The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชาบังคับ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คณิตศาสตร์ (พค21001) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

รายวิชาบังคับ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)

Keywords: รายวิชาบังคับ

144 วิ ธี ทํ า


145 แบบฝกหดทั ี่ 2 จงเขียนภาพดานบน ดานหนา และดานขางของรูปเรขาคณิตสามมิติที่กําหนดให


146


147 เร ื่องท 3 ี่การวาดหร ือประดิษฐ  รูปเรขาคณิตท ี่ประกอบขึ้นจากลูกบาศก  พิจารณารูปเรขาคณิตสามมิติที่ประกอบขึ้นจากลกบาศกูตอไปน  ี้ จะเห็นวา เมื่อเขียนรูปเรขาคณิตสองมิติแสดงภาพที่ไดจากการมองดานหนา ดานขางและดานบน ดังภาพ จะเห็นวาการเขียนรูปเรขาคณิตสองมิติเพื่อแสดงรูปเรขาคณิตสามมิติที่ประกอบขึ้นจากลูกบาศก เราสามารถเขียนจํานวนลูกบาศกกํากับไวในตารางร ูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสในดานที่มองทั้งสามดานดังภาพ ตอไปนี้


148 ตัวอยาง จงเขียนภาพที่ไดจากการมองทางด านหนา ดานขางและดานบนของรูปสามมิติทกี่ําหนดให พรอม ทั้งเขียนตัวเลขแสดงจํานวนลูกบาศกกํากับไวในตาราง  เขียนแสดงภาพทั้งหมดไดดังนี้


149 แบบฝกหดทั ี่ 3 จงจับคภาพดู านหนา ดานขางและดานบน ในแตละขอตอไปนี้กับรูปเรขาคณิตสามมิติที่กําหนดให ทางขวามือ โดยเลือกตวอั ักษรทกี่ํากับไวในรูปเรขาคณิตสามมิติ เขียนเติมลงในชองวางบนขวาของแตละ ขอ


150


151 2. จงเขียนภาพดานหนา ดานขางและดานบนของรูปเรขาคณิตสามมิติตอไปนี้พรอมทั้งเขียนจํานวน ลูกบาศกก ํากับไวในตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส


152 บทท ี่ 9 สถ ิ ต ิ สาระสําคัญ 1. ขอมูลเบื้องตนของสถิติจะชวยใหทราบขอเท็จจริงที่ชัดเจนถูกตอง ซึ่งจะเปนประโยชนสําหรับ การวางแผนการดําเนินงาน และตดสั ินใจปรับปรุงการดําเนินงานตามผลที่ไดน ําเสนอขอมูลไว 2. การนําเสนอขอมูล มีความมุงหมายเพื่อแสดงใหเห็นรายละเอียดของขอมูลไดงาย ชัดเจน และ รวดเร็ว สามารถนําขอมูลไปใชประโยชนไดทนทั ีฉะนั้นการเลือกใชวิธีการนําเสนอขอมูลตองใหเหมาะสม กับลักษณะของขอมูลและการใชประโยชนเปนสาคํ ัญ ผลการเรียนรู ที่คาดหวัง 1. สามารถจัดเก็บรวบรวมขอมูลที่เหมาะสมได 2. สามารถนําเสนอขอมูลในรูปแบบที่เหมาะสมได 3. หาคากลางของขอมูลที่ไมแจกแจงความถี่ 4. เลือกและใชคากลางของขอมูลที่กําหนดใหไดอยางเหมาะสม 5. อาน แปลความหมาย และวิเคราะหข อมูลจากการนําเสนอขอมูลที่กําหนดใหได 6. อภิปรายและใหขอคดเหิ ็นเกี่ยวกับขอมูลขาวสารทางสถิตทิี่สมเหตุสมผลได ขอบขายเน ื้อหา เรื่องที่ 1 การรวบรวมขอมูล เรื่องที่ 2 การนําเสนอขอมูล เรื่องที่ 3 การหาคากลางของขอมูล เรื่องที่ 4 การเลือกใชค ากลางของขอมูล เรื่องที่ 5 การใชสถิตขิอมูลและสารสนเทศ


153 เรองท ื่ี่ 1 การรวบรวมข  อมูล 1.1 สถิติ คําวา สถิติ (Statistics) มาจากภาษาเยอรมนวั า Statistik มีรากศัพทมาจาก Stat สถิติหมายถึงขอมูลหรือสารสนเทศ หรือตัวเลขแสดงจํานวนหรือปริมาณของสิ่งตาง ๆ ที่ได รวบรวมไว สถิติหมายถึงวิธีการที่วาดวยการเก็บรวบรวมขอมูล การนาเสนอขํ อมูลการวเคราะหิข อมูลและ การตความหมายขี อมูล สถิติในความหมายนี้เปนทั้งวิทยาศาสตรและศิลปศาสตรเรียกวา "สถิติศาสตร”  สรุป สถิติหมายถึง ศาสตรที่วาดวยการเก็บรวบรวมขอมลู การนําเสนอขอมลูและการวิเคราะห ขอมูล 1.2 การรวบรวมขอมลู (Data Collection) การรวบรวมขอมูล หมายถึงการนําเอาขอมูลตางๆที่ผูอื่นไดเก็บไวแลว หรือรายงานไวในเอกสาร  ตางๆ มาทําการศึกษาวิเคราะหตอ 1.3 ประเภทของขอมูล ขอมูล หมายถึง ขอเท็จจริงเกี่ยวกับตวแปรท ั ี่สํารวจโดยใชวิธีการวดแบบใดแบบหน ั ึ่ง โดยทั่วไป จําแนกตามลกษณะของขั อมูลไดเปน 2 ประเภท คือ 1) ขอมลเชูิงปริมาณ (Quantitative Data) คือ ขอมูลที่เปนตัวเลขหรือนํามาใหรหัสเปนตัวเลข ซึ่ง สามารถนําไปใชวิเคราะหทางสถิติไดเชน อายุ น้ําหนกั สวนสูง 2) ขอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) คือ ขอมูลที่ไมใชตัวเลข ไมไดมการให ี รหัสตัวเลขที่จะ นําไปวิเคราะหทางสถิติแตเปนขอความหรอขื อสนเทศเชน เพศ ระดับการศึกษาอาชีพ 1.4 แหลงที่มาของขอมูล แหลงขอมูลที่สําคัญ ไดแกบุคคล เชน ผูใหสัมภาษณผูกรอกแบบสอบถาม บุคคลที่ถูกสังเกต เอกสารทุกประเภท และขอมูลสถิติจากหนวยงาน รวมไปถึง ภาพถาย แผนที่แผนภูมิหรือแมแตวัตถุ สิ่งของก็ถือเปนแหลงขอมูลไดทั้งสิ้น โดยทั่วไปสามารถจดประเภทข ั อมูลตามแหลงที่มาได 2 ประเภท คือ


154 1) ขอมูลปฐมภูมิ (Primary Data) คือ ขอมูลที่ผูวิจยเกั ็บขึ้นมาใหมเพื่อ ตอบสนอง วัตถุประสงคการวิจยในเร ั ื่องนั้นๆ โดยเฉพาะการเลือกใชขอมูลแบบปฐมภูมิผูวิจัยจะสามารถเลือกเก็บ ขอมูลไดตรงตามความตองการและสอดคลองกับวัตถุประสงคตลอดจนเทคนคการวิ ิเคราะหแตมีขอเสีย ตรงที่สิ้นเปลืองเวลาคาใชจายและอาจมีคณภาพไมุด ีพอ หากเกิดความผิดพลาดในการเก็บขอมูลภาคสนาม 2) ขอมลทู ุตยภิมูิ (Secondary Data) คือ ขอมูลตางๆ ที่มีผูเก็บหรือรวบรวมไวกอนแลว เพียงแตนักวิจัยนําขอมูลเหลานั้นมาศึกษาใหมเชน ขอมูลสํามะโนประชากร สถิติจากหนวยงานและ เอกสารทุกประเภท ชวยให  ผวูิจัยประหยดคั าใชจาย ไมตองเสียเวลากับการเก็บขอมูลใหมและสามารถศึกษา ยอนหลังไดทําใหทราบถึงการเปลี่ยนแปลงและแนวโนมการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณที่ศกษาึแตจะมี ขอจํากดในเร ั ื่องความครบถวนสมบูรณเนื่องจากบางครั้งขอมูลที่มีอยูแลวไมตรงตามวัตถุประสงคของเรองื่ ที่ผูวิจัยศึกษา และปญหาเรื่องความนาเชื่อถือของขอมูล กอนจะนําไปใชจึงตองมีการปรับปรุงแกไขขอมูล และเก็บขอมูลเพิ่มเติมจากแหลงอื่นในบางสวนที่ไมสมบูรณ 1.4 วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลอาจแบงเป นวิธการใหญ ีๆ ได 3 วิธีคือ 1) การสังเกตการณ (Observation) ทั้งการสงเกตการณั แบบมีสวนรวม และการ สังเกตการณแบบไมมีสวนรวมหรืออาจจะแบงเปนการสังเกตการณแบบมีโครงสราง และการสังเกตการณ แบบไมมีโครงสราง 2) การสัมภาษณ (Interview) นิยมมากในทางสังคมศาสตรโดยเฉพาะการสัมภาษณโดยใช แบบสอบถาม การสัมภาษณแบบเจาะลกึหรืออาจจะจําแนกเปนการสัมภาษณเปนรายบุคคล และการ สัมภาษณเปนกลุม เชน เทคนคการสนทนากลิุม ซึ่งนิยมใชกันมาก 3) การรวบรวมขอมูลจากเอกสาร เชน หนังสือรายงานวิจยัวิทยานิพนธบทความ สิ่งพิมพ ตางๆ เปนตน 1.5 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมขอมลู 1. การสัมภาษณบุคคลที่เกี่ยวของ 2. การบันทกขึ อมูลจากบันทกหรึ ือเอกสารของหนวยงานตางๆ 3. การอานและศึกษาคนคว า 4. การคนหาข อมูลจากอินเทอรเนต็ 5. การเขารวมในเหต ุการณตางๆ 6. การฟงวิทยุและดโทรทูัศน


155 แบบฝกหดทั ี่ 1 1. ใหผูเรียนพิจารณาขอความตอไปนแลี้วเขียนเครื่องหมาย 9ลงในชองที่ตรงกับความคดเหิ ็นของผูเรียน ขอที่ขอความ ขอมูลสถิติ เปน ไมเปน 1 แดงสูง 163 เซนติเมตร 2 นางสาวิภาวีมีสวนสัดเปน 35-24-36 3 น้ําหนักของนักเรียนทุกคนที่เรียนชุดการเรียนทางไกล 4 อุณหภูมิที่จังหวัดปทุมธานวีันนี้วัดได 25 องศาเซลเซียส 5 สมศรีไดคะแนน 15 คะแนน 6 ในการโยนเหรียญ 10 ครั้ง เกิดหัว 6 ครั้ง เกดกิ อย 4 ครั้งได อัตราสวนที่จะเกิดหัว 10 6 7 อาจารยศุภราเงินเดือน 23,000 บาท 8 ความสูงเฉลี่ยของประชาชนที่เปนชาย 162 เซนติเมตร 9 คน 6 คน เปนชาย 4 คน เปนหญิง 2 คน ที่อยูในบานวิชยั 10 จํานวนคดีอาชญากรรมในป 2551 ซึ่งรวบรวมมาจากบันทกคดึ ี อาชญากรรมแตละวนในแต ั ละสถานีตํารวจ 2.ใหผูเรียนพิจารณาขอมูลในแตละขอตอไปนี้แลวเขียนเครื่องหมาย9ลงในชองที่ตรงกับความคดเหิ ็น ขอที่ขอความ ขอมูลสถิติ ขอมูล คุณภาพ ขอมูล ปริมาณ 1 สถิติคนไขแยกตามเชื้อโรคของโรงพยาบาลแหงหนึ่ง 2 จํานวนครั้งของการโทรศัพททางไกลจากแตละเครื่องใน สํานักงาน 10 เครื่องในวันหนึ่ง 3 ผูจัดการถกสูัมภาษณถึงจํานวนเปอรเซ็นตของเวลาทํางานที่ใชใน การประชุม 4 เครื่องสําอางโดยเฉพาะสีของสีทาปาก ซึ่งแตละบริษทใน ั 10 บริษัท ไดระบุวามียอดขายมากที่สุด


156 3. ใหผูเรียนพจารณาขิ อความตอไปนี้แลวเติมคําตอบลงในชองวางตามความคดเหิ ็นของผูเรียนวาเปนขอมูล ปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ 1) รายงานประจําปของหนวยงานต างๆ ……………………………………………………………………………………………………… 2) สํานักงานสถิติแหงชาติตองการเก็บสถิติผลผลิตขาวทวประเทศ ั่โดยการไปสัมภาษณชาวนา ……………………………………………………………………………………………………… 3) ศิรินภาไปขอขอมูลเกี่ยวกับจํานวนคนเกดิตาย และยาย ซึ่งสํานักงานเทศบาลแหงหนึ่งได รวบรวมไว ……………………………………………………………………………………………………… 4) บรรณารกษั หองสมุดโรงเรยนแหี งหนึ่งไดสังเกตและบนทั ึกการใชหองสมุดของนักเรียน แตละวัน ……………………………………………………………………………………………………… 5) ครคนหนูึ่งตองการทราบวาหองสมุดของโรงเรียนมนีักเรียนใชมากหรือนอยเพียงใดในแตละวนั จึงไปขอลอกขอมูลจากบรรณารักษ ………………………………………………………………………………………………………


157 เร ื่องท ี่ 2 การนําเสนอข  อมูล การนําเสนอขอมูลเปนการนําขอมูลที่เก็บรวบรวมมาจากแหลงตาง ๆ ซึ่งยังไมเปนระบบ มาจัดเปน หมวดหมูใหมีความสัมพันธเกี่ยวของกนตามวัตถัุประสงคเพื่อสะดวกแกการอ าน ทําความเขาใจการ วิเคราะหและแปลความหมายเพื่อประยกตุใช ในชีวิตประจําวันตอไป การนําเสนอขอมลแบูงออกเปน 2 ประเภท ไดแก 1. การนําเสนอขอมูลอยางไมมีแบบแผน (informal presentation) หมายถึงการนําเสนอขอมูลที่ไมมี กฎเกณฑหรือแบบแผนที่แนนอนตายตัวเปนการอธิบายลักษณะของขอมูลตามเนื้อหาขอมูล ที่นิยมใชมีสอง วิธีคือการนําเสนอขอมูลในรูปบทความหรือขอความเรียงและการนําเสนอขอมูลในรูปบทความกึ่งตาราง - การนําเสนอขอมูลในรูปขอความ นิยมใชกับขอมูลที่มีจานวนไม ํ มากนกัเชน ในปงบประมาณ 2552 กศน.บานแพว ไดอนุมัตใหิ นกเรั ียนระดับชั้นมัธยมศกษาตอนตึ นจบการศกษาจึ ํานวน 480 คน คดเปิ น รอยละ 92 อนุมัติใหนกเรั ียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจบการศึกษาจํานวน 372 คน คิดเปนรอยละ 95 - การนําเสนอขอมูลในรูปขอความกึ่งตาราง (Semi – tabular arrangement) คือการนําเสนอขอมูล โดยแยกตัวเลขออกจากขอความเพื่อตองการใหเห็นตวเลขทั ี่ชัดเจนและเปรียบเทียบความแตกตางไดสะดวก ยิ่งขึ้นตวอยั าง เชน บริษัทคอมพิวเตอรแหงหนึ่งมจีํานวนยอดขายประจําเดือนมกราคม 2553 ของลูกคา จําแนกตามภาคตาง ๆ ดังนี้ ภาค จํานวนยอดขาย ( พันเคร่องื ) เหนือ 210 กลาง 398 ตะวันออก 135 ตะวันออกเฉียงเหนือ 102 ใต 170  2. การนําเสนอขอมูลอยางมีแบบแผน เปนการนําเสนอขอมูลที่มีกฎเกณฑโดยแตละแบบจะตอง ประกอบดวยชื่อเรื่อง สวนของการนําเสนอและแหลงที่มาของขอมูลการนําเสนอขอมูลอยางมีแบบแผน ประกอบดวยการนําเสนอขอมูลในรูปตารางแผนภูมริูปภาพ แผนภูมิวงกลม (แผนภูมกงิ ) แผนภูมิแทง กราฟเสน และตารางแจกแจงความถี่ 2.1 การนําเสนอขอมูลในรูปตาราง การนําเสนอในรูปตาราง (Tabular presentation)ขอมูลตางๆที่เก็บรวบรวมมาไดเมื่อทําการ ประมวลผลแลวจะอยูในรูปตาราง เปนการนําเสนอขอมูลที่งาย และนิยมใชกันอยางแพรหลาย เพราะมี ความสะดวกและงายแกการนําไปวิเคราะหและแปลความหมายทางสถิติ


158 เปรียบเทียบการปรับราคาน้ํามนปั  2521-2523 (ราคา : บาท /ลิตร) ชนิดน้ํามัน 2521 2522 2523 10 ม.ีค. 31 ม.ค. 22 ม.ีค. 13 ก.ค. 20 ก.ค. 9 ก.พ. 20 ม.ีค. เบนซินพเศษิ 4.98 5.60 - 7.84 - 9.80 - เบนซินธรรมดา 4.98 5.12 - 7.45. - 9.26 - น้ํามันกาด 2.68 3.06 - 5.12 4.20 6.71 5.70 ดีเซลหมุนเร็ว 2.64 3.03 - 4.88 - 7.39 6.50 ดีเซลหมุนชา 2.50 2.93 - 4.71 - 7.12 6.27 น้ํามันเตา450 1.52 - - - - - - น้ํามันเตา600 1.66 1.86 1.90 3.04 - 3.78 - น้ํามันเตา1,200 1.62 1.79 1.83 2.93 - 3.64 - น้ํามันเตา1,500 1.61 1.77 1.81 2.90- - 3.61 - ที่มา:ภาวะการคาของประเทศไทยป 2522 สภาหอการคาแหงประเทศไทย 2.2 การนําเสนอขอมูลดวยแผนภูมิรูปภาพ แผนภูมิรูปภาพ คือแผนภูมิที่ใชรูปภาพแทนจํานวนของขอมูลที่นําเสนอเชน แผนภูมิรูปภาพคน รูปภาพคน 1 คนแสดงประชากรทนี่ําเสนอ 1 ลานคน เปนตน การเขียนแผนภูมิรูปภาพอาจกําหนดใหรูปภาพ 1 รูปแทนจานวนสํ ิ่งของ 1 หนวย หรือหลายหนวยก็ได รูปภาพแตละรูปตองมีขนาดเทากนเสมอั แผนภูมแสดงงานอดิ ิเรกของนกเรั ียนชั้น ป. 6 ของโรงเรียนแหงหนึ่ง (สํารวจเมื่อวนทั ี่ 19 มกราคม 2548) ปลูกตนไม อานหนังสือ วาดรูป เลี้ยงสัตว เลนกีฬา หมายเหต 1 ุภาพ แทนจํานวนนกเรั ียน 15 คน


159 2.3การนําเสนอดวยแผนภูมิแทง (Bar chart) ประกอบดวยรูปแทงสี่เหลี่ยมผืนผาซึ่งแตละแทงมี ความหนาเทาๆ กัน โดยจะวางตามแนวตั้งหรือแนวนอนของแกนพิกดฉากกั ็ได แผนภูมิแทงแบบทางเดียว เปนการน ําขอมูลเพียงขอมูลเดยวมานี ําเสนอในรูปแบบของแทง สี่เหลี่ยม ตัวอยาง แผนภูมิแทงแสดงการสงออกไกไปตางประเทศ แผนภูมิแทงแสดงการเปรียบเทียบเปนการน ําขอมูลตั้งแต 2 ชุดขึ้นไปที่เปนเรื่องเดียวกนันํามาเขยนี บนแกนคูเดียวกัน แลวระบายสีแทงสี่เหลี่ยมใหตางกันเพื่องายตอการดูแลวอธิบายวาสใดแทนอะไร ี ตัวอยาง แผนภูมิแสดงการเปรียบเทียบยอดการขายแตละเดือนของบริษัทหนึ่ง ปริมาณ (ตัน) ประเทศ จํานวน (ลานบาท)


160 2.4การนําเสนอดวยกราฟเสน (Line graph) เปนแบบที่รูจักกนดั ีและใชกันมากที่สุดแบบ หนึ่ง เหมาะสําหรับขอมูลที่อยูในรูปของอนกรมเวลาเชุน ราคาขาวเปลือกในเดือนตางๆ ปริมาณสินคา สงออกรายปเปนตน จากตาราง นําเสนอขอมูลดวนกราฟเสน ดังนี้ 2.5การนําเสนอดวยรูปแผนภูมิวงกลม (Pie chart) เปนการแบงวงกลมออกเปนสวนตางๆตาม จํานวนชนิดของขอมูลที่จะนําเสนอ ตัวอยาง แผนภูมิวงกลมแสดงการใชที่ดนทิ ี่ถือครอบ เพื่อการเกษตร พ.ศ. 2518


161 2.6 การนําเสนอขอมูลในรูปตารางแจกแจงความถี่ ขอมูลที่เก็บรวบรวมมาไดนนถั้ามีจํานวนมากหรือซ้ํากนอยัมากูเมื่อมาเรียงกันหรือจดให ั อยูเปน หมวดหมูแลวจะชวยใหเราบอกรายละเอียดตางๆ หรือสรุปผลเกี่ยวกับขอมูลไดสะดวกและรวดเรวข็ ึ้น เชน ในการชั่งน้ําหนกของนักเรั ียน 40 คน หนวยเปนกิโลกรัมปรากฏผลดังนี้ 57 44 46 41 48 50 51 42 43 45 45 43 42 40 50 41 47 60 50 52 46 42 42 53 46 55 45 41 50 42 44 41 40 45 59 44 49 50 39 42 ในทางสถิติเรียกวา ขอมูลดิบ หรือคะแนนดบิหรือคาจากสงเกตัเมื่อนํามาจัดเรียงใหมใหเปนระบบ โดยอาจเรียงจากมากไปหานอยหรือจากนอยไปหามากแลวบ ันทึกรอยขีด แสดงจานวนครํ ั้งของขอมูลที่ เกิดขนซึ้ ้ํากันในตารางจํานวนรอยขีดที่นับไดเรียกวา ความถของแตี่ละขอมูล ตารางที่นําเสนอขอมูลในรูปแบบนี้เรียกวา ตารางแจกแจงความถและวี่ิธีการจําแนกขอมูลโดยการ บันทึกรอยขีดเพื่อหาคาความถ ี่เรียกวา การแจกแจงความถี่ การสรางตารางแจกแจงความถี่ ในกรณีทขี่ อมูลที่เก็บรวบรวมมามีจํานวนมากๆ และไมคอยซ้ํากัน ถาจะเรียงลําดับจะเปนการ เสียเวลาและสิ้นเปลืองมาก จึงกําหนดขอมูลเปนชวงๆ และหาความถของชี่วงขอมูลนั้นๆ วิธีการสรางตารางแจกแจงความถี่โดยจัดเปนอันตรภาคชนให ั้ทกๆช ุั้นมีความกวางเทากนัมีวิธีการ ดังนี้ 1. หาพิสัยของขอมูล พิสัย =ขอมูลที่มีคาสูงสุด – ขอมูลที่มีคาต่ําสุด


162 2. กําหนดจํานวนชั้นหรือกําหนดความกวางของอันตรภาคชั้นขึ้นมา - ถากําหนดจํานวนชั้นก็ใหหาความกวางของอันตรภาคชนั้ ความกวางของอันตรภาคชั้น = พิสัย จํานวนอนตรภาคชั ั้น (เศษเทาไรปดขึ้นเสมอ) -ถากําหนดความกวางของอันตรภาคชั้นก็หาจํานวนชั้นไดจาก จํานวนอนตรภาคชั ั้น = พิสัย ความกวางของอันตรภาคชั้น (เศษเทาไรปดขึ้นเสมอ) 3. เขียนอันตรภาคชนโดยเร ั้ียงคาจากนอยไปมากหรือจากมากไปนอยถาเรียงคาจากนอยไปมากตองให ขอมูลที่มีคาต่ําสุดในอันตรภาคชั้นแรกและขอมูลที่มีคาสูงสุดอยูในอันตรภาคชนสัุ้ดทาย 4. นําขอมูลดิบมาใสในตารางโดยใชรอยขดี 5. รวมความถตามรอยขี่ีด ตัวอยางจากขอมูล 72 74 49 50 62 43 44 54 46 54 45 53 63 67 65 57 65 50 66 69 80 77 60 55 52 56 61 61 82 74 48 66 71 81 51 59 48 68 70 63 จงหา 1. พิสัย 2. จงสรางตารางแจกแจงความถี่ใหมีทั้งหมด 6 ชั้น 3. จงสรางตารางแจกแจงความถี่ใหมีความกวางของอันตรภาคชั้นทกชุั้นเปน 8 ทุกชั้น


163 วิธีทํา 1. ขอมูลที่มีคาสูงสุดเปน 82 ขอมูลที่มีคาต่ําสุดเปน 43 ดังนั้นพิสัย = 82 – 43= 39 ตอบพิสัยเปน 39 2. โจทยกําหนดใหสรางตารางแจกแจงความถี่ทั้งหมด 6 ชนั้ จํานวนอนตรภาคชั ั้น = พิสัย ความกวางของอันตรภาคชั้น จํานวนชนั้ = 6 39 = 6.5 ≈ 7 ดังนั้นความกวางของอันตรภาคชั้นเปน 7 เขียนอันตรภาคชนโดยเร ั้ียงคาจากนอยไปมากหรือจากมากไปนอยถาเอาขอมูลที่มีคาต่ําสุดเปนตัวเริ่มตน และใหมีความกวางของอันตรภาคชั้นเปน 7 จัดไดดังนี้ อันตรภาคชั้น รอยขีด ความถี่ 43-49 //// // 7 50-56 //// //// 9 57-63 //// /// 8 64-70 //// /// 8 71-77 //// 5 78-84 /// 3 รวม 40 จากตารางแจกแจงความถขี่ างตน มคีาตางๆ ที่ผูเรียนควรทราบอีกคือ 1. ขอบลาง = คาที่นอยที่สุดของอันตรภาคชนนั้ั้น + คาที่มากที่สุดของอนตรภาคชั ั้นที่ต่ํากวาหนึ่งชั้น 2 หรือ ขอบลาง = คาที่นอยที่สุดของอันตรภาคชนทั้ี่เราตองการ - 0.5 เชน ขอบลางของอัตรภาคชนั้ 50-56 ไดแก 49.5


164 2. ขอบบน = คาที่มากที่สุดของอันตรภาคชั้นนนั้ + คาทนี่ อยที่สุดของอนตรภาคชั ั้นที่สูงกวาหนึ่งชั้น 2 หรือ ขอบบน = คาที่มากที่สุดของอันตรภาคชนทั้ี่เราตองการ + 0.5 เชน ขอบบนของอันตรภาคชนั้ 50 - 56= 56.5 2 56 57 = −หรือขอบบน = 56 + 0.5 = 56.5 3. จุดกึ่งกลางชั้น = ขอบลาง + ขอบบน (ของอันตรภาคชั้น) 2 เชน อันตรภาคชนั้ 50 – 56 มีขอบบน และขอบลาง ไดแก 49.5 และ 56.5 ตามลําดับ ดังนั้น จดกุึ่งกลางชั้น = 53 2 49.5 56.5 = +


165 แบบฝกหดทั ี่ 2 1. แผนภูมิรูปวงกลมแสดงรายไดของห างสรรพสินคาแหงหนึ่งโดยเฉลี่ยตอวนัจําแนกตามแผนกตางๆ จากแผนภมูิจงตอบคําถามตอไปนี้ 1) รายไดจากแผนกเสื้อผาบุรุษ และแผนกเสื้อผาสตรีรวมกนมากกวั าหรือนอยกวารายไดจากแผนกเครื่อง เขียน แบบเรียนอยกู ี่เปอรเซ็นต ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 2) รายไดจากแผนกใดนอยที่สุด และคดเปิ นรอยละเทาไรของรายไดจากแผนกที่รายไดมากที่สุด ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 3) รายไดจากแผนกเสื้อผาสตรีคิดเปนรอยละเทาไรของรายไดจากแผนกเครื่องเขียน แบบเรียน ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 4) แผนกใดที่มีรายไดมากเปนอ ันดับสองและรายไดนนคั้ดเปิ นรอยละเทาไรของรายไดทั้งหมด ............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................


166 2. จากการสอบถามงบประมาณที่แตละกลุมสาระการเรียนรูไดมาจากการจัดสรรงบประมาณของทาง โรงเรียน เปนดังนี้ กลุมสาระการเรียนรู งบประมาณ (บาท) จํานวนเปอรเซ็นตขนาดของมุมที่จุดศนยูกลาง ของรูปวงกลม (องศา) คณิตศาสตร 35,000  100 10.29 340000 35000 × = 360 37.06 340000 35000 × =o วิทยาศาสตร 100,000  ภาษาตางประเทศ 48,000 ภาษาไทย 34,500 ศิลปะ 18,500 การงานอาชีพและเทคโนโลย 40,500 ี สุขศึกษาและพลศึกษา 29,500 สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม 34,000 รวม 340,000 3. จงเขียนแผนภูมิรูปวงกลมโดยใชจํานวนเปอรเซ็นตและขนาดของมุมที่จุดศูนยกลางของรูปวงกลมที่ คํานวณไดจากตารางขางตน


167 4. ใหผูเรียนพิจารณากราฟเสนตอไปนี้ จากกราฟเสน จงตอบคําถามตอไปนี้ 1) ใน พ.ศ. ใดบางที่ปริมาณไมสักที่ผลิตไดมีมากกวาไมประดู ............................................................................................................................................................. 2) ในพ.ศ. ใดที่ปริมาณของไมสกและไม ั ประดูที่ผลิตไดต างกันมากที่สุด และตางกนประมาณก ั ี่ลูกบาศก เมตร ............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................


168 3) ในชวงพ.ศ. 2531 – 2533 ปริมาณไมสักและไมประดูทผลี่ิตไดมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงเปนอยางไร และชนิดใดมการเปล ี ี่ยนแปลงมากกวา ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 4) ใน พ.ศ. 2532 ปริมาณไมสักที่ผลิตไดคิดเปนก ี่เปอรเซ็นตของปริมาณไมประดูที่ผลิตไดในป  เดียวกนั (ตอบเปนคาประมาณของจํานวนเต็มหนวย) ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 5) ปริมาณไมประดูในปที่ผลิตไดมากที่สุดและในปที่ผลิตไดนอยที่สุดแตกตางกนประมาณก ั ี่ลูกบาศกเมตร ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ...............................................................................................................................................


169 4. ตารางแสดงรายจับ – รายจายของนาย กในรอบ 6 เดือนแรกของปพ.ศ. 2546 เปนดังนี้ จากตารางจงนําเสนอขอมูลดวยกราฟเสน


170 เร ื่องท ี่ 3 การหาคากลางของข  อมูล การหาคากลางของขอมูลที่เปนตัวแทนของขอมูลทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการสรุปเรื่องราว เกี่ยวกับขอมูลนั้นๆจะชวยท ําใหเกิดการวิเคราะหขอมูลถูกตองดีขึ้นการหาคากลางของขอมูลมีวิธีหาหลายวิธี แตละวิธีมีขอดีและขอเสียและมีความเหมาะสมในการนําไปใชไมเหมือนกันขึ้นอยกู ับลักษณะขอมูลและ วัตถุประสงคของผใชู ขอมูลนั้นๆ คากลางของขอมูลที่สําคัญมี 3 ชนิด คือ 1. คาเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic mean)คือคาที่ไดจากผลรวมของข อมูลทั้งหมด หารดวยจ ํานวนขอมูล ทั้งหมด ใชสัญลักษณคือ x N x x x x x n ... 1 + 2 + 3 + = X แทน ขอมูล N แทน จํานวนขอมูล ตัวอยางจากการสอบถามอายุของนักเรยนกลีุมหนึ่งเปนดังน14 , 16 , 20 , 25 , 30 ี้ วิธีทํา คาเฉลี่ยเลขคณตของขิ อมูลชุดนี้คือ 5 14 + 16 + 20 + 25 + 30 = 5 105 = 21 ตัวอยางจากขอมูล 4, 8, 4, 5, 8, 5, 6, 8 วิธีทําคาเฉลี่ยเลขคณตของขิ อมูลชุดนี้คือ 8 4 + 8 + 4 + 5 + 8 + 5 + 6 + 8 = 8 48 = 6


171 2. มัธยฐาน (Median) คือคาที่มีตําแหนงอยกู ึ่งกลางของขอมูลทั้งหมด เมื่อไดเรียงขอมูลตามลําดับไมวาจากนอยไปมาก หรือจากมากไปนอยใชสัญลักษณMed  หลักการคดิ 1) เรียงขอมูลที่มีอยูทั้งหมดจากนอยไปมาก หรือมากไปนอยก ็ได 2) ตําแหนงมัธยฐานคือ ตําแหนงกึ่งกลางขอมูล ดังนั้นตําแหนงของมัธยฐาน = 2 N + 1 เมื่อ N คือจํานวนขอมูลทั้งหมด ตัวอยางจงหามัธยฐานจากขอมูลตอไปนี้ 3, 10, 4, 15, 1,24, 28, 8, 30, 40, 23 วิธีทํา 1. เรียงขอมูลจากนอยไปหามาก หรือมากไปหานอย จะได 1, 3, 4, 8, 10, 15, 23, 24, 28, 30, 40 2. หาตําแหนงของขอมูลจาก 2 N + 1 จะได 6 2 11 1 = + ดังนั้น มัธยฐานอยูตําแหนงที่ 6 มคีาเปน 15 ถาขอมูลชุดนั้นเปนจํานวนคูจะใชคาเฉลี่ยเลขคณิตของขอมูลคูที่อยูตรงกลางเปนมัธยฐาน ตัวอยาง จงหามัธยฐานจากขอมูลตอไปนี้ 25, 3, 2, 10, 14, 6, 19, 22, 30, 8, 45, 36, 50, 17 วิธีทํา 1. เรียงขอมูลจากนอยไปหามาก หรือมากไปหานอย จะได 2, 3, 6, 8, 10, 14, 17, 19, 22, 25, 30, 36, 45, 50 2. หาตําแหนงของขอมูลจาก 2 N + 1 จะได 7.5 2 14 1 = + มัธยฐานอยูระหวางตําแหนงที่ 7 และ 8 ดังนั้น มัธยฐาน คือ 18 2 17 19 = +


172 3. ฐานนิยม (Mode) ฐานนิยมของขอมูลชุดหนึ่งคือ ขอมูลที่มีความถี่สูงสุดในขอมูลชุดนั้นหรืออาจกลาววาขอมูลใด การซ้ํากันมากที่สุด(ความถี่สูงสุด)ขอมูลนั้นเปนฐานนิยมของขอมูลชุดนั้นและฐานอาจจะไมมีหรือมี มากกวา 1 คาก็ได ตัวอยาง จากขอมูล 2, 3, 4, 3, 4, 5, 6, 8, 6, 4, 6, 7 จงหาฐานนิยม วิธีทํา จากขอมูลจะเห็นวา มี 2 อยูหนึ่งตัว มี 3 อยสองตูัว มี 4 อยูสามตัว มี 5 อยูหนึ่งตัว มี 6 อยูสามตัว มี 7 อยูหนึ่งตัว มี 8 อยูหนึ่งตัว ขอมูลที่มีความถี่สูงสุดในที่นี้มี 2 ตัวคือ 4 และ 6 ซึ่งตางก็มความถี ี่เปน 3 ดังนั้น ฐานนิยมของขอมูลชุดนี้คือ 4 และ 6


173 แบบฝกหดทั ี่ 3 1. จากขอมูล 2, 6,1, 5, 13, 6, 16 จงหาคาเฉลี่ยเลขคณติ ฐานนิยม และมัธยฐาน คาเฉลี่ยเลขคณติ = ………………………………………………….\ มัธยฐาน = …………………………………………………. ฐานนิยม = …………………………………………………. เรียงขอมูลจากมากไปหานอยหรือนอยไปหามาก คาเฉลี่ยเลขคณติ = …………………………………………………. มัธยฐาน คือ = …………………………………………………. ฐานนิยม คือ = …………………………………………………. 2. จากขอมูล 24, 16,18, 36, 7, 28, 6, 36, 12 จงหาคาเฉลี่ยเลขคณิต ฐานนิยม และมัธยฐาน คาเฉลี่ยเลขคณติ = ………………………………………………….\ มัธยฐาน = …………………………………………………. ฐานนิยม = …………………………………………………. เรียงขอมูลจากมากไปหานอยหรือนอยไปหามาก คาเฉลี่ยเลขคณติ = …………………………………………………. มัธยฐาน คือ = …………………………………………………. ฐานนิยม คือ = …………………………………………………. 3. จากขอมูล 10.1, 13.8, 15.6, 4.5, 18.6, 8.4 จงหาคาเฉลี่ยเลขคณิต ฐานนิยม และมัธยฐาน คาเฉลี่ยเลขคณติ = ………………………………………………….\ มัธยฐาน = …………………………………………………. ฐานนิยม = …………………………………………………. เรียงขอมูลจากมากไปหานอยหรือนอยไปหามาก คาเฉลี่ยเลขคณติ = …………………………………………………. มัธยฐาน คือ = …………………………………………………. ฐานนิยม คือ = ………………………………………………….


174 เร ื่องท ี่ 4 การเล ือกใช คากลางของข  อมูล ในการที่จะเลือกใชคากลางคาใดนนั้ขึ้นอยกู ับจดประสงคุของผูใชซึ่งคากลางทั้งสามมีสมบัติที่ แตกตางกันดังนี้ คาเฉลี่ยเลขคณิต ขอเสยี 1. ถาขอมูลมีบางคาต่ําเกินไปหรือสูงเกินไป จะมีผลตอคาเฉลี่ยเลขคณิต จึงไมเหมาะสมท ี่จะใชเชน รายไดของพนกงานั 5 คน เปนดังนี้ 7,000 บาท 9,000 บาท 13,500 บาท 18,000 บาท 80,000 บาท 2. ถาขอมูลแจกแจงความถ่ชนี ิดปลายเปด เชน นอยกวาหรอเทื ากับ มากกวาหรือเทากับ จะ คํานวณหาคาเฉลี่ยเลขคณิตไมได 3. ใชไดกับขอมูลเชิงปริมาณเทานั้น ขอดี 1. มีประโยชนในการใช ข อมูลจากตัวอยางอางอิงไปสูประชากร 2. สามารถคํานวณไดงายโดยใชค าที่ไดมาทกจุํานวน 3. มีการนําไปใชในสถิติชั้นสูงมากกวาคาเฉลี่ยแบบอื่น ๆ 4. สามารถเปรียบเทียบกับขอมูลชุดอ่นได ื งาย ฐานนิยม ขอเสยี 1. บางครั้งหาฐานนิยมไมได 2. การคํานวณฐานนิยมไมได ใชค าของขอมูลทุกตัวจึงไมเปนตัวแทนทดี่ีนกั 3. คาฐานนิยมไมค อยนิยมใชในสถิติชั้นสูง ขอดี 1. เขาใจงายและคํานวณงาย 2. สามารถคํานวณจากกราฟได 3. เปนคากลางทใชี่ ไดกับขอมูลเชิงคณภาพุ 4. เมื่อมีขอมูลบางตัวเล็กหรือใหญผิดปกติจะไมกระทบฐานน ิยม 5. ใชไดดีเมื่อจดประสงคุมุงที่จะศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นบอย หรอลื ักษณะทคนชอบมากหรี่ือมคะแนนี สวนใหญรวมกนอยัู ณ คาใดคาหนึ่ง 6. กรณีทขี่ อมูลแจกแจงความถี่ชนิดปลายเปดสามารถหาฐานนิยมได


175 มัธยฐาน ขอเสยี 1. ใชไดกับขอมูลเชิงปริมาณเทานั้น 2. สําหรับขอมูลที่แจกแจงความถี่หรือขอมูลที่จัดกลุมมัธยฐานที่คํานวณไดจะไม  ใชค าขอมูลจริง ขอดี 1. คํานวณไดงายสําหรับขอมูลไมจดกลัุม 2. ขอมูลบางคามีคาสูงหรือต่ําเกินไป ไมกระทบกระเทือนตอมัธยฐาน จึงเหมาะที่จะใชมัธยฐานมาก ที่สุด 3. กรณีทขี่ อมูลแจกแจงความถี่ชนิดปลายเปดก็สามารถหามัธยฐานได แบบฝกหดทั ี่ 4 1. จากตารางใหนกเรั ียนหาความถี่สะสม โดยเติมลงในชองความถี่สะสม


176 2. จากตารางในขอ 1 ฐานนิยม คือ ........................................................................................ มัธยฐาน คือ ....................................................................................... หาคาเฉลี่ยเลขคณติ ใหนกเรั ียนเติมคาตางๆ ลงในชองวางใหสมบูรณ คาเฉลยเลขคณี่ติ = …………………………………………….. = …………………………………………….. ดังนั้นคาเฉลี่ยเลขคณติคือ .......................................................


177 3. ตอไปนี้เปนตารางแจกแจงความถี่ของน้ําหนกั (หนวยเปนก ิโลกรัม) ของนักเรยนี 60 คน


178 2) ฐานนิยมของน้ําหนักอยในชู วงใด  ............................................................................................................................................................. 3) โดยสวนใหญนกเรั ียนหนักอยในชู วงใด  ............................................................................................................................................................. 4) ถาเรียงน้ําหนักนอยที่สุดไปยังน้ําหนกมากทั ี่สุด จงหาตําแหนงของมัธยฐาน ............................................................................................................................................................. 5) นักเรียนคดวิ ามัธยฐานของน้ําหนักอยในชู วงใด  ............................................................................................................................................................. 6) หาคาเฉลี่ยเลขคณิต ใหนักเรียนเตมคิ าตางๆ ลงในชองวางให  สมบูรณ


179 คาเฉลยเลขคณี่ติ = …………………………………………….. = …………………………………………….. ดังนั้นคาเฉลี่ยเลขคณติคือ .......................................................


180 เร ื่องท ี่ 5 การใช สถิติข  อมูลสารสนเทศ 5.1 สถิติในชีวิตประจําวัน ในชีวตประจ ิ ําวันของคนเรานนั้สถิติมีสวนเกี่ยวของอยูเสมอเชน ในเรื่องเกี่ยวกับตัวนกเรั ียน อาจจะมการหาความสีูงโดยเฉลี่ย หรือหาน้ําหนักโดยเฉลี่ย หรือหา คะแนนเฉลี่ย หรือหาสวนสัดโดยเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหองเรียน เปนตน ในเรื่องเกี่ยวกับคร-ูอาจารยก็มีสถติิเกี่ยวกับจํานวนคร-ูอาจารยระดับผลการเรยนของนีกเรั ียน จํานวนนักเรยนที ี่ตดิ 0, ร. มส. จํานวนนกเรั ียนที่สอบเขามหาวิทยาลัยไดในแตละรุน แตละปและสถิติการ ทํางานในสถานที่ตางๆ ของนักเรียนที่จบการศึกษาในแตละรุน เปนตน ในเรื่องของขาวสาร สารสนเทศจะเห็นวาในหนังสือพิมพหรือในโทรทัศนจะมีตวเลขั แสดงให เห็นขอเท็จจริงตางๆ เชน สถิติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาหุน อาจจะนําเสนอในรูปแบบตางๆ เชน นําเสนอในรูปตาราง นําเสนอในรูปแผนภูมิแทงนําเสนอในรูปแผนภูมวงกลมิหรือนําเสนอในรูปกราฟเสน เปนตน ในเรื่องของแรงงาน กม็ีสถิติเกี่ยวกับจํานวนคนในกําลังแรงงานเปอรเซ็นตของคนวางงาน รายได และสวัสดิการที่คนงานไดรับ เปนต น ในเรื่องเกี่ยวกับการกสิกรรม จะเห็นวาเกษตรกรตองมการพี ัฒนาอยูเรื่อยๆ เชน การศกษาึผลผลิต ขาวพันธใหมุ เทียบกับพันธุเดิม หรือการทดลองปลูกออยในที่ดินลักษณะตางๆ การปลกมูันสําปะหลังแบบ ใดจึงจะเหมาะกับสภาพดินของตนเอง หรือการปลูกหมอนเลี้ยงไหมพันธุไหนดีกวากัน จึงจะไดใบหม  อนที่ มีคุณภาพทั้งยังเปนการประหยัดเวลาและแรงงาน ซึ่งสถิตมิีสวนในการวางแผนการทดลองและการวิเคราะห ขอมูล ในเรื่องของการประกันชีวติบรษิัทประกนกัต็องมีสถิติของพนักงานหรือตวแทนัหรือผูจัดการแต ละฝาย หรือตําแหนงที่สูงกวา หรือสถิติยอดขายในแตละเดอนืหรือการปรับอตราการชั ําระเบี้ยประกนทั ี่มี การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอาจจะแยกตามเพศ ตามอายุตามวงเงิน การกําหนดอัตราเบี้ยประกัน จะตองอาศัย ขอมูลที่ผานมา สถิติมีสวนในการคํานวณเบี้ยประกันตามวธิีของการประกันภยัพรอมทั้งมีการเสนอใน รูปแบบตางๆ โดยเฉพาะแบบตาราง เปนตน ในเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจการคา บริษัทหางรานหรือสรรพสินคาตางๆ ก็มีสถิติเกี่ยวกับยอดขายสินคาใน แผนกตางๆ สถิติแสดงปริมาณสินคาทขายประเภทต ี่างๆสถิติยอดขายของพนกงานแตั ละคนนอกจากนี้สถิติ ยังไปเกี่ยวของกับการรับประกันอายใชุงานของสินคา สถิติชวยในการกําหนดวิธีเก็บรวบรวมขอมูลและการ วิเคราะหขอมูล นอกจากนสถี้ิติก็ยังมีสวนเกี่ยวของกับการควบคุมคุณภาพสินคาที่ผลิตดวย


181 ในวงการแพทยก ็มีสถิติเกี่ยวกับจํานวนแพทยพยาบาลจํานวนผูปวยจําแนกโรคตางๆ สถิติการ ผลิตและจํานวนยาประเภทตางๆ จํานวนคนตายจําแนกตามสาเหตุของการตายจํานวนผูบริจาคเลือดในแต ละปเปนตนนอกจากนี้สถิติยังไมเกี่ยวของในการออกแบบ และการวางแผนการทดลองการเก็บรวบรวม ขอมูลการวิเคราะหขอมูลเพื่อหาขอสรุป เกี่ยวกับการทดสอบประสิทธิผลของยารักษาโรคชนิดตางๆ อีก ดวย ในเรื่องของการบริหารงานขององคกรตางๆ อาทิองคกรของรัฐเชน ระดับอําเภอก็มีสถิติเกี่ยวกับ ประชากรในแตละหมูบาน ในแตละตําบล สถิติเกี่ยวกับอาชีพตางๆ ผลผลิตแตละปการศึกษาของคนในแต ละชุมชนเปนอยางไรจะจดสรรงบประมาณไปให ั แตละแหงมากนอยเพียงใด สถิติมีสวนเกี่ยวของมาก นอกจากที่กลาวมาแลวขางตน สถิติยังไปเกี่ยวของกับชีวตประจ ิ ําวันอกหลายอยี าง เชน การสํารวจ ความคดเหิ ็นหรือโพลการรวมแสดงความคดเหิ นโดยการส ็ ง sms ซึ่งคิดออกมาในรูปรอยละเห็นดวยไม  เห็น ดวย นําเสนอผานหนาจอโทรทัศนเปนประจํา สถิติเกี่ยวกบนั้ําทวม ไรนาเสียหายไปกี่ไรจะมีมาตรการ อยางไรที่จะแกไขในปตอไปซึ่งตองมการเกี ็บรวบรวมขอมูลจากปที่ผานๆ มา หรือสถิติคนใชบร ิการรถ โดยสารในชวงเทศกาลตางๆ สถิติการเกิดอุบัติเหตุบนทองถนน ซึ่งขอมูลเหลานี้ลวนแตเกี่ยวของกับสถิติ ทั้งสิ้น แบบฝกหดทั ี่ 1 ใหนักศกษาอภึ ิปรายหาขอมูลสารสนเทศที่เคยมีประสบการณมา 4 – 5 ชนิด


182 5.2 การใชขอมูลสารสนเทศ การเลือกใชข อมูลในการตดสั ินใจเปนส ิ่งที่มีประโยชนมากเพราะในการดํารงชวีิตของคนเรามัก เกี่ยวของกับเหตุการณตางๆ มากมายจึงจําเปนต องอาศัยการตัดสินใจอยางมีระบบระเบียบ มีหลักมีเกณฑ และมีเหตุผลโดยนําปจจัยตางๆมาพิจารณากอนที่จะตัดสนใจ ิเพื่อใหไดทางเล ือกที่ดีที่สุด ซึ่งตองอาศัยทั้ง ความรูประสบการณขอมูลขาวสารตางๆ เปนสวนประกอบ เพื่อไมใหเกิดความผิดพลาดหรือโอกาสที่จะ ผิดพลาดมีนอยที่สุด เชน การเลอกสื ิ่งตางๆ การตัดสินใจ การเลือกซื้อสินคาอยางหนึ่ง 1. คุณภาพดี 2. ราคาไมแพงเกินไป 3. มีคนนิยมมาก 4. จําเปนตองใช 5. ชอบเปนชีวิตจิตใจ การเลือกธนาคารเพื่อการออม 1. ธนาคารของรัฐบาล 2. ธนาคารใกลบาน 3. ธนาคารใกลที่ทํางาน 4. ใหผลประโยชนมาก 5. การไปมาสะดวก 6. ธนาคารที่มีความมั่นคงไม สั่นคลอน หรือไมมีขาวออกมา ในทางไมสูดีอยูเสมอๆ การลงทุนในกจการอยิ างใดอยางหนึ่ง 1. เงินลงทุน 2. ผลผลิตที่ได 3. คุมคาแรงงานหรือไม 4. เปนที่นิยมหรือเปลา การเลือกชมรายการโทรทัศนชองตางๆ 1. รายการโปรด 2. เนื้อหาสาระดี 3. ใหความบนเทั ิง 4. การนําเสนอทันสมัย 5. มีประโยชนสามารถนําไป ประยุกตใช ได 6. เพื่อการลงทุน เชน หุน


183 การเดินทาง รายงานขาวบอกวามรถตี ิดที่ถนนใดบาง 1. อาจหลีกเลี่ยงเสนทางดังกลาว 2. รอจนกวาจะเดนรถสะดวกกิ อน เทศกาลตางๆ รถจะแนน เมื่อเดินทาง 1. อาจไมกลับในชวงเทศกาล ไปตางจังหวัด 2. อาจเลือกกลับหลังเทศกาล 1 – 2 วัน เปนตน นอกจากนี้การตัดสินใจยังมีความสําคัญในการประกอบธุรกิจตางๆ ทั้งธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจ ขนาดใหญนักธุรกิจอาจพบปญหาในดานตางๆ มากมายที่จะตองตัดสินใจอยูเสมอเชน ปญหาดานการตลาด ปญหาดานการขยายการลงทุน ปญหาแรงงาน ปญหาในดานการกําหนดราคา ปญหาพนักงาน คาครองชีพ ปญหาดานการเงิน ซึ่งนักธุรกิจจะใชประสบการณหรือคําสั่งสอนอบรมจากพอแมบรรพบุรุษมาแกปญหา อยางเดียวไมไดอาจจะเกิดความผิดพลาดไดดังนั้น นักธุรกิจควรใชขอมูลและวิธีการทางสถิติมาชวยใน การตัดสินใจ สําหรับในระดับนี้การเลือกใชขอมูลในการตัดสินใจอาจจะเกี่ยวกับคากลางที่กลาวมาแลวดวยเชน ถา ตองการกะประมาณรายไดของประชากรทั้งประเทศควรใชคากลางคือคาเฉล ี่ยเลขคณิต หรือประมาณจํานวน พลเมืองที่ชอบดูทีวีสีชอง 7ควรเลือกใชคากลางฐานนิยม หรือถาขอมูลมีคาต่ําและคาสูงแตกตางกันมากควร ตัดสินใจเลือกใชคากลางมัธยฐาน เปนต น ในเรื่องนี้ผูเรียนจะไดเรียนละเอียดในชั้นสูงตอไป


184 บทท ี่ 10 ความน าจะเป น สาระสําคัญ 1. การนับจานวนผลลํ ัพธที่เกิดจากการทดลองใด ๆ 2. ความนาจะเปน แสดงใหทราบวา เหตุการณใดเหต การณุหน ึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากนอยเพียงใด อันจะมีประโยชนตอการตัดสินใจในการดําเนนงานนินั้ๆ ผลการเรียนรู ที่คาดหวัง 1. หาความนาจะเปนของเหตการณุจากการทดลองสุมที่ผลแตละตัวมีโอกาสที่จะเกิดขนเทึ้า ๆ กัน 2. ใชความรูเกี่ยวกับความนาจะเปนในการคาดการณไดอยางสมเหตุสมผล 3. ใชความรูเกี่ยวกับความนาจะเปนประกอบการตัดสินใจ ขอบขายเน ื้อหา เรื่องที่ 1 การทดลองสุมและเหตุการณ เรื่องที่ 2 ความนาจะเปนของเหตการณุ เรื่องที่ 3 การนําความนาจะเปนของเหตุการณต างๆ ไปใช


185 เร ื่องท ี่ 1 การทดลองสุม และเหตุการณ  1.1 การทดลองสุม คือการกระทําทเราทราบผลที่ั้งหมดทอาจจะเกี่ิดขึ้นไดแตเราไมทราบวาผลลัพธใดจะเกิดขนเชึ้น 1. โยนเหรียญ 1 อัน 1 ครั้งผลที่เกิดขนได ึ้มีสองอยางคือ “ออกหัว” หรือ “ออกกอย” จะไดวาผล ทั้งหมดที่อาจจะเกดขิ ึ้นคือ หัวและกอย 2. ทอดลูกเตา 1 ลูก 1 ครั้งผลที่เกดขินึ้คือการขึ้นแตมของหนาใดหนาหนึ่งของลูกเตา ซึ่งมีทั้งหมด 6 หนาไดแก 1, 2 , 3, 4, 5, 6 ตัวอยางจงเขียนผลที่อาจเกิดขนได ึ้ทั้งหมดในการโยนเหรียญสิบบาท 1 อัน และเหรียญหาบาท 1 อัน พรอม กัน วิธีทํา ในการโยนเหรียญ 1 อัน ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ หัวและกอย ถาให H แทนหัว ให T แทนกอย ในการหาผลที่อาจจะเกดขิ ึ้นไดทั้งหมด จากการโยนเหรียญสิบบาท และโยนเหรียญหาบาทอยางละ 1 อัน อาจใชแผนภาพชวยได ดังนี้ H ผลที่อาจจะเกิดจาก ผลที่อาจจะเกิดจาก ผลที่อาจเกิดจากการ การโยนเหรียญบาท การโยนเหรียญ โยนทั้งสองเหรียญ หาสิบสตางค


186 จากแผนภาพจะเห็นวาถาเหรียญสิบบาทออกหัวเหรียญหาบาทจะออกห ัวหรือออกกอยก็ไดจึง ไดผลที่อาจเกิดจากการโยนทั้งสองเหรียญเปน H,H กับ H,T ในทํานองเดียวกนัถาเหรียญสิบบาทออกกอยเหรียญหาบาทอาจจะออกหัวหรือออกกอยก็ไดจึง ไดผลที่อาจเกิดจากการโยนเหรียญทั้งสองเปน T,H กับ T,T ฉะนั้น ถาเราใชคูอันดบเขั ียนผลทั้งหมดที่อาจเกิดขนได ึ้โดยใหสมาชิกตวทั ี่หนึ่งของคูอันดับแทน ผลที่อาจเกิดขึ้นจากเหรยญสี ิบบาท สมาชิกตัวที่สองของคอู ันดับแทนผลที่อาจเกิดขึ้นจากเหรียญหาบาท จะ ได ผลทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น คือ (H,H), (H,T), (T,H), (T,T) เราอาจเขียนแสดงผลในรปตารางไดูดังนี้


187 แบบฝกหดทั ี่ 1 1. ใหผูเรียนพิจารณาการทดลองสุมตอไปนี้วาผลจากการทดลองสุมอาจเปนอยางไรบาง 1). โยนเหรียญสิบบาท 1 อัน ……………………………………………………………………………………………... 2). โยนเหรียญสิบบาทสองอันพรอมกัน ……………………………………………………………………………………………... 3). หยิบลูกปงปอง 2 ลูกพรอมๆกัน จากกลองที่มีลูกปงปองสีเหลือง 3 ลูก สีแดง 1 ลูก ……………………………………………………………………………………………... 2.จงเขียนผลที่อาจจะเกิดขนได ึ้ทั้งหมดจากการหมุนแปนวงกลมท ี่มีหมายเลข 1 และ2 แลวมาโยนเหรียญ บาท 1 อัน ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………. 3. จงเขียนผลทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นไดจากการหย ิบสลาก 1 ใบ จากสลากที่เขียนหมายเลขตั้งแต 10 ถึง 20 ไว ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………. 1.2 เหตุการณ ในการทดลองสุมโยนเหรียญบาท 1 เหรียญและเหรียญหาสิบสตางค 1 เหรียญ นักเรียนทราบแลว วาผลทั้งหมดที่อาจจะเกดขิ ึ้นไดคือ (H, H), (H, T), (T, H) และ (T, T) ถาเราสนใจผลที่จะเกิดกอยอยาง นอย 1 เหรียญ จะไดวา ผลที่จะเกิดกอยอยางนอย 1 เหรียญ คือ (H, T), (T, H) และ (T, T) เราเรียกผลที่ เราสนใจจากการทดลองสุมวา เหตุการณ พิจารณาการหลับตาหยิบลูกบอล 1 ลูกจากถุงซึ่งมีลูกบอลสีเขียว 4 ลูกคือข1, ข2, ข3 และข4 ดังนั้น


188 จากการทดลองสุมครั้งนจะเหี้ ็นไดวาจะหยิบลูกบอลครั้งใดกจะได ็ ลูกบอลสีเขียวเสมอ ซึ่งผลทั้งหมด ที่อาจจะเกิดขึ้นไดคือ ข1, ข2, ข3 และข4 และถาสนใจเหตุการณ "หยิบไดลูกบอลสีเขียว” จะไดวาเหตุการณคือข1, ข2, ข3 และข4 จะเห็นวา ผลทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได และเหตุการณที่จะหยิบไดลกบอลสูีเขียวเปนผลชุดเดียวกันเรา เรียกเหตุการณ "หยิบไดลกบอลสูีเขียว" จากการทดลองสุมครั้งนี้วา "เหตุการณที่แนนอน" และจากการทดลองสุมครั้งนี้จะเห็นวาเราไมอาจที่จะหยิบไดลูกบอลสีแดงไดเลย เราเรียกเหตุการณ "หยิบไดลูกบอลสีแดง" จากการทดลองสุมครั้งนวี้า "เหตุการณที่เปนไปไมได”  ตัวอยางเหตการณุ ตัวอยางที่ 1 หลับตาหยิบลูกบอล 1 ลูกจากกลองที่มีลูกบอลสีแดง 1 ลกู สีขาว 1 ลูกและสีน้ําเงิน 1 ลูก จงหาความนาจะเปนของเหตุการณต อไปนี้ (1) หยิบไดลูกบอลสีแดง (2) หยิบไดลูกบอลที่ไมใชสีแดง วิธีทํา ผลทั้งหมดที่อาจเกิดขนได ึ้จากการทดลองสุมคือ แดง ขาว และน้ําเงิน ดังนั้นจํานวนทั้งหมดที่อาจจะเกิดขนได ึ้เปน 3 (1) เหตุการณที่จะหยิบไดลูกบอลสีแดง คือแดง จํานวนผลที่เกดในเหต ิุการณนี้เปน 1 ฉะนั้นความนาจะเปนของเหตุการณหยิบไดลูกบอลสีแดงเปน 3 1 (2) เหตุการณที่จะหยิบไดลูกบอลที่ไมใชสีแดง คือ หยิบได ขาวและ น้ําเงิน จํานวนผลที่เกดขิ นในเหต ึุ้การณเปน 2 ฉะนั้นความนาจะเปนของเหตุการณหยิบไดลูกบอลที่ไมใชสีแดงเปน 3 2


189 แบบฝกหดทั ี่ 2 1. ทอดลูกเตา 1 ลูก 1 ครั้ง จงเขียน 1) ผลทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น …………………………………………………………………………………………… 2) เหตุการณที่ไดแตมไมเกิน 5 …………………………………………………………………………………………… 3) เหตุการณที่ไดแตมเปนจํานวนที่หารดวย 3 ลงตัว …………………………………………………………………………………………… 2. ทอดลูกเตา 2 ลูกพรอมกนั 1 ครั้งจงเขียน 1) ผลทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 2) ผลรวมของแตมเปน 8 …………………………………………………………………………………………… 3) ผลรวมของแตมมากกวา 9 …………………………………………………………………………………………… 4) ผลรวมของแตมนอยกวา 4 …………………………………………………………………………………………… 5) ผลรวมของแตมหารดวย 2 ลงตัว …………………………………………………………………………………………… 6) ผลรวมของแตมนอยกวา 2 …………………………………………………………………………………………… 3. จากการสอบถามถึงปกรายงานที่ผเรูยนชอบี 2 สี ในจานวนํ 5 สี คือ สีขาว สีฟา สีชมพู สีเขียวและ สีเหลือง จงเขียน 1) ผลทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… 2) เหตุการณที่นิตยาจะชอบสีฟาหรือสีชมพู …………………………………………………………………………………………


190 เร ื่องท ี่ 2ความนาจะเปนของเหตุการณ  พิจารณาการทดลองสุมและเหตุการณที่สนใจ ทอดลูกเตา 1 ลูก 1 ครั้งผลทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น คือ 1, 2, 3, 4, 5, 6 ซึ่งมีทั้งหมด 6 จํานวน 1). ถาเหตุการณที่สนใจคือแตมหงายบนหนาลูกเตาเปนจานวนคํูซึ่งไดแก 2, 4, 6 จะเห็นไดวามี 3 จํานวน นั่นคือจํานวนผลที่จะเกดในเหต ิุการณเปน 3 เรากลาววาความนาจะเปนของเหตการณุที่แตมหงายบนหนาลูกเตาเปนจํานวนคูคือ 6 3 หรือ 2 1 2). ถาเหตุการณที่สนใจคือแตมที่หงายบนหนาลูกเตา เปนจํานวนที่นอยกวา 3 ซึ่งไดแก 1, 2 จะเห็นวามีทั้งหมด 2 จํานวน นั่นคือจํานวนผลทจะเกี่ดในเหต ิการณุเปน 2 เรากลาววาความนาจะเปนของเหตการณุที่แตมหงายบนหนาลูกเตาเปนจํานวนคูคือ 6 2 หรือ 3 1 จากทั้ง 2 เหตการณุทกลี่าวมาเราสามารถเขียนใหอยูในรูปของตารางไดดังนี้ จากตวอยั างที่กลาวมาแลวขางตน อาจจะสรุปเปนสูตรการหาความนาจะเปนของเหตการณุไดดังนี้ จํานวนผลของเหตุการณที่สนใจ จํานวนเหตการณุทั้งหมดของการทดลองสุม ความนาจะเปน =


191 ขอควรจํา 1. เหตุการณที่แนนอนคือเหตการณุที่มความนี าจะเปน = 1 เสมอ 2. เหตุการณที่เปนไปไมได คือเหตการณุที่มความนี าจะเปน = 0 3. ความนาจะเปนใด ๆ จะมีคาไมต่ํากวา 0 และไมเกิน 1 เสมอ 4. ในการทดลองหนึ่งสามารถทําใหเกดผลทิ ี่ตองการอยางม ีโอกาสเทากันและมีโอกาสเกดได ิ  N สิ่งและเหตุการณ A มีจํานวนสมาชกเป ิน n ดังนั้นความนาจะเปนของ A คือ P(A) = N n


192 แบบฝกหดทั ี่ 3 1. มีสลาก 10 ใบ เขียนเลข 1-10 แลวมวนใสกลอง ความนาจะเปนที่จะหยิบไดสลากที่เปน จํานวนคี่เทาไร ……………………………………………………………………………………………………… 2. ใสลูกเตา 1 ลูกลงในถวยแกว เขยาแลวเทออก จงหาความนาจะเปนของเหตุการณที่ขนแตึ้ม 6 ……………………………………………………………………………………………………… 3. ถุงใบหนึ่งมีลูกกวาดสีแดง 5 เม็ด สีเหลือง 2 เม็ด แมวหยิบขึ้นรับประทาน 1 เม็ดโดยไมไดดู จงหาความนาจะเปนที่แมวจะหยิบไดลกกวาดสูีแดง ……………………………………………………………………………………………………… 4. ความนาจะเปนที่จะหยิบไดไพ K โพแดง จากไพ 1 สํารับเปนเทาไร ……………………………………………………………………………………………………… 5. ความนาจะเปนที่จะหยิบไดไพสีดําจากไพ 1 สํารับ เปนเท าไร ……………………………………………………………………………………………………… 6. ทอดลูกเตา 2 ลูกพรอมกนั ความนาจะเปนท ี่จะทอดไดแต มรวมกนเป ั น 7 คือขอใด ……………………………………………………………………………………………………… 7. ทอดลูกเตา 2 ลูกพรอมกนั ความนาจะเปนท ี่จะทอดไดแตมรวมกันไมเกิน 1 คือขอใด ……………………………………………………………………………………………………… 8. ถาตองการถูกรางวัลเลขทาย 2 ตวแนั ๆ จะตองซื้อสลากกินแบงรัฐบาลกใบี่ ……………………………………………………………………………………………………… 9. จากการทดลองโยนเหรียญหนึ่งอัน 3 ครั้ง ความนาจะเปนที่ออกหัว 1 ครั้ง เปนเท าไร ……………………………………………………………………………………………………… 10. ถาทอดลูกเตาที่สมดุล 1 ลูกจงหาความนาจะเปนที่แตมบนลูกเตาจะเปนแตมคู ………………………………………………………………………………………………………


193 เร ื่องท ี่ 3 การนําความนาจะเปนของเหตุการณ  ตางๆไปใช ในชีวตประจ ิ ําวันคนเราไดน ําประโยชนจากความนาจะเปนมาใช  อยูตลอดเวลา เพียงแตไมได เรียกวาความนาจะเปนเทานนั้ เชน ในเรื่องการซื้อหวย หรอสลากกื ินแบงรัฐบาลจะเห็นวาโอกาสที่จะถูก เลขทาย 2 ตัวมีคาเปน 1 ใน100 และโอกาสที่จะถูกรางวัลอื่นๆ ยิ่งนอยลงตามลําดับ นอกจากนี้ยังมการคี ํานวณคาความนาจะเปนเพื่อประมาณคาอัตราการเกิดอุบัติเหตุในแตละลักษณะ ของการกําหนดเบี้ยประกันภัยรถยนตหรือการคาดหมายผลการเลือกตั้งการพยากรณตางๆ ทางธุรกจิการ ทดสอบคุณภาพผลิตภณฑั ใหม  จากโรงงาน ฯลฯ ซึ่งความนาจะเปนมีบทบาทสําคัญมากผูเรียนจะไดเห็น ประโยชนชัดเจนขนเมึ้ื่อเรียนตอในระดับสูงขึ้นไป แบบฝกหดทั ี่ 4 จากโจทยตอไปนใหี้นักเรยนตอบวี าใครไดเปรียบ 1. ใหนักเรยนที ําลูกบาศกหนึ่งลูกแลวเขียนเลข 1 ที่หนาหนึ่งของลกบาศกู เขียนเลข 2 ที่หนาอกสองหนี า สวนอีกสามหนาที่เหลือเขียน 3 ใชกตกาติ อไปนี้ตดสั ินการแพ ชนะ เสมอ ในการโยนลกบาศกูที่ทําขึ้นนี้ คนละครั้ง 1) ผูเลนคนที่หนึ่งชนะถาเขาโยนลกบาศกูแลวหนาที่เขียนเลข 3 หงายขึ้น และคูแขงขันไดเลข 3 ดวย ผูเลนคนที่สองชนะถาไดเลขทตี่ ่ํากวา 3 และผูแขงขนได ั เลขที่ต่ํากวา 3 กรณีอื่น ๆ ถือวาเสมอกัน 2) ผูเลนคนที่หนึ่งถาเขาโยนลูกบาศกแล วหนาที่เขียนเลข 1 หงายขึ้น และคูแขงขันไดเลขที่ต่ํากวา 3 ผูเลนคนที่สองชนะ ถาเขาโยนลูกบาศกหงายหนาทเขี่ียนเลข 3 และคูแขงขนได ั เลขสูงกวา 1 กรณีอื่นถือ วาเสมอกัน


Click to View FlipBook Version