v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 46 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ ผู้มารับบริการที่คลินิกสุขภาพจิตและจิตเวช โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงปีงบประมาณ 2562–2564 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2564) โดยใช้ข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์การคัดเลือกดังนี้ เกณฑ์การคัดเข้า1. ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวชตามระบบบัญชีจําแนกโรคระหว่างประเทศ ฉบับที่10 (ICD-10) หมวดที่ 5 รหัส F00–F99: ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม2. ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่คลินิกสุขภาพจิตและจิตเวช โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่3. มีประวัติการรับบริการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 25644. มีข้อมูลเวชระเบียนครบถ้วน ได้แก่ เพศ อายุ ตําบลที่อยู่อาศัย วันที่เข้ารับบริการ และรหัสการวินิจฉัยโรคจิตเวช เกณฑ์การคัดออก1. เวชระเบียนไม่สมบูรณ์ หรือขาดข้อมูลสําคัญ เช่น การวินิจฉัยโรค เพศ อายุ วันที่รับบริการ หรือที่อยู่ระดับตําบล2. ไม่สามารถระบุรหัสการวินิจฉัยโรคจิตเวช (ICD-10 รหัส F00–F99) ได้อย่างชัดเจน3. รับบริการในหน่วยงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิตโดยตรง ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล1. คณะผู้วิจัยจัดทําหนังสือผ่านคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยที่ผู้นิพนธ์ปฏิบัติงานอยู่เพื่อขออนุญาตเข้าถึงเวชระเบียนผู้ป่วยจากโรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่2. ศึกษาเป็นเวชระเบียนของผู้รับบริการที่คลินิกสุขภาพจิต และจิตเวช โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างปีงบประมาณ 2562–2564 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564) ซึ่งได้รับการวินิจฉัยตามระบบบัญชีจําแนกโรคระหว่างประเทศฉบับที่ 10 (International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems, 10th Revision: ICD-10) หมวดที่ 5 รหัส F00–F99: ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม โดยข้อมูลทั้งหมดครอบคลุมการรับบริการจํานวน 20,633 ครั้ง และผู้ป่วยรายใหม่จํานวน 4,048 คน3. รวบรวมข้อมูล ข้อมูล เพศ อายุ ตําบลที่อยู่อาศัย (ไม่ระบุบ้านเลขที่หรือชื่อหมู่บ้าน), วันที่รับบริการ และรหัสการวินิจฉัยโรคจิตเวช (ICD-10) โดยจัดเก็บเป็นข้อมูลไม่ระบุตัวตน (anonymous data) เอกสารถูกส่งมอบในลักษณะปิดผนึกและตรวจสอบความครบถ้วนก่อนการวิเคราะห์ การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง1. การได้รับอนุมัติจริยธรรม: งานวิจัยนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน มหาวิทยาลัยที่ผู้นิพนธ์ปฏิบัติงานอยู่ (เลขที่ MJUIRB No. ST002/66) และเก็บข้อมูลภายใต้หลักจริยธรรม
vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่47 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ2. การไม่ระบุตัวตน: ข้อมูลถูกจัดเก็บในระดับตําบลโดยไม่ระบุชื่อหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้3. การรักษาความลับ: ข้อมูลทั้งหมดถูกดูแลอย่างรัดกุมโดยทีมวิจัย และไม่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก การวิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ เพื่ออธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่างโดยจําแนกตามเพศ กลุ่มอายุ กลุ่มโรคทางจิตเวช ตําบลที่อยู่อาศัย และช่วงเวลาที่ศึกษา2. ลักษณะการกระจายโรคทางจิตเวช จําแนกตามเพศ กลุ่มโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ความผิดปกติทางอารมณ์ (F30–F39) พบในหญิงผลการวิจัย1. สถานการณ์โรคทางจิตเวชในภาพรวม ปีงบประมาณ 2562–2564การศึกษาพบว่ามีผู้มารับบริการทางจิตเวชสะสมรวม 20,633 ราย โดยปีงบประมาณ 2564 มีผู้มารับบริการสูงสุด และปีงบประมาณ 2563 มีน้อยที่สุด โดยเพศชายมารับบริการมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2564 ผู้มารับบริการเพศชายสูงกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน ดังตารางที่ 1 มากกว่าชาย รองลงมาคือ ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมจากการใช้สารเสพติด (F10–F19) พบในชายมากกว่าหญิง ดังตารางที่ 2ตารางที่ 1 จํานวนและร้อยละของผู้รับบริการสะสม จําแนกตามเพศ และปีงบประมาณที่รับบริการปีงบประมาณ 2562ราย (ร้อยละ)2563ราย (ร้อยละ)2564ราย (ร้อยละ)รวม 3 ปีราย (ร้อยละ)เพศชาย 3,090 (14.98) 2,962 (14.35) 4,731 (22.93) 10,783 (52.26)เพศหญิง 3,114 (15.09) 3,076 (14.91) 3,660 (17.74) 9,850 (47.74)รวมทั้งหมด 6,204 (30.07) 6,038 (29.26) 8,391 (40.67) 20,633 (100.00)ตารางที่ 2 จํานวน และร้อยละของกลุ่มโรคทางจิตเวช จําแนกตามเพศอันดับ กลุ่มโรค (ICD-10) ชาย (ร้อยละ) หญิง (ร้อยละ) รวม (ร้อยละ)1 F30-39 1,674 (8.11) 4,463 (21.63) 6,137 (29.74)2 F10-19 4,963 (24.05) 652 (6.62) 5,615 (27.21)3 F20-29 1,658 (8.04) 1,687 (8.18) 3,345 (16.21)4 F40-49 445 (2.16) 1,448 (7.02) 1,893 (9.17)5 F00-09 512 (2.48) 666 (3.23) 1,178 (5.71)
v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 483. ลักษณะการกระจายโรคทางจิตเวชในแต่ละปี จําแนกตามกลุ่มอายุ กลุ่มโรค เพศ กลุ่มอายุ 0–5 ปี และ 6–14 ปี พบว่ามีจํานวนผู้ป่วยใกล้เคียงกันในกลุ่มโรคความผิดปกติทางพัฒนาการทางจิต (F80–F89) และความผิดปกติทางพฤติกรรมและอารมณ์ (F90–F98) พบเพศชายมากกว่าเพศหญิง กลุ่มอายุ 15–24 ปี พบกลุ่มโรคความผิดปกติทางอารมณ์มากที่สุด และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย กลุ่มอายุ 25–59 ปี พบกลุ่มโรคความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดมากที่สุดและพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปพบกลุ่มโรคความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากโรคทางกายมากรองจากกลุ่มโรคความผิดปกติทางอารมณ์ และในกลุ่มอายุนี้พบเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ดังตารางที่ 3อันดับ กลุ่มโรค (ICD-10) ชาย (ร้อยละ) หญิง (ร้อยละ) รวม (ร้อยละ)6 F90-99 897 (4.35) 252 (1.22) 1,149 (5.57)7 F50-59 270 (1.31) 516 (2.50) 786 (3.81)8 F80-89 312 (1.51) 88 (0.43) 400 (1.94)9 F70-79 48 (0.23) 77 (0.37) 125 (0.61)10 F60-69 4 (0.02) 1 (0.00) 5 (0.02)รวม 10,783 (52.26) 9,850 (47.74) 20,633 (100.00)ตารางที่ 3 จํานวนผู้รับบริการโรคทางจิตเวช จําแนกตามกลุ่มอายุ กลุ่มโรค และเพศ และการจัดอันดับกลุ่มอายุ อันดับ กลุ่มโรค (ICD-10) ชาย หญิง รวมปฐมวัย (0–5 ปี) 1 F90–F98 209 85 2942 F80–F89 102 23 125วัยเรียน (6–14 ปี) 1 F90–F98 651 138 7892 F80–F89 138 55 1933 F30–F39 1 72 73วัยรุ่น (15–24 ปี) 1 F30–F39 235 594 8292 F10–F19 751 66 8173 F40–F49 33 69 102วัยทํางาน (25–59 ปี) 1 F10–F19 3602 508 41102 F30–F39 738 2081 28193 F20–F29 1339 1084 2423สูงอายุ (≥60 ปี) 1 F30–F39 700 1713 24132 F00–F09 452 589 1041
vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่49 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ4. สถานการณ์ผู้ป่วยรายใหม่ จําแนกตามสถานที่ ปัจจัยบุคคล และพฤติกรรมการเข้ารับบริการผู้ป่วยรายใหม่รวม 3 ปีงบประมาณ 4,048 เมื่อพิจารณาเป็นรายตําบลพบว่าตําบลหนองหารมีจํานวนผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุด และราย พบมากที่สุดในปีงบประมาณ 2562 และน้อยที่สุด ในปีงบประมาณ 2562 โดยเพศชายพบมากกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน ดังตารางที่ 4ตําบลสันป่าเปามีน้อยที่สุด ดังตารางที่ 5 กลุ่มอายุ อันดับ กลุ่มโรค (ICD-10) ชาย หญิง รวม3 F40–F49 164 718 8824 F20–F29 291 568 859ตารางที่4 จํานวนและร้อยละของผู้ป่วยรายใหม่ จําแนกตามเพศ และปีงบประมาณที่รับบริการปีงบประมาณ 2562 2563 2564 รวม 3 ปีเพศชาย (ราย) (ร้อยละ) 822 (20.31) 692 (17.09) 764 (18.87) 2,278 (56.27)เพศหญิง (ราย) (ร้อยละ) 601 (14.85) 551 (13.61) 618 (15.27) 1,770 (43.73)รวมทั้งหมด (ราย) (ร้อยละ) 1,423 (35.15) 1,243 (30.71) 1,382 (34.14) 4,048 (100)ตารางที่ 5 จํานวนและร้อยละของผู้ป่วยจิตเวชรายใหม่ จําแนกรายตําบล และเพศอันดับ ตําบล ชาย ร้อยละ หญิง ร้อยละ รวม ร้อยละ1 หนองหาร 353 8.72 345 8.52 698 17.242 ป่าไผ่ 398 9.83 281 6.94 679 16.773 หนองจ๊อม 295 7.29 229 5.66 524 12.944 สันทรายน้อย 205 5.06 178 4.40 383 9.465 แม่แฝก 194 4.79 161 3.98 355 8.776 แม่แฝกใหม่ 202 4.99 125 3.09 327 8.087 สันนาเม็ง 157 3.88 121 2.99 278 6.878 สันทรายหลวง 125 3.09 100 2.47 225 5.569 หนองแหย่ง 129 3.19 63 1.56 192 4.7410 สันพระเนตร 89 2.20 58 1.43 147 3.6311 เมืองเล็น 68 1.68 67 1.66 135 3.33
v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 50อันดับ ตําบล ชาย ร้อยละ หญิง ร้อยละ รวม ร้อยละ11 เมืองเล็น 68 1.68 67 1.66 135 3.3312 สันป่าเปา 63 1.56 42 1.04 105 2.59รวม 2,278 56.27 1,770 43.73 4,048 100.00ตารางที่ 6 ข้อมูลแสดงจํานวน ร้อยละ ของ ผู้ป่วยโรคทางจิตเวชรายใหม่ จําแนกตามที่อยู่ และกลุ่มโรคอันดับ ตําบลF00 – F09F10 – F19F20 – F29F30 – F39F40 – F49F50 – F59F60 – F69F70 – F79F80 – F89F90 – F99รวม(ร้อยละ)1 หนองหาร 41 184 86 210 53 41 1 5 19 58 698(17.24)2 ป่าไผ่ 37 194 106 146 69 27 1 5 19 75 679(16.77)3 หนองจ๊อม 28 147 66 130 43 26 0 2 14 68 524(12.94)4 สันทรายน้อย18 80 51 109 37 16 0 5 10 57 383(9.46)5 แม่แฝก 23 113 58 52 32 11 0 3 26 37 355(8.77)6 แม่แฝกใหม่ 14 109 43 78 25 15 2 0 15 26 327(8.08)7 สันนาเม็ง 15 63 40 76 30 8 0 1 4 41 278(6.87)8 สันทรายหลวง21 65 34 52 9 4 0 4 9 27 225(5.56)9 หนองแหย่ง 10 60 21 42 9 6 0 0 20 24 192(4.74)10 สันพระเนตร6 44 12 37 17 8 0 0 5 18 147(3.63)11 เมืองเล็น 4 36 20 36 13 5 0 3 6 12 135(3.33)12 สันป่าเปา 6 27 8 22 14 3 0 2 4 19 105(2.59)รวม223(5.51)1,122(27.72)545(13.46)990(24.46)351(8.67)170(4.20)4(0.10)30(0.74)151(3.73)462(11.41)4,048(100.00)
vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่51 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือจากตารางที่ 6 พบว่า ตําบลที่พบผู้ป่วยในกลุ่ม F10–F19 มากที่สุดคือ ตําบลป่าไผ่ น้อยที่สุดคือตําบลสันป่าเปา ตําบลที่พบผู้ป่วยในกลุ่ม F90–F98 มากที่สุดจากตารางที่ 7 พบว่า กลุ่มวัยทํางาน (25–59 ปี) พบผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุดโดยพบในกลุ่มโรคกลุ่มโรคความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด (F10–F19) และ ความผิดปกติทางอารมณ์ (F30–F39) รองลงมาคือกลุ่มวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) พบผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุดในกลุ่มโรคความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากโรคทางกาย (F00–F09) กลุ่มวัยรุ่น (15-24 ปี) พบผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุดในกลุ่มโรคความผิดปกติทางอารมณ์ (F30–F39) กลุ่มปฐมวัย (0-5 ปี) คือ ตําบลป่าไผ่ และน้อยที่สุดคือตําบลเมืองเล็น และ ตําบลที่พบผู้ป่วยในกลุ่ม F80–F89 มากที่สุดคือ ตําบลแม่แฝกใหม่ และน้อยที่สุดคือ ตําบลสันนาเม็ง และสันป่าเปาและ วัยเรียน (6–14 ปี) พบผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุดในกลุ่มโรคความผิดปกติทางพฤติกรรมในวัยเด็กและวัยรุ่น (F90–F98) และ ความผิดปกติของพัฒนาการทางจิตใจ F80–F89และพบว่ากลุ่มโรคความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด กลุ่มโรคความผิดปกติทางพฤติกรรมในกลุ่มวัยเด็กและวัยรุ่น (F90–F98) และ กลุ่มโรคความผิดปกติของพัฒนาการทางจิตใจ (F80–F89) มีอุบัติการณ์สูงสุดในเพศชาย ขณะที่เพศหญิงพบกลุ่มตารางที่ 7 จํานวนและร้อยละของผู้ป่วยจิตเวชรายใหม่ จําแนกรายกลุ่มโรค และกลุ่มอายุกลุ่มโรค(ICD-10)0–5 ปี 6–14 ปี 15–24 ปี 25–59 ปี 60 ปีขึ้นไป รวม ร้อยละF00–09 0 1 1 26 195 223 5.5F10–19 0 5 178 815 124 1,122 27.7F20–29 0 1 15 378 151 545 13.5F30–39 1 15 180 474 320 990 24.5F40–49 0 8 41 162 140 351 8.7F50–59 0 0 8 65 97 170 4.2F60–69 0 2 1 1 0 4 0.1F70–79 0 4 10 16 0 30 0.7F80–89 25 107 8 10 1 151 3.7F90–99 62 387 6 4 3 462 11.4รวม (คน) 89 530 448 1,951 1,031 4,048 100
v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 52โรคความผิดปกติทางอารมณ์สูงสุด (F30–F39) ดังตารางที่ 8ตารางที่ 8 จํานวนและร้อยละ ของผู้ป่วยรายใหม่จําแนกตามกลุ่มโรคทางจิตเวชและเพศ อันดับ กลุ่มโรค ชาย ร้อยละ หญิง ร้อยละ รวม ร้อยละ1 F10-19 986 24.36 136 3.36 1122 27.722 F30-39 281 6.94 709 17.51 990 24.463 F20-29 257 6.35 288 7.11 545 13.464 F90-99 380 9.39 82 2.03 462 11.415 F40-49 93 2.30 258 6.37 351 8.676 F00-09 104 2.57 119 2.94 223 5.517 F50-59 55 1.36 115 2.84 170 4.208 F80-89 106 2.62 45 1.11 151 3.739 F70-79 13 0.32 17 0.42 30 0.7410 F60-69 3 0.07 1 0.02 4 0.10รวม 2278 56.27 1770 43.73 4048 100.00ตารางที่ 9 จํานวน ร้อยละ ผู้ป่วยรายใหม่ จําแนกตามพฤติกรรมการเข้ารับบริการตามปีงบประมาณกลุ่มรหัสโรคทางจิตเวช2562 2563 2564 รวม 3 ปีรายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)รายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)รายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)รายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)F10-F19 377 1,213 346 1,251 399 3,151 1,122 5,615เฉลี่ยรับบริการ จํานวนครั้ง/คน/ปี3.22 3.61 7.90 5.00F30-F39 240 1508 352 2133 398 2496 990 6137เฉลี่ยรับบริการจํานวนครั้ง/คน/ปี6.28 4.95 5.89 6.19F20-F29 194 1144 166 1063 185 1137 545 3344
vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่53 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือจากตารางที่ 9 พบว่าในช่วง 3 ปีงบประมาณที่ผ่านมา มีผู้ป่วยรายใหม่สะสมจํานวน 4,048 ราย โดยกลุ่มโรคที่พบผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก มีความสอดคล้องกับกลุ่มโรคที่มีจํานวนการมารับบริการรวมสูงสุด ได้แก่ กลุ่ม F10-F19: มีผู้ป่วยรายใหม่สะสม 1,122 ราย และ กลุ่ม F30-F39: มีผู้ป่วยรายใหม่สะสม 990 ราย นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยรายใหม่มีค่าเฉลี่ยความถี่ในการมารับบริการประมาณ 5.00 ถึง 6.14 ครั้งต่อคนต่อปี โดยเฉพาะในกลุ่ม F10-F19 ในปีงบประมาณ 2564 มีค่าเฉลี่ยการมารับบริการสูงถึง 7.90 ครั้งต่อคนต่อปีอภิปรายผลการวิจัยผลการศึกษาที่ได้มีนัยสําคัญที่สามารถนํามาอภิปรายได้ดังนี้1. สถานการณ์และการกระจายของโรคตามปัจจัยบุคคลผลการศึกษาพบว่า ในช่วงสามปีงบประมาณ (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564) มีผู้มารับบริการทางจิตเวชสะสมรวม 20,633 ราย โดยมีจํานวนผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน (ร้อยละ 52.26) โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2564 ที่มีจํานวนผู้ป่วยชายสูงกว่าหญิงอย่างเด่นชัด (ตาราง 1 และ 4) กลุ่มรหัสโรคทางจิตเวช2562 2563 2564 รวม 3 ปีรายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)รายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)รายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)รายใหม่(คน)ผู้มารับบริการ(ครั้ง)F20-F29 194 1144 166 1063 185 1137 545 3344เฉลี่ยรับบริการ จํานวนครั้ง/คน/ปี5.90 6.40 6.15 6.14F40-F48 122 682 103 560 126 651 351 1893เฉลี่ยรับบริการ จํานวนครั้ง/คน/ปี5.59 5.44 5.17 5.39F00-F09 68 323 80 431 75 424 223 1178เฉลี่ยรับบริการ จํานวนครั้ง/คน/ปี4.75 5.39 5.65 5.28
v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 54ซึ่งสอดคล้องกับรายงานสถานการณ์โรคทางจิตเวชในระดับประเทศที่มักพบอุบัติการณ์ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง17,18,19เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจําแนกตามกลุ่มโรคและเพศ (ตารางที่ 2 และ 8) พบว่า เพศชาย มีอุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มโรคความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมจากการใช้สารเสพติด (F10–F19)20 เพศหญิง มีอุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มโรคความผิดปกติทางอารมณ์ (F30–F39)21กลุ่มวัยเด็กและวัยเรียน (0-14 ปี) พบความผิดปกติทางพฤติกรรมในวัยเด็กและวัยรุ่น (F90–F98) และความผิดปกติทางพัฒนาการทางจิต (F80–F89) สูงที่สุด22และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งอาจสะท้อนถึงการวินิจฉัยและแนวโน้มปัญหาพฤติกรรมในวัยเด็กที่เพิ่มขึ้น20กลุ่มวัยทํางาน (25–59 ปี) มีสัดส่วนผู้ป่วยรายใหม่มากที่สุด โดยกลุ่มโรคความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด (F10–F19) เป็นกลุ่มโรคที่พบมากที่สุด ซึ่งพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน (ตารางที่ 3 และ 8)20กลุ่มวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) พบกลุ่มโรคความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากโรคทางกาย (F00–F09) ในสัดส่วนที่สูงตามหลังกลุ่มโรคความผิดปกติทางอารมณ์ (F30–F39)21ผลการวิจัยเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของปัญหาสุขภาพจิตที่สัมพันธ์กับเพศและช่วงวัย ซึ่งมีความสําคัญต่อการวางแผนการส่งเสริม ป้องกัน และรักษาในแต่ละกลุ่มประชากรได้อย่างเหมาะสม2. สถานการณ์และการกระจายของโรคตามปัจจัยสถานที่การศึกษาการกระจายของผู้ป่วยรายใหม่ตามสถานที่ในระดับตําบล (ตาราง 5 และ 6) พบว่ามีผู้ป่วยกระจุกตัวในบางพื้นที่ โดยตําบลหนองหารและป่าไผ่มีจํานวนผู้ป่วยรายใหม่รวมกันเกือบหนึ่งในสามของผู้ป่วยทั้งหมดในอําเภอ (ร้อยละ 17.24 และ 16.77 ตามลําดับ) ในขณะที่ตําบลสันป่าเปามีผู้ป่วยรายใหม่น้อยที่สุด (ร้อยละ 2.59) ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตในพื้นที่ และเป็นข้อมูลสําคัญที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดสรรทรัพยากรและวางแผนการบริการด้านสุขภาพจิตเชิงรุกได้อย่างตรงเป้าหมาย24,25,263. สถานการณ์และการกระจายของโรคตามปัจจัยเวลา ผลการวิเคราะห์สถานการณ์โรคในแต่ละปีงบประมาณพบว่า มีจํานวนผู้มารับบริการทางจิตเวชสูงสุดในปีงบประมาณ 2564 และน้อยที่สุดในปีงบประมาณ 2563 (ตาราง 1) ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ในช่วงเวลาดังกล่าว ที่ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ และความถี่ในการมารับบริการของ ผู้ป่วย27,28 จากข้อมูลในตาราง 9 ผู้ป่วยในกลุ่มโรคความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด (F10–F19) มีค่าเฉลี่ยความถี่ในการมารับบริการสูงขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2564 (7.90 ครั้งต่อคนต่อปี) ซึ่งอาจสะท้อนถึงมาตรการการบําบัดรักษาที่เข้มข้นขึ้น หรือปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าว29การศึกษาเชิงระบาดวิทยานี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สําคัญ ซึ่งหน่วยงานด้านสาธารณสุขและพยาบาลสามารถนําไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมการดูแลสุขภาพจิตที่ตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ30 และเป็นข้อมูลตั้งต้น
vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่55 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือสําหรับการศึกษาเชิงคุณภาพในอนาคตเพื่อทําความเข้าใจปัจจัยเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ข้อเสนอแนะ1. ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้1.1 การเฝ้าระวังและจัดการโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น: วัยรุ่น (15–24 ปี) มีความผิดปกติทางอารมณ์สูงสุด จึงควรพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และส่งเสริมสุขภาพจิตในสถานศึกษาและชุมชน เพื่อลดผลกระทบและความรุนแรงของโรค1.2 การแก้ไขปัญหายาเสพติดในวัยทํางาน: วัยทํางาน (25–59 ปี) มีความผิดปกติจากสารเสพติดมากที่สุด ควรเร่งพัฒนานโยบาย โปรแกรมบําบัดและฟื้นฟู พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไปควรศึกษาปัจจัยเสี่ยงของโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น และพฤติกรรมการใช้สารเสพติดในวัยทํางาน รวมถึงดําเนินการวิจัยเชิงทดลองเพื่อประเมินประสิทธิผลของมาตรการส่งเสริมสุขภาพจิตในกลุ่มแต่ละเป้าหมายกิตติกรรมประกาศ คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่สนับสนุนทุนวิจัยภายใต้โครงการนักวิจัยรุ่นใหม่ ประจําปีงบประมาณ 2565 และสํานักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร สําหรับการสนับสนุนด้านทุนและการดําเนินงานวิจัย ขอขอบคุณผู้อํานวยการโรงพยาบาลที่เป็นแหล่งข้อมูล หัวหน้างานสุขภาพจิตและจิตเวช และเจ้าหน้าที่เวชระเบียน ที่อํานวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษา
v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 56เอกสารอ้างอิง1. World Health Organization. Mental disorders [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2022 [cited 2024 Aug 20]. Available from: https://www.who.int/mega-menu/healthtopics/popular/mental-disorders2. Global Burden of Disease Study 2021. Global burden of mental disorders in 204 countries and territories, 1990–2021: results from the global burden of disease study 2021 [Internet]. BMC Psychiatry. 2023 [cited 2024 Aug 20]. Available from: https://bmcpsychiatry.biomedcentral.com/articles/10.1186/s12888-025-06932-y3. Global Burden of Disease Collaborative Network. Global, regional, and national burden of 12 mental disorders in 204 countries and territories, 1990–2019: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2019. Lancet Psychiatry. 2022;9(2):137–150. Available from: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8776563/4. UNICEF. COVID-19 pandemic continues to drive poor mental health among children and young people [Internet]. New York: UNICEF; 2021 [cited 2024 Aug 20]. Available from: https://www.unicef.org/press-releases/covid-19-pandemic-continues-drive-poor-mental-healthchildren-and-young-people5. Mahikul W, Srichan P, Narkkul U, Soontarawirat I, Kitro A, Pumipuntu N, et al. Mental health status and quality of life among Thai people after the COVID-19 outbreak: a cross-sectional study. Sci Rep. 2024;25869.6. World Health Organization. Mental health and social connection in Thailand. Geneva: WHO; 2025.7. Wannasewok W, Suraaroonsamrit B, Jeungsiragulwit D, Udomratn P. Development of community mental health infrastructure in Thailand: from the past to the COVID-19 pandemic. Consort Psychiatr. 2022;3(3):98-109.8. World Health Organization. Thailand adapts WHO’s Step-by-Step programme as part of national digital mental health platform [Internet]. Bangkok: WHO Thailand; 2025. [cited 2025 Aug 3]. Available from: https://www.who.int/thailand/news/feature- stories/detail/thailand-adapts-who-sstep-by-step-programme-as-part-of-national-digital-mental-health-platform9. Money and Banking Magazine. PM pushes “good mental health” policy to support Thai people [Internet]. 2025 May 6 [cited 2024 Aug 20]. Available from:https://en.moneyandbanking.co.th/author/mb-admin/page/705/
vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่57วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ10. กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย. สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เดือนธันวาคม 2566 [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 13 มี.ค. 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage11. กรมสุขภาพจิต. รายงานผู้ป่วยมารับบริการด้านจิตเวช จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2561–2564 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 7 ส.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://dmh.go.th/report/datacenter/dmh/host.asp?id=50&nyear=256412. สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่. รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตและปัจจัยเสี่ยงการฆ่าตัวตายในจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2564 [อินเทอร์เน็ต]. เชียงใหม่: สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 3 มิ.ย. 2567]. เข้าถึงได้จาก:https://cmi.hdc.moph.go.th/hdc/reports/report.php?source=pformated/format_fix_col2.php&cat_id=ea11bc4bbf333b78e6f53a26f7ab6c89&id=67ce3cd10f4ed5d2b3517f1373ef273d13. กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย. สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) พื้นที่อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เดือนธันวาคม 2565 [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 20 ส.ค. 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage14. งานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่. ข้อมูลอําเภอสันทราย [อินเทอร์เน็ต]. เชียงใหม่: โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่; 2560 [เข้าถึงเมื่อ 30 มี.ค. 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://sansaihospital.go.th/assets/fileDownlord/about/about_sansai.pdf15. Centers for Disease Control and Prevention. Principles of Epidemiology. Section 8: Causal Thinking in Epidemiology [Internet]. 2012 [cited 2025 Sep 9]. Available from: https://archive.cdc.gov/www_cdc_gov/csels/dsepd/ss1978/lesson1/section8.html16. สุทิน ชนะบุญ. ระบาดวิทยา และการป้องกัน ควบคุมโรค [อินเทอร์เน็ต]. [ม.ป.ท.]: สภาการ-สาธารณสุขชุมชน; 2565. [เข้าถึงเมื่อ 13 มี.ค. 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://www.ccph.or.th/wpcontent/uploads/2022/07/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3-%E0%B8%94%E0%B8%A3.-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D.pdf17. กรมสุขภาพจิต. รายงานผู้ป่วยมารับบริการด้านจิตเวช จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2561–2564 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต; 2565. [เข้าถึงเมื่อ 7 ส.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://dmh.go.th/report/datacenter/dmh/host.asp?id=50&nyear=2564
v The Situation of Mental Disorders in San Sai District, Chiang Mai Provinceปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 5818. กรมสุขภาพจิต. รายงานผู้ป่วยมารับบริการด้านจิตเวช ข้อมูลจากระบบศูนย์กลางการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชของประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 7 ส.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://dmh.go.th/report/datacenter/dmh/host.asp?id=50&nyear=256419. National Alliance on Mental Illness. Mental health by the numbers [Internet]. [USA]: National Alliance on Mental Illness; 2023. [cited 2025 Aug 13]. Available from: https://www.nami.org/aboutmental-illness/mental-health-by-the-numbers/20. นรักษ์ ชาติบัญชาชัย, ศิริวรรณ ปิยวัฒนเมธา, สุวรรณา อรุณพงไพศาล. โรคที่สัมพันธ์กับการใช้สารเสพติด. ใน นวนันท์ ปิยะวัฒน์กูล (บรรณาธิการ). จิตเวชศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สยามทองกิจ; 2563.21. กุศลาภรณ์ ชัยอุดมสม. กลุ่มโรคซึมเศร้า. ใน นวนันท์ ปิยะวัฒน์กูล (บรรณาธิการ). จิตเวชศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ: สยามทองกิจ; 2563. 22. กุศลาภรณ์ ชัยอุดมสม. กลุ่มโรคพัฒนาการทางสมอง. ใน นวนันท์ ปิยะวัฒน์กูล (บรรณาธิการ). จิตเวชศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สยามทองกิจ; 2563. 23. ภูษณิศา มีนาเขตร, นิชนันท์ สุวรรณกูฏ, สุวภัทร นักรู้กําพลพัฒน์, สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์, ดรุณี คชพรหม. การประเมินผลโครงการจัดบริการคัดกรองและดูแลช่วยเหลือสุขภาพจิตในกลุ่มเด็ก 6–15ปี เขตสุขภาพที่ 10. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิ-ประสงค์. 2565;6(3):1–12.24. ดาราวรรณ รองเมือง, อินทิรา สุขรุ่งเรือง, จีราพร ทองดี, ลลิตา เดชาวุธ, กฤษณี สุวรรณรัตน์, อติญาณ์ ศรเกษตริน, et al. มาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิและความพร้อมให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลที่ประสงค์ถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2567;18(3):331-50.25. PolicyWatch. ระบบสุขภาวะทางจิต: ส่งเสริมป้องกันสุขภาพจิตในชุมชน [อินเทอร์เน็ต]. Bangkok: ThaiPBS; 2564. [เข้าถึงเมื่อ 13 ส.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/life-526. Khan A, Flanagan M, Abdul Rahman M, Panda N, Yamin M. How co-locating public mental health interventions in community settings impacts mental health and health inequalities: a multi-site realist evaluation. BMC Public Health [Internet]. 2023 [cited 2025 Aug 13];23:1256. Available from: https://bmcpublichealth.biomedcentral.com/articles/10.1186/s12889-023-15843-527. กรมสุขภาพจิต. COVID-19 MENTAL HEALTH REPORT HR1 14 MAY 2020. ในการประชุมคณะกรรมการเขตสุขภาพที่ 1 ครั้งที่ 5/2563. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต; 2563. 28. วรวรรณ จุฑา, กมลลักษณ์ มากคล้าย. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ปี พ.ศ. 2563–2566. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย. 2567;32(1):60–72. 29. สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนการผลิตกําลังคนสุขภาพจิตปี 2567–2570 ความท้าทายรองรับผู้ป่วยจิตเวชที่เพิ่มขึ้น [อินเทอร์เน็ต]. 2024 [เข้าถึงเมื่อ 11 ส.ค. 2025]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2024/07/31117
vสถานการณ์โรคทางจิตเวชในอําเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่59วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ30. Jirapramukpitak T, Jaisin K, Supanya S, Takizawa P. Effectiveness of a community health worker-led case management programme to improve outcomes for people with psychotic disorders in Thailand: a one-year prospective cohort study. BMC Psychiatry [Internet]. 2022 [cited 2025 Aug 13];22:247. Available from: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8991661/
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 60คุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือQuality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandพิชชาวรรณ เหล่าชัยเจริญผล พย.ม.* Phitchawan Laochaicharoenphon, M.N.S.*กฤษณ์ ขวัญเงิน พ.บ.** Krit Khwanngern, M.D.**ปนัดดา นันทวาสน์ พย.บ.*** Panutda Nantawad, B.N.S.***Corresponding author Email: [email protected]: 24 July 2025, Revised: 5 Nov 2025, Accepted: 20 Nov 2025* พยาบาลวิชาชีพ ห้องตรวจพิเศษศัลยกรรม1 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ Email: [email protected]* Registered Nurse, Special Surgery Out-Patient Department 1, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital**ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Email: [email protected]** Assistant Professor, Division of Plastic Surgery, Department of Surgery, Faculty of Medicine, Chiang Mai University***พยาบาลวิชาชีพ ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดําริฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Email: [email protected]** Registered Nurse, Princess Sirindhorn IT Foundation Craniofacial Center, Chiang Mai Universityบทคัดย่อภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กําเนิดที่พบได้บ่อย และส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ การเข้าสังคม ภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว รวมถึงมีผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและผู้ปกครอง การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขตภาคเหนือ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ตามเกณฑ์การคัดเข้า คือผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่อายุ 0–6 ปี จํานวน 66 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่และได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบประเมินคุณภาพชีวิต THAICLEFT QoL Questionnaire ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติไคสแควร์ เพื่อทดสอบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยกําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติไว้ที่ .05ผลการศึกษาพบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยกลุ่มอายุ 0–1 ปีมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (Mean=4.25, S.D.=.22; 95% CI 4.11–4.39) ส่วนกลุ่มผู้ป่วยเด็กอายุ 3–6 ปีมีคะแนนเฉลี่ยตํ่าสุด (Mean=3.93, S.D.=.53; 95% CI 3.75–4.11) แม้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กจะอยู่ในระดับมากแต่มีแนวโน้มลดลง
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ61วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ(Mean=3.93, S.D.=.53; 95% CI 3.75–4.11) แม้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กจะอยู่ในระดับมากแต่มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติด้านจิตสังคม และด้านผลกระทบต่อครอบครัว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติคือระดับการศึกษาของผู้ปกครอง (χ² = 14.14, p = .03) ขณะที่เพศ อายุ ลักษณะโรค รายได้ และสิทธิการรักษาไม่มีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสําคัญของครอบครัว โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาสูงในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กผ่านความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความเข้าใจโรค และการสนับสนุนทางจิตสังคมที่เหมาะสมผลการศึกษาเป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับการพัฒนาแนวทางการดูแลที่ส่งเสริมผู้ปกครองรวมถึงครอบครัวอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ จิตสังคม และการบริการต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในระยะยาวคําสําคัญ : คุณภาพชีวิต ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ปากแหว่ง เพดานโหว่AbstractCleft lip and/or cleft palate are common congenital anomalies that affect children’s physical, psychological, and social well-being, imposes economic burdens on families, and influences the quality of life of both children and caregivers. This cross-sectional descriptive study aimed to examine the level of quality of life and its related factors among children with cleft lip and/or cleft palate in a university hospital in northern Thailand.Participants were 66 parents of children with cleft lip and/or cleft palate age 0–6 years who were purposively selected according to inclusion criteria. All children had been diagnosed with Cleft lip and/or cleft palate and had completed surgical treatment. Data were collected between August 2024 and February 2025 using a general information questionnaire and the validated THAICLEFT QoL Questionnaire. Data were analyzed using descriptive statistics and the Chi-square test to identify associated factors, with a significance level at .05.The results revealed that the overall quality of life of children was at a high level. The highest mean score was found among children aged 0–1 year old (Mean=4.25, S.D.=.22; 95% CI:4.11–4.39), whereas the lowest was among those aged 3–6 years (Mean=3.93, S.D.=.53; 95% CI:3.75–4.11). Although the quality of life of children was high but tended to decline in relations to psychosocial satisfaction and family impact domains. Parental education level was significantly associated with children’s QoL (χ² =14.14, df=3, p=.03), while sex, age, cleft type, income, and health insurance were not significantly related (p > .05).
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 62These findings highlight the important role of family, especially parents with higher education levels, in promoting children’s quality of life through better access to health information, understanding of the condition, and appropriate psychosocial support. The results provide essential evidence for developing comprehensive family-centered care strategies that enhance parental knowledge, psychosocial support, and continuity of care to improve the long-termquality of life of children with cleft lip and/or cleft palate.Keywords : Quality of life Related factors Cleft lip cleft palate
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ63 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือความเป็นมาและความสําคัญของปัญหาภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ เป็นความพิการแต่กําเนิดบริเวณกะโหลกศีรษะและใบหน้าที่พบได้บ่อย รายงานอุบัติการณ์ความชุกผู้ป่วยปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่งในทวีปยุโรปพบอัตราความชุก 14.8 รายต่อเด็กเกิดมีชีพ 10,000 ราย1 ในทวีปเอเชียพบว่าประเทศไทยมีความชุกผู้ป่วยปากแหว่งและ/หริอเพดานโหว่งมากเป็นอันดับที่ 2 โดยพบอัตราความชุก 2.14 รายต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 ราย2 สําหรับภาคเหนือมีอัตราความชุกระหว่าง 1.11 -1.26 รายต่อเด็กเกิดมีชีพ 1000 ราย และจังหวัดเชียงใหม่มีอัตราความชุกสูงที่สุด 2.2 รายต่อเด็กเกิดมีชีพ 1000 ราย3 จากสถิติผู้ป่วยที่มีภาวะปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่พ.ศ. 2562-2566 พบว่ามีจํานวน 541 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 65 ของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าทั้งหมด4 สะท้อนให้เห็นถึงความสําคัญของปัญหาในระดับภูมิภาคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การเข้าสังคม และเศรษฐกิจของครอบครัว5-10ด้านร่างกาย เด็กมักมีความผิดรูปของใบหน้า การแยกของริมฝีปากและเพดานปาก ทําให้เกิดปัญหาในการดูดกลืน5 การพูดไม่ชัด และการได้ยินลดลงจากภาวะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง6 นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติทางทันตกรรม เช่น ฟันผุ การขึ้นของฟันผิดตําแหน่ง การสบฟันผิดปกติ และโครงสร้างขากรรไกรไม่สมดุล7 ปัญหาทางร่างกายเหล่านี้ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการกิน การพูด และการสื่อสาร ซึ่งมีความสําคัญต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็กสําหรับด้านจิตสังคม เด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่มักรู้สึกแตกต่างจากผู้อื่น เกิดความอายและขาดความมั่นใจในตนเอง หลายคนมีความกังวลว่าจะถูกล้อเลียนหรือปฏิเสธจากสังคม ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด วิตกกังวล และมีระดับความนับถือตนเองตํ่ากว่าเด็กทั่วไป8 ขณะเดียวกัน ครอบครัวของผู้ป่วยต้องเผชิญความเครียดและความวิตกกังวลจากการดูแลเด็กที่มีปัญหาสุขภาพซับซ้อน ต้องได้รับการผ่าตัดหลายครั้งและดูแลหลังผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง9ภาระดังกล่าวยังรวมถึงภาระทางเศรษฐกิจจากค่าใช้จ่ายในการรักษา โดยมีรายงานว่าครอบครัวของผู้ป่วยกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าเด็กทั่วไปประมาณแปดเท่า และต้องรับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทําให้เกิดผลกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของครอบครัว10การศึกษาครั้งนี้ได้นํากรอบแนวคิดของ Klassen และคณะ11 มาใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์คุณภาพชีวิตของเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ ซึ่งจําแนกคุณภาพชีวิตออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านผลกระทบต่อครอบครัว โดยให้ความสําคัญในการดูแลแบบองค์รวมและบทบาทของครอบครัวในการส่งเสริมผลลัพธ์ด้านสุขภาพของเด็ก11 ตามนิยามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก หมายถึง การรับรู้ของบุคคลต่อสถานภาพชีวิตของตนเองภายใต้บริบทของวัฒนธรรม ระบบคุณค่า และความคาดหวังที่มีต่อชีวิต12 จากกรอบแนวคิดได้ให้ความสําคัญกับการศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่าง
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 64คุณภาพชีวิตของเด็กกับปัจจัยส่วนบุคคลของเด็ก ได้แก่ เพศ อายุ ลําดับการเกิด จํานวนพี่น้อง และลักษณะของโรค และ ปัจจัยด้านผู้ปกครอง ได้แก่ ลักษณะความสัมพันธ์กับเด็ก ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ครอบครัว การได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ และการได้รับคําแนะนําหรือการเตรียมตัวก่อนคลอด ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มเชื่อมโยงกับความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความเข้าใจในภาวะโรค และการจัดการด้านจิตสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กในแต่ละช่วงวัยการศึกษาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในประเทศสเปนมีการศึกษาในผู้ป่วยเด็กอายุ 4-7 ปี และครอบครัวพบว่าผู้ป่วยมีระดับคุณภาพชีวิต ด้านร่างกาย และด้านจิตใจที่ตํ่ากว่าเด็กปกติ13สอดคล้องกับการศึกษาในประเทศไทยในเด็กอายุ 9-14 ปี พบว่าผู้ป่วยเด็กมีระดับคุณภาพชีวิต ด้านความภาคภูมิใจในตัวเองที่ตํ่ากว่าเด็กปกติ14 สําหรับการศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่มีงานวิจัยในประเทศไทยหลายฉบับใช้แบบประเมินTHAICLEFT QoL Questionnaire โ ด ย มีการประเมินระดับคุณภาพชีวิต 5ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการรักษาพยาบาล 2) ด้านการบริการ 3) ด้านค่ารักษาพยาบาล 4) ความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติด้านจิตสังคม และ 5) ผลกระทบต่อครอบครัว15 พบการศึกษาในผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่เข้ารับการผ่าตัดที่ศูนย์ตะวันฉายอายุ 8-12 ปี ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเด็กมีความพึงพอใจในระดับปานกลางในด้านค่ารักษาพยาบาลและด้านจิตสังคม ในขณะที่มีความพึงพอใจในระดับสูงในด้านบริการทางการแพทย์และผลกระทบต่อครอบครัว16นอกจากนี้ยังมีการทบทวนวรรณกรรมถึงปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่พบว่า ภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ส่งผลด้านลบต่อคุณภาพชีวิตด้านจิตสังคม ด้านร่างกาย ด้านการเข้าสังคม และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน และยังพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุมีผลทําให้ระดับคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน แต่ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ และภาวะของโรคไม่มีผลต่อระดับคุณภาพชีวิต17อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีงานวิจัยหลายฉบับที่ศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ แต่ส่วนใหญ่ให้ความสําคัญกับกลุ่มวัยเรียนและวัยรุ่น ข้อมูลเชิงลึกที่เจาะจงในกลุ่มเด็กอายุ 0–6 ปียังมีอยู่อย่างจํากัด ทั้งที่ช่วงวัยดังกล่าวเป็นระยะวิกฤตของการพัฒนาหลายด้าน เช่น ด้านสติปัญญาและพัฒนาการทางสมองซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการเรียนรู้ การปรับตัว และความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาในอนาคต นอกจากนี้ยังพบปัญหาสุขภาพหลายด้าน ต้องพบแพทย์หลายแผนก และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพตามวัย ทั้งยังส่งผลทางด้านร่างกาย จิตใจ และเศรษฐกิจของครอบครัว18-19 งานวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาคุณภาพชีวิตของเด็กในช่วงอายุ 0–6 ปียังมีอยู่อย่างจํากัด โดยเฉพาะในบริบทของภาคเหนือ ซึ่งมีลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจ และระบบบริการสุขภาพแตกต่างจากภูมิภาคอื่นที่มีงานวิจัยมาก่อนหน้า เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สําหรับ
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ65 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือภาคเหนือ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความชุกของการเกิดภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ที่สูง ยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของเด็กในกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ดังนั้น การศึกษาที่วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็ก เขตภาคเหนือ จึงมีความสําคัญ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถนําไปใช้ในการพัฒนาบริการพยาบาลและระบบการดูแลที่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็กและครอบครัวได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพวัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขตภาคเหนือ2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขตภาคเหนือกรอบแนวคิดการวิจัยปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่-เพศ-อายุ-ลําดับการเป็นบุตร-จํานวนพี่น้อง-ภาวะโรค-สิทธิการรักษาปัจจัยด้านผู้ปกครอง-ลักษณะความสัมพันธ์กับผู้ป่วยเด็ก ( พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย )-การศึกษา-อาชีพ-รายได้ของครอบครัว-ได้รับวินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่งตั้งแต่ตั้งครรภ์ -ได้รับคําแนะนําและเตรียมตัวขณะตั้งครรภ์คุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่1.ด้านการรักษาพยาบาล2.ด้านการบริการ3.ด้านค่ารักษาพยาบาล4.ด้านมิติจิตสังคม5.ด้านผลกระทบต่อครอบครัว
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 66วิธีดําเนินการวิจัยการศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) ศึกษา ระหว่างเดือนสิงหาคม 2567 ถึง กุมภาพันธ์ 2568ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ ชนิดสมบูรณ์แบบข้างเดียวและสองข้างช่วงอายุ 0-6 ปี ที่ไม่มีกลุ่มอาการอื่นร่วมด้วย (Non syndromic orofacial cleft ) ไ ด ้ ร ั บ ก า ร ผ ่ า ต ั ด ซ ่ อ ม ป า ก แ ห ว่ ง (Cheiloplasty) และ/หรือการผ่าตัดซ่อมแซมเพดานโหว่ (Palatoplasty) มากกว่า 1 เดือน และมีนัดติดตามการรักษาต่อเนื่องที่คลินิกตรวจโรคผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบริเวณใบหน้าและกะโหลกศีรษะ (Craniofacial clinic) ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขตภาคเหนือกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ ชนิดสมบูรณ์แบบข้างเดียวและสองข้างช่วงอายุ 0-6 ปี โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) ผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ ชนิดสมบูรณ์แบบข้างเดียวและสองข้างช่วงอายุ 0-6 ปี ที่ไม่มีภาวะโรคร่วม ได้รับการผ่าตัดซ่อมปากแหว่ง (Cheiloplasty) และ/หรือการผ่าตัดซ่อมแซมเพดานโหว่ (Palatoplasty) มากกว่า 1 เดือน และมีนัดติดตามการรักษาต่อเนื่องที่คลินิกตรวจโรคผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบริเวณใบหน้าและกะโหลกศีรษะ (Craniofacial clinic) ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขตภาคเหนือ 2) ผู้ปกครองของผู้ป่วยยินดีเข้าร่วมโครงการ และเกณฑ์คัดออกคือ 1) ผู้ปกครองของผู้ป่วยปฏิเสธเข้าร่วมโครงการ2) ผู้ปกครองของผู้ป่วยไม่สามารถอ่าน เขียน ภาษาไทยได้ ขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของเครจซี่และมอร์แกน20 กําหนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ระดับ .05 จากจํานวนผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ในปี พ.ศ 2566 จํานวน 79 ราย ใช้สูตรคํานวณดังต่อไปนี้ในสูตร ! = !!\"#(%&#)(!(\"&%))!!#(%&#)เมื่อแทนค่าในสูตร! = *.,-%×/0×1.2(%&1.2)1.12!×(/0&%))*.,-%×1.2(%&1.2)! = 65.6ดังนั้นขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เท่ากับ 66 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเด็กได้แก่ เพศ อายุ ลําดับการเป็นบุตร จํานวนพี่น้อง ภาวะโรค และสิทธิการรักษา และข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครอง ได้แก่ ลักษณะความสัมพันธ์ผู้ป่วยเด็ก(พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย) การศึกษา อาชีพ และรายได้ของครอบครัว การได้รับวินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่งตั้งแต่ตั้งครรภ์ และการได้รับคําแนะนําและเตรียมตัวขณะตั้งครรภ์จํานวน 12 ข้อ2. แบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ใช้แบบสอบถาม
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ67 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือTHAICLEFT QoL Questionnaire ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยศูนย์ตะวันฉาย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น21 จํานวนข้อคําถามทั้งหมด41 ข้อ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการรักษาพยาบาล 2) ด้านการบริการ 3) ด้านค่ารักษาพยาบาล 4) ความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติด้านจิตสังคม และ 5) ผลกระทบต่อครอบครัว ลักษณะคําตอบเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5ระดับ โดยกําหนดค่าคะแนนคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ 1คะแนน หมายถึงมีคุณภาพชีวิตระดับน้อยที่สุด และ 5 คะแนน หมายถึงมีคุณภาพชีวิตระดับมากที่สุดโดยมีเกณฑ์การแปลผลค่าคะแนน คือ คะแนน 1.00 ถึง 1.50 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพชีวิตระดับน้อยที่สุดคะแนน 1.51 ถึง 2.50 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพชีวิตระดับน้อย คะแนน 2.51 ถึง 3.50 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพชีวิตระดับปานกลางคะแนน 3.51 ถึง 4.50 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพชีวิตระดับมาก คะแนน 4.51 ถึง 5.00 คะแนน หมายถึง มีคุณภาพชีวิตระดับมากที่สุด การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย1. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย และข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครอง พัฒนาโดยผู้วิจับทบทวนวรรณกรรม และนําไปตรวจสอบความตรงของเนื้อหาและความถูกต้องโดยผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 3 ท่านประกอบด้วย 1) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผ่าตัดผู้ป่วยปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ 1 ท่าน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ 1 ท่าน และ 3) อาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยเด็ก 1 ท่าน ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และนําข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข2. แบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ใช้แบบสอบถาม THAICLEFT QoL Questionnaire ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยศูนย์ตะวันฉาย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งได้มีการทดลองใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่จํานวน 27 ครอบครัว (ขึ้นทะเบียนในฐานข้อมูลศูนย์ตะวันฉาย) แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นภายใน อยู่ที่ .86 ในการศึกษานี้จึงไม่ได้นําไปหาความตรงของเนื้อหาซํ้า หาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ผู้วิจัยนําไปทดลองใช้กับผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ จํานวน 10 ราย และนํามาคํานวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ .86ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากได้รับอนุมัติคณะจากกรรมการจริยธรรม และ ได้รับอนุญาตให้ดําเนินการวิจัยจากผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์และฝ่ายการพยาบาลแล้ว ผู้วิจัยได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และเข้าพบกลุ่มตัวอย่าง เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์การวิจัย รายละเอียดของการวิจัย ขั้นตอนและการปฏิบัติในการเข้าร่วมวิจัย รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิ์ให้กลุ่มตัวอย่างรับทราบโดยละเอียด พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองกลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการพิจารณาข้อมูล ซักถามข้อสงสัย และตัดสินใจเข้าร่วมวิจัยเป็นระยะเวลาประมาณ 30–60 นาที โดยไม่
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 68มีการเร่งรัด เมื่อยินยอมเข้าร่วมวิจัย ให้ลงนามในหนังสือแสดงความยินยอมเข้าร่วมการวิจัย จากนั้นให้ผู้ปกครองกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ในสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัว สงบ ไม่มีเสียงรบกวน เมื่อผู้ปกครองของกลุ่มตัวอย่างตอบข้อมูลเรียบร้อย ผู้วิจัยตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม และนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามวิธีทางสถิติ การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างงานวิจัยนี้ได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลขที่อ้างอิง 295/2567 ผู้วิจัยดําเนินการตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ตามแนวทางสากล โดยให้ข้อมูลแก่กลุ่มตัวอย่างอย่างชัดเจน ครบถ้วน โปร่งใส และเคารพสิทธิในการตัดสินใจเข้าร่วมงานวิจัยอย่างสมัครใจ ผู้วิจัยได้แนะนําตนเองในฐานะผู้ดําเนินการวิจัยซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในห้องตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) ของแผนกเดียวกันกับที่เก็บข้อมูล แต่ได้ชี้แจงให้กลุ่มตัวอย่างทราบว่า การเข้าร่วมหรือปฏิเสธเข้าร่วมงานวิจัยจะไม่ส่งผลต่อการรักษาพยาบาลแต่อย่างใด จากนั้นผู้วิจัยได้อธิบายวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการวิจัย ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล และสิทธิของกลุ่มตัวอย่างในการเข้าร่วมหรือถอนตัวออกจากการวิจัยได้ทุกเมื่อโดยไม่กระทบต่อสิทธิการรักษา หลังจากนั้นเปิดโอกาสให้กลุ่มตัวอย่างซักถามข้อสงสัยจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจเข้าร่วม เมื่อกลุ่มตัวอย่างยินยอมเข้าร่วมจึงได้ลงนามในหนังสือแสดงความยินยอม ทั้งนี้เนื่องจากผู้วิจัยมีบทบาทเป็นบุคลากรพยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วย จึงอาจเกิดความสัมพันธ์เชิงอํานาจที่ไม่เท่าเทียมกัน (Power Imbalance) ซึ่งอาจทําให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าจําเป็นต้องเข้าร่วมงานวิจัย เพื่อป้องกันผลกระทบทางจริยธรรมดังกล่าว ผู้วิจัยได้แยกบทบาทระหว่างการดูแลรักษากับการเก็บข้อมูลวิจัยอย่างชัดเจน และยํ้าให้กลุ่มตัวอย่างทราบว่าการปฏิเสธหรือถอนตัวจากการวิจัยสามารถทําได้ทุกเวลาโดยไม่ส่งผลต่อสิทธิการรักษา ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัส เช่น C01–C0X และจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่มีรหัสผ่าน โดยมีเพียงผู้วิจัยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ ผลการวิเคราะห์จะรายงานในภาพรวมโดยไม่เปิดเผยตัวบุคคล และข้อมูลจะถูกทําลายภายหลังการเผยแพร่ผลงานวิจัยครบ 1 ปี หากกลุ่มตัวอย่างมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามผู้วิจัยได้ตลอดเวลาการวิเคราะห์ข้อมูล1. ข้อมูลทั่วไปของเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ ข้อมูลผู้ปกครอง และข้อมูลคุณภาพชีวิต ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จํานวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน2. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ใช้การทดสอบด้วยสถิติไคสแควร์โดยกําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย และเพศหญิงจํานวนเท่ากัน อยู่ในช่วง 3-6 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 43.9) ส่วนใหญ่เป็นบุตรคนที่ 1 (ร้อยละ 47) และจํานวนพี่น้อง 2 คน (ร้อยละ 53) มีภาวะปากแหว่ง
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ69 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือและเพดานโหว่ข้างเดียวมากที่สุด (ร้อยละ 30.3) และส่วนใหญ่ได้รับการผ่าตัดที่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขตภาคเหนือ (ร้อยละ 87.9) และส่วนใหญ่ใช้สิทธิการรักษาบัตรทอง/โครงการยิ้มสวยเสียงใส (ร้อยละ 87.9) ดังตารางที่ 1ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ (n=66)ข้อมูลเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ จํานวน ร้อยละเพศชาย 33 50.0หญิง 33 50.0อายุ0-1 ปี 16 24.2> 1-3 ปี 21 31.9> 3-6 ปี 29 43.9ลําดับบุตรคนที่ 1 31 47.0คนที่ 2 28 42.4คนที่ 3 7 10.6จํานวนพี่น้อง1 23 34.82 35 53.03 7 10.65 1 1.5ภาวะของโรคปากแหว่งอย่างเดียว 18 27.3เพดานโหว่อย่างเดียว 13 19.7ปากแหว่งและเพดานโหว่ข้างเดียว 20 30.3ปากแหว่งและเพดานโหว่สองข้าง 15 22.7การผ่าตัด ได้รับการผ่าตัด 58 87.9ไม่ได้รับการผ่าตัด 8 12.1สิทธิในการรักษาพยาบาล
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 70กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นบิดา/ มารดา (ร้อยละ 95.5) การศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า (ร้อยละ 31.8) ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป (ร้อยละ 31.8) รายได้ตํ่ากว่า 15,001 บาท(ร้อยละ 62.1) ไม่ได้รับการการวินิจฉัยขณะตั้งครรภ์และไม่ได้รับคําแนะนําและเตรียมตัวขณะตั้งครรภ์มากที่สุด (ร้อยละ 53 และร้อยละ 54.5 ตามลําดับ) ดังตารางที่ 2ข้อมูลเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ จํานวน ร้อยละสิทธิในการรักษาพยาบาลบัตรทอง/โครงการยิ้มสวยเสียงใส 58 87.9สิทธิเบิกตรง 5 7.6ชําระเงินเอง 3 4.5ตารางที่ 2 ข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครองเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ (n=66)ข้อมูลผู้ปกครอง จํานวน ร้อยละความสัมพันธ์บิดา/ มารดา 63 95.5ปู่/ ย่า/ ตา/ ยาย 3 4.5การศึกษาประถมศึกษา 13 19.7มัธยมศึกษา 15 22.7ปวช./ปวส 16 24.2ปริญญาตรีหรือสูงกว่า 21 31.8ไม่ได้ศึกษา 1 1.5อาชีพว่างงาน 5 7.6รับจ้างทั่วไป 21 31.8เกษตรกร 11 16.7รับราชการ 3 4.5บริษัทเอกชน 12 18.2ธุรกิจส่วนตัว 13 19.7อื่นๆ 1 1.5
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ71 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ2. คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ จําแนกตามช่วงอายุ (0–1 ปี, >1–3 ปี และ >3–6 ปี) พบว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยกลุ่มอายุ 0–1 ปี มีคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมสูงที่สุด (Mean=4.25, S.D.=.22) และมีคะแนนเฉลี่ยสูงในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการบริการ (Mean= 4.56, S.D.=.45) ขณะที่กลุ่มอายุ >3–6 ปีมีคะแนนคุณภาพชีวิตเฉลี่ยโดยรวมอยู่อยู่ในระดับมาก (Mean= 3.93, S.D.=.53) แต่คะแนนเฉลี่ยตํ่ากว่าผู้ป่วยเด็กกลุ่มอายุ 0-1 ปี และ >1-3 ปี โดยเฉพาะด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติด้านจิตสังคมและด้านผลกระทบต่อครอบครัว ดังตารางที่ 3ข้อมูลผู้ปกครอง จํานวน ร้อยละรายได้ (บาท/เดือน)ตํ่ากว่า 15,001 41 62.115,001-30,000 17 25.830,001-45,000 1 1.545,001-60,000 5 7.6มากกว่า 60,000 2 3.0การได้รับการวินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ได้รับ 31 47.0ไม่ได้รับ 35 53.0การได้รับคําแนะนําและเตรียมตัวขณะตั้งครรภ์ได้รับ 30 45.5ไม่ได้รับ 36 54.5
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 723. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ด้วยสถิติไคสแควร์ พบว่า ระดับการศึกษาของผู้ปกครองที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (c²=14.14, p=.03) ปัจจัยด้านผู้ป่วย ได้แก่ เพศ ช่วงอายุ ลําดับบุตร จํานวนพี่น้อง ภาวะของโรค การได้รับการผ่าตัด และสิทธิในการรักษาพยาบาล และด้านผู้ปกครอง ได้แก่ ความสัมพันธ์กับเด็ก อาชีพ รายได้ การได้รับวินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ และการได้รับคําแนะนําหรือเตรียมตัวก่อนคลอด ไม่พบความเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p > .05) ดังตารางที่ 4ตารางที่ 3 ระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ แยกตามช่วงวัย คุณภาพชีวิตช่วงอายุ0-1 ปี(n=11)>1-3 ปี(n=26)>3-6 ปี(n=29)ค่าคะแนนMean (S.D.)ระดับคุณภาพชีวิตค่าคะแนนMean(S.D.)ระดับคุณภาพชีวิตค่าคะแนนMean(S.D.)ระดับคุณภาพชีวิตด้านการรักษาพยาบาล 4.28(0.62) มาก 4.27(0.48) มาก 4.07(0.63) มากด้านการบริการ 4.56(0.45) มากที่สุด 4.83(0.49) มากที่สุด 4.43(0.64) มากด้านค่ารักษาพยาบาล 3.60(0.77) มาก 3.64(0.57) มาก 3.68(0.80) มากด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติด้านจิตสังคม4.27(0.48) มาก 4.02(0.57) มาก 3.81(0.60) มากด้านผลกระทบต่อครอบครัว 3.78(0.52) มาก 3.67(0.90) มาก 3.75(0.63) มากคุณภาพชีวิตโดยรวม 4.25(0.22) มาก 4.09(0.40) มาก 3.93(0.53) มากตารางที่ 4 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่ จากการวิเคราะห์ไคสแควร์ (n=66)ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่c2 P-Valueปัจจัยด้านเด็กเพศ 0.23 0.89ช่วงอายุ 3.80 0.43ลําดับบุตร 2.52 0.64จํานวนพี่น้อง 3.87 0.69ภาวะของโรค 8.53 0.20การได้รับการผ่าตัด 2.58 0.28
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ73 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนืออภิปรายผลการวิจัยการศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ พบว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 0-1 ปี มีคะแนนคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในทุกด้านเนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ได้รับการดูแลใกล้ชิดจากผู้ปกครอง ได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างเหมาะสม และยังไม่เผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทางสังคม เช่น การเข้าสังคมหรือการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น อีกทั้งเด็กในวัยนี้มักได้รับการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติตั้งแต่ระยะต้นและได้รับการดูแลแบบองค์รวมจากทีมสหสาขาวิชาชีพ ทําให้สามารถฟื้นฟูสุขภาพกายและพัฒนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ครอบครัวมักมีทัศนคติที่ดีและความคาดหวังเชิงบวกต่อผลลัพธ์การรักษา ซึ่งส่งเสริมให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่พบว่าเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในช่วงต้นวัยเด็กมีคุณภาพชีวิตสูงกว่าช่วงวัยเรียน โดยเฉพาะในด้านร่างกายและอารมณ์13 และพบว่าเด็กโตที่มีความผิดปกติบนใบหน้าเริ่มเผชิญปัญหาด้านการเข้าสังคมและการปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กปากแหว่ง และ/หรือเพดานโหว่c2 P-Valueปัจจัยด้านเด็กเพศ 0.23 0.89ช่วงอายุ 3.80 0.43ลําดับบุตร 2.52 0.64จํานวนพี่น้อง 3.87 0.69ภาวะของโรค 8.53 0.20การได้รับการผ่าตัด 2.58 0.28สิทธิในการรักษาพยาบาล 2.95 0.57ปัจจัยด้านผู้ปกครองความสัมพันธ์กับเด็ก 1.33 0.52การศึกษา 14.14 0.03*อาชีพ 14.69 0.26ช่วงรายได้ 3.60 0.89การได้รับการวินิจฉัยขณะตั้งครรภ์ 1.77 0.41การได้รับคําแนะนําและเตรียมตัวขณะตั้งครรภ์ 3.91 0.14*p<.05
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 74รับรู้ตนเองมากขึ้น ส่งผลให้คะแนนคุณภาพชีวิตลดลงตามวัย14เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ป่วย ได้แก่ เพศ อายุ ลําดับการเป็นบุตร จํานวนพี่น้อง ภาวะของโรค สิทธิการรักษา ตลอดจนปัจจัยของผู้ปกครอง ได้แก่ ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัว อาชีพ รายได้ และการได้รับการวินิจฉัยหรือคําแนะนําตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งแตกต่างจากงานในอดีตที่พบว่าปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตของเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ โดยเฉพาะอายุและสถานะทางเศรษฐกิจและ สังคม16,22 เช่น มีรายงานว่าอายุที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ลดลงในบางมิติ ขณะที่เพศและชนิดของความผิดปกติไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ16 สอดคล้องกับอีกงานวิจัยที่พบว่าเพศและชนิดของความผิดปกติไม่มีผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม แต่กลุ่มผู้ป่วยอายุ 12–18 ปีมีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านภาพลักษณ์ตนเองมากกว่า22 และงานวิจัยที่พบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีสถานะเศรษฐกิจและสังคมตํ่า มีคุณภาพชีวิตตํ่ากว่ากลุ่มที่มีสถานะดีทั้งในด้านสุขภาพจิตและมิติทางสังคม23,25ผลลัพธ์ที่มีความแตกต่างจากงานวิจัยส่วนใหญ่ในต่างประเทศอาจสะท้อนลักษณะของระบบบริการสุขภาพที่มีความครอบคลุมในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมลํ้าด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และส่งเสริมให้เด็กทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยอยู่ในระดับดีโดยไม่มีความแตกต่างตามกลุ่มประชากร อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่จํานวน 45 คน (คิดเป็นร้อยละ 68.2) มีการศึกษาตํ่ากว่าระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นปัจจัยที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของเด็กอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติโดยผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาสูงมีแนวโน้มส่งเสริมคุณภาพชีวิตของบุตรได้ดีกว่า อันเนื่องมาจากความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความเข้าใจในโรค การปฏิบัติตามแผนการรักษา และการดูแลด้านพัฒนาการของ เด็ก24สอดคล้องกับงานวิจัยที่พบว่าผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาสูงมีระดับการรับรู้ความอับอายจากความผิดปกติของบุตรน้อยกว่า และสามารถส่งเสริมพฤติกรรมทางบวกและการเข้าสังคมของบุตรได้ดีกว่า24 เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่ระบุว่าเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ที่มารดามีระดับการศึกษาสูงมีคะแนนคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า25ด้านแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความจําเป็นในการส่งเสริมบทบาทของครอบครัว โดยเฉพาะผู้ปกครอง ผ่านการให้ความรู้และการสนับสนุนทางจิตสังคม เช่น โปรแกรมการให้คําปรึกษาอย่างเป็นระบบ การเยี่ยมบ้านโดยทีมสหวิชาชีพ และการสนับสนุนกลุ่มบิดามารดา การเยี่ยมบ้านสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวและด้านจิตใจ26 ผลการศึกษายังพบว่าคะแนนเฉลี่ยใน มิติด้านการรักษาพยาบาล (Mean=4.07, S.D.=.63) และ ด้านผลกระทบต่อครอบครัว (Mean=3.75, S.D.=.63)
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ75 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือตํ่ากว่าด้านอื่น ๆ แม้ยังอยู่ในระดับมาก แต่สะท้อนถึงอุปสรรคที่ครอบครัวต้องเผชิญ ทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความเครียดจากกระบวนการรักษาที่ต่อเนื่องยาวนาน การพัฒนาบริการจึงควรมุ่งเน้นการจัดระบบการดูแลแบบครบวงจร (One-stop service) เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับบริการหลายสาขาในครั้งเดียว ลดจํานวนครั้งที่ต้องมาโรงพยาบาล ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลา พร้อมทั้งพัฒนาการสื่อสารและให้ข้อมูลแก่ครอบครัวให้เข้าใจง่ายและรอบด้าน เพื่อเสริมพลัง (Empowerment) ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมอย่างมั่นใจและลดความวิตกกังวลตลอดกระบวนการรักษานอกจากนี้ ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นถึงความสําคัญ ของการดูแลแบบครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-Centered Care) โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านผู้ปกครองมีผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กโดยตรง ดังนั้นแนวทางการดูแลควรเน้นการให้การศึกษาและการสนับสนุนทางจิตสังคมที่เหมาะสมกับระดับการศึกษาของผู้ปกครอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแล ลดภาวะเครียด และส่งเสริมผลลัพธ์ทางสุขภาพของเด็กในระยะยาว สอดคล้องกับงานวิจัยในอดีตที่มีการทดลองทางคลินิกที่แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการให้ความรู้แบบองค์รวมแก่ผู้ปกครองเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ สามารถเพิ่มระดับความรู้ ความสามารถในการดูแล และพฤติกรรมการสนับสนุนผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สะท้อนถึงประสิทธิผลของการให้การศึกษาอย่างเป็นระบบในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก27 นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับอีกงานวิจัยที่รายงานว่าการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและการสนับสนุนอย่างเป็นระบบช่วยลดความวิตกกังวลและภาระทางจิตใจของครอบครัว ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้น28ข้อเสนอแนะ1. ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้ผลจากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของเด็กที่มีภาวะปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่โดยรวมอยู่ในระดับมาก แต่มีแนวโน้มลดลงในกลุ่มเด็กอายุ 3–6 ปี โดยเฉพาะด้านความพึงพอใจของผู้ปกครองในมิติด้านจิตสังคมและด้านผลกระทบต่อครอบครัว จึงควรนําข้อมูลนี้ไปใช้ในการวางแผนการดูแลผู้ป่วยรายบุคคลให้สอดคล้องกับช่วงวัยและบริบทครอบครัว เช่น จัดโปรแกรมให้คําปรึกษาแบบครอบครัวและกิจกรรมกลุ่มเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของเด็ก ส่งเสริมการเยี่ยมบ้านโดยทีมสหวิชาชีพเพื่อสนับสนุนครอบครัวในด้านจิตใจและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค พัฒนาเครือข่ายการดูแลระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนเพื่อให้การดูแลต่อเนื่องและเข้าถึงง่ายในกลุ่มครอบครัวที่มีข้อจํากัดทางเศรษฐกิจหรือภูมิศาสตร์ และส่งเสริมการจัดตั้งคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกฝึกพูด ฟื้นฟูพัฒนาการ และทันตกรรมเฉพาะทางภายในโรงพยาบาล เป็นต้น2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป2.1 ควรศึกษาคุณภาพชีวิตของเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในช่วงวัยอื่นเพิ่มเติม เช่น กลุ่มอายุ 7–12 ปี และวัยรุ่น เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบทางจิตสังคมในระยะยาว2.2 ควรออกแบบการศึกษาแบบเชิงคุณภาพร่วมกับเชิงปริมาณ (Mixed methods) เพื่อให้เข้าใจ
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 76มิติทางอารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้ป่วยและครอบครัวได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น2.3 ควรมี การติ ดตามผลระยะยาว (Longitudinal study) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตหลังการผ่าตัดหรือการได้รับการดูแลแบบบูรณาการในระยะเวลาแตกต่างกัน2.4 พิจารณาศึกษาปัจจัยด้านวัฒนธรรม ค่านิยมครอบครัว และการรับรู้ของสังคมที่อาจมีผลต่อการปรับตัวของผู้ปกครองและเด็กกิตติกรรมประกาศขอขอบคุณทุนอุดหนุนการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ77วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเอกสารอ้างอิง1. Paaske EB, Garne E. Epidemiology of orofacial clefts in a Danish county over 35 years–Before and after implementation of a prenatal screening programme for congenital anomalies. Eur J Med Genet. 2018;61(9):489–92.2. Lu WW, Chng CK. Cleft craniofacial care in Asia—a narrative review. Front Oral Maxillofac Med. 2024;6:15. doi:10.21037/fomm 23 8.3. Detpithak A, Noochpoung R, Yensom N. อุบัติการณ์ปากแหว่ง และ/หรือ เพดานโหว่ในเด็กเกิดมีชีพจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง พ.ศ. 2558–2562. Thai Dental Public Health Journal. 2020;25:41–9.4. ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดําริฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. รายงานประจําปี พ.ศ. 2562–2566. เชียงใหม่: ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดําริฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2566.5. Namchaitaharn S, Pimpiwan N, Saengnipanthkul S. Breastfeeding promotion and nursing care for infants with cleft palate and/or cleft lip in Northeastern Craniofacial Center, Thailand. Open Nurs J. 2021;15(1):149–55.6. Ooppanasak N, Makarabhirom K, Chowchuen B, Prathanee B. Speech outcomes in children with cleft and palate: Srinagarind Hospital, Khon Kaen University, Thailand. The Journal of the Medical Association of Thailand. 2019;102(6):10–7.7. Wu Q, Li Z, Zhang Y, Peng X, Zhou X. Dental caries and periodontitis risk factors in cleft lip and palate patients. Front Pediatr. 2023;10:1092809.8. Gifalli M, Antonio CT, Aparecida Pezzato da Silva V, Aroteia Capone F, Capelato Prado P, Trettene ADS. Adolescents with orofacial clefts: understanding their experiences. Rev Paul Pediatr. 2024;42:e2023131.9. Sun J, Wang L, Wang W, Wang J, Wang Y, Gao Y, Yuan L. The influential factors of anxiety among caregivers of children with CL/P: a path analysis based on diathesis-stress theoretical model. BMC Public Health. 2024;24(1):317210. Villanueva-Vilchis MC, Almanza-Aranda KE, Gaitán-Cepeda LA, Rangel-Salazar R, Ramírez-Trujillo MA, Aguilar-Díaz FC, de la Fuente-Hernández J. Quality of life of the primary caregivers of children with cleft lip and palate in Guanajuato, Mexico: a cross-sectional study. Healthcare. 2024 Aug;12(16):1659.11. Klassen AF, Tsangaris E, Forrest CR, Wong KW, Pusic AL, Cano SJ, Goodacre T. Quality of life of children treated for cleft lip and/or palate: a systematic review. J Plast Reconstr Aesthet Surg. 2012;65(5):547–57.
v Quality of Life and Related Factors among Children with Cleft Lip and/or Palate in a University Hospital in Northern Thailandปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 7812. World Health Organization (WHO). WHOQOL: Measuring quality of life [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2024 [cited 2024 Mar 2]. Available from: https://www.who.int/tools/whoqol13. Leopoldo-Rodado M, Pantoja-Pertegal F, Belmonte-Caro R, Garcia-Perla A, Gonzalez-Cardero E, Infante-Cossio P. Quality of life in early age Spanish children treated for cleft lip and/or palate: a case-control study approach. Clin Oral Investig. 2021;25:477–85.14. Wanicharoen N, Bunrayong SCPRW, Rattakorn P, Bunrayong W. Health-related quality of life among Thai children and adolescents with cleft lip and/or palate: a qualitative study. The Journal of Associated Medical Sciences. 2023;56(3):136–42.15. Surakunprapha P, Pradubwong S, Jenwitheesuk K, Pisek P, Chowchuen B. Evaluating the costeffectiveness of plastic surgery based on the satisfaction with quality of life and nasolabial appearance in Thai preteens with cleft lip and palate. Open Nurs J. 2022;16(1):1-11.16. Pakkasung Y, Saothonglang K, Pisek P, Chowchuen B. Parental satisfaction with the quality of life of patients aged 8–12 years old with cleft lip and palate at the Tawanchai Center in Northeastern Thailand. Srinagarind Medical Journal. 2024;39(4):368-7717. Yusof MS, Mohd Ibrahim H. The impact of cleft lip and palate on the quality of life of young children: a scoping review. Med J Malaysia. 2023;78(2):250–8.18. Jurado MRB, Cavalheiro MG, de Castro Corrêa C, Whitaker ME, de Vasconcelos Hage SR, Lamônica DAC, Maximino LP. Global and communicative development skills in preschool children with cleft lip and palate. Pediatr Investig. 2021;5(1):33–7.19. Sawasdipanich N, Chaithat B, Dangsomboon A. Healthcare Problems and Healthcare Service Accessibility for Children with Craniofacial Anomalies: Caregivers’ Perceptions. Journal of Thailand Nursing and Midwifery Council. 2021;36(2):110–28. 20. Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas. 1970;30(3):607–10.21. Patjanasoontorn N, Pradubwong S, Mongkoltawornchai S, Phetcharat T, Chowchuen B. Development and reliability of the THAICLEFT Quality of Life Questionnaire for children with cleft lip/palate and families. The Journal of the Medical Association of Thailand. 2010;93(Suppl 4):S16–8.22. Defabianis P, Cogo C, Massa S, Romano F. Oral-health-related quality of life among non-syndromic school-age children with orofacial clefts: results from a cross-sectional study in Northern Italy. Children (Basel). 2022;9(7):1098.
vคุณภาพชีวิตและปจัจัยท่ี่เก่ียวข้องของผู้ปว่ยเด็กปากแหว่งและ/หรือเพดานโหว่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เขตภาคเหนือ79วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ23. Stock NM, Costa B, Zarola A, Auslander A, Brewster H, Swift P, et al. The psychosocial impact of cleft lip and/or palate on caregivers and individuals in low- and middle-income countries: a narrative review. Cleft Palate Craniofac J. 2025;[Epub ahead of print]. doi:10.1177/10556656251343393.24. Zhang Y, Zhang X, Jiang J, Xie W, Xiang D. Factors associated with perception of stigma among parents of children with cleft lip and palate: a cross-sectional study. JMIR Form Res. 2024;8:e53353.25. Sawai DS, Abdul NS, Rahman GS, Tabassum N, Kumar AP, Priyadarshni P. Mothers’ sense of coherence and oral health-related quality of life in cleft lip and palate children visiting a private dental college: a survey. J Family Med Prim Care. 2020;9(8):4386–90. doi:10.4103/jfmpc.jfmpc_1129_1926. Pakkasang Y, Sroyhin W, Numjaitaharn S, Rod-ong D, Chonprai C, Samretdee H, Jaruensook W, Pisek P, Surakunprapha P. Improvement Quality of Life in Patients with Cleft Lip and Palate by Home Visit Program. Srinagarind Medical Journal. 2021;36(2):166–71.27. Hakim A, Zakizadeh Z, Saki N, Haghighizadeh MH. The effect of combined education on the knowledge and care and supportive performance of parents with children with cleft lip and palate: a clinical trial study. Glob Pediatr Health. 2021;8:2333794X211022238. doi: 10.1177/2333794X21102223828. Kumar S, Mohanraj R, Vaidhyalingam T, Chakkaravarthi S, Thiruvenkatachari B. Parental experiences on learning about and caring for children with cleft lip and palate: a qualitative study from South India. Cleft Palate Craniofac J. 2024. doi: 10.1177/10556656241298217.
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 80สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปนัดดา สุวรรณ พย.ม.* Panadda Suwan, M.N.S.*อัมภวรรณ์ ใจเปี้ย พย.ม.** Ampawan Jaipear, M.N.S.**อุบล บัวชุม พย.ม.*** Ubol Bourchom, M.N.S.***ประทุม สร้อยวงค์ ปร.ด.**** Pratum Soivong, Ph.D. ****Corresponding author: Email: [email protected]: 10 June 2025, Revised: 5 Nov 2025, Accepted: 24 Nov 2025* พยาบาลวิชาชีพ Āน่วยผู้จัดการรายกรณีด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่ Email: [email protected] *Registered nurse, Palliative case manager Unit, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital** พยาบาลวิชาชีพ Āน่วยผู้จัดการรายกรณีด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่ Email: [email protected]**Registered nurse, Palliative case manager Unit, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital***พยาบาลวิชาชีพ Āอผู้ป่วยÿุจิณโณ 3 โรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่Email: [email protected]***Registered nurse, Sujinno 3 Unit, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital****อาจารย์พยาบาล มĀาวิทยาลัยเชียงใĀม่ คณะพยาบาลศาÿตร์ ÿาขาวิชาการพยาบาลผู้ใĀญ่และผู้ÿูงอายุ E-mail: [email protected]****Nursing Instructor, Adult and gerontological Nursing, Faculty of Nursing, Chiang Mai Universityบทคัดย่อการüิจัยเชิงพรรณนานี้ มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþาÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพ ในโรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่ และเปรียบเทียบÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพแต่ละระดับ กลุ่มตัüอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ พยาบาลüิชาชีพที่ปฏิบัติงานในĀอผู้ป่üยที่มีประÿบการณ์ดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองอย่างน้อย 3 เดือน จำนüน 271 ราย เครื่องมือüิจัย ได้แก่ แบบÿอบถามข้อมูลÿ่üนบุคคล และแบบประเมินÿมรรถนะในการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของÿำนักการพยาบาล ÿำนักงานปลัดกระทรüงÿาธารณÿุข üิเคราะĀ์ข้อมูลโดยใช้ÿถิติเชิงพรรณนา ÿถิติการทดÿอบครัÿคัล–üอลลิÿ และ ÿถิติการทดÿอบแมนน์–üิทนีย์ ยูผลการýึกþา พบü่า พยาบาลüิชาชีพมีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองโดยรüมอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุงมากที่ÿุด ร้อยละ 47.9 พยาบาลüิชาชีพร้อยละ 31.4 มีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองโดยรüมอยู่ในระดับมาตรฐาน พยาบาลüิชาชีพร้อยละ 20.7 มีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองโดยรüมอยู่ในระดับÿูงกü่าระดับมาตรฐาน โดยพยาบาลüิชาชีพมีอายุงานระĀü่าง 1-3 ปี ร้อยละ 37.3 มีÿมรรถนะÿูงกü่าระดับมาตรฐานมากที่ÿุด ÿ่üนพยาบาลที่มีอายุงานมากกü่า 10 ปี และพยาบาลüิชาชีพมีอายุงาน 0-1 ปี มีÿมรรถนะอยู่ใน
❖สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่81วำรสำรสมำคมพยำบำลแห่งประเทศไทยฯ สำขำภำคเหนือมาตรฐานมากที่ÿุด ÿ่วนพยาบาลที่มีอายุงานมากกว่า 10 ปี และพยาบาลวิชาชีพมีอายุงาน 0-1 ปี มีÿมรรถนะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุง ร้อยละ 68.3 และ 52.4 ตามลำดับ และÿมรรถนะด้านความÿามารถในการจัดการการดูแลผู้ป่วยระยะÿุดท้ายและครอบครัวของพยาบาลวิชาชีพแต่ละช่วงอายุงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยครั้งนี้แÿดงใĀ้เĀ็นว่าพยาบาลวิชาชีพระดับต้นที่มีอายุงานระĀว่าง 0 – 3 ปี และกลุ่มที่มีอายุงานมากกว่า 10 ปี ยังมีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่ควรได้รับการปรับปรุง ดังนั้น ผู้บริĀารควรมีการพัฒนาÿมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพระดับต้นและระดับอาวุโÿ การนำผลการวิจัยไปใช้ควรมุ่งÿร้างระบบการอบรมพี่เลี้ยง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการเÿริมÿร้างÿมรรถนะในมิติที่ยังบกพร่อง เพื่อใĀ้การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมีคุณภาพ ครอบคลุม และตอบÿนองความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวได้ดียิ่งขึ้นคำสำคัญ : ÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วย การดูแลแบบประคับประคอง พยาบาลวิชาชีพAbstractThis descriptive research aimed to examine the palliative care competencies of professional nurses at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital and to compare these competencies among nurses at different experience levels. The sample consisted of 271 professional nurses, selected through purposive sampling, all of whom had worked in wards providing palliative care for at least 3 months. The research instruments included a personal information questionnaire and the Palliative Care Competency Assessment Tool, developed by the Nursing Division, Office of the Permanent Secretary, Ministry of Public Health. Data were analyzed using descriptive statistics, the KruskalWallis test, and the Mann-Whitney U test.The results revealed that 47.9% of professional nurses demonstrated overall palliative care competency at the level of requiring improvement, whereas 31.4% were at the standard level and 20.7% exceeded the standard level. Professional nurses with 1-3 years of experience showed the highest proportion (37.3%) of competencies above the standard level. In addition, professional nurses with more than 10 years of experience and those with 0-1 years of experience required theimprovement at 68.3% and 52.4%, respectively. Furthermore, statistically significant differences (p< .05) were found forcompetencies in managing end-of-life care for patients and their families among professional nurses with different years of experience.
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 82The findings suggest that both novice nurses who had 0-3 years of experience and senior nurses who had over 10 years of experience, require improvement in palliative care competencies. Therefore, healthcare administrators should focus on developing competency-building initiatives for both novice and senior nurses. This should include establishing training systems, mentorship programs, knowledge exchange platforms, and strengthening areas of deficiency to ensure that palliative care is of high quality, comprehensive, and more responsive to the needs of patients and their families.Keywords : Patient Care Competency, Palliative Care, Professional Nurse
❖สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่83 วำรสำรสมำคมพยำบำลแห่งประเทศไทยฯ สำขำภำคเหนือความเป็นมาและความÿำคัญของปัญĀาการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เป็นการใĀ้การดูแลแบบองค์รüมแก่ผู้ป่üย ที่เผชิญกับโรคที่คุกคามต่อชีüิต โดยมีเป้าĀมายเพื่อลดคüามทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ÿังคม และจิตüิญญาณ รüมถึงช่üยใĀ้ผู้ป่üยมีคุณภาพชีüิตที่ดีที่ÿุดในช่üงเüลาที่เĀลืออยู่1 การดูแลนี้ครอบคลุมผู้ป่üยโรคเรื้อรังระยะÿุดท้าย เช่น มะเร็ง โรคĀัüใจล้มเĀลü โรคไตเรื้อรัง โรคระบบประÿาทเÿื่อม และโรคปอดเรื้อรัง2 ซึ่งในปัจจุบันแนüโน้มของผู้ป่üยที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองเพิ่มÿูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากโครงÿร้างประชากรที่เข้าÿู่ÿังคมผู้ÿูงอายุและคüามก้าüĀน้าทางการแพทย์ที่ช่üยยืดอายุผู้ป่üยมากขึ้น3 อย่างไรก็ตาม ปัญĀาที่ÿำคัญคือคุณภาพและมาตรฐานของการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองยังคงมีคüามแตกต่างกันในแต่ละÿถานพยาบาล ซึ่งคüามแตกต่างนี้เกี่ยüข้องโดยตรงกับÿมรรถนะของผู้ใĀ้การดูแล โดยเฉพาะพยาบาลüิชาชีพที่ปฏิบัติĀน้าที่ใกล้ชิดกับผู้ป่üยมากที่ÿุด4พยาบาลüิชาชีพมีบทบาทÿำคัญอย่างยิ่งในกระบüนการดูแลแบบประคับประคอง เนื่องจากเป็น ผู้ที่อยู่เคียงข้างผู้ป่üยและครอบครัüตลอดเÿ้นทางของโรค ÿมรรถนะĀลักที่พยาบาลคüรมี ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัü 2) การเÿริมÿร้างพลังอำนาจแก่ผู้ป่üยและครอบครัü 3) การใĀ้คำปรึกþาเชิงลึก 4) ด้านจริยธรรมและกฎĀมาย 5) การทำงานเป็นทีมและการประÿานงาน และ 6) การเป็นผู้นำในÿถานการณ์การดูแลแบบประคับประคอง5 อย่างไรก็ตาม พยาบาลในประเทýไทยจำนüนมากยังขาดÿมรรถนะบางประการĀรือไม่ได้รับการเตรียมคüามพร้อมอย่างเพียงพอ6 และจากทฤþฎี From Novice to Expert ของ Benner7 แบ่งÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับผู้เริ่มต้น (0-1 ปี) จนถึงระดับเชี่ยüชาญ (มากกü่า 10 ปี) เกิดจากประÿบการณ์และการเรียนรู้ต่อเนื่องซึ่งมีผลต่อคüามÿามารถในการดูแลผู้ป่üยโรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่ ในฐานะโรงพยาบาลýูนย์ระดับตติยภูมิของภาคเĀนือ มีบทบาทÿำคัญในการใĀ้บริการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองแก่ผู้ป่üยจากĀลายจังĀüัด โดยมีทีม ÿĀÿาขาüิชาชีพที่ครอบคลุมทั้งการรักþาและการดูแลแบบองค์รüม อย่างไรก็ตาม จากการทบทüนüรรณกรรม8,9 พบü่า ยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลเชิงประจักþ์เกี่ยüกับÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพในแต่ละช่üงอายุงาน โดยเฉพาะในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีคüามซับซ้อนÿูง การýึกþานี้จึงมีคüามÿำคัญในการประเมินและเปรียบเทียบÿมรรถนะของพยาบาลในระดับอายุงานต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลÿำĀรับการพัฒนาýักยภาพบุคลากรและปรับปรุงการใĀ้บริการด้านการดูแลแบบประคับประคองอย่างมีประÿิทธิภาพวัตถุประÿงค์การวิจัย1. เพื่อýึกþาÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพ ในโรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 842. เพื่อเปรียบเทียบÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพแต่ละระดับคำถามการวิจัย1. ÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพแต่ละระดับเป็นอย่างไร 2. ÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพแต่ละระดับแตกต่างกันĀรือไม่ อย่างไร สมมติฐานการวิจัยÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพแต่ละระดับแตกต่างกันกรอบแนวคิดในการวิจัยการüิจัยครั้งนี้ใช้กรอบÿมรรถนะของพยาบาลประคับประคอง (Palliative care nurse [PCN]) ของÿำนักการพยาบาล ÿำนักงานปลัดกระทรüงÿาธารณÿุข5 ร่üมกับแนüคิดบันไดüิชาชีพของเบนเนอร์7 Form novice to expert เป็นกรอบแนüคิดในการüิจัย การดูแลแบบประคับประคองมีüัตถุประÿงค์เพื่อช่üยบรรเทาคüามไม่ÿุขÿบาย การคงคุณภาพชีüิตที่ดีในช่üงเüลาที่เĀลือของผู้ป่üยและจากไปด้üยการตายดีตามคüามประÿงค์ของผู้ป่üย และการดูแลครอบครัüĀลังจากที่ผู้ป่üยจากไป ดังนั้นพยาบาลต้องมีคüามรู้ คüามÿามารถเฉพาะทางด้านการพยาบาลแบบประคับประคอง ที่คüรมี 6 ÿมรรถนะดังนี้ 1) ด้านคüามÿามารถในการจัดการกับการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัü 2) คüามÿามารถในการเÿริมÿร้างพลังอำนาจ 3) คüามÿามารถในด้านการใĀ้คำปรึกþาเชิงลึก 4) คüามÿามารถในด้านจริยธรรมและกฎĀมาย 5) คüามÿามารถในด้านการทำงานเป็นทีมและการประÿานงาน และ 6) คüามÿามารถในด้านการเป็นผู้นำ การมีคüามÿามารถในการคิดเชิงระบบ การใช้Āลักฐานเชิงประจักþ์ การใĀ้การดูแลพัฒนาýักยภาพทีมงานประพฤติÿมกับเป็นผู้นำ และการนำทีมงานก้าüไปÿู่พันธกิจระยะยาü ของการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายรüมทั้งÿมรรถนะของพยาบาลแต่ละระดับจะมีคüามแตกต่างกันĀรือมีคüามเชี่ยüชาญในÿมรรถนะนั้นตามแนüคิดบันไดüิชาชีพในระดับที่ต่างกัน เบนเนอร์7 ได้แบ่งตามขั้นบันไดüิชาชีพเป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1) ระดับฝึกĀัดĀรือเริ่มปฏิบัติงาน (Novice) เป็นขั้นเรียนรู้ คือพยาบาลüิชาชีพจบใĀม่ที่ปฏิบัติงานไม่เกิน 1 ปี มีประÿบการณ์น้อย 2) ระดับเริ่มต้นÿู่คüามก้าüĀน้า (Advance beginner) เป็นขั้นปฏิบัติ คือพยาบาลüิชาชีพที่มีประÿบการณ์การปฏิบัติงานตำแĀน่งงานเดิมระĀü่าง 1 ปี ถึง 3 ปี 3) ระดับผู้ที่มีคüามÿามารถ (Competent) เป็นขั้นพัฒนา คือพยาบาลüิชาชีพที่มีประÿบการณ์การปฏิบัติงานตำแĀน่งงานเดิม ระĀü่าง 3 ปี ถึง 5 ปี 4) ระดับผู้คล่องงาน (Proficient) เป็นขั้นก้าüĀน้า คือพยาบาลüิชาชีพที่มีประÿบการณ์ปฏิบัติงานในตำแĀน่งงานเดิม ระĀü่าง 5 ปี ถึง 10 ปีและ 5) ระดับผู้ชำนาญ (Expert) เป็นขั้นผู้เชี่ยüชาญ คือ
❖สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่85 วำรสำรสมำคมพยำบำลแห่งประเทศไทยฯ สำขำภำคเหนือพยาบาลüิชาชีพที่มีประÿบการณ์ปฏิบัติงาน ในตำแĀน่งงานเดิมมากกü่า 10 ปี วิธีดำเนินการวิจัยการüิจัยครั้งนี้เป็นการüิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขüาง (Crosssectional descriptive study) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประชากร คือ พยาบาลüิชาชีพที่ปฏิบัติงานในĀอผู้ป่üยที่มีการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคอง ในโรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่ จำนüน 1,000รายกลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลüิชาชีพที่ปฏิบัติงานในĀอผู้ป่üย ที่มีการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่ คัดเลือกกลุ่มตัüอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยการÿุ่มแบบชั้นภูมิตามการปฏิบัติงานในแต่ละงานการพยาบาล กำĀนดคุณÿมบัติดังนี้1. เป็นพยาบาลที่ปฏิบัติĀน้าที่อย่างต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน2. ยินยอมเข้าร่üมการüิจัยเกณฑ์คัดออก ได้แก่ อยู่ระĀü่างลาอบรมระยะÿั้น ลาýึกþาต่อ ĀรือตำแĀน่งผู้บริĀาร ที่ไม่ได้ใĀ้การดูแลผู้ป่üยกลุ่มนี้โดยตรงการกำĀนดขนาดกลุ่มตัüอย่างตามĀลักการของการüิจัยÿำรüจของ Yamane10 ได้ขนาดกลุ่มตัüอย่าง 286 ราย ตามÿัดÿ่üนของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในแต่ละงานการพยาบาล ดังนี้งานการพยาบาลผู้ป่üยอายุรýาÿตร์64 รายงานการพยาบาลผู้ป่üยýัลยýาÿตร์63 รายงานการพยาบาลผู้ป่üยกุมารเüชýาÿตร์45รายงานการพยาบาลผู้ป่üยทั่üไป จิตเüช และจักþุ โÿต ýอ นาÿิก 21 รายงานการพยาบาลผู้ป่üยพิเýþทั่üไป 21 รายงานการพยาบาลผู้ป่üยพิเýþเฉพาะทาง 20รายงานการพยาบาลผู้ป่üยออร์โธปิดิกÿ์22 รายงานการพยาบาลผู้ป่üยÿูติýาÿตร์และ นรีเüชüิทยา 15 รายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัยครั้งนี้ มี 2 ÿ่üน ดังนี้ส่วนที่ 1 แบบÿอบถามข้อมูลÿ่üนบุคคล ประกอบด้üยเพý อายุ ÿถานภาพÿมรÿ ýาÿนา Āน่üยงานที่ปฏิบัติงาน ระยะเüลาในการปฏิบัติงาน ส่วนที่ 2 แบบประเมินÿมรรถนะในการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคอง ใช้แบบประเมินÿมรรถนะในการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของÿำนักการพยาบาล ÿำนักงานปลัดกระทรüงÿาธารณÿุข5 ประกอบด้üย 6 ÿมรรถนะ ดังนี้ ÿมรรถนะที่ 1 คüามÿามารถในการจัดการกับการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัü ÿมรรถนะที่ 2 คüามÿามารถในการเÿริมÿร้างพลังอำนาจ ÿมรรถนะที่ 3 คüามÿามารถในด้านการใĀ้คำปรึกþาเชิงลึก ÿมรรถนะที่ 4 คüามÿามารถในด้านจริยธรรมและกฎĀมาย ÿมรรถนะที่ 5 คüามÿามารถในด้านการทำงานเป็นทีมและการประÿานงาน
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 86ÿมรรถนะที่ 6 คüามÿามารถในด้านการเป็นผู้นำ จำนüนข้อคำถามของแบบประเมินแต่ละÿ ม ร ร ถ น ะ ม ี ค ü า ม แ ต ก ต ่ า ง ก ั น ต า ม ร ะ ดั บคüามÿามารถ คือระดับที่ 1 ขั้นเรียนรู้ จำนüน 21ข้อ ระดับที่ 2 ขั้นปฏิบัติจำนüน 35 ข้อ ระดับที่ 3 ขั้นพัฒนา จำนüน 19 ข้อ ระดับที่ 4 ขั้นก้าüĀน้า มีจำนüน 23 ข้อ และระดับที่ 5 ขั้นผู้เชี่ยüชาญ จำนüน 22 ข้อ รüม 135 ข้อ ข้อคำถามแต่ละข้อมีคำตอบ 3 ระดับ คือ 1 = ไม่มีคüามรู้Āรือประÿบการณ์2 = มีคüามรู้Āรือประÿบการณ์บ้าง และ 3 = มีคüามรู้และมีคüามมั่นใจการแปลคำนüณคะแนนจากÿูตรคะแนนÿมรรถนะการปฏิบัติงาน (%) = คะแนนที่ได้ x 100 จำนüนข้อ x 3แบ่งระดับของÿมรรถนะโดยรüมเป็น 3 ระดับ ดังนี้คะแนนร้อยละ 86 – 100 Āมายถึง ทำได้ÿูงกü่ามาตรฐาน (Exceed standard)คะแนนร้อยละ 66 – 85 Āมายถึง ทำได้ตามมาตรฐาน (Meet standard)คะแนนน้อยกü่าร้อยละ 60 Āมายถึงต้องการปรับปรุง (Need improve)การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเครื่องมือที่ใช้ในการüิจัยได้รับการตรüจÿอบคุณภาพด้านคüามตรงเชิงเนื้อĀา ( Content Validity) โด ย ผู ้ ท ร ง คุณ üุ ฒ ิจำน üน 5 ท ่ าน ประกอบด้üย อาจารย์พยาบาล 2 ท่าน พยาบาลผู้ปฏิบัติการขั้นÿูง (Advanced Practice Nurse: APN) 2 ท่าน และพยาบาลüิชาชีพระดับปฏิบัติการที่มีประÿบการณ์ในการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองมาไม่น้อยกü่า 5 ปี จำนüน 1 ท่าน ค่าดัชนีคüามตรงเชิงเนื้อĀา (Content Validity Index: CVI) ของเครื่องมืออยู่ในช่üงระĀü่าง .86–1.00 การตรüจÿอบคüามเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) ดำเนินการโดยใช้üิธีĀาค่าÿัมประÿิทธิ์แอลฟาค รอนบาค ( Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยนำเครื่องมือไปทดลองใช้กับพยาบาลüิชาชีพที่มีระดับประÿบการณ์ตั้งแต่ระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 5 ระดับละ 6 ราย รüมจำนüนทั้งÿิ้น 30 คน ซึ่งมีคุณลักþณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัüอย่างแต่ไม่ใช่กลุ่มตัüอย่างในการüิจัย ผลการüิเคราะĀ์พบü่าค่าคüามเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ .93 แÿดงใĀ้เĀ็นü่าเครื่องมือมีคüามเที่ยงอยู่ในระดับÿูงขั้นตอนการเก็บรวมรวมข้อมูล การเก็บรüบรüมข้อมูลดำเนินการระĀü่างเดือนเมþายนถึงมิถุนายน พ.ý. 2562 โดยผู้üิจัยประÿานงานกับĀัüĀน้างานการพยาบาลที่เกี่ยüข้อง เพื่อชี้แจงüัตถุประÿงค์และขั้นตอนการดำเนินงาน รüมทั้งขอคüามร่üมมือประชาÿัมพันธ์ใĀ้พยาบาลในĀน่üยงานทราบเกี่ยüกับโครงการ ผู้üิจัยได้รับรายชื่อพยาบาลผู้ปฏิบัติงานจากĀัüĀน้างาน และจัดÿ่งเอกÿารในซองปิดผนึกใĀ้แก่กลุ่มตัüอย่าง ประกอบด้üยเอกÿารชี้แจงโครงการ แบบฟอร์มแÿดงคüามยินยอม แบบประเมินÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคอง และซองจ่าĀน้าถึงผู้üิจัย เพื่อใĀ้ÿ่งแบบÿอบถามกลับภายใน 14 üันĀลังได้รับเอกÿาร
❖สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่87 วำรสำรสมำคมพยำบำลแห่งประเทศไทยฯ สำขำภำคเหนือการพิทักþ์ÿิทธิ์กลุ่มตัüอย่างการüิจัยครั้งนี้ได้รับการพิจารณาและรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการüิจัยในมนุþย์มĀาüิทยาลัยเชียงใĀม่ เลขที่รับรองการüิจัย Exemption-6111/2562 ลงüันที่ 18 มีนาคม พ.ý. 2562 ก่อนการเก็บข้อมูล ผู้üิจัยได้ชี้แจงüัตถุประÿงค์ ขั้นตอน ระยะเüลาในการüิจัย รüมถึงÿิทธิของผู้เข้าร่üมในการปฏิเÿธĀรือถอนตัüจากการýึกþาได้โดยไม่ÿ่งผลกระทบต่อการทำงานĀรือคüามÿัมพันธ์ใด ๆ ตลอดจนชี้แจงเรื่องการรักþาคüามลับของข้อมูลÿ่üนบุคคล จากนั้นผู้เข้าร่üมüิจัยได้ลงนามในแบบฟอร์มแÿดงคüามยินยอมเข้าร่üมการüิจัย (Informed Consent Form) ข้อมูลทั้งĀมดถูกเก็บรักþาอย่างปลอดภัยโดยไม่เปิดเผยชื่อĀรือรĀัÿประจำตัüของผู้เข้าร่üม และรายงานผลในลักþณะข้อมูลรüม เพื่อคุ้มครองÿิทธิและคüามเป็นÿ่üนตัüของผู้เข้าร่üมüิจัยอย่างเคร่งครัดการüิเคราะĀ์ข้อมูล การüิเคราะĀ์ทางÿถิติใช้โปรแกรมÿำเร็จรูป ประกอบด้üย 1) ÿถิติเชิงพรรณนา ใช้ค่าคüามถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายข้อมูลÿ่üนบุคคลและÿมรรถนะ2) ÿถิติที่ใช้ในการทดÿอบÿมมุติฐาน ใช้การทดÿอบครัÿคัล–üอลลิÿ (Kruskal Wallis test) เพื่อเปรียบเทียบÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพระĀü่างกลุ่มแต่ละระดับ และÿถิติการทดÿอบแมนน์-üิทนีย์ ยู(Mann - Whitney U Test) ในการทดÿอบรายคู่ ผลการüิจัย1.ข้อมูลÿ่üนบุคคลของกลุ่มตัüอย่างจากการÿ่งแบบÿอบถามจำนüน 286 ราย ได้รับการตอบกลับ 271 ราย อัตราการตอบกลับ (response rate) ร้อยละ 94.75 ผลการýึกþา พบü่า พยาบาลมีอายุน้อยกü่าĀรือเท่ากับ 30 ปีมากที่ÿุด ร้อยละ 62.4 เป็นเพýĀญิง ร้อยละ 92.6 ÿำเร็จการýึกþาระดับปริญญาตรีมากที่ÿุด ร้อยละ 97.4 ปฏิบัติงานในงานการพยาบาลอายุรýาÿตร์และýัลยýาÿตร์ใกล้เคียงกันคือ ร้อยละ 23.6 และ 23.2 ปฏิบัติงานในĀน่üยงานปัจจุบันมากกü่า 10 ปีมากที่ÿุด ร้อยละ 22.1 ไม่เคยมีประÿบการณ์การอบรมด้านการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองและการเป็นพี่เลี้ยงĀรือเป็นüิทยากรเกี่ยüกับการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองมากที่ÿุดถึงร้อยละ 73.4 และ 97.4 โดยทำĀน้าที่ใĀ้การพยาบาลผู้ป่üยมากที่ÿุด ร้อยละ 41.3 ดังตารางที่ 1ตารางที่ 1 ลักþณะÿ่üนบุคคลของกลุ่มตัüอย่าง (n=271)ลักþณะ จำนüน (คน) ร้อยละอายุ (ปี)<30 169 62.431-40 ปี 55 20.341-50 ปี 26 9.6> 50 ปี 21 7.7üุฒิการýึกþาปริญญาตรี 264 97.4ปริญญาโท 7 2.6เพý
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 88ลักþณะ จำนüน (คน) ร้อยละüุฒิการýึกþาปริญญาตรี 264 97.4ปริญญาโท 7 2.6เพýชาย 20 7.4 Āญิง 251 92.6งานการพยาบาลอายุรýาÿตร์ 64 23.6ýัลยýาÿตร์ 63 23.2กุมารเüชýาÿตร์ 45 16.6ทั่üไปฯ 21 7.7พิเýþทั่üไป 21 7.7พิเýþเฉพาะทาง 20 7.4ออร์โธปิดิกÿ์ 22 8.1ÿูติýาÿตร์และ นรีเüชüิทยา 15 5.5ระยะเüลาในการปฏิบัติงานในĀน่üยงานปัจจุบันน้อยกü่าĀรือเท่ากับ 1ปี 55 20.3มากกü่าระĀü่าง 1 ปี ถึง 3 ปี 59 21.8มากกü่าระĀü่าง 3 ปี ถึง 5 ปี 44 16.2มากกü่า ระĀü่าง 5 ปี ถึง 10 ปี 53 19.6มากกü่า 10 ปี 60 22.1ประÿบการณ์การอบรมด้านการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองไม่เคย 199 73.4เคย 72 26.61-2 ครั้ง 55 20.33 ครั้งขึ้นไป 17 6.3ประÿบการณ์การเป็นพี่เลี้ยงĀรือเป็นüิทยากรเกี่ยüกับ การดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองไม่เคย 264 97.4เคย 7 2.6บทบาทในการดูแลแบบประคับประคอง (ตอบได้มากกü่า 1 ข้อ)ใĀ้การพยาบาลผู้ป่üยแบบประคับประคอง 247 91.1บันทึกข้อมูลเมื่อใĀ้การดูแลแบบประคับประคอง 133 49.1ÿอนผู้ป่üย 76 28.0
❖สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่89 วำรสำรสมำคมพยำบำลแห่งประเทศไทยฯ สำขำภำคเหนือ2. สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของกลุ่มตัวอย่างแยกตามระดับความสามารถพยาบาลวิชาชีพมีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุงมากที่ÿุด ร้อยละ 47.9 พยาบาลวิชาชีพร้อยละ 31.4 มีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวมอยู่ในระดับมาตรฐานและพยาบาลวิชาชีพร้อยละ 20.7 มีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวมอยู่ในระดับÿูงกว่าระดับมาตรฐาน โดยพยาบาลวิชาชีพมีอายุงานระĀว่าง 1-3 ปี ร้อยละ 37.3 มีÿมรรถนะÿูงกว่าระดับมาตรฐานมากที่ÿุด ÿ่วนพยาบาลที่มีอายุงานมากกว่า 10 ปี และพยาบาลวิชาชีพมีอายุงาน 0-1 ปี มีÿมรรถนะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุง ร้อยละ 68.3 และ 52.4 ตามลำดับ และÿมรรถนะด้านความÿามารถในการจัดการการดูแลผู้ป่วยระยะÿุดท้ายและครอบครัวของพยาบาลวิชาชีพแต่ ละช่วงอายุงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 ดังตารางที่ 2ลักษณะ จำนวน (คน) ร้อยละบทบาทในการดูแลแบบประคับประคอง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)ใĀ้การพยาบาลผู้ป่วยแบบประคับประคอง 247 91.1บันทึกข้อมูลเมื่อใĀ้การดูแลแบบประคับประคอง 133 49.1ÿอนผู้ป่วย 76 28.0ช่วยแพทย์ตรวจ 46 16.9ทำกลุ่มผู้ป่วย 14 5.2จัดระบบบริการ 10 3.7ติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วย 4 1.5ตารางที่ 2 ระดับความÿามารถตามÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของกลุ่มตัวอย่าง (n=271) ระดับ ทำได้สูงกว่ามาตรฐาน ทำได้ตามมาตรฐาน ต้องการปรับปรุงจำนวน (%) จำนวน (%) จำนวน (%)ระดับที่ 1 อายุงาน 0-1 ปี 8 (14.5) 16 (29.1) 31 (56.4)ระดับที่ 2 อายุงาน ระĀว่าง 1 ปี ถึง 3 ปี 22 (37.3) 19 (32.2) 18 (30.5)ระดับที่ 3 อายุงาน ระĀว่าง 3 ปี ถึง 5 ปี 7 (15.9) 16 (36.4) 21 (47.7)ระดับที่ 4 อายุงาน ระĀว่าง 5 ปี ถึง 10 ปี 9 (17.0) 25 (47.2) 19 (35.8)ระดับที่ 5 อายุงาน มากกว่า 10 ปี 10 (16.7) 9 (15.0) 41 (68.3)รวม 56 (20.7) 85 (31.4) 130 (47.9)
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 903. เปรียบเทียบÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพแต่ละระดับผลการเปรียบเทียบคะแนนÿมรรถนะของอภิปรายผลการวิจัยจากผลการวิจัย ผู้วิจัยอภิปรายผลตามÿมมุติฐานการวิจัย ดังนี้1. ÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมĀาราชนครเชียงใĀม่ผลการวิจัย พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุงมากที่ÿุด ร้อยละ 47.9 พยาบาลวิชาชีพร้อยละ 52.1 มีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยรวมอยู่ในระดับมาตรฐานและÿูงกว่าระดับมาตรฐาน โดยพยาบาลวิชาชีพมีอายุงานระĀว่าง 1-3 ปี ร้อยละ 37.3 มีÿมรรถนะÿูงกว่าระดับมาตรฐานมากที่ÿุด ÿ่วนพยาบาลที่มีอายุงานมากกว่า 10 ปี และพยาบาลพยาบาลแต่ละระดับ พบว่า ÿมรรถนะที่ 1 แตกต่างกันอย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 ÿ่วนÿมรรถนะ ที่ 2–6 และÿมรรถนะรวมไม่แตกต่างกัน ดังตารางที่ 3วิชาชีพมีอายุงาน 0-1 ปี มีÿมรรถนะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุง ร้อยละ 68.3 และ 52.4 ตามลำดับ และÿมรรถนะด้านความÿามารถในการจัดการการดูแลผู้ป่วยระยะÿุดท้ายและครอบครัวของพยาบาลวิชาชีพแต่ ละช่วงอายุงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 อาจเนื่องมาจากการได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และทักþะจากการปฏิบัติงานจริงในช่วงต้นอาชีพซึ่งÿอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาÿมรรถนะของ Benner7 ที่อธิบายว่าพยาบาลในระยะ Advanced beginner เป็นผู้ที่มีการเรียนรู้และพัฒนาทักþะได้รวดเร็ว จากการมีผู้ชี้แนะและประÿบการณ์ตรง เป็นประÿบการณ์การทำงานในระยะต้นถึงระยะปานกลาง ของพยาบาลที่มีการเรียนรู้ พัฒนาทักþะ และได้รับโอกาÿปฏิบัติงานจริงอย่างต่อเนื่อง ÿ่งผลใĀ้ÿมรรถนะการตารางที่ 3 เปรียบเทียบÿมรรถนะโดยรวมและรายด้านของพยาบาลแต่ละระดับระดับ ระดับที่ 1Median/IQRระดับที่ 2Median/IQRระดับที่ 3Median/IQRระดับที่ 4Median/IQRระดับที่ 5Median/IQR2 p valueÿมรรถนะที่ 1 24.0/14.0 30.0/20.0 28.5/14.5 33.0/11.5 30.0/20.0 25.4 <.001**ÿมรรถนะที่ 2 6.0/9.0 8.0/10.0 7.5/9.5 7.0/9.0 9.0/7.75 2.8 .57ÿมรรถนะที่ 3 15.0/12.0 15.0/2.0 13.5/12.0 16.0/15.50 15.00/12.0 .29 .93ÿมรรถนะที่ 4 10.0/7.0 12.0/8.0 11.5/6.75 12.0/7.5 13.0/5.0 7.5 .11ÿมรรถนะที่ 5 14.0/3.0 13.0/5.0 14.0/4.0 14.0/4.5 14.5/3.75 3.7 .43ÿมรรถนะที่ 6 7.0/11.0 8.0/11.0 6.5/12.5 8.0/12.5 10.0/10.75 2.1 .72ÿมรรถนะโดยรวม 75.0/45.0 85.0/58.0 72.5/47.5 87.0/46.0 91.5/43.0 5.6 .23** p < .01
❖สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่91 วำรสำรสมำคมพยำบำลแห่งประเทศไทยฯ สำขำภำคเหนือดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองอยู่ในระดับÿูงกü่ากลุ่มที่มีอายุงานน้อยĀรือĀรือกลุ่มที่ทำงานมาต่อเนื่องยาüนาน ÿอดคล้องกับการýึกþาของภüรรณ์ ใจเปี้ย และคณะ11 ที่พบü่า อายุงานมีคüามÿัมพันธ์กับÿมรรถนะการพยาบาลด้านการดูแลแบบประคับประคอง โดยพยาบาลที่มีอายุงานระดับปานกลาง มักมีÿมรรถนะÿูงกü่ากลุ่มอายุงานน้อยมากและกลุ่มอายุงานยาüนาน ซึ่งอาจเป็นเพราะช่üงดังกล่าüเป็นช่üงÿะÿมประÿบการณ์และปรับตัüเข้ากับแนüทางการดูแลที่ซับซ้อนทั้งนี้พยาบาลกลุ่มที่มีอายุงานมากกü่า 10 ปี มีÿมรรถนะอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุงมากที่ÿุดถึง ร้อยละ 68.3 อาจเกิดจากข้อจำกัดด้านเüลา และภาระงานที่มากขึ้น ทำใĀ้ขาดโอกาÿในการพัฒนาýักยภาพด้านการดูแลแบบประคับประคองอย่างต่อเนื่อง รองลงมา คือ พยาบาลกลุ่มที่มีอายุงาน 0-1 ปี มีÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการปรับปรุง เช่นเดียüกันถึง ร้อยละ 52.4 อาจเป็นเพราะ ยังมีประÿบการณ์ในการปฏิบัติน้อย การได้รับการอบรมüิชาการ Āรือýึกþาดูงานด้านการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองและÿ่üนใĀญ่ ยังขาดประÿบการณ์การเป็นพี่เลี้ยง Āรือเป็นüิทยากรเกี่ยüกับการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคอง เช่น การอบรมในĀลักÿูตรฝึกอบรมการพยาบาลเฉพาะทางÿาขาการพยาบาลผู้ป่üยแบบประคับประคอง ในการเรียนทั้งภาคทฤþฎีและภาคปฏิบัติ ÿอดคล้องกับ การýึกþาของ üิลาüรรณ และคณะ8 ที่พบü่าการพัฒนาÿมรรถนะของพยาบาลขึ้นอยู่กับทั้งระยะเüลาในการปฏิบัติงานจริง และโอกาÿเข้ารับการอบรมต่อเนื่อง ดังนั้นการพัฒนาýักยภาพพยาบาลในการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองคüรใĀ้คüามÿำคัญทั้งในกลุ่มพยาบาลใĀม่และพยาบาลที่มีอายุงานยาüนาน โดยจัดโครงการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาýักยภาพต่อเนื่อง เพื่อรักþามาตรฐานÿมรรถนะใĀ้คงอยู่ตลอดช่üงการปฏิบัติงาน2. เปรียบเทียบสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพแต่ละระดับการเปรียบเทียบÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองในแต่ละด้าน ตามระดับอายุงาน พบü่า ÿมรรถนะด้านคüามÿามารถในการจัดการการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัü แตกต่างกันอย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 ระĀü่างกลุ่มอายุงาน (2=25.4, p<.01) เมื่อเปรียบเทียบรายคู่พบü่า พยาบาลระดับ 1, 2 และ 3 มีÿมรรถนะด้านคüามÿามารถในการจัดการการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัüแตกต่างกับพยาบาลระดับที่ 5 ÿ่üนÿมรรถนะด้านอื่น ได้แก่การÿื่อÿาร การทำงานเป็นทีม การประเมินอาการ การดูแลด้านจิตüิญญาณ และการจัดการคüามเจ็บปüดแตกต่างอย่างไม่มีนัยÿำคัญทางÿถิติระĀü่างกลุ่มอายุงาน ผลการüิจัยÿอดคล้องกับการýึกþาของ อัมภüรรณ์ ใจเปี้ย และคณะ11 พบü่า พยาบาลที่มีประÿบการณ์การทำงานมากกü่ามีคüามเชี่ยüชาญในการüางแผน และจัดการการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองÿูงกü่าเมื่อเปรียบเทียบกับพยาบาลที่อายุงานน้อย และยังÿอดคล้องกับการýึกþาของ üิลาüรรณ และคณะ8 ที่พบü่าอายุงานและประÿบการณ์มีบทบาทÿำคัญต่อการพัฒนาÿมรรถนะ โดยเฉพาะด้านการจัดการดูแลผู้ป่üยและ
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 92ครอบครัü เนื่องจากพยาบาลใĀม่ขาดทักþะประÿบการณ์และคüามมั่นใจ และงานüิจัยของ อัญชนี ýิริ9 ที่พบü่าพยาบาลใĀม่ต้องการพี่เลี้ยงและการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเÿริมÿร้างÿมรรถนะในด้านการดูแลแบบองค์รüมอย่างไรก็ตาม ÿมรรถนะด้านอื่น ๆ เช่น การÿื่อÿาร การทำงานเป็นทีม การดูแลด้านจิตüิญญาณ และการจัดการคüามเจ็บปüด พบคüามไม่แตกต่างกัน อธิบายได้ü่า ÿมรรถนะดังกล่าüเป็นทักþะพื้นฐานที่พยาบาลทุกระดับได้รับการพัฒนาในระĀü่างการýึกþาĀรือการอบรมในÿถานบริการอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุงานเพียงอย่างเดียüดังนั้นแนüทางการพัฒนาÿมรรถนะของพยาบาลคüรเน้นการเÿริมÿร้างทักþะด้านการจัดการการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัüในพยาบาลอายุงานน้อย เพื่อยกระดับคüามÿามารถใĀ้ใกล้เคียงกับพยาบาลที่มีประÿบการณ์มากขึ้น พร้อมทั้งÿนับÿนุนการพัฒนาÿมรรถนะด้านอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องÿำĀรับพยาบาลทุกระดับอายุงานผลการเปรียบเทียบÿมรรถนะการดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองแต่ละด้าน ตามระดับอายุงาน พบü่า ÿมรรถนะด้านคüามÿามารถในการจัดการการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัü มีคüามแตกต่างกันอย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 (²=25.4) เมื่อเปรียบเทียบรายคู่พบü่า พยาบาลระดับ 1, 2 และ 3 มีÿมรรถนะด้านคüามÿามารถในการจัดการ การดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัüแตกต่างกับพยาบาลระดับที่ 5 ÿ่üนÿมรรถนะด้านอื่น ได้แก่การÿื่อÿาร การทำงานเป็นทีม การประเมินอาการ การดูแลด้านจิตüิญญาณ และการจัดการคüามเจ็บปüด แตกต่างอย่างไม่มีนัยÿำคัญทางÿถิติเป็นไปตามแนüคิดบันไดüิชาชีพของเบนเนอร์7ทั้งนี้ÿมรรถนะโดยรüมของพยาบาลทุกระดับ พบคüามแตกต่างอย่างไม่มีนัยÿำคัญทางÿถิติ (²=5.6, p=.23) แม้ü่ากลุ่มอายุงานมากกü่า 10 ปีจะมีค่ามัธยฐานÿูงที่ÿุด (91.5) เมื่อเทียบกับกลุ่ม อื่น ๆ ผลการýึกþานี้ÿอดคล้องกับแนüคิด From Novice to Expert ของ Benner7 ที่อธิบาย ü่ าพยาบาลในระยะต้น (Novice และ advanced beginner) มักยังขาดประÿบการณ์เชิงลึกและทักþะในการจัดการกับÿถานการณ์ซับซ้อน โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัüซึ่งต้องใช้ทั้งทักþะการประเมิน การÿื่อÿาร และการตัดÿินใจทางคลินิก ในทางตรงกันข้าม พยาบาลที่ผ่านประÿบการณ์ยาüนาน (Expert) จะÿามารถใช้üิจารณญาณเชิงคลินิกและการตัดÿินใจเชิงซับซ้อนได้อย่างมีประÿิทธิภาพ7ในภาพรüม ผลการüิจัยÿะท้อนใĀ้เĀ็นถึงคüามÿำคัญของการจัดระบบ การพัฒนาÿมรรถนะพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกอบรมที่เน้นทักþะปฏิบัติจริง การมีระบบพี่เลี้ยง (Mentorship) และการÿนับÿนุนด้านจิตใจ (Emotional support) ใĀ้กับพยาบาลใĀม่ เพื่อช่üยใĀ้พüกเขาÿามารถพัฒนาทักþะด้านการดูแลผู้ป่üยระยะÿุดท้ายและครอบครัüได้อย่างรüดเร็üและมั่นใจ ขณะเดียüกันองค์กรคüรÿ่งเÿริมใĀ้พยาบาลอาüุโÿได้มีการพัฒนาองค์คüามรู้ใĀ้ทันÿมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักþาคุณภาพการดูแลในระดับÿูงอย่างÿม่ำเÿมอ8
❖สมรรถนะกำรดูแลผู้ป ่วยแบบประคับประคองของพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่93 วำรสำรสมำคมพยำบำลแห่งประเทศไทยฯ สำขำภำคเหนือข้อเสนอแนะ1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ด้านบริการ ใช้ผลการüิจัยเป็นข้อมูลอ้างอิงในการพัฒนาÿมรรถนะด้านการดูแลแบบประคับประคองที่เĀมาะÿมกับพยาบาลในแต่ละระดับ อาจจัดใĀ้มีการพัฒนาÿมรรถนะด้üยüิธีอื่นนอกจากการอบรม เช่น จัดทำคู่มือการดูแลแบบประคับประคองที่เĀมาะÿมกับบริบทของĀอผู้ป่üยการประชุมกรณีýึกþา (Case conference) การประชุมครอบครัü (Family และ meeting) การเรียนรู้แบบÿะท้อนประÿบการณ์ (Reflection) Āลังการดูแลผู้ป่üย เพื่อช่üยใĀ้พยาบาลพัฒนาÿมรรถนะตนเองอย่างต่อเนื่อง1.2 ด้านการýึกþา กระตุ้นใĀ้พยาบาลทำüิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) เพื่อต่อยอดการพัฒนาÿมรรถนะในĀน่üยงานของตนเองและÿ่งเÿริมใĀ้พยาบาลอาüุโÿĀรือผู้ที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง มีบทบาทเป็นüิทยากร/ผู้ÿอน เพื่อขยายผลคüามรู้ÿู่บุคลากรในองค์กร2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป2.1 คüรýึกþาเชิงลึกเกี่ยüกับประÿบการณ์ คüามต้องการการเรียนรู้ และอุปÿรรคในการปฏิบัติการ ดูแลผู้ป่üยแบบประคับประคองของพยาบาลüิชาชีพในแต่ละระดับ เพื่อใĀ้เข้าใจมิติด้านจิตใจ คüามเชื่อ และบริบทการทำงานที่มีผลต่อการพัฒนาÿมรรถนะ2.2 คüรออกแบบโปรแกรมการพัฒนาÿมรรถนะ เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการ โปรแกรมพี่เลี้ยง (Mentorship program) Āรือการใช้ÿื่อการเรียนรู้เÿมือนจริง ต่อผลลัพธ์ในการเพิ่มÿมรรถนะพยาบาลในการดูแลผู้ป่üยประคับประคองกิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณคณะแพทยýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยเชียงใĀม่ที่ใĀ้ทุนÿนับÿนุนการüิจัยนี้
❖ Competencies of Palliative Care Nurses, Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospitalปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ประจ ำเดือน กรกฎำคม - ธันวำคม 2568 94เอกสารอ้างอิง1. Boling B. Palliative care for patients with life-limiting or life-threatening illness or injury. Crit Care Nurse. 2024;44(3):72–4. 2. World Health Organization. Global atlas of palliative care. 2nd ed. New York: Open Society Foundations’ Public Health Program, International Palliative Care Initiative; 2020.3. Wang H. Current situation and dilemma of hospice and palliative care in the aging context. Theoretical and natural science. 2024;54(1):22–7. 4. Moran S, Bailey ME, Doody O. Role and contribution of the nurse in caring for patients with palliative care needs: A scoping review. PLoS One. 2024;19(8):e0307188. 5. ÿำนักการพยาบาล ÿำนักงานปลัดกระทรวงÿาธารณÿุข. แนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย. นนทบุรี: ÿำนักการพยาบาล ÿำนักงานปลัดกระทรวงÿาธารณÿุข; 2564.6. Prachyakoon N, Hounnaklang N, Win N, Tantirattanakulchai P. Exploring the Factors Related to Knowledge of Palliative Care for Patients with Terminal Cancer Among Nursing Students: A CrossSectional Study. Int J Nurs Educ. 2024;16(4):33-40. 7. Benner P. From novice to expert: Excellence and power in clinical nursing practice. Menlo Park: Addison-Wesley; 1984.8. วิลาวรรณ แก้วทอง, ทัศนีย์ รวิวรกุล, ÿุรินธร กลัมพากร, พัชราพร เกิดมงคล. ÿมรรถนะการดูแลแบบประคับประคองในชุมชนของพยาบาลĀน่วยบริการปฐมภูมิ. วารÿารพยาบาลทĀารบก. 2561;19(2):376-86.9. อัญชนี ศิริ. ÿมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. วารÿารพยาบาลศาÿตร์. 2565;40(2):45-59.10. Yamane T. Statistics: An introductory analysis. London: John Weather Hill, Inc; 1967.11. Jaipear A, Bourchom U, Chompukaew P. Development of a competency framework for palliative care nurses at Maharaj Nakorn Chiang Mai Hospital and eight network hospitals in Northern Thailand. Journal of Nurses Association of Thailand Northern Office. 2018;24(1):84-9.(In Thai).
vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ95วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิThe Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalทัศนีย์ เขื่อนแก้ว พย.บ.* Tadsanee Khueankaeo, B.N.S.*สมใจ ศิระกมล พย.ด.** Somjai Sirakamon, Ph.D.**Corresponding author Email: Email: [email protected]: 5 Aug 2025, Revised: 15 Nov 2025, Accepted: 30 Nov 2025*พยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ Email: [email protected]*Registered nurse, Male Medical Ward in a Tertiary Hospital**อาจารย์พยาบาล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะพยาบาลศาสตร์ สาขาบริหารการพยาบาล Email: [email protected]**Nursing Instructor, Nursing Administration, Faculty of Nursing, Chiang Mai Universityบทคัดย่อการบริหารความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การศึกษาเชิงคุณภาพแบบพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การบริหารความเสี่ยง และเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารความเสี่ยงของหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย ของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิโดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มประชากรแพทย์และพยาบาลวิชาชีพที่เป็นทีมนําบริหารความเสี่ยง จํานวน 5ราย และการสนทนากลุ่มในประชากรทางการพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานช่วยทางการพยาบาลรวมจํานวน 24 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นแนวคําถามแบบกึ่งโครงสร้างซึ่งสร้างตามกรอบแนวคิดการประเมินคุณภาพของโดนาบีเดียน ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน คือ ด้านโครงสร้าง ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์ โดยผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ด้านโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง ยังมีปัจจัยบางประการที่อาจทําให้ผลลัพธ์ของการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพลดลงแต่ละด้านดังนี้การกําหนดนโยบายหอผู้ป่วย มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงครบถ้วนตามนโยบายขององค์กร แต่พบปัญหาในด้านการสื่อสาร ทําให้นโยบายไม่สามารถถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติได้อย่างทั่วถึงและชัดเจน ด้านทรัพยากรบุคคล พบอัตรากําลังยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้งบุคลากรมีความรู้และทักษะด้านการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เครื่องมือที่ใช้บริหารความเสี่ยงยังไม่เพียงพอรวมทั้งบุคลากรมีทักษะการใช้เครื่องมือที่ต่างกัน และด้านปัจจัยที่เอื้อต่อการบริหารความเสี่ยงยังคงต้องการการสนับสนุนที่เพียงพอ ดังนั้นจึงควรพัฒนาโครงสร้างการบริหารความ