The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารสามาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ปีที่ 29 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natnorth.cm, 2023-12-31 01:11:47

วารสาร ปีที่ 29 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566

วารสารสามาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ปีที่ 29 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566

Keywords: วารสาร,สามาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ,สาขาภาคเหนือ

วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ วัตถุประสงค1. เผยแพร*ความรู0ทางวิชาการและความก0าวหน0าของวิชาชีพการพยาบาล 2. เป@นสื่อกลางให0ทราบถึงข0อมูล สถานภาพและเกียรติศักดิ์ ศักดิ์ศรีแห*งวิชาชีพ 3. เป@นศูนยNกลางรวบรวมและเผยแพร*ความคิดของมวลสมาชิกเสริมสร0างความแข็งแกร*งแห*งวิชาชีพ 4. ก*อให0เกิดพลังสามัคคีสัมพันธภาพอันดีระหว*างมวลสมาชิก เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของ องคNกร วิชาชีพพยาบาล วารสารสมาคมพยาบาลแห*งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ เป@นวารสารราย 6 เดือน กำหนดออกปWละ 2 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม – ธันวาคม ค.าธรรมเนียมในการตีพิมพ-บทความ ค*าดำเนินการพิจารณาบทความเพื่อลงตีพิมพNวารสาร บทความละ 3,500 บาท เจ0าของ: สมาคมพยาบาลแห*งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ สำนักงาน: อาคาร 1 ชั้น 6 คณะพยาบาลศาสตรN มหาวิทยาลัยเชียงใหม* 110/406 ถนนอินทวโรรส ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม* 50200 โทร. 0-5389-4213, 0-5393-5030 โทรสาร 0-5389-4213 ที่ปรึกษา: อ.ดร.ปijนนเรศ กาศอุดม วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร* นายกสมาคมฯ บรรณาธิการ: ผศ.ดร.รุ*งฤดี วงคNชุม คณะพยาบาลศาสตรNแมคคอรNมิค มหาวิทยาลัยพายัพ ผู0ช*วยบรรณาธิการ: ผศ.ดร.ปรารถนา ลังการNพินธุN คณะพยาบาลศาสตรNแมคคอรNมิค มหาวิทยาลัยพายัพ อ.พูนพิลาศ โรจนNสุพจนN คณะพยาบาลศาสตรNแมคคอรNมิค มหาวิทยาลัยพายัพ กองบรรณาธิการ: ศ.ดร.ดาราวรรณ ตlะปiนตา คณะพยาบาลศาสตรN มหาวิทยาลัยบูรพา ผศ.ดร.อุษณียN จินตะเวช คณะพยาบาลศาสตรN สถาบันการจัดการปmญญาภิวัฒนN อ.ดร.ฬุpีญา โอชารส คณะพยาบาลศาสตรN สถาบันการจัดการปmญญาภิวัฒนN รศ.ดร.เดชา ทำดี คณะพยาบาลศาสตรN มหาวิทยาลัยเชียงใหม* ผศ.ดร.ศรินทรNทิพยN ชวพันธุN คณะพยาบาลศาสตรNแมคคอรNมิค มหาวิทยาลัยพายัพ อ.ดร.อัศนี วันชัย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช อ.ดร.ปลื้มจิต โชติกะ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม* อ.ดร.ศิริกาญจนN จินาวิน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร*


สารบัญ ความสัมพันธNระหว*างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุข 1 ประจำหมู*บ0านในช*วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019 กชพงศ- สาร Kotchapong Sarakan มะลิสา งามศรี Malisa Ngamsri คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห*งชาติและอัตลักษณNของบัณฑิต 16 คณะพยาบาลศาสตรN วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู0ใช0บัณฑิต The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions วรวรรณ สุภาตา Waravan Supata สิรภพ ช.างเพียร Siraphop Changpean ภรัญยู สุภาตา Paranyu supata พัชรินทร- คำแก.น Patcharin Komkaen ผลการดูแลผู0ปùวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู0ปùวยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงคN 32 The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ดรุณี ไชยวงค- Darunee Chaiwong ชนกพร อุตตะมะ Chanokporn Uttama ปริชาติ ขันทรักษ- Parichat Khantarak บังอร เขื่อนคำ Bangon Khuenkum ปราณี เมธาภรณ- Pranee Methaporn การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการเคลื่อนย0ายผู0ปùวยวิกฤต ภายในโรงพยาบาลเชียงราย 51 ประชานุเคราะหN Development of the Guidelines for Nursing Care of the Intra-hospital Transport for Critical care Patient, Chiangrai Prachanukroh Hospital วรางคณา ธุวะคำ Warangkhana Dhuvakham สุทธิดา พงษ-สนั่น Sittida Pongsnun ธนุธร วงศ-ธิดา Thanutorn Wongthida จิราพร เพิ่มเยาว- Jiraporn Permyao อรุณีย- ไชยชมภู Arunee Chaichomphu


ปmจจัยที่ส*งผลต*อพฤติกรรมการป†องกันและควบคุมโรคสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส 70 ของประชาชน ในจังหวัดพะเยา Factors Influencing Resident' Behaviors in Prevention and Control of Streptococcus suis Disease in Phayao Province กนกวรรณ เอี่ยมชัย Kanokwan Aiemchai แดนชัย ชอบจิตร Danchai Chopchit นครินทร- นันทฤทธิ์ Nakarin Nantarit ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน*ายร*วมกับการโค0ชต*อพฤติกรรมการดูแลทารกคลอด 85 ก*อนกำหนดของมารดา The Effects of Discharge Planning and Coaching Program on Maternal Behaviors in Caring for Pre-term Infants มัลลิกา เสียงเย็น Mallika Siengyen ฆนรส อภิญญาลังกร Khanarot Apinyalungkorn สัญญาลักษณ- สุทธนะ Sanyalak suttana ปmจจัยที่ส*งผลต*อโรคแทรกซ0อนเรื้อรังของผู0ปùวยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลส*งเสริมสุขภาพ 102 ตำบลแห*งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม Factors Influencing the Chronic Complications of Patients with Diabetes Mellitus in one Health Promoting Hospital, Nakhon Pathom Province สิรินดา ศรีจงใจ Sirinda Srichongchai เพ็ญจันทร- แสนประสาน Penchan Sanprasan ชินตา เตชะวิจิตรจารุ Chinta Tachavijitjaru ปmจจัยที่มีความสัมพันธNกับพฤติกรรมการบริการสุขภาพด0วยหัวใจความเป@นมนุษยNของนักศึกษาพยาบาล 118 Factors Related to Humanized Care Behaviors in Nursing Students ศรีสุดา เอกลัคนารัตน- Srisuda Eklakkanarat ฐิติรัตน- พันธุ-เขียน Thitirat Phankian ชุติมา บูรณธนิต Chutima Booranatanit นภัสวรรณ บุญประเสริฐ Napassawan Boonprasert แนวทางการลดพฤติกรรมความรุนแรงในการแก0ปmญหาของบุคคลวัยทำงานจากสถานการณN 133 การแพร*ระบาดของโรคโควิด-19 Guidelines for Reducing Violent Behaviors in Problem Solving of Working-Age Individuals After the Pandemic of COVID-19 เกศกาญจน- ทันประภัสสร Keskan Tunprapussorn


บทบาทของพ*อแม*ต*อพฤติกรรมการละเว0นเพศสัมพันธNในหญิงวัยรุ*น 149 Parental Roles on Sexual Abstinence Behavior in Female Adolescent ละอองดาว วรรณฤทธิ์ La-Ongdao Wannarit บทบาทของพยาบาลในการส*งเสริมความรอบรู0ทางสุขภาพ ให0แก*ผู0สูงอายุเพื่อป†องกันโรคกระดูกพรุน 161 Nurses’ Roles in Promoting Health Literacy in Elderly People to Prevent Osteoporosis อัญชลี เกษสาคร Anchalee Ketsakorn เกตุกาล ทิพย-ทิมพ-วงศ- Ketkarn Thiptimwong นภัทร เตี๋ยอนุกูล Napat Teianukool


บรรณาธิการแถลง วารสารสมาคมพยาบาลแห*งประเทศไทย สาขาภาคเหนือ ฉบับที่ 2 ปW 2566 นี้มีบทความที่น*าสนใจตีพิมพNทั้งสิ้น จำนวน 11 เรื่อง ประกอบไปด0วยบทความวิชาการ จำนวน 3 เรื่อง ได0แก* แนวทางการลดพฤติกรรมความรุนแรงในการ แก0ปmญหาของบุคคลวัยทำงานจากสถานการณNการแพร*ระบาดของโรคโควิด-19 บทบาทของพ*อแม*ต*อพฤติกรรมการละเว0น เพศสัมพันธNในหญิงวัยรุ*น บทบาทของพยาบาลในการส*งเสริมความรอบรู0ทางสุขภาพให0แก*ผู0สูงอายุเพื่อป†องกันโรคกระดูก พรุน และบทความวิจัย จำนวน 8 เรื่อง ได0แก* ความสัมพันธNระหว*างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู*บ0านในช*วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คุณภาพบัณฑิตตามกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห*งชาติ และอัตลักษณNของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรN วิทยาลัยเชียงราย ตามความ คิดเห็นของผู0ใช0บัณฑิต ผลการดูแลผู0ปùวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู0ปùวยวิกฤต โรงพยาบาล นครพิงคN การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการเคลื่อนย0ายผู0ปùวยวิกฤตภายในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุ เคราะหN ปmจจัยที่ส*งผลต*อพฤติกรรมการป†องกันและควบคุมโรคสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส ของประชาชน ในจังหวัดพะเยา ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน*ายร*วมกับการโค0ชต*อพฤติกรรมการดูแลทารกคลอดก*อนกำหนดของมารดา ปmจจัยที่ ส*งผลต*อโรคแทรกซ0อนเรื้อรังของผู0ปùวยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลส*งเสริมสุขภาพตำบลแห*งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม และ ปmจจัยที่มีความสัมพันธNกับพฤติกรรมการบริการสุขภาพด0วยหัวใจความเป@นมนุษยNของนักศึกษาพยาบาล ทั้งนี้ทางวารสารฯ ได0จัดผู0ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ จำนวน 3 ท*านต*อ 1 เรื่อง ขอขอบพระคุณผู0ทรงคุณวุฒิ และกองบรรณาธิการทุกท*านที่ช*วยพิจารณา ให0ข0อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงต0นฉบับให0 เนื้อหามีความสมบูรณNมากที่สุด คณะผู0จัดทำหวังเป@นอย*างยิ่งว*าผู0อ*านจะได0รับประโยชนNอย*างเต็มที่จากเนื้อหาสาระของ วารสารนี้ ท0ายที่สุดนี้ขอเชิญชวนพยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการ นักวิจัย และสมาชิกสมาคมพยาบาลแห*งประเทศไทยฯ ทุก ท*านส*งบทความเพื่อขอรับการตีพิมพNในวารสาร เพื่อเป@นการพัฒนาความรู0 พัฒนาวิชาชีพ และสมาคมฯ ของเราให0 ก0าวหน0ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ผู0ช*วยศาสตราจารยN ดร.รุ*งฤดี วงคNชุม บรรณาธิการ


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 1 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. กชพงศ' สารการ พย.ด.* Kotchapong Sarakan, Ph.D. Nursing* มะลิสา งามศรี พย.ม.* Malisa Ngamsri, M.N.S.* Corresponding author: E-mail: [email protected] Received: 28 Sep 2023, Revised: 6 Nov 2023, Accepted: 28 Nov 2023 * อาจารยKพยาบาล คณะพยาบาลศาสตรK มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี E-mail: [email protected] * Nursing Instructor, Faculty of Nursing, Ubon Ratchathani Rajabhat University บทคัดย'อ การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค8เพื่อศึกษาระดับและความความสัมพันธ8ระหวFางความฉลาดทางสุขภาพจิต กับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานในชFวงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุFม ตัวอยFางเปVนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานในจังหวัดอุบลราชธานีจำนวน 107 คน คัดเลือกกลุFมตัวอยFางโดย ใชMวิธีการสุFมกลุFมตัวอยFางแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใชMในการวิจัย ประกอบดMวย แบบสอบถามขMอมูลสFวนบุคคล แบบ ประเมินความฉลาดทางสุขภาพจิตและแบบประเมินความเครียด คFาความเชื่อมั่นเทFากับ 0.81 และ 0.85 ตามลำดับ รวบรวมขMอมูลในเดือนสิงหาคม 2565 วิเคราะห8ขMอมูลโดยใชMสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ8สเป]ยร8แมน ผลการศึกษาพบวFา กลุFมตัวอยFางมีความฉลาดทางสุขภาพจิตดMานความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติ ทางจิตอยูFในระดับดีมาก (รMอยละ 56.1) ดMานความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต และ ดMาน ความสามารถในการรับรูMปaญหา การปcองกัน และการจัดการปaญหาทางจิต อยูFในระดับดี (รMอยละ 85.0 และ รMอยละ 51.4 ตามลำดับ) โดยมีความเครียดอยูFในระดับปานกลาง (รMอยละ 63.6) และพบวFาความฉลาดทางสุขภาพจิตมี ความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียดอยFางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = -.315) ดังนั้นสถานบริการสุขภาพจึงควรจัดใหMมีคลินิกใหMคำปรึกษาและสFงเสริมความฉลาดทางสุขภาพจิตใหMกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานในการรับมือกับความเครียด และมีวิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมในชFวง การแพรFระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คำสำคัญ : การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ความฉลาดทางสุขภาพจิต ความเครียด อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMาน


v The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 2 Abstract This survey research aimed to study the levels and relationship of mental health literacy and stress among public health volunteers during the pandemic of Coronavirus disease 2019. The samples were 107 public health volunteers in Ubon Ratchathani, recruited by stratified random sampling method. The research instruments included demographic data, mental health literacy and stress test questionnaires. The reliability of research tools was 0.81 and 0.85, respectively. Data was collected in August 2022. Data were analyzed using descriptive statistics and the Spearman’s rank Correlation coefficient. The results revealed that the participants had mental health literacy of knowledge about mental health and mental disorders at a very good level (56.1 %), whereas beliefs about mental health and mental disorders and abilities to recognize, prevention, and management of mental health problems were at a good level (85.0 % and 51.4 %, respectively). Additionally, the average level of stress among the participants was moderate (63.6%). There was a negative correlation between mental health literacy and stress, r = -.315, p=.05. Therefore, health service settings Should provide counseling clinics and promote mental health literacy for public health volunteers to cope with stress and obtain appropriate stress management during the pandemic of Coronavirus disease 2019. Keywords: Coronavirus disease 2019 pandemic, mental health literacy, stress, public health volunteer


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 3 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ความเปVนมาและความสำคัญของป[ญหา นับตั้งแตFการแพรFระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโค โรนา 2019 อยFางแพรFหลาย ทำใหMความพรMอมของระบบ การรักษาพยาบาลในหลายประเทศเกิดยุFงยากลำบากตFอ การรับมือกับสถานการณ8ระบาดของโรค และสFงผลใหM ประชาชนไดMรับผลกระทบตFอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญFนี้ โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตประจำวันและสภาพจิตใจ1 เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความตื่นตระหนก และ ความผิดปกติทางพฤติกรรม2 เนื่องจากในชFวงการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีการกักตัว และการ รักษาระยะหFางทางสังคมตามมาตรการดMานสาธารณสุข ที่มีประสิทธิภาพ แตFผลที่ตามมา คือ ประชาชนมี ความรูMสึกกลัวการติดเชื้อ ความหFวงกังวลสำหรับคน ใกลMชิด ความไมFแนFนอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ และการ มีชีวิตอยูFอยFางโดดเดี่ยว สFงผลใหMเกิดความเครียด และ ภาวะซึมเศรMาไดM3 ซึ่งความเครียดระดับรุนแรง สามารถ นำไปสูFความผิดปกติทางจิตไดM เชFน ความผิดปกติทาง อารมณ8 ภาวะหมดไฟ และความวิตกกังวลตFอการ เสียชีวิตไดM2 จากผลกระทบดMานสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นสFงผลใหM มีการดูแลสุขภาพของประชาชนอยFางใกลMชิดและ ตFอเนื่อง การใหMขMอมูลและการปฏิบัติการดูแลขั้นพื้นฐาน แกFบุคคล ครอบครัว และชุมชน ดMวยการเสริมสรMาง ความสามารถของประชาชนใหMมีความฉลาดทาง สุขภาพจิต เพื่อปcองกันการเกิดปaญหาสุขภาพจิตจึงมี ความสำคัญ4 ทั้งนี้ความฉลาดทางสุขภาพจิตมี องค8ประกอบ 3 ดMาน ไดMแกF ดMานความรูMเกี่ยวกับ สุขภาพจิต และความผิดปกติทางจิต ดMานความเชื่อ เกี่ยวกับสุขภาพจิต และความผิดปกติทางจิต และดMาน ความสามารถในการรับรูMปaญหา การปcองกัน และการ จัดการปaญหาทางจิต5 ซึ่งบุคคลที่มีความฉลาดทาง สุขภาพจิตสูงมีแนวโนMมที่จะวินิจฉัยความเจ็บปëวยทางจิต และแสวงหาการรักษาที่เหมาะสมไดM ในทางกลับกัน บุคคลที่มีความฉลาดทางสุขภาพจิตต่ำมีความสัมพันธ8กับ การเผชิญความเครียดที่ไมFเหมาะสม เชFน ใชMสุราและยา เสพติด6 นอกจากนี้ประชาชนที่มีความรูMเกี่ยวกับปaญหา สุขภาพจิตมีแนวโนMมที่จะเริ่มตMนการปcองกันและการ รักษาไดMเร็ว รวมทั้งมีทัศนคติทางลบตFอความผิดปกติทาง จิตนMอยลง7 ซึ่งบุคลากรสุขภาพเปVนกลุFมบุคคลที่มี ความสำคัญตFอการใหMความรูMและสรMางความตระหนัก กับประชาชน แมMวFาในชFวงที่เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 มีความเสี่ยงและขMอจำกัดตFาง ๆ ที่ เกิดขึ้นในชุมชน บุคลากรสุขภาพยังคงตMองทำงานอยFาง ตFอเนื่องในการดูแลและเฝcาระวังปaญหาสุขภาพของ ประชาชน จนสFงผลใหMบุคลากรสุขภาพเกิดปaญหาดMานจิต สังคม เชFน ความเครียดระดับรุนแรง ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศรMา ภาวะหมดไฟในการทำงาน ความเหนื่อย ลMาทางอารมณ88 อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน เปVนบุคลากรสุขภาพในระดับพื้นที่ที่มีความสำคัญและอยูF ใกลMชิดกับชุมชนเปVนอยFางมาก และนับวFาเปVนผูMมีสFวน รFวมกับทีมสุขภาพในการทำบทบาทหนMาที่เฝcาระวัง ปcองกัน และควบคุมมิใหMเกิดการแพรFกระจายของโรค รวมไปถึงการปฏิบัติตามบทบาทหนMาที่ดMานสุขภาพจิต ชุมชนในสถานการณ8การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ซึ่งเปVนกลไกสำคัญของการขับเคลื่อน แผนการฟîïนฟูจิตใจของประชาชนและใหMการปฏิบัติการ ดูแลจิตใจเบื้องตMนของประชาชนที่ประสบภาวะวิกฤตมี ความทั่วถึงและรวดเร็ว9 ทั้งนี้กรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข ยังไดMมีการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMานใหMมีความเชี่ยวชาญดMาน สุขภาพจิตชุมชนเพื่อลดปaญหาสุขภาพจิตและคMนหา ผูMปëวยหรือผูMมีปaญหาสุขภาพจิต ดูแลจิตใจผูMประสบภัยใน ภาวะฉุกเฉินตFางๆ และเยี่ยมบMานผูMปëวยจิตเวชในชุมชน10


v The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 4 ดังนั้นความฉลาดทางสุขภาพจิตจึงเปVนตัวบFงชี้สำคัญที่ สะทMอนคุณภาพของบริการสุขภาพของประเทศ โดย ความฉลาดทางสุขภาพจิตเกี่ยวกับความรูMดMานสุขภาพจิต สำหรับบุคลากรสุขภาพเปVนตัวบFงชี้สำคัญสำหรับการ ประเมินสมรรถนะการบริการสุขภาพจิตของประเทศ และมีความสัมพันธ8กับการคัดกรองและประเมินความ ผิดปกติทางจิตเบื้องตMน11 จังหวัดอุบลราชธานีเปVนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตFอการแพรFระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เนื่องจากเปVนเมืองเศรษฐกิจมีการเคลื่อนยMายของ ประชากรหลายเสMนทางประกอบกับประชาชนไดMเดินทาง จากพื้นที่เสี่ยงทั้งในประเทศและตFางประเทศในชFวงที่มี การระบาดของโรค ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีไดMดำเนินการ เฝcาระวัง ปcองกัน ควบคุมโรคสอดคลMองกับนโยบายและ มาตรการของประเทศ โดยในพื้นที่ระดับตำบล มี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานเปVนบุคลากร สุขภาพที่ปฏิบัติหนMาที่ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข เพื่อใหMบริการสุขภาพแกFประชาชน อยFางตFอเนื่อง และ ยาวนานจะทำใหMเกิดความเครียดไดM จากการศึกษาของ จิรังกูร ณัฐรังสีและคณะ12 พบวFา อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมูFบMานมีความเครียดระดับสูงและระดับรุนแรง รMอยละ 32.89 และ 8.43 ทั้งนี้จากการทบทวน วรรณกรรมที่ผFานมา ที่พบวFามีความสัมพันธ8ระหวFางการ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กับ ความเครียด13 การศึกษาที่เกี่ยวขMองกับความฉลาดทาง สุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมูFบMานในชFวงการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยยังไมFมีมีเพียงงานวิจัยที่ศึกษา ความฉลาดทางสุขภาพจิตของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมูFบMาน14 และการศึกษาความฉลาดทาง สุขภาพจิตและภาวะกดดันดMานจิตใจ15 แมMใน ตFางประเทศก็มีเพียงการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ8ของ ความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของประชาชน ทั่วไป16 ดังนั้นจากขMอมูลดังกลFาวขMางตMนจึงมีความ จำเปVนที่จะศึกษาวิจัยวFา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมูFบMานมีความฉลาดทางสุขภาพจิตเปVนอยFางไร และ ความเครียดมีความสัมพันธ8กับความฉลาดทางสุขภาพจิต ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานหรือไมF ทั้งนี้ เพื่อใหMมีความสอดคลMองกับแผนพัฒนาสุขภาพจิต แหFงชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2561 – 2580) ของกรม สุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข17 เนMนเสริมสรMางใหMคน ไทยมีความฉลาดทางสุขภาพจิต และมีทัศนคติดีตFอผูMมี ปaญหาสุขภาพจิตและจิตเวช รวมทั้งสรMางความเขMมแข็ง ของคนไทยในการปรับเปลี่ยนมุมมองการดูแลสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาความฉลาดทางสุขภาพจิต ผลของการวิจัยนี้ จะใชMเปVนขMอมูลพื้นฐานในการเพิ่มระดับความฉลาดทาง สุขภาพจิตสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน เพื่อใหMเกิดผลลัพธ8ทางสุขภาพจิต โดยเฉพาะการจัดการ ความเครียดที่เหมาะสมของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมูFบMานตFอไป วัตถุประสงค,การวิจัย 1. เพื่อศึกษาความฉลาดทางสุขภาพจิตและ ความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน ในชFวงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ8ระหวFางความฉลาด ทางสุขภาพจิตโดยรวมและรายดMานกับความเครียดของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานในชFวงการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 5 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ใชMกรอบแนวคิดความฉลาดทาง สุขภาพจิตของ Jorm และคณะ5 ซึ่งแนวคิดนี้ไดMอธิบาย วFา ความรูM ความเขMาใจของบุคคลเกี่ยวกับปaญหา สุขภาพจิตทำใหMบุคคลตระหนักถึงปaญหาสุขภาพจิตและ สามารถจัดการหรือปcองกันและจัดการปaญหาสุขภาพจิต ของตนเองไดMอยFางเหมาะสมรวมถึงความรูMความเขMาใจ เกี่ยวกับการบำบัดรักษาบุคคลที่มีปaญหาทางจิต มี องค8ประกอบ 3 ดMาน ไดMแกF ดMานความรูMเกี่ยวกับ สุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต ดMานความเชื่อ เกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต และดMาน ความสามารถในการรับรูMปaญหา การปcองกันและการ จัดการปaญหาทางจิต เมื่อบุคคลมีความพรFองดMานความรูM วิธีดำเนินการวิจัย ก า ร ว ิ จ ั ย เ ช ิ ง พ ร ร ณ น า แ บ บ ต ั ด ข ว า ง (Descriptive cross-sectional research) เพื่อศึกษา ความฉลาดทางสุขภาพจิตและความเครียดของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานในจังหวัด ก ความเขMาใจการเจ็บปëวยทางจิต บุคคลอาจไมFสามารถ ตระหนักรูM จัดการและปcองกันความเจ็บปëวยทางจิตไดM หากบุคคลมีความฉลาดทางสุขภาพจิตที่ดีจะสFงผลใหMการ จัดการและการปcองกันปaญหาสุขภาพจิตของบุคคลใหMดี ยิ่งขึ้นไดMจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกิดขึ้น นับเปVนปaจจัยกระตุMนที่คุกคามจิตใจ รูMสึก ไมFปลอดภัย สFงผลใหMบุคคลตอบสนองตFอสิ่งกระตุMนจน นำไปสูFการเกิดภาวะเสียสมดุลทางอารมณ8และจิตใจ ทำ ใหMเกิดความเสี่ยงตFอปaญหาสุขภาพจิต คือ ความเครียด ซึ่งเปVนปaจจัยที่มีความสัมพันธ8กับความฉลาดทาง สุขภาพจิต15 ดังนั้นผูMวิจัยไดMนำมาประยุกต8ใชMเปVนกรอบ แนวคิดในการวิจัย ดังอธิบายในแผนภาพที่ 1 อุบลราชธานีในชFวงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ระลอกที่ 5 (มกราคม ถึง ธันวาคม 2565) แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ความฉลาดทางสุขภาพจิต 1. ความรู*เกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต 2. ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต 3. ความสามารถในการรับรู*ปJญหา การปMองกัน และ การจัดการปJญหาทางจิต 3.1 การรับรู*ปJญหาทางจิต 3.2 การปMองกันปJญหาทางจิต 3.3 การจัดการเมื่อมีปJญหาทางจิต ความเครียด


v The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 6 ประชากรและกลุcมตัวอยcาง ประชากรในการศึกษาครั้งนี้เปVนอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMาน อำเภอเมือง จังหวัด อุบลราชธานี ป] พ.ศ. 2565 จำนวน 3,925 คน กลุFมตัวอยFาง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมูFบMาน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีคำนวณขนาด กลุFมตัวอยFาง โดยใชMโปรแกรมสําเร็จรูป G Power 3.1.9.2 สำหรับการวิเคราะห8สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ8 แบบสเป]ยร8แม น (Spearman-rank correlation coefficient) โดยกำหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 (α) อำนาจการทดสอบ (Power) 0.80 และขนาด อิทธิพลระดับกลาง (medium effect size ) 0.3 ไดMกลุFม ตัวอยFางทั้งสิ้น 107 คน คัดเลือกกลุFมตัวอยFางโดยใชM วิธีการ Stratified random sampling และการสุFมเลือก ตัวอยFางแบบงFาย (Simple random sampling) รวม ทั้งสิ้น 4 ตำบล โดยกำหนดคุณสมบัติเกณฑ8คัดเขMากลุFม ตัวอยFาง คือ เพศชายหรือหญิง อายุ 20-59 ป] พักอาศัย อยูFในชุมชนที่ไดMรับคัดเลือกเปVนตัวแทน มีความเขMาใจ และอFานภาษาไทยไดM และสมัครใจเขMารFวมการวิจัย โดย ลงนามเขMารFวมงานวิจัย เครื่องมือที่ใชgในการวิจัย สcวนที่ 1 แบบสอบถามขgอมูลสcวนบุคคล ประกอบดMวย เพศ อายุการศึกษา ศาสนา อาชีพ รายไดM เฉลี่ยตFอเดือน ความพอเพียงของการใชMจFาย ระยะการ เปVนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน และการมีโรค ประจำตัว สcวนที่ 2 แบบประเมินความฉลาดทาง สุขภาพจิต ของ ศรีประไพ อินทร8ชัยเทพ และคณะ18 ซึ่งพัฒนาขึ้นตามกรอบแนวคิดของ Jorm และคณะ5 มีคำถาม 48 ขMอ ประกอบดMวย 1) ดMานความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความ ผิดปกติทางจิต จำนวน 15 ขMอ ผูMตอบแบบสอบถาม ตัดสินใจวFา ขMอความนั้น ใชF หรือ ไมFใชF โดย 1 (ใชF) และ 0 (ไมFใชF) คะแนนรวมอยูFระหวFาง 0-15 และสามารถ จำแนกไดMเปVน 3 ระดับ ไดMแกF ความรูMอยูFในระดับดี(12- 15 คะแนน) ความรูMอยูFในระดับปานกลาง (8-11 คะแนน) และความรูMอยูFในระดับไมFดี (0-7 คะแนน) 2) ดMานความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและ ความผิดปกติทางจิต จำนวน 12 ขMอ และ ดMาน ความสามารถในการรับรูMปaญหา การปcองกัน และการ จัดการปaญหาทางจิต ประกอบดMวย 3 ดMานยFอย คือ การ รับรูMปaญหาทางจิต การปcองกันปaญหาทางจิต และ การ จัดการเมื่อมีปaญหาทางจิต ดMานละ 7 ขMอ รวมทั้งหมด 21 ขMอ ประเมินความเชื่อฯ และการรับรูMฯ 4 ระดับ ตั้งแตF 1 (นMอยที่สุด) ถึง 4 (มากที่สุด) และสามารถจำแนกไดMเปVน 4 ระดับ ตามคFาเฉลี่ยของคะแนน ไดMแกF ระดับไมFดี (1.00-1.50) ระดับพอใชM (1.51-2.50) ระดับดี (2.51- 3.50) และ ระดับดีมาก (3.51-4.00) สcว น ที่ 3 แ บ บ ป ร ะ เ ม ิ น ค ว า ม เ ค ร ี ย ด (Suanprung Stress Test-20: SPST- 20) ของกรม สุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาโดย สุวัฒน8 มหันต8นิรันกุล และคณะ19 ประกอบดMวยคำถาม 20 ขMอ เปVนการประเมินอาการดMวยตนเอง โดยใชMระดับคะแนน Likert 5 จุด ตั้งแตF 1 (ไมFรูMสึกเครียด) ถึง 5 (รูMสึกเครียด มากที่สุด) คะแนนรวมอยูFระหวFาง 0 ถึง 100 แบFง ออกเปVน 4 ระดับ ไดMแกF ความเครียดต่ำ (คะแนน = 0-23) ความเครียดปานกลาง (คะแนน = 24-41) ความเครียดสูง (คะแนน = 42-61) และ ความเครียด รุนแรง (คะแนน = 62-100) การตรวจคุณภาพของเครื่องมือ ผูMวิจัยนำแบบประเมินความฉลาดทางสุขภาพจิต และ แบบประเมินความเครียด ไปทดลองใชMกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน ตำบลโพนเมือง อำเภอเหลFาเสือโกüก จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีลักษณะ


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 7 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ คลMายกับกลุFมตัวอยFางจำนวน 20 คน ไดMคFาสัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค ( Cronbach’s alpha coefficient) กับ 0.81 และ 0.85 ตามลำดับ ขั้นตอนการเก็บรวบรวมขgอมูล การศึกษาครั้งนี้ผูMวิจัยดำเนินการเก็บขMอมูล ในชFวงระยะเวลา เดือน สิงหาคม 2565 ดังนี้ 1. ผูMวิจัยไดMชี้แจงวัตถุประสงค8ของการวิจัย สิทธิ์ ในการตอบรับหรือปฏิเสธการเขMารFวมวิจัยในครั้งนี้โดย ยึดหลักการพิทักษ8สิทธิ์ของผูMเขMารFวมวิจัย 2. กลุFมตัวอยFางไดMตอบแบบสอบถาม ใชMเวลาใน การตอบแบบสอบถามประมาณ 15-20 นาทีโดยผูMวิจัย เปVนผูMเก็บรวบรวมดMวยตนเอง 3. การวิจัยครั้งนี้ไดMรับแบบสอบถามครบ สมบูรณ8จำนวน 107 ฉบับ อัตราการตอบกลับ คิดเปVน รMอยละ 100 การพิทักษ'สิทธิ์กลุcมตัวอยcาง การวิจัยครั้งนี้ผFานการพิจารณาของ คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย8ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เอกสารรับรอง หมายเลข HE 6510009 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2565 ผูMวิจัยมีการใชMรหัสของขMอมูลแทนการระบุตัวตน กลุFม ตัวอยFางมีสิทธิ์ที่จะตอบรับหรือปฏิเสธการเขMารFวมวิจัย และสามารถออกจากการวิจัยในระหวFางการวิจัยไดM การ กระทำดังกลFาวจะไมFมีผลตFอกลุFมตัวอยFางแตFอยFางใด ซึ่ง จะตMองไดMรับความเห็นชอบจากกลุFมตัวอยFาง การเขMารFวม โครงการวิจัยใหMกลุFมตัวอยFางลงนามในเอกสารยินยอม เขMารFวมการวิจัย ขMอมูลของกลุFมตัวอยFางทุกอยFางจะถือ เปVนความลับ ซึ่งจะนำมาใชMตามวัตถุประสงค8ของการ วิจัย และผูMวิจัยนำเสนอขMอมูลที่ไดMรับในลักษณะภาพรวม เทFานั้น การวิเคราะห'ขgอมูล 1. วิเคราะห8ขMอมูลโดยใชMสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) หาคFาความถี่ คFารMอยละ คFาเฉลี่ย และสFวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. วิเคราะห8ความสัมพันธ8ระหวFางความฉลาด ทางสุขภาพจิตและความเครียดโดยใชMคFาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ8 สเป]ยร8แมน (Spearman-rank correlation coefficient) โดยกำหนดคFานัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และทดสอบขMอตกลงเบื้องตMนพบการแจกแจง เปVนโคMงไมFปกติของขMอมูล ผลการวิจัย 1. ขgอมูลสcวนบุคคล กลุFมตัวอยFางสFวนใหญFเพศหญิง รMอยละ 77.6 มีอายุเฉลี่ย 42.30 ป] (S.D. = 7.530) การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย รMอยละ 85.0 ทุกคนนับถือศาสนา พุทธ อาชีพเกษตรกร รMอยละ 88.2 รายไดMเฉลี่ยตFอเดือน นMอยกวFา 3,000 บาท รMอยละ 90.7 การใชMจFายไมFมีความ พอเพียง รMอยละ 94.4 ระยะการเปVนอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMานมากกวFา 10 ป] รMอยละ 96.5 และมีโรคประจำตัว รMอยละ 52.3 2. ขgอมูลความฉลาดทางสุขภาพจิต กลุFมตัวอยFางมีคะแนนเฉลี่ยความฉลาดทาง สุขภาพจิตดMานความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความ ผิดปกติทางจิต อยูFในระดับดีมาก รMอยละ 56.1 โดยดMาน ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต อยูFในระดับดี รMอยละ 85.0 และดMานความสามารถใน การรับรูMปaญหา การปcองกัน และการจัดการปaญหาทาง จิต อยูFในระดับดี รMอยละ 51.4 (ดังตารางที่ 1 และ 2)


v The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 8 3. ขgอมูลความเครียด กลุFมตัวอยFางสFวนใหญFมีคะแนนเฉลี่ย ความเครียดอยูFในระดับปานกลาง รMอยละ 63.6 ก รองลงมา คือ ความเครียด อยูFในระดับต่ำ รMอยละ 29.0 และ ความเครียด อยูFในระดับสูง รMอยละ 7.4 (ดังตาราง ที่ 3) ตารางที่ 1 ความฉลาดทางสุขภาพจิตดMานความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิตของกลุFมตัวอยFาง ความฉลาดทางสุขภาพจิต ดgานความรูgเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต จำนวน รgอยละ ระดับดีมาก (คะแนน= 12-15) ระดับดี(คะแนน= 8-11) ระดับไมFดี (คะแนน= 0-7) 60 35 12 56.1 32.7 11.2 ตารางที่ 2 ความฉลาดทางสุขภาพจิตดMานความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต และดMาน ความสามารถในการรับรูMปaญหา การปcองกัน และการจัดการปaญหาทางจิตของกลุFมตัวอยFาง ระดับ ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและ ความผิดปกติทางจิต ความสามารถในการรับรูMปNญหา การปQองกัน และการจัดการปNญหาทางจิต จำนวน รMอยละ จำนวน รMอยละ ระดับดีมาก (คะแนน= 3.51-4.00) ระดับดี (คะแนน= 2.51-3.50) ระดับพอใช= (คะแนน= 1.51-2.50) ระดับไม?ดี (คะแนน= 1.00-1.50) 14 91 2 0 13.1 85.0 1.9 0.0 47 55 5 0 43.9 51.4 4.7 0.0 ตารางที่ 3 ความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน ระดับความเครียด จำนวน รgอยละ ความเครียดต่ำ (คะแนน = 0-23) 31 29.0 ความเครียดปานกลาง (คะแนน = 24-41) 68 63.6 ความเครียดสูง (คะแนน = 42-61) 8 7.4


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 9 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 4. ความสัมพันธ'ระหวcางความฉลาดทาง สุขภาพจิตกับความเครียด เมื่อทดสอบความสัมพันธ8ระหวFางความฉลาด ทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMาน ความฉลาดทางสุขภาพจิต ภาพรวม พบวFา มีความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = -.315) เมื่อ พิจารณารายดMานพบวFา 1) ความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิต ก อภิปรายผล 1. ความฉลาดทางสุขภาพจิตของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูcบgาน สFวนใหญF พบวFา ความฉลาดทางสุขภาพจิตดMาน ความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต อยูF ในระดับดีมาก สFวนดMานความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและ ความผิดปกติทางจิตและดMานความสามารถในการรับรูM ปaญหา การปcองกัน และการจัดการปaญหาทางจิตอยูFใน ระดับดี ซึ่งสอดคลMองกับงานวิจัยของ อติพร สิทธิมงคล15 พบวFา คะแนนความฉลาดทางสุขภาพจิตโดยรวมอยูFใน ระดับสูง ทั้งนี้อาจอธิบายไดMวFา อาสาสมัครสาธารณสุข และความผิดปกติทางจิต 2) ความเชื่อเกี่ยวกับ สุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต 3) ความสามารถใน การรับรูMปaญหาทางจิต 4) ความสามารถในการปcองกัน ปaญหาทางจิตและ 5) ความสามารถในการจัดการเมื่อมี ปaญหาทางจิต มีความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = - .244, -.305, -.322, -.264, และ -.395 ตามลำดับ) ดังตาราง ที่ 4 ประจำหมูFบMานสFวนใหญFไดMรับความรูM ขMอมูลดMาน สุขภาพจิตจากหนFวยงานสาธารณสุขที่มีการสFงเสริม อยFางตFอเนื่อง ประกอบกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ทำใหM เขMาใจบริบทของชุมชน รูMจักกับบุคคลและครัวเรือนที่ ตนเองรับผิดชอบ รวมไปถึงทำงานรFวมกับทีมสุขภาพทำ ใหMเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรูMขMอมูลดMานสุขภาพจิต จึง สFงผลใหMอาสาสมัครมีความฉลาดทางสุขภาพจิตอยูFใน ระดับดีมาก20 ซึ่งความฉลาดทางสุขภาพจิตเปVนความรูM และทัศนคติเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่ชFวยใหMบุคคลรับรูMการ จัดการและการปcองกันปaญหาสุขภาพจิต ความสามารถ ในการรับรูMความผิดปกติทางจิต รวมทั้งรูMจักวิธีการ ตารางที่ 4 ความสัมพันธ8ระหวFางความฉลาดทางสุขภาพจิตและความเครียดของกลุFมตัวอยFาง ป[จจัย Spearman’s Rank Correlation Coefficient (r) ความเครียด ความฉลาดทางสุขภาพจิตภาพรวม -.315* 1. ความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต -.244* 2. ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต -.305* 3. ความสามารถในการรับรูMปaญหา การปcองกัน และ การจัดการปaญหาทางจิต - ความสามารถในการรับรูMปaญหาทางจิต -.328* -.322* - ความสามารถในการปcองกันปaญหาทางจิต -.264* - ความสามารถในการจัดการเมื่อมีปaญหาทางจิต -.395* *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05


v The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 10 แสวงหาขMอมูลดMานสุขภาพจิต ดMานปaจจัยเสี่ยงและสาเหตุ ดMานการดูแลเยียวยาตนเอง ดMานความชFวยเหลือจาก บุคลากรสุขภาพ และทัศนคติที่ชFวยสFงเสริมใหMเกิด ตระหนักรูMและการแสวงหาความชFวยเหลือที่เหมาะสม5 2. ความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมูcบgาน สFวนใหญF พบวFา ความเครียดอยูFในระดับ ปานกลาง รMอยละ 63.6 ซึ่งสอดคลMองกับงานวิจัยของ จิรังกูร ณัฐรังสีพบวFา คะแนนความเครียดโดยรวมอยูFใน ระดับปานกลาง ทั้งนี้อาจอธิบายไดMวFา ชFวงการแพรF ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMานไดMรับขMอมูลขFาวสารเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากบุคลากรสุขภาพที่ ปฏิบัติงานในพื้นที่สFงผลประกอบกับการสFงเสริม สนับสนุนชFวยเหลือใหMกำลังใจจากเพื่อนรอบขMางทำใหM ปaญหาเกิดขึ้นนMอยลง มีกําลังใจที่จะทำงานตFอไปภายใตM สถานการณ8ที่กดดัน และเชื่อมั่นใจวFาตนเองตMองเอาชนะ อุปสรรคและผFานพMนวิกฤตไดMซึ่งเปVนวิธีการเผชิญปaญหา ที่สFงผลใหMความเครียดลดลง21 3. ความสัมพันธ'ระหวcางความฉลาดทาง สุขภาพจิตและความเครียดของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูcบgาน พบวFา ภาพรวมของความ ฉลาดทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ8เชิงลบกับ ความเครียดอยFางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = -.315) เมื่อพิจารณารายดMาน มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ความสัมพันธ'ระหวcางความฉลาดทาง สุขภาพจิตดgานความรูgเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความ ผิดปกติทางจิตกับความเครียดของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูcบgาน พบวFา ความฉลาดทาง สุขภาพจิตดMานความรูMเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความ ผิดปกติทางจิตมีความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมี ความสัมพันธ8อยูFในระดับต่ำ (r = - 0.244) สอดคลMองกับ งานวิจัยของ Fakhari และคณะ16 พบวFา ความฉลาด ทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ8ทางลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= - 0.20) ทั้งนี้อาจอธิบายไดM วFา จากลักษณะการปฏิบัติงานในการแพรFระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกี่ยวขMองกับโรคและภัย สุขภาพที่รุนแรงมากขึ้นอาจกFอใหMเกิดความเครียด เมื่อ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานมีความเครียดใน ระดับต่ำถึงปานกลางจะเกิดแรงกระตุMนใหMอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMานเกิดการเรียนรูMผFาน กระบวนการคิดเพื่อแสวงหาวิธีการจัดการกับปaญหาดMาน ตFางๆ ที่กำลังเผชิญอยูF ซึ่งความฉลาดทางสุขภาพจิตเปVน กระบวนการที่ตMองอาศัยการเขMาถึงขMอมูลและทำความ เขMาใจขMอมูลที่ไดMรับมาจนเกิดการประเมินคFาขMอมูลและ นำไปสูFการประยุกต8ใชMขMอมูลขFาวสารในการดูแลสุขภาพ ของตนเอง16 3.2 ความสัมพันธ'ระหวcางความฉลาดทาง สุขภาพจิตดgานความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความ ผิดปกติทางจิตกับความเครียดของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูcบgาน พบวFา ความฉลาดทาง สุขภาพจิตดMานความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความ ผิดปกติทางจิตมีความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมี ความสัมพันธ8อยูFในระดับต่ำ (r = -.305) สอดคลMองกับ งานวิจัยของ Fakhari และคณะ16 พบวFา ความฉลาดทาง สุขภาพจิตมีความสัมพันธ8ทางลบกับความเครียด อยFางมี นัยสำคัญทางสถิติ (r= - 0.20) ทั้งนี้อาจอธิบายไดMวFา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานบางสFวนยังมีความ เชื่อที่ผิดเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิต เชFน การเจ็บปëวย ทางจิตมีสาเหตุมาจากเรื่องไสยศาสตร8และเรื่องเหนือ ธรรมชาติหรือเปVนเรื่องที่นFาอับอายและควรปกป§ด ซึ่งสิ่ง เหลFานี้สามารถใชMเปVนขMอมูลสำหรับการสFงเสริมความ ฉลาดทางสุขภาพจิตของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 11วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ หมูFบMานไดMเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติตFอความเชื่อเกี่ยวกับ สาเหตุของความผิดปกติทางจิต เพราะการปรับทัศนคติ ตFอการเจ็บปëวยทางจิต จะสFงผลใหMมีอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMานมีวิธีเผชิญความเครียดซึ่งจะ ทำใหMมีความตระหนักรูMดMานสุขภาพจิตที่ดีขึ้นไดMกลFาวอีก นัยหนึ่ง ทัศนคติและความเชื่อทางบวกดMานสุขภาพจิตจะ เปVนผลดีตFอการแสวงหาความชFวยเหลือและการรักษา โรคและความผิดปกติทางจิตใจ22 3.3 ความสัมพันธ'ระหวcางความฉลาดทาง สุขภาพจิตดgานความสามารถในการรับรูgป[ญหา การ ปองกันและการจัดการป[ญหาทางจิตกับความเครียด ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูcบgาน โดยรวม พบวcา มีความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียดอยFางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = -.328) สอดคลMอง กับงานวิจัยของ Fakhari และคณะ16 พบวFา ความฉลาด ทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ8ทางลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้อธิบายไดMวFา อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMานมีการรับรูMเกี่ยวกับภาวะ สุขภาพจิตของตนเอง มีวิธีปcองกันปaญหาสุขภาพจิตจาก ใหMความรูMดMานสุขภาพจิต และเมื่อมีความเครียดหรือไมF สบายใจ พยายามแกMไขปaญหาเบื้องตMนดMวยการคMนหา แหลFงชFวยเหลือ ซึ่งการพัฒนาความสามารถของบุคคล ทั้งดMานการรับรูMปaญหาของตนเอง การเรียนรูMที่จะปcองกัน ไมFใหMเกิดความไมFสบายใจ และสามารถจัดการความทุกข8 ใจที่เกิดขึ้นไดMดMวยตนเอง จะชFวยใหMบุคคลลดความเครียด ไดM5 เมื่อพิจารณาความสัมพันธ8ระหวFางความฉลาด ทางสุขภาพจิตดMานความสามารถในการรับรูMปaญหา การ ปcองกันและการจัดการปaญหาทางจิตกับความเครียดของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน โดยรายดMาน พบวFา 3.3.1 ความฉลาดทางสุขภาพจิตดgาน ความสามารถในการรับรูgป[ญหาทางจิต มีความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียดอยFางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = -.322) สอดคลMอง กับงานวิจัยของ Fakhari และคณะ16 พบวFา ความฉลาด ทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ8ทางลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= - 0.20) ทั้งนี้อธิบายไดMวFา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานมีการรับรูMเกี่ยวกับ ภาวะสุขภาพจิตของตนเอง เชFน เวลามีเรื่องเครียดหรือ วิตกกังวลตนเองจะคิดสับสน และเวลาผิดหวังจะรูMสึก ทMอแทMมากจนไมFมีความสุข เปVนตMน ซึ่งการรับรูMปaญหา สุขภาพจิตดังกลFาว นับเปVนความฉลาดทางสุขภาพจิต เปVนทักษะการรับรูMและมีเจตคติที่ดีตFอสุขภาพจิตที่ทาใหM บุคคลสามารถจัดการและปcองกันการเกิดปaญหา สุขภาพจิตไดMรวมถึงไดMรับการตรวจวินิจฉัยและการ รักษาอยFางทันทFวงที5 3.3.2 ความฉลาดทางสุขภาพจิตดgาน ความสามารถในการปองกันป[ญหาทางจิต ความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียดอยFางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = -.264) สอดคลMอง กับงานวิจัยของ Fakhari และคณะ16 พบวFา ความฉลาด ทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ8ทางลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= - 0.20) ทั้งนี้อธิบายไดMวFา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานสFวนใหญFมีวิธี ปcองกันปaญหาสุขภาพจิตจากใหMความรูMดMานสุขภาพจิต เชFน ระบายเรื่องที่ไมFสบายใจกับครอบครัวหรือเพื่อน รอบขMาง รFวมกิจกรรมตFางๆ กับเพื่อนหรือชุมชน และ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุMนที่สFงผลตFอความเครียดและความไมF สบายใจ เปVนตMน การใหMความรูMดMานสุขภาพจิตดังกลFาว ชFวยใหMทักษะการเผชิญความเครียดซึ่งเปVนเครื่องมือ


v The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 12 สำคัญที่ชFวยปcองกันปaญหาทางจิตเพื่อปcองกันและลด ความรุนแรงของความเครียดที่เผชิญในสถานการณ8 ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 201922 3.3.3 ความฉลาดทางสุขภาพจิตดgาน ความสามารถในการจัดการเมื่อมีป[ญหาทางจิต มีความสัมพันธ8เชิงลบกับความเครียดอยFางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = -.395) สอดคลMอง กับงานวิจัยของ Fakhari และคณะ16 พบวFา ความฉลาด ทางสุขภาพจิตมีความสัมพันธ8ทางลบกับความเครียด อยFางมีนัยสำคัญทางสถิติ (r= - 0.20) อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูFบMานสFวนใหญFเมื่อมีความเครียด หรือไมFสบายใจ พยายามแกMไขปaญหาเบื้องตMน (first aid) ดMวยการคMนหาแหลFงชFวยเหลือ เชFน ขอความชFวยเหลือ จากผูMอื่น บอกเลFาอาการที่เปลี่ยนแปลงแกFบุคลากร สุขภาพ โทรสายดFวน 1323 เปVนตMน ทักษะเหลFานี้เปVน ความสามารถในการแสวงหาแหลFงใหMการสนับสนุนผูMที่มี ความเครียด ความไมFสบายใจ ซึ่งการฝ•กอบรมทักษะการ ปฐมพยาบาลเบื้องตMนทางสุขภาพจิต (Mental health first aid skills training) เปVนสิ่งสำคัญตFอความฉลาด ทางสุขภาพจิตไดM23 เพราะถMาบุคคลที่มีขMอจำกัดในความ ฉลาดทางสุขภาพจิตจะไมFเขMาใจสัญญาณของ ความเครียดของตนเองและผูMอื่นไดMสFงผลตFอ กระบวนการแสวงหาความชFวยเหลือและจัดการเมื่อ เผชิญความเครียดไดM24 จากสถานการณ8ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ที่ผFานมา อาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมูFบMานเปVนผูMมีบทบาทและทรงพลังอยFางยิ่งที่จะชFวยใหM คนในชุมชนของตนมีสุขภาพจิตดี ลดความเครียดและอยูF รFวมกันอยFางมีความสุข สรMางเสริมชุมชนสุขภาพจิตดี ดังนั้นการจัดบริการสุขภาพเพื่อปcองกันและแกMไขปaญหา สุขภาพจิตจึงมีความจำเปVนตMองดำเนินการอยFางจริงจัง เพื่อใหMเกิดผลสำเร็จ โดยเฉพาะการประยุกต8ใชMแนวคิด ความฉลาดทางสุขภาพจิต มาใชMในการกำหนดประเด็น และวางแผนดำเนินการ ซึ่งมีความครอบคลุมในประเด็น สำคัญ อาทิ การรับรูMความผิดปกติหรือความทุกข8ทาง จิตใจ ความรูMและความเชื่อเกี่ยวกับปaจจัยเสี่ยงและ สาเหตุของความผิดปกติทางจิต ความรูMและความเชื่อ เกี่ยวกับการชFวยเหลือตนเอง ความรูMและความเชื่อ เกี่ยวกับการแสวงหา ความชFวยเหลือจากบุคลากรดMาน สุขภาพ ทัศนคติที่เอื้อตFอการรับรูMและการแสวงหาความ ชFวยเหลือที่เหมาะสม ความรูMเกี่ยวกับวิธีการคMนหาขMอมูล ดMานสุขภาพจิต อันจะนำไปสูFการปcองกันและแกMไข ปaญหาสุขภาพจิตของประชาชน และสFงผลใหMการจัดการ ความเครียดในการปฏิบัติงานในชุมชนไดMเหมาะสม ขAอเสนอแนะ 1. ขMอเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใชM ประโยชน8 1) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานที่มี ความฉลาดทางสุขภาพจิตในระดับสูงจะทำใหM ความเครียดลดลง ดังนั้นหนFวยงานดMานสุขภาพควรจัด คลินิกใหMคำปรึกษาและสFงเสริมความฉลาดทาง สุขภาพจิตใหMกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน ในการรับมือกับความเครียด และมีวิธีการเผชิญ ความเครียดที่เหมาะสมในชFวงการแพรFระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2) หนFวยงานสุขภาพควรสFงเสริมความ เขMมแข็งเกี่ยวกับความฉลาดทางสุขภาพจิตในดMาน สุขภาพจิตและความผิดปกติทางจิต เพื่อเปVนขMอมูลใน การประเมินคัดกรองบุคคลในชุมชน รวมถึงการใหM ความรูM ความเชื่อทัศนคติที่ถูกตMอง รวมถึงสFงเสริมการ รับรูMปaญหา การปcองกันและการจัดการปaญหาทางจิตที่ ถูกตMองเหมาะสมเพื่อเปVนตMนแบบทางสุขภาพและขยาย ผลสูFการดูแลบุคคลในชุมชนเชิงรุกตFอไป


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 13วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 2. ขMอเสนอแนะการวิจัยครั้งตFอไป 1) ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อใหMไดMขMอมูลเชิง ประจักษ8เกี่ยวกับประสิทธิผลของการนำแนวคิดความ ฉลาดทางสุขภาพจิตไปใชMสำหรับการสรMางเสริม สุขภาพจิตเพื่อปcองกันปaญหาสุขภาพจิตในประชาชน 2) ควรทำการศึกษาความฉลาดทาง สุขภาพจิตในประชากรกลุFมอื่นๆ ในชุมชน ไดMแกF บุคลากรองค8การบริหารทMองถิ่น บุคลากรสุขภาพที่ ปฏิบัติงานในระดับปฐมภูมิ


v The Correlation between Mental Health Literacy and Stress among Public Health Volunteers During the Pandemic of Coronavirus Disease 2019. ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 14 เอกสารอgางอิง 1. Balanzá-Martínez V, Atienza-Carbonell B, Kapczinski F, De Boni RB. Lifestyle behaviors during the COVID-19 - time to connect. Acta Psychiatr Scand. 2020;141(5):399-400. 2. Arslan G, Yıldırım M. Coronavirus stress, meaningful living, optimism, and depressive symptoms: a study of moderated mediation model, Aust J Psychol. 2021;73(2):113–24. 3. Fornili M, Petri D, Berrocal C, Fiorentino, G, Ricceri F, Macciotta A. et al. Psychological distress in the academic population and its association with socio-demographic and lifestyle characteristics during COVID-19 pandemic lockdown: Results from a large multicenter Italian study. PLoS One. 2021;16(3):e0248370. 4. Tullius J, Beukema L. The importance of mental health literacy in times of crisis: Adolescent mental health during the COVID-19 pandemic. Eur. J. Public Health. 2021;31(Suppl 3): 164-37. 5. Jorm AF, Korten AE, Jacomb PA, Christensen H, Rodgers B, Pollitt P. Mental health literacy: a survey of the public’s ability to recognize mental disorders and their beliefs about the effectiveness of treatment. Med J Aust. 1997;166(4):182-86. 6. Jung H, von Sternberg K, Davis K. Expanding a measure of mental health literacy: Development and validation of a multicomponent mental health literacy measure. Psychiatry Res. 2016;243:278-86. 7. Adu P, Jurcik T, Dmitry G. Mental health literacy in Ghana: Implications for religiosity, education and stigmatization. Transcult Psychiatry. 2021;58(4):516-31. 8. Wojtysiak K, Zielińska-Więczkowska H. Work in stressful conditions in medical emergency system during the COVID-19 pandemic. Med Pr. 2022;73(3):241-50. 9. เจนจิรา เกียรติสินทรัพย8, สาริณี โตüะทอง. อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมูFบMาน: บทบาทหนMาที่การดูแลสุขภาพจิต ชุมชนในสถานการณ8การระบาดของโควิด-19. วารสารการแพทย8โรงพยาบาลอุดรธานี. 2564; 29(2):314-23. 10. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรMางเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนาศักยภาพ “อสม.เชี่ยวชาญสุขภาพจิต 75,032 คน” [อินเทอร8เน็ต]. กรุงเทพฯ:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรMางเสริมสุขภาพ 2561 [เขMาถึงเมื่อ 10 กันยายน 2566] เขMาถึงไดMจาก: https://www.thaihealth.or.th/?p=253442. 11. Grill E. Role of the mental health professional in education and support of the medical staff. Fertil Steril. 2015;104:271–76. 12. จิรังกูร ณัฐรังสี, ทศา ชัยวรรณวรรต, สุจิตรา กฤติยาวรรณ, ทัศนีย8 ทิพย8สูงเนิน, และพัชรี ใจการุณ. สุขภาวะทางใจ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานในระหวFางการแพรFระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019. วารสาร สุขภาพและการศึกษาพยาบาล. 2566;29(2):1-13.


vความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพจิตกับความเครียดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านในช่วงการระบาดของ โรคติดเช้ ือไวรัสโคโรนา 2019 15วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 13. Shi LS, Xu RH, Xia Y, Chen DX, & Wang D. The impact of COVID-19-related work stress on the mental health of primary healthcare workers: The mediating effects of social support and resilience. Front Psychol. 2022;12:800183. 14. เชษฐา แกMวพรม, โศภิณสิริ ยุทธวิสุทธ8, ลลนา ประทุม, และอรัญญา บุญธรรม. ความฉลาดทางสุขภาพจิตของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน กรณีศึกษาสองตำบลในพื้นที่อำเภอขลุง จันทบุรี. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร8 สุขภาพ. 2557;8(1):10-6. 15.อติพร สิทธิมงคล. ความรอบรูMทางสุขภาพจิตและภาวะกดดันดMานจิตใจในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMาน [วิทยานิพนธ8ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหมF: มหาวิทยาลัยเชียงใหมF; 2566. 16. Fakhari A, Shalchi B, Rahimi VA, Sadeh RN, Lak E, Najafi A. et al. Mental health literacy and COVID19 related stress: The mediating role of healthy lifestyle in Tabriz. Heliyon. 2023;9(7):e18152. 17. กองยุทธศาสตร8และแผนงาน กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. แผนพัฒนาสุขภาพจิตแหFงชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2561 – 2580). กระทรวงสาธารณสุข: นนทบุรี; 2562. 18. ศรีประไพ อินทร8ชัยเทพ, สิริอร พัวศิริ, มณีรัตน8 พันธุ8สวัสดิ์, ประภาศรี ทุFงมีผล, และวินัย รอบคอบ. การพัฒนาตัว บFงชี้การรูMเทFาทันสุขภาพจิตสำหรับประชาชนทั่วไป. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุตรดิตถ8. 2561;10(2):97- 109. 19. สุวัฒน8 มหัตนิรันดร8กุล, วนิดา พุFมไพศาลชัย, พิมพ8มาศ ตาปaญญา. การสรMางแบบวัดความเครียดสวนปรุง. วารสาร สวนปรุง. 2540;13(3):1-20. 20. Marangu E, Mansouri F, Sands N, Ndetei D, Muriithi P, Wynter K. et al. Assessing mental health literacy of primary health care workers in Kenya: a cross-sectional survey. Int J Ment Health Syst. 2021;15(1):55. 21. จารุวรรณ ประภาสอน. การพัฒนาพลังสุขภาพจิตของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูFบMานหลังสถานการณ8การแพรF ระบาดของโรคโควิด 19 ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลแคนดง จังหวัดบุรีรัมย8. วารสารศูนย8อนามัยที่ 9. 2566;17(3):1108-24. 22. Woloshyn V, Savage M. Increasing teacher candidates’ mental health literacy and stress coping skills through an elective mental health and wellness course, Int. J. Inclusive Educ. 2020;24(9):921–35. 23. Kitchener BA, Jorm AF. The role of mental health first aid training in nursing education: A response to Happell, Wilson & McNamara (2015). Collegian. 2017;24(3):313–15. 24. Kutcher S, Wei Y, Coniglio C. Mental health literacy: Past, present, and future. Can J Psychiatry. 2016;61(3):154-58.


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 16 คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions วรวรรณ สุภาตา พย.ม* Waravan Supata M.N.S.* สิรภพ ช<างเพียร พย.ม* Siraphop Changpean M.N.S.* ภรัญยู สุภาตา พย.ม* Paranyu supata M.N.S.* พัชรินทรN คำแก<น พย.ม* Patcharin Komkaen M.N.S.* Corresponding author: E-mail: [email protected] Received: 14 Nov 2023, Revised: 7 Dec 2023, Accepted: 16 Dec 2023 บทคัดย'อ การวิจัยเชิงเปรียบเทียบ (Comparative research) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงคIเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณภาพบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหZงชาติ และอัตลักษณIของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรI วิทยาลัยเชียงราย ที่ศึกษาในหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรI วิทยาลัยเชียงราย และสำเร็จการศึกษาในปeการศึกษา 2563 ตามความคิดเห็นของผูhใชhบัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน กลุZมตัวอยZางคือผูhใชhบัณฑิต จำนวน 98 คน เก็บ รวบรวมขhอมูลโดยใชhแบบสอบถามคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหZงชาติ และแบบสอบถามอัตลักษณI ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรI วิทยาลัยเชียงรายที่ผูhวิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของแบบสอบถามทั้ง 2 ฉบับไดh เทZากับ 0.91 และ 0.94 ตามลำดับ และหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใชhสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ไดhเทZากับ 0.97 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะหIขhอมูลโดยใชhสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ดhวยการแจกแจงความถี่ รhอยละ การหา คZาเฉลี่ย และสZวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Mann-Whitney U Test ผลการศึกษา พบวZา 1) คะแนนเฉลี่ยคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหZงชาติภาพรวมอยูZในระดับ มาก (x =3.73, SD = 0.51) โดยคุณภาพดhานคุณธรรมจริยธรรมมีคZาเฉลี่ยสูงสุด (x =4.14, SD = 0.52) 2) คะแนนเฉลี่ยอัตลักษณIของ บัณฑิตภาพรวมอยูZในระดับมาก (x =3.91, SD = 0.58) โดยอัตลักษณIของบัณฑิตดhานการพยาบาลดhวยใจมีคZาเฉลี่ยสูงสุด (x =3.96, SD = 0.68) 3) คะแนนเฉลี่ยคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหZงชาติตามความคิดเห็นของผูhใชhบัณฑิตที่ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชนแตกตZางกันอยZางไมZมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) 4) คะแนนเฉลี่ยอัตลักษณIของ บัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรI วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผูhใชhบัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน แตกตZางกันอยZางไมZมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ผลการวิจัยสามารถนำไปใชhใหhเปÑนประโยชนIในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิตตZอไปไดh


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 17วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ *อาจารยLพยาบาล คณะพยาบาลศาสตรL วิทยาลัยเชียงราย E-mail: [email protected], [email protected], [email protected], [email protected] *Nursing Instructor, Faculty of Nursing, Chiangrai college คำสำคัญ : คุณภาพบัณฑิต กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหZงชาติ อัตลักษณIของบัณฑิต พยาบาลศาสตรI Abstract This comparative research aimed to study and compare the quality of graduates according to the Thai Qualifications Framework for Higher Education and the identity of graduates from the Faculty of Nursing, Chiang Rai College of Nursing who studied in the Bachelor of Nursing Science program (revised curriculum, 2017) and graduated in the year 2020. Data was collected from 98 graduate users who were employed in both public and private hospitals. The research instruments were the questionnaires on the quality of graduates according to the Thai Qualifications Framework for Higher Education and the identity of the Faculty of Nursing, Chiang Rai College of Nursing, developed by the researchers. The content validities of the research instruments were 0.91 and 0.94, respectively. The reliability of the questionnaires was confirmed using Cronbach's alpha, with values of 0.97 and 0.96, respectively. Data were analyzed using descriptive statistics, including frequency distribution, percentages, mean, standard deviation, and the Mann-Whitney U Test. The result revealed that 1) The overall mean score of quality of graduate according to the Thai Qualifications Framework for Higher Education was at a high level (x = 3.73, SD = 0.51). The quality of ethics and moral domain had the highest mean score (x = 4.14, SD = 0.52). 2) The overall mean score of the identity of graduates was at a high level (x = 3.91, SD = 0.58). The Identity of graduates on the aspect of nursing with compassion domain had the highest mean score (x = 3.96, SD = 0.68). 3) There were no significant differences between the opinions of graduate users in public and private hospitals on the qualities of graduates according to the Thai Qualifications Framework for Higher Education (p > 0.05). 4) There were no significant differences between the opinions of graduate users in public and private hospitals on the identity of graduates (p > 0.05). These results can be useful in developing nursing curriculum in the future. Keywords: Quality of Graduates, Thai Qualifications Framework for Higher Education, Identity of Graduates, Nursing


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 18 ความเป'นมาและความสำคัญของป3ญหา คณะพยาบาลศาสตรjวิทยาลัยเชียงรายไดu จัดการเรียนการสอนใหuมีความสอดคลuองกับกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ (Thai Qualification framework for higher Education)1 โดยมีผลการเรียนรูuทั้ง 6 ดuาน ดังนี้ 1) ดuานคุณธรรม จริยธรรม 2) ดuานความรูu3) ดuานทักษะทางปäญญา 4) ดuานทักษะความสัมพันธjระหวÉางบุคคลและความ รับผิดชอบ 5) ดuานทักษะวิเคราะหjเชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใชuเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 6) ดuานทักษะการ ปฏิบัติทางวิชาชีพ2 โดยใชuรูปแบบการจัดการเรียนการ สอนที่หลากหลาย เชÉน การสอดแทรกการสอนดuาน คุณธรรมจริยธรรมในเนื้อหา การเปêนแบบอยÉางที่ดีดuาน คุณธรรมจริยธรรม การบรรยายแบบมีสÉวนรÉวมของ ผูuเรียน การกระตุuนใหuผูuเรียนคuนหาความรูuดuวยตนเองเพื่อ แกuปäญหาทางการพยาบาล การมอบหมายงานทั้งราย เดี่ยว และรายกลุÉม เพื่อสÉงเสริมทักษะการทำงานเปêนทีม และความรับผิดชอบ การฝìกใหuมีการนำเสนองานเพื่อฝìก การสื่อสาร การใชuเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเปêน และฝìก ทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ โดยการสาธิตและสาธิต ยuอนกลับ การจัดการเรียนการสอนโดยสถานการณj เสมือนจริง (Simulation Based Learning) และการ ปฏิบัติการพยาบาลจริงกับผูuรับบริการที่สุขภาพดีและ ผูuปóวยในชุมชนและสถานบริการสุขภาพ โดยการ มอบหมายกรณีศึกษา การประชุมปรึกษาทางการ พยาบาล และการสอนขuางเตียง นอกจากนี้ยังมุÉงเนuนการ พัฒนาใหuผูuเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงคjตามอัต ลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงราย อัตลักษณjของคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงราย ประกอบดuวย 1) มีวินัย หมายถึง ความซื่อสัตยj ตรงตÉอเวลา มีความอดทน มีความเปêนผูuนำ มีความ รับผิดชอบ มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถควบคุม อารมณjและพฤติกรรมใหuเหมาะสมกับบรรทัดฐานทาง สังคมไดu 2) ใฝóรูuสูuงาน หมายถึง มีความเอาใจใสÉในการ ทำงาน ตั้งใจปฏิบัติงาน มีความกระตือรือรuน พัฒนา ตนเองอยูÉเสมอ มีความเพียรพยายาม สนใจและอยาก เรียนรูuสิ่งรอบตัวที่กÉอใหuเกิดประโยชนjกับชีวิตและการ ทำงาน 3) พยาบาลดuวยใจ หมายถึง ใหuการพยาบาลเปêน องคjรวม ใหuการพยาบาลตามหลักวิชาการ และใหuการ พยาบาลดuวยความนุÉมนวล2-3 หลักสูตรการศึกษาที่ดีตuองสามารถผลิตบัณฑิต ที่มีความรูu ความสามารถ และคุณลักษณะที่พึงประสงคj ตรงตามความตuองการของสังคม ดังนั้นเพื่อใหuทราบวÉา หลักสูตรสามารถตอบสนองความตuองการของสังคมไดu เพียงใดจึงจำเปêนตuองมีการประเมินหลักสูตร4 การ ประเมินคุณภาพบัณฑิตโดยสอบถามความคิดเห็นจาก ผูuใชuบัณฑิตเปêนวิธีการหนึ่งที่จะตรวจสอบความตuองการ ของสังคมไดu ทั้งนี้จากการสำรวจเบื้องตuนพบวÉาบัณฑิต จากคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงรายที่จบ การศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร ปรับปรุง พ.ศ. 2560) รุÉนที่ 1 ในปúการศึกษา 2563 ประมาณรuอยละ 55 ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐ และ อีกประมาณรuอยละ 45 ไดuปฏิบัติงานในโรงพยาบาล เอกชน ซึ่งมีบริบทในการทำงานที่แตกตÉางกันทั้งอัตรา คÉาบริการ คÉาตอบแทน จำนวนของผูuรับบริการตÉอผูu ใหuบริการ ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมพบวÉา ผูuรับบริการมีความคาดหวังตÉอการใหuบริการจาก โรงพยาบาลเอกชนสูงกวÉาโรงพยาบาลรัฐ โดย โรงพยาบาลเอกชน ผูuรับบริการคาดหวังในดuานการดูแล เอาใจใสÉ สÉวนโรงพยาบาลรัฐคาดหวังดuานความเชื่อถือ และไวuวางใจไดu5 ผูuใหuบริการจึงจำเปêนตuองตอบสนอง ความตuองการของผูuรับบริการเพื่อใหuเกิดความพึงพอใจ ในการใชuบริการมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบวÉาผูuรับบริการ


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 19วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ในโรงพยาบาลมีความคิดเห็นในเรื่องความยิ้มแยuมแจÉมใส ความสุภาพอÉอนนuอม ความกระตือรือรuน การใหuความ สนใจผูuรับบริการ ความเชื่อถือและไวuวางใจ สมรรถนะ ความสามารถ รวมทั้งการบริการทางการแพทยjของ บุคลากรทางการแพทยjโรงพยาบาลรัฐและเอกชน แตกตÉางกันอีกดuวย6 จากขuอมูลขuางตuน ผูuวิจัยจึงสนใจศึกษาคุณภาพ บัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แหÉงชาติและอัตลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ของผูuสำเร็จการศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ตามความ คิดเห็นของผูuใชuบัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐ และเอกชนเพื่อเปêนแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร พยาบาลศาสตรjบัณฑิตใหuมีคุณภาพ และตอบสนองตÉอ ความตuองการของสังคมตÉอไป วัตถุประสงค9ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติของผูuสำเร็จการศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ตาม ความคิดเห็นของผูuใชuบัณฑิต 2. เพื่อศึกษาอัตลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาล ศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผูuใชu บัณฑิต 3. เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพบัณฑิตตามกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติของผูuสำเร็จ การศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร ปรับปรุง พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงราย ตามความคิดเห็นของผูuใชuบัณฑิตที่ปฏิบัติงาน ในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน 4. เพื่อเปรียบเทียบอัตลักษณjของบัณฑิตคณะ พยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของ ผูuใชuบัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐและ โรงพยาบาลเอกชน กรอบแนวคิดการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เปêนการวิจัยเชิงเปรียบเทียบ (Comparative research) เพื่อศึกษาคุณภาพบัณฑิต ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ และอัตลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงราย ของผูuสำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามความ คิดเห็นของผูuใชuบัณฑิต ทั้งที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ของรัฐและเอกชน โดยศึกษาคุณภาพบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ ไดuแกÉ 1) ดuานคุณธรรมจริยธรรม 2) ดuานความรูu 3) ดuาน ทักษะทางปäญญา 4) ดuานทักษะความสัมพันธjระหวÉาง บุคคลและความรับผิดชอบ 5) ดuานทักษะวิเคราะหjเชิง ตัวเลข การสื่อสาร และการใชuเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 6) ดuานทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ และศึกษาอัต ลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงราย ไดuแกÉ 1) มีวินัย 2) ใฝóรูuสูuงาน 3) พยาบาลดuวย ใจ และเปรียบเทียบคุณภาพและอัตลักษณjของบัณฑิต ระหวÉางบัณฑิตที่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐและ โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีบริบทการทำงานที่แตกตÉางกัน


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 20 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เปêนการวิจัยเชิงเปรียบเทียบ (Comparative research) มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ ประชากรและกลุDมตัวอยDาง ประชากร คือ ผูuใชuบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ในปú การศึกษา 2563 จำนวน 168 คน กลุÉมตัวอยÉาง คือ ผูuใชuบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ในปú การศึกษา 2563 จำนวน 113 คน คำนวณขนาดกลุÉม ตัวอยÉางที่ใชuในการวิจัย ดuวยตารางสำเร็จรูปของเครซี่ และมอรjแกน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จากนั้นทำการสุÉมกลุÉมตัวอยÉาง ดuวยวิธีสุÉมตาม ความสะดวก (Convenience sampling) จากรายชื่อ บัณฑิตที่จบการศึกษาในปúการศึกษา 2563 โดยกำหนด เกณฑjการคัดเขuา คือ ผูuใชuบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงรายในปú การศึกษา 2563 มีการแจuงสถานที่ปฏิบัติงานในปäจจุบัน แกÉฝóายวิชาการ และยินดีเขuารÉวมการวิจัย ทั้งนี้การสÉง แบบสอบถามเริ่มดำเนินการเมื่อบัณฑิตจบการศึกษา ครบ 1 ปú ซึ่งพบวÉามีบัณฑิตจำนวนหนึ่งยuายสถานที่ ก ทำงาน ทำใหuแบบสอบถามไมÉไดuรับการประเมิน การศึกษาครั้งนี้จึงมีกลุÉมตัวอยÉางจำนวน 98 คน คิดเปêน รuอยละ 86.73 เครื่องมือที่ใชIในการวิจัย เปêนแบบสอบถาม ประกอบดuวย 3 สÉวน ดังนี้ ส É ว น ที่ 1 แ บ บ ส อ บ ถ า ม ข u อ ม ู ล ท ั ่ ว ไ ป ประกอบดuวย สถานะของผูuประเมิน เพศ อายุ ประเภท ของหนÉวยงาน และระยะเวลาที่บัณฑิตไดuปฏิบัติงานใน หนÉวยงาน สÉวนที่ 2 แบบสอบถามคุณภาพบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ ที่ผูuวิจัย พัฒนาขึ้นจากกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แหÉงชาติซึ่งประกอบดuวยขuอคำถามที่เปêนคุณลักษณะ และสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบัณฑิตจำนวน 50 ขuอ แบÉงเปêน 6 ดuาน ไดuแกÉ 1) ดuานคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 10 ขuอ 2) ดuานความรูuจำนวน 5 ขuอ 3) ดuาน ทักษะทางปäญญา จำนวน 4 ขuอ 4) ดuานความสัมพันธj ระหวÉางบุคคลและความรับผิดชอบ จำนวน 8 ขuอ 5) ดuานทักษะการวิเคราะหjเชิงตัวเลข การสื่อสาร และ เทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 6 ขuอ และ 6) ดuานทักษะ การปฏิบัติทางวิชาชีพ จำนวน 17 ขuอ แบบสอบถามเปêน แบบคำถามปลายปûด ใหuเลือกคำตอบที่มีลักษณะการวัด เปêนมาตราสÉวนประมาณคÉา (Likert scale) 5 ระดับคือ มากที่สุด มาก ปานกลาง นuอย นuอยที่สุด โดยกำหนด เกณฑjการใหuคะแนนเปêน 5 4 3 2 1 ตามลำดับ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 21วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ตอนที่ 3 แบบสอบถามอัตลักษณjของบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ที่ผูuวิจัย พัฒนาขึ้นจากคูÉมืออัตลักษณjคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ซึ่งประกอบดuวยขuอคำถาม 15 ขuอ แบÉงเปêน 3 ดuาน ไดuแกÉ 1) มีวินัย จำนวน 7 ขuอ 2) ใฝóรูuสูu งาน จำนวน 5 ขuอ 3) พยาบาลดuวยใจ จำนวน 3 ขuอ แบบสอบถามเปêนแบบคำถามปลายปûด ใหuเลือกคำตอบ ที่มีลักษณะการวัดเปêนมาตราสÉวนประมาณคÉา (Likert scale) 5 ระดับคือ มากที่สุด มาก ปานกลาง นuอย นuอย ที่สุด โดยกำหนดเกณฑjการใหuคะแนนเปêน 5 4 3 2 1 ตามลำดับ แบบสอบถามคุณภาพบัณฑิตตามกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ และ แบบสอบถามอัตลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ใชuเกณฑjการแปลผล ดังนี้ คÉาเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง ระดับมากที่สุด คÉาเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง ระดับมาก คÉาเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ระดับปานกลาง คÉาเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง ระดับนuอย คÉาเฉลี่ย 0.00 – 1.50 หมายถึง ระดับนuอยที่สุด การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. การหาความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ผูuวิจัยนำแบบสอบถามที่สรuางขึ้นเองใหu ผูuทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ทÉาน ไดuแกÉ อาจารยjที่ดำรง ตำแหนÉงผูuบริหารคณะพยาบาลศาสตรj อาจารยjประจำ หลักสูตรพยาบาลศาสตรjบัณฑิต และอาจารยjผูuสอนคณะ พยาบาลศาสตรj ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและใหu ขuอเสนอแนะในการปรับปรุงแกuไข และนำไปหาคÉาดัชนี ความตรงตามเนื้อหา (Content validity index [CVI]) ไดuเทÉากับ 0.91 และ 0.94 ตามลำดับ 2. การหาความเชื่อมั่น (Reliability) ผูuวิจัยนำ เครื่องมือที่ผÉานการแกuไขแลuวไปทดลองใชu (Try out) กับ ผูuใชuบัณฑิตที่มีลักษณะคลuายคลึงกับกลุÉมตัวอยÉางและ ไมÉใชÉกลุÉมตัวอยÉาง จำนวน 15 คน จากนั้นนำมาหาคÉา ความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยใชuสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค ไดuคÉาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เทÉากับ 0.97 และ 0.96 ตามลำดับ ขั้นตอนการเก็บรวบรวมขIอมูล ผูuวิจัยทำการ รวบรวมขuอมูลดังนี้ 1. ผูuวิจัยทำหนังสือขอความเห็นชอบจาก คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย วิทยาลัยเชียงราย 2. ผูuวิจัยทำหนังสือขออนุญาตในการเก็บขuอมูลใน การศึกษาวิจัย กับผูuอำนวยการโรงพยาบาลที่บัณฑิต ปฏิบัติงานอยูÉ 3. ผูuวิจัยจัดสÉงเอกสารเพื่อแนะนำตัว ชี้แจง วัตถุประสงคjในการศึกษา แจuงการพิทักษjสิทธิ และขอ ความรÉวมมือในการเขuารÉวมการศึกษาวิจัย พรuอมทั้งแนบ แบบสอบถาม ซองเอกสารพรuอมตราไปรษณียากรเพื่อ การสÉงกลับใหuผูuวิจัย 4. ตรวจสอบความสมบูรณjของคำตอบ แลuวนำ ขuอมูลไปวิเคราะหjดuวยวิธีการทางสถิติ การพิทักษ9สิทธิ์กลุDมตัวอยDาง การศึกษานี้ไดuผÉานการพิจารณาโดยคณะกรรม การจริยธรรมการวิจัย วิทยาลัยเชียงราย รหัสจริยธรรม การวิจัย CRC.IRB No.028/2565 วันที่หมดอายุ 5 มกราคม 2567 กÉอนเก็บรวบรวมขuอมูลผูuวิจัยมีการชี้แจง วัตถุประสงคj และขั้นตอนรายละเอียดของการรวบรวม ขuอมูล และสิทธิในการตอบรับหรือปฏิเสธการเขuารÉวม การวิจัย กลุÉมตัวอยÉางมีสิทธิ์ที่จะถอนตัวหรือยกเลิกจาก การวิจัยไดuตลอดเวลาโดยไมÉมีผลกระทบตÉอการ ปฏิบัติงาน และแบบสอบถามทั้งหมดจะถูกเก็บในที่ ปลอดภัยและจะถูกทำลายภายใน 1 ปúหลังจากการ ตีพิมพj


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 22 การวิเคราะห9ขIอมูล ผูuวิจัยใชuการวิเคราะหjขuอมูล ดuวยโปรแกรมคอมพิวเตอรjสำเร็จรูป ดังนี้ 1. ขuอมูลทั่วไป วิเคราะหjโดยใชuสถิติพรรณนา (Descriptive statistics) ดuวยการแจกแจงความถี่ รuอย ละ หาคÉาเฉลี่ย และสÉวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. ขuอมูลคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ และอัตลักษณjของ บัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย วิเคราะหj โดยใชuสถิติพรรณนา (Descriptive statistics) ดuวยการ แจกแจงความถี่ รuอยละ หาคÉาเฉลี่ย และสÉวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 3. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ และอัต ลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงรายตามความคิดเห็นของผูuใชuบัณฑิต คณะพยาบาล ศาสตรj วิทยาลัยเชียงรายที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน โดยทดสอบการกระจายของ ขuอมูลดuวยสถิติ Kolmogorov-Smirnov Test ไมÉเปêน โคuงปกติ จึงเปรียบเทียบโดยใชuสถิติ Mann-Whitney U Test ผลการวิจัย ส<วนที่ 1 ข^อมูลทั่วไป กลุÉมตัวอยÉาง สÉวนมากเปêนหัวหนuาหอผูuปóวย รuอย ละ 64.30 สÉวนใหญÉเปêนเพศหญิงรuอยละ 98.00 มีอายุ 40 – 50 ปú รuอยละ 39.80 ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐ รuอยละ 54.10 และปฏิบัติงานโรงพยาบาลเอกชน รuอย ละ 45.90 ระยะเวลาที่บัณฑิตไดuปฏิบัติงาน ระยะเวลา 6 เดือน– 1 ปúรuอยละ 31.6 ส<วนที่ 2 คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห<งชาติ และอัตลักษณNของ บัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรN วิทยาลัยเชียงรายตาม ความคิดเห็นของผู^ใช^บัณฑิต คะแนนเฉลี่ยคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติทั้ง 6 ดuาน ตามความ คิดเห็นของผูuใชuบัณฑิต อยูÉในระดับมาก (x̄ =3.73, S.D. = 0.51) โดยอยูÉในระดับมาก 4 ดuาน และปานกลาง 2 ดuาน ระดับสูงสุด คือ ดuานคุณธรรมจริยธรรม (x̄ =4.14, S.D. = 0.52) รองลงมา ไดhแกÉ ดuานทักษะความสัมพันธj ระหวÉางบุคคลและความรับผิดชอบ (x̄ =3.86, S.D. = 0.60) ดuานทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ (x̄ =3.79, S.D. = 0.51) ดuานทักษะการวิเคราะหjเชิงตัวเลข การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ (x̄ =3.71, SD = 0.60) ตามลำดับ คุณภาพบัณฑิตที่ไดuระดับปานกลาง ไดuแกÉ ดuานความรูu (x̄ =3.44, S.D. = 0.63) และดuานทักษะ ทางปäญญา (x̄ =3.40, S.D. = 0.64) ดังแสดงในตาราง ที่ 1


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 23วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ตารางที่ 1 คÉาเฉลี่ย (x̄) สÉวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และระดับคุณภาพ จำแนกตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหHงชาติ x̄ SD ระดับคุณภาพ ดNานคุณธรรมจริยธรรม 4.14 0.52 มาก 1. มีความซื่อสัตยI 4.33 0.57 มาก 2. มีระเบียบวินัย 4.18 0.62 มาก 3. ตรงตZอเวลา 4.28 0.62 มาก 4. มีความรับผิดชอบตZอตนเองและสังคม 4.19 0.65 มาก 5. รูhจักพิจารณาและเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ถูกตhอง 3.96 0.73 มาก 6. ใหhเหตุผลในการตัดสินใจปÖญหาทางจริยธรรมไดhอยZางเหมาะสม 3.94 0.73 มาก 7. ปฏิบัติตZอผูhปÜวยดhวยความเคารพในคุณคZาและศักดิ์ศรีความเปÑนมนุษยI 4.23 0.64 มาก 8. เสียสละ อุทิศเวลาในการปฏิบัติงาน 4.16 0.60 มาก 9. ปฏิบัติงานโดยมุZงผลประโยชนIสZวนรวมมากกวZาสZวนตน 4.04 0.67 มาก 10. มีทัศนคติที่ดีตZอวิชาชีพ 4.13 0.64 มาก ดNานความรูN 3.44 0.63 ปานกลาง 1. มีความรูhรอบตัว ที่เปÑนประโยชนIตZอการปฏิบัติงาน 3.54 0.80 มาก 2. มีความรูh ความเขhาใจในเนื้อหาที่เกี่ยวขhองกับการปฏิบัติการพยาบาล 3.45 0.73 ปานกลาง 3. สามารถนำผลการวิจัยมาใชhในการปฏิบัติงานไดh 2.95 0.83 ปานกลาง 4 .มีความรูhเกี่ยวกับกฏหมายวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ และสิทธิผูhปÜวย 3.52 0.75 มาก 5. มีความรูhและสามารถใชhเทคโนโลยีสารสนเทศไดhอยZางเหมาะสม 3.74 0.68 มาก ดNานทักษะทางปYญญา 3.40 0.64 ปานกลาง 1. รูhจักสังเกต ตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบเมื่อเกิดปÖญหาในการ ปฏิบัติงานสามารถคhนหาความรูhเพื่อแกhปÖญหาในการปฏิบัติงานไดh 3.55 0.76 มาก 2. แกhปÖญหาเฉพาะหนhาไดhอยZางเหมาะสมกับสถานการณI 3.41 0.72 ปานกลาง 3. วางแผนการทำงานและจัดลำดับความสำคัญในการปฏิบัติงานไดhอยZาง เหมาะสม 3.36 0.70 ปานกลาง 4. พัฒนาและ/หรือใชhนวัตกรรมตZาง ๆ เพื่อชZวยแกhปÖญหาในการ ปฏิบัติงานไดh 3.29 0.80 ปานกลาง ดNานทักษะความสัมพันธZระหวHางบุคคลและความรับผิดชอบ 3.86 0.60 มาก 1. มีความซื่อสัตยI 4.17 0.66 มาก 2. มีระเบียบวินัย 4.20 0.64 มาก 3. ตรงตZอเวลา 3.46 0.90 ปานกลาง 4. มีความรับผิดชอบตZอตนเองและสังคม 3.82 0.68 มาก 5. รูhจักพิจารณาและเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ถูกตhอง 4.03 0.70 มาก 6. ใหhเหตุผลในการตัดสินใจปÖญหาทางจริยธรรมไดhอยZางเหมาะสม 3.66 0.76 มาก 7. ปฏิบัติตZอผูhปÜวยดhวยความเคารพในคุณคZาและศักดิ์ศรีความเปÑนมนุษยI 3.82 0.68 มาก


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 24 คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหHงชาติ x̄ SD ระดับคุณภาพ 8. เสียสละ อุทิศเวลาในการปฏิบัติงาน 3.71 0.72 มาก ดNานทักษะการวิเคราะหZเชิงตัวเลข การสื่อสารและเทคโนโลยี สารสนเทศ 3.71 0.60 มาก 1. ฟÖง พูด อZานและเขียนภาษาไทยไดhอยZางชัดเจนและถูกตhอง 4.16 0.76 มาก 2. สื่อสารภาษาอังกฤษไดhอยZางเหมาะสม 3.26 0.72 ปานกลาง 3. อZานและเขียนคำศัพทIทางการแพทยI และ/หรือศัพทIภาษาอังกฤษไดh อยZางถูกตhอง 3.48 0.82 ปานกลาง 4. สามารถใชhโปรแกรมคอมพิวเตอรIพื้นฐานที่จำเปÑนในการปฏิบัติงานไดh 3.98 0.67 มาก 5. สามารถสื่อสารกับผูhรับบริการไดhอยZางถูกตhอง เหมาะสม 3.81 0.68 มาก 6. สามารถแปลความหมายขhอมูล เชZน ขhอมูลทางหhองปฏิบัติการ ไดhอยZาง ถูกตhอง 3.63 0.77 มาก ดNานทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ 3.79 0.51 มาก 1. รวบรวมขhอมูลของผูhรับบริการไดhอยZางถูกตhอง ครอบคลุม 3.50 0.61 ปานกลาง 2. ประเมินปÖญหาและความตhองการของผูhรับบริการไดhอยZางถูกตhอง เหมาะสม 3.51 0.63 มาก 3. วางแผนการพยาบาลไดhเหมาะสมกับปÖญหาและความตhองการของ ผูhรับบริการ 3.47 0.66 มาก 4. ใหhการพยาบาลตามลำดับความสำคัญของปÖญหาและความตhองการ ของผูhรับบริการ 3.54 0.67 มาก 5. ประเมินผลการพยาบาลไดhอยZางถูกตhองเหมาะสม 3.47 0.68 ปานกลาง 6. ปรับกิจกรรมการพยาบาลไดhสอดคลhองกับสภาพของผูhรับบริการ 3.59 0.69 มาก 7. ติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของผูhรับบริการอยZางสม่ำเสมอ 3.54 0.66 มาก 8. บันทึกและรายงานผลการพยาบาลอยZางถูกตhองและครอบคลุม 3.41 0.70 ปานกลาง 9. ชZวยเหลือ ดูแลผูhรับบริการดhวยความเต็มใจ 4.08 0.68 มาก 10. ปฏิบัติการพยาบาลดhวยความเสียสละ อดทน โดยคำนึงถึงสิทธิของ ผูhรับบริการ 4.08 0.65 มาก 11. ไมZเปäดเผยความลับของผูhรับบริการ 4.22 0.55 มาก 12. สZงเสริมใหhผูhรับบริการไดhรับรูhและเขhาใจในสิทธิของตนเอง 3.82 0.79 มาก 13. เคารพและยอมรับความเปÑนบุคคลของผูhรับบริการ 4.06 0.61 มาก 14. ปฏิบัติตZอผูhรับบริการดhวยความเทZาเทียมกัน 4.14 0.59 มาก 15. ใหhบริการโดยคำนึงถึงความแตกตZางทางดhานวัฒนธรรม 4.09 0.58 มาก 16. ปฏิบัติการพยาบาลภายใตhขอบเขตของกฎหมายและจรรยาบรรณ วิชาชีพ 4.15 0.78 มาก 17. ใหhบริการครอบคลุมทั้งการสZงเสริมสุขภาพ การปåองกัน การรักษา และการฟçéนฟูสภาพ 3.72 0.78 มาก


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 25วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ คะแนนเฉลี่ยการมีอัตลักษณjของบัณฑิตคณะ พยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของ ผูuใชuบัณฑิต ในภาพรวมอยูÉในระดับมาก (x̄ =3.91, S.D. = 0.58) อัตลักษณjทั้ง 3 ดuาน ไดuแกÉ มีวินัย ใฝóรูuสูuงาน ก ส<วนที่ 3 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพ บัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แห<งชาติ ตามความคิดเห็นของผู^ใช^บัณฑิตที่ปฏิบัติงาน ในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติตาม และพยาบาลดuวยใจ อยูÉในระดับมาก โดยมีคÉาเฉลี่ย สูงสุดตามลำดับดังนี้ พยาบาลดuวยใจ (x̄ =3.96, S.D. = 0.68) มีวินัย (x̄ =3.91, S.D. = 0.55) ใฝóรูuสูuงาน (x̄ =3.87, S.D. = 0.68) ดังแสดงในตารางที่ 2 ความคิดเห็นของผูuใชuบัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล รัฐและโรงพยาบาลเอกชน พบวÉา ไมÉมีนัยสำคัญทางสถิติ (p 0.05) แสดงวÉาไมÉมีความแตกตÉางกัน ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 2 คÉาเฉลี่ย (x̄) สÉวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และระดับคุณภาพบัณฑิต จำแนกตามอัตลักษณjของ บัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย อัตลักษณZของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรZ วิทยาลัยเชียงราย x̄ SD ระดับคุณภาพ มีวินัย 3.91 0.55 มาก 1. ซื่อสัตยI 4.28 0.59 มาก 2. ตรงเวลา 4.15 0.63 มาก 3. มีความอดทน 4.10 0.62 มาก 4. มีความเปÑนผูhนำ 3.30 0.88 ปานกลาง 5. มีความรับผิดชอบ 3.96 0.64 มาก 6. มีความเชื่อมั่นในตนเอง 3.63 0.79 มาก 7. สามารถควบคุมอารมณIและพฤติกรรมใหhเหมาะสมกับบรรทัดฐาน ทางสังคมไดh 3.92 0.70 มาก ใฝeรูNสูNงาน 3.87 0.68 มาก 1. เอาใจใสZ และตั้งใจปฏิบัติงาน 4.04 0.67 มาก 2. มีความกระตือรือรhนในการทำงาน 3.94 0.72 มาก 3. มีความเพียรพยายามในการทำงาน 3.94 0.72 มาก 4. คhนควhาหาความรูh และพัฒนาตนเองอยูZเสมอ 3.73 0.78 มาก 5. สนใจและอยากเรียนรูhสิ่งรอบตัวที่กZอใหhเกิดประโยชนIกับชีวิตและ การทำงาน 3.71 0.83 มาก พยาบาลดNวยใจ 3.96 0.68 มาก 1. ใหhการพยาบาลดhวยความเมตตา 4.06 0.70 มาก 2. ใหhการพยาบาลตามมาตรฐานวิชาชีพ 3.91 0.77 มาก 3. ใหhการพยาบาลโดยคำนึงถึงความเปÑนองคIรวม 3.92 0.71 มาก


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 26 ส<วนที่ 4 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยอัตลักษณNของ บัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรN วิทยาลัยเชียงรายของ บัณฑิตตามความคิดเห็นของผู^ใช^บัณฑิตที่ปฏิบัติงาน ในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยอัตลักษณjของ บัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ตาม อภิปรายผลการวิจัย 1. คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติตามความคิดเห็นของผูuใชu บัณฑิตในภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยูÉในระดับมาก โดย ดuานคุณธรรมจริยธรรมมีลำดับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด สอดคลuองกับการศึกษาคุณภาพบัณฑิตพยาบาลตาม ความคิดเห็นของผูuใชuบัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล รัฐและโรงพยาบาลเอกชน พบวÉา ไมÉมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) แสดงวÉา ไมÉมีความแตกตÉางกัน ดังตารางที่ 4 กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติหลาย การศึกษา เชÉน การศึกษาของอรนันทj หาญยุทธ และ รัชยา รัตนะถาวร7 การศึกษาของปäทมาภรณj คงขุนทด และคณะ8 การศึกษาของรจนารถ ชูใจ และคณะ9 การศึกษาของปาณิสรา สÉงวัฒนายุทธ สรัลรัตนj ตารางที่ 3 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหZงชาติ ตามความคิดเห็นของ ผูhใชhบัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐ (n=54) และโรงพยาบาลเอกชน (n=44) คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แหZงชาติ ร.พ.รัฐ ร.พ.เอกชน Z p-value x̄ SD x̄ SD 1. ดhานคุณธรรมจริยธรรม 4.14 0.66 4.15 0.65 0.04 0.97 2. ดhานความรูh 3.35 0.72 3.55 0.89 1.65 0.10 3. ดhานทักษะทางปÖญญา 3.32 0.68 3.50 0.81 1.35 0.18 4. ดhานทักษะความสัมพันธIระหวZางบุคคลและความรับผิดชอบ 3.83 0.70 3.90 0.82 0.64 0.52 5. ดhานทักษะการวิเคราะหIเชิงตัวเลข การสื่อสารและเทคโนโลยี สารสนเทศ 3.74 0.72 3.69 0.88 0.01 0.99 6. ดhานทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ 3.84 0.69 3.72 0.75 1.31 0.19 *p<0.05 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยอัตลักษณIของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรI วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผูhใชh บัณฑิตที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐ (n=54) และโรงพยาบาลเอกชน (n=44) โดยใชhสถิติ Mann-Whitney U Test อัตลักษณIคณะพยาบาลศาสตรI วิทยาลัยเชียงราย โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน Z p-value x̄ SD x̄ SD มีวินัย 3.92 0.74 3.89 0.79 0.18 0.86 ใฝÜรูhสูhงาน 3.93 0.71 3.81 0.80 0.47 0.64 พยาบาลดhวยใจ 4.07 0.64 3.83 0.81 0.64 0.16 *p<0.05


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 27วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ พลอินทรj และ ชนาภา สมใจ10การศึกษาของนาตยา พึ่งสวÉาง และสิริพร บุญเจริญพานิช11การศึกษา ของนฤมล เหลÉาโกสิน, สารนิติ บุญประสพ, และ สุจิรา วิเชียรรัตนj12และการศึกษาของสายใจ คำทะเนตร13 เปêนตuน ผลการศึกษาดังกลÉาวเปêนผลมาจากการเรียนการ สอนทางการพยาบาลมุÉงเนuนใหuพยาบาลเปêนผูuที่มี คุณธรรมจริยธรรมเนื่องจากสังคมคาดหวังวÉาวิชาชีพ พยาบาลตuองเปêนวิชาชีพที่ตuองมีจริยธรรมในการ ประกอบวิชาชีพ การพัฒนาพฤติกรรมที่เปêนจริยธรรมใน วิชาชีพจึงมีการพัฒนาตั้งแตÉเปêนนักศึกษาพยาบาล14 คณะพยาบาลศาสตรjวิทยาลัยเชียงรายไดuมีการจัดการ เรียนการสอนดuานคุณธรรมจริยธรรมทั้งในการเรียนการ สอนภาคทฤษฎีโดยการปลูกฝäงใหuนักศึกษามีความ ซื่อสัตยj มีระเบียบวินัย และตรงตÉอเวลา ในภาคปฏิบัติ อาจารยjนิเทศไดuเปêนตัวอยÉางที่ดีของการมีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตÉอผูuปóวยดuวยความเคารพในคุณคÉาและ ศักดิ์ศรีความเปêนมนุษยjการสอดแทรกการสอนเกี่ยวกับ ประเด็นทางจริยธรรม และทุกรายวิชามีแบบประเมิน ทักษะดuานคุณธรรมจริยธรรมอยÉางชัดเจน ซึ่งมีการชี้แจง นักศึกษาถึงรายละเอียดการประเมินในการเปûดกระบวน วิชาทุกครั้ง นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมนอกหuองเรียน เชÉน กิจกรรมจิตอาสา ตลอดทั้ง 4 ชั้นปú จึงทำใหuคุณภาพดuาน คุณธรรมจริยธรรมมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ในสÉวนของ คุณภาพบัณฑิตดuานที่ไดuคะแนนเฉลี่ยนuอยที่สุดคือดuาน ปäญญาก็ยังสอดคลuองกับการศึกษา7-13ดังกลÉาวมาขuางตuน ที่พบวÉาคะแนนเฉลี่ยนuอยที่สุดคือดuานทักษะทางปäญญา เชÉนกัน โดยผลการศึกษาครั้งนี้คะแนนเฉลี่ยรายขuอนuอย ที่สุดในเรื่องการพัฒนาและใชuนวัตกรรมตÉาง ๆ เพื่อชÉวย แกuปäญหาในการปฏิบัติงานอธิบายไดuวÉาบัณฑิตพยาบาล ประสบการณjทำงานของบัณฑิตที่สÉวนใหญÉยังนuอย ทำใหu ไมÉสามารถวิเคราะหjปäญหาของผูuรับบริการไดuอยÉาง ครอบคลุม และยังไมÉสามารถตÉอยอดไปถึงการพัฒนา และใชuนวัตกรรมตÉาง ๆ ไดu เชÉนเดียวกับคุณภาพบัณฑิต ดuานความรูu ในรายขuอที่ไดuคะแนนนuอยที่สุดคือสามารถ นำผลการวิจัยมาใชuในการปฏิบัติงานไดuก็นÉาจะมาจาก ประสบการณjที่ยังไมÉเพียงพอนั่นเอง ทั้งนี้คุณภาพบัณฑิต ดuานทักษะทางปäญญาและดuานความรูuควรไดuรับการ พัฒนาตÉอไป 2. การมีอัตลักษณjคณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงรายของบัณฑิต ตามความคิดเห็นของผูuใชuบัณฑิตใน ภาพรวมและรายดuาน ไดuแกÉ มีวินัย ใฝóรูuสูuงาน และ พยาบาลดuวยใจ อยูÉในระดับมาก คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงรายไดuจัดการเรียนการสอนทั้งใน ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และมีกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่สอดแทรกการพัฒนาอัตลักษณjของบัณฑิต ดังนี้ 1) ดuานมีวินัย คณะพยาบาลศาสตรjวิทยาลัยเชียงรายมี อาจารยjปฏิบัติหนuาที่เปêนคณะกรรมฝóายการวินัย นักศึกษาทำหนuาที่ติดตามดูแลใหuนักศึกษาปฏิบัติตาม ระเบียบวินัยอยÉางใกลuชิด โดยในชั้นปúที่ 1 จะเนuนการ ปลูกฝäงการมีวินัยตามระเบียบของสถาบัน ในชั้นปúที่ สูงขึ้นจะเนuนใหuนักศึกษามีวินัยในตนเองและเปêน แบบอยÉางแกÉนักศึกษารุÉนนuอง แตÉละชั้นปúจะมีนักศึกษา ปฏิบัติหนuาที่เปêนคณะกรรมการฝóายวินัยคอยติดตามดูแล เพื่อนในชั้นปúและนักศึกษารุÉนนuอง อีกทั้งยังตuองปฏิบัติ ตนใหuถูกตuองเปêนแบบอยÉางที่ดี เชÉน การแตÉงกายถูก ระเบียบ การปฏิบัติตามระเบียบหอพัก และความตรงตÉอ เวลา เปêนตuน 2) ดuานใฝóรูuสูuงาน ทุกรายวิชาทั้งใน ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมีการกำหนดแบบประเมิน ทักษะดuานปäญญาในหัวขuอการสืบคuนขuอมูลเพื่อนำมาใชu ในการทำรายงานกรณีศึกษาตามวัตถุประสงคjของแตÉละ รายวิชา เพื่อกระตุuนใหuนักศึกษามีความสนใจในการ สืบคuนความรูuใหมÉเปêนการสÉงเสริมอัตลักษณjดuานใฝóรูu อีก ทั้งการประชุมปรึกษาทางการพยาบาลกลุÉมยÉอยทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติอาจารยjนิเทศจะกระตุuนใหu


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 28 นักศึกษาคuนหาความรูuทางการพยาบาลใหมÉ ๆ ใน ประเด็นปäญหาที่พบ ในสÉวนอัตลักษณjการสูuงานจะเนuน ในรายวิชาปฏิบัติอาจารยjนิเทศจะแบบอยÉางของ พยาบาลที่มีความกระตือรือรuน เอาใจใสÉและตั้งใจ ปฏิบัติงาน เมื่อนักศึกษาปฏิบัติไดuดีมีการชื่นชมใหu กำลังใจ 3) ดuานการพยาบาลดuวยใจ ใชuการเรียนรูuจาก สถานการณjจำลองเสมือนจริงและการปฏิบัติการ พยาบาล เชÉน การเรียนรูuจากสถานการณjจำลองเสมือน จริงในการประเมินปäญหาผูuปóวย นักศึกษาจะตuองฝìกการ สื่อสารกับผูuปóวยดuวยความเคารพในศักดิ์ศรีของความเปêน มนุษยj การพยาบาลดuวยความนุÉนนวล มีเมตตา กÉอนการ นำไปฝìกปฏิบัติจริงกับผูuรับบริการ ระหวÉางการ ปฏิบัติการพยาบาลอาจารยjนิเทศเปêนแบบอยÉางที่ดีใน การพยาบาลดuวยความเมตตา การพยาบาลตาม มาตรฐานวิชาชีพ สÉวนของการพยาบาลโดยคำนึงถึง ความเปêนองคjรวมใชuการสÉงเสริมผÉานการเขียนแผนการ พยาบาลที่ตuองประเมินปäญหาของผูuรับบริการดuวยแบบ แผนสุขภาพของกอรjดอนชÉวยใหuประเมินปäญหาผูuปóวยไดu อยÉางเปêนองคjรวม นำไปสูÉการพยาบาลอยÉางเปêนองคjรวม ดuวย นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาอัตลักษณjผÉานกิจกรรม นอกหuองเรียน เชÉน โครงการพยาบาลดuวยใจ เราทำไดu เพื่อสังคม ของสโมสรนักศึกษาที่เนuนสÉงเสริมอัตลักษณj ดuานพยาบาลดuวยใจ เปêนตuน ซึ่งแมuผลการศึกษาครั้งนี้จะ พบวÉาคะแนนเฉลี่ยอยูÉในระดับมาก คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงรายก็ควรที่จะพัฒนาบัณฑิตพยาบาลใหu มีอัตลักษณjของสถาบันใหuดียิ่งขึ้นไป 3. คÉาเฉลี่ยคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ และอัตลักษณjของ บัณฑิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร ปรับปรุง, พ.ศ. 2560) คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัย เชียงราย ตามความคิดเห็นของผูuใชuบัณฑิตที่ปฏิบัติงาน ในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ไมÉมีความ แตกตÉางกัน จากผลการศึกษาที่พบวÉาบัณฑิตคณะ พยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย มีคุณภาพบัณฑิตเดÉน ในดuานคุณธรรมจริยธรรม โดยเฉพาะความซื่อสัตยj ตรง ตÉอเวลา ปฏิบัติตÉอผูuปóวยดuวยความเคารพในคุณคÉาและ ศักดิ์ศรีความเปêนมนุษยj และมีระเบียบวินัย เชÉนเดียวกับอัตลักษณjของบัณฑิตที่มีความเดÉนในดuาน ความซื่อสัตยj ตรงตÉอเวลา มีความอดทน เอาใจใสÉ และ ตั้งใจปฏิบัติงาน และใหuการพยาบาลดuวยความเมตตา ไมÉ วÉาบัณฑิตจะปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐหรือ โรงพยาบาลเอกชนสามารถรักษาคุณภาพและอัตลักษณj ของบัณฑิตไดuแสดงใหuเห็นวÉาแมuในบริบทของการทำงาน ที่แตกตÉางกัน ทั้งอัตราคÉาบริการ คÉาตอบแทน จำนวน ของผูuรับบริการตÉอผูuใหuบริการ ลuวนตuองการบัณฑิต พยาบาลที่มีคุณภาพตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติทั้ง 6 ดuาน และตuองการบัณฑิต พยาบาลมีวินัยในการทำงาน มีความใฝóรูu อดทนสูuกับ ความยากลำบาก และใหuการพยาบาลดuวยหัวใจของ ความเปêนมนุษยjเชÉนเดียวกัน สอดคลuองกับการศึกษา ของกนกวรรณ แพรขาว15 ที่ไดuศึกษาระดับความ คาดหวังของผูuรับบริการแผนกผูuปóวยในโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ผลการศึกษาพบวÉาความเขuาใจ และ เห็น อกเห็นใจในผูuรับบริการอยูÉในระดับสูงและการศึกษาของ โมนามิ16 พบวÉา ผูuปóวยที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล สาธารณสุข ประเทศซาอุดิอารเบีย มีความคาดหวังมาก ในเรื่องการเคารพในตัวผูuปóวย เรื่องคÉานิยม ความเชื่อ ตลอดจนวัฒนธรรมของผูuปóวย จึงสÉงผลใหuคุณภาพ บัณฑิตและอัตลักษณjของบัณฑิตตามความคิดของผูuใชu บัณฑิตในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชนไมÉ แตกตÉางกัน


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 29วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ขIอเสนอแนะ 1. ขuอเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใชu วิทยาลัยควรนำผลการศึกษาในครั้งนี้ไปใชuเปêน แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและ กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่สÉงเสริมคุณภาพบัณฑิตตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติและ อัตลักษณjของบัณฑิต โดยเฉพาะในดuานที่ผลการประเมิน อยูÉในระดับปานกลาง ดังนี้ 1) ดuานทักษะทางปäญญา ในการแกuไขปäญหา เฉพาะหนuา การวางแผนและการจัดลำดับความสำคัญ ของปäญหา ควรกระตุuนใหuผูuเรียนมีการคิดอยÉางมี วิจารณญาณ การยกตัวอยÉางสถานการณjและการเรียนรูu ดuวยสถานการณjจำลองเสมือนจริง เพื่อใหuนักศึกษาฝìก การตัดสินใจแกuปäญหา การพัฒนาและการใชuนวัตกรรม นอกจากการเรียนรูuในหuองเรียนในรายวิชาโครงการ ทางการพยาบาลแลuวควรมีสÉงเสริมใหuมีการพัฒนาและใชu นวัตกรรมตÉาง ๆ ที่สรuางขึ้นในการปฏิบัติงานจริงใหuมาก ขึ้น 2) ดuานความรูu สÉงเสริมใหuนำความรูuภาคทฤษฎี ไปประยุกตjใชuกับสถานการณjตÉาง ๆ ทั้งในรายวิชาทฤษฎี เชÉน การใชuกรณีศึกษา และการเรียนรูuดuวยสถานการณj จำลองเสมือนจริง เปêนตuน ในรายวิชาปฏิบัติ ใหuมีการ สÉงเสริมการวิเคราะหjปäญหาผูuปóวยเชื่อมโยงกับความรูu ภาคทฤษฎี เพื่อใหuนักศึกษาเขuาใจเนื้อหาที่เกี่ยวขuองกับ การปฏิบัติการพยาบาลอยÉางลึกซึ้ง ในสÉวนของหัวขuอ สามารถนำผลการวิจัยมาใชuในการปฏิบัติงาน สÉงเสริมใหu นักศึกษาคuนควuาการวิจัยเพื่อแกuไขปäญหาทางการ พยาบาลตามที่นักศึกษาพยาบาลพบในการฝìกปฏิบัติ 3) ดuานทักษะการวิเคราะหjเชิงตัวเลข การ สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ สÉงเสริมใหuนักศึกษามี ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษดuวยกิจกรรมเสริม หลักสูตรโดยเจuาของภาษา เนuนการสื่อสารเปêนหลัก และ ในดuานการอÉานและเขียนคำศัพทjทางการแพทยj และ ศัพทjภาษาอังกฤษ สÉงเสริมใหuมีการใชuศัพทjตÉาง ๆ พรuอม ทั้งแปลความหมายใหuกับนักศึกษาทั้งในรายวิชาทฤษฎี และรายวิชาปฏิบัติ 4) ดuานทักษะการปฏิบัติทางวิชาชีพ ในการ รวบรวมขuอมูลของผูuรับบริการ ประเมินผลการพยาบาล การบันทึกและรายงานผลการพยาบาล ควรสÉงเสริมการ เรียนรูuดuวยสถานการณjจำลองเสมือนจริงและการฝìก ปฏิบัติการพยาบาลในการฝìกรวบรวมขuอมูล การประเมิน และการบันทึกและรายงานผลการพยาบาล 5) อัตลักษณjของบัณฑิตดuานการมีวินัย ในการ เปêนผูuนำซึ่งเปêนคุณลักษณะของบุคคลที่ไดuรับการปลูกฝäง วินัยมาอยÉางดีแลuว ควรสÉงเสริมใหuนักศึกษาเปêนผูuที่มีวินัย และเสริมสรuางความเปêนผูuนำโดยกิจกรรมเสริมหลักสูตร ไมÉวÉาจะเปêนโครงการตÉาง ๆ หรือกิจกรรมที่ตuองมี นักศึกษาเปêนผูuนำเพื่อฝìกฝนภาวะผูuนำนั่นเอง 2. ขuอเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งตÉอไป 1) ในการศึกษาครั้งนี้ มีกลุÉมตัวอยÉางจำนวน หนึ่งที่ขาดหายไป เนื่องจากมีการสำรวจสถานที่ทำงาน ของบัณฑิตกÉอน แลuวจึงเริ่มดำเนินการสÉงแบบสอบถาม เมื่อบัณฑิตจบการศึกษาครบ 1 ปú ซึ่งพบวÉามีบัณฑิต จำนวนหนึ่งมีการยuายสถานที่ทำงาน จึงไมÉไดuรับการตอบ กลับ ดังนั้นหากตuองการศึกษาดuวยวิธีการนี้ควรเพิ่ม จำนวนกลุÉมตัวอยÉางจากจำนวนที่คำนวณไดu และการ สำรวจสถานที่ทำงานของบัณฑิตและการสÉง แบบสอบถามควรมีระยะเวลาที่ใกลuเคียงกัน 2) ควรมีศึกษาคุณภาพบัณฑิตตามกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ และอัต ลักษณjของผูuสำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต ตามความคิดเห็นของผูuรับบริการซึ่งเปêนผูuที่ไดuรับ ผลกระทบโดยตรงจากการปฏิบัติงาน เพื่อใหuไดuรับความ คิดเห็นครอบคลุมมากขึ้น


v The Quality of Graduates according to Thai Qualifications Framework for Higher Education and Identity of Graduates, Faculty of Nursing, Chiangrai College Based on Graduate Users’ Opinions ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 30 เอกสารอ^างอิง 1. คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย. หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง) พ.ศ. 2560. คณะ พยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย; 2560. 2. คณะกรรมการอุดมศึกษา. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขาพยาบาล ศาสตรjพ.ศ. 2560. (2561, 3 มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลÉม 135 ตอนพิเศษ 1 ง; 2560:8–21. 3. อนุกรรมการอัตลักษณj ฝóายธรรมนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม. คูÉมืออัตลักษณj คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย ปú การศึกษา 2564 (ฉบับปรับปรุง). คณะพยาบาลศาสตรj วิทยาลัยเชียงราย; 2564. 4. มารุต พัฒผล. การประเมินหลักสูตรเพื่อการเรียนรูuและพัฒนา. พิมพjครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: จรัลสนิทวงศjการพิมพj; 2561. 5. ปรารถนา แซÉลิ้ม. การศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพการบริการระหวÉางโรงพยาบาลภาคเอกชนและโรงพยาบาล ภาครัฐบาลในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎรjธานี. วารสารวิชาการแพทยjเขต 11. 2559;30(2):47-57. 6. กนก เรืองนาม. การศึกษาเปรียบเทียบการใหuบริการระหวÉางโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน. วารสารวิทยาลัย นครราชสีมา. 2558;9(2):64-75. 7. อรนันทj หาญยุทธ และ รัชยา รัตนะถาวร. คุณภาพและอัตลักษณjของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตรjมหาวิทยาลัยอีส เทิรjนเอเชียที่สำเร็จการศึกษา ปúการศึกษา 2553. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิรjนเอเชีย. 2556;7(2):99-107. 8. ปäทมาภรณj คงขุนทด, ฉัตรทอง จารุพิสิฐไพบูลยj, นุชมาศ แกuวกุลฑล, นฤมล เปรมาสวัสดิ์, และ มยุรี พางาม. ความ คิดเห็นของผูuใชuบัณฑิตตÉอคุณภาพบัณฑิตและอัตลักษณjของพยาบาลจบใหมÉที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี นครราชสีมา ปúการศึกษา 2561. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2563;29(6):1086-94. 9. รจนารถ ชูใจ, กมลพร แพทยjชีพ, และ กรรณิการj กิจนพเกียรติ. คุณภาพบัณฑิตพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี ราชบุรีตามการรับรูuของผูuใชuบัณฑิต ปúการศึกษา 2561. วารสารวิจัยเพื่อสÉงเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต. 2563;1(1):58-67. 10. ปาณิสรา สÉงวัฒนายุทธ, สรัลรัตนj พลอินทรj และชนาภา สมใจ. แนวทางการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตตามกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติ วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกลuา จังหวัดเพชรบุรี: การวิจัยแบบผสมผสาน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกลuา จังหวัดเพชรบุรี. 2565;5(3):173-90. 11. นาตยา พึ่งสวÉาง และ สิริพร บุญเจริญพานิช. คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแหÉงชาติและ คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงคjตามอัตลักษณjวิทยาลัยพยาบาล ทหารอากาศ. วารสารแพทยjนาวี. 2560;44(2):1-7. 12. นฤมล เหลÉาโกสิน, สารนิติ บุญประสพ, และ สุจิรา วิเชียรรัตนj. คุณภาพบัณฑิตหลักสูตรพยาบาล ศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีจังหวัดนนทบุรี. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม. 2562;16(3):43-52. 13. สายใจ คำทะเนตร, ปราณี แสดคง, รุÉงทิพยj พรหมบุตร, ทิพวรรณ ทับซuาย, เบญจพร ฐิติญาณวิโรจนj, เอมอร บุตร อุดม และคณะ. การประเมินคุณภาพบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแกÉน. วารสารวิชาการหลักสูตรและ การสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. 2563;12(34):133-44.


vคุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และอัตลักษณ์ของบัณฑิตคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 31วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 14. วีรวรรณ เกิดทอง และวรรณดี เสือมาก. การพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลเพื่อ กuาวสูÉพยาบาล คุณธรรม. วารสารพยาบาลสาธารณสุข. 2560;31(2):257-71. 15. กนกวรรณ แพรขาว. คุณภาพบริการของแผนกผูuปóวยในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย. พุทธชานราชเวชสาร. 2560;34(2):154-60. 16. Momani MM. Gap Analysis between perceptions and expectations of medical-surgical patients in a public hospital in Saudi Arabia. Med Princ Pract. 2016;25(1):79-84.


v The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 32 ผลการดูแลผู้ป ่วยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู้ป ่วยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงค์ The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ดรุณี ไชยวงค- พย.ม.* Darunee Chaiwong, M.N.S.* ชนกพร อุตตะมะ พย.ม.** Chanokporn Uttama, M.N.S.** ปริชาติ ขันทรักษ- พย.ม.*** Parichat Khantarak, M.N.S.*** บังอร เขื่อนคำ พย.ม.**** Bangon Khuenkum, M.N.S.**** ปราณี เมธาภรณ- พย.บ.***** Pranee Methaporn, M.S.***** Corresponding author: E-mail: [email protected] Received: 17 Nov 2023, Revised: 11 Dec 2023, Accepted: 16 Dec 2023 บทคัดย'อ การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค<เพื่อศึกษาผลของการดูแลผูFปGวยวิกฤตในโรงพยาบาลนครพิงค<โดยใชFแนวปฏิบัติการ พยาบาลตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS กลุYมตัวอยYางไดFแกY1) พยาบาลวิชาชีพผูFปฏิบัติงานในหอผูFปGวยวิกฤต จำนวน 40 คน เลือกแบบเจาะจง 2) ผูFปGวยที่เขFารับการรักษาในหอผูFปGวยวิกฤต เลือกแบบเจาะจง แบYงเปbน 2 กลุYม ประกอบดFวย กลุYมที่ไดFรับ การพยาบาลตามปกติ และกลุYมที่ไดFรับการดูแลตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS กลุYมละ 82 ราย เครื่องมือที่ใชFดำเนินการวิจัย คือแนวปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ที่ผYานการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือไดFคYาดัชนีความตรง ตามเนื้อหา เทYากับ 1 และเครื่องมือที่ใชFในการเก็บรวบรวมขFอมูล ประกอบดFวย 1) แบบบันทึกการปฏิบัติของพยาบาลในการนำแนว ปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS มาใชF 2) แบบประเมินความรูFเกี่ยวกับแนวปฏิบัติการพยาบาลตาม แนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS ของพยาบาล 3) แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลตYอการใชFแนวปฏิบัติการพยาบาล ตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS และ 4) แบบบันทึกผลลัพธ<ทางคลินิกของผูFปGวย โดยผYานการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือไดFคYาดัชนีความตรงตามเนื้อหา เทYากับ .90, .98, .88 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห<ขFอมูลโดยใชFสถิติพรรณนา paired t-test, independent t-test, และ chi-square ผลการวิจัยพบวYา 1.ผลลัพธ<ดFานพยาบาล พบวYาความรูFของพยาบาลในการดูแลผูFปGวยวิกฤต หลังการใชFแนวปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS สูงกวYากYอนการใชFแนวปฏิบัติการพยาบาล อยYางมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ภายหลังการสYงเสริม การปฏิบัติในการดูแลผูFปGวยวิกฤตตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS สัดสYวนการปฏิบัติที่ถูกตFองของพยาบาลเพิ่มขึ้นอยYางมี นัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และมีความพึงพอใจในระดับมาก ตYอการใชFแนวปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS (Mean =4.47, S.D. = 0.68) 2.ผลลัพธ<ที่เกิดขึ้นกับผูFปGวย พบวYา อัตราการเสียชีวิต อัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใชFเครื่องชYวยหายใจ อัตราการหยYา เครื่องชYวยหายใจไมYสำเร็จ อัตราการดึงทYอชYวยหายใจ ระยะเวลาในการนอนในหอผูFปGวยหนักลดลงอยYางมีนัยสำคัญทางสถิติ p <0.05


vผลการดูแลผู้ป ่วยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู้ป ่วยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงค์ 33วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ *พยาบาลวิชาชีพ หัวหนTากลุWมงานการพยาบาลผูTป^วยหนัก โรงพยาบาลนครพิงคa E-mail: [email protected] *Registered Nurse, Head of intensive care unit, Nakornping Hospital **พยาบาลวิชาชีพ หัวหนTาหอผูTป^วยหนักโรคหัวใจ โรงพยาบาลนครพิงคa E-mail: [email protected] **Registered Nurse, Head of Cardiac care unit, Nakornping Hospital ***พยาบาลวิชาชีพ หัวหนTาหอผูTป^วยหนักทารกแรกเกิด 3 โรงพยาบาลนครพิงคa E-mail [email protected] ***Registered Nurse, Head of Newborn intensive care unit3, Nakornping Hospital ****พยาบาลวิชาชีพ หัวหนTาหอผูTป^วยหนักอายุรกรรม1 โรงพยาบาลนครพิงคa E-mail: [email protected] ****Registered Nurse, Head of Medicine Intensive care unit1, Nakornping Hospital *****พยาบาลวิชาชีพ หัวหนTาหอผูTป^วยหนักศัลยกรรมอุบัติเหตุ โรงพยาบาลนครพิงคa E-mail: [email protected] *****Registered Nurse, Head of Traumatic Intensive care unit1, Nakornping Hospital การใชFแนวปฏิบัติการพยาบาลฯ ทำใหFเกิดผลลัพธ<ทางคลินิกที่ดีขึ้นตYอผูFปGวยรYวมกับการนิเทศการสอนทางคลินิกที่มี ประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพการรักษาพยาบาลในหอผูFปGวยวิกฤตไดF คำสำคัญ : แนวปฏิบัติทางการพยาบาล การพยาบาลผูFปGวยวิกฤต แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS Abstract This quasi-experimental study aims to investigate the effects of implementing FASTHUG and BANDAIDS concepts on critical care patients in the intensive care unit, Nakornping Hospital. The sample consisted of two groups: 1) intensive care unit nurses (n=40) and 2) two groups of critically ill patients, selected through purposive sampling. The first group was given ordinary nursing care (n=82), and the second group was given care using the nursing practice guidelines based on the principles of FASTHUG and BANDAIDS (n=82). The tools of nursing practice guidelines based on the principles of FASTHUG and BANDAIDS had IOC values at 1.00 and the tools used to collect data include 1) Nurses' practice record of FASTHUG and BANDAIDS concept. 2) Nurses' knowledge assessment of FASTHUG and BANDAIDS concept guidelines. 3) Assessment of nurses' satisfaction with the use of guidelines and 4) Patient clinical outcome record form. IOC values of the tools were assessed at .90, .98, .88, and .88, respectively. Data analysis was performed using descriptive statistics, paired t-test, independent t-test, and chi-square. The study revealed the following results: 1. The nursing outcomes: There was a significantly increase in nurses’ knowledge after using nursing guidelines based on the principles of FASTHUG and BANDAIDS (p< 0.001). After promoting the practice of caring for critical patients based on the principles of FASTHUG and BANDAIDS, the proportion of correct practice by nurses increased significantly (p<0.001). Additionally, the group that utilized the guidelines reported a higher level of satisfaction with their use (Mean=4.47, S.D.=0.68).


v The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 34 2. Patient Outcomes: There were significantly decreases in mortality rate, ventilator associated pneumonia rate, weaning failure rate, the unplanned self-extubation, and the length of stay in intensive care unit (p < 0.05). In summary, after implementing clinical practice guidelines based on FASTHUG and BANDAIDS and effective clinical teaching helps increase quality of care in intensive care unit. Keywords : Nursing Practice Guidelines, Critical care nursing, FASTHUG and BANDAIDS concepts


vผลการดูแลผู้ป ่วยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู้ป ่วยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงค์ 35วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ความเป'นมาและความสำคัญของป3ญหา ผู`ปbวยวิกฤตเปjนผู`ที่ปoญหาทางสุขภาพที่ซับซ`อน และคุกคามตÇอชีวิตจึง ต`องได`รับการดูแลอยÇางใกล`ชิด จากผู`ดูแลที่มีความรู`ความสามารถเฉพาะทาง ต`องพึ่งพา เครื่องมือทางการแพทยçที่ใช`เทคโนโลยีชั้นสูง และมี หนÇวยงานพิเศษรองรับ1 ผู`ปbวยวิกฤตที่เข`ารับการรักษา ในหอผู`ปbวยวิกฤตสÇวนใหญÇมีภาวะความเจ็บปbวยที่รุนแรง คุกคามตÇอชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสรีรวิทยาที่ รวดเร็ว ต`องได`รับการรักษาด`วยอุปกรณçทางการแพทยçที่ ทันสมัย เชÇน การใสÇเครื่องชÇวยหายใจ การใสÇสายสวน ทางหลอดเลือดดำสÇวนกลาง การใสÇสายสวนทางหลอด เลือดแดง ได`รับยาที่มีความเสี่ยงสูง เปjนต`น ทำให`มีความ เสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติการณçที่ไมÇพึงประสงคçและ ภาวะแทรกซ`อนที่ปñองกันได` เชÇน การเกิดภาวะไมÇสมดุล ของสารน้ำและสารอาหาร การเกิดทÇอชÇวยหายใจเลื่อน หลุด การเกิดปอดอักเสบจากการใสÇเครื่องชÇวยหายใจ การเกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน การหยÇาเครื่องชÇวยหายใจ ไมÇสำเร็จ ซึ่งภาวะดังกลÇาวทำให`อัตราการเสียชีวิตและ จำนวนวันนอนในหอผู`ปbวยวิกฤตเพิ่มมากขึ้น โรงพยาบาลนครพิงคç เปjนโรงพยาบาลขนาด 700 เตียง ที่ให`บริการดูแลผู`ปbวยทั่วทั้งจังหวัดเชียงใหมÇ และจังหวัดใกล`เคียง โดยให`บริการทั้งผู`ปbวยโรคเรื้อรังที่มี ความซับซ`อน และผู`ปbวยวิกฤตฉุกเฉิน มีการให`บริการใน สÇวนของหนÇวยงานผู`ปbวยวิกฤตผู`ใหญÇด`านวิกฤตอายุรก รรม จำนวน 32 เตียง ด`านวิกฤตศัลยกรรม จำนวน 24 เตียง2 ให`บริการผู`ปbวยเปjนระบบเจ`าของไข` (Total Care) โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งประกอบด`วยแพทยçที่มี ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทีมพยาบาลที่ผÇานการ อบรมเฉพาะทางผู`ปbวยวิกฤตและมีประสบการณçการดูแล ผู`ปbวยวิกฤตเปjนอยÇางดี และได`รับการอบรม ฝòกฝน เกี่ยวกับการดูแลผู`ปbวยวิกฤต ผÇานการอบรมด`านการฟöõน คืนชีพขั้นพื้นฐานและขั้นสูง และการใช`เครื่องมืออุปกรณç แพทยçตÇาง ๆ การบริการพยาบาลผู`ปbวยวิกฤต พยาบาล ทุกคนทำงานโดยยึดผู`ปbวยเปjนศูนยçกลาง โดยให`การดูแล ทั้งด`านรÇางกาย จิตใจ ผู`ปbวยรวมทั้งญาติด`วยความเต็มใจ และเต็มความรู`ความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง อยÇางไรก็ ตาม ในปûงบประมาณ 25653 พบวÇา โรงพยาบาลนคร พิงคçรับผู`ปbวยเข`านอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 16,878 ราย เปjนผู`ปbวยวิกฤต 9,786 ราย ผู`ปbวยเหลÇานี้มี ภาวะการณçเจ็บปbวยที่รุนแรง คุกคามชีวิต มีความ ผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ต`องใช`เครื่องชÇวย หายใจ ใสÇสายสวนทางหลอดเลือดดำสÇวนกลาง ใสÇสาย สวนทางหลอดเลือดแดง มีภาวะไตวายต`องเลือกด`วย เครื่องไตเทียมรวมทั้งได`รับยาที่มีความเสี่ยงสูง พบ อุบัติการณçและความเสี่ยงตÇาง ๆ ได`แกÇ อัตราทÇอชÇวย หายใจเลื่อนหลุด เทÇากับ 8.33 ตÇอ 1,000 วันใสÇ เครื่องชÇวยหายใจ อันตราการเกิดปอดอักเสบจากการใสÇ เครื่องชÇวยหายใจ เทÇากับ 7.82 ตÇอ 1,000 วันใสÇ เครื่องชÇวยหายใจ อัตราการเกิดแผลกดทับ เทÇากับ 4.13 ตÇอ 1,000 วันนอน เกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน ร`อยละ 80.00 การหยÇาเครื่องชÇวยหายใจไมÇสำเร็จ ร`อยละ 90.00 ต`องเจาะคอเพื่อใสÇทÇอชÇวยหายใจ ร`อยละ 80.00 ซึ่ง ภาวะดังกลÇาว ทำให`อัตราการเสียชีวิต จำนวนวันนอน พักรักษาตัวในโรงพยาบาล และคÇาใช`จÇายสูงตามมาด`วย4 การทบทวนผลการปฏิบัติงานและวิเคราะหçถึงสาเหตุของ ปoญหา พบวÇา การปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลในหอ ผู`ปbวยวิกฤตยังไมÇเปjนไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้ง พยาบาลที่ให`การดูแลผู`ปbวยที่อยูÇในภาวะวิกฤต ยังมี ความต`องการพัฒนาความรู`ความสามารถ ในเรื่องของ โรคในระบบตÇาง ๆ ที่มีความรุนแรงและซับซ`อน มีการใช` และบำรุงรักษาอุปกรณçและเครื่องมือตÇาง ๆ ที่ต`องใช`กับ ผู`ปbวย มีการเรียนรู`วิทยาการและเทคโนโลยีใหมÇ ๆ รวมทั้งตัดสินใจแก`ปoญหาเฉพาะหน`าได`อยÇางรวดเร็วและ เหมาะสม5 ดังนั้นจึงมีความจำเปjนต`องพัฒนาแนว


v The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 36 ทางการดูแลให`มีความชัดเจนรวมทั้งกระบวนการใช`แนว ปฏิบัติและการนิเทศงานของบุคลากรในหอผู`ปbวยอยÇางมี ประสิทธิภาพ แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS เปjน แนวคิดที่ชÇวยให`ผู`ที่เกี่ยวข`องกับการดูแลผู`ปbวยวิกฤตมี แนวทางที่ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยแกÇผู`ปbวยและ ปñองกันการเกิดภาวะแทรกซ`อนที่ควบคุมได` เปjน เครื่องมือที่สามารถเชื่อมโยงความรู`เชิงประจักษçไปสูÇการ พยาบาลได`จริง โดย FASTHUG ประกอบด`วย 7 องคçประกอบ คือ การให`อาหาร (Feeding: F) การ จัดการความปวด (Analgesia: A) การควบคุมระบบ ประสาท (Sedation : S) การปñองกันการเกิดลิ่มเลือดใน หลอดเลือดดำ (Thromboembolic: T) การจัดทÇานอนให` ศีรษะสูงมากกวÇา 30 องศา (Head of the bed elevated: H) การปñองกันการเกิดแผลในทางเดินอาหาร จากภาวะเครียด (Stress ulcer prophylaxis: U) การ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose control: G)6 และ BANDAIDS ประกอบด`วย 8 องคçประกอบ คือ การ ดูแลเรื่องการขับถÇาย (Bowels addressed: B) การมี กิจกรรมการเคลื่อนไหว (Activity: A) การสÇงเสริมการ นอนหลับ (Nighttime rest: N) การปñองกันความพิการ ซ้ำซ`อนและวางแผนจำหนÇาย (Disability prevention and discharge planning: D) การปกปñองถุงลมปอด (Aggressive alveolar maintenance: A) การปñองกัน การติดเชื้อ (Infection prevention: I) การประเมินและ ปñองกัน/ดูแลภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium assessment and treatment: D) การดูแลผิวหนังและ จิตวิญญาณ (Skin and Spiritual care: S) 7,8 ดังนั้นผู`วิจัยจึงสนใจนำแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS มาใช`ในการดูแลผู`ปbวยวิกฤต เพื่อชÇวยให` ผู`ปbวยได`รับการพยาบาลที่ครอบคลุมทุกมิติของการ เจ็บปbวย และทำให`ผลลัพธçทางการรักษาในหอผู`ปbวย วิกฤตดีขึ้น เพื่อให`เกิดแนวทางการดูแลผู`ปbวยวิกฤตที่มี ประสิทธิภาพ เปjนไปในทิศทางที่เดียวกัน เกิดผลลัพธç ทางการพยาบาลที่ดีตÇอผู`ปbวย และพัฒนาคุณภาพการ พยาบาลตÇอไป วัตถุประสงค:ของการวิจัย เพื่อประเมินผลลัพธçของการใช`แนวปฏิบัติการ พยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ดังนี้ 1. ด`านพยาบาล 1.1 เพื่อเปรียบเทียบความรู`ของพยาบาล กÇอนและหลังการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลใน การดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS มาใช` 1.2 เพื่อเปรียบเทียบสัดสÇวนการปฏิบัติที่ ถูกต`องของพยาบาลในการนำแนวปฏิบัติการพยาบาล ตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ไปใช`ในการ ดูแลผู`ปbวยวิกฤตระหวÇางกÇอนและหลังการได`รับการ สÇงเสริมความรู`และการปฏิบัติ 1.3 เพื่อประเมินความพึงพอใจของพยาบาล ตÇอการใช`แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤต ตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS 2. ด`านผู`ปbวย เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธçทางคลินิกกÇอนและ หลังใช`แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤต ตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ได`แกÇ อัตรา การเสียชีวิต อัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช` เครื่องชÇวยหายใจ อัตราการหยÇาเครื่องชÇวยหายใจไมÇ สำเร็จ อุบัติการณçทÇอชÇวยหายใจเลื่อนหลุด อัตราการเกิด DVT อัตราการเกิด DKA อัตราการเกิดภาวะ Delirium อัตราการเกิดภาวะ AKI อัตราการเกิดภาวะ Acidosis


vผลการดูแลผู้ป ่วยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู้ป ่วยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงค์ 37วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ระยะเวลาวันนอนเฉลี่ยในหอผู`ปbวยหนัก คÇาใช`จÇายเฉลี่ย ในหอผู`ปbวยหนัก สมมติฐานการวิจัย 1. ความรู`ของพยาบาลหลังการนำแนว ปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS มาใช`สูงกวÇากÇอนการใช` แนวปฏิบัติฯ 2. ภายหลังการสÇงเสริมความรู`และการปฏิบัติใน การดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS สัดสÇวนการปฏิบัติการพยาบาลที่ถูกต`อง เพิ่มขึ้นกวÇากÇอนใช`แนวปฏิบัติฯ 3. อัตราการเสียชีวิต อัตราการเกิดปอดอักเสบ จากการใช`เครื่องชÇวยหายใจ อัตราการหยÇาเครื่องชÇวย หายใจไมÇสำเร็จ อุบัติการณçทÇอชÇวยหายใจเลื่อนหลุด อัตราการเกิด DVT อัตราการเกิด DKA อัตราการเกิด ภาวะ Delirium อัตราการเกิดภาวะ AKI อัตราการเกิด ภาวะ Acidosis ระยะเวลาวันนอนเฉลี่ยในหอผู`ปbวย วิกฤต คÇาใช`จÇายเฉลี่ยในหอผู`ปbวยวิกฤต ของผู`ปbวยกลุÇม ใช`แนวปฏิบัติฯ มีอัตราต่ำกวÇากลุÇมที่ได`รับการพยาบาล ตามปกติ กรอบแนวคิดการวิจัย ผู`วิจัยทบทวนเอกสาร งานวิจัย และแนว ปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิดของ FASTHUG เปjน แนวคิดที่คิดค`นขึ้นโดย ดร.วินเซ็นตç6 และจอรçจ8 นำมา พัฒนาตÇอเปjน FASTHUG และ BANDAIDS โดย ดำเนินการดังนี้ แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย


v The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 38 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เปjนการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasiexperimental study) แบบสองกลุÇมและวัดผล กÇอนหลังการทดลอง (two groups pre test – post test) โดยกลุÇมควบคุมได`รับการปฏิบัติตามแนวทางการ ดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามปกติ สÇวนกลุÇมทดลองใช`แนว ปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู`ปbวยวิกฤตผู`ใหญÇ ทางศัลยกรรมและอายุรกรรม โรงพยาบาลนครพิงคç ดำเนินการศึกษา ระหวÇางเดือน มิถุนายน 2566 ถึงเดือน พฤศจิกายน 2566 โดยกลุÇมที่ใช`แนวปฏิบัติการพยาบาล ฯ ตามปกติจำนวน 82 ราย เก็บข`อมูลในชÇวงเดือน มิถุนายน ถึงเดือน สิงหาคม 2566 และกลุÇมที่ใช`แนว ปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS เก็บข`อมูลในชÇวงเดือน กันยายน ถึงเดือน พฤศจิกายน 2566 ประชากรและกลุeมตัวอยeาง ประชากรที่ใช`ในการศึกษา แบÇงออกเปjน 2 กลุÇม คือ 1. ผู`ปbวยผู`ใหญÇที่เข`ารับการรักษาในหอผู`ปbวย วิกฤตทางศัลยกรรม และทางอายุรกรรม โรงพยาบาลนคร พิงคç 2.พยาบาลวิชาชีพ ที่ปฏิบัติงานในหอผู`ปbวย วิกฤตทางศัลยกรรม และทางอายุรกรรม โรงพยาบาล นครพิงคç กลุeมตัวอยeาง 1. ผู`ปbวยผู`ใหญÇที่เข`ารับการรักษาในหอผู`ปbวย วิกฤตทางศัลยกรรม และทางอายุรกรรม โรงพยาบาล นครพิงคç เลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยมีคุณสมบัติดังนี้ เกณฑçการคัดเข`า (Inclusion criteria) ดังนี้ 1) ผู`ปbวยอายุ 15 ปûขึ้นไปที่เข`ารับการรักษาใน หอผู`ปbวยวิกฤตอายุรกรรมและศัลยกรรมมากกวÇา 3 วัน 2) ผู`ปbวยหรือญาติ ยินดีเข`ารÇวมในการวิจัย เกณฑçการคัดออก (Exclusion criteria) ดังนี้ 1) ผู`ปbวยหรือญาติที่ขอถอนตัวออกจากการ วิจัย 2) ผู`ปbวยที่มีระยะวันนอนไมÇครบ 3 วัน ผู`วิจัยคำนวณขนาดกลุÇมตัวอยÇาง ใช`โปรแกรม n4Studies ใช`วิธี Two independent means แทนคÇา ในสูตรโดยอ`างอิงจากงานวิจัยของวิราวรรณ เมืองอินทรç และคณะ5 โดยกำหนดคÇา Mean in group 1 = 0.21 Mean in group 2 =0.06 และ คÇา S.D. in group 1 =0.39 S.D. in group 2 =0.24 Ratio =1:1 คÇา Alpha = 0.05 และคÇา Beta =0.20 คำนวณขนาดกลุÇมตัวอยÇาง ได`กลุÇมละ 74 ราย เพื่อปñองกันการสูญหายของกลุÇม ตัวอยÇางผู`วิจัยจึงเพิ่มขนาดกลุÇมตัวอยÇางอีกกลุÇมละ 8 ราย (ร`อยละ 10) การศึกษานี้จึงใช`กลุÇมตัวอยÇางกลุÇมละ 82 ราย รวมเปjนกลุÇมตัวอยÇางทั้งหมด 164 ราย 2. พยาบาลวิชาชีพประจำหอผู`ปbวยวิกฤต ศัลยกรรมและอายุรกรรม เลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จากหอผู`ปbวยวิกฤตศัลยกรรมทั่วไป ศัลยกรรมอุบัติเหตุและฉุกเฉิน หอผู`ปbวยวิกฤตอายุรก รรม 1, 2 และ 3 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใชgในการวิจัย เครื่องมือที่ใช`ในการ ดำเนินการวิจัยครั้งนี้ประกอบด`วย เครื่องมือที่ใช`ในการ เก็บรวบรวมข`อมูล และเครื่องมือที่ใช`ในการดำเนินการ วิจัย 1. เครื่องมือที่ใช`ในการเก็บรวบรวมข`อมูล 1.1 แบบสอบถามข`อมูลสÇวนบุคคลของ ผู`ปbวย ประกอบด`วย เพศ อายุ การวินิจฉัยโรค ระบบที่ เจ็บปbวย


vผลการดูแลผู้ป ่วยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู้ป ่วยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงค์ 39วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 1.2 แบบสอบถามข`อมูลสÇวนบุคคลของ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู`ปbวยวิกฤตศัลยกรรม และอายุรกรรม ประกอบด`วย เพศ อายุ ระยะเวลาใน การปฏิบัติงาน ระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่หอผู`ปbวย วิกฤต การอบรมเฉพาะทาง 1.3 แบบบันทึกการสังเกตในการปฏิบัติ ตามแนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตาม แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ลักษณะแบบ ประเมินเปjนแบบตรวจสอบรายการ (checklist) จำนวน 20 ข`อ จำนวน 15 องคçประกอบ การบันทึกเกี่ยวกับการ ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลฯ โดยทำเครื่องหมาย ü ในชÇองของการปฏิบัติที่สัมพันธçกับกิจกรรมที่สังเกต กำหนดให`ความหมายดังนี้ ปฏิบัติครบถ`วน หมายถึง ปฏิบัติได`ถูกต`องครบถ`วนในแตÇละกิจกรรมนั้นๆ ปฏิบัติ ไมÇครบถ`วน หมายถึงปฏิบัติไมÇครบถ`วนในแตÇละกิจกรรม 1.4 แบบประเมินความรู`ของพยาบาลตาม แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตาม แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS จำนวน 20 ข`อ เปjนแบบคำถาม ถูก ผิด การแปลผลคÇาคะแนน แบÇง ออกเปjน 4 ระดับ ดังนี้ คะแนนรวม ชÇวง 1-5 คะแนน แสดงวÇามีความรู`ต่ำ 6-10 คะแนน แสดงวÇามีความรู` ปาน กลาง 11-15 คะแนน แสดงวÇามีความรู`มาก และ 16-20 คะแนน แสดงวÇามีความรู`มากที่สุด 1.5 แบบสอบถามความเปjนไปได`และ ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพตÇอแนวปฏิบัติการ พยาบาลฯ 1.6 แบบบันทึกผลลัพธçทางคลินิกของ ผู`ปbวยกÇอน และหลังการใช`แนวปฏิบัติการพยาบาล ประกอบด`วย อัตราการเสียชีวิต อัตราการเกิดปอด อักเสบจากการใช`เครื่องชÇวยหายใจ อัตราการหยÇา เครื่องชÇวยหายใจไมÇสำเร็จ อุบัติการณçทÇอชÇวยหายใจ เลื่อนหลุด อัตราการเกิด DVT อัตราการเกิด DKA อัตรา การเกิดภาวะ Delirium อัตราการเกิดภาวะ AKI อัตรา การเกิดภาวะ Acidosis ระยะเวลาวันนอนเฉลี่ยในหอ ผู`ปbวยวิกฤต คÇาใช`จÇายเฉลี่ยในหอผู`ปbวยวิกฤต 2. เครื่องมือที่ใช`ในการดำเนินการวิจัย ได`แกÇ แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตาม แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ที่ผู`วิจัยพัฒนาขึ้น ประกอบด`วย 15 องคçประกอบ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (content validity) ได`นำเครื่องมือที่ใช`ในการวิจัยไปให` ผู`ทรงคุณวุฒิพิจารณาความตรงตามเนื้อหา 3 ทÇาน ประกอบด`วย 1) แพทยçเฉพาะทางด`านเวชบำบัดวิกฤต 2) พยาบาลวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู`ปbวย วิกฤต และ3) อาจารยçพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด`าน การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล รÇวมพิจารณา ตรวจสอบความถูกต`องของเนื้อหา ความตรง และความ เหมาะสม สอดคล`องกับวัตถุประสงคçของการวิจัย คำนวณคÇาดัชนีความตรงตามเนื้อหา และปรับปรุงตาม ข`อเสนอแนะของผู`ทรงคุณวุฒิ 1) เครื่องมือที่ใช` ดำเนินการวิจัย คือแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการ ดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS โดยมีคÇาดัชนีความตรงตามเนื้อหา เทÇากับ 1 2) เครื่องมือที่ในการรวบรวมข`อมูล ได`แกÇ แบบบันทึก การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติฯของพยาบาล แบบประเมิน ความรู`เกี่ยวกับแนวปฏิบัติฯของพยาบาล แบบประเมิน ความพึงพอใจของพยาบาลตÇอการใช`แนวปฏิบัติ และ แบบบันทึกผลลัพธçทางคลินิกของผู`ปbวย โดยมีคÇาดัชนี ความตรงตามเนื้อหา เทÇากับ .90, .98, .88 และ .88 ตามลำดับ 2. การหาคÇาความเชื่อมั่นของเครื่องมือ 2.1 แบบบันทึกการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติฯ นำมาทดลองใช`กับผู`ชÇวยในการวิจัย ในการสังเกตการณç


v The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 40 ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติฯของพยาบาล จำนวน 10 เหตุการณç คำนวณคÇาความเชื่อมั่นจากการสังเกต (Interrater reliability) ได` เทÇากับ 1 2.2 แบบประเมินความรู`ของพยาบาลหอ ผู`ปbวยวิกฤต ด`วยการนำไป try out กับกลุÇมตัวอยÇางที่มี ลักษณะใกล`เคียงกับพยาบาลที่ไมÇใชÇกลุÇมตัวอยÇาง จำนวน 10 คน และนำไปหา KR -20ได` .81 2.3 แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล ตÇอการใช`แนวปฏิบัติฯ โดยการนำไป try out กับกลุÇม ตัวอยÇางที่มีลักษณะใกล`เคียงกับพยาบาลที่ปฏิบัติงานใน หอผู`ปbวยวิกฤต จำนวน 10 คน และนำไปหาคÇาสัมประ สิทธçอัลฟbาของครอนบาค ได` .88 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมขgอมูล การนำแนวปฏิบัติตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS สูÇการปฏิบัติและติดตามผลลัพธçของ แนวปฏิบัติฯ ดำเนินการโดยเก็บข`อมูลกÇอนการนำแนว ปฏิบัติมาใช`ระหวÇางเดือนมิถุนายนถึงเดือน สิงหาคม 2566 และมีการใช`แนวปฏิบัติฯ โดยจัดอบรมพยาบาล ประจำหอผู`ปbวยหนักศัลยกรรม และอายุกรรมทุกคน มี การนิเทศและให`ความรู` เสริมทักษะในการปฏิบัติ อยÇาง ตÇอเนื่องเปjนเวลา 3 เดือน และติดตามประเมินการ ปฏิบัติของพยาบาล และผลลัพธçทางคลินิก ในเดือน กันยายนถึงเดือน พฤศจิกายน 2566 ดังนี้ 1. สนทนากลุÇมกับพยาบาลกลุÇมตัวอยÇางผู`ดูแล ผู`ปbวยวิกฤตในแตÇละหอผู`ปbวยวิกฤตทั้งทางศัลยกรรมและ อายุรกรรม เพื่อศึกษาสถานการณç พร`อมทั้งเก็บข`อมูล ความรู` และการปฏิบัติของพยาบาลในการดูแลผู`ปbวย กลุÇมที่ได`รับการพยาบาลตามปกติ ดำเนินการในชÇวงวันที่ 1 มิถุนายน 2566-31 สิงหาคม 2566 2. ผู`วิจัยดำเนินการพัฒนาทักษะและความรู`ใน การดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวปฏิบัติการพยาบาลที่ พัฒนาขึ้นตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS โดย จัดอบรมให`ความรู`ชี้แจงรายละเอียด สาธิตทักษะการ ปฏิบัติแกÇหัวหน`าหอผู`ปbวยและพยาบาลวิชาชีพประจำ หอผู`ปbวยวิกฤตอายุรกรรมและศัลยกรรม ร`อยละ 100 โดยแบÇงเปjน 5 รุÇน ๆ ละ 3 ชั่วโมง และทบทวนแนว ทางการนิเทศทางคลินิกตามแนวคิดของพรอคเตอรç9 แกÇ หัวหน`าหอผู`ปbวยวิกฤตอายุรกรรมและศัลยกรรม 8 หอ ผู`ปbวยให`ครบ ร`อยละ 100 โดยเรียนเชิญอายุรแพทยçด`าน เวชบำบัดวิกฤต พยาบาลผู`เชี่ยวชาญวิกฤต รÇวมกับผู`วิจัย เปjนวิทยากร โดยดำเนินการในวันที่ 1, 4-5 กันยายน 2566 แบÇงเปjนวันละ 2 รุÇน เช`าและบÇาย 3. นำแนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นตาม แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ลงสูÇการปฏิบัติใน หอผู`ปbวยวิกฤตศัลยกรรมและอายุรกรรม ทั้ง 8 หอผู`ปbวย โดยจัดให`พยาบาลวิชาชีพที่ผÇานการอบรมเฉพาะทางการ พยาบาลผู`ปbวยวิกฤตมาแล`วอยÇางน`อย 2 ปû ทำหน`าที่เปjน พี่เลี้ยงแกÇพยาบาลผู`ปฏิบัติและรÇวมนิเทศกับหัวหน`าหอ ผู`ปbวย โดยมีการติดตามประเมินผล ให`ข`อมูลย`อนกลับ แลกเปลี่ยนประสบการณçการดูแลผู`ปbวยทุก 1 เดือน ตั้งแตÇ วันที่ 1 กันยายน 2566 – 30 พฤศจิกายน 2566 4. ติดตามประเมินผลลัพธç ความรู`ในการดูแล ผู`ปbวยวิกฤตตามแนวปฏิบัติฯและความพึงพอใจของ พยาบาล หลังการใช`แนวปฏิบัติในชÇวงเดือนพฤศจิกายน 2566 รวมทั้งติดตามประเมินผลลัพธçการปฏิบัติของ พยาบาลในการดูแลผู`ปbวยตามแนวปฏิบัติการพยาบาล ตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS เก็บข`อมูลโดย การสังเกตการปฏิบัติของพยาบาลโดยหัวหน`าหอผู`ปbวย และผู`รÇวมเก็บข`อมูลในแตÇละหอผู`ปbวยวิกฤต และเก็บ ข`อมูลผลลัพธçทางคลินิกที่เกิดกับผู`ปbวยหลังการนำแนว ปฏิบัติฯมาใช`ในชÇวง เดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน 2566


vผลการดูแลผู้ป ่วยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู้ป ่วยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงค์ 41วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ การพิทักษ-สิทธิ์กลุeมตัวอยeาง การวิจัยนี้ผÇานการรับรองจริยธรรมการวิจัยใน มนุษยçจากคณะกรรมการวิจัยในมนุษยç โรงพยาบาล นครพิงคç เลขที่ NKP No.050/66 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 กลุÇมตัวอยÇางในการวิจัยทุกคนได`รับการชี้แจง วัตถุประสงคç วิธีการเก็บข`อมูล และประโยชนçที่จะได`รับ พร`อมทั้งชี้แจง สิทธิในการยุติการเข`ารÇวมวิจัยและกลุÇม ตัวอยÇางจะไมÇได`รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งข`อมูล ในการวิเคราะหçจะถูกเก็บไว`เปjนความลับไมÇนำมา เป™ดเผย สÇวนผลการประเมินจะออกมาเปjนภาพรวม เพื่อ ใช`ประโยชนçในการศึกษาเทÇานั้น การวิเคราะห-ขgอมูล ผู`วิจัยนำข`อมูลที่ได`มา วิเคราะหçโดยใช`โปรแกรมสำเร็จรูปดังนี้ 1. วิเคราะหçข`อมูลทั่วไปของพยาบาลวิชาชีพ และของผู`ปbวย และนำเสนอเปjนคÇาเฉลี่ยและสÇวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังตรวจสอบลักษณะการแจกแจง ของข`อมูลสำหรับตัวแปรตÇอเนื่องใช`สถิติ t-test สำหรับ ตัวแปรกลุÇมใช`สถิติ Fisher’s exact probability test 2. เปรียบเทียบความรู`ของพยาบาลกÇอน และ หลังการใช`แนวปฏิบัติฯ โดยใช`สถิติ Paired t- test 3. วิเคราะหçข`อมูลความพึงพอใจของพยาบาล ตÇอการใช`แนวปฏิบัติฯ และการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติฯ ของพยาบาล โดยการแจกแจงความถี่ ร`อยละ คÇาเฉลี่ย และสÇวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4. เปรียบเทียบอัตราการเกิดอุบัติการณçผลลัพธç ทางคลินิก กÇอนและหลังการใช`แนวปฏิบัติฯโดยการ ทดสอบ Fisher’s exact probability test และ Independent t- test ผลการวิจัย การนำแนวปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิดของ FASTHUG และ BANDAIDS มาสูÇการปฏิบัติในหอผู`ปbวย ทั้ง 8 แหÇง และการติดตามประเมินผล พบวÇา 1. ผลของการดูแลผูgปoวยวิกฤตโดยใชgแนว ปฏิบัติการพยาบาลตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ตeอพยาบาล 1.1 ข`อมูลทั่วไปของพยาบาล พบวÇา สÇวน ใหญÇเปjนเพศหญิง คิดเปjนร`อยละ 86.67 อายุ เฉลี่ย 31.73 ปû(S.D. = 4.09) อายุสูงสุด 43 ปûอายุต่ำสุด 27 ปû ระยะเวลาการปฏิบัติงานในตำแหนÇงพยาบาลวิชาชีพ เฉลี่ย 8.87 ปû(S.D. = 4.34) ระยะเวลาปฏิบัติงานการ พยาบาลสูงสุด 21 ปûต่ำสุด 4 ปûระยะเวลาปฏิบัติงานใน หอผู`ปbวยวิกฤตเฉลี่ย 5.60 ปû(S.D. = 3.60) 1.2 ความรู`เกี่ยวกับการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตาม แนวคิด FAST HUG และ BANDAIDS กÇอนและหลังการ ใช`แนวปฏิบัติการพยาบาลฯ พบวÇาคะแนนความรู`เฉลี่ย ของพยาบาลกÇอนการใช`แนวปฏิบัติฯเทÇากับ 12.75 และ หลังการใช`แนวปฏิบัติฯเทÇากับ 17.20 แตกตÇางกันอยÇางมี นัยสำคัญทางสถิติ p < 0.001 (ตารางที่ 1)


v The Effects of Implementing FASTHUG and BANDAIDS Concepts on Critical Care Patients in The Intensive Care Unit, Nakornping Hospital ปีท่ ี29 ฉบับท่ ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2566 42 1.3 ผลการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลตาม แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ไปใช`ในการดูแล ผู`ปbวยวิกฤต พบวÇา พยาบาลมีการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ ในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตหลังการนำแนวปฏิบัติฯ ไปใช`สูง กวÇากÇอนการนำแนวปฏิบัติฯไปใช`อยÇางมีนัยสำคัญทาง สถิติ p <0.05 (ตารางที่ 2) ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนความรู`เฉลี่ยของพยาบาล กÇอนและหลังการใช`แนวปฏิบัติ การพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS(n =40) คะแนนความรู: ก<อนการใช:แนวปฏิบัติฯ หลังการใช:แนวปฏิบัติฯ t p - value ค<าเฉลี่ย S.D. ค<าเฉลี่ย SD กลุYมพยาบาล 12.75 2.06 17.20 1.57 -12.68 <0.001* *p<0.05 ตารางที่2เปรียบเทียบสัดสÇวนของผู`ปbวยที่ได`รับการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตาม แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS (n=82) ผลลัพธ\ กลุ<มก<อนการใช:แนวปฏิบัติฯ (n=82) กลุ<มที่ใช:แนวปฏิบัติฯ (n=82) p - value จำนวน ร:อยละ จำนวน ร:อยละ 1. การสYงเสริมภาวะโภชนาการ/การใหF สารน้ำ 29 35.36 72 87.80 <0.001* 2. การประเมินและจัดการความปวด 25 30.48 77 93.90 <0.001* 3. การปÖองกันภาวะสับสนเฉียบพลัน 22 26.82 77 93.90 <0.001* 4. การดูแลเฝÖาระวังการเกิด DVT 23 28.04 76 92.68 <0.001* 5. การจัดทYาใหFนอนศีรษะสูง 29 35.36 79 96.30 <0.001* 6. ปÖองกันแผลในกระเพาะอาหาร 26 31.70 77 93.30 <0.001* 7. การเฝÖาระวังและควบคุมระดับน้ำตาล 28 34.14 78 95.12 <0.001* 8. การดูแลเรื่องการขับถYาย 25 30.48 77 93.90 <0.001* 9. การสYงเสริมการออกกำลังกายและ การเคลื่อนไหว 21 25.60 75 91.46 <0.001* 10.การสYงเสริมการนอนหลับ 18 21.95 78 95.12 <0.001* 11.การปÖองกันความพิการ 26 31.70 76 92.68 <0.001* 12.การปÖองกันถุงลมโปGงพอง 22 26.82 77 93.90 <0.001* 13.การปÖองกันการติดเชื้อ 24 29.26 77 93.90 <0.001* 14.การประเมินและปÖองกันการสับสน 18 21.95 77 93.90 <0.001* 15.การดูแลผิวหนังและการดูแลดFานจิต วิญญาณ 19 23.17 77 93.90 <0.001* *p<0.05


vผลการดูแลผู้ป ่วยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ในหอผู้ป ่วยวิกฤต โรงพยาบาลนครพิงค์ 43วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 1.4 ความพึงพอใจของพยาบาลตÇอการใช` แนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตาม 2. ผลของการดูแลผูgปoวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS ตeอผูgปoวย 2.1ผู`ปbวยทั้งสองกลุÇมมีลักษณะทั่วไปไมÇแตกตÇาง กันอยÇางมีนัยสำคัญทางสถิติ(p <0.05) โดยผู`ปbวยสÇวน ใหญÇเปjนเพศชาย คิดเปjนร`อยละ 62.3 ในกลุÇมที่ได`รับ การพยาบาลตามปกติและร`อยละ 63.63 ในกลุÇมที่ใช` แนวปฏิบัติฯ (p = 1.000) อายุเฉลี่ย 62.3 ปû(S.D. = 17.23) ในกลุÇมที่ได`รับการพยาบาลตามปกติและ 63.63 ปû(S.D. = 14.36) ในกลุÇมที่ใช`แนวปฏิบัติฯ (p = 0.592) เปjนโรคของระบบทางเดินหายใจ ร`อยละ 48.78 ในกลุÇม ที่ได`รับการพยาบาลตามปกติและร`อยละ 56.09 กลุÇมที่ ใช`แนวปฏิบัติฯ (p = 0.311) มีการจำหนÇายออกจากหอ แนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS อยูÇในระดับมาก ที่สุด (ตารางที่ 3) ผู`ปbวยวิกฤตโดยย`ายออกไปรักษาตÇอที่หอผู`ปbวยสามัญ ร`อยละ 63.42 กลุÇมที่ได`รับการพยาบาลตามปกติและ ร`อยละ 84.14 กลุÇมที่ใช`แนวปฏิบัติ(p = 0.262) สิทธิ การรักษาเปjนบัตรสุขภาพถ`วนหน`า ร`อยละ 74.39 กลุÇม ที่ได`รับการพยาบาลตามปกติและร`อยละ 78.04 กลุÇมที่ ใช`แนวปฏิบัติฯ (p = 0.965) คะแนน SAP score เฉลี่ย 51.24 คะแนน (S.D. = 17.39) กลุÇมที่ได`รับการพยาบาล ตามปกติ และ 57.50 คะแนน (S.D. = 13.39) กลุÇมที่ใช` แนวปฏิบัติฯ (p = 0.967) และคะแนน CAM เทÇากับ 0 ร`อยละ71.95 กลุÇมที่ได`รับการพยาบาลตามปกติและ ร`อยละ 64.63 กลุÇมที่ใช`แนวปฏิบัติฯ (p = 0.315) (ตารางที่ 4) ตารางที่ 3 ความพึงพอใจตÇอการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลในการดูแลผู`ปbวยวิกฤตตามแนวคิด FASTHUG และ BANDAIDS (n= 40) ความพึงพอใจ ค<าเฉลี่ย Mean ส<วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (±SD) ระดับความพึง พอใจ 1. ความงYายและความสะดวกในการใชFรูปแบบการดูแล 4.31 0.75 มากที่สุด 2. ความชัดเจนของขFอเสนอแนะการใชFรูปแบบการดูแล 4.43 0.75 มากที่สุด 3. ความเหมาะสมกับการนำไปใชFในหนYวยงานของทYาน 4.46 0.77 มากที่สุด 4. ความประหยัด ลดตFนทุน 4.57 0.69 มากที่สุด 5. ประสิทธิผลของการใชFรูปแบบการดูแล 4.58 0.51 มากที่สุด 6. ความเปbนไปไดFในทางปฏิบัติที่จะนำไปใชFใน หนYวยงานของทYาน 4.62 0.71 มากที่สุด 7. ความพึงพอใจโดยรวมในการใชFแนวปฏิบัติฯ 4.47 0.68 มากที่สุด


Click to View FlipBook Version