45
ทมี่ า: http://www.cosmicriver.net/blog/category/tikz
การประเมินโดยคำนึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
การประเมนิ ผลยอ่ ย
ครูสามารถประเมินความรู้ของนักเรียนได้จากการทำกิจกรรมการสังเกตรูปร่างของดวงจันทร์ การ
ตอบคำถามของนักเรียน การเสนอแนวคิดและการแก้ปัญหาระหว่างการทำกิจกรรม ความแตกต่างระหว่าง
บุคคลในกิจกรรมกลุ่ม การแบง่ กลุ่มจะคละความสามารถของนกั เรียน เพอื่ ใหน้ กั เรียนเก่งสามารถช่วย นกั เรยี น
ท่เี รียนออ่ นกว่าได้
สอื่ การเรียนการสอนที่ใช้
1. ลูกโฟมขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางประมาณ 10 cm
2. โคมไฟ (ไฟสสี ้ม)
3. ไมเ้ รียวยาวประมาณ 1 เมตร
4. ใบกจิ กรรม 1.1 แบบจำลองการโคจรรอบโลกของดวงจนั ทร์
1.2 ภาพยนตร์ดวงจันทร์
5. กระดาษแข็ง
6. ไมบ้ รรทดั ดินสอ กรรไกร
7. วาดวงกลมลงในกระดาษโดยมีเสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร
8. ดนิ สอสีดำ
9. ที่เจาะรู
10. เชือกร้อย
11. เทปกาว
12. กระดาษแขง็ ทำสนั
โรงเรยี นวดั โพทะเล
46
รวบรวมความคิดและขอ้ สันนิษฐาน
- ลกู โฟมขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางประมาณ 10 cm
- ไฟฉาย อาจไม่ใช้ก็ได้
- ไม้เรียวยาวประมาณ 1 เมตร
ทดสอบและปฏบิ ัติการสบื เสาะ
- รายการอุปกรณใ์ นใบกิจกรรม 1.1 แบบจำลองการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์
1.2 ภาพยนตรด์ วงจนั ทร์
- กระดาษแข็งงานประดษิ ฐ์
- ไมบ้ รรทดั ดนิ สอ กรรไกร
- กระดาษแบบเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 4.5 เซนติเมตร
- ดินสอสีดำ
- ท่ีเจาะรู
- เชอื กรอ้ ย
- เทปกาว
- กระดาษแข็งทำสนั
การสังเกตและบรรยาย
- ไมม่ ี
บันทึกข้อมูล
แบบบนั ทึกรปู รา่ งของดวงจนั ทร์
อภปิ รายผล
- ไม่มี
โรงเรยี นวดั โพทะเล
47
จุดประสงค์ ใบกจิ กรรม 1.2 เร่อื ง ภาพยนตรด์ วงจันทร์
นกั เรียนสามารถ
1. สร้างแบบจำลองการเกดิ ดิถีดวงจนั ทร์ได้
2. อธบิ ายการเปลย่ี นแปลงของดิถดี วงจนั ทร์จากแบบจำลองได้
3. ทำงานรว่ มกบั สมาชิกในกลุ่มได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
วสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละสอื่ การเรยี นรู้
1. กระดาษแขง็ งานประดิษฐ์
2. ไม้บรรทดั ดนิ สอ กรรไกร
3. กระดาษแบบเสน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 4.5 เซนติเมตร
4. ดินสอสดี ำ
5. ทเ่ี จาะรู
6. เชือกร้อย
7. เทปกาว
8. กระดาษแข็งทำสนั
วิธกี ารทดลอง
ก่อนอื่นให้เด็ก ๆ วาดรูปดวงจันทร์ลักษณะต่างๆ เรียงลงบนเศษกระดาษทีละหน้า รูปละหน้า การ
กรีดนิ้ว ลงบนกระดาษที่วาดรูปไว้ผ่านไปอย่างรวดเร็วทำให้เกิดภาพที่เคลื่อนไหวเป็นการแสดงการเกิด
ปรากฏการณข์ า้ งขน้ึ
– ขา้ งแรมของดวงจันทร์
ให้เด็ก ๆ ตัดกระดาษเปน็ ส่ีเหลยี่ มมขี นาดเท่ากัน (10 x 5 cm) จำนวน 10 แผ่น โดยวัดขนาดและวาด
ก่อน ล่วงหน้า (ครูให้เด็กๆ ได้ใช้ไม้บรรทัดและดนิ สอ) สำหรับเด็กที่ยังทำไมไ่ ด้ให้ครูช่วยเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้
ก่อน ใช้กระดาษอีก 1 แผ่นเป็นแผ่นปกที่เดก็ ๆ สามารถตกแต่งไดต้ ามชอบใจ กระดาษแผ่นที่เหลือใหว้ าดรปู
ดวงจันทร์ วางแบบดวงจันทร์ที่สร้างจากกระดาษการ์ดที่ด้านริมขวาให้อยู่ที่ตำแหน่งใกล้เคียงกันในทุกแผน่
เมื่อวางตำแหน่งของ ดวงจันทร์ได้แล้ว ให้เริ่มวาดดวงจันทร์ในคืนเดือนมืดแรม 15 ค่ำ ด้วยดินสอสีดำ แผ่น
ต่อไปเป็นข้างขึ้นจะเห็นเป็นเสี้ยวดวงจันทร์ ระบายสีดำให้เป็นด้านเงามืด หากมีรูปวาดดวงจันทร์ที่ลักษณะ
แตกต่างกันมากเท่าไรก็จะใช้ จำนวนแผ่นกระดาษมากขึ้นเท่านั้น (อาจใช้จำนวนมากกว่า 10 แผ่น)
ภาพเคล่อื นไหวของดวงจันทร์ท่ีเห็นจะมีความ สวยงามต่อเน่อื งกนั มากข้ึน)
โรงเรยี นวดั โพทะเล
48
บันทกึ การทดลอง
ให้นักเรียนวาดรูปขนาดของดวงจนั ทร์ท่เี ปลยี่ นไป โดยเรียงลำดบั ตามดถิ ีดวงจนั ทร์
ข้างขึน้
ข้างแรม
สรุปผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
โรงเรยี นวดั โพทะเล
49
การจดั กิจกรรมโดยใชร้ ปู แบบทางออนไลน์
นักเรยี นไดร้ บั ชมการทดลองท่ีคณุ ครไู ด้นำเสนอ นกั เรียนมคี วามเขา้ ใจมากยง่ิ หลงั จากท่คี รูอธบิ าย
เก่ียวกบั การขนึ้ -ตกของดวงจันทร์ และสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจำวันไดม้ ากย่ิงขน้ึ
ผลงานนกั เรยี น
นักเรียนทำแบบฝกึ หัดหลังจากครูทำการทดลองเสร็จเรียบรอ้ ย
ปญั หาอุปสรรคท่ีพบ
นกั เรยี นส่วนมากไม่มคี วามพรอ้ มเร่ืองอุปกรณ์การทดลอง และนักเรียนบางคนไม่สามารเข้าเรียนได้
เนื่องจากอปุ กรณอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ไม่พรอ้ มใชง้ าน คุณครจู งึ ทำการทดลองใหน้ กั เรียนดูเป็นตัวอย่าง
โรงเรยี นวดั โพทะเล
50
บทนำ
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรมจากพ่อแม่ ผ่านทางการสืบพันธุ์ท้าให้มีลักษณะทางพันธุกรรมที่
เฉพาะแตกตา่ งจากสงิ่ มชี วี ติ ชนดิ อ่นื ลักษณะทางพันธุกรรมของมีชวี ติ ได้รบั การถ่ายทอดจากรุน่ หนึง่ ไปยงั อีกรนุ่
หน่งึ และบางลักษณะท่เี กิดอาจ คล้ายคลึงกับสมาชกิ ในครอบครัว
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 นักสืบตัวน้อย โดยนักสืบแต่ละทีมต้องช่วยเด็กชายปิ่นโต ตามหาพ่อของ
เจา้ น้ำตาล และร่วมกันคน้ หาลักษณะ ทางพนั ธกุ รรมที่เดก็ ชายปิ่นโตมี วา่ คล้ายพอ่ หรอื แม่ มากกว่ากัน
- ลูกจะไดร้ ับลักษณะทางพันธกุ รรมจากพ่อแม่
- บางลกั ษณะของลูกอาจคล้ายคลึงกับพ่อ หรอื แม่หรือปู่ย่าตายาย
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 พลเมืองดี เกดิ เหตุการณป์ น่ิ โตทำกลอ่ งใสด่ ินสอหาย ปนิ่ โต จา้ ไม่ไดว้ ่าลืม
วางไว้ที่ไหน ปิ่นโตอยากรู้ว่าใคร เป็นพลเมืองดี เพื่อนๆ มาช่วยปิ่นโตหาพลเมืองดี โดยที่กล่องใส่ดินสอ มี
ลายนว้ิ มือแฝงติดอยู่ จงึ ทำการวิเคราะห์ลายนิ้วมอื
หัวขอ้ พันธุกรรม
ระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
เวลา 4 ชัว่ โมง
แนวคิดหลกั
ส่ิงมีชวี ติ ท้ังพืช สตั ว์ และมนุษย์ เมือ่ โตเต็มที่จะมกี ารสบื พนั ธุ์เพือ่ เพมิ่ จา้ นวนและดำรงพนั ธุ์ โดยลูกที่
เกดิ มา จะไดร้ บั การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมจากพอ่ แม่ ท้าให้มีลักษณะทางพันธกุ รรมท่เี ฉพาะ แตกต่าง
จากสิ่งมีชีวติ ชนดิ อ่นื พชื มกี ารถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม เชน่ ลกั ษณะของใบ สีดอก สตั วม์ ีการถ่ายทอด
ลกั ษณะ ทางพนั ธกุ รรม เชน่ สีขน ลกั ษณะของขน ลักษณะของหู มนษุ ย์มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม
เช่น เชิงผม ทห่ี นา้ ผาก ลกั ย้มิ ลกั ษณะหนงั ตา การห่อล้ิน ลักษณะของตง่ิ หู
มาตรฐานและตวั ช้ีวัด
สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคญั ของการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม สารพันธุกรรม
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
รวมทัง้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชีว้ ัด ว 1.3 ป.5/1 อธบิ ายลักษณะทางพนั ธุกรรมทม่ี กี ารถา่ ยทอดจากพอ่ แม่สลู่ กู ของพืช สัตว์ และมนษุ ย์
ว 1.3 ป.5/2 แสดงความอยากรูอ้ ยากเหน็ โดยการถามคา้ ถามเก่ียวกับลกั ษณะคล้ายคลึงกันของ
ตนเองกบั พอ่ แม่
ความเขา้ ใจท่ยี ั่งยนื
นักเรยี นเขา้ ใจวา่ ลูกจะได้รับการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมจากพอ่ แม่ ผา่ นทางการสบื พนั ธทุ์ า้ ให้
มี ลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ลักษณะทางพันธุกรรมของมีชีวิตได้รับการ
ถา่ ยทอดจากร่นุ หนึง่ ไปยังอีกรนุ่ หนง่ึ และบางลักษณะท่ีเกิดอาจ คล้ายคลึงกบั สมาชกิ ในครอบครัว
โรงเรียนวดั โพทะเล
51
คำถามสำคัญ
1. ลกั ษณะแต่ละลักษณะเหมอื นกบั ใครในครอบครวั
2. ลกั ษณะทางพันธุกรรมถ่ายทอดจากพอ่ แมส่ ู่ลูกไดอ้ ยา่ งไร
ความรู้ทักษะและสำคญั ทนี่ ักเรยี นไดร้ ับ
ความรู้
คำสำคญั : พันธุกรรม, การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม, ลักษณะท่ี
ทกั ษะ
- การสังเกต ลักษณะทางพันธุกรรมของตนเอง กบั ความคล้ายคลงึ กนั ของบุคคลในครอบครัว
- การสงั เกตและอธบิ ายลักษณะทางพันธกุ รรมที่สามารถระบตุ ัวตน
- ต้งั ค้าถามเกยี่ วกบั เรอื่ งที่จะศึกษาตามท่กี ำหนดให้หรือตามความสนใจ
- วางแผนการสงั เกต สำรวจตรวจสอบ ศึกษาคน้ ควา้ โดยใชค้ วามคิดของตนเอง และของครู
- ใชว้ ัสดอุ ุปกรณ์ในการสำรวจตรวจสอบ และบันทึกผลด้วยวธิ งี ่ายๆ
- จัดกลุม่ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบ และนา้ เสนอผล
- แสดงความคิดเหน็ ในการสำรวจตรวจสอบ
- บันทกึ และอธบิ ายผลการสังเกต สำรวจตรวจสอบ โดยเขยี นภาพหรอื ขอ้ ความส้ันๆ
- นำเสนอผลงานด้วยวาจาให้ผู้อ่นื เข้าใจ
เจตคติ
- การใชเ้ คร่ืองมือทางวิทยาศาสตร์อย่างระมัดระวงั และปลอดภัย
- การใหค้ วามร่วมมอื ในการท้างานกลมุ่
- แรงบนั ดาลใจในการเรียนวทิ ยาศาสตร์
หลกั ฐานการเรียนรู้
ภาระงาน
- นักเรยี นสำรวจและสังเกตลักษณะทางพันธกุ รรมของนักเรยี นแตล่ ะลักษณะลงในตาราง
- นกั เรยี นระบุพลเมืองดีไดถ้ กู ตอ้ งพรอ้ มกบั บรรยายลกั ษณะลายนิว้ มอื ไดค้ รบถ้วน
หลักฐานการเรียนรอู้ ่นื ๆ โดยคำนึงถึงความแตกตา่ งของผู้เรยี น
1. นักเรยี นบางคนอาจไม่ไดอ้ าศัยอยู่กับพ่อแม่ ครูสามารถแจง้ ใหน้ ักเรียนได้ทำงานที่ได้รับมอบหมาย
กบั ผู้ปกครองได้
2. นักเรียนบางคนอาจไม่ได้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงหรือสุนัขที่บ้าน ดังนั้นครูควรอธิบายถึงความสงสัยและ
ความต้งั ใจ ที่จะช่วยเจา้ นำ้ ตาลของเดก็ ชายปิน่ โต
โรงเรียนวดั โพทะเล
52
การประเมินตนเอง
กจิ กรรมการเรยี นรู้
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1: นักสบื นอ้ ย
ขน้ั กจิ กรรม เวลา
ข้นั ตง้ั คำถาม - ให้นักเรียนได้สังเกตลักษณะของสัตว์ในโรงเรียน แต่ละชนิดที่มีความ 10 นาที
เก่ยี วกบั แตกต่างกัน เช่น ไส้เดือน หนู และสัตว์ชนิดเดียวกันว่านมีความคล้ายคลึง
ปรากฏการณ์ กนั หรอื ไม่
ธรรมชาติ - ท้ากจิ กรรมที่ 1 จบั คพู่ ่อแมล่ กู
- ให้นักเรียนท้ากิจกรรมช่วยน้องปิ่นโตตามหาพ่อสุนัขให้กับลูกสุนัขช่ือ
น้ำตาล เพื่อให้นักเรียนได้สังเกตลักษณะที่คล้ายคลึงและแตกต่างกันของ
ขน ใบหู สีขน ลกั ษณะลกู กับพ่อแม่ชนดิ เดียวกัน
- ให้นักเรียนตงั้ คำถาม ทน่ี กั เรียนสงสัยคนละ 1 คำถาม
- เพือ่ ใหน้ กั เรียนเกดิ ประเดน็ ค้าถาม “ทำไมลกู จงึ มลี กั ษณะเหมือนพ่อแม่”
ขั้นรวบรวม รวบรวมความคดิ ร่วมกับเด็ก ๆ ว่า พ่อแม่ถ่ายทอดลักษณะใดบ้างให้กับ ลูก 10 นาที
ความคิด เพ่ือดูวา่ เดก็ ๆ มีความรู้เดิมหรอื มีประสบการณ์ใดๆ อยู่แล้วบา้ ง หรอื ไม่ โดย
และขอ้ สนั นิฐาน
ให้ชว่ ยกันตอบค้าถามน้ี “ทำไมลกู จึงมีลกั ษณะเหมือน
ขัน้ ทดสอบและ พอ่ แม”่
ปฏบิ ัติการสบื เสาะ
เดก็ ๆช่วยกนั คิดวา่ จะใช้วิธกี ารใดตรวจสอบขอ้ สนั นษิ ฐาน 40 นาที
ตอนที่ 1 ดจู ากใบหน้า จากลักษณะรวมของชายหญิง 3 คู่ เทียบกับ
หนา้ ของปิน่ โตเพ่ือคาดคะเนวา่ ชายหญงิ คไู่ หนคอื พ่อแมข่ องปน่ิ โต
ตอนที่ 2 ดูลักษณะของพ่อแม่ทีละส่วน นักเรียนจะได้สืบเสาะ
คน้ หาปิ่นโต มีลกั ษณะคลา้ ยพอ่ หรือแม่มากกว่ากัน
ตอนที่ 3 นกั เรยี นต้องสังเกตจากลักษณะโดยรวมของใบหนา้ ชาย
หญิง 3 คู่ เทยี บกบั หน้าของปิน่ โต บรรยายส่ิงท่สี ังเกตได้
ตอนที่ 4 ดูลักษณะของพ่อแม่ทีละส่วน นักเรียนจะได้สังเกต และ
บรรยายวา่ ปิ่นโต มลี กั ษณะคลา้ ยพ่อหรอื แมม่ ากกวา่ กัน
Home Work 1 ลักษณะทางพนั ธุกรรมท่สี งั เกตได้
นักเรียนสำรวจและสังเกตลักษณะทางพันธุกรรมของนักเรียนแต่ ละ
ลักษณะ ลงในตารางที่ 1 และท้านายลักษณะดังตอ่ ไปนี้ ว่าน่าจะ ได้รับมา
จากใคร โดยกระตุ้นความสงสัยนักเรียนว่าแต่ละลักษณะของ นักเรียนได้
รบั มาจากใคร
โรงเรยี นวดั โพทะเล
ข้นั สังเกตและ 53
บรรยาย
- นักเรียนเขียนบรรยายลักษณะใบหน้าที่ได้จากการสังเกต และยัง ไม่ 20 นาที
คาดคะเนวา่ ใครคอื พ่อแม่ปิน่ โต
ขัน้ บนั ทึกขอ้ มูล นักเรียนบันทึกผลจากการสังเกตลงในตาราง ตอนที่ 2 โดยการทำ 10 นาที
ข้ันอภปิ รายผล
เครือ่ งหมายลงในช่องพ่อหรอื แมท่ มี่ ีลกั ษณะเหมือนกับปิ่นโต
Home Work 1 ลกั ษณะทางพันธุกรรมทีส่ ังเกตได้ 30 นาที
นกั เรยี นบนั ทกึ ผลจากการสังเกตลงในตาราง
1. ครูกับนักเรียนร่วมกันสรุปลักษณะที่สังเกตได้ ลักษณะใดที่ นักเรียน
คาดเดาไว้ถูกต้องและไม่ถูกต้องบ้างจากนั้นครูและเด็กร่วมกัน บอก
ลักษณะของป่นิ โตกับพอ่ แม่วา่ มคี วามสัมพันธ์กนั อยา่ งไร
2. สรุปว่า พ่อแม่ปิ่นโตคือ ชายหญิงคู่ที่ 2 และสังเกตจากลักษณะ ทั้ง 5
ลักษณะเหมือนกัน และอภิปรายได้วา่ ลกู สามารถรบั ลกั ษณะทางพันธกุ รรม
จากพอ่ หรอื แมก่ ไ็ ด้
3. นักเรยี นทำกิจกรรมที่ 3 พันธุกรรม
4. ครูยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิต สัตว์และพืช ก็มีการถ่ายทอดลักษณะ ทาง
พันธุกรรมโดยการสืบพันธุ์ และลักษณะพันธุกรรมที่ถ่ายทอด จะแตกต่าง
จากสง่ิ มชี วี ติ ชนดิ อ่ืน
Home Work 1 ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมทีส่ งั เกตได้
1. ครกู ับนักเรยี นร่วมกันสรปุ ลักษณะท่ีสงั เกตได้ ลกั ษณะใด ทน่ี ักเรียน
คาดเดาไว้ถูกตอ้ งและไมถ่ กู ต้องบา้ งจากนัน้ ครูและเด็ก ร่วมกนั บอกลักษณะ
ของตนเองกบั พอ่ แมห่ รอื ปยู่ า่ ตายาย วา่ มี ความสัมพนั ธก์ นั อยา่ งไร
2. ครูกับนกั เรียนรว่ มกนั สรุปลักษณะท่ีสงั เกตได้ ลกั ษณะใด ที่นักเรียน
คาดเดาไวถ้ กู ต้องและไมถ่ กู ตอ้ งบา้ งจากนัน้ ครูและเด็ก ร่วมกนั บอกลักษณะ
ของตนเองกับพอ่ แม่วา่ มคี วามสัมพนั ธ์กนั อย่างไร
โรงเรียนวดั โพทะเล
54
พันธกุ รรม
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 : นกั สบื ตัวน้อย
บทนำ
เด็กชายป่นิ โต หนูน้อยแสนฉลาดขีส้ งสัย อยากช่วย เจ้านำ้ ตาล ลกู ของเจา้ มาลี สุนขั ท่ีเพงิ่ คลอด ตาม
หาพอ่ สนุ ัขของมนั ซึ่งนา่ จะเป็นสนุ ขั ตวั ใด ตัวหนงึ่ ในละแวกหม่บู ้าน นกั เรียนจะได้รับบทบาท สมมติเป็นเพื่อน
ของปิ่นโต ในการช่วยท้ากิจกรรม ไปพร้อมๆกับป่ินโต นอกจากตามหาพ่อของเจ้า น้ำตาลแล้ว นักเรียนจะได้
ร่วมเรียนรู้ลักษณะทาง พันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกพร้อมทำกิจกรรมสำรวจลักษณะทาง
พันธกุ รรมของสมาชิก ภายในครอบครวั ตนเอง
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1 นกั สืบตัวนอ้ ย ตามหาพอ่ แม่ โดยนกั สบื แตล่ ะทีมต้องชว่ ยเด็กชายปิ่นโตตา
หาพ่อของเจา้ นำ้ ตาล และรว่ มกันคน้ หา ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมทีเ่ ด็กชายปิ่นโตมี ว่าคล้าย พ่อหรือแมม่ ากกว่า
กนั ใช้เวลาในการจัดการเรยี นรู้ 2 ชวั่ โมง
คำศพั ท์
พันธกุ รรม, การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม, ลักษณะทป่ี รากฏ
ตวั ชว้ี ัด
นักเรียนสามารถ : - อธิบายลักษณะทางพันธกุ รรมที่มีการถ่ายทอดจากพอ่ แมส่ ู่ลูกของพืช สัตว์ และมนุษย์
- แสดงความอยากรู้อยากเหน็ โดยการถามค้าถามเกยี่ วกบั ลักษณะคล้ายคลึงกันของตนเอง
กับพ่อแม่
กิจกรรมการเรียนรู้
กจิ กรรมที่ 1 จับคู่พอ่ แม่ลูก
ขั้นตงั้ คำถามส่ิงท่ีเกย่ี วกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ
1. แบ่งนกั เรยี นออกเป็นกล่มุ ๆ ละ 3 – 4 คน
2. ครูใหน้ ักเรียนทา้ กจิ กรรมท่ี 1 จับคู่พ่อแมล่ กู โดยนักเรยี นจะโยงลูกสตั วไ์ ปหาพอ่ แม่ กิจกรรมน้ีครู จะให้
นักเรยี นได้สังเกตลกั ษณะของสตั วแ์ ต่ละชนิดทีม่ ีความแตกต่างกนั และสตั ว์ชนดิ เดียวกนั มีความคลา้ ยคลึงกนั
เพอ่ื ให้เกดิ ประเดน็ คา้ ถาม
3. กิจกรรมชว่ ยนอ้ งป่นิ โตตามหาพอ่ สนุ ัขให้กบั ลูกสุนขั ช่อื นำ้ ตาล เพื่อใหน้ ักเรียนไดส้ งั เกตลักษณะ ทค่ี ล้ายคลึง
และแตกตา่ งกันของลักษณะลกู กับพอ่ แม่ชนิดเดยี วกนั จากกจิ กรรมโยงรูปพอ่ แมล่ กู และตามหาพ่อ ใหก้ ับเจ้า
น้ำตาล โดยใหน้ ักเรยี นชว่ ยกนั ต้งั คา้ ถามท่นี ักเรยี นสงสยั มาคนละ 1 ค้าถาม เพอ่ื ใหน้ ักเรียนเกิด ประเด็นค้าถาม
ดังนี้
- ทำไมลกู จึงมีลักษณะเหมอื นพ่อแม่
(แนวคำตอบ ลกู ตอ้ งมีลักษณะบางอย่างเหมือนพอ่ แม่ ลกั ษณะนัน้ เรียกว่าพนั ธุกรรม)
จากกิจกรรมท่1ี นกั เรยี นจะไดข้ ้อสรปุ แลว้ ว่าลูกจะมีลกั ษณะพนั ธุกรรมบางอย่างทจ่ี ะถา่ ยทอดมาจากพอ่ และแม่
โรงเรยี นวดั โพทะเล
55
ขนั้ รวบรวมความคิดและข้อสันนษิ ฐาน
1. ครรู วบรวมความคิดร่วมกบั เดก็ ๆ วา่ พ่อแม่ถ่ายทอดลักษณะใดบา้ งใหก้ บั ลูก เพื่อดูว่าเด็กๆ มีความรู้
เดมิ หรือมีประสบการณ์ใด ๆ อยแู่ ล้วบ้างหรือไม่ โดยใหช้ ว่ ยกันตอบค้าถามน้ี “ทำไมลูกจงึ มลี ักษณะเหมอื นพอ่
แม”่
2. นกั เรยี นคาดคะเนคา้ ตอบท่ีเป็นไปได้ และเลือกคา้ ตอบที่ดีที่สดุ ทนี่ า่ จะเป็นไปไดข้ องกลุม่ ใหเ้ ด็กๆ
ชว่ ยกันคิดว่าจะใช้วิธีการใดตรวจสอบข้อสนั นษิ ฐาน
กจิ กรรมท่ี 2 ปนิ่ โตเหมือนใคร
ในกจิ กรรมน้ีจะเปน็ กิจกรรมเสริมสรา้ งความรู้ความเข้าใจทางดา้ นลกั ษณะทางพันธกุ รรม
ขั้นทดสอบและปฏบิ ัติการสืบเสาะ
1.ตอนที่ 1 ดจู ากใบหนา้ ลักษณะรวมของชายหญงิ 3 คู่ เทียบกบั หน้าของปิ่นโตเพ่ือคาดคะเนวา่ ชาย
หญงิ คไู่ หนคอื พ่อแมข่ องปิ่นโต
2. ตอนท่ี 2 ดูทีละส่วน นักเรียนจะได้สืบเสาะค้นหาว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงของปิ่นโตโดย
เปรยี บเทยี บทีละลักษณะกับชายหญงิ 3 คู่
ขน้ั สงั เกตและบรรยาย
1. ตอนท่ี 1 ดูจากใบหน้า นกั เรยี นตอ้ งสงั เกตจากลักษณะโดยรวมของใบหน้าชายหญิง 3 คู่ เทียบกับ
หนา้ ของปิ่นโต และบรรยายส่ิงทีส่ งั เกตได้ เช่น
- รปู ทรงใบหนา้
- ลกั ษณะคว้ิ
- รปู ร่างปาก และจมูก ฯลฯ
ขน้ั บนั ทึกขอ้ มูล
นกั เรยี นเขยี นบรรยายลักษณะใบหน้าทีไ่ ดจ้ ากการสังเกต และคาดคะเนว่าใครคอื พอ่ แมป่ ิ่นโต
ขั้นอภิปราย
1. จากนนั้ ใหน้ ักเรยี นลองทายคู่พ่อแม่ท่ีนักเรียนคิดว่าเป็นพ่อแม่ของปนิ่ โต เมอื่ ไดค้ ้าตอบของนักเรียน ครูอาจ
ถามวา่ เพราะอะไรนกั เรยี นจงึ คิดเช่นนนั้ จากนน้ั เฉลยวา่ คทู่ ่ีเป็นพ่อแมข่ องเดก็ ชายปน่ิ โต คอื คู่ท่ี 2
2. ครูกับนักเรียนร่วมกันสรุปลักษณะที่สังเกตได้ ลักษณะใดที่นักเรียนคาดเดาไว้ถูกต้องและไม่ถูกต้อง บ้าง
จากนั้นครูและเด็กร่วมกันบอกลักษณะของปิ่นโตกับพ่อแม่ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ปิ่นโตเหมือนใคร
มากกว่ากนั และไดร้ ับลักษณะทางพันธุกรรมจากใครมากกวา่
3. สรปุ ว่า พอ่ แมป่ น่ิ โตคือ ชายหญิงคู่ที่ 2 โดยสงั เกตจากลกั ษณะท้ัง 5 ลกั ษณะเหมอื นกนั
4. นกั เรียนทา้ กิจกรรมที่ 3 พันธกุ รรม ดังน้ี
- ตอนท่ี 1 ใช่หรอื ไม่ นกั เรยี นอภิปรายบางลกั ษณะว่าเปน็ ลักษณะทางพนั ธุกรรมหรือไม่ เพราะอะไร
โดยนักเรยี นบอกเหตผุ ล
- ตอนที่ 2 ใช่หรอื ไม่ อภปิ รายลักษณะท่ีไดม้ าจากพ่อแม่ โดยรว่ มกันสรปุ วา่ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
จะถ่ายทอดผ่านเซลล์สืบพันธุ์ (ครูอาจน้าการอภิปรายหรือตั้งคำถามน้าเพื่อให้นักเรียนเข้าใจการถ่ายทอด
พันธกุ รรมวา่ เกดิ จากการสบื พันธ)์ุ
โรงเรยี นวดั โพทะเล
56
4. ครูยกตัวอย่างสิง่ มชี ีวิต สัตว์ และพืช ก็มีการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดยการสบื พันธุ์ และลักษณะ
พันธุกรรมท่ีถา่ ยทอดจะแตกตา่ งจากสิ่งมีชวี ิตชนดิ อนื่ ดงั น้ี
- นกั เรียนเคยเห็นต้นมะพร้าวออกผลเปน็ ลูกมะละกอหรอื ไม่ และนกั เรยี นคิดวา่ เปน็ ไปไดห้ รอื ไม่ เหตุ
ใดจงึ คิดเชน่ นัน้
- ครูถามนักเรียนว่าเมื่อน้าลูกมะพร้าวไปปลูก ต้นที่งอกออกมาจะเป็นต้นมะพร้าวหรือไม่ นักเรียน
เคยเหน็ เมลด็ พชื ชนดิ ใดที่ปลูกแลว้ ไมเ่ หมอื นตน้ พ่อแม่บา้ ง
- นกั เรยี นอภิปรายในประเดน็ ดงั กล่าว พร้อมสรุปผลวา่ พืชแต่ละชนดิ จะขยายพนั ธุ์ออกมาเหมือน ต้น
พอ่ แม่ และพืชแตล่ ะชนิดจะมีลักษณะทีถ่ ่ายทอดไปยงั ลกู หลานทีม่ ีลกั ษณะเฉพาะแตกตา่ งกนั
Home Work 1 ลักษณะทางพันธกุ รรมที่สังเกตได้
ขนั้ ทดสอบและปฏบิ ตั กิ ารสืบเสาะ
1. นักเรียนสำรวจและสังเกตลักษณะทางพันธุกรรมของนักเรียนแต่ละลักษณะ 1 และทำนาย
ลักษณะดงั ต่อไปน้ี ว่าน่าจะได้รบั มาจากใคร โดยกระตนุ้ ความสงสัยนกั เรียนว่า แตล่ ะลักษณะของ นักเรียนได้
รบั มาจากใคร
2. เมอ่ื นักเรียนสำรวจลักษณะของตนเองแล้วทา้ นายวา่ แต่ละลักษณะไดม้ าจากใครแลว้ ให้นกั เรยี นทำ
ตารางท่ี 2 สำรวจลักษณะจากพ่อและแม่ทบ่ี ้านของนกั เรยี น
ขั้นสงั เกตและบรรยาย
1. ตารางที่ 1 นักเรียนสังเกตแต่ละลักษณะของตนเอง หรืออาจจับคู่กันให้เพื่อนสังเกต และบอก
รายละเอียดของลกั ษณะที่เห็น เช่น ติ่งหู นอกจากดูว่ามีหรอื ไมม่ ีติ่งหูแล้ว ลักษณะของติ่งหูเป็นอย่างไร ใหญ่
หรือเล็ก เป็นเนื้ออ่อนหรือกระดูก โดยการสัมผัสดู รวมถึงลักษณะใบหูกางไม่กาง เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้
นักเรียนเกดิ ค้าถามสงสยั ว่าลักษณะนีเ้ ขาได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อหรอื แม่
2. ตารางที่ 2 เม่ือนกั เรียนสังเกตลกั ษณะของตนเองแล้ว กลับไปสังเกตลกั ษณะของพอ่ แมท่ บ่ี า้ น บอก
รายละเอยี ดทเ่ี หน็
ขัน้ บันทกึ ผล
1. นกั เรยี นเขยี นบรรยายลักษณะของตนเอง ลงในตารางท่ี 1 และลักษณะของพ่อแมล่ งในตารางที่ 2
2. นกั เรยี นบันทึกผลจากการสงั เกตลงในตาราง ตอนที่ 2 โดยการท้าเครือ่ งหมาย ✓ ลงในชอ่ งของ พอ่
หรอื แม่ที่มีลกั ษณะเหมอื นกับตนเอง
ขนั้ อภิปรายผล
1. ครูกับนกั เรียนร่วมกนั สรุปลักษณะทสี่ ังเกตได้ ลกั ษณะใดทีน่ ักเรียนคาดเดาไว้ถกู ตอ้ งและไม่ถูกต้อง
บ้าง จากน้ันครู และเด็กร่วมกันบอกลักษณะของตนเองกบั พ่อแมว่ า่ มคี วามสัมพนั ธก์ นั อยา่ งไร
2. สรปุ วา่ ลูกจะไดร้ ับลักษณะทางพนั ธกุ รรมมาจากพ่อแม่ หรอื ปยู่ า่ ตายาย
โรงเรยี นวดั โพทะเล
57
การวดั และประเมนิ ผล
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ หลกั ฐานการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
1. อธบิ ายลกั ษณะทาง กจิ กรรม ตอบค้าถามกิจกรรมได้
พนั ธุกรรมท่ีมกี ารถ่ายทอด ถูกตอ้ ง
จาก พ่อแมส่ ู่ลูกของพชื สตั ว์
และ มนุษย์ กิจกรรม Home Work 1 ทำกิจกรรมไดถ้ ูกต้อง
และครบถ้วน
2. ถามคา้ ถามเกี่ยวกับ
ลกั ษณะ คลา้ ยคลงึ กันของ
ตนเองกบั พอ่ แม่
ส่อื การเรียนการสอนที่ใช้
PowerPoint เรอื่ ง หนูเหมือนใคร
โรงเรยี นวดั โพทะเล
58
กลุ่มที.่ ................ชอ่ื ................................................................................หอ้ ง ...................เลขท.่ี .......................
กิจกรรมท่ี 1 ป่ินโตเหมอื นใคร
ตอนท่ี 1 ดจู ากใบหน้า
คำชี้แจง ใหเ้ ขียนตอบคำถามต่อไปนี้
นกั เรยี นคาดคะเนว่าพอ่ แม่ปนิ่ โต น่าจะเปน็ หมายเลขใด.....................................................................................
ตอนที่ 2 ดทู ีละส่วน
คำช้ีแจง ให้นกั เรยี นเขยี นลักษณะของปนิ่ โต และทำเคร่อื งหมาย ✓ลงในช่องของพอ่ หรือแม่ท่มี ีลักษณะตรง
กบั ของปิ่นโต
ลักษณะของป่ินโต 1 คูพ่ อ่ แม่
พอ่ แม่ 23
1. หนงั ตา (1 ช้ัน 2 ชน้ั )…………………………………………
2. เชงิ ผมทีห่ น้าผาก (แหลมหรือไม่แหลม)……………….. พอ่ แม่ พอ่ แม่
3. ลักย้ิม (มหี รอื ไม่มี)…………………………………………….
4. ตง่ิ หู (มหี รอื ไม่มี)………………………………………………
5. ห่อล้ิน (ไดห้ รอื ไมไ่ ด้)…………………………………………
สรุปว่าพ่อแมข่ องป่ินโตคอื พ่อแมใ่ นครอบครวั ท่ีเท่าใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
โรงเรียนวดั โพทะเล
59
การจดั กิจกรรมโดยใชร้ ปู แบบทางออนไลน์
นักเรียนได้รับชมวดิ โิ อเรอ่ื ง ฉนั เหมือนใครนะ นักเรียนมีความเข้าใจมากยงิ่ หลังจากท่คี รูอธิบาย
เกย่ี วกับการพันธุกรรม และสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ในชวี ิตประจำวันไดม้ ากย่ิงขน้ึ
ผลงานนกั เรียน
นักเรียนทำแบบฝึกหดั หลงั จากครูทำการทดลองเสรจ็ เรยี บรอ้ ย
ปัญหาอุปสรรคที่พบ
นกั เรียนส่วนมากไม่มีความพร้อมเรอ่ื งอุปกรณ์การทดลอง และนักเรยี นบางคนไมส่ ามารเข้าเรยี นได้
เนอื่ งจากอปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ไม่พร้อมใช้งาน คุณครจู งึ ทำการทดลองให้นักเรียนดเู ป็นตัวอยา่ ง
โรงเรยี นวดั โพทะเล
60
บทนำ
นักเรียนสวมบทบาทเปน็ ผู้ชว่ ยผปู้ กครอง เพอื่ ปฏบิ ัติภารกจิ ในการเดินระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ของ
นกั เรียน โดยบ้านหลังนม้ี ลี กั ษณะของตวั บา้ น เปน็ ชน้ั เดยี วท่ีมพี ้ืนทใี่ ช้สอย 4 หอ้ ง ประกอบด้วย ห้องโถง
หอ้ งนอน ห้องครวั และหอ้ งนำ ก่อนทจี่ ะปฏบิ ตั ิ
ภารกิจจรงิ นกั เรียนจะตอ้ งเรยี นรู้เกย่ี วกับการตอ่ ระบบ ไฟฟ้าภายในบา้ น และสรา้ งแบบบ้านจ้าลอง
พร้อมทง้ั ต่อระบบไฟฟา้ ในบ้านจา้ ลองใหเ้ รียบร้อย เพอื่ นา้ เสนอ รูปแบบทเี่ หมาะสมกบั ผู้ปกครองก่อนลงมอื
ปฏิบตั ิ ในสถานท่ีจริง
หวั ขอ้ ชา่ งไฟฟา้ ตวั น้อย
ระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6
เวลา 4 ช่วั โมง
แนวคิดหลัก
เมื่อนำวัตถุบางชนิดมาขัดถูกันท้าให้เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้นและวัตถุมีแรงไฟฟ้ากระท้าต่อกัน ไฟฟ้าที่ใช้ ใน
ชีวิตประจำวันด้วยวงจรไฟฟา้ อย่างง่าย ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ และแหล่งกำเนิดไฟฟา้
โดยวงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ยจะประกอบดว้ ย วงจรแบบขนาน และวงจรแบบอนกุ รม
มาตรฐานและตัวชีว้ ัด
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.2 ข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจำวนั ผลของแรงท่ีกระทา้ ต่อวตั ถุ ลักษณะการเคลอ่ื นท่ี
แบบตา่ งๆ ของวัตถุ รวมท้งั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตัวชวี้ ัด ว 2.2 ป. 6/1 อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟ้าซงึ่ เกิดจากวัตถทุ ี่ผา่ นการขัดถโู ดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ
ประจักษ์มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏิสัมพนั ธ์
ระหวา่ งสสาร และพลังงาน พลังงานในชวี ิตประจำวัน ธรรมชาติของคลน่ื ปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับเสียง แสง
และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทัง้ นา้ ความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ชว้ี ัด ว 2.3 ป.6/1 ระบุสว่ นประกอบและบรรยายหน้าที่ของแตล่ ะส่วนประกอบของวงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย
ตามหลกั ฐานเชิงประจักษ์
ว 2.3 ป.6/2 เขียนแผนภาพและตอ่ วงจรไฟฟ้าอยา่ งงา่ ย
ว 2.3 ป.6/3 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธที ีเ่ หมาะสมในการอธิบายวิธีการและผลของ การตอ่
เซลล์ไฟฟา้ แบบอนุกรม
ว 2.3 ป.6/4 ตระหนกั ถงึ ประโยชนข์ องความรขู้ องการตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนุกรมโดยบอกประโยชน์ และการ
ประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจำวนั
ว 2.3 ป.6/5 ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวธิ ที ี่เหมาะสมในการอธิบายการตอ่ หลอดไฟฟ้า แบบอนุกรม
และแบบขนาน
ว 2.3 ป.6/6 ตระหนกั ถงึ ประโยชนข์ องความร้ขู องการตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมและแบบขนาน โดยบอก
ประโยชน์ ขอ้ จ้ากัด และการประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวัน
โรงเรยี นวดั โพทะเล
61
เขา้ ใจท่ียงั่ ยนื
นกั เรียนเขา้ ใจว่าแรงไฟฟ้าคอื แรงไม่สัมผัส ทเี่ กดิ ขนึ้ ระหวา่ งวัตถุทีม่ ีประจุไฟฟ้า โดยวงจรไฟฟ้าอย่าง
งา่ ย ประกอบด้วย แหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณไ์ ฟฟ้า เม่อื น้าเซลลไ์ ฟฟา้ หลายเซลล์มาตอ่ เรยี งกัน
โดยให้ ขวั้ บวกของเซลล์ไฟฟา้ หนึ่งตอ่ กับขัว้ ลบของอีกเซลล์หนงึ่ เป็นการต่อแบบอนกุ รม ท้าใหม้ ีพลังงานไฟฟ้า
เหมาะสม กบั เครอ่ื งใช้ไฟฟ้า การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมเม่ือถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออกจะท้าให้
หลอดไฟฟ้าที่เหลือ ดับทั้งหมด ส่วนการต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เมื่อถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออก
หลอดไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสว่างได้ การต่อหลอดไฟฟ้าแต่ละแบบสามารถน้าไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้
ตามความเหมาะสม
คำถามสำคัญ
การตอ่ หลอดไฟฟา้ หลายดวงในบา้ นจะต้องต่ออยา่ งไร
คำถามสำคญั
ความรู้
คำสำคัญ : ไฟฟา้ สถิต ไฟฟ้ากระแส วงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ เคมี การต่อหลอดไฟแบบ
อนุกรมและแบบขนาน
- ทกั ษะ
- เขียนแผนภาพวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายได้
- ตอ่ วงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ยได้
- ต่อเซลล์ไฟฟา้ ได้
- ตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนกุ รมและแบบขนานได้
เจตคติ
การใช้เคร่ืองมอื ทางวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งระมดั ระวงั และปลอดภยั การให้ความร่วมมือในการท้างานกลุม่
แรงบนั ดาลใจในการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
.คำถามสำคญั
ภาระงาน
นกั เรียนออกแบบบ้านจำลอง และตอ่ วงจรไฟฟา้ ของบ้านจำลองพรอ้ มกับนำเสนอ
หลักฐานการเรียนรู้อื่นๆ โดยคำนงึ ถึงความแตกต่างของผ้เู รียน
บนั ทึกผลการทดลองเรอื่ งวงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย
การประเมินตนเอง
การประเมนิ ตนเองในประดิษฐต์ กุ๊ ตาติดตูเ้ ย็น
โรงเรยี นวดั โพทะเล
62
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 : การต่อหลอดไฟฟา้ ภายในบา้ น
ขน้ั กจิ กรรม เวลา
10
ข้นั ต้ังคำถาม นักเรียนร่วมกันตอบคำถามเกี่ยวกับการต่อหลอดไฟฟ้าภายในบ้าน
เกย่ี วกับ นักเรียนเคยสังเกตไหมว่า บางห้องสามารถเปิด – ปิดหลอดไฟ ได้ทีละ
ปรากฏการณ์ หลอด แตบ่ างหอ้ งสามารถเปดิ - ปิดไฟไดท้ ลี ะหลายหลอดพรอ้ มกนั
ธรรมชาติ
ขั้นรวบรวม ท้ังสองกรณนี ี้ น่าจะมวี ธิ ีการตอ่ วงจรอย่างไร 25
ความคิด และขอ้
สนั นษิ ฐาน
ขั้นทดลอบและ นกั เรยี นร่วมกนั ตงั้ ขอ้ สนั นิษฐานเก่ียวกบั วิธีการต่อหลอดไฟแบบต่างๆ 30
ปฏิบตั กิ ารสืบเสาะ
ข้ันสงั เกตและ นักเรียนทำกิจกรรมการทดลองเกี่ยวกับการต่อหลอดไฟแบบอนุกรม 120
บรรยาย และแบบขนาน
ขน้ั บันทึกขอ้ มลู นักเรียนสังเกตผลการทดลองในการต่อหลอดไฟแบบอนุกรม และแบบ 30
ขนั้ อภิปรายผล ขนาน เกีย่ วกบั ความสามารถในการเปิด - ปดิ หรอื ควบคมุ วงจร 25
ความสว่างของหลอดไฟ เป็นต้น
โรงเรยี นวดั โพทะเล
63
ชา่ งไฟฟ้าตวั น้อย
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1 : วงจรไฟฟ้า (การตอ่ หลอดไฟฟ้าภายในบ้าน)
บทนำ
นักเรยี นสวมบทบาทเป็นผู้ชว่ ยทมี ชา่ งไฟฟ้า เพือ่ ปฏบิ ตั ิภารกจิ ในการเดนิ ระบบไฟฟ้าภายใน บา้ นของ
ลูกค้า โดยบ้านหลังนี้มีลักษณะของตัวบ้าน เป็นชั้นเดียวที่มีพื้นที่ใช้สอย 4 ห้อง ประกอบด้วย ห้องโถง
หอ้ งนอน หอ้ งครวั และหอ้ งน้ำ กอ่ นทจ่ี ะ ปฏบิ ตั ภิ ารกิจจริงผู้ชว่ ยช่างไฟฟ้าจะตอ้ งเรยี นรู้ เกย่ี วกับการต่อระบบ
ไฟฟ้าภายในบ้านจากหัวหน้า ช่างไฟฟ้าและสร้างแบบบ้านจ้าลองพร้อมทั้งต่อ ระบบไฟฟ้าในบ้านจำลองให้
เรียบร้อยเพื่อนำเสนอรูปแบบที่เหมาะสมกับหัวหน้าช่างไฟฟ้าก่อนลงมือ ปฏิบัติในสถานที่จริงในแผนการ
จัดการเรียนรู้ที่ 1 ใช้เวลา เรียน 4 ชั่วโมง นักเรียนศึกษาการต่อหลอดไฟฟ้า แบบอนุกรมและการต่อหลอด
ไฟฟา้ แบบขนาน ภายในบา้ น
คำศพั ท์
หลอดไฟฟา้ อนุกรม ขนาน วงจรไฟฟา้
จุดประสงค์การเรยี นรู้
นักเรยี นสามารถ:
• ทดลอง การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม ได้
• ทดลอง การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบขนานได้
• บอกความแตกต่างของการตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมกับการตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบขนานได้
• บอกประโยชน์ ข้อจา้ กัด และการประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจ้าวันได้
ขนั้ ท่ี 1 ตงั้ คำถามส่งิ ทเ่ี กี่ยวกับปรากฏการทางธรรมชาติ
นักเรยี นรว่ มกันตอบคำถามเกยี่ วกับการต่อหลอดไฟฟ้าภายในบ้าน นกั เรยี นเคยสงั เกตไหมว่า บางหอ้ ง
สามารถเปิด-ปิดหลอดไฟได้ทีละหลอด แต่บางห้องสามารถเปิด-ปิดไฟได้ทีละหลายหลอดพร้อมกัน ทั้งสอง
กรณีนน้ี ่าจะมีมีวิธีการตอ่ วงจรอยา่ งไร
ครูนำรูปภาพบ้านท่มี ีแสงสว่างจากหลอดไฟฟา้ สอ่ งสว่างไปท่ัวทุกหอ้ งของบ้าน และรปู ภาพแสดงห้อง
ต่างๆ ของบา้ นมแี สงสวา่ งจากหลอดไฟฟ้าแตกตา่ งกัน ใหน้ ักเรยี นดู จากน้ัน ถามนกั เรยี นว่า
- ทำไมเวลาเปิดและปดิ ไฟฟา้ ในบ้านแต่ละห้องน้นั จึงทา้ ใหไ้ ฟฟา้ ติดและดบั ไม่พร้อมกัน เช่น เวลาเปดิ
ไฟฟ้าห้องนง่ั เล่น ทำไมไฟฟ้าในห้องนอนไม่ตดิ ดว้ ย
- เคยสงั เกตไหมว่าบางครั้งเราเปิดและปดิ ไฟฟา้ ในห้องที่มีจา้ นวนหลอดไฟฟ้าหลายๆ หลอดแล้วหลอด
ไฟฟา้ ทีอ่ ยู่ตดิ กนั จะดบั และติดพรอ้ มกนั เชน่ เวลาเปิดไฟฟา้ ท่ีหน้าห้องเรียน หรอื หลงั หอ้ งเรียน
- การปดิ หลอดไฟฟ้าครั้งเดยี วแตห่ ลอดไฟฟา้ ดับพร้อมกนั หลายๆ หลอดได้เพราะอะไร
โรงเรยี นวดั โพทะเล
64
ขัน้ ที่ 2 รวบรวมความคิดและขอ้ สันนิษฐาน
นกั เรียนร่วมกนั ต้งั ข้อสันนิษฐานเก่ียวกบั วิธกี ารตอ่ หลอดไฟแบบตา่ งๆ
นักเรียนร่วมกันอภิปรายถึงวิธีการต่อหลอดไฟฟ้าภายในบ้าน นักเรียนจะต้องต่ออย่างไรให้สามารถ
ปดิ -เปดิ ด้วยสวติ ซ์เพียงอันเดยี ว และต่ออย่างไรให้ใช้สวิตซ์ 1 อันควบคมุ ไดเ้ พยี งหลอดไฟฟ้าหลอดเดียว
ขัน้ ที่ 3 ทดสอบและปฏิบัติการสบื เสาะ
นกั เรยี นท้ากจิ กรรมการทดลองเกยี่ วกับการต่อหลอดไปแบบอนกุ รมและแบบขนาน
- แบง่ นักเรยี นออกเป็นกลมุ่ ๆ ละ 3 – 4 คน
- ครูแจกกลอ่ งท่ีบรรจอุ ุปกรณ์ต่าง ๆ ใหแ้ ต่ละกล่มุ (หลอดไฟฟา้ สายไฟ เซลล์ไฟฟา้ สวิตซ)์
- ให้นกั เรียนทา้ การทดลองตามใบกิจกรรมที่ 1 เร่อื ง การตอ่ วงจรไฟฟ้าแบบอนกุ รม
- ให้นักเรยี นท้าการทดลองตามใบกิจกรรมท่ี 2 เรื่อง การตอ่ วงจรไฟฟ้าแบบขนาน
- นักเรียนท้ากิจกรรม “การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน” โดยให้นักเรียนทำการต่อ
วงจรไฟฟา้ ตามใบกิจกรรม แล้วบนั ทกึ ผลลงในแบบบันทกึ กจิ กรรม
ขน้ั ที่ 4 สงั เกตและบรรยาย
นักเรียนสังเกตผลการทดลองในการต่อหลอดไฟแบบอนุกรมและแบบขนาน เกี่ยวกับความสามารถ ในการเปิด-
ปดิ หรอื ควบคมุ วงจร ความสวา่ งของหลอดไป เป็นตน้
ในระหวา่ งการทดลองนกั เรยี นสงั เกตผลการทดลองในประเด็นต่างๆ ดังน้ี
- การตอ่ หลอดไฟฟ้าโดยต่อกันแบบขั้วบวกต่อกับข้วั ลบเมื่อถอดหลอดไฟฟา้ ดวงหนึ่ง ออกจะเกิดผล
อยา่ งไร
- การต่อหลอดไฟฟา้ โดยตอ่ กันแบบขัว้ บวกต่อกบั ข้ัวบวก ขวั้ ลบตอ่ กบั ขั้วลบ เม่อื ถอด หลอดไฟฟา้ ดวง
หน่งึ ออกจะเกดิ ผลอยา่ งไร
- การต่อหลอดไฟฟ้าทง้ั สองแบบเหมอื นหรือแตกต่างกันอย่างไร
- ให้ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั นยิ ามของค้าวา่ “อนกุ รม ขนาน วงจรไฟฟ้า”
ขัน้ ท่ี 5 บนั ทึกขอ้ มูล
นกั เรยี นบันทึกผลการทดลอง การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมและแบบขนาน
ให้นักเรียนบันทึกผลการทดลองลงในแบบบันทึกกิจกรรมที่ครูเตรียมให้ โดยการทำเครื่องหมายถูก
ลงในตารางที่มีขอ้ คำถามไว้ให้ได้
ขน้ั ที่ 6 อภิปรายผล
นกั เรยี นร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง และการนำความรทู้ ่ีได้ไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั
- นักเรียนรว่ มกันอภิปรายถึงความแตกต่างของการต่อวงจรไฟฟ้าทง้ั สองแบบ พร้อมอภปิ ราย ถึงข้อดี
ข้อด้อยของการต่อวงจรทั้งสองแบบ
โรงเรยี นวดั โพทะเล
65
- นกั เรยี นร่วมกันยกตวั อย่าง และนำเสนอวิธกี ารต่อหลอดไฟในชวี ติ ประจำวนั เช่น การต่อหลอดไฟ ที่
บ้านเป็นการตอ่ แบบขนาน และการต่อหลอดไฟในห้องสมุด มที ้งั การต่อแบบขนานและอนุกรมเปน็ ตน้
การวดั และการประเมินผล
จุดประสงค์การเรยี นรู้ หลักฐานการประเมิน เกณฑ์การประเมนิ
ดำเนินการทดลองได้ถกู ต้อง
1. ทดลองการตอ่ หลอดไฟฟา้ การดำเนนิ การทดลอง และครบถ้วน
ดำเนนิ การทดลองได้ถกู ตอ้ ง
แบบอนุกรมได้ และครบถ้วน
บันทึกผลการทดลอง และสรุปผล
2. ทดลองการต่อหลอดไฟฟา้ การดำเนนิ การทดลอง การทดลองได้ ถูกตอ้ ง
แบบขนานได้ ตอบคำถามได้ถกู ตอ้ ง
3. บอกความแตกต่างของการ ตอ่ แบบบนั ทกึ กจิ กรรม
หลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม กับการ
ต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนานได้
4. บอกประโยชน์ ข้อจ้ากัด และ ใบกจิ กรรม
การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำได้
สอ่ื การเร-ียนการสอนที่ใช้
แบบบันทึกกิจกรรมที่ 1 : การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม แบบบนั ทึกกจิ กรรมท่ี
2 : การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบขนาน
เครื่องมือท่ีตอ้ งใช้
ขนั้ ตั้งคำถามเกี่ยวกบั ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
เชอ่ื มต่ออินเตอร์เน็ตเพอ่ื ดูคลปิ วิดิทศั น์
Power point แสดงภาพบา้ น
ขั้นรวบรวมความคดิ และข้อสันนิษฐาน
ไม่มี
ข้ันทดสอบและปฏบิ ตั ิการสบื เสาะ
รายการอปุ กรณต์ ามใบกิจกรรมที่ 1 และ 2
ข้นั สงั เกตและบรรยาย
ไมม่ ี
ขน้ั บันทึกขอ้ มลู
ไมม่ ี
ขน้ั อภปิ รายผล
ไม่มี
โรงเรียนวดั โพทะเล
66
กิจกรรมที่ 1 การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. บอกวิธกี ารตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมได้
2. ทดลองการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนกุ รมได้
วัสดุอุปกรณ์
1. แบบบนั ทึกกจิ กรรม
2. อปุ กรณ์ทใี่ ช้ในการตอ่ หลอดไฟฟ้า ได้แก่
1) หลอดไฟฟา้ แบบดวงเทยี น จำนวน 3 หลอด
2) สายไฟดำแดงปากจระเข้ จำนวน 8 เสน้
3) เซลล์ไฟฟ้า (ถ่านไฟฉาย) จำนวน 2 กอ้ น
วธิ ที ดลอง
1. ให้นกั เรยี นน าหลอดไฟฟ้าตอ่ เข้ากับสายไฟและเซลลไ์ ฟฟา้
- โดยให้ข้วั ลบของเซลล์ไฟฟา้ ต่อเข้ากับขั้วลบของหลอดไฟฟา้ หลอดท่ี 1
- ขัว้ บวกของหลอดไฟฟา้ หลอดท่ี 1 ต่อเข้ากบั ข้วั ลบของหลอดไฟฟ้าหลอดที่ 2
- ข้วั บวกของหลอดไฟฟา้ หลอดที่ 2 ต่อเขา้ กบั ขั้วลบของหลอดไฟฟ้าหลอดท่ี 3
- และข้วั บวกของหลอดไฟฟ้าหลอดท่ี 3 ต่อเขา้ กับขวั้ บวกของเซลล์ไฟฟ้า
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองว่าได้ผลไปตามที่นักเรียนคิดหรือไม่ แล้วบันทึกผลลงในแบบบันทึก
กจิ กรรม
โรงเรียนวดั โพทะเล
67
แบบบันทึกกิจกรรมที่ 1 การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรม
คำชี้แจง: ใหน้ ักเรียนเติมคำตอบลงในช่องท่วี า่ งทีก่ ำหนด “ติด” หรือ “ไม่ตดิ ” ให้ตรงกับผล
การตอ่ หลอดไฟฟา้ ผลการทดลองการใช้หลอดไฟฟ้า 3 ตอ่ เขา้ ดว้ ยกัน
ติด ไมต่ ดิ
1 23
.
……..……3…………..หลอด ……..……-…………..หลอด
1 23
. ……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
1 23
.
……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
1 23
. ……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
1 23
.
……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
โรงเรียนวดั โพทะเล
68
สรปุ ผลการทดลอง
1. เมื่อต่อหลอดไฟฟ้าทั้งสามหลอดเข้ากับเซลล์ไฟฟ้าจนครบวงจร หลอดไฟฟ้าติดหลอด………………หลอด
ไฟฟ้าดบั ………………………หลอด
2. เมื่อนำสายไฟออกจากขัว้ ของหลอดไฟฟ้า 1 ที่เชื่อมตอ่ ระหว่างหลอดไฟฟ้า 1 กับเซลล์ไฟฟ้า หลอดไฟฟา้
ตดิ ....................หลอด หลอดไฟฟา้ ดับ………………………หลอด
3. เมื่อนำสายไฟออกจากขั้วของหลอดไฟฟ้า 1 ที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดไฟฟ้า 1 กับหลอดไฟฟ้า 2 หลอด
ไฟฟ้าติด....................หลอด หลอดไฟฟา้ ดับ……………………หลอด
4. เมื่อนำสายไฟออกจากขั้วของหลอดไฟฟ้า 2 ที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดไฟฟ้า 2 กับหลอดไฟฟ้า 3 หลอด
ไฟฟ้าติด....................หลอด หลอดไฟฟ้าดบั …………………..หลอด
5. เม่ือนำสายไฟออกจากขั้วของหลอดไฟฟ้า 3 ที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดไฟฟ้า 3 กับเซลล์ไฟฟ้า หลอดไฟฟา้
ตดิ ....................หลอด หลอดไฟฟา้ ดบั ………………………หลอด
คำถามท้ายการทดลอง
ถา้ ตอ้ งการใหห้ ลอดไฟฟ้าทั้ง 3 หลอด มแี สงสวา่ งเพมิ่ ขน้ึ จะตอ้ งทำอยา่ งไร ………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….………..
โรงเรยี นวดั โพทะเล
69
กจิ กรรมท่ี 2 การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบขนาน
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. บอกวธิ กี ารต่อหลอดไฟฟา้ แบบขนานได้
2. ทดลองการต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนานได้
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. แบบบนั ทกึ กจิ กรรม
2. อปุ กรณท์ ใ่ี ช้ในการตอ่ หลอดไฟฟา้ ได้แก่
1) หลอดไฟฟา้ แบบดวงเทยี น จำนวน 3 หลอด
2) สายไฟดำแดงปากจระเข้ จำนวน 8 เสน้
3) เซลล์ไฟฟา้ (ถา่ นไฟฉาย) จำนวน 1 กอ้ น
วิธีทดลอง
1. ให้นกั เรียนน าหลอดไฟฟ้าตอ่ เข้ากบั สายไฟและเซลล์ไฟฟา้
-โดยใหข้ ว้ั บวกของเซลล์ไฟฟ้าตอ่ เข้ากบั ขั้วบวกของหลอดไฟฟ้าหลอดทัง้ 3 หลอด
-ข้วั บวกของหลอดไฟฟ้าท้ังสามหลอดตอ่ เชอื่ มดว้ ยกนั
-ขว้ั ลบของหลอดไฟฟา้ ทงั้ สามหลอดต่อเช่ือมดว้ ยกัน
-และขัว้ ลบของหลอดไฟฟ้าทัง้ 3 หลอดตอ่ เขา้ กับข้วั ลบของเซลลไ์ ฟฟ้า
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการทดลองว่าได้ผลไปตามที่นักเรียนคิดหรือไม่ แล้วบันทึกผลลงในแบบบันทึก
กจิ กรรม
1 23
.
โรงเรียนวดั โพทะเล
70
แบบบนั ทึกกิจกรรมที่ 2 การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบขนาน
คำชี้แจง: ให้นักเรียนเขียนตัวเลขแสดงจำนวน ในช่องที่ว่างที่กำหนด “ติด” หรือ “ไม่ติด” ให้ตรงกับผล การ
ทดลองของนักเรียน
การต่อหลอดไฟฟ้า ผลการทดลองการใช้หลอดไฟฟ้าต่อเข้าด้วยกนั
ตดิ ไมต่ ดิ
12 3
.
……..……3…………..หลอด ……..…………………..หลอด
12 3
. ……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
12 3
.
……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
12 3
. ……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
123
. ……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
123
. ……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
12 3
. ……..…………………..หลอด ……..…………………..หลอด
โรงเรยี นวดั โพทะเล
71
สรปุ ผลการทดลอง
1. เมื่อตอ่ หลอดไฟฟา้ ทง้ั สามหลอดเขา้ กับเซลลไ์ ฟฟา้ จนครบวงจร หลอดไฟฟา้ ติด………………..หลอด
หลอดไฟฟ้าดับ…………………….หลอด
2. เมอ่ื นำสายไฟออกจากขั้วของหลอดไฟฟ้า 3 ขวั้ ใดข้ัวหนึ่ง หลอดไฟฟา้ ตดิ …………………..หลอด
หลอดไฟฟ้าดบั ……………………หลอด
3. เมื่อนำสายไฟออกจากขวั้ ของหลอดไฟฟ้า 2 ขวั้ ใดขว้ั หน่ึง หลอดไฟฟ้าติด…………………..หลอด
หลอดไฟฟา้ ดับ.…………………..หลอด
4. เม่อื นำสายไฟออกจากข้ัวของหลอดไฟฟ้า 1 ขว้ั ใดข้ัวหนึ่ง หลอดไฟฟา้ ตดิ …………………..หลอด
หลอดไฟฟา้ ดบั .…………………..หลอด
5. เมื่อนำสายไฟออกจากขัว้ ของหลอดไฟฟ้า 2 และหลอดไฟฟา้ 3 ขั้วใดขั้วหนึ่งของแตล่ ะหลอด หลอดไฟฟา้
ตดิ ....................หลอด หลอดไฟฟา้ ดับ.…………………..หลอด
6. เมื่อนำสายไฟออกจากขัว้ ของหลอดไฟฟ้า 1 และหลอดไฟฟา้ 2 ขั้วใดขั้วหน่ึงของแต่ละหลอด หลอดไฟฟ้า
ตดิ ....................หลอด หลอดไฟฟ้าดบั .…………………..หลอด
7. เมื่อนำสายไฟออกจากขัว้ ของหลอดไฟฟ้า 1 และหลอดไฟฟา้ 3 ขั้วใดขั้วหน่ึงของแต่ละหลอด หลอดไฟฟ้า
ตดิ ....................หลอด หลอดไฟฟา้ ดบั .…………………..หลอด
คำถามทา้ ยการทดลอง
ถ้าตอ้ งการใหห้ ลอดไฟฟา้ ทั้ง 3 หลอด มีแสงสว่างเพิม่ ข้นึ จะต้องทำอยา่ งไร ………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….………..
โรงเรียนวดั โพทะเล
72
การจดั กิจกรรมโดยใชร้ ปู แบบทางออนไลน์
นกั เรียนไดร้ บั ชมวิดโิ อเร่ือง ไฟฟา้ นกั เรยี นมีความเข้าใจมากยิ่งหลงั จากท่ีครอู ธิบาย เกีย่ วกบั การ
การต่อวงจรไฟฟ้าภายในบา้ น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจำวนั ได้มากย่ิงขนึ้
ผลงานนักเรยี น
นกั เรียนทำแบบฝึกหัดหลงั จากครูทำการทดลองเสรจ็ เรียบรอ้ ย
ปัญหาอปุ สรรคที่พบ
นกั เรยี นส่วนมากไม่มีความพรอ้ มเรอื่ งอปุ กรณ์การทดลอง และนกั เรียนบางคนไม่สามารเขา้ เรียนได้
เนื่องจากอุปกรณอ์ เิ ล็กทรอนกิ สไ์ ม่พรอ้ มใชง้ าน คุณครูจึงทำการทดลองใหน้ ักเรยี นดูเป็นตัวอย่าง
โรงเรียนวดั โพทะเล
73
ส่อื การเรยี นรู้
โรงเรียนวดั โพทะเล
74
โรงเรียนวดั โพทะเล
75
โรงเรียนวดั โพทะเล
76
โรงเรียนวดั โพทะเล
คณะผจู้ ดั ทำ
ท่ีปรกึ ษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาพจิ ติ ร เขต 2
รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาพจิ ิตร เขต 2
1. ว่าทร่ี ้อยเอกสาโรช ยกให้ ผอู้ ำนวยการกลุม่ นิเทศ ตดิ ตามและประเมนิ ผลการจัดการศึกษา
2. นายเวียงชัย พิมพ์ศรี สำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาพจิ ิตร เขต 2
3. นายทวี หาแกว้
ผู้จดั ทำ ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์ชำนาญการพเิ ศษ
นางยคุ ลธร สงั ขส์ อน