The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thippawan_kai, 2022-09-15 02:44:39

เอกสารประกอบการสอน “การจัดการทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการ”

ผศ.สุมนา พูลผล

Keywords: เอกสารประกอบการสอนตำรา วิชาการ

บทท่ี 2 การบรหิ ารโครงสร้างเงินทนุ 39

บทท่ี 2

การบริหารโครงสร้างเงนิ ทุน

สำหรับการจัดหาเงนิ ทุนของกิจการ ธรุ กจิ สามารถทำได้โดยจดั หาจากแหลง่ เงินทนุ ทง้ั ภายใน
กจิ การ และแหล่งเงนิ ทุนภายนอกกิจการ ดงั นัน้ จึงเป็นคำถามว่า สดั สว่ นเงนิ ทุนทเี่ หมาะสม คืออะไร
คำถามในลกั ษณะนผ้ี ู้บรหิ ารดา้ นการเงนิ ของบรษิ ัท จะตอ้ งพจิ ารณาถึงเหตุ และผล หากบรษิ ัท
ตัดสนิ ใจทจ่ี ะกอ่ หนี้ เพ่ือระดมทนุ บริษัทจะมีภาระผูกพนั ทางกฎหมายในการจา่ ยคนื เงินท่ีดำเนนิ การ
ยืมมา ตามท่ตี กลงพร้อมดอกเบ้ีย หากไมส่ ามารถชำระคนื เจา้ หนอี้ าจถูกดำเนินการตามกฎหมายได้
ไม่วา่ บรษิ ัท จะมีกำไร หรือ ขาดทนุ บริษทั ยงั ตอ้ งจา่ ยชำระหนี้กองน้ี หากบริษัทจัดหาเงินทุนโดยการ
ออกหุน้ ทนุ อาจส่งผลใหผ้ ้ถู อื หนุ้ เดมิ สูญเสียอำนาจในการควรคุม ดงั นั้นในบทนจี้ ะกลา่ วถึง
โครงสร้างเงนิ ทุน ปจั จัยทม่ี ผี ลต่อโครงสร้างเงนิ ทนุ ทฤษฎโี ครงสรา้ งเงนิ ทนุ และการกำหนด
โครงสร้างเงนิ ทุนทีเ่ หมาะสมนน้ั เอง

2.1 โครงสรา้ งของเงินทุน
เพื่อใหส้ ามารถสรา้ งกรอบแนวคดิ ในบทนี้ ผเู้ ขียนจึงของสรา้ งแนวทางความหมายของ

โครงสรา้ งเงินทุน ซ่งึ ความหมายของ “โครงสร้างเงนิ ทนุ ” น้ีน มผี ้ใู หค้ วามหมายไวใ้ นหลาย ๆ มุมมอง
ดังตอ่ ไปน้ี

Business administration wiki. (2018). โครงสรา้ งของเงนิ ทนุ คือ การผสมผสานระหว่าง
หนส้ี ิน ห้นุ บรุ มิ สทิ ธ์ิ และหุ้นสามญั ท่กี จิ การกำหนดเป้าหมายไว้ เพ่ือจัดหาเงนิ ทุนในอนาคต โครงสร้าง
ของเงนิ ทนุ ท่ีเหมาะสม จะตอ้ งทำใหร้ าคาหุ้นสงู สดุ และมีตน้ ทนุ ของเงินทนุ ต่ำสดุ โดยการแลกเปลยี่ น
ชดเชยระหว่าง ผลกำไร (ROE และ EPS) ทส่ี งู ข้ึนพรอ้ มกบั ความเสีย่ ง (Risk) ทสี่ งู ขึ้นดว้ ย

Corporate Finance Institute. (2018) โครงสรา้ งเงินทุน หมายถงึ จำนวนหน้ี และ/หรือ
สว่ นของลกู จ้างทบ่ี ริษทั ใช้ เพอื่ ลงทุนในการดำเนินงาน และการเงนิ ของสินทรัพย์ โดยทวั่ ไปแลว้
โครงสรา้ งจะแสดงเป็นอัตราส่วนหนสี้ นิ ต่อทนุ หรือ อตั ราส่วนหนสี้ ินตอ่ ทุน

Investopedia. (2016) โครงสรา้ งเงินทนุ เปน็ วธิ ีการทบี่ รษิ ทั การเงนิ ดำเนินงานโดยรวม
และการเตบิ โตโดยใชแ้ หลง่ เงนิ ทนุ ท่แี ตกตา่ งกนั ตราสารหนม้ี าในรปู แบบของการออกพันธบตั ร หรือ

40 การจัดการการเงินสำหรบั ผูป้ ระกอบการ

ตั๋วเงนิ ระยะยาวทจ่ี ่าย ในขณะทีส่ ่วนแบ่งเป็นหุ้นสามญั หนุ้ บรุ ิมสทิ ธิ์ หรือกำไรสะสม หนรี้ ะยะสน้ั อาทิ
เชน่ ความตอ้ งการเงินทุนหมนุ เวยี น ก็ถือวา่ เป็นสว่ นหนงึ่ ของโครงสร้างเงินทนุ เป็นตน้

Management Study Guide. (2016) โครงสรา้ งเงนิ ทุน เรยี กว่า อัตราสว่ นของหลักทรัพย์
ประเภทต่าง ๆ ท่ีบรษิ ัทระดมทนุ มาเป็นเงินทนุ ระยะยาว โครงสร้างเงินทนุ เก่ยี วข้องกบั สองการ
ตดั สินใจ

Toppr. (2016) โครงสร้างเงนิ ทนุ คอื ความสมดุลระหวา่ งเงินทนุ และตราสารหนท้ี ี่ธุรกจิ ใช้
เพ่อื เปน็ เงนิ ทนุ สินทรัพย์การดำเนินงานแบบวนั ตอ่ วัน และการเติบโตในอนาคต โครงสรา้ งเงินทุนเปน็
การผสมผสานระหวา่ งเงินทุนของเจา้ ของกับเงินทย่ี มื มา โครงสร้างเงนิ ทุนเปน็ ส่วนผสมของแหล่ง
เงินทนุ ระยะยาว โครงสรา้ งเงินทุนมคี วามเหมาะสมที่สุดเมอ่ื สัดสว่ นของหนสี้ นิ และสว่ นของผู้ถอื หนุ้ มี
มลู คา่ สงู สดุ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม. (2560) โครงสร้างเงินทนุ (Capital Structure) หมายถงึ แหลง่
เงินทุนระยะยาวเทา่ นนั้ ไม่รวมถึงแหลง่ เงินทนุ ระยะสั้น ซึง่ ประกอบไปด้วย เงนิ ลงทุนจากผถู้ อื หุ้น หนี้
ทม่ี รี ะยะยาว ห้มุ กู้ หมุ้ บรุ มิ สิทธิ และกำไรสะสม จะเหน็ ว่าโครงสร้างเงินทนุ เป็นสว่ นหนึง่ ของ
โครงสรา้ งทางการเงนิ เพียงแต่ไมร่ วมถึงหนสี้ ินระยะส้ัน

อัศนัย ธรุ วตกิ ลุ . (2552). โครงสร้างเงนิ ทุน (Capital Structure) หมายถึง เงนิ ทนุ ระยะยาว
ของธรุ กจิ ซง่ึ อาจมาจากภายใน และภายนอก เพอื่ นำมาขยายกิจการหรอื ใชใ้ นการดำเนนิ งาน
โครงสรา้ งของเงนิ ทนุ ประกอบด้วยหนสี้ ินระยะยาว และส่วนของผู้ถอื ห้นุ

จากคำนยิ ามของนักวิชาการในมมุ มองทีต่ า่ งกนั สรุปได้ว่า โครงสร้างเงนิ ทนุ คือ การ
ผสมผสานของเงินทุนระยะยาว โดยจัดหามาจากหลากหลายวิธี เชน่ การก้ยู ืม การออกตราสารหน้ี
การออกตราสารทุน การใชป้ ระโยชน์จากกำไรสะสม เปน็ ตน้
2.2 ปัจจัยทีมีผลตอ่ การจัดการโครงสรา้ งเงินทุน

ผูป้ ระกอบการธุรกจิ จำนวนมากไม่ไดใ้ ห้ความสำคญั เร่อื งโครงสรา้ งทางการเงิน และ
โครงสร้างเงินทนุ ของกจิ การ เพราะเหตวุ า่ การเรมิ่ ต้นของธรุ กจิ มกั จะเริม่ ดว้ ยเงนิ ส่วนตวั ทม่ี ีอยู่ และ
เมื่อกจิ การเตบิ โตขึ้นก็ใชว้ ิธกี เู้ งนิ เทา่ น้นั สำหรบั ธรุ กจิ ขนาดเล็กบางรายก็เรม่ิ ธรุ กิจ ด้วยเงินกยู้ ืมจาก
คนอื่นก่อนจึงทำใหก้ จิ การอยูไ่ มร่ อด เพราะ มีภาระดอกเบย้ี จนกลายเป็นลกู หนท้ี ่ีไมก่ อ่ ใหเ้ กิดรายได้
ไป เปน็ เรอ่ื งที่นา่ เสียดายสำหรบั ธุรกิจทมี่ ีแนวคดิ ดแี ต่การเรม่ิ ตน้ ธรุ กจิ ไมม่ กี ารจัดการโครงสร้างทาง
เงินทเ่ี หมาะสมทำใหธ้ รุ กจิ มหี นส้ี นิ มากเกินไป และประสบปัญหาขาดสภาพคลอ่ งจนถงึ ตอ้ งเลกิ
กิจการไป

บทที่ 2 การบรหิ ารโครงสรา้ งเงนิ ทุน 41

โครงสร้างทางการเงิน (Financial Structure) หมายถงึ แหล่งเงนิ ทนุ ทง้ั หมดทีธ่ รุ กจิ จัดหามา
เพอ่ื ใชใ้ นการดำเนินงานทั้งแหลง่ เงินทุนระยะสน้ั และแหลง่ เงนิ ทุนระยะยาว (Hart, O, 1995) ซงึ่
แหลง่ เงนิ ทนุ ระยะสั้นประกอบไปดว้ ย เจ้าหน้กี ารคา้ และตว๋ั เงนิ จา่ ย เงินเบิกเกนิ บญั ชีธนาคาร เงนิ กู้
ระยะส้นั ส่วนแหลง่ เงนิ ทนุ ระยะยาวประกอบไปด้วยเงนิ ลงทนุ จากผู้ถือหุน้ หน้ีสินระยะยาว หุน้
บุรมิ สทิ ธิ หุ้นกู้และกำไรสะสมของกจิ การ สำหรบั โครงสรา้ งเงนิ ทนุ (Capital Structure) หมายถึง
แหล่งเงินทุนระยะยาวเท่าน้ันไมร่ วมถงึ แหล่งเงินทนุ ระยะสัน้ ซ่งึ ประกอบไปด้วย เงินลงทนุ จากผู้ถอื
หุน้ หนท้ี ม่ี รี ะยะยาว หมุ้ กู้ หมุ้ บรุ ิมสิทธิ และกำไรสะสม (Titman, S., & Wessels, R.,1988) จะเห็น
ว่าโครงสร้างเงนิ ทุน เปน็ ส่วนหนง่ึ ของโครงสรา้ งทางการเงนิ เพยี งแต่ไมร่ วมถงึ หนสี้ ินระยะสน้ั และ
เจ้าหนกี้ ารคา้ เขา้ ไปนั่นเอง ภาพขา้ งลา่ งจะทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขน้ึ ในโครงสรา้ งทางการเงินซง่ึ กค็ อื
หนส้ี ิน และส่วนของผูถ้ ือหุ้นนัน่ เอง เปน็ การบอกวา่ ทรพั ยส์ ินของกิจการหาซ้อื มาไดจ้ ากเงนิ ของตวั เอง
หรือ เงินท่ีกูย้ มื จากสถาบันการเงินมา โดยมปี ระเดน็ ท่ีควรพจิ ารณา ดงั นี้

1) การออกหลักทรพั ยใ์ นส่วนของผู้ถอื หนุ้ หมายถึง การใช้ประโยชนจ์ ากสว่ นของผถู้ ือ
หุ้นในเงนิ ทนุ ทยี่ ืมมา โดยพจิ ารณาเหตผุ ลการออกหุ้นทุน ถ้าอัตราการจ่ายปันผล
ของหุ้นบรุ ิมสทิ ธ์ิ และอตั ราดอกเบย้ี จากการกยู้ ืม ตำ่ กว่า อัตรากำไรของบรษิ ทั
บริษทั ควรออกหนุ้ บรุ มิ สทิ ธิ์ หรือ ห้นุ ทนุ

2) การรกั ษาระดับการควบคมุ ผูถ้ อื หนุ้ สามัญในสัดสว่ นเกนิ กง่ึ หนึ่งของจำนวนหุ้น
ทงั้ หมดจะไดร้ บั เลือกเป็นผบู้ รหิ ารบริษัท ถ้ากรรมการบรหิ ารตอ้ งการทจ่ี ะรกั ษา
อำนาจในการบรหิ าร และสิทธิในการออกเสียงของพวกเขา โครงสรา้ งเงนิ ทนุ ควรมี
สดั ส่วนของ หนุ้ กู้ และเงนิ กยู้ ืมมากกวา่ ห้นุ ทนุ

3) ความยืดหยนุ่ ของแผนทางการเงิน ถา้ บรษิ ัทต้องการใหเ้ กิดความยดื หย่นุ ของ
แผนการเงนิ โครงสรา้ งเงินทนุ ควรประกอบด้วย หุน้ กู้และเงนิ กยู้ มื ทมี่ กี ำหนดเวลา
ชำระหน้แี นน่ อน ในขณะทห่ี นุ้ ทุนไมส่ ามารถกำหนดระยะเวลาใชค้ นื ได้ ดงั นั้น
เพอ่ื ให้โครงสรา้ งเงนิ ทนุ เปน็ แบบยืดหย่นุ บริษทั ควรออกหนุ้ กูแ้ ละเงินกยู้ ืมใน
รปู แบบอื่น ๆ

4) การสรา้ งตวั เลอื กให้กบั นกั ลงทนุ โดยทว่ั ไปแล้วนโยบายของบริษัท คือ การมีนกั
ลงทนุ ประเภทต่าง ๆ สำหรับลงทุนในหลกั ทรพั ยข์ องบริษัท ดังนัน้ โครงสร้างเงนิ ทนุ
ควรให้ทางเลอื กท่ีเพียงพอสำหรบั นักลงทุนทุกประเภท นักลงทุนทม่ี คี วามกลา้ และ
ชอบความเสีย่ งมกั จะไปลงทนุ ในห้นุ ทนุ สนิ เช่อื และหุ้นกู้

42 การจัดการการเงินสำหรบั ผู้ประกอบการ

5) สภาพตลาดทุน ราคาตลาดของหนุ้ มอี ิทธิพลสำคัญตอ่ บรษิ ทั ในช่วงท่ีเศรษฐกจิ
ตกต่ำโครงสร้างเงนิ ทุนของบริษัท โดยทว่ั ไปประกอบดว้ ยหนุ้ กู้และเงนิ กยู้ ืม ในขณะ
ทบ่ี รษิ ทั อย่ใู นช่วงเฟ่อื งฟู และภาวะเงินเฟอ้ ทุนของ บรษิ ทั ควรประกอบด้วยส่วน
ของผู้ถือห้นุ ในสัดสว่ นทีม่ ากกว่าหนี้

6) ต้นทนุ ทางการเงนิ ในโครงสรา้ งเงินทนุ บริษทั ต้องพจิ ารณาปจั จัยต้นทนุ เมอ่ื มีการ
เพ่มิ หลักทรพั ย์ หากผู้ถอื ห้นุ ตอ้ งการผลตอบแทนทีส่ งู กว่า การจดั หาเงนิ ทุนโดยการ
ออกหุ้นกู้ จะทำใหม้ ตี น้ ทนุ ทางการเงนิ ตำ่ กว่า

7) ระยะเวลาของการจัดหาเงินทนุ เมอ่ื บรษิ ทั ตอ้ งการระดมทนุ ในชว่ งเวลาสั้น ๆ -
มันจะไปกู้ยมื เงินจากธนาคารและสถาบนั อ่นื ๆ ถา้ บริษทั ต้องการเงนิ ทนุ ระยะยาว
จะออกหุน้ กู้ และห้นุ ทนุ

8) ความมั่นคงของยอดขาย ธุรกิจที่เติบโต และมียอดขายสูง และมั่นคง สามารถ
ปฏบิ ตั ิตามภาระผกู พนั คอื การชำระดอกเบ้ยี ของหนุ้ กู้ หากบรษิ ทั มียอดขายที่ไม่
แน่นอน บรษิ ัท จะไม่สามารถปฏบิ ัติตามภาระผกู พันได้ ดงั น้นั การจดั หาเงินทุนโดย
การออกหุน้ ทุนจึงเป็นทางเลือกท่ดี ีกวา่ การกู้ยืม

9) ขนาดของบริษัท โดยทั่วไปประกอบด้วยเงนิ ธุรกิจขนาดเล็กโครงสร้างเงินทุน –
กู้ยืมจากธนาคารและกำไรสะสม ในขณะที่ บริษัท ใหญ่ ๆ ที่มีค่าความนิยมความ
มั่นคงและผลกำไรที่จดั ต้ังขึน้ สามารถออกหุ้นและหุ้นกู้ได้อย่างง่ายดายรวมถงึ เงิน
กู้ยืมและเงินก้ยู มื จากสถาบันการเงิน

10) ระดับความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงทางการเงิน เป็นความเสี่ยงที่กิจการไม่
สามารถชำระหนีไ้ ด้ซง่ึ ความเสย่ี งนีม้ ผี ลกระทบกับโครงสร้างเงินทุน บริษัทที่ไม่ก่อ
หนี้ ย่อมมีความเสี่ยงทางการเงินต่ำ ถ้าบริษัทมีการก่อหนี้มากความเสี่ยงทาง
การเงนิ ย่อมสูงตามไปด้วย

11) กระแสเงินสด บริษัทที่มีจำนวนกระแสเงินสดรับเข้าในระดับสูง และสม่ำเสมอ
สามารถจัดหาเงินทุนโดยการก่อหนี้ได้มากกว่า บริษัทที่มีกระแสเงินสดรับเข้า
จำนวนน้อยและไม่สม่ำเสมอ เพราะการจัดหาเงินทุนโดยการก่อหนี้ บริษัทต้อง
รับผิดชอบภาระการจา่ ยชำระดอกเบ้ยี และคืนเงนิ ต้นตามกำหนดเวลา

บทที่ 2 การบริหารโครงสรา้ งเงนิ ทุน 43

12) โครงสร้างของสินทรพั ย์ บรษิ ทั ท่มี สี ินทรพั ยถ์ าวรในสดั ส่วนทีม่ ากกว่าสนิ ทรพั ย์
ประเภทอื่น ทำใหบ้ รษิ ทั มโี อกาสท่ีจะจดั หาเงนิ ทนุ ระยะยาวโดยการกอ่ หน้ี ได้
มากกวา่ บรษิ ทั ท่มี สี ัดส่วนของสนิ ทรพั ย์ถาวร น้อยกวา่ สนิ ทรพั ย์อ่นื ๆ

13) อตั ราภาษีเงินได้นิติบุคคล บรษิ ทั นติ บิ ุคคลทม่ี ีกำไรสูงส่งผลใหจ้ ำนวนเงินภาษีมีค่า
สงู เชน่ กัน บริษทั ต่างๆจึงเลอื กทจ่ี ะกยู้ มื เนื่องจากดอกเบ้ยี เปน็ คา่ ใช้จา่ ย นำไปหัก
ออกจากรายได้ เพอื่ คำนวณภาษี ในทางกลับกนั เงนิ ปนั ผลจากหุน้ ไมใ่ ชค่ ่าใชจ้ า่ ยท่ี
สามารถนำไปหักออกจากรายได้ เพื่อคำนวณภาษี

14) ขอ้ กำหนดทางกฎหมาย การออกห้นุ ทุน หรอื หุ้นกู้ บริษทั ตอ้ งปฏบิ ัติข้อกำหนด
ทางกฎหมายท่รี ัฐบญั ญตั ไิ ว้ บางครงั้ เป็นการไมส่ ะดวกท่ีบรษิ ทั จะออกหุ้นทุน หรือ
ห้นุ กู้ บรษิ ทั อาจเลือกการระดมเงนิ ทุนโดยการกอ่ หนี้แทน

ทมี่ า : ตลาดหลกั ทรัพยแ์ หง่ ประเทศไทย, 2564
รปู ภาพท่ี 2.1 : แสดงแบบจำลองการบรหิ ารเงนิ

จากรปู แสดงแบบจำลองการบรหิ ารการเงิน ที่บริษทั เขา้ ไปเกยี่ วขอ้ งกบั การตดั สนิ ใจหลักทงั้
3 ประการ ประกอบด้วย การลงทุนในสินทรพั ยถ์ าวร การลงทุนเกยี่ วดบั โครงสร้างเงนิ ทุน และ การ
บรหิ ารทุนหมนุ เวียน ซง่ึ การตดั สินใจเหลา่ น้ันจะกระทบตอ่ ผลตอบแทน และความเสยี่ งของกจิ การ
เสมอ ต้องสร้างสมดุลให้ดี อาทิเช่น การตัดสนิ ใจสร้างโรงงานขนาดใหญท่ ี่มีกำลงั การผลิตสูง ถ้า
ประสบความสำเรจ็ ผลตอบแทนทไี่ ด้รับยอ่ มสงู แต่ความเสี่ยงก็อาจจะสงู ตามไปดว้ ย และถา้ ไม่
ประสบความสำเรจ็ กอ็ าจสง่ ผลกระทบทางลบต่อกจิ การได้มาก สำหรบั การตัดสินใจท้งั 3 ดา้ นของ
บริษทั จดทะเบียนนนั้ นกั ลงทุนสามารถดหู รือวเิ คราะหไ์ ดจ้ ากข้อมลู ทีต่ ลาดหลกั ทรัพย์ฯ เปิดเผยต่อ

44 การจัดการการเงินสำหรับผูป้ ระกอบการ

สาธารณชน เช่น งบการเงินหรอื รายงานประจำปี เปน็ ต้น ซ่งึ บรษิ ทั ท่ีตัดสินใจได้ดจี ะสง่ ผลดใี นระยะ
ยาวต่อมลู คา่ ตลาดของกจิ การ ราคาหุ้นจงึ เพ่มิ ข้นึ ตามปจั จยั พน้ื ฐานที่แข็งแกรง่ เพม่ิ ขึน้

จากทก่ี ลา่ วมาขา้ งต้น ปัจจัยทมี่ ผี ลตอ่ โครงสรา้ งเงินทนุ ประกอบด้วยการตัดสนิ ใจออก
หลักทรพั ย์ในสว่ นของผูถ้ อื หุ้น การรักษาระดบั การควบคุมของผบู้ รหิ าร ความยดื หยนุ่ ของแผนทาง
การเงนิ ของบรษิ ทั การสร้างตวั เลอื กให้กบั นกั ลงทนุ สภาพตลาดทุน ตน้ ทุนทางการเงนิ ของบริษัท
ระยะเวลาของการจัดหาเงนิ ทุน ขนาดของบรษิ ทั ระดบั ความเสี่ยงทางการเงิน กระแสเงินสด
โครงสรา้ งของสินทรพั ย์ อัตราภาษเี งนิ ได้นติ บิ คุ คล และข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยมคี วามเกยี่ วขอ้ ง
กับโครงสรา้ งการเงินทง้ั สนิ้
2.3 ทฤษฎโี ครงสร้างเงนิ ทนุ

2.3.1 ทฤษฎตี ามแนวคิดของ Franco Modigliani และ Merton H. Miller
ทฤษฎโี ครงสร้างเงนิ ทุน เรมิ่ ขึน้ ใน ค.ศ. 1958 เมอื่ Franco Modigliani และ Merton H.
Miller (M&M) พบว่า ไม่ว่าการจดั หาเงนิ ทุนโดยวิธใี ดกต็ าม จะไม่มผี ลกระทบตอ่ มูลค่าของกจิ การ
โดยหมายถึงว่า โครงสรา้ งเงินทุนไม่มีความสัมพนั ธก์ บั มลู คา่ ของกิจการ โดยโครสร้างของ “MM” ไม่
เป็นจริงในประเด็นต่อไปนี้

1) ไมม่ ีคา่ ธรรมเนยี มในการซือ้ ขายหลกั ทรพั ย์ (No Brokerage Costs)
2) ไมม่ ีภาษี (No Tax’s)
3) ไม่มตี น้ ทุนทจ่ี ะทำใหบ้ รษิ ทั ลม้ ละลาย (No Bankruptcy Costs)
4) ผู้ลงทนุ สามารถกยู้ มื ได้ในอตั ราเดียวกบั บรษิ ทั
5) นกั ลงทุนมีข้อมลู เชน่ เดียวกับผบู้ รหิ ารเกี่ยวกบั โอกาสในการลงทนุ ของบริษทั ใน

อนาคต
6) กำไรกอ่ นหักดอกเบ้ียและภาษไี มถ่ ูกกระทบโดยการจัดหาเงนิ ทุนจากหนีส้ ิน

บทที่ 2 การบริหารโครงสร้างเงินทุน 45

ท่ีมา : Amazon.com, 2021
รปู ภาพท่ี 2.2 : แสดงนกั ทฤษฎีทฤษฎโี ครงสรา้ งเงนิ ทุน
ทฤษฎีนี้ อยู่ภายใต้สมมตฐิ านวา่ “ตลาดเปน็ ไปแบบสมบรู ณ์ โดยบคุ คลสามารถกู้ยืม หรอื
ให้ยืมในอตั ราดอกเบ้ียทีไ่ มม่ ีความเสยี่ ง และบรษิ ัทถกู แบง่ ออกตามระดบั ชัน้ ความเส่ียงของบรษิ ัท”
ตัวอย่างเชน่ อตั ราผลตอบแทนของหนุ้ สามญั ของบรษิ ทั ในแต่ละระดบั ชัน้ ความเสย่ี ง จะอยรู่ ะดบั
เดยี วกบั อัตราผลตอบแทนหนุ้ สามญั ท่อี อก โดยบรษิ ัทอนื่ ที่อยใู่ นระดับความเส่ียงเดียวกนั มีมลู คา่ ของ
บรษิ ัทไม่ไดข้ น้ึ กบั โครงสร้างเงินทุน แตข่ นึ้ อยู่กบั ผลตอบแทนทค่ี าดไวใ้ นแตร่ ะดบั ชั้นความเส่ียง ต่อมา
ในปี 1963 “MM” ไดเ้ สนอรายงานโดยยกเลกิ ขอ้ สมมติวา่ ไม่มภี าษนี ิตบิ คุ คล กฎหมายภาษอี ากร
อนุญาตใหน้ ำดอกเบ้ียมาเป็นคา่ ใช้จ่ายกอ่ นภาษี ทำให้บรษิ ทั เรม่ิ มกี ารใชเ้ งนิ ทนุ จากหนสี้ ิน และ MM
ได้แสดงให้เหน็ ว่า ถา้ ขอ้ สมมตอิ ่นื ๆ ยังคงเป็นจริงแลว้ โครงสร้างเงนิ ทนุ ควรจะมีหนส้ี ิน 100%
ทฤษฎีตามแนวคดิ M&M Approach นเ้ี ปน็ ทฤษฎีโครงสรา้ งเงินทุน ท่มี ีการพิจารณามูลค่า
ของธรุ กิจ และต้นทุนของทนุ สว่ นของผูถ้ ือหุ้น โดยแยกพจิ ารณา 2 กรณี คือ กรณีไมค่ ำนึงถึงภาษี และ
กรณีคำนงึ ผลภาษี (นภาพร นิสาภรณ์กุล, 2548)

46 การจดั การการเงนิ สำหรับผูป้ ระกอบการ

กรณีไมค่ ำนึงถึงภาษี
มลู คา่ ของธรุ กิจจะมีค่าเทา่ เดมิ เสมอ ไม่วา่ สดั ส่วนโครงสรา้ งเงินทุนเป็นอย่างไร เช่น บริษัท

สามเหมียว จำกัด มีโครงสรา้ งเงินทุนประกอบด้วย หนสี้ นิ ระยะยาว และสว่ นของผู้ถอื ห้นุ ไม่ว่า
สดั ส่วนหนสี้ ิน : สว่ นของผ้ถู อื หนุ้ เทา่ กบั 20:80 หรอื 80:20 สินทรพั ยร์ วมของบริษัทยงั คงมคี ่าเทา่
เดิม สามารถสรปุ เป็นสญั ลักษณ์ ดงั น้ี

VL หมายถงึ มลู คา่ ของธรุ กจิ ทมี หี น้สี นิ
VU หมายถึง มลู ค่าของธุรกิจทไ่ี มม่ ีหนี้สนิ
เมอ่ื มลู ค่าของธรุ กจิ มีค่าเท่าเดมิ ดังนัน้ ตน้ ทุนเงินทุนเฉล่ียถว่ งน้ำหนกั (WACC) จะมคี ่าเทา่
เดมิ ไม่ว่าสดั สว่ นโครงสร้างเงนิ ทุนเปล่ียนแปลงอย่างไร ต้นทนุ เฉลยี่ ถ่วงน้ำหนกั คำนวณ ดังนี้
จากสมการข้างตน้ นำมาจดั สมการใหม่ จะได้ต้นทนุ สว่ นของผถู้ อื หนุ้ ดังนี้
Kd = หมายถึง ต้นทนุ ของหนสี้ ิน
Ks = หมายถึง ตน้ ทุนส่วนของผู้ถอื หุ้น
D = หมายถึง ปริมาณของหนสี้ ิน
E = หมายถงึ ปริมาณสว่ นของผูถ้ อื หุ้น
V = หมายถงึ มูลคา่ ของธุรกจิ = D+E
Wd = หมายถงึ สดั สว่ นของหนี้สิน = D/V

Ws = หมายถึง สัดสว่ นของผู้ถือหนุ้ = E/V
ตวั อยา่ งที่ 1 บริษทั เจริญร่งุ เรอื ง จำกดั มีตน้ ทุนเงนิ ทนุ เฉลยี่ ถว่ งน้ำหนกั (WACC) เท่ากบั
12% ตน้ ทุนหนี้สิน (Kd) เทา่ กบั 9% โครงสร้างเงนิ ทนุ ของบรษิ ทั ประกอบดว้ ย หนส้ี นิ ระยะยาว และ
สว่ นของผู้ถือหนุ้ ให้คำนวณ

1) ต้นทุนส่วนของผู้ถอื หุน้ (Ks) เมอ่ื สัดสว่ นโครงสร้างเงนิ ทนุ เทา่ กับ 30:70
2) ต้นทนุ สว่ นของผู้ถอื หุ้น (Ks) เมอื่ สดั ส่วนโครงสรา้ งเงนิ ทนุ เทา่ กับ 70:30
การคำนวณตน้ ทนุ ส่วนของผู้ถอื หุ้น (Ks) เมือ่ สัดสว่ นโครงสรา้ งเงนิ ทุนเทา่ กบั 30:70
กำหนด WACC= 12% , (Kd) = 9%, D = 0.30, E= 0.70

Ks = WACC + [(WACC -Kd) x D/E]
แทนค่า Ks = 12% + (12%-9%) x (0.30/0.70)

Ks = 13.28%

บทที่ 2 การบริหารโครงสรา้ งเงนิ ทุน 47

การคำนวณตน้ ทนุ ส่วนของผถู้ ือหนุ้ (Ks) เมอ่ื สดั ส่วนโครงสร้างเงินทุนเท่ากบั 70:30
กำหนด WACC= 12% , (Kd) = 9%, D = 0.30, E= 0.70
Ks = WACC + [(WACC -Kd) x D/E]
แทนคา่ Ks = 12% + (12%-9%) x (0.70/.30)
Ks = 18.99%

จากการคำนวณข้างต้นน้ี เมอื่ สดั สว่ นโครงสรา้ งเงนิ ทุนเทา่ กบั 30:70 ต้นทนุ ส่วนของผ้ถู ือหุ้น
(Ks) =13.28% และเมอื่ สดั ส่วนโครงสรา้ งเงนิ ทนุ เท่ากบั 70:30 ตน้ ทุนสว่ นของผ้ถู อื หุน้
(Ks)= 18.99%

นำค่าต้นทนุ ส่วนของผถู้ ือหนุ้ (Ks) = 13.28% และตน้ ทนุ ส่วนของผู้ถอื หุ้น (Ks) = 18.99%
มาคำนวณคา่ ตน้ ทุนเงินทนุ เฉลีย่ ถว่ งนำ้ หนกั (WACC) ดงั แสดงรายละเอยี ดต่อไปนี้

▪ โครงสรา้ งเงินทนุ ทีม่ สี ัดส่วนหนสี้ ิน WACC = WdKd + WsKs
ระยะยาวและส่วนผ้ถู อื หนุ้ เทา่ กบั = (0.30x0.09) +(0.70x0.1328)
30:70 ต้นทุนส่วนของผูถ้ ือหุ้น (Ks) = 12%
=13.28%
WACC = WdKd + WsKs
▪ โครงสร้างเงนิ ทนุ ท่ีมสี ัดสว่ นหนส้ี ิน = (0.70x0.09) +(0.30x0.1899)
ระยะยาวและส่วนผถู้ อื ห้นุ เท่ากบั = 12%
ต้นทุนส่ 70:30วนของผถู้ ือหุ้น (Ks)=
18.99%

แนวคดิ โครงสร้างเงินทนุ กรณีไมค่ ำนงึ ถงึ ภาษีน้ี จะพิจารณาได้วา่ เมอ่ื กำหนดใหต้ ้นทนุ ของ
หน้ีสนิ (Kd) มีคา่ คงท่ี ถา้ หากมีการเปล่ยี นแปลงของสดั สว่ นหนีส้ ินใหส้ งู ขึ้น จะทำให้ตน้ ทนุ ส่วนของผู้
ถอื หุน้ มีค่าเปลี่ยนแปลงสงู ขึน้ ในทางกลับกัน ถา้ สดั สว่ นของหนี้สินลงลง จะทำใหต้ น้ ทุนสว่ นของผู้ถอื
ห้นุ มกี ารเปล่ยี นแปลงลดลงการเปลยี่ นแปลงดังกลา่ ว เป็นการชดเชยต่อกันส่งผลให้ต้นทุนเงินทุน
เฉลย่ี ถ่วงน้ำหนกั มีคา่ คงท่ี

48 การจัดการการเงนิ สำหรับผู้ประกอบการ

กรณีคำนงึ ถงึ ผลภาษี
การจัดหาเงนิ ทุนโดยการกูย้ ืม ทำใหบ้ รษิ ทั นติ บิ คุ คลทเ่ี สียภาษีจากกำไรสทุ ธิไดป้ ระโยชน์ทาง
ภาษี เพราะดอกเบยี้ เงินกู้ คอื ค่าใช้จ่ายทบี่ รษิ ัทนติ บิ ุคคลนำไปหักออกจากรายไดใ้ นปภี าษีนั้น มี
ผลทำให้ กำไรสทุ ธิน้อยลง การเสยี ภาษีจะน้อยลงตามไปดอกเบี้ยจ่าย ชว่ ยใหบ้ รษิ ทั นติ บิ คุ คล
ประหยัดรายจ่ายทางภาษไี ด้ แสดงไดด้ ังสมการ ดงั นี้

VL = VU + [(TxDxKD)/ KD
VL = VU + (TxD)

VL = มลู ค่าของธรุ กจิ เมอื่ มกี ารกยู้ ืม
*VU = มูลค่าของธรุ กจิ ก่อนการกูย้ มื
T = อตั ราภาษเี งินได้ (%)
D = มลู คา่ หนี้ (บาท)
KD = ต้นทุนของหน้ี
* VU = EBIT (1-t)/WACC : EBIT = กำไรก่อนหกั ดอกเบี้ยและภาษี ,T= อตั ราภาษเี งนิ ได้นติ บิ คุ คล
ที่เสียภาษจี ากกำไรสทุ ธิ ,WACC = ต้นทนุ เงินทนุ ถัวเฉล่ยี ถว่ งน้ำหนกั

ตวั อย่างท่ี 2 บริษทั นะโม จำกัด โครงสร้างเงนิ ทุนประกอบดว้ ยส่วนของผ้ถู อื ห้นุ ในปีปจั จุบนั
มกี ำไรก่อนหักดอกเบ้ียและภาษี (EBIT) เทา่ กับ 200 ลา้ นบาท ตน้ ทนุ เงินทุนถวั เฉล่ยี ถ่วงนำ้ หนัก
(WACC) มคี ่าเทา่ กบั 15% อัตราภาษีเงนิ ได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ เท่ากับ 20% ใหค้ ำนวณ

1) มลู ค่าของธุรกจิ เมอ่ื ไมม่ กี ารกูย้ มื

2) มูลค่าของธรุ กิจเม่ือมกี ารกยู้ มื จำนวน %12 ลา้ นบาท อตั ราดอกเบ้ีย 50

การคำนวณมูลคา่ ของธุรกิจเมื่อไมม่ กี ารก้ยู ืม (VU) = EBIT (1-T)/WACC
การคำนวณมลู คา่ ธรุ กจิ เมอ่ื มกี ารกู้ยมื = 200(1-0.20)/15%
= 1,666.66 ล้านบาท

(VL) = VU +(TxD)
=1,666.66 (0.20x50)
=16,666.66 ลา้ นบาท

บทที่ 2 การบริหารโครงสร้างเงนิ ทนุ 49

จากการคำนวณ มลู ค่าของธรุ กิจกอ่ นการกยู้ มื (VU) มคี า่ เทา่ กบั 1,666.66 ล้านบาท มลู คา่ ธรุ กจิ
เมอ่ื มกี ารกู้ยมื (VL) =16,666.66 ล้านบาท สว่ นของผ้ถู ือหนุ้ เท่ากบั 16,616.66 ลา้ นบาท
(16,666.66-50)

การคำนวณตน้ ทนุ สว่ นของผถู้ ือห้นุ (Ks) สามารถคำนวณได้ดังสมการ
Ks = WACCU +[( WACCU –KD) (D/E) (1-T)]

จากตวั อย่างท่ี 2 บรษิ ทั นะโม จำกดั ต้นทนุ เงนิ ทนุ ถวั เฉลี่ยถว่ งน้ำหนกั กอ่ นการกู้ยมื (WACCU) มี
คา่ เทา่ กบั 15% ต้นทุนเงนิ ทนุ ของหน้ี (KD) เทา่ กบั 12% มูลค่าหน้ี (D) 50 ล้านบาท ส่วนของผถู้ อื
หนุ้ เทา่ กบั 16,616.66 ลา้ นบาท อตั ราภาษีเงนิ ได้นิติบุคคล เทา่ กับ 20% นำมาคำนวณต้นทุนส่วน
ของผ้ถู อื หุ้น ดังน้ี

ตน้ ทนุ สว่ นของผถู้ อื ห้นุ (Ks) = WACCU +[( WACCU –KD) (D/E) (1-T)]
= 15% + [(15%-12%) (50/16,616.66 /) (1-0.20)]
= 15.0072%

เมื่อมลู ค่าของธรุ กจิ มีคา่ เพิม่ ข้นึ ดังนัน้ ต้นทนุ เงินทุนถัวเฉล่ยี ถว่ งนำ้ หนกั (WACC) จะมีคา่ ลดลง
ยิ่งกจิ การมกี ารกอ่ หนส้ี นิ มากข้ึนเท่าใด ต้นทนุ เงนิ ทนุ ถัวเฉลย่ี ถว่ งน้ำหนัก ยิ่งลดลงมากขึน้ เทา่ นั้น
ความสมั พนั ธน์ ้ี สามารถคำนวณได้ ดังน้ี

WACCL= WdKdt + WsKs
WACCL= (D/V)Kd(1-T) +(E/V)Ks

50 การจดั การการเงินสำหรบั ผปู้ ระกอบการ

จากขอ้ มลู ตวั อยา่ งท่ี 2 บริษัท นะโม จำกดั นำมาคำนวณตน้ ทนุ เงนิ ทุนถัวเฉล่ียถ่วงนำ้ หนกั ดงั นี้
WACCL = (D/V)Kd(1-T) +(E/V)Ks
WACC = (50/16,666.66)(0.12)(1-0.20) +
(16,616.66/16,666.66)
x (0.150072)

ต้นทนุ เงนิ ทนุ ถัวเฉล่ยี ถว่ งนำ้ หนกั หลงั กอ่ หนี้ WACCL = 14.96 %
จากทฤษฎีของ Franco Modigliani และ Merton H. Miller ได้เพม่ิ เตมิ วา่ โครงสร้างเงนิ ทุน

ทม่ี กี ารกยู้ มื เงนิ เป็นจำนวนมากขน้ึ เท่าไร จะสง่ ผลใหม้ ลู คา่ ของธุรกิจมีคา่ มากข้นึ ตามไปด้วย และมี
ส่วนทำให้ตน้ ทุนเงนิ ทุนถวั เฉลย่ี ถ่วงนำ้ หนกั มีคา่ ลดลง ขอ้ จำกดั อยา่ งหนึ่งทม่ี ผี ลตอ่ การกอ่ หนี้ของ
บรษิ ทั อย่ใู นรูปของตน้ ทนุ ลม้ ละลาย (Bankruptcy Costs) การทบี่ รษิ ัทมหี นสี้ ูง ทำใหม้ คี วามเส่ียงต่อ
การชำระหนี้สงู กิจการไมส่ ามารถชำระหนคี้ นื ให้กบั เจา้ หนี้ได้ ทา้ ยสดุ แล้วสทิ ธิในการเป็นเจ้าของจะ
ถูกโอนจากผู้ถือห้นุ สามญั ไปเป็นของเจ้าหนตี้ อ่ ไป บริษทั จะลม้ ละลาย เมือ่ มลู คา่ สนิ ทรัพยม์ คี า่ เท่ากบั
มลู ค่าของหนี้สิน เมอื่ เปน็ เช่นนี้ มูลคา่ ของส่วนของผูถ้ อื ห้นุ จะเท่ากับศนู ย์ (พนู ศกั ด์ิ แสงสนั ต์ และ
กติ ติพนั ธ์ คงสวสั ดเิ์ กียรติ (2009). หนา้ 315 แปลจาก Fundamental of Corporate Finance ของ
Ross and Jordan, 2008)

2.3.2 ทฤษฎโี ครงสรา้ งเงินทุนแบบสถิต (Static Trade - Off Theory)
ทฤษฎีนพี้ ฒั นามาจากสมมติฐานของ Modigliani และ Miller (1963) ทฤษฎนี ก้ี ล่าววา่
โครงสรา้ งเงนิ ทุนที่เหมาะสมของบรษิ ัท ทำไดโ้ ดยการเปรียบเทยี บระหวา่ งประโยชน์ และต้นทนุ จาก
การจัดหาเงินทนุ โดยการก้ยู มื เพิ่มขนึ้ (Cole, 2008) ประโยชน์จากการก่อหนค้ี ือ ดอกเบ้ียจา่ ยที่
กจิ การสามารถประหยัดภาษีได้ ส่วนตน้ ทุนของการมหี นี้ คือ ต้นทนุ การลม้ ละลาย (Bankruptcy
Costs) (Kim 1978; Kraus and Litzenberger,1973) และตน้ ทุนตัวแทน (Jensen and Meckling
1976; Myers, 1977) ตามทฤษฎีน้ี บรษิ ทั ทมี่ คี วามมั่นคง มีสนิ ทรพั ยค์ ำ้ ประกันมาก และมีกำไรทตี่ ้อง
เสยี ภาษีมาก จะมอี ตั ราสว่ นหน้ีสินสงู (Titmam and Wessels , 1988) กลา่ วว่า บริษทั ท่มี สี นิ ทรัพย์
ค้ำประกนั มากจะทำใหบ้ ริษทั สามารถกอ่ หนไ้ี ด้มาก เพราะ ถา้ กิจการไมส่ ามารถชำระหนไ้ี ด้ เจา้ หนจ้ี ะ
เรยี กเอาจากหลักทรพั ยค์ ้ำประกัน

บทที่ 2 การบริหารโครงสร้างเงินทนุ 51

ทีม่ า : https://www.bltbangkok.com/ สบื คน้ เมษายน 2564
รูปภาพที่ 2.3 แสดงมลู ค่าของธุรกิจรา้ นอาหารไทย

จากรปู ภาพท่ี 2.3 อธิบายทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้องกบั การมลู ค่าของธุรกจิ ในชว่ งปี 2559 – 2563
ทัง้ นีก้ ารเพม่ิ มูลค้าของธุรกจิ อาจเกิดจากความความต้องการของตลากโตข้ึนจากความต้องการของ
ผบู้ รโิ ภค หรอื โดยทางเทคนคิ เปน็ เร่ืองท่ธี ุรกจิ วางแผนในการเพิม่ ค่า ซง่ึ ผ่านวธิ กี ารดา้ นการเงนิ อาทิ
เช่น

1. การซื้อธรุ กิจ (Acquisition) หมายถงึ การซ้อื ธุรกจิ ของกจิ การอ่ืนซง่ึ อาจเป็นการเข้า
ซ้อื หนุ้ ให้มีจำนวนทเี่ พยี งพอทจ่ี ะเข้าไปบรหิ ารงานของบริษทั นัน้ (Takeover) อัน
เป็นผลให้เกดิ ความสมั พันธ์อบบบรษิ ทั ใหญ่กบั บรษิ ทั ยอ่ ย หรือการซือ้ สินทรพั ย์ของ
กจิ การ โดยมคี วามเเตกต่างกบั การควบรวมธรุ กจิ ในแงข่ องการควบกจิ การน้ันต้อง
เปน็ การร่วมกนั ของสนิ ทรพั ย์ หนึ้สนิ ของสองกจิ การมาเป็นกิจการเด่ยี ว

2. การซื้อสินทรัพย์ (Assets acquisition) หมายถึง การทกี่ จิ การหนึง่ เขา้ ซ้อื สนิ ทรัพย์
ส่วนใหญห่ รือทั้งหมดของอีกกจิ การหนึง่ หลงั การขายสินทรพั ย์กิจการที่ขาย
สนิ ทรพั ยอ์ าจยงั คงดำรงอยู่ต่อไปหรอื ลม้ เลิกกไ็ ด้โดยไม่ได้กลายเป็นบรษิ ัทในเครอื
เดีย่ วกับผซู้ ้อื

52 การจดั การการเงินสำหรับผ้ปู ระกอบการ

3. การซื้อหุน้ ทนุ (Stock Acquisition) หมายถงึ การทก่ี จิ การหนึ่งเข้าซ้อื หุ้นทุนของ
อกี กจิ การหน่งึ เพอ่ื ใหเ้ พียงพอทจ่ี ะเขา้ ไปควบคุมอีกกจิ การหนึง่ โดยกจิ การที่ถกู ซอื้
จะกลายเปน็ บริษทั ย่อยทม่ี ฐี านะนติ บิ คุ คล

4. การควบกจิ การ (Merger / Consolidation) หมายถึง กจิ การสองแหง่ มารวมกบั
เป็นกจิ การเดียว

แนวคดิ พืน้ ฐานของทฤษฎีนี้ คือ การก่อหน้ีมที ง้ั ขอ้ ดี และขอ้ เสียต่อกจิ การ
1) ขอ้ ดี คอื ผลประโยชน์ จากการประหยดั ภาษีของหน้ีทเี่ สนอโดย MOMI (1963)
2) ข้อเสยี มาจากความน่าจะเป็นทเ่ี พิม่ ข้นึ ของการลม้ ละลาย

บริษัททมี่ หี นส้ี ินสูง ตน้ ทนุ ของการลม้ ละลายจะสงู ตามไปดว้ ย การคาดการณ์ของทฤษฎีการ
แลกเปล่ียน โครงสรา้ งเงนิ ทุนทดี่ ที ี่สดุ มีอยู่ และถกู กำหนดโดยความสมดุลระหว่างสิทธปิ ระโยชนท์ าง
ภาษี และต้นทุนของหนส้ี นิ โดยกำหนดใหต้ วั แปรอน่ื ๆ คงที่ โดยเขยี นเปน็ สมการ ดงั นี้

Value of firm = Value With All-Equity Financed
+ PV(Tax Shield) - PV(Cost of Financial Distress)

2.3.3 ทฤษฎี Pecking Order Theory
ทฤษฎนี ี้ กลา่ วว่า กิจการควรใหค้ วามสำคญั กบั แหลง่ เงนิ ทุนภายในกิจการกอ่ นเปน็ อันดบั
แรก แหล่งเงนิ ทนุ ภายในกจิ การไดม้ าจากกำไรสะสม หากแหลง่ ทม่ี าของเงนิ ทนุ น้ไี มพ่ อเพยี ง กิจการ
ควรจัดหาแหลง่ เงนิ ทนุ จากภายนอกดว้ ยการกอ่ หน้ี โดยเปน็ ทางเลือกสุดท้าย กจิ การ ควรระดมทนุ
ดว้ ยการออกหุ้นใหม่ การทำเช่นน้ี นบั วา่ มีความสำคญั เนื่องจากเป็นสง่ สัญญาณใหส้ าธารณชนทราบ
วา่ กิจการ มผี ลการดำเนินงานอย่างไร การใช้เงินทุนภายในกิจการ แสดงใหเ้ หน็ ถึงความมนั่ คง
ทางการเงนิ ของบริษทั ถ้ากิจการจดั หาเงินทุนโดยการกอ่ หนี้ เปน็ การส่งสญั ญาณวา่ ผู้บรหิ ารมคี วาม
มน่ั ใจวา่ กจิ การ สามารถปฏบิ ตั ิตามภาระผกู พันทมี่ ตี ่อเจา้ หน้ไี ด้

บทที่ 2 การบรหิ ารโครงสร้างเงนิ ทนุ 53

Pecking Order Theory (POT) นำเสนอโดย Stewart C.
Myers (1984) ทฤษฎนี ม้ี าจากการมขี อ้ มลู (หรอื ความร)ู้
หรือ โอกาสทจี่ ะมีขอ้ มลู (หรือความร)ู้ อยา่ งไมเ่ ท่าเทยี มกนั
ทุกคน หรือทุกฝ่าย” (Asymmetric Information)
อธิบายได้วา่ ผู้บริหารจะร้แู นวโน้มในอนาคตของความ
เส่ียง และมลู คา่ ของกจิ การ มากกว่านกั ลงทุนภายนอก
เนอื่ งจากผบู้ รหิ ารมีข้อมลู มากกว่านกั ลงทนุ จงึ เกดิ ขอ้ มูลที่
ไม่เทา่ เทียมสำหรับผูถ้ ือห้นุ เก่าและผลู้ งทนุ กิจการควรใช้
แหล่งเงินทนุ ภายในกอ่ นภายนอก เพราะ ตน้ ทนุ เงินทนุ
จากแหลง่ ภายใน (กำไรสะสม) ถกู ทสี่ ดุ
ทีม่ า : Amazon.com, 2021
รูปภาพที่ 2.4 : แสดงนกั ทฤษฎีทฤษฎี Pecking Order Theory (POT)

ต้นทนุ เงนิ ทุนของหนี้ จะต่ำกวา่ ตน้ ทุนเงินจากการออกหนุ้ ใหม่ ดงั นน้ั บรษิ ัทท่ีมีกำไรจึงมแี นวโน้มท่ี
จะจดั หาเงนิ ทุนจากแหลง่ ภายนอก นอ้ ยกวา่ การใชเ้ งนิ ทนุ ภายในกจิ การเพราะกิจการมกี ำไรสะสม
เพียงพอที่จะใชเ้ ปน็ เงินทนุ Ross (1977) อธิบายวา่ การจดั หาเงนิ ทนุ จากหนสี้ นิ เป็นวธิ ที ี่จะเพม่ิ
ความไวว้ างใจ ของนกั ลงทนุ ตอ่ กจิ การ ถ้ากจิ การระดมทนุ โดยการกูย้ มื เปน็ การสง่ สญั ญาณให้ตลาด
ทราบวา่ กจิ การคาดวา่ กระแสเงนิ สดในอนาคตจะเพ่ิมขึน้ ดงั นัน้ ยงิ่ ระดบั หนส้ี ินมากขึน้ แสดงถงึ
ความมน่ั ใจของผู้บรหิ ารท่ีมตี อ่ เงินสดในอนาคต ถา้ กิจการจัดหาเงินทนุ โดยการออกหนุ้ สามญั เพอื่
การลงทุนในโครงการใหม่ นกั ลงทุนจะตคี วามในเชงิ ลบ ว่า กระแสเงนิ สดในอนาคตของกจิ การอาจไม่
พอเพยี ง

การนำทฤษฎี Pecking Order Theory (POT) มาประยุกต์ใช้ จะอยู่ภายใตเ้ ง่ือนไข ดังนี้
1) กจิ การพอใจกับการใชเ้ งินทนุ จากแหลง่ ภายใน คือกำไรสะสม
2) กจิ การปรับอัตราเงนิ ปนั ผลจา่ ยตามเป้าหมายใหเ้ หมาะกับโอกาสในการลงทุน และ
หลีกเลีย่ งการเปล่ียนแปลงอัตราการจ่ายเงนิ ปันผลในทันทีทนั ใด
3) นโยบายการจา่ ยปันผลทเี่ ขม้ งวด รวมทั้งความไม่แนน่ อนของกำไรซงึ่ ไมส่ ามารถ
คาดการณ์ได้ และโอกาสในการลงทุน มผี ลตอ่ กระแสเงนิ สดของกจิ การ ถา้ กจิ การมี

54 การจัดการการเงนิ สำหรับผู้ประกอบการ

กระแสเงินสดส่วนเกนิ กจิ การสามารถชำระหนสี้ นิ หรอื ลงทุนในหลกั ทรัพย์เปล่ียน
มืองา่ ย ถา้ กระแสเงนิ สดไมพ่ อเพียง กจิ การจะทำการขายหลกั ทรัพยเ์ ปล่ียนมอื ง่าย
4) ถา้ กิจการต้องการเงินทนุ เพมิ่ จากแหล่งภายนอก กิจการจะออกห้นุ กู้ จากน้นั จะ
ออกหลกั ทรพั ยแ์ บบผสม เช่น หุน้ กู้แปลงสภาพ และออกหนุ้ สามญั เป็นทางเลอื ก
สุดท้าย
2.3.4 ทฤษฎี The Market Timing Theory
Baker and Wurgler (2002) ไดเ้ สนอแนวคดิ ว่า ผู้บริหารจะตดั สนิ ใจปรบั โครงสรา้ งเงนิ ทุน
โดยใช้ข้อมลู ทางสถติ ิ และสัญญาณของตลาดในการจบั จังหวะในการออกตราสารทนุ หรอื ตราสาร
หนี้ โดยอาจวดั จากอตั ราผลตอบแทนหรอื อัตราดอกเบี้ย สำหรบั ตราสารทุน ถ้าอตั ราผลตอบแทนของ
ตราสารทนุ ในตลาดมอี ตั ราทีต่ ่ำ กจิ การจะออกหุน้ เพมิ่ และจาก Huang & Ritter (2005) พบว่า อตั รา
ดอกเบี้ยในตลาดทม่ี อี ัตราสงู กิจการจะออกตราสารหนี้ อีกทงั้ หากตลาดตราสารมีความผิดปกติ
ผ้บู รหิ ารจะออกสารทบี่ รษิ ทั ไดป้ ระโยชน์จากความผิดปกตนิ นั้ เชน่ ถา้ ราคาตลาดของตราสารทุนของ
บรษิ ทั มรี าคาสงู กวา่ ปกติ บรษิ ัทจะออกตราสารทนุ แต่ถา้ ราคาตลาดของห้นุ มรี าคาต่ำกว่าปกติ
บริษทั จะออหุน้ เพ่มิ เพอื่ หาประโยชน์จากความอปกตนิ น้ั ซง่ึ รวมกบั มุมมองของ Fama (1970) ที่ไม่
เช่ือว่าตลาดมปี ระสิทธิภาพแบบเข้มแขง็ (Strong Form Efficient) จะเกดิ ขน้ึ จรงิ ดังนั้น โครงสรา้ ง
เงนิ ทุนจะขึน้ อยู่กบั ผลตอบแทนในตลาดตราสารทนุ และตราสารหนี้ เน่ืองจากผู้บรหิ ารมีโครงสรา้ ง
เงินทุนจากการหาผลประโยชน์จากการออกตราสารแตล่ ะชนิด

บทท่ี 2 การบริหารโครงสร้างเงินทนุ 55

ทีม่ า : Market Timing Theory vs Trade Off
Theory of the Capital Structure, Manfred Frühwirth, 2021
รปู ภาพท่ี 2.5 : แสดงแนวคดิ ทฤษฎีทฤษฎี The Market Timing Theory
จากรปู ที่ 2.5 แสดงใหเ้ ห็นวา่ ผู้บรหิ ารมปี ฏิกริ ิยาอยา่ งไรกบั โครงสร้างเงนิ ทนุ ของบริษทั ต่อ
การเปลี่ยนแปลงราคาหนุ้ การเปรียบเทยี บ และการคาดการณ์จากทฤษฎี Trade - Off (ภายใต้
มุมมอง Standard Corporate Finance) กบั การคาดการณ์จาก Market Timing Theory (มมุ มอง
Behavioral Corporate Finance) แสดงอย่างชัดเจนว่า ทฤษฎีทางการเงินที่เข้าใจงา่ ยมากขึน้ สอง
ทฤษฎนี ำไปสขู่ อ้ สรปุ ท่ตี รงกนั ขา้ มโดยส้นิ เชงิ เก่ียวกบั วธิ ที ีผ่ ู้บรหิ ารในการตอบสนองตอ่ การเพมิ่ ขึ้น
ของราคาหุ้น ตามทฤษฎกี ารแลกเปล่ียน ผบู้ รหิ ารจะซ้อื หนุ้ ของตนเอง คนื จากตลาดทนุ ในทาง
ตรงกันขา้ ม Market Timing Theory กลา่ วว่าผบู้ รหิ ารจะออกหุ้นเพิม่ เตมิ การศึกษาเชิงประจกั ษ์
หลายเรอื่ งท่ีแสดงใหเ้ หน็ ว่า ทฤษฎกี ำหนดเวลาตลาด ให้คำอธิบายท่ีดวี า่ ผูจ้ ัดบรหิ ารกำหนด
โครงสรา้ งเงนิ ทุนของพวกเขาอย่างไร

56 การจัดการการเงินสำหรับผูป้ ระกอบการ

จากท่กี ล่าวมา สรุปไดว้ า่ ทฤษฎีตามแนวคิดของ Franco Modigliani และ Merton H.
Miller พบว่า โครงสร้างเงินทุนที่มีการกูย้ มื เงนิ เป็นจำนวนมากข้ึนเทา่ ไร สง่ ผลใหม้ ลู ค่าของธรุ กจิ มคี า่
มากขน้ึ ตามไปด้วย และมีส่วนทำให้ต้นทนุ เงินทุนถวั เฉล่ียถว่ งน้ำหนักมีคา่ ลดลง ทฤษฎโี ครงสรา้ ง
เงินทุนแบบสถติ (Static Trade - Off Theory) แนวคดิ พ้ืนฐานของทฤษฎนี ี้ คอื การก่อหน้ีมีทง้ั ขอ้ ดี
และข้อเสียต่อกจิ การ

ทฤษฎี The Market Timing Theory เสนอแนวคิดวา่ ผู้บรหิ ารจะตัดสนิ ใจปรบั โครงสรา้ ง
เงนิ ทนุ โดยใชข้ ้อมลู ทางสถติ ิ และสญั ญาณของตลาดในการจบั จังหวะในการออกตราสารทุน หรอื
ตราสารหนี้ โดยอาจวดั จากอตั ราผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบ้ีย สำหรบั ตราสารทุน ถ้าอัตรา
ผลตอบแทนของตราสารทุนในตลาดมีอัตราที่ตำ่ บริษทั จะออกหุ้นเพิ่ม และจาก Huang & Ritter
(2005) พบวา่ อตั ราดอกเบี้ยในตลาดทีม่ อี ตั ราสงู บรษิ ทั จะออกตราสารหนี้ เป็นไปตามทฤษฎที ีไ่ ด้อ้าง
ถงึ ในขา้ งตน้
2.4. โครงสร้างเงินทนุ ท่ีเหมาะสม

การตัดสินใจจัดหาเงนิ ทนุ ของบรษิ ทั ขนึ้ อยู่กบั ปจั จัย ต่าง ๆ อาทิ การตัดสนิ ใจออก
หลักทรัพย์ในสว่ นของผถู้ อื หุน้ การรกั ษาระดบั การควบคุมของผบู้ รหิ าร ความยืดหยุ่นของแผนการ
เงนิ ของบรษิ ทั การสรา้ งตวั เลอื กให้กบั นกั ลงทุน สภาพตลาดทนุ ต้นทนุ ทางการเงินของบรษิ ทั
ระยะเวลาของการจัดหาเงนิ ทุน ขนาดของบริษัท ระดบั ความเส่ียงทางการเงิน กระแสเงินสด
โครงสรา้ งของสินทรพั ย์ อัตราภาษเี งนิ ไดน้ ิตบิ ุคคล และข้อกำหนดทางกฎหมาย ทฤษฎโี ครงสรา้ ง
เงนิ ทนุ ที่ได้รบั ความนิยม และนำไปใชใ้ นงานวจิ ยั ต่าง ๆ อยา่ งกว้างขวาง ไดแ้ ก่ ทฤษฎตี ามแนวคิด
ของ Franco Modigliani และ Merton H. Miller ทฤษฎีโครงสร้างเงนิ ทุนแบบสถิต (Static Trade
- Off Theory) ทฤษฎี Pecking Order Theory การตดั สนิ ใจเลอื กทฤษฎีใดทฤษฎหี น่งึ หรือ ใช้
ร่วมกนั แบบผสมผสาน เพือ่ เป็นแนวทางสำหรับการบรหิ ารเงนิ ทนุ ของบริษัท ไมม่ ีกฎเกณฑท์ ี่ตายตวั
แนน่ อน ข้ึนอย่กู บั ปัจจัยภายในกจิ การ เชน่ ขนาดของบริษทั ความเสียงในการกอ่ หน้ี การเติบโตของ
ยอดขาย สัดส่วนของสินทรพั ยถ์ าวร ความสามารถในการหมุนเวยี นกระแสเงนิ สด ความสามารถใน
การทำกำไร และปจั จัยภายนอก ได้แก่ สภาวะเศรษฐกจิ ในปัจจุบนั อัตราผลตอบแทนจากการลงทนุ
อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตา่ งประเทศ เปน็ ตน้ อยา่ งไรกต็ าม สิง่ ท่บี ริษทั ตอ้ งคำนงึ ถงึ
ในการจดั หาเงนิ ทุน คอื ตน้ ทนุ เงินทนุ มลู คา่ ของธุรกิจ อัตราผลตอบแทนในตลาด อัตราดอกเบีย้ การ
ควบคมุ อำนาจในการบรหิ าร

บทที่ 2 การบรหิ ารโครงสร้างเงินทุน 57

สรุป

ในบทนี้กลา่ วถึง ความหมายโครงสร้างเงนิ ทุน ปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ โครงสรา้ งเงนิ ทุน ทฤษฎี
โครงสร้างเงินทนุ และ การกำหนดโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม โครงสรา้ งเงนิ ทนุ คอื การผสมผสาน
ของเงนิ ทุนระยะยาว โดยจัดหามาจากหลากหลายวิธี เชน่ การก้ยู มื การออกตราสารหนี้ การออกตรา
สารทุน การใชป้ ระโยชนจ์ ากกำไรสะสม ปจั จัยที่มผี ลตอ่ การจัดโครงสร้างเงินทุน ไดแ้ ก่ การตดั สินใจ
ออกหลกั ทรัพยใ์ นส่วนของผถู้ ือหนุ้ การรกั ษาระดับการควบคุมของผบู้ รหิ าร ความยดื หยุ่นของแผน
ทางการเงินของบริษัท การสรา้ งตวั เลอื กให้กบั นกั ลงทนุ สภาพตลาดทนุ ตน้ ทนุ ทางการเงนิ ของ
บริษทั ระยะเวลาของการจดั หาเงินทุน ขนาดของบริษทั ระดบั ความเสยี่ งทางการเงนิ กระแสเงนิ
สด โครงสร้างของสินทรัพย์ อตั ราภาษีเงินได้นติ ิบคุ คล และ ข้อกำหนดทางกฎหมาย ทฤษฎี
โครงสร้างเงนิ ทนุ ทไี่ ด้รบั ความนยิ มและนำไปใชอ้ ยา่ งกวา้ งขวางในงานวิจยั ทงั้ ภายในและต่างประเทศ
ได้แก่ ทฤษฎีตามแนวคิดของ Franco Modigliani และ Merton H. Miller พบวา่ โครงสรา้ งเงินทุน
ทม่ี ีการกยู้ มื เงนิ เปน็ จำนวนมากข้ึนเทา่ ไร สง่ ผลใหม้ ูลคา่ ของธรุ กิจมคี ่ามากขึน้ ตามไปด้วย และมสี ว่ น
ทำใหต้ ้นทนุ เงินทนุ ถัวเฉลยี่ ถว่ งนำ้ หนกั มคี ่าลดลง

ทฤษฎีโครงสรา้ งเงินทุนแบบสถติ (Static Trade - Off Theory) แนวคิดพนื้ ฐานของทฤษฎี
นี้ คอื การกอ่ หนม้ี ีทงั้ ข้อดแี ละข้อเสยี ต่อกิจการ ข้อดีคอื ผลประโยชน์ จากการประหยัดภาษขี องหนี้
ท่เี สนอโดย MOMI (1963) และขอ้ เสียมาจากความนา่ จะเปน็ ท่เี พิม่ ขน้ึ ของการลม้ ละลาย บรษิ ัททีม่ ี
หน้ีสนิ สูง ตน้ ทุนของการลม้ ละลายจะสูงตามไปด้วย การคาดการณ์ของทฤษฎกี ารแลกเปล่ยี น
โครงสร้างเงินทนุ ทดี่ ที ส่ี ดุ มีอยู่ และถกู กำหนดโดยความสมดลุ ระหว่างสทิ ธิประโยชน์ทางภาษี และ
ตน้ ทนุ ของหนส้ี นิ ทฤษฎี Pecking Order Theory เสนอว่า กิจการควรใช้แหลง่ เงินทุนภายในกอ่ น
ภายนอก เพราะตน้ ทุนเงนิ ทุนจากแหลง่ ภายใน (กำไรสะสม) ถกู ที่สดุ ต้นทุนเงนิ ทนุ ของหนี้ จะตำ่ กว่า
ตน้ ทุนเงนิ จากการออกหนุ้ ใหม่ ทฤษฎี The Market Timing Theory เสนอแนวคดิ วา่ ผบู้ รหิ ารจะ
ตดั สนิ ใจปรับโครงสรา้ งเงนิ ทนุ โดยใชข้ ้อมลู ทางสถติ ิ และสญั ญาณของตลาดในการจบั จงั หวะในการ
ออกตราสารทนุ หรือ ตราสารหนี้ โดยอาจวดั จากอตั ราผลตอบแทนหรืออตั ราดอกเบย้ี สำหรบั ตรา
สารทนุ ถ้าอตั ราผลตอบแทนของตราสารทนุ ในตลาดมอี ตั ราทต่ี ่ำ กิจการจะออกหุน้ เพ่มิ และจาก
Huang & Ritter (2005) พบวา่ อตั ราดอกเบย้ี ในตลาดทม่ี อี ัตราสงู กจิ การจะออกตราสารหนี้ การ
บรหิ ารโครงสร้างเงินทุนทเ่ี หมาะสม บรษิ ัทอาจตดั สนิ ใจเลือกใช้ทฤษฎใี ดทฤษฎหี น่งึ หรอื ใชร้ ว่ มกนั
แบบผสมผสาน เพอ่ื เปน็ แนวทางสำหรับการบรหิ ารเงินทนุ ของบริษทั ซงึ่ ไม่มกี ฎเกณฑ์ทต่ี าย ตวั
แนน่ อน ขนึ้ อยู่กบั ปจั จัยภายในกิจการ เชน่ ขนาดของบรษิ ทั ความเสยี งในการก่อหน้ี การเตบิ โตของ

58 การจดั การการเงินสำหรบั ผ้ปู ระกอบการ

ยอดขาย สดั สว่ นของสนิ ทรัพย์ถาวร ความสามารถในการหมนุ เวยี นกระแสเงนิ สด ความสามารถใน
การทำกำไร และ ปัจจัยภายนอก ไดแ้ ก่ สภาวะเศรษฐกจิ ในปจั จุบนั อตั ราผลตอบแทนจากการลงทนุ
อัตราดอกเบย้ี อตั ราแลกเปลีย่ นเงินตราตา่ งประเทศ เป็นตน้ อย่างไรก็ตาม สง่ิ ทบี่ ริษัทต้องคำนงึ ถงึ
ในการจดั หาเงินทุน คือ ตน้ ทุนเงินทนุ มลู ค่าของธุรกจิ อัตราผลตอบแทนในตลาด อตั ราดอกเบี้ย การ
ควบคุมอำนาจในการบรหิ าร

บทที่ 2 การบรหิ ารโครงสร้างเงนิ ทนุ 59

คำถามท้ายบท

1) บรษิ ัท ฟ้าใส จำกัด มีตน้ ทนุ เงนิ ทุนเฉลย่ี ถว่ งน้ำหนกั (WACC) เทา่ กบั 15% ตน้ ทนุ หนสี้ ิน
(Kd) เทา่ กบั 10% โครงสรา้ งเงินทุนของบริษัทประกอบด้วย หนีส้ นิ ระยะยาว และส่วนของ
ผ้ถู อื หุ้น ใหค้ ำนวณ
1) ก ) ต้นทนุ สว่ นของผู้ถือหนุ้ .Ks) เมือ่ สดั สว่ นโครงสรา้ งเงินทุนเท่ากบั 40:60
2) ข) ตน้ ทุนสว่ นของผูถ้ อื หุ้น.Ks) เม่ือสัดส่วนโครงสรา้ งเงินทนุ เท่ากบั 60:40

2) บริษทั นำ้ ใส จำกัด โครงสร้างเงนิ ทุนประกอบดว้ ยสว่ นของผ้ถู อื หุ้น ในปปี จั จบุ ัน มกี ำไรกอ่ น
หกั ดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) เทา่ กบั ล้านบาท ต้นทุนเงนิ ทนุ ถัวเฉลยี่ ถ่วงนำ้ หนัก 150
(WACC) มคี า่ เทา่ กบั %12อัตราภาษเี งินไดน้ ติ บิ ุคคลจากฐานกำไรสุทธิ เทา่ กับ %20ให้
คำนวณ
1) กมูลคา่ ของธรุ กจิ เ.มอ่ื ไม่มกี ารกูย้ มื
2) ข%10 ล้านบาท อตั ราดอกเบีย้ 80 มลู คา่ ของธรุ กิจเมื่อมกี ารกยู้ มื จำนวน.

3) กำหนด Cost of equity (rE) 15.00 % Total equity (E) 400000.00 Cost of debt
(rD) 8.00% Total debt (D)600000.00 Corporate tax rate (t) 20.00 % ใหค้ ำนวณ
WACC โดยใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู ตามน้ี https://www.calkoo.com/en/wacc-
calculator

รูปภาพท่ี 2.6 : แสดงโปรแกรมสำเร็จรปู

60 การจัดการการเงินสำหรบั ผปู้ ระกอบการ

4) ปจั จัยภายในบริษัท ทมี่ ผี ลต่อการบรหิ ารโครงสร้างเงินทนุ ไดแ้ กป่ ัจจยั อะไรบ้าง?
5) ถ้าบริษทั ABC จำกัด ตอ้ งการบริหารโครงสรา้ งเงนิ ทุน โดยมีขอ้ กำหนดวา่ บริษทั ต้องการ

ตน้ ทนุ เงนิ ทุนถวั เฉลี่ยถว่ งนำ้ หนกั น้อยที่สุด และ มีมูลค่าของธรุ กจิ สูงสดุ บรษิ ทั ควรใช้
ทฤษฎโี ครงสรา้ งเงนิ ทุนทฤษฏีใดเพือ่ บริหารโครงสร้างเงินทนุ ในครั้งน้ี
6) ใหน้ ักศกึ ษาเขยี นสรุป ทฤษฎีโครงสรา้ งเงนิ ทนุ ตามแนวคดิ ของ Franco Modigliani และ
Merton H. Miller
7) จากทฤษฎโี ครงสร้างเงนิ ทุนแบบสถิต )Static Trade - Off Theory) ประโยชน์ของการก่อ
หนี้ และตน้ ทนุ ของการกอ่ หนี้ คอื อะไร
8) จาก ทฤษฎี Pecking Order Theory แนวทางการจัดหาเงนิ ทุนทเ่ี หมาะสม ควรเป็น
อยา่ งไร?
9) การจัดโครงสร้างเงนิ ทุน ตามทฤษฎี The Market Timing Theory กจิ การควรทำอย่างไร?
10) ใหน้ ักศึกษา เขียนข้อเสนอแนะ เทคนคิ การบรหิ ารโครงสรา้ งเงินทุน แกธ่ รุ กจิ ชุมชน ที่แตล่ ะ
กลุ่มรับผดิ ชอบ พรอ้ มอธิบาย ขอ้ ดี ขอ้ เสยี ของเทคนคิ ของการใชง้ าน

บทที่ 2 การบรหิ ารโครงสรา้ งเงินทุน 61

เอกสารอา้ งอิง

ฉัตรคญาพัฒน์ เจรญิ พงศ์ . (2557). The Trade - off Theory and Pecking Order Theory
ทฤษฎีโครงสร้างเงนิ ทุนทเ่ี หมาะสม และทฤษฎกี ารจัดหาเงินทนุ ตามลำดบั ขน้ั .
กรงุ เทพมหานคร : วทิ ยาลัยดสุ ิตธานี.

ธนดิ า จิตร์นอ้ มรตั น.์ (2553).การศกึ ษาปจั จยั เกยี่ วกบั ลกั ษณะของธรุ กิจท่ีมผี ลต่อการตัดสนิ ใจระดม
เงนิ ทุนของบรษิ ทั มหาชนทจ่ี ดทะเบียนในตลาดหลกั ทรัพย์แหง่ ประเทศไทย.มหาวิทยาลยั ธรุ กจิ
บณั ฑติ .กรงุ เทพมหานคร. สบื ค้นเมื่อ 1 ก.พ. 2562 จาก
http://www.dpu.ac.th/dpurc/research-269

นฤมลวรรณ์ ต้ังกิจเจรญิ พร. (2558).การศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างโครงสรา้ งเงินทนุ และ
ความสามารถในการดำเนนิ งานของบริษทั ที่จดทะเบยี นในตลาดหลกั ทรัพยแ์ หง่ ประเทศไทย.
วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ การบรหิ ารการเงนิ พาณชิ ยศาสตร์และการบญั ชี
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์

ดวงรตั น์ โศภติ วจนะ. (2552). ปัจจยั ทีก่ ำหนดโครงสร้างเงินทนุ ของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม
พลงั งาน และปโิ ตรเคมีในตลาดหลกั ทรพั ย์แห่งประเทศไทย. การศึกษาคน้ คว้าอิสระ ปรญิ ญา
มหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

เนาวรัตน์ ศริ พิ นากลู . ( 2558 ).ปจั จยั กำหนดการจดั หาเงินทุนโดยการก้ยู ืมของธรุ กิจขนาดยอ่ มใน
ประเทศไทย. สบื คน้ เมือ่ 1 ก.พ. 2562 จาก
http://dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/1159/1/naovarat_srip.pdf

รทวรรณ อภโิ ชติธนกุล. (2557). ปจั จยั ที่มอี ทิ ธพิ ลต่อการกำหนดโครงสร้างเงนิ ทนุ ของวิสาหกจิ ขนาด
กลางในประเทศไทย. วิทยานิพนธบ์ รหิ ารธรุ กจิ ดุษฎบี ณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ธุรกจิ บัณฑิตย.์

วัฒนา ศักยชีวกิจ และ กอบกลู จนั ทรโคลกิ า.(2559).ปจั จยั ที่กำหนดโครงสร้างเงินทนุ ท่เี หมาะสม
ของบริษทั จดทะเบยี นในตลาดอาเซยี น.วารสารวชิ าชีพบัญชี ปที ี่ 12 ฉบับท่ี 33 เมษายน
2559,50-63

Anup, C. and Cowdhury, S. P. (2010). Impact of capital structure on firm’s value:
Evidence from Bangladesh. BEH - Business and Economic Horizons, 3(3), 111-
122.

62 การจดั การการเงนิ สำหรบั ผ้ปู ระกอบการ

Hirshleifer, D. and Anjan, V. T. (1989). Managerial reputation, project choice and
debt, Working

Ashok M. (2018). Top 17 Factors Determining the Capital Structure. Retrieved Feb
1.2019. from http://www.accountingnotes.net/financial-management/capital-
structure/top-17-factors-determining-the-capital-structure/7956

B. D Mathararachchi, A. Jahfer, G. N Kuruppu, and N. C Samarasiri. (2016). Capital
Structure and Pecking Order Theory: A case of Sri Lanka Listed Non-Financial
Firms. Retrieved Feb 12.2019. from https://www.researchgate.net/
/publication/316684543

Busitness Administration. (2018).โครงสรา้ งของเงนิ ทนุ และการใช้Leverage. สบื ค้นั เมอื่ 1
กุมภาพันธ์ 2562 จาก http://mba.sorrawut.com/

Corporate finance institute. (2017). What is Capital Structure. Retrieved Feb12.2019.
from”https://corporatefinanceinstitute.com/resources/knowledge/finance/capit
al-structure-overview/

Ebrary. (2018). The Trade-off theory of capital structure. Retrieved Feb12.2019. from
https://ebrary.net/735/business_finance/trade-off_theory_capital_structure

Evan Tarver. (2018). Which financial principles help companies choose capital
structure. Retrieved Feb 1.2019. from
https://www.investopedia.com/ask/answers/052215/does-
tradeoff-model-or-pecking-order-play-greater-role-capital-budgeting.asp

Hirshleifer, D. and Anjan, V. T. (1989). Managerial reputation, project choice and
debt, Working paper #14-89. California: School of Management at UCLA.

Investopedia. (2017). What is Capital Structure. Retrieved Feb12.2019. from
https://www.investopedia.com/terms/c/capitalstructure.asp

Joshua, A. (2005). The effect of capital structure on profitability: an empirical
analysis of listed firms in Ghana. The Journal of Risk Finance, 6(5), 438 – 445

บทที่ 2 การบริหารโครงสร้างเงนิ ทนุ 63

Keshar J. Baral . (2004). Determinants of Capital Structure: A Case Study of
ListedCompanies of Nepal. The Journal of Nepalese Business Studies Vol. I No.
1 Dec. 2004

Lenka Strýčková. (2015) .Factors Determining the corporate capital structure in the
cZech republic from the perspective of business entities. Retrieved Mar
1.2019. from https://dspace5.zcu.cz/bitstream.management study guide.(2018).
Capital Structure - Meaning and Factors Determining Capital Structure.
Retrieved Feb 1.2019. from https://www.managementstudyguide.com/capital-
structure.htm

Modigliani, F. & Miller, H. M. (1963). Income taxes and the cost of capital: A
correction. The American Economic Review, 53(3), 433-443

My accounting course. (2018). What is Capital Structure. Feb1.2019. from
https://www.myaccountingcourse.com/accounting-dictionary/capital-structure

Myers, S. C. (2001). Capital structure. Journal of Economic Perspectives, 15, 81–102.
Myers, S. C. and Majluf, N. (1984). Corporate financing and investment decisions

when firms have Information that investors do not have. Journal of Financial
Economics, 13, 187–221
Management Study HQ. (2018). What is Capital Structure? Retrieved Mar1.2019. from
https://www.managementstudyhq.com/capital-structure-features-factors-
affecting-it.html
M.Sangeetha. (2013). Factors Determining Capital Structure: A Case study of
listedcompanies in Sri Lanka. Research Journal of Finance and Accounting ISSN
2222-1697 (Paper) ISSN 2222-2847 (Online) Vol.4, No.6, 201
Mr.Sc. Anila Çerkezi. (2013). A literature review of the trade−off theory of capital
structure. Retrieved Febr 1.2019. from https://www.researchgate.net
Management Study HQ. (2018) .What is Capital Structure? Retrieved Mar 1.2019. from
https://www.managementstudyhq.com/capital-structure-features-factors-
affecting-it.html

64 การจดั การการเงนิ สำหรบั ผ้ปู ระกอบการ

Researchgate. (2016). The pecking order theory or the static trade off theory, which
of these theories are more evident in capital structure decision making.
Retrieved Feb1.2019. from https://www.researchgate.net

Simona, M. (2014). Capital structure and firm value, Empirical evidence from
Romanian listed companies. International Journal of Academic Research in
Accounting, Finance and Management Sciences, 4(1), 287–292.

Stuart Paul, Geoff Whittam and Janette Wyper, (2007). The pecking order hypothesis:
does it apply to start-up firms., Journal of Small Business and Enterprise
Development, Vol. 14 Issue: 1, pp.8-21,
https://doi.org/10.1108/14626000710727854

Toppr. (2018). Capital Structure. Retrieved Feb10.2019. from
https://www.toppr.com/guides/business-studies/financial-management/capital-
structure/

Tiago, R. L. and Joao, F. C. (2013). Capital structure, Cash holdings and firm value:
A study of Brazilian listed firms. 25(64), 46-59.

Vandana Bhama, P.K. Jain and Surendra S. Yadav. (2017). Pecking Order among
Select Industries from India and China. Retrieved Feb1.2019. from
https://doi.org/10.1177/0972262916681255

Zahra, B., Farhad, S. and Babak, J. (2013). Correlation between financial leverage and
firm value in companies listed in the Tehran stock exchange: A case study.
Research Journal of Finance and Accounting, 4(5), 39-40.

บทที่ 3 การเพมิ่ มลู ค่าทางธรุ กิจ 65

บทท่ี 3

การเพ่ิมมูลคา่ ทางธุรกิจ

การสร้างสรรคไ์ อเดยี และแนวคดิ ในการพัฒนาธรุ กจิ ใหม่ ถือเปน็ ปจั จัยสำคัญในการดำเนนิ
ธุรกิจในยุคปจั จบุ นั ทจ่ี ะทำใหธ้ รุ กจิ สามารถเอาชนะใจลูกคา้ และประสบความสำเรจ็ ในยคุ ทธี่ ุรกจิ มี
การแขง่ ขนั ทส่ี งู มากขึ้น โดยมที ้ังนักธรุ กิจรุ่นใหญ่ท่ีมคี วามรคู้ วามชำนาญ และประสบการณ์ในการทำ
ธรุ กจิ มาเป็นเวลานาน และกลมุ่ นกั ธรุ กจิ รนุ่ ใหมท่ ี่มไี อเดีย มคี วามชำนาญ และความสามารถทีไ่ ม่
เพยี งแต่สามารถเทียบเคียงกบั คูแ่ ข่งขันได้ แต่ยังฉกี ตำรา และกฎการทำธรุ กจิ อย่างสิน้ เชิง การ
เอาชนะค่แู ข่งในตลาดไดใ้ นสถานการณเ์ ช่นน้ี การสร้างสรรค์ไอเดีย และแนวคดิ ในการพัฒนาธุรกจิ
ใหม่ ๆ ถอื เปน็ ปจั จัยสำคญั ในการดำเนินธุรกจิ ในยคุ ปัจจุบนั ท่ีจะทำให้ธรุ กิจสามารถเอาชนะใจลกู คา้
และประสบความสำเรจ็ อยา่ งทีไ่ ด้กลา่ วไว้ เบอ้ื งต้นในบทนี้ น้จี ะนำเสนอวิธกี ารใชเ้ ครอ่ื งมือตา่ ง ๆ ท่ี
จะชว่ ยในการพฒั นามลู ค่าเพม่ิ (Value Creation) ให้กบั สินค้าหรือบริการ รวมถงึ ตวั อยา่ งการ
ประยุกตก์ ารใช้งานจรงิ กับธรุ กจิ ที่มปี ญั หาในการบรหิ ารจดั การ และมองหาแนวคิดใหม่ยงั ไมเ่ จอ
ธุรกิจเองน้ัน จะตอ้ งทำอย่างไร

3.1 คุณสมบตั ิธรุ กิจที่กอ่ เกดิ มลู คา่ สูง
จากหนงั สอื ของ Mariana Mazzucato ศาสตราจารย์ดา้ นเศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยแี หง่

University College London เชย่ี วชาญดา้ นความก้าวหน้าทางเศรษฐศาสตร์ ทม่ี ชี ื่อว่า “The
Value of Everything: Making and Taking in the Global Economy” ไดอ้ ธบิ ายการมอง ‘มลู คา่ ’
ในแต่ละยุคสมยั และเหตุใด ความเขา้ ใจเร่อื งของมลู คา่ ในปจั จบุ ัน จงึ ทำให้ความเหล่ือมลำ้ ในสงั คม
เพ่ิมข้นึ ทุกหนทกุ แห่ง มลู ค่า หรอื Value น้ัน เป็นหวั ใจหลกั ของวิชาเศรษฐศาสตรม์ ากอ่ น นัก
เศรษฐศาสตร์ในชว่ งศตวรรษที่ 17 ประกอบด้วยนกั ทฤษฎอี ย่าง François Quesnay, Adam Smith,
และ David Ricardo เป็นต้น

ทงั้ นี้ François Quesnay มีแนวคดิ หลัก คอื ระบบเศรษฐกจิ การเมอื งของ Quesnay ได้นำ
สรปุ ไว้โดย Tableau é economicique (1758) ซงึ่ แสดงถงึ ลักษณะของความสัมพันธร์ ะหว่างชนชน้ั
ทางเศรษฐกิจ และภาคส่วนต่าง ๆ ในสงั คม และการไหลเวียนของการจ่ายเงินระหว่างกนั ใน

66 การจัดการการเงนิ สำหรับผปู้ ระกอบการ

Tableau Quesnay ไดพ้ ัฒนาแนวคดิ เร่ืองดลุ ยภาพทางเศรษฐกจิ ซงึ่ เปน็ แนวคิดท่มี ักใชเ้ ปน็
จดุ เรม่ิ ต้นสำหรบั การวิเคราะหท์ างเศรษฐกจิ ในภายหลัง ความสำคัญอย่างชัดเจน คือ การระบเุ งินทนุ
เป็น Avances น่ันคือ ในฐานะคลงั แหง่ ความมั่งค่ัง ทต่ี อ้ งสะสมไวล้ ว่ งหนา้ ก่อนการผลติ การจำแนก
ประเภทของ Avances เหลา่ นีม้ ีความแตกต่างระหวา่ งทุนคงท่แี ละหมนุ เวยี น

อีกสว่ นหนง่ึ คอื นกั เศรษฐศาสตร์นามวา่ Adam Smith กล่าวว่า ความคดิ เกีย่ วกบั
ผลประโยชน์สว่ นตัว และบทบาทของรฐั อาจไมเ่ หมาะสมกบั สังคมปจั จบุ นั เพราะ ความแตกตา่ งทงั้
ทางสงั คม และทางเศรษฐกจิ องสมาชิกในสังคมทหี่ ลากหลายสงั คม นำไปสูค่ วามขัดแย้งในดา้ น
ผลประโยชน์ จนผลประโยชนส์ ่วนตัวไมส่ ามารถทำงานได้ และรฐั บาลจำเป็นตอ้ งมบี ทบาทมากขน้ึ ใน
ฐานะเปน็ ผ้ปู ระสานผลประโยชน์ และคุ้มครองผทู้ ่ีออ่ นแอกว่า โดย Adam Smith ไดใ้ ห้แนวคดิ เร่ือง
ทฤษฎมี ลู คา่ และทฤษฎกี ารกระจายรายได้ ดังนี้

1) ต้นทนุ จากการผลิตสนิ คา้ และบริการ มอี งคป์ ระกอบการค่าจ้าง กำไร และค่าเชา่
เปน็ ปจั จัยกำหนดมูลค่าของส่ิงของในระยะยาว

2) คา่ จ้างในระยะยาว ของแรงงานจะเท่ากบั ค่าจา้ งในระดบั พอยังชพี
3) กำไรในระยะยาว มแี นวโนม้ ลดลง เปน็ ผลมาจากประเทศมกี ารสะสมทุนมากขึน้
4) คา่ เชา่ ถือเปน็ ผลตอบแทน หรอื กำไรทเ่ี กดิ จากการผลิตบนที่ดนิ ของเจา้ ของ และ

ถูกกำหนด โดยราคาของผลติ ผลบนทีด่ นิ นน้ั ๆ
นกั เศรษฐศาสตร์ท่านสุดท้ายทมี่ ีความสำคัญ คอื David Ricardo ที่ไดก้ ลา่ วถงึ ทฤษฎีความ
ได้เปรียบโดยเปรยี บเทยี บ (Comparative Advantage) ของ David Ricardo ในการยดึ หลกั การแบง่
งานกันทำ ประเทศจะผลิตสินคา้ ทีต่ นได้ เปรยี บโดยเปรยี บเทียบทสี่ งู กว่า เม่ือเปรียบเทียบกบั อีก
ประเทศหนง่ึ หรือ ผลิตสินค้าด้วยต้นทนุ คา่ เสยี ตำ่ ทสี่ ดุ และสง่ ออกสนิ คา้ ดังกล่าวไปยังประเทศนัน้
ในทางตรงกนั ขา้ มกจ็ ะนำเข้าสินค้าทผี่ ลติ แลว้ เสียเปรยี บโดยเปรียบเทยี บทีต่ ่ำกวา่ หรอื ตน้ ทนุ คา่ เสยี
โอกาสทีส่ งู กว่าจากประเทศน้ัน การคา้ ของโลกก็จะเพม่ิ ข้นึ ตามนนั้ เอง
ในข้อมลู ขา้ งตน้ เป็นเรอื่ งทก่ี เถียงกันถงึ เร่ืองทฤษฎีของมูลคา่ และทเี่ กย่ี วขอ้ งกันวา่ การวัด
มลู ค่าของสิง่ ต่าง ๆ อย่างไร แมแ้ ตล่ ะท่านจะมแี นวคิด และขอบเขตของคำนิยามทีต่ ่างกนั แต่หัวใจ
หลกั ของคำวา่ มลู คา่ เกิดมาจากการไปดูวา่ ‘ต้นทนุ ทแี่ ทจ้ รงิ ’ ในการผลิตส่งิ ๆ นั้น เป็นเช่นไร เช่น
คุณคา่ ของรถยนตไ์ ฟฟ้า เกดิ มาจากวัตถดุ ิบ (เหล็ก และเทคโนโลยี) และแรงงานท่ีใชใ้ นการผลิต
รถยนต์ เปน็ ต้น

บทที่ 3 การเพิ่มมลู ค่าทางธรุ กจิ 67

ทม่ี า : University College London, 2021
รปู ภาพท่ี 3.1 : แสดงนกั ทฤษฎีเศรษฐศาสตรม์ ูลค่า
และ หนงั สือ The Value of Everything: Making and Taking in the Global Economy
เมอื่ สามารถรูต้ น้ ทนุ แล้ว จงึ จะสามารถตง้ั ราคาใหเ้ กดิ ความสอดคล้องตามต้นทนุ ดงั กล่าวได้
ยอดขายทง้ั หมดกแ็ บง่ สนั ปันสว่ นไปตามมลู คา่ ทสี่ ร้างข้ึน นนั้ ก็คือ ทำเท่าไหร่ กไ็ ด้ไปเท่านั้น อยา่ งไร
ก็ตาม Karl Marx (2010) ได้มแี นวคิดที่สง่ ผลต่อเรื่องมลู คา่ ในระบบทนุ นิยมว่า เปน็ ระบบท่ีบบี บงั คับ
หรือ เอารดั เอาเปรยี บแรงงาน ใหผ้ ลิตมากเกนิ กวา่ ทีจ่ ะเอาไปลงทุนใหม่ ส่วนเกนิ เหลา่ นัน้ จงึ ตกไปอยู่
ในมอื ของนายทนุ แรงงานจงึ ได้รบั ผลตอบแทนทีน่ อ้ ยกว่าทต่ี นเองผลติ ได้จริง ๆ
นอกจากน้ี Mazzucato ยงั ได้อธิบายถึงอทิ ธิพลของการเติบโตในภาคการเงนิ ตอ่ บริษัทใน
การจัดตงั้ บริษัทดา้ นเงินทนุ ข้ึนมา เชน่ บริษทั TOYOYA ทม่ี ฐี านการผลติ อยทู่ ีป่ ระเทศไทย และญปี่ ุน่
ท่มี ีสนิ เชื่อขายด้วย อย่างไรกต็ าม ความบดิ เบือนเรือ่ งของมลู ค่าเกดิ ขนึ้ จากการทบ่ี ริษัท ทำการบรหิ าร
จัดการโดยบริษทั ทต่ี ัง้ ขึ้นมา เพื่อลงทนุ ในโครงการ หรอื บริษทั อ่ืน โดยเฉพาะ บรษิ ัทพวกนม้ี ี
วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื เพม่ิ มลู คา่ ของผ้ถู ือหุ้น (Shareholder) ผา่ นการซือ้ หุ้นกลับ (Share Buy - Back)

68 การจดั การการเงินสำหรับผู้ประกอบการ

ซึ่งสง่ ผลให้ค่าตอบแทนตอ่ ห้นุ สงู ขน้ึ โดยไม่ไดค้ ดิ ถงึ การสรา้ งสินคา้ ใหม่ ในตลาด ทำใหต้ ลาดท่ดี ู
เหมอื นวา่ จะโต แต่แทจ้ รงิ แลว้ ไมไ่ ด้สรา้ งประโยชน์ให้กับภาคเศรษฐกิจจรงิ

François Quesnay Adam Smith David Ricardo

ท่ีมา : London School of Economics and Political Science (LSE), 2021

รูปภาพท่ี 3.2 : แสดงนกั ทฤษฎีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั แนวคิดดา้ นมูลคา่

ประเด็นทส่ี ำคัญ ก็คอื กจิ กรรมท้ังหลายทเี่ กดิ ข้นึ ในภาคการเงนิ ไม่ได้เขา้ ไปสนบั สนุนการ
ผลติ จรงิ ๆ เสยี เท่าไหร่ แตเ่ ป็นการจัดสรร/โยกย้าย/บรหิ ารเงนิ ทุน ‘ทม่ี อี ยแู่ ล้ว’ ให้งอกเงยข้ึน เมอ่ื
ภาคการเงินเตบิ โต แทนทเี่ ราจะหวังวา่ ภาคเศรษฐกจิ จรงิ จะโตไปด้วย ก็กลับไมใ่ ช่แบบนั้น การเตบิ โต
ของการภาคเงนิ จึงกระจุกตัวอย่ใู นมือของคนรวยไมก่ คี่ นที่ ‘เลน่ เปน็ และดวงด’ี ยิ่งไปกวา่ นนั้ เมื่อ
กิจกรรมในภาคการเงินถูก ‘นับ’ รวมอย่ใู นตัวเลขมหัศจรรย์อยา่ ง GDP การเติบโตทางเศรษฐกจิ จงึ
เปน็ เรือ่ ง ‘ลวงตา’ พ่อค้า แมค่ า้ พป่ี า้ นา้ อาจึงรู้สึก ‘ตลก’ เมอื่ ไดย้ นิ คำขา่ ววา่ “จดี พี โี ต 4 เปอร์เซ็นต์”

นอกจากนน้ั Mazzucato ยงั ไดอ้ ธิบายถงึ อทิ ธพิ ลของการเติบโตในภาคการเงินต่อ
บริษัทเอกชนในการจัดต้งั บริษทั ดา้ นเงนิ ทนุ ขึน้ มา เชน่ GE ทม่ี ี GE Capital หรอื บรษิ ทั รถยนต์อย่าง
Ford ท่มี สี ินเชื่อขายด้วย อย่างไรก็ตาม ความบิดเบอื นเรือ่ งของมลู คา่ เกดิ ข้นึ จากการท่บี รษิ ทั เอกชน
บรหิ ารจัดการโดยบรษิ ทั ท่ตี ัง้ ขน้ึ มาเพอื่ ลงทนุ ในโครงการหรอื บรษิ ัทอื่น ๆ โดยเฉพาะ (เชน่ Venture
capitalist/Private Equity) บรษิ ทั พวกนี้มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื เพ่ิมมูลคา่ ของผถู้ ือหุ้น (Shareholder)
ผา่ นการซอื้ หุ้นกลบั Share buy-back) ซง่ึ สง่ ผลใหค้ า่ ตอบแทนต่อห้นุ สูงขึ้น โดยไม่ไดค้ ิดถึงการสรา้ ง

บทที่ 3 การเพ่ิมมลู ค่าทางธรุ กจิ 69

สินค้าใหม่ ๆ ในตลาด ทำใหต้ ลาดทดี่ เู หมอื นวา่ จะโต แต่แทจ้ รงิ แลว้ ไมไ่ ด้สร้างประโยชน์ให้กบั ภาค
เศรษฐกจิ จรงิ
3.2 วธิ กี ารคำนวณมูลคา่

การอธบิ ายว่า มลู คา่ ท้องถิ่นของสนิ ค้า สามารถแสดงได้ในรปู ของ “c + v + s” โดยท่ี
c คอื ทุนคงที่
v คือ ทนุ ผนั แปร
s คือ มูลคา่ สว่ นเกนิ

เป็นคา่ เฉล่ียของค่าทอ้ งถ่ินทั้งหมดของทุกบริษัท ซงึ่ เปน็ มลู ค่าของสนิ ค้าโภคภณั ฑท์ ี่ราคามี
ความผันผวน ในทางปฏิบตั ิแล้วสามารถคำนวณมลู ค่าของสนิ ค้าได้ โดยสามารถคดิ ว่า อตุ สาหกรรม
ทง้ั หมดในระบบเศรษฐกจิ ทุนนิยมเป็นกลอ่ งดำ ทร่ี ับปจั จยั การผลติ บางอยา่ งจากบริษัทอื่น มที ุนคงท่ี
เปลย่ี นปจั จัยการผลติ เหลา่ น้นั ใหเ้ ป็นสง่ิ ใหม่โดยใชแ้ รงงานมนษุ ย์เข้ามาจากนั้น จึงขายสนิ คา้ เหลา่ นน้ั
ในรูปแบบใหม่ แรงงานที่น่ีชว่ ยเพ่มิ มลู คา่ ให้กบั สนิ ค้า นอกจากนย้ี งั เปน็ สิ่งสำคัญทจี่ ะจำได้ว่าv + s
กำลังทัง้ สองมาจากแรงงานเพ่มิ ดงั นั้นการอ้างถงึ ทงั้ สองรว่ มกนั เปน็ หนว่ ยเดยี วกันกบั L เช่น L = v
+ s เม่อื สินค้าเคล่อื นตวั ขน้ึ ในห่วงโซอ่ ปุ ทานมลู ค่าของมัน จะเพมิ่ ขึ้นทกุ ระดบั บริษัทตา่ ง ๆ ซ้ือสินคา้
ใชแ้ รงงานกบั สนิ ค้าซง่ึ จะเพ่ิมมูลคา่ แล้วขายใหก้ บั บริษทั ถัดไปตามมลู คา่ น้ัน

ทีม่ า : Towards a New Socialism, 2013
รปู ภาพที่ 3.3 : แสดงแนวคดิ การคำนวณมูลค่า โดย Paul Cockshott and Allin Cottrell

70 การจดั การการเงินสำหรบั ผู้ประกอบการ

ในการคำนวณมลู คา่ สินค้าทง้ั หมด จำเป็นตอ้ งทราบห่วงโซอ่ ปุ ทานท้ังหมด สง่ิ นตี้ ้องการสิง่ ที่
เรยี กว่า ตารางอินพตุ – เอาท์พตุ (Input - Output Table) ตารางอนิ พตุ – เอาตพ์ ตุ แสดงถงึ อนิ พุต
ท้ังหมดทบี่ รษิ ทั ทงั้ หมดในระบบเศรษฐกจิ ใช้ และบรษิ ทั ใดท่สี ง่ ออกสนิ ค้าท้ังหมด ดา้ นลา่ งนเี้ ป็น
ตัวอยา่ ง ของตารางอนิ พตุ – เอาทพ์ ตุ อยา่ งงา่ ยสำหรับเศรษฐกจิ ธรรมดาทผ่ี ลติ เฉพาะ ขนมปงั และ
น้ำมันเทา่ นั้น

ท่มี า : Towards a New Socialism, 2013
รปู ภาพที่ 3.4 : แสดงแนวคิด Input - Output Table เพ่ือการคำนวณมลู ค่า

เพ่อื เกิดแนวคิดดา้ นการเพิม่ มูลคา่ ผเู้ ขยี นจงึ ขอยกตัวอย่างกรณศี ึกษาการเพม่ิ มูลค่าดว้ ย
สนิ คา้ เกษตรแปรรปูในประเทศญปี่ นุ่ (สำนกั งานส่งเสรมิ วสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาดยอ่ ม (สสว.))
ผลติ ผลทางการเกษตรส่วนใหญข่ องประเทศญ่ปี ุ่น มักขนึ้ กบั ฤดูกาล อาหารรสชาติอรอ่ ย ทป่ี รุงจาก
ผลผลิตตามฤดูกาล เปน็ ท่นี ยิ มของคนญ่ีปุน่ เปน็ อย่างมาก ทัง้ นผ้ี ลผลิตทีม่ เี หลืออยเู่ กินกวา่ ความ
ตอ้ งการรับประทานตามฤดูกาลได้ถูกนาํ มาแปรรปู เปน็ ผลติ ภัณฑท์ างการเกษตรมากมาย เพือ่ ใหห้ า
ซ้ือกนิ ได้ตลอดทง้ั ปี

สง่ิ หนง่ึ ทสี่ ังเกตได้ คือ คนญี่ปุน่ เกง่ ในการสร้างคุณค่าของผลผลิตทางการเกษตร เชน่ ในฤดทู ี่
มกี ารเก็บเกีย่ วผลผลิตมากมาย นอกจากการขายผลผลิต เพอ่ื เปน็ อาหารโดยตรงแล้ว อุตสาหกรรม
อาหาร และเครอื่ งด่ืมในประเทศญปี่ ุ่นจำนวนมาก สร้างผลิตภณั ฑ์ทสี่ อดคลอ้ งกบั ผลผลติ ทางการ
เกษตรในแต่ฤดกู าล อาทิเชน่ ฤดูรอ้ นก็มผี ลไม้ เชน่ ลกู ทอ้ ซง่ึ มรี ะยะเก็บไดไ้ มน่ าน หากเกบ็ ผลผลิตเพ่ือ
ทานสด กม็ กี ารนาํ ลูกทอ้ มาเป็นส่วนผสมของผลติ ภัณฑ์ เช่น นำ้ ลกู ทอ้ ชาลกู ท้อ ไอศกรมี ผสมลูกทอ้
และเจลล่ีต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนในฤดูใบไมร้ ว่ ง ปกติมมี ันเทศ และลกู พลบั ออกมาในปรมิ าณมากกม็ กี าร
นาํ มันเทศมาแปรรูปต่าง ๆ เช่น ขนมแบบญป่ี ุ่น มันเผา มนั นึ่งตากแหง้ อาหาร เพือ่ สขุ ภาพของเดก็

บทท่ี 3 การเพม่ิ มลู คา่ ทางธรุ กจิ 71

และผ้ใู หญ่ และผลติ ภณั ฑ์แปรรปู อีกมากมาย ส่วนลูกพลบั กถ็ กู นํามาตาก หรอื อบแหง้ ทหี่ ากไป
ซุปเปอร์มารเ์ ก็ตก็ต้องเจอผลิตภณั ฑจ์ ากมนั เทศ และลกู พลบั สาํ หรบั ผักตา่ ง ๆ ทผี่ ลติ ออกมาได้
จำนวนมาก มกั ถูกนาํ มาแปรรปู เป็นผกั ดอง หรอื ผลิตภณั ฑผ์ ักตา่ ง ๆ ท่มี ลี ักษณะเด่นเฉพาะแตล่ ะ
พื้นทีว่ างขายอยตู่ ามแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วสำคญั สถานรี ถไฟ ร้านสะดวกซ้อื และซปุ เปอรม์ าร์เก็ตตา่ ง ๆ
เพมิ่ รายได้ใหก้ ับเกษตรกร

แนวคดิ อุตสาหกรรมขัน้ ท่ี 6 ของประเทศญปี่ ุ่น คือ แนวคดิ ท่ีเกดิ ในปี 2010 เปน็ การทำให้
เกษตรกรกลายมาเป็น ผปู้ ระกอบการด้วยตนเองโดยชดุ คิด Sixth ‘Industrialization ดว้ ยสมการ
1x2x3 = 6 คอื (1.)เกษตร (2.)การผลติ และแปรรปู (3.)การตลาด เริ่มตงั้ แต่การเพาะปลกู พืชผลไม้
แลว้ จึงนาํ มาแปรรปู สินคา้ และหาชอ่ งทางจำนา่ ยตามความต้องการของตลาด และหากขาดข้ันตอน
ใดไปทกุ อยา่ งจะมีค่าเทา่ กับ 0 โดยวงจรทงั้ หมดจะเรมิ่ จากภาคเกษตรเปน็ หลัก

ที่มา : ウェルカム上野 もとしろ.
จาก http://motoshiro.net/rokujisangyo. สบื ค้นเมอื่ เดอื นมิถนุ ายน 2021
รูปภาพที่ 3.5 : แสดงแนวคดิ Sixth ‘Industrialization

สาเหตุท่ที ำใหเ้ กิดแนวคดิ Sixth-Order Industry เน่ืองจากปี 2003 GDP. ของประเทศญปี่ ุน่
อยทู่ ี่ 154.6 ล้านลา้ นบาท แบง่ เป็นภาคอตุ สาหกรรมอาหาร 25.6 ลา้ นล้านบาท ในขณะทีภ่ าคเกษตร
มมี ูลคา่ เพียง 3.2 ลา้ นลา้ นบาท ดังน้นั แนวคดิ การรวมกลมุ่ อตุ สาหกรรมขัน้ ท่ี 6 “Sixth’
Industrialization” จงึ เกดิ ข้ึน จดุ ประสงค์ คือ การเพ่ิมรายได้ให้กบั ภาคเกษตร โดยการเพม่ิ มลู ค่า
สนิ คา้ แกเ่ กษตร การทำประมง และการฟืน้ ฟชู นบท โดยการยกระดับขีดความสามารถของภาค
เกษตรและอตุ สาหกรรมในท้องถ่นิ และยังเป็นการสรา้ งโอกาสให้กล่มุ ผสู้ ูงอายุ เนอ่ื งดว้ ยประชากร

72 การจัดการการเงนิ สำหรับผปู้ ระกอบการ

ภาคเกษตรในญ่ีปุ่นประมาณ 1.8 ล้านคน ผทู้ ี่มีอายมุ ากกวา่ 65 ปีมีจำนวนมากถงึ 60% ใน
ขณะเดยี วกัน ประเทศญปี่ นุ่ มีการบรโิ ภคผลติ ภัณฑ์การเกษตรโดยตรงเพียงแค่ 20.7% ของภาครวม
ทงั้ หมด ซ่ึงมีอัตราสว่ นทนี่ ้อยกว่าภาคแปรรูป (26.0% และภาคบริการ 27.6%) ทางเกษตรนน้ั ยงั
จํากดั เฉพาะในดา้ นของภาคการผลติ ทางเกษตรไม่มขี ้อเกย่ี วโยงกบั ภาคอุตสาหกรรม และหาก
เปรียบเทยี บพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวญ่ปี ่นุ ระะหวา่ งปี 1960 กบั ปี 1990 สัดส่วนตลาดของภาค
เกษตร มแี นวโน้มลดลงเปน็ อยา่ งมากจาก 41 % ในปี 1960 เหลือ 20 % ในปี 1990 แต่ในทาง
กลบั กนั ในภาคแปรรปู และการบรกิ ารมีสดั ส่วนท่ีเพมิ่ ขนึ้

จะเห็นได้อยางชดั เจนวา่ แนวคิดการเพ่มิ มูลค่าสนิ ค้าและบรกิ าร เกิดจากความต้องการทจ่ี ะ
นำผลผลติ ทางการเกษตรทเ่ี กินกว่าความตอ้ งการของการบรโิ ภคในประเทศญป่ี ุ่น นำมาแปรรปู ใน
ลักษณะต่าง ๆ โดยผา่ นแนวคิด Sixth’ Industrialization เพ่อื ใหเ้ กษตรกรผปู้ ลกู สามารถดำเนินการ
ทางธุรกจิ ไดใ้ นคราวเดียวกัน ซึง่ เมอ่ื เปรียบเทยี บกับประเทศไทยแล้ว จะมีความแตกตา่ งกับตรงท่วี ่า
เกษตรกรของประเทศไทย จะมีความเช่ยี วชาญในการเพาะปลกู แตข่ าดซ่งึ ความรู้ ความเขา้ ใจ และ
ความสามารถในการแปรรูป จงึ ส่งผลทำให้ภาครัฐ ต้องเขา้ มาช่วยส่งเสรมิ ในมิตติ ่าง ๆ ตลอดทกุ
ฤดกู าลนัน้ เอง
3.3 คณุ สมบัติของธรุ กจิ เพอื่ การเพม่ิ มูลคา่

ธรุ กิจในปจั จบุ นั จงึ ตอ้ งอาศยั บคุ ลากรทม่ี คี ุณภาพ ตอ้ งเปน็ คนทีม่ คี วามสามารถโดดเด่นกว่า
คนอนื่ ตอ้ งเป็นธุรกจิ ท่ีคดิ เร็ว ทำเรว็ จงึ ได้ผลลพั ธ์ที่มากกวา่ และเรว็ กวา่ ดังนน้ั บรษิ ทั และ/หรือ
บคุ ลากรในยุคปจั จุบันจึงต้องมคี ุณสมบตั ิในหลากหลายดา้ ย ซึง่ เป็นการ Upskill และ Reskill ซง่ึ คำ
ว่า Upskill คอื การเสรมิ และพัฒนาทกั ษะของพนกั งานจากงานเดมิ เพ่อื เพ่ิมความสามารถในการ
ทำงาน และส่วนใหญเ่ ป็นการนำเทคโนโลยี หรอื ดิจิตอลมาปรบั ใช้ใหเ้ ข้ากบั การทำงาน เช่น เรยี นรู้
เทคโนโลยีเพมิ่ เตมิ เมอ่ื บริษัทนั้นนำเทคโนโลยีเข้ามาใชเ้ พ่ือปรับเปลยี่ นกระบวนการทำงานใหม่ ส่วน
คำวา่ Reskill คอื การสร้างทกั ษะใหมท่ แ่ี ตกต่างไปจากงานเดิมทีท่ ำอยู่ เปน็ การเรยี นรู้ทกั ษะใหม่ ๆ
เพือ่ นำไปใชก้ ับบรบิ ทอื่นของตำแหน่งงาน และเพ่ือให้สามารถตอบโจทยก์ บั การทำงานในยุคท่ี
เทคโลโนโลยี และดจิ ิตอลทีเ่ ปลย่ี นแปลงตลอดเวลา ซง่ึ คุณสมบัตขิ องบริษทั และ/หรือบคุ ลากร ควรมี
องคป์ ระกอบดงั ตอ่ ไปน้ี

บทที่ 3 การเพมิ่ มลู ค่าทางธรุ กจิ 73

1) ความคิด มเี หตุมีผล และนา่ เช่อื ถือ
2) ความคดิ จินตนาการ สรา้ งสรรคผ์ ลงานใหม่ ๆ
3) ความร้จู รงิ ในสาขาอาชีพทตี่ ัวเองทำ
4) ประสบการณห์ ลายดา้ น ทส่ี ามารถนำมาประกอบการพจิ ารณาตดั สนิ ใจได้

ถกู ต้อง และรวดเรว็
5) รูจ้ ักแยกแยะสถานการณ์ต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม เพอื่ นำไปสรา้ งมลู คา่ เพม่ิ

ของงานทีท่ ำได้อยา่ งลงตวั
6) กล้าตดั สนิ ใจ กล้ารบั ผิดชอบ

นอกจากคณุ สมบัติการเพิ่มมลู คา่ ทางธรุ กิจดงั กล่าวแล้ว การสรา้ งมลู ค่าเพม่ิ ทางธุรกจิ เปน็
เปน็ การเช่ือมโยงกจิ กรรมที่เพม่ิ คณุ ค่าของธรุ กจิ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง และสัมพนั ธก์ ันไม่วา่ จะเปน็ ทางตรง
หรือ ทางออ้ ม ประกอบด้วย 2 ลกั ษณะ คอื (1.)การเชอื่ มโยงภายใน เป็นความสัมพันธร์ ะหว่าง
กจิ กรรมดำเนนิ งานภายในกิจการ ซง่ึ กจิ กรรมแตล่ ะกิจกรรมท่เี กดิ ขึน้ ภายในบรษิ ทั จะมกี ารเชอื่ มโยง
และมีความสมั พันธก์ ันอย่างตอ่ เน่ือง ถา้ เกดิ ปญั หาขึ้นทกี่ จิ กรรมใด กจ็ ะส่งผลกระทบไปยงั กจิ กรรม
อืน่ เปน็ ลูกโซไ่ ปเรอ่ื ย ๆ (2.)การเช่ือมโยงภายนอกเป็นความสมั พนั ธ์ระหว่างบริษัทกับบคุ คลภายนอก
การเช่ือมโยงภายนอกเป็นกจิ กรรมทสี่ ำคญั มี 2 รปู แบบ คอื

1) การเชื่อมโยงกบั ผู้ขาย เป็นความสมั พันธ์ระหว่างบรษิ ัทกบั ผขู้ าย ซึ่งบริษัทไมว่ ่า
จะเปน็ ผผู้ ลิต หรอื ผู้ให้บรกิ ารจะตอ้ งมกี ารติดตอ่ สมั พนั ธก์ บั ผ้ขู ายวตั ถดุ ิบใน
การผลติ ให้ได้แก่บรษิ ัท

2) การเชื่อมโยงกบั ลกู คา้ ความสมั พันธ์ระหวา่ งบริษัทกบั ลกู คา้ เปน็ ความสมั พันธ์
ที่มีความสำคญั มาก เพราะเมอ่ื บริษทั ผลิตสินคา้ ออกมาก็ต้องมผี มู้ าซอ้ื สนิ ค้าไป
เพราะหากไมม่ กี ารตดิ ต่อซ้ือขายกจิ การกไ็ ม่ต้องผลติ สนิ คา้

ความสัมพันธร์ ะหว่างบรษิ ัทกบั ลกู คา้ ท้ังสองฝา่ ยตา่ งกม็ ีต้นทุนด้วยกนั ท้งั คู่ บรษิ ทั มีตน้ ทุนใน
การผลติ จนถงึ สง่ มองสนิ คา้ ใหล้ กู ค้า เมือ่ ลกู คา้ มาซอ้ื สนิ ค้าหรอื บรกิ ารจากบรษิ ทั ไป ลูกคา้ มีต้นทุน
เช่นกัน ไมว่ ่าจะเปน็ ต้นทุนจากเงนิ ท่ีจ่ายเปน็ ค่าสนิ ค้าหรอื บรกิ ารให้กับบริษทั ต้นทนุ เวลาทเี่ สียไปกว่า
ที่จะได้รบั สินคา้ หรือบรกิ ารจากบริษทั แลว้ ก็ตน้ ทนุ ของความรู้สกึ ทอ่ี าจจะไมพ่ อใจในสินคา้ หรอื

74 การจัดการการเงินสำหรบั ผู้ประกอบการ

บริการของบริษัท ซง่ึ ลกู คา้ จะทำการเปรียบเทียบกับผลประโยชน์โดยรวมทไ่ี ด้รบั จากสินคา้ หรอื
บริการของเรา กบั ต้นทุนทงั้ หมดทล่ี กู ค้าจ่ายไป ถ้าลูกค้าพอใจ และรสู้ กึ คุ้มคา่ ถือวา่ ธรุ กิจสามารถเพ่ิม
มูลค่าใหเ้ กดิ ขน้ึ ในใจของลูกค้าได้

1) ในฐานะผู้ประกอบการทเ่ี ปน็ เจา้ ของบริษทั ย่อมคาดหวังผลตอบแทนจากการ
ดำเนินงานของบริษทั บริษัทตอ้ งสามารถสรา้ งผลกำไรได้อยา่ งตอ่ เนอื่ ง จงึ เปน็
หนา้ ที่ของเจา้ ของบรษิ ทั ทจ่ี ะตอ้ งดำเนินธรุ กจิ ให้มมี ูลคา่ เพิม่ ขึน้ และคุม้ ค่าแก่การ
ลงทนุ ดำเนินธุรกจิ

2) การสรา้ งมลู คา่ เพ่มิ ให้แกบ่ รษิ ทั คือ บรษิ ทั ต้องมผี ลประกอบการทีม่ ีกำไร และเปน็
กจิ การทีม่ สี ภาพคลอ่ งทางธรุ กจิ รวมถึงมชี ือ่ เสยี งและภาพลักษณท์ ีด่ ี จะทำให้
กิจการมผี ลประกอบการดีมกี ำไรไดอ้ ยา่ งไร แนวคิดเรือ่ ง หว่ งโซค่ ุณคา่ หรอื Value
Chain เป็นแนวทางหนงึ่ ทส่ี ามารถช่วยเพ่มิ มูลคา่ ให้กับบริษทั ได้ โดยนำมาปรบั ใช้ใน
การสรา้ งคุณค่าของสินค้า ซึง่ สามารถสรา้ งไดต้ ัง้ แต่ตน้ น้ำจนถึงปลายน้ำ เพ่อื ชว่ ย
ลดตน้ ทนุ และสามารถทำให้มีกำไรมากข้ึน แนวคดิ นีแ้ บง่ กิจกรรมภายในองค์กร
เป็น กจิ กรรม คอื กจิ กรรมหลัก และกจิ กรรมสนบั สนนุ โดยกิจกรรมทุกประเภท 2
มสี ่วนในการชว่ ยเพม่ิ คุณคา่ ให้กับสินคา้ หรือบริการของบรษิ ทั

ท้ังนบี้ ริษัทท่ตี อ้ งการเพม่ิ มลู คา่ ทางธุรกจิ สามารถแบง่ ตามลกั ษณะการประกอบการ รวมถงึ
กลยุทธ์ท่ีดำเนนิ การ ซง่ึ สามารถแบง่ ออกได้ 5 ด้าน คอื

1) สรา้ งท่ตี ัวสนิ ค้า คำว่า ถูกกว่าคงจะใช้ไมไ่ ด้ 100% สำหรับบรษิ ัทในยุคใหม่ ยกเวน้

สนิ คา้ ทีอ่ าศยั ปรมิ าณการขายจำนวนมาก และไม่ต้องอาศยั แรงผลักในการขายมาก

นัก แตก่ ารเพมิ่ มลู คา่ ท่ีตัวสินคา้ ทำใหล้ กู ค้ามีความรสู้ ึกวา่ คมุ้ คา่ ทั้งประโยชน์

ทางการใชส้ อย และประโยชน์ทางอารมณ์ หรอื อนื่ ใด ยอ่ มทำให้ผลกำไรของธุรกจิ

เพม่ิ ข้ึนมากกว่าการแข่งขันกนั ทางดา้ นราคา อยา่ งเอาเปน็ เอาตายในยคุ ปจั จบุ ัน

2) สรา้ งทีร่ ะบบการตลาด เพราะ ระบบการตลาดที่ทันสมยั โดนใจคนรุ่นใหม่ การ

ทำใหพ้ วกเขาได้ร้ขู ้อมลู เขา้ ถงึ สนิ ค้าหรอื บรกิ ารไดส้ ะดวก รวดเร็ว รวมถงึ การ

สรา้ งกระแสของความนยิ มทรี่ ุนแรง ย่อมสรา้ งขดี การเจริญเตบิ โตของธรุ กจิ ไดส้ ูงสดุ

บทท่ี 3 การเพิ่มมูลค่าทางธรุ กจิ 75

3) การสรา้ งทรี่ ะบบสนับสนนุ การใหบ้ รกิ ารที่ดเี ยี่ยม การทำให้ลูกคา้ มคี วามรูส้ กึ
หรอื มคี วามเชอ่ื ว่า จะไมต่ ้องเผชญิ กบั ปญั หาของการใช้สินค้าหรือบริการ ท่จี ะ
ติดตามมาในภายหลงั หรอื ถา้ เจอกจ็ ะมคี ำตอบ และบรกิ ารท่ดี ีมากกว่า

4) การสรา้ งทภ่ี าพลกั ษณ์ หรอื การช่วยเหลือสงั คม เปน็ กระแสของโลก ทม่ี องว่า
ผปู้ ระกอบการย่อมมผี ลกำไรสงู สดุ อยู่แลว้ การท่ีผปู้ ระกอบการรายใดยอมคืนผล
กำไรบางสว่ นมา เพ่ือชดเชยใหก้ ับสงั คม ก็นา่ จะไดร้ บั การยกยอ่ งสรรเสริญ น่าจะให้
การสนบั สนนุ ตอ่ ไป

5) การสรา้ งท่ตี ัวพนกั งาน การพฒั นาบุคลากร การเอาใจใสใ่ นความเปน็ อย่ขู อง
พนกั งาน การใหผ้ ลตอบแทน หรอื สวสั ดิการทด่ี แี นน่ อน ตัวแทนของบริษทั
ตัวแทนของธรุ กจิ ทค่ี นภายนอกมองเหน็ คอื พนกั งาน การทธ่ี ุรกิจใดหันมาเอาใจ
ใส่กับพนกั งานของตวั เอง ย่อมทำใหบ้ คุ คลภายนอกประเมินต่อไดว้ ่า ขนาดคนของ
บริษทั ยังดูแลไดด้ ขี นาดน้ี แสดงว่า สนิ ค้าหรือบรกิ ารท่ีบรษิ ทั ทำออกมาขายใหก้ บั
ลกู คา้ ก็นา่ จะได้รบั การดแู ลอย่างดไี มแ่ พก้ นั

สนิ คา้ หรอื บรกิ าร ท่ีดีจงึ จำเป็นทจี่ ะต้องแตกตา่ ง โดนใจ และมจี ดุ จดจำท่ชี ดั เจน ที่เรยี กวา่
ถ้าลกู คา้ ได้เห็นสินค้าตอ้ งรบี ซอื้ ในทนั ที การพฒั นาสินค้า และบรรจุภัณฑห์ รอื บริษัท ซ่ึงในท่ีนเ้ี ปน็ การ
เปรียบเทยี บกนั จงึ มคี วามจำเปน็ ทจี่ ะตอ้ งเริม่ ค้นหาคณุ คา่ ในตนเองทมี่ ี ซง่ึ สามารถค้นหาคณุ ค่าของ
บรษิ ัทด้วยกันทงั้ สน้ิ 4 วธิ ี ดังนี้

1) ภมู ปิ ญั ญา เรอื่ งใกล้ตัวท่ีกจิ การมกั มองขา้ ม ซง่ึ ตัวภมู ิปัญญานี้เองเป็นเรอ่ื งท่ีทกุ คน
ส่ังสมมา ซง่ึ สูตร ทีเ่ รามีมาน้นั จะสามารถสร้างความแตกต่างและชว่ ยสรา้ ง
มูลคา่ เพม่ิ ให้กบั สินคา้ ได้

2) การสร้างเร่ืองราว เรือ่ งราวทบี่ อกเลา่ บางเรอ่ื งราวบางอยา่ งสามารถสรา้ งคุณคา่
และเพมิ่ มลู คา่ เพ่ิมใหก้ บั สินค้าและธรุ กจิ ได้ อยทู่ ีว่ า่ ผู้ประกอบการจะหยิบยก
เร่อื งราวไหนมาบอกเล่าแกผ่ ูบ้ รโิ ภคใหผ้ บู้ ริโภคสามารถซึมซบั เรอื่ งราวของธรุ กจิ
และสนิ ค้า และยนิ ยอมทจ่ี ะจ่ายเงนิ เพ่อื ซื้อสนิ ค้าของธรุ กจิ

76 การจัดการการเงินสำหรับผู้ประกอบการ

3) ความคิดสรา้ งสรรค์ โดยในส่วนนกี้ ารนำความคดิ สรา้ งสรรคไ์ ปใช้ในการออกแบบ
บรรจุภัณฑ์ใหม้ ีความคิดสร้างสรรค์ทโ่ี ดดเดน่ แปลกใหม่ โดนใจ เป็นสิง่ ทท่ี ำไดแ้ ละ
ทำไดไ้ มย่ าก เมอื่ สนิ คา้ มคี วามโดดเดน่ และแตกตา่ งโดนใจเหมาะกับผ้ใู ช้ซึ่งเปน็
กลุม่ เป้าหมายของธรุ กิจ สินคา้ นน้ั ก็มีโอกาสประสบความสำเรจ็ ในตลาดได้

4) การพฒั นานวัตกรรม เมอ่ื มีการพฒั นาสินคา้ หรอื บรรจุภณั ฑเ์ กดิ นวตั ถกรรมใหมๆ่
เกิดขึน้ นวตั กรรมเหล่านกี้ จ็ ะชว่ ยยกระดบั สินคา้ และยงั เพ่ิมมลู คา่ สินค้าใหเ้ พ่ิมขึน้
ได้

3.4 แนวคดิ และทฤษฎีมลู คา่ ธุรกิจ
ทฤษฎีมูลคา่ แรงงาน (Labor Theory of Value) เป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตรน์ อกกระแสวา่

ด้วยมลู คา่ แรงงาน อธิบายวา่ ทกุ ส่ิงไม่สามารถสรา้ งมลู ค่าได้ดว้ ยตัวมันเอง หากปราศจากการลงแรง
ของมนุษย์ มลู ค่าทางเศรษฐกิจของสนิ คา้ และบรกิ ารน้ัน ไมไ่ ดถ้ ูกกำหนดตามความพอใจของผขู้ าย
แตส่ ามารถวดั ได้ในขั้นตอนการผลติ โดยวัดจากชั่วโมงการทำงานของกรรมกรทร่ี ะดบั จำเปน็ แนวคดิ น้ี
เป็นทถี่ กเถยี งของนกั เศรษฐศาสตรส์ ำนกั มาคส์ (Karl Marx, 1990) มาจนถึงปจั จุบนั แม้วา่ แนวคิดน้ี
จะเคยถูกยกข้ึนมาเสนอกอ่ นหนา้ น้นั แลว้ โดยนกั เศรษฐศาสตรเ์ สรนี ิยม อาทิ อดัม สมิธ (Adam
Smith) และ เดวดิ รคิ ารโ์ ด (David Ricardo) โดยแนวคิดพ้นื ฐานที่สำคัญของทฤษฎีมูลค่าธุรกจิ อยู่
บนพ้ืนฐานของทฤษฎกี ารค้าดงั้ เดิม (Traditional Trade Theory) ซ่งึ ประกอบไปด้วย

3.4.1 ทฤษฎคี วามได้เปรียบโดยเปรียบเทยี บ (Comparative Advantage)
โดย เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) ในการยดึ หลกั การแบง่ งานกันทำ ประเทศจะ

ผลติ สนิ ค้าท่ตี นได้ เปรยี บ โดยเปรยี บเทียบทส่ี ูงกว่าเมื่อเปรยี บเทยี บกบั อีกประเทศหนงึ่ หรอื
ผลิตสินค้าด้วยต้นทนุ ค่าเสยี โอกาสที่ตำ่ ทส่ี ุด และส่งออกสินค้าดงั กล่าวไปยงั ประเทศนนั้
ในทางตรงกนั ข้ามกจ็ ะนำเขา้ สนิ ค้า ท่ผี ลติ แล้ว เสยี เปรยี บโดยเปรยี บเทียบที่ต่ำกวา่ หรือ
ต้นทุนคา่ เสยี โอกาสท่ีสงู กว่าจากประเทศนั้นการค้าของโลกกจ็ ะเพ่ิมข้ึน

บทท่ี 3 การเพม่ิ มลู คา่ ทางธรุ กจิ 77

3.4.2 ทฤษฎกี ารคา้ ระหว่างประเทศของเฮคเชอร์ - โอลนิ (Hechscher - Ohlin Trade
Theory)
เนื่องจากแต่ละประเทศจะมที รพั ยากรการผลิตในปริมาณทแี่ ตกตา่ งกนั การผลิต

สนิ คา้ ชนดิ ใดกจ็ ะขน้ึ อย่กู บั ปริมาณ และชนิดของทรพั ยากรการผลิต ท่ีแตล่ ะประเทศมีอยู่
ดงั น้นั ถา้ หากประเทศใดประเทศหน่ึงมแี รงงานจำนวนมาก กระบวนการผลิตของประเทศนน้ั
กจ็ ะเป็น การผลิตท่ใี ชแ้ รงงานเขม้ ขน้ (Labor Intensive) กจ็ ะผลติ และสง่ ออกสินค้าท่ใี ช้
แรงงานเป็นปจั จยั ในการผลติ ในทางตรงกันขา้ ม ถา้ หากประเทศใดประเทศหน่งึ มปี จั จยั ทนุ
จำนวนมาก กระบวนการผลติ ของประเทศ นนั้ ก็จะเป็นการผลิตที่ใชท้ ุนเขม้ ข้น (Capital
Intensive) ก็จะผลิตและส่งออกสินค้าทใี่ ช้ทุนเป็นปัจจยั ในการผลิต
3.5 นิยามของมูลคา่ แรงงาน
เม่อื กลา่ วถึงความหมายของมลู คา่ แรงงาน น้นั หมายถงึ จำนวนชวั่ โมงการทำงานอันจำเป็น
(โดยอาจหมายถงึ เวลาทำงานอนั จำเป็นทางสงั คม Socially – Necessary Labour - Time) ในการ
ผลิตสนิ คา้ และบริการขน้ึ มา ซึง่ ทง้ั เดวดิ รคิ ารโ์ ด และคารล์ มาคส์ (David Ricardo and Karl
Heinrich Marx, 1776) ไดพ้ ยายามจะอธบิ ายกจิ กรรมเชงิ แรงงานท้งั หมด ที่เป็นนามธรรมใหเ้ ปน็
จำนวนเชิงรปู ธรรมข้ึนมา เพอ่ื ที่จะพฒั นาทฤษฎรี าคาท่ีแทจ้ ริง หรอื ราคาโภคภัณฑธ์ รรมชาตใิ น
ขณะทที่ ฤษฎีมูลคา่ แรงงานของ อดัม สมิธ ไม่ไดต้ อ้ งการจำนวนเชิงรปู ธรรมเหล่านนั้ เลย ทฤษฎขี อง
อดัม สมธิ นัน้ ใกลเ้ คยี งกบั ทฤษฎอี รรถประโยชน์ (Utility Theory) ทเ่ี ขาไดอ้ ธิบายไวว้ า่ โภคภัณฑน์ ้ัน
มีคา่ เทา่ กบั อะไรกต็ าม ทถ่ี กู แรงงานเอาไปแลก (มูลค่าแลกเปลี่ยน) หรอื เท่ากับอะไรก็ตามท่ถี ูก
แรงงานเกบ็ รักษาไว้ เพอื่ บรโิ ภคเอง (มลู ค่าใชส้ อย) หรอื หมายถงึ ท้ังสองอย่าง ซงึ่ มลู ค่านเี้ อง ทีท่ ำให้
เกิดความตอ้ งการดา้ นอุปสงค์ และอปุ ทานในช่วงเวลใดเวลาหนึง่ เท่านั้น

มูลค่าแรงงานถกู อธบิ ายไว้ดว้ ยสมการ :

โดยที่ c คอื มลู ค่าของปจั จยั ทนุ อนั ไดแ้ ก่มลู คา่ ทเ่ี กดิ จากตน้ ทนุ หรอื วัตถุดบิ ทใี่ ช้ใน
ขั้นตอนการผลติ ในช่วงเวลาหนง่ึ

L คือ จำนวนเวลาท่ีแรงงานใชใ้ นการเตรยี มและผลติ (เวลาเฉล่ยี ของแรงงาน
ทผี่ ลติ สงิ่ เดยี วกันทง้ั ระบบ) จนสนิ ค้าหรือบรกิ ารเสรจ็ สมบูรณ์ มักมี
หน่วยเปน็ ชั่วโมงการทำงาน

W คือ มลู คา่ ของสนิ ค้าทอ่ี อกมา ณ เวลาน้ัน

78 การจดั การการเงินสำหรบั ผปู้ ระกอบการ

ตวั อยา่ ง; มลู คา่ (W) ของไข่เจยี ว 1 ฟอง ประกอบดว้ ยมลู คา่ ของทนุ (c = ไข่ดบิ 1 ฟอง, คา่
แกส๊ , ค่าเสือ่ มกระทะ) กับมลู ค่าแรงงาน (L = เวลาเฉลีย่ ทสี่ ังคมใช้ในการตีและเจยี วไข่ 1 ฟอง) โดย
เฉลีย่ แล้ว สงั คมใชเ้ วลาในการตแี ละเจยี วไขฟ่ องละ 2 นาที แตค่ นทใ่ี ชเ้ วลาตแี ละเจยี วไข่ 4 นาทจี ะ
อ้างว่าไข่เจียวเขาจะต้องแพงกวา่ ไมไ่ ด้ ต้องใช้มาตรฐานของสงั คม มาเป็นองคป์ ระกอบกำหนดมลู คา่
แรงงาน เวลาโดยเฉลย่ี ทสี่ งั คมใช้ในการผลิตสิ่งใดสงิ่ หนึ่งนเ้ี อง ท่เี รยี กว่า จำนวนชัว่ โมงการทำงานอนั
จำเป็น
3.6 แนวคดิ และทฤษฎมี ลู ค่าธรุ กิจ

มูลค่าส่วนเกนิ (Surplus Value) เปน็ แนวคดิ หลักในบทวิจารณ์เศรษฐศาสตรก์ ารเมืองของ
คาร์ล มากซ์ ในหนังสือของเขาเขยี นคำน้เี ปน็ ภาษาเยอรมนั วา่ แมร์แวรท์ (Mehrwert) ซงึ่ แปลได้
อย่างงา่ ยวา่ "มลู คา่ เพ่มิ " แมว้ ่ามลู คา่ เพมิ่ จะมนี ิยามของตวั มนั เอง หมายถึง มวลของรายไดค้ า่ แรงรวม
กบั รายไดก้ ำไรรวม แต่ คาร์ล มากซ์ ได้ใชค้ ำน้ใี นทางทตี่ า่ งไป เนือ่ งจาก แมรแ์ วร์ท ในแนวทางของ
คารล์ มากซ์ หมายถงึ ผลกำไร หรอื ผลตอบแทนจากการผลติ ทไ่ี ดล้ งทนุ ไป นนั่ คอื มลู คา่ ทนุ ท่ีเพม่ิ ขน้ึ
เชน่ น้ันแล้ว คารล์ มากซ์ ได้ใช้ แมรแ์ วร์ท ในความหมายของ "มูลคา่ ส่วนเกนิ " คนละความหมายกบั
"มลู ค่าเพม่ิ "ตามทฤษฎีของ คารล์ มากซ์ นน้ั มลู ค่าสว่ นเกนิ จะเทา่ กับมลู ค่าแรงงานทถ่ี ูกสร้างขึ้นมา
เกินไปจากต้นทุนที่ตวั แรงงานไดร้ บั เปน็ วิธขี องนายทนุ ทจ่ี ะแสวงหากำไรจากการขายสนิ ค้า

อธบิ ายด้วยสมการ
มูลค่าสว่ นเกนิ อาจอธิบายได้ด้วยสมการ : W = c+v+S
โดยที่ W คือ มูลค่าของสนิ คา้ แตล่ ะหน่วย

C คือ มลู คา่ ของปจั จัยทุนในสินค้าแต่ละหนว่ ย อันไดแ้ กม่ ลู คา่ ท่เี กดิ จากตน้ ทนุ
หรอื วัตถุดบิ ที่ใช้ในข้ันตอนการผลติ ในช่วงเวลาหนึ่ง

V คอื มูลค่าพลังแรงงานทีร่ ะดบั ตน้ ทุนแรงงานในสินค้าแตล่ ะหนว่ ย
S คอื มลู ค่าพลงั แรงงานส่วนเกนิ ในสนิ ค้าแต่ละหน่วย
เดวดิ รคิ าร์โด (David Ricardo, 1990) ได้รบั การศึกษาในระบบนอ้ ยมาก ผลงานที่ทำให้
กลายเปน็ นกั เศรษฐศาสตร์ท่ีมีช่ือเสยี ง ก็คอื หลักเศรษฐศาสตรก์ ารเมืองและภาษีอากร (The
Principle of Political Economy and Taxation) ทฤษฎีมูลคา่ ของ เดวิด ริคารโ์ ด อธิบายว่า
ประโยชนใ์ ช้สอยเปน็ เง่ือนไขทท่ี ที่ ำใหส้ ่ิงของมมี ูลคา่ แต่มลู ค่าของส่ิงของจะถกู กำหนดโดยจำนวน
แรงงานทีใ่ ชใ้ นการผลติ สงิ่ ของนัน้ ตามทฤษฎีค่าเชา่ ของ เดวดิ ริคาร์โด ค่าเชา่ เป็นผลตอบแทนต่อการ
ใช้ที่ดิน เกิดขึ้นเนื่องจากทด่ี ินมีคณุ ภาพต่างกนั และค่าเช่าจะถกู กำหนดโดยราคาของผลติ ผลบนทดี่ ิน

บทที่ 3 การเพ่ิมมูลคา่ ทางธรุ กิจ 79

นน้ั เดวดิ ริคาร์โด อธบิ ายว่า ในระยะยาวคา่ จา้ งจะเท่ากบั ระดบั พอยังชพี ตามทฤษฎีกำไรของ เดวดิ
รคิ ารโ์ ด อัตรากำไรมแี นวโนม้ ท่ีจะลดลงในระยะยาว เน่ืองจากคา่ จ้างมแี นวโนม้ สงู ขน้ึ ในขณะที่ราคา
คงท่ี เดวดิ รคิ าร์ โดยเห็นดว้ ยกบั กฎของเซย์ (Say's Law) กล่าวว่า ในระบบเศรษฐกจิ อปุ สงค์รวมจะ
เทา่ กับอปุ ทานรวมเสมอ เน่อื งจากเงนิ ตราเป็นเพียงสอื่ กลางในการแรกเปลยี่ นเท่านัน้ และถ้าคนจะ
เก็บเงนิ ไว้กเ็ พอื่ ทจี่ ะนำไปลงทุน

ทฤษฎีการคา้ ระหว่างประเทศของ เดวดิ ริคารโ์ ด แสดงวา่ การคา้ ระหวา่ งประเทศอาจ
เกิดข้นึ ไดแ้ มว้ ่าในกรณีท่ีประเทศหนงึ่ สามารถทำการผลติ สินคา้ ทุกอยา่ งโดยใชต้ ้นทุนท่ตี ำ่ กว่าอกี
ประเทศหนง่ึ โดยเลือกการผลติ สนิ คา้ ทผี่ ลิตไดโ้ ดยใชต้ ้นทุนต่ำสุด

เดวดิ รคิ ารโ์ ด และ กฎของ Say's Law โดย เดวดิ ริคารโ์ ด ไดก้ ลา่ วว่า การท่ีไมเ่ กิดภาวะการ
ล้นตลาด กเ็ พราะวา่ เงนิ ตราทำหนา้ ทเ่ี ป็นส่อื กลางในการแลกเปลยี่ น เป็นคำกล่าวทีส่ มเหตผุ ล ถา้
เงนิ ตราทำหนา้ ทเ่ี ปน็ สื่อกลางในการแลกเปลย่ี นอย่างเดยี ว เพราะ คนยอ่ มจะไมเ่ กบ็ เงินไวเ้ ฉย ๆ
เนอื่ งจากจะสญู เสยี รายได้ทเี่ ปน็ ดอกเบีย้ แต่ถา้ ไมม่ กี ารถอื เงินตราไว้ เพอื่ เกง็ กำไรจากการซ้อื ขาย
พันธบตั ร เงนิ ตราจะทำหนา้ ที่เปน็ เครือ่ งสะสมมลู ค่าดว้ ย ซึ่งในกรณีนี้ กฎของ Say's Law อาจจะ
เป็นไปไม่ได้

ทฤษฎมี ูลคา่ ของ คารล์ มารก์ ซ์ (Karl Marx, 1978) คารล์ มารก์ ซ์กเ็ ป็นนกั เศรษฐศาสตร์ท่ี
เปน็ ผูพ้ ัฒนาทฤษฎีมลู ค่าท่ีสำคญั มากทส่ี ุดอกี ทา่ นหนง่ึ หากตดิ ตามบทความเร่อื ง ทฤษฎมี ลู คา่ ของ
เศรษฐศาสตร์นอกกระแส กจ็ ะเห็นวา่ ทฤษฎมี ูลคา่ แรงงานน้ัน มีตน้ กำเนดิ ที่ อดมั สมิท โดยมี เดวิดริ
คาโด้ นำมาต่อยอด แต่ในขณะท่ี อดัม สมทิ กล่าวนิยามมลู คา่ แรงงานไว้ เดวดิ ริคาโด้ ก็ไดพ้ ดู ถงึ นิยาม
ของมูลค่าแรงงานไว้เช่นเดียวกัน คาร์ล มารก์ ซ ไดน้ ยิ ามมลู คา่ แรงงานไวอ้ ยา่ งเข้มข้น โดยมีเนือ้ หา
จำนวนมาก ท่บี ง่ ชถี้ ึงความสำคญั ในแนวคิดดงั กล่าว คาร์ล มาร์กซ จงึ เป็นนักเศรษฐศาสตรผ์ ซู้ ง่ึ พฒั นา
ทฤษฎมี ูลค่าแรงงานอย่างยกระดบั เปน็ อภิปรชั ญามากกว่า อดมั สมิท และริคาโด้ คาร์ลมารก์ ซ เรยี ก
ได้ว่า อดมั สมทิ กบั เดวดิ ริคาโด้ วา่ เป็นกลุม่ นักเศรษฐศาสตรค์ ลาสสิค (แบบเกา่ ) ซงึ่ ถงึ แม้วา่ จะใช้
มูลค่าแรงงานเป็นตวั ตัง้ ในวชิ าเศรษฐศาสตร์ แตเ่ บ้อื งลกึ แล้วกลบั ไม่เขา้ ใจความสัมพนั ธ์ทแ่ี ท้จรงิ
ระหว่างสังคมกบั แรงงาน เศรษฐศาสตรน์ อกกระแส ทฤษฎีมูลคา่ ทีก่ ล่าวมาข้างต้นน้นั แม้จะมีราก
เดยี วกนั กับ อดมั สมทิ กบั เดวิด ริคาโด้ แต่ทฤษฎีมูลคา่ แรงงานของพวกเขาก็แตกต่างออกไป งาน
เขียนของ คารล์ มารก์ ซ์ กล่าวโดยละเอียดกว่า ไว้ในหนังสือหลายเลม่ อาทิเชน่ Theories of Surplus
Value หรอื Capital IV การกลา่ วถึง เศรษฐศาสตรน์ อกกระแส โดยสามารถแบ่งบทความเร่อื งทฤษฎี
มลู คา่ ของ คารล์ มารก์ ซ์ เป็นสองสว่ น คือ

80 การจดั การการเงนิ สำหรับผ้ปู ระกอบการ

1) ตอนแรกจะเปน็ เรื่องทฤษฎีมลู ค่าแรงงานของ คาร์ล มาร์กซ์
2) สว่ นตอนท่ีสองจะเป็นเร่ืองปญั หาการแปลงมลู ค่าแรงงาน หรือ ทร่ี จู้ ักกนั ในชอื่

"Transformation Problem"
อกี ด้านหนง่ึ คารล์ มารก์ ซ์ ได้สร้างแนวคดิ
มูลค่าแลกเปลย่ี นของสินคา้ เปน็ เรอ่ื งของ
ระบบสงั คม สนิ คา้ นนั้ มที ง้ั มูลค่าใชส้ อย (Use
Value) และมลู คา่ แลกเปล่ยี น (Exchange
Value) แต่แรงงานในมลู ค่าแลกเปลี่ยนเท่านัน้
ทเ่ี ป็นเรอื่ งของระบบ ซงึ่ วัดจากแรงงานใน
สงั คมมนษุ ย์ คารล์ มารก์ ซ์ ไดเ้ น้นย้ำเร่อื งความ
แตกต่างระหว่างมลู ค่าใช้สอย และมลู คา่
แลกเปลยี่ นน้ี นเ่ี ป็นสองคุณลกั ษณะซึ่งยดึ ติด
(Fetishism) อยู่กับสนิ คา้ คารล์ มาร์กซ์ ได้
อธิบายต่อจาก อดัม สมทิ กบั เดวดิ ริคาโด้ ก็
เพราะว่า ทงั้ สองท่านได้อธิบายไวใ้ นระดบั หนึง่
เทา่ นัน้

ที่มา : Amazon, 2021
รูปภาพที่ 3.6 : แสดง Theories of Surplus

Value Part 1: Pt. 1 (Theory of Surplus Value)

โดยกลา่ ววา่ แรงงานของมนุษย์นัน้ เป็นตวั สรา้ งผลผลิตซ่งึ รังสรรคม์ ลู คา่ ใช้สอย และมลู คา่
แลกเปล่ยี น แต่ในระบบทนุ นยิ มแรงงานถกู ลดรปู ลง เพอ่ื ใช้ในการวดั จำนวนแรงงานเปรยี บเทยี บ
สำหรบั การแลกเปลย่ี น แมว้ า่ มนุษยส์ ามารถผลิตสนิ คา้ เพือ่ จะใช้สอย แต่ความมั่งคงั่ ของทนุ นยิ มกลบั
อยู่ทจ่ี ำนวนของแรงงานในสนิ คา้ นัน้ ลกั ษณะทางสงั คมทนุ นยิ มทำให้มองมลู ค่าแลกเปลย่ี นด้วยตวั
แรงงานทีถ่ กู ลดรูป (Abstract Labor) เพอื่ ใชใ้ นการวดั เทียบเคยี ง สินค้ามมี ลู ค่าใชส้ อยกจ็ รงิ แต่
อรรถประโยชน์น้นั ไม่สามารถเปรียบเทยี บกันไดด้ ว้ ยหน่วยวดั ที่เปน็ อัตตา มเี พียงแรงงานทีถ่ กู ลดรูป
จนวดั จำนวนไดเ้ ท่านั้น ทเี่ ปน็ ลักษณะเฉพาะของระบบสงั คมแลกเปลีย่ นทนุ นิยม

บทที่ 3 การเพม่ิ มูลคา่ ทางธุรกจิ 81
หากจะเปรียบเทยี บแลกเปลย่ี นสินค้าและบริการ ก็ต้องไปดวู า่ แรงงานท้ังหมดทีใ่ ชไ้ ปในการ
ผลติ น้ันมสี ัดสว่ นเปน็ อยา่ งไร สินค้าชนดิ หนงึ่ นั้นใชแ้ รงงานในการผลติ ตั้งแตก่ ารเก็บวัตถดุ ิบ การสรา้ ง
เครื่องจักร ฯลฯ สนิ คา้ อีกชนิดหน่ึงกเ็ ช่นกนั ที่ตอ้ งใชว้ ัตถดุ บิ และเครอื่ งจกั รในการผลิต แต่ท้งั หมดนัน้
วดั ได้ด้วยแรงงาน เนอื่ งเพราะแรงงานมีคณุ สมบัตทิ ีเ่ ป็นเนอ้ื เดยี ว (Homogenous) ไม่วา่ จะผลิตอะไร
การผลติ ไหน ๆ แรงงานกเ็ ป็นจดุ เร่มิ ตน้ ของการผลิต การหาวตั ถดุ บิ กเ็ ปน็ แรงงาน การสรา้ งเครอ่ื งจักร
กเ็ ป็นแรงงาน ส่วนผสมท้ังหมดของสนิ คา้ และบรกิ ารจงึ เปน็ แรงงานลว้ น ๆ ส่วนวตั ถดุ บิ เองไม่ได้มี
มลู ค่าแลกเปลยี่ นตามธรรมชาติ แตม่ ลู คา่ นัน้ นับได้ตามแรงงานทใี่ ชใ้ นการหา หรอื ผลิตวตั ถุดิบนั้น
มูลคา่ แรงงานกเ็ ปลีย่ นผา่ นมอื ไปตามกระบวนการในสงั คม มลู ค่าแลกเปลย่ี นของสนิ คา้ จงึ เป็นเรือ่ ง
ของระบบสังคมมนุษยล์ ว้ น ๆ

ที่มา : https://www.amazon.com/Karl-Marx-Philosophy-Revolution-
Jewish/dp/0300211708. สืบคน้ เม่ือเดอื นมิถุนายน 2021

รูปภาพท่ี 3.7 : แสดงนักเศรษฐศาสตร์ Karl Marx

82 การจัดการการเงนิ สำหรับผปู้ ระกอบการ

แต่การแลกเปล่ยี นกลบั เปน็ เร่ืองของเงนิ ตรา วัฏจกั รการเปล่ยี นผ่านมอื ของสินคา้ หรอื อีกนัย
หน่งึ คอื มลู ค่าแรงงานจะขาดเงินตราไปไมไ่ ด้ เศรษฐศาสตรน์ อกกระแส วา่ วัฏจักรการแลกเปลี่ยน
สนิ คา้ กบั เงินตรานมี้ ีสว่ นสำคญั มากในเร่อื งปญั หา Transformation Problem แมห้ นังสือ Capital
เล่มหนง่ึ จะยงั ไม่ได้กลา่ วไว้ คารล์ มาร์กซ์ กล่าววา่ ใชเ้ งนิ ตราเพือ่ แลกเปลี่ยนเปน็ สนิ ค้า เงิน สินค้า,
C-M-C ในขณะเดียวกัน เงินเองกแ็ ลกเปล่ยี นกบั สนิ ค้าด้วยเช่นกัน เงนิ – สนิ คา้ - เงิน, M-C-M แตใ่ น
การแลกเปล่ยี นของระบบเศรษฐกจิ ทนุ นิยม กลบั ไดเ้ งินท่ีมากขึน้ เปน็ M-C-M+ΔM หรือ M-C-M
คาร์ล มารก์ ซ์ ยกตวั อยา่ ง การผลิตฝ้ายที่ใชท้ ุน 100 ปอนด์แตก่ ลับขายได้ 110 ปอนด์ จะเห็นว่ามเี งนิ
ทเี่ พ่ิมมากขึน้ ΔM = 10 ปอนด์ วัฏจกั รการแลกเปลย่ี นเปน็ การหมนุ เวยี นของทนุ ในระบบสง่ ผลให้มี
การสะสมเกิดขึน้ แต่ ΔM นเ่ี ปน็ เพียงเงินตรา หรอื ทุนซึ่งเปน็ ผลลพั ธข์ องวฏั จกั ร คำถาม ก็คือ มูลคา่
แรงงานสว่ นเกนิ ทแ่ี ท้จรงิ ซง่ึ เปน็ จุดเร่ิมต้นนมี้ าจากไหน จะขดั แย้งกนั หรอื ไม่ ในเมื่อมลู ค่าแรงงานใน
สินคา้ นัน้ แลกเปล่ยี นในสดั สว่ นทเี่ ทา่ กนั ตลอด มูลค่าส่วนเกนิ นั้น ก็ไม่สามารถเกดิ ขึ้นมาได้ ทั้งน้ี
กระบวนการแลกเปลย่ี นนท้ี ่ที ำใหม้ ูลคา่ เกดิ ขึ้นมาได้จรงิ ๆ ไม่เช่นน้ันจะไมส่ ามารถตอบไดว้ ่า เงนิ ΔM
= 10 ปอนดท์ ีเ่ พม่ิ ขนึ้ มาน้ัน มนั มาจากไหน คารล์ มาร์กซ์ เรียกกระบวนการเชน่ นวี้ า่ "Valorization
Process"

เศรษฐศาสตรน์ อกกระแส ไดก้ ล่าวไปแล้วว่า ความสมั พันธท์ ี่แท้จริงของระบบเศรษฐกจิ ตาม
แนวทางของ คาร์ล มาร์กซ์ เหน็ ว่า การทำงานน้นั เป็นการสรา้ งมลู คา่ แรงงาน มลู คา่ ส่วนเกนิ ในวฏั จกั ร
การแลกเปลย่ี น จงึ ต้องเป็นผลลพั ธข์ องการทำงานเท่านั้น มูลคา่ สว่ นเกดิ ขนึ้ มาจากกระบวกการซือ้
ขายแรงงาน คนงานรบั คา่ แรงในหนว่ ยเงนิ ตราในระดับคงที่ แตก่ ารสร้างมลู คา่ แรงงานใหม้ ากกว่า
เงนิ ตราที่ไดร้ ับไปน้ัน เปน็ การหลอมเพม่ิ มลู ค่า (Valorization) หากกระบวนการทำงานไม่ไดข้ ยาย
ตอ่ ไปเลยจดุ ทมี่ ูลคา่ ของสินค้าและบรกิ าร ซงึ่ จา่ ยโดยนายทนุ และ/หรอื บรษิ ทั เพื่อแรงงานถกู แทนที่
ดว้ ยมูลคา่ ท่เี ทา่ กนั ทำใหเ้ ป็นเพียงกระบวนการสร้างมลู คา่ แตห่ ากกระบวนการขยายเลยไปจากจดุ
ดังกลา่ วแล้วน้ัน จะเปน็ กระบวนหลอมเพิ่มมลู ค่า" ทงั้ นกี้ ส็ ามารถแปลวา่ คนงานจะตอ้ งสรา้ งมูลคา่ ให้
มากกว่าคา่ แรงทไ่ี ดร้ ับในหน่วยเงนิ ตรา ค่าแรงทค่ี นงานไดร้ บั นั้นเป็นจำนวนตายตัว ซง่ึ มาร์กซ บอกวา่
เป็นคา่ แรงทใ่ี ห้คนงานมีกนิ มีใช้เพยี งพอตอ่ การสืบวัฏจกั รสังคมนี้

แนวคิดเรือ่ งค่าแรงของ คาร์ล มารก์ ซ์ น้ี ก็เป็นอันเดยี วกบั ของ เดวดิ รคิ าโด้ ซง่ึ มองวา่ ค่าแรง
เป็นตัวทำให้ชนชนั้ แรงงานคงอยู่ มันจะมคี ่าแรงจำนวนหนงึ่ (Subsistence Wage) เป็นค่าคงท่ี เพอื่
รกั ษาสมดลุ ของแรงงานไว้ หากคนงานทำงานตามแคเ่ วลามลู ค่าแรงงานที่จำเปน็ ตอ่ วัฏจกั รสงั คมก็จะ
ไม่มีการสรา้ งมลู ค่าสว่ นเกนิ การสร้างมลู ค่าส่วนเกิน จึงเป็นการทำงานที่เลยมลู ค่าแรงงานที่จำเป็นตอ่

บทท่ี 3 การเพิม่ มลู ค่าทางธรุ กิจ 83

การสบื วัฏจกั รสงั คมนี้ ดงั ตัวอย่างของ คารล์ มารก์ ซ์ กลา่ วคอื หากเส้น A —————— B แทน
มูลค่าแรงงานทม่ี สี ัดสว่ นตามคา่ แรงที่นายทนุ ต้องจ่ายให้คนงาน เพื่อสบื วัฏจักรสงั คมเป็นว่า คือ 6
ช่ัวโมงโดยขดี หนง่ึ ขดี แทนมลู ค่าแรงงานหนง่ึ ชว่ั โมง การสรา้ งมูลคา่ สว่ นเกินกต็ อ้ งเลยไปจากวนั ทำงาน
นั้น ยกตวั อยา่ ง 3 กรณี มูลคา่ ส่วนเกิน คือ เส้น B —————— C

วนั ทำงานที่ I : A——————B—C
วันทำงานท่ี II : A——————B———C
วันทำงานท่ี III : A——————B———————C
ดงั น้นั ค่าแรงทจ่ี ำเป็นต่อวัฏจกั รสงั คมซึง่ มคี า่ เทา่ กับ 6 ช่ัวโมง แตข่ องวนั ทำงานของคนงาน
กลับมากกว่านัน้ ท่ี 7, 9 และ 12 ชั่วโมงนน่ั จงึ เกิดการหลอมเพ่มิ มลู ค่าหลงั จาก 6 ชวั่ โมงงานนั้น ซงึ่ ก็
แล้วแตว่ า่ ระบบสงั คมไหนจะสร้างมลู คา่ ส่วนเกินได้มากน้อยต่างกัน โดยที่
- สงั คมที่ I สร้างมูลคา่ สว่ นเกนิ ได้ 1 ชว่ั โมงต่อหนึง่ วนั ทำงาน
- สงั คมที่ II สร้างมลู ค่าสว่ นเกนิ ได้ 3 ช่วั โมงต่อหนง่ึ วันทำงาน
- ส่วนสงั คมที่ III สร้างมลู คา่ สว่ นเกนิ ได้ 6 ช่วั โมงต่อหนงึ่ วนั ทำงาน
จงึ เปน็ มลู ค่าส่วนเกนิ น้ีคอื สง่ิ ที่นายทนุ นำมาใช้เปน็ ทุนในการผลติ ดว้ ยกระบวนการหลอม
เพม่ิ มลู คา่ นี้ คารล์ มารก์ ซ์ สามารถอธบิ ายได้อย่างชัดเขน
เศรษฐศาสตรน์ อกกระแสต้องการ "มลู ค่าสว่ นเกนิ (Surplus Value)" กบั "กำไร (Profit)" น้ัน
ต่างกนั ในขณะท่มี ูลคา่ ส่วนเกนิ นนั้ ไดม้ าจากคนงาน กำไรนน้ั ต้องคดิ รวบยอดจากท้ังคนงาน และ
วตั ถดุ ิบทีใ่ ช้ คาร์ล มารก์ ซ์ เข้าใจปญั หานีด้ ี จงึ ต้องนิยามมูลค่าแรงงานทมี่ าจากคนงานว่าเปน็ "ทนุ
แปรผัน (Variable Capital)" ส่วนมลู ค่าแรงงานทมี่ าจากวตั ถดุ ิบ และเคร่ืองจักร น้นั คือ "ทนุ ตายตวั
(Constant Capital)" ทงั้ น้ี คารล์ มารก์ ซ์ ต้องนยิ ามทนุ แปรผนั และทนุ ตายตัวกเ็ พอ่ื ให้เขา้ ใจถงึ
วิธีการคำนวณกำไร โดยที่มูลคา่ ส่วนเกิน (s) นน้ั คงท่ตี ่อทนุ แปรผนั (v) สัดสว่ นของมลู ค่าสว่ นเกินแทน
ด้วยสูตรคำนวน s/v
แต่ในขณะเดียวกนั ทุนตายตัว (c) กลบั ต้องนำมาใช้เพิ่มเขา้ มาในการคำนวณกำไร สัดส่วน
กำไรแทนด้วย s/(c+v) โดยสามารถสรุปเปน็ ตัวอแปรได้ดงั น้ี

สดั สว่ นกำไรแทนอธิบายไดด้ ้วยสมการ : s/(c+v

โดยที่ (s) คือ มลู ค่าสว่ นเกนิ
(v) คอื ทนุ แปรผนั
(c) คอื ทุนตายตวั

84 การจดั การการเงินสำหรับผู้ประกอบการ

ดังน้นั อตั รามลู ค่าส่วนเกนิ กบั อตั รากำไร ไม่เทา่ กนั นี่แหละ s/v ≠ s/(c+v) ไมใ่ ชว่ ่ามลู ค่า
สว่ นเกนิ จะตอ้ งเทา่ กบั กำไรเสมอ แต่เม่อื เราคิดถึงการผลิตตา่ ง ๆ กันทใี่ ชค้ นงานและเครอ่ื งจกั ร
ตา่ งกันไป หรอื จากนัยของมารก์ ซคือมสี ดั ส่วนทนุ แปรผนั ตอ่ ทุนตายตัวต่างกัน ด้วยอตั รามลู ค่า
ส่วนเกิน s/v ทค่ี งที่ กำไร s/(c+v) ในแตล่ ะการผลิตทมี่ สี ดั สว่ นทุนแปรผันต่อทนุ ตายตัวต่างกนั นี้ ก็ให้
กำไรท่ีไม่เท่ากนั นักเศรษฐศาสตร์คลาสสคิ ถือว่าไม่มที างทกี่ ารผลติ ต่าง ๆ ในระบบจะมีอัตราส่วน
กำไรทีต่ า่ งกันได้ เนื่องเพราะนีเ่ ป็นระบบเดียวกัน ในระยะยาวสมดุลของระบบจะตอ้ งเขา้ ไปสูจ่ ุดท่ี
กำไรของทงั้ ระบบต้องเทา่ กัน น่ีกลบั ขดั กนั กบั ระบบที่ คารล์ มาร์กซ์ เองคดิ ขน้ึ เพราะการทสี่ ดั ส่วน
ทุนแปรผนั ต่อทนุ ตายตวั ตา่ งกัน กำไรของแต่ละการผลติ ต่าง ๆ จึงออกมาไมเ่ ทา่ กนั เป็นจดุ ออ่ นใน
ระบบดังตัวอยา่ งที่ คาร์ล มารก์ ซ์ แสดงไวท่ีทงั้ 3 กรณีขา้ งตน้ นัน้ เอง

ท้งั นแ้ี นวคดิ ของนักเศรษฐศาสตร์ ท่ีมคี วามเกยี่ วข้องโดยตรงกบั การเงิน และการสร้างมลู ค่า
สินค้านัน้ อาจมีความแตกตา่ งโดยแนวทางของยุคสมัย โดยทฤษฎีจงึ ทำใหม้ ีแนวทางที่แตกต่างกนั จึง
ขอนำสรปุ เปน็ แนวทางไว้ ดงั ต่อไปน้ี

ตารางที่ 3.1 : แสดงแนวคิดหลกั ของนักเศรษฐศาสตร์

นกั เศรษฐศาสตร์ (อา้ งอิง) แนวคดิ หลกั

Karl Marx แนวคิดแบบ ‘วตั ถนุ ยิ ม’ (Materialism) ไม่เกย่ี วกบั การ

(คาร์ล มาร์กซ)์ คลงั่ สงิ่ ของแตอ่ ยา่ งใด วัตถนุ ยิ มของมารก์ ซโต้แยง้

ที่มา : Marx, K. (2000). Karl Marx: แนวคิดแบบจิตนยิ ม (Idealism) แนวคิดแบบจิตนยิ มเชอ่ื

selected writings. Oxford University ว่าเรามีความคดิ (หรอื กระทั่งเร่อื งพระเจา้ ) ก่อนแล้ว

Press, USA. และ คอ่ ยนำไปส่ภู าคปฏบิ ตั ใิ นชีวิตจรงิ แต่ในทางกลบั กนั ชวี ติ

https://www.youtube.com/ ดา้ นวัตถุ (Material) ต่างหากเป็นสง่ิ ท่มี ากำหนด

watch?v=ijYFmojy-_o.สืบค้นเมือ่ เดอื น ความคดิ ความเช่ือ และค่านยิ มของเรา ตรงนพี้ าย้อนไป

มถิ ุนายน 2021 ทปี่ ระเดน็ เร่อื งการกดข่ี ความสำคัญคือ การกดขย่ี ังคงอยู่

ไดเ้ ปน็ เพราะ ชนชน้ั ยอมถูกกดขี่ และที่เป็นแบบน้นั ได้ก็

เพราะว่ามี ‘จิตสำนึกลวง’ (False Consciousness)

บทที่ 3 การเพ่มิ มลู คา่ ทางธุรกจิ 85

นกั เศรษฐศาสตร์ แนวคิดหลัก

Adam Smith แนวคดิ หลกั เก่ยี วกบั ความมั่งคงั่ ของประเทศ มาจาก

(อดมั สมิธ) แนวคดิ พานชิ ย์นิยม (Mercantilism) ทส่ี นบั สนนุ ให้

ทีม่ า : Smith, A. (1987). The ประเทศหารายได้จากการสง่ ออก ลดการนำเข้า คือ

Essential Adam Smith. WW Norton เกนิ ดลุ การค้า เพ่ือสร้างความร่ำรวย ทำใหน้ โยบายของ

& Company. และ ประเทศมงุ่ ไปที่การแพรล่ ัทธจิ ักรวรรดนิ ยิ ม

https://www.bangkokbiznews.com/ (Imperialism) เพ่อื ขยายการส่งออก ตง้ั กำแพงภาษเี พอ่ื

news/detail/884179. สบื ค้นเม่ือเดอื น ลดการนำเข้าโดยรัฐส่งเสรมิ ใหบ้ รษิ ัทของประเทศน้ัน ๆ

มถิ ุนายน 2021 หาประโยชน์จากตา่ งแดน เพราะ มองวา่ ผลผลติ ของ

ประเทศค่อนข้างคงท่ี ความมั่งคัง่ จะเพม่ิ ได้กด็ ้วยการไป

เอาผลผลิตจากประเทศอ่นื มาใชป้ ระโยชน์ นำไปสู่การ

เตบิ โตของจกั รวรรดินยิ ม

David Ricardo การนำเสนอในหลักการเศรษฐกจิ การเมอื ง และการ

(เดวิด รคิ าโด้) จดั เกบ็ ภาษี กลา่ วคอื ทฤษฎคี วามไดเ้ ปรียบทางการ

ท่ีมา : Ricardo, D. (1891). Principles แขง่ ขัน (Comparative Advantage) ซึ่งแย้งวา่

of political economy and taxation. ประเทศต่าง ๆ สามารถได้รบั ประโยชน์จากการค้า

G. Bell and sons. และ ระหว่างประเทศ โดยความเชย่ี วชาญในการผลติ สินค้า

http://fuangfah.econ.cmu.ac.th/. ซงึ่ มีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการ

สืบค้นเมือ่ เดอื นมถิ นุ ายน 2021 ผลติ ท่ีคอ่ นขา้ งต่ำ แม้วา่ พวกเขาไม่มีข้อได้เปรียบอยา่ ง

แท้จรงิ (Absolute Advantage) ในการผลิตสินค้าใด ๆ

กต็ าม

86 การจัดการการเงนิ สำหรับผปู้ ระกอบการ

3.7 การตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณามลู คา่ ของธรุ กิจ

การเพม่ิ มลู ค่าให้กบั ธรุ กจิ นั้น ซ่ึงได้กล่างมาข้างตน้ มอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคัญ ก็คือ การลดภาระ
รายจ่าย เพม่ิ รายได้ ซึ่งในทางปฏิบตั ิอาจดำเนินการได้โดยยาก และมรี ายละเอียดปลกี ยอ่ ยมากมาย
หากศกึ ษาถงึ แนวคิด และวธิ ีปฏบิ ตั ิ ที่สามารถนำไปปรบั ใชก้ บั ธุรกจิ ได้ มสี ่วนประกอบ 11 ปจั จัย คือ

1) Echnology : การใช้เทคโนโลยเี ข้ามาช่วยทำงานเปน็ เรอ่ื งทต่ี อ้ งนำมาพจิ ารณาใน
ยุคน้ี การลงทุนในเรอ่ื งเครื่องจักร หรอื ระบบไอที บางครงั้ อาจจะดเู ป็นการลงทนุ ท่ี
ยังไม่จำเปน็ หรอื ใชเ้ งนิ ลงทนุ ค่อนข้างสงู แตถ่ ้าหากสามารถเพ่มิ คณุ ภาพของงาน
ย่นระยะเวลาในการทำงาน ลดภาระคา่ ใชจ้ ่ายในส่วนของแรงงาน ไดท้ งั้ หมด ก็ถือ
ว่าคุ้มคา่ สามารถเพม่ิ ผลผลิต และมลู คา่ ให้ ธุรกจิ ของคุณไดอ้ ยา่ งแน่นอน

2) Energy : การลดคา่ ใชจ้ ่ายทางด้านพลงั งาน ข้อนีเ้ ป็นนโยบายของแทบทกุ องค์กร
อยู่แล้ว เพยี งแตเ่ นน้ ย้ำใหท้ ำกนั แบบจรงิ จงั ปิดอปุ กรณ์เครอื่ งใชท้ ุกชนิดทไี่ มไ่ ดใ้ ช้
สร้างจติ สำนึกดา้ นการประหยดั พลงั งาน พยายามปลกู ฝังใหเ้ ป็นวฒั นธรรมองค์กร
จึงจะสามารถเห็นผลสมั ฤทธ์เิ ป็นรปู ธรรมได้

3) Outsource : จ้างคนอนื่ มาชว่ ยงานในส่วนท่ีจำเป็น ไม่ว่าจะเปน็ ธรุ กจิ ขนาดเล็ก
หรือขนาดใหญ่ หากมงี านส่วนใดทส่ี ามารถถ่ายโอนได้ การจา้ งมอื อาชพี หรอื บรษิ ัท
ทเ่ี ชื่อถอื ไดเ้ ข้ามาดูแล อาจจะดเู หมือนเปน็ การเพิม่ ภาระคา่ ใชจ้ า่ ย แต่ท่จี ริงแล้ว
เปน็ การใช้คนให้ถูกกบั งาน ผลลพั ธ์จะออกมาดี และมคี ณุ ภาพ เทียบกบั มลู คา่ แลว้
คุ้มกับเงินทลี่ งทุนไปแน่นอน

4) Evaluate : ประเมินความสามารถของพนกั งานในบรษิ ทั ยเู่ สมอ พนักงานที่ดี
จำเป็นจะต้องมพี ฒั นาการทีด่ ี เมือ่ อายุงานเพม่ิ ข้ึน ความสามารถและคณุ ภาพของ
งานควรจะเพิ่มข้ึนตามไปดว้ ย การประเมินคณุ ภาพของพนกั งาน อยา่ งนอ้ ยปลี ะ
ครงั้ จะชว่ ยใหค้ ุณภาพโดยรวมขององค์กรดขี ้ึน และแน่นอนวา่ พนักงานทมี่ คี ุณภาพ
จะเปน็ กำลังหลักในการขับเคลอ่ื น และเพม่ิ มลู คา่ ให้ธุรกจิ ของคณุ ไดอ้ ยา่ งมาก

5) Network : หาพันธมติ ร หรอื เครือขา่ ยที่อาจจะมสี ่วนช่วยสรา้ งความแขง็ แกรง่ ให้
ธุรกิจได้ พันธมิตรในท่นี ่ี ไมไ่ ดห้ มายถงึ คู่คา้ ทางธรุ กจิ โดยตรง อาจจะอยู่ในธรุ กิจ
สว่ นอนื่ ๆ ที่สามารถเข้ามาเติมเตม็ ในจดุ ทค่ี ุณตอ้ งการในอนาคตได้ อยา่ งเชน่ อาชพี
ทปี่ รกึ ษาทางการเงนิ หรอื นักวเิ คราะหห์ ลักทรพั ย์ บริษทั ขายประกนั หรอื
นักพฒั นาอสังหารมิ ทรพั ย์ เป็นต้น

บทที่ 3 การเพิม่ มลู คา่ ทางธุรกิจ 87

6) Aggressive : ทำธรุ กิจในเชิงรกุ ให้มากข้ึน เพ่มิ ความดดุ นั ทางการตลาด อยา่ รอให้
ลกู คา้ เปน็ ฝ่ายวงิ่ เข้าหาเรา ธุรกิจทุก ๆ อยา่ งมีการแข่งขันทง้ั น้ัน หากเราอยนู่ งิ่
จนเกนิ ไป อาจเสียโอกาสทางการค้าให้ค่แู ขง่ ได้

7) Target : ตง้ั กลมุ่ เป้าหมายให้ชัดเจน ธรุ กจิ บางอยา่ งมกี ล่มุ เป้าหมายเปน็ กลุม่ เลก็ ๆ
เทา่ น้นั ไม่ต้องพยายามหวา่ นแหไปทัว่ เพื่อหวงั ทำการตลาดในทางกว้าง ทำ
การตลาดไปยงั กลุ่มเป้าหมายของคณุ ใหช้ ดั เจน แม้จะเปน็ กลมุ่ เล็ก ๆ กส็ ามารถ
ประสบความสำเร็จทยี่ งิ่ ใหญไ่ ด้

8) Current Customer : ใหค้ วามสำคัญสรา้ งความเชื่อมัน่ และเพมิ่ มลู ค่าทางการค้า
กับลกู คา้ ที่มีอยู่ พอ ๆ กบั การหาลกู ค้ารายใหม่ จรงิ อยทู่ ก่ี ารขยายฐานลกู ค้าให้
กวา้ งข้ึนจะเปน็ ผลดี ในการเพ่ิมโอกาสทางการคา้ แตล่ ูกค้ารายเดมิ ท่ีมอี ย่แู ลว้ คอื
ความมั่นคงของธรุ กจิ อย่างแทจ้ รงิ พยายามหาช่องทางในการเพม่ิ มลู ค่าทางการคา้
ดูแล และรกั ษาคุณภาพในการบรกิ ารให้ดที ่สี ุด เพอื่ ใหล้ ูกคา้ อยู่กบั ธรุ กจิ ของเราไป
อีกนาน

9) Confident : มคี วามเช่ือมัน่ ในการทำธรุ กจิ อย่าหยุดอยู่กบั ที่ จงกล้าทจี่ ะว่ิงเขา้ หา
ลกู คา้ หรอื องค์กรทม่ี ขี นาดใหญ่ขน้ึ หากตอ้ งการความก้าวหนา้ และเพม่ิ มลู คา่ ให้
ธุรกจิ การทจี่ ะไตร่ ะดบั แบบนไ้ี ม่ใช่เรื่องง่ายทจ่ี ะประสบความสำเร็จ แตอ่ ยา่ ให้
ความลม้ เหลวมาหยุดความเช่ือม่ันในตัวคณุ พยายามไปเรือ่ ย ๆ ความสำเรจ็ เพียง
แคค่ ร้ังเดียวอาจทำให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงครั้งย่ิงใหญใ่ นธุรกิจได้

10) Learning : ศกึ ษาหาความรเู้ พ่ิมเตมิ อยา่ หยดุ คดิ ท่จี ะเรียนรู้ ความรคู้ วามสามารถ
ทุกอย่างทเี่ พมิ่ ข้นึ ของคณุ จะเปน็ การเพมิ่ มลู ค่าใหก้ บั ธรุ กจิ ไปดว้ ย สดุ การเรียนรู้
จะชว่ ยสร้างโอกาสทางธรุ กิจ และโอกาสในการทำเงินใหธ้ ุรกิจของคุณเพ่ิมขน้ึ

11) Take a Break : หาเวลาหยดุ พกั ผอ่ น เตมิ ความสดช่นื ใหส้ มอง และใหร้ างวัลกับ
ชวี ิตบ้าง การประสบความสำเรจ็ โดยการโหมทำงานทง้ั วันทงั้ คนื โดยไม่มีการ
พักผอ่ นท่ีเหมาะสมและเพยี งพอ อาจทำใหเ้ กดิ ความผดิ พลาด ท้งั ในเรอ่ื งของการ
ตัดสินใจ คณุ ภาพของงาน ท่สี ำคญั คอื ขาดความคดิ สรา้ งสรรค์ ทางที่ดีแล้ว หาเวลา
หยดุ พกั ปิดสวิทซ์ตัวเองซะบา้ ง การพกั ผ่อนเพอื่ เตมิ พลงั เปน็ หวั ใจสำคญั ของ
ความสำเรจ็ ทางธุรกจิ อยา่ งหนง่ึ

88 การจัดการการเงนิ สำหรับผูป้ ระกอบการ

สรปุ

ในยคุ นภี้ าคธุรกิจทีท่ ำหนา้ ท่ผี ลติ สินคา้ หรอื ให้บรกิ ารนนั้ จะคดิ เพียงแตว่ ่าจะตอ้ งผลติ สนิ ค้า
ให้ไดป้ รมิ าณเยอะ ๆ ควบค่ไู ปกบั เรื่องของคุณภาพ หรือภาคธรุ กจิ บรกิ ารจะมุ่งเน้นแต่การให้บริการที่
ดี สร้างความประทบั ใจใหก้ บั ลกู คา้ เพียงอยา่ งเดยี ว ก็เหน็ ทวี ่าจะไมเ่ พยี งพอกบั ตลาดการแข่งขนั ทมี่ ี
ความดุเดอื ดมากขึ้น การนำเอานวตั กรรมเขา้ มาประยุกตใ์ ชเ้ พอื่ ใหส้ ินค้าและบริการมมี ลู ค่าเพม่ิ มาก
ข้นึ จงึ เปน็ สงิ่ สำคญั ที่จะทำให้ธรุ กิจพฒั นา เตบิ โตก้าวหนา้ พรอ้ มสำหรบั การแขง่ ขนั ในตลาดปัจจุบัน
และพรอ้ มทจี่ ะรองรับการต่อยอดพฒั นาธรุ กจิ ใหเ้ ดินหน้าต่อไปในอนาคตได้ วิธีการนำนวตั กรรมมา
ชว่ ยสร้างมลู ค่าใหก้ บั สินคา้ และบรกิ าร

1) นวตั กรรม คือ ความคดิ หรือการกระทำสงิ่ ใหม่ ซึ่งถือเปน็ แนวคิดเชงิ กลยทุ ธท์ ท่ี ำให้
เกิดการแขง่ ขนั สรา้ งสรรค์ พฒั นาส่ิงที่มีอยใู่ ห้ดีข้ึน หรอื ในบางครง้ั กเ็ ป็นการ
เปล่ยี นแปลงรปู แบบของส่งิ ทมี่ ีอยเู่ ดิมไปอย่างส้ินเชิง เพ่ือทำใหส้ รา้ งโอกาสทาง
การตลาดใหม่ ๆ หรือเพอื่ ใหส้ ง่ิ ทม่ี ีอยูเ่ ปลี่ยนแปลงไปตามยคุ สมัยและสภาพการณท์ ่ี
เปล่ยี นแปลงไป ซงึ่ นวัตกรรมเปน็ สง่ิ ทีภ่ าคธรุ กจิ และผูป้ ระกอบการนยิ มนำมาใช้ใน
การเพมิ่ มลู ค่าให้กบั ผลิตภณั ฑ์และบริการ

2) นวัตกรรมผลิตภณั ฑ์ คือ เป็นการปรบั ปรุงพฒั นาเพอื่ ใหเ้ กิดสนิ คา้ ใหม่ หรือเพมิ่
มลู ค่าให้กบั สินค้าเดิม อาทเิ ชน่ การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการใช้งานใหก้ บั สนิ คา้ ในการ
ใช้งาน ปรบั เปล่ยี นวธิ กี ารใชง้ านใหง้ ่ายขึ้น ยดื อายุการใช้งานใหย้ าวนานกวา่ เดิม
เพ่ือเป็นการสร้างความแตกตา่ ง นำไปสกู่ ารสนองความต้องการของลูกคา้ ไดอ้ ย่าง
ตรงจุด เพื่อใหล้ กู ค้าเหน็ คณุ ค่าของสนิ ค้า และยนิ ดที ่จี ะเสียเงินซอ้ื สินค้าเหล่านนั้
ถึงแมจ้ ะมรี าคาสงู ขึน้ กต็ าม

นวัตกรรมการบริการ เป็นการปรบั ปรุงงานบรกิ าร เพอ่ื ใหส้ นองใหล้ กู คา้ เกดิ ความพอใจในบริการ
น้นั ๆ ได้มากท่สี ุด ไมว่ ่าจะเป็นการนำเสนอทางเลือกของการบรกิ ารที่หลากหลาย มคี วามเหมาะสม
อำนวยความสะดวก และทำใหผ้ ใู้ ชบ้ รกิ ารรสู้ ึกถงึ คุณคา่ ของบรกิ าร ซงึ่ เปน็ เครื่องมือทจ่ี ะชว่ ยปรบั ปรงุ
สนิ ค้าและบรกิ ารเดมิ ให้ดีขน้ึ ไปจนถงึ การสร้างสรรคใ์ หเ้ กดิ สิง่ ใหม่ได้เป็นอยา่ งดใี นยุคนี้ ดว้ ยการ
นำเอาเทคโนโลยมี ามีส่วนร่วม และปรบั ใชใ้ นด้านต่าง ๆ อาทิเช่น (1.)การสร้างมลู ค่าให้กบั การบรกิ าร
(2.)การสรา้ งมลู คา่ ใหก้ บั ผลติ ภณั ฑ์

ปัจจุบันทกุ องค์กร และภาคธรุ กจิ ให้ความสำคญั กบั การนำเอานวัตกรรมมาช่วยสร้างมูลค่าใหก้ บั
ผลิตภัณฑแ์ ละบรกิ าร เพ่ือใหผ้ ลติ ภณั ฑแ์ ละบรกิ ารเกิดการพัฒนาทงั้ ในด้านประสทิ ธภิ าพ และ


Click to View FlipBook Version