ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 42
อาการไม่พึงประสงคแ์ ละความเป็นพิษ
ความเป็นพิษจากการใชม้ ะระขี้นกท้ังในรปู แบบ พืชสด แห้ง และสารสกดั ปัจจุบัน
ยังพบได้น้อย จากการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังและกึ่งเรื้อรังในหนูที่ถูกเหนี่ยวนาให้เป็น
โรคเบาหวานพบว่าสารสกัดจากมะระขน้ี กด้วยตัวทาละลายต่าง ๆ ทาให้เกดิ พิษได้แตกต่าง
กันโดยมีค่า LD50 ของสารสกัดด้วยน้าเท่ากับ 91.9 มิลลิกรัมต่อน้าหนักตัว 100 กรัมและ
มีค่า LD50 ของสารสกัดจากแอลกอฮอล์เท่ากับ 362.34 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมน้าหนักตัว
[26] นอกจากน้ีจากการศกึ ษาในอดีตพบว่ามะระข้นี กในรูปสารสกัดจากเมล็ดสามารถทาให้
หนูเพศผู้เป็นหมันได้ [27] ส่วนการศึกษาในมนุษย์พบว่าผู้ป่วยสามารถทนต่ออาการ
ขา้ งเคียงได้ดี อาการไมพ่ ึงประสงคท์ พ่ี บสามารถแบง่ ออกเปน็ ดา้ นตา่ ง ๆ ดังตอ่ ไปนี้ [17]
1. ระบบประสาทสว่ นกลาง ไดแ้ ก่ มึนงง ปวดศีรษะ ง่วงซมึ
2. ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูกท้องอืด
และคล่นื ไสอ้ าเจียน
3. ระบบทางเดินหายใจ ไดแ้ ก่ ติดเชอ้ื ในระบบทางเดนิ หายใจส่วนบน
4. ระบบผิวหนัง ไดแ้ ก่ ผน่ื คัน
5. ระบบอืน่ ๆ ไดแ้ ก่ ใจส่นั เพิม่ ความอยากอาหาร
บทสรุป
มะระข้ีนกเป็นสมุนไพรท่ีมีการศึกษากันมากเก่ียวกับฤทธิ์ลดระดับน้าตาลในเลือด
ซ่ึงกลไกการออกฤทธ์ิยังไม่เป็นท่ีทราบแน่ชัดแต่จากการศึกษาในปัจจุบันทาให้ทราบว่า
มะระข้ีนกน่าจะมีกลไกการออกฤทธค์ิ ือ กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เพิ่มความไวของอินซูลินที่
บริเวณกล้ามเนื้อและเน้ือเยื่อไขมัน ลดการนากลูโคสเข้าสู่เซลล์ ยับยั้ง hexokinase
ปกป้อง pancreatic islet cell และฤทธิ์กดการทางานของ gluconeogenic enzymes
เนอื่ งจากมะระข้ีนกมีกลไกในการลดระดบั นา้ ตาลในเลือดท่ีค่อนขา้ งหลากหลาย ซง่ึ อาจเป็น
ข้อดีเหนือกว่ายารักษาเบาหวานชนิดอื่น ๆ ในปัจจุบัน มะระข้ีนกจะเป็นอีกทางเลือกหน่ึง
ในการรักษาโรคเบาหวานในอนาคตแต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการศึกษาทางคลินิกท่ีมีใน
ปจั จุบันและจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบพบว่าผลิตภัณฑ์จากมะระขน้ี กยังมี
ประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาลในเลือดไม่แตกต่างจากยาหลอกและมีประสิทธิภ าพท่ี
ด้อยกว่ายาลดระดบั น้าตาลในเลือด
ตารางที่ 3.2 การศกึ ษาทางคลินิกฤทธ์ใิ นการลดระดบั น้าตาลในเลือดขอ
ผแู้ ตง่ ประเทศท่ี รปู แบบการศกึ ษา กลุม่ ตวั อยา่ ง ระยะ
ทาวิจัย
John, 2003 อินเดยี RCT, single ผูป้ ่วยเบาหวาน 4 สัป
[20] blind ชนิดที่ 2 (DM
type II)
Dans, 2007 ฟิลปิ ปินส์ RCT, double ผปู้ ว่ ยเบาหวาน 3 เด
[21] blind ชนิดท่ี 2 (DM 4 สปั
type II)
Fuangchan, ไทย RCT, double
2011 [17] blind ผูป้ ่วยเบาหวาน
ชนดิ ท่ี 2 (DM
type II)
Hasan, 2012 อินเดีย RCT, single ผปู้ ่วยเบาหวาน 4 สัป
[22] blind ชนิดท่ี 2 (DM
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 43
องมะระขน้ี ก
ะเวลา รูปแบบของมะระขน้ี กและตัว ผลการศกึ ษา
เปรยี บเทยี บ
ปดาห์ กลุ่มทดลองได้รบั ยาเม็ดมะระขี้นก มะระขน้ี กสามารถลดระดับ FBS,
2 กรมั ต่อวนั ๆ 3 ครง้ั (n=26) PPG
กลุ่มควบคุมไดร้ ับ riboflavin วนั ละ และ fructosamine มากกว่ากลมุ่
3 ครั้ง (n=24) ควบคุมแตไ่ ม่มีนยั สาคญั ทางสถิติ
(p>0.05)
ดือน กล่มุ ทดลองได้รบั ยาเมด็ มะระขน้ี ก มะระขี้นกสามารถลดระดับ FBS,
3 กรัมตอ่ วันๆ (n=20) HbA1C, TC และ BMI ไดด้ กี วา่ ยา
กลมุ่ ควบคุมไดร้ บั ยาหลอก (n=20) หลอกแตไ่ มม่ ีนยั สาคญั ทางสถติ ิ
ปดาห์ กลุ่มทดลองจะไดร้ บั มะระขน้ี กขนาด กลุ่มทไ่ี ดร้ ับมะระขน้ี กขนาด 2000
500, 1000 และ 2,000 มลิ ลกิ รมั มลิ ลิกรมั ตอ่ วนั เท่านั้นทลี่ ดระดบั
ตอ่ วัน กลุ่มละ 33, 32 และ 31 คน fructosamine ได้ดกี วา่ metformin
ตามลาดับ อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
กลุ่มควบคุมไดร้ ับยา metformin
1,000 มิลลกิ รัมตอ่ วัน (n=31)
ปดาห์ กล่มุ ทดลองไดร้ บั ยาเมด็ มะระขีน้ ก มะระขนี้ กสามารถลดระดบั FBS ได้
2 กรมั ตอ่ วนั ๆ 3 คร้ัง (n=26) อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ เิ มื่อ
ผูแ้ ตง่ ประเทศท่ี รปู แบบการศกึ ษา กล่มุ ตัวอย่าง ระยะ
ทาวจิ ัย
type II)
Zanker, 2012 เยอรมนั นี RCT, double ผู้ปว่ ยเบาหวาน 4 สปั
[23] blind ชนิดท่ี 2 (DM
type II)
Trakoon-osot, ไทย RCT, double ผู้ป่วยเบาหวาน 16 ส
2013 [24] blind ชนิดที่ 2 (DM 2 สัป
type II)
Rahman, ปากีสถาน RCT, double ผู้ป่วยเบาหวาน
2015 [25] blind ชนิดท่ี 2 (DM
type II)
ม ะ ร ะ ข้ี น ก ห น้ า | 44
ะเวลา รปู แบบของมะระขีน้ กและตวั ผลการศึกษา
เปรยี บเทยี บ
กลุ่มควบคมุ ไดร้ บั riboflavin วนั ละ เปรยี บเทยี บกบั กลุม่ ควบคมุ (p<0.05)
3 คร้งั (n=24)
ปดาห์ กลุ่มทดลองได้รบั ยาเมด็ มะระขี้นก มะระขนี้ กสามารถลดระดบั HbA1C
ซงึ่ ประกอบด้วย 10%charantin ไดอ้ ยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ เิ ม่ือ
(w/v) วนั ละ 2 ครง้ั (n=30) เปรยี บเทยี บกบั กล่มุ ควบคมุ (p<0.05)
กลุ่มควบคมุ ไดร้ บั ยาหลอก (n=32)
สัปดาห์ กลุม่ ทดลองได้รบั มะระข้ีนก 6 กรมั มะระข้ีนกสามารถลดระดับ HbA1C
ตอ่ วัน (n=19) ไดอ้ ย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตเิ มอ่ื
กลุ่มควบคุมไดร้ ับยาหลอก (n=19) เปรยี บเทยี บกบั กลุม่ ควบคมุ (p<0.05)
ปดาห์ กลมุ่ ทดลองแบง่ ออกเปน็ 2 กลมุ่ มะระขนี้ กสามารถลดระดับ FBS และ
โดยไดร้ ับ มะระขน้ี ก 2 และ 4 กรมั HbA1C ไดไ้ มแ่ ตกตา่ งจากยา
ตอ่ วนั (n=30 และ 31 ตามลาดบั ) glibenclamide
กลุ่มควบคุมไดร้ ับ glibenclamide
5 มลิ ลิกรมั ต่อวัน (n=29)
ม ะ ร ะ ข้ี น ก ห น้ า | 45
เอกสารอ้างอิง
1. RSPG. ม ะ ร ะ ขี้ น ก . available : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs
/herbs_22_3.htm. Accessed 1 March 2016.
2. Singh J, Cumming E, Manoharan G, Kalasz H, Adeghate E. Medicinal
chemistry of the anti-diabetic effects of Momordica Charantia: Active
constituents and modes of actions. The Open Medicinal Chemistry
Journal 2011; 5:(Supple 2-M2): 70-77.
3. Ojewole JA, Adewole SO, Olayiwola G. Hypoglycaemic and hypotensive
effects of Momordica charantia Linn (Cucurbitaceae) whole-plant
aqueous extract in rats. Cardiovasc J South Afr 2006; 17: 227–232.
4. Bano F, Akthar N, Naz H. Effect of the aqueous extract of Momordica
charantia on body weight of rats. Journal of Basic and Applied Sciences
2011; 7(1) : 1-5.
5. Singh N, Gupta M, Sirohi P. Effects of alcoholic extract of Momordica
charantia (Linn.) whole fruit powder on the pancreatic islets of alloxan
diabetic albino rats. Journal of Environmental Biology 2008; 29(1) 101-
106.
6. Cummings E, Hundal HS, Wackerhage H, Hope M, Belle M, Adeghate E,
et al. Momordica charantia fruit juice stimulates glucose and amino
acid uptakes in L6 myotubes. Mol Cell Biochem 2004; 261: 99-104.
7. Sridhar MG, Vinayagamootri R, Suyambunathan, Bobby, Z, Selvaraj. Bitter
gourd (Momordica charantia) improves insulin sensitivity by increase
skeletal muscle insulin-stimulated IRS-1 tyrosine phosphorylation in high
fat-fed rats. British Journal of Nutrition 2008; 99 : 806-812.
8. Uebanso T, Arai H, Taketani Y, Fukaya M, Yamamoto H, Mizuno A, et al.
Extracts of Momordica charantia suppress postprandial hyperglycemia
in rats. J Nurt Sci Vitaminol 2007; 53 : 482-488.
ม ะ ร ะ ข้ี น ก ห น้ า | 46
9. Rao BK, Kesavulu MM, Apparao C. Antihyperglycemic effect of
Mormordica cymbalaria in alloxan diabetic rats. J Ethanopharmacol
2001; 78 : 67-71.
10. Sarkar S, Pranava M, Marita R. Demonstration of the hypoglycemic
action of Momordica charantia in a validated animal model of
diabetes. Pharmacol Res 1996; 33 : 1-4.
11. Miura T, Itoh C, Iwamoto N, et al. Hypoglycemic activity of the fruit of
the Momordica charantia in type 2 diabetic mice. J Nutr Sci Vitaminol
(Tokyo). 2001; 47 : 340-344.
12. Leatherdale BA, Panesar RK, Singh G, TW Atkins, Bailey CJ, Bignell AHC.
Improvement in glucose tolerance due to Momordica charantia
(karela). Br Med J (Clin Res Ed) 1981; 282:1823-1824.
13. Kedar P, Chakrabarti CH. Effects of bittergourd (Momordica charantia)
seed and glibenclamide in streptozotocin induced diabetes mellitus.
Indian J Exp Biol 1982; 20: 232-235.
14. Anun SY, Adisakwattana S, Yao CY, Sangvanich P, Roengsumran S, Hsub
WH. Slow acting protein extract from fruit pulp of Momordica charantia
with insulin secretagogue and insulinomimetic activities. Biol. Pharm.
Bull 2006; 29(6): 1126-1131.
15. Shih CC, Lin CH, Lin WL. Effects of Momordica charantia on insulin
resistance and visceral obesity in miceon high-fat diet. Diabetes research
and clinical practice 2008;81: 134–143.
16. Waheed A, Miana GA, Sharafatullah T, Ahmad SI. Clinical investigation of
hypoglycemic effect of unripe fruit on Momordica charantia in type-2
(NIDDM) diabetes mellitus. Pakistan J Pharmacology 2008; 25(1) : 7-12.
17. Fuangchan A, Sonthisombat P, Seubnukarn T, Chanouan R,
Chotchaisuwat P, Sirigulsatien V, et al. Hypoglycemic effect of bitter
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 47
melon compared with metformin in newly diagnosed type 2 diabetes
patients. Journal of Ethnopharmacology 2011; (134) : 122-126.
18. Rahmana I, Malika SA, Bashirb M, Khanc R, Iqbal M, Serum sialic acid
changes in non-insulin-dependent diabetes mellitus (NIDDM) patients
following bitter melon (Momordica charantia) and rosiglitazone
(Avandia) treatment. Phytomedicine 2009; 16: 401–405.
19. Tongia A, Tongia SK, Dave M. Phytochemical determination and
extraction of Momordica charantia fruit and its hypoglycemic
Potentiation of oral hypoglycemic drugs in Diabetes mellitus (NIDDM).
Indian J Physiol Pharmacol 2004; 48 (2) : 241–244
20. John AJ, Cherian R, Subhash HS, Cherian AM. Evaluation of the efficacy
of bitter gourd (Momordica charantia) as an oral hypoglycemic agent--a
randomized controlled clinical trial. Indian J Physiol Pharmacol 2003
;47(3) : 363-5.
21. Dans AM, Villarruz MV, Jimeno CA, Javelosa MA, Chua J, Bautista R,
Velez GG. The effect of Momordica charantia capsule preparation on
glycemic control in type 2 diabetes mellitus needs further studies. J
Clin Epidemiol 2007; 60(6) : 554-9.
22. Hasan I, Khatoon S. Effect of Momordica charantia (bitter gourd) tablets
in diabetes mellitus: Type 1 and Type 2. PROM 2012; 2(2) : 72-74.
23. Zänker KS, Mang B, Wolters M, Hahn A. Personalized diabetes and
cancer medicine: a rationale for anti-diabetic nutrition (Bitter Melon) in a
supportive setting. Current Cancer Therapy Reviews 2012; 8: 66-77.
24. Trakoon-osot W, Sotanaphun U, Phanachet P, Porasuphatana S,
Udomsubpayakul U, Komindr S. Pilot study: Hypoglycemic and
antiglycation activities of bitter melon (Momordica charantia L.) in type
2 diabetic patients. Journal of Pharmacy Research 2013; 6: 859-864.
ม ะ ร ะ ขี้ น ก ห น้ า | 48
25. Rahman I, Khan RU, Khalil Ur Rahman, Bashir M. Lower hypoglycemic
but higher antiatherogenic effects of bitter melon than glibenclamide in
type 2 diabetic patients. Nutr J 2015; 14 : 13. doi: 10.1186/1475-2891-
14-13.
26. Abd El Sattar El Batran S, El-Gengaihi SE, El Shabrawy OA. Some
toxicological studies of Momordica charantia L. on albino rats in normal
and alloxan diabetic rats. J Ethnopharmacol. 2006 Nov 24;108(2):236-42.
27. Patil SA, Patil SB. Toxicological studies of Momordica charantia Linn
seed extracts in male mice. Int. J. Morphol 2011; 29(4) : 1212-1218.
ห ม่ อ น ห น้ า | 49
4บทท่ี
หมอ่ น
ห ม่ อ น ห น้ า | 50
บทที่ 4
หมอ่ น
ข้อมูลทั่วไป
หม่อน เป็นพืชพ้ืนเมืองของประเทศจีนตอนใต้ แถบเทือกเขาหิมาลัย แต่ภายหลัง
ได้มีการนาเข้ามาปลูกในอินโดจีน ญ่ีปุ่น ฟิลิปปินส์ ไทย ฯลฯ พบได้ทั่วไปในป่าดิบ ใน
ประเทศไทยปลกู กันมากทางภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morus alba L. หรือ Morus nigra L.
ชอื่ สามัญ : Mulberry
วงศ์ : Moraceae
ลักษณะพืช : ต้นหม่อน จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลาต้น
ต้ังตรง สูงได้ประมาณ 2.5 เมตร บางพันธุ์สูงได้ประมาณ 3-7 เมตร ก่ิงก้านไม่มากนัก
เปลือกลาต้นเรียบเป็นสีน้าตาลแดง สีขาวปนสีน้าตาล หรือสีเทาปนขาว ส่วนเปลือกราก
เปน็ สีน้าตาลแดงหรอื สีเหลอื แดง มเี ส้นรอยแตกทีเ่ ปลือกผิว ใบหม่อน ใบเป็นใบเด่ียว ออก
เรยี งสลับ ลกั ษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลมยาว โคนใบเวา้ เป็นรูปหัวใจหรือคอ่ นขา้ ง
ตัด ขอบใบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู (ขึ้นอยู่กบั สายพันธ์ุที่ปลูก) ใบออ่ นขอบใบจักเป็นพูสอง
ข้างไม่เท่ากัน ขอบพูจักเป็นซี่ฟัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-14 เซนติเมตร และยาว
ประมาณ 12-16 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้มเรียบเงา ท้องใบเป็นสีเขียวอ่อน ใบ
ค่อนข้างหนา หลังใบสากระคายมือ เส้นใบมี 3 เส้น ออกจากโคนยาวไปถึงกลางใบ และ
เส้นใบออกจากเส้นกลางใบอีก 4 คู่ เส้นร่างแหเห็ดได้ชัดเจนจากด้านล่าง ก้านใบเรียวเล็ก
ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีหูใบเป็นรูปแถบแคบปลายแหลม ยาวได้ประมาณ 0.2-
0.5 เซนตเิ มตรส่วนผลจะออกเป็นช่อเล็ก เมื่อสกุ แล้วจะมีรสเปรยี้ ว ใชร้ บั ประทานได้ [1-3]
สารสาคัญ
ใบ ห ม่ อ น พ บ ว่ า มี ส า ร adenine, amylase, choline, crocarotene,
isoquercutrin, succinic acid, trigonelline, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินบี 2, วิตามิน
ซ,ี แร่ธาตุ, แคลเซียม, กลูโคสและแทนนิน เป็นต้น และยังพบสาร bioflavonoid และสาร
glycoprotein, moran A เป็นสารลดนา้ ตาลในเลอื ด [4] ส่วนอีกข้อมูลหน่งึ ระบุว่าใบมสี าร
ห ม่ อ น ห น้ า | 51
ในกลุ่มอัลคาลอยด์ (ได้แก่ calystegin B-2, 1-deoxy ribitol, fagomine, nojirimycin,
zeatin riboside), ส า ร ใน ก ลุ่ ม ฟ ล า โว น อ ย ด์ (ได้ แ ก่ albafuran C, astragalin,
aromadendrin, chalcomoracin, kaempferol, kuwanol, kuwanon, quercetin,
quercitrin, moracetin, morin, rutin), ส า ร ใน ก ลุ่ ม คู ม า ริ น (ได้ แ ก่ bergapten,
marmesin, scopoletin, umbelliferone), สารในกลุ่มลิกแนน (ได้แก่ broussonin A,
broussonin B) [3]
เป ลื อ ก ราก ข อ งต้ น ห ม่ อ น พ บ ว่ามี ส าร betulinic acid, mulberrin,
mulberro-chromene, β-amyrin, cyclomulberrin, cyclomulberrochromene,
undecaprenol, dode -caprenol, ยางและนา้ ตาลกลโู คส เปน็ ตน้ [5]
กิ่งหม่อน พบว่ามีสาร morin, maclurin, 4-tetrahydroxybenzophenone,
กลูโคสและ adenine เปน็ ตน้ [5]
เน้ือไม้พบสาร morin ส่วนลาต้นประกอบไปด้วย steroidal sapogenin
เปลอื กพบ α-amyrin [6]
ผลหม่อน พบว่ามีสาร saccharides ร้อยละ27, citric acid ร้อยละ3, กลูโคส,
แทนนนิ , เกลือแร่, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แคลเซียม, และ cyanidin เป็นต้น สว่ น
เมล็ดหม่อนพบ urease [5, 6] สารสกัดจากใบหม่อนมีสารในกลุ่ม flavonoids โดยใน
ขนาด 581.7 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ของน้าหนักสารสกัดแห้ง เม่ือนามาทดสอบกบั หนูถีบจักร
ที่ถูกชักนาให้ มีระดับไขมันในเลือดสูง พ บว่าระดับ ของ triacylglycerol, total
cholesterol, low density lipoprotein cholesterol ลดจาก 540, 464 และ 200
มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลาดับ และยังพบว่ามีประสิทธิภาพหลังจากให้กินเป็นเวลา 12
ชั่วโมง จะดีกว่าที่เวลา 6 ชั่วโมง ในขณะที่อัตราส่วนของ High density lipoprotein
cholesterol ต่อ Triacylglycerol และ High density lipoprotein cholesterol ต่อ
Low density lipoprotein cholesterol เพิ่มข้ึนจาก 0.33 และ 0.52 เป็น 0.42 และ
0.57 มิลลิกรัม/มิลลลิ ติ ร ตามลาดบั [7]
สารสกัดจากใบหม่อนมีคุณสมบัติต้านเช้ือแบคทีเรียได้หลายชนิด ได้แก่
Escherichia coli, Neisseria gonorrheae, Pseudomonas aeruginosa, Proteus
vulgaricus, Staphylo-coccus aureus, Streptococcus faecium และเช้ือราได้แก่
ห ม่ อ น ห น้ า | 52
Aspergillus niger, Aspergillus tamari, Fusarium oxysporum, Penicilium
oxalicum ซ่ึงสอดคล้องกับคุณสมบัติของการใช้ใบหม่อนในการแพทย์แผนโบราณท่ีใช้
รักษาโรคท่ีเก่ียวข้องกับการติดเช้ือ ได้แก่ ท้องร่วง ลาไส้ติดเช้ือ โรคผิวหนัง ไข้จากการติด
เช้ือ การติดเช้อื ในหู เป็นต้น [1, 7]
กลไกการออกฤทธ์ิ
ฤทธ์ิทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ ได้แก่ มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดอาการปวดศีรษะ ตัว
ร้อน เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ บารุงผิว กาจัดหอยทาก [2] มีฤทธิ์สงบประสาท ลดอาการบวม
ยับย้งั เอนไซมข์ องเชื้อเอชไอวี มฤี ทธต์ิ า้ นเชือ้ รา เชื้อไวรัสท่กี อ่ โรคเรมิ ท่ีอวยั วะเพศ [3]
ใบหม่อนมีฤทธ์ิช่วยลดระดับน้าตาลในเลือดได้ [5] สารสกัดด้วยน้าและสาร 2-
O-R-D-galactopyranosyl-1-deoxynojirimycinจากใบหม่อนมีฤทธ์ิลดระดับน้าตาลใน
เลือดของสัตว์ทดลองที่เป็นเบาหวาน และสาร 1-deoxynojirimycin มีฤทธ์ิแรงในการ
ยับย้ังเอนไซม์ α-glucosidase ของสัตว์เล้ียงลูกด้วยนม จึงช่วยยับยั้งการย่อยแป้งใน
อาหาร ทาให้ช่วยลดระดับน้าตาลในเลือด ใบหม่อนจึงมีศักยภาพท่ีจะนามาใช้ในผู้ป่วย
เบาหวานและใช้ในการควบคุมน้าหนักได้ [7] ซึ่งจากการทดลองในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี
พ.ศ.2550 ได้ทาการศึกษาผลของใบหม่อนกับระดบั glucose ในเลอื ด และความปลอดภัย
ในการบริโภค โดยการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัคร มีผู้ท่ีมีระดับน้าตาลในเลือดปกติ 5 คน
และกลุ่มที่มีระดับน้าตาลในเลือดสูงเล็กน้อย 8 คน เมื่ออาสาสมัครท้ังหมดได้รับประทาน
ใบหม่อนจานวนครั้งละ 1.8 กรัม วันละ 3 ครั้ง กับน้า เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่ม
แรกมีระดับน้าตาลในเลือด FBS และ HbA1C อยู่ท่ี 86-91 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และร้อยละ
4.7 ตามลาดับและไม่มีการเปล่ียนแปลงหลังจาก 3 เดือน ส่วนอีกกลุ่ม (กลุ่มท่ีมีระดับ
น้าตาลในเลือดสูงเล็กน้อย) น้ันมีระดับน้าตาลในเลือด และ HbA1C ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
จากประมาณ 153 มิลลิกรัม/เดซิลิตรและร้อยละ 6.3 ลดลงเหลือ 106 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
และร้อยละ 5.9 ตามลาดับ อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงของผลเลือดและปัสสาวะ ได้แก่
Total cholesterol (จาก 203 เหลือ 189 มิลลิกรัม/เดซิลิตร), triglyceride (จาก 150
เหลือ 103 มิลลิกรัม/เดซิลิตร), และ Uric acid (จาก 5.2 เหลือ 4.9 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)
มาสู่ระดบั ปกติหลังจากการกินใบหม่อน และไมพ่ บวา่ มีผลขา้ งเคียงแต่อย่างใด จึงสรุปไดว้ ่า
ห ม่ อ น ห น้ า | 53
ใบหม่อนมผี ลต่อ Hyperglycemic ด้วยการลดระดบั น้าตาลลง อีกทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงอีก
ด้วย [6]
ประสิทธภิ าพในการลดระดับนาตาลในเลือด
การศึกษาในหลอดทดลอง
Kimura และคณะ (2007) [7] ได้ทาการศึกษาเกย่ี วกับสารสาคญั ที่พบในใบหม่อน
พบว่า ในใบหม่อนคือ 1-deoxynojirimycin (DNJ) ซึ่งเป็น azasugars (โครงสร้าง
alkaloids ชนิดหนึ่ง) ซึ่งพบมากในสารสกัดจากใบหม่อน จากการศึกษาของ Kimura
พบว่า deoxynojirimycin น่าจะมีฤทธิ์ในการยับย้ัง การทางานของ α – glucosidase
โดยการเข้าไปแย่งจับกับ น้าตาลโมเลกุลคู่ ทาให้ร่างกายไม่สามารถ ดูดซึมน้าตาลเข้าไปสู่
ร่างกายได้ทาให้ร่างกายมีระดับน้าตาลในเลือดท่ีลดลง จากการทบทวนวรรณกรรมของ
Nakagawa (2013) [8] เกี่ยวกับ ฤทธ์ิของสารสกัดจากใบหม่อน (1-DNJ) พบว่ามีฤทธิ์ใน
การลดระดับน้าตาลในเลือด จากกลไกของการยับยั้งα – glucosidase ทั้งน้ีจากการ
วิเคราะห์ปริมาณของ DNJ ด้วยวิธี Hydrophilic Interaction Liquid Chromatography
(HILIC) – Mass Spectoscopy พ บว่าใบห ม่อน แห้ ง 100 กรัมจะ r[สาร DNJ 100
มลิ ลกิ รัม และส่วนของหมอ่ นทม่ี ปี รมิ าณ DNJ สูงทส่ี ุดคือ ยอดอ่อนของใบหมอ่ น
นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาเพื่อทดสอบวิธีการสกัดสาร DNJ โดยใช้สารละลาย
ชนิดตา่ งกัน 7 ชนิดได้แก่ 70% EtOH, hexane, CHCl3, EtOAc, nBuOH, และ water ไป
สกัดผ่าน Chromatography ซึ่ง Elution โดย CHCl3 : MeOHตั้งแต่ 100 : 0 จนถึง 0 :
100 และนาไปวิเคราะห์ต่อด้วย HPLC พบว่าสารละลายที่ให้สารสกัด DNJ จาก ใบหม่อน
มากท่ีสุดคือ EtOAc รองลงมาคือ n-BuOH,CHCl3, 70% EtOH, water, และ hexane
ตามลาดบั [9]
การศกึ ษาในสัตว์ทดลอง
Mohammadi และคณะ (2008) [10] ได้ทาการศึกษาฤทธ์ิของสารสกัดจากใบ
หม่อนในหนูขาว Wistar ด้วยการป้อนสารสกัดจากไปหม่อนในขนาด 400 มิลลิกรัม/
กิโลกรัม และ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 35 วัน จากผลการศึกษาพบว่าการ
ห ม่ อ น ห น้ า | 54
ป้อนด้วยสารสกัดจากใบหม่อนในขนาด 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีผลลดระดับ FBS และ
HbA1C ได้อย่างมีนัย (p< 0.05) นอกจากนี้ยังพบว่า มีการลดลงของ Cholesterol, LDL,
VLDL อย่างมีนัยสาคัญทั้งสองกลุ่ม (p< 0.05) เม่ือเทียบกับกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ดีจาก
การศึกษาก็ยังไม่พบความแตกต่างในการเพ่ิมข้ึนของ HDL การศึกษาในประเทศไทยพบว่า
สารสกัดจากใบหม่อนในการลดระดับน้าตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารในหนูทดลอง
และจากการศึกษาของ Kyung-Don (2010) [11] ที่ทาการศึกษาฤทธิ์ของ DNJ เทียบกับ
ยา acarbose และ valglibose ในหนอนไหม ทาการศึกษาโดยการป้อนน้าตาล sucose
และ maltose ซึง่ เป็น potent substrate ของเอนไซม์ α – glucosidase และทาการวัด
ค่า IC50 (µM) ในการยับย้ังเอนไซม์ α –glucosidase ซ่ึงจากผลการศึกษาพบว่า DNJ,
acarbose, และ valglibose ต่างมีฤทธ์ิในการยับยั้งการทางานของ เอนไซม์ α –
glucosidase ในลาไส้ของหนอนไหม (IC50 = 8.8, 0.007, และ 8.6 ไมโครโมลในกลุ่มที่
ได้รับ DNJ, acarbose, และ valglibose ตามลาดับ)
นอกจากน้ียังมีการศึกษาท่ีได้ศึกษาฤทธิ์ของใบหม่อนในหนูสองสายพันธ์ท่ีต่างกัน
ซ่ึงทาการศึกษาในปี พ.ศ. 2552 โดย Park JM และคณะ (2009) [12] โดยใช้หนูสายพันธ์ุ
Goto-Kakizaki (GK) rats และสายพันธ์ุ Wistar rats ผลการศึกษาพบว่า การใช้สารสกัด
จากหม่อน (ปริมาณ DNJ 6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) มีผลลดระดับน้าตาลในเลือดได้อย่างมี
นัยสาคัญ (p< 0.05) ในหนูทั้งสองกลุ่มเม่ือเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่พบว่ามีผลลดระดับ
นา้ ตาลหลังรับประทาน 2 ชวั่ โมง ได้อยา่ งมีนัยสาคญั ในหนูกลุ่ม Wistar (p< 0.01) ในขณะ
ที่ไม่พบความแตกต่างกนั ในกลมุ่ หนูสายพนั ธ์ุ GK เมอื่ เทยี บกบั กลุ่มควบคมุ ซง่ึ สอดคลอ้ งกับ
การศึกษาของบุญเกิด คงยิ่งยศและคณะ (2546) ท่ีพบว่าการสกัดในใบหม่อนคือสาร DNJ
และ fagomine จะลดน้าตาลในเลือดได้โดยกลไกการออกฤทธ์ิคือ DNJ ยับย้ังเอนไซม์
glucosidase ในทางเดินอาหารและ fagomine จะกระตนุ้ การหลง่ั อนิ ซูลนิ
ปัจจุบันยังมีการศึกษาอื่น ๆ ท่ีศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดระดับน้าตาลในเลือด
จากกลไกอื่น ๆ ของสารสกัดจากใบหม่อน เช่น การศึกษาของ Mohamadi RH และคณะ
(2008) [10] ซ่ึงทาการศึกษาเกี่ยวกับฤทธ์ิของสารสกัดจากใบหม่อนต่อระดับของ Free
testosterone ซึ่งมีผลต่อการสร้าง Steroidogenic Protein ท่ีสาคัญ 2 ชนิดคือ Steroid
acute regular protein และ P450 Cholesterol side chain enzyme ซ่ึงคาดว่ามีผล
ห ม่ อ น ห น้ า | 55
ตอ่ ระดับน้าตาลในเลือด โดยในการศกึ ษาน้ีไดท้ าการศกึ ษาในหนทู ดลองพันธ์ุ Wistar ซงึ่ ถูก
กระตุ้นให้เป็นเบาหวาน (blood glucose > 300 มิลลิกรมั /เดซิลิตร) และทาการป้อนสาร
สกัดจากหม่อนในปริมาณ 1 กรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ซึ่งเมื่อจบ
การศึกษาพบว่า กลุ่มหนูทดลองท่ีได้รับสารสกัดจากหม่อนมีระดับน้าตาลในเลือดท่ีลดลง
อย่างมีนัยสาคัญ (p = 0.008) เม่ือเทียบกับหนูกลุ่มควบคุมท่ีเป็นเบาหวาน นอกจากน้ียัง
พบว่าหนูทดลองมีระดับ Insulin และ Testosterone ที่เพ่ิมข้ึน อย่างมีนัยสาคัญ (p=
0.03) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากน้ียังมีการศึกษาของ Lee JS และคณะ (2014)
[13] ซึ่งทาการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ของสารสกัดจากใบหม่อนในการลดระดับน้าตาลในเลือด
จากกลไกการป้องกันการทาลาย β-cell ในตับออ่ น ของหนูทดลอง จากผลของการลดการ
เกิด Reactive oxygen species (ROS) ซึ่งมีกลไกกระตุ้นการเกิด Apotosis ของ β-cell
ในตับอ่อน จากผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากใบหม่อนความเข้มข้น 400 ไมโครกรัม/
มิลลิลิตร มีฤทธ์ิต้าน DPPH Radical Scavenging activity มากกว่าร้อยละ 60 และเพิ่ม
ระดับมากขึ้นตามความเข้มข้น นอกจากน้ียังพบว่าเม่ือให้สารสกัดจากหม่อนขนาด 50
ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ข้ึนไป เป็นเวลา 20 ช่ัวโมง หลังจากน้ันจึงให้ H2O2 พบว่า กลุ่มที่
ไดร้ ับสารสกัดจากหม่อนมีผลลดการทาลายของ β-cell ในตับอ่อน ได้อย่างมนี ัยสาคัญเมื่อ
เทียบกับกลุ่มควบคุม (p< 0.05) นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราการสร้าง ROS ของ β-cell ใน
ตับอ่อน ก็ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p< 0.05) ส่งผลให้การเกิด Apoptosis ใน β-
cell ก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน
การศกึ ษาทางคลนิ กิ
Zhong และคณะ (2006) [14] ได้ทาการศึกษาฤทธ์ิในการลดการดูดซึมแป้งและ
ไขมนั ของชาดา ชาเขียว และชาใบหม่อน เทียบกับกลุ่มควบคุมในอาสาสมัครสุขภาพดี โดย
การให้ผู้ป่วยทานชาหลอก (Placebo) ชาดา ชาเขียว หรือชาใบหม่อน คู่กับการ
รับประทานอาหารท่ีมี 13C อยู่ด้วยหากผู้ป่วยไม่มีการดูดซึมแป้งหรือไขมันที่มี 13C เป็น
ส่วนประกอบอยู่ได้ แป้งหรือไขมัน ดังกล่าวจะถูกเปล่ียนแปลงไปเป็น 13CO2ซ่ึงพบในลม
หายใจร่วมกับก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ปริมาณ 13CO2 ในกลุ่มที่ได้รับชา
เทียบกับกลุ่มควบคุมในกลุ่มท่ีได้รับคาร์โบไฮเดรตมีระดับเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ห ม่ อ น ห น้ า | 56
(p = 0.014) แต่ในกลุ่มที่รับชาเทียบกับกลุ่มควบคุมในกลุ่มที่ได้รับไขมัน พบว่าไม่มีความ
แตกตา่ งกันทางสถติ ิ (p> 0.2)
Asai และคณะ (2011) [15] ได้ทาการศึกษาฤทธิ์ของสาร DNJ ท่ีสกัดได้จากใบ
หม่อนซึ่งทาการทดลองในมนุษย์ โดยทาการศึกษาแบบ randomized, double-blind,
crossover trial ซง่ึ แบ่งผู้เข้าเป็นกลุ่มท่ีได้รับสารสกัดจากใบหม่อนซ่ึงมี DNJ 6 มลิ ลิกรัม 3
คร้ัง/วันและกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับยาหลอก เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ในผู้ป่วย 76 คน ซึ่งมี
ระดับนา้ ตาลในเลือด (FBS) 110-140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซ่ึงจากผลการศึกษาพบว่า สาร
สกัดจากใบหม่อนมีฤทธิ์ลดระดับน้าตาลในเลือดหลังรับประทานน้าตาล 2 ชั่วโมง (p =
0.006) แตไ่ ม่พบความแตกต่างกันของระดับนา้ ตาลในเลอื ด (FBS, HbA1C, Insulin level)
หลัง 12 สปั ดาห์
จากการทบทวนวรรณกรรมของ Nakagawa (2013) [8] เก่ียวกับ ฤทธิ์ของสาร
สกัดจากใบหม่อน (1-DNJ) พบว่ามีฤทธ์ิในการลดระดับน้าตาลในเลือด จากกลไกของการ
ยับยั้ง α – glucosidase ซ่ึงทาหน้าที่ย่อยสลายน้าตาลโมเลกุลคู่ให้เป็นโมเลกุลเด่ียวแล้ว
จึงดูดซึมเข้าสู่รา่ งกายในทางเดินอาหาร ทั้งน้ีสาร DNJ มีฤทธ์ิดังกล่าวเนื่องจากมีโครงสร้าง
เป็นอนุพันธ์ของ D – glucose จึงเข้าไปแย่งจับกับ α – glucosidase มีผลทาให้เอนไซม์
ดงั กล่าวทางานได้น้อยลง เป็นผลทาให้สารสกัดจากใบหม่อนมีฤทธิ์ลดระดบั น้าตาลในเลือด
ได้นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่า DNJ มีฤทธใ์ิ นการลดระดับไขมันในเลือดจากฤทธิ์ของ
การเพิ่ม expression ของ adiponectin mRNA ในเน้ือเยื่อไขมันสะสมสีขาว มีผลทาให้มี
ระดับ adiponectin plasma เพ่ิมข้ึน และจากฤทธ์ิของการกระตุ้นการทางานของ β-
oxidation จากท้ังสองกลไกมผี ลทาให้ลดการสร้างไขมันในตับ เป็นผลทาให้ลดระดับไขมัน
ในเลือดได้ ในด้านของผลข้างเคียงพบว่าสารสกัดจากใบหม่อนไม่มีผลข้างเคียงต่อตับและ
ผลขา้ งเคยี งอ่นื ๆ ทั้งจากการศึกษาในคนและสัตว์
การวเิ คราะหอ์ ภิมาน
ผลการสืบค้นงานวิจัยรูปแบบ RCT จานวน 6 เร่ือง [15-20] พบว่าเป็นการศึกษา
ในประเทศญ่ีปุ่นจานวน 3 เร่ือง [15, 16, 18] ศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา [17] อินเดีย
[19] และไทย [20] ประเทศละ 1 เร่อื ง ระยะเวลาท่ที าการศกึ ษาตง้ั แต่ 1-84 วัน การศึกษา
ห ม่ อ น ห น้ า | 57
ส่วนใหญ่ควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์จากหม่อนโดยใช้ปริมาณสาร DNJ ขนาด 3.6-18
มิลลิกรัม การศึกษาที่นามาวิเคราะห์เป็นการศึกษาฤทธ์ิในการลดระดับน้าตาลในเลือดของ
หม่อนเกี่ยวกับการลดระดับน้าตาลในเลือดหลังอดอาหารนาน 8 ชั่วโมง (FBS) จานวน 3
เร่ือง ฤทธิ์ลดระดับ HbA1C จานวน 2 เรื่องและฤทธ์ิลดระดับน้าตาลในเลือดหลัง
รับประทานอาหาร (PPG) จานวน 5 เรื่อง ผลการวิเคราะห์อภมิ านฤทธ์ิการลดระดับน้าตาล
ในเลอื ดหลงั อดอาหารนาน 8 ชว่ั โมงมีจานวนกลุ่มตัวอย่าง 166 คน พบว่าผลิตภัณฑ์จากใบ
หม่อนมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาลในเลือดหลังอดอาหารนาน 8 ชั่วโมงไม่
แตกต่างจากยาหลอก (MD =0.62 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร; 95%CI=-4.24, 5.48; p=0.80)
เม่ือทาการทดสอบ heterogeineity พบว่ามีความไม่เป็นเอกพันธ์ในระดับต่า (I2=0%) ดัง
ภาพประกอบ 4.1
การวิเคราะห์อภิมานประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาล HbA1C จากงานวิจัย
จานวน 2 เรื่องมีจานวนผู้เข้าร่วมการศึกษา 102 คนผลการวิเคราะห์อภิมานไม่พบความ
แตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์จากหม่อนและยาหลอก เม่ือประเมินข้อมูลการ pooled
estimate พบว่ามีค่า MD เท่ากับ -0.12% (95%CI=-0.42, 0.18; p=0.44) เม่ือทาการ
ทดสอบ heterogeineity พบว่ามีความไม่เป็นเอกพันธ์ในระดับต่า (I2=0% ) ดัง
ภาพประกอบ 4.2
ด้านผลการวิเคราะห์อภิมานประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์จากหม่อนเปรียบเทียบกับยา
หลอกในด้านการลดระดับน้าตาลเลือดหลังอาหาร ณ เวลา 30, 60, 90 และ 120 นาที
จากการศึกษาทั้ง 5 การศึกษาถูกนามาวิเคราะห์พบว่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จาก
หม่อนสามารถลดระดับน้าตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (PPG) ได้อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ ณ เวลา 30 และ 60 นาที โดยมีค่า MD =-11.81 มิลลกิ รัมต่อเดซิลติ ร (95%CI=-
15.06,-8.55; p<0.00001) และ MD=-27.42 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (95%CI=-31.68,-
23.16; p<0.00001) ส่วนประสิทธิภาพในการลดระดบั น้าตาลในเลือดหลังอาหาร ณ เวลา
90 นาทีพบว่าไม่มีความแตกต่างจากยาหลอก (MD=-8.12 มิลลิกรัมต่อเดซลิ ิตร; 95%CI=-
17.79, 1.55; p=0.10) และ ณ เวลา 120 นาทีผลิตภัณฑ์จากหม่อนมีประสิทธิภาพในการ
ลดระดับน้าตาลในเลือดหลังอดอาหารได้น้อยกว่ายาหลอก (MD=5.18 มิลลิกรัมต่อ
เดซิลิตร; 95%CI=3.30, 7.05; p<0.00001) ดังภาพประกอบ 4.3
ห ม่ อ น ห น้ า | 58
ภาพประกอบ 4.1 Forest plot ของผลการศึกษาประสทิ ธิภาพของผลติ ภัณฑ์จากหมอ่ น
ต่อระดับน้าตาลในเลือดหลงั อดอาหาร 8 ชัว่ โมง (FBS)
ภาพประกอบ 4.2 Forest plot ของผลการศึกษาประสิทธิภาพของผลติ ภัณฑ์จากหมอ่ น
ตอ่ ระดับน้าตาลในเลือด HbA1C
ห ม่ อ น ห น้ า | 59
ภาพประกอบ 4.3 Forest plot ของผลการศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑจ์ ากหม่อน
ต่อระดับน้าตาลในเลอื ดหลงั อาหาร (PPG)
การวเิ คราะห์อคตจิ ากการตพี มิ พ์ (Publication bias)
การวเิ คราะห์ใช้ Funnel plot ไม่พบอคติจากการตีพิมพ์ของทั้งผลลัพธ์ FBS และ
HbA1C เน่ืองจากการกระจายของจุดบน Funnel plot สมมาตรกัน แต่พบอคติจากการ
ตีพมิ พ์ต่อผลลพั ธ์ PPG ดังแสดงในภาพประกอบ 4.4
ห ม่ อ น ห น้ า | 60
FBS HbA1C
PPG
ภาพประกอบ 4.4 อคตจิ ากการตีพิมพ์
การวเิ คราะหค์ วามไว (Sensitivity Analysis)
การวิเคราะห์ความไวจะใช้วิธีการตัดการศึกษาออกทีละการศึกษา (One-
removal analysis) ผลการวิเคราะห์พบว่าผลการศึกษาในทุก ๆ ผลลัพธ์ยังคงให้ผลการ
เห มื อน เดิ ม แ ล ะเมื่ อวิ เค ราะห์ เฉ พ าะก ารศึ ก ษ าท่ี ท าก ารศึ ก ษ า ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ จ าก ห ม่ อน ท่ี
วเิ คราะห์ปรมิ าณ DNJ ผลการวิเคราะหพ์ บวา่ ผลยงั คงไมเ่ ปลย่ี นแปลงเช่นเดยี วกัน
ห ม่ อ น ห น้ า | 61
อาการไม่พึงประสงค์และความเปน็ พษิ
จากการศึกษาในมนุษย์ท่ีผ่านมาพบใบหม่อนมีอาการไม่พึงประสงค์ค่อนข้างน้อย
อาการที่พบหลังจากได้รับใบหม่อนแล้วจะมีเพียงอาการท้องอืดและอาการปวดหัว แต่ทั้งน้ี
ไม่มีความแตกต่างกันเม่ือเปรียบเทียบกับยาหลอก อาการไม่พึงประสงค์อ่ืน ๆ ท่ีมีรายงาน
ได้แก่ ปวดเกร็งท้อง ไม่สบายท้อง ท้องเสีย แน่นท้อง คลื่นไส้ ปวดหัว ไอ ปวดหัวเข่า และ
อ่อนเพลีย จากการศึกษาแบบวิเคราะห์อภิมานพบว่าใบหม่อนพบอาการไม่พึงประสงค์ได้
น้อยและไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากน้ีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เก่ียวกับการทางานของตับและการทางานของไตผลการศึกษาไม่พบความผิดปกติของการ
ทางานของทงั้ สองอวัยวะและค่าทางห้องปฏบิ ัติการของกลุ่มที่ได้รับผลติ ภัณฑ์จากใบหม่อน
ไม่แตกต่างกบั ยาหลอก [21]
บทสรปุ
จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานงานวิจัยรูปแบบ
RCT พบว่าผลิตภัณฑ์จากหม่อนในรูปแบบต่างๆ มีประสทิ ธิภาพในการลดระดับน้าตาลใน
เลือดหลังรับประทานอาหาร (PPG) ณ เวลา 30 และ 60 นาที ส่วนประสิทธิภาพในการ
ระดับน้าตาลหลังรับประทานอาหารที่ 90 และ 120 นาที พบว่าไม่แตกต่างจากกลุ่ม
เปรียบเทียบรวมถึงประสิทธิภาพในการระดับน้าตาล FBS และ HbA1C ก็ไม่แตกต่างจาก
ยาหลอกเช่นเดียวกัน ในด้านอาการไม่พึงประสงค์และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
พบว่าหม่อนมีอาการไม่พึงประสงค์ที่น้อยมาก อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่จะเกิดกับ
ระบบทางเดินอาหาร ซึง่ ไม่พบความแตกต่างเมอ่ื เปรยี บเทียบกับยาหลอก
ตารางท่ี 4.1 การศึกษาทางคลินกิ ฤทธใ์ิ นการลดระดบั นา้ ตาลในเลือดขอ
ผู้แตง่ ประเทศท่ที า รปู แบบ กลมุ่ ตวั อยา่ ง
วิจัย การศึกษา
Kimura และคณะ ญี่ปุ่น RCT อาสาสมคั รสุขภาพดี
2007 [16]
Mudra และคณะ สหรฐั อเมรกิ า RCT ผูป้ ว่ ยเบาหวานชนิด
2007 [17] ท่ี 2 (DM type II)
Asai และคณะ ญ่ีปุ่น RCT, Cross- อาสาสมัครสขุ ภาพดี
2011 [15] Over
design
ห ม่ อ น ห น้ า | 62
องหม่อน
ระยะเวลา รูปแบบของหมอ่ นและตัวเปรยี บเทียบ ผลการศกึ ษา
38 วนั กลุ่มทดลองไดส้ ารสกัดจากใบหมอ่ น สารสกดั จากใบหมอ่ น
ประกอบด้วย DNJ 6, 12 และ 18 สามารถลดระดับนา้ ตาลใน
มลิ ลิกรัม (n=23) เลือด PPG ไดอ้ ย่างมี
กลมุ่ ควบคุมไดย้ าหลอก (n=23) นยั สาคญั ทางสถิติเมื่อ
เปรียบเทยี บกบั ยาหลอก
(p<0.05)
7 วัน กล่มุ ทดลองไดร้ บั สารสกดั จากใบ สารสกัดจากหม่อนสามารถ
หมอ่ น 1 กรมั (DNJ 3.6 mg) ร่วมกบั ลดระดับ PPG 30 และ 60
กลูโคส 75 กรัม (n=5) นาที ไดอ้ ยา่ งมนี ยั สาคญั ทาง
กลุ่มควบคมุ ไดร้ ับยาหลอก 1 กรัม สถติ ิ (p<0.05)
(n=5)
84 วัน การศึกษาแบง่ ออกเป็น 2 ระยะคอื ระยะส้นั : สารสกดั จาก
ระยะสั้น ผูป้ ่วยจะไดร้ ับสารสกดั จาก หมอ่ นสามารถลดระดบั
หมอ่ น DNJ 3, 6, 9 มิลลกิ รัม (n=10) PPG 30 นาที ไดอ้ ย่างมี
ระยะยาว ผ้ปู ว่ ยจะไดร้ บั สารสกดั จาก นยั สาคญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
หม่อน ระยะยาว : ไมพ่ บความ
ผู้แต่ง ประเทศที่ทา รปู แบบ กลุ่มตัวอย่าง
วิจยั การศกึ ษา
Nakamura และ ญป่ี ่นุ RCT อาสาสมัครสขุ ภาพดี
คณะ 2011 [18] และ ผปู้ ว่ ยเบาหวาน
ชนิดท่ี 2 (DM type
Banu และคณะ อินเดีย II)
2014 [19]
RCT ผปู้ ่วยเบาหวานชนดิ
ท่ี 2 (DM type II)
Sukriket และคณะ ไทย RCT, Cross- อาสาสมคั รสขุ ภาพดี
2014 [20] Over (N=14)
design
ห ม่ อ น ห น้ า | 63
ระยะเวลา รูปแบบของหมอ่ นและตวั เปรยี บเทียบ ผลการศึกษา
(DNJ 6 มิลลิกรมั ) วนั ละ 3 ครง้ั แตกตา่ งในดา้ นการลด FBS
(n=65) และ HbA1C
1 วนั กลุม่ ทดลองสารสกดั จากใบหมอ่ น 3.3 สารสกัดจากหมอ่ นสามารถ
กรัม (0.77% DNJ) (n=5) ลดระดบั PPG 30 และ 60
กลุม่ ควบคุมไดร้ ับยาหลอก (n=5) นาที ได้อย่างมีนยั สาคญั ทาง
สถติ ิ (p<0.05)
1 วัน ชาใบหมอ่ น 70 มลิ ลิลติ ร (n=28) ชาใบหมอ่ นลดระดบั PPG
ชาหลอก 70 มิลลิลติ ร (n=20) 90 นาทไี ด้อยา่ งมนี ัยสาคัญ
ทางสถิตสิ ่วน FBS ไมม่ ี
ความแตกตา่ งกนั กับยา
หลอก
1 วนั ชาจากใบหม่อน 2 กรัม นาที (n=7) ชาใบหมอ่ นสามารถลด
ชาจากหลอก 2 กรมั นาที (n=7) ระดับ PPG 30 นาทไี ดอ้ ย่าง
มีนยั สาคญั ทางสถิติ
(p<0.05)
ห ม่ อ น ห น้ า | 64
เอกสารอา้ งองิ
1. นิจศิริ เรืองรังษี, และธวัชชัย มังคละคุปต์. สมุนไพรไทย เล่ม 1. พิมพ์ครั้งท่ี 1.
กรุงเทพมหานคร: ฐานการพมิ พ์ จากดั ; 2557
2. สุดารัตน์ หอมหวน [อินเทอร์เน็ต]. หม่อน. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์
ม ห าวิท ย าลั ย อุ บ ล ราช ธ านี . [เข้ าถึ งเมื่ อ 22 ก .ค . 2016]. เข้ าถึ งได้ จ าก :
http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=125
3. วิรัตน์ สงวนชาติ สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่, สานักงานโครงการอนุรักษพ์ ันธุกรรมพืช
อันเน่ืองมาจากพระราชดาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
[อิ น เท อ ร์เน็ ต ]. ห ม่ อ น . [เข้ าถึ งเม่ื อ 2 2 ก .ค . 2 0 1 6]. เข้ า ถึ งได้ จ าก :
http://www.rspg.or.th/plants_data/kp_bot_garden/kpb_20-3.htm.
4. จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก. สมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. พิมพ์ครั้งที่ 1.
กรุงเทพมหานคร: เซเวน่ พริน้ ตง้ิ ; 2553.หน้า 194 - 5
5. วิทยา บุญวรพัฒน์. สารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ท่ีใชบ้ ่อยในประเทศไทย. พิมพ์คร้ังท่ี
1. กรุงเทพมหานคร: พมิ พลกั ษณ์; 2554.หน้า 618
6. วิรัตน์ สงวนชาติ สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่, สานักงานโครงการอนรุ ักษพ์ ันธุกรรมพืช
อันเน่ืองมาจากพระราชดาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
[อิ น เท อ ร์ เน็ ต ]. ห ม่ อ น . [เข้ า ถึ ง เมื่ อ 22 ก .ค . 2016]. เข้ า ถึ ง ได้ จ า ก :
http://www.rspg.or.th/plants_data/kp_bot_garden/kpb_20-3.htm.
7. Kimura T, Nakagawa K, Kubota H, Kojima Y, Goto Y, Yamagishi K, Oita S,
Oikawa S, Miyazawa T. Food-grade mulberry powder enriched with 1-
deoxynojirimycin suppresses the elevation of postprandial blood
glucose in humans. J Agric Food Chem 2007; 55(14) : 5869-74
8. Nakagawa K. Studies Targeting α-glucosidase inhibition, antiangiogenic
effects, and lipid modification regulation: background, evaluation, and
challenges in the development of food ingredients for therapeutic
ห ม่ อ น ห น้ า | 65
purposes. Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry. 2013; 77(5) :
900-8
9. Yihai W, Limin X, Chunhua W, Chao T, Xiangjiu H. Antidiabetic and
antioxidant effects and phytochemicals of mulberry fruit (Morus alba L.)
polyphenol enhanced extract. PLoS One. 2013; 8(7): e71144.
10. Mohammadi J, Naik PR. Evaluation of hypoglycemic effect of Morus
alba in an animal model. Indian J Pharmacol. 2008; 40(1) : 15-8.
11. Kyung-Don K, Shizuo GK, Koichi S, and Su-Il S. Comparative analysis of
α-glucosidase activity in Bombyx mori and Antheraea yamamai. Int. J.
Indust. Entomol. 2010; 21(2) : 163-167.
12. Park JM, Bong HY, Jeong HI, Kim YK, Kim JY, Kwon O. Postprandial
hypoglycemic effect of mulberry leaf in Goto-Kakizaki rats and
counterpart control Wistar rats. Nutr Res Pract 2009; 3(4) : 272-278.
13. Lee JS, Kim YR, Park JM, Ha SJ, Kim YE, Baek NI. Mulberry fruit extract
protects pancreatic β-cells against hydrogen peroxide-induced
apoptosis via antioxidative activity. Molecules. 2014; 19(7) : 8904-8915.
14. Zhong L, Furne JK, Levitt MD. An extract of black, green, and mulberry
teas causes malabsorption of carbohydrate but not of triacylglycerol in
healthy volunteers. Am J ClinNutr. 2006; 84(3) : 551-555.
15. Asai A, Kiyotaka N, Ohki H, and et al. Effect of mulberry leaf extract with
enriched 1‐deoxynojirimycin content on postprandial glycemic control
in subjects with impaired glucose metabolism. J Diabetes Investig 2011;
2(4): 318–323.
16. Kimura T, Nakagawa K, Kubota H, Kojima Y, Goto Y, Yamagishi K, Oita S,
Oikawa S, Miyazawa T. Food-grade mulberry powder enriched with 1-
ห ม่ อ น ห น้ า | 66
deoxynojirimycin suppresses the elevation of postprandial blood
glucose in humans. J Agric Food Chem 2007; 55: 5867–5874
17. Mudra M, Ercan-Fang N, Zhong L, Furne J, Levitt M. Influence of
mulberry leaf extract on the blood glucose and breath hydrogen
response to ingestion of 75 g sucrose by type 2 diabetic and control
subjects. Diabetes Care 2007; 30(5) : 1272-1274.
18. Nakamura S, Michiru H, Yoshihiko Y and Tsuneyuki O. Hypoglycemic
effects of Morus alba leaf extract on postprandial glucose and insulin
levels in patients with type 2 diabetes treated with sulfonylurea
hypoglycemic agents. Diabetes & Metabolism 2011; 9(2) : 1-5.
19. Banu S, Nasimudeen RJ, Nanjappa CM. Reduction of post-prandial
hyperglycemia by mulberry tea in type-2 diabetes patients. Saudi
Journal of Biological Sciences. 2014; 1319-1323
20. ปริวรรต ศุกรีเขตร, สุรพงษ์ ลูกหนุมารเจ้า, เอกราช บารุงพืชน์. ผลของชาใบหม่อน
ต่อการควบคุมระดับน้าตาลในเลือด และความไวต่ออินซูลินในผู้ที่มีภาวะก่อน
เบาหวาน และผู้ท่ีไม่เป็นเบาหวาน [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต].
เชียงราย: มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ า้ หลวง; 2557
21. Phimarn W, Wichaiyo K, Silpsavikul K, Sungthong B, Saramunee K. A
meta-analysis of efficacy of Morus alba Linn. to improve blood glucose
and lipid profile. Eur J Nutr 2017;56(4): 1509-1521
22. บุญเกิด คงยิ่งยศ พัชรีวัลย์ ป้ันเหน่งเพ็ชร วีระพล คู่คงวิริยพันธ์ุ ยุพา คู่คงวิริยพันธ์ุ.
ฤทธิ์ลดน้าตาลในเลือดของสารสกัดจากชาเขียวใบหม่อนในหนูแรทเบาหวาน.
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ . 2546.
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 67
5บทท่ี
ปญั จขันธ์
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 68
บทท่ี 5
ปญั จขนั ธ์
ข้อมูลท่ัวไป
ปัญจขันธ์ เป็นพืชท่ีพบในภูมิภาคเขตร้อนและเขตอบอุ่นของเอเชียตะวันออก
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ในการแพทย์ ปัญจขันธ์มีข้อบ่งใช้ใน
การควบคมุ ระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ควบคมุ ความดนั โลหติ กระตุน้ ภูมคิ มุ้ กนั รักษา
อาการอกั เสบ เปน็ ต้น [1]
ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ : Gynostemma pentaphyllum
วงศ์ : Cucurbitaceae
ชอื่ อ่นื ๆ : ชาสตลู เบญจขนั ธ์ เจยี วกู้หลาน เซียนเฉ่า อมาซาซูรู
ลักษณะพืช : มีลาต้นเรียวยาว ท่ีข้อมีมือพัน (tendril) ปลายแยกสองแฉก ลา
ตน้ เลอื้ ยยาว แตกกิ่งแขนงได้ ใบเป็นใบประกอบแบบฝ่ามือ ออกสลับ ส่วนมากมใี บยอ่ ย
5 ใบ ดอกเล็ก สเี หลืองปนเขียว ผลคอ่ นข้างกลม [2]
สารสาคญั
สารออกฤทธิ์ในปัญจขันธ์มีหลายชนิดเช่น gypenosides ซ่ึงเป็นสารประเภท
saponin มีสูตรโครงสร้างคล้าย ginsenosides ที่พบในโสม นอกจากน้ียังพบสารใน
กลุ่ม saponin อีก 82 ชนิด [3] และปัญจขันธ์ยังมีสาร actiponin ซึ่งมีฤทธิ์ลดการ
สะสมไขมัน โดยการกระตุ้น AMP-activated protein kinase (AMPK) และ acetyl-
CoA carboxylase (ACC) phosphor-rylation [4]
กลไกการออกฤทธ์ิ
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของปัญจขันธ์ประกอบด้วยหลายฤทธ์ิโดยฤทธิ์ในการลด
ระดับน้าตาลในเลือดได้แก่ กระตุ้นเบต้าเซลล์ของ Islet of Langerhans ท่ีตับอ่อนให้
หลั่งอนิ ซูลิน [5] นอกจากฤทธิล์ ดระดับน้าตาลที่กล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ จากการศึกษาของ
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 69
Yassin และคณะ (2011) [6] พบว่าปัญจขันธ์สามารถเพ่ิมความไวต่ออินซูลนิ (insulin
sensitivity) และลดการสร้างนา้ ตาลกลโู คส (gluconeogenesis)
ประสทิ ธภิ าพในการลดระดบั นาตาลในเลอื ด
การศกึ ษาในสัตว์ทดลอง
การศึกษาของ วราวรรณ ภูมิคา (1999) [7] พบว่าปัญจขันธ์สามารถลดระดบั
น้าตาลในเลือดของหนูที่เหน่ียวนาให้เป็นเบาหวานด้วย STZ ผลการศึกษาพบว่าปัญจ
ขันธ์สามารถลดน้าตาลในเลือดในหนูเบาหวานได้ กลไกการออกฤทธิ์คาดว่าเกิดจาก
การกระตุ้นอินซูลินและผลการทดสอบ glucose tolerance test พบว่าปัญจขันธ์อาจ
มีฤทธิ์ยับย้ังการดูดซึมของกลูโคสในระบบทางเดินอาหารได้และจากการศึกษาของ
Gao และคณะ (2016) [8] ทาการศึกษากลไกการออกฤทธ์ิของ GPs ในหนูที่ถูก
เหน่ียวนาให้เป็นเบาหวานด้วย STZ ผลการศึกษาพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัด GPs
สามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ซึ่ง
กลไกในการลดระดับน้าตาลในเลือดที่พบคือกระตุ้นการหล่ังอินซูลิน และต้าน
ออกซเิ ดชนั สารสกัด GPs ยงั สามารถลดระดับไขมนั เลอื ดทั้ง LDL, TC และ TG รวมท้งั
เพ่ิม HDL ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ นอกจากนี้ GPs ยังมีฤทธิ์ลดเพิ่มความไวต่อ
อินซูลิน (insulin sensitizer) จากการศึกษาสารสกัดจาก GPs คือ gypenoside โดย
ทาการศึกษาในหนูท่ีถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มควบคุมได้รับอาหารปกติและกลุ่ม
ทดลองได้รับอาหารท่ีมีไขมันสูง (high fat diet) แล้วทาการติดตามเป็นระยะเวลา 6
สัปดาห์ผลการศึกษาพบว่าหนูกลุ่มทดลองที่ได้รับ GPs มีค่า index of insulin
resistance (HOMA-IR) ลดลงและมีระดับของไกลโคเจนท่เี พ่มิ ขึน้ [9]
การศกึ ษาทางคลนิ ิก
Huyen และคณะ (2010) [10] ได้ศึกษาประสิทธิภาพของชาชงปัญขันธ์ 6
กรัมเปรียบเทียบกับกับยาหลอก ในผู้ป่วยเบาหวานที่ 2 ผู้ป่วยจะได้รับชาชงปัญจขันธ์
เป็นระยะเวลานาน 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าปัญจขันธ์สามารถลดระดับน้าตาล
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 70
FBS และ HbA1C ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติและในปี ค.ศ. 2012 Huyen และคณะ
(2012) [11] ได้ศึกษาการใช้ชาชงปัญจขันธ์ขนาด 6 กรัมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดท่ี 2 ท่ี
ได้รับยาลดน้าตาลในเลือดพบว่าปัญจขันธ์สามารถลด FBS และ HbA1C ได้อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติเช่นเดียวกนั และไม่พบอาการนา้ ตาลในเลือดตา่ ในผ้ทู ีไ่ ด้รบั ปัญจขนั ธ์
การวิเคราะห์อภิมาน
ผลการสืบค้นงานวิจัยเก่ียวกับปัญจขันธ์ด้วยคาสืบค้นต่าง ๆ จากฐานข้อมูลท่ี
กาหนด พบว่ามีงานวิจัยท่ีศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยจาแนกตามฐานข้อมูลที่สืบค้นคือ
Pubmed จานวน 259 เรื่อง Science-Direct จานวน 283 เรื่อง Scopus จานวน
359 เรื่องและค้นด้วยมือจานวน 2 เรื่อง แต่ในจานวนนี้มีงานวิจัยท่ีผ่านการพิจารณา
จานวน 3 เร่ืองโดยทั้ง 3 การศึกษาเป็นการศึกษาในประเทศเวียดนาม การศึกษา
ท้ังหมดเป็นศึกษารูปแบบ RCT ในกลุ่มประชากรที่ค่อนข้างแตกต่างกัน การศึกษา 2
การศึกษาศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ท่ียังไม่ได้รับการรักษาใดๆ [11,
13] อีก 1 งานวิจัยศึกษาในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 ที่ได้รับยาลดระดับน้าตาลใน
เลือดชนิดรับประทานกลุ่ม sulfonylurea การศึกษาทั้ง 3 งาน [11-13] ใช้ระยะเวลา
การศึกษาเท่ากันคือ 12 สัปดาห์ ในด้านรูปแบบของปัญจขันธ์ท่ีใช้ในการทดสอบ
การศึกษาท้ังหมดเป็นรูปแบบชาชงเปรียบเทียบกับชาเขียวควบคุมคุณภาพชาชงโดย
กาหนดให้มีปริมาณของสารกลุ่ม flavonoids เท่ากับร้อยละ 5 ผลการศึกษาพบว่า
ปญั จขันธส์ ามารถลดระดับนา้ ตาลในเลือดทงั้ FBS และ HbA1c ได้อยา่ งมีนยั สาคัญเม่ือ
เปรียบเทียบกับยาหลอก รวมทั้งลดภาวะดื้อต่ออินซูลินด้วยการประเมินจากค่า
HOMA-IR ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ผลการทดสอบความไม่เป็นเอกพันธ์ระหว่าง
การศึกษาพบว่ามีความเป็นเอกพันธ์ รายละเอียดของแต่ละการศึกษาแสดงในตารางท่ี
5.1 เม่ือประเมินอคติจากงานวจิ ัยพบว่างานวิจัยที่คัดเข้ามีอคติอยู่ในระดับตา่ พบว่าทั้ง
3 การศกึ ษาได้ผลิตปัญจขันธ์ให้อยู่ในรปู ชาชงใหม้ ีลักษณะเหมือนกับยาหลอก และระบุ
การปกปิดผู้เข้าร่วมการศึกษาและผู้ประเมินยกเว้นการศึกษาของ Huyen และคณะ
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 71
(2013) [12] ที่ไม่ระบุปกปิดผู้ประเมินผลการศึกษา (participants and personnel
and blinding of outcome assessment)
จากการวิเคราะห์อภิมานพบว่าปัญจขันธ์สามารถลดระดับน้าตาลในเลือดทั้ง
FBS (MD -20.90 มลิ ลิกรมั ตอ่ เดซิลิตร; 95%CI –31.87, -9.92; p=0.002) และ HbA1c
(MD -1.10%; 95%CI -1.61, -0.59; p<0.001) รวมทั้งลดภาวะดื้อต่ออินซูลินด้วยการ
ประเมินจากค่า HOMA-IR (MD -2.21; 95%CI -4.36, -0.07; p=0.04) ได้อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ ผลการทดสอบความไม่เป็นเอกพันธร์ ะหว่างการศึกษาพบวา่ มีความ
เป็นเอกพันธ์ (I2 =31%, p=0.23) (ภาพประกอบ 5.1)
ภาพประกอบ 5.1 Forest plot ประสทิ ธิภาพของผลิตภณั ฑจ์ ากปัญจขันธ์ตอ่ ระดบั
นา้ ตาลในเลอื ด FBS
การวิเคราะห์อคติจากการตพี มิ พ์ (Publication bias)
การวิเคราะห์ใช้ Funnel plot ไม่พบอคติจากการตีพิมพ์ของท้ังสองผลลัพธ์
เนือ่ งจากการกระจายของจุดบน Funnel plot สมมาตรกัน
การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
การวิเคราะห์ความไวจะใช้วิธีการตัดการศึกษาออกทีละการศึกษา (One-
removal analysis) ผลการวิเคราะห์พบว่าเม่ือตัดการศึกษาของ Huyen และคณะ
(2012) [11] ออกพบว่าผลลดระดับน้าตาลในเลือดของปัญจขันธ์ไม่มีนัยสาคัญเม่ือ
เปรียบเทยี บกบั ยาหลอก
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 72
อาการไมพ่ งึ ประสงค์และความเปน็ พิษ
จากการศกึ ษาของ Chiranthanut และคณะ (2013) [13] ศกึ ษาความเป็นพิษ
แบบเฉยี บพลันและก่งึ เฉียบพลนั ในหนทู ่ีไดร้ ับสารสกดั ปญั จขันธ์ขนาด 5,000 มิลลกิ รัม
ต่อกิโลกรัม ผลการศึกษาพบว่าปัญจขันธ์ไม่ทาให้เกิดตายของหนูเม่ือได้รับสารสกัดใน
ขนาดดังกล่าว และการทดสอบความเป็นพิษก่ึงเฉียบพลันโดยใช้สารสกัดขนาด 1,000
มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันซ่ึง มีปริมาณสาร gypenoside เป็น 20-60 เท่าของขนาดที่
ใช้ในมนุษย์ซึ่งไม่พบการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงและไม่มีหนูตาย นอกจากน้ี
การตรวจอวัยวะภายในของหนูกลุ่มควบคุมและกลุ่มท่ีได้รับสารสกัดปญั จขันธ์พบว่าไม่
มีความแตกต่างกัน ผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการพบว่าไม่มีความแตกตา่ งกนั ระหว่าง
กลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ได้รับปัญจขันธ์ยกเว้นการศึกษาก่ึงเฉียบพลันท่ีพบว่ากลุ่มที่
ได้รับสารสกัดปัญจขันธ์เป็นเวลานาน 90 วันจะมีการเพิ่มขึ้นของระดับ neutrophil,
monocyte, hemoglobin และ hematocrit และการศึกษาความเปน็ พษิ เรื้อรังในหนู
ที่ได้รับการสารสกัดปัญจขันธ์ขนาด 750 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน เป็นเวลานาน 6
เดือนพบว่า ไม่มีความแตกต่างด้านผลทางโลหิตวิทยา (hematological parameter)
ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และการทางานของตับ ไต ไม่มีความแตกต่างกัน
เช่นเดียวกันยกเว้นระดับโซเดียมและโปแตสเซียมในซรี ่ัม พบว่ากลุ่มท่ีได้รับสารสกดั สูง
กวา่ กลุม่ ควบคุมแตย่ ังอยใู่ นระดบั ปกติ [14]
จากการศึกษาทางคลินกิ พบว่าปญั จขันธ์ทาให้เกิดอาการไม่พึงประสงคไ์ ด้น้อย
โดยจากการศกึ ษาของ Park และคณะ (2014) [4] พบว่ากล่มุ ทไี่ ด้รับปัญจขันธน์ าน 12
สัปดาห์มีระดบั hemoglobin, hemoglobin และเกร็ดเลือดลงลง เมื่อเปรยี บเทียบกับ
กลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ระดับโลหิตวิทยาดังกล่าวยังอยู่ในระดับปกติ การศึกษาของ
Huyen และคณะ (2013) [12] ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ทีร่ ุนแรงเช่นเดียวกันในกลุ่ม
ทไ่ี ดร้ บั ปัญจขันธข์ นาด 0.75 กรัมตอ่ กิโลกรมั ต่อวัน เปน็ ระยะเวลานาน 6 เดือนและผล
การตรวจการทางานของตับและไตก็พบว่ายงั อยู่ในระดบั ปกติ
นอกจากนี้ท้ัง 3 การศึกษาได้รายงานการติดตามผลทางห้องปฏิบัติการได้แก่
AST, ALT และ serum creatinine พบว่าท้ัง 3 การศึกษามีค่าทาง ห้องปฏิบัติการ
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 73
ดังกลา่ วไมแ่ ตกต่างกันระหว่างกลมุ่ ทดลองและกลุ่มควบคมุ นอกจากนย้ี ังไมพ่ บการเกิด
อาการไม่พงึ ประสงค์จากท้ัง 3 การศกึ ษา
บทสรุป
ปญั จขันธ์มีประสทิ ธิภาพในการลดระดับน้าตาลในเลอื ด สารออกฤทธส์ิ าคัญที่
พบในปัญจขันธ์เป็นสารกลุ่มซาโปนินกรดอะมิโน ฟลาโวนอยด์และโพลีแซคคาไรด์
โดยเฉพาะสารสาคัญกลุ่มซาโปนินนั้นมีความคล้ายคลึงกับที่พบในโสม กลไกของปัญจ
ขันธ์ที่ทาให้ลดระดับน้าตาลคือเพ่ิมความไวต่ออินซูลินและลดการสลายไกลโคเจนจาก
ตับ ในด้านการเกิดอาการไม่พึงประสงค์พบว่ามีอาการไม่พึงประสงค์ท่ีน้อยและไม่พบ
ความเป็นพิษท้ังจากการศึกษาในมนุษย์และในสัตว์ทดลอง ปัญจขันธ์จึงน่าจะเป็นอีก
ทางเลอื กหนึง่ ในการรักษาโรคเบาหวานในอนาคต
ตารางท่ี 5.1 การศึกษาทางคลนิ กิ ฤทธ์ใิ นการลดระดบั นา้ ตาลในเลือดข
ผ้แู ต่ง ประเทศท่ี รูปแบบ กลุ่มตวั อยา่ ง ระยะ
ทาวจิ ยั การศกึ ษา
Huyen และ เวยี ดนาม RCT โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 12 ส
คณะ 2010 (DM type 2)
[10]
Huyen และ เวียดนาม RCT โรคเบาหวานชนิดท่ี 2 12 ส
คณะ 2012 (DM type 2) ทีไ่ ดร้ ับ
[11] ยา Gliclazide
Huyen และ เวียดนาม RCT โรคเบาหวานชนิดที่ 2 12 ส
คณะ2013 (DM type 2)
[12]
หมายเหตุ : RCT : randomized controlled trial; DM : diabetes
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 74
ของปญั จขันธ์
ะเวลา รูปแบบของปัญจขนั ธ์ ผลการศึกษา
และตวั เปรียบเทยี บ
สปั ดาห์ กล่มุ ทดลอง : ชาชงปัญจ ชาปญั จขนั ธ์สามารถลดระดับ FBS และ
ขนั ธ์ 6 กรมั ตอ่ วัน HbA1C ได้อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิ
(n=12) (p<0.05) เมือ่ เปรยี บเทียบกบั ยาหลอก
กลุ่มควบคมุ : ชาเขียว 6
กรัมต่อวัน (n=12)
สัปดาห์ กลุ่มทดลอง : ชาชงปัญจ ชาปัญจขนั ธส์ ามารถลดระดบั FBS และ
ขนั ธ์ 6 กรัมต่อวัน HbA1C ไดอ้ ย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิ
(n=12) (p<0.05) เมอ่ื เปรยี บเทยี บกับยาหลอก
กลุ่มควบคมุ : ชาเขียว 6 โดยไม่พบอาการนา้ ตาลในเลือดตา่ ใน
กรมั ต่อวนั (n=13) กลมุ่ ทไี่ ด้รับปญั จขนั ธ์
สปั ดาห์ กลมุ่ ทดลอง : ชาชงปญั จ ชาปญั จขันธ์สามารถลดระดับ FBS,
ขนั ธ์ 6 กรัมตอ่ วนั (n=8) HbA1C และเพม่ิ ความไวต่ออนิ ซลู นิ ของ
กลุ่มควบคมุ : ชาเขียว 6 เนอื้ เยอ่ื ไดอ้ ยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิ
กรัมตอ่ วัน (n=8) (p<0.05) เม่ือเปรียบเทียบกับยาหลอก
s mellitus; FBS : fasting blood sugar
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 75
เอกสารอา้ งอิง
1. Li B, Zhang X, Wang M, Jiao L. Characterization and antioxidant
activities of acidic polysaccharides from Gynostemma pentaphyllum
(Thunb.) Markino. Carbohydr Polym 2015; 127 : 209-214.
2. วิชญา ศรีสุข. ผลผลิตและสารสาคัญของปัญจขันธ์ 3 สายพันธ์ุที่ปลูกในพื้นท่ีสูง
จังหวดั เลย. แกน่ เกษตร 2556; 41(1) : 269-272.
3. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
2548. แนวทางการผลิตวัตถุดบิ ปญั จขันธใ์ นประเทศไทย. รา้ นพมุ่ ทอง. กรุงเทพฯ.
4. Park SH, Huh TL, Kim SY, Oh MR, Tirupathi Pichiah PB, Chae SW, et al.
Antiobesity effect of Gynostemma pentaphyllum extract (actiponin):
a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Obesity 2014;
22(1) : 63-71
5. บัวบาง ยะอูป, สมศักดิ์ รุ่งอรุณ, วรวิทย์ ยี่สวัสด์ิ. เจียวกู้หลาน (ปัญจขันธ์) :
สมุนไพรสารพัดประโยชน์. ขา่ วสารเกษตรศาสตร์ 2553; 55(2): 1-6.
6. Yassin K, Huyen VTT, Hoa KN, Östenson CG. Herbal extract of
gynostemma pentaphyllum decreases hepatic glucose output in type
2 diabetic Goto-Kakizaki rats. Int J Biomed Sci 2011; 7(2): 131–136.
7. วราวรรณ ภูมิคา. ฤทธิ์ลดระดับน้าตาลในเลือดของสารสกัดต้นปัญจขันธ์
(Gynostemma pentaphullum Makino.). วิทยานิพนธ์ วท.ม.(เภสัชวิทยา).
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่. 1999
8. Gao D, Zhao M, Qi X, Liu Y, Li N, Liu Z, Bian Y. Hypoglycemic effect of
Gynostemma pentaphyllum saponins by enhancing the Nrf2 signaling
pathway in STZ-inducing diabetic rats. Arch Pharm Res 2016 ;39(2) :
221-30.
9. Zhang HJ, Ji BP, Chen G, Zhou F, Luo YC, Yu HQ, Gao FY, Zhang ZP, Li
HY. A combination of grape seed-derived procyanidins and
ปั ญ จ ขั น ธ์ ห น้ า | 76
gypenosides alleviates insulin resistance in mice and HepG2 cells. J
Food Sci. 2009; 74(1) : 1-7.
10. Huyen VTT, Phan DV, Thang P, Hoa NK, Ostenson CG. Antidiabetic
effect of Gynostemma pentaphyllum tea in randomly assigned type
2 diabetic patients. Horm Metab Res 2010; 42(5) : 353-357.
11. Huyen VTT, Phan DV, Thang P, Ky PT, Hoa NK, Ostenson CG.
Antidiabetic effects of add-on Gynostemma pentaphyllum extract
therapy with sulfonylureas in type 2 diabetic patients. Evid Based
Complement Alternat Med 2012; 2012:452313. doi:
10.1155/2012/452313.
12. Huyen VTT, Phan DV, Thang P, Hoa NK, Ostenson CG. Gynostemma
pentaphyllum Tea Improves Insulin Sensitivity in type 2 diabetic
patients. J Nutr Metab 2013;2013:765383. doi: 10.1155/2013/765383.
13. Chiranthanut N, Teekachunhatean S, Panthong A, Khonsung P,
Kanjanapothi D, Lertprasertsuk N. Toxicity evaluation of standardized
extract of Gynostemma pentaphyllum Makino. J Ethnopharmacol
2013; 149(1) : 228-234.
14. Attawish A, Chivapat S, Phadungpat S, Bansiddhi J, Techadamrongsin
Y, Mitrijit O, et al. Chronic toxicity of Gynostemma pentaphyllum.
Fitoterapia 2004; 75(6) : 539-551.
ต รี ผ ล า ห น้ า | 77
6บทที่
ตรผี ลา
ต รี ผ ล า ห น้ า | 78
บทท่ี 6
ตรผี ลา
ข้อมูลท่ัวไป
ตรีผลาเป็นตารับยาพ้ืนฐานมาแต่โบราณมีสรรพคุณในทางการแพทย์รักษา
สมดุลธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย ในตารายาไทยจะเรียกว่า พิกัดตรีผลาคือการจากัดจานวน
ผลไม้ 3 ชนิดคือลูกสมอไทย ลูกสมอพิเภกและลูกมะขามป้อม [1] ซึ่งสมุนไพรแต่ละ
ชนดิ มีรายละเอียดดังตอ่ ไปนี้ [2]
1. สมอไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia chebula Retz.
วงศ์ : Combretacea
ชอ่ื อ่ืน : สมออัพยา ม่าแน่ มะนะ
ลักษณะพืช : สมอไทยเป็นพืชยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบมีลักษณะ
หนา กลมแต่ปลายใบแหลม ดอกของสมอไทยมขี นาดเล็ก ออกเปน็ ช่อ สเี ขียวเหลือง มี
ผลกลมโต มีเหลยี่ มเล็กนอ้ ย มเี ขยี วแดง รสฝาดอมหวาน
สว่ นท่ใี ชเ้ ป็นยา : สว่ นผล
สรรพคุณ : ผลสมอไทยสามารถนามาต้มเอาน้าดม่ื แก้อาการจุกเสียด แน่นทอ้ ง
ขบั เสมหะ ใช้เป็นยาระบาย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณแก้ปวดตามขอ้ และกระดูกไดด้ ี ทา
ให้ร่างกายแขง็ แรง แกอ้ อ่ นเพลยี
2. สมอพิเภก
ช่อื วทิ ยาศาสตร์ : Terminalia bellerica Roxb.
วงศ์ : Combretacae
ช่ืออื่น : ชบิ ะดู่ ลัน สมอแหน สะคู้ แหน แหนตน้ Ink nut
ลักษณะพืช : เป็นไม้ยืนต้น ก่ิงอ่อนมีขน ใบเด่ียวเรียงสลับ โคนใบกลมกว้าง
ปลายใบกลมถึงเว้าต้ืน ขอบเรียบ เส้นใบ 5-6 คู่ ก้านใบยาว 4-5 เซนติเมตร ออกดอก
ต รี ผ ล า ห น้ า | 79
เปน็ ช่อที่ซอกใบ แกนลางมีขนสเี หลือง ดอกยอ่ ยสคี รมี กลีบเลี้ยงเชื่อมตดิ กันปลายแยก
เป็นแฉกรูปคล้ายสามเหล่ียม ผลสดรูปกระสวย มีสันตามยาว ผิวมีขนนุ่มระเอียดสี
เหลือง
ส่วนที่ใชเ้ ปน็ ยา : ผล ราก เปลือกต้น ใบ ดอก
สรรพคุณ : สมอไทยมีสรรพคุณแก้ไข้ ทาให้ชุ่มคอ แก้ผิวหนังเป็นตุ่มหนอง
ส่วนเปลือกต้นใช้แก้ปัสสาวะพิการ แก่นต้นใช้แก้ริดสีดวง ผลอ่อนใช้เป็นยาระบาย แก้
ลม แก้ไข้
3. มะขามป้อม
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ : Phyllantus emblica L.
วงศ์ : Euphorbiaceae
ชื่ออืน่ : กันโตด กาทวด มังลู่ สันยาส่า
ลักษณะพืช : เป็นไม้ยนื ต้น ใบเป็นใดเดีย่ วแต่มลี ักษณะคล้ายใบมะขาม สีเขียว
อ่อนเรียงชิดติดกัน ใบส้ัน ดอกมีขนาดเล็กแยกเพศออกตามง่ามใบจานวน 3-5 ดอก
กลีบเล้ียง 6 กลีบ ไม่มีกล่ิน ผลเป็นทรงกลมมีเนื้อหนา ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน ผลแก่มีสี
เขยี วมเี สน้ ริว้ ตามยาวสังเกตได้ 6 เสน้ เนือ้ ผลมีรสฝาดเปร้ยี ว ขม และอมหวาน
ส่วนทีใ่ ช้เปน็ ยา : ราก ลาต้น ใบ ดอก ผล
สรรพคุณ : ส่วนรากใช้ต้มกินลดไข้ แก้อาเจียน ตาพอกแก้พิษสัตว์กัดต่อย ลา
ตน้ ใช้เปน็ ยาฝาดสมาน ใบสามารานามาต้มแล้วใชอ้ าบลดไข้ ดอกใชเ้ ปน็ ยาระบาย สว่ น
ผลใช้ท้งั ผลสดและผลแหง้ ใช้ฝาดสมาน ลดไข้ ขับปสั สาวะ บารุงหัวใจ มีวติ ามินซสี งู แก้
โรคลักปดิ ลักเปิด
สารสาคญั
สมอไทย มีองค์ประกอบทางเคมีคือ gallic acid, chebulic acid, chebulinic
acid, chebulagic acid, corlagin, terchebin, glucogallin, ellagic acid,
sennoside A, chebulin, catechol และ tannic acid [3]
ต รี ผ ล า ห น้ า | 80
สมอพิเภก มีองค์กอบทางเคมีคือ chebulic acid, ellagic acid, gallic acid
และ chebulagic acid [4]
มะขามป้อม มีองค์ประกอบทางเคมีคือ rutin, mucic acid, gallic acid,
phylembic acid สารกลมุ่ tannins, terpine, flavonoids, alkaloids เป็นตน้ [5]
กลไกการออกฤทธ์ิ
การศึกษาของ Sabu และคณะ (2002) [6] พบว่าสารสกัดจากตรีผลาด้วยเม
ทานอลสามารถยับย้ังอนุมูลอิสระของ superoxide และ hydroxyl radical และ
lipid peroxide ซึ่งเป็นสารสารอนุมูลอิสระท่ีทาให้เกิดกระบวนการอักเสบในภาวะ
เบาหวานรวมถึงทาให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ ปัจจุบันพบว่าสามารถที่ออกฤทธิ์ใน
การลดระดับน้าตาลเลือดของตารับตรีผลาพบสารท่ีออกฤทธิ์คือ chebulagic acid
โดยสารน้ีสามารถยับยั้งเอนไซม์ alpha-glucosidase ท่ีลาไส้เล็กส่วนต้น จาก
การศึกษาของ Ganeshpurkar และคณะ (2015) [7] พบว่าสารสกัดจากตรีผลา
สามารถยับยั้งเอนไซม์ α-amylase ได้มากกว่าเอนไซม์ชนิดอ่ืนๆ นอกจากน้ียังพบว่า
ตรผี ลายงั สามารถระดับ fructosamine ลงไดอ้ ยา่ งมีนัยสาคัญ
การศึกษาในสตั วท์ ดลอง
Gurjar S และคณะ (2012) [8] ทาการศึกษาฤทธิล์ ดระดบั นา้ ตาลและไขมนั ใน
หนู Swiss albino mice เพศผู้จานวน 42 ตัวที่ถูกเหน่ียวนาให้อ้วน หลังจากนั้นแบ่ง
หนูให้ได้รับสารสกัดจากตรีผลาและยาหลอกทาการติดตามนาน 10 สัปดาห์ ผล
การศึกษาพบวา่ ตรีผลาสามารถลดระดบั นา้ ตาลในเลอื ดและไขมนั ลงได้อย่างมนี ัยสาคัญ
ทางสถิติเม่ือเปรียบเทียบกับยาหลอก (p<0.05) Punithavathi และคณะ (2011) [9]
ทาการศึกษาผลของตรีผลาโดยควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยใช้กรดแกลลิคในหนู
ทถี่ กู เหนย่ี วนาให้เป็นเบาหวานชนิดท่ีสองโดยการฉีด streptozotocin 40 มลิ ลกิ รมั ต่อ
กิโลกรัมเขา้ ช่องท้อง หลังจากน้ันจึงให้ตรีผลาซง่ึ มีขนาดของกรดแกลลิคขนาด 10 และ
20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทางปากเป็นระยะเวลานาน 21 วันผลการศึกษาพบว่าหนูท่ี
ต รี ผ ล า ห น้ า | 81
ได้รับตรีผลาที่มีกรดแกลลิคท้ังสองขนาดสามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดดีกว่า
ก่อนได้รับอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ Latha และคณะ
(2015) [10] ทาการศึกษาประสิทธิภาพของตรีผลาในหนูท่ีถูกเหนี่ยวนาให้เป็น
เบาหวานแล้วทาการติดตามเป็นระยะเวลานาน 15 วัน ผลการศึกษาพบว่าตรีผลา
สามารถลดระดับน้าตาลในเลือดได้ดีกวา่ กลุ่มท่ีได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p<0.05)
การศกึ ษาทางคลินกิ
การศึกษาของพัชรี พรมมาตย์ (2557) [11] ได้ศึกษาประสิทธิภาพผลของตรี
ผลาในการลดน้าตาลในผทู้ ่ีมีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน โดยแบ่งกลมุ่ ผู้ป่วยออกเป็น 2
กลุ่มๆ ทดลองได้รับตรีผลา 2,000 มิลลิกรัมและกลุ่มทดลองได้รับยาหลอกเป็น
เวลานาน 8 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าตรผี ลาลดน้าตาลในเลือดได้ไม่แตกต่างจากยา
หลอกซ่ึงขัดแย้งกับการศึกษาของ Rajan และคณะ (2008) [1] ศึกษาฤทธิ์ลดระดับ
น้าตาลในเลือดของตรีผลาในผปู้ ่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จานวน 60 คน โดยกลุ่มทดลอง
ได้รับตรีผลาจานวน 5 กรัมผสมกับนม (butter milk) รับประทานหลังอาหารเย็นเป็น
ระยะเวลานาน 45 วันส่วนกลุ่มควบคุมได้รับยาหลอก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ได้รับ
ตรีผลามีระดับน้าตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ช่ัวโมง (FBS) และระดับ
นา้ ตาลในเลือดหลังอาหาร (PPG) ต่ากว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p<0.05) และการศึกษาของ Kamali และคณะ (2012) [12] ศึกษาประสิทธิภาพของ
ตรีผลาในผู้ป่วยที่อ้วนเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยมีรูปแบบการศึกษาปกปิด 2 ทาง
(double-blind randomized placebo controlled trial) โดยกลุ่มทดลองได้รับตรี
ผลา 5 กรัมต่อวันเป็นระยะเวลานาน 12 สัปดาห์ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มทดลองมี
ระดับน้าตาลในเลือดลดลงมากกว่ากลุ่มท่ีได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p<0.05) นอกจากนี้ผลลัพธ์ด้านอ่ืนๆ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอวและเส้นรอบ
ตะโพกในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญเช่นเดียวกัน ซึ่ง
สอดคล้องกับการศึกษาของ Singh และคณะ (2015) [13] ศึกษาประสิทธิภาพของตรี
ต รี ผ ล า ห น้ า | 82
ผลาในผู้ปว่ ยเบาหวานชนิดท่ี 2 โดยกลุ่มทดลองได้รับตรีผลา 5 กรัมต่อวันเปรียบเทียบ
กับยาหลอกเป็นระยะเวลานาน 12 เดือน ผลการศกึ ษาพบว่า ตรีผลาสามารถลดระดับ
น้าตาลในเลือด ได้แก่ FBS, HbA1C และ PPG ลงได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p<0.05) นอกจากนี้ตรีผลายังสามารถลดระดับไขมันในเลือดได้มากกว่ากลุ่มควบคุม
อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ (p<0.05)
การวเิ คราะห์อภิมาน
ผลการสืบค้นงานการศึกษาจากฐานข้อมูลท่ีกาหนดพบการศึกษาเก่ียวกับตรี
ผลาในการลดระดับน้าตาลในเลือดจานวน 998 การศึกษาถูกคัดออกจานวน 990
การศึกษาเน่ืองจากไม่ใช่การศึกษาทางคลินิก 7 การศึกษาถูกคัดออกเน่ืองจากไม่ได้
ศึกษาประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาลในเลือด และการศึกษาถูกคัดออกเนื่องจาก
ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบจานวน 1 การศึกษารายละเอียดของการศึกษาที่คัดเข้ามา
วิเคราะห์แสดงในตารางท่ี 6.1 ทุกงานการศึกษาเป็นการศึกษาท่ีมีคุณภาพสูง (คะแนน
Jadad’s score มากกว่า 3 คะแนน) และเมื่อประเมินอคติจากงานวิจัยพบว่ามีอคติ
งานวิจยั อยูใ่ นระดับต่า (low risk of bias)
เม่ือทาการวิเคราะห์อภิมานงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของตรีผลาในการ
ลดระดับน้าตาลในเลือดจานวน 3 การศึกษาพบว่า พบว่าประสิทธิภาพของตรีผลาต่อ
ระดับน้าตาลในเลือด FBS มีการศึกษาท่ีนามาวิเคราะห์ 3 การศึกษาจานวนผู้เข้าร่วม
การศึกษา 180 คนแบ่งเป็นกลุ่มท่ีได้รับตรีผลา 90 คนและกลุ่มเปรียบเทียบ 90 คน
ผลการวิเคราะห์พบวา่ ตรีผลาสามารถลดระดับน้าตาลในเลือด FBS ได้อย่างมีนยั สาคัญ
ท างสถิติ (MD=-33.83 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร; 95%CI=-59.81, -7.84; p=0.01)
(ภาพประกอบ 6.1) แต่ผลตอ่ ระดบั HbA1C ผลการประเมินข้อมูล pooled estimate
พบว่าตรีผลามีประสิทธิภาพในการลดระดับ HbA1C ไม่แตกต่างจากตัวเปรียบเทียบ
(MD=-0.79%; 95%CI=-3.56, 1.98; p=0.58) (ภาพประกอบ 6.2) แต่อย่างไรก็ตาม
ตรีผลามีประสทิ ธิภาพในการลดระดบั น้าตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (PPG) ได้
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (MD= -63.42 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร; 95%CI=-95.71, -
ต รี ผ ล า ห น้ า | 83
31.13; p=0.0001) ดังแสดงในรูปที่ 6.3 ผลการวิเคราะห์ความเป็นเอกพันธ์พบว่าใน
ทุกตัวแปรพบความไม่เป็นเอกพันธ์ (considerable heterogeneity: I2=98, 99 และ
93% ตามลาดับ; p<0.00001)
ภาพประกอบ 6.1 Forest plot ประสทิ ธภิ าพของตรผี ลาต่อระดับน้าตาลในเลือด
FBS
ภาพประกอบ 6.2 Forest plot ประสิทธภิ าพของตรีผลาต่อระดบั น้าตาลในเลือด
HbA1C
ภาพประกอบ 6.3 Forest plot ประสิทธิภาพของตรผี ลาต่อระดับน้าตาลในเลอื ด
PPG
การวเิ คราะห์อคติจากการตีพิมพ์ (Publication bias)
การวิเคราะห์ใช้ Funnel plot ไม่พบอคติจากการตีพิมพ์ของทั้งสองผลลัพธ์
เนอื่ งจากการกระจายของจดุ บน Funnel plot สมมาตรกนั
การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
การวิเคราะห์ความไวจะใช้วิธีการตัดการศึกษาออกทีละการศึกษา (One-
removal analysis) ผลการวิเคราะห์พบว่าเมื่อตัดการศึกษาของ Rajan และคณะ
ต รี ผ ล า ห น้ า | 84
(2008) จะทาให้ผลต่อ FBS เปล่ียนเป็นไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบ ส่วน
ผลลัพธ์อ่นื ๆ ยงั คงใหผ้ ลการเหมือนเดมิ
อาการไม่พึงประสงคแ์ ละความเปน็ พิษ
อาการไม่พึงประสงค์และความเป็นพิษจากตรีผลาพบได้น้อยมีเพียง 2
การศึกษาท่ีรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการศึกษาในมนุษย์คือการศึกษาของ
Kamali และคณะ (2012) [12] และ Wichiansaen และคณะ (2014) [14] ไม่พบ
อาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเก่ียวกับการทางาน
ของตับ (liver function test) ได้แก่ AST, ALT และ ALP รวมถึงการทางานของไต
ได้แก่ BUN, serum creatinine การตรวจเลือด complete blood count มีระดับที่
ไม่แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบแต่การศึกษาของ Kamali และคณะ (2012) [12] พบ
กลุ่มท่ีได้รับตรีผลมะดับ ALT ลดลงต่ากว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p=0.03) ไม่ระดบั ของ ALT ยงั อยใู่ นระดบั ปกติ
บทสรุป
ตรผี ลาเปน็ ตารบั ยาสมุนไพรที่มีศกั ยภาพในการลดระดับน้าตาลในเลือดซ่งึ อาจ
ใช้เป็นตารับยาทางเลือกในการช่วยควบคุมระดับน้าตาลในเลือดในผู้ท่ีมีความเส่ียงต่อ
โรคเบาหวานหรือเสริมกับยาลดระดับนา้ ตาลในเลือด แผนปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตามการ
รวมงานวิจัยคร้ังน้ีมีข้อจากัดคือการศึกษาท่ีนามาวิเคราะห์จานวนน้อยคือ 3 การศึกษา
และแต่ละการศึกษามีผู้เข้ารวมการศึกษาจานวนค่อนข้างน้อย การศึกษาทั้งหมดเป็น
เปรียบเทียบกับยาหลอกดังนั้น ในอนาคตควรมีการศึกษาทางคลินิกแบบ
randomized controlled trial ที่มีขนาดใหญ่และเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบัน
เพอื่ ให้เหน็ ประสทิ ธิภาพของตรผี ลาในด้านการลดระดับน้าตาลในเลือดมากข้ึน
ตารางที่ 6.1 การศึกษาทางคลินิกฤทธิ์ในการลดระดบั น้าตาลในเลือดข
ผแู้ ตง่ ประเทศที่ รปู แบบ กล่มุ ตัวอยา่ ง ระยะเวลา
ทาวิจยั การศึกษา
Rajan และ อหิ รา่ น RCT โรคเบาหวานชนดิ 45 วัน
คณะ 2008 ที่ 2 (DM type
[1] 2)
Kamali และ อิหร่าน RCT ผ้ปู ่วยที่อว้ น (BMI 90 วัน
คณะ 2012 ระหว่าง 30-50
[12] กก./ตารางเมตร)
Singh และ อินเดีย RCT โรคเบาหวานชนดิ 12 เดอื น
คณะ 2015 ที่ 2 (DM type
[13] 2)
หมายเหตุ: RCT: Randomized controlled trial; DM: diabetes
glucose; PPG: post prandial glucose
ต รี ผ ล า ห น้ า | 85
ของตรีผลา ผลการศึกษา
รูปแบบของตรผี ลาและตัวเปรยี บเทียบ
กลุ่มทดลอง : ผงตรผี ลา 5 กรัมตอ่ วันผสมกับ ตรีผลาสามารถลดระดับน้าตาลใน
นมรบั ประทานหลงั อาหารเย็น (n=30) เลอื ดหลังอดอาหาร 8 ชัว่ โมง (FBS)
กลุ่มควบคุม: ยาหลอกรบั ประทานหลังอาหาร และระดบั นา้ ตาลในเลอื ดหลงั
เย็น (n=30) อาหาร PPG ลงได้อยา่ งมีนยั สาคญั
ทางสถติ ิ (p<0.05)
กล่มุ ทดลอง : ตรผี ลา 10 กรมั ต่อวนั หลงั ตรผี ลาสามารถลดระดบั น้าตาล
อาหารเยน็ (n=30) FBS และระดับนา้ ตาล HbA1C ได้
กลมุ่ ควบคุม: ยาหลอกรบั ประทานหลงั อาหาร อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติ (p<0.05)
เย็น (n=30)
กลมุ่ ทดลอง : ผงตรีผลา 5 กรมั วันละ 2 คร้ัง ตรีผลาสามารถลดระดับน้าตาล
รบั ประทานหลงั อาหารเยน็ (n=30) FBS และระดับนา้ ตาล HbA1C,
กลมุ่ ควบคมุ : ยาหลอกรบั ประทานหลงั อาหาร PPG ไดอ้ ย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ
เยน็ (n=30) (p<0.05)
mellitus; BMI : body mass index; FBS : fasting blood