v Enhancing Competency in Primary Care Services through Participatory Interactive Learning through Action (PILA):A Case Study of Takuang subdistrict, Saraphi District, Chiang Maiปีท่ี31 ฉบับท่ี2 ประจําเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม 2568 146เป็นพหุปัญญาแลกเปลี่ยนกัน โดยใช้เครื่องมือ Body Paint เพื่อส่งมอบสิ่งที่สรุปได้ให้ผู้เรียนรู้มุมมองที่หลากหลายและเลือกนําไปต่อยอดการพัฒนาทั้งในมิติพัฒนาปัจเจก ทีมและองค์กรต่อไป กระบวนการในแต่ละเวทีเรียนรู้ถูกออกแบบร่วมกันทั้งทีมประสานการเรียนรู้และทีมเรียนรู้โดยการมุ่งเน้นการนําประเด็นที่ได้ลงมือทําจริงมาเป็นฐานในการเรียนรู้หลัก (Area base learning) ซึ่งมีประโยชน์และสร้างความสนใจให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้การนําใช้กระบวนการ PILA ทําให้สรุปได้ว่าการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง สามารถพัฒนาทักษะควบคู่ไปกับความรู้ นําไปแก้ปัญหาได้จริง ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ของตนเองได้เช่นกรณีตําบลท่ากว้างข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเสริมสมรรถนะ ควรให้ความสําคัญในการดําเนินการดังนี้ 1. สนับสนุนการเรียนรู้ในพื้นที่จริง (On site) มากกว่าการเรียนรู้แบบผ่านระบบเครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ (On line) ซึ่งไม่เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง2. ควรนําไปขยายผลเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั่วประเทศ3. การพัฒนาทักษะการใช้สมองมนุษย์และทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง สามารถนําไปฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องการดูแลสุขภาพ คุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ดังนั้นถ้ามีการจัดทําหลักสูตรให้วิชาชีพที่เกี่ยวข้องได้สมัครใจเข้ารับการอบรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ น่าจะเกิดคุณค่าและความสุขในผู้ปฏิบัติงานมากกว่าเดิม เช่น กลุ่มแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู ผู้นําท้องถิ่น ผู้นําชุมชน อสม. ชมรมผู้สูงอายุ เป็นต้น
vการเสริมสมรรถนะการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิผ่านการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษาตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่147 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือเอกสารอ้างอิง1. พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา; 2562. 136(56A):1-28.2. สํานักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค. แผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข (ฉบับปรับปรุง) [อินเทอร์เน็ต]. 19 เม.ย. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 16 ธ.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://datariskcomddc.moph.go.th/3. Clark RC, Mayer RE. E-learning and the science of instruction: Proven guidelines for consumers and designers of multimedia learning. 5th ed. Hoboken (NJ): Wiley; 2023.4. Kolb DA. Experiential learning: Experience as the source of learning and development. 2nd ed. Upper Saddle River (NJ): Pearson Education; 2015.5. Brookfield SD. Becoming a critically reflective teacher. 2nd ed. San Francisco (CA): Jossey-Bass; 2017.6. Freire P. Pedagogy of the oppressed. 50th anniversary ed. New York: Bloomsbury Academic; 2020.7. World Health Organization. Health 2020: A European policy framework and strategy for the 21st century. Copenhagen: WHO Regional Office for Europe; 2013.8. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550. ราชกิจจานุเบกษา. 2550 มี.ค.19;124(16ก.):1–17.9. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. เอกสารประกอบการบรรยาย ประสบการณ์ร่วมเรียนรู้กับ LCCs & LTs: ความเหมือน ที่แตกต่าง [อินเทอร์เน็ต]. ใน: การประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการการเสริมสมรรถนะการบริหารจัดการระบบสุขภาพอําเภอ (District Health Management Learning-DHML); 2557 พ.ย. 26; ประเทศไทย [เข้าถึงเมื่อ 2568ก.ย. 13]. เข้าถึงได้จาก: https://www.slideshare.net/AuampornJunthong/lcctournew26-nov2014-dhml10. กนกวรรณ เอี่ยมชัย มัทนา สมบัติวัฒนาเวศ วิลาวัณย์ เสนารัตน์ และจรัส สิงห์แก้ว. การจัดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสมรรถนะการบริหารจัดการสุขภาพชุมชนของภาคีเครือข่าย: กรณีศึกษาเขตสุขภาพที่ 1. วารสารวิจัยและการพยาบาลสุขภาพ. 2567;25(1):111-29. 11. จรัส สิงห์แก้ว. การประชุมทีมผู้เรียนในพื้นที่ ตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ [งานนําเสนอ]. นําเสนอใน: การประชุมทีมผู้เรียนในพื้นที่ ตําบลท่ากว้าง อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่; 2559.12. ยงยุทธ พงษ์สุภาพ. การจัดการเรียนเพื่อเสริมสมรรถนะการบริหารจัดการระบบสุขภาพอําเภอ (District Health System Management Learning: DHML). สมุทรสาคร: APPA Printing Group; 2557.
ปีท่ี31 ฉบับท่ี1 ประจําเดือน มกราคม - มิถุนายน 2568 148ประชาสัมพันธ์การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือวารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ ได้รับการรับรองให้อยู่ในฐานข้อมูลเพื่อการสืบค้นงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ และการอ้างอิงของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไทย หรือ Thai-Journal Citation Index (TCI) กลุ่มที่ 2 ลักษณะของบทความที่ตีพิมพ์มีดังนี้1. เป็นบทความวิจัยหรือบทความวิชาการ2. เป็นบทความด้านการปฏิบัติทางการพยาบาล การศึกษาพยาบาล และด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง3. ต้องเป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารอื่นมาก่อนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งภาษาอื่น ๆ4. บทความเป็นฉบับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ5. บทความวิจัยต้องผ่านการพิจารณา และได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์โดยแนบสําเนาใบรับรองจริยธรรมการวิจัย ฯ มาพร้อมกับบทความต้นฉบับที่จะส่งขอตีพิมพ์ความรับผิดชอบของผู้เขียน1. เนื้อหาและข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมพยาบาลฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น ผู้เขียนบทความต้องศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์การจัดทําต้นฉบับตามที่วารสารกําหนด และเนื้อหาส่วนภาษาอังกฤษต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าของภาษามาแล้ว2. ส่งบทความต้นฉบับที่มีความยาวไม่เกิน 18 หน้า โดยส่งทาง Online ระบบ Thaijo https://www.tcithaijo.org/index.php/jnorthnurse และทางอีเมล E-mail address : [email protected]. ชําระค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความ เรื่องละ 3,500 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์สาขาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บัญชีออมทรัพย์ชื่อ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ บัญชีเลขที่566-2-06297-7ขั้นตอนการการพิจารณาบทความ1. เมื่อกองบรรณาธิการวารสารได้รับบทความวิจัยหรือบทความวิชาการแล้ว จะพิจารณาเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์การจัดทําต้นฉบับที่วารสารกําหนดและคุณภาพของบทความ แล้วแจ้งผลการพิจารณาเบื้องต้นให้ผู้เขียนรับทราบ2. บทความที่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น จะถูกส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา จํานวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณากลั่นกรอง (Blinded peer review)3. บทความที่ไม่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์การจัดทําต้นฉบับที่วารสารกําหนด และบทความที่ไม่ผ่านการพิจารณาด้านคุณภาพ กองบรรณาธิการจะแจ้งผลการพิจารณาเบื้องต้นให้ผู้เขียนรับทราบเพื่อพิจารณาปรับปรุง4. บทความที่ได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว กองบรรณาธิการจะแจ้งผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่านให้แก่ผู้เขียน
149 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ5. ผู้เขียนบทความพิจารณาปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน พร้อมแนบเอกสารชี้แจงการปรับแก้บทความ ส่งกลับมายังกองบรรณาธิการ ภายใน 2 สัปดาห์6. เมื่อกองบรรณาธิการพิจารณาว่าบทความได้รับการปรับแก้ตามข้อเสนอแนะอย่างครบถ้วนแล้ว จะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เขียน เพื่อยืนยันรับการตีพิมพ์บทความอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร7. เมื่อบทความได้รับการตีพิมพ์แล้ว ผู้เขียนสามารถดาวน์โหลดบทความได้จาก websiteของวารสาร https://www.tci-thaijo.org/index.php/jnorthnurse ซึ่งจะเป็นรูปแบบของ E- Journal
ปีท่ี31 ฉบับท่ี1 ประจําเดือน มกราคม - มิถุนายน 2568 150หลักเกณฑ์และรูปแบบการจัดทําต้นฉบับบทความเพื่อขอรับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือข้อกําหนดในการเตรียมต้นฉบับ§ ขนาดกระดาษ A 4 ความยาวทั้งหมดไม่เกิน 18 หน้ารวมเอกสารอ้างอิง§ กรอบของข้อความ ในแต่ละหน้าให้มีขอบเขตดังนี้ จากขอบบนของกระดาษ 1.25 นิ้ว ขอบล่าง 1.0 นิ้ว ขอบซ้าย 1.25 นิ้ว ขอบขวา 1.0 นิ้ว§ ระยะห่างระหว่างบรรทัด หนึ่งช่วงบรรทัดของเครื่องคอมพิวเตอร์§ ตัวอักษร ใช้ (TH SarabunPSK) และพิมพ์ตามที่กําหนดดังนี้• ชื่อเรื่อง (Title)- ภาษาไทย ขนาด 24 point ตัวหนา จัดกึ่งกลาง- ภาษาอังกฤษ ขนาด 24 point ตัวหนา จัดกึ่งกลาง• ชื่อผู้เขียน (ทุกคน)- ชื่อผู้เขียน ภาษาไทย – อังกฤษ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ขนาด 18 point ตัวหนา จัดกึ่งกลาง- ตําแหน่ง/สถานที่ปฏิบัติงาน ผู้เขียน ภาษาไทย-อังกฤษ ขนาด 16 point ตัวหนา จัดกึ่งกลาง• บทคัดย่อ- ชื่อ “บทคัดย่อ” และ “Abstract” ขนาด 16 point ตัวหนา จัดกึ่งกลาง- ข้อความบทคัดย่อภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ขนาด 16 point ตัวธรรมดา กําหนดชิดขอบ ความยาวไม่เกิน 1/2 หน้า ภาษาไทย และ 1/2 หน้าภาษาอังกฤษ• คําสําคัญ (Keywords) พิมพ์ต่อท้ายบทคัดย่อ (Abstract) ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ เลือกคําสําคัญที่เกี่ยวข้องกับบทความ ประมาณ 3-4 คํา ขนาด 16 point• รายละเอียดบทความ- หัวข้อใหญ่ ขนาด 17 point ตัวหนา กําหนดชิดซ้าย- หัวข้อรอง ขนาด 16 point ตัวหนา กําหนดชิดซ้าย- ตัวอักษร ขนาด 16 point ตัวธรรมดา กําหนดชิดขอบ- ย่อหน้า 0.5 นิ้ว• เนื้อหาของบทความวิจัย กําหนด ดังนี้- ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา- คําถามการวิจัย (ถ้ามี)- วัตถุประสงค์การวิจัย- สมมุติฐานการวิจัย (ถ้ามี)- กรอบแนวคิดในการวิจัย (อธิบายแนวคิด ทฤษฎีและ/หรือสรุปเป็นแผนภูมิประกอบ)
151 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ- วิธีดําเนินการวิจัย (รายละเอียดของประชากร กลุ่มตัวอย่าง การกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง เกณฑ์การคัดเข้าและออกของกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยระบุ รายละเอียดของเครื่องมือ การหาคุณภาพของเครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิจัย)- ผลการวิจัย- สรุปและอภิปรายผล- ข้อเสนอแนะ การนําผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ และการวิจัยครั้งต่อไป- เอกสารอ้างอิง (ไม่เกิน 15 รายการ)• เนื้อหาของบทความวิชาการ กําหนด ดังนี้- บทคัดย่อ- บทนํา- เนื้อหา นําเสนอเนื้อหาอย่างมีหลักการ ทฤษฎี หรือมีหลักฐานอ้างอิงอย่างถูกต้องตาม หลักวิชาการ มีความเป็นเหตุเป็นผลที่น่าเชื่อถือ และมีการอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้- บทสรุป§ คําศัพท์ ให้ใช้ศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน§ ภาพและตาราง กรณีมีภาพ หรือตารางประกอบ ชื่อภาพให้ระบุคําว่า ภาพที่ ไว้ใต้ภาพประกอบและจัดข้อความบรรยายภาพให้อยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ ชื่อตารางให้ระบุคําว่า ตารางที่ หัวตารางให้จัดชิดซ้ายของหน้ากระดาษ และใต้ภาพประกอบหรือตารางให้บอกแหล่งที่มาโดยพิมพ์ใต้ชื่อภาพใช้ตัวอักษรขนาด 14 point ตัวปกติ เส้นของตารางให้มีเพียง 3 เส้น คือ เส้นหัวข้อตาราง และเส้นปิดท้ายตาราง§ กิตติกรรมประกาศ ให้ประกาศเฉพาะการได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยการส่งต้นฉบับบทความวิจัย/ วิชาการเพื่อขอรับการตีพิมพ์ผู้เขียนส่งบทความต้นฉบับ ทาง E-mail : [email protected] ส่งถึงหน่วยงานวารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ และทาง Online ระบบ Thaijo https://www.tcithaijo.org/index.php/jnorthnurseการเขียนเอกสารอ้างอิง1. เอกสารอ้างอิงทุกฉบับต้องมีการอ้างอิงที่กล่าวถึงในบทความ 2. ใช้ระบบตัวเลขในการอ้างอิง โดยพิมพ์ตัวยก 3. เรียงลําดับการอ้างอิงตามเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ โดยเรียงลําดับหมายเลขอ้างอิงเริ่มจากหมายเลข1,2,3 ไปตามลําดับที่อ้างก่อน-หลัง โดยใช้เลขอารบิค และทุกครั้งที่มีการอ้างซํ้าจะต้องใช้หมายเลขเดิมในการอ้างอิง 4. การอ้างอิงเอกสารมากกว่า 1 ฉบับต่อเนื่องกันจะใช้เครื่องหมายยติภังค์(hyphen หรือ -) เชื่อมระหว่างฉบับแรกถึงฉบับสุดท้าย เช่น 1-3 แต่ถ้าอ้างถึงเอกสารที่มีลําดับไม่ต่อเนื่องกัน จะใช้เครื่องหมายจุลภาค (comma หรือ,) โดยไม่มีการเว้นช่วงตัวอักษร เช่น 4,6,10 5. รูปแบบการพิมพ์เอกสารอ้างอิงท้ายบทความให้พิมพ์ตามลําดับการอ้างอิงตามหมายเลขที่ได้อ้างถึงในเนื้อหาของบทความ และไม่แยกประเภทของเอกสารที่ใช้อ้างอิง
ปีท่ี31 ฉบับท่ี1 ประจําเดือน มกราคม - มิถุนายน 2568 152 6. รายละเอียดการเขียนเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ ให้ใช้ตามระบบแวนคูเวอร์ (Vancouver) ดังนี้การอ้างอิงบทความจากวารสาร (Articles in Journals) กรณีเป็นวารสารภาษาไทย ให้ใช้ชื่อตามที่ปรากฏ กรณีเป็นวารสารภาษาอังกฤษ ให้ใช้ชื่อย่อ ของวารสารที่ปรากฏใน Index Medicusตัวอย่าง บุญมี ภูด่านงัว. บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ต่อการนับและบันทึกลูกดิ้น. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ 2557;12(1):135-46.Krejci RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas 1970;30(3):607-10.การอ้างอิงเอกสารที่เป็นหนังสือหรือตํารา ประกอบด้วย 2 แบบ 1. การอ้างอิงหนังสือทั้งเล่ม มีรูปแบบการอ้างอิง ดังนี้ ตัวอย่าง กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข. พฤติกรรมการบริโภค หวาน มัน เค็ม. นนทบุรี: กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข; 2556.2. การอ้างอิงบทใดบทหนึ่งของหนังสือ ที่มีผู้แต่งรายบทและมีบรรณาธิการหนังสือ (Chapter in a book) มีรูปแบบการอ้างอิง ดังนี้ การอ้างอิงเอกสารที่เป็นหนังสือประกอบการประชุม/รายงานการประชุม (Conference proceeding) มีรูปแบบ ดังนี้ชื่อผู้แต่ง (Author). ชื่อบทความ (Title of the article). ชื่อวารสาร (Title of the Journal) ปีที่พิมพ์(Year);เล่มที่ของวารสาร (Volume & Number/Issue):หน้าแรก-หน้าสุดท้าย (Page).ชื่อผู้แต่ง (Author). ชื่อหนังสือ (Title of the book). ครั้งที่พิมพ์ (Edition). เมืองที่พิมพ์ (Place of Publication): สํานักพิมพ์ (Publisher); ปี (Year).ชื่อผู้แต่ง (Author). ชื่อบท (Title of a chapter). ใน (In): ชื่อบรรณาธิการ, บรรณาธิการ/Editor (s). ชื่อหนังสือ (Title of the book). ครั้งที่พิมพ์ (Edition). เมืองที่พิมพ์ (Place of Publication): สํานักพิมพ์ (Publisher); ปีพิมพ์ (Year). หน้า/p.หน้าแรก–หน้าสุดท้าย.ชื่อบรรณาธิการ, บรรณาธิการ. ชื่อเรื่อง. ชื่อการประชุม; วัน เดือน ปี ที่ประชุม; สถานที่จัดประชุม. เมืองที่พิมพ์: สํานักงานพิมพ์; ปีที่พิมพ์.
153 วารสารสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือการอ้างอิงบทความที่นําเสนอในการประชุม/สรุปผลการประชุม (Conference paper) มีรูปแบบ ดังนี้ การอ้าอิงเอกสารที่เป็นวิทยานิพนธ์(Thesis/ Dissertation) มีรูปแบบการเขียนอ้างอิง ดังนี้ ตัวอย่าง จุฑามาศ สนกนก. ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของอาจารย์สถานบันอุดมศึกษาเอกชน. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2553.การอ้างอิงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์(Electronic material) ใช้การอ้างอิงตามรูปแบบประเภทของเอกสารโดยจะเพิ่มเติมข้อมูลบอกประเภทองสื่อเอกสารที่นํามาอ้างอิง วันที่สืบค้นข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูล ดังนี้ ตัวอย่าง ยุทธนา พรหมณี. วิวัฒนาการทางความคิดเกี่ยวกับผู้นํา : ทฤษฎีภาวะผู้นํา [ออนไลน์]. 2551 [เข้าถึงเมื่อ2556/3/17]. เข้าถึงได้จาก: www.pncc.ac.th/pncc/wrod/re/r22.docการอ้างอิงบทความวารสารบนอินเตอร์เน็ต (Journal article on the Internet)ตัวอย่าง วนิดา สติประเสริฐ, ยุวดี ลีลัคนาวีระ และพรนภา หอมสินธุ์. ผลการชี้แนะต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้. วารสารการพยาบาลและการศึกษา [ออนไลน์]. 2558 [เข้าถึงเมื่อ 2558/12/25];8(3):33–51. เข้าถึงได้จาก: http://www.scppk.com2_tps-13/marticle.php?id=113114ชื่อผู้เขียน. ชื่อเรื่อง. ใน/In: ชื่อบรรณาธิการ,บรรณาธิการ/ editor(s). ชื่อการประชุม; วัน เดือน ปี ที่ประชุม; สถานที่จัดประชุม. เมืองที่พิมพ์: สํานักพิมพ์; ปีที่พิมพ์.หน้า/p.หน้าแรก–หน้าสุดท้าย.ชื่อผู้นิพนธ์. ชื่อเรื่อง. ประเภท/ระดับปริญญา. เมืองที่พิมพ์: มหาวิทยาลัย; ปีที่ได้ปริญญา.ชื่อผู้แต่ง (Author). ชื่อบทความ (Title of the article) [ประเภทของสื่อ]. ปีที่พิมพ์ [เข้าถึงเมื่อ/cited ปี เดือน วันที่]. เข้าถึงได้จาก/Available from: http://.........ชื่อผู้แต่ง (Author). ชื่อบทความ (Title of the article). ชื่อวารสาร (Title of the Journal) [ประเภทของสื่อ]. ปีที่พิมพ์ [เข้าถึงเมื่อ/cited ปี เดือน วันที่];ปีที่/เล่มที่:หน้า/about screen. เข้าถึงได้จาก/Available from:http//……….
ปีท่ี31 ฉบับท่ี1 ประจําเดือน มกราคม - มิถุนายน 2568 154Krejci RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas [Internet] 1970 [cited 2021 Dec,3];30(3):607-10. Available from: https://doi.org/10.1177/001316447003000308