ต รี ผ ล า ห น้ า | 86
เอกสารอา้ งองิ
1. Rajan SS, Antony S. Hypoglycemic effect of triphala on selected non
insulin dependent Diabetes mellitus subjects. Anc Sci Life 2008;
27(3): 45–49
2. ทพิ าพรรณ ภผู วิ คา, พรชพันธ์ุ พันธง์ าม, ศุภวรรณ จนั ทรบูรณ์. ฤทธย์ิ ับยั้งเอนไซม์
HMG CoA reductase และลายพิมพ์รงคเลขผิวบางของสารสกัดตรีผลา.
โครงการวจิ ยั คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 2557.
3. Bag A, Bhattacharyya SK, Chattopadhyay RR. The development of
Terminalia chebula Retz. (Combretaceae) in clinical research. Asian
Pac J Trop Biomed 2013; 3(3) : 244-252.
4. Abraham A, Mathew L, Samuel S. Pharmacognostic studies of the
fruits of Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb. JPP 2014; 3(2) : 45-52.
5. Gaire BP, Subedi L. Phytochemistry, pharmacology and medicinal
properties of Phyllanthus emblica Linn. Chin J Integr Med 2014: DOI:
10.1007/s11655-014-1984-2
6. Sabu MC, Kuttan R. Anti-diabetic activity of medicinal plants and its
relationship with their antioxidant property. J Ethnopharmacol 2002;
81(2) : 155-60.
7. Ganeshpurkar A, Jain S, Agarwal S. Experimental studies on glycolytic
enzyme inhibitory and antiglycation potential of Triphala. Ayu 2015;
36(1): 96–100.
8. Gurjar S, Pal A, Kapur S. Triphala and its constituents ameliorate
visceral adiposity from a high-fat diet in mice with diet-induced
obesity. Altern Ther Health Med 2012;18(6) : 38-45.
9. Punithavathi VR, Prince PS, Kumar R, Selvakumari J. Antihypergly-
caemic, antilipid peroxidative and antioxidant effects of gallic acid
ต รี ผ ล า ห น้ า | 87
on streptozotocin induced diabetic Wistar rats. Eur J Pharmacol
2011; 650(1) : 465-471.
10. Latha S, Venkataramanan R, Srikumar R, Kumar R. Effect of Triphala
on noise stress induced alteration in glucocorticoid and
carbohydrate metabolism. Int J Pharm Bio Sci 2015; 6(2): (B) 655 –
662.
11. พัชรี พรมมาตย์. ผลของยาสมุนไพรไทยตารับตรีผลาในการลดระดับน้าตาลและ
นา้ ตาลสะสมเฉลี่ย ในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน. วิทยานิพนธ์ วท.ม. มหาวิทยาลัย
แม่ฟา้ หลวง. 2557.
12. Kamali SH, Khalaj AR, Hasani-Ranjbar S. et al. Efficacy of
‘ItrifalSaghir’, a combination of three medicinal plants in the
treatment of obesity; A randomized controlled trial. DARU J Pharm
Sci. 2012; 20:33.
13. Singh RB, Niaz MA, Rastogi V, et al. Hypolipidemic and antioxidant
effects of fenugreek seeds and triphala as adjuncts to dietary
therapy in patients with mild to moderate hypercholesterolemia.
Perfusion 1998; 11(3) : 124.
14. Wichiansaen P, Punyahotra V. The effectiveness of triphala (Thai
traditional medicine) on lowering blood lipid level in Hyperlipidemic
subject. 2014. Available: http://www.mfu.ac.th/school/anti-
aging/File_PDF/Research_PDF55/Proceeding_6.pdf.
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 88
7บทท่ี
ตำลงึ
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 89
บทท่ี 7
ตำลึง
ข้อมูลท่ัวไป
ตำลึงเป็นสมุนไพรที่พบได้ในทวีปเอเชียและแอฟริกำ ในประเทศไทยตำลึง
สำมำรถพบได้ทกุ ภำคของประเทศไทยสำมำรถนำมำรับประทำนเปน็ อำหำรและเป็นยำ
ได้ซึง่ สำมำรถนำมำใช้ได้ทงั้ ส่วนใบและผลลำต้น ซง่ึ มีละเอียดเบือ้ งตน้ ดงั ต่อไปนี้
ชอื่ วทิ ยำศำสตร์ : Coccinia grandis (L.) Voigt.
วงศ์ : Cucurbitaceae
ชื่ออน่ื ๆ : ตำลึง ผกั แคบ ผักดำเนนิ เป็นตน้
ลักษณะพืช : ตำลึงเป็นไม้ล้มลุก เลื้อยพำดต้นไม้อ่ืนๆ มีมือเกำะ แตกก่ิงก้ำน
เป็นบริเวณกว้ำง หัวมีรำกใต้ดิน ใบมีลักษณะเป็นใบเด่ียว ออกสลับกัน มี 3-5 พู ผิว
เรยี บเป็นมนั ก้ำนใบสั้น ดอกมีสีขำวแยกเพศ ก้ำนดอกสั้น กลับดอกและกลีบรองมีโคน
เชื่อมติดกันเป็นรูประฆังส้ัน ปลำยแผ่ออกเป็น 5 แฉก ผลมีรปู ไข่ มีจงอยแหลม เมื่อสุก
จะมสี แี ดง เมลด็ มจี ำนวนมำก
สรรพคุณในตำรำยำไทย รำกสำมำรถฝนแก้พิษอักเสบฝีต่ำงๆ ใบช่วยย่อย
อำหำร แก้ปวดแสบปวดร้อน แมลงกดั ตอ่ ย ผลแกไ้ ข้หอบ ลดน้ำตำลในเลอื ด [1]
สำรสำคญั
ตำลึงมีพฤกษเคมีท่ีพบ ได้แก่ β-amyrin, lupeol และ cucurbitacin B ซึ่ง
เป็นสำรกลุ่ม triterpenoids และ saponins [2] จำกกำรศึกษำส่วนของลำต้นตำลึง
พบสำรสำคัญได้แก่ heptacosane, cephalandrol, tritriacontane, β-sitosterol,
cephalandrine A, cephalandrine B [3] ในส่วนใบตำลึงเม่ือสกัดด้วยน้ำพบน้ำ
พ บพ ฤกษ เคมีท่ี สำคัญ ได้แก่ tannins, flavonoids เช่น flavonoid glycoside
ombuin 3-o-arabinouranoside เป็นต้น นอกจำกนี้ยังพบ สำรกลุ่ม glycosides,
phenols และ carbohydrates สำรสำคัญหรือองค์ประกอบทำงเคมีของสำรสกัดจำก
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 90
ผลตำลึงด้วยเมทำนอล พบพฤกษเคมีในกลุ่ม alkaloids, steroids, tannins,
saponins, ellagic acid, phenol, glycosides และ flavonoids [4]
กลไกกำรลดระดบั นำตำลในเลอื ด
กำรศึกษำของ Girish และคณะ (2010) [5] ซ่ึงทำกำรศึกษำฤทธ์ิของสำรสกัด
จำกใบตำลึงด้วย เมทำนอลต่อกำรทำงำนของเอนไซม์ α-amylase ผลกำรศึกษำ
พบว่ำสำรสกดั ดังกล่ำวสำมำรถยับย้ังกำรทำงำนของเอนไซม์ α-amylase ได้ โดยมีค่ำ
IC50 เท่ำกับ 8.17 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร นอกจำกนี้กำรศึกษำฤทธ์ิยับยั้งเอนไซม์ α-
glucosidase ของสำรสกัดตำลึงด้วยเมทำนอล ผลกำรศึกษำพบว่ำสำรสกัดตำลึง
สำมำรถยับย้ังกำรทำงำนของเอนไซม์ α-glucosidase ได้ 10.9% [6] นอกจำกน้ีตำลึง
ยงั มีฤทธ์ิกำรกระตุ้นกำรหล่ัง insulin โดยสำรสกัดจำกใบตำลงึ สำมำรถกระตนุ้ กำรหลั่ง
insulin ได้ 1-2 เทำ่ [5]
กำรศึกษำในสัตวท์ ดลอง
จำกกำรศกึ ษำผลในกำรลดระดบั น้ำตำลในเลือดของตำลงึ ในหนูท่ีถูกเหนยี่ วนำ
ให้เป็นเบำหวำนด้วย Alloxan ของ Ramakrishnan และคณะ (2011) [7] โดยใช้สำร
สกัดจำกผลตำลึงด้วย ethanol และ chloroform ผลกำรศกึ ษำพบว่ำสำรสกดั จำกผล
ตำลึงขนำด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสำมำรถลดระดับน้ำตำลในเลือดหลังได้รับสำร
สกัด 7 ช่ัวโมงได้อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติเม่ือเปรียบเทียบกับยำหลอกและมี
ประสิทธิภำพเทียบเท่ำกับ glibenclamide ขนำด 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่ง
สอดคล้องกับกำรศึกษำของ Gurukar และคณะ (2013) [8] และคณะศึกษำฤทธิ์ลด
ระดับน้ำตำลในเลือดของผลและใบตำลึงในหนู Wistar เพศผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบำ
หวำด้วย STZ กำรศึกษำนี้แบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่มๆ ท่ี 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับกำร
ควบคุมอำหำร (control diabetic rat) และกลุ่มที่ 2 ได้รับผลหรือใบตำลึง ผล
กำรศึกษำพบว่ำหนูที่ได้รับตำลึงสำมำรถควบคุมระดับน้ำตำลในเลือดให้ได้ตำม
เป้ำหมำยได้ดีกว่ำกลุ่มท่ีควบคุมอำหำรเพียงอย่ำงเดียวอย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติ และ
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 91
จำกกำรศึกษำของ Al-Amin และคณะ (2013) [9] ศึกษำประสิทธิผลของสำรสกัดจำก
ใบตำลึงด้วย ethanol ในกำรลดระดับน้ำตำลและไขมันในเลือดในหนทู ่ีถูกเหนี่ยวนำให้
เป็นเบำหวำนด้วย Alloxan ผลกำรศึกษำพบว่ำสำรสกัดจำกใบตำลึงขนำด 25
มลิ ลกิ รมั ตอ่ กิโลกรัม สำมำรถลดระดับน้ำตำลและไขมันในเลอื ดไดอ้ ย่ำงมีนัยสำคัญทำง
สถิติ (p<0.05) เม่ือเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม จำกกำรศึกษำในสัตว์ทดลองแสดงให้
เห็นว่ำตำลงึ เป็นสมนุ ไพรท่มี ศี ักยภำพในกำรลดระดับน้ำตำลในเลือดได้
กำรศึกษำฤทธิ์ของสำรสกัดใบตำลึงด้วยน้ำ ด้วยกำรทดสอบ oral glucose
tolerance test (OGTT) ในหนูขำวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบำหวำนด้วย alloxan โดย
กำรเเบ่งหนูออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1) กลุ่มควบคุม, 2) กลุ่มที่เป็นเบำหวำนท่ีไม่ได้รับยำ
หรือสำรสกัดใบตำลึง, 3) กลุ่มที่เป็นเบำหวำนเเละได้รบั สำรสกดั จำกใบตำลึงดว้ ยน้ำใน
ขนำด 0.25, 0.50, 0.75, 1.00, 1.25 และ 2 กรัมต่อกิโลกรัม, 4) กลุ่มท่ีเป็นเบำหวำน
เเละได้รับยำ glibenclamide ขนำด 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หลังจำกได้รับสำรสกัด
เป็นเวลำ 30 นำที เมื่อทำ OGTT โดยให้ glucose ขนำด 3 กรัมต่อกิโลกรัม เเล้วเจำะ
วดั ระดบั น้ำตำลท่ี 0, 1, 2, 3 เเละ 4 ชั่วโมง ผลกำรศึกษำพบว่ำหนูกลุ่มทเ่ี ป็นเบำหวำน
ที่ได้รับสำรสกัดใบตำลึงในขนำด 0.75 กรัมต่อกิโลกรัม มีค่ำ area under the oral
glucose tolerance curve ลดลง 32% เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่เป็นเบำหวำนที่ไม่ได้
รับยำหรือสำรสกัดใบตำลึง เเละสำมำรถลดระดับ blood glucose ได้ท่ีเวลำ 1-4
ชั่วโมง อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติเมื่อเทียบกับหนูกลุ่มท่ีเป็นเบำหวำนที่ไม่ได้รับยำหรือ
สำรสกัดใบตำลึง และพบว่ำกำรใช้สำรสกัดดังกล่ำวขนำด 0.75 กรมั ต่อกโิ ลกรมั ไม่ทำ
ใหเ้ กดิ ควำมเป็นพษิ [10]
กำรศึกษำทำงคลินิก
ผลกำรสืบค้นกำรศึกษำประสิทธภิ ำพในกำรลดระดบั นำ้ ตำลในเลือดทำงคลินิก
จำกฐำนข้อมูลท่ีกำหนดพบกำรศึกษำทั้งสิ้น 3 กำรศึกษำเม่ือประเมินคุณภำพงำนวิจัย
พบมีเพียง 2 กำรศึกษำเท่ำน้ันท่ีมีคุณภำพงำนวิจัยในระดับสูงซ่ึงแต่ละกำรศึกษำมี
รำยละเอียดดังน้ี กำรศึกษำของ Kuriyan และคณะ (2008) [11] มีรูปแบบกำรศึกษำ
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 92
แบบสุ่มท่ีปกปิด 2 ทำง (double-blind, placebo-controlled, randomized trial)
เป็นกำรศึกษำประสิทธิภำพของสำรสกัดตำลึงในกล่มุ ตัวอย่ำงท่ีเป็นโรคเบำหวำนชนิดที่
2 ท่ียังไม่ได้รับยำลดระดับน้ำตำลในเลือดแต่ได้รับกำรควบคุมอำหำรและปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมจำนวน 60 คนกำรศึกษำนแ้ี บ่งผู้ปว่ ยออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุม่ ควบคุม 30 คน
ได้รับยำหลอกส่วนกลุ่มควบคุมได้รับสำรสกัดตำลึงด้วย alcohol 1 กรัม จำนวน 29
คนเป็นระยะเวลำนำน 90 วัน ผลกำรศึกษำพบว่ำตำลึงสำมำรถลดระดับน้ำตำลใน
เลือดทั้ง FBS และ PPG ได้อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติ (p<0.05) แต่จำกกำรศึกษำของ
Munasingle และคณะ (2011) [12] ศึกษำประสิทธิภำพของตำลึงในกำรลดระดับ
น้ำตำลในเลือดในอำสำสมัครสุขภำพดีจำนวน 122 คน กำรศึกษำน้ีเป็นกำรศึกษำ
รูปแบบสุ่มท่ีปกปิด 2 ทำงในระยะท่ี 1 (Double-blind phase I clinical trial) ผล
กำรศกึ ษำพบว่ำตำลึงสำมำรถลดระดับนำ้ ตำลในเลือดหลังอำหำรท่ีระยะเวลำ 60 และ
120 นำทีได้อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติ (p<0.05) แต่ประสิทธิภำพในกำรลดระดับ
นำ้ ตำลในเลอื ดหลงั อดอำหำรอย่ำงน้อย 8 ช่วั โมงไมแ่ ตกต่ำงจำกยำหลอก (FBS)
จำกข้อมูลกำรศึกษำทำงคลินิกที่มีในปัจจุบันพบว่ำตำลึงเป็นสมุนไพรท่ีมี
ศักยภำพในกำรลดระดับน้ำตำลในเลือดโดยเฉพำะอย่ำงย่ิงระดับน้ำตำลในเลือดหลัง
อำหำร (PPG) กำรศึกษำท้ัง 2 กำรศึกษำที่ทบทวนคร้ังน้ีเป็นกำรศึกษำท่ีมีคุณภำพ
งำนวิจัยคุณภำพสูงแต่ยังเป็นกำรศึกษำในกลุ่มประชำกรค่อนข้ำงน้อยและศึกษำใน
ระยะเวลำไม่นำนดังนั้น ดังน้ันผลของตำลึงในกำรควบคุมระดับน้ำตำลในเลือดอ่ืนๆ
อำจตอ้ งมกี ำรศกึ ษำอ่ืนๆ ท่ีมขี นำดใหญแ่ ละระยะเวลำในกำรศกึ ษำทีน่ ำนขึ้น
กำรวเิ ครำะหอ์ ภิมำน
จำกกำรสืบค้นงำนวิจัยเก่ียวกับประสิทธิภำพของตำลึงเพ่ือลดระดับน้ำตำลใน
เลือดจำกฐำนข้อมูลที่กำหนด พบกำรศึกษำท้ังสิ้น 97 กำรศึกษำ ถูกคัดออกเนื่องจำก
เป็นกำรศึกษำในสัตว์ทดลองจำนวน 92 กำรศึกษำ เป็นบทควำมวิชำกำรจำนวน 2
กำรศึกษำ และมีงำนวิจัยท่ีผ่ำนกำรประเมินชื่อเร่ืองและคุณภำพงำนวิจัยจำนวน 3
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 93
กำรศึกษำ ทั้ง 3 งำนวจิ ัยถูกนำมำวิเครำะห์อภิมำน ซึ่งแต่ละกำรศึกษำมรี ำยละเอยี ดดัง
แสดงในตำรำง 7.1
งำนวิจัยท่ีนำมำวิเครำะห์อภิมำน (meta-analysis) ประสิทธิภำพในกำรลด
ระดับน้ำตำลในเลือดของตำลึงแบ่งออกเป็น 2 ด้ำนได้แก่ 1) ประสิทธิภำพในกำรลด
ระดับ FBS ซึ่งทั้ง 3 กำรศึกษำที่ถูกคัดเข้ำได้รำยงำนประสิทธิภำพในกำรลด FBS ผล
กำรศึกษำพบว่ำมีผู้เข้ำร่วมกำรศึกษำทั้งหมด 213 คน แบ่งเป็นกลุ่มท่ีได้รับตำลึง
จำนวน 107 คนและกลุ่มท่ีได้รับยำหลอกหรือตัวเปรยี บเทียบจำนวน 106 คน ผลกำร
วิเครำะห์รวมข้อมูลทุกผลกำรศึกษำ (pooled estimate) พบว่ำตำลึงมีประสิทธิภำพ
ในกำรลดระดับ FBS ได้มำกกว่ำยำหลอกหรือตัวเปรียบเทียบอย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติ
(MD=-19.48 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร; 95%CI: -38.48, -0.48; p=0.04) เม่ือทดสอบ
ควำมเป็นเอกพันธ์พบว่ำควำมไม่เป็นเอกพันธ์ (heterogeneity; I2=89%, p<0.0001)
และ 2) ประสิทธภิ ำพในกำรลดระดับน้ำตำลในเลอื ดหลังรับประทำนอำหำร (PPG) ผล
กำรวิเครำะห์อภิมำนพบว่ำตำลึงสำมำรถลดระดับน้ำตำลในเลือดหลังรับประทำน
อำหำรท่ี 60 นำทีได้อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับยำหลอก (MD=-
23.82 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร; 95%CI: -41.53, -6.12; p=0.008) แต่ไม่สำมำรถลด
ระดับน้ำตำลหลังรับประทำนอำหำรท่ี 90 นำทีได้ (MD=-34.46 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร;
95%CI: -86.44, 17.53; p=0.19) กำรทดสอบควำมเป็นเอกพันธ์พบควำมไม่เป็นเอก
พันธ์เฉพำะผลลัพธ์ด้ำนกำรลดระดับน้ำตำลในเลือดท่ี 120 นำที (heterogeneity;
I2=84%, p=0.01) ดังแสดงในภำพประกอบที่ 7.1 และ 7.2
ภำพประกอบ 7.1 Forest plot ประสิทธภิ ำพของผลติ ภณั ฑ์จำกตำลงึ ต่อระดับนำ้ ตำล
ในเลือด FBS
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 94
ภำพประกอบ 7.2 Forest plot ประสทิ ธภิ ำพของผลติ ภัณฑ์จำกตำลงึ ต่อระดับน้ำตำล
ในเลือด PPG
กำรวเิ ครำะหอ์ คตจิ ำกกำรตพี มิ พ์ (Publication bias)
กำรวิเครำะห์ใช้ Funnel plot ไม่พบอคติจำกกำรตีพิมพ์ของทั้งสองผลลัพธ์
เน่ืองจำกกำรกระจำยของจดุ บน Funnel plot สมมำตรกนั
กำรวเิ ครำะหค์ วำมไว (Sensitivity Analysis)
กำรวิเครำะห์ควำมไวจะใช้วิธีกำรตัดกำรศึกษำออกทีละกำรศึกษำ (One-
removal analysis) ผลกำรวิเครำะห์พบว่ำผลกำรศึกษำในทุกๆ ผลลัพธ์ยังคงให้ผล
กำรเหมือนเดมิ
อำกำรไมพ่ งึ ประสงค์และควำมเป็นพษิ
กำรศึกษำควำมเป็นพิษของตำลึงโดยใช้ตำลึงขนำด 0.75 กรัมต่อกิโลกรัม ใน
หนูท่ีถูกเหน่ียวนำให้เป็นเบำหวำนพบว่ำตำลึงไม่ทำให้เกิดพิษในระยะเฉียบพลันและ
กำรศึกษำควำมเป็นพิษกึ่งเฉียบพลันพบว่ำสำรสกัดตำลึงทำให้ค่ำโลหิตวิทยำได้แก่เม็ด
เลือดขำว นิวโตรพิล และลิมโฟไซต์เพ่ิมข้ึนมำกกว่ำกลุ่มควบคุมแต่ไม่มีนัยสำคัญทำง
สถิติ [10] จำกกำรศึกษำของ Mokkhasmit และคณะพบว่ำเมื่อให้สำรสกัดตำลึงด้วย
น้ำและเอทำนอลโดยฉีดเขำ้ ทำงช่องท้องของหนูพบว่ำมีค่ำ LD50 เท่ำกับ 750 มลิ ลิกรัม
ตอ่ กโิ ลกรัม [14]
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 95
อำกำรไม่พึงประสงค์ของตำลึงกำรศึกษำพบว่ำ ผู้ป่วยทนต่ออำกำรไม่พึง
ประสงค์จำกตำลึงได้ดี งำนวิจัยท่ีคัดเข้ำมำในกำรวิเครำะห์นี้มี 1 กำรศึกษำ คือ
กำรศึกษำของ Khan และคณะ ในปี 1980 พบว่ำกลุ่มผู้ท่ีได้รับตำลึงและยำหลอกมีผล
กำรตรวจทำงห้องปฏิบัติกำรได้แก่ hemoglobin, leukocyte count, AST, ALT และ
renal function test ไม่แตกต่ำงกัน กำรศึกษำของ Kuriyan และคณะ (2008) [11]
พบร้อยละ 24 ในกลุ่มท่ีได้รับตำลึงเกิดอำกำรไม่พึงประสงค์และร้อยละ 27 ในกลุ่มที่
ได้รับยำหลอกเกิดอำกำรไม่พึงประสงค์ โดยพบอำกำรไม่พึงประสงค์ต่อระบบทำงเดิน
อำหำรได้แก่ อึดอัด แน่นท้อง ท้องผูกเป็นต้นและกำรศึกษำของ Munasinghe และ
คณะ (2011) [12] พบอำกำรไม่พึงประสงค์ในกลุ่มท่ีได้รับตำลึงคือ คล่ืนไส้ ปวดศีรษะ
และมึนงง ร้อยละ 1.7, 5 และ 29 ตำมลำดับส่วนกลุ่มที่ได้รับยำหลอกพบอำกำร
ดงั กล่ำวร้อยละ 3.3, 3, และ 41.6 ตำมลำดับ
บทสรปุ
จำกกำรทบทวนวรรณกรรมพบว่ำตำลึงมีฤทธ์ิลดระดับน้ำตำลในเลือดโดยมี
กลไกกำรออกฤทธิ์คือยับย้ังเอนไซม์ alpha-glucosidase และกระตุ้นกำรหลั่งอินซูลิน
กำรวิเครำะห์อภิมำนประสิทธิภำพทำงคลินิกพบว่ำตำลงึ สำมำรถระดับน้ำตำล FBS ได้
อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติและสำมำรถลดระดับน้ำตำลในเลือดหลังรับประทำนอำหำร
ใน 60 นำทไี ดอ้ ยำ่ งมนี ัยสำคญั ทำงสถิติเชน่ เดียวกัน นอกจำกนี้ตำลึงยังเป็นสมุนไพรท่ีมี
ควำมเปน็ พษิ ตำ่ และพบอำกำรไม่พงึ ประสงค์ไดน้ ้อย
ตำรำงที่ 6.1 กำรศึกษำทำงคลินิกฤทธใ์ิ นกำรลดระดบั นำ้ ตำลในเลอื ดข
ผแู้ ต่ง ประเทศท่ที ำ รปู แบบ กลมุ่ ตวั อยำ่ ง ระยะ
วจิ ยั กำรศกึ ษำ
Khan และ อนิ เดีย RCT ผู้ปว่ ยโรคเบำหวำนที่ 42 ว
คณะ (1980) ไมส่ ำมำรถควบคุม
[13] น้ำตำลในเลือดได้
Kuriyan และ อนิ เดยี DRCT ผปู้ ่วยโรคเบำหวำน 90 ว
คณะ (2008)
[11]
Munasinghe ศรีลังกำ DRCT อำสำสมคั รสุขภำพดี 1 วัน
และคณะ
(2011) [12]
หมำยเหตุ: RCT: Randomized controlled trial; DM: diabetes mellitus
prandial glucose
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 96
ของตำลึง
ะเวลำ รูปแบบของตำลึงและตัวเปรียบเทยี บ ผลกำรศกึ ษำ
วัน กลมุ่ ทดลองได้รบั ใบตำลึง freeze-dried กลมุ่ ทดลองมีระดับ FBS และ PPG
และผลิตเปน็ เมด็ ลดลงมำกกวำ่ กลุ่มควบคมุ อย่ำงมี
กลมุ่ ควบคมุ ไดร้ บั ยำหลอกรปู แบบเมด็ นยั สำคญั ทำงสถติ ิ (p<0.05)
วนั กลมุ่ ทดลองไดร้ บั สำรสกดั ตำลึง 50 กลุ่มทไี่ ด้รับสำรสกดั ตำลงึ มรี ะดับ
มิลลิกรัมตอ่ วนั น้ำตำล FBS, PPG และ HbA1C
กลมุ่ ควบคุมไดร้ บั Maltodextrin 500 ลดลงมำกกวำ่ กลุ่มควบคมุ อยำ่ งมี
มิลลกิ รัมต่อวนั นยั สำคญั ทำงสถิติ (p<0.05)
น กลมุ่ ทดลองไดร้ บั ใบตำลงึ 20 กรัมตอ่ วัน กลมุ่ ทดลองมีระดบั นำ้ ตำลในเลือด
กลมุ่ ควบคุมไดร้ ับใบ E. indica 20 กรมั FBS และ PPG ตำ่ กวำ่ กลมุ่ ทไี่ ดร้ ับ E.
ตอ่ วัน indica อยำ่ งมนี ยั สำคญั ทำงสถิติ
(p<0.05)
s; BMI : body mass index; FBS : fasting blood glucose; PPG: post
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 97
เอกสำรอ้ำงองิ
1. ชรินทร์ ลดำวัลย์. ผลของสำรสกัดใบตำลึงต่อระดับน้ำตำลกลูโคสในเลือดและ
เน้ือเยื่อทำงเดินอำหำรของหนูที่เป็นเบำหวำน. วิทยำนิพนธ์ วท.ม.ชีววิทยำศึกษำ.
มหำวทิ ยำลยั มหำสำรคำม 2548.
2. Jamwal A and Kumar S. Cephalandra indica Naud A Review. Indian J
Res Pharm Biotech 2015; 3(3) : 256-284.
3. Mangesh K, Ashwin K, Srinivas B, Shivram G and Aaditi K.
Phytochemical and pharmacological accounts of some reviewed
plants with antidiabetic potential. Sch Acad J Pharm 2014; 3(2) :162-
177.
4. Tamiselvan N, Thirumalai T, Elumalai EK, Balaji R and David E.
Pharmacognosy of Coccinia grandis: a review. Asian Pac J Trop
Biomed 2011: 299-302.
5. Girish HV, Ashok C, Robercyril SH, Sneha V, Swaroop SK, Anand S, et
al. In vitro evaluation of selected Indian medicinal plants for
antidiabetic properties. Pharmacologyonline 2010; 2 : 648-658.
6. Poongunran J, Perera HKI, Fernando WIT, Jayasinghe L and
Sivakanesan R. α-glucosidase and α-amylase inhibitory activities of
nine Sri Lankan antidiabetic plants. Br J Pharm Res 2015; 7(5) : 365-
374.
7. Ramakrishnan M, Bhuvaneshwari R, Duraipandiyan V, Dhandapani R.
Hypoglucemic activity of Coccinia indica Weight&Arn. Fruit in Alloxan-
induced diabetic rats. Indian Journal of Nautural Product and
Resources 2011; 2(3) : 350-353.
ตำ ลึ ง ห น้ ำ | 98
8. Gurukar MS, Mahadevamma S, Chilkunda ND. Renoprotective effect
of Coccinia indica fruits and leaves in experimentally induced
diabetic rats. J Med Food 2013; 16(9) : 839–846.
9. Al-Amin MM, Uddin MM, Rizwan A, Islam MS. Effect of ethanol extract
of Coccinia grandis Lin leaf on glucose and cholesterol lowering
activity. British Journal of Pharmaceutical Research 2013; 3(4) : 1070-
1078.
10. Attanayake AP, Jayatilaka KA, Pathirana C and Mudduwa LKB. Efficacy
and toxicological evaluation of Coccinia grandis (Cucurbitaceae)
extract in male Wistar rats. Asian Pac J Trop Dis 2013; 3(6) : 460-466.
11. Kuriyan R, Rajendran R, Bantwal G, Kurpad AV. Effect of
supplementation of Coccinia cordifolia extract on newly detected
diabetic patients. Diabetes Care 2008; 31(2) : 216-220.
12. Munasinghe MA, Abeysena C, Yaddehige IS, Vidanapathirana T,
Piyumal KP. Blood sugar lowering effect of Coccinia grandis (L.) J.
Voigt: path for a new drug for diabetes mellitus. Exp Diabetes Res
2011; doi: 10.1155/2011/978762.
13. Khan AK, AKhtar S, Mahtab H. Treatment of diabetes mellitus with
Coccinia indica. Br Med J 1980; 280(6220) : 1044.
14. Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P. Study on toxicity of
Thai Medicinal Plants. Bull Dept Med Sci 1971;12(2):36-65.
โ ส ม ห น้ า | 99
8บทท่ี
โสม
โสม ห น้ า | 100
บทท่ี 8
โสม
ข้อมูลท่ัวไป
โสมเป็นพืชหลายปี (perennial plant) สว่ นที่นามาใชเ้ ปน็ ยาคือสว่ นราก โดย
โสมจัดเปน็ สมุนไพรที่มีคุณค่าของชาวจีนและเกาหลี โดยโสมที่พบในปจั จุบนั มอี ยู่หลาย
ชนิด โสมมีข้อบ่งใช้หลากหลายและจัดว่าเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย โดยถูก
นามาใชร้ ักษา อาการอักเสบ บารุงหัวใจ หลอดเลอื ด ต้านมะเร็งและเพิ่มความแข็งแรง
ให้แก่ร่างกายเป็นต้น ในปัจจุบันพบว่าโสมสามารถบรรเทา รักษาโรคเร้ือรังได้เช่น โรค
ซมึ เศรา้ มะเรง็ ข้ออักเสบรูมาตอยดร์ ่วมถงึ ใชล้ ดระดับน้าตาลในเลือดได้ [1]
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ : โสมมีอยู่หลายสายพันธุ์ ซึ่งแตล่ ะสายพันธ์ุมีช่ือวิทยาศาสตร์
จาแนกตามแหล่งเพาะปลูกได้แก่ โสมเกาหลี Panax ginseng, โสมแคนนาดาและ
อเมริกา P. quinquefolius, โสมญ่ีปุ่น P. Japonicas, โสมจีน P. notoginseng, โสม
เนปาล P. pseudoginseng และโสมเวยี ดนาม P. vietnamensis
วงศ์ : Araliaceae
ลักษณะพืช : โสมเปน็ พืชท่ีรากมีกล่นิ หอม มีใบรวมแตกง่ามเป็นรปู น้วิ มอื มีช่อ
ดอกเป็นพวง มีสีขาวอมเขียว รากของโสมมีลักษณะเป็นหัวใหญ่ มีลาต้นส้ัน มีใบรวม
เปน็ กลุ่ม ดอกมีเกสรตวั เมยี ตรงปลายจะกลายเป็นผล [2]
สารสาคญั
สารสาคัญท่ีพบในโสมมีหลายชนิดสามารถแบ่งตามโครงสร้างสารได้แก่
protopanaxdiol (PPD), protopanaxtriol (PPT), oleanane, ocotillol แ ล ะ
modified skeleton โดยมีPPD และ PPT มีโครงสร้างหลัก ปัจจุบันพบว่าสารท่ีออก
ฤทธิ์กลุ่มสาคัญจะเป็นสารในกลุ่ม PPDเช่น ginsenoside Ra1 (G-Ra1), G-Ra2, G-
Ra3, G-Rb1, G-Rb2, G-Rb3, G-Rc, GRd, G-Rg3, G-Rh2 G-Rs1 เป็นต้น) และ PPT
โ ส ม ห น้ า | 101
(เช่น G-Re, G-Rf, G-Rg1, G-Rg2, G-Rh1 เป็นต้น ซึ่งสารแต่ละชนิดในโสมเช่ือว่ามี
กลไกการออกฤทธ์ิท่ีหลากหลาย [1]
กลไกการออกฤทธ์ิ
โสมมีหลายกลไกในการลดระดบั นา้ ตาลเลือดโดยจากการศึกษาของ Luo และ
คณะ (2006) พบว่าโสมสามารถเพ่ิมการผลิตอินซูลินจากตับอ่อนและลดการตาย
(apoptosis) ของเซลล์ตับอ่อน นอกจากนี้สาร ginsengnoside และอนุพันธ์สามารถ
เพ่ิมปริมาณของ GLUT 4 ซ่ึงเป็น glucose transporter ท่ีพบในเซลล์ไขมันและ
กล้ามเนื้อและจากการศึกษาของ Yu และคณะ (2006) [3] พบว่า Protopanaxatriol
ซ่ึงเป็น ginsenoside metabolite สามารถเพ่ิมปริมาณของ GLUT 4 และลดการดื้อ
ของอินซูลิน (insulin resistance) นอกจากนี้การศึกษาในปัจจุบันเกี่ยวกับกลไกการ
ออกฤทธิ์ของโสมยังพบว่าโสมมีคุณสมบัติเป็น anti-oxidative agent ซ่ึงคุณสมบัติน้ี
จะช่วยในการปกป้องเซลล์ตับอ่อนซึ่งมีผลต่อการผลิตอินซูลินทาให้อาจมีผลต่อการลด
ระดับน้าตาลในเลือดทัง้ ในผู้ปว่ ยเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 [4]
การศกึ ษาในสตั วท์ ดลอง
จากการศึกษาในหนูที่ถูกเหน่ียวนาให้เป็นเบาหวานโดยใช้ streptozotocin
(STZ) แล้วได้รับสารสกัดจากโสมด้วย 70% ethanol ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดจาก
โสมสามารถลดระดับน้าตาลในเลือด FBS, HbA1C ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติและ
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า น้ี ยั ง พ บ อี ก ว่ า ห นู ท่ี ได้ รั บ ส า ร ส กั ด จ า ก โ ส ม จ ะ มี ก ร ะ บ ว น ก า ร
gluconeogenesis, glycogenolysis และ glycogenesis ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากการ
เพม่ิ ขนึ้ GLUT4 นอกจากน้ียังพบว่าสาร ginsenoside ยังสามารถเพ่ิมการนาน้าตาลไป
ใช้ของเซลล์กล้ามเนื้อซึ่งช่วยลดภาวะด้ือต่ออินซูลินได้ [5] และการศึกษาของ Cheon
และคณ ะ (2015) [6] ศึกษาฤทธ์ิลดระดับน้าตาลในเลือดของโสมแดงหมัก
(fermented red ginseng (FRG)) ในหนูเบาหวานจานวน 16 สัปดาห์ ผลการศึกษา
พบว่า FRG ลดน้าตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติและพบว่ากลไกในการลด
โ ส ม ห น้ า | 102
ระดับน้าตาลในเลือดของ FRG คือการเพิ่มข้ึนของ GLUT 4 และ PPAR- และ
การศึกษาของ Liu และคณะ (2014) [7] พบว่า Ginsenosides ซ่ึงเป็น major
bioactive constituents ของโสมมีฤทธ์ิกระตุ้นให้เกิดการหล่ัง Glucagon-like
peptide-1 (GLP-1) ทาให้ลดระดับน้าตาลในเลือดในหนูท่ีได้รับ โสมเป็นระยะเวลา 4
สัปดาห์ลดลงมากกว่ากล่มุ ท่ีไม่ได้รับโสมอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติ
การศกึ ษาทางคลินิก
Vuksan และคณะ (2000) [8] ไดท้ าการศกึ ษาประสิทธภิ าพของโสมในการลด
ระดับนา้ ตาลในเลอื ดในผปู้ ่วยทม่ี ภี าวะน้าหนักเกินและเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยมี
รูปแบบงานวิจัยแบบ RCT แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลมุ่ คือกลุ่มทดลองได้รับโสมแคปซูล
จานวน 3 กรัมต่อวันและกลุ่มควบคุมได้รับยาหลอกผลการศึกษาพบวา่ โสมสามารถลด
ระดับน้าตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (PPG) ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ และ
การศึกษาของ Ma และคณะ (2008) [9] ได้ทาการทดลองประสิทธิภาพของโสมขนาด
369 กรัมต่อวันเปรียบเทียบกับยาหลอกผลการศึกษานี้พบว่าโสมสามารถลดระดับ
น้าตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงได้ สามารถลดภาวการณ์ด้ือต่อ
อินซูลินซ่ึงการศึกษาน้ีพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับโสมมีค่า HOMA-IR ลดลงอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ แต่จากการศึกษาของ Reeds และคณะ (2011) [10] กลับพบว่า
ginsenoside ไม่มีประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิด
ที่ 2 รายใหม่รวมทั้งไม่สามารถลดภาวการณ์ดื้อต่ออินซูลิน ไม่สามารถกระตุ้นการ
ทางานของตับออ่ นได้เม่อื เปรยี บเทียบกลมุ่ ทไี่ ด้รบั ยาหลอก
การวิเคราะหอ์ ภิมาน
จากการสืบค้นงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับประสิทธิภาพของโสมในการลดระดับ
น้าตาลในเลือด การวิเคราะห์ครั้งนี้ไม่ได้จากัดสายพันธุ์ของโสม จากการสืบค้นข้อมูล
จากฐานข้อมูลที่กาหนดพบการศึกษาท้ังหมด 6,946 การศึกษาที่ศึกษาการลดระดับ
น้าตาลในเลือดของโสม ถูกคัดออกเนื่องจากเป็นการศึกษาในหลอดทดลองและ
โ ส ม ห น้ า | 103
สัตว์ทดลอง 6,927 การศึกษา มีงานวิจัยท่ีผ่านการประเมินชื่อเร่ืองจานวน 9
การศึกษาและการศึกษาท่ีนามาวิเคราะห์อภิมานจานวน 7 การศึกษา [8-14]
รายละเอยี ดของแตล่ ะการศึกษาแสดงในตารางท่ี 8.1
งานวิจัยที่นามาวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ประสิทธิภาพในการลด
ระดับน้าตาลในเลือดของโสม มีท้ังหมด 7 การศึกษา (9 arm trials) ที่มีการศึกษา
ประสิทธิภาพในการลดระดับน้าตาล FBS ผลการวิเคราะห์พบว่ามีผู้เข้าร่วมการศึกษา
รวมทั้งสิ้น 231 คน แบ่งเป็นกลุ่มท่ีได้รับผลิตภัณฑ์จากโสมจานวน 115 คนและได้รับ
ตัวเปรียบเทียบ (comparators) จานวน 116 คน พบว่าโสมสามารถลดระดับน้าตาล
ในเลือด FBS ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (MD=-13.37 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร;
95%CI=-25.45, -1.30; p=0.03) ดังแสดงในภาพประกอบที่ 8.1 เม่ือทดสอบความ
เป็นเอกพันธ์พบว่าไม่มีความเป็นเอกพันธ์ (heterogeneity; I2=98%, p<0.00001)
และมี 3 การศึกษา (4 arm trials) ศึกษาประสิทธิภาพต่อระดับน้าตาลในเลือด
HbA1C เม่ือประเมินข้อมูลจากการรวมทุกผลการศึกษา (pooled estimate) พบว่า
โสมมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากตัวเปรียบเทยี บโดยมี MD=-0.02% (95%CI=-0.02,
0.13; p=0.80) (ภาพประกอบท่ี 8.2)
ภาพประกอบ 8.1 Forest plot ประสทิ ธภิ าพของผลิตภัณฑ์จากโสมตอ่ ระดับนา้ ตาล
ในเลือด FBS
โ ส ม ห น้ า | 104
ภาพประกอบ 8.2 Forest plot ประสทิ ธภิ าพของผลติ ภณั ฑจ์ ากโสมต่อระดบั น้าตาล
ในเลือด HbA1C
การวิเคราะห์อคตจิ ากการตีพิมพ์ (Publication bias)
การวิเคราะห์ใช้ Funnel plot ไม่พบอคติจากการตีพิมพ์ของท้ังสองผลลัพธ์
เนื่องจากการกระจายของจุดบน Funnel plot สมมาตรกัน ดังแสดงในภาพประกอบ
8.3
FBS HbA1C
ภาพประกอบ 8.3 อคตจิ ากการตพี มิ พ์
การวเิ คราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
การวิเคราะห์ความไวจะใช้วิธีการตัดการศึกษาออกทีละการศึกษา (One-
removal analysis) ผลการวิเคราะห์พบว่าเม่ือตัดการศึกษาของ Benzie และคณะ
(2008) และการศึกษาของ Shin และคณะ (2011) จาให้ผลลัพธ์ FBS เปลี่ยนเป็นไม่มี
นัยสาคัญทางสถิติผลการศกึ ษาในทกุ ๆ ผลลัพธ์ยงั คงใหผ้ ลการเหมือนเดมิ
โ ส ม ห น้ า | 105
อาการไมพ่ งึ ประสงค์และความเป็นพษิ
การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของโสมแบบกึ่งเฉียบพลนั (subacute) โดย
การกินของ Park และคณะ (2013) [15] โดยการให้โสมขนาด 0, 500, 1,000 และ
2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลานาน 4 สัปดาห์ไม่พบความผิดปกติ
ของการเกิดพิษและผลการตรวจทางห้องปฏิบตั ิการ ไดแ้ ก่การทางานของตับ ไต ระบบ
โลหิต รวมถึงการวัดขนาดของอวัยวะภายในของหนูไม่พบความผิดปกติ ซ่ึงสอดคล้อง
กับการศึกษาของ Garabin และคณะ (2000) [16] ศึกษาการให้โสมโดยการ
รับประทานแล้วสังเกตการเกิดพิษผลการศึกษาพบว่าการให้โสมในขนาด 2,000
มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เทียบเท่ากับ 80 มิลลิกรัมของ ginsengnoside ต่อกิโลกรัมเป็น
ระยะเวลานาน 90 วนั ไมพ่ บความผิดปกติในหนูทไี่ ด้รบั โสมในขนาดดงั กล่าว การศกึ ษา
น้ีพบว่าโสมมีค่า LD50 มากกว่า 5000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมหรือ gensengnoside
200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจากการศึกษาในมนุษย์พบวา่ โสมมีอาการไม่พึงประสงค์
ค่อนข้างต่า รวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการก็ไม่พบความผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบ
กับยาหลอกยกเว้นการใช้โสมในขนาดมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวันจะระดับความ
โลหติ ไดอ้ ยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ [8]
บทสรปุ
โสมเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมานาน มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาท่ีหลากหลายแต่
ประสิทธภิ าพในการลดระดับน้าตาลในเลือดพบวา่ สามารถลดได้เฉพาะระดับน้าตาลใน
เลือด FBS เท่านั้น กลไกในการลดระดับน้าตาลในเลือดท่ีมีการศึกษาในปัจจุบันได้แก่
กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน เพ่ิมความไวต่ออินซูลินที่เซลล์กล้ามเนื้อ รวมถึงมีผลกระตุ้น
การหล่ัง GLP1 ในด้านความเป็นพิษและการเกิดอาการไม่พึงประสงค์พบว่าใน
สัตว์ทดลอง โสมมีความเปน็ พษิ ทตี่ ่า การศึกษาในมนุษย์ไม่พบอาการไมพ่ ึงประสงค์จาก
การใชโ้ สมท่ีรนุ แรง แตก่ ารรบั ประทานโสมในขนาดสูงจะทาให้ระดับความดนั โลหิตเพ่ิม
สงู ขนึ้ ได้ ดงั นั้นต้องระวงั การใช้โสมในผูท้ ี่มคี วามดันโลหิตสงู ร่วมด้วย
ตารางท่ี 8.1 การศึกษาทางคลินิกฤทธใ์ิ นการลดระดบั นา้ ตาลในเลือดข
ผแู้ ตง่ (ปี ค.ศ.) ประเทศที่ทา รปู แบบ กล่มุ ตวั อยา่ ง ระยะเว
วิจัย การศกึ ษา
Vuksan และ แคนนาดา RCT ผู้ที่มภี าวะน้าหนัก 1 วัน
คณะ (2000) เกินและผูป้ ่วย
[11] เบาหวานชนิดท่ี 2
Ma และคณะ ฮ่องกง RCT ผปู้ ว่ ยเบาหวาน 4 สัปดา
(2008) [9] ชนดิ ท่ี 2
Vuksan และ แคนนาดา RCT ผปู้ ว่ ยเบาหวาน 12 สปั ด
คณะ (2008) ชนดิ ท่ี 2
[8]
RCT ผ้ปู ่วยเบาหวาน 30 วัน
Reeds และ อเมรกิ า ชนดิ ท่ี 2 รายใหม่
คณะ (2011)
โ ส ม ห น้ า | 106
ของโสม ผลการศกึ ษา
วลา รปู แบบของโสมและตวั โสมสามารถลดระดับนา้ ตาลในเลอื ด
เปรียบเทยี บ หลงั รับประทานอาหาร ณ เวลา 40
กลุ่มทดลองไดร้ บั P. นาทีไดอ้ ยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ง้ั
quinquefolius แคปซลู 3 กรมั ในผู้ท่ียังไมเ่ ป็นโรคเบาหวานและเป็น
กลุ่มควบคมุ ไดร้ ับยาหลอก โรคเบาหวานชนดิ ที่ 2
โสมสามารถลดน้าตาลในเลอื ด (FBS)
าห์ กลุ่มทดลองได้รบั โสม (P. ginseng) และลดการดอื้ ตอ่ อนิ ซลู ินโดยมีค่า
369 มลิ ลิกรมั แคปซลู วันละ 6 HOMA-IR ลดลงอย่างมีนัยสาคญั ทาง
แคปซูล (n=10) สถิติ (p<0.05) เมอ่ื เปรยี บเทียบกบั
กลมุ่ ควบคุมไดร้ ับยาหลอก (n=10) ยาหลอก
โสมสามารถลดการดื้อต่ออินซูลินได้
ดาห์ กลมุ่ ทดลองได้รบั โสม (P. ginseng) อย่างมนี ยั สาคญั เม่อื เปรียบเทยี บกบั
6 กรมั ตอ่ วนั (n=10) ยาหลอกแตไ่ มม่ ผี ลต่อ FBS และ
กลุ่มควบคมุ ไดร้ บั ยาหลอก (n=10) HbA1C
กลมุ่ ทีไ่ ดร้ ับโสมและสาร
กลมุ่ ทดลอง 1 ไดร้ ับโสม (P. ginsenoside ไมส่ ามารถลดระดับ
ginseng) 8 กรมั ต่อวนั (n=5)
ผ้แู ต่ง (ปี ค.ศ.) ประเทศทท่ี า รูปแบบ กลุ่มตัวอยา่ ง ระยะเว
วจิ ัย การศึกษา
ผทู้ อี่ ้วนหรอื ทน
[10] ตอ่ นา้ ตาล
บกพรอ่ ง
Shin SK และ เกาหลใี ต้ RCT ผ้ทู ีเสี่ยงต่อ 8 สปั ดา
คณะ (2011) เกาหลีใต้
[12] เกาหลีใต้ เบาหวาน (IFG)
Oh MR และ
คณะ (2014) RCT ผู้ทเี สี่ยงตอ่ 4 สปั ดา
[13]
Bang H และ เบาหวาน (IFG)
คณะ (2014)
[14] RCT ผ้ทู เี สย่ี งตอ่ 12 สปั ด
เบาหวาน (IFG)
หมายเหตุ : RCT=Randomized controlled trial, IFG=impaired
โ ส ม ห น้ า | 107
วลา รูปแบบของโสมและตวั ผลการศึกษา
เปรยี บเทียบ
กลมุ่ ทดลอง 2 ได้รบั ginsenoside น้าตาลในเลอื ด ลดการดอ้ื ตอ่ อินซลู นิ
250 มิลลกิ รมั ตอ่ วนั ใน 2 สัปดาห์ และไม่สามารถทาให้เบตา้ เซลล์
แรกและ 500 มิลลิรมั ต่อวันในอีก 2 ทางานดีขึ้นเมอื่ เปรยี บเทียบกับยา
สปั ดาห์ถดั มา (n=5) หลอก (p>0.05)
กลมุ่ ควบคุมไดร้ ับยาหลอก (n=5)
าห์ กลุ่มทดลอง ไดร้ บั ผลติ ภณั ฑจ์ ากโสม โสมสามารถลดระดบั นา้ ตาลในเลอื ด
(P. ginseng) (n=15) (FBS) ไดอ้ ย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ
กลุ่มควบคมุ ไดร้ บั ยาหลอก (n=15) (p<0.05)
าห์ กลุ่มทดลองไดร้ บั โสม (P. ginseng) โสมสามารถลดระดบั น้าตาลในเลอื ด
2.7 กรมั ต่อวนั (n=21) หลังรับประทานอาหารได้อยา่ งมี
กลมุ่ ควบคมุ ไดร้ ับยาหลอก (n=21) นัยสาคญั ทางสถติ ิ (p<0.05)
ดาห์ กลมุ่ ทดลองได้รบั โสม (P. ginseng) โสมสามารถลดการด้อื ต่ออนิ ซูลินโดย
5 กรัมต่อวนั (n=21) มคี ่า HOMA-IR ลดลงอย่างมี
กลุ่มควบคุมไดร้ บั ยาหลอก (n=20) นัยสาคญั ทางสถติ ิ (p<0.05) เม่อื
เปรยี บเทยี บกับยาหลอก
d fasting glucose
โ ส ม ห น้ า | 108
เอกสารอา้ งอิง
1. เพ็ญพรรณ เวชวิทยาขลัง. ฤทธิ์ต้านอักเสบของโสม. ไทยไภษัชนิพนธ์ 2555; 7 :
1-16.
2. Attele AS, Wu JA, Yuan CS. Ginseng pharmacology: multiple
constituents and multiple actions. Biochem Pharmacol. 1999; 58(11)
: 1685-93
3. Yu JY, Jin YR, Lee JJ, Chung JH, Noh JY, You SH, et al. Antiplatelet
and antithrombotic activities of korean red ginseng. Arch Pharm Res
2006; 29 : 898–903.
4. Luo JZ, Luo L. American ginseng stimulates insulin production and
prevents apoptosis through regulation of uncoupling protein-2 in
cultured beta cells. Evid Based Complement Alternat Med 2006; 3 :
365–72.
5. Seo YS, Shon MY, Kong R, Kang OH, Zhou T, Kim DY, Park JD, Kwon
DY. Black ginseng extract exerts anti-hyperglycemic effect via
modulation of glucose metabolism in liver and muscle. J
Ethnopharmacol 2016; doi : 10.1016/j.jep.2016.05.060.
6. Cheon JM, Kim DI, Kim KS. Insulin sensitivity improvement of
fermented Korean Red Ginseng (Panax ginseng) mediated by insulin
resistance hallmarks in old-aged ob/ob mice. J Ginseng Res 2015;
39(4) : 331-7.
7. Liu C, Hu MY, Zhang M, Li F, Li J, Zhang J, Li Y, Guo HF, Xu P, Liu L,
Liu XD. Association of GLP-1 secretion with anti-hyperlipidemic effect
of ginsenosides in high-fat diet fed rats. Metabolism 2014; 63(10) :
1342-51.
โ ส ม ห น้ า | 109
8. Vuksan V, Sung MK, Sievenpiper JL, Stavro PM, Jenkins AL, Di Buono
M, et al. Korean red ginseng (Panax ginseng) improves glucose and
insulin regulation in well-controlled, type 2 diabetes: Results of a
randomized, double-blind, placebo-controlled study of efficacy and
safety Nutr Metab Cardiovasc Dis 2008; 18(1) : 46-56.
9. Ma SW, Benzie IF, Chu TT, Fok BS, Tomlinson B, Critchley LA. Effect
of Panax ginseng supplementation on biomarkers of glucose
tolerance, antioxidant status and oxidative stress in type 2 diabetic
subjects: results of a placebo-controlled human intervention trial.
Diabetes Obes Metab 2008; 10(11) : 1125-1127
10. Reeds DN, Patterson BW, Okunade A, Holloszy JO, Polonsky KS, Klein
S Ginseng and ginsenoside Re do not improve β-cell function or
insulin sensitivity in overweight and obese subjects with impaired
glucose tolerance or diabetes. Diabetes Care 2011; 34(5) : 1071-1076
11. Vuksan V, Sievenpiper JL, Koo VY, Francis T, Beljan-Zdravkovic U, Xu
Z, Vidgen E. American ginseng (Panax quinquefolius L) reduces
postprandial glycemia in nondiabetic subjects and subjects with
type 2 diabetes mellitus. Arch Intern Med 2000; 160(7) : 1009-1013.
12. Shin SK, Kwon JH, Jeong YJ, Jeon SM, Choi JY, Choi MS.
Supplementation of Cheonggukjang and Red Ginseng Cheonggukjang
Can Improve Plasma Lipid Profile and Fasting Blood Glucose
Concentration in Subjects with Impaired Fasting Glucose. J Med
Food 2011; 14(1-2): 108-113
13. Oh MR, Park SH, Kim SY, Back HI, Kim MG, Jeon JY, et al. Postprandial
glucose-lowering effects of fermented red ginseng in subjects with
impaired fasting glucose or type 2 diabetes: a randomized, double-
โ ส ม ห น้ า | 110
blind, placebo-controlled clinical trial. BMC Complement Altern
Med. 2014; 14: 237. doi: 10.1186/1472-6882-14-237.
14. Bang H, Kwak JH, Ahn HY, Shin DY, Lee JH. Korean red ginseng
improves glucose control in subjects with impaired fasting glucose,
impaired glucose tolerance, or newly diagnosed type 2 diabetes
mellitus. J Med Food. 2014; 17(1) : 128-134.
15. Park SJ, Lim KH, Noh JH, Jeong EJ, Kim YS, Han BC, et al. Subacute
oral toxicity study of korean red ginseng extract in Sprague-Dawley
Rats. Toxicol Res 2013; 29(4) : 285-292.
16. Carabin IG, Burdock GA, Chatzidakis C. Safety Assessment of Panax
Ginseng. International Journal of Toxicology 2000; 19: 293–301.
อบเชย ห น้ า | 111
9บทที่
อบเชย
อบเชย ห น้ า | 112
บทท่ี 9
อบเชย
ข้อมลู ทั่วไป
อบเชยเป็นพืชท่ีพบได้ในเขตพ้ืนท่ีเอเชียและออสเตรเลีย [1] ซ่ึงอบเชยเป็น
สมุนไพรที่รู้จักกันดีและถูกนามาใช้อย่างกว้างขวางทั้งในการใช้ประโยชน์ทางยา อาหาร
และเคร่ืองสาอาง [2]
อบเชยมีรายละเอียดและลกั ษณะทางพฤษศาสตร์ดงั ต่อไปน้ี
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ : Cinnamomum verum J. Presl
ชือ่ สามัญ : Cinnamom Tree
วงศ์ : Lauraceae
ลักษณะพืช : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ เปลือกลาต้นมีสีเทาและหนาก่ิง
ขนานกับพื้นและต้ังชันข้ึน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกันตามลาต้น ลักษณะใบคล้ายรูปไข่
ปลายใบแหลม ดอกออกเป็นช่อตามปลายก่ิง ขนาดเล็ก สีเหลือง มีกล่ินหอม ผลมีสีดา
คลา้ ยรูปไข่ [1, 2]
นอกจากน้ีอบเชยเมื่อพิจารณาตามแหล่งผลิตและคุณภาพของอบเชยแล้วยัง
สามารถแบง่ ย่อยไดอ้ ีก 5 ชนดิ ได้แก่ [2]
1. อบเชยเทศ หรืออบเชยลังกา (Cinnamomum zeylanicum) มีถ่ินกาเนิดใน
ประเทศศรลี งั กาและอนิ เดีย เปน็ อบเชยท่มี ีราคาแพงท่สี ดุ
2. อบเชยอินโดนีเซีย (Cinnamomum burmannii) พบมาที่เกาะสุมาตรา
เกาะชวา
3. อบเชยจีน (Cinnamomum cassia) มีถิ่นกาเนิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้
ของจนี มเี ปลอื กหนาและหยาบ
4. อบเชยญวน (Cinnamomum loureirii) พบมากในประเทศเวียดนาม มีรส
หวานแต่ไม่คอ่ ยหอม
5. อบเชยไทย (Cinnamomum bejolghota) พบตามป่าดงดิบทั่วไป มีเปลือก
หนาและมกี ล่นิ ออ่ น
อบเชย ห น้ า | 113
สารสาคญั
สารสาคัญท่ีพบในอบเชยมีหลายชนิดเช่น cinnamaldehyde, cinamic acid,
cinnamyl alcohol และ coumarin ซ่ึง cinnamaldehyde เป็นสารหลักท่ีพบในอบเชย
ซึง่ เป็นนา้ มันหอมระเหย (volatile oil) มีกลิ่มหอมโดย cinnamaldehyde เป็นสารท่นี ิยม
ใช้บ่งบอกถึงคุณภาพของอบเชย ส่วนสาร coumarin เป็นสารที่พบได้รองลงมาจาก
cinnamaldehyde [3] นอกจากสารที่กล่าวมาแล้วข้างต้นยังมีสารชนิดอื่น ๆ อีกที่พบได้
จากเปลือกอบเชย ดงั แสดงในตารางที่ 9.1 [2]
ตารางท่ี 9.1 แสดงสารที่พบในเปลอื กอบเชย
สาร รอ้ ยละที่พบ
cinnamaldehyde 65-70
ρ–cymene 0.6-1.2
α–pinene 0.2-0.6
Eugenol 0.8
cinnamyl acetate 5
caryophyllene 1.4-3.3
benzyl benzoate 0.7-1.0
กลไกการออกฤทธ์ิ
กลไกการออกฤทธิ์ของอบเชยท่ีมีรายงานไว้มีหลายกลไกได้แก่ การเพ่ิมการ
แสดงออกของ PPAR- และสามารถเพ่มิ การกระตุ้น AMP kinase ทาใหเ้ ซลลม์ ีความไวต่อ
อินซูลินเพ่ิมมากขึ้นจึงสามารถลดภาวะด้ือต่ออินซูลินได้ (Insulin resistance) [4, 5] และ
จากการศึกษาของ Beejmohun และคณะ (2014) [6] พบว่าอบเชยสามารถยับย้ังการ
ทางานของเอนไซม์ Alpha-amylase ได้และการศึกษาของ Shen และคณะ (2014) [7]
พบว่าอบเชยยังสามารถเพ่ิมจานวนตัวรับ (receptor) ของ glucose transporter 4
(GLUT4) ที่เน้ือเย่ือไขมันและกล้ามเน้ือได้ จากการศึกษาของ Subash-Babu และคณะ
(2014) [8] พบว่าสารสาคัญที่พบในอบเชยคือ cinnamaldehyde มีฤทธ์ิต้านออกซิเดชัน
อบเชย ห น้ า | 114
(antioxidant) ทาให้มีฤทธิ์ปกป้องเบต้าเซลล์ในตับอ่อนในหนูท่ีถูกเหนี่ยวนาให้เป็น
โรคเบาหวานด้วย STZ
การศกึ ษาในสตั ว์ทดลอง
จากการศึกษาของ Subash Babu P และคณะ (2007) [8] ศึกษาฤทธ์ิลดน้าตาล
ในเลือดและไขมันในเลือดของอบเชยในหนูที่ถูกเหนี่ยวนาให้เป็นโรคเบาหวานด้วย
streptozotocin (STZ) แล้วให้กิน cinnamaldehyde ในขนาด 5-20 มิลลิกรัมต่อ
กิโลกรัมนาน 45 วัน ผลการศึกษาพบว่าหนูที่ได้รับ cinnamaldehyde ในขนาด 20
มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเท่านั้นที่มีระดับ HbA1C ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ นอกจากนี้
สาร cinnamaldehyde ในขนาด 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมยังสามารถลดระดับ total
cholesterol, triglyceride และเพิม่ ระดบั HDL ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) ซึ่ง
ส อ ด ค ล้ อ งกั บ ก ารศึ ก ษ าข อ ง Anand แ ล ะค ณ ะ (20 1 0) [9] ที่ ศึ ก ษ าผ ล ข อ ง
cinnamaldehyde ในหนูที่ถูกเหน่ียวนาให้เป็นโรคเบาหวานด้วย STZ เช่นเดียวแล้วให้
Cinnamaldehyde นาน 2 เดือนผลการศึกษาพบว่า cinnamaldehyde ลดน้าตาลใน
เลือดได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตินอกจากน้ียังพบว่า cinnamaldehyde ขนาด 20
มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมยังสามารถเพิ่มการนาเข้า (uptake) ของกลูโคสผ่าน GLUT4 และ
กระตนุ้ การหลั่งอนิ ซลู ินมากขน้ึ
การศกึ ษาทางคลนิ กิ
Khan และคณะ (2003) [10] ทาการศึกษาฤทธ์ิลดระดับน้าตาลในเลือดของ
อบเชยในผู้ป่วยเบาหวานชนดิ ท่ีสอง โดยกลมุ่ ทดลองได้รบั อบเชยในขนาด 1, 3 และ 6 กรัม
เป็นระยะเวลา 20 วนั ส่วนกลุ่มควบคมุ ได้รบั ยาหลอก ผลการศึกษาพบว่าอบเชยสามารถลด
ระดับน้าตาลในเลือดหลังอดอาหาร (FBS) ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติเม่ือเปรียบเทียบกับ
ยาหลอก (p<0.05) ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ Crawforn และคณะ (2009) [18]
ศึกษาผลของอบเชยขนาด 1 กรัมต่อวนั เปรียบเทยี บกับยาหลอกในผู้ปว่ ยเบาหวานชนิดท่ี 2
เป็นระยะเวลานาน 3 เดือนพบว่าอบเชยสามารถลดระดับ HbA1C ได้อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติ (p<0.05) แต่ขัดแย้งกับการศึกษาในประเทศไทยของ Suppapitiporn และคณะ
อบเชย ห น้ า | 115
(2006) [13] ซ่ึงทาการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดท่ี 2 เช่นเดียวกันโดยแบ่งผู้ป่วย
ออกเป็นกลุ่มทดลองได้รับอบเชยขนาด 1.5 กรัมต่อวันและกลุ่มควบคุมได้รับยาหลอก
ติดตามเป็นระยะเวลานาน 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าอบเชยไม่มีประสิทธิภาพในการ
ลดระดับน้าตาลในเลือด เช่นเดียวกับการศึกษาของ Vanchoonbeek และคณะ (2006)
[11] ศึกษาประสิทธิภาพของอบเชยขนาด 1.5 กรัมต่อวันเปรยี บเทียบกับยาหลอกในผู้ป่วย
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นระยะเวลานาน 6 สัปดาห์พบว่ามีประสิทธิภาพในการลดระดับ
นา้ ตาลในเลอื ดไมแ่ ตกต่างจากยาหลอก (p>0.05)
การวิเคราะห์อภมิ าน
จากการสืบค้นงานวิจัยเก่ียวกับประสิทธิภาพของอบเชยในการลดระดับน้าตาลใน
เลอื ดพบงานวิจัยท้ังหมด 133 การศกึ ษาถูกคัดออกจานวน 118 การศึกษาและมีงานวจิ ัยที่
ถกู คัดเข้ามาวิเคราะห์อภิมานจานวน 15 เรื่อง รายละเอียดของแต่ละการศึกษาดังแสดงใน
ตารางที่ 9.1
งานวิจัยที่นามาวิเคราะหอ์ ภิมานมีทั้งหมด 15 การศึกษา [10-24] โดยการศึกษาท่ี
ทาการศึกษาระยะสั้นท่ีสุดคือ 20 วันและนานท่ีสุดคือ 4 เดือน ประชากรรวมท้ังหมด
จานวน 621 คน ผลการวิเคราะห์พบว่าผลิตภัณฑ์จากอบเชยมีประสิทธิภาพในการลด
ระดับน้าตาลในเลือด FBS มากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (MD -22.40
มิลลกิ รัมต่อเดซิลิตร; 95%CI=-35.61, -9.19; p<0.0001) ดังแสดงในรูปท่ี 3.1 และผลการ
วิเคราะห์ประสิทธิภาพต่อระดับ HbA1C พบว่าอบเชยมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากยา
หลอกโดยมีค่า MD=-0.14% (95%CI=-0.37, 0.10; p=0.25) แต่อย่างไรก็ตามการนาผล
การศึกษาไปใช้ควรทาด้วยความระมัดระวังเพราะการศึกษาที่นามาวิเคราะห์อภิมานแต่ละ
การศึกษามีขนาดตัวอย่างท่ีน้อย ทาให้อาจไม่เพียงพอต่อการเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรได้
และเม่ือพิจารณาค่า I2 พบว่ามีค่าค่อนข้างสูงในทั้ง 2 ผลลัพธ์ซึ่งหมายถึงแต่ละการศึกษามี
ความแตกต่างกนั มากทาให้การแปลผลอาจเกิดอคติได้
อบเชย ห น้ า | 116
ภาพประกอบ 9.1 Forest plot ประสิทธิภาพของอบเชยต่อระดบั น้าตาลในเลือด FBS
ภาพประกอบ 9.2 Forest plot ประสทิ ธิภาพของอบเชยต่อระดบั น้าตาลในเลอื ด HbA1C
การวเิ คราะห์อคตจิ ากการตพี มิ พ์ (Publication bias)
การวิเคราะห์ใช้ Funnel plot พบอคติจากการตีพิมพ์ต่อผลลัพธ์ FBS แต่ไม่พบ
อคติจากการตีพิมพ์ต่อผลลัพธ์ HbA1c เน่ืองจากการกระจายของจุดบน Funnel plot
สมมาตรกนั (ดงั แสดงในภาพประกอบ 9.3)
การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
การวิเคราะห์ความไวจะใช้วิธีการตัดการศึกษาออกทีละการศึกษา (One-
removal analysis) ผลการวิเคราะห์พบว่าผลการศึกษาในทุกๆ ผลลัพธ์ยังคงให้ผลการ
เหมอื นเดิม
อบเชย ห น้ า | 117
FBS HbA1C
ภาพประกอบ 9.3 อคติจากการตพี มิ พ์
ตารางท่ี 9.1 การศึกษาทางคลินกิ ฤทธ์ิในการลดระดบั นา้ ตาลในเลือดขอ
ผูแ้ ตง่ ประเทศท่ที า รูปแบบ กล่มุ ตัวอยา่ ง ระยะ
วจิ ยั การศกึ ษา
Khan, 2003 [10] ปากีสถาน RCT DM type 2 20 ว
Vanchoonbeek, เนเธอรแ์ ลนด์ DRCT DM type 2 6 สปั
2006 [11]
Mang, 2006 เยอรมนั นี RCT DM type 2 4 เดือ
[12] ไทย
Suppapitiporn, RCT DM type 2 12
2006 [13] สปั ดา
Ziegenfuss, สหรฐั อเมรกิ า DRCT PreDM 12
2006 [14] สัปดา
Altschuler, สหรฐั อเมริกา DRCT PreDM 90 ว
อบเชย ห น้ า | 118
องอบเชย ผลการศกึ ษา
ะเวลา รูปแบบของอบเชยและตวั กลุ่มทไ่ี ดร้ ับอบเชยท้ัง 3 ขนาดมี
เปรยี บเทยี บ ระดับน้าตาล FBS ลดลงอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ เิ ม่อื
วัน กลุม่ ทดลอง 3 กล่มุ ไดร้ บั อบเชยใน เปรยี บเทยี บกบั ยาหลอก
ขนาด 1, 3 และ 6 กรัมสว่ นกลมุ่ อบเชยมีประสิทธภิ าพไม่แตกต่าง
ทดลองไดร้ บั ยาหลอก จากยาหลอกในการลดระดับ
น้าตาลในเลือด
ปดาห์ กลมุ่ ทดลอง : อบเชย 1.5 กรัมตอ่ อบเชยลดระดับน้าตาลในเลือด
วัน ได้อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ
กลมุ่ ควบคมุ : ยาหลอก อบเชยมปี ระสทิ ธิภาพไมแ่ ตกต่าง
จากยาหลอกในการลดระดบั
อน กลุ่มทดลอง : อบเชย 3 กรัมตอ่ วัน นา้ ตาลในเลอื ด
กลุ่มควบคมุ : ยาหลอก อบเชยลดระดับน้าตาลในเลอื ด
กลุ่มทดลอง : อบเชย 1.5 กรัมต่อ ไดอ้ ยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ
าห์ วัน อบเชยลดระดบั นา้ ตาล HbA1C
กลุม่ ควบคมุ : ยาหลอก
กลมุ่ ทดลอง : อบเชย 500 มลิ ลกิ รัม
าห์ ต่อวนั
กลุม่ ควบคมุ : ยาหลอก
วัน กลุม่ ทดลอง : อบเชย 1 กรัมต่อวนั
ผู้แต่ง ประเทศที่ทา รปู แบบ กลุม่ ตัวอย่าง ระยะ
วจิ ยั การศกึ ษา
2007 [15] DM type 2 3 เดือ
Blevins, 2007 สหรฐั อเมรกิ า DRCT
[16]
Tang, 2008 [17] สหรัฐอเมรกิ า RCT Healthy 4 สปั
volunteer
Crawforn, 2009 สหรฐั อเมรกิ า RCT DM type 2 3 เดือ
[18] สหรัฐอเมริกา DRCT
Roussel, 2009 DRCT Obese and 12
[19] RCT overweight สัปดา
participants
Akilen, 2010 อังกฤษ DM type 2 12
[20] สปั ดา
Waistein, 2011 อิราเอล DM type 2 12
[21] สปั ดา
อบเชย ห น้ า | 119
ะเวลา รูปแบบของอบเชยและตวั ผลการศกึ ษา
เปรยี บเทยี บ
กลมุ่ ควบคมุ : ยาหลอก ไดอ้ ย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติ
อน กลมุ่ ทดลอง : อบเชย 500 มลิ ลิกรัม อบเชยมีประสทิ ธภิ าพไม่แตกตา่ ง
ต่อวนั จากยาหลอกในการลดระดบั
กลมุ่ ควบคมุ : ยาหลอก นา้ ตาลในเลอื ด
ปดาห์ กลุม่ ทดลอง : อบเชย 2.8 กรมั ตอ่ อบเชยมปี ระสิทธภิ าพไมแ่ ตกตา่ ง
วัน จากยาหลอกในการลดระดบั
กลมุ่ ควบคุม : ยาหลอก นา้ ตาลในเลอื ด
อน กลุ่มทดลอง : อบเชย 1 กรัมต่อวนั อบเชยลดระดบั HbA1C ได้
กลุ่มควบคมุ : ยาหลอก อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ
กลมุ่ ทดลอง : อบเชยสกัด 500 อบเชยสกัดลดนา้ ตาล FBS ได้
าห์ มิลลกิ รมั อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ
กล่มุ ควบคุม : ยาหลอก
กลมุ่ ทดลอง : อบเชย 2 กรมั ตอ่ วนั อบเชยลดระดบั นา้ ตาล FBS
าห์ กลมุ่ ควบคมุ : ยาหลอก และ HbA1C ไดอ้ ย่างมีนัยสาคญั
ทางสถิติ
กลุม่ ทดลอง : อบเชย 1.2 กรัมต่อ อบเชยลดระดบั น้าตาลในเลอื ด
าห์ วนั ไม่แตกต่างจากยาหลอก
กลุ่มควบคมุ : ยาหลอก
ผแู้ ตง่ ประเทศที่ทา รปู แบบ กลมุ่ ตัวอยา่ ง ระยะ
Lu, 2012 [22] วจิ ยั การศึกษา DM type 2 3 เดือ
จีน
RCT
Askari, 2014 อหิ รา่ น DRCT ผปู้ ว่ ย NAFLD 12
[23] สัปดา
Wickenberg, สวีเดน DRCT ผ้ทู ่ีมีภาวะ 12
2014 [24] IGF สัปดา
หมายเหตุ : RCT : randomized controlled trial; DRCT : double blind ran
alcoholic fatty liver disease; FBS : fasting blood sugar; HbA1C : glycate
อบเชย ห น้ า | 120
ะเวลา รปู แบบของอบเชยและตัว ผลการศกึ ษา
เปรยี บเทยี บ
อน กลุ่มทดลอง : อบเชยสกดั 120 อบเชยลดระดบั นา้ ตาลในเลอื ด
มลิ ลิกรัมตอ่ วนั ไดอ้ ยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ
กลมุ่ ควบคมุ : ยาหลอก
กลมุ่ ทดลอง : อบเชย 750 มิลลิกรมั อบเชยลดระดบั น้าตาล FBS ได้
าห์ ต่อวัน อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ
กล่มุ ควบคุม : ยาหลอก
กลุ่มทดลอง : อบเชย 6 กรมั ตอ่ วนั อบเชยมปี ระสทิ ธภิ าพไม่แตกตา่ ง
าห์ กลุ่มควบคมุ : ยาหลอก จากยาหลอกในการลดระดบั
นา้ ตาลในเลือด
ndomized controlled trial; DM : diabetes mellitus; NAFLD : Non-
ed hemoglobin
อบเชย ห น้ า | 121
อาการไมพ่ งึ ประสงค์และความเปน็ พิษ
มีการศึกษาจานวน 12 การศึกษาที่รายงานอาการไม่พึงประสงค์ อาการส่วนใหญ่
เป็นอาการท่ีไม่รุนแรงและไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้ทั้ง 4 การศึกษา
ยังได้รายงานผลทางห้องปฏิบัติการได้แก่ AST, ALT และ serum creatinine ซ่ึงผลการ
วเิ คราะห์อภิมานพบว่าระดับของค่าทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับ
ยาหลอก ซง่ึ สอดคล้องกับการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบก่อนหน้านี้ท่ีพบวา่ อบเชย
มคี วามเปน็ พิษต่อสัตว์ทดลองค่อนข้างต่า ซึง่ สอดคล้องกบั การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็น
ระบบของ Ranasinghe และคณะ (2013) [26] ที่พบว่าอบเชยมีความเป็นพิษค่อนข้างต่า
โดยขนาดทีท่ าให้เกดิ พษิ ต่อตับและไตในหนูคือขนาด 2 กรมั ตอ่ กโิ ลกรัม
บทสรปุ
การวิเคราะห์อภิมานคร้ังน้ีพบว่าอบเชยเป็นสมุนไพรที่สามารถลดระดับน้าตาล
FBS และมีอาการไม่พึงประสงค์น้อย แต่เมื่อพิจารณาถึงความเข้ากันได้ของการศึกษาท่ี
นามาวิเคราะห์พบว่ามีค่า I2 ที่สูงซ่ึงหมายถึงความแตกต่างกันของแต่ละการศึกษามีมาก
ดังน้ันการนาผลการวิเคราะห์ไปใช้ควรทาด้วยความระมัดระวังและอาจต้องรอการศึกษา
ทางคลินิกท่ีมกี ระบวนการสุ่มทม่ี ขี นาดใหญ่มากกวา่ นี้เพ่ือเห็นผลของอบเชยในการลดระดับ
น้าตาลในเลอื ดที่ชดั เจนขึน้
เอกสารอา้ งองิ
1. Jayaprakasha GK, Jagan Mohan Rao L, Sakariah KK. Volatile constituents
from Cinnamomum zeylanicum fruit stalks and their antioxidant
activities. J Agric Food Chem 2003; 51(15): 4344-4348.
2. Lertsatitthanakorn P, Montree K, Bunjong J, Samrual B, Kotchan S.
Antimicrobial activities of Cinnamomum zeylanicum Blume bark
essential oil. Thai Pharm Health Sci J 2012; 7(1) : 39-43.
3. Woehrlin F, Fry H, Abraham K, Preiss-Weigert A. Quantification of
flavoring constituents in cinnamon: high variation of coumarin in cassia
อบเชย ห น้ า | 122
bark from the German retail market and in authentic samples from
indonesia. J Agric Food Chem 2010; 58(19) : 10568-10575.
4. Huang B, Yuan HD, Kimdo Y, Quan HY, Chung SH. Cinnamaldehyde
prevents adipocyte differentiation and adipogenesis via regulation of
peroxisome proliferatoractivated receptor-gamma (PPAR gamma) and
AMP-activated protein kinase (AMPK) pathways. J Agric Food Chem.
2011; 59: 3666y73.
5. Sheng X, Zhang Y, Gong Z, Huang C, Zang YQ. Improved insulin
resistance and lipid metabolism by cinnamon extract through activation
of peroxisome proliferator-activated receptors. PPAR Res. 2008; 581348.
6. Beejmohun V, Peytavy-Izard M, Mignon C, Muscente-Paque D,
Deplanque X, Ripoll C, et al. Acute effect of Ceylon cinnamon extract
on postprandial glycemia: alpha amylase inhibition, starch tolerance
test in rats, and randomized crossover clinical trial in healthy
volunteers. BMC Complement Altern Med. 2014; 14: 351-9.
7. Shen Y, Honma N, Kobayashi K, Jia LN, Hosono T, Shindo K, et al.
Cinnamon extract enhances glucose uptake in 3 T3 -L1 adipocytes and
C2 C1 2 myocytes by inducing LKB1 -AMP-activated protein kinase
signaling. PLoS One. 2014; 9:e87894.
8. Subash-Babu P, Alshatwi AA, Ignacimuthu S. Beneficial antioxidative and
antiperoxidative effect of cinnamaldehyde protect streptozotocin-
induced pancreatic β-Cells damage in wistar rats. Biomol Ther (Seoul).
2014; 22(1) : 47-54.
9. Anand P, Murali KY, Tandon V, Murthy PS, Chandra R. Insulinotropic
effect of cinnamaldehyde on transcriptional regulation of pyruvate
kinase, phosphoenolpyruvate carboxykinase, and GLUT4 translocation in
experimental diabetic rats. Chem Biol Interact. 2010; 186(1): 72-81.
อบเชย ห น้ า | 123
10. Khan A, Safdar M, Ali Khan MM, Khattak KN, Anderson RA. Cinnamon
improves glucose and lipids of people with type 2 diabetes. Diabetes
Care 2003; 26(12) : 3215-3218.
11. Vanschoonbeek K, Thomassen BJ, Senden JM, Wodzig WK, van Loon LJ.
Cinnamon supplementation does not improve glycemic control in
postmenopausal type 2 diabetes patients. J Nutr 2006; 136(4) : 977-980.
12. Mang B, Wolters M, Schmitt B, Kelb K, Lichtinghagen R, Stichtenoth DO,
Hahn A. Effects of a cinnamon extract on plasma glucose, HbA1C and
serum lipids in diabetes mellitus type 2. Eur J Clin Invest 2006; 36(5) :
340-344.
13. Suppapitiporn S, Kanpaksi N, Suppapitiporn S. The effect of cinnamon
cassia powder in type 2 diabetes mellitus. J Med Assoc Thai 2006;
Suppl : 200-205.
14. Ziegenfuss TN, Hofheins JE, Mendel RW, Landis J, Anderson RA. Effects
of a water-soluble cinnamon extract on body composition and features
of the metabolic syndrome in pre-diabetic men and women. J Int Soc
Sports Nutr 2006;3 : 45-53.
15. Altschuler JA, Casella SJ, MacKenzie TA, Curtis KM. The effect of
cinnamon on A1C among adolescents with type 1 diabetes. Diabetes
Care 2007; 30(4) : 813-816.
16. Blevins SM, Leyva MJ, Brown J, Wright J, Scofield RH, Aston CE. Effect of
cinnamon on glucose and lipid levels in non insulin-dependent type 2
diabetes. Diabetes Care 2007; 30(9) : 2236-2237.
17. Tang M, Larson-Meyer DE, Liebman M. Effect of cinnamon and turmeric
on urinary oxalate excretion, plasma lipids, and plasma glucose in
healthy subjects. Am J Clin Nutr 2008; 87(5) : 1262-1267.
อบเชย ห น้ า | 124
18. Crawford P. Effectiveness of cinnamon for lowering hemoglobin A1C in
patients with type 2 diabetes: a randomized, controlled trial. J Am
Board Fam Med 2009; 22(5) : 507-512.
19. Roussel AM, Hininger I, Benaraba R, Ziegenfuss TN, Anderson RA.
Antioxidant effects of a cinnamon extract in people with impaired
fasting glucose that are overweight or obese. J Am Coll Nutr 2009; 28(1)
: 16-21.
20. Akilen R, Tsiami A, Devendra D, Robinson N. Glycated haemoglobin and
blood pressure-lowering effect of cinnamon in multi-ethnic Type 2
diabetic patients in the UK: a randomized, placebo-controlled, double-
blind clinical trial. Diabet Med 2010; 27(10) : 1159-1167.
21. Wainstein J, Stern N, Heller S, Boaz M. Dietary cinnamon
supplementation and changes in systolic blood pressure in subjects
with type 2 diabetes. J Med Food 2011; 14(12) : 1505-1510.
22. Lu T, Sheng H, Wu J, Cheng Y, Zhu J, Chen Y. Cinnamon extract
improves fasting blood glucose and glycosylated hemoglobin level in
Chinese patients with type 2 diabetes. Nutr Res 2012; 32(6) : 408-412.
23. Askari F, Rashidkhani B, Hekmatdoost A. Cinnamon may have
therapeutic benefits on lipid profile, liver enzymes, insulin resistance,
and high-sensitivity C-reactive protein in nonalcoholic fatty liver disease
patients. Nutr Res 2014 Feb; 34(2) : 143-148.
24. Wickenberg J, Lindstedt S, Nilsson J, Hlebowicz J. Cassia cinnamon does
not change the insulin sensitivity or the liver enzymes in subjects with
impaired glucose tolerance. Nutr J 2014; 13 : 96. doi: 10.1186/1475-
2891-13-96.
25. Markey O, McClean CM, Medlow P, Davison GW, Trinick TR, Duly E,
Shafat A. Effect of cinnamon on gastric emptying, arterial stiffness,
อบเชย ห น้ า | 125
postprandial lipemia, glycemia, and appetite responses to high-fat
breakfast. Cardiovasc Diabetol 2011; doi: 10.1186/1475-2840-10-78.
26. Ranasinghe P, Pigera S, Premakumara GA, Galappaththy P, Constantine
GR, Katulanda P. Medicinal properties of 'true' cinnamon (Cinnamomum
zeylanicum): a systematic review. BMC Complement Altern Med 2013;
13 : 275.
ม ะ รุ ม ห น้ า | 126
10บทท่ี
มะรุม
ม ะ รุ ม ห น้ า | 127
บทท่ี 10
มะรมุ
ข้อมูลท่ัวไป
มะรุมเป็นสมุนไพรท่ีพบได้ในประเทศเขตร้อนช้ืน รวมถึงประเทศไทย [1] ซ่ึงใน
อดตี ถกู นามาใชเ้ ป็นสมุนไพรที่ถูกนามาใช้กันอย่างแพร่หลายเนือ่ งจากมีฤทธทิ์ างเภสชั วิทยา
ท่ีหลากหลาย [2, 3] ในประเทศอินเดียได้นาเอามะรุมมาใช้เป็นสมุนไพรเพ่ือช่วยลดระดับ
น้าตาลและไขมันในเลือด [4] ในประเทศไทยมะรุมสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ
ประชาชนตามทอ้ งถิน่ นยิ ามนามาประกอบอาหารและใชช้ ว่ ยลดระดบั นา้ ตาลในเลือด [5]
มะรมุ มีรายละเอียดและลกั ษณะทางพฤษศาสตร์ดงั ต่อไปนี้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam.
ชอื่ สามญั : Drumstick, Horse radish
วงศ์ : Moringaceae
ชอื่ อนื่ ๆ : ผกั อีฮมึ มะคอ้ นกอ้ ม กาเน้งดงิ
ลกั ษณะพืช : เป็นไม้สงู ยืนต้นสูง 3-6 เมตร รากหนานุ่ม ใบสลบั แบบขนนก 2 หรือ
3 ชั้น ยาว 20-60 เซนติเมตร ใบแบบรูปไข่ ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ
กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวผู้แยกจากนั สมบูรณ์ 5 อันไม่สมบูรณ์ 5 อันเรียสลบั กนั มขี นสีขาว
ท่โี คนเกสรสเี หลือง ผลยาวเปน็ ฝัก 3 เหล่ียม [1]
สารสาคัญ
สารสาคัญหลักท่ีพบในมะรุมได้แก่ phenolic glycoside และฟลาโวนอยด์
โดยสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ท่ีพบมากได้แก่ kaempferol และ quercetin นอกจากสารท่ี
กล่าวมาข้างต้นสารสาคัญอ่ืนๆ ท่ีอาจพบคือ niazin, niazinin, niaziminin, niamicin
และ pyrrolemarumine [2, 6]
ม ะ รุ ม ห น้ า | 128
กลไกการออกฤทธิ์
กลไกในการลดระดับน้าตาลในเลือดของมะรุมคาดว่าเป็นผลจากมะรุมมีสาร
quercetin-3-glycoside (Q-3-G) ในปริมาณสูง [4] จากการศึกษาในอดีตพบว่าสารชนิดน้ี
สามารถลดระดับน้าตาลในเลือดในหนูที่ถูกเหน่ียวนาให้เป็นโรคเบาหวานได้อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ [7] จากการยับยั้งกระบวนการ glucose uptake [8] โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ ง sodium-dependent glucose transporter protein ห รื อ sodium-glucose
cotransporter-1 (SGLT-1) ซึ่ง transporter ชนิดน้ีมีความจาเพาะสูงต่อการดูดซึม
น้าตาลกลูโคส นอกจากนี้มะรุมยังสามารถยับย้ังการดูดซึมน้าตาลท่ี brush border ท่ี
บริเวณลาไส้เล็กได้โดยยับย้ังเอนไซม์ alpha glucosidase [9] นอกจากนี้กลไกที่คาดว่ามี
ผลช่วยลดน้าตาลในเลือดจากมะรุมได้คือสาร polyphenol ผลการศึกษาการใช้มะรุมใน
ระยะยาวพบว่าสาร polyphenol มีฤทธิ์ antioxidant โดยทาหน้าท่ีเป็น free radical
scavengers [10] ซ่ึงการได้รับสารท่ีมีฤทธิ์ antioxidant เป็นระยะเวลานานจะสามารถ
ปกปอ้ ง β-cell ได้ [11]
การศกึ ษาในสตั วท์ ดลอง
การศึกษาโดยการป้อนสารสกัดใบมะรุมขนาด 100, 200 และ 300 มิลลิกรัมต่อ
กิโลกรัม ในหนูขาว Wistar ปกติและหนูขาวท่ีเป็นเบาหวานเป็นระยะเวลา 21 วันพบว่า
ระดับน้าตาล fasting blood glucose (FBG) และระดับ oral glucose tolerance test
(OGTT) ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ [4] ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Al-Malki A
และคณะ (2015) [12] ศึกษาโดยการให้สารสกัดมะรุมจากเมล็ดขนาด 50 และ 100
มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนาให้เป็นโรคเบาหวานด้วย streptozotocin
(STZ) ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดจากเมล็ดมะรุมสามารถลดระดับน้าตาลในเลอื ดทั้ง FBS
และ HbA1C ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ จากการศึกษาโดยการให้สารสกัดมะรุมจากฝัก
โดยการป้อนให้หนูที่ถูกเหน่ยี วนาให้เปน็ โรคเบาหวานผลการศกึ ษาพบว่าสารสกดั จากมะรุม
มีฤทธิ์ antioxidant และเพ่มิ จานวน β-cell ได้อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติ
ม ะ รุ ม ห น้ า | 129
การศกึ ษาทางคลนิ ิก
การศึกษาทางคลนิ ิกเก่ียวกับประสทิ ธิภาพของมะรุมในผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่
ไม่เป็นโรคเบาหวาน โดยใช้น้าชาจากใบมะรุมแห้งผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ป่วย
โรคเบาหวานมีระดับน้าตาลในเลือดลดลงอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิเมือ่ เปรยี บเทยี บกบั กลุ่ม
ควบคุม [13] สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของ Asawutmangkul (2011) [14] ศึกษาผลของใบ
มะรุมในการลดระดับน้าตาลในเลือด ในผู้ท่ีมีภาวะ impaired fasting plasma glucose
ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 จานวน 17 คนผลการศึกษาพบว่ามะรุมสามารถลดระดับ
น้าตาลในเลือดที่เวลา 90, 120 และ 180 นาที ได้อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p=0.026,
0.047 และ 0.026 ตามลาดับ) การศึกษาของ Giridhari และคณะ 2011 [15] ศึกษาฤทธิ์
ลดระดับน้าตาลในเลือดของใบมะรุมแบบเม็ดในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 อายุระหว่าง
40-58 ปี ผลการศึกษาพบว่าใบมะรุมรูปแบบเม็ดสามารถลดระดับ HbA1C ได้อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ (p=0.0076) และสามารถลดระดบั น้าตาลหลงั รบั ประทานอาหาร (PPG)
หลังรับประทานเป็นระยะเวลา 1-3 เดือนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติและการศึกษา
เปรยี บเทียบกับพชื ชนดิ อน่ื ๆ ที่มีรายงานว่าสามารถลดระดบั น้าตาลในเลอื ดได้
การวิเคราะห์อภมิ าน
จากการสืบค้นงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมะรุมในการลดระดับน้าตาลใน
เลือดพบการศึกษาท้ังหมด 4 การศึกษา [15-18] ซึ่งเป็นการศึกษาในประเทศอินเดีย
ทั้งหมด เมื่อประเมินคุณภาพงานวิจัยพบว่ามีเพียง 1 งานวิจัยที่เท่านั้นท่ีมีคุณภาพสูง
ระยะเวลาท่ีทาการศึกษาอยู่ในช่วง 40-90 วัน รูปแบบผลิตภัณฑ์จากมะรุมที่ทาการศึกษา
ได้แก่ ผงแห้ง และรูปแบบเม็ด เมื่อนางานวิจัยมาวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ใน
ด้านประสิทธภิ าพในการลดระดับน้าตาล FBS ผลการศึกษาที่นามาวิเคราะห์มี 3 การศึกษา
(4 arms trial) มีกลุ่มตัวอย่างจานวน 188 คนแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์จากมะรุม
จานวน 101 คนและได้รับยาหลอกจานวน 87 คน ผลการศึกษาพบว่ามะรุมสามารถลด
ระดับน้าตาลในเลือด FBS ได้ -21.95 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรแต่ไม่มีนัยสาคัญทางสถิติเม่ือ
เปรียบเทียบกบั ยาหลอก (95%CI=-47.35, 3.45; p=0.09) และพบความไม่เป็นเอกพนั ธุใ์ น
ระดับสูง (I2=100%; p<0.000001) ดังแสดงในรูปที่ 11.1 ส่วนผลในการลดระดับน้าตาล