รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู3ตามกระบวนการเรียนรู3 แบบสืบเสาะหาความรู3 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปJที่ 5 จัดทำโดย นางสาวพรเพ็ญ อนันตจารุตระกูล โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะ Āาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 ผูศึกษา นางÿาüพรเพ็ญ อนันตจารุตระกูล บทคัดยอ การýึกþาในครั้งนี้คüามมุงĀมาย 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรู แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 ใĀมีประÿิทธิภาพตาม เกณฑ 80/80 2) เพื่อýึกþาดัชนีประÿิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบ ÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบ ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀา คüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 กอนเรียนและĀลังเรียน 4) เพื่อýึกþา คüามพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการใชชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀา คüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 กลุมตัüอยางที่ใชในการýึกþาคนคüาใน ครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5/7 ภาคเรียนที่ 1 ปการýึกþา 2560 โรงเรียนÿตรีýรีÿุริโยทัย ÿํานักงานเขตพื้นที่การýึกþามัธยมýึกþา เขต 2 จํานüน 37 คน จาก 4 Āอง ซึ่งไดมาโดยการÿุมแบบ กลุม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการ เรียนรูแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 จํานüน 9 ชุด 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ จํานüน 9 แผน 3) แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบÿ ชนิด 4 ตัüเลือก จํานüน 40 ขอ และ 4) แบบÿอบถามคüามพึงพอใจ เปนแบบแบงระดับคüามพึงพอใจเปน 5 ระดับ คือ มากที่ÿุด มาก ปานกลาง นอย นอยที่ÿุด จํานüน 17 ขอ ÿถิติที่ใช คือ รอยละ คาเฉลี่ย ÿüนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดÿอบÿมมติฐานโดยใช t-test (Dependent Samples) ผลการýึกþาปรากฏ ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 ที่ÿรางขึ้น มีประÿิทธิภาพ 82.47/81.22 ซึ่งเปนไปตามเกณฑที่ตั้งไü คือ 80/80
2. ดัชนีประÿิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 มีคาเทากับ 0.6737 แÿดงüาผูเรียน มีคะแนน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นรอยละ 67.37 3. นักเรียนที่เรียนโดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 มีคะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนĀลังเรียนÿูง กüากอนเรียนอยางมีนัยÿําคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนที่เรียนโดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 มีคüามพึงพอใจโดยรüมอยูในระดับมากที่ÿุด
กิตติกรรมประกาศ รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูตามกระบüนการเรียนรูแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบÿ üิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมýึกþาปที่ 5 ÿําเร็จลุลüงไดดüยดีเนื่องดüยไดรับคüามอนุเคราะĀอยาง ดียิ่งจากดร.ธีระชาติ ลี้ประเÿริฐ ตําแĀนง รองĀัüĀนาภาคüิชาเคมี มĀาüิทยาลัยเกþตรýาÿตร ดร.ÿุมนมาลย จันทรเอี่ยม ตําแĀนง อาจารย ภาคüิชาเคมี มĀาüิทยาลัยýิลปากร นางÿาüพรรณนภา กําบัง ตําแĀนง ครู üิทยฐานะ ชํานาญการพิเýþ โรงเรียนÿตรีýรีÿุริโยทัย นางÿาüรักเกลา ฉัตรจินดากุล ตําแĀนง ครู üิทยฐานะ ชํานาญการพิเýþ โรงเรียนüัดÿุทธิüราราม และนางÿาüÿุภาณีอินทรอักþร ตําแĀนง ครู üิทยฐานะ ชํานาญการ โรงเรียนÿตรีýรีÿุริโยทัย ที่ใĀคüามอนุเคราะĀชüยเĀลือแนะนํา ตรüจÿอบ เÿนอแนะและปรับปรุงเครื่องมือดüยดีตลอดมา ผูรายงานขอขอบพระคุณเปนอยางÿูงยิ่ง ขอขอบพระคุณผูอํานüยการโรงเรียนÿตรีýรีÿุริโยทัย รองผูอํานüยการโรงเรียนÿตรีýรีÿุริโยทัย คณะครูและนักเรียนโรงเรียนÿตรีýรีÿุริโยทัยทุกคนที่ใĀคüามรüมมือเปนอยางดี ขอขอบพระคุณบิดา มารดา ครูอาจารย คณะครูกลุมÿาระการเรียนรูüิทยาýาÿตรโรงเรียน ÿตรีýรีÿุริโยทัยตลอดจนญาติมิตรพี่นองทุกคนที่ÿนับÿนุนและเปนกําลังใจเÿมอมาจนงานÿําเร็จลุลüงดüยดี ประโยชนและคุณคาที่มีจากการýึกþาในครั้งนี้ผูรายงานมอบบูชาพระคุณบิดา มารดา และขอมอบเปน เครื่องบูชาพระคุณบูรพาจารยผูมีพระคุณทุกทานที่ใĀการýึกþาอบรม ÿั่งÿอน ใĀมีÿติปญญาอันเปนเครื่อง ชี้นําคüามÿําเร็จในชีüิตแกผูรายงานตลอดมา พรเพ็ญ อนันตจารุตระกูล
ง สารบัญ บทคัดย(อ.......................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................... ค สารบัญ............................................................................................................................. ง สารบัญตาราง…................................................................................................................ ช สารบัญภาพประกอบ........................................................................................................ ฌ บทที่ หน(า 1 บทนำ....................................................................................................................... 1 ความเปAนมาและความสำคัญของปEญหา…………………………………....................... 1 ความมุ(งหมายของการศึกษาคJนควJา................................................................... 4 สมมติฐานของการศึกษาคJนควJา......................................................................... 4 ความสำคัญของการศึกษาคJนควJา....................................................................... 4 ขอบเขตของการศึกษาคJนควJา............................................................................ 5 นิยามศัพทNเฉพาะ................................................................................................ 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขJอง........................................................................... 8 หลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรูJวิทยาศาสตรN.......................................... 8 ชุดกิจกรรมการเรียนรูJ……………………………………………………………………………… 16 การเรียนรูJตามกระบวนการสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น.......................................... 26 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูJ........................................................................... 37 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม............................................................................. 44 ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรูJ........................................................ 47 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน...................................................................................... 49 ความพึงพอใจ..................................................................................................... 54
จ สารบัญ (ต*อ) บทที่ หน(า งานวิจัยที่เกี่ยวขJอง.............................................................................................. 61 งานวิจัยในประเทศ................................................................................ 61 งานวิจัยต(างประเทศ.............................................................................. 65 3 วิธีดำเนินการศึกษาคJนควJา...................................................................................... 67 ประชากรและกลุ(มตัวอย(าง................................................................................. 67 เครื่องมือที่ใชJในการศึกษาคJนควJา....................................................................... 67 การสรJางเครื่องมือและหาคุณภาพของเครื่องมือ................................................. 68 รูปแบบการศึกษา................................................................................................ 83 การเก็บรวบรวมขJอมูล........................................................................................ 83 การจัดกระทำและวิเคราะหNขJอมูล....................................................................... 84 สถิติที่ใชJในการวิเคราะหNขJอมูล............................................................................ 84 4 ผลการวิเคราะหNขJอมูล............................................................................................... 89 สัญลักษณNที่ใชJในการเสนอผลการวิเคราะหNขJอมูล............................................... 89 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะหNขJอมูล................................................ 89 ผลการวิเคราะหNขJอมูล......................................................................................... 90 5 สรุปผล อภิปรายผล และขJอเสนอแนะ..................................................................... 97 ความมุ(งหมายของการศึกษาคJนควJา................................................................... 97 สมมติฐานของการศึกษาคJนควJา.......................................................................... 97 วิธีดำเนินการศึกษาคJนควJา.................................................................................. 98 สรุปผลการศึกษาคJนควJา..................................................................................... 100 อภิปรายผล......................................................................................................... 100 ขJอเสนอแนะ....................................................................................................... 105 บรรณานุกรม.................................................................................................................... 107
ฉ สารบัญ (ต*อ) หน(า ภาคผนวก ภาคผนวก ก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเฉลยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน........................................................................ 117 ภาคผนวก ข ค(าดัชนีความสอดคลJอง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32221 สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5................................................................ 131 ภาคผนวก ค ค(าความยากงาย (p) อำนาจจำแนก (r) และค(าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32221 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5…………………… 136 ภาคผนวก ง ผลการประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการสืบเสาะหา ความรูJ 7 ขั้น และแผนการจัดการเรียนรูJ เรื่อง กรด-เบส รายวิชา เคมี 3 รหัสวิชา ว32221 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5…………. 138 ภาคผนวก จ ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตาม กระบวนการสืบเสาะหาความรูJ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชาเคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5…………………………………………………………………… 141 ภาคผนวก ฉ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนโดยใชJชุดกิจกรรมการเรียนรูJ ตามกระบวนการเรียนรูJแบบสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 และผลการวิเคราะหNการประเมิน….. 148 ภาคผนวก ช หนังสือขอความอนุเคราะหNเปAนผูJเชี่ยวชาญ……………………..……………… 153 ภาคผนวก ซ หลักฐานการเผยแพร(ผลงานทางวิชาการ…………..………….………………… 164 ภาคผนวก ฌ คำรับรองของผูJบังคับบัญชา...................…………………….…………………… 186 ภาคผนวก ญ ภาพกิจกรรม..........................................………….……………………………… 188
ช สารบัญตาราง ตาราง หน(า 1 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนแบบวัฏจักร 5 ขั้น................................. 32 2 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนโดยใชJรูปแบบวัฏจักร 7 ขั้น................... 35 3 การวิเคราะหNความสัมพันธNระหว(างผลการเรียนรูJ สาระการเรียนรูJ จุดประสงคN การเรียนรูJและเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส…………………………………………………………… 69 4 การจัดแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูJเนื้อหา และเวลาที่ใชJในการสอน.................... 80 5 แผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design.............................. 83 6 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 ครั้งที่ 1…………………………………………………………………………………………………………. 90 7 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 ครั้งที่ 2……………………………………………………………………………………………………….…… 91 8 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 ครั้งที่ 3…………………………………………………………………………………………………………. 92 9 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 กับ นักเรียนกลุ(มตัวอย(าง จำนวน 37 คน ภาคเรียนที่ 1 ปkการศึกษา 2560...................... 93 10 ค(าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJแบบสืบเสาะ หาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5……………………….. 94 11 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว(างก(อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนโดย ใชJชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJแบบสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5………………………………………………………… 94 12 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต(อการเรียนรูJโดยใชJชุดกิจกรรมการเรียนรูJตาม กระบวนการเรียนรูJแบบสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้น มัธยมศึกษาปkที่ 5…………………………………………………………………………………………… 95 สารบัญตาราง (ต*อ)
ซ ตาราง หน(า 13 ค(าดัชนีความสอดคลJองของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส วิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32221 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5..…………….. 132 14 ค(าความยากง(าย (p) ค(าอำนาจจำแนก (r) และค(าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32221 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5................................................................. 137 15 ผลการประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการสืบเสาะหาความรูJ7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมี3 รหัสวิชา ว32221สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปkที่ 5 โดยผูJเชี่ยวชาญ 5 ท(าน...................................................................................... 139 16 ผลการประเมินแผนการเรียนรูJเรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมี3 รหัสวิชา ว32221 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 โดยผูJเชี่ยวชาญ 5 ท(าน..................................... 140 17 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 ครั้งที่ 1....................................................................................................................... 142 18 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 ครั้งที่ 2....................................................................................................................... 143 19 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 ครั้งที่ 3....................................................................................................................... 144 20 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJ แบบสืบเสาะหาความรูJ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5 กับ นักเรียนกลุ(มตัวอย(าง จำนวน 37 คน ภาคเรียนที่ 1 ปkการศึกษา 2560..................... 146 21 คะแนนจากการสอบถามความพึงพอใจสำหรับนักเรียนที่มีต(อการเรียนโดยใชJ ชุดกิจกรรมการเรียนรูJตามกระบวนการเรียนรูJแบบสืบเสาะหาความรูJ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปkที่ 5................................................................. 151 สารบัญภาพประกอบ
ฌ ภาพประกอบ หน(า 1 การขยายรูปแบบการเรียนการสอน 5E เปAน 7E……………………………………………. 31
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป'นมาและความสำคัญของป3ญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ8งพัฒนาผู;เรียนทุกคน ซึ่งเปDนกำลังของชาติ ให;เปDนมนุษยJที่มีความสมดุลทั้งด;านร8างกาย ความรู; คุณธรรม ทุกคนสามารถเรียนรู;และพัฒนา ตนเองได;เต็มศักยภาพและวิทยาศาสตรJมีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปWจจุบันและอนาคต (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 92) การศึกษาค;นคว;าหาความรู;ทางวิทยาศาสตรJทำให;คนพัฒนา วิธีคิด ทั้งความคิดเปDนเหตุเปDนผล คิดสร;างสรรคJคิดวิเคราะหJ วิจารณJมีความสามารถในการแก;ปWญหา อย8างเปDนระบบ (กรมวิชาการ. 2545 : 1-6) ทุกประเทศจึงจัดให;มีการเรียนการสอนวิทยาศาสตรJตั้งแต8 ระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา โดยจัดวิชาวิทยาศาสตรJเปDนวิชาพื้นฐานที่ทุกคนต;องเรียนเพื่อที่จะได;มี ความรู;ความเข;าใจ เกี่ยวกับบทบาทหรืออิทธิพลของวิทยาศาสตรJที่มีต8อตนเอง สังคม และ ประเทศชาติ (ไพฑูรยJสุขศรีงาม. 2533 : 25-26) ในศตวรรษที่ 21 การจัดการเรียนรู;วิทยาศาสตรJ ควรจัดการเรียนรู;โดยวิธีการที่หลากหลายเพื่อให;ผู;เรียนมีสมรรถนะสำคัญ คือ นำความรู;เดิมจาก ประสบการณJเดิมที่มีอยู8มาสร;างความรู;ใหม8ในบริบทที่แตกต8างกันออกไป การเรียนการสอน เปลี่ยนแปลงจากการบรรยายเปDนการเรียนรู;ร8วมกันระหว8างผู;สอนกับผู;เรียน ผู;สอนต;องประเมินผล การเรียนรู;ตามสภาพจริง การจัดการเรียนรู;วิทยาศาสตรJมีลักษณะเปDนการเรียนรู;ที่เน;นผู;เรียนเปDน สำคัญ จึงจะทำให;การเรียนการสอนวิทยาศาสตรJประสบผลสำเร็จทันต8อการเปลี่ยนแปลงของโลก และก;าวข;ามไปสู8ยุคอนาคตได;อย8างมั่นใจ (สมเกียรติ พรพิสุทธิมาศ. 2556 : 55) กลุ8มสาระการเรียนรู;วิทยาศาสตรJมุ8งหวังให;ผู;เรียนได;เรียนรู;วิทยาศาสตรJที่เน;นการเชื่อมโยง ความรู;กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค;นคว;าและสร;างองคJความรู; โดยใช;กระบวนการในการ สืบเสาะหาความรู;และแก;ปWญหาที่หลากหลาย ให;ผู;เรียนมีส8วนร8วมในการเรียนรู;ทุกขั้นตอน มีการทำ กิจกรรมด;วยการลงมือปฏิบัติจริงอย8างหลากหลายเหมาะสมกับระดับชั้นเพื่อพัฒนาผู;เรียนทุกคน ซึ่งเปDนกำลังของชาติให;เปDนมนุษยJที่มีความสมดุลทั้งด;านร8างกาย ความรู; คุณธรรม มีจิตสำนึกใน ความเปDนพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยJเปDนประมุข มีความรู;และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเปDนต8อการศึกษา การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ8งเน;นผู;เรียนเปDนสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว8าทุก คนสามารถเรียนรู;และพัฒนาตนเองได;เต็มศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 94) การคิด แก;ปWญหาทางวิทยาศาสตรJคือ ความคิดที่ใช;ในการพิสูจนJและสำรวจตรวจสอบหาข;อเท็จจริง เพื่อให;
2 นักเรียนได;ใช;ความรู;ทางวิทยาศาสตรJและกระบวนการทางวิทยาศาสตรJวางแผนในการตรวจสอบ พิสูจนJ เพื่ออธิบายด;วยหลักการทางวิทยาศาสตรJ (กรมวิชาการ. 2544 : 154) และการที่จะให; ทรัพยากรมนุษยJในประเทศมีความรู;ทางวิทยาศาสตรJและเทคโนโลยีอย8างยั่งยืนนั้น องคJประกอบที่ สำคัญอย8างหนึ่งคือ การจัดการศึกษาเพื่อเตรียมคนให;อยู8ในสังคมเทคโนโลยีได;อย8างมีความสุข การเรียนการสอนวิทยาศาสตรJต;องสอนให;สอดคล;องกับธรรมชาติวิทยาศาสตรJโดยใช;การสอนแบบ สืบเสาะที่ใช;กระบวนการทางวิทยาศาสตรJ จึงจะสามารถพัฒนาความสามารถทางสติปWญญาและ เจตคติที่เกี่ยวข;องกับวิทยาศาสตรJได; (ศรสุดา ชูพันธJ. 2548 : 1 ; อ;างอิงมาจาก Tamir. 1983 ; Tobin and Capie. 1980 ; Raghubir. 1979 ; Speece. 1986) สภาพปWญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย จังหวัดกรุงเทพฯ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ป}การศึกษา 2559 คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 โดยรวมทั้งโรงเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร;อยละ 60 ซึ่งอยู8ในเกณฑJต่ำไม8เปDนที่ น8าพอใจ และสอดคล;องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในรายวิชาเคมี ป}การศึกษา 2559 ของโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย พบว8า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีต่ำ โดยเฉพาะใน บทเรียนเรื่อง กรด-เบส พบว8าคะแนนการสอบรายจุดประสงคJและคะแนนสอบปลายภาค ในเรื่องดังกล8าวมีคะแนนต่ำกว8าเรื่องอื่น ๆ ดังจะเห็นได;จากผลคะแนนสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ป}การศึกษา 2559 นักเรียนมีคะแนนสอบ เรื่อง กรด-เบส คิดเปDนร;อยละได;เพียงร;อยละ 44.18 เท8านั้น ทั้งนี้เนื่องมาจากวิธีการแสวงหาความรู; หรือวิธีการเรียนรู;ของนักเรียนไม8ใช;แนวทางในการค;นพบ องคJความรู; ตลอดจนไม8มีกิจกรรมที่แสดงให;เห็นความสัมพันธJระหว8างความรู;กับการปฏิบัติ นอกจากนี้ นักเรียนยังไม8สามารถสรุปประเด็นสำคัญจากการเรียน ทั้งด;านความรู;และภาคปฏิบัติจึงมักเกิดปWญหา ในการเรียน คือ จะสังเกตอะไร ปฏิบัติอะไร แก;ปWญหาอย8างไร ซึ่งจากปWญหาดังกล8าวแสดงให;เห็นว8า การจัดกิจกรรมการเรียนรู;ยังเปDนปWญหาสำหรับครูจากสภาพปWญหาที่เกิดขึ้นผู;ศึกษาจึงต;องศึกษา ค;นคว;ารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู;ที่เน;นผู;เรียนเปDนสำคัญมาใช;ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู;ให;นักเรียนมีความกระตือรือร;นในการแสวงหาความรู;ด;วยตนเอง กล;าแสดงออก สามารถ เชื่องโยงองคJความรู;จากเนื้อหาบทเรียนและสรุปประเด็นที่สำคัญสามารถนำไปใช;ในชีวิตประจำวัน และแก;ปWญหาได; การจัดกิจกรรมการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู; 7 ขั้น เปDนรูปแบบการสอนที่เน;นผู;เรียน เปDนสำคัญเปDนรูปแบบที่ฝÑกให;นักเรียนเข;าใจกระบวนการสืบเสาะหาความรู; รู;จักใช;กระบวนการคิด แก;ปWญหา มีส8วนร8วมในกิจกรรมมีความกระตือรือร;นในการเรียนรู; อยากรู;อยากเห็นและแสวงหา ความรู;ด;วยตนเอง โดยการปฏิบัติจริง ซึ่งจะส8งผลให;ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและสามารถคิดและ แก;ปWญหาได; ซึ่งสอดคล;องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กล8าวไว;ว8า การจัดการศึกษาวิทยาศาสตรJ มุ8งเน;นให;ผู;เรียนได;เรียนรู;วิทยาศาสตรJที่เน;นกระบวนการไปสู8การสร;าง
3 องคJความรู; โดยผู;เรียนมีส8วนร8วมในทุกขั้นตอน โดยครูผู;สอนมีบทบาทในการวางแผนการจัดการ เรียนรู; กระตุ;น แนะนำ ช8วยเหลือให;ผู;เรียนเกิดการเรียนรู; (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 92) รูปแบบ การจัดกิจกรรมเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู; 7 ขั้น เปDนรูปแบบหนึ่งของการจัดการเรียนการสอน แบบสืบเสาะหาความรู;โดย ได;ปรับปรุงและพัฒนาขึ้นจากรูปแบบวงจรการเรียนรู;แบบสืบเสาะหา ความรู; 5 ขั้น ซึ่ง มีขั้นตอนจาก 5 ขั้นตอน มาเปDน 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นตรวจสอบความรู;เดิม (Elicitation Phase) 2. ขั้นเร;าความสนใจ (Engagement Phase) 3. ขั้นสำรวจและค;นหา (Exploration Phase) 4. ขั้นอธิบาย (Explanation Phase) 5. ขั้นขยายความคิด (Expansion Phase/Elaboration Phase) 6. ขั้นประเมินผล (Evaluation Phase) 7. ขั้นนำความรู;ไปใช; (Extension Phase) โดยให;เหตุผลว8าขั้นตอนของวงจรการเรียนรู;แบบ 5 ขั้น เปDนขั้นที่ยังไม8ต8อเนื่อง จึงเพิ่มขั้นตอนของวงจรการเรียนรู;อีกสองขั้นตอน คือขั้นตรวจสอบความรู;เดิมและขั้นนำความรู;ไปใช; โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู;ที่ใช;รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู;7 ขั้นจะ ทำให;นักเรียนเกิดการเรียนรู;รูปแบบหนึ่งที่เน;นให;นักเรียนใช;วิธีการสืบเสาะหาความรู;โดยใช; กระบวนการทางวิทยาศาสตรJที่ช8วยพัฒนาความสามารถในการคิดแก;ปWญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนให;สูงขึ้นเพราะเปDนกระบวนการที่จะนำไปสู8การสร;างองคJความรู;ของนักเรียนเองและเก็บข;อมูลไว; ในสมองได;อย8างยาวนาน สามารถนำมาใช;ได;เมื่อมีสถานการณJใด ๆ มาเผชิญหน;าเปçาหมายที่สำคัญ ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู; 7 ขั้น เปDนรูปแบบการสอนที่เน;นการถ8ายโอน การเรียนรู;และให;ความสำคัญกับการตรวจสอบความรู;เดิมของเด็กซึ่งเปDนสิ่งที่ครูไม8ควรละเลย เนื่องจากการตรวจสอบความรู;เดิมของเด็กจะทำให;ครูค;นพบว8านักเรียนจะต;องเรียนรู;อะไรก8อนที่จะ เรียนในเนื้อหานั้นๆ นักเรียนจำสร;างความรู;จากพื้นฐานความรู;ทำให;เด็กเกิดการเรียนรู;อย8างมี ความหมายและบรรลุวัตถุประสงคJของการเรียนรู; (ประสาท เนืองเฉลิม. 2550 : 25-30) ตัวบ8งชี้ที่แสดงถึงการจัดการเรียนรู;โดยเน;นกระบวนการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู; ได;แก8 ผู;สอนมีเอกสาร วัสดุ อุปกรณJ และสื่อการสอนที่ผู;เรียนรู;สามารถใช;ประกอบคิดวิเคราะหJ หรือศึกษา ค;นคว;าหาความรู;ในเรื่องที่เรียน และผู;สอนมีการช8วยพัฒนาทักษะที่จำเปDนสำหรับผู;เรียนในการศึกษา วิเคราะหJ และสรุปข;อมูล หรือสร;างความรู;ที่มีความหมายต8อตัวผู;เรียน (ทิศนา เเขมมณี. 2550 : 141) ซึ่งสอดคล;องกับที่พิมพันธJ เดชะคุปตJ (2553 : 21) ได;แนะนำกระบวนการหลักที่ผู;เรียนต;องใช;เพื่อให; เกิดการเรียนรู;ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู; คือ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรJซึ่งหมายถึง ทักษะการคิดทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรJพื้นฐานและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรJ ชั้นผสมผสานที่ใช;ในการดำเนินการทดลอง ชุดกิจกรรมการเรียนรู;หรือชุดการสอนเปDนระบบการผลิตและนำสื่อประสมที่สอดคล;อง มาใช;กับวิชาหรือหน8วยหรือหัวเรื่อง เพื่อช8วยให;การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู;เปDนไปอย8างมี ประสิทธิภาพ (วรวิทยJ นิเทศศิลปé. 2551 : 269) การสอนวิทยาศาสตรJโดยใช;ชุดกิจกรรมจะช8วยทำให;
4 ผู;เรียนสามารถค;นคว;าหาความรู;และคำตอบของปWญหาด;วยตนเอง รู;จักคิดวิเคราะหJ พิจารณาหา เหตุผล และแสวงหาความรู;เพื่อเชื่อมโยงความคิดไปสู8แนวทางที่จะแก;ปWญหาซึ่งจะทำให;ผู;เรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรJสูงกว8าการสอนตามปกติ (กรมวิชาการ. 2535 : 88) จากเหตุผลดังกล8าว ทำให;ผู;ศึกษาสนใจพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการ สืบเสาะหาความรู; 7 ขั้น มาใช;เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู;ตลอดจนแก;ปWญหาด;านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิทยาศาสตรJ เรื่อง กรด-เบส นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เพื่อเปDนประโยชนJในการนำไปใช;ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาผู;เรียนต8อไป ความมุ7งหมายของการศึกษาค>นคว>า 1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 ให;มีประสิทธิภาพตามเกณฑJ 80/80 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการเรียนรู;แบบ สืบเสาะหาความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช;ชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตาม กระบวนการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 ก8อนเรียนและหลังเรียน 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต8อการใช;ชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวน การเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 สมมติฐานของการศึกษาค>นคว>า นักเรียนที่เรียนโดยใช;ใช;ชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการเรียนรู;แบบสืบเสาะหา ความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว8าก8อนเรียน ความสำคัญของการศึกษาค>นคว>า 1. มีสื่อในการจัดการเรียนรู;ที่มีประสิทธิภาพ 2. เปDนแนวทางในการจัดการเรียนรู;โดยใช;กระบวนการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู; 3. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให;สูงขึ้น
5 ขอบเขตของการศึกษาค>นคว>า 1.ประชากรและกลุ8มตัวอย8าง 1.1 ประชากร ได;แก8 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ป}การศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวน 135 คน จาก 4 ห;อง 1.2 กลุ8มตัวอย8าง ได;แก8 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5/7 ภาคเรียนที่ 1 ป}การศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวน 37 คน จาก 4 ห;อง ซึ่งได;มาโดยการสุ8มแบบกลุ8ม ( Cluster Random Sampling ) 2. เนื้อหาที่ใช;ในการศึกษาค;นคว;า ผู;ศึกษาได;ใช;เนื้อหาในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร เรื่อง กรด-เบส 3. ระยะเวลาที่ใช;ในการศึกษาค;นคว;า ระยะเวลาที่ทำการศึกษาค;นคว;าครั้งนี้ คือ ป}การศึกษา 2560 โดยดำเนินการทดลองใน ภาคเรียนที่ 1 ทำการทดลองทั้งหมด 9 แผน จำนวน 27 ชั่วโมง ไม8รวมเวลาในการทดสอบก8อนเรียน และทดสอบหลังเรียน 4. ตัวแปรที่ใช;ในการศึกษาค;นคว;า ประกอบด;วย 4.1 ตัวแปรต;น ได;แก8 การเรียนโดยใช;ชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการเรียนรู;แบบ สืบเสาะหาความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 4.2 ตัวแปรตาม ได;แก8 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน นิยามศัพทEเฉพาะ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู; หมายถึง สื่อการสอนที่เปDนลักษณะของสื่อประสมที่บูรณาการ เข;าด;วยกันอย8างเปDนระบบ โดยกำหนดจุดมุ8งหมายของการเรียนรู;ไว;อย8างชัดเจน นักเรียนสามารถ ศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมได;ด;วยตนเองตามความสามารถ ช8วยให;นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนรู;อย8างมีประสิทธิภาพ โดยครูคอยแนะนำและช8วยเหลือจนผู;เรียนเกิดพฤติกรรม ตามเปçาหมาย ซึ่งจัดทำจำนวน 9 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 สารละลายอิเล็กโทรไลตJและนอนอิเล็กโทรไลตJ ชุดที่ 2 ทฤษฎีกรด-เบส ชุดที่ 3 การแตกตัวของกรดและเบส ชุดที่ 4 การแตกตัวเปDนไอออนของน้ำ ชุดที่ 5 pH ของสารละลาย
6 ชุดที่ 6 อินดิเคเตอรJสำหรับกรด-เบส ชุดที่ 7 ปฏิกิริยาของกรดและเบส ชุดที่ 8 สารละลายบัฟเฟอรJ ชุดที่ 9 การไทเทรตกรด-เบส 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการเรียนรู;แบบสืบเสาะหาความรู;7 ขั้น หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู;แบบวัฏจักร 7 ขั้น โดยต;องอาศัยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรJ ในการค;นพบความรู;และคำนึงถึงแนวความคิดและความรู;เดิมของนักเรียนที่มีมาก8อนในการจัด การเรียนการสอน เพื่อส8งเสริมให;นักเรียนสร;างแนวความคิดที่ถูกต;องตามทฤษฎีสร;างสรรคJความรู; (Costructivist) ทำให;นักเรียนมีประสบการณJการรียนรู;อย8างมีความหมายด;วยตนเอง แบ8งออกเปDน 7 ขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ขั้นตรวจสอบความรู;เดิม (Elicit) หมายถึง ขั้นที่ครูตั้งคำถามเพื่อกระตุ;นให;ผู;เรียนได; แสดงความรู;เดิมออกมา เพื่อครูจะได;ทราบว8า เด็กแต8ละคนมีพื้นความรู;เดิมเท8าไร 2.2 ขั้นเร;าความสนใจ (Engage) หมายถึง การนำเข;าสู8บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจจาก ความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ8ม เรื่อง ที่น8าสนใจอาจมาจากเหตุการณJที่กำลังเกิดขึ้นอยู8ในช8วงเวลานั้น หรือเปDนเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู; เดิมที่นักเรียนเพิ่งเรียนรู;มาแล;ว 2.3 ขั้นสำรวจและค;นหา (Explore) หมายถึง ขั้นที่มีการวางแผนกำหนดแนวทาง ควรสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดทางเลือกที่เปDนไปได; ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข;อมูล ข;อสนเทศ หรือปรากฏการณJต8าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได;หลายวิธี เช8น ทำการทดลองทำ กิจกรรมภาคสนาม การใช;คอมพิวเตอรJเพื่อช8วยสร;างสถานการณJจำลอง (Simulation) การศึกษาหา ข;อมูลจากเอกสารอ;างอิงจากแหล8งข;อมูลต8าง ๆ เพื่อให;ได;มาซึ่งข;อมูลอย8างเพียงพอที่จะใช;ในขั้นต8อไป 2.4 ขั้นอธิบายและลงข;อสรุป (Explain) หมายถึง ขั้นที่ นำข;อมูล ที่ได;มาวิเคราะหJ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได;ในรูปต8าง ๆ เช8น บรรยายสรุป สร;างแบบจำลองทางคณิตศาสตรJ หรือรูปวาด สร;างตาราง การค;นพบในด;านนี้อาจเปDนไปได;หลายทาง เช8น สนับสนุนสมมุติฐานที่ตั้งไว; โต;แย;งกับสมมุติฐานที่ตั้งไว; หรือไม8เกี่ยวข;องกับประเด็นที่ได;กำหนดไว;ผลที่ได;จะอยู8ในรูปใดก็สามารถ สร;างความรู;และช8วยให;เกิดการเรียนรู; 2.5 ขั้นขยายความรู;(Elaborate) หมายถึง การนำความรู;ที่สร;างขึ้นไปเชื่อมโยงกับ ความรู;เดิมหรือแนวคิดที่ได;ศึกษาค;นคว;าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข;อสรุปที่ได;ไปใช;อธิบาย สถานการณJหรือเหตุการณJอื่นๆ ทำให;เกิดความรู;ที่กว;างขึ้น 2.6 ขั้นประเมินผล (Evaluate) หมายถึง การประเมินการเรียนรู;ด;วยกระบวนการต8าง ๆ ว8านักเรียนมีความรู;อะไรบ;าง อย8างไร และมากน;อยเพียงใด
7 2.7 ขั้นนำความรู;ไปใช; (Extend) หมายถึง ขั้นที่ครูจะต;องมีการจัดเตรียมโอกาสให; นักเรียนได;นำสิ่งที่ได;เรียนมาไปประยุกตJใช;ให;เกิดประโยชนJในชีวิตประจำวัน 3. ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการเรียนรู; แบบสืบเสาะหาความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑJ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ร;อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได;จากการปฏิบัติ กิจกรรมตามใบกิจกรรมและแบบทดสอบย8อยในแต8ละชุดกิจกรรมการเรียนรู;คิดเปDนร;อยละ 80 ขึ้นไป 80 ตัวหลัง หมายถึง ร;อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคน จากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน คิดเปDนร;อยละ 80 ขึ้นไป 4. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค8าที่แสดงความก;าวหน;าทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 เมื่อเรียนด;วยชุดกิจกรรมการเรียนรู;ตามกระบวนการเรียนรู;แบบสืบเสาะหา ความรู;7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส ที่ผู;ศึกษาสร;างขึ้น โดยคิดเปDนร;อยละของคะแนนรวมเฉลี่ยของนักเรียน หลังเรียนที่เปลี่ยนแปลงไปจากคะแนนรวมของนักเรียนเฉลี่ยก8อนเรียน 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถที่ผู;เรียนหรือมวลประสบการณJที่ผู;เรียน ได;รับจากการจัดกิจกกรรมการเรียนรู;โดยวัดได;จากการทดสอบด;วยแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส ชั้นมัธยมศึกษาป}ที่ 5 ที่ผู;ศึกษาค;นคว;าสร;างขึ้น เปDนแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข;อ
8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข8อง ในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู5ตามกระบวนการเรียนรู5แบบสืบเสาะหาความรู57 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 5 ผู5ศึกษาค5นคว5าได5ศึกษาค5นคว5าเอกสารและงานวิจัย ตRาง ๆ ที่เกี่ยวข5อง ดังตRอไปนี้ 1. หลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู5วิทยาศาสตรV 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู5 3. การเรียนรู5ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู57 ขั้น 4. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 5. ประสิทธิภาพ 6. ดัชนีประสิทธิผล 7. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8. ความพึงพอใจ 9. งานวิจัยที่เกี่ยวข5อง 9.1 งานวิจัยในประเทศ 9.2 งานวิจัยตRางประเทศ หลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู5วิทยาศาสตร9 ความสำคัญของวิทยาศาสตร9 วิทยาศาสตรVมีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปaจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตรV เกี่ยวข5องกับทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพตRาง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องใช5และผลผลิตตRาง ๆ ที่มนุษยVได5ใช5เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงานเหลRานี้ล5วน เปbนผลของความรู5วิทยาศาสตรV ผสมผสานกับความคิดสร5างสรรคVและศาสตรVอื่น ๆ วิทยาศาสตรVชRวย ให5มนุษยVได5พัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเปbนเหตุเปbนผล คิดสร5างสรรคV คิดวิเคราะหV วิจารณV มีทักษะ สำคัญในการค5นคว5าหาความรู5 มีความสามารถในการแก5ปaญหาอยRางเปbนระบบ สามารถตัดสินใจโดย ใช5ข5อมูลที่หลากหลายและมีประจักษVพยานที่ตรวจสอบได5 วิทยาศาสตรVเปbนวัฒนธรรมของโลก สมัยใหมRซึ่งเปbนสังคมแหRงการเรียนรู5 (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึงจำเปbนต5องได5รับ การพัฒนาให5รู5วิทยาศาสตรV เพื่อที่จะมีความรู5ความเข5าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษยVสร5างขึ้น สามารถนำความรู5ไปใช5อยRางมีเหตุผล สร5างสรรคV และมีคุณธรรม
9 เปAาหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร9(สถาบันสRงเสริมการสอนวิทยาศาสตรV และเทคโนโลยี. 2546 : 3) วิทยาศาสตรVเปbนเรื่องของการเรียนรู5เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษยVใช5กระบวนการ สังเกต สำรวจตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณVทางธรรมชาติและนำผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ดังนั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตรVจึงมุRงเน5นให5ผู5เรียนได5เปbนผู5เรียนรู5และค5นพบ ด5วยตนเองมากที่สุด นั่นคือ ให5ได5ทั้งกระบวนการและองคVความรู5 ตั้งแตRวัยเริ่มแรกกRอนเข5าเรียน เมื่อ อยูRในสถานศึกษา และเมื่อออกจากสถานศึกษาไปประกอบอาชีพแล5ว การจัดการเรียนการสอน วิทยาศาสตรVในสถานศึกษา มีเปzาหมายที่สำคัญดังนี้ 1. เพื่อให5เข5าใจหลักการ ทฤษฎีที่เปbนพื้นฐานในวิทยาศาสตรV 2. เพื่อให5เข5าใจขอบเขต ธรรมชาติ และข5อจำกัดของวิทยาศาสตรV 3. เพื่อให5มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค5นคว5า และคิดค5นทางวิทยาศาสตรVและเทคโนโลยี 4. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก5ปaญหาและการ จัดการ ทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 5. เพื่อให5ตระหนักถึงความสัมพันธVระหวRางวิทยาศาสตรV เทคโนโลยีมวลมนุษยVและ สภาพแวดล5อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 6. เพื่อนำความรู5ความเข5าใจในเรื่องวิทยาศาสตรVและเทคโนโลยีไปใช5ให5เกิดประโยชนVตRอ สังคมและการดำรงชีวิต 7. เพื่อให5เปbนคนมีจิตวิทยาศาสตรV มีคุณธรรม จริยธรรม และคRานิยมในการใช5วิทยาศาสตรV และเทคโนโลยีอยRางสร5างสรรคV คุณภาพผู5เรียนวิทยาศาสตร9เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปOที่6 (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 98-99) 1. เข5าใจการรักษาดุลยภาพของเซลลVและกลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต 2. เข5าใจกระบวนการถRายทอดสารพันธุกรรม การแปรผัน มิวเทชัน วิวัฒนาการของ สิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและปaจจัยที่มีผลตRอการอยูRรอดของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล5อม ตRาง ๆ 3. เข5าใจกระบวนการ ความสำคัญและผลของเทคโนโลยีชีวภาพตRอมนุษยV สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล5อม 4. เข5าใจชนิดของอนุภาคสำคัญที่เปbนสRวนประกอบในโครงสร5างอะตอม การจัดเรียงธาตุใน ตารางธาตุ การเกิดปฏิกิริยาเคมีและเขียนสมการเคมี ปaจจัยที่มีผลตRออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
10 5. เข5าใจชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหวRางอนุภาคและสมบัติตRาง ๆ ของสารที่มีความสัมพันธV กับแรงยึดเหนี่ยว 6. เข5าใจการเกิดป}โตรเลียม การแยกแก~สธรรมชาติและการกลั่นลำดับสRวนน้ำมันดิบ การนำผลิตภัณฑVป}โตรเลียมไปใช5ประโยชนVและผลตRอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล5อม 7. เข5าใจชนิด สมบัติ ปฏิกิริยาที่สำคัญของพอลิเมอรVและสารชีวโมเลกุล 8. เข5าใจความสัมพันธVระหวRางปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบตRาง ๆ สมบัติของคลื่นกล คุณภาพของเสียงและการได5ยิน สมบัติ ประโยชนVและโทษของคลื่นแมRเหล็กไฟฟzา กัมมันตภาพรังสี และพลังงานนิวเคลียรV 9. เข5าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกและปรากฏการณVทางธรณีที่มีผลตRอสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล5อม 10. เข5าใจการเกิดและวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี เอกภพและความสำคัญของ เทคโนโลยีอวกาศ 11. เข5าใจความสัมพันธVของความรู5วิทยาศาสตรVที่มีผลตRอการพัฒนาเทคโนโลยีประเภท ตRาง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่สRงผลให5มีการคิดค5นความรู5ทางวิทยาศาสตรVที่ก5าวหน5า ผลของ เทคโนโลยีตRอชีวิต สังคม และสิ่งแวดล5อม 12. ระบุปaญหา ตั้งคำถามที่จะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสัมพันธVระหวRางตัว แปรตRาง ๆ สืบค5นข5อมูลจากหลายแหลRง ตั้งสมมติฐานที่เปbนไปได5หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบสมมติฐานที่เปbนไปได5 13. วางแผนการสำรวจตรวจสอบเพื่อแก5ปaญหาหรือตอบคำถาม วิเคราะหV เชื่อมโยง ความสัมพันธVของตัวแปรตRาง ๆ โดยใช5สมการทางคณิตศาสตรVหรือสร5างแบบจำลองจากผลหรือความรู5 ที่ได5รับจากการสำรวจตรวจสอบ 14. สื่อสารความคิด ความรู5จากผลการสำรวจตรวจสอบโดยการพูด เขียน จัดแสดง หรือใช5 เทคโนโลยีสารสนเทศ 15. อธิบายความรู5และใช5กระบวนการทางวิทยาศาสตรVในการดำรงชีวิต การศึกษาหา ความรู5เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร5างชิ้นงานตามความสนใจ 16. แสดงถึงความสนใจ มุRงมั่น รับผิดชอบ รอบคอบและซื่อสัตยVในการสืบเสาะหาความรู5 โดยใช5เครื่องมือและวิธีการที่ให5ได5ผลถูกต5องเชื่อถือได5 17. ตระหนักในคุณคRาของความรู5วิทยาศาสตรVและเทคโนโลยีที่ใช5ในชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ แสดงถึงความชื่นชม ภูมิใจ ยกยRอง อ5างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เปbนผลจากภูมิปaญญา ท5องถิ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย
11 18. แสดงความซาบซึ้ง หRวงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช5และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล5อมอยRางรู5คุณ คRา เสนอตัวเองรRวมมือปฏิบัติกับชุมชนในการปzองกัน ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล5อมของท5องถิ่น 19. แสดงถึงความพอใจ และเห็นคุณคRาในการค5นพบความรู5 พบคำตอบ หรือแก5ปaญหาได5 20. ทำงานรRวมกับผู5อื่นอยRางสร5างสรรคV แสดงความคิดเห็นโดยมีข5อมูลอ5างอิงและเหตุผล ประกอบ เกี่ยวกับผลของการพัฒนาและการใช5วิทยาศาสตรVและเทคโนโลยีอยRางมีคุณธรรมตRอสังคม และสิ่งแวดล5อม และยอมรับฟaงความคิดเห็นของผู5อื่น สาระการเรียนรู5วิทยาศาสตร9 องคVความรู5 ทักษะสำคัญ และคุณลักษณะในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สาระ การเรียนรู5วิทยาศาสตรV คือ การนำความรู5และกระบวนการทางวิทยาศาสตรVไปใช5ในการศึกษา ค5นคว5า หาความรู5 และแก5ปaญหาอยRางเปbนระบบการคิดอยRางเปbนเหตุเปbนผล คิดวิเคราะหVคิดสร5างสรรคVและ จิตวิทยาศาสตรVประกอบด5วย 8 สาระยRอย ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 10-15) สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดล5อม สาระที่ 3 : สารและสมบัติของสาร สาระที่ 4 : แรงและการเคลื่อนที่ สาระที่ 5 : พลังงาน สาระที่ 6 : กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก สาระที่ 7 : ดาราศาสตรVและอวกาศ สาระที่ 8 : ธรรมชาติของวิทยาศาสตรVและเทคโนโลยี สาระและมาตรฐานการเรียนรู5 กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตร9มาตรฐานการเรียนรู5 ของกลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรVมีดังนี้ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต มาตรฐาน ว 1.1 เข5าใจหนRวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธVของโครงสร5างและ หน5าที่ของระบบตRาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทำงานสัมพันธVกัน มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู5 สื่อสารสิ่ง ที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ในการดำรงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต มาตรฐาน ว 1.2 เข5าใจกระบวนการและความสำคัญของการถRายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช5เทคโนโลยีชีวภาพที่มี
12 ผลกระทบตRอมนุษยVและสิ่งแวดล5อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู5และจิตวิทยาศาสตรV สื่อสารสิ่งที่ เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนV สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล5อม มาตรฐาน ว 2.1 เข5าใจสิ่งแวดล5อมในท5องถิ่น ความสัมพันธVระหวRาง สิ่งแวดล5อมกับ สิ่งมีชีวิตความสัมพันธVระหวRางสิ่งมีชีวิตตRาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู5 และ จิตวิทยาศาสตรV สื่อสารสิ่งที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนV มาตรฐาน ว 2.2 เข5าใจความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติการใช5ทรัพยากร ธรรมชาติในระดับท5องถิ่น ประเทศ และโลก นำความรู5ไปใช5ในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล5อมในท5องถิ่นอยRางยั่งยืน สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร มาตรฐาน ว 3.1 เข5าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธVระหวRางสมบัติของสารกับ โครงสร5างและแรงยึดเหนี่ยวระหวRางอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู5และจิตวิทยาศาสตรV สื่อสารสิ่งที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนV มาตรฐาน ว 3.2 เข5าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนสถานะของสาร การ เกิดสารละลายการเกิดปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู5และจิตวิทยาศาสตรVสื่อสารสิ่งที่ เรียนรู5และนำความรู5ใช5ประโยชนV สาระที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ มาตรฐาน ว 4.1 เข5าใจธรรมชาติแรงแมRเหล็กไฟฟzา แรงโน5มถRวง และแรงนิวเคลียรV มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู5 สื่อสารสิ่งที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนVอยRางถูกต5อง มาตรฐาน ว 4.2 เข5าใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบตRาง ๆ ของวัตถุใน ธรรมชาติมี กระบวนการสืบเสาะหาความรู5และจิตวิทยาศาสตรV สื่อสารสิ่งที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนV สาระที่ 5 พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 เข5าใจความสัมพันธVระหวRางพลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยน รูปพลังงาน ปฏิสัมพันธVระหวRางสารและพลังงาน ผลของการใช5พลังงานตRอชีวิต และสิ่งแวดล5อม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู5 สื่อสารสิ่งที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนV สาระที่ 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก มาตรฐานที่ ว 6.1 เข5าใจกระบวนการตRาง ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและ ภายในโลก ความสัมพันธVของกระบวนการตRาง ๆ ที่มีผลตRอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และสัณฐาน ของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู5และจิตวิทยาศาสตรV สื่อสารสิ่งที่ เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5 ประโยชนV
13 สาระที่ 7 ดาราศาสตรVและอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 เข5าใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซีและเอกภพปฏิสัมพันธV ภายในระบบสุริยะและผลตRอสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู5 และจิตวิทยาศาสตรV สื่อสารสิ่งที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนV มาตรฐาน ว 7.2 เข5าใจความสัมพันธVเทคโนโลยีอวกาศที่นำมาใช5ใน อวกาศและ ทรัพยากรธรรมชาติ ด5านการเกษตรและการสื่อสาร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู5และนำความรู5ไปใช5ประโยชนV อยRางมีคุณธรรมตRอชีวิตและสิ่งแวดล5อม สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตรVและเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1 ใช5กระบวนการทางวิทยาศาสตรVและจิตวิทยาศาสตรVในการสืบ เสาะหาความรู5 การแก5ปaญหา รู5วRาปรากฏการณVทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสRวนใหญRมีรูปแบบที่แนRนอน สามารถอธิบาย และตรวจสอบได5 ภายใต5ข5อมูลและเครื่องมือที่มีอยูRในชRวงเวลานั้น ๆ เข5าใจวRา วิทยาศาสตรVและเทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล5อมมีความเกี่ยวข5องสัมพันธVกัน คำอธิบายรายวิชาและผลการเรียนรู5 คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติมและผลการเรียนรู5วิชาเคมี กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรV ชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 4-6 มีดังนี้ (สถาบันสRงเสริมการสอนวิทยาศาสตรVและเทคโนโลยี. 2558) คําอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม เคมี เลRม 3 ก ลุ ม ส า ร ะ ก า ร เรี ย น รู5 วิทยาศาสตรV ชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 - 6 เวลา 60 ชั่วโมง จํานวน 1.5 หน วยกิต ศึกษาความหมายของอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ทดลองเพื่อศึกษาอัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีการคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาของสารจากกราฟ ศึกษาและวิเคราะหVแนวคิดเกี่ยวกับการ เกิดปฏิกิริยาเคมีโดยใช5ทฤษฎีจลนVและการชนกันของอนุภาค การเกิดสารเชิงซ5อนกัมมันตV พลังงาน กับการดำเนินไปของปฏิกิริยา เคมี ศึกษาและทดลองเกี่ยวกับผลของความเข5มข5น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ ตัวเรRงปฏิกิริยาและ ตัวหนRวงปฏิกิริยา ตRออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมบัติของตัวเรRงปฏิกิริยา และ การใช5ทฤษฎีจลนVอธิบายผลของปaจจัยตRาง ๆ ที่มีตRออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ศึกษาปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นอยRางสมบูรณV การเกิดปฏิกิริยาไปข5างหน5า ปฏิกิริยาย5อนกลับ และปฏิกิริยาที่ผันกลับได5 ทดลองเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่ผันกลับได5 ศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่ทำให5เกิด ภาวะสมดุลระหวRางสถานะ สมดุลในสารละลายอิ่มตัว สมดุลไดนามิก ศึกษาและทดลองสมดุลเคมีใน ปฏิกิริยา วิเคราะหVความสัมพันธVระหวRางความเข5มข5นของสารตRาง ๆ ณ ภาวะสมดุล คRาคงที่สมดุลกับ
14 สมการเคมี คำนวณหาคRาคงที่ของสมดุลและ หาความเข5มข5นของสารในปฏิกิริยา ณ ภาวะสมดุล ทดลองเพื่อศึกษาผลของความเข5มข5น ความดัน อุณหภูมิตRอภาวะสมดุลและคRาคงที่สมดุล หลักของ เลอชาเตอลิเอและการนำหลักของเลอชาเตอลิเอไปใช5ในกระบวนการอุตสาหกรรม กระบวนการ ตRาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล5อม ศึกษาและทดลองสมบัติบางประการของสารละลายอิเล็กโทรไลตVและสารละลาย นอนอิเล็กโทรไลตVประเภทของสารละลายอิเล็กโทรไลตV ศึกษาไอออนในสารละลายกรดและเบส ทฤษฎีกรด-เบสของอารVเรเนียส เบรินสเตด–ลาวรี และลิวอิส ศึกษาและทดลองเกี่ยวกับการถRายโอน โปรตอนของสารละลายกรด-เบส ศึกษาคูRกรด–เบส การคำนวณและการเขียนสมการการแตกตัวของ กรด-เบส การคำนวณคRาคงที่การแตกตัวเปbนไอออนของกรดอRอนและเบสอRอน ศึกษาและทดลองการ แตกตัวเปbนไอออนของน้ำ การคํานวณคRาคงที่การแตกตัวของน้ำ pH ของสารละลาย และการคำนวณ คRา pH อินดิเคเตอรVสำหรับกรด-เบส สารละลายกรด-เบสในชีวิตประจำวัน และในสิ่งมีชีวิต ศึกษา และทดลองเรื่องปฏิกิริยาสะเทินและปฏิกิริยาการเกิดเกลือจากปฏิกิริยาระหวRางสารละลายกรดกับ สารละลายเบส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ ศึกษาเกี่ยวกับการไทเทรตสารละลายกรด-เบส การ เขียน กราฟและการหาจุดสมมูลจากกราฟของการไทเทรต และคำนวณหาความเข5มข5นของ สารละลายกรด-เบส ศึกษาหลักการเลือกใช5อินดิเคเตอรVสำหรับไทเทรตกรด-เบส การประยุกตVความรู5 เรื่องการไทเทรตไปใช5ใน ชีวิตประจำวัน ศึกษาและทดลองสมบัติความเปbนบัฟเฟอรVของสารละลาย เพื่อให5มีความรู5 ความเข5าใจเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลเคมีในสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล5อม และสารละลายกรด-เบส โดยใช5การเรียนรู5ด5วยกระบวนการทางวิทยาศาสตรV การสืบเสาะ หาความรู5 การสำรวจ ตรวจสอบ สามารถนำความรู5และหลักการไปใช5ประโยชนV เชื่อมโยง อธิบาย ปรากฏการณVหรือแก5ปaญหาในชีวิตประจำวัน สามารถจัดกระทำและวิเคราะหVข5อมูล สื่อสารสิ่งที่ เรียนรู5มีความสามารถในการตัดสินใจแก5ปaญหา มีจิตวิทยาศาสตรV เห็นคุณคRาของวิทยาศาสตรV มีจริยธรรม คุณธรรมและคRานิยมที่เหมาะสม ผลการเรียนรู5 1. คำนวณและเปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได5 2 เขียนและแปลความหมายกราฟแสดงความสัมพันธVระหวRางความเข5มข5นของสารกับ เวลารวมทั้งสามารถหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากกราฟได5 3. อธิบายแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมีโดยใช5ทฤษฎีจลนVและการชนกันของ อนุภาคและการเกิดสารเชิงซ5อนกัมมันตVได5 4 แปลความหมายกราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงพลังงานกับการดำเนินไปของปฏิกิริยา เคมีและสามารถระบุได5วRาเปbนปฏิกิริยาดูดหรือคายพลังงานได5 5. ระบุปaจจัยตRาง ๆ ที่มีผลตRออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได5
15 6. อธิบายผลของความเข5มข5นและพื้นที่ผิวของสาร อุณหภูมิตัวเรRงและตัวหนRวง ปฏิกิริยาที่มีตRออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได5 7. อธิบายความหมายของปฏิกิริยาผันกลับได5ภาวะสมดุล สมดุลระหวRางสถานะ สมดุล ในสารละลายอิ่มตัว สมดุลในปฏิกิริยาเคมีและคRาคงที่สมดุลได5 8. อธิบายสมบัติตRาง ๆ ของระบบ ณ ภาวะสมดุลได5 9. เขียนความสัมพันธVระหวRางความเข5มข5นของสารตั้งต5นกับผลิตภัณฑV ณ ภาวะสมดุลได5 10. คำนวณคRาคงที่สมดุลและความเข5มข5นของสารตRาง ๆ ณ ภาวะสมดุลได5 11. ระบุปaจจัยที่มีผลตRอภาวะสมดุลของระบบ พร5อมทั้งอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นเมื่อภาวะสมดุลของระบบถูกรบกวนได5 12. ระบุปaจจัยที่มีผลตRอคRาคงที่สมดุลพร5อมทั้งอธิบายเหตุผลได5 13. อธิบายการปรับตัวของระบบเพื่อเข5าสูRภาวะสมดุลโดยใช5หลักของเลอซาเตอลิเอ รวมทั้งการเลือกภาวะที่เหมาะสมเพื่อให5ได5ผลิตภัณฑVสูงในอุตสาหกรรมได5 14. อธิบายการเกิดสมดุลเคมีในกระบวนการตRาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตและปรากฏการณV ตRาง ๆ ในธรรมชาติและสิ่งแวดล5อมได5 15. เปรียบเทียบสมบัติของสารละลายอิเล็กโทรไลตVกับสารละลายนอนอิเล็กโทรไลตV และระบุประเภทของสารละลายอิเล็กโทรไลตVได5 16. อธิบายการเปลี่ยนแปลงเมื่อกรดหรือเบสละลายในน้ำ พร5อมทั้งระบุชนิดของไอออน ที่ทำให5สารละลายแสดงสมบัติเปbนกรดหรือเบสได5 17. อธิบายความหมายของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบสอารVเรเนียสเบรินสเตดลาวรีและลิวอิส พร5อมทั้งอธิบายสมบัติของกรดหรือเบสตามทฤษฎีกรด-เบสเหลRานี้ได5 18. ระบุโมเลกุลหรือไอออนที่เปbนคูRกรด-เบสในปฏิกิริยาตามทฤษฎีกรด-เบสเบรินสเตดลาวรีได5 19. อธิบายความสามารถในการแตกตัวของกรดแกR เบสแกR กรดอRอน เบสอRอนรวมทั้ง คำนวณหาร5อยละของการแตกตัวและคRาคงที่การแตกตัวของกรดอRอนหรือเบสอRอนได5 20. เปรียบเทียบปริมาณการแตกตัวของกรดหรือเบสและคำนวณหาความเข5มข5นของ H3O+ และ OH- โดยใช5คRาคงที่การแตกตัวของกรดและเบสได5 21. อธิบายการเปลี่ยนแปลงภาวะสมดุลของน้ำเมื่อเติมกรดหรือเบส พร5อมทั้ง คำนวณหาความเข5มข5นของ H3O+ และ OH- ในสารละลายได5 22. คำนวณหา pH ของสารละลายเมื่อทราบความเข5มข5นของ H3O+ หรือ OH- และ บอกความเปbนกรด-เบสของสารละลายจากคRา pH ได5
16 23. อธิบายเหตุผลที่ทำให5อินดิเคเตอรVเปลี่ยนสีและใช5ชRวงของการเปลี่ยนสีของ อินดิเคเตอรVบอก คRา pH หรือความเปbนกรด-เบสของสารละลายได5 24. อธิบายความสำคัญของ pH หรือความเปbนกรด-เบสของสารละลายในสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล5อมได5 25. อธิบายการเกิดเกลือจากปฏิกิริยาระหวRางกรดกับเบส และกรดหรือเบสกับสารบาง ชนิด พร5อมทั้งเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาและบอกสมบัติของเกลือที่เกิดขึ้นได5 26. อธิบายความหมายของปฏิกิริยาการสะเทิน พร5อมทั้งเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาได5 27. อธิบายการเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือในน้ำ พร5อมทั้งเขียนสมการแสดง ปฏิกิริยาได5 28. อธิบายวิธีการไทเทรต การเลือกใช5อินดิเคเตอรVที่เหมาะสมในการไทเทรตกรด-เบส ตลอดจนคำนวณหาความเข5มข5นของสารละลายจากการไทเทรตได5 29. เขียนกราฟของการไทเทรตและหาจุดสมมูลจากกราฟ พร5อมทั้งบอกคRา pH ของ สารละลาย ณ จุดสมมลได5 30. อธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเติมกรดหรือเบสลงในระบบบัฟเฟอรVเขียน สมการแสดงปฏิกิริยาการควบคุมของสารละลายบัฟเฟอรVได5 รวมทั้งหมด 30 ผลการเรียนรู5 ชุดกิจกรรมการเรียนรู5 ความหมายของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 ชุดการสอนหรือชุดการเรียนมาจากคำวRา instructional Packages หรือ Learning Packages เดิมทีเดียวเข5าใจใช5คำวRา ชุดการสอน เพราะเปbนสื่อที่ครูนำมาใช5ประกอบการสอน แตRตRอมาแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน5นผู5เรียนเปbนสำคัญได5เข5ามามีอิทธิพลมากขึ้น นักการศึกษาจึงเปลี่ยนมาใช5คำวRา ชุดการเรียน ซึ่งมีผู5ให5ความหมายของชุดกิจกรรมการเรียนรู5ไว5ดังนี้ ระพินทรV โพธิ์ศรี (2550 : 1) กลRาวถึง ชุดกิจกรรมการเรียนรู5วRาเปbนสื่อการสอนที่ประกอบ ไปด5วยจุดประสงคVการเรียนรู5ที่สะท5อนถึงปaญหาและความต5องการในการเรียนรู5ซึ่งเนื้อหากิจกรรม การเรียนรู5และการประเมินผลการเรียนรู5ที่นำมาบูรณาการเข5าด5วยกันอยRางเปbนระบบ สามารถ นำมาใช5ในการจัดการเรียนรู5ได5อยRางมีประสิทธิภาพ สุวิทยV มูลคำ และอรทัย มูลคํา (2550 : 51) กลRาวถึง ชุดกิจกรรมการเรียนรู5วRาเปbน กระบวนการเรียนรู5จากชุดกิจกรรมการเรียนรู5 เปbนสื่อการสอนที่เปbนลักษณะของสื่อประสม (Multimedia) เปbนการใช5สื่อตั้งแตRสองชนิดขึ้นไปรRวมกัน เพื่อให5นักเรียนได5รับความรู5ที่ต5องการ โดย อาจจัดขึ้นสำหรับหนRวยการเรียนตามหัวข5อเนื้อหา และประสบการณVของแตRละหนRวยที่ต5องการจะให5
17 นักเรียนได5เรียนรู5 อาจจัดเอาไว5เปbนชุด ๆ บรรจุในกลRอง ซองหรือกระเปéา ชุดกิจกรรมการเรียนรู5แตRละ ชุดประกอบด5วยเนื้อหาสาระ บัตรคำสั่ง ใบงาน วัสดุอุปกรณV เอกสาร ใบความรู5 เครื่องมือหรือสื่อที่ จำเปbนสำหรับจัดกิจกรรมตRาง ๆ รวมทั้งแบบประเมินผลการเรียนรู5 ไกรฤกษV พลพา (2551 : 11) กลRาวถึง ชุดกิจกรรมการเรียนรู5วRา หมายถึง สื่อการสอนที่ ครูผู5สอนสร5างขึ้น เพื่อนำมาใช5ในกิจกรรมการเรียนการสอน ให5สอดคล5องกับเนื้อหาวิชาตาม จุดประสงคVการเรียนรู5ของหลักสูตร ซึ่งประกอบไปด5วย ชื่อกิจกรรม คูRมือการปฏิบัติกิจกรรม เนื้อหา สาระ กิจกรรมการเรียนรู5 และแบบประเมินผล เพื่อเปbนเครื่องมือให5นักเรียนได5ศึกษา และปฏิบัติ กิจกรรมด5วยตนเอง เพื่อชRวยให5นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู5 สามารถทำกิจกรรม แบบรายบุคคลหรือทำกิจกรรมแบบกลุRม โดยครูเปbนผู5คอยให5คำแนะนำชRวยเหลือ ทำให5นักเรียนเกิด การเรียนรู5ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551 : 14-15) ได5ให5ความหมายของชุดกิจกรรมการ เรียนรู5หรือชุดการสอนวRา ตรงกับภาษาอังกฤษคือ Instructional Package เปbนสื่อการประสม ประเภทหนึ่งซึ่งมีจุดมุRงหมายเฉพาะเรื่องที่สอน แม5ชุดการเรียนการสอนจะเปbนเรื่องที่คRอนข5างใหมR สำหรับบางคน แตRนักการศึกษาไทยได5มีแนวคิดการทำชุดการเรียนการสอนเปbนเวลานาน แม5จะยังไมR มีคำวRา “ชุดการเรียนการสอน” ขึ้นมาก็ตาม ชุดการเรียนการสอนเปbนสื่อประสงคVที่ได5จัดระบบการ ผลิตและการนำสื่อการสอนที่สอดคล5องกับวิชาหนRวย หัวเรื่อง และวัตถุประสงคVเพื่อชRวยให5การเปลี่ยน พฤติกรรมการเรียนมีประสิทธิภาพ วรวิทยV นิเทศศิลปì (2551 : 269) กลRาวถึง ชุดกิจกรรมการเรียนรู5 หรือชุดการสอนวRา หมายถึง ระบบการผลิตและนำสื่อประสมที่สอดคล5องมาใช5กับวิชาหรือหนRวยหรือหัวเเรื่อง เพื่อชRวยให5 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู5เปbนไปอยRางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บุญชม ศรีสะอาด (2553 : 50) กลRาวถึง ชุดการสอนหรือชุดการเรียน หมายถึง สื่อผสม ที่ให5ผู5เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมด5วยตนเองตามความสามารถ ในชุดการเรียนอาจประกอบด5วย บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม แบบฝïก ฯลฯ เพื่อให5ผู5เรียนใช5ประกอบเรียนในเรื่องนั้น ๆ เเคปเฟอรV เเละเเคปเฟอรV (Kapfer & Kapfer. 1972 : 3-10) กลRาวถึง ชุดการเรียนวRา เปbนรูปแบบการสื่อสารระหวRางผู5สอนกับผู5เรียน ซึ่งประกอบด5วยคำแนะนำให5ผู5เรียนได5ทำกิจกรรม การเรียนจนบรรลุพฤติกรรมที่เปbนผลของการเรียนรู5 สRวนเนื้อหาที่นำมาสร5างชุดการเรียน นำมาจาก ขอบขRายความรู5ที่หลักสูตรกำหนดให5ผู5เรียนได5เรียนรู5 ซึ่งต5องสื่อความหมายให5แกRผู5เรียนอยRางชัดเจน จนผู5เรียนเกิดพฤติกรรมตามเปzาหมายหรือจุดประสงคVการเรียนรู5เชิงพฤติกรรม กู~ด (Good. 1973 : 306) ได5ให5ความหมายของชุดกิจกรรม หมายถึง โปรแกรมทางการ สอนทุกอยRางที่จัดไว5เฉพาะมีวัสดุอุปกรณVที่ใช5ในการสอน อุปกรณVที่ใช5ในการเรียน คูRมือครู เนื้อหา
18 แบบทดสอบ ข5อมูลที่เชื่อถือได5 มีการกำหนดจุดมุRงหมายของการเรียนไว5อยRางชัดเจน ชุดกิจกรรมนี้ ครูเปbนผู5จัดให5นักเรียนแตRละคนได5ศึกษาและฝïกฝนด5วยตนเอง โดยครูเปbนผู5คอยแนะนำเทRานั้น ดวน (Duane. 1973 : 169) กลRาวถึง ชุดการเรียนวRาเปbนการเรียนรายบุคคลอีกรูปแบบ หนึ่งซึ่งจะชRวยให5ผู5เรียนได5สัมฤทธิ์ผลทางการเรียนตามเปzาหมาย ผู5เรียนจะเรียนตามอัตรา ความสามารถและความต5องการของตน จากความหมายข5างต5นสรุปได5วRา ชุดกิจกรรมการเรียนรู5 หมายถึง สื่อการสอนที่เปbน ลักษณะของสื่อประสมที่บูรณาการเข5าด5วยกันอยRางเปbนระบบ โดยกำหนดจุดมุRงหมายของการเรียนรู5 ไว5อยRางชัดเจน นักเรียนสามารถศึกษาและปฏิบัติตามกิจกรรมได5ด5วยตนเองตามความสามารถ ชRวยให5 นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู5อยRางมีประสิทธิภาพ โดยครูคอยแนะนำและ ชRวยเหลือจนผู5เรียนเกิดพฤติกรรมตามเปzาหมาย ประเภทชุดกิจกรรมการเรียนรู5 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2550 : 6-7) ได5เสนอแนวคิดในการแบRงชุดกิจกรรมหรือ ชุดการเรียนการสอนมี 4 ประเภทใหญRๆ คือ 1. ชุดการเรียนการสอนประกอบการบรรยาย เปbนชุดการเรียนการสอนที่มุRงชRวยขยาย เนื้อหาสาระการสอนแบบบรรยายให5ชัดเจนมากขึ้น ชRวยให5ผู5สอนพูดน5อยลง และให5สื่อการสอนทำ หน5าที่แทนชุดการสอนแบบบรรยายนี้ นิยมใช5กับการฝïกอบรมและการสอนในระดับระดับอุดมศึกษา ที่ยังถือวRาการสอนแบบบรรยายยังมีบทบาทสำคัญในการถRายทอดความรู5แกRผู5เรียน 2. ชุดการเรียนการสอนแบบกลุRมกิจกรรม เปbนชุดการเรียนการสอนที่มุRงให5ผู5เรียนได5 ประกอบกิจกรรมกลุRม เชRน ในการสอนแบบศูนยVการเรียน การสอนแบบกลุRมสัมพันธVเปbนต5น 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล เปbนชุดการเรียนการสอนที่มุRงให5ผู5เรียนสามารถศึกษา หาความรู5ด5วยตนเองตามความแตกตRางระหวRางบุคคล อาจเปbนการเรียนในโรงเรียนหรือที่บ5านก็ได5 เพื่อให5ผู5เรียนก5าวไปข5างหน5าตามความสามารถ ความสนใจ และความพร5อมของผู5เรียน ชุดการเรียน การสอนรายบุคคลอาจออกมาในรูปแบบของหนRวยการสอนยRอยหรือ “โมดูล” 4. ชุดการเรียนการสอนทางไกล เปbนชุดการเรียนที่ผู5สอนกับผู5เรียนอยูRตRางถิ่นตามเวลากัน มุRงสอนให5ผู5เรียนศึกษาได5ด5วยตนเอง โดยไมRต5องเข5าชั้นเรียน ประกอบด5วย สื่อประเภทสิ่งพิมพV รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศนV ภาพยนตรVและการสอนเสริมตามศูนยVบริการศึกษา เชRน ชุดการเรียนการสอนทางไกลมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สุคนธV สินธพานนทV (2553 : 16-17) ได5แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดการเรียนที่เหมาะสม กับครูผู5สอนในการจัดการศึกษาในระบบนั้นสามารถจับได54 รูปแบบคือ 1. ชุดการเรียนสำหรับครูผู5สอนเปbนชุดการเรียนที่ถูกใช5ประกอบการสอนประกอบด5วยคูRมือ สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายมีการจัดกิจกรรมและสื่อการสอน ประกอบการบรรยายของผู5สอน
19 ชุดการเรียนนี้มีเนื้อหาสาระวิชาเพียงหนRวยเดียวและใช5กับผู5เรียนทั้งชั้น แบRงเปbนหัวข5อที่จะบรรยาย มีการกำหนดกิจกรรมตามลำดับขั้น 2. ชุดการเรียนสำหรับกิจกรรมกลุRม เปbนชุดการเรียนที่ใช5ผู5เรียนศึกษาความรู5รRวมกันโดย ปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนตRาง ๆ ที่กำหนดไว5ในชุดการเรียนหรืออาจจะเรียนรู5ชุดการเรียนในศูนยV การเรียน กลRาวคือในแตRละศูนยVการเรียนรู5จะมีชุดการเรียนในแตRละหัวข5อยRอยของหนRวยการเรียนรู5 ที่ให5ผู5เรียนศึกษา ผู5เรียนแตRละกลุRมจะหมุนเวียนศึกษาความรู5 และทำกิจกรรมของชุดการเรียนจบครบ ทุกศูนยVการเรียน 3. ชุดการเรียนรายบุคคล เปbนชุดการเรียนที่ให5ผู5เรียนศึกษาความรู5ด5วยตนเอง ผู5เรียนจะ เรียนรู5ตามขั้นตอนที่กำหนดไว5ในชุดการเรียน ซึ่งสามารถศึกษาได5ทั้งในห5องเรียน และนอกห5องเรียน และเมื่อศึกษาจนครบตามขั้นตอนแล5ว ผู5เรียนสามารถประเมินผลการเรียนรู5ของตนเองได5ด5วยตนเอง 4. ชุดการเรียนแบบผสม เปbนชุดการเรียนที่มีการจัดกิจกรรมหลากหลาย บางขั้นตอน ผู5สอนอาจใช5วิธีการบรรยายประกอบการใช5สื่อบางขั้นตอนผู5สอนอาจให5ผู5เรียนศึกษาความรู5จากชุด การเรียน โดยใช5กิจกรรมกลุRมเปbนต5น สรุปได5วRา ชุดกิจกรรมการเรียนรู5สามารถจัดแบRงได5ตามลักษณะการใช5ได5เปbน 4 ประเภท คือ ชุดกิจกรรมสำหรับครูผู5สอน ชุดกิจกรรมสำหรับกิจกรรมแบบกลุRม ชุดกิจกรรมรายบุคคล และชุด กิจกรรมแบบผสม ซึ่งแตRละประเภทมีความสำคัญตามความต5องการของผู5สอนกับผู5เรียนเพื่อพัฒนาให5 ตรงตามศักยภาพของแตRละบุคคล องค9ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 สุวิทยV มูลคำ เเละอรทัย มูลคำ (2550 : 52) กลRาวถึงชุดกิจกรรมการเรียนรู5วRามี องคVประกอบสำคัญ 4 ประการได5แกR 1. คูRมือครูเปbนคูRมือหรือแผนการสอนสำหรับครูผู5สอนใช5ศึกษาและปฏิบัติตามขั้นตอน ตRาง ๆ ซึ่งมีรายละเอียดชี้แจงไว5อยRางชัดเจน เชRน การนำเข5าสูRบทเรียน การจัดชั้นเรียน บทบาท นักเรียน เปbนต5น ลักษณะของคูRมืออาจจะทำเปbนเลRมหรือแผRนพับก็ได5 2. คำสั่งหรือบัตรงาน เปbนเอกสารที่บอกให5นักเรียนประกอบกิจกรรมแตRละอยRางตาม ขั้นตอนที่กำหนดไว5บรรจุอยูRในชุดกิจกรรมการเรียนรู5บัตรคำสั่ง หรือบัตรงาน จะมีครบตามจำนวน กลุRมหรือจำนวนนักเรียนซึ่งประกอบด5วยคำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษา คำสั่งให5นักเรียนประกอบ กิจกรรมและการสรุปบทเรียน การจัดทำบัตรคำสั่งหรือบัตรงาน สRวนใหญRนิยมใช5กระดาษแข็งขนาด 6 x 8 นิ้ว 3. เนื้อหาสาระและสื่อการเรียนประเภทตRาง ๆ จัดในรูปของสื่อการสอนที่หลากหลาย อาจแบRงเปbน 2 ประเภท
20 3.1 ประเภทเอกสารสิ่งพิมพVเชRน หนังสือ วารสาร บทความ ใบความรู5 (Fact sheet) ของเนื้อหาเฉพาะเรื่อง บทเรียนโปรแกรม เปbนต5น 3.2 ประเภทโสตทัศนูปกรณVเชRน รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิสมุดภาพ เทปบันทึกเสียง สไลดV (Slide) วีดีทัศนV (Video) ซีดีรอม (CD-ROM) โปรแกรมคอมพิวเตอรVชRวยสอน (CAI) เปbนต5น 4. แบบประเมินผลเปbนแบบทดสอบที่ใช5วัดและประเมินความรู5ด5วยตนเองทั้งกRอนเรียนและ หลังเรียน อาจจะเปbนแบบทดสอบชนิดจับคูRเลือกตอบหรือกาเครื่องหมายถูกผิดก็ได5 วรวิทยV นิเทศศิลปì (2551 : 275) กลRาวถึง องคVประกอบสำคัญของชุดการสอนหรือชุด กิจกรรมการเรียนรู5มี 6 องคVประกอบ ดังนี้ 1. มีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการใช5ชุดการสอน สิ่งที่จะต5องเตรียมตลอดจน กระบวนการของการเรียนการสอน 2. คูRมือการเรียนสำหรับนักเรียน ประกอบด5วย คำแนะนำในการเรียนคำสั่ง กิจกรรมที่ ผู5เรียนต5องปฏิบัติ ตลอดจนการเรียนการสอน 3. เนื้อหาหรือสื่อการสอนแบบประสม กิจกรรมการเรียนการสอนวัตถุประสงคVทั่วไป วัตถุประสงคVของเนื้อหาในแตRละตอน 4. นักเรียนเปbนผู5กระทำกิจกรรมด5วยตนเอง และเรียนได5ตามความสามารถความสนใจหรือ ความต5องการของตนเอง 5. ชRวยแก5ปaญหาเรื่องการขาดแคลนครูและคุณภาพการเรียนรู5ได5 6. ให5ความสะดวกแกRครูผู5สอนและชRวยให5ครูมีความมั่นใจในการสอนของตนเอง บุญชม ศรีสะอาด (2553 : 50-51) กลRาวถึง องคVประกอบสำคัญของชุดการสอนซึ่งมี 5 องคVประกอบ ดังนี้ 1. คูRมือ สำหรับผู5สอนและผู5เรียนที่ใช5ชุดการสอน 2. คำสั่ง เพื่อเปbนแนวทางในการเรียน 3. เนื้อหาบทเรียนที่อยูRในรูปแบบตRาง ๆ เชRน เทป ชุดการVตูน ฯลฯ 4. กิจกรรม ที่กำหนดให5ผู5เรียนได5ทำหรือค5นคว5าตRอจากที่เรียนแล5ว 5. แบบทดสอบสำหรับการประเมินผลเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียนนั้น สุคนธV สินธพานนทV (2553 : 18-19) กลRาวถึง ชุดการเรียนการสอนวRาแตRละชุดมีเนื้อหา เหมือนกันในเรื่องเดียวกัน เมื่อผู5เรียนได5ศึกษาชุดการเรียนการสอนแล5วจะมีการประเมินผลและ การซRอมเสริมสำหรับเวลาที่ใช5นั้นขึ้นอยูRกับความสามารถของผู5เรียน สRวนองคVประกอบที่สำคัญของ ชุดการเรียนการสอนมี 8 องคVประกอบ ดังนี้ 1. คำชี้แจงในการใช5ชุดการเรียนการสอน เปbนคำชี้แจงให5ผู5เรียนทราบจุดประสงคVของการ เรียน ศึกษาชุดการเรียนการสอนและสRวนประกอบของชุดการเรียนการสอน เชRน ประกอบด5วยบัตร
21 คำสั่ง บัตรปฏิบัติการ บัตรเนื้อหา บัตรฝïกหัดและบัตรเฉลย บัตรปฏิบัติการและบัตรเฉลย บัตรทดสอบ และบัตรเฉลยบัตรทดสอบ 2. บัตรคำสั่ง เปbนการชี้แจงรายละเอียดของการศึกษาชุดการเรียนการสอนนั้นวRาต5อง ปฏิบัติตามขั้นตอนอยRางไร 3. บัตรกิจกรรมหรือบัตรปฏิบัติการ บางชุดการเรียนการสอนอาจออกแบบให5มีบัตร กิจกรรมหรือบัตรปฏิบัติการ ซึ่งเปbนบัตรที่บอกให5ผู5เรียนทำกิจกรรมตRาง ๆ 4. บัตรเนื้อหา เปbนบัตรที่บอกเนื้อหาที่ให5ผู5เรียนศึกษา สิ่งที่ควรมีในบัตรเนื้อหา คือ หัวเรื่อง สูตร นิยามและคำอธิบาย 5. บัตรและแบบฝïกหัดหรือบัตรงาน เปbนแบบฝïกหัดที่ให5ผู5เรียนทำหลังจากได5ทำกิจกรรม และศึกษาเนื้อหาจนเข5าใจแล5ว (ในกรณีวิชาคณิตศาสตรVอาจมีหัวเรื่อง สูตร นิยาม กฎ ที่ต5องการใช5ใน โจทยVฝïกหัด 6. บัตรเฉลยแบบฝïกหัด เมื่อผู5เรียนทำบัตรแบบฝïกหัดเสร็จแล5ว สามารถตรวจสอบความ ถูกต5องจากบัตรเฉลยบัตรแบบฝïกหัด 7. บัตรทดสอบ เมื่อผู5เรียนได5ทำบัตรแบบฝïกหัดเสร็จแล5ว ผู5เรียนจะมีความรู5ในหัวข5อที่ เรียนนั้น ๆ ตRอจากนั้นจึงให5ผู5เรียนทำบัตรทดสอบ 8. บัตรเฉลยบัตรทดสอบ เปbนบัตรที่มีคำเฉลยของบัตรทดสอบที่ผู5เรียนได5ทำไปแล5วเปbน การตรวจสอบหรือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู5เรียนในการศึกษาชุดการเรียนการสอนนั้น วาสนา ทวีกุลทรัพยV (2554 : 11-14) กลRาวถึงองคVประกอบของชุดกิจกรรมประกอบด5วย 6 องคVประกอบดังนี้ 1. คูRมือการใช5ชุดกิจกรรม เปbนรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการใช5ชุดกิจกรรม เพื่อให5ใช5 ชุดกิจกรรมได5ถูกต5องและเกิดประโยชนVสูงสุด ประกอบด5วย 3 สRวน คือ การใช5ชุดกิจกรรม รายละเอียดชุดกิจกรรม คูRมือการเรียนสําหรับนักเรียน 2. แผนการสอน ชุดกิจกรรมเพื่อให5ผู5เรียนได5เตรียมตัวพร5อมกRอนที่จะเรียนเนื้อหาสาระนั้น 3. เนื้อหาสาระ 4. สื่อที่อยูRในชุดการสอน 5. การประเมิน 6. แบบฝïกปฏิบัติ กฤษมันตV วัฒนาณรงคV (2556 : 107-108) กลRาวถึง องคVประกอบที่สำคัญของชุดการสอน วRาประกอบด5วย 3 องคVประกอบดังนี้
22 1. องคVประกอบด5านการจัดการ ประกอบด5วยคูRมือและแบบฝïกปฏิบัติ สำหรับคูRผู5ใช5ชุด การสอนและผู5เรียนที่เรียน เปbนการจัดเตรียมการเรียนการสอนของผู5สอนและผู5เรียน มีคำสั่งหรือ การมอบงาน เพื่อกำหนดแนวทางการเรียนให5นักเรียนและการสอนของผู5สอน 2. องคVประกอบด5านเนื้อหาสาระ เปbนเนื้อหาสาระที่ถูกออกแบบให5อยูRในรูปของสื่อการ สอนและกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งแบบกลุRมและแบบรายบุคคล ซึ่งกำหนดไว5ให5ผู5เรียนสามารถ บรรลุผลได5ตามวัตถุประสงคVเชิงพฤติกรรม 3. องคVประกอบด5านการประเมิน เปbนการประเมิน “กระบวนการ” โดยวัดจากแบบฝïกหัด รายงานการค5นคว5าจากใบงาน ใบประลอง และจากการทดลอง เปbนต5น และสRวนที่เปbน “ผลลัพธV” ของการเรียน โดยวัดจากแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังจากการเรียนด5วยชุดการสอน นอกจากนี้อาจมี การประเมินกRอนเรียน เพื่อการวัดสมรรถนะของผู5เรียนกRอนเรียนด5วยก็ได5 ดวน (Duane. 1973 : 169) ได5นำเสนอโครงสร5างพื้นฐานของชุดกิจกรรมการเรียนรู5หรือ ชุดการสอนที่คล5ายคลึงกันทุกรูปแบบมีอยูR 7 ประการคือ 1. จุดมุRงหมายหรือเนื้อหาที่จะต5องเรียน 2. บรรยายเนื้อหา 3. จุดมุRงหมายเชิงพฤติกรรม 4. กิจกรรมในการเรียนการสอน 5. อุปกรณVที่ใช5ในการเรียนการสอน 6. เครื่องมือวัดผลระหวRางเรียนและหลังเรียน 7. คูRมือครู สรุปได5วRา องคVประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู5ประกอบไปด5วย คูRมือครูหรือคำชี้แจงใน การใช5ชุดกิจกรรม คำสั่งหรือบัตรงาน เนื้อหาบทเรียน สื่อการเรียนประเภทตRาง ๆ แบบฝïกปฏิบัติ เฉลยแบบฝïกปฏิบัติ และแบบทดสอบสำหรับการประเมินผลเกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนนั้น ขั้นตอนการสร5างชุดกิจกรรมการเรียนรู5 สุวิทยV มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2550 : 53-55) ขั้นตอนในการสร5างชุดกิจกรรมการเรียนรู5 ไว5 11 ขั้นตอนดังนี้ 1. กำหนดเรื่องเพื่อทำชุดการสอน อาจจะกำหนดตามหลักสูตรหรือกำหนดเรื่องให5มีขึ้นมา ก็ได5 การจัดแบRงเรื่องยRอยจะขึ้นอยูRกับลักษณะของเนื้อหาวิชา และลักษณะของการใช5ชุดการสอน นั้น ๆ การแบRงเนื้อเรื่องของชุดการสอนในแตRละระดับไมRเหมือนกัน 2. กำหนดหมวดหมูR เนื้อหาและประสบการณV อาจกำหนดเปbนหมวดวิชาหรือจะนำมา บูรณาการแบบสหวิทยาการได5ตามความเหมาะสม
23 3. จัดหนRวยการสอน จะแบRงเปbนกี่หนRวย ในหนRวยหนึ่ง ๆ จะใช5เวลาเทRาใด ควรพิจารณาให5 เหมาะสมกับวัยและระดับนักเรียน 4. กำหนดหัวเรื่อง จัดแบRงหนRวยการสอนเปbนหัวข5อยRอย ๆ เพื่อความสะดวกแกRการเรียนรู5 ซึ่งแตRละหนRวยควรประกอบด5วยหัวข5อยRอยหรือประสบการณVประมาณ 4-6 ข5อ 5. กำหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการ ต5องกำหนดให5ชัดเจนวRาจะให5นักเรียนเกิด ความคิดรวบยอดหรือสามารถสรุปหลักการ แนวคิดอะไร 6. กำหนดจุดประสงคVการสอน หมายถึง จุดประสงคVทั่วไป และจุดประสงคVเชิงพฤติกรรม ทั้งการกำหนดเกณฑVการตัดสินสัมฤทธิ์การเรียนรู5ไว5ให5ชัดเจน 7. กำหนดกิจกรรมการเรียน ต5องกำหนดให5สอดคล5องกับวัตถุประสงคVเชิงพฤติกรรม ซึ่งจะ เปbนแนวทางในการเลือกและผลิตสื่อการสอน กิจกรรมการเรียน หมายถึง กิจกรรมทุกอยRางที่นักเรียน ปฏิบัติ เชRน การอRาน การทำกิจกรรมตามบัตรคำสั่ง การตอบคำถาม การเขียนภาพ การทดลอง การเลRนเกม การแสดงความคิดเห็น การทดสอบ เปbนต5น 8. กำหนดแบบประเมินผล ต5องออกแบบประเมินผลให5ตรงกับวัตถุประสงคVเชิงพฤติกรรม โดยใช5การสอบแบบอิงเกณฑV (การวัดผลที่ยึดเกณฑVหรือเงื่อนไข) ที่กำหนดไว5ในวัตถุประสงคVโดยไมRมี การนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพื่อให5ผู5สอนทราบวRาหลังจากผRานกิจกรรมมาเรียบร5อยแล5วนักเรียน ได5เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู5ตามวัตถุประสงคVที่ตั้งไว5มากน5อยเพียงใด 9. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณVและวิธีการที่ผู5สอนใช5ถือเปbนสื่อการสอนทั้งสิ้น เมื่อผลิตสื่อการสอนในแตRละหัวเรื่องเรียบร5อยแล5ว ควรจัดสื่อการสอนเหลRานั้นแยกออกเปbนหมวดหมูR ในกลRอง/แฟzมที่เตรียมไว5 กRอนนำไปหาประสิทธิภาพเพื่อหาความตรงความเที่ยงกRอนนำไปใช5เราเลือก สื่อการสอนแบบนี้วRา “ชุดกิจกรรมการเรียนรู5” โดยปกติรูปแบบของชุดกิจกรรมการเรียนรู5ที่ดีควรมี ขนาดมาตรฐาน เพื่อความสะดวกในการใช5และความเปbนระเบียบเรียบร5อยในการเก็บรักษา โดย พิจารณาในด5านตRาง ๆ เชRน การใช5ประโยชนV ความประหยัด ความคงทนถาวร ความนRาสนใจ ความ ทันสมัย ทันเหตุการณV ความสวยงาม เปbนต5น 10. สร5างแบบทดสอบกRอนและหลังเรียนพร5อมทั้งเฉลย การสร5างข5อสอบเพื่อทดสอบกRอน และหลังเรียน ควรสร5างให5ครอบคลุมเนื้อหาและกิจกรรมที่กำหนดให5เกิดการเรียนรู5 โดยพิจารณาจาก จุดประสงคVการเรียนรู5เปbนสำคัญ ข5อสอบไมRควรมากเกินไปแตRควรเน5นกรอบความรู5หลักมากกวRา รายละเอียดปลีกยRอย หรือถามเพื่อความจำเพียงอยRางเดียว และเมื่อสร5างเสร็จแล5วควรทำเฉลยไว5ให5 พร5อมกRอนสRงไปหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 11. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 เมื่อสร5างชุดกิจกรรมการเรียนรู5เสร็จ เรียบร5อยแล5ว ต5องนำชุดเรียนรู5นั้น ๆ ไปทดสอบโดยวิธีการตRาง ๆ กRอนนำไปใช5จริง เชRน การทดลอง
24 เพื่อใช5ปรับปรุงแก5ไข ให5ผู5เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต5อง ความครอบคลุม และความตรงเชิงเนื้อหา เปbนต5น สุคนธV สินธพานนทV (2553 : 19-20) ได5ให5ความคิดเห็นวRาการที่ผู5สอนจะสร5างชุดการเรียน การสอนเพื่อนำไปใช5ในการเรียนการสอนนั้น ครูควรดำเนินการตาม 7 ขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกหัวข5อ กำหนดขอบเขตและประเด็นสำคัญของเนื้อหา ผู5สร5างชุดการเรียนการสอน ควรเลือกหัวข5อและประเด็นสำคัญ ได5จากวิเคราะหVมาตรฐานการเรียนรู5และสาระการเรียนรู5ของ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับชั้นที่จะสอนวRา หัวข5อใดเหมาะสมที่ควรนำไปสร5างชุดการเรียน การสอน ที่ให5ผู5เรียนสามารถศึกษาหาความรู5ได5ด5วยตนเอง 2. กำหนดเนื้อหาที่จะจัดทำชุดการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงความรู5พื้นฐานของผู5เรียน 3. เขียนจุดประสงคVในการจัดการเรียนการสอน การเขียนจุดประสงคVควรเขียนเปbน ลักษณะจุดประสงคVเฉพาะหรือจุดประสงคVเชิงพฤติกรรมเพื่อให5ผู5เรียนและผู5สอนทราบจุดประสงคVวRา เมื่อศึกษาชุดการเรียนการสอนจบแล5วผู5เรียนจะต5องมีความสามารถอยRางไร 4. สร5างแบบทดสอบ การสร5างแบบทดสอบมี 3 แบบคือ 4.1 แบบทดสอบวัดพื้นความรู5เดิมของผู5เรียนเพื่อดูวRาผู5เรียนมีความรู5พื้นฐานกRอนที่จะ มาเรียนเพียงพอหรือไมR (เมื่อทดสอบแล5วถ5าผู5เรียนมีความรู5พื้นฐานไมRเพียงพอ ผู5สอนควรแนะนำให5 ผู5เรียนแสวงหาความรู5จากแหลRงตRาง ๆ โดยวิธีใด เปbนต5น หรือผู5สอนอาจอธิบายความรู5เพิ่มเติมแกR ผู5เรียนในเรื่องนั้น ๆ) 4.2 แบบทดสอบยRอย เพื่อวัดความรู5ของผู5เรียนหลังจากผู5เรียนเรียนจบในแตRละเนื้อหา ยRอย 4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน ใช5ประเมินผลการเรียนรู5ผู5เรียนหลังจาก การศึกษาชุดการเรียนการสอนจบแล5ว 5. จัดทำชุดการเรียนการสอนซึ่งประกอบด5วย 5 องคVประกอบคือ 5.1 บัตรคำสั่ง 5.2 บัตรปฏิบัติการและบัตรเฉลย (ถ5ามี) 5.3 บัตรเนื้อหา 5.4 บัตรฝïกหัดและบัตรเฉลยบัตรฝïกหัด 5.5 บัตรทดสอบและบัตรเฉลยบัตรทดสอบ 6. วางแผนจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู5สอนเตรียมออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน โดยมีหลักการสำคัญ 4 หลักการคือ 6.1 ผู5เรียนมีบทบาทสำคัญในการทำกิจกรรมด5วยตนเอง ผู5สอนเปbนผู5เพียงคอยชี้แนะ และควบคุมการเรียนการสอน
25 6.2 เลือกกิจกรรมหลากหลายที่เหมาะสมกับชุดการเรียนการสอน 6.3 ฝïกให5ผู5เรียนได5เรียนรู5ด5วยการคิดอยRางหลากหลาย เชRน คิดวิเคราะหV คิดแก5ปaญหา คิดอยRางมีวิจารณญาณ คิดสร5างสรรคV เปbนต5น 6.4 มีกิจกรรมที่ฝïกให5ผู5เรียนได5ทำงานรRวมกับผู5อื่น 7. ได5รวบรวมและจัดทำสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนมีความสำคัญตRอการเรียนรู5ของผู5เรียน สื่อการเรียนการสอนบาง ชนิดอาจมีผู5จัดทำไว5แล5ว ผู5สอนอาจนำมาปรับปรุงดัดแปลงใหมRให5สอดคล5องกับเนื้อหาสาระและ จุดประสงคVที่ต5องการสอน ในกรณีที่ไมRมีสื่อที่ตรงตามจุดประสงคVที่จะสอน ครูผู5สอนต5องสร5างสื่อ การเรียนการสอนใหมR ซึ่งต5องใช5เวลามาก สรุปได5วRา การสร5างชุดกิจกรรมการเรียนรู5ควรมีการวางแผน กำหนดเรื่อง จุดประสงคV การเรียนรู5 เนื้อหา กิจกรรม เวลา สื่ออุปกรณV มีการประเมินผล การทดลองใช5เพื่อปรับปรุงแก5ไข ข5อบกพรRอง และการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 ประโยชน9ของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 สุคนธV สินธพานนทV (2553 : 21-22) กลRาวถึง ชุดการเรียนการสอนไว5วRามีประโยชนV 5 ประการดังนี้ 1. ผู5เรียนได5ใช5ความสามารถในการศึกษาความรู5ในชุดการเรียนการสอนด5วยตนเองเปbนการ ฝïกทักษะในการแสวงหาความรู5 ทักษะการอRาน และสรุปความอยRางเปbนระบบ 2. การทำแบบฝïกหัด แบบฝïกหัดทักษะการเรียนรู5 และแบบฝïกทักษะการคิดท5ายชุด การเรียนรู5 ทำให5ผู5เรียนรู5จักคิดเปbน แก5ปaญหาเปbน สอดคล5องกับมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดโดย สมศ. 3. ผู5เรียนมีวินัยในตนเอง จากการที่ผู5เรียนทำตามคำสั่งในขั้นตอนตRาง ๆ ที่กำหนดในชุด การเรียนการสอน การตรวจแบบฝïกหัด แบบฝïกทักษะการเรียนรู5 หรือใบงานด5วยตนเองนั้น ทำให5 ผู5เรียนรู5จักฝïกตนเองให5ทำตามกติกา 4. ผู5เรียนรู5จักทำงานรRวมกับผู5อื่น รับฟaงความคิดเห็นของกันและกัน เปbนการฝïกความเปbน ประชาธิปไตย ซึ่งเปbนพื้นฐานสำคัญของการอยูRรRวมกันในสังคมประชาธิปไตย 5. การใช5ชุดการเรียนการสอนนั้น สามารถศึกษานอกเวลาเรียนได5 ขึ้นอยูRกับการออกแบบ ของผู5สอนที่เอื้อตRอการศึกษาด5วยตนเอง กฤษมันตV วัฒนาณรงคV (2556 : 108-109) กลRาวถึง ประโยชนVของชุดการสอนไว5วRามี 5 ประการดังนี้
26 1. ทำให5การสอนแตRละเนื้อหามีความคงเส5นคงวา (Consistency) เนื่องจากมีขั้นตอนและ กระบวนการของการเรียนการสอนกำกับอยูR ไมRขึ้นอยูRกับสภาวะแวดล5อมทางการเรียน ทั้งของผู5สอน และผู5เรียน เชRน เปbนอิสระจากภาวะทางอารมณV บุคลิกภาพของผู5สอน และภาวะขัดข5องทางความ พร5อมของผู5เรียน เปbนต5น 2. สามารถจัดเก็บ เรียกใช5 ปรับปรุงแก5ไขได5งRาย เนื่องจากมีการออกแบบไว5เปbนระบบ และ มีสRวนประกอบที่แยกสRวนกันไว5อยRางเปbนระบบเชRนกัน 3. เปbนการประยุกตVใช5เทคโนโลยีรRวมสมัยมาใช5กับการเรียนการสอน เนื่องจากการพัฒนา และออกแบบชุดการสอนนั้นจะสอดคล5องกับเทคโนโลยีการจัดเก็บข5อมูล และกระบวนการในการ สื่อสารของผู5เรียนและผู5สอน 4. สร5างความพร5อมและความมั่นใจแกRผู5สอน โดยเฉพาะผู5สอนที่ไมRคRอยมีเวลาในการ เตรียมการสอนลRวงหน5า 5. เปbนการแก5ไขความแตกตRางระหวRางบุคคล และสRงเสริมการศึกษารายบุคคลเนื่องจาก ชุดการสอนสามารถทำให5ผู5เรียนเรียนได5ตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจตามเวลาและ โอกาสที่เอื้ออำนวยแกRผู5เรียนซึ่งแตกตRางกัน ชRวยขจัดปaญหาการขาดแคลนครู ชRวยในการศึกษานอก ระบบโรงเรียน เพราะชุดการสอนสามารถนำไปสอนนักเรียนได5ทุกสถานที่และทุกเวลา สรุปได5วRา ชุดกิจกรรมการเรียนรู5มีประโยชนVตRอการจัดการเรียนการสอน สามารถแก5ปaญหา ความแตกตRางระหวRางบุคคลได5 เนื่องจากเปbนสื่อการสอนที่ผู5เรียนสามารถศึกษาความรู5ได5ด5วยตนเอง เรียนตามความสามารถ ความสนใจ และสามารถศึกษานอกเวลาได5ทุกเวลา สRงผลให5ผู5เรียนคิดเปbน แก5ปaญหาเปbน มีวินัย และทำงานรRวมกับผู5อื่นได5 การสอนแตRละเนื้อหามีความคงเส5นคงวา เนื่องจากมี การออกแบบไว5อยRางเปbนระบบ ทำให5สามารถจัดเก็บ เรียกใช5 และปรับปรุงแก5ไขได5งRาย การเรียนรู5ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู5 7 ขั้น ความหมายการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู5 สถาบันสRงเสริมการสอนวิทยาศาสตรVและเทคโนโลยี(2547 : 4) กลRาววRา กระบวนการ สืบเสาะหาความรู5(Inquiry Process) เปbนกระบวนการเรียนรู5ที่ให5นักเรียนค5นหาความรู5ใหมRด5วย ตนเอง โดย ผRานกระบวนการคิด และใช5กระบวนการทางวิทยาศาสตรVเปbนเครื่องมือ ฉวีวรรณ ธัญญะศิริกุล (2549 : 189–190) กลRาววRา กระบวนการสืบเสาะหาความรู5ทาง วิทยาศาสตรVหมายถึง ความสามารถในการใช5วิธีการทางวิทยาศาสตรVสืบเสาะหาความรู5 สายชล ยอสมเพ็ชร (2553) อ5างอิงใน ทิศนา แขมมณี(2546 : 37) กลRาววRา การสอนแบบ สืบเสาะหาความรู5เปbนกระบวนการสอนที่ใช5ในการชRวยให5ผู5เรียนเกิดการเรียนรู5เนื้อหาตามจุดประสงคV
27 ที่กำหนดไว5โดยการนำเสนอตัวอยRาง ข5อมูล ความคิด เหตุการณVสถานการณVปรากฏการณVที่มี หลักการ แนวคิดที่ต5องวิเคราะหVสอนให5แกRผู5เรียนแฝงอยูR มาให5ผู5เรียนได5คิดวิเคราะหVจนสามารถดึง หลักการ แนวคิดที่แฝงอยูRออกมา เพื่อนำไปใช5ในสถานการณVอื่น ๆ ตRอไป จากความหมายข5างต5นที่กลRาวมา สรุปได5วRา การจัดการเรียนการสอนโดยใช5รูปแบบ สืบเสาะหาความรู5เปbนกระบวนการที่ให5นักเรียนเกิดการเรียนรู5สิ่งใหมRๆ ได5ด5วยตนเอง โดยใช5หลักการ แนวคิด และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVเข5ามาเกี่ยวข5องในกิจกรรมการเรียนรู5ของนักเรียน ความหมายของวัฏจักรการเรียนรู5 พิมพันธVเดชะคุปตV(2544 : 56-57) ให5ความหมายวRา วัฏจักรการเรียนรู5หมายถึง การ จัดการเรียนการสอนโดยวิธีให5นักเรียนเปbนผู5ค5นคว5าหาความรู5ด5วยตนเอง หรือสร5างความรู5ด5วยตนเอง โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตรVครูเปbนผู5อำนวยความสะดวก เพื่อให5นักเรียนบรรลุเปzาหมาย วิธี สืบเสาะหาความรู5จะเน5นผู5เรียนเปbนสำคัญของการเรียน กรมวิชาการ (2546 : 80) ได5ให5ความหมายของวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู5ไว5วRา หมายถึง การนำความรู5หรือแบบจำลองไปใช5อธิบายหรือนำไปประยุกตVใช5อธิบายเหตุการณVหรือเรื่องอื่น ๆ จะ นำไปสูRข5อโต5แย5งหรือข5อจำกัด ซึ่งจะกRอให5เปbนประเด็นหรือคำถามหรือปaญหาที่จะต5องสำรวจ ตรวจสอบตRอไป ทำให5เกิดเปbนกระบวนการที่ตRอเนื่องกันไปเรื่อย ๆ สรุปได5วRา วัฏจักรการเรียนรู5หมายถึง รูปแบบของกระบวนการเรียนรู5ของนักวิทยาศาสตรV ได5ศึกษาคิดค5นขึ้น เพื่อให5ผู5เรียนได5ใช5วิธีการสืบเสาะหาความรู5ทางวิทยาศาสตรVในการค5นพบความรู5 หรือประสบการณVด5วยตนเอง ซึ่งครูเปbนผู5กระตุ5นให5นักเรียนเกิดการเรียนรู5ด5วยตนเองภายใต5 สภาพแวดล5อมที่เหมาะสม ความเปWนมาและแนวความคิด วัฏจักรการเรียนรู5เปbนยุทธวิธีในการจัดการเรียนการสอนสืบเสาะที่เน5นผู5เรียนเปbน ศูนยVกลางให5ผู5เรียนได5สร5างองคVความรู5ด5วยตนเอง ผู5เรียนได5เรียนรู5รRวมกันและประเมินผลการเรียนรู5 ด5วยตัวของผู5เรียนเอง การเรียนการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู5ระยะแรกพัฒนามาจากทฤษฎี พัฒนาการทางสติปaญญาของเพียเจตV(Piaget) เรื่องการปรับขยายโครงสร5างปฏิบัติการทางสติปaญญา (Assimilation) การปรับรื้อโครงสร5างปฏิบัติการทางสติปaญญา (Accommodation) และการจัด ระเบียบสิ่งเร5าใหมRให5เข5ากับโครงสร5างปฏิบัติการทางสติปaญญา (Organization) (ไพฑูรยVสุขศรีงาม. 2545 : 18 อ5างอิงมาจาก Reilly and Lewis. 1983 : 60) ซึ่งมีอยูR 2 ขั้นตอน คือ ขั้นสำรวจ (Exploration) และขั้นการอธิบาย (Explanation) ซึ่งตRอมาโรเบริตVคารVพลัส และคณะ ได5นำเสนอ ยุทธวิธีนี้เพื่อปรับผลสัมฤทธิ์การเรียนวิทยาศาสตรVและพัฒนาทักษะกระบวนการเด็ก ซึ่งเปbนรูปแบบ
28 ที่ใช5ปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตรVระดับประถมศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา (Science Curriculum Improvement Study : SCIS) ประกอบด5วย 3 ขั้นตอน (Renner and Marek. 1990 : 241-246) คือ ขั้นสำรวจ (Exploration) ขั้นสร5างมโนทัศนV(Concept Introduction) และการนำ มโนทัศนVไปใช5(Concept Application) ขั้นตอนเหลRานี้ได5มีการจัดเรียงลำดับ และมีความสอดคล5อง กับทฤษฎีพัฒนาการทางสติปaญญาของ เพียเจตVตRอมาได5มีกลุRมนักการศึกษาได5นำวิธีนี้มาใช5และมีการ พัฒนาวิธีการและขั้นตอนในการเรียนการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู5ออกเปbน 4 ขั้นตอน (Barman and Kotar. 1989 : 28-31) ได5แกR การสำรวจ (Exploration) การอธิบาย (Explanation) การขยาย ความคิด (Expansion) และการประเมินผล (Evaluation) และในปLเดียวกันได5แบRงขั้นตอนของการ เรียนรู5แบบวัฏจักรออกเปbน 5 ขั้น (Bybee and others. 1989 : 59-63) วัฏจักรการเรียนรู55 ขั้น (5 E learning cycle) ในปL ค.ศ. 1992 นักการศึกษากลุRม BSCS (Biological Sience Currculum Study) ได5แบRงขั้นตอนของการเรียนรู5แบบวัฏจักรออกเปbน 5 ขั้น ดังนี้ (สถาบันสRงเสริมการสอนวิทยาศาสตรV และเทคโนโลยี. 2546 : 219-220) 1. ขั้นสร5างความสนใจ (Engage) เปbนขั้นตอนของการนำเข5าสูRบทเรียน เปbนขั้นที่สร5างความ สนใจ ให5นักเรียนเกิดความอยากรู5อยากเห็น กระตุ5นให5นักเรียนตั้งคำถามกำหนดประเด็นปaญหาที่จะ ศึกษาซึ่งครูมีหน5าที่จัดกิจกรรมเพื่อสร5างความสนใจ กระตุ5นยั่วยุให5นักเรียนเกิดความ อยากรู5อยาก เห็น โดยกิจกรรมควรจะอยูRบนพื้นฐานของประสบการณVที่ได5เรียนมาแล5วในอดีตและนำมาเชื่อมโยง กับประสบการณVเรียนรู5ในปaจจุบัน ซึ่งกิจกรรมอาจจะเปbนการทดลอง การนำเสนอข5อมูล การสาธิต ขRาว หรือสถานการณV เหตุการณVซึ่งกRอให5เกิดความคิดขัดแย5งจากสิ่งที่นักเรียนคิดอยูR กระตุ5นให5 นักเรียนตั้งคำถาม กำหนดประเด็นปaญหาที่จะศึกษา ซึ่งจะนำไปสูRการสำรวจตรวจสอบ 2. ขั้นสำรวจค5นหา (Explore) เปbนขั้นตอนในการตรวจสอบปaญหา ครูมีหน5าที่กระตุ5นให5 นักเรียนตรวจสอบปaญหา และให5ดำเนินการสำรวจตรวจสอบสืบค5นและรวบรวมข5อมูล โดยการ วางแผนการสำรวจตรวจสอบ ลงมือปฏิบัติ เชRน การสังเกต การวัด การทดลอง และการรวบรวม ข5อมูล 3. ขั้นอธิบายและลงข5อสรุป (Explain) เปbนขั้นตอนในการวิเคราะหVและจัดกระทำข5อมูลใน รูปตาราง กราฟ แผนภาพ เปbนต5น สรุปและอภิปรายผลการทดลองโดยอ5างอิงหลักการและวิชาการ ประกอบอยRางเปbนเหตุเปbนผลเปbนการอ5างอิงหลักฐานชัดเจนแล5วนำเสนอผลงาน ขั้นตอนนี้เปbน ขั้นตอนที่นักเรียนได5สร5างองคVความรู5ใหมR ครูมีหน5าที่จัดกิจกรรมสRงเสริมให5นักเรียนอธิบายความคิด ด5วยตนของนักเรียนเอง ให5นักเรียนแสดงหลักฐานหรือเหตุผลประกอบการอธิบายและให5นักเรียน ตรวจสอบผลการทดลองวRาสอดคล5องกับสมมติฐานหรือไมRอยRางไร
29 4. ขั้นขยายความรู5(Elaborate) เปbนขั้นตอนในการประยุกตVใช5สัญลักษณV นิยาม คำอธิบาย และทักษะไปสูRสถานการณVใหมRเพื่อให5ความรู5ที่นักเรียนสร5างขั้นเองจากการสำรวจตรวจสอบด5วย ตนเองสมบูรณVชัดเจนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ครูควรจัดกิจกรรมหรือสถานการณVให5นักเรียนรู5ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขยายกรอบความคิดได5กว5างยิ่งขึ้น เชื่อมโยงความรู5เดิมสูRความรู5ใหมR นำไปสูRการศึกษาค5นคว5าทดลอง เพิ่มขึ้น อาจจะทำโดยการสRงเสริมให5นักเรียนตั้งประเด็นเพื่อให5อภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมให5 ชัดเจนยิ่งขึ้น ซักถามนักเรียนให5นักเรียนเกิดความชัดเจนหรือกระจRางในความรู5 เชื่อมโยงความรู5ที่ ได5รับกับความรู5เดิมหรือให5ค5นคว5าเพิ่มเติมในประเด็นที่นักเรียนสนใจ 5. ขั้นประเมินผล (Evaluate) เปbนขั้นตอนในการประเมินผลการเรียนรู5ของนักเรียน โดยครู และนักเรียนมีสRวนรRวมในการประเมิน สRงเสริมให5นักเรียนนำความรู5ใหมRที่ได5ไปเชื่อมโยงกับความรู5เดิม ที่เกี่ยวข5อง เพื่อสร5างเปbนองคVความรู5ใหมRหรือนำไปประยุกตVใช5นอกจากนี้ควรเป}ดโอกาสให5นักเรียน ประเมินจุดเดRนและจุดด5อยในกระบวนการเสาะแสวงหาความรู5 แล5วควรเป}ดโอกาสให5นักเรียนมี โอกาส สรุปได5วRา วัฏจักรการเรียนรู55 ขั้น เปbนกระบวนการจัดการเรียนรู5ที่สRงเสริมให5นักเรียนได5มี สRวนรRวมในการจัดกิจกรรมในทุกขั้นตอน ตลอดจนการแสวงหาความรู5โดยใช5ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตรVในการสร5างองคVความรู5ด5วยตนเอง สามารถประเมินผลตรวจสอบองคVความรู5ที่ตนเองได5 แสวงหามา ในแตRละขั้นตอนได5สRงเสริมกระบวนการคิดให5แกRนักเรียนได5เปbนอยRางดี วัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น ธรรมชาติของการเรียนรู5วิทยาศาสตรVเน5นกระบวนการสืบเสาะหาความรู5 โดยที่ผู5เรียน ค5นพบความรู5 และตอบสนองตRอสถานการณVตRาง ๆ ด5วยตนเอง (ประสาท เนืองเฉลิม. 2550 : 25-30 ; อ5างอิงมาจาก Eisenkraft. 2003 : 56-59) ได5พัฒนารูปแบบการสืบเสาะหาความรู5จาก 5 ขั้นตอน เปbน 7 ขั้นตอนและให5เหตุผลวRาขั้นตอนของวัฏจักรการเรียนรู5แบบ 5 ขั้น เปbนขั้นที่ยังไมRตRอเนื่องจึง เพิ่มขั้นตอนของวัฏจักรการเรียนรู5อีกสองขั้นตอน คือ ขั้นตรวจสอบความรู5เดิม (Elicit) และขั้นนำ ความรู5ไปใช5 (Extend) ซึ่งมีรายละเอียดของขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นตรวจสอบความรู5เดิม (Elicit) เปbนขั้นที่ครูจะตั้งคำถามเพื่อกระตุ5นให5ผู5เรียนแสดง ความรู5เดิมออกมา เพื่อครูจะได5รู5วRา เด็กแตRละคนมีความรู5พื้นฐานเดิมเทRาไหรRเพื่อจะได5วางแผน การสอนได5ถูกต5อง และครูได5รู5วRานักเรียนควรจะเรียนเนื้อหาใดกRอนหลัง 2. ขั้นสร5างความสนใจ (Engage) เปbนขั้นตอนของการนำเข5าสูRบทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่ง อาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัยหรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการ อภิปรายภายในกลุRม เรื่องที่นRาสนใจอาจมากจากเหตุการณVที่กำลังเกิดขึ้นในชRวงเวลานั้นหรือเปbนเรื่อง ที่เชื่อมโยงกับความรู5เดิมที่เด็กเพิ่งเรียนรู5มาแล5ว ครูจัดกิจกรรมเพื่อสร5างความสนใจ กระตุ5นให5
30 นักเรียนเกิดความอยากรู5อยากเห็น กระตุ5นให5นักเรียนสร5างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษาในกรณี ที่ยังไมRมีประเด็นที่สนใจ ครูอาจให5ศึกษาจากสื่อตRางๆ หรือผู5กระตุ5นด5วยการเสนอประเด็นขึ้นกRอนไมR ควรบังคับให5นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเปbนเรื่องที่จะใช5ศึกษากิจกรรมอาจ เปbนการทดลอง การนำเสนอข5อมูล การสาธิต ขRาว หรือสถานการณV เหตุการณV ซึ่งกRอให5เกิดความคิด ขัดแย5งจากสิ่งที่นักเรียนคิดอยูR กระตุ5นให5นักเรียนตั้งคำถาม กำหนดประเด็นปaญหาที่จะศึกษา ซึ่งจะ นำไปสูRการสำรวจตรวจสอบ 3. ขั้นสำรวจค5นหา (Explore) ในขั้นนี้จะตRอเนื่องจากขั้นสร5างความสนใจซึ่งเมื่อนักเรียนทำ ความสนใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษาอยRางถRองแท5แล5วครูกระตุ5นให5นักเรียนตรวจสอบ ปaญหา และให5นักเรียนดำเนินการสำรวจตรวจสอบ สืบค5นและรวบรวมข5อมูล โดยการวางแผนการ ตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เปbนไปได5หลายวิธี เชRน ทำการทดลอง ทำกิจกรรม ภาคสนาม การใช5คอมพิวเตอรV เพื่อชRวยสร5างสถานการณVจำลอง การศึกษาหาข5อมูลจาก เอกสารอ5างอิงจากแหลRงข5อมูลตRางๆ เพื่อให5ได5มาซึ่งข5อมูลอยRางเพียงพอที่จะใช5ในขั้นตRอไป 4. ขั้นอธิบายและลงข5อสรุป (Explain) ในขั้นนี้เมื่อนักเรียนได5ข5อมูลมาอยRางเพียงพอจาก การสำรวจตรวจสอบแล5ว ครูสRงเสริมให5นักเรียนนำข5อมูลมาวิเคราะหV แปลผล สรุปผล และนำผลที่ได5 จัดกระทำข5อมูลในรูปแบบตาราง กราฟ แผนภาพ ให5เห็นแนวโน5มหรือความสัมพันธVของข5อมูล สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง โดยอ5างอิงหลักการและวิชาการประกอบอยRางเปbนเหตุเปbนผล มีการอ5างอิงหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้ครูยังมีหน5าที่จัดกิจกรรมสRงเสริมให5นักเรียนอธิบายความคิด ด5วยตัวของนักเรียนเอง ให5นักเรียนแสดงหลักฐานเหตุผลประกอบการอธิบาย การค5นพบในขั้นนี้ อาจเปbนไปได5หลายทาง เชRน สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว5หรือไมRเกี่ยวข5องกับประเด็นที่กำหนดไว5 แตRผลที่ได5จะอยูRในรูปใดก็สามารถสร5างความรู5และชRวยให5เกิดการเรียนรู5ได5 5. ขั้นขยายความรู5(Elaborate) เปbนการนำความรู5ที่สร5างขึ้นไปเชื่องโยงกับความรู5เดิม หรือแนวความคิดที่ได5ค5นคว5าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลอง หรือข5อสรุปที่ได5ไปใช5อธิบายสถานการณV หรือเหตุการณVอื่น ๆ ถ5าใช5อธิบายเรื่องตRางๆได5มากก็แสดงวRาข5อจำกัดน5อย ซึ่งก็จะชRวยให5เชื่อมโยงกับ เรื่องราวตRางๆ และทำให5เกิดความรู5กว5างขวางขึ้น ครูควรกระตุ5นให5นักเรียนประยุกตVใช5สัญลักษณV นิยาม คำอธิบายและทักษะไปสูRสถานการณVใหมR กระตุ5นให5นักเรียนใช5ข5อมูล ที่มีอยูRในการตอบ คำถาม เสนอแนวทางแก5ปaญหาตัดสินใจเลือกแนวทางแก5ปaญหาและออกแบบการทดลอง 6. ขั้นประเมินผล (Evaluate) ในขั้นนี้เปbนการประเมินการเรียนรู5ด5วยกระบวนการตRาง ๆ วRานักเรียนมีความรู5อะไรบ5าง อยRางไรและมากน5อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสูRการนำความรู5ไป ประยุกตVใช5ในเรื่องอื่น ๆ 7. ขั้นนำความรู5ไปใช5(Extend) ในขั้นนี้เปbนขั้นที่ครูจะต5องมีการจัดเตรียมโอกาสให5นักเรียน เพื่อให5นักเรียนได5นำสิ่งที่เรียนมาไปประยุกตVใช5ให5เกิดประโยชนVในชีวิตประจำวัน ครูจะเปbนผู5สร5าง
31 สถานการณVที่โยงไปสูRสถานการณVที่มีความซับซ5อนหรือสถานการณVที่เกี่ยวข5องกับชีวิตประจำวันและ กระตุ5นให5นักเรียนสามารถนำความรู5ที่ได5รับไปสร5างเปbนความรู5ใหมRที่เรียกวRา “การถRายโอนการ เรียนรู5” สรุปได5วRา วัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น เปbนกระบวนการจัดการเรียนรู5ที่สRงเสริมให5นักเรียนได5มี สRวนรRวมในการจัดกิจกรรมในทุกขั้นตอน ตลอดจนการแสวงหาความรู5โดยใช5ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตรVในการสร5างองคVความรู5ด5วยตนเอง สามารถประเมินผลตรวจสอบองคVความรู5ที่ตนเองได5 แสวงหามาและนำความรู5ไปใช5ในแตRละขั้นตอนได5สRงเสริมกระบวนการคิดและการแก5ปaญหาให5แกR นักเรียนได5เปbนอยRางดี ประสาท เนืองเฉลิม (2550 : 25-30 ; อ5างอิงมาจาก Eisenkraft. 2003 : 58) กลRาววRาจาก การศึกษาความเปbนมาของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู5แบบวัฏจักร 7 ขั้น ซึ่งเปbนการพัฒนา รูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู5ที่มีการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนจากวัฏจักรการ เรียนรู55 ขั้นมาเปbนรูปแบบการเรียนรู57 ขั้น ดังภาพประกอบ 1 ขั้นตรวจสอบความรู5เดิม (Elicit) ขั้นสร5างความสนใจ (Engage) ขั้นสร5างความสนใจ (Engage) ขั้นสำรวจค5นหา (Explore) ขั้นสำรวจค5นหา (Explore) ขั้นอธิบายและลงข5อสรุป (Explain) ขั้นขยายความรู5(Elaborate) ขั้นขยายความรู5(Elaborate) ขั้นประเมินผล (Evaluate) ขั้นประเมินผล (Evaluate) ขั้นนำความรู5ไปใช5(Extend) ภาพประกอบ 1 การขยายรูปแบบการเรียนการสอน 5E เปbน 7E (ที่มา : ประสาท เนืองเฉลิม. 2550 : 25-30 ; อ5างอิงมาจาก Eisenkraft. 2003 : 58) 5E 7E ขั้นอธิบายและลงข5อสรุป (Explain)
32 บทบาทครูและนักเรียนในการกิจกรรมการเรียนรู5ตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบ วัฏจักร 7 ขั้น การนำรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู5ไปใช5 สิ่งที่ครูควรระลึกอยูRเสมอใน แตRละขั้นตอนของรูปแบบการเรียนการสอนนี้ คือ การจัดกิจกรรม ครูควรจัดกิจกรรมให5เหมาะสมกับ ความรู5ความสามารถของผู5เรียน เมื่อครูจัดกิจกรรม ควรพิจารณาตรวจสอบบทบาทของครู และ ผู5เรียนเพื่อชRวยให5การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเปbนไปอยRางมีประสิทธิภาพ โดยสรุปบทบาทครู และนักเรียนในการเรียนการสอน โดยใช5รูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู5 สรุปได5 ดังตาราง 1 (ประสาท เนืองเฉลิม. 2550 : 25-30 ; อ5างอิงมาจาก Eisenkraft. 2003 : 57) ตาราง 1 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนแบบวัฏจักร 5 ขั้น ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรู5 บทบาทครู บทบาทนักเรียน 1.การสร5างความสนใจ (Engage) -สร5างความสนใจ -สร5างความอยากรู5อยากเห็น -ตั้งคำถามกระตุ5นให5นักเรียนคิด -ดึงเอาคำตอบที่ยังไมRครอบคลุมสิ่งที่ นักเรียนรู5 หรือความคิดเกี่ยวกับ ความคิดรวบยอด หรือเนื้อหาสาระ -ถามคำถาม เชRน ทำในสิ่งนี้จึง เกิดขึ้นฉันได5เรียนรู5อะไรบ5าง เกี่ยวกับสิ่งนี้ -แสดงความสนใจ 2.ขั้ น ส ำรว จ ค5 น ห า (Explore) -สRงเสริมให5นักเรียนทำงานรRวมกันใน การสำรวจตรวจสอบ -สังเกตและฟaงการโต5ตอบกับระหวRาง นักเรียนกับนักเรียน -ซั ก ถ าม เพื่ อ น ำไป สูR ก ารส ำรว จ ตรวจสอบของนักเรียน -ให5เวลานักเรียนในการคิดข5อสงสัย ตลอดจนปaญหาตRาง ๆ -ทำหน5าที่ให5คำปรึกษาแกRนักเรียน -คิดอยRางอิสระแตRอยูRในขอบเขต ของกิจกรรม -ทดสอบสมมติฐาน -คาดคะเนและตั้งสมมติฐานใหมR -พยายามหาทางเลือกในการ แก5ปaญหาและอภิปรายทางเลือก เหลRานั้นกับคนอื่น ๆ -บั น ทึ ก ก ารสั งเก ต แ ล ะ ให5 ข5อคิดเห็น -ลงข5อสรุป
33 ตาราง 1 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนแบบวัฏจักร 5 ขั้น (ตRอ) ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรู5 บทบาทครู บทบาทนักเรียน 3.ขั้น อธิบ ายและลง ข5อสรุป (Explain) -สRงเสริมให5นักเรียนอธิบายความคิด รวบยอดหรือแนวคิดหรือให5คำจำกัด ความด5วยคำพูดของนักเรียนเอง -ให5นักเรียนแสดงหลักฐานให5เหตุผล และอธิบายให5กระจRาง -ให5นักเรียน ให5คำจำกัดความและ ชี้บ อกสRวน ป ระกอบ ตRาง ๆ ใน แผนภาพ -ให5นักเรียน ใช5ประสบการณVเดิมของ ต น เปb น พื้ น ฐาน ใน ก ารอ ธิบ าย ความคิดรวบยอดหรือแนวคิด -อธิบายการแก5ปaญหาหรือคำตอบ ที่เปbนไปได5 -ฟaงคำอธิบายของคนอื่น ๆ อยRาง คิดวิเคราะหV -ถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นได5 อธิบาย -ฟaงและพยายามทำความเข5าใจ เกี่ยวกับสิ่งที่ครูอธิบาย -อ5างอิงกิจกรรมที่ได5ปฏิบัติแล5ว -ใช5ข5อมูลที่ได5จากการบันทึก การ สังเกตประกอบคำอธิบาย 4.ขั้ น ข ย า ย ความรู5(Elaborate) -คาดหวังให5นักเรียนได5ใช5ประโยชนV จากการชี้บอกสRวนประกอบใน แผนภาพคำจำกัดความและอธิบาย สิ่งที่ได5เรียนรู5มาแล5ว -สRงเสริมให5นักเรียนนำสิ่งที่นักเรียน ได5เรียนรู5ไปประยุกตVใช5หรือขยาย ความรู5และทักษะในสถานการณVใหมR -ให5นักเรียนอธิบายอยRางหลากหลาย -ให5นักเรียนอ5างอิงข5อมูลที่มีอยูRพร5อม ทั้งแสดงหลักฐาน -ถามคำถามนักเรียนวRาได5เรียนรู5 อะไรบ5าง หรือได5แนวคิดอะไร -นำข5อมูลที่ได5จากแผนภาพคำ จำกัดความ คำอธิบายและทักษะ ไปประยุกตVใช5ในสถานการณVใหมRที่ คล5ายกับสถานการณVเดิม -ใช5ข5อมูลเดิมในการถามคำถาม ก ำ ห น ด จุ ด ป ร ะ ส งคV ใน ก า ร แก5ปaญหาตัดสินใจและออกแบบ การทดลอง -ลงข5อสรุปอยRางสมเหตุสมผลจาก หลักฐานที่ปรากฏ -บันทึกการสังเกตและอธิบาย -ตรวจสอบความเข5าใจกับเพื่อน ๆ
34 ตาราง 1 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนแบบวัฏจักร 5 ขั้น (ตRอ) ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรู5 บทบาทครู บทบาทนักเรียน 5.ขั้ น ป ร ะ เ มิ น ผ ล (Evaluate) -สังเกตนักเรียนนำความคิดรวบยอด และทักษะใหมRไประยุกตVใช5 -ประเมินความรู5และทักษะของ นักเรียน -ให5นักเรียนประเมินตนเองเกี่ยวกับ การเรียนรู5และทักษะกระบวนการ กลุRม -ถามคำถามปลายเป}ด เชRน ทำไม มีหลักฐานอะไร นักเรียนเรียนรู5อะไร -ตอบคำถามปลายเป}ด โดยใช5การ สังเกต หลักฐาน และคำอธิบายที่ ยอมรับมาแล5ว -แสดงออกถึงความรู5ความเข5าใจ เกี่ยวกับความคิดรวบยอดหรือ ทักษะ -ป ระเมิน ความก5าวห น5 าห รือ ความรู5ด5วยตนเอง -ถ าม ค ำถ าม ที่ เกี่ ย วข5 อ งเพื่ อ สRงเสริมให5มีการสำรวจตรวจสอบ ตRอไป (ที่มา : ประสาท เนืองเฉลิม. 2550 : 25-30 ; อ5างอิงมาจาก Eisenkraft. 2003 : 57) รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิดของ Einsenkraft เปbนรูปแบบที่ครู สามารถนำไปประยุกตVให5เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชา โดยเฉพาะอยRางยิ่ง กลุRมสาระการเรียนรู5 วิทยาศาสตรVซึ่งเน5นกระบวนการสืบเสาะหาความรู5อันที่จะทำให5นักเรียนเข5าถึงความรู5ความจริงได5ด5วย ตนเอง และนักเรียนได5รับการกระตุ5นให5เกิดการเรียนรู5อยRางมีความสุข การจัดกิจกรรมการเรียนรู5ทั้ง 7 ขั้นนั้น ครูเปbนเพียงผู5ทำหน5าที่คอยชRวยเหลือ เอื้อเฟ´¨อและแบRงปaนประสบการณV จัดสถานการณVเร5า ให5นักเรียนได5คิดตั้งคำถามและลงมือตรวจสอบ ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนรู5ให5เหมาะสมกับความรู5 ความสามารถบนพื้นฐานของความสนใจ ความถนัดและความแตกตRางระหวRางบุคคล อันที่ จะทำให5การจัดกิจกรรมการเรียนรู5บรรลุสูRจุดมุRงหมายของการเรียนการสอนที่เน5นผู5เรียนเปbนสำคัญ บทบาทของครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู5โดยใช5รูปแบบการสอนแบบวัฏจักร 7 ขั้น สรุปได5 ดังตาราง 2 (ประสาท เนืองเฉลิม. 2550 : 25-30 ; อ5างอิงมาจาก Eisenkraft. 2003 : 57)
35 ตาราง 2 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนโดยใช5รูปแบบวัฏจักร 7 ขั้น ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรู5 บทบาทครู บทบาทนักเรียน 1.ขั้นตรวจสอบ ความรู5เดิม (Elicit) -ถามคำถามเพื่อตรวจสอบความรู5เดิม ของนักเรียน -อธิบายความรู5พื้นฐานที่เกี่ยวข5องกับ ความรู5ใหมRที่นักเรียนจะเรียน -ตอบคำถามและแสดงความ คิดเห็นที่มีตRอสถานการณV สื่อ การสอนหรือข5อมูลตRาง ๆ -แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อ ในชั้นเรียน 2.ขั้นสร5างความสนใจ (Engage) -สร5างความสนใจ -สร5างความอยากรู5อยากเห็นจาก สถานการณV -สื่อการตั้งคำถามกระตุ5นให5นักเรียน คิด -ดึงคำตอบที่ยังไมRครอบคลุมสิ่งที่ นักเรียนรู5หรือความคิดรวบยอดหรือ เนื้อหาสาระ -ตอบคำถาม คิดและตั้งคำถาม จากสถานการณV สื่อการสอน หรือข5อมูลตRาง ๆ ด5วยความ สนใจและอยากรู5 -แสดงความสนใจ 3.ขั้ น ส ำรว จ ค5 น ห า (Explore) -สRงเสริมให5นักเรียนทำงานรRวมกันใน การสำรวจคำตอบ -สังเกตและฟaงการโต5ตอบกันระหวRาง นักเรียนกับนักเรียน -ซั ก ถ าม เพื่ อ น ำไป สู5 ก ารส ำรวจ ตรวจสอบของนักเรียน -คิดอยRางอิสระแตRอยูRในขอบเขต -ล ง มื อ ป ฏิ บั ติ โด ย ก า ร ตั้ ง สมมติฐาน ทดสอบสมมติฐาน -พยายามหาทางเลือกในการ แก5ปaญหาและอภิปรายทางเลือก เหลRานั้นกับคนอื่น ๆ -ลงข5อสรุป
36 ตาราง 2 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนโดยใช5รูปแบบวัฏจักร 7 ขั้น (ตRอ) ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรู5 บทบาทครู บทบาทนักเรียน 4.ขั้นอธิบายและลง ข5อสรุป (Explain) -สRงเสริมให5นักเรียนอธิบาย ความคิด รวบยอดหรือแนวคิดให5คำจำกัด ความด5วยคำพูดของนักเรียนเอง -ให5นักเรียนแสดงหลักฐานให5เหตุผล และอธิบายให5กระจRาง -ให5นักเรียนอธิบายให5คำจำกัดความ และชี้บอกสRวนประกอบตRางๆใน แผนภาพ -ให5นักเรียนใช5ประสบการณVเดิมของ ต น เปb น พื้ น ฐาน ใน ก ารอ ธิบ าย ความคิดรวบยอด -อธิบายการแก5ปaญหาหรือคำตอบ ที่เปbนไปได5 -ฟaงคำบรรยายของคนอื่นอยRางคิด วิเคราะหV -ถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นได5 อธิบาย -ฟaงและบรรยายทำความเข5าใจ เกี่ยวกับสิ่งที่ครูอธิบาย -อ5างอิงกิจกรรมที่ได5ปฏิบัติมาแล5ว -ใช5ข5อมูลที่ได5จากการบันทึกการ สังเกตประกอบคำอธิบาย 5.ขั้นขยายความรู5 (Elaborate) -คาดหวังให5นักเรียนได5ใช5ประโยชนV จากการชี้บอกสRวนประกอบตRางๆ ใน แผนภาพ คำจำกัดความและอธิบาย สิ่งที่ได5เรียนรู5มาแล5ว -สRงเสริมให5นักเรียนนำสิ่งที่นักเรียน ได5เรียนรู5ไปประยุกตVใช5หรือขยาย ความรู5และทักษะในสถานการณVใหมR ที่ใกล5เคียงกับสถานการณVที่เรียน มาแล5ว -ให5นักเรียนอ5างอิงข5อมูลที่มีอยูRพร5อม ทั้งแสดงหลักฐานและถามคำถาม นักเรียนวRาได5เรียนรู5อะไรบ5างหรือได5 แนวคิดอะไร -นำการชี้บอกสRวนประกอบตRางๆ ใน แ ผ น ภ าพ ค ำจ ำกั ด ค วาม คำอธิบายและทักษะไปประยุกตVใช5 ในสถานการณVใหมRที่คล5ายกับ สถานการณVเดิม -ใช5ข5อมูลเดิมในการตอบคำถาม กำหนดจุดประสงคVในการแก5 ปaญหา ตัดสินใจและออกแบบการ ทดลอง -ลงข5อสรุปอยRางสมเหตุสมผลจาก หลักฐานที่ปรากฏ -บันทึกการสังเกตและอธิบาย -ตรวจสอบความเข5าใจกับเพื่อน ๆ
37 ตาราง 2 บทบาทครูและนักเรียนในการเรียนการสอนโดยใช5รูปแบบวัฏจักร 7 ขั้น (ตRอ) ขั้นตอนการจัด กิจกรรมการเรียนรู5 บทบาทครู บทบาทนักเรียน 6.ขั้ น ป ร ะ เมิ น ผ ล (Evaluate) สังเกตนักเรียนในการนำความคิด รวบ ย อ ด แ ล ะทั ก ษ ะให มR ไป ประยุกตVใช5 -ประเมินความรู5และทักษะของ นักเรียน -ตอบคำถามปลายเป}ดโดยใช5การ สังเกตหลักฐานและคำอธิบายที่ ยอมรับมาแล5ว -แสดงออกถึงความรู5ความเข5าใจ เกี่ยวกับความคิดรวบยอดหรือ บทบาทนักเรียน 7.ขั้นนำความรู5ไปใช5 (Extend) -สร5างสถานการณV ที่โยงไปสูR สถานการณVที่มีความซับซ5อนหรือ ส ถ าน ก ารณV ที่ เกี่ ย วข5 อ งกั บ ชีวิตประจำวัน -สิ่งเสริมให5นักเรียนเชื่อมโยง ความรู5กับความรู5อื่นๆ นำความรู5เดิมเชื่อมโยงความรู5ใหมR เพื่ อ อ ธิ บ า ย ห รื อ น ำ ไป ใช5 ใน ชีวิตประจำวัน (ที่มา : ประสาท เนืองเฉลิม. 2550 : 25-30 ; อ5างอิงมาจาก Eisenkraft. 2003 : 57) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 มีการเรียกหลายอยRางตามรูปแบบของการปฏิรูปและการ เปลี่ยนแปลงการศึกษา เชRน บันทึกการสอน แผนการสอน แผนการจัดการเรียนรู5 และแผนการ เรียนรู5 ซึ่งมีผู5ให5ความหมายดังนี้ สงบ ลักษณะ (2533 : 1) ให5ความหมายของแผนการสอนหรือแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู5คือ การนำวิชาหรือกลุRมประสบการณVที่จะต5องทำแผนการสอนตลอดภาคเรียนมาสร5างเปbน แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช5สื่ออุปกรณVการสอนและการวัดผลประเมินผล โดยจัด เนื้อหาสาระและจุดประสงคVการเรียนยRอย ๆ ให5สอดคล5องกับวัตถุประสงคVหรือจุดเน5นของหลักสูตร สภาพของผู5เรียน ความพร5อมขอโรงเรียนในด5านวัสดุอุปกรณVและตรงกับชีวิตจริงในห5องเรียน
38 วิมลรัตนV สุนทรโรจนV. (2545 : 289) ให5ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5คือ การเตรียมการสอนอยRางเปbนลายลักษณVอักษรไว5ลRวงหน5าเพื่อเปbนแนวทางการสอนสำหรับครูอันจะ ชRวยให5การเรียนการสอนบรรลุจุดประสงคVที่กำหนดไว5อยRางมีประสิทธิภาพ จากความหมายของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 หรือแผนการสอน สรุปได5วRา แผนการ จัดการเรียนรู5หรือแผนการสอน เปbนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช5สื่อการสอน มีกระบวนการวัดผลประเมินผลที่ครู สร5างขึ้น มีความสอดคล5องกับเนื้อหาและจุดประสงคVที่กำหนดไว5ในหลักสูตรเพื่อใช5สำหรับจัด ประสบการณVให5ผู5เรียนมีคุณลักษณะที่ต5องการ รุจิรV ภูRสาระ (2546 : 159) ให5ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู5วRา แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู5เปbนเครื่องมือแนวทางในการจัดประสบการณVการเรียนรู5ให5แกRผู5เรียนตามที่กำหนดไว5ใน สาระการเรียนรู5ของแตRละกลุRม สรุปได5วRา แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5เปbนแนวทางในการดำเนินการจัดกิจกรรมให5กับ ผู5เรียน โดยมีการเตรียมไว5ลRวงหน5าอยRางเปbนลายลักษณVอักษรและมีการกำหนดเนื้อหาสาระและ จุดประสงคVการเรียน ให5สอดคล5องกับวัตถุประสงคVหรือจุดเน5นของหลักสูตรของผู5เรียน ความสำคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 สงบ ลักษณะ (2533 : 3-4) กลRาวถึง ความสำคัญหรือผลดีของแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู5หรือแผนการสอนวRา เปรียบได5กับพิมพVเขียวของวิศวกรที่ใช5เปbนหลักในการควบคุมการกRอสร5าง ซึ่งวิศวกรจะขาดพิมพVเขียวไมRได5ฉันใด ครูผู5สอนก็ขาดแผนการจัดการเรียนรู5หรือแผนการสอนไมRได5 ดังนั้น สรุปความสำคัญได5ดังนี้ 1. ทำให5เกิดการวางแผนวิธีสอนวิธีเขียนที่มีความหมาย เพราะเปbนการจัดทำอยRางมี หลักการที่ถูกต5อง 2. ชRวยให5ผู5สอนมีสื่อการสอนที่ทำด5วยตนเอง ทำให5เกิดความสะดวกในการจัดการเรียน การสอนทำให5สอนได5ครบถ5วนตรงตามหลักสูตรและการสอนได5ทันเวลา 3. เปbนผลงานทางวิชาการที่สามารถเผยแพรRเปbนตัวอยRางได5 วัฒนาพร ระงับทุกขV (2542 : 2) กลRาวถึงความสำคัญของการจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู5หรือแผนการสอนวRาจะกRอให5เกิดประโยชนVดังนี้ 1. กRอให5เกิดการวางแผนและการเตรียมการลRวงหน5า เปbนการนำเทคนิควิธีการสอน การ เรียนรู5 สื่อเทคโนโลยี และจิตวิทยาการเรียนการสอน มาผสมผสานประยุกตVใช5ให5เหมาะสมกับ สภาพแวดล5อมด5านตRาง ๆ 2. สRงเสริมให5ครูผู5สอนค5นคว5าหาความรู5เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียนการสอน การ เลือกใช5สื่อ การวัดและประเมินผลตลอดจนประเด็นตRาง ๆ ที่เกี่ยวข5องจำเปbน
39 3. เปbนคูRมือการสอนสำหรับครูผู5สอนและครูที่สอนแทน นำไปใช5ปฏิบัติการสอนอยRางมั่นใจ 4. เปbนหลักฐานแสดงข5อมูลด5านการเรียนการสอน รวมทั้งเปbนหลักฐานแสดงความ เชี่ยวชาญของครูผู5สอน ซึ่งสามารถนำไปเสนอเปbนผลงานทางวิชาการได5 สรุปได5วRา แผนการจัดการเรียนรู5 มีความสำคัญตRอการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ให5บรรลุเปzาหมายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู5แกRผู5เรียน ทำให5ครูสามารถเลือกใช5วิธีสอน สื่อการ เรียนและการวัดผลประเมินผลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เปbนข5อมูลที่ใช5ในการพัฒนาการเรียน การสอนและเปbนผลงานทางวิชาการที่บRงชี้ถึงความเชี่ยวชาญของผู5จัดทำแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู5 หลักการการจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 วัฒนาพร ระงับทุกขV (2542 : 82-83) ได5เสนอหลักการการจัดทำแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู5วRาครูผู5สอนต5องตอบคำถามสำคัญ 3 ข5อ ตRอไปนี้ให5ได5 คือ ข5อ 1 สอนเพื่ออะไร ข5อ 2 สอน อยRางไร ข5อ 3 สอนแล5วได5ผลตามที่ต5องการหรือไมR ซึ่งตอบคำถามที่ 3 ข5อ คือ องคVประกอบที่สำคัญ ของแผนการจัดการเรียนรู5ซึ่งประกอบด5วย 1. จุดประสงคVการเรียนรู5 (Objective) ที่ต5องการให5เกิดขึ้นกับผู5เรียน เปbนการตอบวRาสอน เพื่ออะไร 2. การเรียนการสอน (Learning) เปbนกิจกรรมที่จะทำให5บรรลุจุดประสงคVการเรียนรู5ที่ กำหนดไว5 3. การวัดและประเมินผล (Evaluation) เพื่อตรวจสอบวRาผู5เรียนได5เรียนรู5และมีพฤติกรรม ตามจุดประสงคVการเรียนรู5ที่กำหนดไว5จริงหรือไมR สรุปได5วRา หลักการในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู5หรือแผนการสอน ครูผู5จัดกิจกรรม การเรียนรู5จะต5องมีความรู5ความเข5าใจเกี่ยวกับ จุดประสงคVการเรียนรู5 กิจกรรมการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล ตลอดจนการจัดทำแผนการสอนให5ครบองคVประกอบทั้ง 3 ข5อ ให5มี ความสัมพันธVกันจึงจะทำให5แผนการจัดการเรียนรู5สามารถนำไปใช5จัดกระบวนการเรียนรู5ให5มี ประสิทธิภาพ องค9ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหRงชาติ (2542 : 21) ได5กำหนดรูปแบบแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู5 ดังนี้ 1. เนื้อหา 2. เวลา
40 3. จุดประสงคVการเรียนรู5 3.1 ด5านเนื้อหา 3.2 ด5านทักษะทางสังคม/พฤติกรรมทางสังคม 4. การเตรียมการของครู 5. ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 6. การวัดและประเมินผล วัฒนาพร ระงับทุกขV (2542 : 137-138) ได5กำหนดรูปแบบและองคVประกอบของแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู5หรือแผนการสอนไว5ดังตัวอยRาง แผนการจัดการเรียนรู5ที่.......... เรื่อง ................................................................. เวลา.....................................คาบ................................. วิชา ............................................................................................... ชั้น................................................... 1. สาระสำคัญ 2. จุดประสงคVการเรียนรู5 2.1 จุดประสงคVนำทาง 2.2 จุดประสงคVปลายทาง 3. เนื้อหาสาระ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. สื่อการเรียนการสอน 6. การวัดและประเมินผล 6.1 วิธีวัด 6.2 เครื่องมือวัด 6.3 เกณฑV 7. กิจกรรมเสนอแนะ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหRงชาติ (2545 : 175-176) ได5กำหนด องคVประกอบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5ไว5ดังนี้ 1. สาระสำคัญ 2. จุดประสงคVการเรียนรู5 3. สาระการเรียนรู5 4. กิจกรรมการเรียนรู5 5. สื่อ/แหลRงเรียนรู5 6. การวัดและประเมินผล