The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sarutobi Hiruzen, 2023-02-27 19:23:35

รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

41 7. บันทึกผลหลังสอน รายละเอียดการเขียนในแตRละองคVประกอบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5มีดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหRงชาติ. 2545 : 175-176) 1. สาระสำคัญ หมายถึง ข5อความที่เปbนแกRนสำคัญของเนื้อหาสาระ หลักการ ข5อเท็จจริง และแนวคิดตRาง ๆ ของเนื้อหา สาระในแผนการจัดเรียนรู5นั้น ต5องเขียนให5กระชับอาจเปbนความเรียง หรือแยกเปbนข5อ ๆ ก็ได5 วิธีเขียนต5องเริ่มด5วยสRวนที่จำเปbนและสำคัญที่สุดของเนื้อหากRอนแล5วจึงตาม ด5วยรายละเอียดที่สำคัญของเรื่อง 2. จุดประสงคVการเรียนรู5 หมายถึง พฤติกรรมที่คาดหวังของผู5เรียน หลังการสอน อาจเขียน แยกเปbนจุดประสงคVปลายทางและจุดประสงคVนำทางก็ได5 3. สาระการเรียนรู5 เปbนสRวนที่ให5รายละเอียดที่เชื่อมโยงกับสาระสำคัญและสอดคล5องกับ จุดประสงคVการเรียนรู5 4. กิจกรรมการเรียนรู5 เปbนกิจกรรมหรือประสบการณVตRาง ๆ ที่ผู5สอนจัดให5ผู5เรียนเกิดการ เรียนรู5ตามจุดประสงคVที่กำหนดไว5 การจัดกิจกรรมการเรียนรู5นอกจากจะเน5นผู5เรียนเปbนสำคัญแล5ว ยังต5องคำนึงถึงวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู5ตามธรรมชาติของแตRละกลุRมสาระการเรียนรู5นั้น ๆ รวมทั้ง ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะที่พึงประสงคVด5วย 5. สื่อ/แหลRงเรียนรู5หมายถึง วัสดุ อุปกรณV วิธีการ และแหลRงเรียนรู5ตRาง ๆ ที่ผู5สอนนำมา เปbนเครื่องมือชRวยให5ความรู5นักเรียน 6. การวัดและประเมินผล เปbนการตรวจสอบวRา ผู5เรียนบรรลุจุดประสงคVการเรียนรู5ที่ กำหนดไว5ในแผนการจัดการเรียนรู5 การประเมิน ใช5วิธีการเครื่องมือ และเกณฑVที่หลากหลาย ครอบคลุมด5านความรู5 ทักษะกระบวนการ คุณลักษณะที่พึงประสงคV ทั้งนี้ ให5วัดตรงตามสภาพจริงที่ เกิดขึ้นด5วยความเที่ยงตรง นRาเชื่อถือ และตรวจสอบได5 7. บันทึกผลหลังสอน เปbนการบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู5ตามแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู5 ควรบันทึกในประเด็นตRอไปนี้ 7.1 ปaญหา เขียนปaญหาที่เกิดขึ้นระหวRางการเรียนการสอน 7.2 วิธีแก5ปaญหา ข5อเสนอแนะหรือหาวิธีแก5ปaญหาที่เกิดขึ้น 7.3 ข5อเสนอแนะ เปbนกิจกรรมที่ไมRสามารถปฏิบัติได5ในเวลาปกติ เชRน แบบฝïกหัด เพิ่มเติม หรืองานที่มอบหมายเพิ่มเติม อาจเปbนงานเดี่ยวกับงานกลุRม โดนเน5นทักษะที่มีความเกี่ยวพัน กับทักษะที่ผู5เรียนได5เรียนรู5ในชั้นเรียน จะชRวยให5ผู5เรียนได5มีโอกาสฝïกฝนได5อยRาง ตRอเนื่อง อาภรณVใจเที่ยง (2553: 216-217) กลRาวถึงแผนการจัดการเรียนรู5วRาประกอบด5วยหัวข5อ สำคัญมีสRวนนำ: รายวิชา/กลุRมชั้นชื่อหนRวยการเรียนรู5หรือชื่อแผนการจัดการเรียนรู5 จำนวนเวลาที่ สอนและประกอบด5วย 9 หัวข5อสำคัญดังนี้


42 1. มาตรฐานการเรียนรู5 2. ตัวชี้วัดชั้นปL 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงคVการเรียนรู5 5. สาระการเรียนรู5 6. กิจกรรมการเรียนรู5 7. การวัดผลประเมินผล 8. สื่อและแหลRงเรียนรู5 9. บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู5 สรุปได5วRา รูปแบบและองคVประกอบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 มีรูปแบบการเขียน หลายรูปแบบ ครูผู5สอนสามารถเลือกใช5ได5ตามความถนัดหรือความพอใจ โดยทั่วไปแล5วแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู5มีองคVประกอบที่สำคัญ คือ สาระสำคัญ จุดประสงคVการเรียนรู5 สาระการเรียนรู5 การจัดกิจกรรมการเรียนรู5 สื่อ/แหลRงเรียนรู5 และการวัดและประเมินผล ขั้นตอนการทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 รุจิรV ภูRสาระ (2546 : 159-160) ได5อธิบายถึงขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู5ไว5ดังนี้ 1. ทำความเข5าใจมาตรฐานการเรียนรู5ของกลุRมสาระการเรียนรู5รวมทั้งแนวคิดและขอบเขต ของกลุRมสาระการเรียนรู5นี้มาเปbนกรอบในการทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 2. เขียนจุดประสงคVการเรียนรู5ในหนRวยการเรียนรู5เปbนจุดประสงคVปลายทางที่กลRาวถึง 2.1 จุดประสงคVของกลุRมสาระการเรียนรู5 2.2 จุดประสงคVจากคำอธิบายรายวิชา 3. เขียนโครงสร5างของกลุRมสาระการเรียนรู5ทั้งหมด ได5แกR 3.1 หัวข5อยRอย (จากคำอธิบายรายวิชาและหนังสืออ5างอิง) 3.2 จำนวนตามในแตRละหัวข5อยRอย 3.3 สาระสำคัญที่เน5นความคิดรวบยอด/หลักการ/ทักษะ/ลักษณะนิสัย 4. สร5างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2552 : 82) ได5กำหนดขั้นตอนในการจัดทำแผนการ จัดการเรียนรู5โดยจัดตามลำดับไว5 12 ขั้นตอนดังนี้ 1. จัดทำหนRวยการเรียนรู5 2. แบRงเนื้อหาสาระเวลาให5ครอบคลุมหนRวยการเรียนรู5


43 3. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู5 4. กำหนดเปzาหมายสำหรับผู5เรียนในการจัดการเรียนรู5 5. ระบุมาตรฐานการเรียนรู5ตัวชี้วัด 6. กำหนดสมรรถนะของผู5เรียน 7. ระบุคุณลักษณะอันพึงประสงคV 8. กำหนดกิจกรรมการเรียนรู5เพื่อให5ผู5เรียนบรรลุเปzาหมาย 9. เลือกกระบวนการเรียนรู5ที่จะพัฒนาให5ผู5เรียนเกิดการเรียนรู5 10. เลือกใช5สื่อแหลRงเรียนรู5ภูมิปaญญาท5องถิ่นมาใช5ในการจัดกิจกรรม 11. กำหนดชิ้นงาน / ภาระงาน 12. การวัดผลและประเมินผล เลือกใช5เครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะกิจกรรม อาภรณVใจเที่ยง (2553 : 230) กลRาวถึงการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู5วRามีลำดับ 6 ขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะหVคำอธิบายรายวิชารายปLหรือรายภาคและหนRวยการเรียนรู5ที่สถานศึกษาจัดทำ ขึ้นเพื่อประโยชนVในการเขียนรายละเอียดของแตRละหัวข5อของแผนการจัดการเรียนรู5 2. วิเคราะหVผลการเรียนรู5ที่คาดหวังเพื่อนำมาเขียนเปbนจุดประสงคVการเรียนรู5โดยให5 ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด5านความรู5ทักษะ / กระบวนการเจตคติและคRานิยม 3. วิเคราะหVสาระการเรียนรู5โดยเลือกและขยายสาระที่เรียนรู5ให5สอดคล5องกับผู5เรียนชุมชน และท5องถิ่น 4. วิเคราะหVกระบวนการจัดการเรียนรู5โดยเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู5ที่เน5นผู5เรียนเปbน สำคัญ 5. วิเคราะหVกระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช5วิธีการวัดและประเมินผลที่สอดคล5องกับ มาตรฐานการเรียน 6. วิเคราะหVแหลRงการเรียนรู5โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู5และแหลRงการเรียนรู5ทั้งในและนอก ห5องเรียนให5เหมาะสมสอดคล5องกับกระบวนการเรียนรู5 สรุปได5วRา การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู5มีขั้นตอนคือการวิเคราะหVคำอธิบายรายวิชาเพื่อ นำมาเขียนเปbนจุดประสงคVการเรียนรู5โดยให5ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด5านความรู5ทักษะกระบวนการ และเจตคติวิเคราะหVสาระการเรียนรู5กระบวนการจัดการเรียนรู5สื่อการเรียนรู5และแหลRงการเรียนรู5และ กระบวนการประเมินผล


44 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม การผลิตชุดการสอนนั้นกRอนนำไปใช5จริงจำเปbนต5องนำชุดการสอนไปหาคุณภาพที่เรียกวRา การทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อดูวRาชุดการสอนนั้นทำให5ผู5เรียนมีความรู5เพิ่มขึ้นหรือไมR มีประสิทธิภาพ ในการชRวยให5กระบวนการเรียนการสอนดำเนินไปอยRางมีประสิทธิภาพเพียงใด มีความสัมพันธVกับ ผลลัพธVหรือไมR และผู5เรียนมีความพึงพอใจตRอการเรียนจากชุดการสอนในระดับใด ความหมายของประสิทธิภาพ บุญชม ศรีสะอาด (2553 : 154) ได5กลRาวถึงความหมายของประสิทธิภาพไว5วRา หมายถึง ระดับหรือเกณฑVประสิทธิภาพที่จะชRวยให5ผู5เรียนเกิดการเรียนรู5ในระดับที่พึงพอใจหากมีประสิทธิภาพ ในระดับนั้นแล5ว การกำหนดเกณฑVประสิทธิภาพกระทำโดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู5เรียน 2 ประเภท คือ พฤติกรรมตRอเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท5าย (ผลลัพธV) กำหนดคRา ประสิทธิภาพเปbนประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธV ชัยยงคV พรหมวงศV (2556 : 7) ได5ให5ความหมายของประสิทธิภาพวRา ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง สภาวะหรือคุณภาพของสมรรถนะในการดำเนินงาน เพื่อให5งานมีความสำเร็จ โดยใช5เวลา ความพยายาม และคRาใช5จRายคุ5มคRาที่สุดตามจุดมุRงหมายที่กำหนดไว5เพื่อให5ได5ผลลัพธVโดย กำหนดเปbนอัตราสRวนหรือร5อยละระหวRางปaจจัยนำเข5า กระบวนการและผลลัพธV สรุปได5วRา ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับหรือเกณฑVประสิทธิภาพที่จะชRวยให5ผู5เรียนเกิดการ เรียนรู5ในระดับที่พึงพอใจ เพื่อให5ได5ผลลัพธVตามจุดมุRงหมายที่กำหนดไว5 โดยกำหนดเปbนประสิทธิภาพ ของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธV การกำหนดเกณฑ9ประสิทธิภาพ อนุวัติ คูณแก5ว (2555 : 151) ได5กลRาวถึงการหาประสิทธิภาพของสื่อการสอนวRาการสอน ที่นำมาหาประสิทธิภาพต5องมีแบบฝïกหัดในแตRละเนื้อหาหรือแบบทดสอบระหวRางเรียน และ แบบทดสอบหลังเรียน โดยที่ผู5วิจัยจะต5องให5นักเรียนทำแบบฝïกหัด และแบบทดสอบหลังเรียน แล5วนำคะแนนของนักเรียนทั้งหมดมาคิดเปbนคRาร5อยละ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑVที่ผู5วิจัยได5 กำหนดไว5 ซึ่งอาจจะเริ่มจาก 70/70 หรือ 80/80 ก็ได5 ความหมาย 80/80 คือ 80 ตัวแรก หมายถึง คRาเฉลี่ยของผลรวมของคะแนนที่นักเรียนทั้งหมด ที่ทำแบบฝïกหัด ระหวRางเรียน คิดเปbนร5อยละ 80 ขึ้นไป 80 ตัวหลัง หมายถึง คRาเฉลี่ยของผลรวมของคะแนนที่นักเรียนทั้งหมด ที่ทำแบบทดสอบ หลังเรียน คิดเปbนร5อยละ 80 ขึ้นไป


45 ชัยยงคV พรหมวงศV (2556 : 9) ได5กลRาวถึงการกำหนดเกณฑVประสิทธิภาพ ซึ่งกระทำได5โดย การประเมินผลพฤติกรรมของผู5เรียน 2 ประเภท คือ พฤติกรรมตRอเนื่อง (กระบวนการ) กำหนดคRา ประสิทธิภาพเปbน E1 = Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และพฤติกรรม สุดท5าย (ผลลัพธV) กำหนดคRาประสิทธิภาพเปbน E2 = Efficiency of Product (ประสิทธิภาพของ ผลลัพธV) 1. ประเมินพฤติกรรมตRอเนื่อง (Transitional Behavior) คือประเมินผลตRอเนื่อง ซึ่ง ประกอบด5วยพฤติกรรมยRอยของผู5เรียน เรียกวRา “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจากการประกอบ กิจกรรมกลุRม ได5แกR การทำโครงการ หรือรายงานเปbนกลุRมหรือรายงานบุคคล ได5แกR งานที่มอบหมาย และกิจกรรมอื่นใดที่ผู5สอนกำหนดไว5 2. ประเมินพฤติกรรมสุดท5าย (Terminal Behavior) คือประเมินผลลัพธV (Product) ของ ผู5เรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไลR ประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนจะกำหนดเปbนเกณฑVที่ผู5เรียนคาดหมายวRาผู5เรียนจะ เปลี่ยนพฤติกรรมเปbนที่พึงพอใจ โดยกำหนดให5ผลเฉลี่ยของคะแนนการทำงานและการประกอบ กิจกรรมของผู5เรียนทั้งหมดตRอร5อยละของผลการประเมินหลังเรียนทั้งหมด นั้นคือ E1/E2 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธV ตัวอยRาง 80/80 หมายความวRา เมื่อเรียนจากสื่อหรือชุดการสอนแล5ว ผู5เรียนจะสามารถทำ แบบฝïกปฏิบัติ หรือทำงานได5ผลเฉลี่ย 80% และประเมินหลังเรียนและงานสุดท5ายได5ผลเฉลี่ย 80% วิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพ ชัยยงคV พรหมวงศV (2556 : 10-11) ได5กลRาวถึงวิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพ ดังนี้ E1 = ∑ X N A x 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ Σx แทน คะแนนของแบบฝïกปฏิบัติกิจกรรมหรืองานที่ทำระหวRางเรียน N แทน จำนวนนักเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝïกปฏิบัติทุกชิ้นรวมกัน


46 E2 = ∑ Y N B x 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธV ΣY แทน คะแนนรวมของผลลัพธVของการประเมินหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน B แทน คะแนนเต็มของการประเมินสุดท5ายของแตRละหนRวย การตีความหมายผลการคำนวณ ชัยยงคV พรหมวงศV (2556 : 11) ได5กลRาวถึงการตีความหมายผลการคำนวณไว5วRา หลังจาก ที่คำนวณหาคRา E1 และ E2 ได5แล5ว ผู5หาประสิทธิภาพต5องตีความหมายของผลลัพธV โดยยึดหลักการ และแนวทาง ดังนี้ ความคลาดเคลื่อนของผลลัพธV ให5มีความคลาดเคลื่อนหรือความแปรปรวนของผลลัพธVได5 ไมRเกิน .05 (ร5อยละ 5) จากชRวงต่ำไปสูง = ±2.5 นั่นให5ผลลัพธVของคRา E1 หรือ E2 ที่ถือวRาเปbนไปตาม เกณฑV มีคRาต่ำกวRาเกณฑVไมRเกิน 2.5% และสูงกวRาเกณฑVที่ตั้งไว5ไมRเกิน 2.5% หากคะแนน E1 และ E2 หRางกันเกิน 5% แสดงวRา กิจกรรมที่ให5นักเรียนทำกับการสอบ หลังเรียนไมRสมดุลกัน เชRน คRา E1 มากกวRา E2แสดงวRา งานที่มอบหมายอาจจะงRายกวRาการสอบ หรือ หาก คRา E2 มากกวRา E1แสดงวRา การสอบงRายกวRางานที่ได5มอบหมายให5ทำ จำเปbนที่จะต5องปรับแก5 หากสื่อหรือชุดการสอนได5รับการออกแบบและพัฒนาอยRางดีมีคุณภาพ คRา E1 และ E2 ที่คำนวณได5 จากการทดสอบประสิทธิภาพ จะต5องใกล5เคียงกันและหRางกันไมRเกิน 5% ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ ชัยยงคV พรหมวงศV (2556 : 11-12) ได5กลRาวถึงขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพไว5วRา เมื่อผลิตสื่อหรือชุดการสอนขึ้นเปbนต5นแบบแล5ว ต5องนำสื่อหรือชุดการสอนไปหาประสิทธิภาพตาม 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว (1 : 1) เปbนการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู5สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู5เรียน 1-3 คน โดยใช5เด็กอRอน ปานกลาง และเด็กเกRง ระหวRางทดสอบประสิทธิภาพให5จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู5เรียนประเมิน การเรียนจากกระบวนการและทดสอบหลังเรียน นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ หากไมRถึง เกณฑVต5องปรับปรุงให5ดีขึ้น


47 2. การทดสอบประสิทธิภาพแบบกลุRม (1 : 10) เปbนการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู5สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู5เรียน 6-10 คน (คละผู5เรียนที่เกRง ปานกลาง และ อRอน) ระหวRางทดสอบประสิทธิภาพให5จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู5เรียน ประเมินการเรียนจากกระบวนการและทดสอบหลังเรียน นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ หากไมRถึงเกณฑVต5องปรับปรุงให5ดีขึ้น 3. การทดสอบประสิทธิภาพภาคสนาม (1 : 100) เปbนการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู5สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู5เรียน 30-40 คน ระหวRางทดสอบประสิทธิภาพให5 จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู5เรียนประเมินการเรียนจากกระบวนการและ ทดสอบหลังเรียน นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพหากไมRถึงเกณฑVต5องปรับปรุงให5ดีขึ้นแล5วนำไป ทดสอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ำกับนักเรียนตRางกลุRม อาจทดสอบประสิทธิภาพ 2-3 ครั้ง จนได5คRา ประสิทธิภาพถึงเกณฑVขั้นต่ำ ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู5 1. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตัวเลขที่แสดงความก5าวหน5าในการเรียน โดยการเปรียบเทียบ คะแนนที่เพิ่มขึ้นจากคะแนนทดสอบกRอนเรียนกับคะแนนทดสอบหลังเรียน และคะแนนเต็มหรือ คะแนนสูงสุดกับคะแนนที่ได5จากการทดสอบกRอนเรียน เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2545 : 31-36) กลRาวถึงการหาพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น ของผู5เรียนโดยอาศัยหลักการหาคRาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index : E.I.) มีสูตรดังนี้ ดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียนของทุกคน ผลรวมของคะแนนก5อนเรียนของทุกคน (จำนวนนักเรียน×คะแนนเต็ม)$ ผลรวมของคะแนนก5อนเรียนของทุกคน หรือ E.I.= P1-P2 Total-P1 เมื่อ P1 แทน ผลรวมของคะแนนกRอนเรียนทุกคน P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลังเรียน Total แทน ผลคูณของจำนวนนักเรียนกับคะแนนเต็ม


48 เผชิญ กิจระการ. (2544 : 44-45) ได5ให5ข5อสังเกตบางประการเกี่ยวกับคRา E.I. 1. E.I. เปbนอัตราสRวนของผลตRางจะมีคRาสูงสุดเปbน 1.00 สRวนคRาต่ำสุดไมRสามารถกำหนดได5 เพราะเปbนต่ำกวRา -1 ก็ได5 และถ5าเปbนคRาลบแสดงวRา คะแนนผลสอบกRอนเรียนมากกวRาหลังเรียน ซึ่งมี ความหมายวRาระบบการเรียนการสอนหรือสื่อที่ใช5ไมRมีคุณภาพ จะยกตัวอยRาง คRา E.I. ดังนี้ (สมมติวRามี นักเรียน 20 คน คะแนนเต็ม 30 คะแนน) 1.1 ถ5าผลสอบกRอนเรียนของนักเรียนทุกคนได5คะแนนรวมเทRาไรก็ได5 (ยกเว5นได5คะแนน เต็มทุกคน) แตRผลสอบหลังเรียนของนักเรียนทุกคนทำถูกหมดทุกข5อ (ได5คะแนนเต็มทุกคน) คRา E.I. จะเปbน 1.00 แสดงให5เห็นวRา กRอนเรียนนักเรียนทุกคนทำผิดหมดทุกข5อแตRหลังเรียนได5คะแนนเต็มทุก คน สรุปได5วRา ถ5าหลังเรียนนักเรียนได5คะแนนเต็มทุกคน คRา E.I. จะเปbน 1.00 เสมอไมRวRาผลการสอบ กRอนเรียนจะได5เทRาใดก็ตาม (ยกเว5นได5คะแนนเต็มทุกคน) หรือกลRาวได5วRาผู5เรียนมีความก5าวหน5าใน เรื่องที่เรียน คิดเปbนร5อยละ 100 หรือบรรลุวัตถุประสงคVของการเรียนตามที่ต5องการ ดังนั้นจะเห็นได5 วRา ดัชนีประสิทธิผล (Effectivenss Index) หรือ E.I. สามารถ นำไปใช5ในการพัฒนาเทคโนโลยีและ นวัตกรรมทางการศึกษาได5ทุกประเภทและทุกรูปแบบอยRางกว5างขวาง นอกจากจะชี้ให5เห็น ความก5าวหน5าในการเรียนรู5ในเนื้อหาเรื่องนั้นในกลุRมนักเรียนแล5วยัง สามารถให5ผู5สอนดัดแปลงใช5 แสดงความก5าวหน5าในการเรียนรู5เปbนรายบุคคลได5อีกด5วย 1.2 ถ5าผลสอบกRอนเรียนมากกวRาหลังเรียน คRา E.I. จะเปbนลบ ซึ่งต่ำกวRา –1.00 ก็ได5 ลักษณะเชRนนี้ถือวRาระบบการเรียนการสอนหลังการใช5สื่อล5มเหลวและเหตุการณVเชRนนี้ไมRนRาจะเกิดขึ้น เพราะ E.I. ต5องหาคRา E1/E2 มากRอน คRา E2 คือคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งจะเปbนคRา เดียวกับคะแนนหลังเรียนของการหาคRา E.I. ดังนั้นหากคะแนนหลังสอนต่ำหรือมากกวRาคะแนนกRอน สอน คRา E2 จะไมRถึงเกณฑVที่กำหนด 1.3 การแปลความหมายของคRา E.I. ไมRควรแปลความเฉพาะคRาที่คำนวณได5วRานักเรียน มีพัฒนาการขึ้นเทRาใด หรือคิดเปbนร5อยละเทRาไร แตRควรจะดูข5อมูลเดิมประกอบด5วยวRาหลังเรียน นักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นเทRาไร ในบางครั้งคะแนนหลังสอนเพิ่มขึ้นน5อย เปbนเพราะวRากลุRมนั้นมีความรู5 เดิมในเรื่องนั้นมากอยูRแล5ว 2. การแปลผลถ5า E.I. ใต5ตารางในบทที่ 4 (ผลการวิเคราะหVข5อมูล) ของวิทยานิพนธV (Thesis) และการค5นคว5าอิสระ (Independent Study) มักจะใช5ข5อมูลไมRเหมาะสม ทำให5ผู5อRาน เข5าใจความหมายของ E.I. ผิดจากความเปbนจริง เชRน จากตัวอยRางในตาราง E.I. มีคRาเทRากับ 0.6240 ก็มักจะกลRาววRา “ดัชนีประสิทธิผลเทRากับ 0.6240 ซึ่งแสดงวRานักเรียนมีความรู5เพิ่มขึ้นร5อยละ 62.40” ซึ่งในความเปbนจริง คRา E.I. เทRากับ 0.6240 เพราะคิดเทียบกับจากคRา E.I. สูงสุดเปbน 1.00 ดังนั้น ถ5าคิดเปรียบเทียบเปbนร5อยละคือคิดเทียบจากคRาสูงสุดเปbน 100 E.I. จะมีคRา 62.40 จึงควรใช5


49 ข5อความวRา “คRาดัชนีประสิทธิผลเทRากับ 0.6240 แสดงวRานักเรียนมีความรู5เพิ่มขึ้น 0.6240 หรือคิด เปbนร5อยละ 62.45 3. ถ5าคRาของ E1/E2 ของแผนการเรียนรู5สูงกวRาเกณฑVที่กำหนด และเมื่อหา E.I. ด5วย พบวRา มีการพัฒนาขึ้นถึงระดับหนึ่งที่ผู5วิจัยพอใจ หากคำนวณคRาความคงทนด5วยโดยใช5สูตร t-test (แบบ Dependent Samples) ดังกลRาวมาแล5วในสูตรที่ 1 ก็ไมRได5แปลวRาจะไมRมีนัยสำคัญ (เพราะผู5วิจัย คาดหวังวRาหากสื่อ หรือแผนการเรียนมีคุณภาพ ผลการเรียนหลังสอนเมื่อผRานไประยะหนึ่ง กับผลการ เรียนหลังเรียนลักษณะนี้มักจะพบในงานวิจัย คือ แผนการเรียนหรือสื่อ มีคRา E1/E2 สูงกวRาเกณฑVที่ กำหนด คRา E.I. ก็จะสูง แตRผลการทดสอบความคงทนมีนัยสำคัญทางสถิติปaญหานี้เกิดจากนักเรียนไมR ตั้งใจหรือเบื่อหนRายในการทำข5อสอบอยRางจริงจัง แม5วRาผู5วิจัยจะมีความรู5สึกวRาสื่อหรือแผน ที่ผู5ศึกษา ใช5มีคุณภาพทำให5นักเรียนเกิดความเข5าใจในเนื้อหาสาระที่เรียนมากขึ้นหรือมีความตรึงตาตรึงใจตRอ บทเรียนมากเทRาไรก็ตาม สรุปได5วRา ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู5หมายถึง ตัวเลขที่แสดง ความก5าวหน5าของนักเรียนซึ่งได5จากการเปรียบเทียบคะแนนกRอนเรียนคะแนนหลังเรียนวัดได5จาก แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได5มีผู5ให5ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว5หลายทRาน ดังนี้ ไพศาล หวังพานิช (2526 : 89) ได5ให5ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หมายถึง คุณลักษณะและประสบการณV หรือ ความสัมฤทธิ์ผลของบุคคลวRาเรียนรู5แล5วเทRาไรมี ความสามารถชนิดใด อารมณV เพชรชื่น (2527 : 46-47) ได5ให5ความหมายวRา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการเรียนการสอน การฝïกฝนหรือประสบการณVตRาง ๆ ทั้งที่โรงเรียน ที่บ5านและ สิ่งแวดล5อมอื่น ๆ แตRคนสRวนมากเข5าใจวRาผลสัมฤทธิ์เกิดจากการเรียนการสอนภายในโรงเรียน และ มองในแงRความรู5ความสามารถทางสมองเทRานั้น ความจริงแล5วความรู5สึก คRานิยม และจริยธรรม ตRาง ๆ ก็เปbนผลจากการฝïกสอน ซึ่งก็นับเปbนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด5วย พวงรัตนV ทวีรัตนV (2530 : 29) ได5ให5ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หมายถึง คุณลักษณะรวมถึงความรู5ความสามารถของบุคคลอันเปbนผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณVทั้งปวงที่บุคคลได5รับการเรียนการสอนทำให5บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด5าน ตRาง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง


50 บุญชม ศรีสะอาด (2535 : 50) ได5ให5ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช5ความรู5ความสามารถของบุคคลในด5านวิชาการ ซึ่งเปbนผลมาจากการเรียนรู5ในเนื้อหา สาระและตามจุดประสงคVของวิชาเนื้อหาที่สอบ พวงรัตนV ทวีรัตนV (2540 : 43) ได5ให5ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว5วRาเปbน แบบทดสอบที่มุRงทดสอบความรู5 ทักษะ สมรรถภาพสมองด5านตRางๆของผู5เรียนวRา หลังการเรียนรู5เรื่อง นั้นๆแล5ว ผู5เรียนมีความรู5ความสามารถในวิชาที่เรียนมากน5อยเพียงใด มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจาก เดิมตามความมุRงหมายของหลักสุตรวิชานั้นๆ เพียงใด สรุปได5วRา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หมายถึง ความสามารถที่ผู5เรียนหรือมวล ประสบการณVที่ผู5เรียนได5รับจากการการจัดกิจกรรมการเรียนรู5โดยวัดได5จากการทดสอบในด5านตRาง ๆ หลังจากผู5เรียนได5เรียนผRานไปแล5ว จุดมุRงหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ จุดมุRงหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ตามแนวคิดของ พวงรัตนV ทวีรัตนV (2530 : 29-32) เปbน การตรวจสอบความสามารถของสมรรถภาพทางสมองของบุคคลวRาเรียนแล5วรู5อะไรบ5างและมี ความสามารถด5านใด มากน5อยเพียงใด เชRน พฤติกรรมด5านความจำ ความเข5าใจ การนำไปใช5 การวิเคราะหV การสังเคราะหV และการประเมินคRามากน5อยอยูRในระดับใด นั่นคือ การวัดผลสัมฤทธิ์เปbน การตรวจสอบพฤติกรรมของผู5เรียนในด5านพุทธิพิสัย ซึ่งเปbนการวัด 2 องคVประกอบตามจุดมุRงหมาย และลักษณะของวิชาที่เรียน คือ 1. การวัดด5านการปฏิบัติเปbนการตรวจสอบความรู5ความสามารถทางการปฏิบัติโดยให5 ผู5เรียนได5ลงมือปฏิบัติจริงให5เปbนผลงานปรากฏออกมา ให5ทำการสังเกตและวัดได5 เชRน วิชา ศิลปศึกษา พลศึกษา งานชRาง การวัดแบบนี้จึงต5องวัดโดยใช5ข5อสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test) ซึ่งการ ประเมินผลจะพิจารณาที่วิธีปฏิบัติ (Procedur) และผลงานที่ปฏิบัติ 2. การวัดด5านเนื้อหา เปbนการตรวจสอบความรู5ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชารวมถึง พฤติกรรมความสามารถในด5านตRาง ๆ อันเปbนผลมาจากการเรียนการสอน วิธีการสอบวัดได5 2 ลักษณะ คือ 2.1 การสอบปากเปลRา การสอบแบบนี้มักกระทำเปbนรายบุคคล ซึ่งเปbนการสอนที่ ต5องการดูผลเฉพาะอยRาง เชRน การสอบอRานฟaงเสียง การสอบสัมภาษณV ซึ่งต5องการดูการใช5ถ5อยคำใน การตอบคำถาม รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและบุคลิกภาพตRาง ๆ 2.2 การสอบแบบให5เขียนความ เปbนการสอบวัดที่ให5ผู5สอบเขียนเปbนตัวหนังสือตอบ ซึ่งมีการตอบอยูR 2 แบบ 2.2.1 แบบไมRจำกัดคำตอบ ได5แกR การสอบวัดที่ใช5ข5อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง


51 2.2.2 แบบจำกัดคำถาม เปbนการสอบที่กำหนดขอบเขตของคำถามที่จะให5ตอบหรือ กำหนดคำตอบออกมาให5เลิก ซึ่งมีรูปแบบของคำถามคำตอบ 4 รูปแบบ คือ แบบเลือกทางใดทางหนึ่ง แบบจับคูR แบบเติมคำและแบบเลือกตอบ ประเภทของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 53) ได5แบRงประเภทของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ออกเปbน 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบแบบอิงเกณฑV (Criterion Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ สร5างขึ้นตามจุดประสงคVเชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดจัดหรือคะแนนเกณฑVสำหรับใช5ตัดสินวRาผู5สอนมี ความรู5ตามเกณฑVที่กำหนดไว5หรือไมR การวัดตรงตามจุดประสงคVเปbนหัวใจสำคัญของข5อสอบใน แบบทดสอบประเภทนี้ 2. แบบทดสอบแบบอิงกลุRม (Norm Referenced Test) หมายถึงแบบทดสอบที่มุRงสร5าง เพื่อวัดให5ครอบคลุมหลักสูตร จึงสร5างตามตารางวิเคราะหVหลักสูตร ความสามารถในการ จำแนก ผู5สอบตามความเกRงอRอนได5ดี เปbนหัวใจสำคัญของข5อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การ รายงานผล การสอบอาศัยคะแนนมาตรฐาน ซึ่งเปbนคะแนนที่สามารถให5ความหมายแสดงถึง สถานภาพ ความสามารถของบุคคลนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ที่ใช5เปbนกลุRมเปรียบเทียบ กรอบแนวคิดที่ใช5ในการสร5างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญชม ศรีสะอาด (2546 : 122-123) ได5เสนอกรอบแนวคิดที่ใช5เปbนแนวในการสร5าง แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวRา ในการสร5างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เพื่อนำไปใช5ใน การเก็บ รวบรวมข5อมูลนั้น นิยมสร5างโดยยึดตามการจำแนกจุดประสงคVทางการศึกษาด5านพุทธิพิสัย ของบลูม และคณะ (Bloom and others) ที่จำแนกจุดประสงคVทางการศึกษา ด5านพุทธิพิสัย ออกเปbน 6 ประเภท ได5แกR 1. ความรู5 (Knowledge) 2. ความเข5าใจ (Comperhension) 3. การนำไปใช5 (Application) 4. การวิเคราะหV (Analysis) 5. การสังเคราะหV (Synthesis) 6. การประเมินคRา (Evaluation)


52 ประเภทของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ครูสร5างขึ้น สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 73-82) ได5แบRงประเภทของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ที่ครูสร5างขึ้น เปbน 6 ประเภท ดังนี้ 1. ข5อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essay Test) เปbน ข5อสอบที่มีเฉพาะ คำถาม แล5วให5นักเรียนเขียนตอบอยRางเสรี เขียนบรรยายตามความรู5และข5อคิดเห็นของ แตRละคน 2. ข5อสอบแบบถูก-ผิด (True-False Test) เปbนข5อสอบแบบถูก-ผิด ที่มี 2 ตัวเลือก แตR ตัวเลือกดังกลRาวเปbนแบบคงที่ และมีความหมายตรงกันข5าม เชRน ถูก-ผิด ใชR-ไมRใชR จริง-ไมRจริง เหมือนกัน-ตRางกัน เปbนต5น 3. ข5อสอบแบบเติมคำ (Completion Test) เปbนข5อสอบที่ประกอบด5วยประโยคหรือ ข5อความที่ยังไมRสมบูรณVแล5วให5ผู5ตอบเติมคำ หรือประโยค หรือข5อความลงในชRองวRางที่เว5นไว5นั้น เพื่อให5มีใจความสมบูรณVและถูกต5อง 4. แบบทดสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test) ข5อสอบประเภทนี้คล5ายกับข5อสอบ แบบเติมคำ แตRแตกตRางกันที่ข5อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเปbนประโยคคำถามสมบูรณV(ข5อสอบเติมคำ เปbนประโยคหรือข5อความที่ยังไมRสมบูรณV) แล5วให5ผู5ตอบเปbนคนเขียนตอบ คำตอบที่ต5องการจะสั้นและ กะทัดรัดวัดได5ใจความสมบูรณVไมใชRเปbนการบรรยายแบบข5อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข5อสอบแบบจับคูR (Matching Test) เปbนข5อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมีคำหรือ ข5อความแยกออกจากกันเปbน 2 ชุด แล5วให5ผู5ตอบเลือกจับคูRวRา แตRละข5อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคูR กับคำ หรือข5อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธVกันอยRางใดอยRางหนึ่ง ตามที่ผู5ออก ข5อสอบกำหนดไว5 6. ข5อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ลักษณะทั่วไปคำถามแบบเลือกตอบ โดยทั่วไปจะประกอบด5วย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตัวเลือก (Choice) ในตอนนี้จะ ประกอบด5วยตัวเลือกที่เปbนคำตอบถูกต5องมากที่สุดเพียงตัวเลือกตัวเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆ และ คำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช5ตัวเลือกที่ใกล5เคียงกัน ดูเผิน ๆ จะเห็นวRาทุกตัวเลือกถูกหมด แตR ความจริงมีน้ำหนักถูกมากน5อยตRางกัน ดังนั้นสรุปได5วRา การที่ครูผู5สอนจะเลือกออกข5อสอบประเภทใด นั้น จะต5องพิจารณา ข5อดี ข5อจำกัด ความเหมาะสมของแบบทดสอบกับเนื้อหา หรือจุดประสงคVใน การเรียนรู5ในการศึกษาค5นคว5ารั้งนี้ผู5ศึกษาค5นคว5าเลือกใช5แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ หลักในการสร5างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 83-96) ได5กลRาวถึง หลักในการสร5างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแบบเลือกตอบไว5 ดังนี้


53 1. การเขียนตอนนำให5เปbนประโยคที่สมบูรณV แล5วใสRเครื่องหมายปรัศนี ไมRควรสร5างตอนนำ ให5เปbนแบบอRานตRอความ เพราะทำให5คำถามไมRกระชับ เกิดปaญหาสองแงR หรือข5อความไมRตRอกัน หรือ เกิดความสับสนในการคิดหาคำตอบ 2. เน5นเรื่องจะถามให5ชัดเจนและตรงจุดไมRคลุมเครือ เพื่อวRาผู5อRานจะไมRเข5าใจไขว5เขว สามารถมุRงความคิดในคำตอบไปถูกทิศทาง (เปbนปรนัย) ไมRต5องอRานคำถามคำตอบย5อนขึ้นย5อนลง หลายครั้ง โดยเฉพาะระดับประถมศึกษาต5อคำนึงถึงเรื่องนี้ให5มาก ๆ 3. ควรถามในเรื่องที่มีคุณคRาตRอการวัด หรือถามในสิ่งที่ดีงามมีประโยชนV คำถามแบบ เลือกตอบสามารถถามพฤติกรรมในสมองได5หลายด5าน ไมRใช5ถามเฉพาะความจำหรือความจริงตาม ตำรา หรือถามรายละเอียดเกินความจำเปbนซึ่งไมRใชRสาระสำคัญ แตRต5องถามให5คิดหรือนำความรู5ที่ เรียนไปใช5ในสถานการณVใหมR จึงจะเรียกวRามีคุณคRาตRอการวัด 4. หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธ ถ5าจำเปbนต5องใช5ก็ควรพิมพVตัวหนาหรือขีดเส5นใต5คำปฏิเสธนั้น แตRคำปฏิเสธซ5อนไมRควรใช5อยRางยิ่ง เพราะปกตินักเรียนจะยุRงยากตRอการแปลความหมายของคำถาม และตอบคำถามที่ถามกลับ หรือปฏิเสธซ5อนผิดมากกวRาถูก 5. ไมRควรใช5คำฟุ≥มเฟ´อย ควรถามปaญหาโดยตรง สิ่งใดไมRเกี่ยวข5องหรือไมRได5ใช5เปbนเงื่อนไขใน การคิด ก็ไมRต5องนำมาเขียนไว5คำถาม จะชRวยให5คำถามรัดกุม ชัดเจนขึ้น 6. เขียนตัวเลือกให5เปbนเอกพันธV หมายถึง เขียนตัวเลือกทุกตัวให5เปbนลักษณะใดลักษณะ หนึ่ง หรือทิศทางแบบเดียวกัน หรือมีโครงสร5างสอดคล5องเปbนทำนองเดียวกัน เชRน กลRาวถึง คุณสมบัติ ลักษณะอาการ ประโยชนV โทษ คำ วลี ประโยค ฯลฯ ในรูปแบบที่เหมือนกัน ชRวยให5การใช5ตัวลวงมี คุณคRามากขึ้น 7. ควรเรียงลำดับตัวเลขในตัวเลือกตRาง ๆ ได5แกR คำตอบที่เปbนตัวเลข นิยมเรียงจากน5อยไป หามาก เพื่อชRวยให5ผู5ตอบพิจารณาหาคำตอบได5สะดวก ไมRหลง และปzองกันการเดาตัวเลือกที่มีคRามาก 8. ใช5ตัวเลือกปลายเป}ดและปลายป}ดให5เหมาะสม โดยทั่วไปเอกสารตำราเกี่ยวกับการวัดผล ประเมินผล ได5เสนอแนะการใช5ตัวเลือกจากหัวข5อปลายเป}ดและปลายป}ด ตัวเลือก ปลายเป}ด ได5แกR สรุปแนRนอนไมRได5 ตัวเลือกปลายป}ดได5แกR ถูกหมดทุกข5อ 9. ข5อเดียวต5องมีคำตอบเดียว บางครั้งผู5ออกข5อสอบเผอเรอหรืออาจจะเกิดจากเขียนตัวลวง ไมRรัดกุม จึงพิจารณาตัวลวงเหลRานั้นได5อีกแงRหนึ่งทำให5เกิดปaญหาสองแงRสองมุม 10. เขียนทั้งตัวถูกและตัวผิดให5ถูกหรือผิดตามหลักวิชา คือจะกำหนดตัวถูกหรือผิดเพราะ สอดคล5องกับความเชื่อของสังคม หรือกับคำพังเพยทั่ว ๆ ไปไมRได5 ทั้งนี้เนื่องจากการเรียนการสอนมุRง ให5ผู5เรียนทราบความจริงตามหลักวิชาเปbนสำคัญ จะนำความเชื่อ โชคลางหรือขนบธรรมเนียม ประเพณีเฉพาะท5องถิ่นมาอ5างไมRได5


54 11. เขียนตัวเลือกให5เปbนอิสระขาดจากกัน พยายามอยRาให5ตัวเลือกตัวใดตัวหนึ่งเปbนสRวน หนึ่งหรือเปbนสRวนประกอบของตัวเลือกอื่น ต5องให5แตRละตัวเปbนอิสระจากกันอยRางแท5จริง 12. ควรมีตัวเลือก 4-5 ตัว ข5อสอบแบบเลือกตอบนี้ ถ5าเขียนตัวเลือกเพียง 2 ตัว จะกลายเปbนข5อสอบแบบ กาถูก-ผิด และเพื่อปzองกันไม5ให5เดาได5งRาย ๆ จึงควรมีตัวเลือกมาก ๆ ที่นิยม ใช5หากเปbนข5อสอบระดับประถมศึกษาศึกษาปLที่ 1-2 ควรใช5 3 ตัวเลือก ระดับประถมศึกษาปLที่ 3-6 ควรใช5 4 ตัวเลือก และตั้งแตR ระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป ควรใช5 5 ตัวเลือก 13. อยRาแนะนำคำตอบ ซึ่งการแนะนำคำตอบมีหลายวิธีดังนี้ 13.1 คำถามข5อหลัง ๆ แนะคำตอบข5อแรก ๆ 13.2 ถามเรื่องที่นักเรียนคลRองปากอยูRแล5ว โดยเฉพาะคำถามประเภทคำพังเพยสุภาษิต คติพจนV หรือคำเตือนใจ 13.3 ใช5ข5อความของคำตอบถูกซ้ำหับคำถามหรือเกี่ยวข5อกันอยRางเห็นได5ชัดนักเรียนที่มี ความรู5อาจจะเดาได5ถูกต5อง 13.4 ข5อความของตัวถูกบางสRวนเปbนสRวนหนึ่งของทุกตัวเลือก ทำให5ข5อความนั้นไมRมี ความหมาย และเปbนการเฉลยคำตอบโดยไมRรู5ตัว 13.5 เขียนตัวถูกหรือตัวลวงหรือผิดเดRนชัดเกินไป 13.6 คำตอบไมRกระจาย จากหลักการในการสร5างแบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนแบบเลือกตอบ ครูผู5สร5างข5อสอบจำเปbนต5องยึดหลักเกณฑVทั้ง 13 ข5อ เพื่อให5ได5ข5อสอบแบบ เลือกตอบที่มีคุณภาพ และต5องคำนึงถึงลักษณะของข5อสอบที่ดีด5วย การหาประสิทธิภาพแผนการ จัดการเรียนรู5การหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู5 หมายถึง การนำแผนการจัดการเรียนรู5ไป ทดลองใช5ตามขั้นตอนที่กำหนดไว5 แล5วนำผลที่ได5มาปรับปรุง เพื่อนำไปสอนจริงให5ได5ประสิทธิภาพ ตามเกณฑVที่กำหนดไว5 (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2540 : 494-498) สรุปได5วRา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถทางสมองของ บุคคลซึ่งเปbนผลที่เกิดจากการเรียนการสอน การฝïกฝนประสบการณVที่ได5จากการเรียนทั้งในด5าน ความรู5 ความจำ ทักษะกระบวนการ ซึ่งสRงผลทำให5ผู5เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด5านตRาง ๆ ความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจหรือความพอใจ ตรงกับคำในภาษาอังกฤษวRา “Satisfaction” ได5มีผู5ให5 ความหมายของความพึงพอใจไว5ดังนี้


55 จิตตินันทV นันทไพบูลยV (2551 : 64) ได5ให5ความหมายของคำวRาความพึงพอใจ (Satisfaction) มีความหมายวRา ระดับความรู5สึกในทางบวกของบุคคลตRอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พิมพิมล แสนนาม (2553 : 69) ได5ให5ความหมายไว5วRา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู5สึก พอใจของบุคคลที่มีตRอบุคคลหรือกิจกรรมที่ปฏิบัติ เปbนการคิดเชิงบวก ซึ่งเกิดจากการตอบสนองความ ต5องการของตนเองทั้งด5านวัตถุและจิตใจ มีความกระตือรือร5นในการปฏิบัติและมีความรู5สึกเปbนสุขเมื่อ ได5ปฏิบัติ สนอง พรมโนนศรี (2553 : 43) ได5ให5ความหมายไว5วRา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู5สึก นึกคิด หรือเจตคติของบุคคลที่มีตRอการทำงานหรือการปฏิบัติกิจกรรมในเชิงบวก ดังนั้น ความ พึงพอใจในการเรียนรู5จึงหมายถึง ความรู5สึกพอใจ ชอบใจในการรRวมปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอน และต5องการดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ จนบรรลุผลสำเร็จ ชุลีพร พินิจพล (2554 : 75) ได5สรุปวRา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู5สึกนึกคิด ความเชื่อ การแสดงออก ความรู5สึก ความคิดเห็นตRอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยแสดงพฤติกรรมออกมา 2 ลักษณะ คือ ทางบวก ซึ่งแสดงในลักษณะความชอบ ความพึงพอใจ ความสนใจ เห็นด5วย ทำให5อยากทำงานหรือ ปฏิบัติกิจกรรม อีกลักษณะหนึ่งคือ ทางลบซึ่งแสดงออกในลักษณะของความเครียด ไมRพึงประสงคV ไมRพอใจ ไมRสนใจ ไมRเห็นด5วย อาจทำให5บุคคลเกิดความเบื่อหนRายหรือต5องการหนีหRางจากสิ่งนั้น นอกจากนี้ความพึงพอใจอาจจะแสดงในลักษณะความเปbนกลางก็ได5 เชRน รู5สึกเฉย ๆ ไมRรัก ไมRชอบ ไมRนRาสนใจในสิ่งนั้น ๆ สรุปได5วRา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู5สึกพอใจของบุคคลที่มีตRอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ กิจกรรมที่ปฏิบัติเปbนการคิดเชิงบวก ซึ่งเกิดจากการตอบสนองความต5องการของตนเอง และต5องการ ดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ จนบรรลุผลสำเร็จ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ การปฏิบัติงานใด ๆ ก็ตาม การที่จะทำให5ผู5ปฏิบัติงานเกิดความพึงพอใจตRอการทำงานนั้น มากหรือน5อยเพียงใด ขึ้นอยูRกับสิ่งจูงใจในงานที่มีอยูR การสร5างสิ่งจูงใจหรือแรงกระตุ5นให5เกิดกับ ผู5ปฏิบัติงานจึงเปbนสิ่งที่จำเปbน เพื่อให5การปฏิบัติการนั้น ๆ เปbนไปตามวัตถุประสงคVที่กำหนดไว5 มาสโลวV (Maslow. 1970 : 69) ได5เสนอทฤษฎีลำดับขั้นของความต5องการ (Hierarchy of Needs) ซึ่งนับวRาเปbนทฤษฎีหนึ่งที่ได5รับการยอมรับอยRางกว5างขวาง โดยตั้งอยูRบนสมมติฐานที่วRา มนุษยVมีความต5องการไมRมีที่สิ้นสุด เมื่อความต5องการได5รับการตอบสนอง หรือพึงพอใจอยRางหนึ่งแล5ว ความต5องการสิ่งอื่น ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก ความต5องการของคนเราอาจจะซ้ำซ5อนกัน ความต5องการ อยRางหนึ่งอาจยังไมRทันหมดไป ความต5องการอีกอยRางหนึ่งอาจเกิดขึ้นได5 ความต5องการของมนุษยVมี 5 ลำดับขั้นตอน ดังนี้


56 1. ความต5องการทางด5านรRางกาย (Physiological Needs) เปbนความต5องการพื้นฐานของ มนุษยVเน5นสิ่งจำเปbนในการดำรงชีวิต ได5แกR อาหาร อากาศ ที่อยูRอาศัย เครื่องนุRมหRม ยารักษาโรค ความต5องการพักผRอน ความต5องการทางเพศ 2. ความต5องการความปลอดภัย (Safety Needs) ความมั่นคงในชีวิตทั้งที่เปbนอยูRปaจจุบัน และอนาคต ความเจริญก5าวหน5า อบอุRนใจ 3. ความต5องการทางสังคม (Social Needs) เปbนสิ่งจูงใจที่สำคัญตRอการเกิดพฤติกรรม ต5องการให5สังคมยอมรับตนเองเข5าเปbนสมาชิก ต5องการความเปbนมิตร ความรักจากเพื่อนรRวมงาน 4. ความต5องการมีฐานะ (Esteem Needs) มีความอยากเดRนในสังคม มีชื่อเสียง อยากให5 บุคคลยกยRองสรรเสริญตนเอง อยากมีความเปbนเสรี 5. ความต5องการที่จะประสบความสำเร็จ (Self-Actualization Needs) เปbนความต5องการ ในระดับสูงสุด อยากให5ตนเองประสบความสำเร็จทุกอยRางในชีวิต สก~อตตV (Scott. 1970 : 124) ได5เสนอแนวคิดในเรื่องการจูงใจให5เกิดความพอใจตRอการ ทำงานที่จัดให5เกิดผลเชิงปฏิบัติ 3 ประการ ดังนี้ 1. งานควรมีสRวนสัมพันธVกับความปรารถนาสRวนตัว งานนั้นจะมีความหมายสำหรับผู5ทำ 2. งานนั้นต5องมีการวางแผนและวัดความสำเร็จได5 โดยใช5ระบบการทำงานและการควบคุม ที่มีประสิทธิภาพ 3. เพื่อให5ได5ผลในการสร5างแรงจูงใจภายในเปzาหมายของงาน จะต5องมีลักษณะดังนี้ 3.1 คนทำงานมีสRวนในการตั้งเปzาหมาย 3.2 ผู5ปฏิบัติได5รับทราบผลสำเร็จในการทำงานโดยตรง 3.3 งานนั้นสามารถทำให5สำเร็จได5 คอตเลอรVและอามสตอง (Kotler and Armstrong. 2002 : 100-101) กลRาวถึงพฤติกรรม ของมนุษยVที่เกิดขึ้นนั้นจะต5องมีสิ่งจูงใจ (Motive) หรือแรงขับดัน (Drive) เปbนความต5องการที่กดดัน จนมากพอที่จะจูงใจให5บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต5องการของตนเอง ซึ่งความต5องการ แตRละคนนั้นไมRเหมือนกัน ความต5องการบางอยRางเปbนความต5องการทางชีววิทยา (Biological) ที่ เกิดขึ้นจากสภาวะตึงเครียด เชRน ความหิวกระหายหรือความลำบากบางอยRางเปbนความต5องการทาง จิตวิทยา (Psychological) เกิดจากความต5องการการยอมรับ (Recognition) การยกยRอง (Esteem) หรือกลายเปbนเจ5าของทรัพยVสิน (Belonging) ความต5องการสRวนใหญRอาจไมRมากพอที่จะจูงใจให5บุคคล กระทำได5ในชRวงเวลานั้น แตRความต5องการกลายเปbนสิ่งจูงใจ เมื่อได5รับการกระตุ5นอยRางเพียงพอจนเกิด ความตึงเครียด


57 สรุปได5วRา การจัดการเรียนการสอนให5เปbนที่นRาพึงพอใจของผู5เรียนนั้น ผู5สอนต5องจัด บรรยากาศ สื่อการสอน กิจกรรมที่เอื้อตRอการจัดการเรียนรู5 เพื่อตอบสนองความต5องการของผู5เรียน ทำให5เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู5 สRงผลให5ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น การสร5างแบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความพึงพอใจเปbนเครื่องมือที่ใช5ในการเก็บรวบรวมข5อมูล ประกอบด5วยชุด ของข5อคำถามที่ต5องการให5กลุRมตัวอยRางตอบ โดยกาเครื่องหมาย หรือเขียนตอบ ซึ่งนิยมถามเกี่ยวกับ ข5อเท็จจริง ความคิดเห็นของบุคคล แบบสอบถามโดยทั่วไปจะมีโครงสร5างหรือสRวนประกอบ 4 สRวน ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี. 2549 : 37-38) 1. คำชี้แจงในการตอบที่ปกของแบบสอบถามจะเปbนคำชี้แจง ซึ่งมักจะระบุถึงจุดประสงคV ในการตอบแบบสอบถาม วิธีการตอบแบบสอบถามพร5อมตัวอยRาง 2. ข5อคำถามสRวนตัวผู5ตอบ สRวนที่ 2 ของแบบสอบถามจะให5คำตอบเกี่ยวกับรายละเอียด สRวนตัว เชRน ชื่อ-สกุล เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ ฯลฯ 3. ข5อคำถามเกี่ยวกับข5อเท็จจริง และความคิดเห็นเปbนสRวนสุดท5าย และเปbนสRวนสำคัญ ที่สุด ที่จะชRวยให5ได5ข5อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ต5องการศึกษา เพื่อให5แบบสอบถามที่สร5างขึ้นมี คุณภาพสูงสุด ควรยึดหลักดังนี้ 3.1 กำหนดจุดมุRงหมายแนRนอนวRาต5องการถามอะไร 3.2 สร5างคำถามให5ตรงตามจุดมุRงหมาย 3.3 เรียงข5อความตามลำดับ 3.4 ไมRควรให5ผู5ตอบตอบมากเกินไป เพราะจะทำให5เบื่อไมRให5ความรRวมมือหรือตอบโดย ไมRตั้งใจ 4. ให5ผู5ตอบแบบสอบถามนี้ความลำบากน5อยที่สุดในการตอบ ดังนั้นถ5าเปbนไปได5ควรใช5ข5อ คำถามปลายเป}ด ผู5ตอบแบบสอบถามเพียงตาในแบบสอบถามเทRานั้น การสร5างข5อคำถามให5มีลักษณะ 10 ประการ ดังตRอไปนี้ 1. ใช5ภาษาที่ชัดเจน เข5าใจงRาย ไมRกำกวม ไมRมีความซับซ5อน ใช5ข5อความที่สั้นกะทัดรัด ไมRมี ความฟุ≥มเฟ´อย เปbนข5อความที่เหมาะสมกับผู5ตอบ โดยคำนึงถึงสติปaญญา และระดับการศึกษาความ สนใจของผู5ตอบ 2. แตRละข5อถามเพียงปaญหาเดียว 3. หลีกเลี่ยงคำถามที่ตอบได5หลายทาง 4. หลีกเลี่ยงคำถามที่จะทำให5ผู5ตอบเบื่อหนRาย และไมRสามารถตอบได5 5. หลีกเลี่ยงคำที่ผู5ตอบตีความแตกตRางกัน เชRน บRอย ๆ เสมอ ๆ รวย โงR


58 6. ไมRใช5คำที่เปbนการนำผู5ตอบให5ตามแนวหนึ่งแนวใด 7. ไมRเปbนคำถามที่จะทำให5ผู5ตอบเกิดความยากลำบาก หรืออึดอัดใจ 8. ไมRถามในสิ่งที่รู5แล5ว หรือวัดด5วยวิธีอื่นดีกวRา 9. ไมRถามในเรื่องที่เปbนความลับ 10. คำตอบที่ให5เลือกในข5อคำถามควรมีให5ครอบคลุม กลุRมตัวอยRางทุกคนสามารถ เลือกตอบได5ตรงความจริงตามความคิดของเขา สรุปได5วRา การสร5างแบบสอบถามความพึงพอใจต5องกำหนดจุดมุRงหมายที่ต5องการถามให5 ชัดเจน สร5างข5อคำถามให5ครอบคลุมจุดมุRงหมาย ควรใช5ข5อคำถามที่กระชับเข5าใจงRายเหมาะสมกับ ผู5ตอบ และไมRควรเปbนคำถามที่จะทำให5ผู5ตอบเกิดความลำบากใจในการตอบแบบสอบถาม การวัดความพึงพอใจ เนื่องจากความพึงพอใจเปbนทัศนคติในทางบวกของบุคคลที่มีตRอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การจะวัด ความรู5สึกความพึงพอใจจึงจำเปbนต5องสร5างเครื่องมือที่จะชRวยวัดทัศนคติ และสามารถกระทำได5หลาย วิธี ซึ่งมีนักวิชาการได5กลRาวถึงการวัดความพึงพอใจไว5ดังนี้ ชวลิต ชูกำแพง (2551 : 110-115) กลRาวถึง การวัดความพอใจหรือการวัดจิตพิสัยวRา สามารถกระทำได5ด5วย 3 วิธีการ ดังนี้ 1. การสังเกต (Observation) โดยการสังเกตการพูด การกระทำ การเขียนของนักเรียนที่ มีตRอสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นักเรียนต5องการวัด เชRน ต5องการวัดวRานักเรียนคนหนึ่งมีความสนใจตRอการเรียน มากน5อยเพียงใด ครูอาจสังเกตพฤติกรรมหรือการกระทำของนักเรียนในเรื่องตRาง ๆ เชRน การมาเรียน การตอบคำถาม การสRงงาน เปbนต5น 2. การสัมภาษณV (Interview) ด5วยการพูดคุยกับนักเรียนในประเด็นที่ครูอยากรู5 ซึ่งอาจ เปbนความรู5สึก ทัศนคติของนักเรียน เพื่อนำสิ่งที่นักเรียนพูดออกมาประเมินเกี่ยวกับลักษณะจิตพิสัย ของนักเรียนได5 3. การใช5แบบวัด (Rating Scale) ในการวัดความพึงพอใจมีแบบวัดที่นRาสนใจของลิเคิรVท (Likert’s Method) เพราะสร5างได5งRาย มีความเชื่อมั่นสูง และสามารถพัฒนาเพื่อวัดความรู5สึกได5 หลากหลาย โดยการสร5างเครื่องมือวัดเจตคติแบบนี้เปbนวิธีประเมินน้ำหนักความรู5สึกของข5อความ หลังจากเอาเครื่องมือไปสอบถามแล5ว การสร5างข5อความที่แสดงความรู5สึกตRอเปzาเจตคติจะต5องให5 ครอบคลุมและสัมพันธVซึ่งกันและกัน ข5อความจะเปbนทางบวกหมดหรือเปbนทางลบหมด หรือผสมกันก็ ได5 ซึ่งมีขั้นตอนในการสร5าง 8 ขั้นตอนดังนี้


59 3.1 เลือกชื่อเปzาเจตคติ เชRน เจตคติตRอวิชาชีพครู โดยเปzาเจคติอาจเปbนคน วัตถุ สิ่งของ องคVกร สถาบัน อาชีพ วิชา ฯลฯ แล5วแตRจะเลือกยิ่งแคบยิ่งดี ยิ่งกำหนดชRวงเวลาด5วยแล5ว การแปลผล ก็จะทำให5มีความหมายดีขึ้น 3.2 เขียนข5อความแสดงความรู5สึกตRอเปzาเจตคติ โดยวิเคราะหVให5ครอบคลุม ลักษณะ ข5อความที่แสดงความเชื่อและรู5สึกตRอเปzาที่ต5องการ ไมRเปbนการแสดงถึงความจริง มีความแจRมชัด สั้น ให5ข5อมูลเพราะตัดสินใจได5 ไมRคลุมทั้งทางบวกและทางลบ ควรหลีกเลี่ยงคำปฏิเสธซ5อน ข5อความเดียว ควรมีความเชื่อเดียว 3.3 การตรวจสอบข5อความ เปbนการตรวจสอบเพื่อดูให5แนRชัดวRาข5อความนั้นเขียนไว5 เหมาะสมดีหรือไมR การตอบจะให5ตอบวRาชอบ-ไมRชอบ ดี-ไมRดี เห็นด5วย-ไมRเห็นด5วย ควรใช5 3 มาตรา 4 มาตรา หรือ 5 มาตรา เชRน ชอบมาก ดีมาก เห็นด5วยอยRางยิ่ง เห็นด5วย ไมRชอบ ไมRดี ไมRแนRใจ 3.4 การให5น้ำหนักมี 3 วิธี คือ วิธีหาคRาน้ำหนักซิกมRา วิธีหาคRาน้ำหนักคะแนน มาตรฐาน วิธีหาคRาน้ำหนักแบบพลการ แตRในระยะหลังลิเคิรVทแนะนำให5ใช5วิธีกำหนดตัวเลขได5เลย โดยให5ตัวเลขเรียงคRาตามลำดับความสำคัญของตัวเร5า จะใช5 0 1 2 3 4 หรือ 1 2 3 4 5 หรือ -2 -1 0 1 2 ก็ได5 ทั้ง 3 แบบนี้ ความสัมพันธVเปbน 1.00 คือตัวเลขเดียวกันนั่นเอง 3.5 การตรวจสอบคุณภาพเบื้องต5น โดยต5องนำข5อความไปทดสอบกับกลุRมตัวอยRาง เมื่อ สอบเสร็จแล5วนำมาตรวจให5คะแนนแตRละข5อ แล5วนำมาหาคRาความสัมพันธV (r) ระหวRางคะแนนรายข5อ กับคะแนนรวม และทดสอบนัยสำคัญทางสถิติ โดยกำหนด ∞ = .05 หรือ ∞ = .01 3.6 การจัดแบบสอบถาม เมื่อได5ข5อคำถามที่มีอำนาจจำแนกเข5าเกณฑVแล5วพิจารณาจะ กำหนดกี่ข5อ ตามหลักการถ5าข5อความมีคุณภาพสูงมากจะใช5 10-15 ข5อ ก็ได5 แตRโดยทั่วไปแล5วจะมี ตั้งแตR 20 ข5อขึ้นไป เพราะถ5าจํานวนน5อยข5อ ความเชื่อมั่นมักจะมีคRาน5อย ความเที่ยงตรงก็ไมRดี อาจจะ เปbนเพราะข5อความแสดงความรู5สึกหรือความเชื่อตRอเปzาไมRครอบคลุมทุกอยRางในเปzา แบบสอบถาม บางฉบับจึงมีถึง 100 ข5อ การให5จำนวนข5อความควรคำนึงถึงกลุRมตัวอยRาง ระดับอายุและ ความสามารถในการอRาน ระดับเด็ก ๆ จึงไมRควรมีมากข5อจนเกินไป 3.7 การตรวจให5คะแนน การให5คะแนนให5ตามมาตราที่กำหนดแตRละข5อ ถ5าเปbน ข5อความให5เปลี่ยนมาเปbนตัวเลข ถ5าเปbนตัวเลือกแล5วก็นำตัวเลขที่พูดตอบเลือกมารวมกัน กรณี ข5อความเปbนความรู5สึกทางลบจะต5องกลับตัวเลขกันกับข5อที่ข5อความเปbนทางบวก การแปลคะแนนจะ แปลจากผลรวมของทุกข5อก็ได5 เชRน แบบทดสอบมี 10 ข5อ มี 4 มาตรา สอบเสร็จแล5วหาคะแนนเฉลี่ย ได5 25.0 คะแนน สRวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทRากับ 5.514 คะแนน จัดต5องเทียบคะแนนจากคนสอบได5 ต่ำสุด 10 คะแนน สูงสุด 40 คะแนน แตRถ5าอยากแปลผลให5เปbนตัวเลข 4 มาตรา ก็ให5เอาจำนวนข5อไป หาคะแนนเฉลี่ยและคะแนนสRวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลออกมาจะเหมือนกับคะแนนของคนสอบเพียง


60 ข5อเดียว นั่นคือ กลุRมตัวอยRางกลุRมนี้ได5คะแนนเฉลี่ย 2.50 คะแนน สRวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทRากับ 0.5514 คะเเนน 3.8 การหาคุณภาพอื่น ๆ เชRน การหาความเชื่อมั่นหาได5โดยสอบซ้ำ (Test - Retest) แบบทดสอบคูRขนาน (Alternative Forms หรือ Paral lel Forms) แบบหาความคงเส5นคงวาภายใน (Internal Consistency) สำหรับการหาคRาความเชื่อมั่นแบบคงเส5นคงวาภายในนั้น จะสอบเพียงครั้ง เดียว แล5วหาคRาความแปรปรวนของแตRละข5อ และความแปรปรวนทั้งฉบับ โดยหาคRาความเชื่อมั่น สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) บุญชม ศรีสะอาด (2556 : 74) ได5กลRาวถึงแบบสอบถามวRาเปbนเครื่องมือที่ใช5รวบรวมข5อมูล ประกอบด5วยชุดของข5อคำถามที่ต5องการให5กลุRมตัวอยRางตอบ โดยกาเครื่องหมายหรือเขียนตอบ หรือ กรณีที่กลุRมตัวอยRางอRานหนังสือไมRได5 หรืออRานได5ยาก อาจใช5วิธีสัมภาษณVตามแบบสอบถาม นิยมถาม เกี่ยวกับข5อเท็จจริง ความคิดเห็นของบุคคล ซึ่งแบบสอบถามทั่วไปจะมีโครงสร5างหรือสRวนประกอบ 3 สRวนดังนี้ 1. คำชี้แจงในการตอบ ที่ปกของแบบสอบถามจะเปbนคำชี้แจง ซึ่งมักจะระบุถึงจุดประสงคV ในการให5ตอบแบบสอบถาม หรือจุดมุRงหมายของการทำวิจัย อธิบายลักษณะของแบบสอบถาม วิธีการตอบแบบสอบถามพร5อมตัวอยRาง 2. สถานภาพสRวนตัวผู5ตอบ สRวนที่ 2 ของแบบสอบถามจะให5ตอบเกี่ยวกับรายละเอียด สRวนตัว เชRน ชื่อ-สกุล เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ฯลฯ 3. ข5อคำถามเกี่ยวกับข5อเท็จจริงและความคิดเห็น เปbนสRวนสุดท5ายและเปbนสRวนที่สำคัญ ที่สุด ซึ่งจะชRวยให5ข5อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ต5องการศึกษา เพื่อให5แบบสอบถามที่สร5างขึ้นมีคุณภาพสูง ควรยึดหลักในการสร5าง 6 ประการดังนี้ 1. กำหนดจุดมุRงหมายที่แนRนอนวRาต5องการถามอะไร 2. สร5างคำถามให5ตรงตามจุดมุRงหมายที่ตั้งไว5 และให5ครอบคลุม 3. เขียนข5อคำถามตามลำดับ ตามหัวข5อที่ได5วางโครงสร5างไว5 4. ไมRควรให5ผู5ตอบ ตอบมากเกินไป เพราะจะทำให5เบื่อไมRให5ความรRวมมือ หรือตอบโดยไมR ตั้งใจ 5. ให5ผู5ตอบแบบสอบถามมีความลำบากน5อยที่สุดในการตอบ ดังนั้นถ5าเปbนไปได5ควรใช5ข5อ คำถามแบบปลายป}ด ผู5ตอบแบบสอบถามเพียงแคRกาตอบในแบบสอบถาม 6. สร5างข5อคำถามให5มีลักษณะดี มีลักษณะ 12 ประการดังนี้ 6.1 ใช5ภาษาที่ชัดเจน เข5าใจงRาย ไมRกำกวม ไมRมีความซับซ5อน 6.2 ใช5ข5อความที่สั้น กะทัดรัด ไมRมีสRวนฟุ≥มเฟ´อย


61 6.3 เปbนข5อความที่เหมาะสมกับผู5ตอบ โดยคำนึงถึงสติปaญญา ระดับการศึกษา ความสนใจของผู5ตอบ 6.4 แตRละข5อถามเพียงปaญหาเดียว 6.5 หลีกเลี่ยงคำถามที่จะตอบได5หลายทาง 6.6 หลีกเลี่ยงคำถามที่จะทำให5ผู5ตอบเบื่อหนRาย ไมRรู5เรื่องหรือไมRสามารถตอบได5 6.7 หลีกเลี่ยงคำที่ผู5ตอบตีความแตกตRางกัน เชRน บRอย ๆ เสมอ ๆ รวย โงR ฉลาด 6.8 ไมRใช5คำถามที่เปbนการนำผู5ตอบตามแนวหนึ่งแนวใด 6.9 ไมRเปbนคำถามที่จะทำให5ผู5ตอบเกิดความลำบากใจ หรืออึดอัดใจที่จะตอบ 6.10 ไมRถามในสิ่งที่รู5แล5ว หรือวัดด5วยวิธีอื่นได5ดีกวRา 6.11 ไมRถามในเรื่องที่เปbนความลับ 6.12 คำตอบที่ให5เลือกในข5อคำถามควรมีให5ครอบคลุมกลุRมตัวอยRางทุกคน สามารถเลือก ตอบได5ตรงกับความเปbนจริงตามความคิดเห็นของเขา และบางครั้งอาจมีตอนให5เติม สรุปได5วRา การวัดความพึงพอใจเปbนการวัดทัศนคติหรือความรู5สึกของบุคคลตRอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สามารถใช5เครื่องมือวัดได5หลายวิธี เชRน การสังเกต การสัมภาษณV การใช5แบบสอบถาม ซึ่งวิธีที่นิยมใช5 วิธีหนึ่ง คือ แบบลิเคิรVท (Likert’s Scale) ซึ่งเปbนข5อความที่แสดงถึงระดับความรู5สึก 5 คำตอบ เชRน มากที่สุด มาก ปานกลาง น5อย น5อยที่สุด ซึ่งแบบสอบถามความพึงพอใจที่ดี ควรแจ5งจุดมุRงหมายของ การทำวิจัย ข5อคำถามตรงตามจุดมุRงหมายที่ตั้งไว5ใช5ภาษาที่ชัดเจน เข5าใจงRาย ไมRกำกวม และคำตอบที่ ให5เลือกคนครอบคลุมกลุRมตัวอยRางทุกคน เพราะสามารถเลือกตอบได5ตรงตามความเปbนจริง งานวิจัยที่เกี่ยวข5อง งานวิจัยในประเทศ ลภัสกร ชัยเลิศ (2551 : 84-87) ได5ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู5โดยใช5วัฏจักร 7 ขั้น เรื่อง อาหารกับสารเคมี กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรVโดยใช5วัฎจักรการเรียนรู5 7 ขั้น จากคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคRาเทRากับ 0.6309 แสดงวRานักเรียนมีความก5าวหน5าในการ เรียนร5อยละ 63.09 และวิเคราะหVจากคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรV มีคRาเทRากับ 0.6038 มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVทั้งรายด5าน 8 ด5าน และโดยรวมหลังเรียนสูงกวRา กRอนเรียน อยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดรัลสิริ สีลาดเลา (2552 : 91-92) ได5ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 โดยใช5กิจกรรมการเรียนรู5แบบวัฏจักร 7 ขั้น กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรV เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีที่


62 พบในชีวิตประจำวันกับสิ่งแวดล5อม ชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 2 พบวRา แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู5ที่สร5าง ขึ้นมีประสิทธิภาพเทRากับ 83.00/84.24 ซึ่งสูงกวRาเกณฑVที่ตั้งไว5คือ 80/80 มีคRาดัชนีประสิทธิผลของ การจัดกิจกรรมการเรียนรู5โดยใช5วัฏจักร 7 ขั้น กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรVเรื่อง ปฏิกิริยาเคมีที่ พบในชีวิตประจำวันกับสิ่งแวดล5อมที่พัฒนาขึ้น เทRากับ 0.7260 แสดงวRานักเรียนมีความก5าวหน5า ทางการเรียนหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู5โดยวัฏจักรการเรียนรู5แบบ 7 ขั้น คิดเปbนร5อยละ 72.60 นันทนา มีฤทธิ์ (2552 : 81-83) ได5ศึกษาการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู5แบบ วัฏจักร 7 ขั้น เรื่อง สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 1 พบวRาประสิทธิภาพของแผนการ จัดการเรียนรู5ที่สร5างขึ้นมีประสิทธิภาพ 79.28/76.82 ซึ่งสูงกวRาเกณฑVมาตรฐานที่ตั้งไว5มีคRาดัขนี ประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู5แบบวัฏจักร 7 ขั้น เรื่อง สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษา ปLที่ 1 มีคRาเทRากับ 0.6253 แสดงวRาผู5เรียนมีความก5าวหน5าทางการเรียนร5อยละ 62.53 และนักเรียนที่ เรียนด5วยกิจกรรมการเรียนรู5แบบวัฏจักร 7 ขั้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวRากRอนเรียน ป}ยวรรณ ประเสริฐไทย (2552 : 81-82) ได5ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดย การสอนบูรณาการแบบคูRขนานโดยกิจกรรมการเรียนรู5แบบวัฏจักร 7 ขั้น เรื่อง ลำห5วยบอง สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 2 ผลการวิจัยพบวRา นักเรียนที่ได5รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดย วิธีบูรณาการแบบคูRขนานโดยวัฏจักร 7 ขั้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุRมสาระการเรียนรู5 วิทยาศาสตรVคณิตศาสตรV และสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มีคะแนนเฉลี่ยคิดเปbนร5อยละ 79.08 ซึ่งสูงกวRาเกณฑVที่กำหนดไว5 คือร5อยละ 75 และมีจำนวนนักเรียนที่ผRานเกณฑVคิดเปbนร5อยละ 91.66 ซึ่งสูงกวRาเกณฑVที่กำหนดไว5ร5อยละ 70 จงรักษVปaญญารัตนกุลชัย (2554 : 89) ได5ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตรVและ ความสามารถในการคิดแก5ปaญหาทางวิทยาศาสตรVของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 1 ที่ได5รับการ จัดการเรียนรู5ด5วยแบบวัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น และการจัดการเรียนรู5ด5วยชุดกิจกรรมฝïกทำโครงงาน วิทยาศาสตรVพบวRา นักเรียนที่ได5รับการจัดการเรียนรู5ด5วยวัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น และนักเรียนที่ ได5รับการจัดการเรียนรู5ด5วยชุดกิจกรรมฝïกทำโครงงานวิทยาศาสตรVมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตรVแตกตRางกันอยRางมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01 จีรนันทVจันทยุทธ (2554 : 94) ได5ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจตRอการเรียนเรื่อง พันธะเคมีและการคิดวิเคราะหVของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 4 ที่เรียน แบบวัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น กับแบบปกติพบวRา นักเรียนที่เรียนแบบวัฏการเรียนรู57 ขั้น เรื่อง พันธะเคมีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจตRอการเรียน และการคิดวิเคราะหVโดยรวม และรายด5าน 3 ด5าน คือการวิเคราะหVความสำคัญ การวิเคราะหVความสัมพันธVและการวิเคราะหV หลักการ สูงกวRานักเรียนที่เรียนแบบปกติอยRางมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<0.017)


63 ดวงพร หมวกสกุล (2555 : 146) ได5ศึกษาผลการจัดการเรียนรู5โดยใช5วิธีสอนแบบวัฏจักร การสืบเสาะหาความรู5 7 ขั้น รRวมกับการใช5ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตรVที่มีตRอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตรVและความสามารถในการคิดวิเคราะหVของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปLที่ 5 ผลการวิจัย พบวRาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตรVและความสามารถในการคิดวิเคราะหVของนักเรียนที่เรียน ด5วยวิธีสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู5 7 ขั้น รRวมกับการใช5ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตรVหลังเรียน สูงกวRากRอนเรียนอยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจตRอวิธีการสอน แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู5 7 ขั้น รRวมกับการใช5ชุดกิจกรรมทางวิทยาศาสตรVอยูRในระดับ มากที่สุด ฐิติยา ดวงจิต (2555 : 57-58) ได5ศึกษาผลของการใช5ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตรVที่มีตRอ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVและความสามารถในการแก5ปaญหาทางวิทยาศาสตรVของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 1 โรงเรียนสตรีพัทลุง จังหวัดพัทลุง ผลการวิจัยพบวRาชุดกิจกรรมทางวิทยาศาสตรV เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVและความสามารถในการแก5ปaญหาทางวิทยาศาสตรV ของนักเรียนมีประสิทธิภาพ 80.14/80.56 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVของนักเรียนหลังเรียน ด5วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตรVสูงกวRากRอนเรียนอยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความสามารถ ในการแก5ปaญหาทางวิทยาศาสตรVของนักเรียนหลังเรียนด5วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตรVสูงกวRากRอนเรียน อยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สำเนียง แสงศิลา (2555 : 111-112) ได5ศึกษา การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พลังงานแสง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVขั้นพื้นฐาน และการคิดเชิงเหตุผล ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปLที่ 4 ที่เรียนด5วยกิจกรรมการเรียนรู5แบบวัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น และ กิจกรรมการเรียนรู5แบบใช5ปaญหาเปbนฐาน (PBL) พบวRานักเรียนที่เรียนด5วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู5 แบบสืบเสาะหาความรู57 ขั้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVขั้น พื้นฐานและเจตคติเชิงวิทยาศาสตรVสูงกวRานักเรียนที่เรียนด5วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู5แบบใช5ปaญหา เปbนฐาน อยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พชรพร วงษVสกุลพิน (2556 : 94-95) ได5ศึกษาผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู5แบบ วัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น เพื่อสRงเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะหVและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 2 พบวRา ความสามารถในการคิดวิเคราะหVเรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 2 หลังเรียนด5วยชุดกิจกรรมการเรียนรู5แบบวัฏจักรการเรียนรู5 7 ขั้น สูงกวRากRอนเรียนอยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แสง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 2 หลังเรียนด5วยชุดกิจกรรมการเรียนรู5แบบวัฏจักรการเรียนรู5 7 ขั้น สูงกวRากRอนเรียนอยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


64 ภาณุวัฒนV เปรมปรี (2556 : 56) ได5พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู5 เรื่องระบบนิเวศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 4 โรงเรียนประเทียบวิทยาทาน จังหวัดสระบุรี ผลการวิจัยพบวRา ชุดกิจกรรมการเรียนรู5 เรื่องระบบนิเวศ มีประสิทธิภาพ 82.98/80.53 และระดับความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีตRอการเรียนด5วยชุดกิจกรรมการเรียนรู5 เรื่องระบบนิเวศ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยูR ในระดับมากที่สุด มงคล ทะนันไธสง (2556 : 114-115) ได5พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู5 เรื่องการดํารงชีวิต ของพืช โดยใช5การเรียนรู5แบบวัฏจักรการเรียนรู5 กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรV สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปLที่ 4 ผลการวิจัยพบวRาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด5วยชุดกิจกรรม การเรียนรู5 เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช โดยใช5การเรียนรู5แบบวัฏจักรการเรียนรู5สูงกวRากRอนเรียนอยRาง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ และระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตRอการเรียนด5วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู5 เรื่องการดำรงชีวิตของพืช โดยใช5การเรียนรู5แบบวัฏจักรการเรียนรู5โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยูRในระดับมากที่สุด สุกัญญา บางปา (2556 : 76) ได5ศึกษาผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู5กลุRมสาระ การเรียนรู5วิทยาศาสตรVเรื่อง สารในชีวิตประจำวัน โดยวิธีการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น พบวRา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปLที่ 6 ภายหลังการเรียนด5วยชุดกิจกรรม การเรียนรู5กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรVเรื่อง สารในชีวิตประจำวันโดยวิธีการสอนแบบวัฏจักร การเรียนรู57 ขั้น ผRานเกณฑVร5อยละ 80 อยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนด5วยชุดกิจกรรมการเรียนรู5กลุRมสาระการเรียนรู5วิทยาศาสตรVเรื่อง สารใน ชีวิตประจำวัน โดยวิธีการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น สูงกวRากRอนเรียนอยRางมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 วิดาด หะยีตาเฮรV (2557 : 83) ได5ศึกษาผลของรูปแบบการเรียนการสอนแบบวัฏจักรการ เรียนรู5 7 ขั้น (7E) ตRอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการแก5ปaญหา และเจตคติตRอการเรียน วิชาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 4 ในสังคมพหุวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบวRานักเรียนมีคะแนน เฉลี่ยร5อยละของผลของสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีหลังการเรียน โดยใช5รูปแบบการเรียนการสอน แบบวัฏจักรการเรียนรู5 7 ขั้น (7E) เทRากับร5อยละ 74.50 ซึ่งสูงกวRาเกณฑVที่กำหนดคือร5อยละ 70 และจัดอยูRในเกณฑVที่มีความสามารถระดับดี นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร5อยละของความสามารถในการ แก5ปaญหาวิชาทางเคมีหลังการเรียน เทRากับร5อยละ 71.51 ซึ่งสูงกวRาเกณฑVที่กำหนดคือร5อยละ 70 และหลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยเจตคติตRอการเรียนวิชาเคมี โดยใช5รูปแบบการเรียนการสอนแบบ วัฏจักรการเรียนรู5 7 ขั้น (7E) สูงกวRากRอนการทดลองอยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


65 งานวิจัยตRางประเทศ Blackburn-Morrison (2006 : 2817-A) ได5ศึกษาปaญหาและประสิทธิผลจากการนำวิธีการ ทางวิทยาศาสตรVแบบสืบเสาะหาความรู5ไปใช5เปbนพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอนของครูใน โรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อศึกษาความแตกตRางในการใช5วิธีการทางวิทยาศาสตรVแบบสืบเสาะหาความรู5 เปbนเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนของกลุRมตัวอยRางซึ่งเปbนครู จำนวน 3 คน โดยนำวิธีการสอน แบบสืบเสาะหาความรู5ไปใช5กับนักเรียนมัธยมศึกษาที่เรียนวิชาวิทยาศาสตรVในแตRละสาขาวิชาแตกตRาง กัน พบวRา กลุRมตัวอยRางที่นำวิธีการเรียนวิทยาศาสตรVแบบสืบเสาะหาความรู5ไปใช5ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนได5เปbนอยRางดี ประสิทธิผลของการนำวิธีการทางวิทยาศาสตรVแบบสืบเสาะหาความรู5 ไปใช5เปbนเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน สามารถกระตุ5นนักเรียนได5เปbนอยRางดี นักเรียนนำ ความรู5และประสบการณVที่ดีไปใช5ในการแนะนำนักเรียนที่อยูRในระดับต่ำกวRาได5 Courtade (2007 : unpaged) ได5ศึกษาเกี่ยวกับผลของการฝïกอบรมครูในการสอนแบบ สืบเสาะที่มีตRอนักเรียนที่เรียนอRอน ผลจากการวิจัยชี้ให5เห็นถึงความสัมพันธVระหวRางการสอนแบบ สืบเสาะและความสามารถของครูในการสอนนักเรียนที่เรียนอRอนในวิชาวิทยาศาสตรV โดยใช5วิธีการ สืบเสาะ นอกจากนี้ยังพบวRาการสอนแบบสืบเสาะและการเพิ่มทักษะของนักเรียนมีความเกี่ยวข5องกัน ซึ่งการสอนแบบสืบเสาะทำให5ครูต5องพยายามค5นคว5าเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตรVให5มากขึ้น และนักเรียน บางคนยังสามารถได5ความรู5วิทยาศาสตรVใหมR หลังจากที่ครูได5รับการอบรมวิธีการสอนแบบสืบเสาะ สุดท5าย ผลการประเมินชี้วRาระดับความพึงพอใจตRอรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะและผลที่ได5รับอยูRใน ระดับมาก Kanli (2008 : 91-125) ได5ศึกษาผลของการเรียนแบบวัฏจักรการเรียนรู5 7 ขั้น และการ เรียนปกติ ที่มีตRอการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียน กลุRมตัวอยRางที่ใช5ในการศึกษา คือ นักศึกษาชั้นปLที่ 1 จำนวน 81 คน ที่กำลังเรียนใน มหาวิทยาลัยกาไซ ประเทศตุรกี โดยแบRงเปbนกลุRมทดลอง จำนวน 43 คน และกลุRมควบคุม 38 คน เครื่องมือที่ใช5ในการวิจัย คือ แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVและแบบวัดความคิด รวบยอด เรื่อง แรง ผลการวิจัย พบวRา นักเรียนกลุRมทดลองที่เรียนแบบวัฏจักรการเรียนรู5 7 ขั้น มี คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวRานักเรียนกลุRมควบคุมที่ เรียนแบบปกติ อยRางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 Selahattin (2012 : 11) ได5ศึกษาผลของคอมพิวเตอรVชRวยสอนและตามรูปแบบวัฏจักร การเรียนรู57 ขั้น ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิตสตVที่มีตRอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษา กลุRมตัวอยRาง คือนักเรียนในโรงเรียนมัธยมเอกชนในตุรกีกลุRมแรกนักเรียนมี คะแนนทดสอบกRอนเรียนและเจตคติไมRแตกตRางกัน สRวนกลุRมที่ได5รับการสอนโดยใช5คอมพิวเตอรVชRวย


66 สอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู57 ขั้น ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิตสตVพบวRาการทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนซึ่งประกอบด5วย 29 คำถาม ที่เกี่ยวข5องกับเรื่องของไฟฟzาสถิตผลการวิเคราะหVทางสถิติ พบวRา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความแตกตRางในระดับความรู5และความเข5าใจของพุทธิพิสัย(P < .05) และการตรวจสอบผลของวิธีการเรียนการสอนเกี่ยวของกับเจตคติพบวRา นักเรียนมีเจตคติตRอการเรียน การสอนฟ}สิกสVที่ได5รับการเรียนการสอนที่แตกตRางกันไมRแตกตRางกัน จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข5องทั้งงานวิจัยภายในประเทศและตRางประเทศ พบวRา ชุดกิจกรรมการเรียนรู5แบบสืบเสาะหาความรู5 7 ขั้น เปbนรูปแบบที่สามารถสRงเสริมและพัฒนานักเรียน ในด5านความสามารถในการคิดวิเคราะหVทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVและผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนได5ดีเพราะมีขั้นตอนในการจัดกิจกรรมชัดเจน กระบวนการจัดกิจกรรมแตRละขั้น เป}ดโอกาสให5 นักเรียนฝïกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVและสRงเสริมให5นักเรียนได5แสดงความคิดเห็นอยRางมี เหตุมีผล ซึ่งรูปแบบการสอนนี้นRาจะนำมาเปbนแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู5เพื่อพัฒนา นักเรียนในด5านการคิดวิเคราะหVทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรVขั้นพื้นฐาน และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนให5สูงขึ้นได5


67 บทที่3 วิธีดำเนินการศึกษาค4นคว4า การศึกษาค)นคว)าในครั้งนี้ผู)ศึกษาได)กำหนดวิธีการดำเนินการ และนำเสนอเป@นลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุFมตัวอยFาง 2. เครื่องมือที่ใช)ในการศึกษาค)นคว)า 3. การสร)างเครื่องมือและหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. วิธีดำเนินการเก็บรวบรวมข)อมูล 5. การจัดกระทำและวิเคราะหWข)อมูล 6. สถิติที่ใช)ในวิเคราะหWข)อมูล ประชากรและกลุ,มตัวอย,าง 1. ประชากร ได)แกF นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปZการศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวนทั้งหมด 4 ห)อง จำนวน 135 คน 2. กลุFมตัวอยFาง ได)แกF นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5/7 ภาคเรียนที่ 1 ปZการศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย จังหวัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวน 1 ห)อง จำนวน 37 คน ได)มาจากการสุFมแบบกลุFม (Cluster Random Sampling) เนื่องจาก นักเรียนแตFละห)องมีความสามารถไมFแตกตFางกัน เครื่องมือที่ใช;ในการศึกษาค;นคว;า เครื่องมือที่ใช)ในครั้งนี้มี 4 ชนิด ได)แกF 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 จำนวน 9 ชุด ดังนี้ 1.1 ชุดที่ 1 สารละลายอิเล็กโทรไลตWและนอนอิเล็กโทรไลตW 1.2 ชุดที่ 2 ทฤษฎีกรด-เบส 1.3 ชุดที่ 3 การแตกตัวของกรดและเบส


68 1.4 ชุดที่ 4 การแตกตัวเป@นไอออนของน้ำ 1.5 ชุดที่ 5 pH ของสารละลาย 1.6 ชุดที่ 6 อินดิเคเตอรWสำหรับกรด-เบส 1.7 ชุดที่ 7 ปฏิกิริยาของกรดและเบส 1.8 ชุดที่ 8 สารละลายบัฟเฟอรW 1.9 ชุดที่ 9 การไทเทรตกรด-เบส 2. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 จำนวน 9 แผน ใช)เวลาสอนทั้งหมด 27 ชั่วโมง 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ชนิด 4 ตัวเลือก เพื่อใช)วัดความสามารถในการเรียนรู)ของนักเรียนที่ผู)ศึกษาสร)างขึ้น จำนวน 40 ข)อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตFอการใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตาม กระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 แบFงระดับความพึงพอใจเป@น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น)อย น)อยที่สุด จำนวน 17 ข)อ การสร;างเครื่องมือและหาคุณภาพของเครื่องมือ ผู)ศึกษาได)ดำเนินการสร)างเครื่องมือที่ใช)ในการวิจัยโดยมีขั้นตอนในการสร)าง ดังนี้ 1. การสร)างชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส มีขั้นตอนการสร)างและหาคุณภาพดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักการ/แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข)องกับสาระการเรียนรู)วิทยาศาสตรWตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รูปแบบของการสร)างชุดกิจกรรม และ กิจกรรมการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น 1.2 ศึกษาหลักสูตร จุดมุFงหมายหลักสูตร สาระและมาตรฐานการเรียนรู) สาระ การเรียนรู) ผลการเรียนรู)โครงสร)างเวลาเรียน คำอธิบายรายวิชา และขอบขFายของเนื้อหากลุFมสาระ การเรียนรู)วิทยาศาสตรWชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.3 วิเคราะหWความสัมพันธWของเนื้อหา ผลการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู)และ เวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส แสดงตามตารางที่ 2


69 ตารางที่3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง 1. บอกสมบัติของ สารละลาย อิเล็กโทรไลตW สารละลายนอน อิเล็กโทรไลตW และ ระบุประเภทของ สารอิเล็กโทรไลตWได) ชุดที่ 1 สารละลาย อิเล็กโทรไลตW และนอนอิเล็กโทรไลตW - สมบัติของ สารละลาย อิเล็กโทรไลตW - สมบัติของ สารละลายนอน อิเล็กโทรไลตW - ประเภทของ สารอิเล็กโทรไลตW - จำแนกประเภทของ สารละลายโดยใช)การเปลี่ยนสี กระดาษลิตมัสและการนำ ไฟฟ|าเป@นเกณฑWได) - อธิบายเหตุผลที่สารละลาย อิเล็กโทรไลตWนำไฟฟ|าได) - สรุปสมบัติของสารละลาย อิเล็กโทรไลตWและสารละลาย นอนอิเล็กทรไลตWพร)อมทั้งระบุ ได)วFาสารใดเป@นอิเล็กโทรไลตW แกF อิเล็กโทรไลตWอFอน หรือ นอนอิเล็กโทรไลตWได) - นำความรู)เกี่ยวกับ สารละลายอิเล็กโทรไลตWและ นอนอิเล็กโทรไลตWไปใช) ประโยชนWในชีวิตประจำวัน 2 2. อธิบายการ เปลี่ยนแปลงเมื่อ กรดหรือเบส ละลายในน้ำ พร)อม ทั้งระบุชนิดของ ไอออนที่ทำ ให)สารละลายแสดง สมบัติเป@นกรดหรือ เบส ชุดที่ 2 ทฤษฎี กรด-เบส - ไอออนที่ทำให) สารละลายแสดง สมบัติเป@นกรด หรือเบส - ความหมายของ กรดและเบสตาม ทฤษฎีกรด-เบส ของอารWเรเนียส - สืบค)น อภิปรายและระบุชนิด ของไอออนที่ทำให)สารละลาย แสดงสมบัติเป@นกรดหรือเบสได) - อธิบายความหมายของกรด และเบสตามทฤษฎีกรด-เบส ของอารWเรเนียส เบรินสเตดลาวรี และลิวอิสได) - บอกได)วFาสารใดเป@นกรดและ สารใดเป@นเบสตามทฤษฎี 2


70 ตารางที่3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส (ตFอ) ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง 3. อธิบาย ความหมายของ กรดและเบสตาม ทฤษฎีกรด-เบส อารWเรเนียส เบรินเสตด-ลาวรี และลิวอิส พร)อม ทั้งอธิบายสมบัติ ของกรดหรือเบส ตามทฤษฎี กรด-เบสเหลFานี้ 4. ระบุโมเลกุลหรือ ไอออนที่เป@นคูF กรด-เบสใน ปฏิกิริยาตาม ทฤษฎีกรด-เบส เบรินเสตด-ลาวรีได) ชุดที่ 2 ทฤษฎี กรด-เบส เบรินสเตด-ลาวรี และลิวอิส - สมบัติของกรด หรือเบสตาม ทฤษฎีกรด-เบส - โมเลกุลหรือ ไอออนที่เป@นคูF กรด-เบสใน ปฏิกิริยาตาม ทฤษฎีกรด-เบส เบรินเสตด-ลาวรี กรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี จากปฏิกิริยาที่กำหนดให) - อธิบายเหตุผลที่สารบางชนิด แสดงสมบัติเป@นทั้งกรดและ เบส รวมทั้งเขียนสมการแสดง การถFายโอนโปรตอนได) - อธิบายความหมายของคูF กรด-เบส และระบุคูFกรด-เบส ในปฏิกิริยาที่กำหนดให)ได) - บอกความแตกตFางของ จำนวนโปรตอนของสารที่เป@นคูF กรด-เบสกัน พร)อมทั้งเขียน สมการแสดงปฏิกิริยาการถFาย โอนโปรตอนของสารได) - นำความรู)เกี่ยวกับสารละลาย กรด, สารละลายเบสและ ทฤษฎีกรด-เบสไปใช)ประโยชนW ในชีวิตประจำวัน 5. อธิบาย ความสามารถใน การแตกตัวของ กรดแกF เบสแกF กรดอFอน เบสอFอน รวมทั้งคำนวณหา คFาร)อยละของ ชุดที่ 3 การ แตกตัวของ กรดและเบส - ความสามารถ ในการแตกตัว ของกรดแกF เบส แกF กรดอFอน เบสอFอน - คำนวณหาคFา ร)อยละของ - อธิบายการแตกตัวของกรด แกF เบสแกF กรดอFอน และเบส อFอน พร)อมทั้งเขียนสมการ การแตกตัวเป@นไอออนได) - คำนวณหาความเข)มข)นของ ไอออนในสารละลายกรดแกF และเบสแกFได) 4


71 ตารางที่ 3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส (ตFอ) ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง การแตกตัวและ คFาคงที่การแตกตัว ของกรดอFอนหรือ เบสอFอน 6. เปรียบเทียบ ปริมาณการแตกตัว ของกรดหรือเบส และคำนวณหา ความเข)มข)นของ H3O+ และ OHโดยใช)คFาคงที่การ แตกตัวของกรด และเบส การแตกตัวและ คFาคงที่การแตก ตัวของกรดอFอน หรือเบสอFอน - เปรียบเทียบ ปริมาณการแตก ตัวของกรดหรือ เบส - คำนวณหา ความเข)มข)นของ H3O+ และ OHโดยใช)คFาคงที่การ แตกตัวของกรด และเบส - คำนวณหาความเข)มข)นของ ไอออนในสารละลาย เมื่อทราบ คFาคงที่การแตกตัวของกรดหรือ เบสได) - คำนวณคFาคงที่การแตกตัว และร)อยละการแตกตัวของกรด อFอนและเบสอFอนได) - เปรียบเทียบความสามารถใน การแตกตัวเป@นไอออนของกรด และเบส โดยพิจารณาจาก คFาคงที่การแตกตัวของกรดและ เบสได) - นำความรู)เกี่ยวกับการแตกตัว ของกรดและเบสไปใช) ประโยชนWในชีวิตประจำวัน 7. อธิบายการ เปลี่ยนแปลงภาวะ สมดุลของน้ำเมื่อ เติมกรดหรือเบส พร)อมทั้งคำนวณหา ความเข)มข)นของ H3O+ และ OH- ใน สารละลายได) ชุดที่ 4 การ แตกตัวเป@น ไอออนของน้ำ - การ เปลี่ยนแปลง ภาวะสมดุลของ น้ำเมื่อเติมกรด หรือเบส - คำนวณหา ความเข)มข)นของ H3O+ และ OHในสารละลาย - บอกความสัมพันธWของคFาคงที่ การแตกตัวของน้ำ ความ เข)มข)นของ H3O+ กับ OHในน้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ 25 o C - อธิบายผลการรบกวนสมดุล ของน้ำ เมื่อเติมกรดหรือเบสลง ในน้ำได) - คำนวณความเข)มข)นของ H3O+ หรือ OHในน้ำ เมื่อเติม กรดหรือเบสลงไป 2


72 ตารางที่3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส (ตFอ) ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง - ความสัมพันธW ระหวFางคFา Ka และ Kb ของคูF กรดเบส - บอกความเข)มข)นของ H3O+ หรือ OHในสารละลายกรด หรือสารละลายเบสได) - บอกความสัมพันธWระหวFางคFา Ka และ Kb ของคูFกรดเบสได) - นำความรู)เกี่ยวกับการแตกตัว เป@นไอออนของน้ำไปใช) ประโยชนWในชีวิตประจำวัน 8. คำนวณหาคFา pH ของสารละลาย เมื่อทราบคFาความ เข)มข)นของ H3O+ และ OH- และบอก ความเป@นกรด-เบส ของสารละลายใน สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล)อมจากคFา pH ชุดที่ 5 pH ของสารละลาย - คำนวณหา คFา pH ของ สารละลายเมื่อ ทราบคFาความ เข)มข)นของ H3O+ และ OH- - บอกความเป@น กรด-เบสของ สารละลายเมื่อ ทราบคFา pH - บอกความสัมพันธWระหวFาง pH กับความเข)มข)นของไฮโดร เนียมไอออนหรือความเข)มข)น ของไฮดรอกไซดWไอออนได) - คำนวณคFา pH ของ สารละลาย เมื่อทราบความ เข)มข)นของไฮโดรเนียมไอออน หรือความเข)มข)นของไฮดรอก ไซดWไอออนได) - ระบุความเป@นกรด-เบสของ สารละลายเมื่อทราบ pH ได) - นำความรู)เกี่ยวกับ pH ของ สารละลายไปใช)ประโยชนWใน ชีวิตประจำวัน 2


73 ตารางที่ 3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส (ตFอ) ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง 9. อธิบายเหตุผลที่ ทำให)อินดิเคเตอรW เปลี่ยนสี และใช) ชFวงของการเปลี่ยน สีของอินดิเคเตอรW บอกคFา pH หรือ ความเป@นกรด-เบส ของสารละลายได) ชุดที่ 6 อินดิเคเตอรW สำหรับ กรด-เบส - สมบัติของ อินดิเคเตอรW สำหรับกรด-เบส - ทำนายสีของ สารละลายเมื่อ ทราบ pH ของ สารละลาย - ใช)ชFวงของการ เปลี่ยนสีของ อินดิเคเตอรW บอกคFา pH - ใช)ชFวงของการ เปลี่ยนสีของ อินดิเคเตอรW บอกความเป@น กรด-เบสของ สารละลาย - บอกสมบัติของอินดิเคเตอรW สำหรับกรด-เบสได) - อธิบายเหตุผลที่ทำให) อินดิเคเตอรWเปลี่ยนสีได) - ทำนายสีของสารละลาย เมื่อทราบ pH ของสารละลาย และชนิดของอินดิเคเตอรWที่ใช) ทดสอบ - ประมาณคFา pH และบอก ความเป@นกรด-เบสของ สารละลาย เมื่อทราบสีที่ เปลี่ยนและชFวง pH ที่เปลี่ยน สีของอินดิเคเตอรWได) - นำความรู)เกี่ยวกับ อินดิเคเตอรWสำหรับกรด-เบส ใช)ประโยชนWในชีวิตประจำวัน 3 10. อธิบายการเกิด เกลือจากปฏิกิริยา ระหวFางกรดกับเบส พร)อมทั้งเขียน สมการแสดง ปฏิกิริยาและบอก สมบัติของเกลือที่ เกิดขึ้นได) ชุดที่ 7 ปฏิกิริยาของ กรดและเบส - การเกิดเกลือ จากปฏิกิริยา ระหวFางกรดกับ เบส - สมบัติของเกลือ - ปฏิกิริยาการ สะเทิน - อธิบายการเกิดปฏิกิริยา ระหวFางกรดกับเบสได) - อธิบายความหมายของเกลือ และวิธีการเตรียมเกลือจาก ปฏิกิริยาระหวFางกรดกับเบสได) - อธิบายความหมายของ ปฏิกิริยาสะเทิน ปฏิกิริยา 4


74 ตารางที่ 3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส (ตFอ) ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง 11. อธิบาย ความหมายของ ปฏิกิริยาการ สะเทิน พร)อมทั้ง เขียนสมการแสดง ปฏิกิริยาได) 12. อธิบายการ เกิดปฏิกิริยา ไฮโดรลิซิสของ เกลือในน้ำและ เขียนสมการแสดง ปฏิกิริยา ตลอดจนคำนวณ ปริมาณของ H3O+ , OH- และ pH ของ สารละลายเกลือได) - เกิดปฏิกิริยา ไฮโดรลิซิสของ เกลือในน้ำ - คำนวณปริมาณ ของ H3O+ , OHและ pH ของ สารละลายเกลือ ไฮโดรไลซิสพร)อมทั้งเขียน สมการได) - ระบุได)วFาเกลือชนิดใด เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส พร)อม ทั้งบอกสมบัติความเป@นกรดเบสของสารละลายของเกลือ ชนิดนั้นได) - คำนวณปริมาณของ H3O+ , OH- และ pH ของสารละลาย เกลือได) - นำความรู)เกี่ยวกับปฏิกิริยา ของกรดและเบสไปใช) ประโยชนWในชีวิตประจำวัน 13. อธิบายการ เปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นเมื่อเติมกรด หรือเบสลงใน สารละลาย บัฟเฟอรW และเขียน สมการแสดง ปฏิกิริยาการ ควบคุม pH ของ ชุดที่ 8 สารละลาย บัฟเฟอรW - ความหมายของ สารละลาย บัฟเฟอรW - สFวนประกอบ ของสารละลาย บัฟเฟอรW - สมบัติของ สารละลาย บัฟเฟอรW - อธิบายความหมายของ สารละลายบัฟเฟอรWได) - บอกสFวนประกอบของ สารละลายบัฟเฟอรWได) - อธิบายสมบัติของสารละลาย บัฟเฟอรWได) - อธิบายการเปลี่ยนแปลงคFา pH ของสารละลายบัฟเฟอรW 3


75 ตารางที่ 3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส (ตFอ) ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง สารละลาย บัฟเฟอรWตลอดจน คำนวณคFา pH ของสารละลาย บัฟเฟอรWได) - คำนวณคFา pH ของสารละลาย บัฟเฟอรW เมื่อเติมกรดหรือเบสลงไป เล็กน)อยได) - คำนวณคFา pH ของ สารละลายบัฟเฟอรWได) - นำความรู)เกี่ยวกับสารละลาย บัฟเฟอรWไปใช)ประโยชนWใน ชีวิตประจำวัน 14. อธิบายวิธี การไทเทรต การเลือกใช) อินดิเคเตอรWที่ เหมาะสมในการ ไทเทรตกรด-เบส ตลอดจนคำนวณ หาความเข)มข)นของ สารละลายจากการ ไทเทรต 15. เขียนกราฟของ การไทเทรตและหา จุดสมมูลจากกราฟ พร)อมทั้งบอกคFา pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูล ชุดที่ 9 การ ไทเทรต กรด-เบส - ความหมายของ การไทเทรต - ความหมายของ สารละลาย มาตรฐานะ จุดสมมูล และ จุดยุติ - วิธีการไทเทรต - การเลือกใช) อินดิเคเตอรWที่ เหมาะสมในการ ไทเทรตกรด-เบส - คำนวณ ความเข)มข)น และคFา pH ของ สารละลาย จาก การไทเทรต - บอกความหมายของการ ไทเทรต สารละลายมาตรฐาน และจุดสมมูลได) - ทำการไทเทรตเพื่อหาจุดยุติ และจุดสมมูลได) - คำนวณหาปริมาณกรดหรือ เบสที่ทำปฏิกิริยากัน โดย พิจารณาจากกราฟของการ ไทเทรตได) - ระบุประเภทของกรด-เบสที่ ทำปฏิกิริยากัน โดยพิจารณา จากกราฟของการไทเทรตได) - ทำนายคFา pH ของ สารละลาย โดยประมาณ ณ จุดยุติ จากการไทเทรต กรด-เบสแตFละคูFที่กำหนดให)ได) - หาจุดสมมูลคFา pH และ ปริมาตรของสารละลายกรด 5


76 ตารางที่ 3 การวิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางผลการเรียนรู) สาระการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู) และเวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส (ตFอ) ผลการเรียนรู; ชุดกิจกรรม การเรียนรู; สาระการเรียนรู; จุดประสงคLการเรียนรู; จำนวน ชั่วโมง - กราฟของการ ไทเทรต หรือเบส ณ จุดสมมูลจากกราฟ ของการไทเทรตที่กำหนดให)ได) - เลือกอินดิเคเตอรWที่เหมาะสม สำหรับการไทเทรตกรด-เบส แตFละคูFที่กำหนดให)และบอก เหตุผลได) - นำหลักการไทเทรต กรด-เบสไปใช)ประโยชนWใน ชีวิตประจำวันได) 1.4 กำหนดโครงเรื่องเนื้อหาให)มีความสอดคล)องกับมาตรฐานการเรียนรู)และ ผลการเรียนรู)ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตลอดจนการวัดและประเมินผล แล)วสร)างชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 โดยแบFงเนื้อหาออกเป@น 9 ชุด ซึ่งใช)เวลาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู)จำนวน 27 ชั่วโมง (ไมFรวมเวลาที่ใช)ในการทดสอบกFอนเรียนและทดสอบหลังเรียน) ดังนี้ 1.4.1 ชุดที่ 1 สารละลายอิเล็กโทรไลตWและนอนอิเล็กโทรไลตWจำนวน 2 ชั่วโมง 1.4.2 ชุดที่ 2 ทฤษฎีกรด-เบส จำนวน 2 ชั่วโมง 1.4.3 ชุดที่ 3 การแตกตัวของกรดและเบส จำนวน 4 ชั่วโมง 1.4.4 ชุดที่ 4 การแตกตัวเป@นไอออนของน้ำ จำนวน 2 ชั่วโมง 1.4.5 ชุดที่ 5 pH ของสารละลาย จำนวน 2 ชั่วโมง 1.4.6 ชุดที่ 6 อินดิเคเตอรWสำหรับกรด-เบส จำนวน 3 ชั่วโมง 1.4.7 ชุดที่ 7 ปฏิกิริยาของกรดและเบส จำนวน 4 ชั่วโมง 1.4.8 ชุดที่ 8 สารละลายบัฟเฟอรWจำนวน 3 ชั่วโมง 1.4.9 ชุดที่ 9 การไทเทรตกรด-เบส จำนวน 5 ชั่วโมง


77 1.5 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ที่สร)างขึ้น มาวิเคราะหW เพื่อพิจารณาตรวจทานความ ถูกต)องของจุดประสงคWการเรียนรู) กิจกรรม และการวัดผลประเมินผล แล)วนำไปปรับปรุง 1.6 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ที่สร)างขึ้นเสนอตFอผู)เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ทFาน เพื่อประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรม ซึ่งผู)เชี่ยวชาญประกอบด)วย 1.6.1 ดร.ธีระชาติ ลี้ประเสริฐ วุฒิการศึกษา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา เคมี ตำแหนFง รองหัวหน)าภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรW ผู)เชี่ยวชาญด)านเนื้อหาวิชาเคมี 1.6.2 ดร.สุมนมาลยW จันทรWเอี่ยม วุฒิการศึกษา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา เคมี วิเคราะหW ตำแหนFง อาจารยW ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู)เชี่ยวชาญด)านเนื้อหาวิชาเคมี 1.6.3 นางสาวพรรณนภา กำบัง วุฒิการศึกษา ศึกษาศาสตรWมหาบัณฑิต สาขา การสอนวิทยาศาสตรWตำแหนFง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ผู)เชี่ยวชาญ ด)านการจัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู) 1.6.4 นางสาวรักเกล)า ฉัตรจินดากุล วุฒิการศึกษา การศึกษาบัณฑิต สาขา วิทยาศาสตรW (เคมี) ตำแหนFง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ผู)เชี่ยวชาญ ด)านการจัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู) 1.6.5 นางสาวสุภาณีอินทรอักษร วุฒิการศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต สาขา การวัดผลการศึกษา ตำแหนFง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ผู)เชี่ยวชาญด)าน การวัดผลประเมินผล 1.7 ผู)เชี่ยวชาญตรวจสอบและพิจารณาชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู) แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 จากแบบประเมินชนิด มาตราสFวนประมาณคFา (Rating scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิรWท (Likert) (บุญชม ศรีสะอาด. 2556 : 121) โดยถือเกณฑWประเมิน ดังนี้ ระดับคะแนนเฉลี่ย เกณฑWการประเมิน 4.51-5.00 เหมาะสมมากที่สุด 3.51-4.50 เหมาะสมมาก 2.51-3.50 เหมาะสมปานกลาง 1.51-2.51 เหมาะสมน)อย 1.00-1.50 เหมาะสมน)อยที่สุด 1.8 นำผลการประเมินของผู)เชี่ยวชาญมาวิเคราะหWหาคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู) ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5


78 พบวFาชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 มีระดับคะแนนเฉลี่ย เทFากับ 4.51 หมายถึง ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตาม กระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 มีความเหมาะสมมากที่สุด 1.9 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 มาปรับปรุงแก)ไขตามข)อเสนอแนะของผู)เชี่ยวชาญ และนำไปทดลองใช) เพื่อหาประสิทธิภาพซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1.9.1 ทดลองใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5/8 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ปZการศึกษา 2560 โดยจับสลากนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ปานกลาง และต่ำ อยFางละ 1คน รวม 3คน โดยให)นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากนั้นให)นักเรียนทดลองใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ทั้ง 9ชุด แล)วให)นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกครั้ง ซึ่งผู)ศึกษาได)สังเกตพฤติกรรมอยFางใกล)ชิดและมีการจดบันทึกข)อบกพรFอง รวมทั้งข)อสงสัยตFาง ๆ ของนักเรียนเพื่อนำผลมาปรับปรุงและแก)ไขซึ่งพบข)อบกพรFองของชุดกิจกรรม การเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส ดังนี้ กิจกรรมที่ กำหนดให)มีมากเกินไป ไมFนFาสนใจ เนื้อหาบางตอนนักเรียนไมFเข)าใจ เพราะภาษาที่ใช)ไมFเหมาะสม และไมFมีภาพประกอบคำบรรยาย ตลอดจนนักเรียนต)องการให)มีภาพการWตูน ผลการหา ประสิทธิภาพ พบวFา ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 จำนวน 9 ชุด เทFากับ 64.94/65.83 ซึ่งไมFถึงเกณฑW มาตรฐานที่ตั้งไว) คือ 80/80 จึงนำข)อบกพรFอง ตFาง ๆ ไปปรับปรุงแก)ไข 1.9.2 ทดลองกลุFมยFอย โดยทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5/8 โรงเรียน สตรีศรีสุริโยทัย ปZการศึกษา 2560 โดยสุFมจับสลากนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ปานกลาง และต่ำ อยFางละ 4 คน จำนวน 12 คน โดยให)นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากนั้นจึงให)นักเรียนทดลองใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหา ความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 จำนวน 9 ชุด แล)วให)นักเรียนทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกครั้ง ซึ่งผู)ศึกษาได)สังเกตพฤติกรรมอยFางใกล)ชิดเพื่อหาความ เหมาะสมของเวลาที่ใช)ในการเรียนการทำกิจกรรม ภาษาที่ใช) เนื้อหาที่ใช)และความเหมาะสมด)านอื่น ๆ ของชุดกิจกรรมการเรียนรู)และเพื่อหาประสิทธิภาพ ผลการทดลอง พบวFา กิจกรรมในบางชุด ไมFดึงดูดความสนใจนักเรียน การใช)ภาษาในบางชุดยังไมFเหมาะสม ผลการหาประสิทธิภาพ พบวFา ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส


79 วิชา เคมี3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 จำนวน 9ชุด เทFากับ 75.32/75.00ซึ่งไมFถึงเกณฑWมาตรฐานที่ตั้งไว) คือ 80/80 จึงนำข)อบกพรFองตFาง ๆ ไปปรับปรุงแก)ไข 1.9.3 ทดลองกลุFมใหญF โดยทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5/6 โรงเรียน สตรีศรีสุริโยทัย ปZการศึกษา 2560 รวมทั้งสิ้น 30 คน เพื่อหาความเหมาะสมของเวลาที่ใช)ในการเรียน การทำกิจกรรม ภาษาที่ใช)และความเหมาะสมด)านอื่น ๆ ของชุดกิจกรรมการเรียนรู)และเพื่อหา ประสิทธิภาพ โดยให)นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากนั้นให)นักเรียนทดลอง ใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ทั้ง 9ชุด แล)วให)นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อีกครั้ง พบวFา ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 จำนวน 9 ชุด เทFากับ 82.41/81.08 ซึ่งสูงกวFาเกณฑW มาตรฐานที่ตั้งไว) คือ 80/80 แสดงวFา ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหา ความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ทั้ง 9 ชุด มีประสิทธิภาพตามเกณฑW 1.9.4 จัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 เป@นฉบับสมบูรณWเพื่อนำไปทดลองใช)จริงกับกลุFม ตัวอยFางเพื่อหาประสิทธิภาพตFอไป 2. การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 มีขั้นตอนการสร)างและหาคุณภาพดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักการ/แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข)องกับสาระการเรียนรู)วิทยาศาสตรW ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2 ศึกษาหลักสูตร จุดมุFงหมายหลักสูตร สาระและมาตรฐานการเรียนรู)สาระ การเรียนรู) ผลการเรียนรู)โครงสร)างเวลาเรียน คำอธิบายรายวิชา และขอบขFายของเนื้อหากลุFมสาระ การเรียนรู)วิทยาศาสตรWชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อกำหนดขอบเขตและความครอบคลุมของเนื้อหา ตลอดจนการวัดผลและประเมินผล 2.3 ศึกษาวิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรู)โดยใช)การเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น 2.4 วิเคราะหWความสัมพันธWของเนื้อหา ผลการเรียนรู) จุดประสงคWการเรียนรู)และ เวลาเรียน เรื่อง กรด-เบส 2.5 สร)างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู)โดยใช)การจัดกิจกรรมการเรียนรู)แบบสืบเสาะ หาความรู) 7 ขั้น จำนวน 9 แผน ใช)เวลาเรียน 27 ชั่วโมง ซึ่งมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 3


80 ตารางที่4 การจัดแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู) เนื้อหา และเวลาที่ใช)ในการสอน ชื่อแผน เวลา (ชั่วโมง) 1. สารละลายอิเล็กโทรไลตWและนอนอิเล็กโทรไลตW 2 2. ทฤษฎีกรด-เบส 2 3. การแตกตัวของกรดและเบส 4 4. การแตกตัวเป@นไอออนของน้ำ 2 5. pH ของสารละลาย 2 6. อินดิเคเตอรWสำหรับกรด-เบส 3 7. ปฏิกิริยาของกรดและเบส 4 8. สารละลายบัฟเฟอรW 3 9. การไทเทรตกรด-เบส 5 รวม 27 2.6 นำแผนการจัดการเรียนรู)ที่สร)างขึ้นเสนอตFอผู)เชี่ยวชาญ ซึ่งเป@นผู)เชี่ยวชาญชุดเดิม ตรวจสอบความถูกต)องและพิจารณาความเหมาะสม ความสอดคล)องของสาระการเรียนรู)และ ผลการเรียนรู) ซึ่งผู)เชี่ยวชาญได)ประเมินแผนการจัดการเรียนรู)โดยใช)มาตราสFวนประมาณคFา (Rating Scale) 5 ระดับ คือ เหมาะสมมากที่สุด เหมาะสมมาก เหมาะสมปานกลาง เหมาะสมน)อย และเหมาะสมน)อยที่สุด 2.7 นำคะแนนที่ได)จากการประเมินของผู)เชี่ยวชาญ 5 ทFาน มาหาคFาเฉลี่ยและแปล ความหมายตามวิธีของลิเคิรWท (Likert) (บุญชม ศรีสะอาด. 2556 : 121) โดยถือเกณฑWประเมิน ดังนี้ ระดับคะแนนเฉลี่ย เกณฑWการประเมิน 4.51-5.00 เหมาะสมมากที่สุด 3.51-4.50 เหมาะสมมาก 2.51-3.50 เหมาะสมปานกลาง 1.51-2.51 เหมาะสมน)อย 1.00-1.50 เหมาะสมน)อยที่สุด ผลการประเมินของผู)เชี่ยวชาญมีคFาเฉลี่ยเทFากับ 4.66 แสดงวFา แผนการจัดการ เรียนรู)ที่สร)างขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด


81 2.8 นำแผนการจัดการเรียนรู)มาปรับปรุงแก)ไขตามข)อเสนอแนะของผู)เชี่ยวชาญและ จัดทำเป@นแผนการจัดการเรียนรู)ฉบับสมบูรณWเพื่อนำไปใช)กับกลุFมตัวอยFางตFอไป 3. การสร)างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 มีขั้นตอนการสร)างและหาคุณภาพดังนี้ 3.1 กำหนดจุดมุFงหมายในการสร)างแบบทดสอบ 3.2 ศึกษาการสร)างแบบทดสอบจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข)อง เชFน ระเบียบวิธี วิจัยสำหรับมนุษยศาสตรWและสังคมศาสตรWของ สมบัติท)ายเรือคำ (2551 : 85 - 88) การวิจัยเบื้องต)น ของ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 53 - 96) การวัดและประเมินผลการศึกษาของ ณัฏฐภรณW หลาวทอง (2556 : 100 – 136) และเครื่องมือที่มีผู)สร)างไว)แล)ว 3.3 วิเคราะหWความสัมพันธWระหวFางเนื้อหา จุดประสงคWการเรียนรู) และจำนวนข)อสอบ เพื่อสร)างแบบทดสอบ จำนวน 84 ข)อ 3.4 ดำเนินการสร)างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีลักษณะเป@นแบบ เลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 84 ข)อ เพื่อคัดเลือกไว)ใช)จริง 40 ข)อ 3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เสนอผู)เชี่ยวชาญชุดเดิม โดยพิจารณา ความสอดคล)องระหวFางข)อคำถามกับสิ่งที่ต)องการวัดเป@นรายข)อ และนำข)อมูลมาวิเคราะหWหา ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยถือเกณฑWความสอดคล)องตั้งแตF 0.50-1.00 (สมบัติท)ายเรือคำ. 2551 : 101-102) ซึ่งเป@นข)อสอบที่อยูFในเกณฑWความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่ใช)ได)ผล การวิเคราะหWพบวFาข)อสอบเป@นไปตามเกณฑWทั้ง 84 ข)อ มีคFา IOC ตั้งแตF 0.8-1.00 จึงนำข)อสอบมา จัดพิมพWเพื่อนำไปทดลองใช) 3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไปทดลองใช)กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปZที่ 5 ปZการศึกษา 2560 โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองและโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม จำนวน 113 คน ที่ไมFใชFกลุFมตัวอยFาง แล)วนำผลการทดสอบมาวิเคราะหWหาคุณภาพของแบบทดสอบ ดังนี้ 3.6.1 หาความยากงFาย (p) และคFาอำนาจจำแนก (r) ของข)อสอบเป@นรายข)อ ตามเทคนิค 25% แบFงเป@นกลุFมสูง 25% และกลุFมต่ำ 25% แล)วคัดเลือกข)อที่มีคFาความยาก (p) ตั้งแตF 0.20 ถึง 0.80 และคFาอำนาจจำแนก (r) ตั้งแตF 0.20 ขึ้นไปไว)(ณัฏฐภรณW หลาวทอง. 2556 : 100-136) ผลการวิเคราะหWปรากฏวFา ผFานเกณฑW จำนวน 72 ข)อ ไมFผFานเกณฑWจำนวน 12 ข)อ แล)ว คัดเลือกข)อสอบที่ผFานเกณฑWจำนวน 40 ข)อ ไว)จำนวน 40 ข)อ โดยมีคFาความยาก (p) ระหวFาง 0.25 ถึง 0.62 และคFาอำนาจจำแนก (r) ระหวFาง 0.26-0.83 3.6.2 นำข)อสอบที่มีคFาความยากคFาอำนาจจำแนกที่เข)าเกณฑWไว) จำนวน 40 ข)อ แล)ว นำไปหาความเชื่อมั่นโดยใช)สูตร KR-20 ของคูเดอรW ริชารWดสัน ได)คFาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งฉบับเทFากับ 0.908


82 3.7 จัดพิมพWแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 เป@นฉบับสมบูรณWเพื่อนำไปใช)กับกลุFมตัวอยFางตFอไป 4. การสร)างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนตFอการเรียนรู)โดยใช)ชุดกิจกรรมการ เรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ผู)ศึกษาได)ดำเนินการสร)างตามลำดับขั้น ดังนี้ 4.1 กำหนดกรอบเนื้อหา แนวคิด และขอบขFายโครงสร)างของคำถามในด)านเนื้อหาด)าน กิจกรรมการเรียนรู) ด)านสื่อและอุปกรณWในการจัดการเรียนรู) และด)านการวัดและการประเมินผล โดยใช)ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข)อง เพื่อให)ได)แบบสอบถามที่ครอบคลุมเนื้อหาทุกด)าน 4.2 นำข)อมูลที่ได)มาสร)างแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 17 ข)อ ซึ่งเป@นแบบ มาตราสFวนประมาณคFา (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มีความพึงพอใจปานกลาง มีความพึงพอใจน)อย และมีความพึงพอใจน)อยที่สุด 4.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่ปรับปรุงแก)ไขแล)วให)ผู)เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงประจักษW (Face Validity) แล)วนำมาปรับปรุงตามข)อเสนอแนะ ซึ่งผู)เชี่ยวชาญ ประกอบด)วย 4.3.1 ดร.ธีระชาติ ลี้ประเสริฐ วุฒิการศึกษา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา เคมี ตำแหนFง รองหัวหน)าภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรW ผู)เชี่ยวชาญด)านเนื้อหาวิชาเคมี 4.3.2 ดร.สุมนมาลยW จันทรWเอี่ยม วุฒิการศึกษา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา เคมี วิเคราะหW ตำแหนFง อาจารยW ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู)เชี่ยวชาญด)านเนื้อหาวิชาเคมี 4.3.3 นางสาวพรรณนภา กำบัง วุฒิการศึกษา ศึกษาศาสตรWมหาบัณฑิต สาขา การสอนวิทยาศาสตรWตำแหนFง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ผู)เชี่ยวชาญ ด)านการจัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู) 4.3.4 นางสาวรักเกล)า ฉัตรจินดากุล วุฒิการศึกษา การศึกษาบัณฑิต สาขา วิทยาศาสตรW (เคมี) ตำแหนFง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ผู)เชี่ยวชาญ ด)านการจัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู) 4.3.5 นางสาวสุภาณีอินทรอักษร วุฒิการศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต สาขา การวัดผลการศึกษา ตำแหนFง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ผู)เชี่ยวชาญด)าน การวัดผลประเมินผล 4.4จัดพิมพWแบบสอบถามความพึงพอใจเป@นฉบับจริงเพื่อนำไปใช)เก็บข)อมูลกับนักเรียนกลุFม ตัวอยFางตFอไป


83 รูปแบบการศึกษา การศึกษาในครั้งนี้ ใช)การทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design (พวงรัตนW ทวีรัตนW. 2543 : 59-60) แสดงตามตารางที่ 4 ดังนี้ ตารางที่5 แผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design กลุFม Pre-test Treatment Post-test ทดลอง T1 X T2 เมื่อ X แทน การเรียนโดยใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบ สืบเสาะหาความรู)7 ขั้น T1 แทน การทดสอบกFอนการเรียนโดยใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตาม กระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น T2 แทน การทดสอบหลังการเรียนโดยใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตาม กระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู)7 ขั้น การเก็บรวบรวมข;อมูล การศึกษาค)นคว)าในครั้งนี้ ได)ทำการเก็บรวบรวมข)อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5/7 ภาคเรียนที่ 1 ปZการศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย จังหวัดกรุงเทพฯ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จำนวน 37 คนโดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ทดสอบกFอนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนที่เป@นกลุFมตัวอยFางด)วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส ซึ่งเป@นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผFานการ ตรวจสอบคุณภาพแล)ว จำนวน 40 ข)อ แล)วทำการเก็บข)อมูลที่ได)จากการทดสอบเพื่อวิเคราะหWข)อมูล ในขั้นตFอไป 2. จัดกิจกรรมการเรียนรู)ตามแผนการจัดการเรียนรู)โดยใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตาม กระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ที่ผู)ศึกษาสร)างขึ้น จำนวน 9 ชุด จากชุดที่ 1-9 ตามลำดับ รวมเวลา 27 ชั่วโมง และให)นักเรียนทำ แบบทดสอบยFอยหลังเรียนเมื่อนักเรียนเรียนจบชุดกิจกรรมแตFละชุดเรียบร)อยแล)ว 3. ทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนที่เป@นกลุFมตัวอยFางเมื่อจัดกิจกรรม การเรียนรู)โดยใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น


84 เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ครบทั้ง 9 ชุด ด)วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนฉบับเดิม จำนวน 40 ข)อ แล)วนำไปวิเคราะหWทางสถิติตFอไป 4. วัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตFอการเรียนรู)โดยใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตาม กระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 การจัดกระทำและวิเคราะหLข;อมูล การศึกษาครั้งนี้ใช)การวิเคราะหWข)อมูล โดยดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. หาคFาสถิติพื้นฐานของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส ได)แกF ร)อยละ คFาเฉลี่ย และ สFวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. วิเคราะหWหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบ สืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 3. วิเคราะหWคFาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบ สืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 4. วิเคราะหWเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกFอนเรียนและหลังเรียน โดยใช)สถิติt-test (Dependent Samples) กำหนดสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05 5. วิเคราะหWความพึงพอใจของนักเรียนตFอการเรียนรู)โดยใช)ชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตาม กระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหาความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 โดยใช)คFาเฉลี่ยและสFวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช;ในการวิเคราะหLข;อมูล 1. สถิติที่ใช)ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1.1 หาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 3 เรื่อง กรด-เบส ดังนี้ 1.1.1 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน โดยใช)วิธีดัชนีความสอดคล)อง (IOC) โดยใช)สูตร ดังนี้(สมบัติท)ายเรือคำ. 2552 : 101-102) IOC = ∑ " #


85 เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล)องระหวFางข)อสอบกับผลการเรียนรู)ที่คาดหวัง ΣR แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู)เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู)เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.1.2 การคำนวณหาคFาความยากงFาย และคFาอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช)วิธี 25% ของกลุFมสูงและกลุFมต่ำ โดยใช)สูตร ดังนี้ (ณัฏฐภรณW หลาวทอง. 2556 : 100-136) p = $ & ' (! & (" , r = $) ' ((! & (")/- เมื่อ p แทน คFาความยากงFายของข)อสอบ r แทน คFาอำนาจจำแนกของข)อสอบ H แทน จำนวนคนที่ตอบถูกในกลุFมสูง L แทน จำนวนคนที่ตอบถูกในกลุFมต่ำ N แทน จำนวนคนในกลุFมสูงและกลุFมต่ำ NH แทน จำนวนคนในกลุFมสูง NL แทน จำนวนคนในกลุFมต่ำ 1.1.3 การคำนวณหาคFาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช)สูตร KR-20 ของคูเดอรW ริชารWดสัน) (ณัฏฐภรณW หลาวทอง. 2556 : 100 – 136) KR-20 : rtt = . .)/ !1 − ∑ 01 2# # เมื่อ rtt แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ k แทน จำนวนข)อของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน สัดสFวนของคนที่ตอบถูกในแตFละข)อ q แทน สัดสFวนของคนที่ตอบผิดแตFละข)อ s 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ


86 1.2 หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู)ตามกระบวนการเรียนรู)แบบสืบเสาะหา ความรู) 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 โดยใช)สูตร E1/E2 (ชัยยงคW พรหมวงศW. 2556 : 10) 1.2.1 ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) E1 = ∑ X N A x 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนของการทำชุดกิจกรรมและคะแนนทดสอบ หลังเรียนของชุดกิจกรรมการเรียนรู)แตFละชุด N แทน จำนวนผู)เรียน A แทน คะแนนเต็มของทั้งหมด 1.2.2 ประสิทธิภาพของผลลัพธW (E2) E2 = ∑ Y N B x 100 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธW ΣY แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N แทน จำนวนผู)เรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.3 หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู)(E.I.) โดยใช)สูตร (คณะศึกษาศาสตรW มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2552 : 117) ดัชนีประสิทธิผล =คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน − คะแนนรวมจากแบบทดสอบก<อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน − คะแนนรวมจากแบบทดสอบก$อนเรียน


87 2. สถิติพื้นฐาน ได)แกFคFาร)อยละ คFาเฉลี่ย และคFาเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.1 ร)อยละ (Percentage) โดยใช)สูตร ดังนี้(สมบัติท)ายเรือคำ. 2551 : 199-123) P = F N x 100 เมื่อ P แทน ร)อยละ F แทน ความถี่ที่ต)องการเปลี่ยนให)เป@นร)อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 คFาเฉลี่ย (Mean) โดยใช)สูตร ดังนี้(สมบัติท)ายเรือคำ. 2551 : 124) x ̅= ∑ X N เมื่อ x̅แทน คะแนนเฉลี่ย ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนในกลุFม 2.3 คFาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช)สูตรดังนี้(สมบัติท)ายเรือคำ. 2551 : 140) S = %N ∑ X2-( ∑ X)2 N(N-1) เมื่อ S แทน คFาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ΣX แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน ΣX2 แทน ผลรวมของคะแนนแตFละคFายกกำลังสองทั้งหมด N แทน จำนวนคนทั้งหมด


88 3. สถิติที่ใช)ในการทดสอบคFาความแตกตFางระหวFางคFาเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุFมสาระการเรียนรู)วิทยาศาสตรW เรื่องกรด-เบส ชั้นมัธยมศึกษาปZที่ 5 ระหวFางกFอนเรียนและหลัง เรียน โดยใช)สูตร t-test แบบ Dependent Samples ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2553 : 148) t = ∑ 7 8% ∑'#((∑ ') # %(+ เมื่อ t แทน คFาสถิติที่ใช)เปรียบเทียบกับคFาวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ D แทน คFาผลตFางระหวFางคูFคะแนน N แทน จำนวนกลุFมตัวอยFางหรือจำนวนคูFคะแนน


89 บทที่4 ผลการวิเคราะห2ข4อมูล การวิเคราะห-ข/อมูล ผู/ศึกษาค/นคว/า เรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู/ตามกระบวน การเรียนรู/แบบสืบเสาะหาความรู/ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 ได/เสนอการ วิเคราะห-ตามลำดับดังนี้ 1. สัญลักษณ-ที่ใช/ในการเสนอผลการวิเคราะห-ข/อมูล 2. ลำดับขั้นในการเสนอผลการวิเคราะห-ข/อมูล 3. ผลการวิเคราะห-ข/อมูล สัญลักษณ)ที่ใช/ในการเสนอผลการวิเคราะห)ข/อมูล เพื่อการนำเสนอผลการวิเคราะห-ข/อมูลเปZนที่เข/าใจตรงกันในการสื่อความหมายข/อมูล ผู/ศึกษาได/กำหนดความหมายของสัญลักษณ-ที่ใช/ในการนำเสนอ ดังนี้ N แทน จำนวนข/อมูล X̅แทน ค]าเฉลี่ย S.D. แทน ส]วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธE1/E2 แทน ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู/ E.I. แทน ค]าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู/ t แทน สถิติทดสอบทีใช/เปรียบเทียบกับค]าวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ df แทน ชั้นแห]งความเปZนอิสระ ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห)ข/อมูล ผู/ศึกษาได/ดำเนินการวิเคราะห-ข/อมูล และแปลความหมายตามลำดับดังนี้ ตอนที่ 1 การวิเคราะห-ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู/ตามกระบวน การเรียนรู/แบบสืบเสาะหาความรู/7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5


90 ตอนที่ 2 การวิเคราะห-หาค]าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู/ตาม กระบวนการเรียนรู/แบบสืบเสาะหาความรู/7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 ตอนที่ 3 การวิเคราะห-เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก]อนเรียนและหลังเรียน โดยการใช/สถิติ t-test (Dependent Samples) ตอนที่ 4 การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต]อการเรียนรู/โดยใช/ชุดกิจกรรม การเรียนรู/ตามกระบวนการเรียนรู/แบบสืบเสาะหาความรู/ 7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 ผลการวิเคราะห)ข/อมูล ตอนที่ 1 การวิเคราะห-หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู/ตามกระบวนการเรียนรู/ แบบสืบเสาะหาความรู/7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 ตามเกณฑ- 80/80 ผู/ศึกษาได/ดำเนินการวิเคราะห-ประสิทธิภาพ (E1/E2) ของชุดกิจกรรมการเรียนรู/ตาม กระบวนการเรียนรู/แบบสืบเสาะหาความรู/7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 โดยทำการทดลองหาประสิทธิภาพ จำนวน 3 ครั้ง และนำไปใช/จริง 1 ครั้ง ปรากฏผล ดังนี้ 1. การทดลองหาประสิทธิภาพครั้งที่ 1 โดยทดลองใช/กับนักเรียนแบบ 1 : 1 ภาคเรียนที่ 1 ปOการศึกษา 2560 จำนวน 3 คน ผลการวิเคราะห-ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู/ตาม กระบวนการเรียนรู/แบบสืบเสาะหาความรู/7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 จำนวน 9 ชุด แสดงผลตามตารางที่ 6 ดังนี้ ตารางที่6 ผลการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู/ตามกระบวนการเรียนรู/แบบ สืบเสาะหาความรู/7 ขั้น เรื่อง กรด-เบส วิชา เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปOที่ 5 ครั้งที่ 1 ประสิทธิภาพ คะแนนเต็ม X̅ S.D. ร/อยละ ด/านกระบวนการ (E1) 657 426.67 57.54 64.94 ด/านผลลัพธ- (E2) 40 26.33 3.06 65.83 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู/ E1/E2 64.94/65.83


Click to View FlipBook Version