับมาปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในที่ดินท่ีเป็นท่ีล�า
รางสาธารณะแทน นายทนุ ยงั เสนอคา่ รอื้ ถอนใหแ้ กน่ างทศั นยี ์ ดปี ระเสรฐิ เพอื่ ใหย้ า้ ยออก
ไปจากลา� รางสาธารณะ แตน่ างทศั นยี ไ์ มร่ บั เงนิ และไมย่ อมยา้ ย ตอ่ มานายทนุ ไดถ้ างทดี่ นิ
รุกล้�าเข้ามาในบริเวณล�ารางสาธารณะท�าให้ชาวชุมชนแออัดไปเคลื่อนไหวคัดค้าน จน
กระทั่งการด�าเนินการดังกล่าวยตุ ิลง
ชาวชุมชนสังเกตว่าหลังจากมีการก่อสร้างคอนโดมิเนียม “ทองหล่อทาวเวอร์”
ทางบริษัทเจ้าของโครงการรวมท้ังเจ้าหน้าที่รัฐพยายามผลักดันให้ย้ายชุมชนแออัดโดย
อ้างว่าเกรงจะเกิดความไม่ปลอดภัย เช่น ไฟไหม้ การลักขโมย และท�าให้ทัศนียภาพไม่
สวยงาม ชาวชมุ ชนรสู้ กึ วา่ พวกตนไมไ่ ดร้ บั ความเปน็ ธรรมเพราะรฐั พยายามดแู ลกลมุ่ คน
ท่ีมีฐานะดกี วา่ คอื ผอู้ ยู่อาศัยในทองหล่อทาวเวอร1์ 4 ท้ัง ๆ ทพ่ี วกตนก็เป็นพลเมืองของรัฐ
เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นพวกตนยังอยู่ในพ้ืนท่ีน้ันมาก่อน ชาวชุมชนเห็นว่ารัฐมีท่ีดิน
สาธารณะเป็นจ�านวนมากซึ่งควรจะน�ามาจัดสรรให้แก่ประชาชนผู้มีฐานะยากจนได้อยู่
อาศยั แตร่ ฐั กดี กนั คนจนแตก่ ลบั อนญุ าตใหน้ ายทนุ หรอื กลมุ่ ธรุ กจิ เขา้ ใชป้ ระโยชนใ์ นพนื้ ท่ี
ทางการพยายามผลกั ดันชมุ ชนออกจากพ้ืนท่ีอย่างต่อเน่ือง เชน่ เขตพระโขนง (ขณะน้ัน
ชมุ ชนอยใู่ นการปกครองของเขตพระโขนง) ออกหมายรอ้ื ชมุ ชนแออดั ก�าหนดใหช้ าวบา้ น
ออกไปจากพ้ืนทีภ่ ายใน 30 วนั เน่อื งจากมีผไู้ ปรอ้ งเรียนกบั ทางเขต ทางชุมชนต่อสดู้ ้วย
การถวายฎกี าเมอ่ื วนั ท่ี 11 กรกฎาคม พ.ศ.2531 สง่ ผลใหม้ กี ารสบื สวนขอ้ เทจ็ จรงิ อยหู่ ลาย
ครั้งหลายหน
ต่อมามีการเจรจากับผู้แทนบริษัทที่จะสร้างก�าแพงรั้วของคอนโดทองหล่อ
ทาวเวอร์ ทางบริษัทขอให้ผู้ที่ปลูกบ้านรุกล�้าเข้าไปในท่ีดินเอกชนขยับบ้านออก ซ่ึงทาง
14 เวบ็ ไซต์ http://www.thairemap.com ระบุค่าเช่าหอ้ งพกั ทท่ี องหล่อทาวเวอร์ เน้อื ที่ใช้สอย 19 ตร. กม.พรอ้ ม
เฟอร์นิเจอร์ราคาเดือนละ 14,000 บาท / เว็บปไซต์ http://www.be2hand.com ระบุราคาขายห้องพักท่ีอาคาร
ทองหล่อทาวเวอร์ 48.71 ตร.กม. ไม่มเี ฟอรน์ ิเจอร์ 1,970,000 บาท
199
บรษิ ทั ใหค้ า่ ตอบแทนแยกเปน็ ราย ๆ ทางชาวบา้ นยนิ ยอมขยบั ใหโ้ ดยดแี มว้ า่ บา้ นบางหลงั
ไมไ่ ดล้ า้� แนวกา� แพงดงั กลา่ วกต็ าม พ.ศ. 2537-2538 มกี ารกอ่ สรา้ งคอนโดมเี นยี มโครงการ
ทองหล่อทาวเวอร์ริมคลองฝั่งตรงข้าม ท�าให้ชุมชนเริ่มถูกไล่ท่ี เพราะเจ้าของโครงการฯ
เห็นว่าชุมชนแออัดท�าให้ทัศนะวิสัยและสภาพแวดล้อมไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการขาย/
ให้เช่าห้องพัก เจ้าของโครงการร้องเรียนต่อทางส�านักงานเขตบึงกุ่มจนกระทั่งท�าให้ทาง
เขตฯมาร้อื บ้านออกไป 2 หลงั จากน้นั มาชมุ ชนก็เรม่ิ รวมตัวกันเคล่ือนไหว
พ.ศ.2552 นิติบุคคลทองหล่อทาวเวอร์ท�าหนังสือไปยังส�านักงานเขตร้องเรียน
วา่ มีชาวบ้านในชุมชนตอ่ เตมิ บา้ นช้นั เดยี วใหเ้ ปน็ บา้ นสองช้นั บดบงั ทศั นยี ภาพของผอู้ ยู่
อาศัยในคอนโดมิเนียม เพราะผู้อยู่อาศัยในบ้านท่ีต่อเติมจะสามารถมองเข้าไปใน
คอนโดมิเนียมท�าให้ผู้อาศัยในคอนโดมิเนียมสูญเสียความเป็นส่วนตัว และคนในบ้าน
อาจปีนเข้าไปลักขโมยของในคอนโดมิเนียมได้ ท้ังท่ีความจริงแล้วการต่อเติมด้านท่ีติด
กบั คอนโดมเิ นยี มนนั้ ไมม่ ชี อ่ งหนา้ ตา่ ง ในเดอื นกนั ยายน พ.ศ. 2552 สา� นกั งานเขตวฒั นา
มคี �าสงั่ ให้รือ้ ถอนอาคาร ถึง น.ส.พจนา ศรสี มัคร โดยอาศัยอ�านาจตาม พ.ร.บ.ลักษณะ
ปกครองท้องท่ี พ.ศ.2457 ม.117, 118, 112 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
กรงุ เทพมหานคร พ.ศ.2528 ม.69 (1) และ ม.89 (10) และพระราชบญั ญตั คิ วบคมุ อาคาร
พ.ศ.2522 แจง้ ใหร้ อ้ื ถอนสง่ิ ปลกู ปกั และสง่ิ กอ่ สรา้ งออกจากทสี่ าธารณประโยชน์ ภายใน
30 วนั ทางชมุ ชนจงึ เคลอ่ื นไหวกบั ทางสา� นกั งานเขตและขอเจรจากบั นติ บิ คุ คลทองหลอ่
ทาวเวอร์ ในปจั จบุ นั กรณพี พิ าทนอ้ี ยใู่ นกระบวนการแกไ้ ขปญั หารว่ มกนั ของอนกุ รรมการ
ระดับเขตทีก่ รุงเทพมหานครจัดตง้ั ขึน้
ความพยายามแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา
นับตงั้ แตป่ ี พ.ศ.2530 ที่เจ้าของทีด่ นิ เอกชนในซอยทองหล่อ 18 ขายท่ีดิน และ
เรมิ่ ถมทดี่ นิ เพอื่ สรา้ งคอนโดมมเิ นยี มรกุ ลา้� ลา� รางสาธารณะ ชาวชมุ ชนจงึ เรม่ิ ไปรอ้ งเรยี น
กบั สา� นกั งานเขตพระโขนง แตช่ าวชมุ ชนกลบั ถกู เขตพระโขนงออกหมายไลร่ อ้ื ชมุ ชนทา� ให้
ผู้น�าชุมชนย่ืนหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันท่ี 11
กรกฎาคม พ.ศ.2531 และมีหนังสือตอบรับจากส�านักราชเลขาธิการพระราชวังว่าได้รับ
เรอ่ื งไวพ้ จิ ารณา และทราบในเวลาตอ่ มาวา่ ทางส�านกั ราชเลขาธกิ ารพระราชวงั สง่ั การให้
200 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจ่ี ับตอ้ งได้