หลักฐานเชิงประจักษ์
สมุนไพรลดระดับน้าตาลในเลอื ด
วริ ะพล ภิมาลย์
กลุ่มวชิ าเภสชั กรรมคลินิก
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
พ.ศ. 2561
หลักฐานเชิงประจกั ษ์
สมนุ ไพรลดระดับนา้ ตาลในเลือด
พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1
15 สงิ หาคม 2561
จานวน 100 เลม่
สงวนลขิ สทิ ธติ์ ามพระราชบญั ญัติ
ISBN 978-974-19-6017-0
วริ ะพล ภมิ าลย์
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์สมนุ ไพรลดระดับน้าตาลในเลอื ด
จานวน 140 หนา้
คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ออกแบบปก เภสัชกรวศิ วะ ตรีเดช
โครงการผลิตตาราคณะเภสัชศาสตร์
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
คำนำ
หนังสือหลักฐานเชิงประจักษ์สมุนไพรลดระดับน้าตาลในเลือด จัดท้าขึนเพื่อ
รวบรวมสมุนไพรและต้ารับยาสมุนไพรที่มีรายงานว่ามีฤทธิ์ลดระดับน้าตาลในเลือด ซึ่งผู้
แต่งได้พยายามรวบรวมข้อมูลการศึกษาทังข้อมูลในสัตว์ทดลอง การศึกษาในมนุษย์ที่เน้น
การศึกษาที่มีรูปแบบเป็นการศึกษาเชิงสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ที่ได้จากการสืบค้นจาก
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แล้วน้าข้อมูลที่ได้มาท้าการวิเคราะห์ใหม่อีกครังตามหลักการของ
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานให้ได้ข้อสรุปเบืองต้น เพ่ือใช้
เป็นข้อมูลพืนฐานส้าหรับประกอบการตัดสินใจในการน้าสมุนไพรทัง 7 ชนิดได้แก่ มะระ
ขีนก หม่อน ปัญจขันธ์ ต้าลึง โสม อบเชย มะรุมและต้ารับยาสมุนไพรคือตรีผลา เพื่อช่วย
ลดระดับน้าตาลในเลือดทังในผทู้ ่ีมคี วามเสยี่ งหรือชว่ ยเสริมการรักษาร่วมกบั ยาแผนปจั จบุ ัน
แต่อยา่ งไรกต็ ามสมุนไพรบางชนิดทีไ่ ด้นา้ เสนอในหนงั สอื เล่มนียังมีข้อมูลการศึกษาคอ่ นขา้ ง
น้อย กลุ่มประชากรท่ีท้าการศึกษาในแต่ละการศึกษามีจ้านวนน้อย รวมถึงรูปแบบของ
สมุนไพรท่ีท้าการศึกษายังไม่ได้อยู่ในรูปของสารสกัด ซึ่งอาจพึงระวังในการน้าเอาสมุนไพร
ชนิดนนั ๆ ไปใช้ ในอนาคตหากมีการศึกษางคลินิกเชิงส่มุ ที่มีกลุ่มควบคมุ ที่มีกลุ่มประชากร
ที่มากพอระยะเวลาท่ีนานมากพออาจท้าให้ผลการศึกษาแตกต่างไปจากข้อสรุปในหนังสือ
เลม่ นไี ด้
ผแู้ ต่งหวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเล่มนีจะเป็นแหล่งข้อมูลเบอื งต้นส้าหรับบุคลากร
ทางการแพทย์ บุคคลทั่วไปท่ีอาจต้องการข้อมูลของสมุนไพรที่มีฤทธ์ิลดระดับน้าตาลใน
เลือดเพ่อื ให้สามารถน้าไปประยกุ ต์กบั สถานการณจ์ ริงตอ่ ไป
วริ ะพล ภมิ าลย์
สารบัญ หนา้
บทที่ 1 โรคเบาหวาน 2
บทนำ 2
ประเภทของโรคเบำหวำน 5
เกณฑ์ในกำรวินจิ ฉยั โรคเบำหวำน 7
เปำ้ หมำยในกำรควบคุมระดบั นำตำลในเลอื ด 12
กำรรักษำผปู้ ่วยเบำหวำน 13
แนวทำงกำรรักษำโรคเบำหวำนโดยไมใ่ ชย้ ำ 14
สมุนไพรที่มฤี ทธ์ลิ ดระดบั นำตำลในเลือด 16
เอกสำรอ้ำงอิง
19
บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 20
บทนำ 20
งำนวิจยั แบบกำรวเิ ครำะห์อภิมำน (Meta-analysis) 27
ขนั ตอนของกำรวิจัยกำรวิเครำะห์อภมิ ำน 31
กำรวเิ ครำะห์ทำงสถติ ิของงำนวิจัยแบบกำรวิเครำะห์อภิมำน 31
ขันตอนกำรวิเครำะห์อภมิ ำน
เอกสำรอ้ำงอิง 35
35
บทที่ 3 มะระขนี้ ก 36
ขอ้ มลู ทวั่ ไป 37
สำรสำคัญ 38
กลไกกำรออกฤทธิ์ 40
กำรศกึ ษำในสตั วท์ ดลอง
กำรศกึ ษำทำงคลนิ ิก
กำรวเิ ครำะห์อภิมำน
อำกำรไม่พงึ ประสงคแ์ ละควำมเป็นพษิ หน้า
บทสรุป 41
เอกสำรอำ้ งองิ 42
45
บทที่ 4 หม่อน
ขอ้ มูลทั่วไป 50
สำรสำคญั 50
กลไกกำรออกฤทธ์ิ 52
กำรศึกษำในสัตว์ทดลอง 53
กำรศกึ ษำทำงคลนิ ิก 55
กำรวเิ ครำะห์อภิมำน 56
อำกำรไม่พงึ ประสงค์และควำมเป็นพิษ 61
บทสรปุ 61
เอกสำรอ้ำงอิง 64
บทที่ 5 ปัญจขันธ์ 68
ขอ้ มูลทั่วไป 68
สำรสำคญั 68
กลไกกำรออกฤทธิ์ 69
กำรศึกษำในสัตวท์ ดลอง 69
กำรศึกษำทำงคลนิ ิก 70
กำรวเิ ครำะห์อภมิ ำน 72
อำกำรไม่พึงประสงคแ์ ละควำมเปน็ พษิ 73
บทสรุป 75
เอกสำรอ้ำงองิ
บทท่ี 6 ตรีผลา หน้า
ขอ้ มูลท่วั ไป
สำรสำคัญ 78
กลไกกำรออกฤทธิ์ 79
กำรศกึ ษำในสตั วท์ ดลอง 80
กำรศึกษำทำงคลนิ ิก 80
กำรวิเครำะห์อภิมำน 81
อำกำรไม่พงึ ประสงค์และควำมเปน็ พษิ 82
บทสรปุ 84
เอกสำรอำ้ งองิ 84
86
บทที่ 7 ตาลึง
ขอ้ มลู ท่ัวไป 89
สำรสำคญั 89
กลไกกำรออกฤทธ์ิ 90
กำรศึกษำในสัตว์ทดลอง 90
กำรศึกษำทำงคลนิ ิก 91
กำรวเิ ครำะห์อภมิ ำน 92
อำกำรไม่พึงประสงค์และควำมเป็นพษิ 94
บทสรุป 95
เอกสำรอำ้ งองิ 97
บทที่ 8 โสม 100
ขอ้ มูลทวั่ ไป 100
สำรสำคญั 101
กลไกกำรออกฤทธิ์
กำรศกึ ษำในสัตว์ทดลอง หน้า
กำรศึกษำทำงคลนิ ิก 101
กำรวเิ ครำะหอ์ ภิมำน 102
อำกำรไม่พงึ ประสงค์และควำมเปน็ พิษ 102
บทสรปุ 105
เอกสำรอ้ำงองิ 105
108
บทที่ 9 อบเชย
ขอ้ มูลทัว่ ไป 112
สำรสำคญั 113
กลไกกำรออกฤทธิ์ 113
กำรศกึ ษำในสตั วท์ ดลอง 114
กำรศกึ ษำทำงคลินกิ 114
กำรวิเครำะห์อภมิ ำน 115
อำกำรไม่พงึ ประสงคแ์ ละควำมเปน็ พิษ 120
บทสรุป 120
เอกสำรอ้ำงอิง 120
บทท่ี 10 มะรุม 127
ขอ้ มลู ท่วั ไป 127
สำรสำคญั 128
กลไกกำรออกฤทธ์ิ 128
กำรศกึ ษำในสตั ว์ทดลอง 129
กำรศึกษำทำงคลินกิ 129
กำรวิเครำะห์อภมิ ำน 131
อำกำรไม่พึงประสงค์และควำมเป็นพิษ
บทสรปุ หน้า
เอกสำรอ้ำงองิ 134
134
ดัชนี
ประวตั ิผูเ้ ขียน
โรคเบาหวาน ห น้ า | 1
1บทท่ี
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน ห น้ า | 2
บทที่ 1
โรคเบาหวาน
บทนา
โรคเบ าห วาน เป็ น โรคเรื้อรังท่ี มี ความผิด ป กติของก ระบ วน การ เมต าบ อลิส ม
(metabolism) มอี าการแสดงออกโดยการมีระดับนา้ ตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) ซึ่ง
มีสาเหตุเนื่องจากภาวะภูมิคุ้มกันของตนเองท้าลายเบตาเซลล์ของตับอ่อนส่งผลให้เกิดการ
ลดหรือขาดอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อน ซึ่งน้าไปสู่ความผิดปกติของ metabolism ของคาร์
โบไฮเตรต ไขมันและโปรตีน หรือการที่เน้ือเย่ือลดการตอบสนองต่ออินซูลิน การที่ไม่
สามารถควบคุมความผิดปกติเหล่านี้ไดส้ ามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนท้ังเฉียบพลนั และ
เร้ือรัง [1]
องคก์ ารอนามัยโลก (WHO) รายงานวา่ ในปี พ.ศ. 2552 มีผู้ปว่ ยเบาหวานมจี ้านวน
108 ล้านคน และเพิ่มข้ึนเป็น 422 ล้านคนในปี พ.ศ. 2557 ในจ้านวนนี้มีผู้เสียชีวิตจาก
โรคเบาหวานถึง 1.5 ล้านคน นอกจากน้ียังพบว่าประชากรท่ัวโลกที่มีอายุมากกว่า 18 ปี
ป่วยด้วยโรคเบาหวานเพ่ิมข้ึนจากร้อยละ 4.7 เป็นร้อยละ 8.5 โดยประมาณการณ์ว่า
ประเทศก้าลังพัฒนาในแถบทวีปเอเชียจะมีอัตราเพ่ิมสูงท่ีสุด [2, 3] ในจ้านวนของผู้ป่วย
เบาหวานท้ังหมด ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศไทยพบ
อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ 2 โดยเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 35 ปี พบได้
ประมาณร้อยละ 9.6 อายุเกิน 65 ปีข้ึนไปพบประมาณร้อยละ 17 จากผู้ป่วยเบาหวาน 1
ล้านคน โดยเบาหวานเป็นปัญหาส้าคัญอย่างมากในประเทศก้าลังพัฒนา ซ่ึงขาดแคลน
ทรัพยากรทางด้านสาธารณสุข ในการป้องกันโรค และการให้การรักษาผู้ป่วยอย่างเพียงพอ
[1]
ประเภทของโรคเบาหวาน
ในปี ค.ศ. 1997 สมาคมโรคเบาหวานประเทศสหรัฐอเมริกา (American
Diabetes Association; ADA) ได้ก้าหนดเกณฑ์ในการจ้าแนกโรคเบาหวานขึ้นและได้ท้า
โรคเบาหวาน ห น้ า | 3
การปรับปรุงในปี ค.ศ. 2003 ได้จ้าแนกประเภทของโรคเบาหวานออกเป็น 4 ประเภท
หลักๆ คอื [4]
1. โรคเบาหวานประเภทท่ี 1 (type 1 diabetes mellitus) เป็นโรคเบาหวานท่ี
มีพยาธิก้าเนิดมากจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลิน ได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจมีสาเหตุมา
จากความผิดปกติทางพันธุกรรม เบาหวานประเภทท่ี 1 มีสาเหตุเกิดจาก autoimmune
disorder มักจะพบได้บ่อยในเด็กหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซ่ึงพบได้ ร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วย
เบาหวานท้ังหมด และในช่วง 100 ปีที่ผ่านมานี้พบว่าอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานชนิดที่ 1
ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงโรคเบาหวานในเด็ก (Maturity-onset diabetes of youth,
MODY) ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดในครอบครัว
หลายรุ่นแบบยีนเดี่ยวและมีลักษณะเด่น (autosomal dominance) จากการศึกษาอณู
พันธุศาสตร์ของ MODY พบมีความแปรผันของยีนท่ีแตกต่างกัน 6 ยีน ท่ีท้าให้เกิด
โรคเบ าห วาน ช นิ ด น้ี ได้แก่ ยีน HNF-4α/MODY1, ยีน GCK/MODY2, ยีน HNF-
1β/MODY3, ยีน IPF-1/MODY4, ยีน HNF-1 β /MODY5 และยีน NeuroD1/MODY6
ยนี ทุกยีนจะสรา้ งโปรตีนท่มี ีคุณสมบัติเป็น transcription factor ทแ่ี สดงออกในเบตาเซลล์
ของตับอ่อนและเกิดจากโรคของระบบต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ได้แก่ acromegaly และ Cushing
syndrome นอกจากน้ียังคาดว่าโรคเบาหวานประเภทที่ 1 น้ียังมีสาเหตุมาจากการสัมผัส
กับสารบางชนิดในส่ิงแวดล้อมอีกด้วยเช่น การตดิ เช้ือไวรสั หรอื แบคทีเรีย การได้รบั สารพิษ
บางชนิด หรือการเกิดภาวะเครียด โรคเบาหวานประเภทที่ 1 นสี้ ามารถพบได้ในทกุ เพศทุก
วัยแต่จะพบมากในเด็ก ในเด็กจะมีการท้าลายเซลล์ของตับอ่อนมากและรวดเร็วกว่าใน
ผใู้ หญ่
2. โรคเบาหวานประเภทที่ 2 (type 2 diabetes mellitus) เป็นประเภทที่พบ
หลักในปัจจุบันน้ีและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมาก คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วย
เบาหวานทั้งหมด ในประเทศไทยพบเบาหวานชนิดท่ี 2 ได้ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวาน
ทั้งหมด [5] มีสาเหตุเนื่องมาจากเกิดจากความบกพร่องในการหลั่งอินซูลิน (หลั่งอินซูลิน
ในปริมาณที่น้อยเกินไป) และการไม่ตอบสนองต่อฤทธ์ิของอินซูลิน (การดื้อต่ออินซูลิน) ซ่ึง
ภาวะการด้ือต่ออนิ ซูลนิ เกิดจากความผิดปกติทางพนั ธุกรรมและปัจจยั ทางสิ่งแวดล้อม เช่น
ความอว้ น (Ideal body weigh มากกวา่ รอ้ ยละ 20 และมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า
โรคเบาหวาน ห น้ า | 4
25 กิโลกรัม/ตารางเมตร) การขาดการออก้าลังกาย การด้ือต่ออินซูลินน้ีท้าให้เซลล์ไม่
สามารถน้ากลูโคสในกระแสเลือดไปใช้ประโยชน์ได้ อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานประเภทที่
2 จะเพ่ิมมากข้ึนตามอายุ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายและในประชากรกลุ่ม Native
Americans, Hispanic American, Asian American, African American, และ Pacific
Island มีอุบัติการณ์การเกิดเบาหวานประเภทท่ี 2 เพ่ิมข้ึนอย่างมาก ความแตกต่างของ
โรคเบาหวานประเภทที่ 1 และ 2 แสดงในตารางที่ 1.1
3. โรคเบาหวานชนิดอื่นๆ (Other specific type of diabetes mellitus) เป็น
โรคเบาหวานท่ีมีสาเหตุมาจากโรคอ่ืนๆ ท่ีท้าให้มีการท้าลาย -cell เช่น ตับอ่อนอักเสบ,
trauma/pancreatectomy, neoplasia, cystic fibrosis การไดร้ บั ยาหรือสารเคมีทีท่ ้าให้
ระดับน้าตาลในเลอื ดสงู ขึ้นจนกอ่ ให้เกิดการด้อื ต่ออนิ ซูลนิ ตามมาเช่น ยาต้านไวรัสเอชไอวี
4. โรคเบาหวานขณะต้ังครรภ์ (Gestational diabetes mellitus; GDM) เป็น
โรคเบาหวานท่ีเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะท่ีร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้าตาล
ในเลือดไดต้ ามปกติ (glucose intolerance) ซึง่ เกิดข้ึนในขณะต้ังครรภ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในช่วงต้ังครรภ์ไตรมาสท่ี 3 หลังสิ้นสุดการต้ังครรภ์ผู้ป่วยอาจมีระดับน้าตาลในเลือดสูง
ต่อไปจนต้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน เกิดภาวะ impaired fasting glucose
หรือระดับน้าตาลในเลือดปกติกไ็ ด้ ซงึ่ เป็นภาวะทีพ่ บส่วนใหญ่
ตารางที่ 1.1 แสดงความแตกต่างในดา้ นอาการแสดงทางคลนิ ิกของโรคเบาหวานประเภทท่ี
1 และ 2 [1]
ลกั ษณะ ประเภทท่ี 1 ประเภทท่ี 2
อายุ มกั พบในคนอายนุ อ้ ย มกั พบในคนอายมุ ากกวา่
กวา่ 30 ปี 30 ปี
ระยะเวลาทีเ่ ร่ิมเป็นโรค เกิดขึน้ อย่างรวดเร็ว เกดิ ขึ้นอย่างชา้
ลักษณะร่างกายของผปู้ ่วย ผอม อ้วนหรือเคยมปี ระวตั วิ ่า
อ้วน
การดือ้ ตอ่ insulin ไมพ่ บ พบได้บอ่ ย
Autoantibodies พบไดบ้ ่อย พบไดน้ อ้ ย
การแสดงออกของอาการ มอี าการของเบาหวาน มักจะไม่มอี าการ
โรคเบาหวาน ห น้ า | 5
ลักษณะ ประเภทท่ี 1 ประเภทที่ 2
อย่างชัดเจน
การตรวจพบ Ketone ในขณะไดร้ ับการ พบไดบ้ ่อย ไมพ่ บ
วนิ จิ ฉยั
ความตอ้ งการใช้ insulin ในการรกั ษา ปานกลาง สว่ นมากต้องใช้ภายใน 1
ปหี ลงั ไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั
ภาวะแทรกซ้อนชนดิ เฉยี บพลัน Diabetic Hyperosmolar
ketoacidosis hyperglycemic state
การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลอื ดขนาด ไม่ พบไดบ้ ่อย
เล็ก (Microvascular complications) ขณะ
ได้รับการวนิ ิจฉัย พบได้นอ้ ย พบได้บ่อย
การเกดิ ภาวะภาวะแทรกซอ้ นต่อหลอดเลือด
ขนาดใหญ่ (Macrovascular complications)
ขณะไดร้ ับการวนิ จิ ฉัย
เกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน (Criteria for diagnosis of diabetes) [1, 4]
การวนิ ิจฉัยโรคเบาหวานในเด็กและหญิงท่ีไมไ่ ดต้ ั้งครรภ์น้ัน เดิมแนวทางการรักษา
ของ ADA ได้แนะน้าให้ใช้ fasting plasma glucose (FPG) ส่วนค่า HbA1C น้ันไม่ได้
แนะน้าให้ใชใ้ นการตรวจวนิ ิจฉยั
ส้าหรับเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานในหญิงท่ีไม่ได้ตั้งครรภ์และผู้ใหญ่น้ัน
ADA ไดแ้ นะนา้ เกณฑไ์ ว้ดังต่อไปนี้
1. อาการแสดงของโรคเบาหวาน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้าบ่อย ตรวจ
พบคีโตนในปัสสาวะ และนา้ หนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับ ระดับกลูโคสในพลาสมาท่ี
เจาะเวลาใดก็ได้ (casual plasma glucose) มีค่าสูงกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัม/
เดซิลติ ร (11.1 มลิ ลโิ มล/ลติ ร)
2. ระดับกลูโคสในเลือดหลังจากการอดอาหารหรือสารอ่ืนๆ ที่ให้พลังงานมา
อย่างน้อย 8 ชวั่ โมง (fast plasma glucose; FPG) มีค่าสูงกวา่ หรอื เท่ากับ 126 มิลลิกรัม/
เดซิลติ ร (7.0 มิลลิโมล/ลิตร)
โรคเบาหวาน ห น้ า | 6
3. ระดับน้าตาลในเลือดตรวจวัดที่ 2 ช่ัวโมงหลังจากการทดสอบความทนต่อ
น้าตาล (oral glucose tolerance test; OGTT) โดยการรับประทานกลูโคส 75 กรัม
(anhydrous glucose) ท่ีละลายนา้ มีคา่ สงู กว่าหรอื เท่ากับ 200 มลิ ลกิ รมั /เดซิลิตร
นอกจากนี้มีภาวะน้าตาลในเลือดสูงแต่ยังไม่จัดเป็นเบาหวานซ่ึงเรียกภาวะน้ีว่า
IFG (impaired fasting glucose) วัดโดยการเจาะน้าตาลในเลือดหลังจากอดอาหารหรือ
สารให้พลังงานมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมงและ IGT (impaired glucose tolerance) วัด
โดยการเจาะน้าตาลในเลือดใน 2 ช่ัวโมงหลังจากที่ให้ผู้ป่วยรับประทาน 75 กรัม
(anhydrous glucose ทีล่ ะลายนา้ ได)้
ในปี ค.ศ. 2009 หน่วยงานท่ีมีความเชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานซึ่งได้แก่ ADA,
the International Diabetes Federation (IDF) และ the European Association for
the Study of Diabetes (EASD) ได้แนะน้าให้ใช้ค่า HbA1C เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยด้วย
โดยก้าหนดให้ผู้ท่ีมีระดับ HbA1C ตั้งแต่ร้อยละ 6.5 ขึ้นไปจัดเป็นผู้ป่วยเบาหวานด้วย และ
ในปี ค.ศ. 2010 ADA guideline ได้ก้าหนดให้ค่า HbA1C เป็นเกณฑ์หนึ่งในการวินิจฉัย
ดว้ ยดงั แสดงในตารางท่ี 1.2
ตารางท่ี 1.2 แสดงการวินิจฉัยความผิดปกติของระดบั กลโู คสในพลาสมา [1, 4]
Fasting plasma 2 ชั่วโมง หลังได้รับ HbA1C (%)
ระดับ glucose; FPG กลโู คส 75 กรมั
(มลิ ลกิ รมั ตอ่ เดซิลิตร) (มลิ ลิกรัมต่อเดซิลิตร)
ปกติ < 100 < 140 < 5.7
Impaired glucose intolerance 140-199 5.7-6#
(IGT)
Impaired fasting glucose (IFG) 100-125
Diabetes (non-pregnant ≥ 126 ≥ 200 ≥ 6.5
adult)
หมายเหตุ : * Whole blood glucose จากหลอดเลือดด้าจะมคี ่า glucose ต่้ากว่า plasma glucose
ร้อยละ 12-15; ระดับกลูโคสในหลอดเลือดแดงหลังรับประทานอาหารจะมีค่าต่้ากว่าระดับกลูโคสใน
หลอดเลือดด้า; capillary whole blood เป็นสว่ นผสมของหลอดเลือดแดงและดา้ ; fasting level จะมี
คา่ เท่ากับ whole blood venous sample
# ค่า HbA1C ในชว่ งน้ีจะจดั เปน็ increased risk for diabetes (prediabetes)
โรคเบาหวาน ห น้ า | 7
เปา้ หมายในการควบคุมระดับนาตาลในเลอื ด (Glycemic goal)
เป้าหมายหลักของการรักษาโรคเบาหวานคือการลดความเสี่ยงในการเกิด
ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ต่ อ ห ล อ ด เลื อ ด ข น า ด เล็ ก แ ล ะ ข น า ด ใ ห ญ่ แ ล ะ บ ร ร เท า อ า ก า ร ข อ ง
โรคเบาหวาน ลดอัตราการเสียชีวิตและเพิ่มคุณภาพชีวิต การควบคุมระดับน้าตามในเลือด
ใหไ้ ด้ใกล้เคยี งกบั ระดับปกติจะช่วยปอ้ งกนั การเกิดภาวะแทรกซอ้ นตอ่ หลอดเลือดขนาดเล็ก
ส่วนการลดหรือก้าจัดปัจจัยเส่ียงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอันได้แก่ การเลิกสูบ
บุหรี่ ลดระดับไขมันในเลือด ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ได้ตามเป้าหมายและการใช้ยา
ต้านการเกาะกลุ่มกันของเกร็ดเลือด จะลดความเส่ียงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อ
โรคหัวใจและหลอดเลือดขนาดใหญ่ โดยแนวทางการรักษาโรคเบาหวานแห่งประเทศ
สหรัฐอเมริกา (ADA guideline) ได้ก้าหนดแนวทางและเป้าหมายของการรักษา
โรคเบาหวานดังแสดงในตารางที่ 1.3
การควบคุมระดับกลูโคสเป็นเป้าหมายหลักในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดย
การตรวจวัดระดบั กลูโคสหลังการไม่ได้รับอาหารหรือสารใหพ้ ลงั งานนาน 8 ช่ัวโมงเปน็ วิธีที่
ใช้กันมากท่ีสุด เน่ืองจากสะดวก ผู้ป่วยยอมรับและราคาไม่แพงแต่การตรวจวัดด้วยวิธีน้ีมี
ความจ้าเพาะตา้่ กว่าวธิ ีการตรวจวัดดว้ ย HbA1C และ 2-h OGTT
ระดับของ HbA1C น้ันจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ซ่ึงการ
ลดระดับ HbA1C ให้ได้ตามเป้าหมายจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทั้ง
microvascular และ macrovascular disease ได้ ซึ่ง ADA ได้แนะน้าให้ใช้ HbA1C
เป้าหมายแรกในการควบคุมระดับน้าตาลในเลือด โดยในผู้ป่วยท่ัวไปน้ันควรให้ได้น้อยกว่า
7% และถ้าจะให้ผลดีย่ิงข้ึนควรมีค่า HbA1C น้อยกว่า 6% โดยไม่เกิดภาวะน้าตาลในเลือด
ตา้่ (hypoglycemia)
ตารางที่ 1.3 แสดงค้าแนะน้าของ American Diabetes Association ตามระดับความ
น่าเช่ือถือของหลักฐานวิชาการ [4]
คาแนะนาในดา้ น คาแนะนาจาเพาะ ระดบั ความ
น่าเชอื่ ถือ
การคดั กรอง คดั กรองผทู้ ่มี นี ้าหนกั เกินเมืออายุ 45 ปี และตรวจซ้า E
ทุก 3 ปี
โรคเบาหวาน ห น้ า | 8
คาแนะนาในด้าน คาแนะนาจาเพาะ ระดบั ความ
น่าเชอ่ื ถือ
การติดตาม การคดั กรองให้ใชค้ ่า fasting plasma glucose หรอื
(monitoring) 2-hour 75-กรมั OGTT B
การตดิ ตามระดบั น้าตาลในเลือดดว้ ยตนเองท่ีบ้านเมอ่ื A
ระดบั น้าตาลในเลือด ไดร้ บั insulin E
เปา้ หมาย การตดิ ตามระดบั นา้ ตาลในเลอื ดดว้ ยตนเองท่บี า้ นเมือ่ E
การรกั ษาโดยใช้ ได้รับ ยาลดระดับน้าตาลในเลือดชนดิ รบั ประทาน
medical nutrition การตดิ ตามระดับ HbA1C ทกุ 3 เดอื นแลว้ ไม่สามารถ B
ควบคุมระดบั น้าตาลในเลือดให้ไดต้ ามเปา้ หมายเปน็ E
การออกกา้ ลังกาย ระยะเวลา 2 ปคี วรเพิ่มการจดั การวธิ ีอน่ื A
การควบคุมระดับ ระดบั HbA1C ควรน้อยกว่าร้อยละ 7 A
ความดนั โลหิต ระดับ HbA1C ในผปู้ ่วยเฉพาะรายควรนอ้ ยกว่ารอ้ ยละ A
6 ถา้ ไมม่ ีอาการของน้าตาลในเลอื ดต่า้ B
ผู้ป่วยที่อ้วนและน้าหนักเกนิ ควรลดนา้ หนกั เพรอื่ ลด B
ภาวการณด์ ื้อตอ่ อินซลู นิ insulin A
รับประทานไขมันอมิ่ ตวั (saturated fat) น้อยกวา่ นอ้ ย
กว่า 7 ของแคลอรท่ี ัง้ หมด C
ติดตามการรบั ประทานคารโ์ บไฮเดรตโดยเปรยี บเทียบ B
กบั ปริมาณแลกเปล่ียน
การค้านวณค่า glycemic index เพอ่ื ใหไ้ ด้ปรมิ าณของ
คาร์โบไฮเดรตตามที่ก้าหนด
การรับประทาน Low-carbohydrate diets (<130 g
ของ carbohydrate) ไมแ่ นะน้าให้ใชใ้ นระยะยาว
ออกก้าลังกายอย่างน้อย 150 นาทตี อ่ สัปดาห์ หรอื
ออกก้าลงั กายชนดิ ทกี่ ลา้ มเนอื้ ต้องใชแ้ รงต้านไมน่ อ้ ย
กวา่ 90 นาที 3 ครัง้ ตอ่ สปั ดาห์
ระดับ Systolic blood pressure เป้าหมาย < 130
มิลลเิ มตรปรอท
ระดบั Diastolic blood pressure เปา้ หมาย < 80
มลิ ลเิ มตรปรอท
โรคเบาหวาน ห น้ า | 9
คาแนะนาในด้าน คาแนะนาจาเพาะ ระดบั ความ
นา่ เช่ือถือ
ผทู้ ีม่ ี Nephropathy ยาลดระดบั ความดันโลหติ ทีแ่ นะนา้ ใหเ้ ร่ิมใชไ้ ดแ้ ก่ ACE
inhibitor, angiotensin receptor blocker, A
ผู้ท่ีมี dyslipidemia diuretic, b-blocker, หรอื calcium channel
blocker A
การใชย้ าต้านการ เบาหวานประเภทท่ี 1 ทมี่ ี albuminuria ในระดบั ใด A
เกาะกลมุ่ กันของเกร็ด ๆ กต็ าม ควรไดร้ บั ACEIs A
เลอื ด เบาหวานประเภทท่ี 2 ทม่ี ี microalbuminuria ตาม A
ควรไดร้ บั ACEIs หรือ ARBs A
เบาหวานประเภทท่ี 2 ที่มี macroalbuminuria ตาม
ควรไดร้ บั ARBs C
เปา้ หมายของ LDL คือ < 100 มิลลกิ รมั ตอ่ เดซิลติ ร
กรณที ่ผี ูป้ ว่ ยมีอายมุ ากกว่า 40 ปคี วรไดร้ บั ยากลมุ่ C
statin และลดระดับ LDL ลงร้อยละ 30-40 จากระดับ C
เดิม
ระดับ LDL เปา้ หมายท่ีนอ้ ยกว่า 70 มิลลกิ รมั ต่อ A
เดซิลติ ร เป็นเป้าหมายทเ่ี หมาะสมสา้ หรบั ผูท้ ม่ี โี รค A
หลอดเลอื ดหวั ใจรว่ มดว้ ย
ระดบั Triglycerides ควรนอ้ ยกวา่ 150 มลิ ลกิ รัมตอ่ C
เดซิลติ ร
เพิ่มระดับ HDL ใหม้ ากกว่า 40 มลิ ลิกรมั ตอ่ เดซลิ ติ รใน
ผชู้ ายและ มากกว่า 50 มิลลกิ รัมตอ่ เดซิลติ รในเพศ
หญงิ
ใช้ aspirin ขนาด 75-162 มิลลกิ รมั วนั ละครัง้ เพ่ือเป็น
secondary cardioprotection
ใช้ Aspirin ขนาด 75-162 มลิ ลกิ รมั วนั ละครัง้ เพ่ือ
ปอ้ งกนั การเกิดโรคหลอดเลอื ดหัวใจในผ้ทู ี่เปน็
เบาหวานประเภทท่ี 2 และมีอายมุ ากกวา่ 40 ปี
ใช้ Aspirin ขนาด 75-162 มลิ ลกิ รมั วนั ละครงั้ เพอ่ื
ปอ้ งกันการเกดิ โรคหลอดเลอื ดหัวใจในผทู้ ่ีเป็น
โรคเบาหวาน ห น้ า | 10
คาแนะนาในดา้ น คาแนะนาจาเพาะ ระดับความ
น่าเช่อื ถอื
เบาหวานประเภทท่ี 1 และมีอายมุ ากกวา่ 40 ปี
หมายเหตุ : Evidence levels:
A, Clear evidence from well-conducted, generalizable, randomized controlled
trials that are adequately powered.
B, supportive evidence from well-conducted cohort studies or well-conducted
case-control study
C, supportive evidence from poorly controlled or uncontrolled studies or
conflicting evidence with weight of evidence supporting intervention
E, expert consensus or clinical experience.
การควบคุมระดับ HbA1C ให้อยู่ในเป้าหมายสามารถลดความเส่ียงในการเกิด
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดขนาดเล็ก ได้แก่ retinopathy, nephropathy และ
neuropathy และอาจลดความเสี่ยงในการเกิด myocardial infraction และการเสียชีวิต
จากโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังน้ัน National Cholesterol Education Programs III
(NCEP III) จัดโรคเบาหวานให้มีความเสี่ยงเท่ากับผู้ท่ีมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผลการวจิ ยั จาก Diabetes Complication and Control Trial (DCCT) ทา้ การศกึ ษาแบบ
prospective randomized control trial ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทท่ี 1 ประมาณ
1,400 ราย ระยะเวลาการติดตามประมาณ 7 ปี พบว่าการควบคุมระดับน้าตาลในเลือดให้
ใกล้เคียงกับค่าปกติในผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทท่ี 1 สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิด
retinopathy, nephropathy และ neuropathy complication ได้ประมาณร้อยละ 60
ถึงแม้ว่าการศึกษานี้จะเป็นการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 แต่ก็คาดว่าผู้ป่วย
เบาหวานประเภทท่ี 1 และ 2 จะมี microvascular complication ทไ่ี มแ่ ตกต่างกนั
การควบคุมระดับน้าตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 น้ันจากการวิจัย
ของ the U.K. Prospective Diabetes study (UKPDS) พบว่าการควบคุมระดับ HbA1C
ได้ร้อยละ 7 สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดเล็กได้ร้อย
ละ 25 และทุก ๆ ร้อยละ 1 ของ HbA1C ที่ลดลงสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรก
โรคเบาหวาน ห น้ า | 11
ซ้อนดังกล่าวได้ร้อยละ 35 อย่างไรก็ตามการควบคุมระดับกลูโคสในเลือดท่ีเข้มงวด
(Intensive therapy) เกินไปสามารถเพ่ิมความเส่ียงในการเกดิ ภาวะกลโู คสในเลือดต่้าชนิด
รนุ แรงและน้าหนกั เพม่ิ ได้
ส่วนผู้ที่มีระดับน้าตาลในเลือดเป็นปกติจากการตรวจวัดด้วยการท้า 2-h OGTT
และ FPG แตว่ ่าไมส่ ามารถควบคมุ ระดับของ HbA1C ให้เป็นปกตไิ ด้ ทาง ADA ได้แนะนา้ ให้
ใช้ PPG (Postprandial plasma glucose) เป็นเป้าหมายในการรักษาโดยมีเป้าหมายอยู่ท่ี
น้อยกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะไม่มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึง
ความสัมพนั ธข์ อง PPG กับการเกดิ micro และ macrovascular complication
ตารางท่ี 1.4 เป้าหมายในการรกั ษาผูป้ ่วยเบาหวานทเ่ี ป็นผู้ใหญ่ [4, 6]
ค่าที่ตอ้ งตดิ ตาม เปา้ หมาย (ADA) เป้าหมาย (ACE และ
AACE)
Glycemic control
- HbA1C < รอ้ ยละ 7 ≤ ร้อยละ 6.5
- Pre-prandial < 90-130 มลิ ลิกรัม/เดซลิ ติ ร < 110 มิลลกิ รมั ต่อเดซลิ ิตร
plasma glucose (FPG)
- Peak postprandial < 180 มิลลกิ รัม/เดซลิ ิตร < 140 มลิ ลกิ รมั ตอ่ เดซลิ ิตร
plasma glucose*
(PPG)
Blood pressure < 130/80 มลิ ลิเมตรปรอท
Lipids**
- LDL < 100 มิลลกิ รมั /เดซลิ ติ ร
- Triglycerides < 150 มลิ ลิกรมั /เดซลิ ิตร
- HDL > 40 มิลลกิ รัม/เดซลิ ติ ร
หมายเหตุ : *เปน็ ระดับกลูโคสในเลือดที่ตอ้ งตรวจวดั 1-2 ชัว่ โมงหลังจากรบั ประทานอาหาร
** NCEP/ATP III แนะนา้ ให้ใช้ non-HDL cholesterol เป็นเปา้ หมายคือ 130 มิลลกิ รมั /
เดซิลติ ร แทน HDL ส้าหรับผทู้ ่มี รี ะดับไตรกลเี ซอไรดส์ ูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลติ ร สา้ หรับเปา้ หมาย
HDL ในเพศหญงิ ควรเพิ่มข้นึ 10 มลิ ลิกรมั /เดซลิ ติ ร
โรคเบาหวาน ห น้ า | 12
การรกั ษาผูป้ ่วยเบาหวาน
การรักษาโรคเบาหวานนั้นแนวทางการรักษาของ ADA (2017) [4] ได้แนะน้าให้
ท้าการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะน้าตาลในเลือดสูงร่วมกับมีค่า A1C มากกว่าร้อยละ 7 ด้วยยา
metformin รว่ มกบั การปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรม อยา่ งตอ่ เนอื่ ง
หลังจากได้รับการวินิจฉัยเป็นเบาหวานแล้วการรักษาเร่ิมแรกน้ันจะแนะน้าให้ท้า
การปรบั เปล่ียนพฤติกรรมก่อน ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิชาการมากมาย ท่ีแสดงให้เห็นแล้ว
ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้แก่การเปล่ียนพฤติกรรมในชีวิตประจ้าวัน ด้วยการควบคุม
อาหาร และการออกก้าลังกายสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซอ้ นจากโรคเบาหวานโดย
ADA 2017 แนะน้าให้ท้าการเปล่ียนพฤติกรรมร่วมกับการให้ metformin ในผู้ป่วย
เบาหวานประเภทที่ 2 ทไ่ี ดร้ ับการวนิ จิ ฉัยคร้งั แรก
ผู้ป่วยที่มีภาวะน้าตาลในเลือดสูงร่วมกับมีค่า HbA1C มากกว่าร้อยละ 7 ด้วยยา
metformin ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการได้รับการ
วินิจฉัยครั้งแรก ซ่ึงมีความแตกต่างจากแนวทางการรักษาเดิม ซ่ึงแนะน้าให้เน้นการ
ปรับเปล่ียนพฤติกรรม เช่นการควบคุมอาหาร การออกก้าลังกายอย่างน้อย 2 เดือน
ภายหลังจากได้รบั การวินิจฉัยเปน็ โรคเบาหวาน ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดบั น้าตาลใน
เลือดได้หรือมีค่า HbA1C มากกว่าร้อยละ 7 จึงจะเริ่มใช้ยา โดยการใช้ยานั้นจะยึดตาม
สภาวะของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นส้าคัญ เช่นผู้ป่วยท่ีมีระดับน้าตาลในเลือดสูง (FBS) แต่มีค่า
น้อยกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะแนะน้าให้เลือกใช้ metformin ถ้ามีภาวะอ้วน
(body mass index ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป) หรือผู้ป่วยที่มีระดับน้าตาล
ในเลือดสูง และผอมจะแนะน้าใหเ้ ลือกใช้ยา กล่มุ sulfonylureas เป็นต้น แต่แนวทางการ
รกั ษาในปัจจุบันโดยค้าแนะน้า ของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ADA)
ค.ศ. 2017 ได้แนะน้าให้เริ่มใช้ยา metformin ร่วมกับการท้า lifestyle intervention
เป็นเวลา 3 เดือน ท้ังนีเ้ นอ่ื งจากการศึกษาทผี่ ่านมาพบว่า metformin สามารถลดการเกิด
โรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้ และเป็นยาท่ีมีราคาถูก เกิดอาการไม่พึง
ประสงค์น้อย ซึ่งการใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการใช้ metformin ในการ
ควบคุมระดับน้าตาลในเลือด ให้ได้ตามเป้าหมายคือค่าน้าตาลในเลือดหลังอดอาหารมา 8
ช่ัวโมง (FBS) น้อยกว่า 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือมีค่า HbA1C ให้ได้น้อยกว่าร้อยละ 7
โรคเบาหวาน ห น้ า | 13
ต้งั แต่ระยะเร่ิมต้นของการเป็นเบาหวาน จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและ
หลอดเลือดได้
จากนั้นท้าการติดตามทุก ๆ 3 เดือนในผู้ที่มีค่า HbA1C น้อยกว่าร้อยละ 7 แต่ไม่
ควรห่างมากกว่า 6 เดือน แต่ถ้าไม่สามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได้โดยมีค่า HbA1C
มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 7 ข้ึนไป ให้เพ่ิมยารับประทานตัวอ่ืนได้เช่น เพิ่มยากลุ่ม
sulfonylurea, thiazolidinedione หรืออาจเพิ่มอินซูลินซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากท่ีสุดใน
การควบคมุ ระดับนา้ ตาลในเลือด ท้ังน้ีอาจให้เริ่ม insulin ได้เลยในผู้ท่ีนา้ หนักลดลงร่วมกับ
อาการของเบาหวานอยา่ งรุนแรงและมรี ะดับน้าตาลในเลอื ดมากกว่า 250-300 มิลลิกรมั ต่อ
เดซิลติ ร
ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 การรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน น้ันอาจให้อินซูลิน
ชนิดออกฤทธิ์ระยะปานกลางหรือระยะยาว (intermediate หรือ long acting basal
insulin) ร่วมกับอินซูลินออกฤทธ์ิระยะสั้นก่อนมื้ออาหาร (premeal insulin) โดยขนาด
ของอินซูลนิ ก่อนม้ืออาหาร (premeal insulin) ใหป้ รับตามระดับน้าตาลในเลอื ด [1]
แนวทางการรักษาโรคเบาหวานโดยไมใ่ ชย้ า
ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนให้ใช้ค่าดัชนีน้าตาล (glycemic
index) เป็นแนวทางในการเลือกอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้แก่ผู้ป่วยเบาหวาน
นอกจากน้ียังไม่แนะน้า ให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (การ
รับประทานคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า 130 กรัมต่อวัน) เพ่ือลดน้าหนักถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัย
แสดงให้เห็นว่าการรบั ประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต้่าในระยะส้ันจะสามารถลดน้าหนักได้
ก็ตาม แต่ยังไม่ทราบผลท่ีจะเกิดข้ึนในระยะยาวผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานใยอาหาร
ประมาณ 20 – 35 กรัม/วัน เนื่องจากใยอาหารจะลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและช่วยลด
ไขมันซ่ึงรวมถึงแอลดีแอลด้วย นอกจากน้ี ควรจ้ากัดการด่ืมแอลกอฮอล์ โดยจ้ากัด
แอลกอฮอล์ไม่ให้เกิน 2 ดร้ิงค์ต่อวันในผู้ชาย และ 1 ดริ้งค์ต่อวันในผู้หญิง (1 ดร้ิงค์มี
ปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 15 กรัม ตัวอย่างเช่น เบียร์ 12 ออนซ์ และไวน์ 5 ออนซ์
เป็นต้น) การรักษาหลักอีกอย่างหนึ่งในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 คือ การออกก้าลังกาย
ซึ่งการออกก้าลังกายช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดัน
โลหิต ลดขนาดอินซูลินหรือยาลดระดับน้าตาลในเลือด และเพ่ิมความไวของเน้ือเยื่อต่อ
โรคเบาหวาน ห น้ า | 14
อินซูลินรวมถึงลดอุบัติการณ์และการด้าเนินไปของโรคเบาหวานการออกก้าลังกายเพ่ือให้
สามารถคุมระดับน้าตาลในเลือดได้ ลดน้าหนักและลดความเส่ียงต่อการเกิดโรคหัวใจและ
หลอดเลือดได้น้ัน ต้องออกก้าลังกายแบบปานกลาง (ชีพจรเป้าหมายในการออกก้าลังกาย
เป็นร้อยละ 50 - 70 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) ถึงหนักอย่างน้อย 150 นาทีต่อ
สัปดาห์ และ/หรือออกก้าลังกายหนักแบบแอโรบิก (ชีพจรเป้าหมายในการออกก้าลังกาย
มากกว่าร้อยละ 70 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) และควรออกก้าลังอย่างน้อย 3 วัน
ต่อสัปดาห์ โดยหยุดออกก้าลังกายติดต่อกันไม่เกิน 2 วัน และผู้ป่วยเบาหวานประเภทท่ี 2
ท่ีไม่มีภาวะแทรกซ้อน แนะน้าให้ออกก้าลังกายแบบใช้แรงต้าน (เช่นยกน้าหนัก หรือเล่น
อุปกรณ์ที่มีน้าหนกั เปน็ ต้น) ซ่งึ ทา้ ให้เซลล์ไวต่ออนิ ซลู ินมากข้ึน โดยควรออกก้าลังกายทเ่ี น้น
กล้ามเน้ือมัดใหญ่อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งแตล่ ะรอบท้า 8 - 10 ครง้ั และท้าต่อเนื่อง
จนครบ 3 รอบ) [1, 4, 7]
จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานคือการควบคุมระดับน้าตาลใน
เลือดให้ได้ตามเป้าหมาย สมุนไพรเป็นอีกทางเลือกหนึ่งท่ีช่วยลดระดับน้าตาลในเลือด แต่
การใช้สมุนไพรในปัจจุบันยังไม่เป็นท่ีนิยมมากนักเมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน แม้ว่า
สมุนไพรหลายชนิดที่มีรายงานและการศึกษาว่าสามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้ไม่
แตกต่างจากยาแผนปัจจุบัน แต่การใช้สมุนไพรยังไม่เป็นที่นิยม รวมถึงปัจจุบันมีการ
อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ท่ีท้าให้เกิดการใช้สมุนไพรอย่างไม่เหมาะสม อันอาจท้าให้เกิด
อันตรายจากการใช้ยาสมุนไพร รวมถงึ อาจส่งผลเสียในระยะยาวและส่งผลต่อความเชื่อมั่น
ในการใช้ยาสมุนไพร ในด้านข้อมูลของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดระดับน้าตาลในเลือดแม้ว่าจะมี
ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จ้านวนมาก แต่ยังมีข้อจ้ากัดในด้านระดับความน่าเช่ือถือ
การรวบรวมข้อมูลจากแต่ละแหล่ง ดังน้ันในที่น้ีผู้นิพนธ์จึงได้รวบรวมข้อมูลสมุนไพรและ
ต้ารับยาสมุนไพรท่มี ีรายงานอยา่ งชดั เจนวา่ สามารถลดระดบั น้าตาลในเลือดได้ [8]
สมนุ ไพรทม่ี ฤี ทธล์ิ ดระดบั นาตาลในเลือด
โรคเบาหวานเป็นโรคท่ีท้าให้เกิดอัตราการพิการและอัตราการเสียชีวิตและอัตรา
การพิการได้สูง เนื่องจากร่างกายมีระดับน้าตาลในเลือดท่ีสูงเป็นเวลานาน ซ่ึงเป็นปัจจัย
เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ [1, 7] แม้ว่าปัจจุบันจะมียาลดระดับน้าตาลในเลือด
โรคเบาหวาน ห น้ า | 15
อยู่หลายกลุ่มซ่ึงมีประสิทธิภาพลดระดับน้าตาลในเลือดแตกต่างกันออกไป รวมถึงมักจะมี
อาการไม่พึงประสงค์และอาจมีข้อห้ามใช้ในประชากรบางกลุ่ม ดังนั้นความนิยมในการใช้
สมุนไพรและการแพทย์ทางเลือก (Complementary and alternative medicine) เพ่ือ
ช่วยลดระดับน้าตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย [9] แม้ว่าปัจจุบนั การใช้สมุนไพรเพ่อื รกั ษา
โรคเบาหวานจะยังไม่ได้รบั การรับรองก็ตาม [1, 4] จากการส้ารวจการใช้สมุนไพรในผู้ป่วย
โรคเบาหวานในปี ค.ศ.1996 พบว่าร้อยละ 8 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานใช้การแพทย์
ทางเลือกช่วยควบคุมระดับน้าตาลในเลือดเสริมจากการรักษาหลัก 9] และจากการส้ารวจ
เมื่อปี ค.ศ.1997-1998 พบว่าหน่ึงในสามของผู้ป่วยโรคเบาหวานใช้สมุนไพรเพ่ือช่วย
ควบคุมระดับน้าตาลในเลือด [8] ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Kim และคณะ (1998)
[10] ท้าการศึกษาในประเทศเวียดนามพบว่าการสมุนไพรช่วยลดน้าตาลในเลือดถึงร้อยละ
39 การศึกษาในประเทศไทยแม้ว่าจะยังไม่มีการส้ารวจอย่างชัดเจนเก่ียวกบั การใช้สมุนไพร
เพื่อลดน้าตาลในเลอื ดแต่พบว่ามีสมนุ ไพรหลายชนิดท่ีมีรายงานว่าช่วยลดน้าตาลในเลือดได้
ซึ่งยงั ไมม่ ีหลักฐานทางวิชาการรองรับ [11, 12]
สมุนไพรที่มีรายงานว่าสามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้ปัจจุบันมีอยู่หลายชนิด
เช่น มะระขี้นก อบเชย โสม มะรุม ว่านหางจระเข้ เป็นต้น ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันของ
สมุนไพรแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากทั้งรูปแบบของสมุนไพรที่ใช้
ระยะเวลาท่ีท้าการศึกษา กลุ่มประชากรท่ีศึกษา สมุนไพรหลายชนิดมีการศึกษาจนทราบ
กลไกการออกฤทธ์ิอยา่ งชดั เจนแต่ยังขาดการศึกษาทางคลินิกท้าให้ไมน่ ิยมใช้ หรือสมุนไพร
ที่มีฤทธ์ิลดน้าตาลในเลือดท่ีมีการศึกษาในมนุษย์หลายการศึกษาเป็นการศึกษาในระยะส้ัน
และยังขาดรายงานความปลอดภัย และบางคร้ังสมุนไพรชนิดเดียวกันแต่ท้าการศึกษาต่าง
สถานท่ี กลุ่มประชากรท่ีแตกต่างกัน รูปแบบของสมุนไพรที่แตกต่างกันก็ให้ผลการศึกษาที่
แตกต่างกัน ดังนั้นหนังสือเล่มน้ีจึงได้พยายามรวบรวมงานวิจัยของสมุนไพรและต้ารับยา
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดน้าตาลในเลือดที่ผ่านการศึกษาศึกษาในมนุษย์มาท้าการทบทวน
วรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนมากข้ึนแต่
อย่างไรก็ตามสมุนไพรหลายชนิดมีการศึกษาทางคลินิกค่อนข้างน้อย ศึกษาในกลุ่ม
ประชากรขนาดเล็กท้าให้ผลท่ีได้อาจยังไม่ชัดเจนเท่าท่ีควร ซึ่งต้องรอการศึกษาทางคลินิก
ในอนาคตเพ่มิ เติมเพื่อทราบผลของการลดน้าตาลแตล่ ะชนดิ ที่ชดั เจนข้ึน
โรคเบาหวาน ห น้ า | 16
เอกสารอา้ งอิง
1. Triplitt CL, Repas T, Alvarez C. Diabetes Mellitus. In: DiPiro JT, Talbert RL,
Yee GC, Matzke GR, Wells BG, Posey L. eds. Pharmacotherapy: A
Pathophysiologic Approach, 10th ed. New York, NY: McGraw-Hill; .
http://accesspharmacy.mhmedical.com/content.aspx?bookid=1861§i
onid=146065891. Accessed December 18, 2017.
2. King H, Aubert R, Herman W. Global burden of diabetes, 1995-2025:
prevalence, numerical estimates and projections. Diabetes Care 1998; 21
: 1414-1431.
3. Zimmet P, Shaw J, and Alberti KGMM. Preventing type 2 diabetes and
the dysmetabolic syndrome in the real world: a realistic view. Diabet
Med 2003; 20 : 693-702.
4. American Diabetes Association. Standards of medical care in diabetes
2017. J Clin Research Educ 2017; 40 (1) : 1-142.
5. แนวเวชปฏบิ ตั สิ า้ หรบั โรคเบาหวาน 2560. บริษัทรม่ เย็นมเี ดยี จา้ กดั . กรงุ เทพมหานคร.
2560
6. Jellinger PS, Handelsman Y, Rosenblit PD, Bloomgarden ZT, Fonseca VA,
Garber AJ, et al. American association of clinical endocrinologists and
American college of endocrinology guidelines for management of
dyslipidemia and prevention of cardiovascular disease. Endocr Pract.
2017; 23(Suppl 2) : 1-87.
7. UK Prospective Diabetes Study (UKPDS) Group: Effect of intensive blood
glucose control with metformin on complication in overweight patients
with type 2 diabetes (UKPDS 34). Lancet 1998; 352 : 854–865.
8. Yeh GY, Eisenberg DM, Kaptchuk TJ, Phillips RS. Systematic review of
herbs and dietary supplements for glycemic control in diabetes.
Diabetes Care 2003; 26 : 1277–1294.
โรคเบาหวาน ห น้ า | 17
9. Eisenberg DM, Davis RB, Ettner SL, Appel S, Wilkey S, Van Rompay M,
Kessler RC: Trends in alternative medicine use in the United States,
1990–1997: results of a follow-up national survey. JAMA 1998; 280 :
1569–1575.
10. Kim C, Kwok YS: Navajo use of native healers. Arch Intern Med 1998;
158 : 2245– 2249.
11. Aritajat S, Wutteerapol S, Saenphet K. Anti-diabetic effect of Thunbergia
laurifolia Linn. aqueous extract Southeast Asian J. Trop. Med. Public
Health 2004; 35(2) : 53-58.
12. Egede LE, Ye X, Zheng D, Silverstein MD: The prevalence and pattern of
complementary and alternative medicine use in individuals with
diabetes. Diabetes Care 2002; 25 : 324–329.
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 18
2บทที่
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเปน็
ระบบและวเิ คราะห์อภมิ าน
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 19
บทท่ี 2
การทบทวนวรรณกรรมอยา่ งเป็นระบบและวเิ คราะหอ์ ภิมาน
บทนา
ปัจจุบันองค์ความรู้ด้านการรักษาด้านยา สมุนไพรและการแพทย์ทางเลือกมี
ความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยท่ีตีพิมพ์ในวารสารทั้งในระดับชาติ
และระดับนานาชาตเิ ปน็ จานวนมาก ซ่งึ งานแตล่ ะงานวิจยั จะมีคุณภาพท่แี ตกตา่ งกนั ออกไป
ตามรูปแบบหรือระเบียบวิธีการวิจัย ความน่าเชื่อถือของการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้
ประเมินประสิทธิภาพของสมุนไพรและการแพทย์ทางเลือกนั้น สามารถแบ่งได้เป็นหลาย
ระดบั ในลกั ษณะของหลักฐานเวชศาสตร์เชงิ ประจกั ษ์ (Evidence-based medicine) โดย
คุณภาพของงานวิจัยสามารถเรียงลาดับความน่าเช่ือถือดังตารางท่ี 2.1 โดย level 1 จะมี
ความน่าเชอ่ื ถือมากทส่ี ดุ และลดลงไปจนถงึ level 4 ซ่ึงมคี วามน่าเชือ่ ถือน้อยทีส่ ดุ [1]
ตารางท่ี 2.1 ระดับความนา่ เช่ือถอื ของงานวจิ ยั
ระดบั นยิ าม
Level 1 งานวจิ ัยแบบ systematic review หรือ meta-analysis ทร่ี วบรวมงานวิจยั แบบ
randomized controlled trial (RCT)
Level 2 งานวิจยั แบบ RCT ท่ีมีการออกแบบการศึกษาอยา่ งถูกตอ้ ง
Level 3.1 งานวิจัยที่เป็นงานวิจัยเชิงทดลองที่มีกลุ่มควบคุม ( controlled trial) ซ่ึงไม่มี
กระบวนการสุม่ หรือมกี ระบวนการสมุ่ ทไ่ี ม่เหมาะสม (randomization)
Level 3.2 งานวิจัยที่มกี ารวิเคราะห์แบบ cohort หรือ case-control ทม่ี กี ารออกแบบเปน็ อยา่ ง
ดีท่ีมกี ารเก็บขอ้ มลู งานวิจัยมากกว่า 2 แหลง่
Level 3.3 งานวิจัยที่มีการศึกษาแบบ multiple time series ท่ีอาจมีหรือไม่มีการแทรกแซง
(intervention) หรอื การศึกษาทม่ี กี ลมุ่ ควบคมุ
Level 4 ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในสาขาน้ัน ๆ ซ่ึงอยู่บนพื้นฐานของ
ประสบการณห์ รอื อาศัยการศกึ ษาเชิงพรรณนา
จากตารางท่ี 2.1 จะเห็นได้ว่า งานวิจัยแบบการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็น
ระบบ (Systematic review) และการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) เป็นรูปแบบ
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 20
งานวจิ ัยทีม่ คี วามนา่ เช่อื ถอื มากท่สี ุด ดังนนั้ ในหนังสือเลม่ น้ีผ้เู ขยี นจึงขอเน้นงานวิจัยรูปแบบ
การวิเคราะห์อภิมานเพ่ือยืนยันประสิทธิภาพของสมุนไพรท่ีมีรายงานว่ามีผลลดระดับ
นา้ ตาลในเลอื ดได้
งานวิจัยแบบการวเิ คราะห์อภมิ าน (Meta-analysis)
เนอ่ื งจากปัจจบุ ันมีงานวจิ ัยจานวนมากที่รายงานประสิทธิผลของสมุนไพรต่อระดับ
น้าตาลในเลือด เม่ือประเมินประสิทธิผลของสมุนไพรแต่ละชนิดจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้น
แล้วอาจจะพบว่าให้ผลท่ีขัดแย้งกัน ซึ่งทาให้ได้ผลสรุปท่ีไม่ชัดเจนทั้งน้ีอาจเกิดจากความ
แตกต่างของแต่ละการศึกษามีขนาดตัวอย่างที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากการศึกษา
ประสทิ ธิภาพของสมุนไพรมกั มีกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาจานวนน้อย จนอาจทาให้ไม่มอี านาจใน
การวัดความแตกตา่ งทางสถติ ิทเ่ี พียงพอ ดังนัน้ การหาขอ้ สรปุ จากงานวิจยั ท่ีมีความแตกต่าง
กนั ในลกั ษณะดังกล่าวต้องใช้วิธีการอย่างเป็นระบบ โดยอาจใชว้ ธิ กี ารคัดเลือกและรวบรวม
ข้อมูลทปี่ ราศจากอคติและใช้สถิติเข้ามาชว่ ย [2, 3]
การวิเคราะห์อภิมานเป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่ถูกนามาใช้ประเมิน
ประสิทธิผลของงานวจิ ัยแบบ RCT ดว้ ยการรวบรวมผลการศึกษาอยา่ งเป็นระบบจากกงาน
ศึกษาแบบ RCT ท่ีมีวัตถุประสงค์หรือรายงานผลการศึกษาเดียวกัน หลังจากน้ันจึงนาผล
การศึกษาแต่ละการศึกษามาคานวณเป็นค่ารวม (pooled estimate) ด้วยวิธีการทางสถติ ิ
ทคี่ านึงถึงความแตกตา่ งของผลลพั ธใ์ นแต่ละการศึกษาเพ่ือนาไปสู่ข้อสรุปที่ชดั เจนขนึ้ [4]
ขัน้ ตอนของการวจิ ัยการวเิ คราะห์อภิมาน
การวิเคราะห์อภิมานมีข้ันตอนหลัก 8 ข้ันตอนไดแ้ ก่
1. การกาหนดคาถามงานวิจยั
ข้ันตอนนี้เป็นข้ันตอนที่สาคัญ เนื่องจากการวิจัยแบบการวิเคราะห์อภิมานที่มี
คุณภาพดีจะต้องมาจากการต้ังคาถามท่ีเฉพาะเจาะจง ตรงกับปัญหาท่ีต้องการค้นหา
คาตอบ [5] การกาหนดคาถามทต่ี ้องการคาตอบอยา่ งชดั เจนในการวิเคราะห์อภมิ านจะต้อง
ระบุรายละเอียด 5 ประการ ว่าจะประเมินผลของสมนุ ไพรที่ต้องการศึกษาในกลุ่มประชากร
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 21
ใด สมุนไพรท่ีใช้เปรียบเทียบกับส่ิงใดและผลลัพธ์ท่ีต้องการวัดคือผลลัพธ์ใดและมีรูปแบบ
การศกึ ษาเป็นแบบใด ซงึ จะเรยี กอย่างย่อว่า PICOS ซึง่ มีรายละเอยี ดดังต่อไปนี้ [2]
P = Participants ควรระบุว่าเป็นการศึกษาในประชากรกลุ่มใด โรคอะไร เด็ก
หรอื ผู้ใหญ่
I = Intervention ส่ิงแทรกแซงที่ต้องการประเมินเป็นสมุนไพรใด หรือเป็นการ
รักษาแบบใด
C = Comparison ส่ิงทีเ่ ปรียบเทียบกับส่ิงทีแ่ ทรกแซงส่ิงใด เป็นยาหลอกหรือการ
รกั ษาใด
O = Outcome ผลลัพธ์ที่ต้องการวัดคืออะไร เช่นระดับน้าตาลในเลือด จานวน
ผู้ปว่ ยทเ่ี กดิ อาการไม่พงึ ประสงค์ เป็นตน้
S = Study design วิธีการศึกษาหรือการออกแบบการทดลองเป็นแบบใดท่ีจะ
นาเข้ามาวเิ คราะห์อภิมาน เชน่ การศกึ ษารูปแบบ RCT เปน็ ตน้
2.2 การกาหนดเกณฑห์ รอื คาคน้ อย่างเป็นระบบ [2, 5]
ในขั้นตอนนี้จะประกอบด้วยเหตุผลท่ีมาของคาถาม วิธีการสบื ค้น ขั้นตอนน้จี ะต้อง
ร่างคาสืบค้นท่ีต้องใช้ท้ังหมดเพ่ือให้เกิดความครอบคลุมงานวิจัยที่ต้องการ การเลือกใช้
คาเชื่อมท่ีเหมาะสมในแต่ละฐานข้อมูล เมื่อได้วางแผนการสืบค้นแล้วจึงเร่ิมทาตามขั้นตอน
ถัดไป
2.3 ขัน้ ตอนการสบื ค้น [1, 2, 6]
ขั้นตอนน้ีเป็นการรวบรวมผลการวิจัยจากทั่วโลกตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้ในข้อ
ข้างต้น จากฐานข้อมูลที่กาหนดไว้ ควรทาการสืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่
ครอบคลุมฐานข้อมูล PubMed, EMBASE และฐานข้อมูลการทดลองทางคลินิก
(Cochrane controlled trial register) และฐานข้อมูลเฉพาะด้านเกี่ยวกับสมุนไพรเช่น
AMED (Allied and complementary Medicine database) เป็นต้น นอกจาการสืบค้น
ผ่านฐานข้อมูลข้างต้นแล้วควรทาการสืบค้นงานวิจัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์เช่น วิทยานิพนธ์หรือ
สืบค้นด้วยมือ (Hand searching) จากบรรณานุกรมของงานวจิ ัยทส่ี ืบค้นได้
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 22
2.4 การคัดกรองงานวิจัยและเกณฑ์การคัดลือกงานวจิ ัย [2]
เม่ือรวบรวมวรรณกรรมจากการสืบค้นข้อมูลแล้ว ต้องอ่านวรรณกรรมทุกช้ินเพื่อ
ตัดสินว่าจะนาเข้ามาวิเคราะห์ในการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบหรือวิเคราะห์อภิ
มานหรือไม่ การตั้งเกณฑ์การคัดวรรณกรรมเข้าจึงต้องทาไว้ในช่วงที่วางแผนการวิจัย พึง
ระบุรายละเอียดของ PICOS, ระยะเวลาการติดตามผู้ป่วย เป็นต้น เม่ืออ่านคัดกรอง
วรรณกรรมแล้วพึงแยกวรรณกรรมที่เข้าเกณฑ์ เพื่อทบทวนวรรณกรรมต่อและแยก
วรรณกรรมที่ไม่เข้าเกณฑ์ไว้ต่างหาก ได้แก่ การทดลองทางคลินิกที่ไม่มีกลุ่มควบคุม
(uncontrolled studies) การทดลองทางคลินิกที่ไม่ได้สุ่ม (non-randomized studies)
รายงานซ้าซ้อนโดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน การรักษาหลายอย่างพร้อมกันทาให้สรุป
ผลการรกั ษาทส่ี นใจไม่ชัดเจน
2.5 ประเมินคณุ ภาพของวรรณกรรมที่เข้าเกณฑ์ [1, 5]
การทบทวนวรรณกรรมนั้นจะต้องทาการทบทวนร่วมกนั อยา่ งน้อย 2 คน การอ่าน
รายละเอียดของรายงานการทดลองทางคลินิกแต่ละช้ินแบบเป็นอิสระต่อกัน โดยใช้
วิจารณญาณวิเคราะห์ว่า มีผู้ป่วยเข้าร่วมในกลุ่มทดลองกี่ราย ได้รับการรักษาแบบที่
เข้าเกณฑ์กี่ราย (intervention group) ได้รับการรักษาในลักษณะกลุ่มควบคุมก่ีราย
(control group) กลุ่มควบคุมได้รับการรักษาแบบใด หรือไม่ (placebo) วิธีการทาการ
ทดลองอาจมีอคติ ในขนึ้ ตอนของการทาการวิจยั ในขั้นตอนใดบ้าง
2.5.1 วิธีกาหนดการรักษาแบบสุ่ม (randomization) เหมาะสมหรือไม่ กล่าว
อาจมีอคติในการจัดสรรการรักษาให้ผู้ป่วยอย่างสุ่ม (selection bias) โดยไม่ได้ปกปิด
ผูป้ ่วยวา่ อยู่ในกลมุ่ ทดลองหรอื กลุม่ ควบคมุ ให้ดี (concealment of allocation) หรอื ไม่
2.5.2 วิธีการดาเนินการวิจัย อาจมีอคติที่เกิดจากผู้ทาการรักษาทราบว่าผู้ป่วย
ไดร้ บั การรักษาด้วยยาท่ใี ช้ทดลอง หรือเปน็ กลุม่ ควบคมุ (performance bias) หรือไม่
2.5.3 การวัดผล ทาโดยผู้วัดผลไม่ทราบวิธีการ ( blinded outcome
assessment) หรือไม่กล่าวคืออาจมีอคติท่ีเกิดเนื่องจากผู้วัดผลการทดลองทราบว่าผู้ป่วย
ได้รับการรักษาหรอื เป็นกลมุ่ ควบคมุ (Detection bias)
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 23
2.5.4 การวเิ คราะห์ข้อมูล ได้มีการวดั ผลผู้ร่วมโครงการทุกรายแม้ในรายท่ีถอน
ตัวจากการทดลอง (intent to treat analysis) หรือไม่ จานวนผู้ป่วยที่ถอนตัวออกจาก
กลุม่ ทดลองหรอื กลมุ่ ควบคุมไม่เทา่ กนั (Attribute bias) หรอื ไม่
เมื่อวิเคราะห์ถึงอคติท่ีอาจเกิดข้ึนแล้ว ผู้วิจัยจะลงผลการประเมินคุณภาพงานวิจัย
แตล่ ะชิ้นว่ามีคณุ ภาพดี น่าเชอ่ื ถือเพียงใด และบนั ทกึ ข้อมูลของแต่ละวรรณกรรมในฟอร์มที่
เตรียมไว้ก่อนและเปรียบเทียบผลการประเมินของผู้ทบทวนแต่ละคนซึ่งทาการประเมิน
คุณภาพงานวิจัยโดยเป็นอิสระจากกัน หากผลการประเมินไม่ตรงกัน จะต้องหาผู้ประเมิน
อีกคนหนึ่งเป็นผู้ตัดสิน และรายงานไว้ หรือจะเลือกท่ีจะอภิปรายร่วมกันจนได้ความเห็นที่
ตรงกันทั้งค่กู ไ็ ด้
เคร่อื งมือท่ีใช้ประเมนิ คณุ ภาพของงานวิจัยแบบ RCT น้ัน เครื่องมือทเี่ ป็นท่ีนิยมใช้
ประเมนิ คณุ ภาพภายในงานของวิจยั ได้แก่ Jadad scale ซ่ึงสามารถคานวณคะแนนออกมา
เปน็ ระดบั คะแนนตง้ั แต่ 0-5 คะแนน หากงานวิจัยชิ้นน้ันมีคะแนนตั้งแต่ 3 คะแนนขนึ้ ไปถือ
ว่าเป็นงานวิจัยท่ีมีคุณภาพดี [7] นอกจาก Jadad scale แลวยังมีเคร่ืองมือที่ใช้ประเมิน
ความเส่ียงต่ออคติ (risk of bias) ซ่ึงจะประเมินใน 7 ด้านของงานวิจัยได้แก่ (1)
กระบวนการสุ่ม (random sequence generation) (2) กระบวนการปกปิดการได้รับส่ิง
ทดลอง (allocation concealment) (3) การปกปดิ การไดร้ บั สิง่ ทดลองอผูเ้ ขา้ ร่วมการวิจัย
(blinding of participants or personel) (4) การปกปิดการได้รับส่ิงทดลองในการวัดผล
ลั พ ธ์ ( blinding of outcome of assessment) (5) ค ว า ม ไ ม่ ส ม บู ร ณ์ ข อ ง ข้ อ มู ล
(incomplete outcome) (6) การเลือกรายงานผลลพั ธ์ (selective outcome reporting)
และ (7) อคติอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น (other sources of bias) การแปลผลสามารถแบ่งได้
เป็น 3 ระดับคือ ความเส่ียงในการเกิดอคติระดับสูง (high risk of bias) ความเส่ียงในการ
เกิดอคตใิ นระดบั ต่า (low risk of bias) และไม่ชัดเจน (unclear) [8]
2.6 การสกัดข้อมูลจากวรรณกรรม (data extraction)
ในขั้นตอนน้ีเป็นการลงข้อมูลในแบบฟอร์มท่ีใช้เก็บข้อมูลท่ีได้ วางแผนก่อนไว้ตาม
วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ โดยทั่วไปการทบทวนวรรณกรรม
การทดลองทางคลินกิ แบบ RCT จะมรี ายละเอยี ดมากพอท่ีจะคานวณกลับไปได้ว่าข้อมูลดิบ
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 24
ก่อนที่จะสรุปผลน้ันมีรายละเอียดอย่างไร หากมีข้อมูลไม่เพียงพอก็อาจติดต่อผู้แต่งเพ่ือให้
ได้ขอ้ มูลมาวเิ คราะห์ หาก RCT ทเี่ ข้าเกณฑ์และมีคณุ ภาพท่นี ่าเชื่อถือไดม้ ีเพียงหนง่ึ รายงาน
ก็พึงนาเสนอผลการทบทวนวรรณกรรมในประเมินท่ีได้ตั้งคาถามไว้ตั้งแต่แรก และกล่าวถงึ
RCT อื่น ๆ ที่ไม่ได้รวมไว้เน่ืองจากมีอคติในการทาการทดลองโดยไม่ต้องทาการวิเคราะห์
อภิมาน เพราะการรวมขอ้ มลู จากการวจิ ัยที่มีอคตยิ ่อมได้ผลท่ีมอี คติ [2, 5]
2.7 การวเิ คราะห์อภมิ าน (Meta-analysis)
ในกรณีที่มีรายงานการทดลองทางคลินิกแบบ RCT ท่ีเข้าเกณฑ์ และมีคุณภาพ
น่าเช่ือถือมากกว่าหนึ่งรายงานที่มีลักษณะของการทดลองเหมือนกันทั้งหมด หรือบางส่วน
ดังนี้คือ วิธีการคัดเลือกผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการวิจัย เหมือนกัน (inclusion criteria) ผู้ป่วย
เป็นโรคระบบเดียวกัน (case definition) วิธีการวัดผลท่ีเหมือนกัน วิธีการรักษาที่
เหมือนกัน และการวางแผนการวิจัย (study design) แบบเดียวกัน ก็จะสามารถนาข้อมูล
มารวมกนั และวเิ คราะห์ใหม่ด้วยสถติ ิ [1, 2]
2.8 การสรปุ ผล
ผู้ทบทวนวรรณกรรมทาการสรุปผลตามประเมินท่ีได้ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของ
การทบทวนวรรณกรรมท้ังในด้านการนาไปใช้ทางคลินิก (implication to practice) และ
ในด้านความจาเป็นที่จะต้องทาการวิจัยต่อ (implication to research) ในระบบของ
Cochrane ผู้ทบทวนบันทึกผลการทบทวนท้ังหมด และข้อสรุปส่งให้กลุ่มนักทบทวนของ
Cochrane ทาการวิจารณ์อีกครั้งหน่ึง เมื่อประเมินแล้วว่าผลการดาเนินการวิจัยน่าเชื่อถือ
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบนี้จะสามารถตีพิมพ์ใน Cochrane library ได้
เพื่อให้ผู้อ่านท่ัวโลกสามารถเข้าถึงผลงานได้อย่างกว้างขวาง การรายงานการทบทวน
วรรณกรรมอย่างเป็นระบบนั้น ควรได้รับการรายงานตามรูปแบบท่ีเรียกว่า Preference
Reporting Items for Systematic Reviews and Meta-analysis (PRISMA) [2, 9]
(ตารางที่ 2.2)
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 25
ตารางที่ 2.2 การรายงานผลการศึกษาแบบการวเิ คราะห์อภิมานของ PRISMA [2, 9]
หวั ข้อ ลาดบั ที่ รายละเอยี ด
TITLE
Title 1 มีวลีทีร่ ะบวุ า่ งานวิจัยนี้เปน็ การศกึ ษาแบบการทบทวนวรรณกรรม
อยา่ งเปน็ ระบบหรอื การวิเคราะหอ์ ภิมาน
ABSTRACT
Structured 2 มีบทคัดย่อทมี่ แี บบแผนได้แก่ภูมหิ ลัง วัตถุประสงค์ แหลง่ ข้อมลู
summary เกณฑใ์ นการคดั การศึกษาเข้า กลมุ่ ประชากร การแทรกแซง การ
วเิ คราะหข์ ้อมลู ผลการศึกษา ข้อจากดั สรปุ ผล การนาไป
ประยุกตใ์ ช้
INTRODUCTION
Rationale 3 บรรยายเหตผุ ลท่ที าการทบทวนวรรณกรรมอย่างเปน็ ระบบและ
วิเคราะหอ์ ภมิ าน
Objectives 4 ระบปุ ญั หาทตี่ อ้ งการจะตอบอย่างชัดเจน ว่าจะประเมนิ สิ่งใด ยา
สมนุ ไพรหรือการรักษาอ่ืน ๆ ในประชากรกลมุ่ ใด เทยี บกับอะไร
วดั ผลด้านใด (PICOS)
METHODS
Protocol and 5 ระบวุ ่าไดม้ ีการการเขยี นเกณฑใ์ นการทบทวน (review protocol)
registration หรอื ไมแ่ ละจะสามารถคน้ มาอ่านได้หรอื ไมจ่ ากแหลง่ ใด หรอื ได้
ลงทะเบียนไว้ท่ีใดพรอ้ มรายละเอยี ด และเลขทะเบียน
Eligibility 6 ระบเกณฑก์ ารคดั เลือกงานวจิ ยั เขา้ ส่กู ระบวนการทบทวน
criteria วรรณกรรมอยา่ งเปน็ ระบบ (PICOS, ระยะเวลาในการตดิ ตามผ้ปู ว่ ย)
ลกั ษณะของรายงาน (เช่นปที ่ีทาการศกึ ษา ภาษาทใ่ี ช้ตีพมิ พ์) พร้อม
ทง้ั เหตุผล
Information 7 บรรยายแหล่งข้อมลู ทีส่ บื คน้ มาไดท้ ้ังหมด ช่วงระยะเวลาทีส่ บื คน้ ใน
sources แตล่ ะฐานขอ้ มลู สืบคน้ งานวิจยั ท่ไี มไ่ ดต้ ีพิมพ์ด้วยหรอื ไม่
Search 8 ให้รายละเอยี ดของวิธีการสบื ค้นจากฐานขอ้ มลู ท่กี าหนดโดยมี
รายละเอยี ดเพยี งพอทผ่ี ูอ้ ่านจะสามารถทาตามได้
Study 9 ใหร้ ายละเอยี ดระเบยี บวิธีการคดั เลือกงานวจิ ยั ทีน่ ามาทบทวนเช่น
selection วิธีการคัดเลือก เกณฑ์ในการคัดงานวจิ ัยเขา้ การรวมขอ้ มลู และการ
วิเคราะหอ์ ภิมาน
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 26
หัวข้อ ลาดับที่ รายละเอยี ด
Data 10 บรรยายวิธกี ารเก็บข้อมลู จากงานวิจยั ท่คี ดั เขา้ เช่นการใชแ้ บบฟอรม์
collection การเกบ็ ข้อมลู ทาโดยผูว้ จิ ยั ท่ีเป็นอิสระต่อกนั หรอื ไม่ ข้ันตอนการ
process 11 สบื ค้นขอ้ มูล
Data items 12 ใหร้ ายละเอยี ดของตวั แปรท่ีเก็บเชน่ PICOS การอนมุ านและการ
ปรับปรงุ ขอ้ มูลทร่ี ายงานให้เป็นไปตามโครงการวิจัย
Risk of bias in 13 บรรยายวิธปี ระเมินความเสยี่ งท่จี ะเกิดอคติในแต่ละงานวิจยั (รวมถงึ
individual 14 ประเด็นว่าการประเมินท้ังรายงาน หรือเฉพาะวิธที ่วี ดั ผลดผี ลเสยี
studies ของแต่ละการทดลอง) และได้ใช้ผลประเมินนใ้ี นการสังเคราะห์
15 ขอ้ มูลอยา่ งไร
Summary 16 ระบวุ ธิ ีการสรุปข้อมลู เชน่ risk ratio, mean difference เป็นต้น
measures
Synthesis of 17 บรรยายวธิ ีการจดั การขอ้ มลู และรวบรวมขอ้ มลู เพ่ือการวิเคราะห์
results ตามที่เหมาะสมรวมถึงวธิ กี ารประเมนิ ความเป็นเอกพันธ์ เชน่ ใช้ I2
18 หากทาการวิเคราะห์อภิมาน
Risk of bias 19 ควรระบวุ ธิ ีการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอคตใิ นการรวมข้อมลู เชน่
across studies publication bias
Additional บรรยายวิธีการวิเคราะห์ข้อมลู เพม่ิ เตมิ ถ้ามี เชน่ การวเิ คราะหค์ วาม
analysis ไว การวเิ คราะหก์ ลมุ่ ย่อย และ meta-regression เป็นต้น
RESULTS
Study ระบจุ านวนงานวจิ ัยทผ่ี า่ นการคดั เขา้ ตามเกณฑแ์ ละจานวนงานวจิ ัย
selection ท่นี ามาวิเคราะหอ์ ภมิ าน จานวนงานวิจัยที่ถกู คัดออกพร้อมทัง้ ระบุ
เหตผุ ลของรายงานท่ีถูกคัดออกในแตล่ ะขนั้ ตอน โดยควรแสดงในรปู
Study ของ diagram
characteristic นาเสนอรายละเอยี ดของแตล่ ะรายงานในเดก็ ท่ีไดร้ บั การเก็บข้อมลู
Risk of bias พร้อมกับการอา้ งอิง
within studies นาเสนอผลการประเมนิ ความเสยี่ งที่จะเกิดอคตใิ นการรวมขอ้ มลู ของ
แตล่ ะรายงาน โดยเฉพาะสาหรับผลดผี ลเสียทเี่ ปน็ คาถามงานวจิ ยั
(วธิ ีแสดงไวใ้ นลาดับที่ 12)
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 27
หัวขอ้ ลาดบั ที่ รายละเอียด
Results of 20 นาเสนอผลการวจิ ยั ของแต่ละรายงาน ตามจดุ ประสงคข์ องการ
individual ทบทวนวรรณกรรมท้ังผลดีและผลเสยี โดยนาเสนอผลในแตล่ ะ
studies 21 รายงาน และท้ังผลและชว่ งค่าความเชอื่ ม่ันของแต่ละรายงาน ใน
22 รูปแบบเดยี วกนั ซึ่งควรเปน็ แบบกราฟ forest plot
Synthesis of 23 นาเสนอผลการวจิ ัยของการวเิ คราะห์อภิมานรวมทง้ั ช่วงคา่ ความ
results เชือ่ มนั่ ของรายงานที่นามารวมกันวิเคราะห์
Risk of bias 24 นาเสนอผลการประเมนิ ความเสยี่ งที่จะเกดิ อคติในการรวบรวม
across studies 25 ขอ้ มูล (แสดงวิธีในลาดบั ท่ี 15)
Additional 26 นาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู เพม่ิ เติมถา้ มี เช่นการวเิ คราะหค์ วาม
analysis ไว การวิเคราะหก์ ลุม่ ย่อย (วธิ แี สดงในลาดับท่ี 16)
DISCUSSION 27
Summary of สรุปผลการทบทวนวรรณกรรมและวเิ คราะหอ์ ภมิ านในประเด็นที่ตงั้
evidence ไวร้ วมถงึ ความหนกั แน่นของงานวจิ ัยทรี่ วมมา
Limitations อภปิ รายข้อจากดั ของการทบทวนและวิเคราะห์ เช่นความเสยี่ งทจ่ี ะ
ทาใหเ้ กดิ อคติและขอ้ จากัดทางเทคนคิ ของการทางานเป็นต้น
Conclusions ระบุผลสรปุ รวมทั้งความหมายของผลสรุปทไ่ี ด้ ในบริบทของ
หลกั ฐานอ่ืน ๆ ทีเ่ กยี่ วข้องกบั ประเด็นอนื่ ๆ ความจาเป็นและ
FUNDING แนวทางท่คี วรทางานวจิ ยั ในอนาคต
Funding
บรรยายแหล่งทุนท่ีสนับสนุนการดาเนินงาน การสนบั สนนุ แบบอ่ืน
บทบาทของผ้ใู หท้ นุ
การวิเคราะห์ทางสถิติของงานวจิ ัยแบบการวิเคราะห์อภมิ าน
ขัน้ ตอนการวิเคราะหจ์ ะประกอบดว้ ย การรวมข้อมูลจากแต่ละงานวจิ ัยเขา้ ด้วยกัน
การประเมินความแตกต่าง การตรวจสอบอคติจากการตีพิมพ์และการวิเคราะห์ความไว
การรวมงานวจิ ัยเพ่ืออธบิ ายประสิทธภิ าพหรือขนาดอิทธิพล (effect size) มีหลกั การทั่วไป
คือการหาค่าผลรวมให้น้าหนักงานวิจัยแต่ละงานแตกต่างกันหรือเรียกว่าการถ่วงน้าหนัก
การคานวณคา่ ผลรวมการวิเคราะห์อภมิ านมคี า่ ทางสถิติทส่ี าคัญไดแ้ ก่
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 28
1. Pooled estimate
วิธีการวิเคราะห์ผลรวมขึ้นกับลกั ษณะของขอ้ มลู โดยข้อมลู ท่ีเป็นแบบสองทาง เช่น
การหาย/ไม่หายจากการเจบ็ ปว่ ย อาการดขี ึ้น/แย่ลง การเกดิ /เกดิ อาการไม่พึงประสงค์เป็น
ต้น การวิเคราะห์ผลท่ีได้มักจะรายงานด้วยค่า odds ratio (OR), relative risk (RR) โดย
ปกตกิ ารวิเคราะห์อภิมานมักจะรายงานผลการวิเคราะหด์ ว้ ย OR เน่ืองจากเป็นการคานวณ
ที่ให้ผลเที่ยงตรง และไม่ค่อยถูกรบกวนโดยข้อมูลที่มีค่าสูงมากหรือต่ามาก หากผลลัพธ์ที่
ต้องการท่ีจะศึกษารายงานผลเป็นตัวแปรต่อเนือ่ ง เช่นระดับน้าตาลในเลือด ระดับไขมันใน
เลอื ด เป็นตน้ จะเลือกใชค้ วามแตกต่างถ่วงน้าหนกั (weighted mean difference; WMD)
หรือ standard mean difference (MD) [2]
การคานวณค่าผลรวมของการวิเคราะห์อภิมานมีการคานวณอยู่ 2 แบบคือ (1)
โมเดลแบบคงท่ี (fixed effect model) โมเดลน้ีเชื่อว่าแต่ละการศึกษาท่ีนามเข้ามา
วิเคราะห์นัน้ ต้องการประมาณคา่ ประสิทธิภภาพของการรักษาเดียวกันหรือทุกการทดลองมี
ผลที่แท้จริงจากการแทรกแซง และ (2) โมเดลแบบสุ่ม (random effect model) เป็น
โมเดลท่ีเชอื่ วา่ งานวจิ ัยแต่ละชิน้ มผี ลท่ีแท้จรงิ ของยาในแต่ละการศึกษาที่ไม่เหมือนกัน ส่วน
การเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์อภิมานน้ันผู้วิจัยสามารถคานวณได้ด้วยวิธีต่างดังแสดงใน
ตารางที่ 2.3 [2, 5]
ตารางที่ 2.3 สถิติทีใ่ ช้ในการวเิ คราะหอ์ ภิมานโดยแบง่ ตามชนิดของตวั แปร [2]
ชนิดของขอ้ มลู สถติ ทิ ่ีใช้ แบบจาลอง วิธคี านวณทางสถติ ิ
ขอ้ มูลแบบทวิภาคหรอื Odds ratio (OR) Fixed effect Peto, Mantel-
สองทาง Haenzel
(Dichotomous) Random effect DerSimonian &
Laird
Relative risk (RR) Fixed effect Mantel-Haenzel
Random effect DerSimonian &
Laird
ขอ้ มลู แบบต่อเนอ่ื ง Weighted mean Fixed effect Mantel-Haenzel
(Continuous) difference Random effect DerSimonian &
Laird
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 29
ชนิดของขอ้ มลู สถติ ิทใ่ี ช้ แบบจาลอง วธิ ีคานวณทางสถิติ
Standard mean Fixed effect Mantel-Haenzel
difference Random effect DerSimonian &
Laird
2. Confidence interval (CI) [2, 5]
คือชว่ งความเชือ่ มน่ั 95% เปน็ คา่ ทางสถติ ทิ แ่ี ปรผกผันกบั จานวนผู้เข้ารว่ มการวิจัย
ถ้ามีจานวนผู้เข้าร่วมการวิจัยน้อย ช่วงความเช่ือมั่นจะกว้าง และอาจคลุมค่า 1 ซ่ึงแปลว่า
กลุ่มที่ได้รับการแทรกแซงกับกลุ่มเปรียบเทียบไม่มีความแตกต่างกันในกรณีท่ีคานวน
ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์เป็น OR หรือ RR หากคานวณผลลัพธ์การศึกษาออกมาเป็น
WMD หรือ MD คา่ 95%CI อาจคลุมค่า 0 กรณีท่ีไม่มีความแตกตา่ งกนั
การนาเสนอผลการศึกษาการวิเคราะห์อภิมานมักจะแสดงผลด้วย forest plot
โดยโปรแกรมที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์มีหลายโปรแกรมเช่น STATA, SAS และ Review
Manager (Revman) ซึ่งหนังสือนี้จะใช้ผลการวิเคราะห์จากโปรแกรม Revman เป็นหลัก
กราฟ forest plot จะแสดงผลการรักษาดังภาพประกอบที่ 2.1 จากรูปสามารถแปล
ความหมายได้ว่ายาเพชรสังฆาตสามารถลดอาการปวดในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักแต่ไม่มี
นัยสาคญั ทางสถิติ (RR 0.67; 95%CI 0.42-1.06; P=0.88)
ภาพประกอบที่ 2.1 แสดงตัวอย่างกราฟ forest plot แสดงผลการใช้ยาเพชรสังฆาตใน
การลดอาการปวดเปรียบเทียบกับ flavonoids ในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนัก ที่ได้จากการ
วจิ ัยทางคลินิกแต่ละงานและผลการวิเคราะห์รวมแสดงเปน็ ตัวเลขในกราฟ [10]
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 30
การทดสอบความแตกต่างของผลการศึกษาระหวา่ งงานวิจยั แตล่ ะฉบับ (test of
heterogeneity)
หนังสือเลม่ นี้ได้ทาการทดสอบความแตกต่างของขอ้ มูล (heterogeneity) ก่อน
สังเคราะห์ข้อมูลซ่ึงสถติ ิท่ีใช้คือ [2]
1. ค่า chi-square (2) หรือ Cochran Q test เนื่องจากการทดสอบทางสถิติเพื่อ
หาความแตกต่างของข้อมูล โดยกาหนดระดับนัยสาคัญทางสถิติไวท้ ่ี p > 0.1 จึงจะถือว่ามี
ความไมแ่ ตกตา่ งกนั
2. คา่ Percentage of inconsistency index (I2) ดชั นีความไม่สอดคล้องของผล
การศึกษาถา้ มาแสดงว่ามคี วามไม่สอดคล้องกันสงู ดังนี้ [8]
ร้อยละ 0-50 มีความเปน็ เอกพันธ์
ร้อยละ 51-100 ไมเ่ ปน็ เอกพนั ธ์
ความลาเอียงจากการตพี ิมพ์ (Publication bias)
ในการรวบรวมวรรณกรรมในหนังสือเล่มน้ีจะประเมินอคติจากการตีพิมพ์จาก
funnel plot โดยแสดงเป็นกราฟท่ีประกอบด้วยสัญลักษณ์และเส้น โดยการวาดกราฟน้ัน
อาศัยข้อมูลของขนาดตัวอย่างและค่า Relative Risk ในการประเมินอคติจากการตีพิมพ์
การแปลผลจะพจิ ารณาจากการกระจายของจดุ หากมีการกระจายแบบสมมาตรหมายความ
วา่ มีแนวโนม้ ทีจ่ ะไม่มีอคตแิ ต่หากกระจายแบบไม่สมมาตรจะถือวา่ มีอคติจากการตีพิมพ์ ดงั
แสดงในภาพประกอบ 2.2 จะเห็นได้ว่าการกระจายของจุดบนกราฟไม่สมมาตรกัน ซึ่ง
หมายความว่ามีอคตจิ ากการตพี ิมพ์
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 31
ภาพประกอบ 2.2 ตวั อย่าง Funnel plot จากการวเิ คราะห์อภิมานที่มลี ักษณะไมส่ มมาตร
ซง่ึ อาจมปี ัญหาเรื่องความลาเอยี งในการตพี ิมพ์ [11]
ขัน้ ตอนการวเิ คราะหอ์ ภมิ าน
การวิจัยนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน
(systematic review and Meta-analysis) สมุนไพรท่ีมีฤทธ์ิลดระดับน้าตาลในเลือด โดย
ทาการรวบรวมงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศและต่างประเทศท่ีทาการวิจัยเสร็จ
ก่อนปี พ.ศ. 2560 โดยการสืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ทั้งในและ
ต่างประเทศ
การวิจัยสืบค้นเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่มีฤทธ์ิลด
ระดับน้าตาลในเลือดทั้ง 8 ชนิดได้แก่ มะระขี้นก หม่อน ปัญจขันธ์ ตรีผลา ตาลึง โสม
อบเชยและมะรุม ท่ีเป็นงานวิจัยรูปแบบ Randomized control trial (RCT) ทั้งในและ
ต่างประเทศท่ีได้รับการตีพิมพ์และทาการวิจัยเสร็จก่อนปี พ.ศ. 2560 โดยการสืบค้นจาก
ฐานข้อมลู อเิ ลก็ ทรอนิกส์ท่มี ีความน่าเช่ือถือและสืบค้นจากเอกสารอา้ งองิ และบรรณานุกรม
ของงานวจิ ยั โดยทาการสืบคน้ ตามหลกั PICOS
หลังจากท่ีสืบค้นงานวิจัยแล้ว ตั้งแต่ข้ันตอนท่ี 2.4 ถึงหัวข้อ 2.6 ผู้แต่งทางาน
ร่วมกับผู้ร่วมประเมินอีก 1 ท่านในแต่ละบทซึ่งจะทางานอย่างเป็นอิสระต่อกันหากมีความ
คดิ เห็นขดั แยง้ กนั จะหากข้อตกลงร่วมกนั เพอ่ื ให้ได้ข้อสรปุ
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 32
เอกสารอ้างองิ
1. Burns PB, Rohrich RJ, Chung KC. The levels of evidence and their role in
evidence-based medicine. Plast Reconstr Surg 2011; 128(1): 305-10.
2. อิศรางค์ นุชประยูร. บทปริทัศน์อย่างเป็นระบบ. ในหลักการทาวิจัยสู่ความสาเร็จใน
การปฏิบัต.ิ พิเชฐ สัมปทานกุ ลุ บรรณาธกิ าร. พมิ พ์ดี จากัด. กรุงเทพฯ. 2555.
3. L'abbé KA, Detsky AS, O'rourke K. Meta-analysis in clinical research. Ann
Intern Med 1987; 107: 224–233. doi: 10.7326/0003-4819-107-2-224
4. Haidich AB. Meta-analysis in medical research. Hippokratia 2010; 14(Suppl
1): 29–37.
5. สุรศักดิ์ เสาแก้ว. การอ่านและการแปลผลงานวิจัยการวิเคราะห์อภิมาน. เชียงรายเวช
สาร 2559; 8(1) : 1-17.
6. สุรศักด์ิ เสาแก้ว. สมุนไพรบนหลักฐานเชิงประจักษ์ : แหล่งข้อมูลและการแปลผล. ใน
การประยุกต์ใช้สมุนไพรบนหลักฐานเชิงประจักษ์. ภาณุพงศ์ พุทธรักษ์ จตุพร ทองอ่ิม
ประดษิ ฐ์ งามศิริผล บรรณาธิการ. บริษทั ประชาชนจากดั .กรงุ เทพฯ. 2559.
7. Jadad R, Moore RA, Carrol D, et al. Assessing the quality of reports of
randomized clinical trials: Is blinding necessary?. Control Clinical Trials
1996; 17: 1-12.
8. Higgins JPT, Altman DG, Gøtzsche PC, et al. The Cochrane Collaboration’s
tool for assessing risk of bias in randomised trials. BMJ 2011; 343:d5928
doi: 10.1136/bmj.d5928
9. Moher D, Liberati A, Tetzlaff J, Altman DG. Preferred reporting items for
systematic reviews and meta-analyses: the PRISMA statement. Ann Intern
Med. 2009; 151(4): 264-9.
10. Phimarn W, Caichompoo W, Sungthong B, Saramunee K. A Systematic
Review and Meta-analysis on Effectiveness of Cissus quadrangularis (Linn.)
in Hemorrhoid Treatment. IJPS 2014; 10(3): 403-418
ก า ร ท บ ท ว น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ย่ า ง เ ป็ น ร ะ บ บ ห น้ า | 33
11. Sakhankort C, Morapat T, Koonmee P, Saramunee K, Sungthong B,
Phimarm W. A Meta-analysis of the Efficacy of Cinnamon on blood
glucose, lipid profile and anthropometric parameters : An updated
literature review. IJPS 2017; 13 (Supplement): 241-257
ม ะ ร ะ ข้ี น ก ห น้ า | 34
3บทท่ี
มะระขน้ี ก
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 35
บทท่ี 3
มะระข้ีนก
ขอ้ มูลท่ัวไป
มะระขี้นกเป็นสมุนไพรท่ีสามารถเพาะปลูกได้ในประเทศเขตร้อนช้ืน เช่นประเทศ
ในแถบอเมริกาใต้ แอฟริกาตะวันออก เอเชีย มะระข้ีนกสามารถนามารับประทานเป็น
อาหารและเป็นยาได้ซึ่งสามารถนามาใช้ได้ท้ังส่วนใบ ผลและลาต้น ซ่ึงมีละเอียดเบื้องต้น
ดงั ต่อไปน้ี
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ : Momordica charantia (MC)
วงศ์ : Cucurbitaceae
ช่ืออื่นๆ : มะระเล็ก มะนอย มะห่วย มะร้อยรู, bitter melon, papilla, bitter
gound, salsaminocorrila และ karela เปน็ ต้น
ลักษณะพืช : เปน็ ไม้เลอื้ ยพันต้นไมอ้ ่ืน มีมอื เกาะ ลาตน้ เป็นเหลี่ยมมขี นปกคลุม ใบ
เดย่ี ว ออกสลับลกั ษณะคล้ายใบแตงโมแต่เล็กกวา่ มีสเี ขียวทั้งใบ ขอบใบหยกั เวา้ ลกึ มี 5-7
หยัก ปลายใบแหลม ออกดอกเด่ียวตามง่ามใบ สีเหลืองอ่อน มี 5 กลีบ เกสรมีสีเหลืองแก่
ถึงส้ม กลีบดอกบาง ช้าง่าย ผลเด่ียว รูปกระสวย ผิวขรุขระ มีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมีสี
เขยี ว ผลสกุ มสี เี หลืองถงึ ส้ม ผลแกแ่ ตกอา้ ออก เมลด็ สกุ มีสีแดงสด รูปรา่ งกลมแบน [1]
สารสาคญั
มะระขี้นกมีสารสาคัญท่ีสามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้คือ charantin,
momocharin และ momordicin ซ่ึงสารท้ังสามชนิดน้ีมีสูตรโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับ
อินซูลิน จึงคาดว่ามีฤทธิ์ลดระดับน้าตาลในเลือดได้ [2] จากการศึกษาของ Ojewole และ
คณะ (2006) [3] ซึ่งทาการศึกษาผลการลดระดับน้าตาลในเลือดโดยใช้สารสกัดมะระขี้นก
โดยใช้น้า ในหนูท่ีถูกเหน่ียวนาให้เป็นเบาหวานโดยใช้ streptozotocin แล้วใช้สารสกัด
จาก chloroform เป็นกลุ่มควบคุมผลการศึกษาพบว่ากลุ่มท่ีได้รับสารสกัดโดยน้ามี
ประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาลในเลือดได้มากกว่าสารสกัดจาก chloroform อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับการศึกษาของ Bano (2011) [4] ซึ่งทาการศึกษาผลของ
ม ะ ร ะ ข้ี น ก ห น้ า | 36
สารสกัดมะระขี้นกด้วยน้า ในหนูที่ทาให้อ้วนและมีระดับน้าตาลในเลือดสูง หลังจากให้หนู
กินสารสกัดมะระข้ีนกนาน 5 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่ามะระข้ีนกด้วยน้าไม่มีต่อการลด
น้าหนักในหนูแต่สามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติและจาก
การศกึ ษาของ Singh (2008) [5] ทาการศึกษาผลของสารสกัดมะระข้ีนกดว้ ย alcohol ต่อ
เซลล์ตับอ่อนในหนูเบาหวานในขนาด 6 มิลลิกรัมต่อน้าหนักตัว 100 กรัมผลการศึกษา
พบว่าสามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้และสามารถเพิ่มการหลั่งอินซูลินจาก islets of
Langerhans ได้ โดยไม่พบผลพิษอน่ื ๆ
กลไกการออกฤทธ์ิ
จากการศึกษาในอดีตทผ่ี ่านมาพบว่านอกจาก momocharin, momordicin และ
charantin ซ่ึงคาดว่าเป็นสารหลักท่ีมีผลลดระดับน้าตาลในเลือดแล้วยังมีสารอ่ืน ๆ ท่ีคาด
ว่ามีผลลดน้าตาลในเลือดได้ ดังนั้นการศึกษาที่ผ่านมามากกว่า 140 ชิ้นท่ีทาการศึกษา
เก่ียวกับกลไกการออกฤทธิ์ของมะระข้ีนก ซึ่งทาการศึกษาท้ังในมนุษย์และในสัตว์ทดลอง
และแต่ละการศึกษาใช้สารที่แตกต่างกันเช่น ใช้สารสกัดโดยใช้น้า, ethanol, bezene,
chloroform, acetone หรือใช้น้าค้ันจากผลสด และผงแห้ง ผลการศึกษาพบว่ากลไกการ
ออกฤทธิท์ ่ีคาดว่าเก่ียวข้องกับฤทธิ์ลดระดับนา้ ตาลเลือด [2] ได้แก่ กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน
การใช้กลูโคสโดยเซลล์กล้ามเนื้อและเน้ือเยื่อต่าง ๆ ลดการนากลูโคสเข้าเซลล์ที่บริเวณ
ลาไส้เล็กยับย้ัง hexokinase activity, กดการทางานของเอนไซม์ท่ีใช้ในกระบวนการ
gluconeogenesis และปกป้อง pancreatic islet cells โดยมีรายละเอยี ดดังตารางที่ 3.1
ตาราง 3.1 กลไกการออกฤทธ์ขิ องมะระข้นี ก
ผู้แต่ง กลไกการออกฤทธ์ิ การทดลอง ผลการศกึ ษา
มะระขน้ี กกระตุ้นการหลงั่
Cummings กระตนุ้ การหล่งั หนูที่ถกู เหน่ยี วนาใหเ้ ปน็ อนิ ซูลนิ จากตับอ่อนไดแ้ ละ
ยังเพิม่ การนากลโู คสเขา้
และคณะ อนิ ซลู นิ จาก beta โรคเบาหวานโดยใช้ เซลล์
(2004) [6] cell Streptozotocin (STZ) ที่ มะระขี้นกลดระดับนา้ ตาล
ไดร้ ับนา้ คัน้ มะระขน้ี กเปน็
ประจาทกุ วนั
Sridhar และ เพมิ่ การใชก้ ลูโคสของ หนู Wistar เพศผ้ทู ีถ่ ูก
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 37
ผู้แต่ง กลไกการออกฤทธ์ิ การทดลอง ผลการศกึ ษา
คณะ (2008) กลา้ มเนือ้ และเนื้อเยือ่ เหน่ยี วนาให้เป็นเบาหวาน ในเลือดไดอ้ ยา่ งมีนยั สาคญั
[7] ต่าง ๆ และใหก้ ินอาหารที่มีไขมันสงู ทางสถติ ิ (p<0.05)
(high fat-fed rat) หลงั จาก
Uebanso และ ยบั ย้ังเอนไซม์ alpha- น้ันใหก้ ินสารสกดั มะระข้นี ก สารสกัดมะระขนี้ กยับยัง้
คณะ (2007) glucosidase เป็นระยะเวลานาน 2 การทางานของเอนไซม์
[8] สัปดาห์ sucrase และ maltase ท่ี
หนูท่ีได้รับนา้ ตาล sucrose บริเวณ mucosa ของ
แลว้ ให้สารสกดั จากมะระ ลาไส้ ทาใหล้ ดระดับ
ขน้ี ก น้าตาลในเลือดหลัง
รับประทานอาหาร (post
prandial glucose)
ประสทิ ธิภาพในการลดระดับนา้ ตาลในเลือด
การศึกษาในสัตวท์ ดลอง
การศกึ ษาในสัตวท์ ดลองท่ผี ่านมามีท้ังการใช้มะระขน้ี กแบบผงแห้ง สารสกดั แบบ
กินและรปู แบบอืน่ ๆ ไดแ้ ก่
1. มะระขี้นกแบบรับประทาน จากการศึกษาผลการลดระดับน้าตาลในเลือดของ
Rao และคณะ (2001) [9] พบว่าการใช้สารสกัดมะระขี้นกขนาด 100, 200 และ 500
มิลลิกรัมต่อน้าหนักตัว ในหนูท่ีไม่ได้เป็นเบาหวานพบว่า มะระขี้นกไม่มีผลต่อระดับน้าตาล
ในเลือด แต่ขัดแย้งกับการศึกษาต่อมาซ่ึงพบว่าผลสดของมะระขี้นกสามารถลดระดับ
น้าตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสาคัญ [10, 11] ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ Leatherdale
และคณะ (1981) [12] ซ่ึงศึกษาผลของมะระข้ีนกสดในสัตว์ทดลองที่ได้รับกลูโคสชนิด
รับประทาน พบว่ามะระข้ีนกลดระดับน้าตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสาคัญ นอกจากน้ี
การศึกษาในกระตา่ ยทถ่ี ูกเหน่ียวนาใหเ้ ป็นเบาหวานแล้วให้ผงแหง้ มะระขี้นกในขนาด 0.25,
0.5, 1.0 และ 1.5 กรัมต่อกิโลกรัมน้าหนักตัว ผลการศึกษาพบว่าเฉพาะขนาด 1.0 และ
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 38
1.5 กรัมต่อกิโลกรัมน้าหนักตัวเท่านั้นท่ีมีผลลดน้าตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Kedar และคณะ (1982) [13] ซึ่งศึกษาฤทธิ์ลดระดับ
น้าตาลในเลือดในกระต่ายที่ถูกเหนี่ยวนาให้เป็นเบาหวานแล้วได้รับมะระขี้นกขนาด 1, 2
และ 3 กรัม ต่อ กิโล กรัม พ บ ว่าม ะระขี้น กสาม ารถเพ่ิ ม ระดับ liver glycogen
concentration ได้และกลุ่มท่ีได้รับในมะระขี้นกขนาด 3 กรัม พบว่ามีประสิทธิภาพในการ
ลดระดับนา้ ตาลในเลือดเทียบเท่ากับยา glibenclamide
2. มะระข้ีน ก ใน รูป แบ บ อื่น ๆ ได้แก่ ส ารสกั ดใน รูป ยาฉีด ใต้ ผิวห นั ง
(subcutaneous administration) ซ่ึงจะมีสารสกัดโปรตีนมะระข้ีนกขนาด 5 และ 10
กรัมต่อกิโลกรัม หลังจากนั้นจึงบริหารยาให้แก่หนูท่ีถูกเหน่ียวนาให้เป็นเบาหวานโดย
streptozotocin ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดโปรตีนมะระขี้นกสามารถลดไขมันและ
น้าตาลในเลือดได้ จากผลการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเพ่ิม 2 เท่าหลังจากฉีดยาแล้ว 4
ช่ัวโมง และการฉีดสารสกัดในขนาด 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เข้าที่บริเวณตับอ่อนจะ
กระตุ้นการหลั่งอินซูลินแต่ไม่มีผลเพ่ิมการหลั่ง glucagon และฤทธ์ิการกระตุ้นการหลั่ง
อินซูลินจะเร่ิมปรากฏภายใน 5 นาทีหลังจากบริหารยาและคงอยู่ได้นาน 30 นาที [14]
และการศึกษาผลของมะระขี้นกต่อการดอ้ื อินซูลินในหนูที่อว้ นบริเวณหน้าท้อง หลงั จากนั้น
จงึ ให้สารสกัดจากมะระขน้ี ก หรือ rosiglitazone เปน็ เวลานาน 8 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับ
กลุ่มควบคุมที่ได้รับ low-fat diet ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มท่ีได้รับมะระข้ีนกมีระดับ
HbA1C และ free fatty acid ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากน้ี
การศึกษาน้ียังพบว่า มะระข้ีนกยังสามารถเพ่ิม adipose PPAR และ PPAR ได้ร่วมกับ
การมีปริมาณไขมันหน้าท้องและ adipose leptin ลดลง จากการศึกษานี้ทาให้คาดว่า
มะระข้ีนกอาจมีผลต่อ PPAR และ PPAR ทาให้ลดการดื้อต่ออินซูลินและปริมาณไขมัน
หนา้ ท้อง [15]
การศึกษาทางคลินิก
Waheed และคณะ (2008) [16] ทาการศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้าตาลในเลือดของ
มะระขี้นกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จานวน 10 คนที่ไม่เคยได้รับยามาก่อน ซ่ึงผล
การศึกษาพบวา่ หลังจากไดร้ บั สารสกดั ของมะระข้ีนกซึ่งสกัดดว้ ยน้าเป็นระยะเวลานาน 14
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 39
วัน แล้วผู้ป่วยมีระดับของระดับน้าตาลในเลือดและในปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติ ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ Fuangchan และคณะ (2011) [17] ที่ทาการศึกษาใน
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่นาน 4 สัปดาห์ มีรูปแบบการศึกษาแบบ multicenter,
randomized double blind active control trial ในประเทศไทย โดยแบ่งผู้ป่วย
ออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จะได้รับ metformin 1,000 มิลลิกรัม วันละครั้ง กลุ่มที่ 2
มะระขี้นกชนิดผงแห้งบรรจุแคปซูล 500 มิลลิกรัม แต่ละแคปซูลจะมีสารสาคัญคือ
charantin ซึ่ งเป็ น ส ารผ ส ม ข อ ง (+ ,b)-sitosteryl glucoside แ ล ะ stigmasteryl
glucoside ขนาด 0.04-0.05% (w/w) วันละคร้ัง กลุ่มที่ 3 ได้รับมะระข้ีนก 1,000
มลิ ลิกรัมวนั ละครงั้ และกลุ่มที่ 4 ไดร้ ับมะระขน้ี ก 2,000 มิลลิกรัม วันละครั้ง ผลการศึกษา
พบว่าเฉพาะกล่มุ ที่ 4 เท่านั้นที่สามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติ
จากการศึกษาของ Rahman และคณะ (2009) [18] ทาการศึกษาภาวะการด้ือต่ออินซูลิน
โดยทาการวัดระดับของ sialic acid ซึ่งเป็น mediator ท่ีเก่ียวข้องกับกระบวนการอักเสบ
ของเซลล์ทาให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินในผู้ท่ีมีระดับของ sialic acid สูงจะทาให้เส่ียงต่อ
การเกิดภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานได้มากขึ้นและระดับน้าตาลในเลือด การศึกษาน้ี
ศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จานวน 50 คนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มโดยกลุ่มทดลองจะ
ได้รับน้าค้ันของมะระข้ีนก 25 คน และกลุ่มควบคุมได้รับยา rosiglitazone ผลการศึกษา
พบว่าระดับของ serum sialic acid และระดับน้าตาลในเลือดระหว่างทั้งสองกลุ่มไม่
แตกตา่ งกัน (p=0.17 และ p=0.78 ตามลาดบั ) แต่กลมุ่ ทดลองมีระดับของคลอเรสเตอรอล
ท่ีสูงกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) อย่างไรก็ตาม ระดับของคลอ
เลสเตอรอลของท้ังสองกลุ่มยังอยู่ในระดับปกติ จากการศึกษาของ Tongia A และคณะ
(2004) [19] ศกึ ษาผลในการลดระดับน้าตาลในเลือดของสกดั มะระข้นี ก ในผู้ป่วยเบาหวาน
ชนิดท่ี 2 จานวน 15 คนท่ีมีอายุระหว่าง 52-65 ปี ที่ได้รับการรักษาด้วยยา metfomin
และ glibenclamide วนั ละ 2 ครงั้ มากอ่ นหน้านี้แลว้ ทาการลดขนาดยาท่ีไดร้ ับลงครง่ึ หนึ่ง
ร่วมกบั สารสกดั จากมะระข้นี ก 200 มลิ ลิกรมั ผลการติดตามระดบั นา้ ตาลในเลอื ดเปน็ ระยะ
เวลานาน 7 วันพบว่า กลุ่มที่ได้รับทั้งยา metfomin และ glibenclamide ร่วมกับสาร
สกัดจากมะระขี้นกมีระดับน้าตาลในเลือดท่ีลดลงมากกว่าการได้รับยา metfomin และ
glibenclamide เพยี งอย่างเดยี ว นอกจากนยี้ งั มกี ารศึกษาอ่นื ๆ ดงั แสดงในตารางที่ 3.2
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 40
การวเิ คราะหอ์ ภมิ าน
จากการสืบค้นงานวิจยั เก่ียวกบั ประสิทธิภาพของมะระข้ีนกในการลดระดับน้าตาล
ในเลือด จากฐานข้อมูลทกี่ าหนดพบการศึกษาทั้งหมด 967 การศึกษา ถูกคดั ออกเนื่องจาก
เป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง 953 การศึกษาและเป็นบทความปรทิ ัศน์ (review article) 3
บทความและมีงานวิจัยท่ีผ่านการประเมินช่ือเรื่องจานวน 11 การศึกษาและการศึกษาที่
นามาวิเคราะห์อภิมานมเี พียง 7 การศึกษา เน่ืองจากไม่ผ่านการประเมนิ คุณภาพงานวจิ ัย 3
การศึกษาและไม่สามารถหาเอกสารฉบับเต็มได้ 1 การศึกษา รายละเอียดของแต่ละ
การศกึ ษาดงั แสดงในตารางท่ี 3.1
งานวิจัยที่นามาวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ประสิทธิผลในการลดระดับ
น้าตาลในเลือดของมะระขี้นก มีท้ังหมด 6 การศึกษา (9 arm trials) ท่ีมีการศึกษา
ประสิทธิผลของมะระขี้นกในการลดระดับ FBS ผลการศึกษาพบว่ามีผู้ร่วมการศึกษา
ท้งั หมด 481 คน แบ่งเป็นกลมุ่ ที่ได้รับผลิตภณั ฑ์จากมะระขี้นกจานวน 242 คน และกลุ่มที่
ได้รับตัวเปรียบเทียบ (comparators) จานวน 239 คนเมื่อทาการทดสอบความเป็นเอก
พันธ์พบว่าไม่มีความเป็นเอกพันธ์ (heterogeneity; I2=63%, p=0.006) เม่ือประเมิน
ข้อมูลจากการรวมทุกผลการศึกษา (pooled estimate) พบว่าผลิตภัณฑ์จากมะระขี้นกมี
ประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาล FBS น้อยกว่ายาหลอก อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(MD=9.56 มิ ล ลิ ก รั ม ต่ อ เด ซิ ลิ ต ร ; 95%CI=5.18, 13.94; p<0.0001) ดั งแ ส ด งใน
ภาพประกอบท่ี 3.1 และการรวมผลการศึกษาจาก 4 การศึกษา (5 arm trials) ท่ีศึกษา
ประสิทธิภาพต่อระดับ HbA1C ผลการศึกษาพบว่ามะระขี้นกมีประสิทธิภาพไม่แตกต่าง
จากตัวเปรียบเทียบโดยมี MD=0.09% (95%CI=-0.26, 0.43; p=0.63) และพบความไม่
เป็นเอกพันธ์ (heterogeneity; I2=67%, p=0.02) (ภาพประกอบ 3.2) เม่ือทาการ
วิเคราะห์ความไวโดยตัดการศึกษาที่เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์จากมะระขี้นกกับยาลดระดับ
น้าตาลในเลือดออก [17, 25] พบว่ามะระข้ีนกมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาลใน
เลือดหลังอดอาหาร 8 ช่ัวโมง (FBS) ไม่แตกต่างจากยาหลอก (MD= 0.25 มิลลิกรัมต่อ
เดซิลิตร; 95%CI :-11.37, 11.87; p=0.97)
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 41
ภาพประกอบ 3.1 Forest plot ประสิทธภิ าพของผลิตภัณฑ์จากมะระขี้นกตอ่ ระดับ
น้าตาลในเลอื ด FBS
ภาพประกอบ 3.2 Forest plot ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จากมะระข้ีนกต่อระดับ
น้าตาลในเลือด HbA1C
การวเิ คราะหอ์ คติจากการตีพมิ พ์ (Publication bias)
การวิเคราะห์ใช้ Funnel plot มีแนวโน้มไม่พบอคติจากการตีพิมพ์ของท้ังสอง
ผลลัพธ์เน่ืองจากการกระจายของจุดบน Funnel plot สมมาตรกัน แต่อย่างไรก็ตามการ
จานวนการศึกษาท่ีคัดเข้ามาวเิ คราะห์อภิมานมีจานวนน้อยกว่า 10 การศึกษาทาให้ผลการ
วิเคราะห์อคติจากการตีพิมพ์คลาดเคล่ือนได้และจานวนผู้เข้าร่วมการศึกษาในแต่ละ
การศึกษามีจานวนน้อยซ่ึงอาจทาให้ความเชื่อม่ันของขนาดอิทธิพลกว้าง (small-study
effect)
การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
การวิเคราะห์ความไวจะใช้วิธีการตัดการศึกษาออกทีละการศึกษา (One-
removal analysis) ผลการวิเคราะห์พบว่าผลการศึกษาในทุก ๆ ผลลัพธ์ยังคงให้ผลการ
เหมือนเดิมและเม่ือวิเคราะห์เฉพาะการศึกษาท่ีทาการศึกษาตั้งแต่ 4 สัปดาห์ข้ึนไปผลการ
วเิ คราะห์พบว่าผลยงั คงไม่เปล่ยี นแปลงเช่นเดียวกัน