The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นำเสนอการออกแบบหลักสูตรบูรณาการและการประเมินตามสภาพจริง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Toei's Shattarikah, 2022-05-14 11:31:04

นำเสนอการออกแบบหลักสูตรบูรณาการและการประเมินตามสภาพจริง

นำเสนอการออกแบบหลักสูตรบูรณาการและการประเมินตามสภาพจริง

การออกแบบและพัฒนาภาระงาน

Herman, J. L., Aschbacher, P. R., and Winters, L.(1992)การออกแบบและพฒั นาภาระงานต้องอาศัยหลกั วชิ าการวิเคราะห์
ความคดิ สร้างสรรคแ์ ละความเชยี่ วชาญในเนอ้ื หาสาระในระดับมอื อาชพี ขน้ั ตอนการสรา้ งภาระงานมดี ังตอ่ ไปนี้
2.ออกแบบภาระงานทผ่ี เู้ รยี นตอ้ งใช้ความร้แู ละทกั ษะ(จากข้อ 1)
ลกั ษณะสาคญั ของงานคือต้องกระตนุ้ หรือสรา้ งแรงจูงใจใหก้ บั ผู้เรยี นมคี วามทา้ ทายแต่ไม่ยากเกินไปจนผู้เรียนทาไม่ได้และในขณะเดียวกันต้อง
ครอบคลมุ สาระสาคญั ทางวชิ าและทักษะท่ีลึกซึง้ เพือ่ ใหส้ ามารถนาผลการประเมินไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลและนา่ เชื่อถอื

Herman et al. (1992) ได้เสนอประเด็นคาถามสาคญั เพอื่ ใหผ้ สู้ อนพิจารณาในขัน้ ตอนนค้ี อื
1) เวลา จะต้องใช้เวลาเทา่ ไรผู้เรยี นจะพัฒนาความรูแ้ ละทักษะที่เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติงานในระยะเวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม
2) จะมหี ลักการอย่างไรในการเลือก ความรู้ทักษะและคณุ ลกั ษณะท่พี ึงประสงค์ที่มีจานวนมากและหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับ

ระยะเวลาท่ีกาหนด
3) พิจารณาโลกแหง่ ความเป็นจริง ผู้สอนหรือผู้ออกแบบควรให้ความสาคัญต่อความรู้ทักษะและคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความ

เปน็ จริงไม่ควรให้ความสนใจกบั สงิ่ ท่ีเป็นเพียงอดุ มคติแตไ่ ม่สามารถบรรลุได้ในความเปน็ จรงิ

192 / 228

การออกแบบและพัฒนาภาระงาน

3.การกาหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics)
หรือเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนเป็นปรนัยเป็นท่ียอมรับและสามารถสะท้อนให้เห็นถึงระดับของผลสัมฤทธ์ิทางด้านความรู้ทักษะและ
คณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์ เกณฑก์ ารให้คะแนนส่วนมากมักจะอยใู่ นรูปตาราง 2 มิตปิ ระกอบดว้ ย

ส่วนหวั ของ Rows จะแสดงระดบั คณุ ภาพของความรทู้ ักษะหรือความสามารถของแต่ละColumn จานวน Rows จะขน้ึ อยู่กับจานวนของ
ระดบั คณุ ภาพที่ต้องการใชแ้ ละสว่ นมากจะอย่รู ะหวา่ ง 2 – 3 ระดับ

ช่องแตล่ ะชอ่ งในตารางจะมคี าบรรยายถึงระดับคณุ ภาพแต่ละระดบั ของความรทู้ กั ษะหรอื ความสามารถท่ปี ระเมินภาระงานแต่ละช้นิ ควร
จะมเี กณฑ์การประเมินเฉพาะตัวเกณฑ์การประเมินท่ีออกแบบมาอย่างดีจะให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนว่าจะต้องแสดงความสามารถด้านใดออกมาใน
ระดับใดจึงจะได้คะแนนเท่าไรเกณฑ์การประเมินยังเป็นเครื่องมือให้ผู้สอนสามารถประเมินผู้เรียนอย่างเป็นปรนัยและได้ผลการประเมินท่ี
นา่ เชอ่ื ถอื นอกจากนค้ี วรจะมีตวั อยา่ งผลงานพร้อมท้งั ระดับคะแนนแต่ละดา้ นใหน้ ักเรียนได้ศกึ ษาประกอบดว้ ย

หมายเหตุผู้สอนหรือผู้ออกแบบควรจะภาระงานไปทาการตรวจสอบและทบทวนแล้วนาไปทดลองใช้ในภาคสนามนาผลกลับมาศึกษา
วิเคราะห์และปรับปรงุ แกไ้ ขก่อนจะนาไปใชใ้ นสถานการณจ์ ริงต่อไป

193 / 228

สรุปการประเมนิ การปฏิบตั ิ(Performance Assessment)

เป็นการประเมนิ ผ่านการทา กิจกรรมหรอื ปฏิบตั ิงานในสถานการณจ์ รงิ หรือสถานการณ์จาลองทีใ่ กลเ้ คยี งกับสภาพจริง กิจกรรมหรือ
งานทใ่ี ชใ้ นการประเมนิ การปฏบิ ัติสามารถประเมินผลการเรียนรู้ได้หลากหลายท้ังความสามารถและทักษะ ในการทางานต่างๆ การประเมินการ
ปฏบิ ตั ิเป็นการวดั และประเมินผลท่พี ัฒนาขน้ึ มาเพื่อเป็นทางเลือกทีแ่ กไ้ ขข้อบกพร่องการวดั และประเมินผลแบบเดมิ ทเี่ หมาะสาหรับการวัดความรู้
ความเขา้ ใจในระดับเบ้ืองตน้ แต่ไม่เหมาะใชว้ ัดโครงสรา้ งความรูท้ ่ีลกึ ซึ้งกระบวนการคดิ ระดบั สูงทักษะการปฏิบตั แิ บบครบวงจรและคุณลักษณะทาง
อารมณ์และสังคมการประเมินชิ้นงานหรือการตรวจงาน เป็นการประเมินผลที่เน้นการนาผลการประเมินไปใช้ทันทีใน 2 ลักษณะ คือ เพ่ือ
ช่วยเหลอื นกั เรียนและเพือ่ ปรับปรุงการสอนของครจู งึ ควรดาเนินการตลอดเวลา เช่น การตรวจแบบฝึกหัด ผลงานภาคปฏิบัติโครงงาน/โครงการ
ตาเนินงานต่าง ฯลฯซงึ่ การประเมินดงั กล่าวนคี้ รูสามารถประเมนิ การคดิ ขัน้ สงู ของนักเรยี นได้ และควรประเมินควบคู่ไปด้วยคือ ลักษณะนิสัยและ
คุณลักษณะทด่ี ใี นการทางาน

การประเมินจากการปฏิบัติ (Performance assessment) เป็นวิธีการประเมินงานหรือกจิ กรรมทีม่ อบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติ เพ่ือให้
ได้ขอ้ มูลสารสนเทศว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรูม้ ากน้อยเพยี งใดการประเมินการปฏิบตั ผิ ู้สอนตอ้ งเตรยี มการในสง่ิ สาคัญ 2 ประการ คอื
1) ภาระงานหรอื กจิ กรรมทจ่ี ะให้ผ้เู รยี นปฏิบัติ (Tasks) และ2) เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน (Rubrics)

194 / 228

บทที่ 9 Hello.
ประยุกตใ์ ชห้ ลกั สูตร
My Student.
บูรณาการ

195 / 228

ความหมายของ โอลเิ วอร์ (Oliver . 2005)
การเรยี นร้แู บบบรู ณาการ
การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นที่นิยมขององค์กร
หรือสถาบันที่มีช่ือเสียง มีความแตกต่างจากการเรียนรู้ในชั้น
เรียนแบบด้ังเดมิ อาทิ ครูผู้สอนหรือผู้บรรยายเริ่มสอนจากการ
สบื คน้ แสวงหาความรจู้ ากอินเตอร์เน็ต การเรียนรู้จากเครือข่าย
เป็นฐานในการเรียนรู้ นอกจากน้ีเป้าหมายของการเรียนรู้แบบ
บูรณาการเป็นการเพิ่มประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนรู้และลด
คา่ ใช้จา่ ย ด้วยการใชก้ ลไกในการรับส่งสารสนเทศมาเป็นจุดแข็ง
ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ท่ีตอบสนองความต้องการของผู้เรียน มิใช่
เปน็ ไปตามความสนใจของครูผ้สู อนเท่านัน้

196 / 228

ความหมายของ คลาก (Clarke2003)
การเรียนรแู้ บบบรู ณาการ
ได้ให้คาถามเก่ียวกบั การเรียนรู้แบบบูรณาการไว้ว่า
เรามีวิธีการใดบ้างท่ีจะปรับปรุงผลการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบ
บูรณาการเหมาะสมกับผู้เรียนของเราหรือไม่ การเรียนรู้แบบ
บูรณาการมีความเหมาะสมกับวัฒนธรรมในองค์กรของเรา
หรือไม่ เรามีแหล่งทรัพยากรที่จะรับมือได้หรือไม่ โครงสร้าง
พืน้ ฐานที่จะสนับสนุนในการเช่ือมโยงเครือข่ายตลอดเวลา และ
จะปรบั เปลีย่ นการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการไดห้ รอื ไม่

197 / 228

กรมวชิ าการ
(กองวจิ ัยทางการศึกษา กรมวชิ าการ, 2545 : 6 - 7)
เสนอแนวคดิ ในการจดั การเรยี นการสอนแบบบรู ณาการไว้ ดังนี้

1. การบรู ณาการแบบผู้สอนคนเดยี ว เช่น การอา่ น การเขียน คิดคานวณ การคดิ วิเคราะห์ ทาใหผ้ ้เู รยี นได้
ใช้ทักษะและกระบวนการเรียนรู้ไปแสวงหาความรคู้ วามจริงจากหวั ข้อเรอ่ื งท่กี าหนด
2. การบูรณาการแบบคู่ขนาน เปน็ การจดั การเรยี นการสอนของครูผูส้ อนสองคนข้ึนไปรว่ มกนั จัดการเรยี นการสอนโดยยดึ หัวขอ้ ใด
หวั ข้อหน่ึง เช่น ครูคนหน่ึงสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สว่ นครอู กี คนหนึ่งสอนวชิ าคณิตศาสตร์ ในการสอนเรอ่ื ง“น้า” วชิ าวทิ ยาศาสตร์อาจ
สอนเกยี่ วกบั คณุ สมบตั ขิ องนา้ สถานะต่าง ๆ สว่ นวชิ าคณติ ศาสตร์อาจสอนการวัดปรมิ าตร หรอื น้าหนกั ของน้า

3. การบรู ณาการแบบสหวทิ ยาการ เป็นการจัดการเรยี นการสอนจากการนาเนื้อหาจากหลายกลุ่มสาระมาเช่ือมโยง
และจัดการเรียนการสอนร่วมกันในเร่ืองเดียวกัน เช่น ในวันส่ิงแวดล้อมครูผู้สอนวิชาภาษาไทย จัดการเรียนการสอนให้เรียนรู้
คาศัพทเ์ ก่ยี วกบั ส่งิ แวดลอ้ ม ครผู สู้ อนวิชาวทิ ยาศาสตร์จดั กจิ กรรมคน้ คว้าหาความรู้เกี่ยวกบั สิ่งแวดล้อม ครผู ู้สอนวิชาสงั คมศึกษา
และวิชาสุขศึกษาให้เรียนรู้โดยทากิจกรรมชมรมส่ิงแวดล้อมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

4. การบูรณาการแบบโครงการ เป็นการจดั การเรยี นการสอนท่คี รูผูส้ อนและนกั เรียนรว่ มกันสร้างสรรค์โครงการ และ
ใชเ้ วลาเรียนต่อเน่อื งกันไดห้ ลายช่วั โมง โดยการนาจานวนช่ัวโมงของแต่ละรายวิชาท่ีแยกกันอยู่ ที่เคยแยกกันสอน มารวมเป็นเร่ือง
เดียวกัน กาหนดเป้าหมายเดียวกัน ในลักษณะของการสอนเป็นทีม ถ้าต้องการเน้นทักษะเฉพาะก็สามารถแยกกันสอนได้ เช่น
กิจกรรมเข้าคา่ ยภาษาอังกฤษ กิจกรรมคา่ ยศิลปะ เป็นต้น

198 / 228

การจดั การเรยี นร้แู บบบรู ณาการ

ทิศนา แขมมณี (2557) ฆนัท ธาตทุ อง (2551)

การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการบูรณาการ หมายถึง การนา การนาสาระการเรยี นรู้ (Subject Matter) และกระบวนการเรียนรู้ (Method)
เนอื้ หาสาระทีม่ คี วามเกย่ี วข้องกนั มาสมั พันธ์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน และ ของศาสตรส์ าขาต่าง ๆ ในแต่ละระดับการศึกษาที่สอดคล้องกัน สัมพันธ์กัน
จดั กจิ กรรมการเรยี นรใู้ หผ้ ้เู รยี นเกดิ ความรู้ความเข้าใจในลักษณะที่เปน็ เก่ียวข้องกนั มาประสาน ผสม ผนวก ขมวด หลอมรวม เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
องค์รวม และสามารถนาความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ให้เป็นเน้ือเดียวกัน จนมีความสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเองดังน้ันการจัดการ
ประจาวันได้ สามารถบูรณาการไดห้ ลายลักษณะ เช่น การบูรณาการ เรียนรู้แบบบูรณาการ จึงเป็นการนาสาระการเรียนรู้หลายกลุ่มสาระการ
ภายในวิชา (Interdisciplinary)เป็นการนาเน้ือหาสาระในวิชาเดียวกัน เรยี นรู้มาเชอื่ มโยงความรู้และทกั ษะที่สมั พนั ธ์กันเข้าดว้ ยกนั เพอื่ ให้ผู้เรียนเกิด
หรือกล่มุ ประสบการณ์เดียวกันมาสัมพันธ์กันผู้สอนสามารถนาสาระ การเรยี นรู้โดยเนน้ การนาความรูไ้ ปใชแ้ ก้ปัญหาในชีวิตจรงิ รวมทั้งการพัฒนา
ทุกเรื่องมาสัมพันธ์กันเป็นเร่ืองเดียวได้ การบูรณาการระหว่างวิชา กระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตและการ
(Interdisciplinary หรือ multidisciplinary) เป็นการนาเนื้อหาสาระของ ทางาน ในยุคประเทศไทย 4.0
สองวิชา หรือหลายๆ วิชามาสัมพนั ธใ์ หเ้ ปน็ เรื่องเดยี วกนั เพื่อแก้ปัญหา
หรือการแสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง การเชื่อมโยง
ความรแู้ ละทักษะระหว่างวิชาต่างๆ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ี
ลกึ ซึง้ ไม่ใชเ่ พียงผิวเผินและมลี กั ษณะใกลเ้ คียงกบั ชีวิตจริงมากข้ึน

199 / 228

แผนการบริหารจัดการ
การเรยี นการสอน

โดนลั คลาก(Donald Clark, 2004 : 2) กล่าวว่าแผนการบริหารจัดการการเรียนการสอนเป็นการเตรียมความพร้อมของโปรแกรม
การเรยี นการสอน ประกอบดว้ ย คณะทางานในจัดการเรียนการสอน การจัดชั้นเรียน และวัสดุอุปกรณ์ประกอบในการจัดการเรียนการ
สอน ผู้เรียนควรได้รบั แจง้ ตารางเรียน สอ่ื การเรียนรู้ต้องส่งให้ผู้เรียนได้ศึกษามาก่อนเข้าช้ันเรียน คณะทางานอาจจะได้รับการฝึกอบรม
ก่อนปฏิบัติงาน (train-the-trainer) หรืออย่างน้อยควรได้รับประชุมชี้แจงก่อนการดาเนินงานในทุกขั้นตอน เพื่อให้เข้าใจบทบาทของ
คณะทางานแต่ละคนในโปรแกรมการเรียนการสอน คณะทางานต้องมีเวลาเตรียมและฝึกซ้อมการจัดการเรียนรู้ด้วย การบริหารจัดการ
จาเปน็ ต้องทาความเข้าใจข้อมูลประกอบการตดั สินใจดังตอ่ ไปน้ี

200 / 228

แผนการบรหิ ารจดั การ
การเรียนการสอน

เทคนคิ การจดั การ วธิ ีการจดั การ การจัดระบบนเิ วศการเรียนรู้ การนเิ ทศตดิ ตาม
เรยี นการสอน เรยี นการสอน (learning ecosystem)
กิ จ ก ร ร ม ใ ด ที่
ผู้สอนใช้เ ทคนิคอะไรในกา ร ผ้สู อนใชว้ ธิ ีการอยา่ งไร ผู้สอน ก า ร เ ต รี ย ม แ ล ะ เ ลื อ ก สื่ อ ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม แ ล ะ พั ฒ น า
นาเสนอเน้ือหาสาระการเรียนรู้ บรรยายเอง หรืออาศัยผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้ สื่ออะไรที่นามาใช้ในการ ความสามารถของ
อาทิ การสอนแบบบรรยายและ (เ ชิ ญ ม า บ ร ร ย า ย ห รื อ ใ น รู ป จัดการเรียนรู้ ส่ือนั้นนาเสนอเนื้อ ผู้ เ รี ย น ท่ี ผู้ ส อ น พึ ง
การสาธิต เทคนิคการจัดการ มัลติมีเดีย) หรือเรียนโดยผู้เรียน สาระใด ชนิด/ประเภทของส่ือท่ีใช้ กระทาได้ ในขณะท่ี
เรียนการสอนตา่ ง ๆ เช่น ทักษะ ปฏิบัติกิจกรรมในชั้นเรียน วิธีการ เช่น ไวท์บอร์ดและปากกาสาหรับ ผู้ เ รี ย น ก า ลั ง เ รี ย น รู้
ในชั้นเรียน ทักษะการนาส่ง ต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดการเรียนการ เขียน ภาพพลิก แผ่นโปร่งใส สไลด์ จา ก สถ า นท่ี จ ริง ใ น
ทัก ษะอา นว ยควา มส ะด ว ก สอน เช่น การบรรยาย กิจกรรม วัสดุเสียง วีดิทัศน์ เครื่องมือในการ ก า ร ฝึ ก ป ฏิ บั ติ ก า ร
ท ัก ษ ะ ก า ร ส ร ้า ง ค ว า ม ส า ม ัค คี กลุ่มย่อย การเรียนการสอนใน สาธิต/ห้องปฏิบัติการ รวมถึงการสอน จดั การเรยี นรู้
ทักษะการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการการเรียนการสอน ทางไกล/ออนไลน์(online) ได้แก่
ทักษะในการป้องกันและปฏิบัติ เป็นรายบุคคล สื่อการเรียนการ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมประยุกต์ อี-
ต น ต่ อ ผู้ อื่ น เ มื่ อ ต้ อ ง แ ก้ ปั ญ ห า สอน ฯลฯ เมล์ และเครือขา่ ยอนิ เตอรเ์ นต็
เป็นต้น

201 / 228

แผนการบรหิ ารจดั การ
การเรียนการสอน

การเตรียมตัวของผู้สอน
ไลร์ด(Laird 1985 อ้างถึงใน สุเทพ อ่วมเจริญ 2558 : 108 3 109 )
ได้เสนอแนะเกี่ยวกบั การเตรียมตัวของผู้สอนไว้ 3 ขอ้ คือ
1. โปรแกรมการเรยี นการสอน 5 วัน หรือน้อยกวา่ จะต้องใชเ้ วลาในการเตรียมการสอน 3 ชัว่ โมง ตอ่ การจัดการเรียนการ
สอน 1 ช่วั โมง
2. โปรแกรมการเรยี นการสอนระหว่าง 5 – 10 วนั จะต้องใชเ้ วลาในการเตรยี มการสอน 2.5 ชั่วโมง ตอ่ การจัดการเรยี นการ
สอน 1 ชว่ั โมง
3. โปรแกรมการเรียนการสอนท่ีใช้ระยะเวลา มากกว่า 10 วัน จะใช้เวลาในการเตรียมการสอน 2 ชั่วโมง ต่อการจัดการ
เรยี นการสอน 1 ช่วั โมง

202 / 228

แผนการบริหารจัดการ
การเรยี นการสอน

แผนการบรหิ ารจัดการการเรยี นการสอน
จะให้สารสนเทศแกผ่ ูส้ อนในองค์ประกอบทัง้ หมดท่เี กี่ยวข้องกับโปรแกรมการเรยี นการสอน ถ้าผ้สู อนไดศ้ ึกษาแผนการ
บริหารจดั การการเรยี นการสอนหรอื การฝึกอบรมก่อนลว่ งหน้า กจ็ ะสามารถปฏบิ ตั งิ านไดอ้ ยา่ งไม่ยากลาบากมากนัก แผนการ
บริหารจะชว่ ยผ้สู อนใหส้ ามารถจัดการเรยี นการสอนไดไ้ ม่ยากลาบากนกั ถา้ ไดป้ ฏบิ ตั ิตามข้อเสนอแนะตอ่ ไปนี้
1. การทาคาอธบิ ายรายวิชาให้ชดั เจนและสมบูรณ์
2. บรรยายลักษณะของประชากรกลมุ่ เป้าหมาย
3. คาแนะนาสาหรับการบรหิ ารจดั การรายวิชา
4. คาแนะนาสาหรับการบรหิ ารการสอบและการเกบ็ คะแนนเพ่อื การประเมินผล
5. คาแนะนาสาหรบั ผเู้ รียนในการแนะแนว การให้ความช่วยเหลือและการประเมินผล
6. บัญชภี าระงานท้ังหมดในการจดั การเรยี นการสอน
7. แผนภมู โิ ครงสรา้ งรายวชิ าและการเรียงลาดบั ต่อเน่ืองของรายวชิ า
8. โปรแกรมการจัดการเรยี นการสอน คาแนะนา/คู่มอื ผ้สู อนรายวชิ าต่าง ๆ
9. จดั สอ่ื ท่ใี ชใ้ นการจัดการเรียนการสอนใหเ้ พยี งพอ เชน่ โครงรา่ งการจัดการเรียนการสอนค่มู อื นกั ศึกษา ฯลฯ
10. การระบถุ งึ ความจาเป็นในการอบรมก่อนดาเนินการ การจัดประชมุ ช้ีแจงคณะทางาน
11. เอกสารอนื่ ๆ ทมี่ ีความสมั พันธเ์ ก่ียวขอ้ งกับการบรหิ ารโปรแกรมการเรยี นการสอน

203 / 228

การจัดการเรียนรู้

“ การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรบูรณาการเป็นการนาชีวิตจริงมาเรียนรู้โดยผู้สอนท่ีมีทักษะความชานาญ
ซึ่งทักษะความชานาญของผู้สอนจะให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้ที่มี
ความหมายในชีวิตจรงิ มากกว่าท่จี ะใชค้ วามประทับใจในสานวนโวหารของผสู้ อน ผู้สอนจานวนน้อยนกั ที่จะ
มีความสามารถในเวทีปราศรัย แต่ผู้สอนก็มีทักษะในการอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้
ถึงแม้ว่าการจัดการเรียนรู้จะใช้เทคนิคการบรรยายท่ีมีมานานแล้วและยังคงดารงอยู่ต่อไป การกระทา

ดังกลา่ วถอื ว่าเป็นความด้อยคุณค่าไม่ใชผ่ สู้ อนทดี่ ี การเรยี นรขู้ องผ้เู รยี นท่ีประสบความสาเรจ็ ก็คือการเรียน

การสอนที่เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคญั ผสู้ อนท่ีดสี ามารถนาการออกแบบการสอนที่แย่มากไปสู่การจัดการเรียน

การสอนในชวี ติ จริงและสามารถประสบความสาเร็จอันย่ิงใหญ่ได้ ”
บคุ คลที่เก่ียวข้องทจ่ี ะชว่ ยให้ผู้เรยี นประสบความสาเรจ็ ในการเรยี นรู้ อาจเรียกแตกต่างกัน ดงั น้ี

ผ้ฝู กึ อบรม (trainer) มุ่งพฒั นาผู้เรยี นโดยการกระทาท่ชี ่วยให้ผู้เรยี นมีความสามารถหรือมที กั ษะย่งิ ขนึ้ ในภาระงานทรี่ บั ผดิ ชอบ

ผสู้ อน (instructor) มงุ่ ใหค้ วามร้หู รือสารสนเทศกบั ผ้เู รียนอย่างเปน็ ระบบ

ผฝู้ ึก (coach) มุ่งใหค้ าแนะนา สาธิต ชี้แนะ แนะแนว และกระตุ้นผูเ้ รยี นให้ปฏิบัตทิ ันที โดยทวั่ ไปผูฝ้ กึ จะใหว้ ิธีการมากกว่าความคดิ รวบยอด

ผู้อานวยความสะดวก (facilitator) มุ่งช่วยทาให้บทเรียนดูง่ายสาหรับผู้เรียน มุ่งที่ผลสาเร็จด้วยการปรับปรุงความสมรรถภาพของผู้เรียน
ใหป้ ระสบผลสาเรจ็ อย่างตอ่ เนื่อง

204 / 228

องค์ประกอบในการจัดการเรียนรู้

1. กิจกรรมก่อนการเรยี นการสอน/การนาเข้าสู่บทเรียน
1.1 แรงจูงใจเปน็ วิธดี งึ ความสนใจของผูเ้ รียนให้เหน็ คณุ คา่ ของการเรียนการสอน
1.2 เขยี น/ระบุจุดประสงค์การเรียนร้ใู หช้ ัดเจน
1.3 ระบุความสามารถของผเู้ รียนทีจ่ ะทาอะไรได้บา้ งหลังจากเรียนรูต้ ามหลกั สูตรบูรณาการนนั้ ๆ แลว้
1.4 สรุปเชื่อมโยงความรู้ท่มี กี อ่ นเรยี นเพอื่ เปน็ สะพานเชอ่ื มการเรยี นรูใ้ หม่

2. การนาเสนอสารสนเทศ / การให้สาระการเรียนรู้
2.1 ตรวจสอบทบทวนเน้ือหาและวเิ คราะหว์ ่าอะไรเป็นสารสนเทศ มโนทัศน์ กฎ หรือ หลักการ ทจ่ี ะนาให้ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้
2.2 ตรวจสอบทบทวนตัวอยา่ งประกอบในการเรยี นรู้ อะไรทใ่ี ช่/ไมใ่ ชต่ วั อยา่ ง
2.3 เริม่ เสนอสารสนเทศทใ่ี ชท้ กั ษะการคดิ ในระดบั ตา่ แล้วพัฒนาก้าวหนา้ ในลาดบั การคดิ ท่ีสูงขน้ึ
2.4 สอนทกั ษะจาเปน็ เบ้ืองตน้ กอ่ นนาเสนอสารสนเทศท่ใี ช้ทกั ษะขน้ั สงู
2.5 เนน้ ยา้ สว่ นทส่ี าคัญสาหรบั ผู้เรียน และเสนอโครงสรา้ งช่วยความจา เช่น สตู ร กฎ

205 / 228

องค์ประกอบในการจดั การเรียนรู้

3. การมสี ่วนรว่ มของผเู้ รียน ABCDE
3.1 ใหผ้ เู้ รยี นมีกจิ กรรมทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ FGHIG
3.2 ใหผ้ ู้เรยี นมีโอกาสฝึกปฏิบัติ
3.3 ใหเ้ วลาสาหรบั ข้อมลู ปอ้ นกลับท่ีเปน็ ผลของความรู้
3.4 การเสริมแรงผู้เรยี น

4. การทดสอบ /การวัดผลการเรียนรขู้ องผเู้ รียน
4.1 ใช้คาถามเนน้ ย้า
4.2 ทดสอบหลังเรยี น

5. การติดตามหลงั การจัดการเรียนรู้/การนเิ ทศหลงั เรยี น
5.1 การพัฒนาทักษะต่าง ๆ ท่ีด้อย ใหข้ ้อเสนอแนะโดยพจิ ารณาจากผลการสอบหลงั เรียน ผเู้ รียนควรจะทาอะไรอีกบ้าง
5.2 การส่งเสริมสนบั สนนุ แนะแนวผูเ้ รยี นในการศึกษาคน้ ควา้ เพิ่มเติม

206 / 228

กลวิธีในการจดั การเรยี นรู้

กลยุทธ์วิธีในการจัดการเรียนรู้โดยท่ัวไปหมายถึงองค์ประกอบของชุดเคร่ืองมือในการจัดการเรียนรู้และ
กระบวนการท่ีใช้เคร่ืองมือเหล่าน้ัน เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุผลสัมฤทธ์ิในการเรียนรู้ เป็นกระบวนการในการวาง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับผลสัมฤทธ์ิที่มีประสิทธิผล การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
และกิจกรรมการเรยี นรู้ทีต่ รงความตอ้ งการในการเรียนรู้ของผู้เรียน กลวิธีในการจัดการเรียนรู้ท่ีดี เป็นวิธีการใน
การพฒั นาผเู้ รียนไปสู่เปา้ หมายการศกึ ษาอนั พงึ ประสงค์

การวางแผนการจัดการเรยี นรอู้ ยา่ งเปน็ ระบบ ผ้สู อนต้องคานงึ ถึงการวางแผนหนว่ ยการเรียนร(ู้ บูรณาการ)
โดยแบง่ เป็น 3 ขน้ั ตอน ดงั นี้
➢ ช่วงแรก ของหน่วยการเรียนรู้ ประกอบด้วยกลวธิ ที ่ีใชเ้ พอ่ื กาหนดเปา้ หมายการเรยี นรู้

➢ ช่วงทส่ี อง ในระหว่างทใ่ี ช้หนว่ ยการเรยี นร้ปู ระกอบดว้ ยกลวธิ ีต่าง ๆ คอื
- ติดตามตรวจสอบความก้าวหนา้ ของเปา้ หมาย(Aim)และจดุ หมาย(Goals)การเรยี นรู้
- การแนะนา/นาเสนอความรู้ใหม่
- การฝกึ ปฏบิ ตั ิ ทบทวนและการนาความรูไ้ ปใช้ในชีวิตจริง(Real world)

➢ ช่วงที่สาม ช่วงท้ายของหน่วยการเรยี นรู้ประกอบด้วยกลวธิ ที ี่ชว่ ยให้ผู้เรียนตัดสนิ ว่าการเรียนรู้(ของตนเอง)ควรจะบรรลุเป้าหมาย
ไดด้ ีทส่ี ดุ ดว้ ยวิธใี ด

207 / 228

กลวธิ ีในการจดั การเรียนรู้

ดคิ และแคเรย(์ Dick & Carey, 2004 :4)
เสนอแนวคดิ ไวว้ า่ กลยทุ ธใ์ นการจัดการเรยี นการสอนประกอบดว้ ย 5 ขั้นตอน คอื

1) กิจกรรมกอ่ นการเรยี นการสอน
2) การนาเสนอสารสนเทศในการเรยี นรู้
3) การมีสว่ นร่วมในการเรยี นรูข้ องผ้เู รยี น
4 ) การทดสอบ
5) การติดตามผล

208 / 228

กลวธิ ีในการจัดการเรียนรู้

มาซาโน, (Robert J. Marzano, ดารณี ภุมวรรณ, ผู้แปล. 2547 :170 ) เสนอกลวิธีการสอนท่ีมี
ผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผเู้ รียนเป็นอยา่ งมาก ซง่ึ มีผลการวจิ ยั สนับสนนุ ดงั นี้
1. การระบุความเหมือนและความตา่ งกนั
2. การสรุปความและการจดบันทึกยอ่
3. การเสริมแรงความเพยี รพยายามและการยอมรบั
4. การบ้านและการฝึกปฏบิ ตั ิ
5. การสื่อความหมายโดยไมใ่ ชภ้ าษา
6. การเรียนรู้แบบร่วมมอื
7. การกาหนดวัตถปุ ระสงค์และการใหผ้ ลย้อนกลับ
8. การตั้งสมมติฐานและการทดสอบสมมตฐิ าน
9. คาถาม ตวั แนะและโครงสร้างความคิดกอ่ นการเรยี นการสอน

209 / 228

กลวธิ ใี นการจัดการเรยี นรู้

มาซาโน, (Robert J. Marzano, ดารณี ภมุ วรรณ, ผู้แปล. 2547 :170 )
เสนอแนวคดิ ไว้ว่า หลักการเบือ้ งตน้ วิธกี ารสอนท่ไี ดผ้ ลมอี งคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ

1) กลวิธีการสอนของครู
2) เทคนคิ การบรหิ ารจดั การ
3) การออกแบบหลกั สตู ร เขยี นความสมั พันธ์ไดแ้ ผนภมู ิ

กลวิธีการสอน เทคนคิ การ การออกแบบ
ของผสู้ อน บริหารจัดการ หลกั สูตร

วิธกี ารสอนทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ

ภาพประกอบที่ 17 องคป์ ระกอบของวธิ กี ารสอนที่มีประสิทธิภาพ
ที่มาปรบั ปรุงจากRobert J. Marzano ดารณี ภุมวรรณ, ผูแ้ ปล.2547 :170)

210 / 228

วัฏจกั รการเรยี นรู้ (The Learning Cycle)

1. ผ้เู รยี นจะตอ้ งเรยี นรู้เชน่ เดยี วกนั กบั ผเู้ รม่ิ เรียน จะต้องมี 2. ระดับการแนะแนวจากผู้สอนค่อนขา้ งจะไม่สอดคลอ้ งกบั วิธกี าร
ความกระตือรอื ร้นท่ีจะเรียนรทู้ ักษะใหม่ๆ ผ้เู รียนต้องการ เรียนรขู้ องผู้เรียนแต่ละคน ผ้เู รียนในปจั จบุ นั ยังไม่ประสบ
คาแนะนาท่ีชัดเจนเพราะเปน็ ภาระงานทใี่ หม่ ตอ้ งการเวลา ความสาเร็จในระยะเวลาอันจากดั อยา่ งไรก็ตามผสู้ อนกจ็ ะตอ้ งให้
ในการเปลย่ี นแปลง เทคนิคตา่ งๆ และให้กาลังใจใหผ้ ้เู รียนมีความเชือ่ ม่นั ในตนเอง
เช่น “คุณทางานเกย่ี วกับ ..... ได้เก่งมาก” , “เดยี๋ วน้ีคณุ ต้องการ
3. เม่ือผ้เู รยี นมีความสามารถในทกั ษะใหม่ กล็ ดปริมาณการ .....ไม่ใช่หรือ” , “เธอทาไดด้ ี ถ้าพยายามจะทา” เป็นตน้
แนะนาลงให้เท่าท่จี าเปน็ เพยี งพอท่จี ะสามารถปฏิบัตทิ ักษะใหมไ่ ด้
แตถ่ า้ ผเู้ รยี นยังไมม่ ั่นใจในตนเอง ผู้สอนก็อาจเพม่ิ การให้กาลังใจ 4. เมื่อกลับเข้าสู่การปฏิบัติงานในหน้าท่ีประจา ผู้นิเทศก์
เพือ่ ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นมคี วามม่นั ใจในตนเองมากยิง่ ข้นึ ควรได้ให้คาแนะนาและส่งเสริมให้เร่ิมปฏิบัติตามหน้าที่
ความรบั ผิดชอบและภาระงานใหม่ เม่ือได้รับมอบหมายงาน
ใหม่วัฏจกั รการเรียนรูก้ เ็ รมิ่ ขน้ึ อีกครง้ั หนงึ่

211 / 228

การจัดสง่ิ แวดล้อมการเรียนรใู้ นชัน้ เรยี น

โดนัลคลาก (Donal Clark 2004 : 10) คาถาม-คาตอบต่อไปนี้จะช่วยเป็นแนวทางในการจัดช้นั เรียน

Q: หอ้ งเรยี นควรมพี ื้นท่ีกีต่ ารางฟตุ Q: ลกั ษณะของห้องเรียนควรเป็นเช่นใด
A: ผ้เู รียนแตล่ ะคนควรจะมพี นื้ ท่ี A: เป็นห้องกว้าง หรือห้องแคบ หรือ เป็นรูป
สี่เหลย่ี มจัตรุ ัสห้องเรยี นควรสูงไม่น้อยกว่า 10 ฟุต
15 x 17 ตารางฟตุ เมื่อติดต้ังจอภาพสาหรับเคร่ืองฉายภาพจะได้มี
ค ว า ม สู ง เ พี ย ง พ อ ที่ ผู้ เ รี ย น ที่ อ ยู่ ห ลั ง สู ด จ ะ พ อ
Q: ขนาดของโต๊ะต่อผู้เรียน หลังจากวาง มองข้ามศีรษะเห็นได้ ไม่ใช่มองเหน็ เฉพาะผู้เรียนที่
เคร่ืองไมโครคอมพวิ เตอรส์ ว่ นบุคคล (ถ้ามี) อยโู่ ดยรอบด้านหนา้ เทา่ น้นั ระยะห่างจากจอภาพ
ควรมพี น้ื ทีอ่ กี ทีม่ ีความยาวเท่าใด ถงึ ผูเ้ รียนแถวแรกกับแถวหลังสุด ประมาณ2 เท่า
A: ความยาวประมาณ 30 น้ิว กว้าง 18 ถึง และไม่เกิน 6 เท่าของความกว้างของจอภาพ
24 น้ิว (6W-six screen widths) ตามลาดับ และ
ขอบเขตการมอง หรือตาแหน่งที่นั่งควรอยู่ในรัศมี
Q: ตัวอย่างการนงั่ จดั ใหเ้ รยี บร้อยควรจะเป็นอย่างไร 1 เท่าคร่ึงของความกว้างของจอภาพท่ีวัดจาก
A: การเรียนรูน้ า่ จะให้เป็นไปตามสิ่งแวดลอ้ ม ตาแหน่งก่ึงกลางหอ้ ง
โดยพยายามจัดเง่ือนไขตามส่ิงแวดล้อมจัดเป็นกลุ่มๆ
กลุ่มละหลายชนิด

212 / 228

กลวิธีการเรยี นรผู้ ่านประสบการณ์ในสถานทีเ่ หมือนจริง

โดร์แมน (Woodall, Dorman, 2005) ได้นาเสนอแนวคิดในการจัดหลักสูตรให้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในสถานท่ี
เหมือนจรงิ ไว้วา่ มสี าระสาคัญ 8 ประการ

การเรียนรจู้ ากสถานท่ีเหมอื นจริงจะเป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบและจัดลาดับของการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
ในการสถานที่เหมือนจริงมีลักษณะเป็นการจัดบรรยากาศท่ีสภาพแวดล้อมเหมือนจริงหรือใกล้เคียงกับความจริงร่วมกับ
กิจกรรมการเรียนรู้ (blendedlearning) การเรียนรู้จากสถานที่เหมือนจริง 5 ข้ันแรก ที่เป็นการเรียนรู้แบบเป็นทางการ
(formallearningsolutions)

สว่ นอีก 3 ขน้ั เป็นการเรยี นรไู้ มเ่ ป็นทางการ (informalmodesoflearning) อาทิ การสนบั สนุน (support), การสอนแนะ
(coaching), การกากับตดิ ตาม (mentoring) และการร่วมมอื กัน (collaboration) เปน็ ตน้

213 / 228

กลวิธีการเรียนรู้ผา่ นประสบการณใ์ นสถานทีเ่ หมือนจรงิ

การเรียนรจู้ ากสถานท่ีปฏิบตั ิงานเหมอื นจริง จัดได้ 8 ขัน้ ตอน ดังนี้

1. เตรยี มฉนั (PrepareMe) เฟสแรกของโปรแกรมการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียน 5. ตรวจสอบฉัน (Check Me) เฟสการประเมินหรือการทดสอบ
มัน่ ใจว่ามที ักษะความรพู้ ืน้ ฐานและความเข้าใจตลอดเท่าที่โปรแกรมตอ้ งการ คณุ ค่าความกา้ วหน้าของผู้เรยี นตามวตั ถปุ ระสงค์ในการเรียนรู้ การประเมิน
ให้ขอ้ มูลยอ้ นกลับของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
2. บอกฉัน (TellMe) เฟสบอกฉันจะมคี วามสัมพนั ธก์ ับอีกสามเฟสถัดไปคือ
ShowMe, LetMeandCheckMephases. เฟสบอกฉันการเรียนรู้เกี่ยวข้อง 6. สนบั สนนุ ฉนั (SupportMe) เฟสนี้ผู้เรียนเริ่มเข้าถึงการเรียนรู้ท่ี
กับการนาเสนอและอธิบายข้อเท็จจริง วิธีดาเนินการ และหลักการที่ เป็นประโยชน์และสือ่ การเรยี นรแู้ บบไมเ่ ป็นทางการ เฟสนี้ให้ความสาคัญกับ
เก่ยี วขอ้ งกับเนอ้ื หาสาระหรอื รายวชิ า วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ อาจมีการ ผู้เรียนในการแสวงหาความร้ดู ว้ ยตนเองและการเรยี นรแู้ บบไมเ่ ปน็ ทางการ
ปรับเปลี่ยน และการจัดลาดับของการนาเสนอในการเรียนรู้ เพ่ือเป็น
แรงจงู ใจในการเรียนรู้ 7. ใหก้ ารเอาใจใส่ดูแลฉัน( CoachMe) เฟสนี้ผู้เรียนจะเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ร่วมกับผู้อ่ืน การสอนงานและการเรียนรู้งานจากผู้จัดการ
3. แสดงต่อฉัน (ShowMe) เฟสแสดงต่อฉันจะเป็นการนาเสนอตัวอย่าง เพื่อน และขยายทักษะท่ีเป็นความสามารถบรรลุความสาเร็จได้จากการ
ของข้อเท็จจริง วิธีการดาเนินการ หลักการ มโนทัศน์และกระบวนการใน ฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ
การปฏบิ ัตเิ พอ่ื ชว่ ยให้ผู้เรียนเขา้ ใจไดด้ ีในการใช้นาทักษะท่ฝี ึกไปใช้
8. รว่ มกนั เป็นเครือขา่ ยกบั ฉัน (ConnectMe) เฟสนกี้ ารรว่ มมือกัน
4. ปล่อยฉัน (Letme) ในเฟสน้ีผู้เรียนจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้ทักษะ ช่วยให้ผเู้ รียนปฎิบตั ิงานในกลุ่มเพ่ือนและเพอ่ื นรว่ มงานในการแก้ปัญหาและ
หรือความรูใ้ หม่ ต่อจากเฟสแสดงต่อฉนั เป็นการสร้างการจดจาในระยะยาว แลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ เฟสนีใ้ หโ้ อกาสในการขยายความรู้และทักษะให้กับ
และสนับสนุนการถ่ายโอนการเรียนรู้และการนาความรู้และทักษะไปใช้ใน ผเู้ รียนทุกคนในทุกระดบั
สถานทป่ี ฏิบัติงาน ข้อมูลยอ้ นกลับในการปฏิบัติมีความสาคัญอย่างย่ิงในเฟส
letme เพราะช่วยใหผ้ เู้ รียนปฏิบัติได้ถกู ตอ้ งตอ่ ไป 214 / 228

การจดั การเรียนรแู้ บบบรู ณาการตามแนวคิด
STEM Education

การจดั การเรียนรแู้ บบบูรณาการในยคุ ประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายด้านการศกึ ษาของรัฐท่มี งุ่ หวังให้ทกุ โรงเรียนสอน
แบบ STEM Education ในอีก 5 ปี ข้างหน้านั้น จาเป็นต้องเร่ิมต้นจากการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้แก่ ระดับชั้นประถมศึกษา
และมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีฐานคิดแบบบูรณาการต้ังแต่วัยเด็ก อันนาไปสู่ความสาเร็จของการสร้างคนไทย 4.0 ใน
อนาคตได้ ดังน้ันในบทความน้ีจึงขอนาเสนอการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในยุคประเทศไทย 4.0 ตามแนวคิด STEM,
STEAM และ STREAM ในระดบั การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

“STEM” หรือ“สะเตม็ ” เป็นคายอ่ จากภาษาองั กฤษของศาสตร์ 4 สาขาวชิ าได้แก่
วิทยาศาสตร์ (S : Science) เทคโนโลยี(T : Technology) วศิ วกรรมศาสตร์ (E : Engineering) และ

คณติ ศาสตร์ (M : Mathematics)

215 / 228

การจดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการตามแนวคิด
STEM Education

การจัดการเรยี นรู้ตาม STEM นีต้ ้องนาศาสตร์ต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกัน แต่สาหรับการจัดการเรียนรู้ในระดับการศึกษาขั้น
พ้ืนฐานของประเทศไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 นน้ั มกี ารแบ่งกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ออกเป็น 8
กลุ่มสาระ ไดแ้ ก่ ภาษาไทยคณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี และภาษาตา่ งประเทศ ดงั นั้น การนาวทิ ยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วศิ วกรรมศาสตร์ (Engineering)
และ คณิตศาสตร์ (Mathematics) ท่ีเรียกว่า STEM มาใช้กับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ยังคงมีงปัญญาด้านอ่ืน ๆ อีก ในที่น้ีอาจการบูรณา
การศาสตร์ดา้ นศลิ ปะ(Art) และการอ่าน (Reading) เพิ่มเติมเข้าไปด้วย จาก STEM ก็จะปรับเป็นSTEAM และ STREAM ความสัมพันธ์
ระหว่าง STEM, STEAM และ STREAM สรปุ ได้ดังภาพนี้

STEM

STEM = S(S:Science)+T(T:Technonlogy)+E(E:Engineerng)+M(M:Mathematic)

S T E AM

STEAM =S(S:Science)+T(T:Technonlogy)+E(E:Engineerng)+A(A:Art)+M(M:Mathematic)

S T RE AM

STREAM =S(S:Science)+T(T:Technonlogy)+R(R:Reading)+E(E:Engineerng)+A(A:Art)+M(M:Mathematic)

ภาพประกอบที่ 18 ความสัมพัน2ธ16์ร/ะ22ห8 ว่าง STEM STEAM และ STREAM

การจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการตามแนวคดิ
STEM Education

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวคิด STEM Education ท่ีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
ได้จัดต้ังหน่วยงาน สะเต็มศึกษา ประเทศไทย (STEM Education Thailand) เพื่อเป็นองค์กรหลักท่ีขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา สะเต็มศึกษา
ประเทศไทย, (2559) ได้กาหนดจุดประสงค์ของการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และเห็นว่าวิชาเหล่านั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวท่ีสามารถนามาใช้ได้ทุกวัน (สะเต็มศึกษา ประเทศ
ไทย, 2559)และเสนอแนวทางการจัดการเรยี นรตู้ ามแนวทางสะเต็ม ท่มี ีลกั ษณะ 5 ประการ ไดแ้ ก่

(1) เป็นการสอนที่เนน้ การบูรณาการ
(2) ชว่ ยนักเรยี นสร้างความเชือ่ มโยงระหว่างเน้ือหาวิชาท้งั 4 กับชวี ติ ประจาวนั และการทาอาชพี
(3) เน้นการพัฒนาทกั ษะในศตวรรษที่ 21
(4) ทา้ ทายความคิดของนักเรียน
(5) เปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นไดแ้ สดงความคดิ เหน็ และความเข้าใจท่สี อดคล้องกับเนอ้ื หาทง้ั 4 วิชา

217 / 228

การจดั การเรยี นรูแ้ บบบรู ณาการตามแนวคดิ
STEM Education

ประโยชนท์ ่ไี ด้จากการการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษา (ศูนย์สะเต็มศกึ ษาแห่งชาติ, 2558 : 5) มีดังต่อไปน้ี
1. ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆท่ีใช้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและกระบวนการทาง
วิศวกรรมเป็นฐาน
2. ผู้เรียนเข้าใจและสนใจการประกอบอาชีพด้านสะเตม็ ศึกษามากข้นึ
3. ผเู้ รยี นเข้าใจสาระวชิ า และกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละคณิตศาสตรม์ ากขึน้
4. หน่วยงานภาครฐั และเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการจดั กิจกรรมของครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา
5. ส่งเสรมิ การจดั การเรยี นร้แู ละเช่อื มโยงระหว่าง 8 กลุ่มสาระวิชา
6. สร้างกาลังคนดา้ นสะเต็มศกึ ษาของประเทศไทย เพอื่ เพมิ่ ศักยภาพทางเศรษฐกจิ

218 / 228

การจัดการเรยี นรูแ้ บบบูรณาการตามแนวคดิ
STEM Education

สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลย(ี 2560) สรุปไว้ว่า ระดับการบูรณาการท่ีอาจเกิดข้ึนในชั้นเรียนสามารถแบ่งได้
เปน็ 4 ระดับ ได้แก่ การบูรณาการภายในวิชา (disciplinary), การบูรณาการแบบพหุวิทยากร (multidisciplinary integration), การบูรณา
การแบบสหวทิ ยาการ (interdisciplinary integration) และ การบรู ณาการแบบขา้ มสาขาวิชา (transdisciplinary integration) ดังแสดงในรปู

ภาพประกอบท่ี 19 การเพ่มิ ข้นึ ของระดบั การบูรณาการ
ท่มี า สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2560)

219 / 228

การจัดการเรยี นรูแ้ บบบูรณาการตามแนวคดิ STEM Education

การบูรณาการภายในสาขาวชิ าคอื การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาและฝึกทักษะของแต่ละวิชาของสะเต็มแยกกัน คือการจัดการ
เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เปน็ อย่ทู ่ัวไปท่ีครูผู้สอนแตล่ ะวิชาต่างจดั การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนตามกุ่มสาระการเรียนรู้ในรายวิชา
ของตนเอง

การบรู ณาการแบบพหวุ ิทยาการคือ การจัดการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาและฝึกทักษะของแต่ละรายวิชาแยกกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีหวั เรื่อง(theme) ท่ีครูผู้สอนทุกวิชาได้กาหนดร่วมกัน และมีการอ้างอิงถึงความเช่ือมโยงระหว่าง
รายวิชานนั้ ๆ การจดั การเรียนรแู้ บบน้ีชว่ ยให้ผ้เู รียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจถงึ ความเชื่อมโยงของเนอ้ื หาในรายวิชาต่างๆ กบั ส่ิงแวดล้อมที่อยู่รอบตวั

การบูรณาการแบบสหวทิ ยาการคอื การจดั การเรยี นรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาและฝึกทักษะร่วมกันอย่างน้อย 2 รายวิชาโดยกิจกรรมมีการ
เช่อื มโยงความสมั พันธ์ของทุกวชิ าเพ่อื ให้ผู้เรียนได้มคี วามรู้ความเข้าใจเหน็ ความสอดคล้องกัน ในการจัดการเรียนรู้แบบนี้ ครูผู้สอนในวิชาท่ีเก่ียวข้อง
ตอ้ งทางานร่วมกันโดยพิจารณาเนื้อหาหรือตัวชี้วัดที่ตรงกันและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาของตนเองให้เช่ือมโยงกับรายวิชาอื่น ๆผ่าน
เนอื้ หาหรือตัวชี้วัดน้ัน

การบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชาคือ การจัดการเรียนการสอนที่ช่วยผู้เรียนเช่ือมโยงความรู้และทักษะท่ีเรียนรู้จากรายวิชาต่าง ๆ ได้แก่
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตรก์ ับชวี ิตจริง โดยผเู้ รียนไดป้ ระยุกต์ความรแู้ ละทักษะเหล่าน้ันในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
ในชมุ ชนหรอื สังคม และสร้างประสบการณก์ ารเรยี นรูข้ องตัวเอง ครูผสู้ อนจัดกจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามความสนใจหรือปัญหาท่ีผู้เรียนกาหนด โดยครู
อาจกาหนดกรอบหัวเร่ือง(theme)ของปัญหากว้างๆ ให้และให้ผู้เรียนระบุปัญหาที่เฉพาะเจาะจงและวิธีการแก้ปัญหาเอง ท้ังนี้ในการกาหนดกรอบ
ของปญั หาให้ผ้เู รยี นศึกษานัน้ ครผู ้สู อนต้องคานงึ ถึงปจั จัยท่ีเก่ียวข้อง 3 ปัจจัยกับการเรียนรู้ของนักเรียน ได้แก่(1) ปัญหาหรือคาถามที่ผู้เรียนสนใจ
(2) ตัวชี้วัดในวิชาต่างๆ ที่เก่ียวข้อง และ (3) ความรู้เดิมของผู้เรียนกลวิธีในการจัดการเรียนรู้ (instructional strategies) ท่ีมีแนวทางใกล้เคียงกับ
แนวทางบูรณาแบบนี้ ไดแ้ ก่ การจัดการเรียนรูแ้ บบ problem/ project-based learning เปน็ ตน้

220 / 228

การประเมินผลการเรยี นร้ภู าคปฏบิ ตั ิ

เครอื่ งมือทีใ่ ช้วัดภาคปฏบิ ตั ิ
เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้วดั ความสามารถด้านการปฏบิ ตั ิงานของผูเ้ รยี นมี 2 ลกั ษณะ คือ
1) แบบทดสอบวดั ปฏบิ ตั ิ โดยใช้ข้อสอบแบบอัตนัย ผ้เู รยี นเขียนตอบตามข้ันตอนการปฏิบัตกิ ิจกรรมตา่ ง ๆ และ
2) การทดสอบภาคปฏบิ ตั ดิ ้วยการปฏบิ ตั จิ ริงโดยใช้ตัวอย่างงาน ดงั รายละเอียดต่อไปนี้

โกวทิ ประวาลพฤกษ์ และ สมศกั ด์ิ สินธรุ ะเวชญ์ (2527) ให้นยิ ามแบบทดสอบแบบความเรียงไวว้ า่ เปน็ ข้อสอบท่ีให้
ผู้เรยี นมีอสิ ระตอบ ให้โอกาสผู้เรียนท่ีจะแสดงอย่างเต็มท่ีว่ารู้อะไร แบบทดสอบแบบความเรียงใช้วัดการสังเคราะห์ และการ
ประเมินคา่ ในการทาแบบทดสอบแบบอัตนัย ผเู้ รยี นทีถ่ ูกทดสอบจะตอ้ งรวบรวมความรู้ ความคิด ประสบการณ์ ท่ีได้จากการ
เรียน และเขยี นออกมาเปน็ คาตอบ

พวงรัตน์ ทวรี ตั น์ (2530) ได้อธิบายว่า แบบสอบอัตนัยประกอบด้วย 2 ส่วน คือ1) ส่วนที่เป็นคาถาม ข้อสอบอัตนัย
ข้อคาถามอาจเขียนในรปู ของสถานการณ์ หรือ คาถามอย่างกว้างๆ หรือบางคร้ังก็เฉพาะเจาะจงเพ่ือให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้
ความเข้าใจ ความคดิ เหน็ อยา่ งอิสระ2)ส่วนที่เป็นคาตอบ ผเู้ รยี นจะเขยี นเรยี บเรียงคาตอบโดยท่ัวไปจะอยใู่ นรูปของการบรรยาย
โดยผเู้ รยี นจะเขียนแสดงความรู้ ความเข้าใจ และความคดิ เหน็ ของตนเองอย่างอิสระ

221 / 228

การประเมนิ ผลการเรียนร้ภู าคปฏบิ ัติ

ประเภทของขอ้ สอบอตั นัย

▪ ขอ้ สอบอัตนยั แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท
1. แบบไม่จากดั ขอบเขตของคาตอบ (Extended Response) ผู้เรยี นจะได้รบั โอกาสใหแ้ สดงความรู้ ความเข้าใจความคิดเห็นในส่ิงท่ี
ถามอยา่ งเตม็ ที่และอิสระ ซ่งึ เปน็ การวดั สมรรถภาพทางสมองดา้ นความคดิ สรา้ งสรรค์การประเมินค่า
2. แบบจากดั หรอื กาหนดขอบเขตของคาตอบ (Restricted Response) ผู้เรียนจะต้องจัดเรียงความคิดให้เป็นระเบียบเพ่ือตอบให้
ตรงกบั ประเด็นทถี่ าม คาถามจะมีลักษณะการถามเฉพาะเจาะจง และต้องการคาตอบที่เฉพาะเจาะจงภายในขอบเขตที่ถาม ซึ่งเป็นการวัด
ความสามารถของนักเรยี นในด้านความรู้ ความเขา้ ใจ การนาไปใช้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินคา่ ได้เป็นอยา่ งดี

222 / 228

การประเมนิ ผลการเรียนรู้ภาคปฏบิ ัติ

การตรวจใหค้ ะแนนข้อสอบแบบอตั นยั

ข้อสอบอตั นัยมีวธิ กี ารตรวจให้คะแนน 2 วธิ ี
1. การตรวจแบบ Analytical Method หรอื Point – score Method เป็นวิธีการตรวจท่ีแยกคาตอบของแต่ละข้อออกเป็นประเด็น
สาคญั เฉพาะจดุ คะแนนท่ผี เู้ รียนได้ก็ขน้ึ อยกู่ บั เฉพาะจุดท่ีอยู่ในคาตอบประเดน็ สาคญั ท่ีควรแยกไดแ้ ก่ การแสดงออกอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ และ
การเสนอแนะความคิดอย่างมีเหตผุ ลการนาข้อมูลมาอ้างอิง ซ่ึงประเด็นสาคญั ดังกล่าวนีอ้ าจจะกาหนดคะแนนเต็มลงไป บางประเด็นอาจมีค่า
มาก บางประเดน็ อาจมีคา่ น้อย
2. การตรวจแบบ Global Method หรือ Holistic Method หรือ Rating Method เป็นการแบ่งคุณภาพของคาตอบแต่ละข้อของ
ผู้เรียนทกุ คน ออกเปน็ กลุม่ เรียงตามระดบั คณุ ภาพจากคุณภาพดีมากไปจนถงึ คณุ ภาพดนี อ้ ยหรืออาจจะแบ่งเป็น 2 กอง หรอื แบง่ เป็น 3 กอง
ขึ้นอยู่กับจะกาหนดระดับคุณภาพกี่ระดับเช่น กลุ่มสูง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มต่าโดยกาหนดคะแนนในแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มสูง คะแนน
ระหว่าง 80 – 100% , ปานกลาง คะแนนระหว่าง 40– 70% , และกลุ่มต่า คะแนนน้อยกวา่ 30%เป็นต้น

223 / 228

การประเมนิ ผลการเรียนรูภ้ าคปฏบิ ตั ิ

ข้อเสนอแนะในการตรวจขอ้ สอบอัตนัย

- ควรตรวจทีละขอ้ ใหเ้ สรจ็ ทกุ คน จึงเร่ิมตรวจขอ้ ต่อไปในการตรวจแตล่ ะครง้ั ควรตรวจของนักเรียนทกุ คนข้อใดขอ้
หน่งึ ใหเ้ สร็จแล้วจึงตรวจขอ้ อื่น ๆ

- ให้มคี วามคงเส้นคงวาในการตรวจ คอื คาตอบแผ่นแรกๆ กับแผ่นหลังๆ ควรใหค้ ะแนนยตุ ธิ รรม
- การตรวจไม่ควรดูชื่อผสู้ อบเพือ่ ไมใ่ ห้เกดิ การลาเอียง(bias)
- ในการตรวจ ไมค่ วรเอาเร่อื งลายมอื ของผูท้ ดสอบมาเป็นสว่ นในการให้คะแนน ให้คะแนนจากสาระความรู้

224 / 228

การวดั การปฏิบัติจริง (Work Sample)

กรมวชิ าการ (2530) ได้กล่าวถึง ส่ิงท่คี วรจะวดั จากการปฏิบตั ิงานจริง (Work Sample) มีอยู่ 3 ประการ คือ

1. ความสามารถและทักษะเกีย่ วกับการปฏิบัติงาน จุดมุ่งหมายของการวัดและการประเมินผลการปฏิบตั งิ าน แยกเป็น 2 ส่วน
คือ วิธีการ และ ผลงาน การตัดส้ินข้ันของการพัฒนาด้านทักษะ จะพิจารณาในประเด็นท่ีว่า นักเรียนสามารถปฏิบัติอย่างไร
มากกวา่ ทจ่ี ะวดั ว่านกั เรยี นรอู้ ะไร
- วิธีการ (Procedure) คือ ชุดหรือลาดับขั้นของการกระทาของนักเรียน ส่วนผลงาน (Product)คือ ผลจากการปฏิบัติงานตามวิธีนั้น เช่น
การพิมพ์ดีด วิธีการได้แก่ การน่ัง การวางนิ้วบนแป้นที่เหมาะสมก่อนเริ่มพิมพ์ การจับตาอยู่ที่ส่ิงพิมพ์มากกว่าแป้น การเคาะแป้นแต่ ละน้ิว
เป็นต้น ส่วนผลงาน ก็คือ สิ่งที่พิมพไ์ ด้ การเล่นเปียโน วิธีการจะพิจารณาท่านั่ง ตาแหน่งของเท้าและมือ การจัดโน้ตเพลง ความสัมพันธ์ของ
เปยี โนและผเู้ ล่นท่มี ตี อ่ ผู้ฟงั การเคาะคีย์ และการกระทาอ่ืนๆ มีต่อผลงาน ส่วนผลงานคือ เสียงที่ส่งไปยังผู้ฟัง ในทานองเดียวกัน กา รปฏิบัติ
ในวิชาศิลปะ การคัดลายมือ การเกษตร การครัวและงานบ้าน ก็สามารถแบ่งวิธีการและผลงานออกได้ชัดเจนเช่นกัน แต่ก็อาจจะมีวิชาบาง
ลักษณะที่ไม่สามารถแยกระหว่างวิธีการกับผลงานนออกได้ชัดเจน เช่น การเล่นบาสเกตบอล ซึ่งการเล่นแพ้หรือชนะไม่ถือเป็นผลงานใน
ลกั ษณะที่กล่าวถงึ จงึ ต้องพิจารณาทัง้ วธิ กี ารและผลงานร่วมกนั
- การวัดผลงาน (Product) เป็นการวัดที่เป็นอัตนัยมาก และงานแต่ละชนิดจะมีเกณฑ์ประเมินต่างกันไป และมีมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่
ยอมรับระดับหน่ึงๆ เช่น การทาเค้กอาจจะดูความนิ่ม ความสูง (ฟู) ของเค้กรสชาติ เป็นต้น การตั้งเกณฑ์หรือมาตรฐานจะต้องคา นึงถึงอายุ
ของนกั เรียน ระดับวฒุ ิภาวะ และประสบการณข์ องนกั เรยี น การตดั สนิ ผลงานต้องเลือกเกณฑ์ให้เหมาะสม

225 / 228

การวดั การปฏิบตั ิจริง (Work Sample)

วธิ กี ารทีใ่ ช้รวบรวมขอ้ มลู จากการปฏิบตั ิงานจรงิ

1 การสงั เกตโดยตรง (Direct Observation)
การสงั เกตโดยตรงจากผู้สอบทาใหไ้ ด้ขอ้ มลู ทดี่ ีกว่าผ้เู รยี นมคี วามรอบรู้ตามวตั ถุประสงค์หรือไม่การสังเกตอาจจะต้องเลือกว่าจะสังเกตตามประเด็น
หรือโครงรา่ งทก่ี าหนดไวห้ รือไมม่ โี ครงรา่ งในการสงั เกต
2 การสัมภาษณ์(Interview)
การสัมภาษณ์เป็นวิธีการท่ีดีที่สุด ทาให้รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนในตอนที่ผู้สังเกตไม่ได้สังเกตด้วยตนเองน้ันเหตุการณ์เป็นอย่างไร การสัมภาษณ์
สามารถใชไ้ ดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง เช่นอาจจะสัมภาษณผ์ ้เู รยี นทมี่ คี วามคดิ เหน็ เกี่ยวกบั เหตุการณท์ ่เี กดิ ขนึ้ ระหวา่ งทีอ่ ยู่ในสถานการณเ์ ดียวกัน
3 การเขียนรายงาน (Self Report)
เปน็ การให้ผ้เู รยี นเขยี นรายงานเกย่ี วกับพฤตกิ รรมของตนเองเหมอื นการสัมภาษณเ์ พยี งแตไ่ ม่ใช้ผ้สู อน(คนพดู )สนทนาตง้ั คาถามเทา่ นัน้
4 ผเู้ รียนสงั เกตกนั และกัน (Peer Review)
การเกบ็ ข้อมูลโดยวธิ กี ารน้ีจะใหผ้ ู้เรียนสงั เกตซ่งึ กันและกัน แล้วรายงานผลการสังเกต โดยการวิจารณเ์ ปรยี บเทยี บ ประโยชน์ของเทคนิคนี้ คือ ช่วย
ประหยดั เวลา ผูเ้ รียนบางคนสามารถปฏบิ ัติงานได้ดีถ้ามีอิสระไม่ถูกรบกวน ประโยชน์อีกประการของวิธีการนี้ คือ ผู้เรียนสามารถจะเรียนรู้ ว่าการที่เขา
(ผู้เรียน)ทาส่ิงตา่ งๆ โดยไมม่ คี นอน่ื จอ้ งมองดู ผ้เู รียนยงั จะใช้ทักษะหรือแสดงพฤตกิ รรมเดมิ หรือไม่

226 / 228

สรุป

การนาหลักสูตรบูรณาการไปสู่การปฏิบัติ สถานศึกษาหลายแห่งนามาจัดสภาวะแวดล้อมการเรียนรู้และระบบการ
จดั การการเรียนรู้ การเรียนรแู้ บบบรู ณาการแทจ้ ริงแล้วเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้โดยตรงด้วยตนเอง ด้วยการเรียนการ
สอนและเทคโนโลยีการศึกษา การศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบหลักสูตรบูรณาการ และการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการแสดงถึง
ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบบูรณาการไม่สนใจว่าจะบูรณาการอะไร (สาระ หรือส่ิงที่จะบูรณา
การ) แตส่ นใจว่าจะบรู ณาการการเรียนรอู้ ย่างไร และอะไรเปน็ การบรู ณาการทีถ่ กู ตอ้ ง

การเรียนรู้แบบบูรณาการ ครูผู้สอนจะพิจารณาว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานท่ีเป็นส่ิงท่ีมีคุณค่าและน่าจะรู้อะไรบ้างแล้ว
จากนัน้ กาหนดขอบข่ายให้แคบลงวา่ ผูเ้ รียนควรมีส่งิ ทจ่ี าเป็นตอ้ งรูแ้ ละจาเป็นต้องทาอะไรผู้เรียนควรทาความเข้าใจในเร่ืองใด และ
ควรทาอะไรได้บา้ งควรมคี วามเข้าใจท่ลี ุ่มลกึ และยง่ั ยนื อะไรบา้ ง ครูจะตอ้ งพิจารณาวธิ กี ารประเมิน ซ่ึงจะสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรม
การเรยี นรจู้ ะตอ้ งล่มุ ลึกกว่าทผี่ า่ นมาเป็นอย่างมาก (ระบุหลักฐานและเกณฑ์ในการประเมินผลให้ชัดเจน) จึงจะสามารถพัฒนาให้
เกิดความเขา้ ใจในระดบั ท่ลี ึกซ้ึง

การวัดและประเมนิ ผลกิจกรรมการเรียนรแู้ บบบรู ณาการจะมีการวดั ผลการเรียนรู้ตามแนวทางการวัดผลของสาขาวิชา
ท่ีนามาบูรณาการร่วมกันแล้ว ยังต้องมีการวัดสมรรถนะในการนาความรู้และทักษะท่ีได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้การออกแบบและ
พฒั นาช้ินงานครผู ู้สอนต้องเน้นการวัดผลควบคู่ไปกับการเรียนการสอน เพราะเมื่อไรเห็นผู้เรียนอ่อนในเนื้อหาใด หรือประสบกา
รณใด เป็นหนา้ ที่ของครจู ะต้องช่วยพัฒนาและซ่อมเสริมได้ตรงจดุ และต้องทาอยตู่ ลอดเวลาแนวทางในการวัดเน้นการวัดที่ควบคู่ไป
กับการเรียนการสอนหรือการวัดมุ่งจะปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน (Formative Evaluation) ส่วนการวัดภาพรวมหรือสรุป (Summative
Evaluation) จะทาในระดับท้องถน่ิ และระดับชาติ

227 / 228

รายชอ่ื สมาชิก

1. นายไตรวทิ มงคล รหสั นกั ศกึ ษา 646150710234
2. นางสาวณัฎฐฐธิดา
3. นางสาวธิติมา พิณรตั น์ รหัสนกั ศึกษา 646150710226
4. นางสาวกมลชนก
5. นางสาวลัดดาวลั ย์ พิมปดั ชา รหัสนกั ศึกษา 646150710218
6. นางสาวสุวชิ าดา
7. นางสาวฉตั รทริกา ธรรมสาน รหัสนักศกึ ษา 646150710291

บวรศักดิ์ รหัสนกั ศกึ ษา 646150710200

สุนนั ทา รหัสนักศึกษา 646150710242

ก้อนคา รหสั นกั ศกึ ษา 646150710275

THANK YOU

228 / 228


Click to View FlipBook Version