เครIืองมือทใIี ช้ในการนําหลกั สูตรบูรณาการไปใช้ในชLันเรียน
1). คู่มือการใช้หลกั สูตรบูรณาการ
2). เครIืองมือทใIี ช้ประเมนิ ครู มจี าํ นวน 3 ฉบับ
1.แบบทดสอบวดั ความรู้ของครูดา้ นการเรียนรู้แบบบูรณาการ
2.แบบประเมินทกั ษะการจดั การเรียนแบบบูรณาการ
3.แบบสอบถามความคิดเห็นของครู
142 / 228
บทท่ี 7
การประเมนิ ตามสภาพจริง
143 / 228
การประเมินตามสภาพจริง
การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน มีจุดเด่นประการหน่ึงที่นอกเหนือจากการเรียน
การสอน ท่ีให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ChildCentered) คือ การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic
Assessment) หรือเน้นการวดั ผลให้ตรงกับสภาพจริงของการเรียนการสอน แล้วนาผลการวัดเหล่าน้ันมา
ประเมินว่าบรรลุผลการเรียนรู้มากน้อยเพียงไร การเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางน้ัน จะเน้นให้
ผู้เรียนเป็นผู้กระทา (Learning by doing) มิใช่เกิดจากการเรียนการสอนแบบเก่า คือ ผู้เรียนฟังครูผู้สอน
แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งการเรยี นในลักษณะนี้ จะวัดผลเพียงแค่ผู้เรียนฟังแล้วรู้เร่ืองท่ีครูสอนมากน้อยเท่าไร
ใครจาเรื่องราวท่ีครูบรรยายได้มาก ก็ประเมินว่าเรียนเก่ง ใครจาเร่ืองราวได้น้อยจากครูก็เป็นผู้เรียนอ่อน
หรอื สมควรตก แลว้ เรยี นใหม่ เปน็ ตน้
144 / 228
01 คณะกรรมการจัดทาพจนานุกรมศพั ท์
ศึกษาศาสตรร์ ่วมสมัย สานักงานราช
บณั ฑติ ยสภาชุดการประเมนิ และวจิ ยั (2559)
145 / 228
คณะกรรมการจดั ทาพจนานุกรมศัพทศ์ กึ ษาศาสตรร์ ่วมสมยั
สานักงานราชบัณฑิตยสภาชุดการประเมนิ และวิจัย (2559)
● ให้ความหมายวา่ การประเมินตามสภาพจริง(authentic assessment) หมายถึง
การประเมินการเรียนรขู้ องผู้เรียนจากพฤติกรรม กระบวนการทางาน และผลงาน ใน
บรบิ ทของการเรยี นการสอนตามบริบท สังคม และชมุ ชนของผู้เรยี น และเปน็ เครือ่ งมอื
วดั สมรรถนะของผ้เู รียนที่ไดเ้ รียนรู้ ซ่งึ แสดงออกโดยการกระทาหรอื การแลกเปล่ียน
เรียนรกู้ ับบคุ คลอนื่
146 / 228
02
สวุ มิ ล วอ่ งวานชิ
147 / 228
สุวมิ ล วอ่ งวานิช
● กล่าวว่า การประเมินตามสภาพจริง เป็นกระบวนการตัดสินความรู้ความสามารถและ
ทักษะต่าง ๆ ของผเู้ รยี นในสภาพท่สี อดคลอ้ งกับชีวิตจริง โดยใช้เร่ืองราวเหตุการณ์ สภาพจริงหรือ
คลา้ ยจริงท่ีประสบในชีวิตประจาวนั เปน็ สง่ิ เรา้ ให้ผเู้ รียนตอบสนองโดยการแสดงออกลงมือกระทา
หรือผลิตจากกระบวนการทางานตามที่คาดหวังและผลผลิตที่มีคุณภาพจะเป็นการสะท้อนภาพ
เพ่ือลงข้อสรุปถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนว่ามีมากน้อยเพียงใด น่า
พอใจหรือไม่ อยู่ในระดบั ความสาเรจ็ ใด
148 / 228
03
สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
149 / 228
สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เนน้ การพฒั นา ใหค้ วามสาคัญ เนน้ การวดั พฤติกรรม กระทาไปพร้อมกับการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น
และประเมินตนเอง กบั การพัฒนา ของผ้เู รยี นทแ่ี สดงออก ตามสภาวการณ์ทเี่ กดิ ข้นึ เพื่อสร้างความ
เปน็ สาคญั เช่อื มโยงการเรียนรู้สชู วี ิตจริง
จดุ เดน่ ของผ้เู รียน
เน้นคุณภาพของ มีการเกบ็ ข้อมูลอยา่ ง สนบั สนนุ การมีส่วนรว่ มและมคี วาม เนน้ การวดั ความสามารถใน
การคดิ ระดับสงู โดยใชข้ อ้ มลู
ผลงานท่ีได้จาก ต่อเนื่องตามบริบท รบั ผดิ ชอบรว่ มกนั มีการชื่นชมตอ่ ทีเ่ ช่อื ถือไดใ้ นการสังเคราะห์
อธิบาย ตั้งสมมตุ ฐิ าน สรปุ และแปลผล
การบรู ณาการความรู้ ของผเู้ รยี นทั้งทบ่ี ้าน การปฏิบตั ิงานและผลงาน ส่งเสรมิ
และทกั ษะ สถานศกึ ษาและชุมชน ให้ผเู้ รยี นเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามสุข
150 / 228
04
โคลและคณะ
151 / 228
ชี้ใหเ้ ห็นความสาคัญของการประเมินผลตามสภาพจรงิ วา่ การประเมินผลตามสภาพจริง
สัมพนั ธ์กับสง่ิ ท่ผี เู้ รียนเรียนรู้และชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นมีความมั่นใจในการเรียนรู้มากขนึ้
โดยไดช้ ้ีให้เห็นจุดเด่นของการประเมินผลตามสภาพจรงิ ดงั นี้
ส่งเสริมในการเรียนรขู้ องผ้เู รียน พัฒนาการจัดการเรยี นการสอน สมั พนั ธก์ ับผลท่เี กดิ ขน้ึ จากการจดั เนน้ ทกี่ ารเรยี นรรู้ ะดบั สงู
หลักสูตร
ติดตามพัฒนาการ รายงานขอ้ มลู อยา่ งมี สง่ เสริมการมสี ว่ นรว่ มของครู เน้นท่ีการคดิ เก่ียวกบั การคิด เน้นการประเมินจดุ เดน่
ดา้ นต่างๆของผเู้ รียน ความหมาย ผู้ปกครองและผู้เรียน (Metacognition) และการสะทอ้ น ของผูเ้ รียนจากความหมาย
ตนเองของผ้เู รยี น ของการประเมินตามสภาพจริง
152 / 228
05
นิวแมน
153 / 228
การจดั การขอ้ มูลขา่ วสารเปน็ งานท่ใี หผ้ เู้ รยี น การพจิ ารณาทางเลอื กเปน็ งานที่ใหผ้ เู้ รยี น ด้านเนอ้ื หาเปน็ งานเพื่อให้ผู้เรียนแสดง
วเิ คราะหต์ ีความอธบิ ายหรือประเมินความ พิจารณาทางเลือกในการแกป้ ญั หาวิธีการ 03 ความเขา้ ใจหรอื การนาไปใชใ้ นด้าน
แนวคิดทฤษฎีหรอื มุมมองท่ีมีต่อเน้ือหาใน
01 ซับซ้อนของข้อมูลจากประเด็นปัญหาทอี่ ยใู่ น 02 ในการหาคาตอบมมุ มองทเ่ี กี่ยวกบั ความคิดรวบ
เชงิ ลึก
ความสนใจของผู้เรยี น ยอดหรอื ปัญหาโดยบรรยายให้เหน็ แนวทางใน
การแก้ปัญหาอย่างชดั เจน
กระบวนการด้านวิชาการเปน็ งานท่ีใหผ้ ู้เรียน การสื่อสารอย่างชัดเจนด้วยการเขียนเปน็ งานที่ ปัญหาทเี่ ชือ่ มโยงโลกจริงนอกห้องเรยี นเปน็
04 สบื เสาะหาความรโู้ ดยใชก้ ารบูรณาการความรู้ 05 ให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในการเขียนอธิบาย 06 งานท่ีใหผ้ ูเ้ รยี นแกป้ ัญหาที่คลา้ ยกบั ปัญหา
ในสาขาตา่ งๆหรือการวจิ ัย หรอื เขียนบทสรปุ อยา่ งชดั เจนรัดกุม ในชวี ติ จริงที่ผ้เู รียนเคยพบโดยใชค้ วามรู้
ความสามารถหรือทักษะการคิดระดบั สงู
ผู้มีสว่ นเกีย่ วข้องนอกโรงเรยี นเป็นงานทใี่ ห้
07 ผเู้ รียนนาเสนอความรผู้ ลงานความสามารถแก่
ผอู้ ื่นท่ีอยู่ในชุมชนนอกเหนอื จากครูหรอื
เพอ่ื นรว่ มชนั้ 154 / 228
Enter ลกั ษณะของการประเมินผล
ตามสภาพจริง
155 / 228
ลักษณะสาคัญของการประเมนิ ผลตามสภาพจริง
ประเมนิ ในสง่ิ ท่เี ปน็ ภาคปฏิบัติ ทาให้ผเู้ รียนไดพ้ ัฒนความสามารถ
จริงหรือกระทาจริงได้ ของตนเองไดอ้ ย่างเต็มทีเ่ ด็กสามารถ
จะปรบั ปรุง
ผู้เรียนตอ้ งทาการทดลอง
วทิ ยาศาสตรไ์ ด้จริงๆ หรือขยายผลงานของตนใหเ้ ข้าใกลก้ ับส่ิงที
ไม่ใช่ทดลองหรือแกป้ ัญหา ่เปน็ เกณฑก์ าหนดไว้ ตามความสามาร
โดยการเขียนบรรยาย ถของตนเอง
กาหนดเกณฑ์ทใ่ี ชใ้ นการ กาหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการ
ประเมินไวใ้ หช้ ัดเจน ประเมนิ ไวใ้ ห้ชัดเจน
โดยยึดหลกั ของการแสดงออ โดยยดึ หลกั ของการแสดงออ
กหรอื ปฏบิ ัติเปน็ สาคญั เพอ่ื กา กหรือปฏิบตั ิเป็นสาคญั เพ่อื กา
รเขา้ ใจกนั ระหวา่ งผู้เรยี นและครู รเขา้ ใจกนั ระหว่างผูเ้ รียนและครู
156 / 228
Enter แนวทางในการประเมิน
ตามสภาพจริง
157 / 228
แนวทางในการประเมินตามสภาพจรงิ
การวัดผลจะตอ้ งใชห้ ลายๆ วิธี จะตอ้ งมกี ารจัดทาแฟม้ สะสม เกดิ ข้นึ ในระดบั ชัน้ ตา่ งๆ แนวทางในการวดั
จะตอ้ งตอบใหไ้ ด้ว่าบรรลุ
ในการวัด งาน เปา้ หมายมากนอ้ ยเพยี งไร
● การวดั แบบสงั เกต ● เปน็ ทร่ี วบรวมผลงาน ● เป้าหมายระดบั ชาติ ● วัด เน้นการวัดทคี่ วบคู่
● การสมั ภาษณ์ ตา่ งๆ ของผเู้ รียนคน ● เปา้ หมายระดบั ท้องถน่ิ ไปกบั การเรียนการสอน
● แบบสอบถาม หนงึ่ ๆ ● เป้าหมายของตนเอง หรือการวัดม่งุ จะ
● การใชส้ งั คมมติ ิ ปรบั ปรุงพฒั นาผู้เรยี น
● การวัดจนิ ตภาพ
● การวัดภาคปฏบิ ัติ
● การวัดโดยใช้ข้อสอบ
158 / 228
Enter เครือ่ งมือการประเมนิ ผล
ตามสภาพจรงิ
159 / 228
เครอ่ื งมือการประเมินผลตามสภาพจรงิ
การประเมินการแสดงออก (Performance) การประเมนิ กระบวนการและผลผลิต
(Process and Products)
ครสู งั เกตพฤติกรรมของผ้เู รียนเมือ่ ครอู ยู่
ทา่ มกลางกลมุ่ ผเู้ รยี น โดยครเู ล่านิทาน หรือ ผูเ้ รยี นจะเปน็ สอื่ กลางใหค้ รเู ขา้ ใจกระบวนการ
ผ้เู รียนทางาน และกิจกรรมตา่ งๆ เปน็ ตน้ เรยี นรูข้ องผเู้ รียน ข้อมูลทสี่ าคญั ทเี่ กดิ จากการ
สารวจค้นคว้า ทดลอง และโครงงานตา่ งๆ
160 / 228
Enter วธิ ีการประเมินผลตามสภาพจรงิ
161 / 228
ข้อควรคำนงึ ถึงในกำรประเมนิ ผลตำมสภำพจรงิ
การสงั เกต อาจจะมหี รือไมม่ ีเครอ่ื งมือในการสังเกตก็ได้ ซง่ึ สามารถทาไดใ้ นทุกสถานการณ์
การสัมภาษณ์
การบนั ทึกจากผเู้ กยี่ วข้อง โดยการต้ังคาถามอยา่ งง่ายๆ ซึ่งสามารถสมั ภาษณ์ไดท้ ้งั อย่างเป็นทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ
แบบทดสอบวดั ความสามารถจรงิ โดยการรวบรวมขอ้ มูลความคดิ เห็นเกย่ี วกับผเู้ รียนจากผเู้ กี่ยวข้อง ทงั้ ทางด้านความรู้
ความสามารถ และการแสดงออกในลักษณะต่างๆ
การรายงานตนเอง
โดยการสรา้ งคาถามเกี่ยวกับการนาความรู้ไปใช้ หรือการสร้างความร้ใู หม่ในสถานการณ์จาลอง
แฟ้มสะสมงาน ทคี่ ลา้ ยคลงึ กัน หรอื เลยี นแบบสภาพจริง
โดยการพูดหรอื เขยี นบรรยายความรูส้ กึ นึกคิด ความเขา้ ใจ ความตอ้ งการ วธิ กี าร และผลงานของ
ผูเ้ รยี น
เป็นการรวบรวมผลงานไว้อย่างเปน็ ระบบในช่วงระยะหน่งึ เพอื่ เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความ
เข้าใจ ความสามารถ ทักษะ ความสนใจ ความถนัด ความพยายาม ความกา้ วหนา้ และ
ความสาเรจ็
162 / 228
ข้อควรคำนึงถงึ ในกำรประเมนิ ผลตำมสภำพจริง
1. เปน็ การประเมินทีก่ ระทาไปพร้อมๆ กบั การจัดการเรียนรูแ้ ละการเรียนร้ขู องผ้เู รียน
2. เปน็ การประเมนิ ท่ยี ึดพฤตกิ รรมเป็นสาคัญ (Performance-based) ซง่ึ แสดงออกมาจริง
3. ใหค้ วามสาคญั ในการพฒั นาจุดเด่นของผูเ้ รยี น
4. เนน้ การพัฒนาผู้เรียนและการประเมินตนเอง
5. ตั้งอยูบ่ นพืน้ ฐานเหตุการณ์ในชวี ิตจรงิ เออ้ื ตอ่ การเช่อื มโยงการเรยี นรไู้ ปสู่ชวี ติ จริง
6. มีการเกบ็ ขอ้ มูลระหวา่ งการปฏบิ ตั ิในทกุ บรบิ ท ทง้ั ที่โรงเรยี น บา้ นและชมุ ชนอยา่ งต่อเน่อื ง
7. เน้นคุณภาพของผลงาน ซึง่ เปน็ ผลจากการบรู ณาการความรู้ความสามารถหลายด้านของผ้เู รียน
8. เน้นการวดั ความสามารถในการคดิ ระดบั สงู เชน่ การวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ เป็นตน้
9. ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์เชิงบวก มีการช่ืนชม ส่งเสริม และอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ผู้เรียนมี
ความสุขสนกุ สนานไม่เครยี ด
10. สนบั สนุนการมีส่วนรว่ มของผมู้ ีสว่ นไดส้ ่วนเสีย (Stakeholders) ในการประเมนิ ผลการเรยี น
163 / 228
Enter การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน
164 / 228
ข้อดขี องการประเมินจากแฟม้ สะสมงาน
ครเู ปล่ยี นบทบาทในการประเมนิ จาก
ผลสมั ฤทธ์มิ าเปน็ การประเมนิ ท่ีผเู้ รียนมี
ส่วนร่วมในการสะทอ้ น/ประเมินตนเอง
ชว่ ยให้ครสู ามารถประเมินศกั ยภาพ A B C สามารถกระจายความเสีย่ งตอ่ วธิ สี อน
ของครโู ดยการเปดิ กว้างในการ
ผ้เู รียนเปน็ รายบคุ คลได้ ประเมนิ ที่แตกต่างออกไป
ผู้ปกครองมสี ว่ นรว่ มในการรับรู้ถึงการประเมินท่ีไม่ D E ผู้เรียนมีความรบั ผิดชอบต่อตนเอง ต่อ
ยดึ ตดิ แคม่ าตรฐานผลสัมฤทธแ์ิ ต่ขนึ้ อยู่กับบรบิ ท
หลักสูตรของโรงเรยี นเป็นสาคัญ ภาระงานมากยง่ิ ขึ้น
165 / 228
ข้อจากัดของการประเมินจากแฟม้ สะสมงาน
มีชอ่ งวา่ งในการประเมนิ ทีค่ วรคานึงถึง มหาวิทยาลยั /สถาบันการศกึ ษาส่วน
ความเช่ือม่ัน (reliable) และยุติธรรม (fair) ของการ ใหญย่ งั คงใช้คะแนนการทดสอบและผล
ประเมนิ เมอ่ื เปรยี บเทยี บกับการวดั ผลโดยใชค้ ะแนน การเรยี นเปน็ เกณฑก์ ารรบั สมัคร
เบื้องต้น
ครูจะต้องพัฒนาเกณฑ์การประเมนิ
ในรายวิชาของตัวเองซึง่ อาจจะเป็นเรือ่ งยาก ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการประเมนิ ผลงาน
และไม่คุน้ เคย ก่อใหเ้ กิดความยากในการวเิ คราะห์
หรือรวบรวมเพราะสว่ นใหญ่ผลงาน
166 / 228 มักจะใช้เวลานานในการสะสม
การประเมินแฟม้ สะสมงาน
1.ความหมายของแฟม้ 2.ลักษณะเด่นของการ 3.ประเภทของแฟ้ม 4.องคป์ ระกอบของแฟม้
สะสมงาน สะสมงาน
สะสมงาน ประเมินโดยแฟม้ สะสมงาน
● จุดมงุ่ หมาย
● เพม่ิ แรงจูงใจในการเรียน ● หลกั ฐานหรือช้ินงาน
● การประเมนิ ตนเอง
ของผเู้ รยี น ● เปน็ การแสดงความคดิ เหน็
● พฒั นาทักษะทางวิชาการ หรอื ความรู้สกึ ต่อชน้ิ งาน
● การประเมินแฟม้ สะสมงาน
● สิ่งทีเ่ กบ็ รวบรวมผลงาน ระดับสงู แก่ผเู้ รียน
หรอื ตัวอย่างของผลงาน
หรอื หลกั ฐานท่แี สดงถึง ● พัฒนาทักษะการทางาน ● แฟม้ สะสมงานสว่ นบุคคล
ผลสัมฤทธ์ิ ความสามารถ ● แฟ้มสะสมงานวชิ าชีพ
ความพยายาม หรอื ความ เปน็ ทมี เพือ่ ให้งานสาเรจ็ ● แฟ้มสะสมงานวชิ าการ
ถนัดของบคุ คลหรือประเด็น ● เปน็ การปรบั เปลย่ี นการ ● 4 แฟ้มสะสมงานสาหรบั
สาคัญทีต่ อ้ งจดั เก็บไวอ้ ย่าง
เป็นระบบ เรียนรจู้ ากนามธรรมไปสู่ โครงการ
รูปธรรม
● แสดงพัฒนาการของผ้เู รยี น
อย่างต่อเนอ่ื ง และผ้เู รียน
ไดป้ รับปรงุ งานตลอดเวลา
● วดั ความสามารถของ
ผเู้ รียนไดห้ ลายดา้ น
167 / 228
การประเมนิ แฟม้ สะสมงาน
5.ประโยชน์ของแฟ้ม 6.กระบวนการทาแฟ้ม 7.การประคุณภาพของแฟ้ม
สะสมงาน
สะสมงาน สะสมงาน
● ใชป้ ระเมนิ ความกา้ วหน้า ● ขน้ั กาหนดวัตถุประสงค์ ● การประเมินคณุ ภาพของ
ในการเรียนของผู้เรยี นเป็น ● ขนั้ รวบรวมชิน้ งาน แฟ้มสะสมงานต้องกาหนด
รายบุคคล ● ขั้นเลอื กช้ินงานการ เกณฑ์ท่ีชดั เจนที่สะท้อน
ความสามารถผูเ้ รยี นได้
รวบรวมช้ินงาน การจัดทาเกณฑใ์ นการ
● ข้นั สรา้ งสรรค์ผลงาน ประเมินเรม่ิ จากการ
● ขน้ั การสะทอ้ นข้อมูลกลบั กาหนดนยิ ามของทักษะ
● ขน้ั การตรวจสอบ หรือสมรรถภาพที่จะวดั
แลว้ เลอื กมาตราวัดว่าจะใช้
ความสามารถของตนเอง เชงิ ปรมิ าณหรือเชงิ
● ขั้นการทางานใหส้ มบูรณ์ คณุ ภาพ
● ขน้ั การเชอ่ื มโยงและการ
ปรกึ ษาหารอื
● ขนั้ การทาให้ผลงานมี
คุณค่าทันสมยั
● ขน้ั ยอมรับคุณค่าที่สมบูรณ์
168 / 228
สรุป
การวดั ผลมใิ ชเ่ พยี งแค่การทดสอบ หรอื การสอบ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการแสดงออกที่เกิดจาก
อยา่ งเดียวแต่ยังต้องประเมนิ จากโลกแห่งความเป็นจริง การปฏิบัติงานตามสภาพจริง นอกจากนั้น ยังเน้นการประเมิน
ของผ้เู รยี นดงั นั้น การประเมนิ ผลตามสภาพจริงจึงเปน็ พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีเกิดจากการให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบ
กระบวนการสงั เกต การบนั ทกึ และรวบรวมข้อมูลจาก ข้อความรู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง พัฒนาการสอนของครูอย่าง
ผลงานและวธิ ีการท่ีผู้เรยี นกระทา เพ่ือเป็นพื้นฐานสาหรบั ต่อเนื่องอีกด้วยลักษณะสาคัญของการประเมินตามสภาพจริง ได้แก่1)
การตัดสินใจในการศกึ ษาถงึ ผลกระทบต่อผเู้ รยี นเหล่านนั้ วัตถุประสงค์ของการกาหนดภาระงานควรชัดเจน 2) ครูผู้สอนควร
การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ จะไมเ่ น้นเฉพาะการประเมิน ออกแบบกิจกรรมการประเมินผลที่สัมพันธ์กับเป้าหมายของการจัด
ทกั ษะพื้นฐาน แต่จะเนน้ การประเมนิ ทักษะการคิดที่ กิจกรรมการเรียนการสอน แล้วให้ผู้เรียนนาความรู้ที่มีมาปฏิบัติ 3)
ซับซอ้ นในการทางานของผเู้ รียนประเมนิ ภาระงานท่ีผู้เรียนปฏิบัติมีวิธีการปฏิบัติมากกว่าหนึ่งวิธี และ 4) เปิด
โอกาสให้ผ้เู รียนเปน็ ผเู้ ลือกชนิ้ งานมาเพ่อื การประเมิน
169 / 228
บทที่ 8
การประเมนิ การเรยี นรู้ภาคปฏบิ ตั ิ
(performance assessment)
170 / 228
การประเมนิ ทกั ษะการปฏบิ ตั ิ
Performance assessment
เปน็ การประเมินเพอ่ื ทดสอบทกั ษะและความสามารถนาความรู้ไปประยกุ ตใ์ ช้ ตลอดจนการแกป้ ัญหาตา่ งๆ ของผูเ้ รยี น
โดยประเมนิ ผ่านการ ทากจิ กรรมหรือปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงหรือสถานการณจ์ าลองทใ่ี กล้เคยี งกับสภาพจริง
ก า ร ป ร ะ เ มิ น ท่ี ใ ห้ ผู้ เ รี ย น ไ ด้ แ ส ด ง อ อ ก ซ่ึ ง ค ว า ม รู้ แ ล ะ ทั ก ษ ะ ห รื อ การประเมินการปฏิบัติในระดับพ้ืนฐานท่ีสุดเป็นการ
กาหนดให้ผู้เรียนกระทาหรือปฏิบัติงานบางอย่างแล้วผู้
ความสามารถท่ีได้มาจากการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนได้กระทาหรือลงมือ ป ร ะ เ มิ น จ ะ สั ง เ ก ต แ ล ะ พิ จ า ร ณ า ตั ด สิ น ก ร ะ บ ว น ก า ร
ทางานหรือผลงานตาม เกณฑ์การให้คะแนนหรื อ
ปฏิบัตจิ ริงเชน่ มาตรฐานทีไ่ ด้กาหนดไว้ลว่ งหนา้ (Custer, 2000)
➢ การออกแบบข้นั ตอนการทดลองและลงมอื ปฏบิ ัตติ ามข้นั ตอน
➢ การเขียนบทความท่ีตอ้ งสารวจวเิ คราะห์และประมวลข้อมูล ความพยายามทีจ่ ะจาลองเง่ือนไขขึน้ มา เพ่อื ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี น
➢ การรว่ มมือปฏิบัตภิ าระงานทไ่ี ด้รบั มอบหมายเปน็ กลุม่ สามารถแสดงความรทู้ ่ีซบั ซอ้ นออกมาในรปู ของผลงาน
➢ การสาธติ การใช้เครอื่ งมอื และเทคนคิ อย่างคล่องแคล่ว (Lane & Stone, 2006)
➢ การสรา้ งแบบจาลองทางทฤษฎี (Model Building)
➢ การสรา้ งตีความและใช้ประโชนจ์ ากแผนผงั และแผนภมู ิ
➢ การเขยี นรายงานวจิ ารณว์ รรณกรรมหรือแต่งเรอ่ื งสน้ั
➢ การแสดงปาฐกถาแสดงดนตรีและเลน่ กีฬาเป็นตน้
(Wisconsin Education Association Council,1996)
171 / 228
การประเมินการปฏบิ ัติ (Performance Assessment)
มีจุดเด่นที่ดีกว่าการวัดและประเมนิ ผลแบบเดมิ คอื
สามารถวดั ความรู้ สามารถวัดกระบวนการ สามารถวัดไดท้ งั้ ปญั หาทใี่ ช้ในการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
ความสามารถของ ทางานหรือการปฏิบตั ไิ ด้ ความรูก้ ารปฏิบัตแิ ละ สามารถใช้เป็นสว่ นหนึ่งของกจิ กรรม
ผเู้ รียนตามมาตรฐาน อย่างครบวงจรจนได้ผล คณุ ลักษณะที่พึง การเรยี นการสอนทาให้การวัดและ
การเรียนรูไ้ ด้โดยตรง ผลติ หรือขอ้ มลู บง่ ช้ี ประสงคไ์ ด้อยา่ ง ประเมินผลกลายเป็นเน้อื เดียวกันกับ
สมรรถภาพอยา่ งเป็น น่าเชื่อถอื กระบวนการเรียนการสอนตาม
รูปธรรม หลกั สูตรด้วย
(ชอบลีชอ, 2545)
172 / 228
จุดออ่ นหรือขอ้ เสียเปรยี บของการประเมินการปฏบิ ัติ
และเปน็ ปัญหาคอ่ นขา้ งรนุ แรงในการนาส่กู ารปฏบิ ตั ิ
➢ ปัญหาความเป็นปรนัย (Objectivity) การตรวจพิจารณาให้คะแนนกระบวนการทางานหรือผลงานช้ินเดียวกันของผู้สอน 2 คนอาจมีความ
แตกต่างกันหรือผู้ตรวจคนเดียวกันแต่ตรวจในเวลาท่ีต่างกันผลคะแนนก็มีโอกาสที่จะแตกต่างกันซ่ึงไม่เหมือนกับการตรวจกระดาษคาตอบ
แบบเลือกตอบด้วยเคร่ืองตรวจ (Optical Mark Reader) ที่ไม่มีปัญหาเร่ืองความเป็นปรนัยปัญหาเร่ืองความเป็นปรนัยจะลดลงได้โดยการใช้
เกณฑก์ ารให้คะแนน (Rubrics) ท่ีออกแบบมาอยา่ งดแี ละผู้สอนไดร้ บั การฝกึ อบรมใหม้ คี วามเชี่ยวชาญมากขน้ึ
➢ การออกแบบภาระงานต้องอาศัยความเช่ียวชาญสูงครูต้องใช้เวลามากในการเตรียมและการตรวจให้คะแนนในประเทศสหรัฐอเมริกาแคนาดา
และออสเตรเลียจะมสี ถาบันและหน่วยงานที่เชีย่ วชาญทางการศกึ ษาท้งั ภาครัฐและเอกชนพฒั นาแผนการสอนทมี่ ีภาระงานและเกณฑ์การให้
คะแนน(Rubrics) ทีอ่ อกแบบมาอยา่ งดใี นวชิ าต่างๆสาหรับให้บริการแก่สถานศึกษาช่วยให้ผู้สอนไม่ต้องกังวลและเสียเวลาในเรอื่ งการออกแบบ
ภาระงานและเกณฑ์การประเมิน
173 / 228
ความหมายของการวัดภาคปฏิบัติ
ความสามารถในการปฏิบัติ เป็น การวัดผลการปฏิบัติในแง่ของการ ก า ร วั ด ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น เ ป็ น
การวดั ท่ีให้ผู้เรียนได้แสดงพฤติกรรมด้วย วัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถึง การ กระบวนการท่ีใช้ในการวัดทักษะการปฏิบัติ
การกระทา โดยถือว่าการปฏิบัติเป็น ให้ผู้สอบทางานในกลุ่มตัวอย่างของงานท่ี ท่ีตอ้ งอาศยั เครื่องมือวัด ซึ่งหลายท่านกล่าว
ความสามารถในการผสมผสานหลักการ จาเปน็ ในงานหนึ่ง โดยจะกาหนดลักษณะ ว่าเปน็ การวัดท่ีไม่ใช้ภาษา แต่เน้นที่การให้ผู้
วธิ กี ารตา่ งๆทไ่ี ด้รับการฝึกฝนมาให้ปรากฏ ของงานหรือ เคร่ืองมือหรือผลผลิตที่จะ เขา้ สอบปฏิบตั ใิ ห้ดู
ออกมาเป็นทักษะของผู้เรียน วั ด ซึ่ ง จ ะ วั ด ใ น รู ป ข อ ง ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร
ดาเนินงานหรอื การสร้างงาน สวุ ิมล ว่องวาณิช (2546 : 215)
ไพศาล หวังพานิช (2526:89)
ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์ (2535:8)
สรปุ ไดว้ า่ การวดั ภาคปฏิบัติ เปน็ การตรวจสอบความรู้ ความสามารถ ความคิด ทักษะของ
ผู้ที่ถูกทดสอบ ท่ีแสดงออกมาด้วยการกระทาและสังเกตได้ ภายใต้สถานการณ์ท่ีถูกกาหนดขึ้น
ซ่ึงอาจอยูใ่ นรปู ของวิธีการหรอื ผลงาน ซ่งึ ในการวดั น้ัน จะวัดได้ตัง้ แต่ ขัน้ เตรยี ม ขั้นลงมือปฏิบัติ
ขน้ั ผลงาน อาจจะวัดในขณะท่ีกาลงั ปฏบิ ตั ใิ นระหว่างเรียน หรือใช้การสอบภาคปฏิบัติ ในการวัด
นั้นจะวัดในทางดา้ นใดขึ้นอยู่กับวตั ถุประสงคท์ ี่วางไว้ในการวดั ในแต่ละครง้ั
174 / 228
หลักการและแนวคิดพนื้ ฐานการวดั ภาคปฏบิ ัติ
เพ่อื ใหก้ ารวดั ภาคปฏิบัติมีความนา่ เชอ่ื ถอื การดาเนนิ การวดั ภาคปฏบิ ัตจิ งึ ควรคานงึ ถงึ หลกั การ พน้ื ฐานดงั ต่อไปน้ี
1. วัดให้ตรงจดุ มุ่งหมาย หรือจดุ ประสงค์การเรียนรู้ น่ันคือจะต้องกาหนดจดุ ประสงค์การเรียนรูใ้ ห้ชดั เจนวา่ ผู้เรียนจะปฏบิ ตั หิ รอื ทา
อะไรได้และทาได้ในระดับใด การวดั ภาคปฏบิ ตั ิ จะตอ้ งวดั ให้ตรงตามจดุ ประสงค์การเรยี นร้ทู ี่ตงั้ ไว้ตวั อยา่ ง
ตวั อยา่ ง เช่น การวัดผลงานภาคปฏบิ ัติกลมุ่ การงานพน้ื ฐานอาชพี เรอ่ื ง “การประดิษฐต์ ุ๊กตา”
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ความสามารถนักเรยี นทตี่ ้องวดั
- นร.สามารถเลือกวสั ดุนามาประดิษฐต์ ุก๊ ตาได้อยา่ งเหมาะสม - ความสามรถในการเลอื กวสั ดทุ นี่ ามาใช้ประดิษฐต์ ุ๊กตา
- นร.สามารถออกแบบตุ๊กตา คนหรอื สตั ว์ได้อยา่ งเหมาะสม - ความสามารถในการออกแบบต๊กุ ตา
- นร.สามารถเนา เย็บตามข้นั ตอนจนสาเรจ็ เป็นตกุ๊ ตา - ความสามารถในการเนา เยบ็
- นร.สามารถตกแต่งสว่ นประกอบตุ๊กตาได้อยา่ งเหมาะสม - ความสามารถในการตกแต่งส่วนประกอบต๊กุ ตา
175 / 228
หลักการและแนวคดิ พืน้ ฐานการวดั ภาคปฏิบัติ
2. กาหนดงานและภาระงานใหม้ ีความสอดคล้องกบั จุดประสงคข์ องการเรยี นรู้
3. ดาเนนิ การไดเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะงาน งานท่มี อบหมายให้ผูเ้ รยี นทา อาจใหท้ าเป็นบคุ คล หรอื กล่มุ ใหญ่ หากเป็นงานใหญ่ที่ต้อง
อาศยั ความร่วมมือจากหลายๆฝา่ ยช่วยกันกต็ ้องมอบหมายใหท้ างานเปน็ กลุ่ม การประเมินผลตอ้ งประเมนิ ความร่วมมือ และความรบั ผิดชอบ
ในการทางานร่วมกันด้วย
4. ยุติธรรม การสรา้ งความยตุ ิธรรมในการประเมนิ ผลทาได้ ดังนี้
- กาหนดขอบข่ายของงานใหช้ ดั เจน
- กาหนดเงื่อนไข หรอื ข้อกาหนดในการทางานใหช้ ดั เจน
- มอบหมายงาน หรอื ใช้สถานการณใ์ นการมอบหมายงานใหเ้ หมือนกัน
176 / 228
หลกั การและแนวคิดพ้นื ฐานการวัดภาคปฏบิ ัติ
5. ตรวจใหค้ ะแนนอยา่ งเปน็ ปรนยั และเทีย่ งตรง การประเมนิ ผลภาคปฏบิ ตั ิท่มี ีความเปน็ ปรนยั และเทย่ี งตรงมีลักษณะดังนี้
- มแี บบประเมนิ ชดั เจน
- แบ่งคะแนน วธิ ีการและผลการปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
- ให้คะแนนครอบคลมุ ทุกจุดที่ตอ้ งการวดั
6. มีเกณฑ์การประเมินผล การประเมินผลโดยท่ัวไปจะพจิ ารณาเกณฑ์ 2 ประการ คือ ผลผลติ (Product)
และกระบวนการ (Process) หรือวธิ ใี นการปฏบิ ัตงิ าน
6.1 ผลผลิต พิจารณาทัง้ ด้านปริมาณและคณุ ภาพ
6.2 วธิ ีการ พจิ ารณาว่า วธิ ีการปฏิบตั ใิ นแต่ละข้ันตอนถกู ต้องหรอื ไม่
7. วดั หลายๆ ครง้ั งานบางอยา่ งต้องใชเ้ วลาในการทางานตอ่ เน่ืองกนั หลายวนั เป็นระยะยาว จงึ ควรวัดหลายๆ คร้งั ไมค่ วรวัดจาก
ผลงานเพียงคร้ังเดยี ว หากไม่สามารถดวู ิธีการได้ เน่อื งจากไม่ได้ปฏิบตั งิ านทโี่ รงเรียนกอ็ าจดูจากผลงานได้
177 / 228
จดุ ประสงค์การเรียนรดู้ ้านการปฏบิ ัติ หรอื ด้านทักษะพิสยั
คอื พฤตกิ รรมเชงิ กระบวนการหรือวิธีปฏบิ ัตทิ ี่ม่งุ ใหผ้ ูเ้ รียนกระทาได้และนาไปใชใ้ นชวี ิตจริง ซึ่งนกั การศึกษาหลายท่าน
เสนอลาดับขน้ั ของการแสดงพฤติกรรมทางด้านการปฏบิ ัติ ตาม Simpson’s Taxonomy
เรียงจากการรับร้ตู ่าสดุ ถึงการรับรสู้ งู สุดเปน็ ไปตามลาดบั ขั้นเหมอื นพฤตกิ รรมดา้ นความรู้-ความคิด
ซ่งึ ชมิ ปส์ นั แบง่ เป็น 7 ข้นั ตอน ดังนี้
1. การรับรู้ (Perception) การรับรเู้ ปน็ ข้ันแรกของการกระทาของกลา้ มเนอื้ เชน่ การรับรู้ วัตถุ ปริมาณหรอื ความสัมพนั ธ์ โดยอวยั วะทางดา้ น
ความรู้สกึ การรับรแู้ บง่ เปน็ 3 ชนิด มรี ะดบั ตา่ งๆกนั ดงั นี้
1.1 การเร้าอวัยวะสัมผสั (Sensory Stimulation) เป็นการกระทากบั สิ่งเรา้ โดยอวัยวะสัมผัสอยา่ งเดยี วหรอื หลายอยา่ ง เช่น
1.1.1 ทางหู (Auditory) คือ การได้ยนิ หรอื ความรสู้ ึก หรอื อวยั วะทเ่ี ก่ียวกบั การไดย้ นิ
1.1.2 ทางตา (Visual) เกย่ี วกับภาพทางสมอง หรือเห็นภาพโดยผ่านทางสายตา
1.1.3 ทางสัมผสั (Tactile) เก่ียวเนื่องกบั ความรู้สึกทางการสมั ผสั
1.1.4 ทางล้มิ รส (Taste) โดยการชมิ ทางปาก
1.1.5 ทางกลน่ิ (Smell) เป็นการรับรโู้ ดยผา่ นประสาทการรับรู้
1.1.6 ทางความรู้สกึ เคลอื่ นไหว (Kinesthetic) ความรสู้ กึ ของกล้ามเนื้อความไวเนื่องจากการเคล่ือนไหวของกลา้ มเนอื้ รับสมั ผัส เอ็น และข้อต่อ
178 / 228
เรยี งจากการรับรู้ต่าสุดถึงการรบั รู้สงู สดุ เปน็ ไปตามลาดับขน้ั เหมือนพฤติกรรมดา้ นความรู้-ความคดิ
ซ่งึ ชมิ ปส์ ันแบง่ เปน็ 7 ขัน้ ตอน ดังน้ี
1. การรับรู้ (Perception) การรับรเู้ ป็นขน้ั แรกของการกระทาของกลา้ มเนื้อ เชน่ การรับรู้ วตั ถุ ปรมิ าณหรอื ความสมั พันธ์ โดยอวยั วะทางดา้ น
ความรสู้ ึก การรับรแู้ บง่ เปน็ 3 ชนดิ มีระดบั ตา่ งๆกนั ดังน้ี
1.2 มองหาแนวทางปฏบิ ตั ิ (Cue Selection) คือ การตัดสนิ ใจเลอื กกิจกรรมการตอบสนองให้เหมาะสมกบั ความต้องการของงานทกี่ ระท า เรื่องน้ีจะ
เก่ียวขอ้ งกบั การกาหนดพฤติกรรมเดยี วหรอื หลายพฤติกรรมและสมั พนั ธก์ ับงานซ่งึ ไดป้ ฏิบัตไิ ป การกาหนดพฤติกรรมนน้ั จะเกย่ี วขอ้ งกบั สถานการณไ์ ดร้ ับ
การเลือกไว้ เพอ่ื เปน็ แนวทางไปสู่การกระทาพฤติกรรมใดทไ่ี ม่เก่ยี วข้องกจ็ ะไมร่ ับร้แู ละทงิ้ ไปตวั อย่างจดุ มงุ่ หมายทางการศกึ ษา
1.3 การแปลเปน็ ทางปฏิบัติ (Translation) สามารถสมั พนั ธ์กบั การเรียนรตู้ ่อการกระทาของกลา้ มเนอื้ สิง่ นี้เปน็ กระบวนการทางสมองในการตัดสนิ
ความหมายของการกาหนดพฤตกิ รรม ในการกระทา ซึง่ จะเกย่ี วข้องกับการแปลสญั ลักษณ์ ใช้จินตนาการหรอื เตอื นให้ระลกึ ถึงบางส่ิงบางอย่างได้
“มคี วามคดิ ” ซงึ่ เปน็ ผลของการกาหนดพฤติกรรมทไี่ ดร้ ับมาตวั อยา่ งจุดมุ่งหมายทางการศึกษา
179 / 228
เรยี งจากการรบั รู้ตา่ สดุ ถงึ การรับร้สู ูงสุดเปน็ ไปตามลาดับขั้นเหมือนพฤตกิ รรมด้านความรู้-ความคดิ
ซ่งึ ชิมปส์ ันแบง่ เปน็ 7 ข้ันตอน ดังน้ี
2. การลงมอื กระทาแบง่ เป็น 3 ชนิด คือ
2.1 ความพรอ้ มทางสมอง (Mental Set) ความพร้อมของความร้สู ึกทางสมอง เพือ่ การกระทาอนั แนน่ อนของกล้ามเนื้อ เรื่องน้จี ะเกยี่ วกับระดบั ความรใู้ น
แต่ละอยา่ งท่มี ีมาก่อน ซึง่ พร้อมจะช้บี ่งเพอ่ื จาแนกการใช้การตัดสินใจในการกระทาตา่ งกนั ตวั อยา่ งจดุ มุ่งหมายทางการศกึ ษา
2.2 ความพรอ้ มทางกาย (Physical Set) เป็นความพร้อมในความรสู้ กึ ทีท่ ากับการปรบั ตวั ของรา่ งกายท่จี าเปน็ เพื่อการกระทาของกลา้ มเนอ้ื ความพรอ้ ม
ในการลงมอื การกระทาทางกายเกย่ี วกบั ประสาทการรบั รตู้ า่ งๆตัวอยา่ งจุดมงุ่ หมายทางการศึกษา
2.3 ความพรอ้ มทางอารมณ์ (Emotional Set) เปน็ ความพรอ้ มในรปู มที ัศนคตใิ นด้านท่พี งึ ปรารถนาต้องการท่ีจะทาในกิจกรรมด้านกลไกนัน้ ๆตัวอยา่ ง
จดุ มงุ่ หมายทางการศกึ ษา
180 / 228
เรยี งจากการรบั รู้ต่าสดุ ถึงการรบั รูส้ งู สดุ เป็นไปตามลาดบั ข้ันเหมอื นพฤตกิ รรมดา้ นความรู้-ความคิด
ซงึ่ ชมิ ปส์ นั แบง่ เปน็ 7 ขั้นตอน ดังน้ี
3. การตอบสนองทม่ี ีคนนา (Guided Response) เปน็ ก้าวแรกของการพฒั นาทกั ษะ ซึ่งจะเน้นเกี่ยวกับสว่ นประกอบของทักษะที่
รวมกลมุ่ กนั อยู่ การตอบสนองตามที่คนนาก็คอื การแสดงพฤตกิ รรมโดยเปิดเผยของแตล่ ะคน ภายใตค้ าแนะนาของผู้สอน สิ่งใดท่ีได้
กระทามากอ่ นกพ็ รอ้ มท่ีจะตอบสนองได้
3.1 การเลียนแบบ (Imitation) เป็นการดาเนนิ การกระทาการตอบสนองโดยตรงต่อการรับรู้ของบคุ คลใดบุคคลหนงึ่ กระทาดว้ ยกนั ตวั อยา่ งจดุ มงุ่ หมายทาง
การศึกษา
3.2 การลองผดิ ลองถูก ( Trial and Error) เปน็ ความพยายามท่ีจะตอบสนองหลายอยา่ งจนกวา่ การตอบสนองจะสมั ฤทธผ์ิ ล ซงึ่ ปกตกิ ารตอบสนองแตล่ ะ
คร้ังจะมเี หตุผลการตอบสนองทเี่ หมาะสมจะทาใหก้ ารปฏบิ ัตงิ านท่ีต้องการนน้ั สาเร็จหรือมีประสิทธภิ าพมากขึ้น การลองผดิ ลองถกู กค็ อื การตอบสนองการ
เรียนรหู้ ลายอยา่ ง ซึ่งการตอบสนองท่เี หมาะสมจะไดร้ ับการเลอื กออกจากพฤตกิ รรมทแ่ี ตกต่างกนั หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า เปน็ เพราะอทิ ธิพลของการใหร้ างวัล
และการลงโทษตัวอย่างจดุ มุง่ หมายทางการศกึ ษา
181 / 228
เรยี งจากการรบั รู้ต่าสดุ ถงึ การรบั รู้สงู สุดเปน็ ไปตามลาดบั ขนั้ เหมือนพฤติกรรมด้านความรู้-ความคิด
ซ่งึ ชมิ ปส์ ันแบ่งเปน็ 7 ข้นั ตอน ดังน้ี
4. ขั้นทักษะ (Mechanism) เป็นการเรียนรู้การตอบสนองจนเป็นนิสัยในระดับนี้ผู้เรียนจะสัมฤทธ์ิในความม่ันใจในส่ิงนั้น รวมท้ังระดับ
ทักษะของการกระทา ซ่ึงการตอบสนองน้นั เหมาะสมกบั การกระทา และการตอบสนองนี้อาจจะสบั สนกวา่ การตอบสนองในระดบั กอ่ นๆตัวอย่าง
จุดม่งุ หมายทางการศึกษา
5. ข้นั ปฏบิ ตั ิงานทยี่ ากและซับซ้อน (Complex Overt Response) ในระดบั น้แี ต่ละความสามารถกระทาโดยกล้ามเนื้อ ซึ่งถือว่าซับซ้อน เพราะแบบของ
การเคลือ่ นไหวตอ้ งการในระดับนีไ้ ด้รับทักษะในขั้นสูงแล้ว การตอบสนองต้องสามารถแสดงออกอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ คือ ใช้เวลาและ พลังงานน้อย
ทีส่ ุด แบ่งเป็น 2 ชนิด คอื
5.1 ความแน่วแนใ่ นการแกป้ ัญหา (Resolution of Uncertainty) การกระทาจะปฏิบัติโดยปราศจากความลงั เลใจท่จี ะทาให้เกดิ ภาพขน้ั ตอนของงาน
ทางสมอง โดยเราจะตอ้ งรบั รขู้ ้นั ตอนทตี่ อ้ งการและส่ิงที่จะทาตอ่ ไปดว้ ยความมน่ั ใจ การกระทาในท่ีนเ้ี ปน็ ความซับซ้อนทางธรรมชาติตวั อย่างจุดม่งุ หมายทาง
การศึกษา
5.2 กระทาโดยอตั โนมัติ (Automatic Performance) ในระดับนี้แตล่ ะคนสามารถใชท้ ักษะของกลา้ มเนือ้ ซึง่ ประสานกันอยา่ งดีโดยสะดวก รวมทงั้
ควบคุมกล้ามเนอื้ ได้ตวั อยา่ งจุดมุ่งหมายทางการศกึ ษา
182 / 228
เรียงจากการรับร้ตู า่ สดุ ถงึ การรับรสู้ งู สุดเปน็ ไปตามลาดับขนั้ เหมอื นพฤตกิ รรมดา้ นความรู้-ความคิด
ซึง่ ชมิ ปส์ นั แบง่ เป็น 7 ขั้นตอน ดงั น้ี
6. การปรับตัว (Adaptation)
เกี่ยวกบั ทกั ษะท่ไี ดร้ บั การพัฒนามาเป็นอยา่ งดีซ่งึ ผู้เรยี นแตล่ ะคนสามารถจะเคล่ือนไหวให้เหมาะสมกับความต้องการ หรือสถานการณ์ของปัญหา
ตัวอย่างจดุ มงุ่ หมายทางการศกึ ษา
7. การรเิ ริ่ม (Origination)
หมายถึง การริเร่ิมรูปแบบการเคล่ือนไหวใหม่ๆที่เหมาะสมกบั สถานการณ์เฉพาะอย่าง หรอื ปญั หาเฉพาะเรือ่ ง ผลการเรียนรู้ระดับนี้เป็นการพัฒนา
ทักษะขั้นสูง
183 / 228
รูปแบบที่ 1 แยกประเด็น เกณฑก์ ารวดั ภาคปฏบิ ตั ิ
ย่อยแล้วทาเป็นตาราง พิจารณา
ความถูกต้อง ในแต่ละประเด็น รปู แบบที่ 2 กาหนดระดบั ความ
กาหนดระดับของคะแนนตา ม สมบรู ณต์ ามเสน้ แสดงความต่อเนื่อง
จานวนท่ีปฏิบัติถูกต้องในประเด็น ความสามารถ (Continuous ability)
เหล่าน้ัน
ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์
วธิ กี าหนดคะแนนการประเมนิ
(rubric score) 4 รูปแบบ
รปู แบบที่ 4 กาหนดระดบั รูปแบบท่ี 3 กาหนดระดบั ความ
การยอมรับและคาอธิบาย ผดิ พลาด พจิ ารณาความบกพร่องจาก
คาตอบวา่ มมี ากน้อยเพียงใดโดยจะหักจาก
ระดับคะแนนสูงสุดลงมาทลี ะระดับ
184 / 228
แบบทดสอบภาคปฏิบตั ิ
มาร์แชล และลอยด์ (Marshall and Loyden. 1971:135) ให้ความหมายว่า แบบทดสอบภาคปฏิบัติ เป็นแบบทดสอบที่เก่ียวกับการ
เคล่ือนไหวหรือการตอบสนองที่เป็นการกระทาของผู้ถูกสอบ โดยปกติ แล้วการทดสอบจะเกิดขึ้นได้ต้องจัดให้ผู้ถูกทดสอบได้อยู่ใน
สถานการณ์จริง หรือคล้ายของจริงให้มากที่สุดแต่ไม่ใช่การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบเขียนตอบ (Paper and Pencil Tests) และจัดรูปแบบ
ทดสอบประเภทนี้ไว้ 3 ความหมาย คอื
1) แบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ทิ ่เี กี่ยวกบั ความสามารถทางสมองทางดา้ นความคิด ส่วนใหญ่จะเก่ียวข้องกับการสอบทักษะดา้ น
ภาษาทางการฟัง การพูด และการกระทาที่เก่ยี วขอ้ งกับความคิด เชน่ แบบทดสอบของ StandfordBinet Tasks of Performance Test และ
แบบทดสอบ Raven’s Progressive Matrices
2) แบบทดสอบภาคปฏบิ ัตทิ ท่ี ดสอบความสามารถในการใชเ้ คร่อื งจักร และเครอ่ื งมือตา่ งๆ ประกอบในการทางานส่ิงใดส่งิ
หน่งึ ให้ประสบความสาเรจ็ เช่น แบบทดสอบของ Benneff Hand Tool Dexterity Tests
3) แบบทดสอบภาคปฏบิ ัติในความหมายน้ี อาจรวมไปถงึ การใช้การเขียนตอบบนกระดาษไดด้ ้วยเพราะหมายถงึ แบบทดสอบท่ี
ไดก้ าหนดใหเ้ กดิ การทางานจากสถานการณ์จาลอง เช่น การให้เขียนชวเลขการพิมพด์ ดี เป็นการทางานท่ีต้องอาศัยทักษะ
185 / 228
แบบทดสอบภาคปฏิบัติ
แสตนเล่ห์ (Stanley. 1975:186) ให้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ิ เป็นแบบทดสอบเพ่ือพจิ ารณาการกระทาในการประเมินผล
วิธีการปฏิบัตงิ านและผลผลิตของงาน
Tuckman (1975) อธิบายวา่ แบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ิ เปน็ แบบทดสอบทรี่ ิเรม่ิ โดยครแู ละผู้เกี่ยวข้องกบั ผูเ้ รียนในการปฏิบัติภายใตเ้ งอ่ื นไขท่ี
กาหนดให้ ปกตจิ ะใชท้ ดสอบเป็นรายบคุ คล แตบ่ างครงั้ ก็ทดสอบเป็นกลุ่มได้
เชดิ ศักดิ์ โฆวาสนิ ธุ์ (2529:16) ไดใ้ ห้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ิ เปน็ เครือ่ งมือที่ออกแบบเพื่อวเิ คราะหแ์ ละวดั ทกั ษะของผเู้ รียน
ในด้านการปฏิบตั หิ รอื การกระทาท่ใี ห้เลือกปฏบิ ตั ิภายใตเ้ ง่ือนไขทไ่ี ดค้ วบคุมไวอ้ ย่างดี
สมบรู ณ์ ชิตพงษ์ (2552:18) ให้ความหมายว่า แบบทดสอบภาคปฏิบัติเป็นแบบทดสอบทมี่ จี ดุ ประสงค์ท่ตี อ้ งการใหผ้ สู้ อบไดป้ ฏิบัติ การ
ทดสอบแบบนต้ี ้องการทราบวธิ ีการ/กระบวนการ (Process) หรือ ดผู ลงาน (Product) ในการปฏบิ ตั ิ เชน่ การทดสอบภาคปฏิบตั ิในวชิ าศลิ ปะ
สุขศึกษา และพลศกึ ษา
สรุปแบบทดสอบภาคปฏบิ ัติ เปน็ การทดสอบที่กาหนดสถานการณข์ ้ึนแล้วใหผ้ ู้เรยี นทีถ่ กู ทดสอบได้แสดงการกระทาออกมา โดยจะวัดทง้ั
วิธีการ/กระบวนการ (Process) และ/หรอื ผลงาน (Product) ท่ไี ดจ้ ากการปฏิบัติ
186 / 228
Bruce W. Tuckman.1975) ได้ให้เกณฑ์ทใี่ ชใ้ นการพิจารณาตัดสนิ การวดั ภาคปฏบิ ตั ิกอ่ นทจ่ี ะ
ตัดสนิ ใจใช้แบบทดสอบภาคปฏบิ ตั ิ ครูควรจะพิจารณาเกณฑ์ต่อไปน้ี
1.สง่ิ ที่ควรจะตอ้ งมกี ารปฏิบัตอิ ย่างแท้จรงิ การปฏบิ ตั จิ ะเกิดข้นึ เมือ่ ผู้เรียนสามารถใชม้ ือหรือเครอ่ื งมอื ทางานในกรณีเช่นนี้ หากใช้ข้อสอบแบบเขยี นตอบวัด
ถอื ว่า ทาให้ขาดความเท่ียงตรงในการวดั แต่จะใชก้ ารเขยี นตอบในวัตถปุ ระสงคอ์ ืน่ ๆ เชน่ ถ้าตอ้ งการวดั ทกั ษะ การคัดลายมือกจ็ าเป็นต้องอาศยั กระดาษ และดนิ สอ
ใหผ้ เู้ ขา้ ทดสอบเขยี นตอบ เพราะความสามารถทมี่ งุ่ วดั คอื ความสามารถในการเขียนคดั อกั ษร
2. ความสามารถทีจ่ าเป็นต้องวัดกระบวนการปฏิบตั งิ าน ในการทดสอบทีว่ ัดกระบวนการหรอื ผลงาน ครคู วรจะละเว้นจากแบบสอบที่ใช้กระดาษและดนิ สอ
โดยครูต้องสงั เกตการปฏิบัตงิ านของผูเ้ รียนดว้ ยตนเอง
3. ผลงานข้ันสดุ ท้ายต้องอยู่ในรูปที่สมั ผัสไดใ้ นกรณที ่วี ดั การตัดสนิ ใจหรือความคดิ ครสู ามารถใชก้ ระดาษ และดนิ สอทดสอบได้ แต่ถา้ สถานการณท์ ่ีแตกตา่ ง
ไป เช่น ถ้าผลงานท่ีจะวัดอยู่ในรูปของสิ่งท่ีมองเห็นหรือวัตถุประสงค์ของการวัด วัดท้ังความรู้ในกระบวนการและทักษะการปฏิบัติงาน ก็ จาเป็นต้องใช้แบบวัด
ภาคปฏบิ ัติ
4. เมอื่ ต้องการที่จะประเมนิ การเรยี นรู้ทกั ษะ การวัดความรหู้ รือความรสู้ ึก สามารถวัดโดยใช้แบบสอบกระดาษและดินสอ แต่ถ้าเป็นทักษะท่ีต้องอาศัยการ
ฝึกปฏบิ ัติ จนถงึ การแสดงทกั ษะท่ีผเู้ รยี นจะตอ้ งทาให้เป็น จาเป็นต้องใชแ้ บบวดั ภาคปฏิบตั ิ
5. เมอื่ ต้องการท่จี ะประเมนิ รายบคุ คลในสถานการณก์ ลุ่ม เม่อื จุดประสงค์ของการทดสอบคือ การวัดผลในเร่ืองใดเรอื่ งหนึง่ ในตวั บคุ คล เชน่ ทักษะความ
เป็นผู้นา การทดสอบภาคปฏบิ ัติเปน็ สง่ิ จาเปน็ เพราะต้องสังเกตพฤติกรรมความเป็นผนู้ าในตวั ผูถ้ กู วัด ขณะท่อี ยูใ่ นกลุ่มผู้เรยี นบางคนอาจจะเขยี นอธบิ ายความเปน็
ผู้นาไดด้ ี การปฏบิ ตั จิ ริงของเขาอาจทาได้ไมด่ ี
6. เม่ือตอ้ งการวดั ความเขา้ ใจในการประยกุ ต์ การใช้แบบวดั ภาคปฏบิ ัติ เพอ่ื ความเขา้ ใจทเ่ี ป็นการวัดการประยุกต์ใช้กบั ผลงานที่เป็นรูปธรรม แต่การ
ปฏบิ ัตงิ านมีความชานาญ สามารถประยุกต์ใช้ความร้ใู หเ้ กิดประโยชน์จาเปน็ ต้องอาศยั การฝึกฝนมาเป็นเวลานาน ทาใหค้ วามสามารถในการปฏบิ ัติไมไ่ ดส้ ะท้อนถงึ
ความรคู้ วามเขา้ ใจ แต่เปน็ ความสามารถทผ่ี ูเ้ รียนมีทกั ษะการปฏบิ ัตทิ สี่ ามารถทาได้อยา่ งอตั โนมตั จิ นเปน็ นสิ ยั การตรวจให้คะแนนการวัดภาคปฏบิ ตั กิ ารเลอื กรปู แบบ
ในการใหค้ ะแนนการวัดภาคปฏิบัติน้ัน ควรทาก่อนทีจ่ ะออกขอ้ สอบ คานงึ ถึงวธิ กี ารทมี่ ีประสทิ ธิภาพ และมคี วามเช่ือมัน่ สงู มาใช้ในการตรวจให้คะแนน
187 / 228
การตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเชาวนา ชวลติ ธ. (2534:45-50) ไดเ้ สนอแนะไว้ ดังนี้
1.การตรวจใหค้ ะแนนแบบทดสอบการจาแนก เปน็ การตรวจให้คะแนนเชน่ เดยี วกับแบบถกู ผดิ จับค่เู ลอื กตอบ เติมคา
2. การตรวจใหค้ ะแนนการทดสอบสถานการณจ์ าลอง และตัวอยา่ งงาน วิธกี ารใหค้ ะแนน “กระบวนการทางาน” หรือ “ผลงาน” เปน็ ส่งิ ทม่ี ีความสาคญั
มากตอ่ การแปลผลการทดสอบการปฏบิ ัติ การสร้างเครือ่ งมือจะต้องพิจารณาถงึ ความเช่ือมนั่ ในการวดั ความสะดวกสาหรบั ครูผใู้ ช้ และความเหมาะสมของชิน้ งาน
เคร่อื งมอื ท่ใี ชก้ ันมากในการให้คะแนน ไดแ้ ก่ แบบตรวจสอบ มาตราสว่ นประมาณค่า และแบบบนั ทกึ ยอ่ ยการให้คะแนนโดยใชแ้ บบตรวจสอบ และมาตราส่วน
ประมาณค่า อยูใ่ นรูปของมาตราวัด (Scales) แบบต่างๆ ดงั น้ี
2.1 มาตราการวดั เชิงปรมิ าณ (Quantitative Scales) เป็นการให้คะแนนในรปู ความถี่ของพฤตกิ รรมท่ปี รากฏออกมา ครูผใู้ หค้ ะแนนจะตอ้ งสังเกต
พฤตกิ รรมในกระบวนการทางาน หรอื ผลงานของผ้เู รียน และบันทึกความถี่ในแบบฟอรม์ ที่จัดเตรยี มไว้สาหรบั งานนั้นๆ มาตราวัดสว่ นใหญ่ จะมีระหว่าง 2 ถึง 5
ระดับ
2.2 มาตราการวดั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Scales) เป็นการพิจารณาพฤตกิ รรมของผเู้ รียนใน้รูประดับคณุ ภาพของงานวา่ ดีมากน้อยเพียงใด มกั
นิยมใช้ 3 หรอื 5 ระดับ
2.3 มาตรา การวัดสถานภาพ (Status Scales) เปน็ การพิจารณาในรปู “ความดี” ของพฤติกรรมของผู้เรยี น เปรยี บเทียบกบั กลมุ่ อ้างองิ แล้วตัดสิน
ว่า “สูงกว่า” หรือ “ตา่ กวา่ ” ระดับเฉล่ียในกลุ่มอา้ งอิงโดยทั่วไปมกั นิยมใช้ 2 หรอื 5 ระดบั
2.4 มาตราวดั เชงิ พรรณนา (Descriptive Scales) เปน็ การใหค้ ะแนนตามระดบั การปฏบิ ัตงิ านหรือลกั ษณะของงานตามท่ีบรรยายไว้
2.5 มาตราวดั ผลงาน (Product Scales)
188 / 228
การกาหนดเกณฑก์ ารวัดภาคปฏิบัติ (Rubric) มี 2 ลักษณะด้วยกันคือ
1. การให้คะแนนโดยดภู าพรวมทง้ั หมด (Holistic scoring) คอื การใหค้ ะแนนเป็นภาพรวมวา่ ทางานได้ถกู ต้องดีมีคุณภาพและสวยงาม ซึง่ อาจจะให้
คะแนนเตม็ ได้ แต่การใหค้ ะแนนน้ันอาจจะมีความรสู้ กึ ของผใู้ หค้ ะแนนรวมไปดว้ ยว่าดหี รอื ไม่อยา่ งไร จะตดั สนิ ใจใหค้ ะแนนเต็มหรอื ลดนอ้ ยลงมากแ็ ลว้ แต่ผใู้ ห้
คะแนน
2. การวดั โดยใหค้ ะแนนเปน็ ระบบจาแนกเป็นส่วนๆ (Analytic scoring) เชน่ การลงมือปฏบิ ตั ติ ามข้ันตอนการปฏบิ ัติงานขนั้ นั้นๆ อยา่ งถูกตอ้ ง และดู
ผลงานทเ่ี สรจ็ แล้วผสู้ อนสามารถให้คะแนนเปน็ รายบุคคลได้เม่อื เปรยี บเทยี บการให้คะแนนทง้ั สองลกั ษณะแลว้ จะมีทงั้ ข้อดีขอ้ เสีย คือ การให้คะแนนโดยดูภาพรวม
น้ันเปน็ การให้คะแนนชนิดหยาบๆ แตก่ ารให้คะแนนในระบบจาแนกเปน็ สว่ นๆน้นั เนน้ การให้คะแนนอยา่ งละเอียด มขี อ้ จากัดหลายขอ้ ดว้ ยกนั สามารถประเมินผล
สรปุ ไดย้ ุตธิ รรมกว่า โดยมีการใหค้ ะแนนทุกขั้นตอนในการปฏบิ ตั ิงาน มคี วามซับซ้อนมากกวา่ และมกี ารดูเวลาหรอื อตั ราความเรว็ ความคล่องของการปฏิบัตงิ าน
ดว้ ยวธิ ที ่ดี ีท่สี ุดให้คะแนนโดยใช้ 2 วิธนี นั้ ผสมผสานกนั จะไดผ้ ลสรปุ ทลี่ ะเอียดและรอบคอบกว่าโดยใช้วธิ ใี ดวิธีหนงึ่ (Wiersma. 1990:82-83)
189 / 228
รูปแบบของงานสาหรบั ประเมนิ การปฏิบัติ
Hart (1994) ได้เสนอรปู แบบของงานสาหรบั การประเมินการปฏิบัติไว้ 3 รูปแบบ ไดแ้ ก่
1. ภาระงานสาหรบั ประเมินในบางชว่ งเวลาสั้น ๆ (short assessment tasks) จะใช้ในการประเมินความรอบรู้ในหลกั การพื้นฐาน กระบวนการ
ความสมั พันธ์ ทักษะการคิดในเรอ่ื งต่างๆ ท่ผี เู้ รียนไดเ้ รยี นรู้ งานในรูปแบบนีน้ ิยมใชก้ ับการประเมนิ ผู้เรียนรายบคุ คลงานในรปู แบบน้ีใชเ้ วลาทาไมน่ าน งานสาหรบั
ประเมนิ อย่างสน้ั อาจเปน็ คาถามชนดิ ปลายเปิด (open-end tasks) คาถามชนดิ เลือกตอบท่ีวดั ความสามารถระดับสงู (enhanced multiple-choice questions) หรือ
แผนผงั มโนทศั น์ (concept mapping) ก็ได้
2. งานท่เี ป็นเหตุการณ์ (event tasks) รูปแบบน้ีไปใช้กับการประเมินการปฏิบัติของผู้เรียนในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ เช่น ความคล่องแคล่วในการ
เขียน ทกั ษะการแกป้ ัญหาของผเู้ รยี น เปน็ ต้น นอกจากจะกระตุ้นใหผ้ ้เู รยี นสะท้อนส่งิ ที่รู้ออกมาแลว้ ยงั สะทอ้ นถึงระดับความสามารถในการนาความรูท้ ่ผี ู้เรียนมีไป
ประยุกต์ใช้ด้วย งานรูปแบบนี้ใช้เวลาในการประเมินนานกว่าในรูปแบบแรก งานในรูปแบบที่สองนี้อาจจะเป็นการประเมินการอ่าน (reading assessment) การ
ประเมนิ การเขียน (writing assessment) การประเมินกระบวนการทางาน (process assessment) หรืองานการวิเคราะหแ์ ละการแก้ปัญหา (problem-solving and
analytical tasks) เปน็ ตน้
3. งานสาหรบั ประเมนิ ทีใ่ ช้เวลาตอ่ เน่ืองกนั ระยะยาว (long-term extended tasks) เป็นงานท่ีมลี กั ษณะเปน็ โครงการทม่ี ีเป้าหมายหลายประการ เม่ือเรม่ิ
บทเรียน ครมู อบหมายงานที่ใหผ้ ู้เรยี นได้แสดงความสามารถหรอื ทกั ษะดา้ นต่างๆที่มงุ่ ประเมิน งานรปู แบบน้ีมักเป็นโครงการระยะยาวในวิชาใดวิชาหนึ่ง นอกจากน้ี
เม่อื จบเทอมหรอื จบบทเรียนนั้นแล้ว ครใู หผ้ ูเ้ รียนจัดแสดงนทิ รรศการเพื่อนาเสนอผลการปฏบิ ัติงานตอ่ ผเู้ กี่ยวขอ้ งหรอื ต่อสาธารณะตอ่ ไป
190 / 228
การออกแบบและพัฒนาภาระงาน
Herman, J. L., Aschbacher, P. R., and Winters, L.(1992)การออกแบบและพฒั นาภาระงานต้องอาศยั หลักวิชาการวิเคราะห์
ความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในเนอ้ื หาสาระในระดบั มอื อาชีพขั้นตอนการสรา้ งภาระงานมีดงั ต่อไปนี้
1.การระบุความร้แู ละทักษะทผี่ เู้ รยี นจะเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน โดยเร่ิมจากพิจารณาและวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรผล
การเรยี นทค่ี าดหวงั หรอื วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรูเ้ พื่อทจี่ ะสามารถระบขุ อบเขตและประเภทของความรู้ทกั ษะและคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์
ผูส้ อนควรตง้ั ปญั หาถามตนเอง 5 ข้อเพือ่ ทจ่ี ะระบุหรอื กาหนดความร้แู ละความสามารถทผ่ี ู้เรยี นจะได้รับจากการปฏบิ ัตภิ าระงานคือ
1) ทักษะทางปัญญาและคณุ ลกั ษณะท่สี าคญั ท่ีตอ้ งการใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ กึ และพฒั นา
2) ทักษะและคุณลกั ษณะทางสังคมและจติ พิสยั ทีต่ ้องการพฒั นาให้ผ้เู รียน
3) ทักษะความคดิ ระดับสูงและอภิปญั ญา (Meta-cognition) ที่ตอ้ งการพัฒนาใหผ้ ูเ้ รยี นคืออะไร
4) ความสามารถทีต่ อ้ งการใหผ้ ้เู รียนมคี วามสามารถอะไร
5) หลกั การทางวชิ าการและความคดิ รวบยอดทีต่ อ้ งการให้ผเู้ รียนสามารถประยุกต์ใชค้ ืออะไร
191 / 228