The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารสามาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ปีที่ 31 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natnorth.cm, 2026-01-06 21:31:42

วารสาร ปีที่ 31 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568

วารสารสามาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ปีที่ 31 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568

วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ วัตถุประสงค์1. เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและความก้าวหน้าของวิชาชีพการพยาบาล2. เป็นสื่อกลางให้ทราบถึงข้อมูล สถานภาพและเกียรติศักดิ์ ศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ3. เป็นศูนย์กลางรวบรวมและเผยแพร่ความคิดของมวลสมาชิกเสริมสร้างความแข็งแกร่งแห่งวิชาชีพ4. ก่อให้เกิดพลังสามัคคีสัมพันธภาพอันดีระหว่างมวลสมาชิก เกิดความตระหนักถึงความสําคัญของ องค์กรวิชาชีพพยาบาลวารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ เป็นวารสารราย 6 เดือน กําหนดออกปีละ 2 ฉบับ ดังนี้ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – มิถุนายนฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม – ธันวาคมค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความค่าดําเนินการพิจารณาบทความเพื่อลงตีพิมพ์วารสาร บทความละ 3,500 บาทเจ้าของ: สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ สํานักงาน: อาคาร 1 ชั้น 6 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่110/406 ถนนอินทวโรรส ตําบลศรีภูมิ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200โทร. 0-5389-4213, 0-5393-5030 โทรสาร 0-5389-4213ที่ปรึกษา: ดร.หรรษา เทียนทอง นายกสมาคมฯบรรณาธิการ: ผศ.ดร.รุ่งฤดี วงค์ชุม วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ผู้ช่วยบรรณาธิการ: ผศ.ดร.ปรารถนา ลังการ์พินธุ์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยพายัพอ.พูนพิลาศ โรจน์สุพจน์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตเชียงใหม่กองบรรณาธิการ: ศ.ดร. ภัทราภรณ์ ภทรสกุล คณะพยาบาลศาสาตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผศ.ดร.อุษณีย์ จินตะเวช คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ อ.ดร.กนกวรรณ เอี่ยมชัย นักวิชาการอิสระอ.ดร.ฬุฬีญา โอชารส คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ รศ.ดร.เดชา ทําดี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ ชวพันธุ์ คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ อ.ดร.อัศนี วันชัย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช อ.ดร.ปลื้มจิต โชติกะ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ อ.ดร.ศิริกาญจน์ จินาวิน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ผศ.ดร.ศิริรัตน์ ปานอุทัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


สารบัญ ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 1อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอนThe Relationship Between Health Literacy and Self-Management among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceประวีดา คําแดง Praveeda Kamdaengอรุณี กานนถาวรโชติ Arunee Kanonthawornchotปรัชญา กรรณิกา Prachaya Kannikaการรับรู้และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย 18ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมPerceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisสุดาวรรณ ขันธมิตร Sudawan Khuntamitrเบญจมาพร อาดัมเจริญ Benjamaporn Adamchareonสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 41The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceวารุณี ผ่องแผ้ว Warunee Pongpaewวรรณภา พิพัฒน์ธนวงศ์ Wannapa Piputtanawongสุรัช สุนันตา Surush Sununtaคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ 60ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือQuality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandพิชชาวรรณ เหล่าชัยเจริญผล Phitchawan Laochaicharoenphonกฤษณ์ ขวัญเงิน Krit Khwanngernปนัดดา นันทวาสน์ Panutda Nantawad


สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 80Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปนัดดา สุวรรณ Panadda Suwanอัมภวรรณ์ ใจเปี้ย Ampawan Jaipearอุบล บัวชุม Ubol Bourchomประทุม สร้อยวงค์ Pratum Soivongการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเสี่ยงในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 95The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalทัศนีย์ เขื่อนแก้ว Tadsanee Khueankaeoสมใจ ศิระกมล Somjai Sirakamonปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 115ในชุมชนเมืองเชียงใหม่Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiมัณทนาวดี เมธาพัฒนะ Muntanavadee Maytapattanaสุรัตนา ทศนุต Surattana Tossanootการเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 136กรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่Enhancing Competency in Primary Care Services throughParticipatory Interactive Learning through Action (PILA): A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiวิลาวัณย์ เสนารัตน์ Wilawan Senaratanaจรัส สิงห์แก้ว Jaras Singkaewกนกวรรณ เอี่ยมชัย Kanokwan Aiemchai ชฏารัตน์ เกื้อสุข Chadarat Kueasuk


บรรณาธิการแถลง วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ส่งบทความทางวิชาการที่น่าสนใจมาตีพิมพ์ในวารสารฯ ในฉบับที่ 2/2568 นี้มีบทความที่น่าสนใจทั้งหมด 8 เรื่อง แบ่งเป็นบทความวิจัยจํานวน 7 เรื่อง ได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน การรับรู้และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม สถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพ การวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเสี่ยง ในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่ และบทความวิชาการจํานวน 1 เรื่องได้แก่การเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิและกองบรรณาธิการทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะที ่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพบทความของวารสารฯ และขอเชิญชวนพยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการ นักวิจัย และสมาชิกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ทุกท่านส่งบทความเพื่อขอรับการตีพิมพ์ในวารสารฯ เพื่อเป็นการพัฒนาความรู้พัฒนาวิชาชีพ และพัฒนาสมาคมฯ ของเราให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นต่อไปผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.รุ่งฤดีวงค์ชุมบรรณาธิการ


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน1 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอนThe Relationship Between Health Literacy and SelfManagement among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceประวีดา คําแดง พย.ม* Praveeda Kamdaeng, M.N.S.*อรุณี กานนถาวรโชติ พย.บ** Arunee Kanonthawornchot, B.N.S**ปรัชญา กรรณิกา ส.ม.*** Prachaya Kannika, M.P.H***Corresponding author: Email: [email protected]: 21 Jun 2025, Revised: 1 Sep 2025, Accepted: 10 November 2025*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ E-mail: [email protected] *Assistant Professor, Faculty of Nursing, Chiang Mai Rajabhat University**พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลแม่ลาหลวง E-mail: [email protected]**Professional Nurse Practitioner, Mae La Luang Health Promoting Hospital***นักวิชาการสาธารณสุขชํานาญการพิเศษ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลแม่ลาหลวง E-mail: [email protected]***Senior Public Health Technical Officer, Mae La Luang Health Promoting Hospitalบทคัดย่อการวิจัยเชิงพรรณนาแบบสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ การจัดการตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่รับการรักษาในสถานบริการสุขภาพของรัฐในอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จํานวน 343 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบระบบ โดยกําหนดช่วงการสุ่มจากอัตราส่วนของจํานวนประชากรทั้งหมดต่อขนาดตัวอย่าง และได้รับความยินยอมเข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และแบบสอบถามการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.76) มีอายุเฉลี่ย 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 51.02) และไม่ได้เรียนหนังสือ (ร้อยละ 63.84) มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.22, S.D.=.81) และมีการจัดการตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.36, S.D.=.73) เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r=.52, p < .01)


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 2ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r=.52, p < .01) ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสําคัญต่อการพัฒนาการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง บุคลากรสาธารณสุขควรออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่เน้นการพัฒนาทักษะด้านการตั้งคําถามเพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง และด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม อันจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นําไปสู่การควบคุมความดันโลหิตที่ดีและป้องกันภาวะแทรกซ้อนคําสําคัญ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, การจัดการตนเอง, ความดันโลหิตสูง, อําเภอแม่ลาน้อยAbstractThis descriptive correlational research aimed to explore the levels of health literacy, selfmanagement, and the relationship between these two variables among hypertensive patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Province. The samples consisted of 343 hypertensive patients receiving treatment at public health facilities in Mae La Noi District, Mae Hong Son Province, selected by using systematic random sampling. Patients were chosen at regular intervals from the registry list based on the population-to-sample ratio, and all provided informed consent. Research instruments included a personal information questionnaire, a health literacy questionnaire, and a self-management questionnaire for patients with hypertension. Data were analyzed using descriptive statistics including frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson's correlation coefficient.The findings revealed that the majority of the sample were female (73.76%), aged 60 years or older (51.02%), and had no formal education (63.84%). Patients in Mae La Noi District had a moderate level of overall health literacy (Mean=3.22, S.D.=.81) and a moderate level of overall self-management (Mean=3.36, S.D.=.73). Correlation analysis showed a statistically significant moderate positive relationship between health literacy and self-management among hypertensive patients (r=.52, p < .01).


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน3 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือThese findings suggest that enhancing health literacy plays a crucial role in improving selfmanagement among patients with hypertension. Healthcare-professionals should design health promotion programs that specifically target skills in asking for reliable health information and adjusting health behaviors according to individual conditions, thereby improving blood pressure control and preventing complications.Keywords : Health Literacy, Self-Management, Hypertension, Mae La Noi District


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 4ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหาโรคความดันโลหิตสูงนับเป็นปัญหาสุขภาพสําคัญระดับโลก โดยองค์การอนามัยโลกรายงานว่า มีประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกกว่า 1.28 พันล้านคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตกว่า 10 ล้านรายต่อปี1 สําหรับประเทศไทยข้อมูลจากกองโรคไม่ติดต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข2 ระบุว่า ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีอัตราความชุกของโรคความดันโลหิตสูงอยู่ที่ร้อยละ 25.4 และในกลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) อัตราความชุกสูงถึงร้อยละ 53.4 สะท้อนถึงปัญหาสาธารณสุขที่ยังคงต้องการการจัดการอย่างจริงจัง2 สําหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและข้อจํากัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ พบว่าโรคความดันโลหิตสูงยังคงเป็นปัญหาสําคัญ โดยข้อมูลจากสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอนระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในอําเภอแม่ลาน้อยที่ขึ้นทะเบียนในระบบรายงานโรคเรื้อรังจํานวน 3,158 คน3อย่างไรก็ตาม การศึกษาในบริบทที่คล้ายคลึงกันในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยอัญชลี คงอ้ายและคณะ4 พบว่า ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงยังคงขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทําให้ไม่สามารถจัดการตนเองได้อย่างเต็มที่ส่งผลต่อการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สถานการณ์นี้สะท้อนภาระโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่อย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตแต่ยังเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้3การจัดการตนเอง (Self-management)หมายถึง การกระทําหรือการปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้สามารถดําเนินชีวิตอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังด้วยการจัดการควบคุมโรค ผู้ป่วยและบุคลากรทางด้านสุขภาพจะต้องมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและผู้ป่วยควรต้องมีการจัดการตนเองที่ดีตลอดชีวิต5แนวคิดนี้อธิบายโดย Lorig และ Holman6ซึ่งเน้นบทบาทผู้ป่วยในสามมิติหลัก ได้แก่ การจัดการอาการของโรค การรักษาบทบาททางสังคมของผู้ป่วย และการจัดการด้านอารมณ์ที่สัมพันธ์กับโรคโดยการจัดการตนเองถือเป็นหัวใจสําคัญในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากผู้ป่วยต้องรับผิดชอบในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ตามการศึกษาหลายฉบับพบว่าผู้ป่วยจํานวนไม่น้อยยังคงประสบปัญหาในการจัดการตนเองอันเนื่องมาจากข้อจํากัดด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการประเมินข้อมูลสุขภาพ หรือแรงจูงใจส่วนบุคคล ส่งผลให้การควบคุมความดันโลหิตไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กําหนดไว้4,7-8 ด้วยเหตุนี้การส่งเสริมทักษะและศักยภาพด้านการจัดการตนเองจึงเป็นปัจจัยสําคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและช่วยลดภาระของโรคในระดับบุคคลและสังคมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) ถือเป็นปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยหมายถึงความสามารถในการเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และนําข้อมูลสุขภาพไปใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับ


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน5 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือการดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม9แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาโดย Sørensen และ คณะ10 ที่ให้คําจํากัดความครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ การเข้าถึง การเข้าใจ การตีความ และนําข้อมูลสุขภาพไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน ผู้ป่วยที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับสูงมักสามารถปฏิบัติตามแผนการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้เหมาะสม และมีแนวโน้มควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดีขึ้นหลักฐานจากงานวิจัยหลายฉบับสนับสนุนว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการตนเองที่ดีขึ้น และการควบคุมโรคเรื้อรังได้อย่างประสิทธิภาพ11-12 ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพตํ่ามักประสบปัญหาในการทําความเข้าใจคําแนะนําทางการแพทย์ ประเมินข้อมูลสุขภาพได้ไม่ถูกต้อง หรือไม่สามารถประยุกต์ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การจัดการตนเองบกพร่อง และการควบคุมโรคไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กําหนดไว้13 ดังนั้น การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยจึงเป็นยุทธศาสตร์สําคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการตนเอง และนําไปสู่การควบคุมโรคที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้นแม้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพจะมีบทบาทสําคัญต่อการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แต่พบว่าผู้ป่วยในชุมชนชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลยังคงมีข้อจํากัดทั้งในด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการดูแลสุขภาพตนเอง และความสามารถในการประเมินข้อมูลสุขภาพ7 โดยเฉพาะอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและการคมนาคมไม่สะดวก ประกอบกับข้อจํากัดด้านทรัพยากรสุขภาพและการเข้าถึงบริการ ส่งผลให้ผู้ป่วยจํานวนไม่น้อยไม่สามารถจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมีความจําเป็นในการสํารวจระดับความสามารถในการจัดการตนเองและความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน ตลอดจนวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายในการจัดการโรคเรื้อรังในบริบทของอําเภอแม่ลาน้อย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเหล่านี้เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางหรือโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในอนาคต และสามารถบูรณาการสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมวัตถุประสงค์ของการวิจัย1. เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน2. เพื่อศึกษาระดับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน3. เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 6กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในเขตอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยกรอบแนวคิดของการศึกษาได้รับการพัฒนาขึ้นจากการบูรณาการแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของ Nutbeam9 และ Sørensen และคณะ 10 ซึ่ งครอบคลุมความสามารถในการเข้าถึง ทําความเข้าใจ ตีความ และประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อการตัดสินใจดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม ในการวิจัยนี้ได้พิจารณาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านองค์ประกอบสําคัญ 7 ประการ (7A's) ได้แก่ การเข้าถึง (Accessing) การเข้าใจ (Apprehending) การถาม (Asking) การประยุกต์ (Applying) การประเมิน (Appraising) การปรับ (Adjusting) และการสนับสนุน (Advocating) ร่วมกับทฤษฎีการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรังของ Lorig และ Holman6 ซึ่งเน้นบทบาทที่สําคัญของผู้ป่วยในการจัดการตนเองอย่างเป็นองค์รวมครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การจัดการทางการแพทย์/อาการ (เช่น การรับประทานยา การวัดความดันโลหิต) การจัดการบทบาททางสังคม (การใช้ชีวิตประจําวันร่วมกับโรค) และ การจัดการด้านอารมณ์และจิตใจ (การรับมือความเครียดจากโรค) เพื่ออธิบายและวัดผลพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยในแต่ละวันอย่างเป็นรูปธรรม ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพ PDCA (Plan, Do, Check, Act) ซึ่งประกอบด้วย การวางแผนเพื่อกําหนดเป้าหมายและแผนการดูแลสุขภาพ การปฏิบัติหรือลงมือทําตามแผน การตรวจสอบเพื่อประเมินผลการปฏิบัติ และ การปรับปรุงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือแผนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น กรอบแนวคิดนี้อธิบายความเชื่อมโยงที่สําคัญระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและประสิทธิผลของกระบวนการจัดการตนเอง (PDCA) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้การจัดการตนเองโดยรวมตามแนวคิดของ Lorig และ Holman6ดีขึ้น อันจะนําไปสู่การควบคุมโรคความดันโลหิตสูงที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นวิธีดําเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งเพศชายและเพศหญิง และรับการรักษาที่สถานบริการสุขภาพของรัฐ ในเขตพื้นที่อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปี 2567 รวม จํานวน 3,158 คน3กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งเพศชายและเพศหญิง และกําลังรับการรักษาที่สถานบริการสุขภาพของรัฐในเขตพื้นที่อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอนผู้วิจัยกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคํานวณของ Cohen14 สําหรับการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ โดยกําหนดค่าระดับนัยสําคัญทางสถิติ (α) 0.05 อํานาจการทดสอบ (Power) 0.80 และขนาดอิทธิพล (Effect size) ระดับปานกลาง (r = 0.15) ผลการคํานวณพบว่าต้องใช้กลุ่มตัวอย่างอย่างน้อย 343 คน ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณค่าด้วยโปรแกรม G*Power ที่แนะนําสําหรับการวิเคราะห์


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน7 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือสถิติประเภทนี้15 เพื่อความสะดวกและลดความเอนเอียงในการเลือกตัวอย่าง ผู้วิจัยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบระบบ (Systematic random sampling) โดยประสานงานกับสํานักงานสาธารณสุขอําเภอแม่ลาน้อย เพื่อขอความอนุเคราะห์เข้าถึงรายชื่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนและรับการรักษาในเขตพื้นที่ จากนั้นคํานวณช่วงการสุ่มจากอัตราส่วนของจํานวนประชากรทั้งหมดต่อขนาดกลุ่ม โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจําพื้นที่จะทําการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ป่วยตามเกณฑ์การคัดเข้า/คัดออก ประกาศเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการวิจัย และแจ้งวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อขอความยินยอมให้ผู้วิจัยติดต่อเข้าร่วมการวิจัยต่อไปเกณฑ์การคัดเข้า1. มีอายุ 20 ปีขึ้นไป2. สามารถสื่อสารได้3. ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน4. ยินยอมเข้าร่วมการวิจัยเกณฑ์การคัดออก 1. มีภาวะทางจิตเวชหรือความผิดปกติทางสมองที่ส่งผลต่อความสามารถในการให้ข้อมูลหรือไม่สามารถตอบแบบสอบถามได้ โดยตรวจสอบจากเวชระเบียนและการคัดกรองเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข2. มีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันหรือรุนแรงที่ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในช่วงเวลาที่ทําการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. มีโรคประจําตัวที่อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินการจัดการตนเอง เช่น ภาวะสมองเสื่อมรุนแรงหรือโรคเรื้อรังขั้นสุดท้าย ทั้งนี้ยังคงรวมผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเรื้อรังทั่วไป เช่น เบาหวาน หากสามารถสื่อสารและให้ข้อมูลได้ครบถ้วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเจ็บป่วย ประกอบด้วยคําถามเกี่ยวกับ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ ความเพียงพอของรายได้ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูง และประวัติการนอนโรงพยาบาลเนื่องจากโรคความดันโลหิตสูง มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ ตอนที่ 2 แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เป็นแบบประเมินที่ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและพัฒนาจากแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบ่งตามกระบวนการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและการบริการสุขภาพ (7A’s) มีจํานวนข้อคําถามทั้งหมด 17 ข้อ จําแนก เป็นการเข้าถึง (Accessing) 4 ข้อ การเข้าใจ (Apprehending) 3 ข้อ การถาม (Asking) 2 ข้อ การประยุกต์ (Applying) 2 ข้อ การประเมิน (Appraising) 2 ข้อ การปรับ (Adjusting) 2 ข้อ และการสนับสนุน (Advocating) 2 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) แปลผลโดยใช้ค่าเฉลี่ยคะแนน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับตํ่า (1.00-2.33 คะแนน) ระดับปาน


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 8กลาง (2.34-3.66 คะแนน) และระดับสูง (3.67-5.00 คะแนน)ตอนที่ 3 แบบประเมินการจัดการตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เป็นแบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและพัฒนาจากวงจรการพัฒนาทักษะการจัดการตนเอง PDCA และแนวคิดการจัดการตนเองของ Lorig และ Holman6 มีจํานวนข้อคําถามทั้งหมด 23 ข้อ จําแนกเป็นการวางแผน (Plan) 6 ข้อ การจัดการตนเอง (Do) 5 ข้อ การติดตามผลลัพธ์ (Check) 3 ข้อ การปรับปรุง แก้ไข พัฒนา (Act) 4 ข้อ และการสนับสนุนการจัดการตนเอง (Selfmanagement support) 5 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) แปลผลโดยใช้ค่าเฉลี่ยคะแนน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับตํ่า (1.00-2.33 คะแนน) ระดับปานกลาง (2.34-3.66 คะแนน) และระดับสูง (3.67-5.00 คะแนน)การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ1. การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา ( Content validity) แบบสอบถามได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 3 ท่าน ประเมินค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคําถามและวัตถประสงค์ ( Item Objective Congruence Index; IOC) โดยพบว่ามีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 2. การตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) แบบสอบถามนําไปทดลองใช้ (Try out) กับกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในเขตพื้นที่อําเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จํานวน 30 ราย ที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา แล้วนํามาหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค พบว่าแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 และแบบประเมินการจัดการตนเองมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล1. ผู้วิจัยดําเนินการยื่นขอรับรองการพิจารณาจริยธรรมการวิจัย ต่อคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หมายเลขรับรอง IRBCMRU 2024/294.22.06 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2567 และมีผลถึงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ก่อนเริ่มการเก็บข้อมูล2. ผู้วิจัยประสานงานไปยังผู้อํานวยการสํานักงานสาธารณสุขอําเภอแม่ลาน้อย และผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลในเขตอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อแนะนําตัว ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย และขออนุญาตในการเก็บข้อมูล3. ประสานงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจําพื้นที่ทําหน้าที่คัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นตามเกณฑ์คัดเข้า–คัดออกที่กําหนดไว้ จากรายชื่อผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียน และประชาสัมพันธ์เชิญผู้ป่วยที่สนใจเข้าร่วมวิจัย เมื่อผู้ป่วยแสดงความประสงค์เข้าร่วม เจ้าหน้าที่แจ้งรายชื่อให้ผู้วิจัยเพื่อนัดหมายวัน เวลา และสถานที่เก็บข้อมูล4. การเก็บรวบรวมข้อมูลดําเนินการระหว่างเดือน กันยายน ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2567 ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลในเขตพื้นที่อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยผู้วิจัยดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ชี้แจงวัตถุประสงค์ของ


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน9 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือการวิจัย ขั้นตอนในการเก็บข้อมูล และขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามจากผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง5. ผู้วิจัยตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถาม และเก็บรักษาเอกสารตามมาตรการรักษาความลับ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์สถิติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยนี้ได้ดําเนินการภายใต้หลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โดยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (เลขที่รับรอง: IRBCMRU 2024/294.22.06) วันที่ 13 สิงหาคม 2567 โดยมีมาตรการดังนี้1. การได้รับความยินยอมและสิทธิในการถอนตัว ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการดําเนินงาน ความเสี่ยงและประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น สิทธิในการเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการวิจัยได้ตลอดเวลา และการรักษาความลับของข้อมูล ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัย และต้องลงนามในใบยินยอมเข้าร่วมการวิจัย2. การรักษาความลับ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมวิจัยจะถูกเก็บเป็นความลับ และจะนําเสนอผลการวิจัยในภาพรวมโดยไม่มีการระบุชื่อหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของผู้เข้าร่วมวิจัยได้3. ความสมัครใจในการเข้าร่วม การเข้าร่วมการวิจัยเป็นไปโดยสมัครใจ ผู้เข้าร่วมวิจัยมีสิทธิที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการวิจัยได้ตลอดเวลา โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อการรักษาที่ได้รับ4. การปกป้องสิทธิและความเป็นส่วนตัวผู้วิจัยจะเคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วมวิจัยตลอดกระบวนการวิจัยการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเจ็บป่วยวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage)2. แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)3. แบบประเมินการจัดการตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเอง ใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's correlation coefficient) เพื่อหาความสัมพันธ์ โดยกําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ α=0.05ผลการวิจัย1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.76) และมีอายุมากกว่า 60 ปี (ร้อยละ 51.02) มีสถานภาพสมรสหรือมีคู่อยู่ด้วยกัน (ร้อยละ 76.97) และไม่ได้เรียนหนังสือ (ร้อยละ 63.84) ประกอบอาชีพเกษตรกร (ร้อยละ 63.27) และมี


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 10รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย (ร้อยละ 65.01) ระยะเวลาเฉลี่ยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในช่วง 1-5 ปี (ร้อยละ 42.28) และไม่มีภาวะแทรกซ้อน (ร้อยละ 93.49) ไม่เคยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยสาเหตุจากโรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 97.38) และไม่มีโรคประจําตัวอื่น (ร้อยละ 45.01) แหล่งความรู้หลักเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงคือพยาบาล (ร้อยละ 90.09) และมีระดับความดันโลหิตปกติ (ร้อยละ 99.42) ยาที่ได้รับในการรักษาความดันโลหิตสูงคือ Amlodipine (ร้อยละ 78.13)2. ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม กผลการวิจัยระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยภาพรวม พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง(Mean=3.22, S.D.=.81) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 54.74 คะแนนจากคะแนนเต็ม 85 คะแนนหรือคิดเป็นร้อยละ 64.40 ของคะแนนเต็มซึ่งตํ่ากว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่ถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การประยุกต์ ( Applying) ซึ่งอยู่ในระดับสูง (Mean=3.71, S.D.=1.00) รองลงมาคือ การเข้าถึง (Accessing) (Mean=3.46, S.D.=.86) แ ล ะ ก า ร ป ร ะ เ มิ น (Appraising) (Mean=3.17, S.D.=1.05) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ด้านที่มีค่าเฉลี่ยตํ่าที่สุดคือ การถาม (Asking) (Mean=2.88, S.D.=1.04) อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน ดังตารางที่ 1ตารางที่ 1 ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง (n = 343)ข้อ รายการระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพMean S.D. แปลผล1 การเข้าถึง (Accessing) 3.46 0.86 ปานกลาง2 การเข้าใจ (Apprehending) 3.12 1.16 ปานกลาง3 การถาม (Asking) 2.88 1.04 ปานกลาง4 การประยุกต์ (Applying) 3.71 1.00 สูง5 การประเมิน (Appraising) 3.17 1.05 ปานกลาง6 การปรับ (Adjusting) 2.98 1.18 ปานกลาง7 การสนับสนุน (Advocating) 3.02 1.29 ปานกลางรวม 3.22 0.81 ปานกลาง


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน11 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ3. ระดับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงผลการวิจัยระดับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.36, S.D.=.73) โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 77.28 คะแนนจาก 115 หรือคิดเป็นร้อยละ 67.20 ของคะแนนเต็มซึ่งตํ่ากว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่ถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การ ก4. ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ผู้วิจัยได้ทดสอบการกระจายของข้อมูลด้วย Kolmogorov–Smirnov test พบว่าคะแนนของทั้งสองตัวแปรมีการกระจายปกติ ( p > .05) จึงเลือกใช้สถิติPearson’s correlation coefficient ใ น ก า ร ว ิ เ ค ร า ะ ห์ความสัมพันธ์ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่ามีความสัมพันธ์สนับสนุนการจัดการตนเอง (Mean=3.87,S.D.=.92)ซึ่งอยู่ในระดับสูง รองลงมาคือ การจัดการตนเอง (Do) (Mean=3.35, S.D.=.80) และ การวางแผน (Plan) (Mean=3.26, S.D.=.84) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ด้านที่มีค่าเฉลี่ยตํ่าที่สุดคือ การติดตามผลลัพธ์ (Check) (Mean=3.12, S.D.=1.02) และ การปรับปรุง แก้ไข พัฒนา (Act) (Mean=3.17, S.D.=1.07) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน ดังตารางที่ 2ทางบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r=.52, p < .01) อภิปรายผลการวิจัย1. ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในอําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (54.74 คะแนนจาก 85 หรือร้อยละ 64.40) ซึ่งตํ่ากว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่ถือว่าอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ 7 ประการ (7A’s Health ตารางที่ 2 ระดับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง (n = 343)ข้อ รายการระดับการจัดการตนเองx\" S.D. แปลผล1 การวางแผน (Plan) 3.26 0.84 ปานกลาง2 การจัดการตนเอง (Do) 3.35 0.80 ปานกลาง3 การติดตามผลลัพธ์ (Check) 3.12 1.02 ปานกลาง4 การปรับปรุง แก้ไข พัฒนา (Act) 3.17 1.07 ปานกลาง5 การสนับสนุนการจัดการตนเอง 3.87 0.92 สูงรวม 3.36 0.73 ปานกลาง


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 12Literacy) ที่ระบุว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพประกอบด้วยทักษะการเข้าถึง (Accessing) การเข้าใจ (Apprehending) การถาม (Asking) การประยุกต์ (Applying) การประเมิน (Appraising) การปรับ ( Adjusting) แ ล ะ ก า ร ส น ั บ ส นุ น (Advocating) ซึ่งต้องพัฒนาอย่างสมดุลเพื่อให้เกิดศักยภาพในการจัดการสุขภาพ ผลการวิจัยชี้ว่าผู้ป่วยมีทักษะการประยุกต์อยู่ในระดับสูง แต่ทักษะการเข้าถึงและการปรับยังอยู่ในระดับปานกลาง แสดงถึงข้อจํากัดในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสม ปัจจัยดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับลักษณะของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาตํ่า (ร้อยละ63.84 ไม่ได้เรียนหนังสือ) และมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย (ร้อยละ 65.01) ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงและทําความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ รวมทั้งทักษะการซักถามหรือประเมินข้อมูลซึ่งจําเป็นต่อการจัดการโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ วรารัตน์ ทิพย์รัตน์ และคณะ ที่พบว่า รายได้สามารถพยากรณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุภาวะความ ดันโลหิตสูงที่มีโรคร่วมได้อย่างมีนัยสําคัญ16เช่นเดียวกับงานวิจัยของ Bamidele และคณะ ที่ยืนยันว่า การขาดความรอบรู้ด้านสุขภาพสัมพันธ์กับความล้มเหลวในการควบคุมโรคเรื้อรัง17 นอกจากนี้ ลักษณะพื้นที่ภูเขาของจังหวัดแม่ฮ่องสอนยังเป็นข้อจํากัดในการเข้าถึงบริการและข้อมูลสุขภาพ ทําให้แม้คะแนนด้านการประยุกต์ (Applying) อยู่ในระดับสูง แต่ด้านการเข้าถึง (Accessing) และการปรับ (Adjusting) ยังคงอยู่ในระดับปานกลางสอดคล้องกับผลการวิจัยของ อัญชลี คงอ้าย และคณะ ที่พบว่า ผู้สูงอายุในจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีอุปสรรคในการเข้าถึงและประเมินข้อมูลสุขภาพเนื่องจากข้อจํากัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและความรู้ด้านดิจิทัล42. ระดับการจัดการตนเอง ผลการวิจัยพบว่าระดับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (77.28 คะแนนจาก 115 หรือร้อยละ 67.20) ซึ่งตํ่ากว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่ถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาตามแนวคิดวงจร PDCA (Plan–Do–Check–Act) ซึ่งใช้เป็นกรอบอธิบายการจัดการตนเอง พบว่าผู้ป่วยมีการจัดการตนเองด้านการวางแผนและการปฏิบัติ (Plan, Do) อยู่ในระดับปานกลาง และมีการสนับสนุนการจัดการตนเองในระดับสูง อย่างไรก็ตามด้านการติดตามผลลัพธ์(Check) และการปรับปรุง แก้ไข พัฒนา (Act) แม้ยังจัดอยู่ในระดับปานกลางแต่มีค่าคะแนนเฉลี่ยตํ่ากว่าด้านอื่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการจัดการตนเองของผู้ป่วยยังไม่ครบถ้วนทุกมิติของวงจร PDCA หากขาดการติดตามและปรับปรุง ผลลัพธ์ด้านสุขภาพอาจขาดความต่อเนื่องและความยั่งยืน ระดับการจัดการตนเองดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถของผู้ป่วยในการดูแลสุขภาพของตนเองภายใต้การสนับสนุนจากบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว และชุมชน17 ดังจะเห็นได้จากข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าแหล่งความรู้หลักเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90.09) มาจากพยาบาล สอดคล้องกับงานวิจัยของ Suwanno และคณะ18 ที่พบว่าการจัดการตนเองของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสําคัญกับระดับการศึกษาของพยาบาลที่ดูแล


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน13 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือข้อมูลนี้แสดงถึงบทบาทที่สําคัญของพยาบาลในฐานะผู้ให้ความรู้และเป็นแกนหลักในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม อันเป็นรากฐานสําคัญของการจัดการตนเองที่มีประสิทธิผล เช่นเดียวกับการศึกษาของBamidele และคณะ19 ซึ่งพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรทางการแพทย์และชุมชนมีแนวโน้มที่จะปรับพฤติกรรมและควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น แต่ยังมีความท้าทายในการติดตามผลอย่างสมํ่าเสมอ นอกจากนี้งานวิจัยของ Li และ คณะ20ยังรายงานว่าความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคม และการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชนบทของจีน มีลักษณะความสัมพันธ์เป็นเส้นโค้งรูปตัวยูควํ่า กล่าวคือ การสนับสนุนทางสังคมในระดับที่เหมาะสมส่งผลบวกต่อการจัดการตนเอง แต่เมื่อมีมากเกินไปหรือไม่เพียงพอกลับไม่ส่งผลดีต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในระยะยาวข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบโดย Konlan และ Shin21ที่ระบุว่าปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลตนเองที่บ้านของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ ปัจจัยประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และสถานะเศรษฐกิจ ตลอดจนปัจจัยด้านการรักษา ความรู้เกี่ยวกับโรค และการติดตามผลต่อเนื่อง เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสําคัญในการส่งเสริมการจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น3. ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการศึกษาครั้งนี้พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง (r = 0.52, p < 0.001) ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิดการวิจัยที่บูรณาการ7A’s เข้ากับวงจร PDCA โดยทฤษฎีชี้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพทําหน้าที่เป็นฐานสําคัญที่เอื้อให้ผู้ป่วยสามารถดําเนินการตามขั้นตอนของการจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากผู้ป่วยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงย่อมมีแนวโน้มที่จะมีการจัดการตนเองที่ดีกว่า สอดคล้องกับงานวิจัยของ Esen และ Kolcu22 ที่พบว่าความเท่าทันด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยผู้ป่วยที่มีความเท่าทันด้านสุขภาพสูงมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การศึกษาของ Darabi และ คณะ23 ที่ศึกษาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมากกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ (r = 0.927, p < .001) โดยเฉพาะมิติการตัดสินใจและการประเมินข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงที่สุดต่อการดําเนินวิถีชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ ผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการตัดสินใจและประเมินข้อมูลสุขภาพที่ดีมีบทบาทสําคัญต่อความสามารถของผู้ป่วยในการวางแผนและปรับปรุงการดูแลสุขภาพตามวงจร PDCA ได้อย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันการศึกษาของ Zhou และคณะ24เกี่ยวกับการใช้แอปพลิเคชันสุขภาพบนมือถือ (Mobile health) เพื่อสนับสนุนการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง การใช้เทคนิคการเปลี่ยน


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 14พฤติกรรม (Behavior change techniques; BCTs) เช่น การติดตามผล การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการสอนวิธีปฏิบัติ ส่งผลให้ค่าความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .001)ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการใช้เทคโนโลยีมือถือสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการควบคุมโรคได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรชนบทหรือพื้นที่ที่เข้าถึงบริการสุขภาพได้จํากัด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ในภาพรวม ไม่ได้วิเคราะห์รายด้าน จึงอาจยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามิติใดของความรอบรู้ด้านสุขภาพส่งผลต่อการจัดการตนเองมากที่สุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรศึกษาเพิ่มเติมต่อไปข้อเสนอแนะข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้1. บุคลากรสาธารณสุขควรพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยเน้นการให้ความรู้ที่เข้าใจง่าย สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและภาษาของประชาชนในพื้นที่อําเภอแม่ลาน้อย เพื่อตอบสนองต่อระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ยังอยู่ในระดับปานกลางและข้อจํากัดด้านภาษาและการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง2. ควรมีการพัฒนาสื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงที่เหมาะสมกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ เช่น สื่อวิดิทัศน์หรือสื่อที่มีรูปภาพประกอบเพื่อลดข้อจํากัดด้านภาษาและการอ่านออกเขียนได้และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงและทําความเข้าใจข้อมูลสุขภาพข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป1. ควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพเพิ่มเติม เพื่อทําความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยทางวัฒนธรรมและความเชื่อ รวมถึงอุปสรรคและโอกาสในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในบริบทของชุมชนชาติพันธุ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและนําไปใช้ในการออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมยิ่งขึ้น2. ควรมีการศึกษาแบบติดตามระยะ ยาว (Longitudinal study) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองของผู้ป่วย ภายหลังการให้ความรู้และการสนับสนุนจากบุคลากรสาธารณสุข เพื่อติดตามผลลัพธ์ในระยะยาว3. ควรมีการศึกษาเชิงปฏิบัติการ (Action research) หรือการวิจัยและพัฒนาโปรแกรม (Research and development) เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการส่งเสริมทักษะการติดตามผลลัพธ์และการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมซึ่งเป็นด้านที่พบว่ามีระดับตํ่าในการศึกษาครั้งนี้4. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่มช่วยเหลือตนเอง (Self-help group) ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน เพื่อประเมินผลของการสนับสนุนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer support) ต่อการจัดการตนเองในระยะยาว5. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองระหว่างพื้นที่ที่มี


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน15 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือบริบทแตกต่างกัน เช่น พื้นที่ในเมืองและพื้นที่ห่างไกล เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบริบท และระบุความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่


v The Relationship Between Health Literacy and Self-Management Among Hypertensive Patients in Mae La Noi District, Mae Hong Son Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 16เอกสารอ้างอิง1. World Health Organization. Hypertension [Internet]. 2023 [cited 2025 Jun 20]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hypertension2. กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังประเทศไทย ปี 2567 [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 20 มิ.ย. 2568]. เข้าถึงจาก: https://ddc.moph.go.th/dncd/journal_detail.php?publish=166813. สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน. รายงานสรุปสถานการณ์โรคความดันโลหิตสูง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปีงบประมาณ 2567. แม่ฮ่องสอน: สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน; 2567.4. อัญชลี คงอ้าย, ประวีดา คําแดง, ถาวร ล่อกา, พีรพรรณ อภิวงค์วาร, สมศรี สัจจะสกุลรัตน์, ปริศนา นวลบุญเรือง, และ อมรรัตน์ อนุวัฒน์นนทเขตต์. ความเท่าทันต่อโรคความดันโลหิตสูงและการจัดการตนเองในผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงในจังหวัดแม่ฮ่องสอน: การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่ออธิบายเหตุการณ์สําคัญ. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2566;41(4): e265940.5. กฤติยา ชาสุวรรณ, จีราพร ทองดี, เนตรนภา พันเล็ก, และวัลลภา ดิษสระ. การจัดการตนเองของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ. 2565;5(2):14-27.6. Lorig KR, Holman HR. Self-management education: History, definition, outcomes, and mechanisms. Ann Behav Med. 2003;26(1):1–7.7. Yang J, Zeng Y, Yang L, Khan N, Singh S, Walker RL, et al. Identifying personalized barriers for hypertension self-management from TASKS framework. BMC Res Notes. 2024;17:224.8. Loreto L, Linares-Jimenez FG, de Zeeuw J, de Winter AF. Health literacy and hypertension-related multimorbidity: unravelling the mediating role of self-management – insights from the Lifelines cohort study. BMC Public Health. 2025;25:1530.9. Nutbeam D. The evolving concept of health literacy. Soc Sci Med. 2008;67(12):2072-8.10. Sørensen K, Van den Broucke S, Fullam J, Doyle G, Pelikan J, Slonska Z, et al. Health literacy and public health: A systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health. 2012;12:80.11. เหมชาติ นีลสมิต. ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง อําเภอซําสูง จังหวัดขอนแก่น. วารสารสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น. 2567;6(2):e268925.12. Darvishpour A, Mansour GR, Mansouri F. The relationship between health literacy, self efficacy, and self care behaviors among older adults with hypertension in the North of Iran. Health Lit Res Pract. 2022;6(4):e262–269


vความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการจัดการตนเองของผู้ป ่วยโรคความดันโลหิตสูง อําเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน17วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ13. Zou H, Liu J, Jiang D, Hou L, Wang W, Zhang L. The effect of health literacy on disease management self-efficacy in chronic disease patients: The moderating effects of social support and the moderating effects of illness perception. Patient Prefer Adherence. 2024;18:657-66.14. Cohen J. Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences. 2nd ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.15. Faul F, Erdfelder E, Buchner A, Lang A. Statistical power analyses using G*Power 3.1: Tests for correlation and regression analyses. Behav Res Methods. 2009;41(4):1149–60.16. วรารัตน์ ทิพย์รัตน์, โสภิต สุวรรณเวลา, ณนัท วอลเตอร์. ปัจจัยทํานายความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุภาวะความดันโลหิตสูงที่มีโรคร่วม จังหวัดตรัง. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 2563;7(2):26-38. 17. Shahin W, Kennedy GA, Stupans I. The association between social support and medication adherence in patients with hypertension: A systematic review. PharmPract. 2021;19(2):2300.18. Suwanno J, Phonphet C, Mayurapak C, Ninla-aesong P, Thaimwong L. Exploring factors associated with hypertension self-care in primary care: The role of nurse education levels and patient-related factors. Int J Nurs Pract. 2023;30(5):e13208.19. Bamidele FI, Bello CB, Fadare RI. Evaluating outcome of health literacy intervention on self management among people living with hypertension in Kwara State, Nigeria. Int J Med Nurs Health Sci. 2024;5(6):83 102.20. Li J, Zhang J, Wang Y, Zhang H, Ma Y. Does social support improve self management among rural hypertensive patients? An empirical analysis based on generalized propensity score matching. Front Public Health. 2025;12:1445946.21. Konlan KD, Shin J. Factors influencing home based self care of adults with hypertension: a systematic review. Global Heart. 2023;18(1):16. 22. Esen K, Kolcu M. The relationship between health literacy and self-care management in patients with hypertension attending primary healthcare centers. J Public Health. 2022;32:175-83.23. Darabi F, Ziapour A, Janjani P, Motevaseli S, Rostami F. A cross-sectional study of the relationship between health literacy and health-promoting lifestyles in patients with hypertension in northwest Iran. BMC Prim Care. 2025;26:117. 24. Zhou Y, Li SJ, Huang RQ, Ma HM, Wang AQ, Tang XY, et al. Behavior change techniques used in self-management interventions based on mHealth apps for adults with hypertension: systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. J Med Internet Res. 2024;26:e54978.


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 18การรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียมPerceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisสุดาวรรณ ขันธมิตร ค.ม.* Sudawan Khuntamitr, M.Ed.*เบญจมาพร อาดัมเจริญ MPPM.* Benjamaporn Adamchareon, MPPM*Corresponding Author: E-mail: [email protected] Received: 1 Jul 2025, Revised: 18 Oct 2025, Accepted: 13 Nov 2025*อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วิทยาเขตวัชรพล E-mail: [email protected], [email protected] *Instructor, Faculty of Nursing Western University Watcharapon Campusบทคัดย่อการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการรักษาที่จําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวิธีหลักในการช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายเพื่อยืดอายุและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การวิจัยเชิงพรรณานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดกับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มารับบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ในช่วงวันที่ 29 เมษายน ถึง 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จํานวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน(p) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (r) และไคสแควร์(c2)ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง (Mean=27.02, S.D.=2.69)การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง (Mean=23.67, S.D.=3.20) การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด (Mean=22.47, S.D.=2.28) และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด (Mean=55.33, S.D.=4.30) อยู่ในระดับมาก อาชีพ (c2= 156.04)


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม19วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือในเลือด (Mean=22.47, S.D.=2.28) และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด (Mean=55.33, S.D.=4.30) อยู่ในระดับมาก อาชีพ (c2= 156.04) การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง (p=.29) การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด(p=.21) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับตํ่ากับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด และอาชีพเป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้มีการจัดการตนเอง แต่ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ จึงควรมีการศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมคําสําคัญ : การรับรู้ การจัดการ ฟอสเฟต การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมAbstract Hemodialysis is an indispensable intervention, as it is the principal modality for the removal of excrement form the body, thereby prolonging both the lifespan and quality of life of patients.This descriptive study aimed to: (1) examine the perceived susceptibility to hyperphosphatemia, perceived severity of hyperphosphatemia, perceived benefits of phosphate-control behaviors, and self-management behaviors for phosphate control among patients with end-stage renal disease (ESRD) patients undergoing hemodialysis; and (2) investigate the relationships between demographic, perceived the susceptibility to hyperphosphatemia, perceived severity of hyperphosphatemia, perceived benefits of phosphate-control behaviors and self-management behaviors for phosphate control. The participants comprised 94 ESRD patients who undergoinghemodialysisat the Veterans General Hospital between April29th and May 17th, 2025. The research instrument was a questionnaire developed by the researcher. Data were analyzed using descriptive statistics, Spearman’s correlation (p), Pearson’s correlation coefficient (r) and the chi-square test(c2). The findings revealed that participants had high levels of perceived susceptibility tohyperphosphatemia (Mean=27.02, S.D.=2.69), perceived severity of hyperphosphatemia(Mean=23.67, S.D.=3.20), perceived benefits of phosphate-control behaviors (Mean=22.47, S.D.=2.28) and self-management behaviors for phosphate control (Mean=55.33, S.D.=4.30).


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 20S.D.=2.28) and self-management behaviors for phosphate control (Mean=55.33, S.D.=4.30). Occupation(c2= 156.04), perceived severity of hyperphosphatemia (p=.29) and perceived benefits of phosphate-control behaviors (p=.21) were positively correlated with self-management behaviors for phosphate control at a low level, with statistical significance at the .05 level. This study highlights that perceived severity of hyperphosphatemia, perceived benefits of phosphate-control behaviors and occupation are important factors influencing self-management. However, they are not the sole determinants of health behavior change. Further research should investigate additional factors that may contribute to effective self-management of serum phosphate levels in ESRD patients undergoing hemodialysis.Keywords : Perception, Self-management, Phosphate, Hemodialysis


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม21 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา โรคไตเรื้อรังเกิดจากความผิดปกติของไตจนการทํางานของไตลดลงมาก ไม่สามารถรักษาให้หายขาดต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยมักมีภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายที่รุนแรง ทําให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง กําลังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ทุกประเทศเผชิญ เนื่องจากมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การเพิ่มความชุกโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมเสี่ยงที่ทําให้ไตเสื่อม เช่น การใช้ยา NSAIDs การได้รับสารเคมีโลหะหนัก หรือมีพฤติกรรมรับประทานอาหารเสี่ยง และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทําให้โรคไตเรื้อรังมีอัตราเพิ่มมากขึ้น จากการคาดการณ์ภายในปี พ.ศ. 2573 จะมีผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องรับการบําบัดทดแทนไต ร้อยละ 70 อยู่ในประเทศกําลังพัฒนา สําหรับประเทศไทยพบอุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังต้องรับการบําบัดทดแทนไต เฉลี่ยปีละ 200,000 ราย และรายงานผู้ป่วยจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2564 มีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทั้งหมด 1,007,251 ราย1 จากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ในปี 2566 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,062,756 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 มากถึง 85,064 คน จํานวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะ 4 จํานวน 122,363 ราย และระยะ 5 ที่ต้องล้างไตมากถึง 70,474 ราย2 โรคไตเรื้อรังจึงเป็นภาระในการจัดบริการสุขภาพ และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาจํานวนมาก นอกจากนี้เมื่อการดําเนินของโรคไปถึงระยะสุดท้ายจะทําให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน มีผลต่อการดําเนินชีวิตและความอยู่รอดของผู้ป่วย จากทั่วโลกพบการเสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังมากถึง 1.4 ล้านคน ในพ.ศ. 2562 เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 20 จาก พ.ศ.2553 เป็นสาเหตุการเสียชีวิตสําคัญ 1 ใน 10ของโลก3 เมื่อโรคไตเรื้อรังเข้าสู่ภาวะไตเรื้อรัง ระยะที่ 5 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นภาวะที่ไตสูญเสียหน้าที่การทํางานอย่างถาวร จําเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไต วิธีการรักษาที่ใช้มากที่สุดในประเทศไทย คือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่มักมีโรคแทรกซ้อนที่ทําให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน เพิ่มอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยเป็นอันตรายในผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการตายในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมประมาณร้อยละ 40-50 ของการตายทั้งหมดในประเทศสหรัฐอเมริกา ความดันโลหิตตํ่าพบอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 20-50 ของการฟอกเลือด4 สอดคล้องกับการศึกษาของประนอม บัวสรวง5 ทําการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างจํานวน 44 ราย เกิดภาวะแทรกซ้อน จํานวน 33 ราย (ร้อยละ 75) โดยพบว่า เกิดภาวะความดันโลหิตตํ่า จํานวน 21 ราย (ร้อยละ 47.72) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหัวใจเต้นช้า จํานวน 6 ราย (ร้อยละ 13.63) เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหัวใจเต้นเร็ว จํานวน 4 ราย (ร้อยละ 9.09) เลือดออกจากตําแหน่ง


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 22ที่ใส่สายสวน จํานวน 1 ราย (ร้อยละ 2.28) เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น จํานวน 1 ราย (ร้อยละ 2.28)นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของสมดุลแร่ธาตุโดยเฉพาะฟอสฟอรัส คือ จะมีระดับฟอสฟอรัสสูง ซึ่งฟอสฟอรัสเมื่ออยู่ในร่างกายจะอยู่ในรูปของฟอสเฟต ฟอสเฟตที่สูงขึ้นนี้จะไปจับกับแคลเซี่ยมทําให้ระดับแคลเซี่ยมในเลือดลดลง ระดับแคลเซี่ยมที่ตํ่าลงและระดับฟอสเฟตที่สูงขึ้นจะกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งพาราไทรอยด์ฮอร์โมนออกมามากกว่าปกติ เนื่องจากฮอร์โมนพาราไทรอยด์มีบทบาทในการควบคุมระดับแคลเซี่ยมและฟอสเฟตในเลือดให้ปกติ ระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ที่เพิ่มสูงขึ้นจะกระตุ้นให้มีการละลายแคลเซี่ยมออกจากกระดูกเพื่อปลดปล่อยแคลเซี่ยมเข้าสู่กระแสเลือด ระดับของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ที่สูงขึ้นต่อเนื่องยาวนาน มีผลให้เกิดภาวะพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูงขั้นรุนแรง หรือภาวะพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูงทุติยภูมิ ส่งผลให้เกิดการทําลายกระดูกอย่างไม่หยุดยั้งจนเกิดความผิดปกติของกระดูก ภาวะกระดูกผุ ปวดกระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากผลทางระบบกระดูกแล้วฟอสเฟตยังเป็นสาเหตุของอาการคันจากการสะสมของฟอสฟอรัสบริเวณผิวหนัง นอกจากนี้ยังพบว่าการคั่งของฟอสเฟตมีความเกี่ยวโยงกับอัตราการตายที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคหัวใจ ทั้งนี้เป็นเพราะฟอสเฟตที่คั่งในกระแสเลือดเป็นเวลานานสามารถออกฤทธิ์กระตุ้นเซลล์กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดให้แปลงเป็นเซลล์กระดูกที่เรียกว่า Osteoblasts และทําการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกภายในหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดโรคหัวใจ ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิต6 ซึ่งจากสถิติพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังใน 5 อันดับแรก ได้แก่ Cardiac disease ร้อยละ 35.8 Infectious disease ร้อยละ 17.5 Uncertain ร้อยละ 15.4 Other ร้อยละ 14.4 และ Cerebrovascular disease ร้อยละ 7.87 จากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่มีผลต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วยไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยจึงได้กําหนดให้ Serum phosphorus เป็นตัวชี้วัดหนี่งในการตรวจรับรองมาตรฐานการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม แม้ว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจะเป็นวิธีการบําบัดทดแทนไตที่มีประสิทธิภาพ แต่การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่สามารถทําให้ระดับฟอสเฟตในเลือดอยู่ในระดับปกติได้จากการศึกษาของ Achinger และ Ayus8 พบว่า การฟอกเลือดไม่สามารถกําจัดฟอสเฟตได้เพียงพอที่จะควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดตามแนวทางที่ยอมรับได้ เนื่องจากฟอสเฟตในร่างกายส่วนใหญ่จะอยู่ในเนื้อเยื่อ มีการแลกเปลี่ยนระหว่างเนื้อเยื่อและเลือดได้น้อย ผู้ป่วยจึงจําเป็นต้องมีการควบคุมการบริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง และรับประทานยาจับฟอสเฟตควบคู่ไปกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม แต่การรับประทานยาจับฟอสเฟตอาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็น


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม23 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนืออันตรายต่อร่างกาย ถ้ารับประทานในปริมาณสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน รับประทานผิดเวลาหรือรับประทานไม่ถูกวิธี เช่น ยาในรูปเกลือแคลเซี่ยมทําให้เกิดภาวะแคลเซี่ยมในเลือดสูง ยาในรูปเกลืออลูมิเนียมทําให้เกิดการสะสมของอลูมิเนียมในส่วนต่าง ๆของร่างกาย เช่น ในไขกระดูกเกิดภาวะซีด สะสมในสมองทําให้มีอาการสับสน ประสาทหลอนและชัก9 ดังนั้นการจัดการที่ถูกต้อง เหมาะสมในการควบคุมระดับฟอสเฟตจึงเป็นกระบวนการสําคัญที่ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้ดําเนินการด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการกําหนดเป้าหมาย การเลือกที่จะปฏิบัติเพื่อคงไว้ซึ่งภาวะสุขภาพ การที่จะมีการจัดการที่ดีนั้นมีปัจจัยสําคัญ คือ การรับรู้เพราะการรับรู้ภาวะสุขภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทําให้บุคคลมีพฤติกรรมในการดูแลตนเอง10 การรับรู้ภาวะสุขภาพที่ดีจะทําให้ผู้ป่วยมีการแสดงออกถึงการจัดการตนเองที่เหมาะสม การที่บุคคลจะรับรู้ภาวะสุขภาพและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพของตนได้นั้น พบว่ามีความสัมพันธ์กับอายุ อิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรม วัฒนธรรมแต่ละที่ย่อมมีแนวคิดเกี่ยวกับภาวะสุขภาพแตกต่างกัน สภาพสังคมที่ต่างกัน เช่น ระดับการศึกษา ระดับเศรษฐกิจที่ต่างกันย่อมทําให้พฤติกรรมสุขภาพต่างกัน11 หากผู้ป่วยสามารถจัดการตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมได้ จากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมายังไม่พบการศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยด้านรู้คิดที่จะเป็นตัวกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการด้วยตนเอง ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา การรับรู้กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ในบริบทของโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้บริการกับทหารผ่านศึกครอบครัวทหารผ่านศึก และประชาชนทั่วไป เปิดให้บริการฟอกเลือดวันละ 2 รอบ ทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์มีเครื่องฟอกเลือดทั้งหมด 36 เครื่อง ปัจจุบันมีผู้มารับบริการจํานวน 97 คน เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดศึกษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้มาก่อน ประกอบกับช่วงที่ผู้วิจัยเริ่มเข้ามาศึกษา พบว่า สถิติ Serum phosphorus ของผู้ป่วยที่มารับบริการฟอกเลือดเกินเกณฑ์การตรวจรับรองมาตรฐานการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ที่กําหนดอัตราเฉลี่ยของระดับ Serum phosphorus มากกว่า 5 มิลลิกรัม น้อยกว่า 20 % ตั้งแต่ ตุลาคม 2567 ถึง พฤษภาคม 2568พบอัตราเฉลี่ยของระดับ Serum phosphorusเท่ากับ 26.36 % ผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับพยาบาล ในการพัฒนารูปแบบ หรือโปรแกรมส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม มีพฤติกรรมการจัดการด้วยตนเองที่เหมาะสม และมีการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 24วัตถุประสงค์การวิจัย1. เพื่อศึกษาการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ เพศ ภูมิลําเนา ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมคําถามการวิจัย1. มีความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือไม่อย่างไร2. มีความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ เพศ ภูมิลําเนา ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ กับการจัดการตนเองเพื่อการควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือไม่อย่างไรกรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการรับรู้และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่หน่วยไตเทียม โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปัจจัยการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด โดยใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของ Maiman และ Becker12 ที่เชื่อว่า นอกจากองค์ประกอบด้านความเชื่อหรือการรับรู้แล้วยังมีปัจจัยอื่นที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ สําหรับการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกศึกษาเรื่องการรับรู้ โดยศึกษาด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในลือด เนื่องจากการรับรู้ทั้ง 3 ด้าน เป็นปัจจัยที่สําคัญต่อพฤติกรรมการจัดการด้วยตนเอง ส่วนปัจจัยอื่นนั้นผู้วิจัยเลือกปัจจัยด้านข้อมูลส่วนบุคคล เพื่ออธิบายพฤติกรรมในการป้องกันและในการรักษาโรคว่า เมื่อบุคคลรับรู้ถึงโอกาสเสี่ยง มีการรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรค เมื่อเกิดความกลัว มีการรับรู้ภาวะคุกคามที่จะถึงตัว บุคคลจะปฏิบัติตามคําแนะนําเพื่อป้องกันโรคและจัดการกับปัญหา โดยคํานึงถึงประโยชน์ที่ตนจะได้รับ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น มีตัวแปรต้น


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม25 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของวิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ตัวแปรตาม คือ การจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ดังภาพที่ 1ได้รับการรักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่หน่วยไตเทียม โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม พ.ศ. 2568 มีจํานวน 97คนกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ได้รับการบําบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่หน่วยไตเทียม โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ในวันจันทร์ ถึงวันเสาร์ ช่วงวันที่ 29 เมษายน – 17 พฤษภาคม 2568 มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ข้อมูลส่วนบุคคล - อายุ - เพศ - ภูมิลําเนา - การศึกษา - อาชีพ - รายได้ตัวแปรต้น - การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง- การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง- การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุม ฟอสเฟตในเลือด การจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ตัวแปรตามภาพที่1 กรอบแนวคิดในการวิจัย


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 26ขึ้นไป กําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยการใช้สูตรในการคํานวณของ Daniel13 ได้กลุ่มตัวอย่าง จํานวน76 คนดังนี้n = Zα/2 2 NP (1 - P) Zα/2 2 P (1 - P) + (N - 1) d2n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการZα/2 = ค่าสถิติมาตรฐานจากตาราง Z ที่ระดับนัยสําคัญ .05 มีค่าเท่ากับ1.96N = จํานวนประชากรในการศึกษาที่ทราบค่าแน่ชัด (97 คน)P = .67 อ้างอิงจากผลการศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยฟอกเลือดของผู้ป่วยไตเทียมของ จุฑาภัทร์ สุวรรณไพรัตน์9 ซึ่งมีพฤติกรรมการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดอยู่ในระดับถูกต้องมาก ร้อยละ 67.61D = ค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่ผู้วิจัยยอมให้เกิดได้สูงสุด เท่ากับ .05 แทนค่าในสูตรข้างต้นจะได้จํานวนตัวอย่าง ดังนี้N = (1.96)2 x 97 x 0.67 (1 – 0.67)(1.96)2 x 0.67 (1 – 0.67) + (97 - 1) x 0.052N = 75.63เพื่อป้องกันการสูญหายของกลุ่มตัวอย่าง และประชากรมีอยู่เพียง 97 คน ผู้วิจัยจึงทําการเก็บข้อมูล โดยการสุ่มตามสะดวกจากประชากรทั้งหมด มีเกณฑ์คัดเข้า 1. ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 2. สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ 3. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถสื่อสารได้ โดยสอบถามจากพยาบาลที่ฏิบัติงานอยู่ประจํา เกณฑ์การคัดออกและเกณฑ์การยุติการเข้าร่วม คือ มีอาการเจ็บป่วยในช่วงที่เก็บรวบรวมข้อมูลจนไม่สามารถตอบแบบสอบถามได้ ได้กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 94 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.68 อีก 3 คนที่ไม่ได้เข้าร่วมการวิจัยเนื่องจากไม่สมัครใจเข้าร่วม 1 คน ส่วนอีก 2 คน มีความบกพร่องในการรับรู้ ไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกันได้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง จากการทบทวนวรรณกรรม ศึกษาค้นคว้าจากตํารา วารสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยแบบสอบถามทั้งหมด 5 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และจากรายงานทะเบียนประวัติการฟอกเลือด แบ่งแบบสอบถามออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลประกอบด้วยข้อมูล อายุ เพศ สถานภาพสมรส ภูมิลําเนาระดับการศึกษา การประกอบอาชีพ รายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อเดือน และการจ่ายค่ารักษาพยาบาล แบบสอบถามเป็นแบบสํารวจรายการ และแบบปลายเปิด ตอนที่ 2 แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ประกอบด้วยข้อมูล ชนิดของการฟอกเลือด


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม27 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือระยะเวลาที่มารับบริการฟอกเลือด จํานวนครั้งของการขาดการฟอกเลือด ระยะเวลาของการฟอกเลือด สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ชนิดของยาจับฟอสเฟตที่รับประทาน ขนาดที่ใช้ การใช้ยาวิตามินดี การใช้ยากดพาราไทรอยด์ ประวัติการผ่าตัดต่อมพาราไทรอยด์ การใช้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ปริมาณปัสสาวะต่อวัน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ค่าฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ (PTH) ระดับฟอสเฟตในเลือด ค่าแคลเซี่ยมในเลือด ค่าอัลบูมินในเลือด ค่าฮีโมโกลบิน (Hb) ค่าความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง (Hct) ค่าอัลคาไลน์ฟอสฟาเตส แบบสอบถามเป็นแบบสํารวจรายการ และแบบปลายเปิด ส่วนที่ 2 แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง ประกอบด้วยแบบวัดการรับรู้โอกาสเสี่ยง เป็นข้อคําถามด้านบวกจํานวน 10 ข้อ เช่น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีโอกาสเกิดภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงได้มากกว่าคนทั่วไป แบบสอบถามเป็นแบบมาตราลิเคอร์ท 3 ระดับ คือ ใช่ ไม่แน่ใจ ไม่ใช่ มีเกณฑ์การให้คะแนนในข้อคําถาม หากเลือกตอบ “ใช่” ให้ 3 คะแนน “ ไม่แน่ใจ” ให้ 2 คะแนน “ไม่ใช่” ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนนที่เป็นไปได้คือ 10-30 คะแนน การแปลผลของคะแนนแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับน้อยมีคะแนนเฉลี่ย 10.00-16.66 คะแนน ระดับปานกลางมีคะแนนเฉลี่ย 16.67-23.33 คะแนน และระดับมากมีคะแนนเฉลี่ย 23.34-30.00 คะแนน ส่วนที่ 3 แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง ประกอบด้วยข้อคําถามด้านบวก จํานวน 9 ข้อ แบบมาตราลิเคอร์ท 3 ระดับ คือ ใช่ ไม่แน่ใจ ไม่ใช่ มีเกณฑ์การให้คะแนนและแปลผลเช่นเดียวกับส่วนที่ 2 ช่วงคะแนนที่เป็นไปได้คือ 9–27 คะแนน การแปลผลของคะแนนแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับน้อยมีคะแนนเฉลี่ย 9.00-14.99 คะแนน ระดับปานกลางมีคะแนนเฉลี่ย 15.00-20.99 คะแนน และระดับมากมีคะแนนเฉลี่ย 21.00-27.00 คะแนน ส่วนที่ 4 แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด เป็นข้อคําถามด้านบวก จํานวน 8 ข้อ แบบมาตราลิเคอร์ท 3 ระดับ คือ ใช่ ไม่แน่ใจ ไม่ใช่ มีเกณฑ์การให้คะแนนและแปลผลเช่นเดียวกับส่วนที่ 2 ช่วงคะแนนที่เป็นไปได้คือ 8–24 คะแนน การแปลผลของคะแนนแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับน้อยมีคะแนนเฉลี่ย 8.00-13.33 คะแนน ระดับปานกลางมีคะแนนเฉลี่ย 13.34-18.67 คะแนน และระดับมากมีคะแนนเฉลี่ย 18.68-24.00 คะแนน ส่วนที่ 5 แบบสอบถามการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด มีข้อคําถาม 22 ข้อประกอบด้วยข้อคําถามด้านบวก จํานวน 13 ข้อ ข้อคําถามด้านลบ จํานวน 9 ข้อ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราลิเคร์ท 3 ระดับ คือ ปฏิบัติประจํา ปฏิบัติบางครั้ง ไม่เคยปฏิบัติ มีเกณฑ์การให้คะแนนในข้อคําถามด้านบวก หากเลือกตอบ “ปฏิบัติประจํา” ให้ 3 คะแนน “ปฏิบัติบางครั้ง” ให้ 2 คะแนน “ไม่เคย


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 28ปฏิบัติ” ให้ 1 คะแนน สําหรับข้อคําถามด้านลบให้กลับคะแนนกัน ช่วงคะแนนที่เป็นไปได้คือ 22-66 คะแนน การแปลผลของคะแนนแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับน้อยมีคะแนนเฉลี่ย 22.00-36.66 คะแนน ระดับปานกลางมีคะแนนเฉลี่ย 36.67-51.33 คะแนนและระดับมากมีคะแนนเฉลี่ย 51.34-66.00การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. ความเที่ยงตรง (Validity) ผู้วิจัยนําเครื่องมือที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ3 ท่าน ประกอบด้วยอายุรแพทย์โรคไต พยาบาลผู้เชี่ยว ชาญไตเทียม อาจารย์พยาบาลเชี่ยวชาญทฤษฎีการพยาบาล เพื่อทดสอบความเที่ยงตรง (Validity) ของข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence หรือ IOC) ผลการประเมิน พบว่า แบบสอบถามข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล เท่ากับ 1.00 แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง เท่ากับ .90 แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง เท่ากับ .92 แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด เท่ากับ .87 แบบสอบถามการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด เท่ากับ .98 ตามลําดับ แสดงให้เห็นว่าข้อคําถามมีความเที่ยงตรงและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ สามารถใช้เป็นข้อคําถามในแบบสอบถามได้ 2. ค่าความเชื่อมั่น (Reliability)ผู้วิจัยทําการศึกษานําร่องโดยนําไปทดลองใช้กับผู้ป่วยที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จํานวน 30 คน เพื่อตรวจสอบค่าความเชื่อมั่น(Reliability) ของแบบสอบถาม โดยการทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของครอนบาค ( Cronbach’s Alpha Coefficient) พบว่า ค่ าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของครอนบาคของแบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง เท่ากับ .71 แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง เท่ากับ .70 แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด เท่ากับ .71 และแบบสอบถามการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด เท่ากับ .82 และแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .75 ตามลําดับ แสดงว่าแบบสอบถามนั้น มีความน่าเชื่อถือ สามารถนําไปใช้เพื่อเก็บข้อมูลต่อได้การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยนี้ได้รับการอนุมัติจาก คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรม เมื่อ 28 มีนาคม 2568 ตามรหัสโครงการเลขที่ HE-WTU 2568-0036 เอกสารรับรองเลขที่WTU 2568 - 0036 โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับรายละเอียดจากผู้วิจัย หลังได้รับคําแนะนําจากพยาบาลประจําหน่วยไตเทียม ผู้วิจัยทําการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างโดยการชี้แจงวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อขอความร่วมมือในการเข้าร่วมการวิจัยด้วยความสมัครใจของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีสิทธิ์ตัดสินใจเข้าร่วมและถอนตัวจากการวิจัยได้


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม29 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือตลอดเวลา โดยไม่มีผลกระทบต่อการรักษาและการบริการที่ได้รับ ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับนําเสนอผลการศึกษาในภาพรวมทางวิชาการเท่านั้น ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยเข้าพบกลุ่มตัวอย่าง ระหว่างรอเข้าฟอกเลือด ชี้แจงวัตถุประสงค์และขออนุญาตในการให้ตอบแบบสอบถาม พร้อมทั้งชี้แจงการพิทักษ์สิทธิ์ เมื่อกลุ่มตัวอย่างอนุญาต ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่าง อธิบายให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการศึกษา อธิบายถึงวิธีการตอบคําถาม เปิดโอกาสให้ซักถาม หลังจากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามด้วยตนเองและรวบรวมแบบสอบถามคืนทันที ในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างไม่สะดวกในการตอบแบบสอบถาม เช่น ไม่ได้เอาแว่นตามา ผู้วิจัยอ่านแบบสอบถามแล้วให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยผู้วิจัยเขียนแทนให้ทั้งนี้ผู้วิจัยจะแจ้งกับผู้ป่วยอีกครั้งว่า “การตอบคําถามไม่มีถูกผิด ขอให้ตอบตามความเป็นจริง จะไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ป่วย ข้อมูลที่ได้จะเก็บเป็นความลับ นําเสนอผลในภาพรวมเพื่อนําไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น” กรณีที่มีผู้ดูแลจะให้ผู้ดูแลเป็นคนเขียนแทน กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการตอบแบบสอบถามประมาณ 15 นาที โดยข้อมูลส่วนที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผู้วิจัยบันทึกเองจากเวชระเบียนและแฟ้มประวัติการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ผู้วิจัยตรวจสอบความครบถ้วน ถูกต้องของแบบสอบถามและแยกเอกสารยินยอมเข้าร่วมการวิจัยออกจากแบบสอบถามก่อนนําไปวิเคราะห์การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป กําหนดนัยสําคัญที่ระดับ .05 ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยสถิติเชิงพรรณาโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน2. วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน ( Spearman’s rank correlation coefficient) เนื่องจากข้อมูลเป็นมาตราลําดับ (Ordinal scale) 3. วิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ภูมิลําเนา ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด โดยใช้สถิติไคสแควร์ส่วนข้อมูลอายุใช้สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สันเกณฑ์การแปลผลค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Bickman14 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ใกล้ .00แสดงว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ .01–.30 มีความสัมพันธ์ในระดับตํ่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ .31–.60 มีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ .61–1.0 มีความสัมพันธ์ในระดับสูง


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 30ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีอายุเฉลี่ย 65.84 ปี(Mean= 65.84, S.D.=11.82) เป็นเพศชายร้อยละ 60.64 เพศหญิง ร้อยละ 39.36 ภูมิลําเนาเดิมส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 40.43 และประชากรส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาไม่ได้ประกอบอาชีพ มีรายได้อยู่ในช่วง10,001–30,000 บาท ดังตารางที่ 1ตารางที่ 1 จํานวน ร้อยละของข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง จําแนกตามอายุ เพศ ภูมิลําเนา ระดับการศึกษา และ อาชีพ รายได้ (n=94) ข้อมูลส่วนบุคคล จํานวน ร้อยละอายุ (Mean=65.84, S.D.=11.82, Min=30, Max=95) < 40 – 49 ปี 7 7.45 50 – 59 ปี 19 20.21 60 – 69 ปี 33 35.11 70 – 79 ปี 21 22.34 > 79 ปี 14 14.89เพศ ชาย 57 60.64 หญิง 37 39.36ภูมิลําเนาเดิม กรุงเทพมหานคร 38 40.43 ภาคเหนือ 7 7.45 ภาคกลาง 29 30.85 ภาคใต้ 2 2.13 ภาคตะวันออก 5 5.32 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 13.82การศึกษาสูงสุด ประถมศึกษา 39 41.49 มัธยมศึกษา 38 40.43 ระดับปริญญา 10 10.64 ปวส 7 7.45อาชีพ (งานที่ทําเพื่อหารายได้)


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม31 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ 2. การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูงการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือด และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ผลการศึกษาโดยรวม พบว่า ผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีการรับรู้และการจัดการตนเองเกี่ยวกับการควบคุมฟอสเฟตในเลือดมีคะแนนรวมเฉลี่ยของแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความเข้าใจและตระหนักถึงความสําคัญของการดูแลตนเองในการควบคุมภาวะฟอสเฟตในเลือดได้ดีดังตารางที่ 2 ข้อมูลส่วนบุคคล จํานวน ร้อยละอาชีพ (งานที่ทําเพื่อหารายได้) ไม่ได้ทํางาน 50 53.19 ทํางานเอกชน 1 1.06 เกษตรกรรม 1 1.06 ธุรกิจส่วนตัว 7 7.45 ข้าราชการ/เกษียณ 25 26.60 ลูกจ้างส่วนราชการ 5 5.32 ขับแท๊กซี่ 4 4.26 สมณเพศ 1 1.06รายได้เฉลี่ยของครอบครัว ≤ 10,000 บาท 14 14.89 10,001 – 30,000 บาท 42 44.68 30,001 – 50,000 บาท 23 24.47≥ 50,001 บาท 15 15.96ตารางที่2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือด และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของกลุ่มตัวอย่าง จําแนกตามระดับการรับรู้และระดับการจัดการตนเอง (n = 94)


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 32เมื่อนําคะแนนการรับรู้แต่ละด้านมาหาความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ผลการวิเคราะห์พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง ไม่มีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ส่วนการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการ จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคล กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม พบว่า ในบรรดาปัจจัยปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟต มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการตนเองในการควบคุมฟอสเฟตในเลือดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ แม้จะอยู่ในระดับตํ่า สะท้อนว่าผู้ที่มีการรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง และประโยชน์ของการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับมาก มักมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่ดีดังตารางที่ 3ส่วนบุคคลทั้งหมด มีเพียง “อาชีพ” เท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการตนเองในการควบคุมฟอสเฟตในเลือดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) ในขณะที่ปัจจัยอื่น ได้แก่ อายุ เพศ ภูมิลําเนา ตัวแปรที่ศึกษา x̄ SD การแปลผลด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง 27.02 2.69 ระดับมากด้านการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง 23.67 3.20 ระดับมากด้านการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือด22.47 2.28 ระดับมากด้านการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด 55.33 4.30 ระดับมากตารางที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม วิเคราะห์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน (p) การจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดด้านการรับรู้ p p-value การแปลผลการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง 0.17 0.09 ไม่มีความสัมพันธ์การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง 0.29 0.00** มีความสัมพันธ์ระดับตํ่าการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด0.21 0.04* มีความสัมพันธ์ระดับตํ่า* p <.05, ** p <.01


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม33 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือระดับการศึกษา และรายได้ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสําคัญ ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ป่วยที่ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือมีเวลาว่างมากกว่ามักมีการอภิปรายผลการวิจัย 1. การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟต และการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ผลการศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างต้องมาฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง อย่างสมํ่าเสมอ ทําให้กลุ่มตัวอย่างเชื่อว่า พวกเขามีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง ง่ายต่อการเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จากการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง กลุ่มตัวอย่างจึงตระหนักว่าปัญหาสุขภาพของตนขณะนี้เป็นเรื่องสําคัญ เกิดการรับรู้ว่าจะจัดการตนเองอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงจัดการตนเองที่ดีกว่า เนื่องจากสามารถจัดสรรเวลาในการดูแลสุขภาพ เข้ารับการฟอกเลือดตามนัด และปฏิบัติตามคําแนะนําได้สมํ่าเสมอ ดังตารางที่ 4จากการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูงได้ ซึ่งจากการตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงทุกข้อ ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุธาสินี เรียมจันทร์และเสาวลักษณ์ พุฒแก้ว15 พบว่า ผู้ป่วยไตเรื้อรังมีการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดภาวะนํ้าเกินอยู่ในระดับสูง การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง ผลการศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมากเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างประเมินความรุนแรงของการมีฟอสเฟตในเลือดสูง หรือภาวะแทรกซ้อนที่มีต่อร่างกาย การก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน ความพิการ การเสียชีวิต การต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ผลกระทบต่อบทบาททางสังคม ซึ่งการรับรู้โอกาสตารางที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ภูมิลําเนา ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม วิเคราะห์ด้วยสถิติไคสแควร์(c2) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (r)ข้อมูลส่วนบุคคล การจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดความสัมพันธ์ p-value การแปลผลอายุ -0.09a 0.93 ไม่มีความสัมพันธ์เพศ 10.25b 0.92 ไม่มีความสัมพันธ์ภูมิลําเนา 100.85b 0.20 ไม่มีความสัมพันธ์ระดับการศึกษา 49.50b 0.64 ไม่มีความสัมพันธ์อาชีพ (งานที่ทําเพื่อหารายได้) 156.04b 0.03* มีความสัมพันธ์รายได้ของครอบครัวต่อเดือน 51.03b 0.59 ไม่มีความสัมพันธ์* p <.05, a=r, b=c2


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 34เสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง และการได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์การเจ็บป่วยจากการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง ทําให้กลุ่มตัวอย่างหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ผลการวิจัยครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุธาสินี เรียมจันทร์และเสาวลักษณ์ พุฒแก้ว15 ที่พบว่า ผู้ป่วยไตเรื้อรังมีการรับรู้ความรุนแรงของการเกิดภาวะนํ้าเกินอยู่ในระดับปานกลาง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟต ผลการศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก เนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างได้รับคําแนะนําการปฏิบัติในการควบคุมฟอสเฟตในเลือดจากแพทย์และพยาบาลจนยอมรับว่า การปฎิบัตินั้นดี มีประโยชน์ ก่อให้เกิดผลดี เหมาะสมที่สุด สามารถป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อน ควบคุมและลดความรุนแรงของโรคไตเรื้อรังลง การรับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายหรืออุปสรรคอื่น ๆจึงส่งผลต่อการจัดการที่เหมาะสม สอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุธาสินี เรียมจันทร์ และเสาวลักษณ์ พุฒแก้ว◌ุ15ที่พบว่า ผู้ป่วยไตเรื้อรังมีการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันภาวะนํ้าเกินอยู่ในระดับสูง การจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ผลการศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมากเป็นผลจากการที่กลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะปฏิบัติ เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการมีฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดอยู่ในระดับมาก และการควบคุมฟอสเฟตในเลือดนั้นเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการต้องปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างรับรู้ว่าถ้าไม่ปฏิบัติจะทําให้เกิดความไม่สุขสบายจากอาการคัน ปวดกระดูก เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะกระดูกผุ จึงทําให้มีการปฏิบัติตามคําแนะนํา สอด คล้องกับผลการศึกษาของ จุฑาภัทร์ สุวรรณไพรัตน์9 พบว่า พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคอาหารฟอสเฟต พฤติกรรมการรับประทานยาจับฟอสเฟต และพฤติกรรมการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดโดยรวมอยู่ในระดับถูกต้องมาก 2. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ เพศ ภูมิลําเนา ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการมีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด ผลการศึกษา พบว่า อายุ ไม่มีความสัมพันธ์ กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดอธิบายได้ว่า เมื่อมีความเจ็บป่วยเรื้อรังและยาวนานจนถึงระยะสุดท้าย การจัดการเกี่ยวกับสุขภาพจะขึ้นอยู่กับผู้ดูแลมากกว่า สอดคล้องกับการวิจัยของจุฑาภัทร์ สุวรรณไพรัตน์9 ที่พบว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือด ของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม35 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ เพศ ไม่มีความสัมพันธ์ กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด อธิบายได้ว่า ผู้ป่วยทั้งเพศชายและเพศหญิงได้รับการให้บริการที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของอําภา จิตร์งามขํา16 ที่พบว่า ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองไม่แตกต่างกันผลการศึกษาครั้งนี้สอดคล้องกับการวิจัยของจุฑาภัทร์ สุวรรณไพรัตน์9 พบว่า เพศไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ภูมิลําเนาไม่มีความสัมพันธ์ กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด อธิบายได้ว่า เมื่อเจ็บป่วย มีความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย บุคคลจะยอมสละในสิ่งที่ชอบและเคยปฏิบัติ เพื่อให้คงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี และในบางครั้งผู้ป่วยจะรับรู้ได้ด้วยตนเองว่าการไม่ปฏิบัติตามคําแนะนํา จะทําให้มีอาการไม่สุขสบาย จากการได้พูดคุยกับผู้ป่วยสิ่งที่ผู้ป่วยรับรู้ได้เมื่อมีฟอสเฟตในเลือดสูง คือ อาการคันตามผิวหนังและจากการศึกษาครั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานครและในภาคกลาง มีวัฒนธรรม การปฏิบัติไม่ต่างกัน ระดับการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์ กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด อธิบายได้ว่าในปัจจุบันการค้นคว้าหาความรู้สามารถทําได้ง่าย โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลความเจ็บป่วยของตนเอง สอดคล้องกับการวิจัยของ ศิโรฒ ชาติพินิจ17 พบว่า การศึกษาต่างกันมีการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองไม่แตกต่างกัน ผลการศึกษาครั้งนี้สอดคล้องกับการวิจัยของจุฑาภัทร์ สุวรรณไพรัตน์9 พบว่า ระดับการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รายได้ ไม่มีความสัมพันธ์ กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด อธิบายได้ว่า การให้ บริการสุขภาพในบุคคลที่มีรายได้ต่างกันมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ผู้ป่วยจึงมีการรับรู้และการจัดการตนเองได้ไม่แตกต่างกัน ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ ผาสุข สุตวัฒน์และคณะ18 ที่พบว่า รายได้มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยที่ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง อาชีพ พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด อธิบายได้ว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพจึงมีเวลาในการวางแผน และจัดการกับตนเองในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองได้มากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพ เพราะผู้ป่วยไตเรื้อรังจะต้องควบคุมในการเลือกรับ ประทานอาหาร การรับประทานยาอย่างถูกต้อง และการมาฟอกเลือดอย่างสมํ่าเสมอ สอดคล้องกับการศึกษาของ ธราดล โพธิษา, นาเงิน จันทรมณีและทวีวรรณ ศรีสุขคา19 พบว่า การประกอบอาชีพมีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในระดับดี ผู้ป่วยที่ไม่ประกอบอาชีพมีการจัดการตนเองดีกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพ


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 36 การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง ไม่มีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด อธิบายได้ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความเป็นจริงกับการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามจริงที่พบได้ในผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยเฉพาะโรคไตเรื้อรังที่ต้องฟอกเลือดบ่อยครั้ง ผู้ป่วยอาจรู้ว่า “ต้องทํา” แต่ “ไม่ได้ทํา” เนื่องจากไม่เห็นความสําคัญในการดําเนินการ แม้จะรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงสูงที่มีโอกาสจะเกิดฟอสเฟตในเลือดสูงมากกว่าคนทั่วไป จากการที่ได้พูดคุยกับผู้ป่วยมักจะบอกว่าเบื่อกับการที่ต้องมาฟอกเลือดบ่อย ๆ ต้องกินยา บางรายจะพูดว่าตนเองอายุมากแล้วไม่นานก็จะเสียชีวิต อยากทําในสิ่งที่อยากทํา บางรายรับประทานอาหารที่มีฟอสเฟตสูงโดยคิดว่าไม่เป็นอะไรเพราะจะฟอกเลือดแล้ว เป็นการขาดความตระหนักในการดูแลตนเอง สอดคล้องกับการศึกษาของ Chaudhary, Kindratt,Muhammad, Ahmad, Ahmed และ Anderson20ทําการศึกษาอุปสรรคต่อความสําเร็จในการปฏิบัติการรักษาโรคไตเรื้อรังในระดับการดูแลสุขภาพเบื้องต้น พบว่า ความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับการจัดการโรคไตเรื้อรังยังขาดอยู่ การรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดในระดับตํ่าสะท้อนว่าผู้ที่มีการรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง มักมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่ดีอธิบายได้ว่า กลุ่มตัวอย่างต้องมารับบริการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทําให้กลุ่มตัวอย่างได้รับความรู้ถึงความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง จากคําแนะนําของแพทย์ พยาบาลอย่างซํ้า ๆ จึงทําให้มีการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับการศึกษาของ พิมพ์พลอย มหานุภาพ, โรจนี จินตนาวัฒน์และพนิดา จันทโสภีพันธ์21 ที่พบว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองในระดับสูง ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการจัดการตนเอง ซึ่งการศึกษาครั้งนี้พบมีความสัมพันธ์กันในระดับตํ่า อาจเป็นเพราะการรับรู้ความรุนแรงของการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง เป็นเรื่องภายในเพียงอย่างเดียวของความเชื่อทางความคิดในการรับรู้ จะรับรู้และมีการปฏิบัติจริงก็ต่อเมื่อเกิดอาการที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง เช่น กระดูกเปราะ หลอดเลือดแข็งแล้ว ผู้ป่วยบางรายฟอกเลือดมานาน อาจชินกับภาวะของโรค แม้จะรับรู้ถึงความรุนแรง แต่ขาดแรงจูงใจ การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟต มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดในระดับตํ่า สะท้อนว่า การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวในระดับมากมักทําให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่ดีอธิบายได้ว่า การที่กลุ่มตัวอย่างมารับบริการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทําให้กลุ่มตัวอย่างมีความคุ้นเคยกับแพทย์ พยาบาล ทําให้กล้าที่จะถามเมื่อมีข้อสงสัย เกิดความเข้าใจ สามารถคิดวิเคราะห์


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม37 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือประเมินข้อมูลและเลือกใช้ข้อมูลที่เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของตนเองได้ เกิดการเรียนรู้จากผู้ป่วยด้วยกันถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงทําให้ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการจัดการตนเองอยู่ในระดับมาก แม้ว่าการศึกษาครั้งนี้จะพบว่า การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตอยู่ในระดับมาก แต่อาจเป็นเพียงความเข้าใจทั่วไปที่ยังไม่ได้ลงลึก เช่น ฟอสเฟตมีอยู่ในอาหารอะไรบ้าง นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจขาดทักษะในการจัดการฟอสเฟต แม้จะรู้ว่าฟอสเฟตเป็นอันตราย แต่ไม่เข้าใจวิธีควบคุม เช่น รับประทานยาจับฟอสเฟตไม่ถูกต้อง ก็จะทําให้ไม่สามารถจัดการกับตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้จากข้อคําถามที่ถามว่าท่านแสวงหาความรู้ในเรื่องการใช้ยา เช่น สรรพคุณของยา ขนาด และวิธีใช้ยา การเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากการใช้ยามีคะแนนเฉลี่ย 1.63 (S.D.=.81) ซึ่งเป็นการจัดการตนเองอยู่ในระดับตํ่า การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดในระดับมากอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะนําไปสู่การจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพฤติกรรมสุขภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ปัจจัยของพฤติกรรมที่ทําโดยความเคยชิน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทําได้ยาก ต้องใช้เวลา หรือเมื่อลงมือปฏิบัติแล้วไม่เห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ยังมีการดื่มกาแฟ การจัดการตนเองในข้อนี้มีการปฏิบัติในระดับปานกลาง (Mean=2.30, S.D.=.71) หรือข้อคําถามว่า ท่านแสวงหาความรู้เกี่ยวกับผลของฟอสเฟตที่มีผลต่อสุขภาพ มีคะแนนเฉลี่ย 1.76 (S.D.=.83) มีการจัดการตนเองอยู่ในระดับปานกลาง จึงทําให้ผลการศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับตํ่ากับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด เมื่อพิจารณาการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของ Maiman และ Becker ผลการวิจัยครั้งนี้สนับสนุนแนวคิดนี้เพียงบางส่วนที่ว่า การรับรู้หรือความเชื่อเป็นปัจจัยสําคัญที่กระตุ้นหรือจูงใจให้บุคคลปฏิบัติในการป้องกันและรักษาโรค คือ เมื่อบุคคลรับรู้ถึงโอกาสเสี่ยง มีการรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรค เกิดความกลัวและรับรู้ภาวะคุกคามที่จะถึงตัว บุคคลจะปฏิบัติตามคําแนะนําเพื่อป้องกันโรคและจัดการกับปัญหาโดยคํานึงถึงประโยชน์ที่ตนจะได้รับ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูง การรับรู้ความรุนแรงของการมีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด การจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือดอยู่ในระดับมากทุกด้าน การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดฟอสเฟตในเลือดสูงไม่มีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเองเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด แต่การรับรู้ความรุนแรงของการมีฟอสเฟตในเลือดสูง และการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมฟอสเฟตในเลือด มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการตนเองในระดับตํ่า อาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่น เช่น แบบสอบถามบางข้อไม่เหมาะสําหรับกลุ่มตัวอย่างบางคน หรือการที่ผู้ดูแลช่วยเขียนแทน อาจได้รับข้อมูลที่ไม่ตรง


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 38กับความเป็นจริง นอกจากนี้ผู้วิจัยไม่ได้มีการคัดกรองเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อาจทําให้ผลการวิจัยในครั้งนี้มีผลคลาดเคลื่อนได้ประกอบกับผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายต้องมาฟอกเลือดทุก 2 –3 วัน ในทุก ๆ สัปดาห์ ต้องจํากัดอาหาร ต้องรับประทานยาทุกวัน ซึ่งการทําอะไรที่ซํ้า ๆ มักทําให้เกิดความเบื่อหน่ายและต้องการทําในสิ่งที่ชอบ ซึ่งอาจขัดแย้งกับแนวทางปฎิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมกับโรค แม้ว่าจะมีการรับรู้ทุกด้านอยู่ในระดับมากก็ตาม ข้อเสนอแนะ1. ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรมีการประสานงานกันภายในทีมสหสาขา เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยไตเรื้อรัง เนื่องจากการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดต้องกระทําควบคู่กันไปทั้งการควบคุมอาหาร การรับประทานยาจับฟอสเฟต และการมาฟอกเลือดอย่างสมํ่าเสมอ 1.2 ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ควรมีการประเมินให้ความรู้ผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ เสริมความรู้และให้ข้อมูลในเรื่องปริมาณฟอสเฟตในอาหารและเครื่องดื่ม เสริมความรู้ในเรื่องกลไกการออกฤทธิ์ของยาจับฟอสเฟตวิธีการรับประทานยาจับฟอสเฟตให้ได้ผล และประเภทยาที่ไม่ควรรับประทานพร้อมยาจับฟอสเฟต รวมถึงสนับสนุนบุคคลในครอบครัวให้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีการจัดการตนเองได้อย่างเหมาะสม 1.3 ข้อเสนอแนะทางการพยาบาล ควรมีการประเมินการจัดการตนเองในการควบคุมฟอสเฟตในเลือดเป็นรายบุคคล เป็นระยะ ๆ ให้การดูแลให้เหมาะสมกับระดับการรับรู้ โดยพยาบาลควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมทางโภชนาการในการควบคุมอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองในการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เนื่องจากการจัดการตนเองเป็นกุญแจสําคัญที่นําไปสู่ความสําเร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลลัพธ์การดูแลที่มีประสิทธิภาพ 2.2 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการตนเอง โดยควบคุมปัจจัยแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อความแม่นยําของผลการวิเคราะห์ เช่น การมีผู้ดูแล, ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ


vการรับรู้และการจัดการตนเองเพ่ือควบคุมฟอสเฟตในเลือดของผู้ปว่ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท้ายท่ีได้รับการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม39วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเอกสารอ้างอิง1. กมลทิพย์ วิจิตรสุนทรกุล. ระบาดวิทยาและการทบทวนมาตรการป้องกันโรคไตเรื้อรัง [ออนไลน์]. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 2567/10/2]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1308820220905025852.pdf2. ดิเรก ขําแป้น. กรมควบคุมโรค รณรงค์ “วันไตโลก” 2567 ขับเคลื่อนการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชนมุ่งเน้นการเข้าถึงการบริการที่เท่าเทียม [ออนไลน์]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 2567/10/30]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=41551&deptcode=brc3. Shrestha N, Gautam S, Mishra SR, Virani SS, Dhungana RR. Burden of chronic kidney disease in thegeneral population and high-risk groups in South Asia: A Systematic review and meta-analysis [Online]. 14 October 2021 [cited 2024 November 1]. Available from: https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.02584944. ภัสร์นลิน รัตนกิตติโรจน์. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาของผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม [ออนไลน์]. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณพิต. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2560 [เข้าถึงเมื่อ 2567/01/23]. เข้าถึงได้จาก: https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2560/nuger70660prt_ch2.pdf5. ประนอม บัวสรวง. อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่มีไตวายเฉียบพลันระหว่างฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในหอผู้ป่วยหนักวารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี [ออลไลน์]. 2565 [เข้าถึงเมื่อ 2568/7/26]:30(3):48-63. เข้าถึงได้จาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/shj/article/view/2552046. สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. CKD – MBD NST 2022 แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีความผิดของสมดุลแร่ธาตุและกระดูก ปี พ.ศ. 2565. กรุงเทพมหานคร: บริษัท เท็กซ์ แอนด์เจอร์นัลพับลิเคชั่น จํากัด; 2565.7. คณะอนุกรรมการลงทะเบียนการรักษาทดแทนไต (TRT). ข้อมูลการบําบัดทดแทนไตในประเทศไทย พ.ศ.2563 [ออนไลน์]. กรุงเทพมหานคร: สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 2567/10/23]. เข้าถึงได้จาก: https://www.nephrothai.org/wp-content/uploads/2022/06/Final-TRT-report-2020.pdf 8. Achinger SG, Ayus JC. The role of daily dialysis in the control of Hyperphosphatemia. Kidney International Reports [Online]. 2005 [cited 2025 July 25];67(95): S28-S32. Available from: https://www.kidney-international.org/article/S0085-2538(15)50804-1/pdf9. จุฑาภัทร์ สุวรรณไพรัตน์. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2554.10. Orem DE. Concepts of practice. 4th ed. St. louis: Mosby Year Book; 1991.11. กฤษจิรา ชํานิวิกัยพงศ์. การรับรู้คุณภาพการบริการแผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ [ออนไลน์]. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณพิต. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2556 [เข้าถึงเมื่อ 2568/01/23]. เข้าถึงได้จาก: https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2556/mpa40256kc_ch2.pdf


v Perceptions and Self - Management for Serum Phosphate Control among End-Stage Renal Disease Patients Undergoing Hemodialysisปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 4012. ประกาย จิโรจน์กุล. แนวคิด ทฤษฎีการสร้างเสริมสุขภาพและการนํามาใช้. นนทบุรี: โครงการสวัสดิการ สถาบันพระบรมราชชนก; 2554. 13. Daniel WW. Biostatics: Basic Concepts and Methodology for the Health sciences. 9Th ed. Asia: John Wiley & Sons Inc; 2010.14. Bickman L. Handbook of Applied Social Research Methods. Thousand Oaks, CA: Sage; 2000. 15. สุธาสินี เรียมจันทร์ และเสาวลักษณ์ พุฒแก้ว. การรับรู้เพื่อป้องกันภาวะนํ้าเกินก่อนวันฟอกเลือดของผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี [ออนไลน์]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 2568/6/23];1(3):25-34. เข้าถึงได้จาก: https://he01.tcithaijo.org/index.php/pck/article/view/168046/120986 16. อําภา จิตร์งามขํา. การจัดการตนเองของประชาชนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ตําบลเขาแร้ง อําเภอเมือง จังหวัดราชบุรี. สารนิพนธ์สาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิต. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น; 2564. 17. ศิโรฒ ชาติพินิจ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล บ้านวังลึก อําเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่. สารนิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น; 2558.18. ผาสุข สุตวัฒน์, สุรชัย มณีเนตร, จารุวรรณ ชูวงษ์ตระกูล และผกาวรรณ บุญเต็ม. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกื้อหนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง. วารสารพยาบาลตํารวจ. 2564;13(2):300-11.19. ธราดล โพธิษา, นาเงิน จันทรมณี, ทวีวรรณ ศรีสุขคา. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการจัดการตนเองในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูง ตําบลแม่กา อําเภอเมือง จังหวัดพะเยา. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน. 2563;6(3):22-33. 20. Chaudhary MJN, Kindratt TB, Muhammad S, Ahmad A, Ahmed M, Anderson J. Barriers to the successful practice of chronic kidney diseases at the primary health care level; a systematic review. J Renal Inj Prev [Online]. 2014 [cited 2025 October 15];3(3):61–7. เข้าถึงได้จากhttps://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4206053/21. พิมพ์พลอย มหานุภาพ, โรจนี จินตนาวัฒน์ และพนิดา จันทโสภีพันธ์. ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการจัดการตนเองในผู้สูงอายุที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม. วารสารการพยาบาล [ออนไลน์]. 2565 [เข้าถึงเมื่อ 2568/6/23];37(1):108–24. เข้าถึงได้จาก https://he02.tcithaijo.org/index.php/TJONC/article/view/254857/174204


vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่41วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceวารุณี ผ่องแผ้ว พย.ม.* Warunee Pongpaew, M.S.N.*วรรณภา พิพัฒน์ธนวงศ์ วท.ด.* Wannapa Piputtanawong, D.S.*สุรัช สุนันตา พย.ม.* Surush Sununta, M.S.N.*Corresponding author Email: Email: [email protected]: 7 Aug 2025, Revised: 1 Oct 2025, Accepted: 15 Nov 2025*อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ Email: [email protected], [email protected], [email protected]*Instructor, Faculty of Nursing Maejo Universityบทคัดย่อการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และการกระจายของโรคทาง จิตเวชตามปัจจัยบุคคล สถานที่ และเวลา ในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปีงบประมาณ 2562–2564 ผลการศึกษา พบว่า มีผู้มารับบริการสะสมรวม 20,633 ราย และผู้ป่วยรายใหม่ 4,048 ราย โดยจํานวนผู้รับบริการสูงสุดอยู่ในปีงบประมาณ 2564 ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่สูงสุดพบในปี 2562 ตําบลหนองหาร มีจํานวนผู้ป่วยมากที่สุด ส่วนตําบลสันป่าเปา มีน้อยที่สุด กลุ่มโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยที่สุด 5 กลุ่ม ได้แก่ ความผิดปกติทางอารมณ์ (F30–F39), ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมจากการใช้สารเสพติด (F10–F19), โรคจิตเภทและโรคหลงผิด (F20–F29), โรคประสาทและความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความเครียด (F40–F48) และความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากโรคทางกาย (F00–F09) ผู้ป่วยเพศชายมีจํานวนมากกว่าเพศหญิง โดยพบว่ากลุ่มความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดมีอุบัติการณ์สูงสุดในเพศชาย ขณะที่เพศหญิงพบความผิดปกติทางอารมณ์สูงสุด การกระจายของโรคตามช่วงอายุพบว่า กลุ่มอายุ 0–5 ปี และ 6–14 ปี มีสัดส่วนใกล้เคียงกันในกลุ่มความผิดปกติทางพัฒนาการทางจิต (F80–F89) และความผิดปกติทางพฤติกรรมและอารมณ์ที่มักเริ่มในวัยเด็กและวัยรุ่น (F90–F98) สําหรับกลุ่มอายุ 15–24 ปี พบความผิดปกติทางอารมณ์เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด กลุ่มอายุ 25–59 ปี พบความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดมากที่สุด และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พบความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากโรคทางกายมากที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของจังหวัดเชียงใหม่และภาพรวมของประเทศ กลุ่มโรคที่ควรให้ความสําคัญในการเฝ้าระวังคือความผิดปกติทางอารมณ์และความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดคําสําคัญ : โรคทางจิตเวช, ความผิดปกติทางอารมณ์, การใช้สารเสพติด, การวิจัยย้อนหลัง, อําเภอสันทราย


v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 42AbstractThis retrospective descriptive study aimed to examine the situations and distributions of mental disorders according to personal, geographical, and temporal factors in San Sai District, Chiang Mai Province, during the fiscal years 2019–2021. The study found a total of 20,633cumulative service visits and 4,048 new cases. The highest number of service visits occurred in 2021, while the highest number of new cases was reported in 2019. Nong Han Subdistrict had the highest number of patients, whereas San Pa Pao Subdistrict had the lowest one. The five most common diagnostic groups were mood [affective] disorders (F30–F39); mental and behavioural disorders due to psychoactive substance use (F10–F19); schizophrenia, schizotypal, delusional, and other non-mood psychotic disorders (F20–F29); neurotic, stress-related, and somatoform disorders (F40–F48); and organic, including symptomatic, mental disorders (F00–F09), respectively. Male patients outnumbered females, with mental and behavioural disorders due to psychoactive substance use being the most prevalent among males, and mood [affective] disorders being the most common among females. Age-specific distribution revealed that children aged 0–5 and 6–14years had similar proportions of disorders of psychological development (F80–F89) and behavioural and emotional disorders with onset usually occurring in childhood and adolescence (F90–F98). Mood [affective] disorders were most common in the 15–24 age group; mental and behaviouraldisorders due to psychoactive substance use predominated among those aged 25–59 years; and organic, including symptomatic, mental disorders were most frequent in individuals aged 60 years and older. The findings indicate an increasing trend of mental disorders in San Sai District, especially during the COVID-19 pandemic, consistent with patterns observed at the provincial and national levels. Mood [affective] disorders and mental and behavioural disorders due to psychoactive substance use were identified as the primary conditions requiring targeted surveillance.Keywords : Mental disorders, Mood disorders, substance use disorders, Retrospective study, San Sai District


vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่43 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือความเป็นมาและความสําคัญของปัญหาปัญหาสุขภาพจิต เป็นประเด็นสําคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ความผิดปกติทางจิตถือเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับนานาชาติ เนื่องจากมีผลต่อการรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรมของบุคคล นําไปสู่ความบกพร่องในการดําเนินชีวิตประจําวัน และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว ตลอดจนภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์สุขภาพจิตรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าในปี 2019 มีผู้ป่วยโรคทางจิตเวชทั่วโลกประมาณ 970 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของประชากรทั้งหมด โดยโรคที่พบมากที่สุด ได้แก่ โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง¹ หลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี ค.ศ. 2020 การศึกษาพบว่าอัตราผู้ป่วยโรควิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 26 และ 28 ตามลําดับ¹ ข้อมูลจากการศึกษา Global Burden of Disease (GBD) 2021 ระบุว่าในปี ค.ศ. 2021 มีผู้ป่วยโรคจิตเวชรายใหม่ถึง 444 ล้านราย ภาระโรคจิตเวชวัดจากจํานวนปีชีวิตที่สูญเสียไปเนื่องจากความพิการ (DisabilityAdjusted Life Years: DALYs) สูงถึง 155 ล้าน DALYs เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10 จากปี ค.ศ. 2019²โรคซึมเศร้ามีภาระสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 37.3 ของกลุ่มโรคจิตเวช รองลงมาคือโรควิตกกังวลที่ร้อยละ 22.9³ โดยเพศหญิงมีค่า DALYs สูงกว่าเพศชายอย่างชัดเจน และกลุ่มเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี ค.ศ. 2019–2021³ สะท้อนถึงความเปราะบางทางสุขภาพจิตในแต่ละกลุ่มประชากร โดยสรุป สถานการณ์โรคจิตเวชทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 2019–2021 ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากโควิด-19 ส่งผลให้จํานวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสําคัญที่จําเป็นต้องได้รับการดูแลและจัดการอย่างเร่งด่วนในทุกระดับสําหรับประเทศไทย ปัญหาสุขภาพจิตในช่วงปี พ.ศ. 2562–2564 ได้รับการยกระดับเป็นวาระสําคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และกรอบความเป็นเลิศของกระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิตจึงขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพจิตในระดับปฐมภูมิ โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกลไกสําคัญ พร้อมทั้งบูรณาการบริการกับโรงพยาบาลทั่วไป และร่วมมือกับภาคสังคม เช่น โรงเรียนและผู้นําชุมชน เพื่อให้การดูแลเข้าถึงได้ทั่วประเทศ4 ในช่วงปี พ.ศ. 2562–2564 มีผู้รับบริการด้านจิตเวชรวมกว่า 13.7 ล้านครั้ง โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรควิตกกังวล (2.97 ล้านครั้ง)โรคจิตเภท (2.57 ล้านครั้ง) และโรคซึมเศร้า (2.52 ล้านครั้ง) ผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง และกลุ่มอายุหลักคือวัยกลางคนถึงสูงอายุ ขณะเดียวกัน กลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมีแนวโน้มผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 1.2 ล้านราย4,7 ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังมีความพยายามลดอัตราการครองเตียงในโรงพยาบาลจิตเวชจากร้อยละ 87.06 เหลือ 64.09 และลดวันนอนเฉลี่ยจาก 26 วัน เหลือ 23 วัน เพื่อส่งเสริมการดูแลในชุมชน4 นอกจากนี้ สถานการณ์โควิด-19 ยังเร่งให้ภาระโรคทางจิตเวชสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยระบบ


v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 44Mental Health Check-In (ปี 2563–2565) มีผู้ใช้งานกว่า 6.15 ล้านคน พบว่า ร้อยละ 9.14 มีความเสี่ยงซึมเศร้าร้อยละ 7.87 เครียดสูง และร้อยละ 5.18 เสี่ยงฆ่าตัวตาย ซึ่งส่วนใหญ่พบในช่วงอายุ 20–29 ปี5 ขณะเดียวกันพบว่าปัญหาสารเสพติดและจิตเวชเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 ราย และผู้พยายามฆ่าตัวตาย 33,926 ครั้งในปี พ.ศ. 25675 รายงานจาก ยูนิเซฟและกรมสุขภาพจิตระบุว่า วัยรุ่นไทยกว่า 183,000 คนได้รับผลกระทบ โดยร้อยละ 28 มีความเครียดสูง ร้อยละ 32 เสี่ยงซึมเศร้า และร้อยละ 22 เสี่ยงฆ่าตัวตาย4 ผลสํารวจระดับประชากรพบว่า หลังการระบาด อัตราซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียด อยู่ที่ร้อยละ 19.4, 45.4 และ 24.1ตามลําดับ และมีความสัมพันธ์เชิงลบต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียสมาชิกครอบครัวจากโควิด-19 (Adjusted OR 2.27)1,2,7 รัฐบาลโดยกรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Digital self-care ชื่อ “ต่อ เติม ใจ (Tor-Tuem-Jai)” เพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และส่งต่อผู้ใช้บริการที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเข้าสู่การดูแลแบบมืออาชีพ6,8 พร้อมกับพัฒนาบุคลากรทางสุขภาพจิต การขยายบริการ ลดวันนอนโรงพยาบาล ส่งเสริมการดูแลในชุมชน และการบูรณาการกับภาคสังคม เพื่อรองรับภาระโรคและผลกระทบทางสุขภาพจิตในประชาชนอย่าง ต่อเนื่อง4,9 อย่างไรก็ตาม ระบบยังเผชิญกับข้อจํากัดด้านบุคลากรทางสุขภาพจิต ความครอบคลุมของบริการ และทัศนคติของสังคมต่อปัญหาสุขภาพจิต การเสริมสร้างระบบที่เข้มแข็งและทั่วถึงจึงเป็นสิ่งจําเป็นเร่งด่วน4,5,9จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีประชากรประมาณ 1,732,000 คน นับเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ10 ความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ส่งผลให้ประชากรมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตแตกต่างกัน โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2561–2564 ที่จังหวัดเชียงใหม่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงติดอันดับต้นของประเทศ11 กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคติดสุราเรื้อรัง รวมถึงผู้เผชิญปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ และผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเพิ่มภาวะเครียดและความเปราะบางทางจิตใจ11,12 ข้อมูลจากสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2564 ระบุว่า ผู้ป่วยจิตเวชในทุกช่วงวัย โดยโรคซึมเศร้าและจิตเภทพบบ่อยในกลุ่มวัยทํางานและผู้สูงอายุ ขณะที่โรคออทิสติกและสมาธิสั้นพบมากในเด็กและวัยรุ่น12 ในช่วงปี พ.ศ. 2562–2564 จํานวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มจาก 5,200 ราย เป็น 6,400 ราย โรคจิตเภทเพิ่มจาก 2,100 ราย เป็น 2,600 ราย โรคจิตจากสารเสพติดเพิ่มจาก 1,500 เป็น 1,700 ราย ส่วนโรคออทิสติกและสมาธิสั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย12 ในระดับพื้นที่ มีการส่งเสริมการบูรณาการงานสุขภาพจิตร่วมกับโรงเรียน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตและเฝ้าระวังความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน12 นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์เรื่องการใช้กัญชาอย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สารเสพติด11,12 สถานการณ์โควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยสําคัญที่กระทบต่อสุขภาพจิตของประชาชน ทําให้


vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่45 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือการดูแลในระดับชุมชนมีความจําเป็นต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น11,12อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรเป็นอันดับสองของจังหวัด โดยมีประชากรประมาณ 140,000 คน ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 256513 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อําเภอสันทรายได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองเชียงใหม่อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทํางานและเยาวชนที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว14 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับความเครียดและความไม่มั่นคงทางจิตใจของประชาชนอย่างมีนัยสําคัญ จากบริบทดังกล่าว คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยกลุ่มวิชาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต ร่วมกับกลุ่มวิชาการพยาบาลชุมชน ได้ตระหนักถึงความสําคัญของการสํารวจสถานการณ์โรคทางจิตเวชในระดับพื้นที่ จึงร่วมกับโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ดําเนินการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง ด้วยการรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคจิตเวชในช่วงปีงบประมาณ 2562–2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และการกระจายของโรคทางจิตเวชตามปัจจัยบุคคล สถานที่ และเวลา โดยพิจารณาลักษณะประชากรของผู้ป่วย เช่น เพศ อายุ และประเภทของโรค ตลอดจนแนวโน้มของจํานวนผู้ป่วยในแต่ละปี และการกระจายตัวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการวางแผนและพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตในระดับอําเภอให้มีความเหมาะสมและยั่งยืนวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาสถานการณ์และการกระจายของโรคทางจิตเวช ตามปัจจัยบุคคล สถานที่และเวลา ในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปีงบประมาณ 2562–2564กรอบแนวคิดการวิจัย การศึกษานี้ใช้กรอบแนวคิดการระบาดวิทยา15,16 เพื่อวิเคราะห์การกระจายของโรคทางจิตเวชตามปัจจัย 3 ด้าน ได้แก่ คน (Host) สถานที่ (Place) และเวลา (Time) ด้านคน ประกอบด้วยช่วงอายุหรือกลุ่มวัย และเพศ ซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มโรคที่แตกต่างกัน ด้านสถานที่จําแนกตามตําบลเพื่อศึกษาการกระจายของผู้ป่วยในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงความชุกของโรคในแต่ละพื้นที่ ด้านเวลาใช้วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์โรคจิตเวชในช่วงเวลาศึกษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2564วิธีดําเนินการวิจัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์และลักษณะการกระจายของโรคทางจิตเวชตามปัจจัยบุคคล สถานที่ และเวลา ในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ถึง 2564 (วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2661 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564)


Click to View FlipBook Version