The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารสามาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ปีที่ 31 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natnorth.cm, 2026-01-06 21:31:42

วารสาร ปีที่ 31 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568

วารสารสามาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ปีที่ 31 เล่มที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568

v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 96พัฒนาโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย บุคลากร เครื่องมือ และปัจจัยสนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยง มีการดําเนินการโดยยึดตามขั้นตอนของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล การค้นหาความเสี่ยงดําเนินการหลายวิธีแต่ยังขาดความต่อเนื่องและความใส่ใจของบุคลากร การประเมินความเสี่ยงมีระบบชัดเจนแต่ข้อมูลรายงานไม่ครอบคลุมและล่าช้า การจัดการความเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นเชิงรับมากกว่าเชิงป้องกัน ส่วนการประเมินผลการจัดการความเสี่ยงแม้มีการตรวจสอบและทบทวน แต่ยังไม่สอดคล้องกับประเด็นความเสี่ยงจริงของหอผู้ป่วย และขาดการนําผลประเมินมาพัฒนาการปฏิบัติงาน ชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นในการปรับปรุงกระบวนการบริหารความเสี่ยงให้เป็นเชิงรุก และใช้ข้อมูลประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์การบริหารความเสี่ยง พบว่าตัวชี้วัดทั้งในด้านความเสี่ยงทางคลินิก และความเสี่ยงที่ไม่ใช่ทางคลินิก รวมถึงระดับความพึงพอใจ และข้อร้องเรียนของผู้ป่วยและญาติไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะข้อร้องเรียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และพบว่ามีการเกิดซํ้าของอุบัติการณ์ในลักษณะเดิม รวมทั้งการนําข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้มาใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ดังนั้นจึงควรมีการนําข้อมูลมาวิเคราะห์สาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องในเชิงลึกให้ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างและกระบวนการ ทั้งนี้ผู้บริหารทางการพยาบาลทุกระดับสามารถนําข้อมูลที่ได้ไปพิจารณาในการออกแบบการบริหารความเสี่ยงทั้งด้านโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง กระบวนการบริหารความเสี่ยง และการติดตามผลลัพธ์การดําเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องต่อไปคําสําคัญ : การบริหารความเสี่ยง, การวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยง, แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงAbstractRisk management is a critical component of patient safety and healthcare quality. This descriptive qualitative study aimed to examine the current state of risk management and propose strategies for improvement in the male medical ward at a tertiary hospital. Data were collected from relevant documents, in-depth interviews with five physicians and professional nurses from the ward’s risk management leadership team, and focus group discussions with 24 nursing personnel working in the ward, consisting of registered nurses, nursing assistants, and nurse aides. A semi-structured interview guideline was developed based on Donabedian's conceptual framework for quality assessment (structure, process, and outcome) and validated by three experts. Data were analyzed using content analysis.


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ97วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือThe findings are as follows; Structure: Several structural factors limited work efficiency. Although the ward had a complete risk management committee in accordance with hospital policy, the implementation of the policies into practice was found insufficient. In terms of human resource management, staffing levels were inadequate. The nursing personnel demonstrated varying levels of knowledge and competence in risk management. Limitations in tools, budget, environmental conditions, and supervision further impeded implementation. Strengthening the structural dimensions of policy, human resources, and support systems is essential to enhance service quality and patient safety.Process: Risk management was performed using the Healthcare Accreditation Institute Framework of identification, assessment, management, and evaluation. However, risk identification lacked continuity and engagement, reporting was delayed and incomplete, and management remained largely reactive. Evaluation results were not fully aligned with actual ward risks or effectively utilized for improvement. Promoting proactive risk identification, timely reporting, and systematic data use is recommended.Outcome:The findings indicated that the indicators related to clinical and non-clinical risks, as well as patient and family satisfaction and complaints, did not meet the targets, with certain complaints showing a rising trend. Recurrent incidents and limited useof outcome data were also noted. These results highlight the need for an in-depth analysis of contributing structural and process factors. The insights can be used to support nursing administrators in designing effective risk-management structures, processes, and outcome monitoring to ensure continuous improvement.Keywords : Risk Management, Risk Situation Analysis, Solutions to Risk Management Issues


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 98ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหาความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient safety) เป็นพื้นฐานสําคัญของคุณภาพการดูแลสุขภาพในโรงพยาบาล โดยบริการที่ให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานและไม่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการรักษา1 การพัฒนาทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบันส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะจากกระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ การบริหารความเสี่ยง (Risk management) จึงเป็นองค์ประกอบสําคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล เนื่องจากสามารถลดและป้องกันความรุนแรงของอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นได้2จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก3 ระบุว่ามีรายงานเหตุการณ์ความเสี่ยงเฉลี่ย 32.2 เหตุการณ์ต่อ 1,000 วันนอนของผู้ป่วยในโรงพยาบาล โดยมีอัตราการหกล้มที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง 0.4–2.0 ครั้งต่อ 1,000 วันนอน และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากยาเฉลี่ย 1.85 รายต่อ 1,000 วันนอน โดยกว่าร้อยละ 50 ของเหตุการณ์เหล่านี้สามารถป้องกันได้ สําหรับข้อมูลของประเทศไทยในปีงบประมาณ 2563 พบว่ามีการรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ 468,134 ครั้ง โดยร้อยละ 7.22 ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ป่วย เช่น การบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เหตุการณ์ที่พบบ่อย ได้แก่ ความคลาดเคลื่อนทางยา การผ่าตัดที่ไม่ปลอดภัย และการควบคุมการติดเชื้อที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงถึงร้อยละ 13 ของงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ4หอผู้ป่วยอายุรกรรมชายที่ศึกษาอยู่ในสังกัดงานการพยาบาลผู้ป่วยอายุรศาสตร์ ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ให้บริการผู้ป่วยชายอายุ 15 ปีขึ้นไป จํานวน 26 เตียง อัตราครองเตียงเฉลี่ยร้อยละ 85–95 มีพยาบาลวิชาชีพ 16 คน ผู้ช่วยพยาบาล 9 คน และพนักงานช่วยทางการพยาบาล 3 คน การดําเนินงานด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นไปตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงและระบบรายงานอุบัติการณ์ของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาล5 ซึ่งดําเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จากการติดตามข้อมูลตัวชื้วัดในระหว่างปี พ.ศ. 2563–2565 พบการรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยง 72, 62 และ 63 ครั้ง โดยมีอุบัติการณ์ระดับ E–I จํานวน 11, 9 และ 13 ครั้งตามลําดับ ประเด็นที่พบ ได้แก่ การพลัดตกหกล้ม การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ การระบุตัวผู้ป่วยผิดพลาด และภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการ นอกจากนี้ยังพบข้อร้องเรียนจากผู้รับบริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น6 แม้ว่าหอผู้ป่วยได้พยายามดําเนินการแก้ไขด้วยการจัดทําโครงการต่างๆเพื่อลดความเสี่ยงมาอย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามที่กําหนด ซึ่งอุปสรรคสําคัญมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความรู้และความเข้าใจในด้านการบริหารความเสี่ยงที่ไม่เพียงพอของบุคลากร ความไม่ต่อเนื่องของกระบวนการวิเคราะห์และป้องกันความเสี่ยง ตลอดจนข้อจํากัดด้าน บุคลากร และการสนับสนุนทรัพยากร ส่งผลให้การบริหารความเสี่ยงยังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างความปลอดภัยของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ99 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือจากข้อมูลสถานการณ์ความเสี่ยงดังกล่าวผู้ศึกษาจึงเห็นความสําคัญ และสนใจศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเสี่ยงในหอผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถระบุปัญหาหรือปัจจัยเสี่ยง แนวโน้มของปัญหา และหาแนวทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้กรอบแนวคิดของ โดนาบิเดียน (Donabedian)7 มาประยุกต์ใช้ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการประเมินคุณภาพในด้านการดูแลสุขภาพ เนื่องจากกรอบแนวคิดนี้สามารถช่วยให้การวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงมีความครอบคลุม และเชื่อมโยงกับระบบการดูแลสุขภาพในมิติที่หลากหลาย สามารถนําไปสู่การค้นหาแนวทางหรือข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพ และความปลอดภัยของบริการในหอผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพวัตถุประสงค์การวิจัย1. เพื่อศึกษาสถานการณ์การบริหารความเสี่ยงในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ2. เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิกรอบแนวคิดการวิจัยในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยนํากรอบแนวคิดของโดนาบิเดียน (Donabedian) ในภาพรวมขององค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ด้านโครงสร้าง ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับกรอบแนวคิดที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่ผ่านมาในการกําหนดรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบ ดังนี้1) ด้านโครงสร้าง ประกอบด้วยนโยบายองค์กร ทรัพยากรบุคคล เครื่องมือที่ใช้บริหารความเสี่ยง และปัจจัยที่เอื้อต่อการบริหารความเสี่ยง2) ด้านกระบวนการ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนได้แก่ การค้นหาความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยง และการประเมินผลการจัดการความเสี่ยงซึ่งผู้ศึกษาได้ยึดตามขั้นตอนกระบวนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.)8 และ 3) ด้านผลลัพธ์ หมายถึงผลลัพธ์ด้านความเสี่ยงที่คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาลได้กําหนดไว้ซึ่งประกอบด้วย ผลลัพธ์ความเสี่ยงทางคลินิก (Clinical risk) ได้แก่ Common clinical risk และ Specific clinical riskและ ผลลัพธ์ความเสี่ยงที่ไม่ใช่ทางคลินิก (Non clinical risk) ประกอบด้วยความเสี่ยงทั่วไป (Common risk) รวมถึงผลสํารวจเกี่ยวกับความพึงพอใจ (Satisfaction) และข้อร้องเรียนของผู้ป่วยและญาติวิธีดําเนินการวิจัยการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพแบบพรรณนา (Descriptive qualitative study) พื้นที่ที่ใช้ในการศึกษาเป็นหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายแห่งหนึ่ง ของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาในกลุ่มประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความเกี่ยวข้อง จํานวน 29 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 1001. กลุ่มบุคลากรที่ทําหน้าที่เป็นทีมนําในการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารความเสี่ยงของหอผู้ป่วย ได้แก่ แพทย์ที่รับผิดชอบด้านการบริหารความเสี่ยงของภาควิชาอายุรศาสตร์ หัวหน้างานการพยาบาลผู้ป่วยอายุรศาสตร์ผู้ตรวจการพยาบาลงานการพยาบาลผู้ป่วยอายุรศาสตร์ และพยาบาลวิชาชีพที่รับผิดชอบด้านการบริหารความเสี่ยงประจําหอผู้ป่วย รวมทั้งหมด 5 ราย2. กลุ่มบุคลากรที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ ผู้ปฏิบัติทางการพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานช่วยทางการพยาบาล รวมทั้งหมดจํานวน 24 ราย ส่วนเอกสารที่นํามาศึกษาเป็นเอกสารหรือข้อมูลเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งอัตราการเกิดอุบัติการณ์ ข้อมูลความเสี่ยงตามกลุ่มโรคสําคัญ ระดับคะแนนความพึงพอใจ และข้อร้องเรียนของผู้รับบริการที่มีรายงานในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 - มีนาคม พ.ศ. 25676เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย1. แนวคําถามที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้นสําหรับใช้ในการสัมภาษณ์รายบุคคล และการสนทนากลุ่ม ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล เกี่ยวกับ เพศ อายุ วุฒิการศึกษาสูงสุด และระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน และส่วนที่ 2 เป็นแนวคําถามเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงตามแนวคิดหลักของการประเมินคุณภาพของ Donabedian ซึ่งเป็นคําถามลักษณะปลายเปิด เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงตามองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ด้านโครงสร้าง ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์และคําถามเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง2. แบบบันทึกรายการวิเคราะห์เกี่ยวกับความเสี่ยง ที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินองค์ประกอบด้านผลลัพธ์สําหรับบันทึกรายละเอียดข้อมูลผลลัพธ์ดังนี้ 2.1 ผลลัพธ์ความเสี่ยงทางคลินิก(Clinical risk) ประกอบด้วย ความเสี่ยงทางคลินิก (Common clinical risk) และ ความเสี่ยงทางคลินิกเฉพาะโรค (Specific clinical risk)2.2 ผลลัพธ์ความเสี่ยงที่ไม่ใช่ทางคลินิก(Non clinical risk) ประกอบด้วยความเสี่ยงทั่วไป (Common risk) รวมถึงผลสํารวจความพึงพอใจ(Satisfaction) และข้อร้องเรียนหรือกรณีฟ้องร้องจากผู้รับบริการ3. เครื่องบันทึกเสียง เพื่อใช้บันทึกข้อมูลรายละเอียดในการทํากิจกรรมสนทนากลุ่ม4. คอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊คสําหรับใช้สืบค้นข้อมูล บันทึกและรวบรวมไฟล์ข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัยแนวคําถามการสนทนากลุ่ม ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3ท่าน ประกอบด้วย อาจารย์ประจํากลุ่มวิชาการบริหารการพยาบาล รองผู้อํานวยการโรงพยาบาลในตําแหน่งหัวหน้างานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล และรองหัวหน้าฝ่ายการพยาบาลในตําแหน่งประธานกรรมการประกันคุณภาพและการบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาล ทําการพิจารณาและตรวจสอบแนวค ํ า ถ า ม ใ น ด ้ า น ค ว า ม ค ร อ บ ค ลุ ม(Comprehensiveness) ความชัดเจน (Clarity)


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ101 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือความเหมาะสม (Appropriateness) และการจัดลําดับของข้อคําถามในการสัมภาษณ์(Sequence the question) ก่อนการนําไปใช้เก็บข้อมูลจริง ได้ดําเนินการทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เพื่อทดสอบความชัดเจน ความเหมาะสมของคําถาม และความสอดคล้องของเนื้อหากับวัตถุประสงค์การวิจัยขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลภายหลังจากการได้รับการรับรองจริยธรรมจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยจากคณะพยาบาลศาสตร์และผ่านการอนุญาตเข้าเก็บข้อมูลแล้ว ผู้ศึกษาได้ดําเนินการเข้าพบกลุ่มประชากรที่จะศึกษา เพื่อแนะนําตัว พร้อมกับชี้แจงวัตถุประสงค์ของการศึกษา วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมศึกษาได้ซักถามข้อสงสัยจนเกิดความเข้าใจ เพื่อตัดสินใจในการเข้าร่วมในการศึกษา และเซ็นใบยินยอมไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการเข้าร่วมการศึกษา หลังจากนั้นได้ดําเนินการดังนี้1. ทําการสัมภาษณ์รายบุคคลในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 รวมทั้งหมด 5 ราย โดยแต่ละรายสัมภาษณ์ 1 ครั้ง ซึ่งใช้เวลาฉลี่ยในการสัมภาษณ์ 48.30 นาที2. ทําการสนทนากลุ่มในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2567 รวมทั้งหมด 4 ครั้งสําหรับการสนทนากลุ่มของพยาบาลวิชาชีพจํานวน 12 ราย ทําการนัดสนทนากลุ่ม 2 ครั้งโดยแบ่งเป็น 2กลุ่ม กลุ่มละ 6 ราย และสําหรับผู้ช่วยพยาบาลและพนักงานช่วยการพยาบาลจํานวน 12 รายได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ราย เช่นเดียวกัน โดยใช้เวลาเฉลี่ยในการสนทนากลุ่ม 72.25 นาที3. ถอดเทปข้อมูลการสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่มโดยถอดคําพูดเป็นคําต่อคํา แล้วนําข้อมูลมาสรุปจัดไว้เป็นหมวดหมู่ตามหัวข้อประเด็นคําถาม 4. รวบรวมข้อมูลรายงานในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 - มีนาคม พ.ศ. 25676 ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง รวมทั้งอัตราการเกิดอุบัติการณ์ ข้อมูลความเสี่ยงตามกลุ่มโรคสําคัญ และระดับคะแนนความพึงพอใจและข้อร้องเรียนของผู้รับบริการที่มีการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างการศึกษานี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เอกสารรับรองเลขที่ 096/2566) และผ่านการอนุญาตการเก็บข้อมูลจากองค์กรที่ทําการศึกษา (เลขที่หนังสือ อว.8393(8)/975) ผู้ศึกษาได้แนะนําตัวเอง พร้อมกับแจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดของการศึกษา รวมทั้งชี้แจงให้ผู้เข้าร่วมศึกษาทราบถึงสิทธิในการตอบรับก่อนเซ็นยินยอมเข้าร่วมการศึกษา โดยไม่มีการบังคับนอกจากนี้ผู้เข้าร่วมศึกษามีสิทธิ์ในการขอยุติการเข้าร่วมระหว่างการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มได้ตามต้องการโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานแต่อย่างใด และให้ความมั่นใจแก่ผู้เข้าร่วมศึกษาว่า ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะบันทึกไว้เป็นความลับในคอมพิวเตอร์และมีเพียงผู้วิจัยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และจะมีการ


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 102ทําลายข้อมูลเหล่านั้นภายหลังจากผลงานวิจัยเผยแพร่ไปแล้ว 1 ปีการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ศึกษาทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยนําข้อมูลที่ได้จากเอกสารหรือในระบบสารสนเทศ และข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มประชากรมาวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่ามัธยฐานส่วนข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ผู้ศึกษาถอดเทปข้อมูล ด้วยตนเองแล้วจึงนํามาจัดหมวดหมู่ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา(Content analysis)ผลการศึกษาส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มประชากร1. ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มประชากรทีมนําในการบริหารความเสี่ยง พบว่ากลุ่มประชากรทั้งหมดมีจํานวน 5 ราย เป็นเพศหญิง 4 ราย เพศชายจํานวน 1 ราย มีช่วงอายุ อยู่ระหว่าง 35 ถึง 60 ปี โดยมีอายุมัธยฐาน (Median) เท่ากับ 57 ปีส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับปริญญาโท (ร้อยละ 60) และเกือบทั้งหมดเป็นพยาบาล (ร้อยละ 80) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในระดับโรงพยาบาล (ร้อยละ 40) รองลงมาคือระดับฝ่าย และระดับงานการพยาบาล จํานวนเท่ากัน (ร้อยละ 20) ส่วนมากมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการบริหารความเสี่ยง 1-10 ปี (ร้อยละ 60) และทั้งหมด (ร้อยละ 100) เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง2. ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มประชากรผู้ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย กลุ่มบุคลากรในกลุ่มหอผู้ป่วยมีทั้งหมด 24 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 91.67) มีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 23 ถึง 59 ปี โดยมีอายุมัธยฐาน (Median) เท่ากับ 36.41 ปีจบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุด (ร้อยละ 54.17) ครึ่งหนึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพ (ร้อยละ 50) ส่วนใหญ่มีระยะเวลาการทํางานด้านความเสี่ยง 1-10 ปี (ร้อยละ 58.33) และมากกว่าครึ่งไม่เคยได้รับการอบรมด้านการบริหารความเสี่ยง (ร้อยละ 54.17)ส่วนที่ 2 ข้อมูลด้านโครงสร้าง ด้านกระบวนการ ด้านผลลัพธ์ และปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับสถานการณ์การบริหารความเสี่ยง1. ด้านโครงสร้าง ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้1.1 นโยบายการบริหารความเสี่ยง พบว่าหอผู้ป่วยมีการกําหนดนโยบายด้านความเสี่ยงที่สอดคล้องกับนโยบายของโรงพยาบาล5 พร้อมทั้งกําหนดให้มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และระบุบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน มีการสื่อสารนโยบายสู่การปฏิบัติ แต่ปัญหาที่พบคือการสื่อสารไม่ทั่วถึงบุคลากรทุกระดับ ประกอบกับ เนื้อหานโยบายมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และไม่สามารถนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างครบถ้วย ดังข้อมูลที่ทีมบริหารความเสี่ยงได้กล่าวว่า “การบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาลมีนโยบายและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของทีมนําก็ต้องสื่อสารให้บุคลากรในหน่วยงานรับทราบและนําไปสู่การปฏิบัติให้ได้ซึ่งปัจจุบันยังพบปัญหาว่า บุคลากรไม่สามารถนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างครบถ้วน” และ


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ103 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือจากพยาบาลผู้ให้ข้อมูลว่า “เวลามีนโยบายมาหัวหน้าจะเน้นสื่อสารกับพยาบาลเป็นหลัก น้อง ๆผู้ช่วยและพนักงานช่วยการพยาบาลไม่ค่อยได้ร่วมรับฟังเท่าไหร่ หรือบางครั้งคนที่ไม่ได้ขึ้นเวรก็จะไม่ค่อยสนใจติดตามรายละเอียดต่างๆที่ส่งมาให้ในไลน์ ซึ่งบางเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ๆ อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ”1.2 ทรัพยากรบุคคล พบว่ามีการกําหนดหน้าที่รับผิดด้านบริหารความเสี่ยงไว้ชัดเจน แต่มีปัญหาด้านอัตรากําลังไม่เพียงพอ และสัดส่วนระหว่างพยาบาลวิชาชีพต่อบุคลากรที่ไม่ใช่วิชาชีพเท่ากับ 57.69 : 42.31 ซึ่งตํ่ากว่าเกณฑ์ของสภาพยาบาลที่กําหนดไว้ที่ 65:35 นอกจากนี้ส่วนใหญ่มีอายุการทํางานน้อยกว่า 10 ปี และมากกว่าครึ่งไม่เคยผ่านการอบรมด้านความเสี่ยง อีกทั้งต้องรับผิดชอบภาระงานอื่นเพิ่มเติมจากงานประจํา ดังคําอธิบายของพยาบาลผู้ให้ข้อมูลดังนี้“ จริงๆถ้าคิดตามเกณฑ์สภากําหนด เราควรได้พยาบาลเพิ่ม น้องๆจะได้ไม่ต้องขึ้นเวรเยอะเกินจนทํางานได้ไม่เต็มที่ยิ่งต้องเป็นกรรมการต่างๆ และเป็นพี่เลี้ยงให้น้องใหม่ด้วย” และ “ตัวหนูอายุงานน้อย ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงมีน้อยมาก เวลาเจออุบัติการณ์รุนแรงหรือซับซ้อน ก็รู้สึกกลัวและและไม่กล้าตัดสินใจว่าจะต้องทําอย่างไร”1.3 เครื่องมือที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่1.3.1 เครื่องมือคุณภาพที่หอผู้ป่วยนํามาใช้ในการบริหารความเสี่ยงมีค่อนข้างมากและมีความหลากหลาย แต่บุคลากรขาดความรู้และประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือคุณภาพ อีกทั้งเครื่องมือส่วนใหญ่มีความซับซ้อนทําให้ยากต่อการนําไปใช้ ดังคํากล่าวของพยาบาลผู้ให้ข้อมูลที่ว่า “ในเรื่องเครื่องมือคุณภาพจริง ๆยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เพราะมันมีมากมาย ไม่ว่าจะป็น RCA FMEA trigger tool รวมถึง กระบวนการของ 3-P PDCA/DALI ยกตัวอย่างเช่น RCA ที่ทํากัน ก็ไม่แน่ใจว่าทําถูกหรือหาสาเหตุที่แท้จริงได้หรือเปล่า เพราะทําแล้วก็ยังเกิดอุบัติการณ์ซํ้าเดิมอยู่อีก”1.3.2 เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยง ซึ่งพบว่ามีการนําเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยป้องกันความผิดพลาดในการทํางานเพิ่มขึ้น แต่พบปัญหาคือการสนับสนุนด้านอุปกรณ์และระบบรองรับยังไม่เพียงพอ รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์อื่น ๆ นอกจากนี้พบว่าบุคลากรรู้สึกไม่คุ้นเคยและกังวลเมื่อมีการนําเครื่องมือใหม่บางประเภทมาใช้ดังคําอธิบายของผู้ให้ข้อมูลในระดับทีมนําบริหารความเสี่ยงดังนี้“ปัจจุบันทางโรงพยาบาลมีนโยบายในการนําอุปกรณ์การแพทย์ใหม่ ๆ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยป้องกันการเกิดความผิดพลาดจากตัวบุคคลได้ดีขึ้น” ส่วนระดับพยาบาลได้ให้ข้อมูลในประเด็นนี้ว่า “เวลามีนโยบายมาที่จะให้พวกเราทําอะไรก็ตาม นโยบายดีนะคะ แต่หน้างานทําได้ยากค่ะเพราะอุปกรณ์ไม่พอใช้ คอมพิวเตอร์มีน้อยไป หมอก็ต้องใช้ พยาบาลก็ต้องใช้ ต้องแย่งกันใช้ค่ะ” 1.4 ปัจจัยสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง จากการศึกษาพบรายละเอียดดังนี้ด้านงบประมาณ พบว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจน


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 104รวมทั้งไม่มีงบประมาณสําหรับใช้ในทันทีกรณีเร่งด่วน ดังคํากล่าวของพยาบาลผู้ให้ข้อมูลที่ว่า“สําหรับงบประมาณในการบริหารความเสี่ยงไม่ได้กําหนดไว้ชัดเจน มีแต่งบประมาณประจําปีในด้านจัดหาอุปกรณ์ซึ่งเท่าที่เรารู้ว่ากว่าจะได้ของมาก็ 2 ปี บางอย่างได้มาไม่ทันได้ใช้เพราะตกรุ่นใช้ไม่ได้เลยก็มี” และ “เวลามีคนไข้สับสนหลายคน ผ้าผูกข้อมือไม่พอใช้ เราก็ต้องซื้อกันเอง จริง ๆ แล้วน่าจะมีงบให้เราเบิกได้เลยนะ”ด้านสิ่งแวดล้อมของหอผู้ป่วยบางส่วนอยู่ไกลและลับสายตาทําให้ไม่สามารถประเมินอาการเปลี่ยนแปลงและเข้าให้การช่วยเหลือผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉินได้ทันท่วงที นอกจากนี้ไม่มีห้องแยกสําหรับผู้ป่วยเชื้อดื้อยา รวมทั้งจุดล้างมือและอุปกรณ์ป้องกันมีไม่เพียงพอ ดังคําอธิบายของพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลที่ให้ข้อมูลว่า “ห้องแยกผู้ป่วยเชื้อดื้อยาเราก็ไม่มีใช้เพียงแผ่นพลาสติกในการแบ่งโซน และในห้องคนไข้ก็ไม่มีอ่างล้างมือ เวลานักศึกษาขึ้นฝึกพร้อมกันจํานวนมากอุปกรณ์มักจะไม่พอใช้” และ “เวลาคนไข้ที่อยู่ห้องด้านในสุดโน่นเวลามีอาการ ก็มองไม่เห็น ฉุกเฉินมาก็ช่วยเหลือลําบาก” ด้านการนิเทศติดตาม มีการนิเทศติดตามโดยหัวหน้าหอผู้ป่วยและพยาบาลกรรมการประกันคุณภาพของหอผู้ป่วย แต่พบว่ายังขาดรูปแบบการนิเทศติดตามการจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน และมีข้อจํากัดด้านเวลา ดังคําอธิบายของพยาบาลผู้ให้ข้อมูลว่า “ในส่วนของการนิเทศติดตามในด้านการบริหารความเสี่ยงที่ทํามาส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของหัวหน้าหอและหนูเองที่ทําหน้าที่เป็นกรรมการประกันคุณภาพของหอผู้ป่วย ซึ่งก็มีหลายเรื่องมากๆ ยอมรับค่ะว่าการกํากับติดตามทําได้ไม่ได้ไม่สมํ่าเสมอ เพราะแต่ละคนก็ไม่ค่อยมีเวลา” 2. ด้านกระบวนการ จากการศึกษาการบริหารความเสี่ยงในหอผู้ป่วยพบว่า มีการดําเนินการตามขั้นตอนของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.)8 ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นหาความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยง และการประเมินผลการจัดการความเสี่ยง ผลการศึกษามีดังนี้2.1 การค้นหาความเสี่ยง พบว่าทางหอผู้ป่วยมีการค้นหาความเสี่ยงด้วยวิธีการหลายวิธี เช่นการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อค้นหาโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง การสํารวจความพึงพอใจและข้อเสนอแนะจากผู้รับบริการ รวมถึงข้อร้องเรียนต่างๆ ในระหว่างการรับบริการ และการสืบค้นจากข้อมูลการรายงานอุบัติการณ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พบปัญหาบุคลากรทําได้ไม่ต่อเนื่องและขาดความใส่ใจในการตรวจเยี่ยม ซึ่งผู้ให้ข้อมูลระดับผู้ช่วยพยาบาลได้กล่าวว่า “การค้นหาความเสี่ยงที่เราทํากันก็คือการตรวจเยี่ยมผู้ป่วย เช่น quick round, environment round, IC round แต่ก็ทําได้ไม่เต็มที่โดยเฉพาะคนที่ขึ้นเวรเยอะๆ ก็จะไม่ค่อยกระตือรือล้นเท่าที่ควร ยิ่งช่วงที่งานยุ่งมากมากก็ยิ่งทําได้ยาก แต่มีบางคนนะที่เวลาว่าง ๆ ก็ไม่ได้ใส่ใจก็มี” และข้อมูลจากพยาบาลที่ได้อธิบายว่า “การสํารวจความพึงพอใจหรือข้อเสนอแนะจากผู้รับบริการ การทบทวนจากข้อมูลรายงานอุบัติการณ์และเวชระเบียน รวมถึงเรียนรู้จาก


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ105 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนืออุบัติการณ์ของหอผู้ป่วยอื่นก็ถือเป็นการค้นหาความเสี่ยงด้วย แต่ว่าเราทําไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไหร่”2.2 การประเมินหรือการวิเคราะห์ความเสี่ยง จากกการศึกษาพบว่ามีขั้นตอนตั้งแต่การ ประเมินความเสี่ยงตามความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Consequence) และการพิจารณาจากโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิด (Likelihood/frequency) หลังจากนั้นนําความเสี่ยงนั้นมาพิจารณาระดับความสําคัญ (Risk level) และจัดทําทะเบียนข้อมูลความเสี่ยง (Risk register) แต่พบปัญหาคือข้อมูลในระบบรายงานมีไม่ครอบคลุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง การรายงานอุบัติการณ์ขาดความสมบูรณ์ ทั้งในด้านชนิดและ ระดับความรุนแรงของอุบัติการณ์ และความล่าช้าในการรายงาน ทําให้ข้อมูลที่ได้ไม่เป็นปัจจุบัน ดังข้อมูลจากพยาบาลที่ว่า“ในแต่ละปีเราก็จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยดูทั้งความถี่หรือโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเกิด และความรุนแรงของอุบัติการณ์แล้วมาจัดลําดับความสําคัญออกมาเป็นทะเบียนข้อมูลความเสี่ยงประจําปีของหน่วยงาน” และข้อมูลของทีมนําบริหารความเสี่ยงที่ว่า “พบเกือบทุกเดือนที่ข้อมูลการรายงานอุบัติการณ์ถูกตีกลับมาให้แก้ไขในส่วนของชนิด และระดับความรุนแรงของอุบัติการณ์ที่ไม่ถูกต้อง บางทีก็ล่าช้าเกินระยะเวลาที่กําหนด”2.3 การจัดการความเสี่ยง แนวทางการจัดการความเสี่ยงของหอผู้ป่วยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือ 1) การควบคุมความเสี่ยง (Risk control) ที่เป็นหน้าที่โดยตรงของหอผู้ป่วย และ 2) การจัดการด้านการเงินเพื่อชดเชยความเสียหาย (Risk financing)ซึ่งทางโรงพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบด้านนี้โดยทั่วไปการจัดการความเสี่ยงของหอผู้ป่วยเป็นไปในเชิงรับมากกว่าเชิงรุกหรือเชิงป้องกัน ดังคําพูดของทีมบริหารความเสี่ยงที่ว่า “การควบคุมความเสี่ยงถือเป็นหน้าที่ของหอผู้ป่วยโดยตรงทั้งนี้เพื่อ ป้องกันความเสี่ยงและลดความสูญเสียหลังเกิดเหตุการณ์ส่วนการจัดการด้านการเงินเพื่อชดเชยความเสียหายนั้นจะเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของทางโรงพยาบาล และโดยทั่วไปที่ผ่านมานั้นการจัดการมักเป็นไปในเชิงรับเสียเป็นส่วนใหญ่”2.4 การประเมินผลการจัดการความเสี่ยง จากการศึกษาพบว่ากิจกรรมในการประเมินผลการจัดการความเสี่ยงของหอผู้ป่วยประกอบด้วย การตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันความเสี่ยง การประเมินผลลัพธ์จากการจัดการความเสี่ยง การจัดทําบัญชีความเสี่ยงของหอผู้ป่วยใหม่หลังการวิเคราะห์ข้อมูล และการทบทวนและปรับปรุงแผนการจัดการความเสี่ยง อย่างไรก็ตามการตรวจสอบและนิเทศติดตามที่ฝ่ายการพยาบาลกําหนดมานั้นพบว่ามีบางประเด็นความเสี่ยงที่ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงของหอผู้ป่วย ตามคําอธิบายของผู้ให้ข้อมูลในระดับทีมนําบริหารความเสี่ยงดังนี้ “ทางหอผู้ป่วยได้ทําการตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติตามที่ฝ่ายการพยาบาลกําหนด ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เราทําได้ดีแล้วแต่เราก็ต้องเก็บข้อมูลส่ง แต่เรื่องที่เป็นประเด็นปัญหาของหอผู้ป่วยเราจริง ๆ กลับไม่ได้ตรวจสอบก็มี” นอกจากนี้พบว่าบุคลากรไม่ได้ให้ความสําคัญในการนําข้อมูลที่ได้มานั้นมาพัฒนาหรือแก้ไขเท่าที่ควร ตามข้อมูลจากพยาบาลผู้ปฏิบัติงาน


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 106ที่กล่าวว่า “คิดว่าพวกเราไม่ค่อยนําบทเรียนเดิมมาใช้กันเท่าไหร่ สังเกตว่ายังคงเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงซํ้าเดิม ๆ สาเหตุก็ยังเหมือน ๆ เดิม”3. ด้านผลลัพธ์ผลการศึกษาข้อมูลผลลัพธ์ด้านความเสี่ยงของหอผู้ป่วยในช่วงปีพ.ศ. 2564 -2566 พบว่ามีการรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยง 72, 62, 63 และ 17 ครั้งในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2567 โดยมีอุบัติการณ์ระดับ E-I เกิดขึ้น 11, 9, 13 ครั้ง ในปีพ.ศ. 2564 -2566 และ 3 ครั้งในไตรมาสแรกของปี2567 ตามลําดับ ซึ่งพบว่าตัวชี้วัดที่ผลลัพธ์ไม่บรรลุเกณฑ์เป้าหมาย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น8ดังต่อไปนี้3.1 ผลลัพธ์ความเสี่ยงทางคลินิก(Clinical risk) - Common clinical risk ได้แก่ท่อและสายระบายเลื่อนหลุดระดับ E ขึ้นไป การระบุตัวผู้ป่วยผิดพลาด ความคลาดเคลื่อนในการส่งสิ่งส่งตรวจ และการระบาดเชื้อดื้อยาในหอผู้ป่วย- Specific clinical risk ได้แก่การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทําหัตถการฟอกไต การเกิดภาวะ Septic shock และการเสียชีวิตจากภาวะ Septic shock ในผู้ป่วยที่มีภาวะ Febrile neutropenia3.2 ผลลัพธ์ความเสี่ยงที่ไม่ใช่ทางคลินิก(Non clinical risk) - ความเสี่ยงทั่วไป ได้แก่ ผู้ป่วยหนีออกจากโรงพยาบาล- ผลสํารวจเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้รับบริการ ที่พบว่าผลการประเมินไม่ถึงเป้าหมายตามที่โรงพยาบาลกําหนด และพบข้อร้องเรียนของผู้ป่วยและญาติเพิ่มขึ้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลลัพธ์ดังกล่าวในภาพรวมพบว่า อุบัติการณ์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น มักเกิดซํ้าในลักษณะเดิม และข้อมูลที่บันทึกในระบบรายงานอุบัติการณ์ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอเนื่องจากมีการส่งกลับคืนมาให้แก้ไขบ่อยครั้ง นอกจากนี้ตัวชี้วัดที่ต้องติดตามมีมากเกินไป รวมทั้งยังขาดการนําข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพงานเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังคําอธิบายของทีมนําบริหารความเสี่ยงดังนี้ “พบว่าข้อมูลที่รายงานเข้ามาในระบบนั้นไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร จะเห็นได้จากจํานวนอุบัติการณ์ที่ตีกลับมาให้แก้ไขอยู่บ่อยๆ อีกอย่างเวลาได้ผลลัพธ์ตัวชี้วัดมาแล้ว รู้ว่ามีปัญหาที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายแต่ก็ไม่ค่อยนํามาคิดต่อว่า จะหาวิธีการแก้ไขหรือพัฒนาอย่างไรให้ดีขึ้น” และผู้ให้ข้อมูลระดับพยาบาลที่กล่าวว่า “ตัวชี้วัดที่เราเก็บกันอยู่ คิดว่ามันเยอะเกินไปทําให้เสียเวลาในการเก็บข้อมูล บางอันเราก็ไม่ได้นํามาใช้ประโยขน์อะไร”ส่วนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย ของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ1. ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างในการบริหารความเสี่ยง กลุ่มประชากรที่ศึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะดังนี้1.1 ควรมีการพัฒนาแนวทางการสื่อสารนโยบายให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ดังข้อมูลของทีมนําบริหารความเสี่ยงที่เสนอแนะคือ


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ107 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ“ควรเพิ่มช่องทางในการสื่อสารให้ทั่วถึงมากขึ้น ต้องมั่นใจว่าการสื่อสารทั่วถึงแล้วจริง ๆ เช่นการลงชื่อรับทราบ หรือสุ่มสอบถามความเข้าใจหลังการสื่อสารไปแล้ว”1.2 ควรมีการวางแผนใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ ตามข้อเสนอแนะของทีมนําบริหารความเสี่ยงดังต่อไปนี้ “กรรมการของแต่ละส่วนต้องช่วยกันพิจารณาและชี้ชัดให้รู้ว่าแต่ละระบบงานที่ทําอยู่นั้นว่าปัจจุบันและอนาคตมีความเสี่ยงสําคัญคืออะไร และต้องการอะไรเพิ่มแล้วให้นําเสนอไปยังผู้บริหารตามลําดับขั้นต่อไป” 1.3 ควรเน้นการดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย และเพิ่มความถี่ในการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยโดยผู้ให้ข้อมูลระดับพยาบาลและพนักงานช่วยการพยาบาลแนะนําว่า “คนไข้ที่อยู่ห้องท้าย ๆ เราก็ต้องเดินตรวจเยี่ยมอาการผู้ป่วยบ่อยกว่าห้องอื่นและจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมด้วย โดยเฉพาะห้องที่อยู่ลับตา เผื่อคนไข้มีอาการทรุดลงจะได้ช่วยได้ทัน”1.4 มีการจัดสรรอัตรากําลังของบุคลากรให้เพียงพอและเหมาะสมตามสัดส่วนและภาระงานในแต่ละเวร ดังข้อเสนอแนะที่ได้จากบุคลากรผู้ปฏิบัติระดับพยาบาลและพนักงานช่วยการพยาบาลดังนี้ “ควรมีการจัดอัตรากําลังในแต่ละเวรให้เหมาะสมมากกว่านี้โดยเฉพาะในเวรบ่าย เนื่องจากอัตรากําลังที่ให้ในเวรบ่ายเมื่อเทียบกับภาระงานแล้วควรเพิ่มจํานวนของบุคลากรให้มากกว่านี้”1.5 ควรจัดอบรมด้านการบริหารความเสี่ยงและการใช้เครื่องมือคุณภาพ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยง รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ที่นํามาใช้ใหม่ ตามข้อมูลข้อเสนอแนะจากพยาบาลคือ “อยากให้มีการอบรบพัฒนาความรู้และการเฝ้าระวังความเสี่ยงที่สําคัญในหอผู้ป่วยของเรา รวมทั้งเครื่องมือคุณภาพที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง จะได้มีความรู้และเข้าใจเพื่อจะได้ให้การดูแลผู้ป่วยที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น” และคํากล่าวของพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลที่ให้ข้อเสนอแนะว่า “เครื่องมือแพทย์ปัจจุบันนี้มีมากมาย หลายยี่ห้อ เวลาได้มาควรจะต้องจัดฝึกอบรมการใช้งาน และควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ คอยให้คําแนะนํา และให้การช่วยเหลือได้ตลอด 24ชั่วโมง”1.6 มีการกําหนดรูปแบบการนิเทศและติดตามความเสี่ยงอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการนิเทศติดตาม ดังตัวอย่างข้อเสนอแนะของทีมนําบริหารความเสี่ยงดังนี้ “ทุกหน่วยงานควรมีการกําหนดแนวทางหรือตารางไว้เลยว่าช่วงไหนจะทําการนิเทศติดตามเรื่องใดไว้ให้ชัดเจนไปเลย กําหนดด้วยว่าจะให้ใครกรรมการไหนช่วยในเรื่องใด” และคํากล่าวของผู้ให้ข้อมูลระดับพยาบาลที่ว่า“แค่หัวหน้าหอ กับ QAWN ไม่น่าไหว ถ้าจะให้ดีกรรมการสําคัญต่าง ๆ ในหอผู้ป่วยต้องช่วยกัน จริงๆ แล้วน้อง ๆ ก็สามารถทําหน้าที่ในการนิเทศได้ เพราะว่าบางเรื่องน้อง ๆ ผ่านการอบรมและมีความรู้มากกว่า ก็สามารถช่วยนิเทศพี่ๆ ได้”2. ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยง ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษาคือ ควรจัดอบรมให้ความรู้และทักษะในการบริหารความเสี่ยง


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 108ควบคู่กับการเสริมทักษะที่ไม่ใช่ทักษะทางเทคนิค (Non-technical skills) ส่งเสริมการค้นหาความเสี่ยงเชิงรุกและ จัดทําแนวทางรายงานความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมทั้งหัวหน้าหอผู้ป่วยควรนิเทศและกํากับติดตามการดําเนินงานและตัวชี้วัดด้านความเสี่ยงที่เป็นประเด็นสําคัญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ให้ข้อมูลระดับพยาบาลและพนักงานช่วยการพยาบาลได้เสนอแนะว่า “น่าจะดี ถ้าจะมีการจัดอบรมให้บุคลากรทุกระดับเข้าใจอย่างจริงจัง ทุกคนจะได้เข้าใจและเกิดความตระหนักมากขึ้น” และคํากล่าวของทีมนําบริหารความเสี่ยงที่ว่า“ทักษะด้าน Soft skill หรือทักษะที่ไม่ใช่ทักษะทางเทคนิคต่าง ๆ นี่ก็สําคัญมากซึ่งเราควรเสริมในด้านนี้ให้กับบุคลากรเราด้วย”3. ข้อเสนอแนะหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาในด้านผลลัพธ์ กลุ่มประชากรที่ศึกษาให้ข้อเสนอแนะว่าควรเน้นการวิเคราะห์และติดตามตัวชี้วัดที่ไม่บรรลุเป้าหมายอย่างจริงจัง เน้นยํ้าให้บุคลากรทุกระดับได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไขร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมในทุกด้าน รวมทั้งควรส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลจากทีมนําบริหารความเสี่ยงที่กล่าวว่า “ควรนําตัวชี้วัดหรือผลลัพธ์ เหล่านั้นมานําเสนอให้ทุกคนรับทราบถึงความสําคัญของปัญหาความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และต้องคอยกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข” และข้อเสนอแนะที่ว่า “ผลลัพธ์ที่ได้เราควรนํามาทบทวนกันดีๆ ว่าเรื่องใดที่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขกันจริง ๆ คืออยากเอาข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากกว่านี้ ไม่ได้รายงานแล้วจบแค่นั้น และที่สําคัญหัวหน้าต้องคอยกระตุ้น และทําความเข้าใจแก่บุคลากรว่าการรายงานอุบัติการณ์เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่ที่ตัวบุคคลและให้น้อง ๆ เห็นว่าความเสี่ยงนั้น ๆ เป็นโอกาสที่เราได้เรียนรู้ เพื่อจะได้พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น”อภิปรายผลการวิจัยส่วนที่ 1 สถานการณ์การบริหารความเสี่ยงในด้านโครงสร้าง ด้านกระบวนการ ด้านผลลัพธ์ และปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับสถานการณ์การบริหารความเสี่ยง 1. ด้านโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง1.1 ด้านการกําหนดนโยบายบริหารความเสี่ยง จากการศึกษาจะเห็นได้ว่าแม้หน่วยงานจะมีการกําหนดนโยบายและบทบาทหน้าที่ด้านการบริหารความเสี่ยงไว้อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากการสื่อสารนโยบายยังขาดประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากการสื่อสารส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารทางเดียวและเน้นเฉพาะบุคลากรบางกลุ่ม รวมทั้งขาดการประเมินการรับรู้ของบุคลากรหลังการสื่อสาร ซึ่งทําให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติงานส่งผลให้เป็นอุปสรรคสําคัญต่อการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้องครบถ้วน91.2 ด้านทรัพยากรบุคคล จากการศึกษาที่พบว่าการจัดสรรอัตรากําลังที่ตํ่ากว่ามาตรฐานทั้งด้านจํานวน และสมรรถนะของบุคลากรบุคลากรที่มีอัตราส่วนของพยาบาลวิชาชีพต่อบุคลากรที่ไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพตํ่ากว่าเกณฑ์ที่สภาการพยาบาลได้กําหนดไว้รวมทั้งบุคลากรที่มีอายุงานน้อยส่วนใหญ่มักขาดความรู้และประสบการณ์


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ109 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือรวมทั้งทักษะในการประเมินสถานการณ์และรับมือกับสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการวางแผนกําลังคนในองค์กร ซึ่งสอดคล้องกับหลายงานวิจัยที่พบว่าภาระงานที่เพิ่มขึ้นและการขาดความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรทําให้การจัดการความเสี่ยงมีข้อจํากัด ทั้งในเชิงการคาดการณ์และการตัดสินใจเฉพาะหน้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยเพิ่มโอกาสในการเกิดความผิดพลาดในการทํางาน10-131.3 ด้านเครื่องมือบริหารความเสี่ยง การที่หอผู้ป่วยมีการนําเครื่องมือคุณภาพมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงอย่างมากมาย แต่เมื่อบุคลากรขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือไม่ได้รับการอบรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เครื่องมือเหล่านั้นไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงหรือใช้อุปกรณ์ใหม่โดยไม่มีการฝึกใช้อย่างเหมาะสม อาจนําไปสู่ความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วยได้เนื่องจากความรู้และทักษะของบุคลากรเป็นปัจจัยสําคัญในการประยุกต์ใช้เครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพ141.4 ด้านปัจจัยสนับสนุน จากการศึกษาพบว่าหอผู้ป่วยไม่มีการจัดสรรงบประมาณสําหรับการบริหารความเสี่ยงไว้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ขาดทรัพยากรในการดําเนินงาน ทําให้การบริหารความเสี่ยงดําเนินไปอย่างล่าช้า และขาดความต่อเนื่อง15 นอกจากนี้โครงสร้างในด้านสิ่งแวดล้อมของหอผู้ป่วยยังไม่เอื้อต่อการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะด้านการควบคุมการติดเชื้อ ซึ่งการขาดห้องแยกสําหรับผู้ป่วยติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันที่เพียงพอนั้นส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสําคัญ16นอกจากนี้ยังพบว่า การนิเทศติดตามภายในหน่วยงานขาดความต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากจํานวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอและภาระงานที่เพิ่มขึ้นทําให้บุคลากรต้องรับผิดชอบภารกิจประจําหลายด้าน ทําให้ไม่สามารถจัดสรรเวลาให้กับการนิเทศ ติดตาม และพัฒนากระบวนการต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงข้อจํากัดในการกํากับดูแลเชิงระบบ อันส่งผลต่อประสิทธิภาพของการบริหารความเสี่ยงโดยรวม152. ด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยง จากผลการศึกษา พบว่าหอผู้ป่วยมีการดําเนินงานบริหารความเสี่ยงตามแนวทางของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล8 ซึ่งครอบคลุมทั้ง 4 ขั้นตอนดังต่อไปนี้2.1 ขั้นตอนการค้นหาความเสี่ยง ผลการศึกษาพบว่า หน่วยงานใช้วิธีการค้นหาความเสี่ยงจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย อาทิ จากการรายงานอุบัติการณ์ การประชุมทบทวนเหตุการณ์ และการตรวจเยี่ยมเพื่อสังเกตการณ์ในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถรวบรวมข้อมูลที่นําไปสู่การวางแผนจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรก็ตาม ข้อจํากัดที่พบคือบุคลากรยังขาดความรู้ ความตระหนัก และมีเวลาไม่เพียงพอเนื่องจากภาระงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของการค้นหาความเสี่ยง รวมถึงการละเลยการรายงานอุบัติการณ์ สอดคล้องกับหลายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าภาระงานที่มากส่งผลให้เกิดการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงความครบถ้วนและคุณภาพของการรายงานอุบัติการณ์10,12


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 1102.2 การประเมินความเสี่ยง แม้ว่าหอผู้ป่วยมีการประเมินความเสี่ยงโดยการพิจารณจากความรุนแรง และความถี่หรือความเป็นไปได้ในการเกิด และมีการจัดลําดับความสําคัญของความเสี่ยงของหอผู้ป่วย แต่ข้อมูลที่นํามาใช้ในการประเมินยังไม่ครอบคลุม และบางกรณีไม่สะท้อนสถานการณ์จริง ซึ่งอาจเป็นผลจากบุคลากรขาดความรู้และทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบบ14,152.3 การจัดการความเสี่ยง จากผลการศึกษาถึงแม้ว่าหอผู้ป่วยได้พยายามเน้นการจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซํ้า แต่อย่างไรก็ตามลักษณะการดําเนินงานส่วนใหญ่ยังคงเน้นเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากบุคลากรยังขาดความตระหนัก และขาดความรู้และทักษะในการจัดการความเสี่ยง รวมทั้งภาระงานที่สูงเกินสมรรถนะบุคลากรในแต่ละเวรนั้น ล้วนเป็นสาเหตุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดความผิดพลาดและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการให้บริการ14,152.4 การประเมินผลการจัดการความเสี่ยง จากการศึกษาจะเห็นว่าถึงแม้หอผู้ป่วยมีการติดตามและประมวลผลตัวชี้วัดความเสี่ยง และการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐาน แต่การประเมินยังขาดแนวทางที่ชัดเจน และมีข้อจํากัดในด้านความสมํ่าเสมอของการติดตาม และปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพของการประเมินคือ ผู้นําทีมมีเวลากํากับติดตามน้อยส่งผลให้ข้อมูลในระบบไม่ครบถ้วน10,12นอกจากนี้ยังพบว่าการมีส่วนร่วมของบุคลากรในหอผู้ป่วยยังค่อนข้างจํากัด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้การประเมินผลที่ไม่สะท้อนภาพรวมที่แท้จริงทั้งหมด ส่งผลให้เกิดช่องว่างของข้อมูล (Information gaps) ที่อาจนําไปสู่การวางแผนหรือกําหนดมาตรการที่ไม่ครอบคลุมต่อความเสี่ยงที่แท้จริงของหน่วยงานได้173. ด้านผลลัพธ์การบริหารความเสี่ยง จากการรวบรวมข้อมูลผลลัพธ์ด้านความเสี่ยงที่มีบันทึกในระบบการรายงานความเสี่ยงของโรงพยาบาล และข้อมูลตัวชี้วัดที่รวบรวมโดยกรรมการสําคัญของหอผู้ป่วย พบว่าตัวชี้วัดความเสี่ยงทั่วไปทางคลินิก ส่วนใหญ่บรรลุเกณฑ์ตามเป้าหมาย แต่ยังคงมีปัญหาในส่วนของความเสี่ยงเฉพาะทางด้านคลินิก และปัญหาเกี่ยวกับความพึงพอใจและข้อร้องเรียนของผู้ป่วยและญาติที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงมีอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นซํ้าในลักษณะเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการจัดการความเสี่ยงยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อผลลัพธ์นั้นประกอบด้วยหลายองค์ประกอบที่มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการสื่อสารในหน่วยงานการขาดแคลนอัตรากําลังของบุคลากร การขาด การสนันสนุนด้านเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของหลายงานวิจัยที่พบว่าสาเหตุสําคัญที่ทําให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมายนั้นอาจเชื่อมโยงมาจากปัญหาทั้งด้านโครงสร้าง และกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม7,10-12 ส่วนที่ 2 แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยง


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ111 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือจากการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเสี่ยงที่ได้จากการศึกษาสามารถสรุปข้อเสนอแนะ เพื่อการพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงในแต่ละด้าน ดังต่อไปนี้1. ด้านโครงสร้าง จากการศึกษาพบว่า การปรับปรุงโครงสร้างภายในเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยง โดยสามารถดําเนินการได้ในหลายมิติทั้งด้านรูปแบบองค์กรและช่องทางการสื่อสาร การจัดประชุมกลุ่มย่อยและการใช้ระบบสารสนเทศเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้บุคลากรทุกระดับเข้าถึงและเข้าใจนโยบายได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการสื่อสารที่ชัดเจนและครอบคลุมถือเป็นหัวใจสําคัญในการลดความคลาดเคลื่อนที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง9 นอกจากนี้การนํานโยบายบริหารความเสี่ยงไปสู่แผนปฏิบัติการประจําปีที่มีเป้าหมาย กิจกรรม และตัวชี้วัดที่ชัดเจนช่วยให้สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างเป็นระบบ15 โดยเฉพาะในประเด็นที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อบริหารอัตรากําลังให้สอดคล้องกับภาระงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ การวางแผนพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องจึงมีความสําคัญต่อการลดข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงานในบริบทของบริการสุขภาพ11,13 อีกทั้งการเสริมสร้างความรู้และทักษะของบุคลากรในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเหมาะสม โดยผ่านการอบรมและการจัดทําคู่มือมาตรฐานที่เข้าใจง่าย ยังเป็นองค์ประกอบสําคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของการให้บริการทางการพยาบาล142. ด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารความเสี่ยงควรส่งเสริมการค้นหาความเสี่ยงจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งการรายงานอุบัติการณ์การประชุม และการสังเกตการณ์เพื่อให้สามารถครอบคลุมความเสี่ยงได้รอบด้านพร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่องไม่จํากัดเฉพาะรอบปีเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา2 นอกจากนี้การพัฒนาทักษะที่ไม่ใช่ด้านเทคนิค (Non-Technical Skills) เช่น การสื่อสาร การตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อนและการทํางานเป็นทีมแบบสหสาขาวิชาชีพ ถือเป็นองค์ประกอบสําคัญสําหรับองค์กรด้านความปลอดภัยของผู้รับบริการ ทักษะเหล่านี้ช่วยให้บุคลากรประเมินและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ14,18การจัดระบบติดตามและประเมินผลที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนร่วม รวมถึงการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการตัดสินใจและมีระบบนิเทศที่ชัดเจน จะช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกันของทีมบุคลากรส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์กรโดยรวม173. ด้านผลลัพธ์การบริหารความเสี่ยง จากผลการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีนั้น ควรให้ความสําคัญกับการพัฒนาโครงสร้างและกระบวนการอย่างเป็นระบบและสอดประสานกัน ซึ่งการวางรากฐานที่มั่นคงในด้านโครงสร้าง ด้วยการกําหนดนโยบายที่ชัดเจน การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการกําหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดแจ้ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุนให้การดําเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 112ขณะเดียวกัน กระบวนการที่มีความเหมาะสมและต่อเนื่องจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบโดยรวม ย่อมส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ที่สําคัญในด้านความปลอดภัยของผู้ป่วยและนําไปสู่การลดความผิดพลาดในกระบวนการให้บริการ ตลอดจนยกระดับคุณภาพของระบบบริการสุขภาพในภาพรวม2,7,17ข้อเสนอแนะ1. ข้อเสนอแนะในการนําผลการวิจัยไปใช้1.1 ผู้บริหารระดับโรงพยาบาล ควรนําข้อมูลจากผลการศึกษาในครั้งนี้ไปใช้ในการกําหนดนโยบาย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการจัดลําดับความสําคัญของปัญหาภายในองค์กร เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม และตรงตามความจําเป็น 1.2 ฝ่ายบริหารทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนระบบความปลอดภัยในโรงพยาบาล โดยควรจัดสรรอุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพยากรที่จําเป็นอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งดูแลและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานของบุคลากร และปลอดภัยสําหรับผู้รับบริการ1.3 ผู้บริหารระดับหน่วยงาน หรือหัวหน้าหอผู้ป่วย และทีมบริหารความเสี่ยง ควรนําข้อมูลเชิงลึกไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติเฉพาะที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละหน่วยงาน เช่น การจัดทําคู่มือหรือแนวปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับลักษณะการบริการ พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพบริการ1.4 ทีมบริหารความเสี่ยงและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ควรดําเนินการพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลการดําเนินงานผ่านตัวชี้วัดด้านความเสี่ยง รวมถึงให้ความสําคัญในด้านคุณภาพของการรายงานอุบัติการณ์เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง2. ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป2.1 ควรขยายขอบเขตการศึกษาไปยังหอผู้ป่วยอื่น หรือในระดับของงานการพยาบาลอื่นที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของแนวทางการบริหารความเสี่ยงในแต่ละบริบท2.2 ควรดําเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action research) หรือวิจัยเชิงทดลอง(Experimental research) เพื่อพัฒนาแนวทางในการบริหารความเสี่ยงภายในหน่วยงานให้บรรลุตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


vการวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเส่ียงในหอผู้ป ่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ113วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเอกสารอ้างอิง1. World Health Organization. The World Health Organization world alliance for patient safety project to develop an international patient safety event classification: the concept framework of an international patient safety event classification. Geneva: WHO; 2018.2. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). คู่มือการบริหารความเสี่ยงในสถานพยาบาล (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน); 2565.3. World Health Organization. Global patient safety report 2024 [Internet]. Geneva: WHO; 2024 [cited 2025 Jul 20]. Available from: https://iris.who.int/bitstream/handle/ 10665/376928/9789240095458-eng.pdf4. National Reporting and Learning System. NRLS: National Reporting and Learning System in Thailand [Internet]. 2019 [cited 2025 Jul 7]. Available from: https://thai-nrls.org5. คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่. มาตรฐานเชิงนโยบายการบริหารความเสี่ยงและการรายงานอุบัติการณ์. เชียงใหม่: โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่; 2564.6. กรรมการประกันคุณภาพหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 2 โรงพยาบาลมหารราชนครเชียงใหม่. เอกสารข้อมูลความเสี่ยงหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย 2. เชียงใหม่: โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่; 2565.7. Donabedian A. Evaluating the quality of medical care. Milbank Q. 2005;83(4):691–729.8. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 4. นนทบุรี: สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน); 2562.9. PricewaterhouseCoopers. Effective risk communication in healthcare: From strategy to action. New York: PwC Health Research Institute; 2018.10. กานต์พิชา จันทร์หงส์. การวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเสี่ยงหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง 2 โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ [การค้นคว้าแบบอิสระพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2560.11. Chipeta E, Bradley S, Chimwaza W. Nurses’ perceptions on the effects of high nursing workload on patient care in an intensive care unit of a referral hospital in Malawi. BMC Nurs. 2022;21:60. doi:10.1186/s12912-022-00918-x12. สุชานาฎ มูสิการัตน์. การวิเคราะห์สถานการณ์การบริหารความเสี่ยงของคลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ [การค้นคว้าแบบอิสระปริญญามหาบัณฑิต]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2565.13. อภิรดี นันทสุภัทร์, และคณะ. การจัดสรรกําลังคนพยาบาล การพลาดการดูแล คุณภาพการดูแล และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง. วารสารการบริหารทางการพยาบาล. 2564;30(2):288–96.14. วัฒนา ธรรมศิริ. การพัฒนาทักษะบุคลากรและการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย. วารสารการบริหารโรงพยาบาล. 2565;12(1):34–41.


v The Analysis of Risk Management Situation in Male Medical Ward at A Tertiary Hospitalปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 11415. กาญจนา พิริยะ. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติของบุคลากรในโรงพยาบาล. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2564;15(3):212–40.16. Chen X, Chong WF, Feng R, Zhang L. Pandemic risk management: resources contingency planning and allocation. Insur Math Econ. 2021;101:359-83. doi:10.48550/arXiv.2012.03200.17. Joint Commission International. Patient safety goals and the role of healthcare facility design. Oak Brook, IL: JCI Press; 2020.18. จิราภรณ์ ทองมูล และคณะ. การพัฒนาทักษะ Non-Technical Skills ของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เพื่อส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ. วารสารการบริหารงานสาธารณสุข. 2563;12(2):45-56.


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่115 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiมัณทนาวดี เมธาพัฒนะ ปร.ด.* Muntanavadee Maytapattana, Ph.D.*สุรัตนา ทศนุต วท.ม.* Surattana Tossanoot, M.Sc.**Corresponding author: Email: [email protected]: 3 Nov 2025, Revised: 19 Dec 2025, Accepted: 23 Dec 2025*อาจารย์พยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตเชียงใหม่ Email: [email protected]*Nursing Instructor, Faculty of Nursing Nation University Chiangmai campus**อาจารย์พยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ Email: [email protected]**Nursing Instructor, Boromarajonani College of Nursing Nopparat Vajiraบทคัดย่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อพัฒนาการทางร่างกาย สุขภาพจิต และพฤติกรรมทางสังคมในกลุ่มเยาวชน การวิจัยหาความสัมพันธ์เชิงทํานายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ และ 2) ศึกษาปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ถึง 3 ที่ศึกษาในโรงเรียนชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 430 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2) แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางครอบครัว 3) แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางสังคม 4) แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 5) แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้านความตรงตามเนื้อหา ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .97, 1.0, 1.0 และ .97 ตามลําดับ และตรวจสอบความเที่ยง ได้ค่าKR-20 ของแบบวัดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับ .76 และค่า Cronbach’s Alpha Coefficient อีก 4 แบบวัด เท่ากับ .72, .80, .85 และ .73 ตามลําดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน(S.D.=8.0), 40.8 (S.D.=7.5) และ 38.7 (S.D.=6.9) ตามลําดับ นอกจากนี้ ปัจจัยที่สามารถทํานาย


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 116ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสูงมาก เท่ากับ 7.9 (S.D.=1.1) มีค่าเฉลี่ยการสนับสนุนจากครอบครัวโดยรวม การสนับสนุนจากสังคม การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่ม และพฤติกรรมการป้องกันการดื่มในระดับสูง เท่ากับ 31.0 (S.D.=5.6), 47.6 (S.D.=8.0), 40.8 (S.D.=7.5) และ 38.7 (S.D.=6.9) ตามลําดับ นอกจากนี้ ปัจจัยที่สามารถทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<.05) ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (X1) ปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน (X2) และจากเพื่อน (X3) ซึ่งร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกันได้ร้อยละ 49.6 (R²=.496, Adjusted R²=.486) ได้สมการถดถอย Y = 6.522 + 0.499(X1) + .239(X2) + .236(X3)ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสําหรับโรงเรียนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการวางแผนโครงการหรือกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โรงเรียนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องควรดําเนินโครงการที่ส่งเสริมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทักษะการปฏิเสธและทักษะชีวิตภายในโรงเรียน ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายเพื่อนเชิงบวกและการส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการกํากับดูแลอย่างเหมาะสมคําสําคัญ : พฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์การรับรู้ความสามารถของตนเอง ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นAbstractAlcohol drinking affects significantly among youth in terms of physical development, mental health, and social behaviors. This predictive correlational research aimed to 1) investigate the relationships between personal factors, family factors, social factors, and self-efficacy in preventing alcohol consumption affecting alcohol drinking prevention behaviors among junior high school students in an urban Chiang Mai, and 2) identify the predictors of alcohol drinking prevention behaviors among these students. The samples were 430 junior high school students attending urban community schools in Chiang Mai Province recruited by multi-stage random sampling. The research instruments included 1) the Alcohol Knowledge Questionnaire, 2) the Opinions on Family Factors Questionnaire, 3) the Opinions on Social Factors Questionnaire, 4) the Self-Efficacy in Alcohol Drinking Prevention Questionnaire, and 5) the Alcohol Drinking Prevention Behaviors Questionnaire. The content validity indexes of 5 research instruments were .97, .97, 1.0, 1.0, and .97, respectively. The reliability value of the Alcohol Knowledge Test, using Kuder-Richardson 20 (KR-20), was 0.76. Cronbach’s Alpha Coefficients of research instruments 2-5 were 0.72, 0.80, 0.85,


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่117 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ(KR-20), was .76. Cronbach’s Alpha Coefficients of research instruments 2-5 were .72, .80, .85, and .73, respectively. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, Pearson’s correlation coefficient, and Stepwise Multiple Regression Analysis.Findings of this study revealed that the students had mean scores 7.9 (S.D.=1.1) on alcohol knowledge at a high level. The mean scores for overall of the family support, social support, selfefficacy in preventing alcohol consumption, and alcohol drinking prevention behaviors were at a high level namely 31.0 (S.D.=5.6), 47.6 (S.D.=8.0), 40.8 (S.D.=7.5), and 38.7 (S.D.=6.9), respectively. In addition, the factors predicting alcohol drinking prevention behaviors (p<.05) were self-efficacy (X1), social factors in the aspect of school supports (X2), and peers (X3) which collectively accounted for 49.6% of the variance in prevention behaviors (R2=.496, Adjusted R2=.486). The resulting regression equation was Y = 6.522 + 0.499(X1) + 0.239(X2) + 0.236(X3). The research findings can be used as a baseline for schools and related networks to plan for projects or activities to promote effective alcohol drinking prevention behaviors among students. Schools and relevant networks should implement programs that foster, particularly, refusal skills and life skills within schools, along with building positive peer networks and family involvement for proper supervision.Keywords : Alcohol drinking prevention behavior, Self-efficacy, Family support, Social factors, Junior high school students


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 118ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเยาวชนเป็นประเด็นทางสาธารณสุขและสังคมที่มีความสําคัญระดับโลก เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อพัฒนาการทางร่างกาย สุขภาพจิต และพฤติกรรมทางสังคมของวัยรุ่น1,2 องค์การอนามัยโลก (WHO) เน้นยํ้าว่า การเริ่มต้นบริโภคแอลกอฮอล์ในวัยเยาว์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการเสพติดในระยะยาว และการมีส่วนร่วมในพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ1 อุบัติการณ์ในประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชี้ว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่ในกลุ่มเยาวชนสูงขึ้น3 นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นกลุ่มวัยเสี่ยงสูง โดยร้อยละ 52.5 เริ่มทดลองดื่มเป็นครั้งแรกก่อนอายุ 14 ปี4 ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความเสี่ยงของการบาดเจ็บ การเสียชีวิต2 และการสร้างภาระหนักด้านสุขภาพ (Disability-Adjusted Life Years: DALYs) ต่อระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ5,6 ดังนั้น การดําเนินการด้านการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันพฤติกรรมการดื่มในกลุ่มวัยเรียนจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความจําเป็นเร่งด่วนจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบปัจจัยหลากหลายมิติที่เป็นตัวทํานายพฤติกรรมการป้องกันการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น7,8,9,10 ได้แก่ 1) ปัจจัยทางสังคม ซึ่งครอบคลุมอิทธิพลจากเพื่อน การสนับสนุนจากโรงเรียนและชุมชน8,11 2) ปัจจัยทางครอบครัว ซึ่งเน้นรูปแบบการเลี้ยงดูและการกํากับดูแลจากผู้ปกครอง12 และ 3) ปัจจัยภายใน หรือปัจจัยทางด้านความรู้ความเข้าใจ ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีของ Bandura13 ซึ่งหมายถึงระดับความเชื่อมั่นของบุคคลว่าตนเองสามารถปฏิเสธการดื่ม หรือจัดการกับสถานการณ์ที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ14,15 การรับรู้ความสามารถนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่า การขาดทักษะการควบคุมตนเองและการปฏิเสธในกลุ่มวัยเรียนเป็นปัจจัยที่นําไปสู่ปัญหาพฤติกรรม16และ Self-efficacy ถือเป็นกลไกเชิงประเมินที่สําคัญในการทํานายและคงไว้ซึ่งพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์11,15,17จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในภาพรวมระดับประเทศหรือเน้นบริบทชนบท แม้ว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น9,10 ซึ่งนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชุมชนเมืองโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะทางสังคมและสิ่งเร้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังไม่มีการวิเคราะห์ที่บูรณาการปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในอย่างเป็นระบบ การศึกษาที่ประเมินอิทธิพลร่วมของปัจจัยทางสังคม เช่น การสนับสนุนจากเพื่อนและโรงเรียน และการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ต่อพฤติกรรมการป้องกันการดื่มในบริบทของเยาวชนเขตเมือง อาจนําไปสู่


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่119 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือแนวทางในการออกแบบกิจกรรมหรือโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพที่มีประสิทธิภาพการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ โดยการบูรณาการปัจจัยตามกรอบแนวคิดทางทฤษฎีของ Bandura13 ประโยชน์ของการวิจัยครั้งนี้คือ การให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีความจําเพาะต่อบริบทพื้นที่แก่บุคลากรทางการพยาบาล โดยเฉพาะพยาบาลโรงเรียนและชุมชน เพื่อใช้เป็นแนวทางหลักในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพให้เด็กนักเรียน ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้าง Self-efficacy และทักษะชีวิตที่จําเป็นในการปฏิเสธการดื่ม17 ผลงานวิจัยครั้งนี้ยังช่วยสนับสนุนการกําหนดนโยบายและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อลดความชุกของการเริ่มดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กวัยเรียน ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบสุขภาพและสังคมในระยะยาวอย่างยั่งยืนวัตถุประสงค์การวิจัย1. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่2. เพื่อศึกษาปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรอบแนวคิดในการวิจัยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ของ Albert Banduraโดย Bandura13 ได้ศึกษาความเชื่อของบุคคลเรื่องความสามารถกระทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยการรับรู้ความสามารถของตนเอง ซึ่งมีอิทธิพลช่วยให้บุคคลปฏิบัติพฤติกรรมที่เหมาะสมได้ โดยพื้นฐานแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้ความสามารถของตนเองนั้น Bandura13 เชื่อว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ขององค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ พันธุกรรม สภาพแวดล้อมทางสังคม ประสบการณ์ความสามารถเฉพาะตัวของบุคคล นั้น ๆ ผสมผสานเข้าด้วยกัน ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยครั้งนี้ พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ในนักเรียนมัธยมต้น ประกอบด้วย 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม และความรู้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ 2) ปัจจัยทางครอบครัว ได้แก่ การเลี้ยงดู และการสนับสนุนทางอารมณ์ 3) ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ เพื่อน โรงเรียนและชุมชน และ 4) ปัจจัยด้านการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ จึงมุ่งศึกษาปัจจัยทํานายได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว สังคม และระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับพฤติกรรมการ


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 120ป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ โดยมีกรอบแนวคิดการวิธีดําเนินการวิจัยรูปแบบการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบหาความสัมพันธ์เชิงทํานาย (Predictive correlational research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร (Population) คือ นักเรียนที่กําลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ของโรงเรียนในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน วิจัย ดังภาพที่ 1(สช.) 19 โรงเรียน โรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 34 จํานวน 4 โรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงใหม่เขต 1 จํานวน 7 โรงเรียน สังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ 3 โรงเรียน สังกัดเทศบาลตําบลหนองป่าครั่ง 1 โรงเรียน และสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) 1 โรงเรียน รวมทั้งหมด 35 โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง (Sample) คือ นักเรียนที่กําลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ของโรงเรียนในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ จํานวน 384 คน คํานวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Cochran18 เนื่องจากไม่ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่121 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือทราบจํานวนประชากรและค่าสัดส่วนของประชากรที่แน่นอน โดยกําหนดระดับค่าความเชื่อมั่นเท่ากับร้อยละ 95 และระดับค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับร้อยละ 5 ดังนี้n = Z2 / 4e2 n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการe = ระดับความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างที่ยอมให้เกิดขึ้นได้Z = ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่นหรือระดับนัยสําคัญ(ระดับค่าความเชื่อมันเท่ากับร้อยละ 95 มีค่า Z = 1.96)แทนค่า n = (1.96)2 / 4 × (0.05)2 = 3.84 / 0.01 = 384ผู้วิจัยได้กําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 จากขนาดที่คํานวณได้ เพื่อชดเชยกรณีข้อมูลไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาคุณภาพของชุดข้อมูลเพื่อลดอคติในการประมาณค่าตามหลักการของ Little และ Rubin19 ดังนั้นงานวิจัยครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจํานวน 430คนวิธีการสุ่มตัวอย่างการสุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น (Probability sampling) ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) โดยมีขั้นตอนดังนี้ขั้นที่ 1 สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) แบ่งโรงเรียนมัธยมในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ 35 โรงเรียน ออกเป็นโรงเรียนสังกัดหน่วยงานรัฐบาล 16 โรงเรียน และสังกัดเอกชน 19 โรงเรียนขั้นที่ 2 สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) แบ่งขนาดของโรงเรียนในสังกัดหน่วยงานรัฐบาลและสังกัดเอกชนตามจํานวนนักเรียน คือ โรงเรียนขนาดใหญ่ (นักเรียนชั้นมัธยมต้นมากกว่า 700 คน) และโรงเรียนขนาดกลางและเล็ก (นักเรียนชั้นมัธยมต้นน้อยกว่าหรือเท่ากับ 700 คน)ขั้นที่ 3 สุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) หลังจากแบ่งขนาดของโรงเรียนแล้ว ทําการจับฉลากหยิบรายชื่อโรงเรียน 4 โรงเรียน โดยเลือกจากโรงเรียนขนาดใหญ่ 2 โรงเรียน (สังกัดรัฐบาล 1 โรงเรียน และสังกัดเอกชน 1 โรงเรียน) และขนาดเล็ก 2 โรงเรียน (สังกัดรัฐบาล 1 โรงเรียน และสังกัดเอกชน 1 โรงเรียน)ขั้นที่ 4 สุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยจับฉลากหยิบชั้นเรียนและห้องเรียนจากแต่ละโรงเรียนที่ถูกเลือก โดยจะหยิบจํานวนเด็กนักเรียนมาจนครบจํานวนของขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนการกระจายจํานวนประชากรดังภาพที่ 2


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 122เกณฑ์การคัดเข้าดังนี้1. กําลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนในเขตชุมชนเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ตามขอบเขตที่กําหนดไว้ 2. สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อทําแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google form ได้และมีความคุ้นเคยพื้นฐานในการใช้งานเครื่องมือออนไลน์3. สามารถในการอ่านและทําความเข้าใจชุดแบบสอบถามด้วยตนเอง และสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ดี4. นักเรียนและผู้ปกครอง/ผู้ดูแลตามกฎหมายได้ลงนามในเอกสารแสดงความยินยอมเข้าร่วมการวิจัยโดยสมัครใจ เกณฑ์การคัดออก 1. ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือสุขภาพร่างกายที่มีอาการรุนแรงในขณะเก็บข้อมูลซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทําแบบสอบถามได้อย่างสมบูรณ์ 2. ทําแบบสอบถามออนไลน์ไม่สมบูรณ์หรือมีการตอบข้อมูลไม่ครบถ้วน3. ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้อย่างสมํ่าเสมอ ทําให้ไม่สามารถทําแบบสอบถามในช่วงเวลาที่กําหนดได้หมายเหตุ: การแบ่งขนาดโรงเรียนแบ่งตามเกณฑ์สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ภาพที่ 2 วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling)


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่123 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม 6 ส่วน ได้แก่ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลของผู้ปกครอง และข้อมูลการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของบุคคลใกล้ชิดและกลุ่มตัวอย่างส่วนที่ 2 แบบวัดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้วิจัยพัฒนาจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์จํานวน 9 ข้อ มีลักษณะคําตอบเป็นแบบเลือกตอบ 2 คําตอบ คือ ถูกและผิด โดยให้ค่าคะแนนของคําตอบที่ถูก 1 คะแนน และคําตอบที่ผิด 0 คะแนน คะแนนรวมมีค่าอยู่ระหว่าง 0-9 คะแนน โดยมีเกณฑ์ระดับคะแนน ดังนี้ สูงมาก 7.24-9.00 คะแนนสูง 5.43-7.23 คะแนนปานกลาง 3.62-5.42 คะแนนพอใช้ 1.81-3.61 คะแนนปรับปรุง 0.00-1.80 คะแนนส่วนที่ 3 แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางครอบครัว โดยผู้วิจัยพัฒนาจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามองค์ประกอบสภาพแวดล้อมทางครอบครัวตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ของ Bandura จํานวน 8 ข้อ แบ่งเป็นด้านการเลี้ยงดูของครอบครัว 4 ข้อ และด้านการสนับสนุนทางอารมณ์จากครอบครัว 4 ข้อ ซึ่งมีลักษณะข้อคําถามทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยลักษณะคําถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งช่วงการให้คะแนน 5 ระดับ ตั้งแต่ เห็นด้วยน้อยที่สุด จนถึง เห็นด้วยมากที่สุด ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ 1-5 คะแนน และคะแนนรวมทั้งหมดอยู่ ในช่วง 8–40 คะแนน และคะแนนรายด้านอยู่ในช่วง 4-20 คะแนน โดยมีเกณฑ์ระดับคะแนน ดังนี้เกณฑ์คะแนนปัจจัยทางครอบครัวรวมทั้งฉบับสูง 29.34-40.00 คะแนนปานกลาง 18.67-29.33 คะแนนตํ่า 8.00-18.66 คะแนนเกณฑ์คะแนนปัจจัยรายด้านสูง 14.68-20.00 คะแนนปานกลาง 9.34-14.67 คะแนนตํ่า 4.00-9.33 คะแนนส่วนที่ 4 แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางสังคม โดยผู้วิจัยพัฒนาจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามองค์ประกอบสภาพแวดล้อมทางสังคมตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ของ Bandura จํานวน 12 ข้อ แบ่งเป็นด้านการสนับสนุนจากเพื่อน 4 ข้อ ด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน 4 ข้อ และด้านการสนับสนุนจากชุมชน 4 ข้อ ซึ่งมีลักษณะข้อคําถามทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยลักษณะคําถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งช่วงการให้คะแนน 5 ระดับ ตั้งแต่ เห็นด้วยน้อยที่สุด จนถึง เห็นด้วยมากที่สุด ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ 1-5 คะแนน มีคะแนนรวมทั้งฉบับอยู่ ในช่วง 12–60 คะแนน และคะแนนรายด้านอยู่ในช่วง 4-20 คะแนน โดยมีเกณฑ์ระดับคะแนน ดังนี้


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 124เกณฑ์คะแนนปัจจัยทางสังคมรวมทั้งฉบับ สูง 46-60 คะแนนปานกลาง 29-45 คะแนนตํ่า 12-28 คะแนนเกณฑ์คะแนนปัจจัยรายด้านสูง 14.68-20.00 คะแนนปานกลาง 9.34-14.67 คะแนนตํ่า 4.00-9.33 คะแนนส่วนที่ 5 แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยผู้วิจัยพัฒนาและสร้างขึ้นจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามกรอบแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ของ Bandura จํานวน 10 ข้อ ซึ่งมีลักษณะข้อคําถามทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยลักษณะคําถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งช่วงการให้คะแนน 5 ระดับ ตั้งแต่ เห็นด้วยน้อยที่สุด จนถึง เห็นด้วยมากที่สุด ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ 1-5 คะแนน และคะแนนรวมทั้งหมดอยู่ ในช่วง 10–50 คะแนน โดยมีเกณฑ์ระดับคะแนน ดังนี้สูง 36.68-50.00 คะแนนปานกลาง 23.34-36.67 คะแนนตํ่า 10.00-23.33 คะแนนส่วนที่ 6 แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยผู้วิจัยพัฒนาและสร้างขึ้นเองจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จํานวน 10 ข้อ ซึ่งมีลักษณะข้อคําถามทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยลักษณะคําถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งช่วงการให้คะแนน 5 ระดับ ตั้งแต่ ไม่ปฏิบัติเลย จนถึง ปฏิบัติประจํา ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ 1-5 คะแนน และคะแนนรวมทั้งหมดอยู่ในช่วง 10-50 คะแนนโดยมีเกณฑ์ระดับคะแนน ดังนี้สูง 36.68-50.00 คะแนนปานกลาง 23.34-36.67 คะแนนตํ่า 10.00-23.33 คะแนนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ1) การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity) ผู้วิจัยนําแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้แก่ อาจารย์พยาบาลผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมสุขภาพและมีความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ตามแนวคิดของ Bandura จํานวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคําถามกับนิยามศัพท์หรือวัตถุประสงค์ของการวัด และนํามาคํานวณเป็นค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหารายฉบับ (Content Validity Index: CVI) ได้ดังนี้แบบวัดความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับ .97แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางครอบครัว เท่ากับ .97แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางสังคม เท่ากับ 1.0 แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับ 1.0แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับ 0.97


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่125 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ2) การตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) ผู้วิจัยนําแบบสอบถามที่ปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและนํามาทดลองใช้กับกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ จํานวน 30 คน นํามาวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ดังนี้แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางครอบครัว เท่ากับ .72แบบวัดความคิดเห็นด้านปัจจัยทางสังคม เท่ากับ .80แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับ .85แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่ากับ .73ส่วนแบบวัดความรู้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ผู้วิจัยตรวจสอบหาค่าความเชื่อมั่นโดยหาสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องภายในด้วยวิธี KuderRichardson 20 (KR-20) ได้เท่ากับ .76ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้1) เสนอขอรับรองจริยธรรมการวิจัยจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น2) ส่งหนังสือถึงผู้อํานวยการโรงเรียนในเขตชุมชนเมืองจังหวัดเชียงใหม่ 4 โรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมวิจัยเพื่อขออนุญาตเข้าเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จํานวน 430 คน โดยนักเรียนทุกคนต้องยินดีเข้าร่วมวิจัยและได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน3) หลักจากโรงเรียนอนุญาตให้เก็บข้อมูลวิจัยได้ ผู้วิจัยเข้าเก็บข้อมูลกับนักเรียนด้วยตนเอง โดยก่อนการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยชี้แจงวัตถุประสงค์ในการทําวิจัยและเน้นยํ้าเรื่องการพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างกับเด็กนักเรียน และขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม ซึ่งใช้เวลาตอบแบบสอบถามเฉลี่ยประมาณ 15-20 นาที4) การเก็บรวบรวมข้อมูลจะใช้แบบฟอร์มออนไลน์ (Google form) ซึ่งสามารถกําหนดให้เด็กนักเรียนตอบคําถามทุกข้อห้ามข้ามข้อใดข้อหนึ่ง เพื่อลดปัญหา Response rate และ Missing data5) เมื่อได้รับข้อมูลกลับคืนมา ผู้วิจัยตรวจสอบความครบถ้วนของแบบสอบถามก่อนนําไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสําเร็จรูปการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างโครงการวิจัยครั้งนี้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น เลขที่ AF11-02–035/2568 รับรองวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ถึง 13 ตุลาคม 2569 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนต้องตอบรับแบบแสดงเจตนายินยอมการทําวิจัยสําหรับผู้เยาว์ (Assent form) และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง (Consent form) ก่อนเข้าร่วมวิจัย และได้รับการชี้แจงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้เข้าร่วมวิจัยต้องการเพื่อการตัดสินใจ ผู้เข้าร่วมวิจัยมีสิทธิ์ปฏิเสธหรือยุติการเข้าร่วมวิจัยได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผล ข้อมูลผู้เข้าร่วม


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 126วิจัยจะถูกเก็บเป็นความลับโดยเก็บไว้ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์บนเซิร์ฟเวอร์ที่มีการเข้ารหัส และรหัสผ่านป้องกัน ผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มีเฉพาะนักวิจัยเท่านั้น ข้อมูลส่วนบุคคล ถูกเก็บแยกจากข้อมูลวิจัยโดยใช้รหัสประจําตัว และทําลายข้อมูลหรือลบข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเก็บรักษา ภายใน 5 ปีหลังเสร็จสิ้นโครงการวิจัย การรายงานผลการวิจัยและนําเสนอข้อมูล จะนําเสนอในภาพรวมเท่านั้นการวิเคราะห์ข้อมูล 1) วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรเชิงปริมาณด้วย Pearson’s correlation coefficient เนื่องจากข้อมูลมีการแจกแจงแบบโค้งปกติ และวิเคราะห์ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ด้วยการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis) เนื่องจากวิธี Stepwise ช่วยคัดเลือกตัวแปรทํานายที่ดีที่สุดที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(เกณฑ์นัยสําคัญทางสถิติที่กําหนดคือ p<.05) ทําให้ได้โมเดลที่มีประสิทธิภาพโดยตัดตัวแปรที่ไม่จําเป็นออก ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความแม่นยําในการพยากรณ์ผลการวิจัย1. ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ จํานวน 430 คน พบว่า เป็นเพศหญิง ร้อยละ 53.3 และ เพศชาย ร้อยละ 46.7 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 13.7 (S.D.=0.9)ส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 44.4 รองลงมาคือระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ร้อยละ 29.8 และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 25.8 ตามลําดับ มีเกรดเฉลี่ยสะสมเท่ากับ 3.3 (S.D.=1.9) สําหรับลักษณะการอาศัย พบว่า อาศัยอยู่กับบิดาและมารดาเป็นส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 รองลงมาคืออาศัยอยู่กับมารดา ร้อยละ 16.5 และไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดา ร้อยละ 10.5 ตามลําดับ สําหรับรายได้ของครอบครัว พบว่าครอบครัวส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือน20,000 บาทขึ้นไป ร้อยละ 57.7 และเด็กได้รับเงินไปโรงเรียนจากผู้ปกครองเฉลี่ยวันละ 183 บาท และพบว่า เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 54.9 ดังตารางที่ 1


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่127 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ2. ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ (n=430)ลักษณะทั่วไป จํานวน ร้อยละเพศ ชาย 201 46.7 หญิง 229 53.3ระดับชั้นเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 1 128 29.8 มัธยมศึกษาปีที่ 2 111 25.8 มัธยมศึกษาปีที่ 3 191 44.4ลักษณะการอาศัย อาศัยอยู่กับบิดา 25 5.8 อาศัยอยู่กับมารดา 71 16.5 อาศัยอยู่กับบิดาและมารดา 289 67.2 ไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดา (ญาติ/ผู้อื่น) 45 10.5รายได้ของครอบครัวต่อเดือน น้อยกว่า 20,000 บาท 182 42.3 20,000 บาทขึ้นไป 248 57.7พฤติกรรมการดื่มของนักเรียน ดื่ม 194 45.1 ไม่ดื่ม 236 54.9อายุ (ปี) Mean=13.7, S.D.=0.9เกรดเฉลี่ย Mean=3.3, S.D.=1.9จํานวนเงินที่ได้รับต่อวัน Mean=183 บาทศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 128พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสูงมาก(Mean=7.9, S.D.=1.1) ปัจจัยทางด้านครอบครัว เด็กมีคะแนนเฉลี่ยของการเลี้ยงดูของครอบครัวระดับสูง (Mean=15.9, S.D.=3.3) และมีคะแนนเฉลี่ยของการสนับสนุนทางอารมณ์จากครอบครัวระดับสูง (Mean=15.3, S.D.=3.0) ด้านปัจจัยทางสังคม เด็กมีคะแนนเฉลี่ยของการสนับสนุนจากเพื่อนในระดับสูง (Mean=16.1, S.D.=3.3) มีคะแนนเฉลี่ย3. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางครอบครัว ปัจจัยทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีต่อของการสนับสนุนจากโรงเรียนในระดับสูง (Mean=17.3, S.D.=3.1) และมีคะแนนเฉลี่ยของก า ร ส น ั บ ส น ุ น จ า ก ช ุ ม ช น อ ย ู ่ ใ น ร ะ ด ั บ สู ง (Mean=14.2, S.D.=3.9) ตามลําดับ นอกจากนี้ พบว่าเด็กมีคะแนนเฉลี่ยของการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มในระดับสูง (Mean=40.8, S.D.=7.5) และมีคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสูง (Mean=38.6, S.D.=6.8) เช่นกัน ดังตารางที่ 2พฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานตัวแปรต่าง ๆ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ (n=430) ตัวแปร Mean S.D. การแปลผลความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(คะแนนเต็ม 9) 7.9 1.1 สูงมากปัจจัยทางครอบครัวรวมทั้งฉบับ (คะแนนเต็ม 40) 31.0 5.6 สูง -ด้านการเลี้ยงดูของครอบครัว (คะแนนเต็ม 20) 15.8 3.3 สูง -ด้านการสนับสนุนทางอารมณ์จากครอบครัว (คะแนนเต็ม 20) 15.2 3.0 สูงปัจจัยทางสังคมรวมทั้งฉบับ (คะแนนเต็ม 60) 47.6 8.0 สูง -ด้านการสนับสนุนจากเพื่อน (คะแนนเต็ม 20) 16.1 3.3 สูง -ด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน (คะแนนเต็ม 20) 17.3 3.2 สูง -ด้านการสนับสนุนจากชุมชน (คะแนนเต็ม 20) 14.2 3.9 สูงการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(คะแนนเต็ม 50) 40.8 7.5 สูงพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ (คะแนนเต็ม 50) 38.7 6.9 สูง


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่129 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กนักเรียนมากที่สุด ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(r=.675, p<.001) รองลงมาคือ ปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากเพื่อน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(r=.511, p<.001) และปัจจัย4. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางสังคมโดยรวม ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(r=.498, p<.001) ตามลําดับ ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กนักเรียนตํ่าที่สุด ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสมซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับตํ่ากับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(r=.109, p<.05) ดังตารางที่ 3ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ตารางที่ 3 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ กับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ (n=430)ตัวแปร 1 2 3 3.1 3.2 4 4.1 4.2 4.3 5 61. เกรดเฉลี่ยสะสม 12. ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ .115* 13. ปัจจัยทางครอบครัว (โดยรวม) .007 .155** 1 3.1 ด้านการเลี้ยงดู -.032 .118* .897** 1 3.2 การสนับสนุนทางอารมณ์ .047 .160** .874** .569** 14. ปัจจัยด้านสังคม (โดยรวม) .029 .191** .608** .558** .518** 1 4.1 การสนับสนุนจากเพื่อน .046 .238** .473** .432** .406** .757** 1 4.2 การสนับสนุนจากโรงเรียน .009 .185** .430** .399** .362** .785** .466** 1 4.3 การสนับสนุนจากชุมชน .015 .043 .505** .461** .432** .786** .341** .412** 15. การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์.099* .300** .521** .478** .444** .522** .599** .399** .248** 16. พฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ .109* .279** .388** .361** .325** .498** .511** .403** .270** .675** 1


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 130ก่อนทําการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการใช้สถิติพบว่าข้อมูลเป็นไปตามสมมุติฐานของสถิติ Multiple regression คือ ตัวแปรอิสระและตัวแปรตามมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรง ความแปรปรวนคงที่ความเป็นอิสระและการแจกแจงแบบปกติของค่าคลาดเคลื่อน และไม่พบปัญหาความสัมพันธ์กันเองสูงของตัวแปรอิสระ (ได้ค่า Variance Inflation Factor<5 และค่า Tolerance>0.2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ แบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression นอกจากนี้ ขนาดอิทธิพลของตัวแปรทํานายเกรดเฉลี่ยสะสม ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยทางครอบครัวด้านการเลี้ยงดูปัจจัยทางครอบครัวด้านการสนับสนุนทางอารมณ์ปัจจัยด้านสังคมด้านการสนับสนุนจากเพื่อน ปัจจัยด้านสังคมด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน ปัจจัยด้านสังคมด้านการสนับสนุนจากชุมชน และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอออล์ มีค่าเท่ากับ 0.152, 0.421, analysis) พบว่า ตัวแปรที่สามารถทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในชุมชนเมืองเชียงใหม่ ได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ p<.05 ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอออล์ ปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน และปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากเพื่อน โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกันได้ร้อยละ 49.5 (R2=.496) ดังตารางที่ 4-0.013, -0.094, 0.236, 0.239, 0.122, 0.499 ตามลําดับ แต่เนื่องจากค่า Sig ของตัวแปรเกรดเฉลี่ยสะสม ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยทางครอบครัวด้านการเลี้ยงดูปัจจัยทางครอบครัวด้านการสนับสนุนทางอารมณ์ และปัจจัยด้านสังคมด้านการสนับสนุนจากชุมชน มีค่ามากกว่าระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 จึงถูกตัดออกจากสมการ ดังนั้นสมการถดถอยที่ได้คือ ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ (n=430)ตัวแปร B SE β tการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์0.499 0.044 0.544 11.474*ปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน 0.239 0.091 0.110 2.618*ปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากเพื่อน 0.236 0.098 0.112 2.409*ค่าคงที่ 6.522 2.135 - 3.055R²=0.496, Adjusted R²=0.486, SEE (Std. Error of the Estimate) =4.923, F=51.69, *p<.05


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่131 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือพฤติกรรมการป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ = 6.522+0.499 (การรับรู้ความสามารถของตนเอง) +0.239 (ปัจจัยด้านสังคมด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน) +0.236 (ปัจจัยด้านสังคมด้านการสนับสนุนจากเพื่อน)อภิปรายผลการวิจัยจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชุมชนเมืองเชียงใหม่ พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวมากที่สุดคือ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r=.675, p<.001) รองลงมาคือ ปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากเพื่อน (r=.511, p<.001) และปัจจัยทางสังคมโดยรวม (r=.498, p<.001) ตามลําดับ ในขณะที่เกรดเฉลี่ยสะสมมีความสัมพันธ์ตํ่าที่สุด (r=.109, p<.05) ผลที่ได้นี้สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองว่าจะสามารถจัดการหรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการดื่มได้ จะแสดงพฤติกรรมการป้องกันตนเองที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Bandura13 ที่ระบุว่าการรับรู้ความสามารถของตนเองเป็นกลไกสําคัญที่ช่วยให้บุคคลปฏิบัติพฤติกรรมที่เหมาะสมได้ โดยพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ จะถูกควบคุมผ่านกระบวนการทางปัญญาและความเชื่อมั่นนี้ ผลการศึกษายังมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ Sopajorn และคณะ14 ที่พบว่าการรับรู้ความสามารถของตนเองในการหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยที่สําคัญในวัยรุ่นไทย เช่นเดียวกับการศึกษาของ Chen และ Liu17 ที่ยืนยันว่าปัจจัยนี้เป็นกลไกประเมินที่สําคัญในการทํานายและคงไว้ซึ่งพฤติกรรมสุขภาพ นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่าอิทธิพลจากเพื่อนยังมีความสําคัญต่อพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับการศึกษาของ Kuang และคณะ12 ที่ชี้ให้เห็นว่าแรงสนับสนุนทางสังคมและกลุ่มเพื่อนมีส่วนช่วยในการปฏิเสธเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มวัยรุ่นในส่วนของการค้นหาตัวทํานายพฤติกรรมการป้องกันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า มี 3 ปัจจัยที่สามารถทํานายพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ p<.05 ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเอง ปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากโรงเรียน และปัจจัยทางสังคมด้านการสนับสนุนจากเพื่อน โดยปัจจัยทั้งสามนี้สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการป้องกันการดื่มได้ถึงร้อยละ 49.6 (R2=.496) เหตุผลที่ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวทํานายที่สําคัญเนื่องจากในช่วงวัยรุ่นตอนต้น กลุ่มเพื่อนและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างค่านิยม เมื่อโรงเรียนมีระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งและนักเรียนมีกลุ่มเพื่อนที่ส่งเสริมในทางที่ดี ควบคู่ไปกับการที่นักเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 132จะเกิดแรงผลักดันเชิงบวกที่ทําให้นักเรียนเลือกที่จะป้องกันตนเองจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของกรมสุขภาพจิต16 ที่ระบุว่าทักษะการปฏิเสธในโรงเรียนเป็นเกราะป้องกันสําคัญในการลดปัญหาพฤติกรรมของเด็กวัยเรียน และสอดคล้องกับงานวิจัยของ Singkham และคณะ15 ที่พบว่าปัจจัยด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองมีผลต่อทักษะการปฏิเสธการดื่มของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอย่างชัดเจนอย่างไรก็ตาม จะพบว่าตัวแปรความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยทางด้านครอบครัวถูกตัดออกจากสมการทํานายเมื่อรวม Self-efficacy เข้าไปในการวิเคราะห์อาจกล่าวได้ว่า การที่ความรู้ไม่ทํานายพฤติกรรมโดยตรง เน้นยํ้าว่าความรู้เป็นเงื่อนไขที่จําเป็น แต่ไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กนักเรียน13 ตามหลักการ Social cognitive theory ความรู้จัดเป็นปัจจัยนํา แต่ Self-efficacy ทําหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยง (Mediator) ที่สําคัญที่สุดในการแปลงเจตนาไปสู่การกระทํา20 นอกจากนี้ การที่ปัจจัยครอบครัวไม่มีอิทธิพลโดยตรงในสมการทํานาย อาจเป็นเพราะในช่วงวัยรุ่นตอนต้น อิทธิพลทางสังคมนอกบ้าน ได้แก่ เพื่อนและโรงเรียนมีนํ้าหนักมากกว่าอิทธิพลทางตรงจากครอบครัวในการตัดสินใจเชิงพฤติกรรมทางสังคม8 แต่อิทธิพลของครอบครัวอาจถูกแสดงออกในรูปแบบของอิทธิพลทางอ้อมผ่านการเสริมสร้าง Self-efficacy ของนักเรียนมากกว่า12ข้อเสนอแนะข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. หน่วยงานด้านการศึกษาและท้องถิ่นควรร่วมกันบังคับใช้นโยบาย \"พื้นที่ปลอดแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด\" รอบสถานศึกษาโดยกําหนดกลไกการติดตามและรายงานการจําหน่ายแอลกอฮอล์ให้แก่เยาวชนอย่างต่อเนื่องและโปร่งใสเพื่อลดการเข้าถึง2. ควรมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและดําเนินงานของโปรแกรมป้องกันที่เน้น Self-efficacy และต้องมีการบูรณาการเนื้อหาการป้องกันแอลกอฮอล์เข้ากับหลักสูตรสุขศึกษาของโรงเรียนอย่างเป็นระบบข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ 1. โรงเรียนควรจัดทําโปรแกรมฝึกทักษะการปฏิเสธการดื่ม (Refusal skills training) โดยเฉพาะ ซึ่งเน้นการพัฒนาความรู้สึกมีประสิทธิภาพแห่งตนผ่านการใช้เทคนิคเชิงพฤติกรรม เช่น การจําลองสถานการณ์ และการสร้างแบบจําลองทางสังคม2. พยาบาลโรงเรียน/พยาบาลชุมชน ควรได้รับการฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้ดําเนินการคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงและจัดบริการให้คําปรึกษาแบบสั้นโดยเน้นการสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสําหรับนักเรียนที่มีความเสี่ยงสูง3. ส่งเสริมการสร้างค่านิยมกลุ่มเพื่อนเชิงบวกผ่านชมรมปลอดแอลกอฮอล์ และให้ความสําคัญกับการให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองเพื่อเพิ่มทักษะการ


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่133 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือสื่อสารเชิงบวก และการเป็นแหล่งสนับสนุนทางสังคมที่สําคัญในครอบครัวข้อเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการทําวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) เพื่อประเมินประสิทธิผลในระยะยาวของโปรแกรมที่เน้นการเสริมสร้าง Selfefficacy อย่างแท้จริง2. ควรมีการทําวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทําความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการรับรู้แรงกดดันจากเพื่อนและกระบวนการตัดสินใจในการปฏิเสธการดื่ม รวมถึงอิทธิพลของบริบททางสังคมและวัฒนธรรม โดยอาจดําเนินการวิจัยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มนักเรียนในเขตเมืองและชนบท


v Predictive Factors of Alcohol Drinking Prevention Behaviors among Junior High School Students in Urban Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 134เอกสารอ้างอิง1. World Health Organization. World health statistics 2023: monitoring health for the SDGs, Sustainable Development Goals. Geneva: World Health Organization; 2023.2. Kang JG, Kim MS. Neuropsychological profile of college students who engage in binge drinking. Front Psychol. 2022;13:873654. doi:10.3389/fpsyg.2022.873654.3. Thai Health Promotion Foundation, Center for Alcohol Studies. Alcohol is not an ordinary commodity. 2nd ed. Nonthaburi: The Grafico Systems; 2023. (In Thai). 4. Department of Health, Ministry of Public Health. Health Status of Students in Thailand 2021. Nonthaburi: Department of Health; 2022. (In Thai).5. Wu J, Zhang C, Yin P, Wang L, Liu Y, Liu J. Global burden attributed to alcohol and drug use among adolescents and young adults, 1990–2019. BMJ Open. 2024;14(6):e093412. doi:10.1136/bmjopen2024-093412.6. Albaladejo-Blázquez N, Climent-Adelantado E, Belda-Lois JM, Riquelme-Pérez M. Too young to pour: the global crisis of underage alcohol use. Front Public Health. 2024;12:1598175. doi:10.3389/fpubh.2024.1598175.7. Prasartpornsirichoke J, Kalayasiri R, Vichitkunakorn P, Saekhom S, Kaewmungkun N, Tangamornsuksan W. Association of supply sources of alcohol and alcohol-related harms in adolescent drinkers: the baseline characteristics of a high school cohort across Thailand. BMC Public Health. 2022;22(1):2277. doi:10.1186/s12889-022-14767-5.8. Ivaniushina V, Titkova V. Peer influence in adolescent drinking behavior: a meta-analysis of stochastic actor-based modeling studies. PLoS One. 2021;16(4):e0250169. doi:10.1371/journal.pone.0250169.9. Srisaeng P. Factors predicting alcohol drinking prevention behavior among Thai secondary school students. Journal of Nursing Science and Health. 2022;45(1):33–45. (In Thai).10. Pramaunururut P, Anuntakulnathee P, Wangroongsarb P, Vongchansathapat T, Romsaithong K, Rangwanich J, et al. Alcohol consumption and its associated factors among adolescents in a rural community in central Thailand: a mixed-methods study. Scientific Reports. 2022;12(1):19605. doi:10.1038/s41598-022-24243-0. (In Thai).11. Gázquez Linares JJ, Barragán Martín AB, Molero Jurado MM, Simón Márquez MM, Pérez-Fuentes MC, Martos Martínez Á, et al. Perception of parental attitudes and self-efficacy in refusing alcohol drinking and smoking by Spanish adolescents: a cross sectional study. Int J Environ Res Public Health. 2023;20(1):808. doi:10.3390/ijerph20010808.


vปจัจัยทํานายพฤติกรรมการปอ้งกันการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในชุมชนเมืองเชียงใหม่135 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ12. Kuang H, Zhang S, Xu Y. Parental support, self-efficacy, and alcohol refusal among early adolescents. Subst Use Misuse. 2021;56(3):415–22. doi:10.1080/10826084.2020.1866346.13. Bandura A. Self-efficacy: The exercise of control. New York: W.H. Freeman and Company; 1997.14. Sopajorn W, Poonphon P, Khamcharoen A, Khammanat Y, Phongtao P. Self-efficacy in avoiding alcohol consumption among Thai adolescents. Journal of Humanities and Social Sciences, Mahamakut Buddhist University Isan Campus. 2023;4(3):86–98. (In Thai).15. Singkham P, Jaitae S, Rattanapunya S. Self-efficacy effect on drinking refusal skills of secondary school students in Phayao Province. Disease Control Journal. 2020;46(1):42–51. (In Thai).16. Department of Mental Health. Thai Youth Health Behavior Report 2023. Nonthaburi: Ministry of Public Health; 2023. (In Thai). 17. Chen X, Liu Y. Reducing alcohol consumption among adolescents: intervention strategies by Chinese healthcare professionals. BMC Public Health. 2022;22(1):2277. doi:10.1186/s12889-022-14767-5.18. Cochran WG. Sampling techniques. 3rd ed. New York: John Wiley & Sons; 1977.19. Little RJ, Rubin DB. Statistical analysis with missing data. 3rd ed. Hoboken (NJ): John Wiley & Sons; 2019.20. Bandura A. Social cognitive theory of mass communication. Media Psychol. 2001;3(3):265–99. doi:10.1207/S1532785XMEP0303_03.


v Enhancing Competency in Primary Care Services through Participatory Interactive Learning through Action (PILA):A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 136การเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่Enhancing Competency in Primary Care Services throughParticipatory Interactive Learning through Action (PILA):A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiวิลาวัณย์ เสนารัตน์ สม.* Wilawan Senaratana, M.P.H.*จรัส สิงห์แก้ว พ.บ.** Jaras Singkaew, M.D.**กนกวรรณ เอี่ยมชัย กศ.ด.** Kanokwan Aiemchai, Ed.D.** ชฏารัตน์ เกื้อสุข พย.ม.*** Chadarat Kueasuk M.N.S.***Corresponding author Email: [email protected]: 17 Sep 2025, Revised: 6 Nov 2025, Accepted: 16 Nov 2025*อาจารย์ประจํา คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ Email:[email protected] *Associate Professor, Faculty of Nursing, Panyapiwat Institute of Management**ข้าราชการบํานาญ Email: [email protected], [email protected] **Retired government employee***พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหนองแฝก อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ Email:[email protected]***Registered Nurse, Health Promoting Hospital, Saraphi District, Chiang Maiบทคัดย่อการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเป็นรากฐานสําคัญของระบบสุขภาพ การเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิจึงเป็นหัวใจสําคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และมีคุณภาพ ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และลดความเจ็บป่วยจากโรคที่สามารถป้องกันได้การดําเนินการเสริมสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิจําเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งทั้งระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคคลในระบบสุขภาพบทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการเสริมสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของบุคลากรในทีมสุขภาพ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และเครือข ่ายภาคประชาชนในชุมชน ผ ่านกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วยการพัฒนาการใช้สมองมนุษย์การฟังอย่างลึกซึ้ง การทํางานเป็นทีม การเรียนรู้ประเด็นสุขภาพตามบริบทพื้นที่และการฝึกสรุปการเรียนรู้เชิงระบบในพื้นที่ผลการดําเนินงานพบว่าผู้เข้าร่วมเรียนรู้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และระดับการทํางาน ได้แก่ การมีทักษะการฟังที่ดีขึ้น การควบคุมอารมณ์และการคิดเชิงบวกมากขึ้น มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และสามารถพัฒนาสมรรถนะด้านการทํางานเป็นทีม การสื่อสาร และการนําการเปลี่ยนแปลง


vการเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่137 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเหมาะสม และสามารถพัฒนาสมรรถนะด้านการทํางานเป็นทีม การสื่อสาร และการนําการเปลี่ยนแปลงจากกรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (PILA) เป็นกระบวนการเรียนรู้สําคัญที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิและสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างภาคีเครือข่ายในชุมชนสามารถนํามาพัฒนาและขับเคลื่อนการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในชุมชนคําสําคัญ : สมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ, การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม, บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิAbstract Primary care services are the foundation of the health system. Enhancing competency in primary care services is therefore essential to ensuring equitable, accessible, and high-quality health services for all citizens. It also promotes appropriate health behaviors and reduces preventable diseases. Enhancing the capacity in primary care services requires a comprehensive systems approach, particularly through the development of human resources in health using a contextbased learning process.This academic article aims to describe the enhancement of primary care service competency through a participatory interactive learning through actions among health teams, family physicians and community network representatives. The learning activities focused on the development of human brain utilization, deep listening, teamwork, contextual health issue learning, and systemic reflective learning in community settings.The results revealed that participants experienced changes at personal, family, and organizational levels. Improvements were observed in listening skills, emotional control, and positive thinking. Participants also developed appropriate health behaviors and enhanced competencies in teamwork, communication, and change leadership.The case study indicates that the Participatory Interactive Learning through Action (PILA) is a crucial learning approach that enhances the competencies required for primary care service delivery. It also fosters sustainable collaboration among community partners and networks, facilitating the development and advancement of primary care services within the community.Keywords : Primary care service competency, Participatory learning, Primary care services


v Enhancing Competency in Primary Care Services through Participatory Interactive Learning through Action (PILA):A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 138บทนํา บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ (Primary care services) หมายถึง บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่มุ่งดูแลสุขภาพของบุคคล ครอบครัว และชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบในลักษณะองค์รวม ต่อเนื่อง และผสมผสาน ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งนี้หน่วยบริการปฐมภูมิมีความเชื่อมโยงกับบริการทางการแพทย์ทุกระดับตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิและ ตติยภูมิ เพื่อให้เกิดระบบสุขภาพที่ครบวงจร1 การสร้างความเข้มแข็งของการบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิเป็นหัวใจสําคัญของการพัฒนาระบบ สุขภาพที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม และทั่วถึง มีคุณภาพ ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง เหมาะสมและลดความเจ็บป่วยจากโรคที่ป้องกันได้บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ (Primary care services) เป็นรากฐานสําคัญของระบบสุขภาพครอบคลุม ตั้งแต่โรงพยาบาลระดับอําเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม). รวมถึงครอบครัว และชุมชน โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพปฐมภูมิการพัฒนาบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ (Primary care) เป็นหนึ่งในสิบประเด็นในแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข2 ดังนั้นทุกภาคส่วนในทุกระดับที่กล่าวมาข้างต้นจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมลงมือทําและร่วมเรียนรู้ในสถานการณ์จริงตามบริบทพื้นที่เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอย่างยั่งยืน ความสําคัญของกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Interactive Learning through Action: PILA) มีความสําคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนและชุมชน เนื่องจากช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้1. เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ผู้เรียนมีบทบาทเชิงรุกในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนและทํางานร่วมกับผู้อื่น ทําให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้มากกว่าการสอนแบบบรรยาย32. เชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์จริง กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Experiential learning) ทําให้สามารถนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตและการทํางานได้อย่างเหมาะสม43. ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา การมีส่วนร่วมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการทํางานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ54. สร้างความรู้ร่วม (Co-construction of knowledge) ผู้เรียนและผู้สอนต่างมีส่วนร่วมในการสร้างและแลกเปลี่ยนความรู้ ทําให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย65. เสริมสร้างพลังอํานาจ (Empowerment) โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและการพัฒนา


vการเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่139 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือชุมชน การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทําให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกเป็นเจ้าของและสามารถนําความรู้ไปใช้เพื่อพัฒนาตนเองและชุมชน7ระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ จึงต้องเป็นบริการที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนและสังคม พันธกิจหลักของพยาบาลและบุคลากรในทีมสุขภาพคือการทําหน้าที่ดูแลสุขภาพและเสริมสร้างขีดความสามารถ ของประชาชนให้สามารถดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว ชุมชน อย่างครอบคลุม มีคุณภาพมาตรฐานที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่อย่างเหมาะสม เน้นการสร้างสุขภาพ ผู้ให้บริการปฐมภูมิต้องดูแลสุขภาพของ ประชาชนในความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่องเป็นองค์รวม สามารถบูรณาการการดูแลทั้งด้านการสร้าง เสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาลเบื้องต้นในโรคหรือปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในพื้นที่ การจัดการการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ หรือผู้ที่ต้องพึ่งพิงในชุมชน ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตให้ตายอย่างสงบและสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์1,8 บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการเสริมสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิโดยการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของบุคลากรในทีมสุขภาพ ทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนในชุมชนกลยุทธ์ในการเรียนรู้ \"การเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน และ แนวคิด \"ร่วมคิด - ร่วมทํา –ร่วมเรียนรู้(Participatory Interactive Learning through Action หรือ PILA)\" โดยเสริมกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติม ระหว่างการทํางานร่วมกันในพื้นที่4,5 ประกอบด้วย 3 รูปแบบ คือ กระบวนการเรียนรู้หลัก กระบวนการเรียนรู้เสริม และกระบวนการเรียนรู้ของทีมผู้เรียน เป็นการสร้างความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยลดการแข่งขันลดความ ขัดแย้งในบุคลากรระดับปฏิบัติงาน เปลี่ยนบรรยากาศการทํางานเป็นการประสานความร่วมมือกันฉันท์มิตร ให้เกียรติกัน ให้กําลังใจกัน และต่างชื่นชมผลงานกันและกัน เป็นการสร้างกําลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน แล้วต่างนํา ผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนรู้ในงานที่ปฏิบัติไปพัฒนางานของตนเอง ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบบริการ และเครือข่ายระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างยั่งยืน9,10หลักการเสริมสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ หลักการเสริมสมรรถนะการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิโดยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Inter Active Learning through Action: PILA) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้น การมีส่วนร่วม ของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องในชุมชน การโต้ตอบแลกเปลี่ยน และ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ซึ่งมีองค์ประกอบของกระบวนการ PILA ดังนี้1. การมีส่วนร่วม (Participation) โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรทีมสุขภาพร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ เน้นการมีส่วนร่วมและประสบการณ์ของผู้รับบริการ2. การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Learning through action) โดยใช้สถานการณ์จริง ในชุมชนหรือโครงการ ส่งเสริมสุขภาพเน้นการเรียนรู้จาก


v Enhancing Competency in Primary Care Services through Participatory Interactive Learning through Action (PILA):A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 140ปัญหาในชุมชน และพัฒนาแนวทางแก้ไขร่วมกันการแลกเปลี่ยนเชิงโต้ตอบ (Interactive Learning) โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ 3. การเรียนรู้กลุ่มย่อยโดยใช้กรณีศึกษา การสะท้อนผล (Reflection) เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติ9เป้าหมายของกระบวนการ PILA คือการเปลี่ยนแปลงตนเองสู่การอยู่อย่างมีคุณค่าและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทํางานสู่ งานได้ผล คนเป็นสุข ซึ่งประกอบด้วยบันได 5 ขั้นดังนี้บันไดขั้นที่ 1 รู้จัก เข้าใจกลไกสมอง และนําไปพัฒนาตนเองได้ดุจกิจวัตรประจําวัน ส่งผลให้ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆบันไดขั้นที่ 2 สามารถรับฟังคนอื่นเป็น ใจเย็น คิดบวก จับสาระดีๆ จากการฟังได้ บุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตนชอบฟังมากกว่าพูดบันไดขั้นที่ 3 กล้าพูดชื่นชมในเวที รู้จักนําไปปรับใช้เพื่อพัฒนาส่วนขาดของตน และพัฒนางานในบริบทของตนเองบันไดขั้นที่ 4 ก้าวออกมาเป็นคนนํา คนลงมือทําจริง ทําทันที มีความก้าวหน้าในชีวิตและงานให้เห็น บ่อย ๆบันไดขั้นที่ 5 เป็นวิทยากรสอนคนอื่นได้ มีวิถีชีวิตและรูปแบบการทํางานที่มีคุณค่า สงบเย็น เป็นประโยชน์ รวมทั้งมีพื้นที่หรือโครงการให้คนอื่นได้เข้ามาเรียนรู้11กรณีศึกษากรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง ตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สมัครเป็นทีมเรียนรู้ 1 ใน 4 ทีมของเขตสุขภาพที่ 1 ทีมผู้เรียนเข้าร่วมประกอบด้วย ผู้นําที่มาจากท้องที่ ท้องถิ่น องค์กรภาครัฐและภาคประชาชน ทั้งนี้ผู้เรียนเป็นผู้มีประสบการณ์ทํางานร่วมกันจริงในพื้นที่ ทีมละ 10 คน แต่ละทีมสนับสนุนให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ในพื้นที่ของโรงพยาบาลสารภี ผู้ช่วยสาธารณสุขอําเภอสารภี พยาบาลวิชาชีพและผู้รับผิดชอบงานระบบสุขภาพปฐมภูมิ ของสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ทีมที่สมัครเข้ามาต้องมีความสนใจ เปิดใจ ตั้งใจ ใฝ่การเรียนรู้ สามารถอยู่ร่วมกระบวนการได้ตลอดหลักสูตร หรือขาดได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของเวลาเข้ากระบวนการ 5 ครั้ง ร่วมกับทีมผู้สมัครเข้าร่วมอีก 3 ทีมได้แก่ 1) ตําบลจุน อําเภอจุน จังหวัดพะเยา 2) ตําบลเมืองแปง อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ 3) ตําบลแม่แรง อําเภอป่าซาง จังหวัดลําพูนกระบวนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาการใช้สมองมนุษย์ 2) การฟังอย่างลึกซึ้ง 3) การทํางานเป็นทีม 4) การเรียนรู้ประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามบริบทพื้นที่ในสถานการณ์จริง 5) การฝึกสรุปการเรียนรู้ในพื้นที่เชิงระบบด้วยเครื่องมือ Body paint9กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 1) การพัฒนาการใช้สมองมนุษย์ กิจกรรมที่สําคัญที่ใช้ในการพัฒนาตนเองคือ การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าต่อสุขภาพและสมอง การออกกําลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้งสัปดาห์ละ 5 วัน การนอนหลับให้ได้ 7 - 9 ชั่วโมงต่อวัน การบริหารจิต การเรียนรู้


vการเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่141 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือสิ่งใหม่ ๆ การคิดดีพูดดีทําดี การลงมือทําจริง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจและสมอง 2) การฟังอย่างลึกซึ้ง ด้วยกิจกรรมการฝึกฟัง ฝึกสะท้อนคิดด้านบวก การฟังแบบไม่ตัดสิน 3) การทํางานเป็นทีมโดยการสร้างมนุษย์สัมพันธ์และฝึกเรียนรู้ พัฒนาสมรรถนะหลัก 6 สมรรถนะ และสมรรถนะรอง 4 ด้าน โดยสมรรถนะหลัก 6 ด้าน ประกอบด้วย 6.1 สมรรถนะการควบคุมตนเอง 6.2 สมรรถนะการมีวิสัยทัศน์ 6.3 สมรรถนะด้านการวางแผน 6.4สมรรถนะด้านการนําการเปลี่ยนแปลง 6.5สมรรถนะการทํางานเป็นทีม 6.6 สมรรถนะการใช้เครื่องมือการบริหารจัดการ และสมรรถนะรอง 4 ด้าน ประกอบด้วย 4.1 สมรรถนะด้านการเห็นคุณค่า4.2 สมรรถนะด้านการสร้างความสัมพันธ์ 4.3 สมรรถนะด้านการสื่อสาร 4.4 สมรรถนะด้านการใช้อํานาจ5 ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามฐานที่กําหนดร่วมกันและนํามาระดมสมอง สะท้อนคิดและสรุปเป็นระบบ ด้วยการฝึกพูด ฝึกการนําเสนอและนําไปขับเคลื่อนในพื้นที่หรืองานที่ตนเองดูแลรับผิดชอบจริง 4) การเรียนรู้ประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามบริบทพื้นที่ของทีมเรียนรู้ตามที่ลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทําให้เกิดกลไกเรียนรู้สิ่งใหม่ร่วมกันของทีม ทําให้เกิดแรงบันดาลใจ นําไปต่อยอดและพัฒนาในพื้นที่ตนเอง 5) การฝึกสรุปการเรียนรู้ในพื้นที่เชิงระบบด้วยเครื่องมือ Body paint ซึ่งเป็นแผนภูมิร่างกายมนุษย์ใช้หลักการทฤษฎีระบบ9,12ผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PILA ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น1) กิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาการใช้สมองมนุษย์ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตนเอง สามารถนําไปใช้ 3 ระดับคือ การเปลี่ยนแปลงของตนเอง ใช้ในครอบครัวและใช้ในหน้าที่การงาน จากกิจกรรมการพัฒนาการใช้สมองมนุษย์ นําหลักคิดสมองส่วนหน้า การฝึกสติ การไปเรียนรู้จากพื้นที่ที่เข้าร่วมเรียนรู้ นํามาปรับใช้กับตนเอง กับเพื่อนร่วมงาน รวมทั้งใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทํางานให้ดียิ่งขึ้น เกิดการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงตนเอง เข้าใจในตนเอง และสามารถบอกต่อคนใกล้ชิด อีกทั้งสามารถนําไปปรับใช้ในการทํางานมากขึ้น โดยเฉพาะกับชุมชน และการเป็นต้นแบบที่ดีกับชาวบ้าน รวมถึงการให้คําปรึกษาแก่คนในชุมชน ทําให้ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านมากขึ้น สามารถนํากลยุทธ์ที่ได้เรียนรู้ไปต่อยอดพัฒนางานในพื้นที่ได้ เช่นการเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงาน องค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องนําไปดําเนินการต่อในพื้นที่ รวมทั้งนําเทคนิคต่าง ๆ มาสร้างเครือข่ายทีมงาน เกิดความยืดหยุ่นกับทีมและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น การนําหลักคิดสมองส่วนหน้า การฝึกสติ บางคนนําไปปรับใช้ในการดูแลตนเองโดยเฉพาะการออกกําลังกาย สมรรถนะความแข็งแรงร่างกายเพิ่มขึ้น เช่นสามารถทําเวลาในการวิ่งฮาล์ฟมาราธอน(21 กิโลเมตร) ได้ดีขึ้น จากเดิมใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ปัจจุบันทําเวลาได้ดีขึ้นใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงผลพลอยได้จากการออกกําลังกาย ทําให้นํ้าหนักตัวลดลงประมาณ 5-6


v Enhancing Competency in Primary Care Services through Participatory Interactive Learning through Action (PILA):A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 142กิจกรรมการเรียนรู้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น(21 กิโลเมตร) ได้ดีขึ้น จากเดิมใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ปัจจุบันทําเวลาได้ดีขึ้นใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงผลพลอยได้จากการออกกําลังกาย ทําให้นํ้าหนักตัวลดลงประมาณ 5-6 กิโลกรัม ส่วนการปฏิบัติตัวอื่น ๆ ที่ปรับเปลี่ยนไปพร้อมกันคือการกินอาหารที่มีประโยชน์ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และนําไปใช้ในการดูแลลูก คุยและให้เวลากับลูกมากขึ้น2) กิจกรรมการฝึกฟัง ฝึกสะท้อนคิดด้านบวกและการฟังแบบไม่ตัดสินผู้เข้าร่วมเรียนรู้สะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า ได้เรียนรู้ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งสามารถนํามาใช้กับตัวเอง ครอบครัว ชุมชนและผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี ดังเช่นกลุ่มแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เมื่อได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การฝึกสติ นําการใช้สติ คิดดีทําดี และการเข้าใจผู้อื่นทําให้ตนเองหยุดคิดก่อนเมื่อเทียบกับลักษณะของการใช้อารมณ์ในอดีต สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในตนเองจนเกิดการควบคุมตนเอง ทําให้เป็นคนใจเย็นมากขึ้น ทําให้นําไปปรับใช้กับการทํางานได้มากขึ้นด้วยการรับฟังผู้ป่วยและเพื่อนร่วมงานมากขึ้น เกิดการคิดวิเคราะห์อย่างครบวงจร เข้าใจผู้ป่วยและหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ได้การทํางานเป็นทีมและได้รับแรงบันดาลใจในการทํางานกับชุมชน รวมถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นําท้องถิ่น ท้องที่ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวเอง จากการฝึกสติทําให้ตนเองหยุดคิดก่อน สามารถนําไปปรับใช้กับครอบครัวและหน้าที่การงานได้เป็นอย่างดี ส่วนผู้นําชุมชนได้นําประเด็นการรับฟังผู้อื่น การประนีประนอมไปใช้ เมื่อประเมินตนเองแล้วมีความใจเย็นมากขึ้น รับฟังปัญหาของลูกบ้านและคนในครอบครัว ใช้หลักการประนีประนอมในการปกครองมากขึ้น3) กิจกรรมการทํางานเป็นทีมโดยการสร้างมนุษยสัมพันธ์และฝึกเรียนรู้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้สะท้อนว่ากิจกรรมการเรียนรู้มีส่วนทําให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน สามารถนําไปใช้ 3 ระดับคือ การเปลี่ยนแปลงของตนเอง ใช้ในครอบครัว และใช้ในหน้าที่การงานสมรรถนะในการควบคุมตัวเอง การได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ การเรียนรู้แต่ละครั้ง เป็นกระบวนการที่พัฒนาให้เกิดการรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองและควบคุมได้อย่างเหมาะสม ลดอัตตาความเป็นตัวตนของตนเองลง มีความยืดหยุ่นในการทํางานมากขึ้นเนื่องจากมีความเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น การยึดติดความคิดของตนเองลดลง ฟังมากขึ้น ส่งเสริมการทํางานร่วมกับผู้อื่นทั้งในและนอกภาคีเครือข่ายได้มากขึ้น สมรรถนะด้านการมีวิสัยทัศน์ เกิดผลลัพธ์ทางบวกต่อการพัฒนา


vการเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่143 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือกิจกรรมการเรียนรู้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นความยืดหยุ่นในการทํางานมากขึ้นเนื่องจากมีความเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น การยึดติดความคิดของตนเองลดลง ฟังมากขึ้น ส่งเสริมการทํางานร่วมกับผู้อื่นทั้งในและนอกภาคีเครือข่ายได้มากขึ้น สมรรถนะด้านการมีวิสัยทัศน์ เกิดผลลัพธ์ทางบวกต่อการพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติงานทั้งของตนเองและทีมงาน ที่สามารถนําไปเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการในทางปฏิบัติ สมรรถนะด้านการวางแผน การนําการเปลี่ยนแปลง สมรรถนะการทํางานเป็นทีม สามารถจัดการปัญหาสุขภาพในพื้นที่ของตนเองได้ สมรรถนะการใช้เครื่องมือการบริหารจัดการ การสร้างทีมงาน และการส่งเสริมการทํางานเป็นทีม4) กิจกรรมการเรียนรู้ประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามบริบทพื้นที่ตามที่ลงมือปฏิบัติจริงจากการเรียนรู้งานจากพื้นที่อื่นผู้เข้าร่วมเรียนรู้มีความเห็นตรงกันว่าจะนําไปปรับใช้ในพื้นที่ตนเองได้อย่างเหมาะสม สามารถนํากลยุทธ์ไปต่อยอดพัฒนางานในพื้นที่ได้ ต้องการให้ฝึกการเป็นผู้นํา ทํางานกับชุมชน เข้าใจชุมชน ได้พัฒนาศักยภาพแล้วนําไปปรับใช้กับงานของตน หมอครอบครัวท่านหนึ่งสะท้อนว่าการเข้าร่วมโครงการฯนี้เป็นประโยชน์ในการนําสิ่งที่ได้รับไปประยุกต์ในการทํางาน ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์การทํางานร่วมกับชุมชนสะท้อนว่าได้ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในงานได้ เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของเทศบาลที่รับผิดชอบดูแลงานกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable diseases : NCDs) แต่ยังไม่มีประสบการณ์ทํางานชุมชนมาก่อน ด้วยงานที่รับผิดชอบและได้เรียนรู้ทักษะสิ่งใหม่ๆ ไปประยุกต์ใช้ในงานชุมชนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสร้างชุมชนเข้มแข็ง ได้เปิดโลกทัศน์การทํางานร่วมกับชุมชนทําให้เข้าใจการทํางานชุมชนมากขึ้น ทีมเรียนบางคนนําไปปรับใช้ในองค์กรให้เกิดองค์กรสร้างสุข5) การขับเคลื่อนงานสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระดับปฐมภูมิผู้เข้าร่วมเรียนรู้ของตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันคัดเลือกประเด็นการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 2 ประเด็นคือ การดูแลผู้สูงอายุ และการจัดการขยะ โดยที่ประเด็นการดูแลผู้สูงอายุ ได้ใช้สถิติข้อมูลผู้สูงอายุในตําบลท่ากว้าง ที่มีการเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2565 มีร้อยละ 31 ทําให้ตําบลท่ากว้างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จึงหมายถึงประชากรวัยแรงงานของตําบลท่ากว้าง 100 คนต้องมีภาระดูแลผู้สูงอายุถึง 31 คน


v Enhancing Competency in Primary Care Services through Participatory Interactive Learning through Action (PILA):A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 144กิจกรรมการเรียนรู้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นประเด็นการดูแลผู้สูงอายุ ได้ใช้สถิติข้อมูลผู้สูงอายุในตําบลท่ากว้าง ที่มีการเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2565 มีร้อยละ 31 ทําให้ตําบลท่ากว้างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จึงหมายถึงประชากรวัยแรงงานของตําบลท่ากว้าง 100 คนต้องมีภาระดูแลผู้สูงอายุถึง 31 คน ประกอบกับพื้นที่มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นการทํางานแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย เทศบาลตําบลท่ากว้าง กํานัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน และทุกฝ่ายในพื้นที่ โดยเทศบาลตําบลท่ากว้าง ได้สนับสนุนงบประมาณในการดําเนินงานเป็นอย่างดี เช่นการจัดซื้ออุปกรณ์คัดกรองให้กับ อสม.ทั้งนี้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลท่ากว้าง ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดหลักสูตรอบรมผู้ดูแล (Care Givers) ให้กับ อสม. ในตําบลท่ากว้างได้ร้อยละ 100 โดยใช้หลักสูตรการอบรมของกรมอนามัย จํานวน 70 ชั่วโมง ผู้ให้การฝึกอบรมเป็นทีมสหวิชาชีพในพื้นที่ ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบําบัด นักวิชาการสาธารณสุข เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง ประเด็นการจัดการขยะ เดิมการจัดการขยะในตําบลเป็นภารกิจของของเทศบาล หลังการพัฒนา เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมคือ สามารถลดภาระหลาย ๆ ด้านของเทศบาลตําบลท่ากว้างได้ จําแนกแต่ละด้านดังนี้1) ด้านงบประมาณ งบประมาณที่ใช้ในการจัดการขยะของตําบลที่ดูแลทั้ง 7 หมู่บ้าน จากการใช้งบประมาณเดือนละ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายลดลงเหลือเพียงเดือนละ 30,000 บาท เนื่องจากจากเทศบาลได้นําประเด็นการจัดการขยะเข้าสู่กระบวนการประชาคมหมู่บ้านทั้ง 7 หมู่บ้าน เพื่อหาแนวทางอย่างมีส่วนร่วมในการจัดการขยะของหมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านนําขยะรีไซเคิลไปจัดการเอง เกิดกลไกจัดการขยะแบบพึ่งตนเองมากขึ้น2) เทศบาลพัฒนาคุณค่าขยะรีไซเคิล เช่น ทําอ่างล้างภาชนะจากถังนํ้าพลาสติคเก่า ใช้สําหรับการล้างภาชนะ จาน ถ้วยชาม แก้วกาแฟ นําไปใช้สนับสนุนงานของชุมชน ครบถ้วนทั้ง 7 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 100 อีกทั้งเป็นต้นแบบให้คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตําบล ตําบลเมืองแปง อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน นําไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ของตําบล


vการเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่145 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือปัจจัยเกื้อหนุน ปัจจัยที่ทําให้งานสําเร็จ ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ให้ความสําคัญที่ 1) “ผู้นํา” ได้แก่ ผู้นําทุกระดับที่ให้ความสําคัญกับทุกคนที่เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในพื้นที่ การเสริมพลังของผู้นํา และการให้คุณค่ากับคนทํางาน การเสริมพลัง โดยการชื่นชมให้กําลังใจ รวมถึงเทคนิคของผู้นําในการนําทีม อาทิ ผู้นําธรรมชาติที่มีวิสัยทัศน์ (ปราชญ์ชุมชน) ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นําที่ใช้หลักการบริหารแนวราบซึ่งจะทําให้เข้าถึงง่าย 2) การสื่อสารของทีมที่ทําให้เข้าใจและเกิดการบูรณาการร่วมกัน การรับฟังผู้อื่น ความรู้สึกเป็นเจ้าของซึ่งจะทําให้เกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อน และการตั้งเป้าหมายที่ไม่สูงเกินไปรวมถึงการเรียงลําดับความสําคัญของปัญหาและค่อย ๆ ทําตามกําลังของตนไปเรื่อย ๆ ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในชุมชน และความหลากหลายของบริบทพื้นที่ ความเข้าใจและใช้ทุนทางสังคมตามบริบทพื้นที่ การบูรณาการสิ่งที่ได้เรียนรู้มาให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ตนเอง 3) ความตั้งใจจริง เปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดกรอบของคนทํางานในชุมชนบทสรุป กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีความโดดเด่นในการนําหลักการพัฒนาสมองส่วนหน้ามาพัฒนาผู้เรียน ซึ่งเมื่อพัฒนาเต็มที่จะเกิดทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง การรู้จักคิดวิเคราะห์ การสะท้อนกลับด้วยการไม่ตัดสินผิดถูก แต่เกิดทักษะแบบมุฑิตาจิต รู้จักชื่นชมยินดี และมีกรุณาจิตร่วมชี้แนะข้อเสนอ ดี ๆ เพื่อต่อยอดการพัฒนา และเกิดทักษะสรุปรวมกิจกรรมการเรียนรู้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น100 อีกทั้งเป็นต้นแบบให้คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตําบล ตําบลเมืองแปง อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน นําไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ของตําบล 3) เกิดกลไกการช่วยเหลือด้วยคุณธรรม เทศบาลตําบลท่ากว้างเป็นศูนย์กลางนํานํ้าดื่มสะอาดเพื่อประชาชนไปช่วยงานศพของสมาชิกในชุมชน ได้ปรับเปลี่ยนจากการใช้นํ้าดื่มที่เป็นขวดที่ใช้กันอย่างมากในวิถีชีวิตใหม่ ตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ปรับมาใช้แก้วพลาสติกรีไซเคิลแทน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายค่านํ้าแก่เจ้าภาพ จากเดิมประมาณ 10,000 บาทต่องานศพ เหลือค่าใช้จ่ายค่านํ้าดื่มที่ใช้ตลอดงานศพประมาณ 3,000 บาท ได้ดําเนินการครอบคลุมทั้ง 7 หมู่บ้าน ซึ่งการดําเนินการวิธีนี้มีการเชิญชวน ให้ประชาชนคัดแยกขยะและร่วมกันสกัดกั้นขยะที่จะเพิ่มภาระการจัดเก็บขยะในชุมชนไปได้มาก


Click to View FlipBook Version