ทางกรงุ เทพมหานครสืบสวนขอ้ เท็จจริง แตท่ างเขตกด็ �าเนนิ การอย่างเชือ่ งช้า ในท่สี ุดได้
มคี �าสง่ั จากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (จ�าลอง ศรเี มอื ง) มายังเขตพระโขนงให้ระงบั
การไลร่ อ้ื
ต่อมา พ.ศ.2532 ชุมชนเข้าร่วมเป็นสมาชิกของศูนย์รวมพัฒนาชุมชน มีการ
เจรจาต่อรองกับผู้แทนบริษัทเอกชนที่ต้องการให้ชุมชนขยับบ้านท่ีรุกล้�าเข้าไปในท่ีดิน
เอกชน เพอื่ บรษิ ทั จะกอ่ สรา้ งกา� แพงรวั้ ของคอนโดทองหลอ่ ทาวเวอร์ หลงั จากการเขา้ รว่ ม
กับศนู ย์รวมฯ และมีการเจรจาต่อรองกับเอกชนท่ีเขม้ ขน้ ขึ้นท�าให้ชุมชนรวมกล่มุ เขม้ แข็ง
และจดั ตงั้ คณะกรรมการในชมุ ชนเพอ่ื พฒั นาชมุ ชนอยา่ งเปน็ ระบบระเบยี บมากขนึ้ มกี าร
เคลอ่ื นไหวรอ้ งเรยี นตอ่ ทางราชการกเ็ กดิ ขนึ้ เปน็ ระยะ ๆ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ นบั ตงั้ แต่ พ.ศ.
2552 เปน็ ต้นมา ที่ชมุ ชนถกู รอ้ งเรียนอีกครั้งหลังจากท่ีพยายามปรบั ปรุงท่ีอยอู่ าศยั
จากทเ่ี คยเขา้ ใจกนั วา่ การมผี คู้ นไปอาศยั อยใู่ นพนื้ ทอี่ ยา่ งหนาแนน่ และเกดิ เปน็
ชุมชนแออัดท�าให้สภาพแวดล้อมเส่ือมโทรม จุติอร รัตนอมรเวช แกนน�าชุมชนหลัง
สน.ทองหลอ่ กลบั ชวี้ า่ ชมุ ชนเปน็ ผพู้ ฒั นาใหภ้ มู ทิ ศั นแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ มในพน้ื ทมี่ สี ภาพดขี นึ้
มาจากในอดีต จากเอกสารข้อมูลที่ชุมชนจัดท�าข้ึนมาพบว่า ได้มีการเลือกต้ังกรรมการ
ชุมชนใน พ.ศ. 2538 ซึ่งทางเขตวัฒนาได้รับรองคณะกรรมการดังกล่าวใน พ.ศ. 2539
และต่อมาเมื่อได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของศูนย์รวมพัฒนาชุมชนทางชุมชนมีการปรับปรุง
ทอี่ ยอู่ าศยั และสาธารณปู โภคโดยอาศยั เงนิ ทก่ี ยู้ มื มาจากกองทนุ ของศนู ยร์ วมฯ นอกจาก
นั้นทางชมุ ชนไดส้ ่งตัวแทนไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของศนู ย์รวมฯ อยา่ งตอ่ เนือ่ ง พร้อมท้งั
ไดใ้ หค้ วามรว่ มมอื กบั กจิ กรรมของหนว่ ยงานราชการ และการทา� กจิ กรรมเพอ่ื พฒั นาชมุ ชน
ในลักษณะต่าง ๆ ในหลายปีท่ีผ่านมาชุมชนพยายามปรับภูมิทัศน์ในชุมชน มีการปลูก
ผักและสมนุ ไพรในพ้ืนที่สาธารณะของชมุ ชน และจดั ทา� โครงการปลกู ผักในกระบะ รว่ ม
กันกา� หนดกฎระเบียบของชุมชน กา� หนดให้สมาชิกในชุมชนรว่ มกนั พฒั นาชมุ ชน มสี ว่ น
รว่ มในกจิ กรรมของสว่ นรวม และจดั ตงั้ กองทนุ ทด่ี นิ โดยเปน็ สมาชกิ รว่ มกบั เครอื ขา่ ยสลมั
4 ภาค
201
การจัดการที่ดินและการผลักดันโฉนดชุมชน
การรวมกลมุ่ กนั อยา่ งแขง็ ขนั และจดั การทดี่ นิ อยา่ งเปน็ ระบบเกดิ ขนึ้ หลงั จากท่ี
ชุมชนเร่ิมถูกผลักดันออกจากพ้ืนท่ี ซึ่งชุมชนเข้าใจว่าเป็นเพราะการร้องเรียนของเอกชน
เจ้าของที่ดินในบริเวณใกล้เคียง การร่วมมือกันพัฒนาชุมชนมีเป้าหมายเพื่อท่ีจะพิสูจน์
ตนเองและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีว่าว่าชุมชนไม่ได้เป็น “ภัย” หรือเป็นแหล่งเส่ือมโทรม
กระนนั้ กต็ าม ชมุ ชนยงั คงถกู เจา้ หนา้ ทรี่ ฐั และเอกชนคกุ คามอยเู่ ปน็ ระยะ ๆ จนกระทงั่ ถกู
ฟอ้ งร้อง พวกเขาจงึ หวัง ว่าโฉนดชมุ ชนจะช่วยให้มีความม่ันคงเหนือสิทธทิ ดี่ ินมากขนึ้ ได้
รบั การรบั รองสทิ ธติ ามกฎหมาย และอยไู่ ดอ้ ยา่ งมศี กั ดศ์ิ รี ชว่ ยใหช้ มุ ชนสามารถปรบั ปรงุ
คณุ ภาพชวี ติ และสภาพการอยอู่ าศยั ทดี่ ขี นึ้ เขา้ ถงึ ระบบสาธารณปู โภคและบรกิ ารตา่ ง ๆ
จากรฐั ไดอ้ ยา่ งสะดวกมากขน้ึ
จตุ ิอร รัตนอมรเวช แกนน�าชุมชนหลงั สน.ทองหลอ่ กล่าวว่ากติกาหลกั ในการ
จดั การทด่ี ิน ภายใตโ้ ฉนดชมุ ชนคือไมใ่ ห้ขายท่ีอยอู่ าศยั ซึง่ เป็นกตกิ าท่มี ีมากอ่ นหน้าการ
เรียกร้องโฉนดชุมชนไม่ต�่ากว่าห้าปี แต่ก็เปิดเผยว่าที่ผ่านมาแม้จะอาศัยอยู่ในที่ดิน
สาธารณะกย็ งั มผี ขู้ ายทด่ี นิ ซงึ่ ชมุ ชนพยายามผลกั ดนั ใหก้ ลมุ่ คนเหลา่ นน้ั ออกจากพนื้ ทไี่ ป
อย่างไรกต็ าม เธอยอมรับว่าผู้ทเ่ี ขา้ ใจแนวทางโฉนดชุมชนมีประมาณ 70-80 เปอร์เซน็ ต์
ของสมาชิกทั้งหมด แต่ก็พยายามท�าให้ตระหนักร่วมกันว่าโฉนดชุมชนไม่ได้ท�าให้แต่ละ
ครัวเรือนมีกรรมสิทธิ์ในท่ีดินแต่จะช่วยให้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินได้อย่างถูกกฎหมาย
(สมั ภาษณ์ 3 เม.ย.2554)
หลังจากการร่วมผลักดันโฉนดชุมชน ชุมชนเตรียมจดทะเบียนนิติบุคคลในรูป
แบบสหกรณอ์ อมทรพั ย์ เพอ่ื จะยน่ื เรอื่ งเสนอออกโฉนดชมุ ชนตอ่ ไป มรี ายชอ่ื สมาชกิ ทร่ี ว่ ม
ขอออกโฉนดชมุ ชนทงั้ สนิ้ 69 ครวั เรอื น 287 ราย โดยมนี างจตุ อิ ร รตั นอมรเวช เปน็ ประธาน
กรรมการชุมชน และนางอัฐกร อุตมาวัฒนา เป็นรองประธานกรรมการชุมชน การ
สัมภาษณ์เม่อื วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2554 พบว่าชมุ ชนยังรวบรวมรายช่ือ สมาชิกสหกรณ์
ออมทรัพยไ์ มค่ รบตามหลักเกณฑ์ของทางราชการคอื 50 ราย
บทเรยี นจากกรณศี ึกษา
การศกึ ษาเบอ้ื งตน้ เกย่ี วกบั ขอ้ มลู ประชากรแตล่ ะครวั เรอื นในชมุ ชนแหง่ นพ้ี บวา่
สมาชิกในชมุ ชนมคี วามแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจคอ่ นข้างมาก มลี ักษณะการใช้
202 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทีจ่ บั ตอ้ งได้
ท่ดี ินท่แี ตกต่างกนั มีหลายหลงั คาเรือนทผ่ี อู้ ยูอ่ าศยั ในทีด่ ินที่เตรยี มการออกโฉนดชมุ ชน
เป็นเพียงผู้เช่าอาศัยซึ่งไม่นับเป็นสมาชิกชุมชนและไม่รวมอยู่ในบัญชีรายช่ือผู้ขอออก
โฉนดชุมชน ข้อมูลดังกล่าวท�าให้มีข้อเสนอว่าการจัดการโฉนดชุมชนจ�าเป็นจะต้อง
พิจารณาถึงสถานภาพและความสัมพันธ์ของสมาชิกภายในชุมชนให้ละเอียดรอบคอบ
กวา่ เดิมเพ่อื ป้องกันไมใ่ ห้เกดิ ปัญหาความขัดแยง้ ระหว่างสมาชกิ ภายในชมุ ชน
บทเรียนการจัดการโฉนดชุมชนกรณีชุมชนแออัด
บทเรียนการทดลองจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนในกรณีศึกษาสองแห่ง
คือชุมชนเพชรคลองจ่ัน และชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ ซ่ึงเป็นชุมชนแออัดในพ้ืนท่ี
กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในท่ีดินของรัฐประเภทท่ีดินสาธารณประโยชน์ ภายใต้การดูแล
ของส�านักงานเขตในท้องที่ เม่ือเทียบกับปัญหาที่ดินกรณีอ่ืน ๆ ในเครือข่ายปฏิรูปท่ีดิน
แห่งประเทศไทยพบว่าขนาดที่ดินกรณีพิพาทของชุมชนแออัดมีขนาดเล็ก คือ 2 ไร่เศษ
203
ในกรณชี ุมชนเพชรคลองจั่น และ 325 ตารางวาในกรณชี ุมชนหลงั สน.ทองหลอ่ แตท่ ่ีดนิ
อยู่ในบริเวณใจกลางเมอื ง ชาวชุมชนแออดั ร้สู ึกวา่ ตนเองไม่ได้รับความเปน็ ธรรมทง้ั จาก
หนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ ง และจากกลไกโครงสรา้ งทางสงั คมทจ่ี ดั การสทิ ธเิ หนอื ทดี่ นิ และการ
ปกป้องคุ้มครองพลเมือง
การเรียกร้องโฉนดชุมชนเพ่ือแก้ไขปัญหา
โฉนดชมุ ชนนบั เป็น “ทางเลือกหน่งึ ” ในการแก้ไขปญั หาแต่มใิ ชท่ างเลอื กเดยี ว
ชุมชนกรณีศกึ ษารวมทั้งชมุ ชนอืน่ ๆ ในเครอื ขา่ ยสลมั 4 ภาคพยายามผลกั ดันการแก้ไข
ปัญหาเรื่องกรรมสิทธ์ิที่ดินในหลายวิธีการ นับตั้งแต่การเจรจาต่อรองกับหน่วยงานรัฐ
ระดบั ทอ้ งถิ่น การขอเชา่ ท่ีดินของรฐั และหนว่ ยงานทีถ่ ือกรรมสทิ ธิ์ท่ีดนิ ไปจนถงึ การผลัก
ดนั เชงิ นโยบาย เชน่ การรณรงคใ์ หม้ กี ารออกพระราชบญั ญตั ชิ มุ ชนแออดั เปน็ ตน้ ในหลาย
กรณกี ารผลักดันด้วยวิธกี ารอื่นประสบผลสา� เร็จ เชน่ การเจรจาขอเชา่ ทด่ี ินของการรถไฟ
แหง่ ประเทศไทยในระยะยาวและในราคาถกู แต่ส�าหรบั กรณีศกึ ษาท้ังสองแหง่ นพ้ี บวา่ มี
ทางเลอื กในการแกไ้ ขปญั หาดว้ ยแนวทางอนื่ ๆ น้อยมากเน่ืองจากเงอ่ื นไขตามกฎหมาย
ของสถานะทด่ี นิ เอง และความซบั ซอ้ นของระบบการทา� งานของหนว่ ยงานทเี่ กยี่ วขอ้ ง ดว้ ย
เงื่อนไขดังกล่าว ท�าให้โฉนดชุมชนกลายมาเป็นทางเลือกและความหวังส�าคัญของการ
แกไ้ ขปญั หา กลา่ วคอื โฉนดชมุ ชนเปน็ ความหวงั วา่ จะชว่ ยทา� ใหช้ าวชมุ ชนแออดั ไดร้ บั การ
รับรองสิทธิที่มั่นคงในที่อยู่อาศัยแม้ว่าจะไม่ได้รับกรรมสิทธ์ิเอกชนเหนือท่ีดินก็ตาม
“สิทธิท่ีมั่นคง” ในท่ีน้ีหมายถึงการจะไม่ถูกไล่รื้อจากหน่วยงานรัฐที่มีอ�านาจเหนือพ้ืนท่ี
สามารถปรบั ปรงุ และพฒั นาทอ่ี ยอู่ าศยั ตามสมควรเพอ่ื ยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ ใหด้ ขี น้ึ การ
เขา้ ถงึ การพฒั นาและระบบสวสั ดกิ ารและบรกิ ารของรฐั นอกจากนย้ี งั รวมถงึ การสามารถ
ด�ารงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้นคือไม่ถูกคุกคามจากผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงที่
รอ้ งเรียนชุมชนด้วยขอ้ กลา่ วหาว่าเป็นแหล่งเส่อื มโทรมหรือเป็นภัยสังคม
แกนน�าเครือข่ายสลัม 4 ภาค แกนน�าชุมชนกรณีศึกษา และเจ้าหน้าท่ีมูลนิธิ
พฒั นาทอี่ ยอู่ าศยั ยนื ยนั วา่ สมาชกิ สว่ นใหญเ่ ขา้ ใจและยอมรบั หลกั การโฉนดชมุ ชนไปใน
ทางเดยี วกนั แมจ้ ะมบี า้ งทย่ี งั ไมเ่ ขา้ ใจหรอื ไมย่ อมรบั แตก่ ระบวนการของเครอื ขา่ ยจะชว่ ย
ทา� ใหพ้ วกเขามคี วามชดั เจนมากขน้ึ ตามลา� ดบั นอกจากนน้ั การเขา้ รว่ มขบวนการกบั เครอื
204 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทีจ่ บั ต้องได้
ข่ายอ่ืน ๆ ยังเสริมสร้างพลังของชาวชุมชนแออัดในการต่อรองกับรัฐและหน่วยงานท่ี
เกี่ยวข้องได้ ทั้งในการเสริมสร้างความมั่นใจและความตระหนักในสิทธิของตนเอง
การเพม่ิ พนู ความร้ใู นด้านตา่ ง ๆ เชน่ กฎหมายพื้นฐานและกฎหมาย ท่เี ก่ยี วข้องกับทีอ่ ยู่
อาศยั และชมุ ชนแออดั กลไกรฐั และระบบราชการ ฯลฯ ซงึ่ สง่ ผลใหช้ มุ ชนมคี วามเขม้ แขง็
และมอี �านาจในการต่อรองกับอา� นาจภายนอกมากขนึ้
ก่อนหน้าที่จะร่วมขบวนการเรียกร้องโฉนดชุมชน ทั้งสองชุมชนกรณีศึกษามี
ระบบการจดั การท่ีดนิ รว่ มกันมาก่อนแล้ว เน่อื งจากชุมชนประสบปัญหาจงึ ปรกึ ษาหารอื
กนั และแสวงหาแนวทางแกไ้ ขปญั หา ตลอดจนเขา้ รว่ มกบั เครอื ขา่ ยชมุ ชนอนื่ ๆ กลไกการ
จดั การท่ีดนิ ของชมุ ชนสอดคล้องกบั แนวทางของพื้นท่ีอ่นื ท่ีมีการจดั การโฉนดชมุ ชน เชน่
มขี อ้ ตกลงรว่ มกนั วา่ จะใชท้ ดี่ นิ เพอ่ื การอยอู่ าศยั และควบคมุ ไมใ่ หม้ กี ารซอื้ ขายสทิ ธเิ หนอื
ทดี่ นิ เพอื่ คา้ กา� ไร เปน็ ตน้ ดงั นน้ั ชมุ ชนทงั้ สองแหง่ จงึ ไมจ่ า� เปน็ ตอ้ งปรบั เปลย่ี นหรอื พฒั นา
กลไกชมุ ชนและแนวทางการจดั การทด่ี นิ เพม่ิ เตมิ มากนกั เมอื่ เขา้ รว่ มขบวนการโฉนดชมุ ชน
ภายหลังจากท่ีมีระเบียบส�านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553
และชมุ ชนไดเ้ ขา้ รว่ มชมุ นมุ เดนิ ขบวนกบั ขบวนการประชาชนเพอื่ สงั คมทเ่ี ปน็ ธรรม ในชว่ ง
เดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2554 แล้วชาวชุมชนก็มีความชัดเจนและมั่นใจมากข้ึน
วา่ การขอออกโฉนดชมุ ชนมคี วามเปน็ ไปได้ จงึ เตรยี มยน่ื ขอจดทะเบยี นสหกรณอ์ อมทรพั ย์
เพื่อจะย่ืนขอออกโฉนดชุมชนในนามสหกรณ์ออกทรัพย์ แต่กระบวนการจดทะเบียน
สหกรณ์ออมทรัพย์มีความยุ่งยากตามระเบียบราชการ ในช่วงเวลาที่ผู้ศึกษาเก็บข้อมูล
(เมษายน-กันยายน 2554) ชุมชนทั้งสองแห่งยังคงด�าเนินการจดทะเบียนสหกรณ์ออม
ทรัพย์ไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากจะต้องรวบรวมจ�านวนสมาชิก และจัดประชุมอย่างเป็น
ทางการใหค้ รบจ�านวนตามระเบียบ
205
ความเป็นไปได้ ปัญหาและอุปสรรคของโฉนดชุมชน
ปจั จบุ นั แมว้ า่ รฐั จะยงั ไมร่ บั รองโฉนดชมุ ชนของชมุ ชนทง้ั สองแหง่ แตช่ มุ ชนกา� ลงั
ดา� เนนิ การอยา่ งเปน็ ขน้ั เปน็ ตอนตามระเบยี บ เมอื่ พจิ ารณาเงอ่ื นไขของกฎหมายเกย่ี วกบั
ทดี่ นิ สาธารณะประโยชน์ และระเบยี บสา� นกั นายกรฐั มนตรวี า่ ดว้ ยการจดั ใหม้ โี ฉนดชมุ ชน
พ.ศ.2553 ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลแล้วก็พบว่ากฎหมายและนโยบายรัฐนั้น
เออ้ื ประโยชนต์ อ่ การแกไ้ ขปญั หาเรอ่ื งสทิ ธเิ หนอื ทด่ี นิ มากกวา่ ในอดตี ทผ่ี า่ นมา ทา� ใหก้ าร
ออกโฉนดชมุ ชนเพื่อแกไ้ ขปญั หาดงั กล่าวเปน็ ไปได้สูง
206 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจ่ี ับต้องได้
กระนั้นก็ตาม แกนน�าของชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ และเพชรคลองจ่ันเปิดเผย
ว่าพวกเขาและชาวชุมชนไม่ม่ันใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าการขอออกโฉนดชุมชนจะประสบ
ความสา� เรจ็ อยา่ งงา่ ยดาย เพราะจากประสบการณก์ ารตอ่ สทู้ ผี่ า่ นมา และจากการประเมนิ
ทา่ ทขี องหนว่ ยงานราชการทเี่ กย่ี วขอ้ งพวกเขาเชอื่ วา่ หนว่ ยงานจะไมย่ อมอนญุ าตใหอ้ อก
โฉนดชุมชนได้งา่ ย ๆ
ถงึ แมว้ า่ โฉนดชมุ ชนจะเปน็ เครอ่ื งมอื ตอ่ รองกบั รฐั แตป่ ฏเิ สธไมไ่ ดว้ า่ การจดั การ
ทดี่ ินด้วยระบบโฉนดชมุ ชนหรอื แนวทางอ่นื ๆ ในทา� นองเดียวกันนีส้ ่งผลต่อการจดั ความ
สัมพันธ์เชิงอ�านาจภายในชุมชนด้วยเช่นกัน แม้ว่าชุมชนแออัดจะครอบครองท่ีดินขนาด
เลก็ มาก แตภ่ ายในชมุ ชนมลี กั ษณะการครอบครองและการใชท้ ด่ี นิ คอ่ นขา้ งสลบั ซบั ซอ้ น
โดยท่ีสมาชิกแต่ละครัวเรือนมีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมาก ปัจจัย
เหลา่ นลี้ ้วนส่งผลตอ่ ความยงั่ ยนื ในการจดั การทีด่ นิ และความสัมพันธ์ภายในชุมชน
การผลักดันโฉนดชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเร่ืองสิทธิเหนือท่ีดินเป็นปัญหาเฉพาะ
หน้าเร่งด่วน แต่ท้ังสองชุมชนก็ยังมีปัญหาและภารกิจอ่ืน ๆ อีกหลายด้านที่ยังไม่ได้
ด�าเนนิ การ เชน่ การคิดคน้ และออกแบบแนวทางการจดั การท่ดี ิน ระบบสิทธิ และการจัด
ความสัมพันธ์ภายในชุมชนที่เหมาะสมกับเงื่อนไขเฉพาะของชุมชน รวมท้ังการมองหา
กรอบคิดและส�ารวจข้อมูลท่ีละเอียดและรอบด้านซึ่งจ�าเป็นส�าหรับการคิดค้นออกแบบ
ดงั กลา่ ว เชน่ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั จา� นวนประชากรทอ่ี าศยั อยจู่ รงิ ในชมุ ชนซง่ึ ไมใ่ ชเ่ พยี งจา� นวน
ประชากรตามสา� มะโนประชากร ขอ้ มลู เกยี่ วกบั การเคล่ือนย้ายเข้า-ออก หรอื แม้แตส่ ถติ ิ
การเพิ่มประชากรของชุมชนซึ่งจ�าเป็นส�าหรับการคาดคะเนความหนาแน่นของการอยู่
อาศยั ในทีด่ ินในอนาคต ข้อมลู เก่ียวกบั รายได้-ค่าใช้จ่าย และค่าครองชีพของแต่ละครวั
เรือน เปน็ ตน้ ข้อมูลเหล่านี้ จะชว่ ยให้การวิเคราะหแ์ ละสรปุ บทเรียนการพฒั นาแนวทาง
การจดั การท่ีดินทเ่ี หมาะสมและย่ังยนื วางอยู่บนฐานขอ้ มลู ทเ่ี ป็นจรงิ และรอบด้าน ซ่งึ จะ
มสี ่วนหนนุ ใหเ้ กิดความเขม้ แขง็ ของชมุ ชน และเสรมิ พลงั ของการเคลอ่ื นไหวได้
207
โฉนดชุมชน
และวิถีวัฒนธรรมไร่หมุนเวียน
ปฏิญญา วัฒนประพันธ์
มณฑิกา ตีรณวัฒนากลุ
208 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี บั ตอ้ งได้
ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการถือครองท่ีดิน และข้อพิพาทต่าง ๆ ในภาคเหนือ
เกิดข้ึนต่อเน่ืองมายาวนาน รากฐานของปัญหาท่ีปรากฏเห็นเด่นชัดที่สุดคือการเจริญ
เติบโตทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม โดยเฉพาะการพัฒนาที่ไม่ค�านึงถึงพ้ืนฐานทาง
วัฒนธรรม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ละเลยภูมิปัญญาและวิถีความเป็นอยู่
ของชุมชนท้องถิ่น ซ่ึงรัฐไม่ได้ให้ความส�าคัญต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการก�าหนดชะตาชวี ิตตนเอง
ผลของการพัฒนาจึงท�าลายระบบสังคม วัฒนธรรมและการพึ่งพาตนเองของ
ชมุ ชน ทา� ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงบรบิ ทสงั คม การเมอื ง และเศรษฐกจิ ทภี่ าคเกษตรถกู ลด
ความส�าคัญลง การสูญเสียที่ดินของเกษตรกรมีมากขึ้น เกิดปรากฏการณ์แย่งชิงการใช้
ทรัพยากรโดยเฉพาะที่ดนิ เกิดการเปล่ียนแปลงทางวิธคี ดิ โดยมองว่าทดี่ ินเปน็ สินทรพั ย์
ประเภทหนึ่ง ที่ปัจเจกสามารถครอบครองและจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จภายใต้ระบบ
กรรมสิทธ์ิที่รัฐนิยามข้ึน โดยยึดนโยบายและกฎหมายที่ดินเป็นส�าคัญ ท�าให้ท่ีดินถูก
ตคี วามหมายวา่ ไมไ่ ดเ้ ปน็ เพยี งแคป่ จั จยั การผลติ แตเ่ ปน็ ทรพั ยส์ นิ ประเภทหนง่ึ ทสี่ ามารถ
ซอื้ ขายเปลยี่ นมอื และแปรเปน็ ทนุ อน่ื ได้ ปญั หาทดี่ นิ ทสี่ บื เนอื่ งมาถงึ ทกุ วนั น้ี จงึ เกย่ี วขอ้ งกบั
วิธคี ิดและการตคี า่ ความหมายของทด่ี ินเปน็ สา� คัญ
การใชก้ ฎหมายสว่ นกลางกา� หนดนยิ าม วางระเบยี บการใชท้ รพั ยากรในทอ้ งถนิ่
แสดงใหเ้ หน็ วา่ รฐั ตอ้ งการเขา้ มามบี ทบาทตอ่ การจดั การทรพั ยากรทอ้ งถน่ิ โดยมลี กั ษณะ
ควบคมุ ใหช้ มุ ชนอยภู่ ายใตอ้ า� นาจของรฐั สว่ นกลาง โดยเฉพาะการประกาศเขตปา่ อนรุ กั ษ์
ตามนโยบายการเพิม่ พน้ื ทป่ี า่ แตก่ ลบั ละเมิดสทิ ธิของชุมชน โดยการประกาศเขตป่าทบั
พนื้ ทที่ า� กนิ และทอ่ี ยอู่ าศยั เดมิ ของชมุ ชน สง่ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาซา้� ซอ้ นทา� ใหช้ มุ ชนถกู จา� กดั
สิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และเข้าถึงทรัพยากรได้ยากย่ิงข้ึน เป็นปัญหาความ
ขดั แยง้ ทสี่ ะสมมาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง
209
แมภ้ าครฐั พยายามแกไ้ ขปญั หาขอ้ พพิ าทเรอื่ งทด่ี นิ มาโดยตลอด แตป่ ญั หาขา้ งตน้
ยังด�าเนินอยู่อย่างต่อเน่ือง แสดงให้เห็นว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐท่ีผ่านมา
ล้มเหลว เพราะกฎหมายการจัดการท่ีดินท่ีมีอยู่ ไม่ว่าเป็นการใช้ท่ีดินเพื่อการเกษตร
พาณชิ ยกรรม อตุ สาหกรรม และท่ีอยู่อาศยั ล้วนมีข้อจ�ากดั และไมไ่ ด้เอ้ือตอ่ ประโยชน์
ของบุคคล หรอื สาธารณะอยา่ งแทจ้ รงิ เง่ือนไขในกฎหมายเหลา่ นั้น ไม่สามารถควบคุม
การใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ หรอื ปอ้ งกนั การกระจกุ ตวั ของทด่ี นิ ได้ แตก่ ลบั เรง่ ปฏกิ ริ ยิ าทา� ใหเ้ กดิ
ความขดั แยง้ เขม้ ขน้ มากขน้ึ อาทิ ชาวบา้ นในหลายชมุ ชนภาคเหนอื ไดเ้ ขา้ ทา� การผลติ ใน
ทด่ี นิ รกรา้ งของเอกชนและกลมุ่ นายทนุ เพอื่ บรรเทาปญั หาการขาดแคลนทด่ี นิ และยงั ชพี
ให้กับครอบครัวในนามกลุ่มปฏิรูปท่ีดิน จนเกิดการจับกุมด�าเนินคดีกลายเป็นผู้ต้องหา
และจ�าเลยทางสงั คม
210 / โฉนดชุมชน จินตภาพที่จบั ต้องได้
กลุ่มปฏิรูปท่ีดินโดยชุมชนบ้านโป่ง
ชุมชนบ้านโป่ง ต�าบลแม่แฝก อ�าเภอสันทราย เป็นชุมชนท่ีตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
ของเมอื งเชยี งใหม่ชมุ ชนมวี ถิ ชี วี ติ ผกู พนั กบั การผลติ ทางการเกษตรมาตงั้ แตใ่ นอดตี กลา่ วคอื
มีลักษณะเป็นชุมชนท่ีมีระบบการผลิตเพ่ือยังชีพ แต่ก็มิได้ความหมายว่าชุมชนจะอยู่ได้
ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์ เพราะยามขาดแคลนทรัพยากรต่างๆ อาทิ ข้าว เกลือ ของใช้
ชมุ ชนก็มกี ารพง่ึ พิง แลกเปลย่ี นสง่ิ ของ แรงงานเพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ ทรัพยากรท่ีตนขาดแคลน
รวมทั้งเกบ็ ออมไว้ใช้ยามจ�าเป็น จากท้ังภายในและภายนอกชุมชนอยู่ตลอดเวลา อีกท้งั
ยังเป็นเส้นทางการค้า ที่มีกลุ่มพ่อค้าวัวต่างเดินทางค้าขาย มาจากไชยปราการ ฝาง
เชียงดาว แมแ่ ตง กอ่ นเข้าส่เู ชียงใหม่ กลมุ่ พ่อค้าเรือแม่ปะทถี่ อ่ เรือขน้ึ มาขายสินคา้ ตาม
ล�านา้� ปงิ
ชุมชนเกษตรบริเวณอ�าเภอสันทราย เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพื้นท่ีแรก ๆ ของ
เชียงใหม่ และภาคเหนือท่ีประสบผลส�าเร็จ ในการเพ่ิมผลผลิตทางการเกษตร จากการ
สนบั สนนุ และสง่ เสรมิ ดา้ นการเกษตร และการจดั ชลประทานของรฐั ภาพความลม้ เหลว
ทางการเกษตรของชุมชนบา้ นโป่ง จึงไม่เคยถกู พูดถึง โดยเฉพาะปญั หาการสูญเสียท่ีดิน
ทา� กนิ ทนี่ า� ไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลงวถิ ชี วี ติ และแนวคดิ เรอ่ื งการจดั การทรพั ยากรของชมุ ชน
ชาวบ้านโป่งสืบเช้ือสายมาจากชาวลั้วะ เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านป่าแง ต.ข้ีเหล็ก
อ.แมแ่ ตง จ.เชยี งใหม่ สนั นษิ ฐานวา่ การอพยพเกดิ ขน้ึ หลงั พระเจา้ กาวลิ ะตงั้ เมอื งเชยี งใหม่
ได้ส�าเร็จในปี พ.ศ.2339 เดิมชุมชนบ้านโป่งต้ังหมู่บ้านบริเวณป่ารกทึบ มีน้�าท่าอุดม
สมบรู ณแ์ ละมปี า่ ตน้ กวาวขนึ้ อยอู่ ยา่ งหนาแนน่ เปน็ ทร่ี าบลมุ่ นา้� เหมาะสา� หรบั ทา� การเพาะปลกู
และต้ังถ่ินฐาน มีดินโป่งอยู่ 2 ที่ใหญ่ ๆ คือ ตีนคลองไม้แดง และข้างฟาร์มไก่ติดถนน
ฝั่งตะวันออก ดินโป่งมีลักษณะสีขาวและหอม อุ้ยหนานแสนบอกว่า น�้าโป่งไหลซึมมา
จากดอยและปา่ แพะ พอขดุ เหมอื งชลประทานโปง่ กเ็ รม่ิ แหง้ หายไป ขณะทแี่ มว่ นั 1 บอกวา่
น�้านองก็ท�าให้โป่งหายไปเช่นกัน ในเขตชุมชนบ้านโป่งในอดีต ยังเป็นที่ต้ังของฝายบ้าน
ป่าแง ผันน้�าลงไปตามล�าเหมืองทางทิศตะวันตกของแม่น้�าปิง เดิมชุมชนบ้านโป่งตั้งอยู่
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน มีประมาณ 30 ครัวเรือน แต่เผชิญกับอุทกภัย
1 สมั ภาษณ์แม่วนั จอมนง อายุ 60 ปี
211
จึงได้มกี ารย้ายมายังชุมชนปัจจุบัน เปน็ ชมุ ชนขนาด 329 ครวั เรอื น ประชากร 1,198 คน
ในจ�านวนนี้มปี ระชากรทอ่ี ย่ใู นกลมุ่ ปฏริ ปู ที่ดิน จ�านวน 79 ครอบครวั 412 คน
พื้นฐานทางเศรษฐกิจและการถือครองที่ดิน
ในระยะแรกของการตง้ั ถน่ิ ฐานชมุ ชน มกี ารบกุ เบกิ ทนี่ าเพอ่ื ปลกู ขา้ วเหนยี วนาปี
โดยใชพ้ ันธุ์พ้ืนบา้ นคือ ขา้ วขาว ขา้ วลาย และขา้ วก�าผาย การเลือกพันธ์ุในการปลูกข้าว
ขึ้นอยู่กบั ความชอบของแตล่ ะคน โดยสว่ นใหญ่นิยมปลกู ข้าวขาวและข้าวลาย ในแต่ละ
ปีชาวบ้านได้ผลผลิตไร่ละไม่เกิน 50 ถัง ส�าหรับคนท่ีไม่มีที่ดินก็จะเช่าท�านาผ่ากึ่ง ก็คือ
แบง่ ผลผลิตที่ได้ในอตั ราครง่ึ ตอ่ ครึ่งเป็นค่าเช่านา
หลงั จากทถ่ี กู ดงึ เขา้ สกู่ ระบวนการผลติ เชงิ พาณชิ ย์ เกษตรกรชมุ ชนบา้ นโปง่ ไมม่ ี
อิสระในการผลิต และการจัดการแรงงาน เกษตรกรมีสถานะหลายอย่างพร้อมกัน เช่น
เจ้าของท่ดี ิน ผเู้ ช่าท่ีดิน นายจา้ ง แรงงานรบั จ้าง พ่อค้ารายยอ่ ย เจ้าของฟาร์ม รวมทั้งการ
เป็นแรงงานรับจ้างในท่ีดนิ ของตนเอง ในระบบเกษตรพันธะสญั ญา เชน่ การท�าฟารม์ ไก่
ปลกู ข้าวโพด เปน็ ตน้
พบวา่ ตระกลู ทม่ี กี ารถอื ครองทดี่ นิ มากทส่ี ดุ ในชมุ ชนบา้ นโปง่ คอื ตระกลู จอมนง
กองเงิน ชมช่ืน บัวลอย มที ่ีดนิ เฉลีย่ ตระกูลละประมาณ 30 - 40 ไร่ ดังนั้นการจดั ช่วงช้นั
ทางสงั คมในอดตี จงึ มีพนื้ ฐานมาจากกลมุ่ ตระกูลหลกั ที่ถอื ครองท่ีดนิ ในชมุ ชน ทผ่ี ่านมา
การเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดิน และการสูญเสียท่ีดินจากผลการพัฒนาของรัฐ และ
พลังเศรษฐกิจจากภายนอก ไมไ่ ด้น�าไปส่คู วามขัดแย้งภายในชุมชนแตอ่ ยา่ งใด
ปัจจุบนั ลักษณะการถือครองทดี่ ิน และประเภทของการถือครอง แบง่ เป็นทนี่ า
และท่ีอยู่อาศัย ส่วนใหญ่จะถือเอกสารสิทธิโฉนดท่ีดิน ที่สวนเป็นเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก
และทไี่ มม่ เี อกสารสทิ ธใิ นการถอื ครองทช่ี าวบา้ นเขา้ ไปจบั จองทา� ประโยชน์ เชน่ เกาะกลาง
แม่น�้าปิง ที่เกิดขน้ึ จากการเปลี่ยนแปลงของร่องน้�าและการไหลของนา้� ปิง
212 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่จี ับต้องได้
ลักษณะการถอื ครองที่ดินตามมรดกของตระกลู ท่มี ีทดี่ ินมากท่สี ุดในชมุ ชน
รนุ่ ที่ 1 รุน่ ท่ี 2
(พ.ศ.2480- 2525) ช่วงเร่ิมขายที่ดิน
ถอื ครองทดี่ ินเฉล่ีย (พ.ศ.2525- 2535)
ถือครองท่ดี นิ เฉล่ีย 7-10 ไร่
30-40 ไร่
ตระกูลกองเงิน ตระกลู บวั ลอย
ตระกูลชมชน่ื ตระกูลจอมนง
รุ่นที่ 3
(พ.ศ.2535- 2550)
ถอื ครองทด่ี ินเฉล่ีย 1-5 ไร่
ปัจจุบันผู้ทีถ่ ือครองท่ีดินสูงสดุ 10 ไร่ คือแมภ่ า อนิ ต๊ะ กอ่ นมาแต่งงานกบั ลุงดี
อนิ ตะ๊ แมภ่ าอยใู่ นตระกลู จอมนงซงึ่ เปน็ ตระกลู ทมี่ ที ด่ี นิ มาก นอกจากนน้ั แลว้ กม็ ที ด่ี นิ ของ
แมด่ ว้ ง ชมช่ืน ประมาณ 11 ไร่ ทดี่ ินบางส่วนติดจ�านองอยใู่ นธนาคาร การเปลยี่ นแปลง
สภาพการถอื ครองทดี่ นิ ในหมบู่ า้ น ถา้ เปน็ ทน่ี าสว่ นใหญไ่ ดถ้ กู เปลย่ี นมอื ใหก้ บั ทายาทของ
แต่ละตระกลู หลักเกณฑใ์ นการแบ่งที่ดินให้ลูกหลานมักจะแบ่งในอัตราสว่ นทเี่ ทา่ ๆ กนั
ตามความเหมาะสม ปจั จบุ นั การถอื ครองทด่ี นิ เฉลยี่ ประมาณ 4 - 5 ไร่ ในชมุ ชนจะไมค่ อ่ ย
มีการขายที่นา เน่ืองจากส่วนใหญ่จะต้องปลูกข้าวนาปี เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน และ
ปลกู ข้าวนาปรังเอาไวข้ าย
213
214 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
พัฒนาการการใช้ประโยชน์ที่ดิน
พฒั นาการการใชป้ ระโยชนท์ ่ดี นิ ของชุมชนบ้านโปง่ แบง่ ได้ 7 ช่วง
1. ชว่ งแรกตงั้ ถนิ่ ฐาน ตงั้ ถนิ่ ฐานครง้ั แรกมชี าวบา้ นประมาณ 20 - 30 ครอบครวั
ได้ช่วยกันบุกเบิกหักร้างถางพงเพ่ือท�านา แต่ก็บุกเบิกได้ไม่มากนักเพราะที่ดินรอบข้าง
เปน็ ของชมุ ชนใกลเ้ คยี งหมดแลว้ ชาวบา้ นจงึ ไดบ้ กุ เบกิ ปา่ แพะ (ปา่ ละเมาะ) เพอื่ ปลกู ขา้ ว
และปลกู พชื ผักสวนครัวไว้บรโิ ภคในครวั เรอื น
2. ช่วงระหวา่ งปี พ.ศ. 2503 - 2526 ในชว่ งนี้มโี รงงานน�้าตาลตั้งข้ึนในหมู่บ้าน
ใกลเ้ คยี ง ชาวบา้ นจงึ หนั มาปลกู ออ้ ยสง่ โรงงาน เมอื่ ออ้ ยราคาตกกเ็ ปลย่ี นมาปลกู ถวั่ เหลอื ง
และงา ในชว่ งกอ่ นปี พ.ศ.2508 ชาวบ้านยังทา� การเกษตรแบบพื้นบา้ นไม่พึ่งพาสารเคมี
แตห่ ลงั จากนน้ั เมอื่ โรงบม่ ใบยาสบู ของบรษิ ทั เทพวงศก์ อ่ สรา้ งขนึ้ โรงงานสง่ เสรมิ ใหช้ าวบา้ น
ปลกู ยาสูบส่งให้โรงงาน ชาวบ้านจงึ เริ่มใช้สารเคมมี าตงั้ แตน่ ้ัน
ในปี พ.ศ. 2512 มกี ารกอ่ ตง้ั สหกรณก์ ารเกษตรสนั ทรายขนึ้ ทา� ใหช้ าวบา้ นเขา้ ถงึ
แหลง่ ทนุ ไดง้ า่ ย จงึ กเู้ งนิ สหกรณม์ าปลกู ยาสบู และกระเทยี ม แตเ่ นอ่ื งจากตน้ ทนุ การผลติ
ที่สูง ส่งผลให้ชาวบ้านขาดทุน จึงกู้เงินเพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ จนท้ายที่สุดมีหนี้สินมากเกินกว่า
จะชา� ระคนื ได้
3. ชว่ งระหวา่ งปี พ.ศ. 2526 - 2533 ในระหวา่ งน้ี ธรุ กจิ อสงั หารมิ ทรพั ยไ์ ดเ้ ตบิ โต
ข้ึนอย่างมาก ทั้งมีการตัดถนนเส้นเชียงใหม่-พร้าว ซึ่งตัวถนนได้ตัดผ่านที่นาท่ีสวนของ
ชมุ ชนบา้ นโปง่ ประมาณ 30 กโิ ลเมตร ทา� ใหท้ ด่ี นิ บรเิ วณดา้ นหนา้ ตดิ กบั ถนนหลวง ซงึ่ เปน็
ท่ดี ินมีเอกสารสิทธ์ิ เป็นทตี่ ้องการของนายทนุ ทา� ให้ทดี่ ินมรี าคาแพงขึ้นเป็นเทา่ ตัว และ
ได้รับความสนใจจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากชุมชนอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง
เชยี งใหม่ มนี ายหนา้ ทด่ี นิ เขา้ มาตดิ ตอ่ ขอซอื้ ทด่ี นิ บรเิ วณปา่ แพะ ทชี่ าวบา้ นใชเ้ ปน็ ทท่ี า� กนิ
ชาวบา้ นสว่ นใหญต่ ดั สนิ ใจขายทด่ี นิ เพอ่ื นา� เงนิ มาใชห้ นส้ี หกรณ์ แตช่ าวบา้ นบางสว่ นจา� ใจ
ตอ้ งขาย เพราะนายทนุ กวา้ นซอื้ ทด่ี นิ ปดิ ทางเขา้ ออกจนหมด ในระยะแรกนายหนา้ เขา้ มา
ขอซ้อื ที่ดิน ทีอ่ ยู่ติดกบั ถนนในราคาไรล่ ะ 10,000 - 20,000 ไร่ ชาวบา้ นส่วนใหญจ่ า� เป็น
ต้องขายที่ดิน เนื่องจากต้องการเงินมาใช้หน้ีสหกรณ์การเกษตรสันทราย จากนั้นก็เร่ิม
ขยายพ้นื ที่ ตเี ป็นวงลอ้ มจากถนนใหญ่ลึกเขา้ ไปถงึ บรเิ วณเชงิ เขา ชาวบ้านบางส่วนจ�าใจ
ต้องขายในราคาท่ีต�่าไร่ละ 4,000 - 5,000 บาท เพราะนายทุนกว้านซ้ือท่ีดินปิดทาง
215
เข้า - ออก ท�าให้ที่ดินผืนใหญ่บริเวณป่าแพะตกเป็นของนายทุน ในช่วงหลังราคาที่ดิน
ติดถนนบางแห่ง ที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในหมู่บ้าน ก็เร่ิมขยับข้ึนไปเป็นไร่ละ 30,000 –
300,000 บาท
4. ราวปี พ.ศ. 2527 - 2528 พ่อหลวงนวล ชมชนื่ ไดก้ วา้ นซอ้ื ทีด่ ิน เพ่อื เก็งกา� ไร
ขายต่อให้แกน่ ายทนุ โดยได้น�ารถไถเข้ามาปรับท่ดี ิน จนเกดิ กรณพี พิ าทข้นึ เน่อื งจากได้
รุกล�้าเข้าไปยังท่ีดินของชาวบ้าน ท่ียังไม่ได้ขายท่ีดินของตนเอง จนชาวบ้านในส่วนที่ยัง
ไม่ได้ขายทด่ี ิน ได้รวมกลุ่มคัดคา้ นการรุกล้�าทดี่ ินและการขายทดี่ นิ ใหก้ บั พ่อหลวง
5. ต้นทศวรรษ 2530 ที่ดินทั้งหมดผืนใหญ่บริเวณป่าแพะจ�านวน 458 ไร่ ถูก
เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินอย่างรวดเร็ว และถูกน�าไปจ�านองกับสถาบันการเงินต่างๆ คือ
ธนาคารไทยพาณิชย์ บรษิ ัทเงินทนุ สินวฒั นา บริษทั เงนิ ทนุ จี ซี เอน็ บรษิ ัทบรพิ ัตรบา้ น
และทด่ี นิ สหกรณก์ ารเกษตรสนั ทราย เปน็ มลู คา่ กวา่ 300 ลา้ นบาท เพอ่ื นา� มาลงทนุ สรา้ ง
รีสอร์ท ปรับพ้ืนที่ ท�าถนน วางเสาไฟฟ้าและสายไฟ วางระบบท่อส่งน�้าและเริ่มสร้าง
อาคาร จนกระท่ังก่อนวิกฤตเศรษฐกิจตกต่�าในปี 2541 การด�าเนินการก่อสร้างและวาง
ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไดย้ ุติลงและถูกปลอ่ ยทงิ้ รา้ งจนถึงปี พ.ศ. 2545
6. ระหวา่ งปี พ.ศ. 2537 - 2545 เม่ือที่ดนิ แปลงดงั กลา่ วเปน็ ทีร่ กร้างว่างเปลา่
จึงมีคนในเมืองลักลอบเอาขยะมาทิ้งเป็นประจ�า ซึ่งเป็นขยะจากเทศบาลนครเชียงใหม่
และคาดวา่ ไดท้ า� การตกลงไวก้ บั เจา้ ของทด่ี นิ กอ่ นแลว้ เพราะเจา้ ของทด่ี นิ ไดข้ ดุ ดนิ บรเิ วณ
นน้ั ไปขาย จงึ เกิดหลมุ ขนาดใหญแ่ ละจะใช้บ่อน้ที า� หลุมฝังกลบขยะ โดยนายทนุ ได้อา้ ง
วา่ เปน็ ทดี่ นิ ของตนเองสามารถทา� อะไรกไ็ ด้ แตช่ าวบา้ นคดั คา้ น เพราะเกรงเรอ่ื งกลน่ิ เหมน็
และน้า� เสียจากขยะ จะมีผลกระทบตอ่ แหลง่ น�้าด่มื นา้� ใชแ้ ละน้�าสา� หรับท�าการเกษตร
7. ระหว่างปี พ.ศ. 2545 - ปัจจุบัน ชาวบ้านได้ร่วมกันแผ้วถางพื้นท่ีดังกล่าว
เพ่ือทา� การปฏิรูปทด่ี ินโดยชุมชน มีการจัดสรรที่ดินออกเปน็ สามสว่ นคือ ที่ดนิ สาธารณะ
ที่ท�ากิน และที่อยู่อาศัย มีสมาชิกจ�านวน 79 ครอบครัว โดยจัดสรรแบ่งท่ีดินออกเป็น
95 แปลง
216 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่ีจบั ตอ้ งได้
พัฒนาการการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน
ชุมชนบา้ นโปง่ ประกอบอาชพี เกษตรกรรมเป็นหลัก ทีด่ นิ จงึ เป็นปจั จยั การผลิต
ท่ีส�าคัญเป็นฐานชีวิตของเกษตรกร จากการศึกษาข้างต้นพบว่า ชุมชนบ้านโป่งประสบ
ปญั หาขาดแคลนทดี่ นิ ทา� กนิ มาตง้ั แตย่ คุ แรกเรม่ิ ของการตง้ั ชมุ ชน จะเหน็ ไดว้ า่ ทด่ี นิ รอบ ๆ
ชุมชน มีการจับจองจากชาวบ้านหมู่บ้านข้างเคียงจนหมดแล้ว ท�าให้บรรพบุรุษต้องไป
บกุ เบกิ ปา่ แพะเพอื่ เปน็ ทที่ า� กนิ ในระยะตอ่ มาชว่ งทเ่ี กดิ อทุ กภยั ทา� ใหแ้ มน่ า�้ ปงิ มกี ารเปลยี่ น
เส้นทาง อีกทั้งมีการกัดเซาะตลิ่ง ท�าให้ชาวบ้านริมน�้าปิงสูญเสียท่ีดินไปจ�านวนหนึ่ง
ประกอบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ดินท่ีมีอยู่จ�านวนน้อยของชาวบ้านก็ถูก
นายทนุ กวา้ นซอ้ื เกอื บหมด และตอ่ มาในชว่ งวกิ ฤตเศรษฐกจิ ปี พ.ศ. 2540 เกษตรกรทเ่ี ปน็
แรงงานรบั จา้ งในเมอื ง ถกู ผลกั ดนั ใหก้ ลบั คนื สทู่ อ้ งถนิ่ แตพ่ วกเขาไมม่ ที ดี่ นิ ทา� กนิ เปน็ ของ
ตนเอง
ปจั จยั ความไมเ่ ปน็ ธรรมทง้ั จากการขาดแคลนทดี่ นิ ทา� กนิ และการกระจกุ ตวั ของ
ทด่ี นิ ในมอื ของนายทนุ ลว้ นเปน็ ตวั ขบั เคลอื่ นหรอื แรงจงู ใจทส่ี �าคญั ทท่ี า� ใหช้ าวบา้ นรวมกลมุ่
เกิดการเคลื่อนไหวภาคประชาชน เพ่ือแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
เพอื่ สรา้ งความเปน็ ธรรมแกพ่ วกเขา ปรากฏการณน์ ยี้ งั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของผลพวงความขดั แยง้
ในแนวคิดการจดั การที่ดนิ ทีใ่ ห้อา� นาจการเข้าถึงทีด่ นิ ของคนในสังคมไมเ่ ทา่ เทียมกัน
พัฒนาการการปฏิรูปท่ดี นิ โดยชุมชนบ้านโป่ง สรุปไดโ้ ดยสังเขปคอื
2537 - 2544
บริเวณป่าแพะด้านตะวันออกของหมู่บ้าน มีท่ีดินของนายทุนซอื้ ทงิ้ ไว้ โดยไมม่ ี
การใชป้ ระโยชนเ์ กนิ สบิ ปี นายทนุ ไดข้ ดุ ดนิ ลกู รงั ไปขายจงึ เกดิ หลมุ ขนาดใหญ่ นายทุนจะท�า
เป็นบ่อฝังกลบขยะ ซึ่งเป็นขยะจากเทศบาลนครเชียงใหม่ แต่เม่ือชาวบ้านไม่เห็นด้วย
นายทนุ จงึ นา� โครงการเตาเผาขยะมาเสนอ แตช่ าวบา้ นกป็ ฏเิ สธอกี เพราะเกรงวา่ โครงการ
ดงั กลา่ วอาจสง่ ผลกระทบตอ่ สภาพความเปน็ อยขู่ องคนในชมุ ชนและ สง่ิ แวดลอ้ ม อกี
ทงั้ กลน่ิ เหมน็ และนา�้ เสยี จากขยะจะมผี ลกระทบตอ่ แหลง่ นา้� อปุ โภคบรโิ ภค และนา�้ สา� หรบั
ทา� การเกษตร
217
218 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
2545
เดอื นมนี าคมชาวบา้ นไดเ้ รมิ่ เขา้ ไปแผว้ ถางปา่ ตดั หญา้ บกุ เบกิ เปน็ ทา� กนิ ในครงั้
แรกมสี มาชกิ รว่ มโครงการจา� นวนมากแตต่ อ่ มาเหลอื เพยี ง79ครอบครวั ในระหวา่ งนช้ี าวบา้ น
ไดเ้ รม่ิ เขา้ รว่ มเปน็ พนั ธมติ รกบั เครอื ขา่ ยกลมุ่ ปฏริ ปู ทด่ี นิ โดยชมุ ชน เพอื่ ผลกั ดนั การแกไ้ ข
ปญั หาการถอื ครองทดี่ นิ ในระดบั นโยบาย ผา่ นหนว่ ยงานหรอื องคก์ รทเ่ี กยี่ วขอ้ งตา่ ง ๆ รวม
ถึงศูนย์อ�านวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.)
และเสนอให้กรมที่ดินฟ้องร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิในท่ีดินบริเวณดังกล่าวตามประมวล
กฎหมายทด่ี นิ หรอื ใหร้ บั ทา� การเวนคนื ทดี่ นิ และนา� ทด่ี นิ ดงั กลา่ วมาจดั สรรใหก้ ลมุ่ ปฏริ ปู
ท่ีดนิ โดยชมุ ชน
2546
เดอื นมกราคมชาวบา้ นจา� นวน 79 ครอบครวั เขา้ ไปรงั วดั และจบั สลากแบง่ แปลง
ทดี่ ิน โดยแบ่งท่ีดินออกเป็นสามสว่ นคือ 1.ท่ีอยอู่ าศยั ได้ครอบครวั ละ 2 งาน 2.ที่ท�ากิน
ไดค้ รอบครัวละ 2 - 3 ไร่ 3.พืน้ ทส่ี าธารณประโยชนส์ ่วนกลางจ�านวน 25 ไร่
หลงั จากไดร้ บั การจดั สรรทดี่ นิ แลว้ สมาชกิ เรมิ่ เขา้ ไปทา� ประโยชนใ์ นพน้ื ท่ี สรา้ ง
ทพ่ี กั ชว่ั คราว ปลกู พชื ยนื ตน้ เชน่ ลา� ไย สม้ เขยี วหวาน มะมว่ ง ชะอม ควบคไู่ ปกบั การปลกู พชื
ล้มลุก เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง ข้าวโพด และกลุ่มได้ก�าหนดกฎเกณฑ์ภายในกลุ่ม โดย
แต่งต้งั คณะกรรมการกลุ่ม เพ่อื ก�าหนดขอ้ ตกลงรว่ มกัน และใหว้ ันที่ 20 ของทุกเดือนเป็น
วันประชุมของกลุ่ม เพ่ือใช้เป็นเวทีปรึกษาหารือและบ�าเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกัน
เชน่ สร้างศาลาประชมุ ในพ้ืนที่สว่ นกลาง ซอ่ มแซมถนน ปลกู พชื ผักในแปลงรวม เพอื่ หา
รายไดเ้ ขา้ สมทบธนาคารทดี่ นิ ของกลมุ่ และกลมุ่ ไดว้ างแผนบรหิ ารจดั การนา้� โดยในฤดแู ลง้
จะใช้เคร่ืองสูบน�้าจากคลองชลประทาน นอกจากนั้นกลุ่มยังส่งเสริมบทบาทสตรีให้ได้
เข้ารว่ มในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การปลกู พชื สวนครวั เปน็ ตน้
2547
กลมุ่ ไดจ้ ดั ตง้ั ตลาดชมุ ชน เพอื่ เปน็ ชอ่ งทางการจา� หนา่ ยผลผลติ และสนิ คา้ ทว่ั ไป
และไดร้ ว่ มกนั ปลกู ขา้ วโพดในแปลงรวม เพอื่ หารายไดเ้ ขา้ กลมุ่ ในปนี มี้ อี งคก์ รอน่ื มาศกึ ษา
ดูงาน และแลกเปลยี่ นประสบการณก์ บั กล่มุ เชน่ พอช. เป็นตน้
2548
กลุ่มได้รว่ มกันพัฒนาพ้ืนท่ใี หเ้ ปน็ รูปธรรมทชี่ ัดเจนยิ่งข้นึ โดยรว่ มกับศนู ย์ต่อสู้
ความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.) ภายใต้โครงการส่งเสริมการจัดการทรัพยากร
219
เพอ่ื แกไ้ ขปญั หาความยากจนของเครอื ขา่ ยทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มภาคเหนอื
ตอนบน และไดท้ า� การเดนิ สา� รวจรงั วดั ทด่ี นิ รายแปลง โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื จบั พกิ ดั ดาวเทยี ม
(GPS) เพอ่ื ปรบั ปรงุ ขอบเขตพน้ื ทแี่ ละจดั ระบบโฉนดทดี่ นิ ชมุ ชนใหม้ คี วามชดั เจนยง่ิ ขน้ึ มี
การสร้างเรือนพักรับรองในบริเวณพน้ื ท่สี ว่ นกลาง เพื่อใชเ้ ป็นทพ่ี กั ของผู้มาดงู าน และท่ี
ส�าคญั คือ ในระหวา่ งวันท่ี 17 - 19 พ.ย. กลมุ่ ได้จัดงานมหกรรมปฏริ ปู ท่ีดนิ โดยชมุ ชนขน้ึ
ในบรเิ วณแปลงปฏริ ปู ทด่ี นิ ซง่ึ มพี นั ธมติ รและภาคเี ครอื ขา่ ยชาวบา้ นจากทว่ั ประเทศ รวม
ทั้งองค์กรและหน่วยงานภาครฐั เขา้ ร่วมจา� นานมาก
2549
กลุ่มได้รื้อต้นชะอมในแปลงรวมออกเพ่ือปลูกข้าวโพด มีการส่งเสริมบทบาท
กลุ่มสตรี และขยายผลไปยังกลุ่มสตรีอื่น ๆ ในเครือข่าย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือส่ง
เสรมิ ใหผ้ ลติ ของใชใ้ นครวั เรอื น เชน่ นา้� ยาลา้ งจาน แชมพสู ระผม เปน็ ตน้ สว่ นการประชมุ
ประจา� เดอื นไดด้ า� เนนิ การอยา่ งตอ่ เนอื่ งทกุ วนั ท่ี 20 ของเดอื น ซง่ึ ไดใ้ ชก้ ารประชมุ เปน็ เวที
ระดมปัญหาเพ่ือวางแผนงาน และถือเป็นวนั ออมทรัพยข์ องชมุ ชนดว้ ย
จุดเริ่มต้นปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มปฏิรูปท่ีดินบ้านโป่ง จึงเกิดข้ึน
จากสภาพปญั หาการขาดแคลนทด่ี นิ ทา� กนิ ของชาวบา้ น ทดี่ นิ กระจกุ ตวั ในมอื ของนายทนุ
ชาวบ้านท่ีมีความเดือดร้อนในเรื่องท่ีดินท�ากินจึงรวมตัวกันตามแนวทางประชาธิปไตย
จดั ตง้ั เปน็ ขบวนการเคลอื่ นไหวภาคประชาชนเพอ่ื ทวงคนื กรรมสทิ ธใ์ิ นทด่ี นิ โดยการบกุ เบกิ
เขา้ ไปใชป้ ระโยชนใ์ นทดี่ นิ ทงิ้ รา้ งของนายทนุ ซงึ่ ตอ่ มาเรยี กวธิ กี ารนวี้ า่ การปฏริ ปู ทดี่ นิ โดย
ชมุ ชน ถอื วา่ เปน็ วธิ กี ารตอบโตป้ ญั หาความไมเ่ ปน็ ธรรมทร่ี ฐั หยบิ ยนื่ ใหจ้ นกลายเปน็ แผล
เรอื้ รงั และไมเ่ คยไดร้ บั การแก้ไขจากสถาบันการเมอื งและสถาบันหลกั ของสังคม
ปฏบิ ัติการทเ่ี รียกว่า การปฏริ ูปทดี่ นิ โดยชุมชน จึงเปน็ การแกไ้ ขปัญหาวธิ ใี หม่ที่
ระบอบการเมอื งทม่ี อี ยไู่ มส่ ามารถแกไ้ ขปญั หาได้ ประชาชนจงึ ตอ้ งแสวงหาทางเลอื กใหม่
ด้วยตวั เองเพ่ือน�าไปสูก่ ารแก้ไขปัญหารปู แบบใหม่ๆ ในสังคม
220 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจี่ บั ต้องได้
ปัจจัยภายในท่ีส่งผลต่อการปฏิรูปที่ดิน
• การขาดแคลนท่ดี นิ ท�ากิน
ปัญหาการขาดแคลนทด่ี นิ ท�ากนิ เห็นชดั ขน้ึ หลังยุควกิ ฤตเิ ศรษฐกิจ พ.ศ. 2540
ซึ่งวกิ ฤตทิ เ่ี กดิ ขึน้ เป็นชว่ ง หลงั จากทด่ี ินหลุดมือไปเพราะถูกนายทนุ กวา้ นซ้ือ เกษตรกรที่
เป็นแรงงานรับจ้าง ถูกผลักคืนถ่ินเป็นจ�านวนมาก แต่เม่ือกลับมาแล้วตกอยู่ในภาวะไร้
ท่ีดินท�ากิน โดยไม่มีหน่วยงานรัฐใดยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือดูแล สภาพปัญหาท่ี
กลา่ วมาน้ี ลว้ นเปน็ แรงขบั ดนั ใหช้ าวบา้ นตอ้ งลกุ ขนึ้ มาแกไ้ ขปญั หาทเี่ ผชญิ อยดู่ ว้ ยตวั เอง
เพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม แก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินท�ากิน และสร้างความ
ม่ันคงในการถอื ครองทด่ี ินใหก้ บั ชุมชน
• การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
ระบบเกษตรเพ่ือยังชีพของชุมชนได้เปล่ียนแปลงไปต้ังแต่ พ.ศ. 2503 - 2504
ทีม่ โี รงงานนา�้ ตาลเข้ามาต้ังใกล้กบั หมู่บ้าน ชาวบ้านจงึ หันไปปลกู อ้อย เพ่อื สง่ ใหโ้ รงงาน
น�้าตาลแต่ก็ไม่ได้ราคา ต่อมาปี พ.ศ. 2508 มีการต้ังโรงงานยาสูบของบริษัทเทพวงศ์ที่
บา้ นศรงี าม ชาวบา้ นหนั มาปลกู ยาสบู เพราะโรงงานตอ้ งการใบยาสบู จา� นวนมาก ชาวบา้ น
ไดร้ บั การสง่ เสรมิ ใหป้ ลกู ยาสบู โดยไดร้ บั กลา้ พนั ธ์ุ ปยุ๋ และยาฆา่ แมลงมากอ่ น แลว้ จงึ หกั คนื
เม่อื ได้ผลผลิต ซึ่งตอนนน้ั ราคาผลผลิตตกอยทู่ ี่ กโิ ลกรมั ละ 1.20 บาท ถอื ว่าเปน็ ราคาทด่ี ี
มาก แตต่ อ่ มาเมอื่ ชาวบา้ นเรมิ่ ขยายพน้ื ทเี่ พม่ิ การเพาะปลกู กนั มากขน้ึ ทา� ใหร้ าคาผลผลติ
ตกตา�่ ลงเชน่ กนั อกี ทงั้ ตน้ ทนุ เรอื่ งปยุ๋ และยาฆา่ แมลงมรี าคาทแ่ี พงขนึ้ ชาวบา้ นจงึ เรมิ่ เปน็
หนี้ และหันไปปลกู พชื เศรษฐกิจชนดิ อื่นแทน เชน่ ถว่ั เหลือง แต่ปลูกไปก็ไม่ไดผ้ ลผลติ ดี
ขาดทนุ ไมค่ ้มุ กับคา่ ปยุ๋ และสารเคมี เพิม่ หนมี้ ากขึ้น แต่บางสว่ นก็ยังคงเพาะปลูกต่อไป
ตอ่ มาปี พ.ศ. 2512 มกี ารตง้ั สหกรณ์การเกษตรสนั ทรายข้นึ มา เปน็ จุดเร่มิ ต้นท่ี
ท�าให้ชาวบา้ นเข้าถงึ แหล่งเงินทุนมากขึน้ ในขณะเดยี วกนั ก็เปน็ หนเ้ี พ่ิมมากขน้ึ จากการ
กเู้ งินนา� มาลงทุนทา� การเกษตร ในขณะทีห่ น้เี ดมิ ทม่ี อี ย่กู ็ยงั ไม่หมดไป ปัญหาหนี้สินของ
ชาวบา้ นจึงเริม่ สะสมเรื่อยมา ช่วงปี พ.ศ. 2516 มีเทคโนโลยใี หม่อยา่ งรถไถนาเข้ามาเพ่อื
ชว่ ยทนุ่ แรงเกษตรกรชาวบา้ นจงึ กเู้ งนิ มาซอ้ื รถไถนาเพอ่ื เปน็ ความหวงั ใหมใ่ นการเพาะปลกู
แต่ในขณะเดยี วกนั กก็ อ่ หนเ้ี พ่มิ ขึ้นมาอกี ต่อมาปี พ.ศ. 2526 ชาวบา้ นหันมาปลกู กะหล�่า
เปน็ พชื เศรษฐกจิ ซง่ึ เปน็ การเพาะปลกู ทต่ี อ้ งใชส้ ารเคมจี า� นวนมาก ในขณะทร่ี าคาผลผลติ
ตกต�่า ประกอบกับประสบภาวะภัยแล้ง อันเป็นผลสบื เน่อื งมาจาก ปี พ.ศ. 2510 ที่มกี าร
221
สมั ปทานปา่ เมอื่ ผลผลติ ราคาตกตา�่ นา�้ ไมเ่ พยี งพอยง่ิ ทา� เกษตรยงิ่ เปน็ หนี้ชาวบา้ นบางสว่ น
จงึ ตัดสนิ ใจปลอ่ ยที่ทงิ้ ร้าง
ชว่ งปี พ.ศ. 2527 - 2533 ท่ีดินของชาวบ้านถูกนายทนุ กวา้ นซือ้ เพือ่ น�าไปปน่ั
ราคา เกง็ กา� ไร ชาวบา้ นบางสว่ นตดั สนิ ใจขาย เพราะภาวะความยากจนและเปน็ หน้ี บางสว่ น
จา� ใจตอ้ งขายในราคาถกู เพราะนายทนุ กวา้ นซอ้ื ปดิ ทางเขา้ ออกจนหมด เมอื่ ทดี่ นิ ทง้ั หมด
ตกไปอยู่ในมือนายทุนแล้ว ก็ถูกน�าไปจ�านองกับสถาบันการเงินต่าง ๆ จนช่วงวิกฤติ
เศรษฐกิจปี 2540 ที่ดินทั้งหมดที่ถูกจ�านองกับธนาคาร ถูกปล่อยทิ้งกลายเป็นหนี้เสีย
ในขณะเดียวกันชาวบ้านจ�านวนมากขาดแคลนที่ดินท�ากิน และได้มีการเรียกร้องให้รัฐ
แก้ไขปญั หาท่ีดนิ ทา� กนิ เร่ือยมา แต่ก็ไม่ได้รบั การแก้ไข
เหน็ ไดว้ า่ การเปลยี่ นแปลงบรบิ ททางเศรษฐกจิ และสงั คมในพนื้ ทชี่ มุ ชนบา้ นโปง่
เกิดข้ึนจากการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศที่
กา� หนดโดยรฐั สง่ ผลใหภ้ าคเกษตรกรรมเกดิ การแขง่ ขนั กนั และเดอื ดรอ้ นจากราคาผลผลติ
ตกต�่า น�าไปสู่การกู้หนี้ยืมสิน เป็นหน้ีพอกพูน ท้ายท่ีสุดคือการสูญเสียที่ดิน กลายเป็น
แรงงานรบั จา้ งในเมอื ง ขาดความมน่ั คงในชวี ติ เมอ่ื เกดิ วกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ กลมุ่ แรงงานเหลา่ น้ี
กถ็ ูกผลักดันคนื ถนิ่ แตก่ ็ต้องมาประสบกับภาวะไร้ท่ีดินท�ากนิ
222 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพที่จบั ตอ้ งได้
• การคัดค้านสัมปทานการดดู ทราย
ในขณะทช่ี าวบ้านท่ีประสบภาวะขาดแคลนทดี่ ินท�ากิน และปัญหาในลักษณะ
เดยี วกนั ไดเ้ รมิ่ รวมกลมุ่ กนั เพอื่ หาทางแกไ้ ขปญั หาทด่ี นิ ในขณะนนั้ เองชาวบา้ นไดล้ กุ ขน้ึ
มาต่อสู้ เรียกร้องความเป็นธรรมจากบริษัทเอกชน ท่ีได้รับสัมปทานการดูดทรายจาก
ลา� นา้� ปงิ ซง่ึ ชาวบา้ นไดร้ บั ผลกระทบจากทด่ี นิ รมิ ตลงิ่ กดั เซาะ พงั ทลายและทรดุ ตวั ทา� ให้
ชาวบา้ นทอ่ี าศยั อยรู่ มิ นา้� ปงิ และผทู้ ไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากพน้ื ทเี่ กษตรรมิ นา้� ปงิ ออกมารว่ มกนั
คัดค้านการต่อสัมปทานดูดทราย จนกระทั่งได้รับชยั ชนะ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดได้มี
การสัง่ ใหป้ ิดท่าทรายในเวลาต่อมา
ชัยชนะในการเคล่ือนไหวของชุมชนในคราวนั้น ปลุกพลังให้ชาวบ้านท่ีถูกกดขี่
เอารัดเอาเปรียบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม มีก�าลังใจที่จะต่อสู้ต่อไปใน
ประเด็นเร่ืองท่ีดิน โดยชัยชนะในครั้งนั้นได้สร้างกระบวนการความชอบธรรมของชุมชน
เพ่อื ตอ่ สกู้ บั ภัยความไม่เปน็ ธรรมทางสังคม
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการปฏิรูปที่ดิน
• ทิศทางการพัฒนาประเทศท่ไี มส่ มดลุ
การพัฒนาที่มุ่งเน้นเพียงด้านเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยเฉพาะในชนบททเี่ กษตรกรเปน็ ผ้ไู ด้รับผลกระทบจาก
แนวทางการพัฒนามากที่สุด เมื่อกลไกตลาดเข้ามาสู่ชุมชน ท�าให้วิถีชีวิต รูปแบบการ
ผลิตของเกษตรกรเปล่ียนแปลงไป เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงข้ึน ท้ังในเร่ืองปุ๋ย
สารเคมี และวสั ดุอุปกรณท์ างการเกษตรท่ีมีราคาแพง ทา� ให้ตอ้ งพงึ่ พาเงนิ ทุนท้งั ในและ
นอกระบบ โดยการนา� ทดี่ นิ ไปจา� นอง แตก่ ลไกลตลาดไมไ่ ดม้ หี ลกั ประกนั เมอื่ ราคาพชื ผล
ตกต่�า เกษตรกรจึงประสบภาวะขาดทุนและมีหนี้สิน ในขณะท่ีท่ีดินมีราคาสูงขึ้น ท�าให้
เกษตรกรมีแรงจูงใจอยากขายท่ดี ิน เพอ่ื หวงั น�าเงนิ มาใชห้ นี้ สง่ ผลใหท้ ดี่ ินหลดุ มอื ไป
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง จากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ได้เป็นแรง
ผลักดันให้ชาวบ้านท่ีประสบปัญหาที่ท�ากินไม่เพียงพอ หรือไม่มีท่ีดินท�ากิน เริ่มกลับมา
223
ตระหนกั ถึงความไมเ่ ทา่ เทยี ม และความไม่เปน็ ธรรม ของการครอบครองทรัพยากรทด่ี นิ
ในชมุ ชน ทกี่ ระจกุ ตวั ในมอื ของนายทนุ ซง่ึ ทา� ใหพ้ วกเขาไมส่ ามารถใชท้ ดี่ นิ เปน็ ทนุ สา� หรบั
การด�ารงชวี ติ ได้
การจัดการพ้ืนที่โฉนดชุมชน
วธิ กี ารทช่ี าวบา้ นใชใ้ นการจดั การทด่ี นิ หลงั จากเขา้ บกุ เบกิ ทดี่ นิ คอื การใชร้ ะบบ
กรรมสิทธิร์ วมของชมุ ชน ในการจัดสรรท่ีดินให้แก่สมาชิก แต่สทิ ธใิ นการจดั การที่ดนิ โดย
รวมยังเป็นของชุมชน ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดมือ ไปอยู่ในมือของบุคคล
ภายนอกหรือนายทุน การจัดการในรูปแบบกรรมสิทธ์ิรวม หรือหน้าหมู่น้ี เป็นประเพณี
ดง้ั เดมิ ทม่ี มี าตง้ั แตใ่ นอดตี ของชมุ ชนชาวลา้ นนาและมคี วามสอดคลอ้ งกบั หลกั สทิ ธชิ มุ ชน
ท่ีกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองสิทธิน้ีไว้ ดังน้ันระบบการจัดการท่ีดินท่ีชาวบ้าน
นา� มาใชจ้ ดั การทดี่ นิ โดยชมุ ชน จงึ เปน็ การผลติ ซา้� ทางวฒั นธรรม ในการจดั การทรพั ยากร
ภายใต้บริบทสังคมและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพ่ือเรียกร้องสิทธิและความชอบธรรม
ในการครอบครองที่ดินอยา่ งถูกต้องตามกฎหมาย
หลักการส�าคญั ของโฉนดชมุ ชนคอื
• สมาชกิ ทกุ คนเปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธใ์ิ นทด่ี นิ ทกุ แปลงรว่ มกนั แตส่ ทิ ธใิ นการใช้
ประโยชน์ทด่ี ินเปน็ ของสมาชิกแต่ละคน ตามขอบเขตท่ีระบใุ นแผนทีแ่ ละโฉนดชมุ ชน
• แปลงทดี่ นิ เป็นมรดกตกทอดถงึ ลกู หลานได้
• ห้ามขายทด่ี นิ แกค่ นภายนอกชุมชนโดยเดด็ ขาด
• สมาชกิ ทกุ คนตอ้ งใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ไมป่ ลอ่ ยใหท้ ง้ิ รา้ งวา่ งเปลา่
เกิน 2 ปี
• สามารถเปล่ียนมือท่ีดินให้แก่คนในกลุ่มได้โดยต้องผ่านความเห็นชอบของ
คณะกรรมการ
ในการบรหิ ารจดั การพน้ื ทโี่ ฉนดชมุ ชน มกี ารจดั ตงั้ กลไกคณะกรรมการฝา่ ยตา่ งๆ
ดูแลงานและกิจกรรมของกลุ่ม ได้แก่ คณะกรรมการท่ีดิน คณะกรรมการดูแลเร่ืองน�้า
ส�าหรับการเกษตร คณะกรรมการดูแลงบประมาณไฟฟ้า คณะกรรมการดูแลกองทุน
ธนาคารที่ดิน และคณะกรรมการออมทรพั ย์
224 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพที่จับตอ้ งได้
225
กฎระเบียบการจัดการพื้นท่ีโฉนดชุมชน
กฎระเบียบเกิดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันของกลุ่ม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและ
เทา่ เทยี มในการจดั การและใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ซงึ่ มพี ฒั นาการมาตงั้ แตเ่ รม่ิ แรกทเ่ี ขา้ ปฏริ ปู
ที่ดนิ โดยมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบยี บไปบ้างตามสถานการณท์ ีเ่ กดิ ขึน้
1. สมาชิกต้องใช้ประโยชน์ในท่ีดินที่ได้รับการจัดสรรอย่างจริงจัง ห้ามปล่อย
ทง้ิ ร้างวา่ งเปลา่
2.หากสมาชกิ รายใดมคี วามจา� เปน็ ตอ้ งเปลย่ี นมอื ทด่ี นิ ตอ้ งแจง้ ใหค้ ณะกรรมการ
ที่ดินฯ ทราบเพือ่ นา� เข้าสกู่ ารพิจารณาของสมาชิก และหา้ มขายท่ดี ินใหค้ นนอกกลมุ่ โดย
เดด็ ขาด
3. หากมีการเปล่ียนมือท่ีดิน จะหักส่วนแบ่งรายได้เข้ากองกลาง และสมทบ
กองทุนธนาคารท่ีดินตามอัตราที่ก�าหนดร่วมกัน เพ่ือน�าเงินไปใช้ในกิจกรรมการจัดการ
ที่ดิน ปัจจุบันราคาท่ีดินก�าหนดตายตัวแปลงละ 30,000 บาท เจ้าของที่ดินได้ 10,000
บาท เข้ากองกลางของกลุ่ม 4,000 บาท และสมทบเข้ากองทุนธนาคารที่ดินจ�านวน
16,000 บาท
4. สมาชกิ ตอ้ งใหค้ วามรว่ มมอื กบั กลมุ่ เชน่ รว่ มประชมุ รว่ มระดมเงนิ การตดิ ตาม
แกไ้ ขปญั หาชว่ ยเหลอื ผถู้ กู จบั กมุ ดา� เนนิ คดี ฯลฯ กรณที ม่ี กี ารเปลยี่ นมอื ทด่ี นิ เจา้ ของแปลง
ทดี่ นิ คนเดมิ หรือผู้ซอ้ื ทดี่ นิ คนใหม่ จะตอ้ งตกลงให้ผูร้ บั ผดิ ชอบร่วมมอื กบั กลุ่มตอ่ ไป
5. ผลู้ ะเมดิ ขอ้ ตกลงจะถกู ยดึ ทดี่ นิ คนื สชู่ มุ ชน ไมอ่ นญุ าตใหท้ า� กนิ ในทด่ี นิ ผนื นน้ั
อีกต่อไป และคณะกรรมการอาจจดั สรรให้ผอู้ ืน่ เขา้ ใช้ตอ่ ไป
พนื้ ทแ่ี ปลงปฏริ ปู ทดี่ นิ โดยชมุ ชนบา้ นโปง่ ปจั จบุ นั มเี นอื้ ทง้ั หมด 458.29 ไร่ (0.73
ตารางกิโลเมตร) โดยมีการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในท่ีดินของสมาชิกกลุ่มฯ ดังตาราง
ตอ่ ไปน้ี
226 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพทจี่ ับต้องได้
ประเภทการใชท้ ด่ี นิ ลักษณะการใชป้ ระโยชน์ พ้นื ที่ พน้ื ที่
1.แปลงสา� หรบั (ตร.กม) (ไร)่
การท�าการเกษตร • ปลูกผกั สวนครวั เชน่ พรกิ มะเขือ ถัว่ ฟักทอง 277.38
ผกั พ้นื บ้าน พืชผักตามฤดูกาล 0.44
2.แปลงทอี่ ยอู่ าศัย • ปลูกชะเอม
3.แปลงท่ีสาธารณะ • ปลูกไม้ผล เชน่ มะม่วง/ลา� ไย/ส้ม/กลว้ ย
• ปศุสตั ว์ เช่น เลย้ี งหม/ู ไก/่ ปลา
• ปลกู บ้าน 0.22 138.64
• โรงเรือนเล้ยี งไก่ 0.07 42.27
• เรือนรับรอง
• แปลงรวม
• ศาลาประชมุ
• ร้านค้าชุมชน
• ถนน
รวม 0.73 458.29
227
กองทุนธนาคารท่ีดินชุมขน
กลุ่มปฏริ ปู ทดี่ นิ โดยชุมชนบา้ นโปง่ นอกจากจะมโี ฉนดชมุ ชน และกฎระเบยี บ
เปน็ เครื่องมอื ในการบรหิ ารจดั การท่ดี นิ แลว้ ยงั มีการจัดต้งั กองทนุ ธนาคารทีด่ นิ เพอ่ื เปน็
กลไกในการควบคมุ การเปลย่ี นมอื ทดี่ นิ โดยใชท้ นุ เรมิ่ ตน้ จากการออมทรพั ยร์ ว่ มกนั ในกลมุ่
โดยการทอดผา้ ป่า คา่ ปรบั และคา่ ธรรมเนยี มในการเปลย่ี นมอื ทด่ี ิน
ความส�าคญั ของกองทุนธนาคารท่ดี นิ ในระดบั ชุมชน
• เปน็ กลไกสา� หรบั การควบคมุ การเปลย่ี นมอื ทดี่ นิ จากสมาชกิ ทตี่ อ้ งการเปลย่ี นมอื
เพอื่ ปอ้ งกนั มิใหส้ มาชิกขายทดี่ ินให้แก่บคุ คลภายนอก หรือผู้ทีม่ ีที่ดนิ ทา� กนิ อยแู่ ลว้
• เปน็ แหลง่ เงนิ ทนุ ใหเ้ กษตรกรทเ่ี ปน็ สมาชกิ เพอ่ื การลงทนุ ทา� การผลติ ในแปลง
ที่ดนิ
• เปน็ กองทนุ สวัสดกิ าร โดยสามารถน�าดอกผลทีไ่ ด้จากการบรหิ ารจัดการของ
ธนาคารท่ีดิน มาจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกและชุมชน เช่น การสมทบงานฌาปนกิจศพ
งานกจิ กรรมส่งเสรมิ ประเพณีวฒั นธรรมของชมุ ชนในเทศกาลต่าง ๆ เป็นต้น
• เป็นกองทุนส�าหรับการขับเคลื่อนกิจกรรม ร่วมกับเครือข่ายผู้ประสบปัญหา
ท่ีดินอื่น ๆ ในการยื่นข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน รวมถึงการผลักดันข้อ
เสนอไปสกู่ ารเปล่ียนแปลงทางนโยบาย และกฎหมาย
นอกจากจะน�าเงนิ จากกองทนุ ชว่ ยเหลอื สมาชกิ และกจิ กรรมของกลมุ่ แลว้ ยงั มี
เป้าหมายในอนาคตเพ่ือเป็นแหล่งเงินทุนต้ังต้น ส�าหรับซื้อที่ดินจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน
สถาบนั การเงนิ หรือจากการขายทอดตลาดที่ดนิ NPL
กิจกรรมกลุ่มและความร่วมมือกับเครือข่าย
กลมุ่ ปฏริ ปู ทด่ี นิ โดยชมุ ชน สนบั สนนุ ใหส้ มาชกิ ในชมุ ชนสรา้ งกระบวนการพง่ึ พา
ตนเอง เพอื่ รักษาที่ดนิ ให้สามารถหาเล้ียงครอบครัว และตกทอดสูล่ กู หลานใหเ้ กิดความ
ยง่ั ยนื ตอ่ ไป กระบวนการพงึ่ พาตนเองของกลมุ่ ปฏริ ปู ทดี่ นิ บา้ นโปง่ จงึ มกี จิ กรรมดงั ตอ่ ไปนี้
1. การท�าเกษตรอินทรีย์ กลุ่มปฏิรูปท่ีดินบ้านโป่งมีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรรม
ยง่ั ยนื โดยมวี ตั ถปุ ระสงคส์ า� คญั ในเรอื่ งการดแู ลดนิ ลดการใชส้ ารเคมที กุ ชนดิ สง่ เสรมิ ให้
228 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพท่จี บั ต้องได้
สมาชกิ นา� วตั ถดุ บิ จากธรรมชาตมิ าใช้ มกี จิ กรรมการทา� ปยุ๋ ชวี ภาพ และแกลบเผา เปน็ ตน้
มกี ารเกบ็ รกั ษา และสบื ทอดเมลด็ พนั ธพ์ุ น้ื บา้ นโดยใชภ้ มู ปิ ญั ญาของคนในชมุ ชน รว่ มกนั
ขายพันธแ์ุ ละปลูกพืชสมนุ ไพร เพ่ือเพ่มิ รายได้ให้กบั สมาชิก
2. กจิ กรรมใชป้ ระโยชนจ์ ากวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ประกอบดว้ ยกจิ กรรมเลยี้ งเจา้ ท่ี
ทกุ วนั ท่ี 11 มนี าคม ของทกุ ปี ซงึ่ ถอื เปน็ วนั แรกทช่ี าวบา้ นบกุ เขา้ ไปแผว้ ถางทท่ี า� กนิ วนั แรก
ซ่ึงเรียกกันว่าวันจอบแรกเสียมแรก เพื่อเป็นการแสดงความเคารพส่ิงศักดิ์สิทธ์ิ เจ้าท่ี
เจ้าทางที่คอยปกปักรักษาดูแลชาวบ้านท่ีเข้ามาอยู่อาศัย ใช้ประโยชน์ท�ากินในผืนดินน้ี
ซง่ึ จะมกี ารเลย้ี งอาหารคาวหวาน ผลไมต้ ามประเพณดี ง้ั เดมิ ของชาวเหนอื หลงั จากถวาย
อาหารเลยี้ งเจา้ ทแ่ี ลว้ ชาวบา้ นกจ็ ะทานอาหารรว่ มกนั เปน็ การสรา้ งความสามคั คปี รองดอง
สืบทอดวัฒนธรรมด้ังเดิมของท้องถิ่น
กจิ กรรมดา� หวั เจา้ ปงทพิ ย์ มขี นึ้ ทกุ วนั ที่ 15 เมษายน ของทกุ ปี หลงั จากมกี ารรดนา�้
ดา� หวั ผใู้ หญต่ ามประเพณสี งกรานตข์ องภาคเหนอื แลว้ ชาวบา้ นจะเตรยี มขา้ วของเครอื่ งใช้
เพ่ือไปด�าหัวปงเจ้าทิพย์ตามต�านานความเชื่อมาต้ังแต่โบราณว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ิของ
ชุมชนบา้ นโป่ง ทีอ่ ย่ใู นบรเิ วณพน้ื ท่ีปฏริ ปู ทีด่ ิน
ส่วนความร่วมมือกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ กลุ่มปฏิรูปที่ดินชุมชน
บ้านโป่ง มีการเคลื่อนไหวชุมนุมร่วมกับเครือข่ายฯ ย่ืนหนังสือต่อหน่วยงานราชการเพื่อ
ขอใหม้ กี ารแกไ้ ขปญั หา จดั วงเสวนาแลกเปลย่ี นประสบการณต์ ลอดจนหาแนวทางแกไ้ ข
ปญั หา ร่วมกบั ชมุ ชนอืน่ ๆ ในเครือข่าย วางแผน วิเคราะหน์ โยบายและยุทธศาสตร์รว่ ม
กันกับเครือข่าย ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ และศึกษาดูงานเพ่ือให้เห็น
กระบวนการ หรอื วธิ กี ารทา� งานของแตล่ ะพนื้ ที่ ทง้ั ในประเทศและตา่ งประเทศ เพอื่ นา� มา
ปรบั ใช้ให้เหมานะสมกับชุมชนของตนเอง
229
230 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
ปัญหาอุปสรรคในการด�าเนินงานโฉนดชุมชน
• ปัญหาความเขา้ ใจและมมุ มองเกีย่ วกบั การปฏิรูปทด่ี นิ โดยชุมชน
การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเคล่ือนไหวเรียกร้องใน
ลกั ษณะใดกต็ าม มกั จะถกู ตง้ั คา� ถามจากสงั คม และถกู มองในแงล่ บ ดงั นนั้ การตอ่ สเู้ รอื่ ง
สิทธิที่ดินท�ากิน จึงถูกตราหน้าท้ังจากเจ้าหน้าท่ีรัฐ และสังคมภายนอกว่า เป็นผู้บุกรุก
เขา้ ไปในท่ีดินของผอู้ นื่ สรา้ งปัญหาความเดอื ดร้อนแก่สงั คม ซ่งึ มุมมองเหล่าน้ถี ือว่าเป็น
อคติ กอ่ ใหเ้ กดิ ความไมช่ อบธรรม ในกระบวนการแกไ้ ขปญั หาทด่ี นิ ทา� กนิ และการเขา้ ไป
ใช้ประโยชนใ์ นทด่ี นิ ของกลุ่มปฏิรูป
• ปญั หาคดคี วามของชาวบา้ น
ตงั้ แตก่ ลมุ่ ปฏริ ปู ทด่ี นิ เขา้ มาทา� ประโยชนใ์ นทดี่ นิ มชี าวบา้ นถกู จบั กมุ ดา� เนนิ คดี
ในขอ้ หาบกุ รกุ ทดี่ นิ เอกชน จา� นวน 17 ราย ปจั จบุ นั เหลอื คดที ย่ี งั อยรู่ ะหวา่ งการดา� เนนิ การ
อีก 3 คดี
• ปัญหาการด�าเนินการทลี่ า่ ชา้ ของภาครฐั
การด�าเนินการของรัฐในเรื่องการจดทะเบียนเป็นกลุ่มองค์กรการใช้ประโยชน์
ท่ีดิน เพ่ือให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลรองรับการขอพิจารณาเรื่องโฉนดชุมชน มีความล่าช้า
ทั้งท่พี นื้ ที่มีการประกาศให้เปน็ พ้นื ทน่ี �ารอ่ งเพ่ือจัดใหม้ ีโฉนดชมุ ชนไปแล้ว
• ปัญหาสมาชกิ เขา้ ร่วมกจิ กรรมไม่สมา�่ เสมอ
เนอ่ื งจากการดา� เนนิ การของกลมุ่ ปฏริ ปู ทดี่ นิ ตอ้ งมกี จิ กรรมทหี่ ลากหลาย ไมว่ า่
จะเป็นการประชุมประจ�าเดือน ท่ีสมาชิกทุกคนต้องเข้าร่วม และมีกิจกรรมเคลื่อนไหว
ร่วมกบั เครอื ขา่ ย ไมว่ า่ จะเปน็ การชมุ นมุ หรอื การรณรงคใ์ นรปู แบบตา่ ง ๆ การยนื่ หนงั สอื
เรยี กรอ้ งกบั หนว่ ยงานราชการ หรอื แมก้ ระทงั่ การไปใหก้ า� ลงั ใจกบั พน่ี อ้ งตา่ งชมุ ชน ทไี่ ดร้ บั
ความเดอื ดรอ้ นในประเดน็ ปญั หาเดยี วกนั ทา� ใหส้ มาชกิ บางคนทม่ี ภี ารกจิ สว่ นตวั หรอื คนท่ี
เหนอ่ื ยลา้ จากการทา� งาน ไมส่ ามารถเขา้ รว่ มกจิ กรรมได้ ทา� ใหต้ ดิ ตามสถานการณป์ ญั หา
ไม่ทัน
231
ข้อเสนอการสนับสนุนโฉนดชุมชนระดับพื้นท่ี
ความเขม้ แขง็ ของกลมุ่ ปฏริ ปู ทดี่ นิ บา้ นโปง่ เกดิ จากความเขม้ แขง็ ของตวั บคุ คล
ทเี่ ปน็ ผนู้ า� และกรรมการของชมุ ชน จงึ ทา� ใหส้ มาชกิ ทกุ คนเขา้ ใจหวั ใจของการจดั การพน้ื ที่
ในรูปแบบโฉนดชุมชน รวมท้ังเป้าหมายทิศทางของการเคล่ือนไหว เพ่ือให้รัฐบาลเร่ง
ดา� เนนิ การแกไ้ ขปญั หาทด่ี นิ ใหเ้ กดิ ความเปน็ ธรรมและยง่ั ยนื ตามทไ่ี ดม้ กี ารอนมุ ตั ไิ ปใน
รัฐบาลชุดท่ีแล้ว ซ่ึงในจุดน้ีเองชุมชนยังขาดการสื่อสาร เพื่อท�าความเข้าใจกับสังคม
ภายนอก ทยี่ งั มมี มุ มองทไี่ มด่ แี ละอคตติ อ่ แนวคดิ โฉนดชมุ ชน ดงั นนั้ ชมุ ชนจงึ ควรยกระดบั
ทา� ความเขา้ ใจกบั ชมุ ชนขา้ งเคยี ง องคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และสงั คมวงกวา้ งใหเ้ ขา้ ใจ
ในกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินของกลุ่มให้มากข้ึน เพ่ือให้ชุมชนข้างเคียง องค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน และคนในสังคมวงกว้าง เกิดความเข้าใจและให้การสนับสนุน
กจิ กรรมต่าง ๆ ของกลุม่ ปฏิรูปทีด่ นิ
ข้อเสนอการสนับสนุนโฉนดชุมชนระดับนโยบาย
• ชุมชนท่ีผ่านการพิจารณาเห็นชอบ ของคณะกรรมการประสานงานจัดให้มี
โฉนดชมุ ชน (ปจช.) แลว้ รฐั บาลควรสงั่ การไปยงั หนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ งทา� การสง่ มอบพนื้ ท่ี
ให้แก่ชุมชน เพื่อน�าไปบริหารจัดการภายใต้หลักการโฉนดชุมชนตามมติคณะกรรมการ
ปจช. โดยให้ชุมชนทผ่ี า่ นการรบั รองจาก ปจช. แล้ว มีสถานะเป็นนติ บิ ุคคล สามารถท�า
นิตกิ รรมได้
•ควรมกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขระเบยี บสา� นกั นายกฯในขอ้ ทเี่ ปน็ อปุ สรรคและขอ้ จา� กดั
ในการด�าเนินงานโฉนดชุมชนฯ ควบคู่ไปกับการพัฒนายกระดับระเบียบส�านักนายกฯ
ให้เป็นพระราชบัญญัติโฉนดชุมชน ในระหว่างที่พระราชบัญญัติยังไม่มีผลบังคับใช้
ให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องเร่งรัดด�าเนินการแก้ไขปรับปรุง กฎระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติ
ใหส้ อดคลอ้ งกบั แนวทางการดา� เนนิ งานโฉนดชมุ ชน ตามระเบยี บสา� นกั นายกรฐั มนตรวี า่
ด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553
• ควรเร่งรัดการออกกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า เพ่ือควบคุมการใช้
ประโยชน์จากที่ดิน และเร่งรัดจัดต้ังธนาคารทด่ี ิน ตามทีร่ ัฐบาลไดม้ นี โยบายประกาศไว้
เพ่อื น�าไปสู่การแกไ้ ขปญั หาที่ดินอย่างเปน็ ธรรมและยง่ั ยนื
232 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพทจี่ ับต้องได้
233
ห้วยหินลาดใน ชุมชนปกาเกอญอที่ต่อสู้เพื่อรักษาวิถีไร่หมุนเวียน
บา้ นหว้ ยหนิ ลาดใน เรยี กตามลกั ษณะของลา� หว้ ยทเ่ี ปน็ หนิ ลาดลงตามหว้ ย เปน็
ชนเผา่ ปกาเกอญอ ไมไ่ ดม้ กี ารบนั ทกึ ไวเ้ ปน็ หลกั ฐานทแี่ นน่ อนวา่ ไดก้ อ่ ตง้ั ขน้ึ เมอื่ ไหร่ แต่
จากการสอบถามผู้อาวุโสที่สุดในหมู่บ้าน ทราบว่าบ้านห้วยหินลาดใน มีอายุไม่ต�่ากว่า
100 ปี จากหลกั ฐานค�าบอกเล่าสืบต่อกันมา คือ มีผู้นา� หมู่บา้ นมาแล้ว 2 คน บรรพบุรษุ
ผู้ก่อต้ังชุมชน คือ นายสุกา ปะปะ ซ่ึงอพยพมาจาก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เม่ือคร้ังยัง
หนุ่มได้เดินทางมาที่บ้านป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ได้พบรักกับหญิงสาวชื่อนางนอ
คอื สาวปกาเกอญอ จนกระทง่ั แตง่ งาน มบี ตุ รดว้ ยกนั ตอ่ มาปี พ.ศ. 2432 ไดพ้ าครอบครวั
และญาตพิ น่ี อ้ งรวม 3 ครอบครวั เดนิ ทางเขา้ มาตง้ั รกรากอยทู่ บี่ า้ นแมฉ่ างขา้ ว (บา้ นหว้ ย
ทรายขาว) อ.เวยี งปา่ เปา้ จงั หวดั เชียงราย และไดม้ ีครอบครวั และสบื ทอดลูกหลาน
ปี พ.ศ. 2463 ทางการเขา้ มาจัดเก็บภาษกี ารท�าไร่ ภาษีสัตว์เล้ียง เชน่ ววั ควาย
พอปี พ.ศ. 2470 ประชากรได้เพม่ิ ข้ึนเปน็ 30 ครวั เรือน ทา� ใหท้ ่ที �ากนิ ไม่เพียงพอ ชาวบ้าน
จงึ ไดม้ กี ารแยกยา้ ยครอบครวั ออกไปหาทท่ี า� กนิ ใหม่ ทเ่ี ปน็ ทรี่ าบทา� นาได้ เชน่ บา้ นปนู นอ้ ย
บา้ นหว้ ยไร่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชยี งราย บา้ นออน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สว่ นทเี่ หลือก็จะ
อาศัยหมุนเวียนท�ามาหากิน ตามเทือกเขาท่ีไม่ห่างจากท่ีเดิมมากนัก ผู้เฒ่าเล่าว่าบ้าน
แมฉ่ างข้าว เปน็ หมู่บา้ นเก่าแก่ ผดี ุ ชาวบา้ นกลัวผจี งึ มาอยู่ท่ี คีสา่ วี มีความหมายว่า เปน็
พน้ื ทไ่ี รเ่ หลา่ เผาไมค่ อ่ ยไหม้ แตส่ ตั วป์ า่ รบกวนพชื ผลทป่ี ลกู ไว้ อาศยั อยไู่ ดเ้ พยี งชว่ งระยะ
เวลาหนงึ่ กย็ า้ ยไปอยหู่ วั นา้� หว้ ยหนิ ลาดและหอผที า่ ปจั จบุ นั เปน็ พน้ื ทท่ี า� นาของชาวบา้ น
หว้ ยหนิ ลาดใน
ปี พ.ศ. 2486 ไดย้ า้ ยไปอยทู่ ี่ หว้ ยแหง้ ปกาเกอญอ เรยี กวา่ ทโี กล๊ ะลอซิ มคี วาม
หมายวา่ นา้� หว้ ยแหง้ อยไู่ ดป้ ระมาณ 5 ปี จงึ พากนั ยา้ ยหมบู่ า้ น เพราะสาเหตเุ นอ่ื งมาจาก
มีน�้าไม่เพียงพอ และในช่วงน้ันมี 2 ครอบครัว ได้อพยพไปอยู่ที่บ้านห้วยหม้อ (ปัจจุบัน
เปน็ ทที่ า� กนิ บา้ นหนิ ลาดนอก) อ.เวยี งปา่ เปา้ จ.เชยี งราย สว่ นใหญก่ จ็ ะเคลอื่ นยา้ ยไมไ่ กล
จากเดมิ
ปี พ.ศ. 2490 ได้โยกย้ายไปอยู่ที่ฝายผี ชาวปกาเกอญอ เรียกว่า มือคาตอท่ี
มีความหมายว่า ฝายก้ันน�้าท่ีเกิดตามธรรมชาติ อยู่ได้เพียง 1 ปี ชาวบ้านก็พากันย้าย
หมู่บา้ น เพราะเชือ่ วา่ พ้นื ทบ่ี ริเวณน้ีผแี รง ท�าใหเ้ กดิ การเจ็บป่วย จึงย้ายไปอย่ทู ี่ เกอ่ ลแี ฮ
มีความหมายทีเ่ ปน็ พน้ื ท่ที มี่ ีลมพดั แรงทั้งกลางวนั และกลางคนื
234 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจ่ี บั ต้องได้
ปี พ.ศ. 2495 โยกย้ายหมู่บ้านมาอยู่บริเวณ เซวาเด่ มีความหมายที่เป็นพื้นที่
ปา่ ไม้กอ่ ขาว บนเนนิ เขาใกล้แหลง่ น�้า
ปี พ.ศ. 2503 ย้ายมาอยทู่ ่ี โชซโู กล๊ะ มคี วามหมายถงึ ทเ่ี ป็นพนื้ ท่ี ป่าไม้สนดา�
สตั วป์ ่า เช่น แรด ชอบอาศยั อยู่บริเวณนั้น
ปี พ.ศ. 2507 ยา้ ยมาอยทู่ ห่ี ม่บู ้านห้วยหินลาดใน จนถงึ ปัจจุบนั
ปี พ.ศ. 2511 - 2512 มกี ารแยกครอบครวั บางสว่ นไปอยหู่ ว้ ยหนิ ลาดนอก เพราะ
สะดวกในการท�านา บางสว่ นกต็ ามไปอย่กู บั พน่ี อ้ งบา้ นทา่ ขี้เหลก็ เพ่อื หาท่ีท�านา
ปี พ.ศ. 2543 ได้มีการรวบรวมหมู่บ้าน ห้วยหินลาดนอก, ห้วยหินลาดใน,
ผาเยือง, ห้วยทรายขาว ประกาศเป็นหมู่บ้านทางการ ห้วยหินลาดในเป็นหมู่บ้านหลัก
เมือ่ วันที่ 1 กนั ยายน 2543 ปัจจบุ ันมนี ายชัยประเสริฐ โพคะ ดา� รงต�าแหนง่ ผใู้ หญ่บา้ น
235
พื้นท่ีต้ังชุมชนห้วยหินลาดใน
ปจั จุบันชมุ ชนบ้านหว้ ยหินลาดใน ตงั้ อยู่ในหุบเขาอยู่ในเขตปา่ ธรรมชาติ (เป็น
ป่าสงวนแห่งชาติแม่ปูน,โป่งเหม็น) ท่ีคงสภาพอุดมสมบูรณ์สูง มีระดับความสูงจากน้�า
ทะเล 800 - 900 เมตร อาณาเขตของหมูบ่ ้านต้ังอย่บู ริเวณหบุ เขา มีนา้� ห้วยหนิ ลาดไหล
ผา่ นหมบู่ า้ น และตง้ั อยใู่ นเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตซิ ง่ึ ประกาศเมอ่ื ปี พ.ศ. 2517 ชาวบา้ นทกุ
ครอบครัวก่อสร้างบ้านด้วยไม้แบบถาวร พื้นท่ีท�ากินมีความลาดชันประมาณ 35 - 40
องศาขน้ึ ไป วถิ ชี ีวิตโดยท่ัวไป มีการพงึ่ พงิ กบั ป่าทเี่ ป็นแหล่งอาหารและสมนุ ไพร มรี ะบบ
การผลิตทางการเกษตรที่มีความหลากหลาย มีทั้งระบบการท�างาน ท�าสวนในลักษณะ
วนเกษตร และการทา� ไร่หมุนเวยี น ทยี่ งั มกี ารหมุนเวียน 7 - 10 ปี ต่อรอบ การเลยี้ งสตั ว์
ยงั คงเลย้ี งไวเ้ พอ่ื การบรโิ ภค และใชป้ ระกอบพธิ กี รรม เชน่ ไก่ เปด็ หมู่ ปจั จบุ นั มปี ระชากร
ในชมุ ชนจ�านวน 24 หลงั คาเรือน 105 คน เปน็ กล่มุ ชาติพนั ธุป์ กาเกอญอ สัญชาติไทย
วิถีการด�ารงชีวิต ศาสนาและวัฒนธรรม
ชาวปกาเกอญอยดึ หลักปรชั ญาพื้นฐาน 3 สิ่ง
ประการแรก ความสมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ ระหวา่ งคนกบั คน คอื ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
คนในครอบครัว เครอื ญาติ เพื่อนบา้ นท่ีต้องพึ่งพาอาศัยเกอ้ื กูลกนั และแลกเปลีย่ นเรยี น
ร้ซู ึ่งกนั และกนั ตลอดเวลา
ประการทส่ี องความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั ธรรมชาติเปน็ การแสดงถงึ ศกั ยภาพ
ในการเรียนรู้จากธรรมชาติแวดล้อม เพ่ือน�ามาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับการด�ารงชีวิต
ตนเอง
ประการท่ีสาม ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมท่ีอยู่เหนือธรรมชาติ
เปน็ การสรา้ งสญั ลักษณ์แทนสง่ิ ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ ซง่ึ มีคุณและโทษกบั มนษุ ย์ เพือ่ ใหร้ จู้ กั ย�าเกรง
และใหค้ วามเคารพกับสง่ิ ทเี่ รียกว่าการท�าดแี ละท�าช่วั
ชาวบ้านนับถือผีเจ้าที่ ส่ิงศักด์ิสิทธ์ิและผสมผสานกับการนับถือศาสนาพุทธ
ยงั คงมกี ารประกอบพธิ กี รรมในการเลย้ี งผปี า่ ผนี า้� ผไี ร่ และการผกู ขอ้ มอื สขู่ วญั และยงั คง
236 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่ีจบั ตอ้ งได้
วฒั นธรรมความเปน็ อยแู่ บบดงั้ เดมิ ไว้ เชน่ การทอผา้ และยา่ มไวใ้ สเ่ อง และตา� ขา้ วกนิ เอง
มีวิถชี ีวิตท่ีมีการพง่ึ พาภายนอกนอ้ ย
ชุมชนมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติค่อนข้างสูง ทุกครอบครัวจะมีสายสัมพันธ์
เกย่ี วขอ้ งกนั หมด ตระกลู หลกั ๆ ในชมุ ชนมอี ยู่ 4 ตระกลู ไดแ้ ก่ ศริ ,ิ โพคะ, ปะปะ และแอดู
ลกั ษณะความสมั พนั ธเ์ ชงิ เครอื ญาตทิ า� ใหช้ าวบา้ นใหค้ วามรว่ มมอื ตอ่ การทา� กจิ กรรมตา่ ง ๆ
ท้ังกิจกรรมภายในหมู่บ้าน มีการช่วยเหลือร่วมแรงร่วมใจกันในกิจกรรมต่าง ๆ ภายใน
ชมุ ชน เชน่ การเอามอ้ื เอาวนั การลงแขก และงานสว่ นรวมของชมุ ชน เชน่ การทา� แนวกนั ไฟ
การดับไฟป่า และงานท่ีเกี่ยวข้องกับประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ
ปัจจุบันชุมชนมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกชุมชนมากขึ้น ท้ังในด้านการ
ปกครอง การศกึ ษา การรักษาพยาบาล และการค้าขาย ฯลฯ โดยคนในชุมชนยงั คงรกั ษา
อตั ลกั ษณท์ างวฒั นธรรมและประเพณเี อาไว้ และสามารถน�าความรจู้ ากภายนอกมาปรบั ใช้
ได้อยา่ งเหมาะสม
237
238 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้
การใช้ประโยชน์ท่ีดินของชุมชน
ชมุ ชนมพี น้ื ทที่ ง้ั หมดประมาณ 10,221 ไร่ แบง่ พน้ื ทอ่ี อกเปน็ 2 ประเภทคอื พนื้ ท่ี
ป่าชุมชนและป่าอนุรักษ์ เนื้อที่ประมาณ 5,889 ไร่ พื้นท่ีป่าชุมชน ชาวบ้านสามารถใช้
ประโยชน์ได้ โดยการเอาไม้มาสร้างบ้าน ซ่อมแซมบ้านเรือน หาอาหาร สมุนไพร และ
ล่าสัตว์ ส่วนพืน้ ทีท่ �ากิน มีเนอื้ ทีป่ ระมาณ 1,632 ไร่
วิถีชีวิตปกาเกอญอมีการจัดสรรพื้นท่ีเป็นสัดส่วน และมีวิถีการผลิตแบบ
ไร่หมุนเวียน ท่ีมีวิธีคิด และปรัชญาอยู่เบื้องหลังมากมาย ชุมชนมีการจัดแบ่งพื้นท่ีเป็น
5 ลักษณะ
• พื้นท่ีหมู่บ้าน เป็นเขตพ้ืนที่ต้ังของหมู่บ้าน อันเป็นท่ีอยู่อาศัย ท่ีปรุงอาหาร
ทพี่ ดู คยุ สนทนา ทพ่ี กั ผอ่ น และทห่ี ลบั ทน่ี อน มขี อบเขตตามขนาดของชมุ ชน ภายในพน้ื ที่
หมบู่ า้ นจะมกี ารตดั ตน้ ไมอ้ อกไปบา้ ง เพอื่ ใหโ้ ลง่ พอทจ่ี ะสรา้ งบา้ นและจดั ตง้ั เปน็ ชมุ ชนได้
อยา่ งไรกต็ าม หลังจากนนั้ กจ็ ะมกี ารปลกู ต้นไม้ใช้สอย หรอื ไม้ผลเพ่อื การบรโิ ภคทดแทน
เพ่ือใหพ้ ้ืนท่ีหมู่บ้านแลดเู ขยี วขจแี ละร่มรนื่ อยูเ่ สมอ เชน่ ไม้ไผ่ มะม่วง ขนนุ
เหตผุ ลของการจดั การพนื้ ทหี่ มบู่ า้ นใหม้ ลี กั ษณะเชน่ น้ี เพราะถอื เปน็ วธิ คี ดิ และ
อุดมคติของชุมชนปกาเกอญอทั่วไป หากหมู่บ้านใดไม่สามารถบรรลุตามอุดมคติน้ีได้
ก็จะมีการกล่าวต�าหนิบรรดาผู้ปกครองดูแลหมู่บ้านว่า ไม่สามารถท�าให้หมู่บ้านร่มรื่น
รม่ เย็นได้ และกลายเปน็ หมบู่ า้ นทีอ่ ยู่ไมไ่ ด้
• พืน้ ทปี่ ่ารอบหมู่บ้าน พน้ื ท่ปี ่าบรเิ วณรอบ ๆ หมูบ่ า้ นจะมีการเก็บไว้ เปน็ ป่า
ตอ้ งหา้ มทางความเชอื่ เพราะพน้ื ทปี่ า่ แหง่ นจ้ี ะเกบ็ ไวส้ า� หรบั ทา� พธิ กี รรมทางความเชอื่ ตา่ ง ๆ
เช่น การปัดรังควาญ การเรียกขวัญ การสะเดาะเคราะห์ เป็นพ้ืนที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่ง
ทไ่ี ดร้ บั ความเคารพยา� เกรงเปน็ อย่างมาก
• พ้ืนที่นา เลยจากพ้ืนที่ป่ารอบหมู่บ้าน จะเป็นพ้ืนท่ีราบลุ่มตามล�าห้วยสาย
หลกั ๆ ของหมูบ่ า้ น ซึ่งสามารถทดนา้� เขา้ ไปได้ พืน้ ที่เหล่าน้จี ะมีการบกุ เบิกเปน็ ท่ีนา
• พ้ืนท่ีสวนหัวไร่ปลายนา เป็นบริเวณท่ีอยู่สูงถัดจากระดับนาขึ้นไปเล็กน้อย
ทน่ี า้� ไมส่ ามารถเข้าไปได้ จดั ให้เปน็ พ้ืนท่ีท�าสวน โดยมากจะมีการปลกู ไม้ผล เชน่ กลว้ ย
มะละกอ เปน็ ตน้ อยา่ งไรกต็ าม พชื ผกั สวนครวั บางชนดิ กป็ ลกู ในทนี่ ด้ี ว้ ยเชน่ กนั เชน่ พรกิ
มะเขอื มนั เปน็ ตน้ ถอื เปน็ สวนครวั แหง่ ทสี่ องนอกจากสวนครวั ทบ่ี า้ น ใชป้ ระโยชนใ์ นการ
เก็บพืชผักผลไม้เวลามาทา� งานและอาศัยอยู่ในนา
239
• พนื้ ทไ่ี รห่ มนุ เวยี น คอื พนื้ ทป่ี า่ สา� หรบั ทา� กนิ ในรปู แบบไรห่ มนุ เวยี นโดยเฉพาะ
ถอื เปน็ พ้ืนที่เศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ ส�าหรับการพ่ึงตนเองที่ส�าคัญของชุมชน เป็นแหล่ง
ผลิตอาหารทัง้ ข้าวและพชื ผกั นา ๆ ชนิด เป็นพน้ื ท่ที ถ่ี กู ปลอ่ ยให้พกั ฟน้ื ตงั้ แต่ 6 - 10 ปีขึ้น
ไป หรอื ทเี่ รยี กวา่ “ไรเ่ หลา่ ” เมอื่ อายพุ กั ฟน้ื เวยี นมาถงึ พน้ื ทเี่ หลา่ นจ้ี ะถกู แผว้ ถางหมนุ เวยี น
ทา� เป็นไร่ต่อไป
รอบของไรห่ มนุ เวียน
กระบวนการท�าไร่หมุนเวียน จะมีการปล่อยท่ีดินให้พักฟื้นในระยะเวลาหน่ึง
จนธรรมชาติฟื้นคืนสภาพดังเดิม จะมีการกลับเข้ามาใช้ประโยชน์ในพ้ืนที่น้ันอีกครั้ง
ซ่ึงถือว่าเป็นการใช้ท่ีดินให้เกิดสมดุล และความยั่งยืนของระบบนิเวศ และความม่ันคง
ของมนุษย์มากทีส่ ดุ ประกอบไปด้วย
1.ไรป่ ที ที่ า� กนิ ไรเ่ หลา่ ทถี่ กู ปลอ่ ยใหพ้ กั ฟน้ื ไดอ้ ายทุ เี่ หมาะสมในการใชป้ ระโยชน์
แลว้ จึงกลับมาถางไร่ เขา้ ท�าประโยชน์อีกครง้ั จะตกอย่ใู นชว่ ง 6 - 10ปี
2.ไรเ่ หลา่ พกั ฟน้ื 1 ปี คอื ไรเ่ หลา่ ทถ่ี กู ปลอ่ ยทงิ้ ไว้ 1 ปี ซง่ึ ไรเ่ หลา่ ปนี หี้ ลงั จากเกบ็ เกย่ี ว
ขา้ วเสรจ็ ยงั มพี ืชอีกหลายชนิด ใหส้ ามารถเกบ็ กินไดอ้ กี มากมาย เช่น เผือก มัน กะเพรา
ฟกั เขยี ว เปน็ ตน้ ในระยะนจ้ี ะมกี ารเขา้ ไปเกบ็ เกยี่ วผลผลติ ตา่ ง ๆ เหลา่ น้ี ไวบ้ รโิ ภคยามแลง้
3.ไรเ่ หลา่ พักฟืน้ 2 ปี หรอื ไรเ่ หล่าขาว ทเี่ รียกเชน่ น้เี พราะว่า ในระยะนจี้ ะมีตน้
หนาดหรือต้นสาบเสือข้ึนเต็ม และจะออกดอกสีขาวให้เห็นเต็มไปหมด ซ่ึงค�าเรียกชื่อน้ี
สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างชัดเจน ไร่เหล่าปีน้ียังมีพืชอีกหลาย
ชนดิ ท่สี ามารถเก็บกินได้ เช่น พริก มะเขอื พรอ้ มกบั มีสัตว์ป่าขนาดเลก็ เขา้ มาอาศัยและ
หากนิ พชื ผกั ที่ยังเหลืออยู่ในไร่ เชน่ นกกระทา นกกระจาบ และหนู
4.ไร่เหลา่ พกั ฟ้นื 3 ปี หรือไรเ่ หล่าออ่ น ทเ่ี รยี กเช่นนเ้ี พราะว่าในช่วงน้ี จะมตี น้ ไผ่
ที่ก�าลังแตกหน่ออ่อนขึ้นอยู่เป็นจ�านวนมาก จะไม่มีต้นหนาดหรือต้นสาบเสือให้เห็นอีก
เพราะยอดไมไ้ ผไ่ ดข้ นึ้ มาแทนที่ ไรเ่ หลา่ ในระยะนยี้ งั มพี ชื ทส่ี ามารถเกบ็ กนิ ในไรไ่ ดอ้ กี เชน่
มะละกอ กล้วย และมีสตั ว์ปา่ บางชนดิ เข้ามาพกั อาศยั และหากนิ เชน่ หมปู ่า เก้ง เป็นตน้
ในช่วงนี้นี่เองที่ไร่เหล่าอ่อนนี้ได้กลายเป็นสถานท่ีขยายพันธุ์สัตว์ป่าอย่างดี เป็นสถานท่ี
เพือ่ ความอย่รู อดของสตั วท์ งั้ หลาย
5.ไรเ่ หล่าพกั ฟ้ืน 5 ปี หรือไรเ่ หล่าหนุ่ม ทเ่ี รียกเช่นนเี้ พราะวา่ ในชว่ งนี้ หลงั จาก
มีการทิ้งระยะพักฟื้นไปนาน ขนาดของต้นไม้ก็จะเท่าต้นแขน ต้นขา เปรียบได้กับคนวัย
หนุ่มสาวทก่ี า� ลงั เจริญเติบโต ตน้ ไมห้ ลายชนิดออกดอก ออกผล ให้เกบ็ กนิ ได้แล้ว อกี ทง้ั
240 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่ีจับตอ้ งได้
ต้นหญ้าชนดิ ต่าง ๆ ได้เน่าเปื่อยผพุ งั กลายเป็นดนิ หมดแลว้ จะเหน็ ว่าไร่เหล่าชว่ งนีด้ ินจะ
มคี วามอุดมสมบรู ณ์มาก
6.ไรเ่ หล่าพกั ฟนื้ 6 ปี หรือไรเ่ หลา่ แก่ คือไร่เหล่าท่ถี กู ทิ้งไวจ้ นครบ 6 ปี ก�าลังจะ
เข้าสู่ปีที่ 7 ก็จะน�าไร่เหล่าปีนี้กลับมาถางเพ่ือใช้ท�าประโยชน์อีกครั้ง ถือเป็นไร่เหล่าที่มี
ความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดเหมาะแก่การเพาะปลูก และจะได้ข้าวและพืชผักท่ีมีความ
อดุ มสมบรู ณ์
•พ้ืนท่ีป่าอนุรักษ์ พ้ืนท่ีป่าเพื่อการอนุรักษ์เป็นการเฉพาะ โดยมากพื้นที่น้ีจะ
เปน็ ปา่ ตน้ นา้� ลา� ธารเปน็ ปา่ ดงดบิ มภี มู อิ ากาศทช่ี มุ่ ชนื้ ตลอดทงั้ ปีหา้ มใชป้ ระโยชนใ์ นรปู แบบ
ทอ่ี ยอู่ าศยั และทท่ี า� กนิ โดยเดด็ ขาด แตอ่ าจใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งอนื่ ไดบ้ า้ ง เชน่ เกบ็ อาหารปา่
ทเ่ี ป็นพชื ผักชนิดต่าง ๆ เปน็ ทล่ี ่าสัตว์ป่า เกบ็ สมุนไพร
รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาท้องถ่ิน เป็นกระบวนการ
สบื ทอดภมู ปิ ญั ญา บนพนื้ ฐานความสมั พนั ธท์ ใี่ กลช้ ดิ ของคนกบั ธรรมชาติ ทรี่ จู้ กั วธิ กี ารใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ในขณะเดียวกันก็ให้ความเคารพย�าเกรง
ต่อธรรมชาติ ปกปักรักษาดูแลให้ทรัพยากรธรรมชาติ อยู่ในสภาพท่ีสมบูรณ์เกิดความ
ย่ังยนื ตอ่ ไป
241
พัฒนาการจัดการที่ดินชุมชนหินลาดใน
พฒั นาการประวตั ศิ าสตรก์ ารใชท้ ด่ี นิ ของชมุ ชนหนิ ลาดใน สามารถแบง่ ออกเปน็
ได้ 3 ช่วง คือ 1.ชุมชนจัดการทรัพยากรเอง โดยการต้ังถ่ินฐานและระบบการผลิต
2. สัมปทานป่าไม้ การขยายตัวของอา� นาจทุน 3. การแย่งชงิ ทรัพยากร
ช่วงแรก ชุมชนจัดการทรพั ยากรเอง
มกี ารกอ่ ตง้ั ลงหลกั ปกั ฐานเปน็ การถาวร โดยมกี ารสรา้ งบา้ นและทา� ไรห่ มนุ เวยี น
เพอ่ื ปลกู ขา้ วและพชื อน่ื ทเ่ี ปน็ อาหาร บกุ เบกิ ทน่ี าเพอื่ ทา� นา แตก่ ารทา� นาไดผ้ ลดบี า้ งไมด่ ี
บา้ ง การทา� นาอยา่ งเดยี วจงึ มขี า้ วไมพ่ อกนิ ชาวบา้ นจงึ ทา� ไรห่ มนุ เวยี นเพอื่ ผลติ ขา้ วเพม่ิ ขนึ้
แตก่ ารท�าไร่หมุนเวยี นกม็ ีวิธกี ารพักดนิ ทิ้งไว้ 6 - 10ปี
การท�าไรน่ น้ั จะปลูกข้าวไร่ และปลกู พืชผกั อืน่ ๆ ด้วย เช่น แตง พริก มะเขือ ใน
ไร่ข้าวดว้ ย มกี ารปลูกฝ้ายเอาเสน้ ใยมาทอผา้ ไมม่ ีการคา้ ขาย เพราะการผลติ เปน็ ไปเพื่อ
ยงั ชพี เปน็ หลกั พง่ึ พาปา่ เปน็ หลกั แตม่ กี ารแลกเปลยี่ นผลผลติ กบั หมบู่ า้ นอน่ื บา้ ง ในสว่ น
ความสมั พนั ธ์กบั อ�านาจรัฐนั้น ชาวบา้ นได้มกี ารจา่ ยค่าแรงแทนเกณฑ์ในปี พ.ศ. 2463
ชว่ งทส่ี อง การสมั ปทานป่าไม้
การสัมปทานป่าไม้ ช่วง พ.ศ. 2529 – 2531 ถือว่าเป็นการเข้ามาของระบบ
เศรษฐกิจแบบทนุ นิยมคร้ังแรก ที่ส่งผลกระทบคร้งั สา� คญั กบั ชาวบ้าน เนือ่ งจากมีการให้
เอกชนสัมปทานป่าไม้ และการสร้างถนนมีการท�าลายผืนป่าเป็นจ�านวนมาก เป็นการ
ท�าลายขวัญก�าลังใจ ความเชื่อม่ันของชาวบ้านที่ผูกขวัญไว้กับต้นไม้ ท�าให้ชาวบ้านลุก
ขน้ึ มาต่อสู้เพอื่ รักษาผืนป่าไว้ โดยการเรยี กร้องไม่ให้ตัดต้นไม้ในพ้ืนทช่ี ุมชน แตก่ ารเรียก
รอ้ งกไ็ ม่เปน็ ผล จนในท่สี ดุ รัฐบาลประกาศยกเลกิ สัมปทานปา่ ไม้ไป ในพ.ศ. 2530 แตผ่ ล
กระทบและความเสยี หายไมอ่ าจเรยี กคนื ได้ การคดั คา้ นสมั ปทานปา่ ไมใ้ นครง้ั นน้ั เกดิ ขนึ้
พร้อม ๆ กันในอีกหลายพื้นที่ท่ัวประเทศ เป็นกระแสการคัดค้าน ที่เกิดจากการต้องการ
รกั ษาป่าต้นน้�า และหวงแหนปา่ ไมไ้ ว้ใหล้ กู หลาน
ช่วงทสี่ าม การจดั การทรพั ยากรรว่ มกบั รัฐ
การยกเลกิ สมั ปทานปา่ ไม้ไปใน พ.ศ. 2530 เหตุการณ์ครั้งนั้น ท�าใหช้ าวบ้านมี
242 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพทจ่ี บั ตอ้ งได้
ความต่ืนตัวต่อการต่อสู้ปกป้องผืนป่า ที่เป็นดั่งชีวิตและลมหายใจของชุมชน ในขณะท่ี
เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวและเจริญเติบโตมากขึ้น อีกด้านหน่ึงรัฐก็ด�าเนิน
นโยบายยดึ ถอื ปา่ ทงั้ หมดเปน็ ของรฐั และไมย่ อมรบั สทิ ธปิ ระเพณขี องชมุ ชนในการจดั การ
ดูแลปา่ มีการเข้มงวดกวดขนั กบั ชมุ ชนทอ่ี ยใู่ นเขตป่า และใช้ประโยชนท์ รัพยากรจากป่า
ซง่ึ นโยบายดังกล่าว ท�าใหเ้ กิดการแยง่ ชิงทรพั ยากรระหวา่ งชุมชนกบั เจา้ หน้าท่ีรฐั
ในขณะเดยี วกนั ชมุ ชนกแ็ สดงจดุ ยนื ขอรว่ มจดั การทรพั ยากรของชมุ ชนรว่ มกบั
รัฐ เน่ืองจากชุมชนมีความรู้การจัดการป่าไม้ท่ีส่ังสมจากบรรพบุรุษ ชุมชนหินลาดใน
สามารถพิสูจน์ให้เจ้าหน้าท่ีป่าไม้เห็นว่า แนวทางการจัดการทรัพยากรป่า และการใช้
ประโยชนข์ องชมุ ชนเ ปน็ การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตใิ หเ้ กดิ ความยงั่ ยนื และสมดลุ ใน
ระบบนเิ วศได้ รวมทงั้ การมรี ะเบยี บ กฎเกณฑ์ วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ เ่ี ครง่ ครดั ของคนในชมุ ชน ทา� ให้
เจา้ หนา้ ทรี่ ฐั ในทอ้ งถน่ิ ใหก้ ารยอมรบั กฎระเบยี บเหลา่ นน้ั รวมทง้ั มกี ารจดั กจิ กรรมรว่ มกบั
ชุมชนทง้ั โครงการปอ้ งกันไฟป่า และร่วมกันทา� แนวกันไฟ
กฎเกณฑ์และการจัดการที่ดิน
ชมุ ชนแบง่ พน้ื ทใ่ี นชมุ ชนเปน็ พนื้ ทอ่ี ยอู่ าศยั 18 แปลง 23 ครอบครวั จา� นวน 12 ไร่
0 งาน 18 ตารางวา พ้ืนทที่ า� กนิ สวนไมย้ นื ต้น, นา, ไร่ถาวร จา� นวน 794 ไร่ 0 งาน 82
ตารางวา และพน้ื ท่ไี รห่ มนุ เวยี น จ�านวน 823 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา
ชุมชนมีกฎเกณฑก์ ารใชป้ ระโยชน์ที่ดิน คอื
1. งดเว้นการใช้สารเคมใี นไรห่ มนุ เวยี น ในกรณีพ้นื ทอ่ี นื่ ๆ ให้หลกี เล่ยี งหรอื ใช้
ในปรมิ าณทเี่ หมาะสมตามความจ�าเป็น ภายใตก้ ารควบคมุ และตรวจสอบของชมุ ชน
2. หา้ มไมใ่ หใ้ ชร้ ถไถหรอื เครอ่ื งจกั รในการพลกิ หนา้ ดนิ ในพน้ื ทท่ี ม่ี คี วามลาดชนั
3. การเปล่ียนแปลงการใช้ที่ดินและรูปแบบการผลิต ต้องผ่านความเห็นชอบ
จากทปี่ ระชมุ ของหม่บู ้าน
4. การทา� การเกษตรในระบบไรห่ มนุ เวยี นและพน้ื ทนี่ า ใหเ้ นน้ การใชพ้ นั ธพ์ุ ชื พนื้
บ้านหรอื พันธพ์ุ ชื ในทอ้ งถิ่นเป็นหลักในการเพาะปลูก
5. พื้นที่ไร่เหล่าสามารถใช้ประโยชน์ได้เมื่อครบรอบการหมุนเวียน และใช้ได้
เพียง 1 ปตี อ่ รอบ
243
6. ห้ามขยายพ้ืนท่ีท�ากินออกไปนอกขอบเขตพื้นที่ตามที่ได้ส�ารวจไว้ในแผนท่ี
1:4000
7. ในการเผาไร่ทุกครั้ง สมาชิกในชมุ ชนต้องช่วยกันทา� แนวกนั ไฟ และควบคมุ
ดูแลไมใ่ ห้ไฟลุกลามไปนอกพ้ืนที่
ชุมชนมีการจดั การระบบกรรมสทิ ธทิ์ ดี่ นิ ร่วม คือ
1. ให้มีการจัดการบริหารที่ดินทุกแปลงในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วม ส่วนสิทธิการ
ใช้ประโยชนจ์ ะไดร้ ับรองสิทธภิ ายใตโ้ ฉนดชุมชน
2. กฎระเบียบการจดั การท่ีดนิ แสดงเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรทีส่ มาชิกเหน็ รว่ มกัน
3. ทดี่ นิ สามารถตกทอดเปน็ มรดกแกล่ กู หลานได้ โดยตอ้ งแจง้ กบั คณะกรรมการ
เม่อื มกี ารเปล่ียนแปลงการถือครองทด่ี นิ
4. การเปลี่ยนมือหรือการขายสิทธิในการใช้ประโยชน์ท่ีดิน ต้องผ่านกองทุน
ธนาคารทดี่ นิ เทา่ นน้ั และผทู้ จี่ ะไดร้ บั มอบสทิ ธจิ ากชมุ ชนตอ้ งเปน็ สมาชกิ ในชมุ ชนเทา่ นน้ั
5. ห้ามมใิ ห้บคุ คลภายนอกเชา่ หรือใช้ประโยชนท์ ่ีดินในชมุ ชน
6. ให้แต่ละชุมชนมีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพ่ือท�าหน้าท่ีในการตรวจสอบ
ควบคุม และบรหิ ารจัดการที่ดินใหเ้ ป็นไปตามกฎระเบียบและขอ้ ตกลงของชุมชน
7. ให้มีการส�ารวจข้อมูลรายแปลง และจัดท�าขอบเขตท่ีดินท�ากินลงในแผนท่ี
ภาพถา่ ยทางอากาศ 1:4000 และทา� การปกั หลกั หมดุ ในพน้ื ทเี่ พอ่ื แสดงแนวเขตของทด่ี นิ
ทา� กนิ
8. การแกไ้ ขกฎระเบยี บใหก้ ระทา� ไดโ้ ดยมตขิ องคณะกรรมการเครอื ขา่ ย 3 ชมุ ชน
244 / โฉนดชุมชน จินตภาพท่จี บั ต้องได้
หลักการกองทุนธนาคารที่ดินชุมชน
1. เกบ็ ออมเงนิ รว่ มกนั โดยคดิ เปน็ เงนิ ไรล่ ะ 1 บาท ตอ่ เดอื น เพอื่ ใชจ้ า่ ยเงนิ เปน็
คา่ ใชจ้ า่ ยในการจัดกิจกรรมภายในชมุ ชนและเปน็ ค่าประสานงาน คา่ เดินทาง ค่าอาหาร
ของคณะทา� งานในการติดตามนโยบาย
2. เก็บออมเงินร่วมกันในส่วนของบ้านหินลาดในและผาเยือง โดยคิดเป็นเงิน
คนละ 10 บาทต่อเดือน
3.เกบ็ ออมเงนิ รว่ มกนั ในสว่ นบา้ นหนิ ลาดนอกโดยคดิ เปน็ เงนิ ครอบครวั ละ10บาท
ต่อเดอื น
4. ไดร้ บั การสนบั สนนุ จากองคก์ รภาคอี น่ื โดยใชก้ ารประชมุ รว่ มกนั ในการจดั สรร
งบประมาณสว่ นหน่ึงเข้ากองทุนธนาคารท่ีดนิ
5. ใชเ้ งนิ กองทนุ ธนาคารท่ดี ินจดั ซ้อื ทด่ี ิน ที่สมาชิกต้องการขายและเปลยี่ นมือ
ภายในชมุ ชนโดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการชุมชน
245
พ้ืนที่โฉนดชุมชนและเขตวัฒนธรรมพิเศษ
ปจั จบุ ันชุมชนบ้านหินลาดใน ไดร้ บั การอนมุ ัตจิ ากคณะกรรมการประสานงาน
เพ่ือจดั ให้มโี ฉนดชมุ ชน (ปจช.) ให้เปน็ พืน้ ทนี่ �ารอ่ งโฉนดชุมชน และก�าลงั อยูใ่ นระหว่าง
การด�าเนนิ การ จดทะเบยี นเป็นนิติบุคคลเพ่อื รองรบั สทิ ธิการใช้ประโยชนใ์ นท่ดี นิ ปฏิรูป
วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ชุมชนบ้านหินลาดใน เป็น
พน้ื ทนี่ า� รอ่ งเขตวฒั นธรรมพเิ ศษสา� หรบั กลมุ่ ชาตพิ นั ธป์ุ กาเกอญอ และมแี ผนทจี่ ะดา� เนนิ
การเพิกถอนพื้นที่ ท่ีรัฐประกาศเป็นพ้ืนท่ีป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนซึ่งทับซ้อนกับท่ีท�ากินและ
ทอ่ี ยอู่ าศยั ของชมุ ชน อกี ทง้ั ยงั สง่ เสรมิ และยอมรบั ระบบไรห่ มนุ เวยี น ซง่ึ เปน็ วถิ วี ฒั นธรรม
ของชุมชน ท่ีเอ้ือต่อการใช้ทรัพยากรอย่างย่ังยืน รวมท้ังจะผลักดันให้ระบบไร่หมุนเวียน
ของชาวกะเหรี่ยงเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม รวมทั้งการสนับสนุนการใช้ประโยชน์ใน
พื้นท่ี และการจัดการที่ดนิ ของชุมชนทอ้ งถนิ่ ดงั้ เดิม เชน่ การออกโฉนดชุมชน
กิจกรรมองค์กรและความร่วมมือกับเครือข่าย
• กจิ กรรมการทา� แนวกนั ไฟ เรม่ิ ท�าชว่ งเดอื นกมุ ภาพันธ์ - มีนาคม ของทกุ ปี
• มกี ารสร้างหอคอยเผา้ ระวังไฟปา่ ไดร้ ับงบประมาณสนับสนนุ จาก องคก์ าร
บรหิ ารสว่ นต�าบล
• ออกสา� รวจและตรวจปา่ เพอื่ สอดสอ่ งดแู ล และปอ้ งกนั การบกุ รกุ จากบคุ คล
ภายนอก โดยใหถ้ ือเป็นหน้าที่ของทุกคนทอ่ี าศยั อยใู่ นชมุ ชนบา้ นห้วยหินลาดใน
•เคลอ่ื นไหวชมุ นมุ รว่ มกบั เครอื ขา่ ยปฏริ ปู ทด่ี นิ ภาคเหนอื ยนื่ หนงั สอื ตอ่ หนว่ ยงาน
ราชการเพื่อขอให้มีการแก้ไขปัญหา จัดวงเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตลอดจนหา
แนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนอ่ืน ๆ ในเครือข่าย วางแผน วิเคราะห์นโยบายและ
ยทุ ธศาสตรร์ ว่ มกนั กบั เครอื ขา่ ยทง้ั ในระดบั จงั หวดั และระดบั ประเทศ และศกึ ษาดงู านเพอื่
ให้เห็นกระบวนการ หรือวิธีการท�างานของแต่ละพื้นที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อน�ามาปรับใช้ให้เหมาะสมกบั ชุมชนของตนเอง
246 / โฉนดชมุ ชน จินตภาพที่จับตอ้ งได้
ปัญหาอุปสรรคการด�าเนินการโฉนดชุมชน
• ปัญหาความเขา้ ใจและมุมมองเกี่ยวกบั วถิ ีการผลิตไร่หมุนเวยี น
การผลิตแบบไร่หมุนเวียนมักจะถูกตั้งค�าถามและถูกมองในแง่ลบ ว่าเป็นวิถี
การผลติ แบบลา้ หลงั ทา� ลายปา่ ดงั นนั้ การตอ่ สเู้ รอื่ งสทิ ธใิ นการจดั การทรพั ยากรของชมุ ชน
หนิ ลาดในต้องต่อสู้กบั มายาคติของสังคมภายนอกท่ีตราหน้าว่า ชาวเขาเป็นผูท้ า� ลายป่า
สรา้ งปญั หาความเดอื ดรอ้ นแกส่ งั คม รวมถงึ การเหมารวมวา่ โฉนดชมุ ชนเปน็ การเอาพน้ื ท่ี
ป่ามาเปน็ ของตนเอง
• ปัญหากฎระเบียบและหลักเกณฑ์ของรัฐทซ่ี ับซ้อน
กฎเกณฑท์ ย่ี งุ่ ยากของรฐั ทร่ี ะบใุ หช้ มุ ชนทต่ี อ้ งการเปน็ พน้ื ทโี่ ฉนดชมุ ชนตอ้ งจด
ทะเบยี นเปน็ นติ บิ คุ คลเพอื่ รองรบั สทิ ธกิ ารใชป้ ระโยชน์ เปน็ ปญั หาอปุ สรรคในการดา� เนนิ การขอ
ออกโฉนดชมุ ชน
247
ข้อเสนอการด�าเนินการโฉนดชุมชนระดับพ้ืนท่ี
• ความเข้มแข็งของชุมชนเกิดจากสมาชิกชุมชน ท่ีมีการถ่ายทอดภูมิปัญญา
ส่ังสมความรู้ในเรื่องการจัดการทรัพยากรป่า ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและให้เกิดความ
ยั่งยืน เป็นกระบวนการทางความคิดที่ตกทอดมาเฉพาะภายในชุมชนชาติพันธุ์เดียวกัน
แต่คนภายนอกยังขาดการรับรู้ ท�าให้มีความเข้าใจผิดในวิถีชีวิตของชุมชน ดังน้ันชุมชน
จงึ ควรถา่ ยทอดองคค์ วามรู้ ในรปู แบบสอื่ ลกั ษณะตา่ งๆ ทท่ี า� ใหค้ นภายนอกสามารถเขา้ ใจ
ชมุ ชนไดง้ ่ายขน้ึ
• ในขณะทเ่ี จา้ หนา้ ทรี่ ฐั ใหก้ ารยอมรบั กฎระเบยี บวธิ ปี ฏบิ ตั ขิ องชมุ ชน ชมุ ชนควร
จดั ทา� รา่ งสญั ญาประชาคมกบั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และหนว่ ยงานรฐั อน่ื ในทอ้ งถน่ิ
ใหเ้ ขา้ ใจและยอมรบั วธิ กี ารปฏบิ ตั ขิ องชมุ ชน โดยแจง้ ประกาศใหท้ ราบโดยทวั่ กนั ภายใน
เขตการปกครองท้องที่ของชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาท่ีอาจเกิดข้ึนในภายหลังว่า รัฐและ
เจา้ หนา้ ที่ของรัฐไม่ยอมรบั หลักการของชุมชน
248 / โฉนดชุมชน จนิ ตภาพที่จับตอ้ งได้
ข้อเสนอการด�าเนินการโฉนดชุมชนระดับนโยบาย
• ชมุ ชนทีผ่ า่ นการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงานเพอ่ื จดั ให้
มีโฉนดชุมชน (ปจช.) แล้ว รัฐบาลควรส่ังการไปยังหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ท�าการส่งมอบ
พน้ื ทใ่ี หแ้ กช่ มุ ชน เพอ่ื นา� ไปบรหิ ารจดั การภายใตห้ ลกั การโฉนดชมุ ชน โดยใหช้ มุ ชนทผี่ า่ น
การรับรองจาก ปจช. แลว้ มสี ถานะเป็นนติ บิ ุคคล สามารถท�านิติกรรมได้ โดยไมต่ อ้ งจด
ทะเบียนเป็นนิติบุคคลอีก และไม่ต้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เป็นผู้ตรวจสอบอีกรอบในการอนมุ ตั ิพื้นที่จดั ท�าโฉนดชุมชน
•ควรเรง่ รดั ออกกฎหมายเกยี่ วกบั หลกั ปฏบิ ตั ใิ นการฟน้ื ฟวู ถิ ชี วี ติ ชาวปกาเกอญอ
เพ่อื ให้ได้รับการคุ้มครองทางวัฒนธรรมในพน้ื ทีอ่ ย่อู าศยั และวิถชี วี ติ โดยวางหลกั ปฏิบัติ
ใหส้ อดคล้องกับวัฒนธรรมดงั้ เดิมของชุมชน
249
โฉนดชุมชน
กับการทวงคืนผืนดินเดิม
หนเู กณฑ์ จนั ทาสี
วชิ ัย ประไพเมอื ง
250 / โฉนดชมุ ชน จนิ ตภาพท่จี ับตอ้ งได้