The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียนบทที่ 1-5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kitimapohn Wongphosan, 2024-01-30 23:58:00

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียนบทที่ 1-5

1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับ แผนผังความคิด ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ กิติมาพร วงค์โพธิ์สาร งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับ แผนผังความคิด ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ กิติมาพร วงค์โพธิ์สาร รหัสนักศึกษา 62100101127 งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 256


3 ชื่อเรื่อง ก า รเป รียบเทียบผลสัมฤทธิ์ท างก า รเ รียน รู้วิช าภ าษ าไทย เ รื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ผู้วิจัย นางสาวกิติมาพร วงค์โพธิ์สาร อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์วนิดา พรมเขต ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด 2) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ที่มีต่อการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนท่าบ่อ ปีการศึกษา 2566 จ านวน 38 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้วิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบบปรนัย ๔ ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ 3) แบบวัดความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่เรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ซึ่งวัดได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีคะแนนที่สูงกว่าก่อนเรียนโดยมีนัยส าคัญทางสถิติที่ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่เรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับ แผนผังความคิด มีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.09 อยู่ ในระดับมาก ก


4 กิตติกรรมประกาศ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ในครั้งนี้ สามารถส าเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดีจากผู้ช่วยศาสตราจารย์วนิดา พรมเขต อาจารย์นิเทศ ที่กรุณาให้ค าปรึกษา แนะน า และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ อย่างละเอียดจนครบถ้วนสมบูรณ์ ตลอดจนให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกชาบซึ้งในความกรุณา และ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ นายอุเทน ทนทาน ครูพี่เลี้ยง ที่กรุณาดูแล ให้ค าปรึกษา ตลอดจนให้ ค าแนะน าติชมต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย และการปฏิบัติหน้าที่การสอน นางวรัทยา มาร์เมท และนางสาววัลลี จ าปาทอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่กรุณาตรวจสอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตลอดจนคณะครูภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียนท่าบ่อ ทุกท่าน ที่ช่วยให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อการท าวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนท่าบ่อที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลองใช้เครื่องมือวิจัย รวมถึงขอบคุณนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/4 ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่คอยดูแลและให้การสนับสนุนในการวิจัยครั้งนี้ ทั้งให้ ความช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์ ข้อเสนอแนะด้านต่างๆ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้และมีส่วนช่วยให้ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี กิติมาพร วงค์โพธิ์สาร ข


5 สารบัญ เนื้อหา หน้า บทคัดย่อ.....................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................................ข สารบัญ .......................................................................................................................................ค สารบัญตาราง.............................................................................................................................ฉ บทที่ 1 บทน า............................................................................................................................ 1 1. ที่มาและความส าคัญของปัญหาการวิจัย...................................................................................1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย.........................................................................................................3 3. สมมติฐานการวิจัย....................................................................................................................3 4. ขอบเขตการวิจัย.......................................................................................................................3 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง................................................................................................3 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย.......................................................................................................3 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................................4 4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................................4 5. นิยามศัพท์เฉพาะ.....................................................................................................................4 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ .......................................................................................................5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..................................................................................... 6 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ............................6 1.1 หลักการของหลักสูตร........................................................................................................6 1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร...................................................................................................7 1.3 มาตรฐานการเรียนรู้..........................................................................................................8 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs).......................................10 2.1 หลักการการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS............................................................................10 2.2 โครงสร้างของ GPAS......................................................................................................12 2.3 แนวคิดส าคัญของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ..............................13 2.4 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ............14 ค


6ง สารบัญ (ต่อ) เนื้อหา หน้า 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด...................................................................................16 3.1 ความหมายของแผนผังความคิด.....................................................................................16 3.2 หลักการท าแผนผังความคิด............................................................................................17 3.3 วิธีการเขียนแผนผังความคิด...........................................................................................20 3.4 ประโยชน์ของการใช้แผนผังความคิด..............................................................................22 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดี..............................................................................................25 4.1 ความหมายของวรรณคดี................................................................................................25 4.2 ความส าคัญและคุณค่าของวรรณคดี...............................................................................27 4.3 องค์ประกอบของวรรณคดี..............................................................................................29 5. งานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้อง...............................................................................................30 บทที่ 3 วิธีการวิจัย..................................................................................................................35 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง....................................................................................................35 1.1 ประชากร.......................................................................................................................35 1.2 กลุ่มตัวอย่าง...................................................................................................................35 2. แบบแผนการทดลอง.............................................................................................................36 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................................36 ๓.๑ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย...............................................................................36 ๓.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย....................................................36 ๓.๓ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน .................................................................................36 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ..........................................................................37 4.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย.........................................................................37 ๔.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย....................................................38 ๔.๓ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน .................................................................................38 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล...........................................................................................................39 6. การวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................................40 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล..............................................................................................40


7 สารบัญ (ต่อ) เนื้อหา หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................43 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................43 2. ล าดับขั้นตอนในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล...............................................................44 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................................44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.........................................................................49 ๑. วัตถุประสงค์ของการวิจัย......................................................................................................49 ๒. สมมติฐานของการวิจัย..........................................................................................................49 ๓. สรุปผลการวิจัย.....................................................................................................................50 ๔. อภิปรายผลการวิจัย..............................................................................................................50 ๕. ข้อเสนอแนะ.........................................................................................................................53 บรรณานุกรม............................................................................................................................54 ภาคผนวก................................................................................................................................57 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ...............................................................................................58 รายนามผู้เชี่ยวชาญ....................................................................................................................59 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ...............................................................60 ภาคผนวก ค ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...........................................................................64 ภาคผนวก ง เอกสารขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ............................................................... 145 ภาคผนวก จ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้................................... 152 ภาคผนวก ฉ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ............ 154 ภาคผนวก ช ภาพตัวอย่างกิจกรรม ......................................................................................... 162 ภาคผนวก ซ ภาพตัวอย่างผลงานนักเรียน............................................................................... 167 ภาคผนวก ฌ ประวัติผู้วิจัย...................................................................................................... 170 สารบัญตาราง เนื้อหา หน้า จ


8 สารบัญตาราง เนื้อหา หน้า ตารางที่ 1 มาตรฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม................................9 ตารางที่ 2 แบบแผนการทดลอง...................................................................................................36 ตารางที่ 3 แสดงผลคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน......................................44 ตารางที่ 4 แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และระดับ นัยส าคัญทางสถิติ โดยเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4.......................................................................................46 ตารางที่ 5 ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย (N = 38)......................46 ฉ


1 บทที่ 1 บทน า 1. ที่มาและความส าคัญของปัญหาการวิจัย วรรณคดีคือสิ่งที่ช่วยสร้างเสริมสติปัญญาและความรู้ให้แก่ผู้อ่านได้อย่างหลากหลาย เช่น ในด้านภาษา ซึ่งจะท าให้ผู้อ่านมีความรู้ด้านความหมายของค า การใช้ภาษาของแต่ละยุคสมัย แต่ละภูมิภาค แบบแผนของฉันทลักษณ์แต่ละประเภท ในด้านประวัติศาสตร์ยังเป็นหลักฐานที่ช่วย บันทึกพงศาวดาร ต านาน นิทาน เรื่องราวพื้นเมืองต่างๆ นอกจากนี้วรรณคดียังให้คุณค่าทางอารมณ์ อย่างหลากหลาย เพราะวรรณคดีเป็นเรื่องศิลปะของการถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์ด้วยวิธี ร้อยกรองถ้อยค าให้มีชีวิตจิตใจ ท าให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามได้รับรสสุนทรียภาพของวรรณคดี สอดคล้องกับแนวคิดของรื่นฤทัย สัจจพันธ์ (2549: 63) ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับความส าคัญของ การอ่านวรรณคดี สรุปได้ว่าการอ่านวรรณคดีท าให้ผู้อ่านมีประสบการณ์ชีวิตที่กว้างขวาง และหลากหลายกว่าชีวิตของตนเอง ท าให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดและการกระท าของมนุษย์ใน สถานการณ์ต่างๆ ท าให้เห็นสภาพสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ อีกด้วย จากความส าคัญของวรรณคดีไทยท าให้การเรียนการสอนในวิชาวรรณคดีไทยมีบทบาทส าคัญ ที่จะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 54) จึงก าหนดให้วรรณคดีไทยและวรรณกรรม บรรจุอยู่ในสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรมมาตรฐาน ท 5.1 เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจ และแสดงความคิดเห็นวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตจริง จากการศึกษารายละเอียดของวิชาภาษาไทยพื้นฐานในหนังสือแบบเรียนรายวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้มีจัดสรรวรรณคดีที่เหมาะส าหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ออกเป็น 7 เรื่อง ได้แก่ โคลงภาพพระราชพงศาวดาร บทเสภาสามัคคีเสวก ตอนวิศวกรรมาและ สามัคคีเสวก ศิลาจารึกหลักที่ 1 บทละครเรื่องรามเกียรติ์ตอนนารายณ์ปราบนนทก กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง โคลงสุภาษิตพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และกลอนดอกสร้อยร าพึงในป่าช้า ซึ่งเรื่องที่น่าสนใจและเหมาะที่จะน ามาใช้ในการจัดการเรียนรู้โดย ใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด คือ เรื่องกาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง เพราะเป็นวรรณคดีโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ภาษาที่ใช้ในบทประพันธ์ ไม่ใช่ภาษาที่ยากจนเกินไป มีค าศัพท์ยากง่ายคละกันไปในแต่ละบท มีกลิ่นอายของวรรณคดีไทยอยู่ เต็มเปี่ยม เพื่อให้นักเรียนซึมซับเอกลักษณ์ของวรรณคดีไทย และมีพื้นฐานส าหรับการเรียนวรรณคดี


2 ในระดับที่ยากขึ้นต่อไป โดยใช้แผนผังความคิดเพื่อสรุปความจากบทประพันธ์ในแต่ละบทแทนการ อธิบายแบบปกติทั่วไป เป็นการส่งเสริมทักษะทางด้านการคิดและวิเคราะห์ของนักเรียน แผนผังความคิด (Mind Mapping) เป็นการจัดกลุ่มความคิดรวบยอด เพื่อให้เห็น ความสัมพันธ์ของความคิดหลัก ความคิดรอง โดยน าเสนอเป็นภาพหรือแผนผัง ท าให้ง่ายต่อการอ่าน เพิ่มความคงทนในการเรียนรู้เพิ่มการมีเหตุผล และพัฒนาค้านการจ าเป็นประโยชน์ในการน าเสนอ ผลงานท าความเข้าใจเรื่อง และสรุปบทเรียน (วิมลรัตน์สุนทรโรจน์, 2555: 239) ดังนั้นการเรียนรู้ แบบสร้างแผนผังความคิด (Mind Mapping) จึงมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มี ส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการคิดการวางแผน การน าเสนอ ตลอดจนการช่วยในด้านความจ า การท าความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ การสรุปบทเรียน ผู้สอนที่มีหน้าที่จัดการเรียนรู้ควรน าวิธีการแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในกิจกรรม การเรียนรู้ตามเหมาะสมกับ เรื่อง เนื้อหาวิชาหรือสาระการเรียนรู้ซึ่งจะเป็นการช่วยพัฒนาการคิด การจ า และการเรียนรู้ของ ผู้เรียนได้ดี(ทิศนา แขมมณี, 2548: 40-41) แต่ในปัจจุบันพบว่านักเรียนหลายคนไม่เข้าใจความหมายของค าศัพท์ไม่สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ประเมินค่าวรรณคดีได้ปัญหาเกี่ยวกับครูผู้สอนก็ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเช่นกัน สาเหตุหนึ่งเกิดจากครูรวมทั้งครูจัดการเรียนการสอนที่เน้นเนื้อหาของวรรณคดีประวัติผู้แต่งมากกว่า ที่จะให้ผู้เรียนอ่านตีความ วิเคราะห์ ประเมินค่าโดยมีครูเป็นผู้น ากิจกรรม และคอยดูแลชี้น าแก้ไข ข้อสงสัยของนักเรียน สอดคล้องกับงานวิจัยของชลธิชา หอมฟุ้ง (2558: 3) ที่กล่าวว่าปัญหาส าคัญ ของการเรียนวรรณคดีเกิดจากปัจจัยในด้านการเรียนการสอน 2 ปัจจัย คือ จากครูผู้สอนที่ใช้วิธีการ สอนที่ไม่น่าดึงดูดใจ ท าให้ง่วงนอน และไม่สอนให้นักเรียนได้เกิดกระบวนการคิดเพื่อน าไปปรับใช้ใน ชีวิต รวมไปถึงปัญหาที่เกิดจากตัวนักเรียนเอง โดยนักเรียนคิดว่าวรรณคดีเป็นเรื่องที่ไกลตัว น ามาปรับ ใช้ในชีวิตไม่ได้ตลอดจนไม่สามารถจดจ าเนื้อหาทั้งหมดในวรรณคดีได้ท าให้ไม่อยากเรียน การที่ นักเรียนจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนได้นั้น ต้องอาศัยเทคนิควิธีสอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ของครูที่จะดึงดูดความสนใจอีกทั้งสร้างแรงกระตุ้นและส่งเสริมทัศนคติอันดีต่อวรรณคดีไทยให้ได้โดย กระบวนการและเทคนิคที่จะท าให้สัมฤทธิ์ผลนั้นจะต้องใช้การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น ส าคัญ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย โดยมีครูเป็นผู้อ านวย ความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนใน ชั้นเรียนให้มีบรรยากาศที่เหมาะสมกับผู้เรียนในชั้นเรียน ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่น าวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิดมาใช้ในการสอนเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ เนื่องจากการใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นในการจัดการเรียนการสอนเป็นการจัด การเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งมีความสอดคล้องกับ การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันที่ จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง วิธีสอนนี้จะท าให้ นักเรียนเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยช่างสังเกต มีทักษะในการสืบค้นข้อมูล ด้วยตนเอง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลแล้วน ามาสร้างเป็นองค์ความรู้ของตนเองได้ อีกทั้งยังมีทักษะใน การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และบริการสังคมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งวิธีสอนนี้จะดึงดูดความสนใจของ


3 นักเรียนให้นักเรียนเกิดความอยากรู้และสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ที่มี คุณภาพได้ท าให้นักเรียนเป็นบุคคลที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด 2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด 3. สมมติฐานการวิจัย 3.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ มีผลต่อการเรียนรู้เรื่อง กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด มีคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิดอยู่ในระดับมาก 4. ขอบเขตการวิจัย 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 2/5 และ 2/6 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ปีการศึกษา 2566 จ านวน 3 ห้องเรียนรวม 113 คน 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียน ที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 38 คน ได้มาโดยการสุ่ม แบบเจาะจง (Purposive Sampling) 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ของส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับแผนผังความคิด เรื่อง กาพย์ห่อ โคลงประพาสธารทองแดง 4.2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ


4 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง แบ่งออกเป็น 5 แผน ประกอบด้วย 1) เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จ านวน 50 นาที 2) เรื่อง ลักษณะค าประพันธ์ จ านวน 50 นาที 3) เรื่อง ความเป็นมาเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จ านวน 50 นาที 4) เรื่อง เนื้อหาเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จ านวน 50 นาที 5) เรื่อง การวิเคราะห์คุณค่าและน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน จ านวน 50 นาที 4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ท าการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา ๒๕๖๖ จ านวน 5 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 – เดือนมกราคม 2567 5. นิยามศัพท์เฉพาะ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นิยามค าศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเพื่ออธิบายและ ขยายความค าศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย ได้ดังนี้ 5.1 แผนผังความคิด หมายถึง เทคนิคความคิด และวิธีการจดบันทึกความคิดของผู้เรียน เปรียบเสมือนการจ าลองความคิดจากสมองลงสู่กระดาษ โดยออกมาในลักษณะคล้ายแผนที่ แผนภาพ ที่แตกแขนงออกเหมือนกิ่งไม้ 5.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 Steps) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติกิจกรรม ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าสืบหาความรู้อย่างมี เหตุผลด้วยตนเอง ครูผู้สอนคอยจัดและดูแลบรรยากาศการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ผู้เรียน (สถาบัน พัฒนาคุณภาพวิชาการ, 2561) โดยมีขั้นในการจัดกระบวนการ ดังนี้ STEP 1 ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering) คือ นักเรียนร่วมกันตอบค าถามกระตุ้น ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน แล้วศึกษาเรื่องที่จะเรียนพร้อมกันโดยศึกษาจากสื่อการสอนของครู หลังจากนั้นนักเรียนระดมความรู้ถึงสิ่งที่นักเรียนรู้แล้วน าข้อมูลที่ได้มาจ าแนก STEP 2 ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) คือ นักเรียนน าความรู้ที่ได้จากการ เรียนรู้มาวิเคราะห์และร่วมกันสรุปสิ่งที่เข้าใจเป็นความรู้ร่วมกัน STEP 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge) คือ นักเรียนน าความรู้ที่ได้สรุปออกมาในรูปแบบแผนผังความคิด STEP 4 ขั้นสื่อสารและน าเสนอ (Applying the Communication Skill) คือ นักเรียน น าเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน โดยนักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง


5 STEP 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self - regulating) คือ นักเรียนประเมินผลงานตัวเอง และมีส่วนร่วมในกิจกรรม โดยน าไปใช้ในขั้นตอนการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5 แผน 5.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนที่เกิดจากการเรียนการสอน โดยวัดจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 20 ข้อ ที่ผู้วิจัยจัดท าขึ้น 5.4 ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจ ชอบใจ และมีแรงจูงใจให้นักเรียนรู้สึก อยากเรียนและยอมให้ความร่วมมือต่อการท ากิจกรรมในชั้นเรียน โดยวัดจากแบบสอบถาม ความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านที่ 1 เนื้อหา ด้านที่ 2 ด้านการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ และด้านที่ 3 ประโยชน์จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งประเมินค่าเป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 ผู้สอนได้แนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 6.2 นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนเนื้อหาวรรณคดีในรายวิชาภาษาไทย


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 5. งานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นก าลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ เต็มตามศักยภาพ 1.1 หลักการของหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณธรรมบน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์


7 1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญามีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกก าลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ก าหนด ซึ่ง จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิด สมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท างานและการ


8 อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้าน การเรียนรู้ การสื่อสารการท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5. อยู่อย่างพอเพียง 2. ซื่อสัตย์สุจริต 6. มุ่งมั่นในการท างาน 3. มีวินัย 7. รักความเป็นไทย 4. ใฝ่เรียนรู้ 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถก าหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม บริบท และจุดเน้นของตนเอง 1.3 มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องค านึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงก าหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ก าหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายส าคัญของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และ ค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกส าคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการ อะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อการประกัน คุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่ง รวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อ ประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งส าคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้ก าหนดเพียงใด


9 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสาระและมาตรฐาน การเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อน าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง มาตรฐานช่วงชั้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2) สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต้องมีความรู้ตามตัวชี้วัดที่ก าหนด ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 มาตรฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.2 1.สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่ อ่านในระดับที่ยากขึ้น วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกับ - ศาสนา - ประเพณี - พิธีกรรม - สุภาษิต ค าสอน - เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ - บันเทิงคดี - บันทึกการเดินทาง


10 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๒ . วิ เ ค ร า ะ ห์ แ ล ะ วิ จ า ร ณ์ ว ร ร ณ ค ดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นที่อ่าน พร้อมยกเหตุผลประกอบ การวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจาก ว ร ร ณ ค ดี ว ร ร ณ ก ร ร ม แ ล ะ วรรณกรรมท้องถิ่น ๓ . อ ธิบ า ยคุณค่ า ของ ย ว ร รณคดีแล ะ วรรณกรรมที่อ่าน การวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจาก ว ร ร ณ ค ดี ว ร ร ณ ก ร ร ม แ ล ะ วรรณกรรมท้องถิ่น ๔. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่านไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง การวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจาก ว ร ร ณ ค ดี ว ร ร ณ ก ร ร ม แ ล ะ วรรณกรรมท้องถิ่น ๕. ท่องจ าบทอาขยานตามที่ก าหนด บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มี คุณค่า - บทอาขยานตามที่ก าหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ จากการศึกษาเรื่องหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ผู้วิจัยพบว่าความรู้ เกี่ยวกับรายละเอียดของรูปแบบหลักสูตรทั้งในด้านวิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมายสมรรถนะส าคัญของ ผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัดต่างๆ สาระและ มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ในด้านการจัดท า แผนการเรียนรู้และข้อสอบให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ที่ก าหนด 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) 2.1 หลักการการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2559) กรอบการพัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการหารูปแบบแนวทางในการ พัฒนาการคิดให้กับผู้เรียน จึงเริ่มตันด้วยการตั้งคณะท างานขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี โกวิท ประวาลพฤกษ์ เป็นที่ปรึกษา ท าการศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากนั้นคณะท างานได้สังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีเหล่านั้นได้กรอบพัฒนาการคิด หรือโครงสร้าง ทักษะกระบวนการคิด 4 ประการ คือ การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) การจัดกระท าข้อมูล (Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying และการก ากับตนเอง (Self - regulating) เรียกย่อๆ ว่า GPAS โดยน าอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของโครงสร้างทักษะกระบวนการคิดนั้นมาใช้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) - ก าหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล(Focusing Skills)


11 - ก าหนดเป้าหมาย(Goal Setting) - สังเกตด้วยประสาทสัมผัส(Observing) - รวบรวมข้อมูลจากการสังเกต (Collecting) - เลือกข้อมูลมาใช้ (Selecting) - บันทึกข้อมูล (Encoding & Recording) - ดึงข้อมูลเดิมมาใช้และย่อความ (Retrieving & Summarizing) ขั้นที่ 2 การจัดกระท าข้อมูล(Processing) - จ าแนก(discriminating) - เปรียบเทียบ(Comparing) - จัดกลุ่ม(Classifying) - จัดล าดับ(Sequencing) - สรุปเชื่อมโยง(Connecting) - ไตร่ตรองด้วยเหตุผล(Reasoning) - วิจารณ์(Criticizing) - ตรวจสอบ(Verifying) ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) - ประเมินทางเลือก(Alternative assessment) - เลือกทางเลือก(Selecting alternative) - ใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์(creative) - ขยายความรู้ให้จริงมากขึ้น(expanding scenario) - การวิเคราะห์(analysis) - การตัดสินใจ (decision making) - การน าความรู้ไปปรับใช้(transferring - การแก้ปัญหา(problem solving) - การคิดวิจารณ์(critical thinking) - การคิดสร้างสรรค์(creative thinking) ขั้นที่ 4 ประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self - regulating) - การตรวจสอบและควบคุมการคิด(Meta Cognition) - การสร้างค่านิยมการคิด(Thinking Value) - การสร้างนิสัยการคิด (Thinking Disposition)


12 ทักษะกระบวนการคิด GPAS จึงเป็นขั้นตอนและจุดเน้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้โดยครูต้องก าหนดว่า นักเรียนจะสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิดของตนเองในการ สรุปความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์หลักการและทฤษฎีที่เรียนรู้นั้น กระบวนการสร้างความรู้ด้วย ตนเองเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเก็บข้อมูล และเลือกข้อมูลส าคัญที่เกี่ยวข้อง เป็นการน าข้อมูลมาจัดกระท าเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ จ าแนกเพื่อให้ ได้ความรู้ตามที่ก าหนดไว้ จากนั้นน าไปใช้ในการปฏิบัติจริงใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้จะตกผลึกภายในตัวของผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพของ ผู้เรียน และสะท้อนออกมาในภาระงานหรือการปฏิบัติที่ครูมอบหมาย เพื่อวัดและประเมินผลในเรื่อง ที่สอนการเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกการใช้ค าถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบทบทวน การคิด พูด ท า เสมอๆ เพื่อปรับปรุงงานในขณะด าเนินการให้ดียิ่งขึ้น ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2551: 20-23) ครูควรสอดแทรก การก ากับตนเอง/การเรียนรู้ด้วยตนเองเข้าไปในขณะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโครงสร้าง 3.2.1 – 3.2.3 ตลอดเวลา เพื่อปลูกฝังคุณลักษณะรักการคิด จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า แนวทางการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เป็นกระบวนการพัฒนาการคิดที่มีขั้นตอนการพัฒนาที่ ชัดเจนโดยเริ่มจากการรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) การจัดกระท าข้อมูล (Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) และการก ากับตนเอง (Self - regulating) 2.2 โครงสร้างของ GPAS ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ได้ ปรับปรุงโมเดลของ GPAS โดยมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ครูก าหนดเป้าหมายที่เป็นงาน/ชิ้นงานที่เกิดจากการเรียนรู้ของนักเรียนแล้ว ออกแบบ การจัดการเรียนรู้เพื่อน าไปสู่การบรรลุเป้าหมายนั้นๆ ขั้นที่ 2 นักเรียนลงมือศึกษาความรู้ เก็บรวบรวมข้อมูล เลือกข้อมูลส าคัญแล้น ามา จัดกระท าเป็นหมวดหมู่ จ าแนก เพื่อให้ผลงาน/ชื้นงานตามที่ดูก าหนด ขั้นที่ 3 นักเรียนเสนอแนวทางการน าความรู้ไปปฏิบัติหรือแก้ปัญหา บางกรณีอาจ น าไปปฏิบัติจริงหรือแก้ปัญหาจริง ขั้นที่ 4 นักเรียนสรุปผลที่ได้จากกระบวนการที่ตกผลึกในตนเอง


13 การปฏิบัติตามขั้นตอน GPAS เป็นการปลูกฝังการคิดโดยอัตโนมัติ เมื่อฝึกบ่อยๆ ก็จะ เกิดทักษะการคิดและมีนิสัยรักการคิด น าไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ ด้านการอ่านของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 2.3 แนวคิดส าคัญของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) นักวิชาการหลายท่านได้ให้แนวคิดส าคัญของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบไว้ ดังนี้ ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2559: 151-152) กล่าวว่า กระบวนการเรียนการสอน GPAS 5 Step ของสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) (2561) มีจุดเน้นในการจัดกระบวนการ เรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เริ่มจากการที่ครูออกแบบการเรียนรู้โดยครูต้องก าหนดว่า นักเรียนจะสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็นข้อความรู้ จากการเรียบเรียงความคิดของตนเองในการ สรุปความคิดรวบยอด พรพรรณ ศรีหาวงศ์ (2562: 33) กล่าวว่า กรอบการพัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการหารูปแบบแนวทางใน การพัฒนาการคิดให้กับผู้เรียน จึงเริ่มต้นด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี โกวิท ประวาล พฤกษ์ เป็นที่ปรึกษา ท าการศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ จากนั้นคณะท างานสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีเหล่านั้นได้กรอบการพัฒนาหรือ โครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 4 ประการ คือ การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) การจัด กระท าข้อมูล (Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) และการก ากับตนเอง (Self - Regulating) เรียกย่อๆ ว่า GPAS โดยน าอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของโครงสร้างทักษะกระบวนการ คิดนั้นมาใช้ และต่อมาสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) (2564: 21) ได้น ากระบวนการเรียนรู้ แบบ 5 Steps มาบูรณาการเข้ากับโครงสร้างทักษะการคิด GPAS เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Step โดยเพิ่มเติมขั้นสื่อสารและน าเสนอ (Applying the Communication Skill) เข้าไปใน ขั้นตอนการออกแบบการเรียนรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยราชภัฎไลยอลงกรณ์ ในพระบรมชูปถัมป์ และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (ม.ป.พ.: 17-18) กล่าว่า กระบวนการคิดขั้น สูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถถักทอความรู้ ทักษะกระบวนการ และค่านิยมอย่างกลมกลืนในกระบวนการขั้นต่างๆ โดยไม่ติดกับเนื้อหาวิชาจึงสามารถน าไปใช้ได้กับ ทุกวิชาและการเรียนรู้ที่ต้องใช้ศาสตร์ต่างๆ มาสัมพันธ์กัน เมื่อนักเรียนมีความสนใจ ความถนัดด้านใด สามารถเริ่มจากค าถาม ข้อสงสัยของตนหรือของกลุ่ม แล้วแสวงหาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์เป็น ความรู้ที่เป็นหลักการแล้วน าหลักการที่ได้ไปประยุกต์ใช้สร้างผลงาน นวัตกรรมที่น าไปใช้ประโยชน์กับ ชุมชน มีการประเมินก ากับตนเอง ประเมินผลที่เป็นคุณค่าต่อสังคม รวมทั้งสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป เกิด เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติในสภาพจริงของชุมชน แล้วจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนา


14 สมรรถนะของนักเรียนซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม ดังนั้นกระบวนการคิดขั้นสูง เชิงระบบ (GPAS 5 Steps) จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาสมรรถนะเพื่อการ เปลี่ยนแปลงตามทิศทางของการเรียนรู้ที่จะช่วยสร้างอนาคตที่ดี 2.4 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) นักวิชาการหลายท่านได้ล าดับขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เชิงระบบไว้ ดังนี้ นภาพร ภาเชื้อ (2557: 50) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในกระบวนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ STEPS 1.ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering) จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ขณะร่วมกิจกรรมสามารถตั้งค าถาม ประเด็น เรื่องสถานการณ์ที่จะศึกษา ตั้งค าถามใหม่อย่างมีเหตุผล และสร้างสรรค์เพื่อการส ารวจ และแสดงความคิดเห็น ของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น STEPS 2. ชั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) จากแบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียน สามารถแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนทศจากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ตหรือจากการปฏิบัติทดลอง เลือกอุปกรณ์ที่ถูกต้องเหมาะสมในการส ารวจ ตรวจสอบให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้บันทึกข้อมูลในเชิงปริมาณและคุณภาพและตรวจสอบผลกับสิ่งที่คาด การไว้ จากแหล่งเรียนรู้ STEPS 3. ชั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ ( Applying and Constructing the Knowledge)จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน เป็นขั้นที่นักเรียนมีการบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ คุณภาพและตรวจสอบผลกับสิ่งที่คาดการณ์ไว้น าเสนอผลและข้อสรปุ แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ อธิบายและสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ บันทึกและอธิบายผลการส ารวจตรวจสอบตามความเป็นจริงมีการ อ้างอิงข้อมูลด้วยแบบต่างๆ สรุป ผลสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ STEPs 4 . ขั้น สื่ อส า ร แ ล ะน าเ สน อ ( Applying the Communication Skill) นักเรียนสามารถน าเสนอความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน สังเกต ส ารวจ และทดลองตามขั้นตอนที่ก าหนด ลงความคิดเห็นและอภิปรายสรุปผลการสังเกต ส ารวจและทดลองอย่างมีเหตุผลบันทึกผลการสังเกต ส ารวจและทดลอง น าเสนอสื่อสารสิ่งที่เรียนให้ ผู้อื่นเข้าใจได้ สามารถออกแบบและสร้างสิ่งประดิษฐ์อย่างง่าย STEPs 5 . ขั้นป ร ะเ มิน เพื่ อเพิ่ ม คุณ ค่ าบ ริ ก า ร สัง ค ม แ ล ะ จิ ต ส า ธ า ร ณ ะ (SelfRegulating) นักเรียนน าความรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม เห็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มีจิตสาธารณะและบริการสังคม ด้วยการท างานเป็นกลุ่มร่วมกันสร้างผลงานที่ได้จากการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนสามารถสืบเสาะ ค้นหาเพื่ออธิบายเกี่ยวกับการ แยกสารผสม ตรวจสอบ ใช้เครื่องมือและวิธีการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส ารวจตรวจสอบ


15 อธิบายสิ่งที่ค้นพบข้อมูล หลักฐาน และองค์ความรู้วิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผล น าเสนอสิ่งที่เรียนรู้ได้ อย่างชัดเจน เที่ยงตรง มีเหตุผลกับเพื่อนร่วมงานและตอบค าถามได้ ยุวรัตน์ นักท านา (2563: 6) กล่าวว่า “การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ GPAS 5 Steps มี ทั้งหมด 5 ขั้นตอน คือ ขั้นรวบรวมข้อมูล (Gathering) ขั้นวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge) ขั้น สื่อสารและน าเสนอ (Applying the Communication Skill และขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่าบริการ สังคมและจิตสาธารณะ (Self - Regulation)” สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) (2564: 22) ได้สรุปขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ แบบ GPAS 5 Steps ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูลเริ่มจากค าถามเพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้สังเกต สงสัย กระตุ้นความสนใจ ตระหนักในปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ตั้งข้อสงสัย เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องมา คัดเลือกและจัดเก็บเพื่อน าไปสู่การกระท าให้เกิดความหมายต่อไป ขั้นที่ 2. ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้เป็นการจัดกระท าข้อมูล โดยใช้แผนภาพ ความคิดมาช่วยจัดความคิดให้เป็นระบบ เช่น การจ าแนก การจัดกลุ่มจัดล าดับ เปรียบเทียบ เชื่อมโยง สัมพันธ์ และเชื่อมโยงสู่โครงสร้างความดี คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมเชิงบวก น า ไปสู่การ ออกแบบสร้างทางเลือกตัดสินใจและวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อน าไปสู่ ความส าเร็จ ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติเขียนขั้นตอนการปฏิบัติงาน และ ลงมือท าจริง โดยมีการตรวจสอบเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้เกิดผลดีกว่าเดิมในแต่ละขั้นตอน สรุป เป็นความรู้ ความคิดรวบยอด แบบแผน หลักการและน ากระบวนการ ทักษะ และหลักการไปขยาย ความรู้สู่ท้องถิ่นและสังคมที่กว้างไกลออกไปจนถึงระดับโลก ขั้นที่ 4 ขั้นสื่อสารและน าเสนอน าร่องรอยการคิด การคิดสร้างสรรค์ที่หลอมรวม คุณธรรม ค่านิยมเชิงบวกร่องรอยการท างาน การแก้ปัญหา จนเกิดผลงานที่มีคุณภาพกว่าเดิม มี คุณค่ามากกว่าเดิม จนสามารถสรุปเป็นหลักการน าเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การบรรยาย เอกสารเผย แพร่จัดท าเป็น Video Presentation หรือเผยแพร่ผ่าน Website ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า บริการสังคมและจิตสาธารณะเป็นการพัฒนาการ ประเมินเชิงระบบเพื่อให้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งของกลไก ทีมงานและตนเอง เพื่อปรับปรุงแก้ไข และปรับ เพิ่มคุณค่าด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่จะขยายประโยชน์ คุณค่าให้ถึงสังคมทุกมิติ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม ความเป็นพลเมือง ความเป็นพลโลกสิ่งแวดล้อมโลก จนตกผลึกเป็นตัวตนกลายเป็น บุคลิก มีเหตุผล รักษ์สิ่งแวดล้อม สังคม ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตรงตามสมรรถนะส าคัญ


16 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และตัวชี้วัด ครอบคลุมทั้งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล และความเป็นพลโลกในศตวรรษที่ 21 อย่าง สมบูรณ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรม ชูปถัมป์ และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. (ม.ป.พ.: 44 - 45) กล่าวว่า การสอนแบบ Active Learning แนวคิด GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้างการคิดขั้นสูง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 Gathering รวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 2 Processing จัดระบบข้อมูล ขั้นที่ 3 Applying (1) ปฏิบัติและสรุปความรู้ (Applying and Constructing the knowledge) ขั้นที่ 4 Applying (2) สื่อสารและน าเสนอ (Applying the Communication Skill) ขั้นที่ 5 Self - Regulation ประเมินเพิ่มคุณค่า สรุปได้ว่า กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เป็นกระบวนการที่ส่งเสริม และพัฒนาให้มีกระบวนการคิดขั้นสูง ผ่านกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจนได้มาซึ่งชิ้นงานหรือ นวัตกรรมของผู้เรียนที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศ ตามที่สถาบันพัฒนา คุณภาพวิชาการ (พว.) ได้พัฒนาไว้เป็นขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 2 ขั้นคิด วิเคราะห์และสรุปความรู้ ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติขั้นที่ 4 ขั้นสื่อสารและ น าเสนอ และขั้นที่ 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด ซึ่งประกอบไปด้วยความหมาย ของแผนผังความคิด หลักการท าแผนผังความคิด วิธีการเขียนแผนผังความคิด และประโยชน์ของ แผนผังความคิด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 3.1 ความหมายของแผนผังความคิด แผนผังความคิดเป็นแผนภาพหรือแผนผังที่สร้างขึ้นจากความเข้าใจหรือความสามารถใน การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์หลักกับมโนทัศน์ย่อยเป็นการแสดงโครงสร้างของการคิด ซึ่งนักวิชาการหลายท่านได้ใหความหมายของแผนผังความคิดไวดังนี้


17 ไสว ฟักขาว (2542) ได้ให้ความหมายว่าของแผนผังความคิดไว้ว่า เป็นแผนผังหรือ แผนภาพที่แสดงความสัมพันธ์ของมโนทัศน์หรือความคิดรวบยอด (Concept) ที่เริ่มจากมโนทัศน์หลัก (Main Concepts) ซึ่งท าหน้าที่เป็นชื่อเรื่อง แล้วแตกแขนงไปสู่มโนทัศน์รองและมโนทัศน์ย่อยๆ กระจายออกไปโดยรอบคล้ายกับลักษณะของเซลล์สมอง ซึ่งจะท าให้เกิดภาพแห่งการเชื่อมโยงของ องค์ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างละเอียดลออ ทุกแง่มุม แผนที่ความคิด (Mind Map) เป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้ที่ใช้ในการช่วยผู้เรียนในการเชื่อมโยงสารสนเทศต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่าง ความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องให้เห็นเป็นรูปธรรมในลักษณะแผนภาพ ธัญญา ผลอนันต์ (2543) ได้เสนอไว้ว่า Mind Map คือเทคนิคการจดบันทึกที่ พัฒนาขึ้นจากความรู้เรื่องสมองและความทรงจ าของมนุษย์ แผนที่ความคิดเป็นเครื่องมือที่ช่วยใน การเรียนรู้ รวบรวม บันทึก และสรุปความรู้ความคิด โดยเริ่มจากความคิดหลักหรือหัวเรื่องแล้วแยก ออกไปเป็นความคิดรองและความคิดย่อยๆ อย่างเป็นระบบ เป็นการท างานร่วมกันของสมองทั้ง ซีกซ้ายและซีกขวา สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2544) กล่าวไว้ว่า แผนที่ความคิด (Mind Mapping) เป็นรูปแบบที่ใช้แสดงการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดย่อยที่สัมพันธ์กัน ทิศนา แขมมณี (2545) ได้ให้ความหมายของแผนผังความคิดไว้ว่าแผนผังความคิดเป็น ผังที่แสดงความสัมพันธ์ของสาระหรือความคิดต่างๆ โดยใช้เส้น ค า ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง สี เครื่องหมาย รูปทรงเรขาคณิตและภาพแสดงความหมาย จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า แผนผังความคิดเป็นการแสดง โครงสร้างของการคิด กระบวนการคิด ความสัมพันธ์ของกระบวนการคิดตั้งต้นจนจบ เป็นแผนผังหรือ แผนภาพที่แสดงความสัมพันธ์ของสาระหรือความคิดต่างๆ จากความคิดหลักไปสู่ความคิดรองและ ความคิดย่อย ให้เห็นเป็นโครงสร้างในภาพรวมโดยใช้เส้น ค า สี เครื่องหมายสัญลักษณ์และภาพแสดง ความหมาย และความเชื่อมโยงของความคิดหรือสาระนั้นๆ ท าให้มองเห็นความสัมพันธ์ของความคิด ได้ชัดเจน 3.2 หลักการท าแผนผังความคิด หลักการท าแผนผังความคิดที่สมบูรณ์ สะดุดตา ง่ายต่อการเข้าใจและรื้อฟื้นความจ านั้น มีหลักการขั้นตอนในการเขียนอย่างไร ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้หลักการท าแผนผังความคิดไว้ดังนี้ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2545) ได้กล่าวไว้ว่า


18 1. เริ่มด้วยภาพที่ตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษภาพๆ เดียวมีค่ากว่าค าพันค าและยังช่วยให้ เกิดความคิดสร้างสรรค์และยังเพิ่มความจ ามากขึ้นด้วย 2. ใช้ภาพให้มากที่สุดในแผนผังความคิดก่อนค าส าคัญ หรือรหัสเพื่อเป็นการช่วยการ ท างานของสมอง ดึงดูดสายตาและช่วยในการจ า 3. ควรเขียนค าส าคัญบรรจงตัวใหญ่ๆ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ เมื่อย้อนกลับมาอ่านใหม่ จะให้ภาพที่ชัดเจน สะดุดตา อ่านง่าย และก่อผลกระทบต่อความคิดมากกว่า การใช้เวลาเพิ่มอีกเล็กน้อยในการเขียนตัวให้ใหญ่จะท าให้อ่านง่ายชัดเจน และจะช่วยให้สามารถ ประหยัดเวลาได้เมื่อย้อนกลับมาอ่านใหม่ อีกครั้ง 4. เขียนค าส าคัญเหนือเส้นและแต่ละเส้นต้องเชื่อมต่อกับเส้นอื่นๆ เพื่อให้แผนผัง ความคิด (Mind Mapping) มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ 5. ค าส าคัญควรมีลักษณะเป็น “หน่วย” โดยค าส าคัญ 1 ค า ต่อเส้น 1 เส้น ค าละเส้น เพราะจะช่วยให้ค าแต่ละค าเชื่อมโยงกับค าอื่นๆ ได้อย่างอิสระ เปิดทางให้แผนผังความคิด (Mind Mapping) คล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น 6. ระบายสีให้ทั่วแผนผังความคิด (Mind Mapping) เพราะสีช่วยยกระดับความจ า เพลินตากระตุ้นสมองซีกขวา 7. เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ควรปล่อยให้หัวคิดมีอิสระมากที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้ อย่ามัวคิดว่าจะเขียนลงตรงไหนดี หรือว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไรลงไปเพราะล้วนแต่จะท าให้ งานล่าช้าอย่างน่าเสียดาย ลักษณาพร คชโคตร (2552) ได้ก าหนดหลักการเขียนแผนผังความคิด ไว้ดังนี้ 1. หากระดาษเปล่าไม่มีเส้น เพื่อจะได้มีอิสระ 360 องศา ในการแสดงออกของทักษะ สมองอย่างครบถ้วน หากใช้กระดายมีเส้นจะเป็นการตีกรอบการไหลของความคิด 2. วางกระดาษตามแนวนอน เพื่อจะมีช่องว่างทางด้านข้างมากขึ้น เวลาใช้จะได้ไม่ตก กรอบเร็วเกินไป 3. เริ่มที่จุดกึ่งกลางหน้า เพราะในโลกความคิดของเรา จุดเริ่มต้นอยู่ที่ศูนย์กลาง 4. วาดภาพศูนย์กลางที่เป็นใจความใหญ่ของเรื่องที่จะเขียนหรือคิดตามความคิดเห็น ของตนเอง เพราะภาพๆหนึ่งมีค่ามากกว่าพันค า ภาพเปีดทางไปสู่การเชื่อมโยงการรวมศูนย์ความคิด ท าให้สนุกและฟื้นความจ าได้ง่าย ใช้สีอย่างน้อยสามสีในภาพ เพราะสีช่วยในการกระตุ้นจินตนาการ ของสมองซีกขวาและช่วยจับจุดและยึดความสนใจ ให้ภาพศูนย์กลางสูงและกว้างประมาณ 2 นิ้ว หรือ 5 เซนติเมตร เพราะภาพขนาดนี้ท าให้มีที่เหลือมากพอในแผนผังความคิด ภาพควรมีรูปร่างไม่เหมือน ใคร และไม่ควรมีกรอบภาพ


19 5. หัวข้อส าคัญของเรื่องแตกออกจากศูนย์กลางภาพ เพราะต้องการให้เห็นความส าคัญ ของภาพ และควรเขียนด้วยอักษรตัวหนาเพื่อให้สองรับได้ง่าย ดูง่ายและฟื้นความจ าง่าย เขียนค าลง บนเส้นที่มีความเท่ากับตัวหนังสือ ความหนาของเส้นก็ช่วยเน้นความส าคัญและเส้นต้อง ต่อตรง ออกมาจากศูนย์กลางของภาพ ติดกับส่วนใดส่วนหนึ่งของศูนย์กลางของภาพด้วย 6. เติมกิ่งก้านสาขาหัวข้อส าคัญด้วยจินตนาการ 7. จากนั้นเริ่มแตกแขนงออกมาจากความคิดที่สอง ค าหรือภาพะแตกออกมาจากสาขา ใหญ่ เส้นต้องต่อกันและบางลงไปตามระยะที่ห่างจากภาพศูนย์กลางและค าที่เขียนก็จะเล็กลงเพราะ จะได้บ่งบอกถึงระดับความส าคัญเหมือนกิ่งก้านที่แผ่ออกมา ขนาดและรูปร่างของตัวอักษรก็จะให้ ข้อมูลเพิ่มเติมที่สะท้อนความส าคัญและความหมาย 8. แตกแขนงข้อมูลออกไปยังระดับที่สาม และสี่ ความคิดที่ไหลออกมาจากสมองใช้รูป ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 9. เพิ่มความลึกเข้าไปในแผนผังความคิด โดยการตีกรอบใส่กล่อง เพิ่มสีรอบๆ ค าหรือ ภาพ เพื่อให้เรื่องที่ส าคัญโดดเด่นออกมา ธราเทพ แสงทับทิม (2556) ได้ก าหนดหลักการเขียนแผนผังความคิด ไว้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 หาหัวเรื่อง (Central idea) 1. หากระดาษเปล่าวางในแนวนอน เพื่อจะได้มีพื้นที่ส าหรับจินตนาการความคิด 2. เขียนหัวเรื่องไว้กลางหน้ากระดาษ โดยหัวเรื่องสามารถเป็นได้ทั้งข้อความและ รูปภาพง่ายที่เราเข้าใจ ขั้นตอนที่ 2 หาแนวความคิดล าดับพื้นฐานหรือหัวข้อหลัก (Basic Ordering Ideas) 1. หาค าที่ใช้แทนความหมายของหัวข้อหลักซึ่งเป็นค าสั้นๆเพื่อสื่อความหมาย 2. วาดเส้นกึ่งของหัวข้อหลักกระจายออกจากหัวเรื่องที่อยู่กลางหน้ากระดาษ 3. เขียนหัวข้อหลักหรือวาครูปง่ายๆ แทนข้อความลงไปบนเส้นกิ่ง ขั้นตอนที่ 3 คิดลึก 1. ให้แตกความคิดของหัวข้อหลักแต่ละ หัวข้อแยกย่อยลงไปอีก พร้อมหาค าหรือภาพ มาใช้สื่อความหมายแทนหัวข้อนั้น ใช้จินตนาการและการเชื่อมโยงให้เต็มที่ ซึ่งการคิดหัวข้อรองๆ ลง ไปอีกนั้นจะเรียกว่า “คิดลึก” เทคนิคอีกอย่างหนึ่งในการเขียนแผนผังความคิดคือ สีและภาพ โดยสีจะช่วยกระตุ้น สมองให้เกิดจินตนาการและเพิ่มการจดจ าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอย่างน้อยควรใช้สีจ านวน 3 สีขึ้นไปส่วนภาพ จะเป็นตัวกระตุ้นจินตนาการและสมองซีกขวาได้เป็นอย่างดี ท าให้เกิดความสนใจโดยอัตโนมัติเพราะ สายตาจะมองหารูปภาพมากกว่าตัวหนังสือ


20 จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า หลักการการเขียนแผนผังที่แสดง ความคิดหลักหนึ่งความคิด โดยเขียนไว้ตรงกลางหน้ากระดาษและเขียนประเด็นที่ส าคัญที่เกี่ยวข้อง กับประเด็นหลัก จากนั้นจึงเขียนกระจายความคิดแตกออกเป็นแขนงรอบๆ โดยมีเส้นเชื่อมเป็นการ บอกรายละเอียดและมีเทคนิคคือการตกแต่งด้วยสีและเส้นขนาดต่างๆ พร้อมรูปภาพง่ายๆ เพื่อให้ง่าย ในการจดจ า กระตุ้นสมองสร้างจินตนาการและการรื้อความจ า 3.3 วิธีการเขียนแผนผังความคิด วิธีการเขียนแผนผังความคิดมีหลายวิธีไม่ว่าจะเป้นการใช้ท าในรูปแบบกิ่งก้านคล้าย ต้นไม้ การใ้สัญลักษณ์ รูปทรงเลขาคณิตต่างๆ ซึ่งได้มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงวิธีการเขียน แผนผังความคิด ไว้ดังนี้ อาณัติ รัตนถิรกุล (2553) ได้กล่าวถึงการเขียนแผนผังความคิดว่าเป็นการเขียนด้วย กระดาษเปล่าเพียงแผ่นเดียวโดยก าหนดหัวเรื่องหลักของแนวคิด (Concept) ไว้ตรงจุดกึ่งกลาง หลังจากนั้นก็เขียนความคิด (Idea) ออกเป็นกิ่งก้าน คล้ายกับกิ่งของต้นไม้ แต่ละกึ่งแตกใบรูปภาพง่าย ที่เราเข้าใจย่อยๆ ออกหลายๆ ใบ โดยใบไม้แต่ละใบเปรียบเสมือนหัวข้อ หรือเนื้อหาที่ต้องการใช้ใน การสอน เพื่อวัตถุประสงค์นั้นๆ โดยมีเครื่องมือในการเขียนดังนี้ กระดาษเปล่า ดินสอหรือปากกา หลากหลาย สี ยางลบ และหัวเรื่องในการเขียนแผนผังความคิด ซึ่งมีขั้นตอนการเขียนดังต่อไปนี้ 1. เขียนหัวเรื่องหลักของแนวคิดที่กึ่งกลางหน้ากระดาษ ใช้ดินสอหรือปากกาอย่างน้อย 3 สี 2. ใช้รูปภาพ หรือสัญลักษณ์ ในการสื่อผ่านแผนผังความคิดให้มากที่สุด เพราะรูปภาพ จะท าให้จดจ าได้ง่าย 3. ขีดเส้นออกจากจุดศูนย์กลางความคิดหลักที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ 4. วาดวงรีต่อจากเส้นความคิดหลักในข้อ 3. 5. เขียนหัวข้อความคิดหลัก พร้อมวาครูปที่เกี่ยวข้องประกอบ 6. ขีดเส้นย่อยออกจากความคิดหลัก เป็นกึ่งคล้ายๆกึ่งของต้นไม้ 7. วาดวงรีต่อจากเส้นย่อยในข้อ 6. 8. เขียนความคิดย่อย พร้อมวาครูปที่เกี่ยวข้องประกอบ 9. ย้อนท าตามข้อ 3. – 8. จนเนื้อหาครบสมบูรณ์ 10. บางทีก็ล้อมกิ่งก้านสาขาเป็นรูปร่างแปลกๆ เพื่อช่วยให้เกิดความจ า ใช้แถบสีตาม กิ่งก้านสาขา เพิ่มลูกศรและรหัสระหว่างข้อมูลเพื่อแสดงความสัมพันธ์ จะท าให้แผนผังความคิดชวน ติดตามและเตือนว่าต้องท าอะไรต่อไป


21 11. ท าให้แผนผังความคิดดูสวยมีศิลป์มากขึ้น มีสีสันสดใสมากด้วยจินตนาการเพิ่ม ความลึกหรือมิติท าให้น่าสนใจส าหรับตนเองและคนอื่น 12. สามารถเล่นกับแผนผังความคิดได้อย่างสนุก แทรกอารมณ์ขัน หรือท าให้หรูหรา เพื่อสมองของเราจะได้สนุกสนาน เรียนรู้ได้เร็วขึ้นและฟื้นฟูความหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ เรียนรู้ของตัวเราก็จะสนุกสนานไปด้วย วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2555) กล่าวถึงวิธีการเขียนแผนผังความคิด (Mind Mapping) ไว้ดังนี้ 1. วาดภาพสีหรือเขียนค าหรือข้อความที่สื่อหรือแสดงถึงเรื่องที่ท า Mind Mapping กลางหน้ากระดาษ โดยใช้สีอย่างน้อย 3 สี และต้องไม่ตีกรอบด้วยรูปเรขาคณิต 2. คิดถึงหัวเรื่องส าคัญที่เป็นส่วนประกอบของเรื่องที่ ท า Mind Mapping โดยให้เขียน เป็นค าที่มีลักษณะเป็นหน่วย หรือเป็นส าคัญ (Key Word) สั้นๆ ที่มีความหมายบนเส้นซึ่งแต่ละเส้น จะต้องแตกออกจากศูนย์กลางไม่ควรเกิน 8 กิ่ง 3. แตกความคิดของหัวเรื่องส าคัญ และหัวเรื่องในข้อ 3 ออกเป็นกิ่งหลายๆ กิ่งโดย เขียนค าหรือวลีบนเส้นที่แตกออกไป ลักษณะของกิ่งควรเอนไม่เกิน 60 องศา 4. แตกความคิดรองลงไปที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละกิ่งในข้อ 4 โดยเขียนค าหรือวลี เส้นที่แตกออกไป ซึ่งสามารถแตกความคิดออกไปได้เรื่อยๆ ตามที่ความคิดจะไหลออกมา 5. การเขียนค าควรเขียนด้วยค าที่เป็นค าส าคัญ หรือค าหลัก หรือเป็นวลีที่มีความหมาย ชัดเจน 6. ค า วลี สัญลักษณ์ หรือรูปภาพใดที่ต้องการเน้น อาจใช้วิธีการท าให้เด่น เช่น การล้อมกรอบ หรือใส่กล่อง เป็นต้น 7. ตกแต่ง Mind Mapping ให้มีสีสันสวยงานสดใส น่าสนใจ ทิศนา แขมมณี (2557) ได้อธิบายขั้นตอนของการเขียนแผนผังความคิดไว้ดังนี้ 1. เขียนความคิดรวบยอดหลักไว้ตรงกลาง แล้วแตกสาขาออกไปเป็นความคิดรวบยอด ย่อยๆ 2. เขียนค าที่เป็นตัวแทนความหมายของความคิดนั้นๆ ลงไป และใช้รูปทรงเรขาคณิต แสดงระดับของค า ค าใดอยู่ในขอบเขตหรือระดับเดียวกัน ใช้รูปทรงเรขาคณิตเดียวกันล้อมกรอบค า นั้น รูปทรงเรขาคณิตที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เป็นต้น 3. ลากเส้นเชื่อมโยงความคิด เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของความคิดต่างๆ เส้นที่ใช้อาจ เป็นเส้นตรง เส้นโค้ง หรืออาจใช้ลูกศร แสดงความเชื่อมโยงของความคิดต่างๆ 4. ใช้ลักษณ์ต่างๆ เป็นตัวแทนความหมายของความคิดและความรู้สึกต่าง 5. สร้างแผนผังความคิดให้สมบูรณ์ตามความเข้าใจของตน


22 จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า วิธีการเขียนแผนผังความคิดถ้าใช้ รูปภาพ สัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงเรื่องที่ก าลังสรุปอยู่จะท าให้จดจ าได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ควรใช้ค าหรือวลีที่มี ความชัดเจน การใช้สีระบายตกแต่งจะท าให้ผลงานมีความน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย 3.4 ประโยชน์ของการใช้แผนผังความคิด ประโยชน์ของการสร้างแผนผังความคิดมีอยู่หลายประการ ทั้งการช่วยในการจ า การกระตุ้นสมองและการรื้อฟื้นความจ า ซึ่งเกิดจากการใช้รูปภาพ สี เป็นตัวกระตุ้นให้สมองเกิด ความทรงจ าและเรียกความจ าได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งได้มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงประโยชน์ของ การใช้แผนผังความคิดไว้ดังนี้ สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2543) ได้กล่าวถึงครูกับประโยชน์ของการใช้แผนผังความคิดไว้ พอสังเขปดังต่อไปนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเนื้อหาสาระ ความเชื่อมโยงของเนื้อหาหรือมโนทัศน์ ต่างๆ เน้นให้เห็นวิธีการคิด 2. ช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เส้นทางการเรียนรู้ที่ครูจะพัฒนา ผู้เรียน 3. เป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Cognitive tools ช่วยให้ผู้เรียนวิเคราะห์หามโนทัศน์ที่ก าลัง ศึกษารู้ความหมาย การแบ่งประเภท ความเกี่ยวข้องของข้อมูลที่แสดงลักษณะของมโนทัศน์นั้นๆ เรียงล าดับ (ขั้นตอน) ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมโนทัศน์นั้นๆ สาเหตุของเหตุการณ์นั้นๆ หรือผลอันเกิด จากเหตุต่างๆ 4. เป็นเครื่องหมายที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด ครูสามารถเข้าใจความคิด ของผู้เรียนหรืออีกนัยหนึ่งคือ สามารถตรวจสอบความคิดของผู้เรียนเกี่ยวกับเนื้อหาหรือมโนทัศน์ ต่างๆ ได้ หรือประเมินความคิดความเข้าใจของผู้เรียนได้ 5. ใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนการสอนแบบบูรณาการ ครูใช้แผนที่ความคิดเชื่อมโยง ความเกี่ยวข้องของเนื้อหาสาระ (Content) ที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชาต่างๆ ( disciplines) กับกระบวนการเรียนรู้(Learning process) ที่ท าให้เกิดทักษะ (Skill) แผนที่ความคิดที่เป็น web เป็น เสมือนพิมพ์เขียวของครู ท าให้ครูวางแผนการสอนได้ชัดเจนขึ้น 6. แผนที่ความคิดที่เป็นแผนผังความคิด (Concept mapping) สามารถใช้เป็น เครื่องมือในการวิเคราะห์หนังสือเรียนก่อนที่ครูจะเลือกใช้เพื่อศึกษาการพัฒนามโนทัศน์ (Conceptual development)ให้แก่ผู้เรียนของผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นๆ เพื่อให้ตรงตามจุดประสงค์ การเรียนรู้และความต้องการของครูและผู้เรียน


23 ไสว ฟักขาว (2544) ได้สรุปประโยชน์ของแผนที่ความคิดไว้ ดังนี้ 1. ใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหาหรืองานต่างๆ 2. ใช้ในการระดมพลังสมอง (Brainstorming) 3. ใช้ในการสรุปหรือสร้างองค์ความรู้ 4. ใช้จดระบบความคิดและช่วยให้จ าได้ดี 5. ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เช่น กรเขียนเรียงความ การเขียนบทความ 6. ใช้ในการจดโน้ต หรือท าโน้ตส าหรับน าเสนอ ส าหรับการเรียนการสอนนั้นแผนที่ความคิดมีประโยชน์อย่างน้อย 4 ประการ 1. ใช้ในการวางแผนการสอน 2. ใช้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถท าเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ 3. ใช้ในการสรุปความคิดรวบยอดของบทเรียน 4. ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน น้ าผึ้ง มีนิล (2545) กล่าวถึงประโยชน์ของแผนผังความคิดในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. เป็นเครื่องมือที่ใช้ส ารวจความรู้เดิมของผู้เรียน ท าให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ส าหรับการสอนของครู 2. เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดและแสดงแบบของการคิดที่เข้าใจ ง่ายสามารถอธิบาย และมองเห็นได้อย่างเป็นระบบชัดเจน 3. เป็นเครื่องมือส าหรับการเรียนรู้โดยใช้ผังกราฟฟิกสรุปสิ่งที่เรียนเพื่อจะท าให้เกิด ความคงทนของการ เรียนรู้เพราะผู้เรียนจะเห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนไปทั้งหมด 4. ช่วยพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาของผู้เรียน ทวีศักดิ์ ภวนานันท์ (2545) ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของแผนผังความคิด ดังนี้ 1. ส าหรับข้อมูลที่ชับซ้อนหากเขียนด้วยแผนผังความคิดจะช่วยท าให้เกิดความ รวดเร็วมากกว่าการเขียนเป็นค าหรือเป็นประโยค 2. เนื่องจากแผนผังความคิดเป็นวิธีการคิดที่ต้องใช้สมองทั้งสองข้างซึ่งสมองซีกซ้าย จะท าหน้าที่ในการวิเคราะห์ค า ภาษา สัญลักษณ์ ระบบ ล าดับ ความเป็นเหตุเป็นผล ตรรกวิทยา ส่วนสมองซีกขวาจะท าหน้าที่สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จังหวะ โดยมี แถบเส้นประสาทคอร์ปัสคอโลซัมเป็นเสมือนสะพานเชื่อม 3. ช่วยท าให้ระลึกถึงข่าวสารที่เคยคิดวาดไว้ได้ง่าย เพราะแผนผังข้อมูลได้ถูกบันทึก ในความทรงจ าอย่างมีโครงสร้างเป็นระบบ 4. ช่วยจัดการกับข่าวสารต่างๆ ในรูปของโครงสร้างความสัมพันธ์


24 5. สมองด้านขวาที่เกี่ยวข้องกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือแนวคิดใหม่ๆ จะถูก พัฒนาและใช้งานมากขึ้น ธัญญา ผลอนันต์ และนพดล จ าปา (2552) ได้เสนอแนะประโยชน์จากการสร้างแผนผัง ความคิดไว้หลายข้อด้วยกัน ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ 1. ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความละเอียดซับซ้อนในแบบรูปที่รวมอยู่ในกระดาษ แผ่นเดียว สร้างความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น 2. ช่วยกระตุ้นสมอง ท าให้เกิดการตื่นตัว อีกทั้งเป็นเครื่องมือในการจดจ าและรื้อฟื้น ความจ าเพราะแผนผังความคิดเต็มไปด้วยสีสันและค าที่มีคุณภาพท าให้สามารถจ าและเรียกความจ า มาได้อย่างดีที่สุด 3. การใช้รูปภาพ รหัสสี และกฎเกณฑ์อื่นๆ ในการเขียนแผนผังความคิด ช่วยให้ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว 4. ช่วยให้นักเรียนสนใจบทเรียน เกิดความร่วมมือในการเรียนการสอนมากขึ้นและ ใช้แก้ปัญหานักเรียนที่มีปัญหาในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี 5. ช่วยให้ผู้อ่านดึงสาระส าคัญของเรื่องที่อ่านออกมาได้อย่างถูกต้องและด้วยความ เข้าใจยิ่งขึ้น 6. สามารถใช้ทักษะในการคิดอย่างสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง 7. เกิดการวิเคราะห์ ความร่วมมือ และการแก้ปัญหาร่วมกันภายในกลุ่มในกรณีของ การใช้งานแผนผังความคิดแบบกลุ่ม นอกจากนี้ นวพร ทรงวิชา (2559) ได้กล่าวว่า แผนผังความคิดมีประโยชน์รอบด้าน สามารถน ามาใช้ในชีวิตประจ าวันโดยช่วยในการวางแผนในการเรียน การท างาน ช่วยในการถ่ายทอด ความรู้ ความคิดความเข้าใจที่มีความหมายต่อตนเองและบุคคลอื่น ช่วยกระตุ้นความคิดและถ่ายทอด ออกมาได้อย่างเป็นระบบชัดเจน ช่วยให้การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นง่ายขึ้น สมบัติ ค ามูลแก้ว (2ร55) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแผนผังความคิดว่าสามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพการท างานของสมองให้เกิดการคิดแบบรอบด้าน ช่วยให้เห็นภาพรวมของเรื่อง ท าให้เห็น ประเด็นต่างๆ ได้ครบถ้วน ส่งผลต่อความเข้าใจ ความจ า การคิดสร้างสรรค์ตลอดจนสามารถช่วยให้ การวิเคราะห์และประเมินหาทางเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การเขียนแผนผังความคิดช่วยในเรื่องของ การใช้สมองในการจ า การฟื้นความจ า การวางแผนงานและการเรียน การระดมความคิดเกิดความคิด สร้างสรรค์ซึ่งส่งผลในด้านต่างๆ ของการท างานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถน าไปประยุกต์ใช้ใน


25 การเรียนในเรื่องของ การสรุปและจัดระบบความคิด การทบทวนบทเรียน ซึ่งช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ เร็วขึ้นมากกว่าอ่านเนื้อหาล้วนๆ 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดี ซึ่งประกอบไปด้วยความหมายของ วรรณคดี ความส าคัญและคุณค่าของวรรณคดี และองค์ประกอบของวรรณคดี โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 4.1 ความหมายของวรรณคดี วรรณคดี ตามความหมายของพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้ ความหมายของค าว่าวรรณคดีไว้ว่า หมายถึง วรรณกรรมที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดีมีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ ถึงขนาด เช่น พระราชพิธีสิบสองเดือน มัทนะพาธา สามก๊ก เสภาเรื่องขุนข้างขุนแผน เอมอร ชิตโสภณ (2521: 21-35) กล่าวว่า วรรณคดี หมายถึง บทประพันธ์ที่รัดรึงตรึง ใจผู้อ่าน ปลุกมโนคติท าให้เพลิดเพลินและเกิดอารมณ์ต่างๆ วรรณคดีของไทยมีมาตั้งแต่ก่อนสมัย สุโขทัย ที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” คือ การเล่าสืบทอดกันต่อๆ ไปชั่วลูกชั่วหลาน พระยาอนุมานราชธน (2546: 4) กล่าวถึงวรรณคดี ว่าวรรณคดีคือการแสดงความคิด ออกมาโดยเขียนไว้เป็นหนังสือ ข้อเขียนหรือบทประพันธ์ (ไม่ว่าด้วยภาษาใดๆ เรื่องใดๆ ยกเว้นเรื่อง วิทยาศาสตร์) บทพรรณนาโวหารหรือข้อเขียนซึ่งมีโวหารเพราะพริ้ง มีลักษณะเด่นในเชิงประพันธ์ตัว ละครในเรื่อง ฯลฯ นอกจากนั้นรรณคดีต้องใช้ภาษาเลือกเฟ้นอย่างประณีต มีคุณค่าหลายประการ อ่านแล้วติดใจน่าภิรมย์ ไม่รู้สึกเบื่อ เป็นหนังสือที่มีพัฒนาการทางอารมณ์สูง กุหลาบ มัลลิกะมาส (2555: 1) กล่าวว่า “วรรณคดี” มาจากค าว่า “วรรณ” หรือ “บรรณ”แปลว่า ใบไม้หรือหนังสือ ส่วน “คดี” หรือ “คติ” แปลว่า ทาง แนวทาง วรรณคดี จึง หมายถึง แนวทางของการแต่งหนังสือ กุสุมา รักษมณี (2556: 15-17) และวิภา กงกะนันท์ (2556: 4-5) ได้กล่าวถึง ความหมายของวรรณคดีไปในทิศทางเดียวกันว่า วรรณคดี คือผลงานสร้างสรรค์อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ บันทึกเรื่องราวและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์โดยใช้ภาษาเป็นสื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด จินตนาการและอารมณ์ของผู้ประพันธ์ออกมาอย่างงดงาม วรรณคดีของไทยสามารถแยกตามยุคสมัยได้ดังนี้ สมัยสุโขทัย วรรณกรรมชิ้นแรก คือ ศิลาจารึก จากนั้นมี สุภาษิตพระร่วง ไตรภูมิพระร่วง และต ารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สมัยอยุธยาตอนต้น วรรณคดีที่ปรากฏ ได้แก่ ประกาศแช่งน้ าโคลงห้า ลิลิตยวนพ่าย มหาชาติ ค าหลวง กาพย์มหาชาติ


26 สมัยอยุธยาตอนกลาง วรรณคดีที่ปรากฏ ได้แก่ เสือโคก าฉันท์ สมุทรโฆษค าฉันท์ พงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ จินคามณี พาลีสอนน้อง ทศรถสอนพระราม ราชสวัสดิ์ อนิรุทธิ์ค าฉันท์ ก าสรวล ศรีปราชญ์ ทวาทศมาส โคลงอักษรสามหมู่ กาพย์ห่อโคลง โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ ค าฉันท์ ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง ลิลิตพระลอ โคลงนิราศหริภุญไชย ร าพันพิลาปค าฉันท์ สมัยอยุธยาตอนปลาย ยังคงสืบทอดความนิยมทั้งรูปแบบและเนื้อหาจากสมัยอยุธยา ตอนกลาง มีกวีคนส าคัญ คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร วรรณคดีชิ้นส าคัญได้แก่ นันโทปนันทสูตรค าหลวง พระมาลัยค าหลวง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง กาพย์เห่เรือ ปุณโณวาทค าฉันท์ กลบทศิริ วิบูลย์กิติ และมโนราห์ครั้งกรุงเก่า สมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ รามเกียรติ์ ลิลิตเพชรมงกุฎ กฤษณาสอนน้อง โคลงยอพระเกียรติ พระเจ้ากรุงธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ งานเขียนต่างๆ ได้รับการฟื้นฟูอย่างดี พระมหากษัตริย์ของไทยให้ ความสนพระทัยและสนับสนุนเป็นอย่างดี มีงานเขียนตามล าดับรัชกาล ดังนี้ รัชกาลที่ 1: นิราศรบพม่าท่าดินแดง อุณรุท รามเกียรติ์ กากีค ากลอน ลิลิตศรีวิชัย ชาดก ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง อิเหนาค าฉันท์ และไตรภูมิโลกวินิจฉัย รัชกาลที่ 2: อิเหนา รามเกียรติ์ บทละครนอก 5 เรื่อง (ไชยเชษฐา คาวี มณีพิชัย ไกรทอง และสังข์ทอง) ดาหลัง งานของสุนทรภู่ ได้แก่ นิราศต่างๆ สุภาษิต บทละคร เสภา บทเห่ กล่อม (ซึ่งเริ่มต้นในรัชกาลนี้ ไปสิ้นสุดรัชกาลที่ 4) งานของพระยาตรัง เช่น นิราสตามเสด็จตามล าน้ า น้อย นิราสถลาง โคลงดั้นเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 2 จากนั้นก็มี นิราศนรินทร์ นิราศกรุงเก่า และขุนช้างขุนแผน ในรัชกาลนี้การละครไทยรุ่งเรืองมาก รัชกาลที่ 3: เพลงยาวกลอนสุภาพเรื่อง พระราชปรารภ บทละครนอก และเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย รัชกาลที่ 4: โคลงโลกนิมิต เพลงยาวกรมหลวงภูวเนตร จินดามณีอุเทนค าฉันท์ สุธนค าฉันท์ สุธนูค าฉันท์ ระเด่นลันได อิศริญาณภาษิต และนิราศลอนดอน รัชกาลที่ 5: ไกลบ้าน เงาะป่า พระราชพิธีสิบสองเดือน อาหรับราตรี สาส์นสมเด็จ และโคลงลิลิตมหามกุฎราชคุณานุสรณ์ รัชกาลที่ 6: ปกิณกคดี พระนลค าหลวง มัทนะพาธา นิทานโบราณคดี พระนล ค าฉันท์ นิทานเวตาล สามกรุง จดหมายจางวางหร่ า อิลราชด าฉันท์ สามัคคีเภทค าฉันท์ งานของครูเทพ งานของพระยาอุปกิตศิลปสาร เช่น สงครามภารตค ากลอน กถาสริตสาคร หิโตปเทศ กามนิต นิยาย เบงคลี เป็นต้น ในสมัยนี้วรรณคดีสันสกฤตมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมไทยมากที่สุด และงานด้านร้อยกรอง ร้อยแก้ว ตลอดจนละครพูดก็รุ่งเรืองที่สุดเช่นกัน จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า วรรณคดี หมายถึง งานประพันธ์ทุก ประเภทที่มีคุณค่าจนได้รับการยกย่องว่าเรียบเรียงด้วยถ้อยค าที่ไพเราะ แต่งอย่างมีศิลปะท าให้ผู้อ่าน เกิดอารมณ์คล้อยตามจินตนาการได้ตามที่ผู้แต่งต้องการ อาจสอดแทรกวัฒนธรรมประวัติศาสตร์


27 ของชาติ หรือความรู้ลงในงานเขียน วรรณคดีของไทยมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยโดยการเล่าสืบต่อ กันมา หลังจากมีการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้ได้มีการประพันธ์วรรณคดีขึ้นมามากมายทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรอง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง วรรณคดีที่ผู้วิจัยได้เลือกน ามาใช้ในการวิจัยเป็น วรรณคดีในสมัยสมัยอยุธยาตอนปลายประพันธ์โดยเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร 4.2 ความส าคัญและคุณค่าของวรรณคดี วรรณคดีเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วยความงามทางภาษาที่มีความส าคัญในการใช้ แสดงความคิด ความรู้สึก และคติแง่คิดสอนใจต่างๆ อีกทั้งมีคุณค่าเหมาะแก่การศึกษา ซึ่งมี นักวิชาการได้กล่าวถึงความส าคัญและคุณค่าของวรรณคดีไว้ ดังนี้ ดนยา วงศ์ธนะชัย (2542: 119), รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2549: 2-3) และชัตสุณี สินธุสิงห์ (2550, 5) กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่าวรรณคดีมีคุณค่าต่อผู้อ่านและผู้ศึกษา 3 ประการ คือ 1) คุณค่าทางอารมณ์ วรรณคดีเป็นงานศิลปะที่สร้างความเพลิดเพลินด้วย สุนทรียภาพทางภาษาจากถ้อยค าและโวหารการบรรยายและพรรณนา วรรณคดีจึงมีพลังจูงใจผู้อ่าน ให้มีอารมณ์รัก เศร้า ขบขัน สมเพช สงสาร โกรธ ชื่นชมปีติ ฯลฯ คุณสมบัติของวรรณคดีข้อนี้จึงเรียก ได้ว่าเป็นอาหารใจ 2) คุณค่าทางปัญญา วรรณคดีให้ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ที่กวีถ่ายทอดไว้ทั้งอย่าง ตั้งใจและไม่ตั้งใจนอกจากนี้ ยังให้ช้อคิดที่เป็นประโยชน์ให้หยั่งเห็นแก้นแท้ของชีวิต เข้าใจธรรมชาติ ของมนุษย์ ผู้ศึกษาจึงอาจจดจ าสิ่งที่ได้จากการอ่านวรรณคดีมาเป็นประสบการณ์และน าเหตุการณ์ ข้อคิด ความรู้ในเรื่องมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง นอกจากนี้รรณคดียังสะท้อน ทัศนคติและแนวทางในการด าเนินชีวิตของบุคคลในสังคมในสมัยหนึ่งนอกจากเหตุการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ เราอาจเรียนรู้ประวัติศาสตร์และต านานของสถานที่ต่างๆ จากวรรณคดีได้เช่นกัน เช่น รู้เรื่องประวัติต าบลสามเสนจากนิราศพระบาท และเรื่องสามโคกหรือปทุมธานีจากนิราศภูเขาทอง ความรู้ด้านอื่น เช่น การเมืองการปกครองและกฎหมาย เป็นสิ่งที่พบได้ในวรรณคดีเช่นกัน จากศิลา จารึกของพ่อขุนรามค าแหงเราได้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายเชิงภาษีอากร กฎหมาย มรดก ตลอดจนวิธีการพิจารณาคดี เป็นต้น ความรู้ที่ได้รับจากวรรณคดีอีกอย่างก็คือ ความรู้ทางด้าน วัฒนธรรม ประเพณีและชีวิต ความเป็นอยู่ในสังคมยุคหนึ่งสมัยหนึ่งซึ่งมักเป็นยุคที่วรรณคดีนั้นถือ ก าเนิดขึ้นมา ตัวอย่างวรรณคดีที่สะท้อนวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่แสดงชีวิตสามัญชนในสมัยรัตนโกสินทร์ มีประเพณีต่างๆ ที่ปรากฏใน วรรณคดีเรื่องนี้อยู่มากมายและมีความสัมพันธ์กับชีวิตคนไทย นับตั้งแต่ประเพณีการเกิด การรับขวัญ การโกนจุก การท าขวัญ การบวช การแต่งงาน การเผาศพ เป็นต้น 3) คุณค่าทางด้านภาษา ความรู้ที่ได้จากวรรณคดีที่เป็นหลักจริงๆ คือ ความรู้ทาง ภาษา กล่าวคือวรรณคดี ท าให้เรารู้จักศัพท์ต่างๆ ที่กวีเลือกสรรมาใช้โดยเฉพาะศัพท์ที่ใช้กันในวง


28 นักปราชญ์และกวี เช่น ศัพท์ภาษาบาลี สันสกฤต หรือภาษาโบราณ นอกจากศัพท์แล้ว ยังสามารถ เรียนรู้ส านวนต่างๆ ที่สามารถน ามาใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น เมื่อต้องการสื่อความว่าการเรียกชื่อนั้น ไม่ส าคัญเท่ากับคุณสมบัติของสิ่งใด สิ่งหนึ่งจะใช้ส านวนจากเรื่องโรเมโอและจูเลียตว่า “อันว่าชื่อนั้น ส าคัญไฉน” เป็นต้น สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2552: 117) กล่าวว่าความส าคัญของวรรณคดีที่ก าหนดให้ เรียนและเลือกเรียนนั้น เลือกสรรมาจากวรรณคดีต่างสมัย ซึ่งล้วนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติมี ความเหมาะสมกับวัย ความสนใจ และศักยภาพของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น ทั้งยังเป็นวรรณคดีที่ใช้ รูปแบบและวิธีการเขียนและถ้อยค าส านวนภาษาอย่างดีมีความไพเราะทั้งเสียง ค า และความหมาย ช่วยให้นักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินจดจ าได้เกิดความชาบซึ้งประทับใจและภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษ ได้สร้างขึ้น สั่งสม สืบสานงานต่อเนื่องต่อกันจากอดีตจนปัจจุบัน ส่งผลให้เห็นคุณค่าน าประโยชน์มาใช้ ในการพูด การเขียน การศึกษาค้นคว้า และอนุรักษ์ไว้เป็นพื้นฐานในการสร้างผลงานใหม่ต่อไปได้ สุดาพร ไชยะ(2552: 125) กล่าวถึงความส าคัญของวรรณคดีไทยไว้สรุปได้ว่า วรรณคดีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ควรที่จะถ่ายทอดวรรณคดีไทยให้ นักเรียนอย่างมีศาสตร์และศิลป์ เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์แก่นักเรียนเพียงพอที่จะได้สัมผัสกลิ่น อายของวรรณคดีในแง่มุมที่หลากหลาย แล้วก็จะท าให้นักเรียนสนใจและให้เรียนรู้วิชาวรรณคดี องอาจ โอ้โลม (2555: 9) กล่าวถึงความส าคัญของรรณดีไทยไว้สรุปได้ว่า ในวรรณคดี มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาสังคมในด้านต่าง 1 ซึ่งคุณค่าของวรรณคดี ไทยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์เกือบทุกเรื่องจะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพสังคมและ ประวัติศาสตร์อยู่ด้วย เพราะว่ามีหรือผู้ประพันธ์วรรณคดีไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตามมักจะใช้ สภาพแวดล้อมที่เป็นจริงในสังคมสมัยนั้นเป็นข้อมูลเสมอในการแต่ง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่มี ลักษณะเป็นบันทึกข้อมูลเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยต่างๆ เป็นส าคัญวันนี้เหล่านี้ได้แก่ ค าให้การชาวกรุงเก่าพงศาวดารต่างๆ เป็นต้น 2) คุณค่าด้านความรู้ความคิด วรรณคดีไทยหลายเรื่องโดยเฉพาะวรรณคดีที่มีเนื้อหา เกี่ยวกับค าสอนมันจะมุ่งให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ความคิดในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม เช่น สุภาษิตพระร่วง โคลงโลกนิติ เป็นต้น 3) คุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมวรรณคดีเกือบทุกเรื่องที่มีการกล่าวถึงชีวิต ความเป็นอยู่และการด าเนินชีวิตของตัวละครย่อมหลีกเสี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงแบบแผนหรือวิถี ชีวิตอันเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมประเพณีของสังคมรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าตัวละครนั้นจะเป็นชาวบ้าน ธรรมดาหรือเป็นกษัตริย์หรือจะเชื้อพระวงศ์ก็ตาม 4) คุณค่าด้านจิตใจ คุณค่าของวรรณคดีด้านนี้ ได้แก่ สุนทรียภาพที่ผู้อ่านได้จาก วรรณคดีนั่นเองสุนทรียภาพดังกล่าว ได้แก่ ความละเมียดละไม ความไพเราะงดงามของภาษา ทั้งด้านเสียงและความหมายของถ้อยค าและข้อความ


29 บันลือ พฤกษะวัน (2557: 143) ได้กล่าวถึงคุณค่าของวรรณคดีสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) คุณค่าทางอารมณ์แก่ผู้อ่านก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ การใช้อุปมาอุปไมย ช่วยให้ผู้อ่านมีความรู้สึกเสมือนว่าตนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้น 2) คุณค่าทางคุณธรรมจริยธรรมเมื่ออ่านแล้วย่อมเล็งเห็นแนวประพฤติซึ่งแสดงอยู่ ทุกแง่มุมที่วิเคราะห์หรือพิจารณาเหตุการณ์เป็นการสอนให้คติและแนวปฏิบัติทางคุณธรรมที่แฝงอยู่ 3) คุณค่าทางสติปัญญา การอ่านหนังสือหนังสือดีๆ ที่รับการยกย่องว่าช่วยขยาย ประสบการณ์เสมือนได้พาผู้อ่านไปพบเห็นหรือมีประสบการณ์ที่สิ่งนั้นโดยตรง ให้คุณค่ทางความรู้ ความคิดรวมทั้งส่งเสริมการมีวิจารณญาณอีกด้วย จงชัย เจนหัตถการกิจ (2560: 8) กล่าวถึงคุณค่าของวรรณคดีไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1) คุณค่าด้านอารมณ์ คือ ผู้ฟัง ผู้อ่านหรือผู้ชมวรรณคดีได้เกิดความเพลิดเพลิน เจริญใจมีอารมณ์ร่วมไปกับวรรณคดีเรื่องนั้นๆ 2) คุณค่าด้านคุณธรรม คือ ผู้อ่าน ผู้ฟังหรือผู้ชมวรรณคดีได้เกิดความชาบซึ้งใน คติธรรม คุณธรรม ข้อคิดที่ผู้ประพันธ์ได้สอดแทรกไว้และเกิดความสุขใจหรือสามารถยกระดับจิตใจให้ สูงขึ้น 3) คุณค่าด้านความรู้ คือ วรรณคดีย่อมสะท้อนภาพศิลปวัฒนธรรมทางด้านภาษา สังคม ค่านิยม ประเพณีผู้รับสารจึงสามารถศึกษาเรื่องราวนี้ได้จากวรรณคดี จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า วรรณคดีมีความส าคัญในการสื่อสาร เพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความไพเราะของกาษาและยังสัมพันธ์กับระบบชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน ไทยสะท้อนให้เห็นสังคมในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา ศิลปวิทยาการ ศาสนา การปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณี อาชีพของพลเมือง ตลอดจนกิจกรรมนันทนาการเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนานในท้องถิ่นต่างๆ อีกทั้งคุณค่าของวรรณคดีที่ให้ความบันเทิง เพื่อประเทืองอารมณ์และ เสริมสร้างสติปัญญาในด้านภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ คติธรรม ค าสอน และแนวทางที่เป็น ประโยชน์ต่อการด าเนินชีวิตและเป็นการยกระดับจิตใจของผู้อ่าน 4.3 องค์ประกอบของวรรณคดี วรรณคดีมีลักษณะเฉพาะที่แสดงให้เห็นเป็นองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมีนักวิชาการหลาย ท่านได้ให้ค าอธิบายองค์ประกอบของวรรณคดีไว้ดังนี้ สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (2543: 35) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบวรรณคดีสรุปได้ว่า วรรณคดีมีองค์ประกอบหลัก คือ 1) ภาษา มีทั้งการใช้ถ้อยค าและระดับของภาษา 2) รูปแบบ ซึ่งหมายถึงวิธีการเขียนของแต่ละบุคคล ซึ่งแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ รูปแบบของลักษณะการประพันธ์ และรูปแบบซึ่งเป็นขนบนิยมในการด าเนินเรื่อง


30 3) สารัตถะหรือแนวคิดของเรื่อง ก็คือลักษณะอันเป็นวิสัยธรรมดา ธรรมชาติของ โลกและมนุษย์ที่ผู้แต่งมองเห็น และมุ่งหมายจะแสดงลักษณะนั้นออกมาให้ปรากฎแก่ผู้อ่าน สารัตถะ ของเรื่องจึงเป็นสารที่ผู้แต่งสื่อมายังผู้อ่านแสดงให้เข้าใจว่าวิถีทางแห่งโลกเป็นเช่นนี้ 4) กลวิธีทางศิลปะจะท าให้วรรณคดีมีชีวิตชีวา มีความถูกต้องและสมจริงและมี ความเป็นตัวของตัวเอง หทัยวรรณ ไชยะกุล (2544: 65) และวิภา กงกะนันทน์ (2556: 7-8) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของวรรณคดีไปในทิศทางเดียวกันสรุปได้ว่า วรรณคดีประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่ส าคัญ และสัมพันธ์กัน 3 ส่วน จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดมิได้ คือ 1) ภาษา คือ ภาษาที่ใช้ในการด าเนินเรื่องกลวิธีการน าเสนอ และความลึกซึ้งคมคาย ของถ้อยค าส านวน 2) เนื้อหา หมายถึง เรื่องราวหรือข้อคิดและอาจจะมีคนหรือตัวละคร เวลา สถานที่ และทัศนะ 3) รูปแบบ คือ รูปแบบการแต่ง กุสุมา รักษมณี (2556: 38) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดีเป็น ผลงานศิลปะที่ใช้ภาษาเป็นสื่อในการบันทึกเรื่องราวและแสดงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ต่อเรื่องนั้นๆ องค์ประกอบส าคัญของวรรณคดีมี 2 ส่วนดังนี้ 1) ศิลปะการสื่อความด้วยภาษาได้แก่ ก) กลวิธีการน าเสนอ ข) ความลึกซึ้งคมคาย และความงามความไพเราะของถ้อยค าส านวน 2) เนื้อหา ได้แก่ ก) เรื่องราว ข) ความคิด ค) ความรู้สึก จากการศึกษาข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า องค์ประกอบของวรรณคดีนั้น ประกอบด้วย ภาษา เนื้อหาและรูปแบบโดยภาษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความนึกคิด อารมณ์ และจินตนาการ ท าให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและซาบซึ้ง เนื้อหา หมายถึง เรื่องราว ตัวละคร ฉาก และทัศนะที่ผู้แต่งสื่อมายังผู้อ่าน และรูปแบบหมายถึง ลักษณะของการประพันธ์ แบ่งออกเป็น ร้อยแก้ว ร้อยกรอง และรูปแบบอื่นซึ่งจัดเข้าประเภทร้อยแก้วหรือร้อยกรองไม่ได้ 5. งานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้อง ตาณิกา เงินฝรั่ง (2556)ศึกษาเรื่อง การฝึกทักษะการเขียนเรียงความโดยใช้กระบวนการ GPAS ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนจุลวิทยาคม จังหวัดพะเยา เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนโดยใช้กระบวนการ GPAS จ านวน 10 แผน แบบทดสอบ ทักษะการเขียนเรียงความ จ านวน 10 ชุด และแบบประเมินทักษะการเขียนเรียงความตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ จ านวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละและค่าเฉลี่ยร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการฝึกทักษะการเขียนเรียงความโดยใช้กระบวนการ GPAS ของนักเรียน


31 โดยรวมอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 80.25) เมื่อพิจารณาเป็นรายแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่าผล การฝึก ทักษะการเขียนเรียงความในแผน การจัดการเรียนรู้ที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 อยู่ในระดับพอใช้ส่วน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 และ 5-10 ผลการฝึกอยู่ในระดับดี 2) ผลการประเมินทักษะการเขียน เรียงความหลังการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS ของนักเรียน โดยรวมมีทักษะการเขียนเรียงความ อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่า ผลการฝึกทักษะการเขียนเรียงความ โดยใช้กระบวนการGPAS ของนักเรียนอยู่ในระดับดีทั้งหมด ยกเว้นจุดประสงค์ข้อที่ 2 เกี่ยวกับ ความชัดเจนของวัตถุประสงค์อยู่ในระดับพอใช้ ฐาปนี โพธิเปี้ยศรี และนพคุณ คุณาชีวะ (2562) ศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้แผนผังความคิดกับการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนโดยใช้แผนผังความคิด2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนแบบปกติ 3) แบบทดสอบวัตผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน าสถิติที่ใช้ใน การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้แผนผังความคิดกับการสอนแบบปกติ คือ t-test Independent สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยเรื่องกาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง ระหว่างก่อนและหลังการสอนโดยใช้แผนผังความคิด คือ t-test Dependent และสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง ระหว่างก่อนและหลังการสอนแบบปกติ คือ t-test Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้แผนผังความคิดกับการสอนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนโดยใช้แผนผังความคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สอนแบบปกติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พรพรรณ ศรีหาวงศ์ (2562)ศึกษาเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการ GPAS 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้ เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้ เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อ


32 การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระ ต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ผลการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการ GPAS ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทิพย์สุดา ชูบุญส่ง, กิตติธัช คงชะวัน และนพเก้า ณ พัทลุง (2564) ศึกษาเรื่อง การจัด กระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายกับชีวิต และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง กฎหมายกับชีวิต จ านวน 5 แผน 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายกับชีวิต เป็นปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ฉบับละ 30 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ฉบับละ 20 ข้อ ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อกระบวนการ เรียนรู้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าของ ลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับจ านวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับ การจัดกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิซา เรื่อง กฎหมายกับชีวิต หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคผัง กราฟิก มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ศิรินทร์วรรณ พันธ์วงค์ (2566) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเชิง วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนดอกค าใต้วิทยาคม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดแบบฝึก ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับ


33 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีชนิด กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน เชิงวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมมีค่า E1/E2 เท่ากับ 84.53/86.33 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า เกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมด้วย กระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะ ( = 25.90, S.D. = 1.52) สูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ( = 14.33 , S.D. = 1.73) แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59 , S.D. = 0.61) ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดี และวรรณกรรมด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนได้ และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุด จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ข้างต้น ผู้วิจัย พบว่าการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่มุ่ง พัฒนานักเรียนในด้านสติปัญญา สังคม ตลอดจนทักษะการคิด ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษา การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธาร ทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ


34


35 บทที่ 3 วิธีการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อ โคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ เรียนการสอนเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ โดยผู้วิจัยได้ น าเสนอวิธีด าเนินการศึกษาตามหัวข้อ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาประคุณภาพของเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ก าลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ปีการศึกษา 2566 จ านวน 3 ห้อง ประกอบด้วย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2/4, 2/5 และ 2/6 รวม 113 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่ก าลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 38 คน ได้มาโดย การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


36 2. แบบแผนการทดลอง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One group Pretest – Posttest Design) ตารางที่ 2 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ ๓.๑ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน ๕ แผน ประกอบไปด้วย 1) เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จ านวน 50 นาที 2) เรื่อง เนื้อหาเรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 1 จ านวน 50 นาที 3) เรื่อง เนื้อหาเรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 2 จ านวน 50 นาที 4) เรื่อง ลักษณะค าประพันธ์ จ านวน 50 นาที 5) เรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาและน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน จ านวน 50 นาที ๓.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ๔ ตัวเลือก จ านวน 2๐ ข้อ เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ๓.๓ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน คือ แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น


37 (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบมาตราส่วนประเมิน ค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ๕ ระดับวัดความพึงพอใจ ๓ ด้าน ๑ ฉบับ ได้แก่ ด้านที่ ๑ เนื้อหา ด้านที่ ๒ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านที่ ๓ ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้ 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยก าหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ 4.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด โดยผู้วิจัยได้ด าเนินการ สร้าง ดังนี้ 4.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด 4.1.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย คู่มือครู หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ 4.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 4.1.4 ก าหนดเนื้อหาและระยะเวลาในการวิจัย สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์ การเรียนรู้เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด คาบเรียนละ 50 นาที รวมทั้งหมด 5 คาบ 4.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด จ านวน ๕ แผน รวม ๕ คาบ ๔.๑.6 น าแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิชาภาษาไทย ด้านการวิจัย และด้านการวัดประเมินผล ตรวจสอบความถูก ต้องเหมาะสมความสอดคล้องและความเป็นไปได้ ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การ ให้คะแนน ดังนี้ ๑) ให้คะแนนเป็น +๑ เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ ๒) ให้คะแนนเป็น ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้มี ความเหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ ๓) ให้คะแนนเป็น -๑ เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้ ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์


38 จ า ก นั้ น น า ค ะ แ น น ที่ ไ ด้ ม า ห า ค่ า ดั ช นี ค ว า ม ส อ ด ค ล้ อ ง ( Index of Item - ObjectiveCongruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ จะต้องได้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง ๔.๑.7 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว น าใช้ในการทดลองภาคสนาม ๔.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิดของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี ๔ ตัวเลือก มีขั้นตอน ในการสร้างและหาประสิทธิภาพดังนี้ ๔.๒.๑ ศึกษาทฤษฎี วิธีการสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง เรื่องกาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๔.๒.๒ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย แบบปรนัยชนิด เลือกตอบมี ๔ ตัวเลือก จ านวน 3๐ ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระ และจุดประสงค์การเรียนรู้ ๔.๒.๓ สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหา เรื่องกาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง ๔.๒.๔ น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยน าเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทย ด้านการวิจัย และด้าน การวัดประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดย ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ๑) ให้คะแนน +๑ เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ๒) ให้คะแนน ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ๓) ให้คะแนน -๑ เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่ได้ ไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ๔.๒.๖ น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อค าถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ๔.๒.๗ คัดเลือกแบบทดสอบที่ได้จากการวิเคราะห์หาความเชื่อมั่น ไว้ 2๐ ข้อเพื่อใช้ ในการทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป ๔.๓ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ๕ ระดับวัดความพึงพอใจ ๓ ด้าน ประกอบด้วย ด้านที่ 1 เนื้อหา ด้านที่ 2 ด้านการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ และด้านที่ 3 ประโยชน์จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จ านวน ๑ ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้


39 ๔.๓.๑ ศึกษาเอกสาร ต ารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัด ความ พึงพอใจตามวิธีของ ลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด เรื่องกาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ๔.๓.๒ สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เป็นแบบวัดมาตรส่วน ประมาณค่า ๕ ระดับตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert, s Scale) โดยแบ่งออกเป็น ๕ ระดับ คือ ๕ ๔ ๓ ๒ และ ๑ ซึ่งหมายถึง มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จ านวน ๑ ฉบับพิจารณาโดยรวม ๓ ด้าน คือ ด้านที่ ๑ เนื้อหา ด้านที่ ๒ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านที่ ๓ ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้ ๔.๓.๓ แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 น าแบบวัด ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย ด้านการวิจัย และด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ร ะห ว่ าง ข้ อ ค า ถ า ม แ ล ะ เนื้ อห าโ ด ยให้ ผู้ เ ชี่ ย ว ช า ญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบ ให้คะแนนดังนี้ ๑) ให้คะแนนเป็น +๑ เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัดมีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ๒) ให้คะแนนเป็น ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัดมีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ๓) ให้คะแนนเป็น -๑ เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัดมีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน ๔.๓.๔ น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง โดย หาค่า IOC ๔.๓.๕ ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ ๔.๓.๖ น าไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามล าดับ ดังนี้ 5.1 ให้นักเรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อน เรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 2๐ ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5.2 ผู้วิจัยด าเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น โดยให้นักเรียน เรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนเรียนรู้เรื่อง


40 กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จ านวน 5 แผน คือ 1) เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จ านวน 50 นาที 2) เรื่อง เนื้อหาเรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 1 จ านวน 50 นาที 3) เรื่อง เนื้อหาเรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง 2 จ านวน 50 นาที 4) เรื่อง ลักษณะค าประพันธ์ จ านวน 50 นาที 5) เรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาและน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน จ านวน 50 นาที 5.3 เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง จึงให้นักเรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 2๐ ข้อ จากนั้นน า ผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 5.4 ท าแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชา ภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ผู้วิจัยด าเนินการโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for Social Science: SPSS for Window) ตามขั้นตอน ดังนี้ 6.1 น าผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาส ธารทองแดง ก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ๖.2 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) โดยการหา ค่าเฉลี่ย (X̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ (Percentage) 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป Test Analysis Program (TAP) 7.1.1 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย ใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) สูตร IOC = ∑ R N _


41 เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้องของจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล ∑ R คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 7.2 สถิติพื้นฐาน ใช้ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป ทางสถิติส าหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 7.2.1 หาค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) หาค่าคะแนนเฉลี่ย (X) ค านวณจากสูตร สูตร (X) = ∑ X N เมื่อ (X) แทน คะแนนเฉลี่ย ∑ X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จ านวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 7.2.2 หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนจากการทดสอบใช้สูตร ดังนี้ สูตร SD = √N ∑ x 2− (∑ x) 2 N(N−1) เมื่อ SD แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ x แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนนแต่ละตัวยกก าลังสอง (∑ x) 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกก าลังสอง N แทน จ านวนนักเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 7.3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ SPSS for Windows 7.3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับ หลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) 7.3.๒ วิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบน มาตรฐาน จากวิธีการด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยใช้ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนท่าบ่อ ประจ าปีการศึกษา ๒๕๖6 จ านวน 3 ห้อง รวมทั้งสิ้น ๑13 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนท่าบ่อ จ านวน ๑ ห้อง ซึ่งมีนักเรียนจ านวน 38 คน รูปแบบการทดลองใช้แบบกลุ่ม ตัวอย่างเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ _ _ _ _


42 และแบบประเมินความพึงพอใจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบทดสอบเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธาร ทองแดง วิเคราะห์ข้อมูลและใช้สูตรค านวณทางสถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนของแบบทดสอบ ด้วยโปรแกรม SPSS


Click to View FlipBook Version