The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เจต เจต, 2023-01-26 03:23:06

เอกสารประกอบการสอน

เอกสารประกอบการสอน

เอกสารประกอบการสอน หลักภาษาไทย พรรณษา พลอยงาม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 2566


เอกสารประกอบการสอน หลักภาษาไทย พรรณษา พลอยงาม ศศ.บ. ภาษาไทย ศศ.ม. ภาษาไทย ปร.ด. ภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 2566


คำนำ เอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ เขียนขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชา 2191105 หลักภาษาไทย (Principles of Thai Language) ซึ่งเป็นรายวิชาเอกบังคับของ นักศึกษาในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย 4 ปี ปัจจุบันการศึกษาทางหลักภาษาหรือไวยากรณ์ได้พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง หลากหลาย แนวคิด แต่กระนั้นเนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ส่วนใหญ่ยังคงเนื้อหาตาม แนวคิดของไวยากรณ์ดั้งเดิมหรือหนังสือหลักภาษาของพระยาอุปกิตศิลปสาร ฉะนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ ในเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ จึงยังคงเนื้อหาตามหนังสือหลักภาษาของพระยาอุปกิตศิลปสาร อีกทั้งภายในเนื้อหามีการเสริมแทรกแนวคิดของนักภาษาศาสตร์เกี่ยวกับไวยากรณ์ภาษาไทย เพื่อให้ เห็นแนวคิดที่แตกต่างระหว่างไวยากรณ์ดั้งเดิมกับนักภาษาศาสตร์ เอกสารประกอบการสอนรายวิชาหลักภาษาไทยนี้ แบ่งเนื้อหาเป็น 6 บท ประกอบด้วย บทที่1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาไทย บทที่ 2 ระบบเสียง บทที่ 3 ระบบคำ บทที่ 4 ระบบประโยค บทที่ 5 ข้อความ และบทที่ 6 ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และ เชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาในหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย 4 ปีนั้น มีความรู้และเข้าใจหลักทางภาษาไทย และสามารถ นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียนหวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้ จะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย และผู้ที่สนใจศาสตร์ภาษาไทย เพื่อพัฒนาต่อยอดความรู้ทางด้านหลักภาษาไทย ผู้เรียบเรียง ขอกราบขอบพระคุณเจ้าของเอกสารข้อมูลทุกท่านที่ได้กล่าวนามไว้ในเอกสารประกอบการสอนนี้ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ที่มีคุณค่ายิ่งแก่ผู้เรียบเรียง สุดท้ายนี้ผู้เรียบเรียงยินดีรับคำแนะนำอันเป็น ประโยชน์เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป พรรณษา พลอยงาม 6 มกราคม 2566


ค สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ค สารบัญภาพ ฎ สารบัญตาราง ฏ แผนบริหารการสอนประจำรายวิชา ฐ ชื่อรายวิชา รหัสวิชา ฐ จำนวนหน่วยกิต ฐ เวลาเรียน ฐ คำอธิบายรายวิชา ฐ จุดมุ่งหมายของรายวิชา ฐ เนื้อหา ฐ วิธีการสอนและกิจกรรม ต สื่อการเรียนการสอน ต แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ต การวัดผลและประเมินผล น แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 1 – 3 1 หัวข้อเรื่อง 1 รายละเอียด 1 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1 จำนวนชั่วโมงที่สอน 1 กิจกรรมการเรียนการสอน 1 สื่อการเรียนการสอน 2


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า แผนการประเมินผลการเรียนรู้ 2 บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาไทย 7 ความหมายของภาษา 7 กำเนิดของภาษา 8 ประเภทของภาษา 10 - วัจนภาษา 10 - อวัจนภาษา 11 องค์ประกอบของภาษา 12 ลักษณะทั่วไปของภาษา 13 ความสำคัญของภาษา 14 ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย 15 หลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย 20 - ความหมายของหลักภาษา 20 - กำเนิดไวยากรณ์ดั้งเดิม : ที่มาของหลักภาษาในปัจจุบัน 20 สรุป 22 คำถามท้ายบท 23 เอกสารอ้างอิง 24 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 4 – 5 25 หัวข้อเรื่อง 25 รายละเอียด 25 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 25 จำนวนชั่วโมงที่สอน 25 กิจกรรมการเรียนการสอน 25


จ สารบัญ (ต่อ) หน้า สื่อการเรียนการสอน 26 แผนการประเมินผลการเรียนรู้ 26 บทที่ 2 ระบบเสียง 31 ความหมายของเสียง 31 อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด 32 - อวัยวะที่เป็นส่วนกระทำอาการ 32 - อวัยวะที่เป็นตำแหน่งที่เกิดเสียงต่างๆ 32 เสียงในภาษาไทย 35 - เสียงสระ 35 - เสียงพยัญชนะ 38 - เสียงวรรณยุกต์ 42 ความหมายของพยางค์ 44 ความสัมพันธ์ของเสียงและพยางค์ 45 องค์ประกอบของพยางค์ 45 โครงสร้างของพยางค์ 46 - การประสมอักษร 3 ส่วน 46 - การประสมอักษร 4 ส่วน 46 - การประสมอักษร 5 ส่วน 46 ประเภทของพยางค์ 47 - พยางค์ปิด 47 - พยางค์เปิด 47 สรุป 47 คำถามท้ายบท 49


ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า เอกสารอ้างอิง 50 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 7 – 10 51 หัวข้อเรื่อง 51 รายละเอียด 51 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 51 จำนวนชั่วโมงที่สอน 51 กิจกรรมการเรียนการสอน 54 สื่อการเรียนการสอน 54 แผนการประเมินผลการเรียนรู้ 54 บทที่ 3 ระบบคำ 59 คำมูล 59 การสร้างคำในภาษาไทย 60 - คำประสม 61 - คำซ้ำ 63 - คำซ้อน 65 - การสมาสและการสนธิ 66 ชนิดของคำไทย 72 - คำนาม 72 - คำสรรพนาม 74 - คำกริยา 76 - คำอุทาน 77 - คำวิเศษณ์ 78 - คำบุพบท 80 - คำสันธาน 81


ช สารบัญ (ต่อ) หน้า ความหมายของคำในภาษาไทย 82 คำและความหมายในภาษาไทย 83 - คำที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย 83 - ความหมายของคำในแง่มุมภาษาศาสตร์ 84 สรุป 87 คำถามท้ายบท 88 เอกสารอ้างอิง 90 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 11 – 14 91 หัวข้อเรื่อง 91 รายละเอียด 91 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 91 จำนวนชั่วโมงที่สอน 91 กิจกรรมการเรียนการสอน 91 สื่อการเรียนการสอน 92 แผนการประเมินผลการเรียนรู้ 92 บทที่ 4 ระบบประโยค 97 ความหมายของวลี 97 ขนิดของวลี 97 - นามวลี 97 - สรรพนามวลี 97 - กริยาวลี 99 - วิเศษณ์วลี 99 - บุพบทวลี 99 - สันธานวลี 99 - อุทานวลี 99


ซ สารบัญ (ต่อ) หน้า หน้าที่ของวลีในประโยค 100 ความหมายของประโยค 102 ส่วนประกอบของประโยค 103 ชนิดของประโยค 103 - การแบ่งชนิดของประโยคตามลักษณะการเรียงลำดับคำ 103 - แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของประโยค 103 - การแบ่งตามเนื้อความของประโยคที่ใช้ในการสื่อสาร 110 สรุป 112 คำถามท้ายบท 113 เอกสารอ้างอิง 115 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15 117 หัวข้อเรื่อง 117 รายละเอียด 117 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 117 จำนวนชั่วโมงที่สอน 117 กิจกรรมการเรียนการสอน 117 สื่อการเรียนการสอน 118 แผนการประเมินผลการเรียนรู้ 118 บทที่ 5 ข้อความ 123 ความหมายของภาษาระดับข้อความ 123 คำศัพท์ที่ใช้เรียกภาษาระดับข้อความ 124 การจำแนกภาษาระดับข้อความตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร 124 - ภาษาเรื่องเล่า (Narrative discourse) 124


ฌ สารบัญ (ต่อ) หน้า - ภาษาอรรถาธิบายความ (Expository discourse) 124 - ภาษาโน้มน้าวหรือสั่งสอน (Hortatory Discourse) 124 - ภาษากระบวนการ (Procedural Discourse) 125 การเชื่อมโยงความในข้อความ 125 - การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึง (Reference) 125 - การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม (Conjunction) 126 การศึกษาการเชื่อมโยงความในข้อความ 128 สรุป 131 คำถามท้ายบท 132 เอกสารอ้างอิง 133 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 16 135 หัวข้อเรื่อง 135 รายละเอียด 135 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 135 จำนวนชั่วโมงที่สอน 135 กิจกรรมการเรียนการสอน 135 สื่อการเรียนการสอน 136 แผนการประเมินผลการเรียนรู้ 136 บทที่ 6 ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ 141 และเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเรียนภาษาไทย 141 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 142


ญ สารบัญ (ต่อ) หน้า - สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 142 ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ 144 และเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียน การสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยในรายวิชาหลักภาษาไทย 144 - เกมการเรียนรู้ กริโย่ 145 - เกมการเรียนรู้ Kahoot 146 - เกมการเรียนรู้ Quizizz 149 การศึกษาการจัดการศึกษาโดยการใช้กิจกรรมหรือการสร้างสื่อเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ 151 ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย สรุป 152 คำถามท้ายบท 154 เอกสารอ้างอิง 155 บรรณานุกรม 157


ฎ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด 33 4.1 โครงสร้างของประโยคความเดียว หรือเอกรรถประโยค 104 4.2 โครงสร้างของประโยคความรวม หรืออเนกรรถประโยค 106 4.3 โครงสร้างของประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค 109 6.1 เกมการเรียนรู้ กริโย่ เรื่อง คำกริยา 145 6.2 เกมการเรียนรู้ Kahoot เรื่อง คำซ้ำ 146 6.3 ตัวอย่างเกมการเรียนรู้Kahoot : ทบทวนความรู้เรื่อง คำซ้ำ 147 6.4 ตัวอย่างเกมการเรียนรู้Kahoot : ทบทวนความรู้เรื่อง คำซ้ำ 148 6.5 เกมการเรียนรู้Quizizz เรื่อง คำนาม 149 6.6 ตัวอย่างเกมการเรียนรู้ Quizizz : ทบทวนความรู้เรื่อง คำนาม 150 6.7 ตัวอย่างเกมการเรียนรู้ Quizizz : ทบทวนความรู้เรื่อง คำนาม 150



ฏ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1.1 แสดงลักษณะของภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อบอกพจน์ 16 เปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษ 1.2 แสดงลักษณะของภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อบอกกาล 16 เปรียบเทียบกับภาษาอังกฤษ 2.1 แสดงสระเดี่ยวแบ่งเป็นสระเสียงสั้นและสระเสียงยาว 35 2.2 แสดงสระประสมแบ่งเป็นสระเสียงสั้นและสระเสียงยาว 36 2.3 แสดงสระเกินแบ่งเป็นสระเสียงสั้นและสระเสียงยาว 37 2.4 แสดงรูปสระในภาษาไทย 37 2.5 แสดงเสียงพยัญชนะในภาษาไทย 38-39 2.6 แสดงเสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว และตัวอย่างประกอบ 39-40 แสดงคำที่ปรากฏเสียงพยัญชนะต้นเดี่ยวแต่ละเสียง 2.7 แสดงเสียงพยัญชนะต้นควบ และตัวอย่างประกอบ 40-41 แสดงคำที่ปรากฏเสียงพยัญชนะต้นควบแต่ละเสียง 2.8 แสดงเสียงพยัญชนะท้าย และตัวอย่างประกอบ 42 แสดงคำที่ปรากฏเสียงพยัญชนะท้ายแต่ละเสียง 2.9 แสดงเสียงวรรณยุกต์ และตัวอย่างประกอบ 43 แสดงคำที่ปรากฏเสียงวรรณยุกต์แต่ละเสียง 4.1 แสดงโครงสร้างประโยคความเดียวที่ไม่มีกรรมมารับ 105 4.2 แสดงโครงสร้างประโยคความเดียวที่มีกรรมมารับ 105


ฐ แผนบริหารการสอนประจำรายวิชา ชื่อรายวิชา หลักภาษาไทย รหัสวิชา 2191105 (Principles of Thai Language) จำนวนหน่วยกิต 3 (3 – 0 – 6) เวลาเรียน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ บรรยาย 15 สัปดาห์ (3 x 15 = 45 ชั่วโมง/ภาคเรียน) ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง 15 สัปดาห์ (6 x 15 = 90 ชั่วโมง/ภาคเรียน) คำอธิบายรายวิชา หลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย ระบบเสียง ระบบคำและความหมายในภาษาไทย ระบบประโยค ข้อความ ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้ใน การจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จุดมุ่งหมายของรายวิชา 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา 2. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ลักษณะสำคัญของภาษาไทย 3. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย ระบบเสียง ระบบคำและความหมายในภาษาไทย ระบบประโยค และข้อความ 4. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทย 5 เพื่อให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และสามารถ เชื่อมโยง สู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื้อหา แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่1-3 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาไทย 9 ชั่วโมง หัวข้อหลัก ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาไทย ความหมายของภาษา กำเนิดของภาษา


ฑ ประเภทของภาษา - วัจนภาษา - อวัจนภาษา องค์ประกอบของภาษา ลักษณะทั่วไปของภาษา ความสำคัญของภาษา ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย หลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย - ความหมายของหลักภาษา - กำเนิดไวยากรณ์ดั้งเดิม : ที่มาของหลักภาษาในปัจจุบัน แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่4-5 ระบบเสียง 6 ชั่วโมง หัวข้อหลัก ระบบเสียง ความหมายของเสียง อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด - อวัยวะที่เป็นส่วนกระทำอาการ - อวัยวะที่เป็นตำแหน่งที่เกิดเสียงต่างๆ เสียงในภาษาไทย - เสียงสระ - เสียงพยัญชนะ - เสียงวรรณยุกต์ ความหมายของพยางค์ ความสัมพันธ์ของเสียงและพยางค์ องค์ประกอบของพยางค์ โครงสร้างของพยางค์ - การประสมอักษร 3 ส่วน - การประสมอักษร 4 ส่วน - การประสมอักษร 5 ส่วน


ฒ ประเภทของพยางค์ - พยางค์ปิด - พยางค์เปิด แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 6 สอบกลางภาค 3 ชั่วโมง แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่7-10 ระบบคำ 12 ชั่วโมง หัวข้อหลัก ระบบคำ คำมูล การสร้างคำในภาษาไทย - คำประสม - คำซ้ำ - คำซ้อน - การสมาสและการสนธิ ชนิดของคำไทย - คำนาม - คำสรรพนาม - คำกริยา - คำอุทาน - คำวิเศษณ์ - คำบุพบท - คำสันธาน ความหมายของคำในภาษาไทย คำและความหมายในภาษาไทย - คำที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย - ความหมายของคำในแง่มุมภาษาศาสตร์


ณ แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่11-14 ระบบประโยค 12 ชั่วโมง หัวข้อหลัก ระบบประโยค ความหมายของวลี ขนิดของวลี - นามวลี - สรรพนามวลี - กริยาวลี - วิเศษณ์วลี - บุพบทวลี - สันธานวลี - อุทานวลี หน้าที่ของวลีในประโยค ความหมายของประโยค ส่วนประกอบของประโยค ชนิดของประโยค - การแบ่งชนิดของประโยคตามลักษณะการเรียงลำดับคำ - แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของประโยค - การแบ่งตามเนื้อความของประโยคที่ใช้ในการสื่อสาร แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่15 ข้อความ 3 ชั่วโมง หัวข้อหลัก ข้อความ ความหมายของภาษาระดับข้อความ คำศัพท์ที่ใช้เรียกภาษาระดับข้อความ การจำแนกภาษาระดับข้อความตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร - ภาษาเรื่องเล่า (Narrative discourse) - ภาษาอรรถาธิบายความ (Expository discourse) - ภาษาโน้มน้าวหรือสั่งสอน (Hortatory Discourse)


ด - ภาษากระบวนการ (Procedural Discourse) การเชื่อมโยงความในข้อความ - การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึง (Reference) - การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม (Conjunction) การศึกษาการเชื่อมโยงความในข้อความ แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่16 ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตาม 3 ชั่วโมง สถานการณ์ต่าง ๆ และเชื่อมโยงสู่การจัด การเรียนการสอนในระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน หัวข้อหลัก ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่ การจัดการเรียน การสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเรียนภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 - สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียน การสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยในรายวิชาหลักภาษาไทย - เกมการเรียนรู้ กริโย่ - เกมการเรียนรู้ Kahoot - เกมการเรียนรู้ Quizizz การศึกษาการจัดการศึกษาโดยการใช้กิจกรรมหรือการสร้างสื่อเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย


ต แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 17 สอบปลายภาค 3 ชั่วโมง วิธีการสอนและกิจกรรม 1. การบรรยายประกอบสื่อการสอน เช่น Power Point บทความวิชาการ บทความวิจัย งานวิจัย หนังสือ ตำรา เป็นต้น 2. กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3. การศึกษาค้นคว้า 4. มอบหมายงานกลุ่มโดยมีการเปลี่ยนกลุ่มการทำงานเพื่อให้ผู้เรียนได้ทำงานกับผู้อื่นโดย ไม่ยึดติดกับเฉพาะเพื่อนที่คุ้นชิน 5. การฝึกปฏิบัติเป็นกลุ่ม / รายบุคคล 6. การนำเสนอผลจากการศึกษาค้นคว้าเป็นกลุ่มและรายบุคคล 7. การอภิปรายกลุ่มโดยเน้นกระบวนการคิด / การแสดงความคิดเห็นรายบุคคล 8. การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลจากการสืบค้น การบรรยายเอกสารและสื่อต่างๆ เพื่อ นำไปสู่การอภิปราย การนำเสนอในชั้นเรียน 9. การทำแบบฝึกหัดท้ายบทเรียนและกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ 10. การทดสอบผู้เรียนก่อนเรียน และการตอบในชั้นเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. สื่อนำเสนอในรูปแบบ Power Point ประกอบการบรรยาย 3. สื่ออินเทอร์เน็ต 4. กิจกรรม 5. หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ บทความวิจัย งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. ภาพตัวอย่าง 7. แบบฝึกหัดท้ายบท แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องาน ที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็น แบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน (มาตรฐาน


ถ หลัก) 2. ด้านความรู้ 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตาม มาตรฐาน (มาตรฐานหลัก) 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูล ที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง ในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทาง ทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (มาตรฐานหลัก) 4. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์(มาตรฐานหลัก) 5. ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่ม ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอ ด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม(มาตรฐานหลัก) 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้างหลักสูตรรายวิชา การออกแบบ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียนและพื้นที่ (มาตรฐาน หลัก) วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1 สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียนและการแสดงออกในชั้นเรียน 1.2 ความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงเวลา


ท 2. ด้านความรู้ 2.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 2.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 3.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นราย กลุ่ม รายบุคคล 3.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 4. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย 4.2 ประเมินจากทักษะการแสดงออกในภาวะผู้นำ ผู้ตาม จากสถานการณ์การเรียนการ สอนที่กำหนด 5. ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1 ประเมินจากรูปแบบ วิธีการนำเสนอทั้งการพูด การเขียน ที่เหมาะสม 5.2 ประเมินจากความสามารถในการอธิบาย อภิปรายหรือการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี มาประกอบ 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้


ธ 6.1 ประเมินจากการสอบวัดความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาโดยใช้กรณีศึกษา และการมีส่วนร่วมในการอภิปราย สัดส่วนของการประเมิน 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 10 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ด้านความรู้ ร้อยละ 60 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐาน 3. ด้านทักษะทางปัญญา ร้อยละ 10 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้ มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ใน การปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นที่ศึกษาค้นคว้าได้ 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ร้อยละ 10 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่ม และระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 5 ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ร้อยละ 5 และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชน และสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถ เลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม


น 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 5 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้าง หลักสูตรรายวิชา การออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้น เรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียน และพื้นที่ การวัดผลและประเมินผล 1. การวัดผล 1.1 คะแนนระหว่างภาครวม ร้อยละ 70 1.1.1 การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ร้อยละ 10 1.1.2 รายงานกลุ่ม / โครงการ ร้อยละ 20 1.1.3 แบบฝึกหัด ร้อยละ 10 1.1.4 ทดสอบกลางภาค ร้อยละ 30 1.2 คะแนนสอบปลายภาครวม ร้อยละ 30 2. การประเมินผลการเรียน (แบบอิงเกณฑ์) ค่าร้อยละ ระดับคะแนน ค่าระดับคะแนน ความหมายของ ผลการเรียน 80 -100 A 4.0 ดีเยี่ยม 75 - 79 B + 3.5 ดีมาก 70 - 74 B 3.0 ดี 65 - 69 C + 2.5 ดีพอใช้ 60 - 64 C 2.0 พอใช้ 55 - 59 D + 1.5 อ่อน 50 - 54 D 1.0 อ่อนมาก 0 - 49 F 0 ตก


1 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 1 – 3 หัวข้อเรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา รายละเอียด ศึกษาความหมายของภาษา กำเนิดของภาษา ประเภทของภาษา องค์ประกอบของภาษา ลักษณะทั่วไปของภาษา ความสำคัญของภาษา ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย และหลักการ แนวคิด การศึกษาหลักภาษาไทย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อจบบทเรียนนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ 1. สามารถบอกความหมายของภาษาได้อย่างถูกต้อง 2. สามารถอธิบายกำเนิดของภาษาได้อย่างถูกต้อง 3. สามารถระบุประเภทของภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง 3. สามารถอธิบายองค์ประกอบของภาษาได้อย่างถูกต้อง 4. สามารถอธิบายลักษณะทั่วไปของภาษาได้อย่างถูกต้อง 5. สามารถอธิบายความสำคัญของภาษาได้อย่างถูกต้อง 6. สามารถบอกลักษณะเฉพาะของภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง 7. สามารถอธิบายหลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง จำนวนชั่วโมงที่สอน 9 ชั่วโมง (3 ชั่วโมง/สัปดาห์) กิจกรรมการเรียนการสอน 1. แนะนำรายวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ และชี้แจงข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการจัดการเรียน การสอนในรายวิชา 2. สำรวจความรู้พื้นฐานของผู้เรียนโดยการซักถามความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาไทย 3. ผู้สอนบรรยายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา ได้แก่ ความหมายของภาษา กำเนิดของ ภาษา ประเภทของภาษา องค์ประกอบของภาษา ลักษณะทั่วไปของภาษา ความสำคัญของภาษา ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย และหลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อภิปรายแสดงความคิดเห็น และสรุปองค์ความรู้ร่วมกันตามประเด็นที่ กำหนดไว้


2 5. ผู้สอนสรุปประเด็นการเรียนการสอนประจำบท 6. ทำแบบฝึกหัดทบทวนความรู้ สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา 2. สื่อการสอนในรูปแบบ Power Point ประกอบการบรรยาย 3. เว็บไซต์ที่สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม 4. กิจกรรม 5. แบบฝึกหัด แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องาน ที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็น แบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน (มาตรฐาน หลัก) 2. ด้านความรู้ 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตาม มาตรฐาน (มาตรฐานหลัก) 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูล ที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง ในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทาง ทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (มาตรฐานหลัก) 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ (มาตรฐานหลัก)


3 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่ม ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอ ด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม (มาตรฐานหลัก) 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้างหลักสูตรรายวิชา การออกแบบ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่ง การเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียนและพื้นที่ (มาตรฐานหลัก) วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1 สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียนและการแสดงออกในชั้นเรียน 1.2 ความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงเวลา 2. ด้านความรู้ 2.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 2.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 3.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 3.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ต่างๆ


4 ที่ได้รับมอบหมาย 4.2 ประเมินจากทักษะการแสดงออกในภาวะผู้นำ ผู้ตาม จากสถานการณ์การเรียนการ สอนที่กำหนด 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1 ประเมินจากรูปแบบ วิธีการนำเสนอทั้งการพูด การเขียน ที่เหมาะสม 5.2 ประเมินจากความสามารถในการอธิบาย อภิปรายหรือการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี มาประกอบ 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 ประเมินจากการสอบวัดความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาโดยใช้กรณีศึกษา และการมีส่วนร่วมในการอภิปราย สัดส่วนของการประเมิน 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 2 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ด้านความรู้ ร้อยละ 10 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐาน 3. ด้านทักษะทางปัญญา ร้อยละ 1.25 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึก สากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์โดยคำนึงถึง ความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นที่ศึกษา ค้นคว้าได้


5 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.50 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อ ผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่ม และระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 5 ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ร้อยละ 1 และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชน และสังคมและผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้ การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 1 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้าง หลักสูตรรายวิชา การออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการ ชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียน และพื้นที่


7 บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาไทย มนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารและทำความเข้าใจกันในหมู่ชนที่ใช้ภาษา เดียวกัน การศึกษาภาษาใดๆก็ตาม จำเป็นที่ผู้เรียนต้องศึกษาระบบกฎเกณฑ์ของภาษานั้นๆ แม้แต่ ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาแม่หรือภาษาที่เราเรียนรู้เป็นภาษาแรกก็ตาม เพื่อที่จะเข้าใจระบบกฎเกณฑ์ ของภาษานั้นๆ โดยภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองแตกต่างจากภาษาอื่น เช่น ภาษาไทย เป็นภาษาคำโดด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อแสดงประเภททางไวยากรณ์ เช่น การเปลี่ยนรูปเพื่อ บอกพจน์หรือบอกกาลเหมือนในภาษาอังกฤษ หรือคำเดียวกันแต่มีความหมายหลายอย่าง โดย ความหมายของคำจะขึ้นอยู่กับบริบทที่แวดล้อมอยู่ หรือภาษาไทยมีระดับภาษา ผู้ใช้ภาษาต้องเลือกใช้ ภาษาให้เหมาะกับปัจจัยของการสื่อสาร จึงจะสามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องและสัมฤทธิผลตรงตาม วัตถุประสงค์ อีกทั้งการศึกษาหลักการ แนวคิดเกี่ยวกับหลักภาษาไทย ในด้านกำเนิดไวยากรณ์ดั้งเดิม โดยนักไวยากรณ์ไทยที่ใช้ไวยากรณ์นี้คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร ดังปรากฏในหนังสือหลักภาษาไทย มี ความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ศึกษาหลักภาษาไทย ในการรู้ระเบียบ กฎเกณฑ์ ของภาษา ทั้งในเรื่อง อักขรวิธี วจีวิภาค และวากยสัมพันธ์เนื่องจากตำราหรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักภาษาเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งแบบเรียนที่สอนกันภายในโรงเรียน ต่างได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดทฤษฎีไวยากรณ์ ดั้งเดิมเป็นหลัก 1.ความหมายของภาษา คำว่า “ภาษา” เป็นคำสันสกฤต ภาษาบาลีเป็น “ภาสา” มาจากรากเดิมว่า “ภาษ” ซึ่ง แปลว่า พูด กล่าว หรือบอก เมื่อนำมาใช้เป็นคำนาม มีรูปเป็น “ภาษา” โดยได้มีผู้กล่าวถึงความหมาย หรือนิยามของภาษาในลักษณะต่างๆ ดังนี้ พระยาอนุมานราชธน (2515: 30) กล่าวถึงภาษาตามความหมายในนิรุกติศาสตร์ คือ วิธีที่ มนุษย์แสดงความในใจ เพื่อให้ผู้ที่ตนต้องการให้รู้ได้รู้ จะเป็นเพราะต้องการบอกความในใจที่นึกไว้ หรือเพื่อระบายความในใจที่อัดอั้นอยู่ ให้ปรากฏออกมาภายนอกโดยใช้เสียงพูดที่มีความหมายตามที่ ได้ตกลงรับรู้กัน ซึ่งมีผู้ได้ยินรับรู้และเข้าใจ


8 วิจินตน์ภาณุพงศ์(2520 : 6) ได้กล่าวว่า ภาษา คือเสียงพูดที่มีระเบียบและมีความหมายซึ่ง มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับสื่อสารความคิด ความรู้สึก ความต้องการ และใช้ในการประกอบ กิจกรรมร่วมกัน จันทร์เพ็ญ ศิริพันธุ์(2551 : 2) ได้ให้ความหมายของภาษาว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการ สื่อความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความรู้สึก และความต้องการซึ่งกันและกัน กำชัย ทองหล่อ (2554 : 1) ได้ให้คำจำกัดความของภาษา โดยกล่าวว่า ภาษา แปลตามรูป ศัพท์หมายถึง คำพูดหรือถ้อยคำ แปลเอาความว่า เครื่องสื่อความหมายระหว่างมนุษย์ให้กำหนดรู้ ความประสงค์ของกันและกันได้โดยมีระเบียบคำ หรือจังหวะเสียงเป็นเครื่องกำหนด ราชบัณฑิตยสถาน (2556 : 868-869) ได้ให้ความหมายของคำว่า ภาษา ดังนี้ ถ้อยคำที่ใช้ พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะ วงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม ; เสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อความ ได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ ; (โบ) คนหรือชาติที่พูดภาษานั้นๆ เช่น มอญ ลาว ทะวาย นุ่งห่มและแต่งตัวตามภาษา (พงศ.ร3) ; (คอม) กลุ่มของชุดอักขระ สัญนิยม และ กฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาซี ภาษาจาวา ; ปริยายหมายความว่า สาระ เรื่องราว เนื้อความที่เข้าใจกัน เช่น ตกใจจนพูดไม่เป็นภาษา เขียนไม่เป็นภาษา ทำงานไม่เป็นภาษา จากคำนิยามหรือคำจำกัดความของภาษาข้างต้น สรุปได้ว่า ภาษา หมายถึง เครื่องมือหรือ ระบบการใช้สัญลักษณ์อาจเป็นเสียงหรือกิริยาอาการที่ใช้สื่อความหมายถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดอัน จะก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน 2. กำเนิดของภาษา ภาษาเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจกันระหว่างมนุษย์กับ มนุษย์ โดยพระยาอนุมานราชธน (2515: 21-30) ได้ให้ข้อสันนิษฐานถึงการกำเนิดของภาษา สรุปได้ดังนี้ 2.1 ภาษาเกิดจากการเลียนเสียงร้องของสัตว์หรือเสียงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ อาจเป็นเสียงสัตว์ร้อง เสียงน้ำตก เสียงลมพัด ฯลฯ และกำหนดคำขึ้นตามที่ได้ยินเสียง เช่น กา กบ แมว ตุ๊กแก แพะ ซ่า จ๊อก ๆ โครม ปึง ปัง ตูม ฉาบ ฉิ่ง กรับ เป็นต้น


9 2.2 ภาษาเกิดจากเสียงอุทาน คำอุทานที่มนุษย์เปล่งออกมาด้วยอารมณ์ ปราชญ์ทางภาษา สันนิษฐานว่า มนุษย์อาจนำคำอุทานมาใช้เป็นคำพูดในภาษาขึ้นได้ส่วนหนึ่ง เช่น คำว่ากระแอม กระไอ ถุย เฮฮา เป็นต้น ความคิดเห็นที่ว่า ภาษามีกำเนิดมาจากการเลียนเสียงธรรมชาติและคำอุทาน นั้น คงมีน้อย จะอย่างไรก็ตาม ภาษาเลียนเสียงธรรมชาติและภาษาเกิดจากเสียงอุทานถือว่าเป็นบันได ขั้นแรกของภาษาสำหรับไปสู่ภาษาที่แท้จริง 2.3 ภาษาเกิดจากการเลียนเสียงเด็กสอนพูดหรือภาษาเด็กทารก ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอยู่ จำนวนมากที่อาจกลายมาเป็นกำเนิดของคำในภาษา เช่น เสียงร้อง ว้าก ๆ แว้ก ๆ แว้ๆ เป็นต้น ถ้า ร้องมากเป็นเวลานาน เราก็พูดว่า ร้องเป็นวักเป็นเวน คำว่า วักเวน ในภาษาไทยอาจมาจากเสียงเด็ก ร้องนี้ก็ได้ หรือเสียง อ้อแอ้ ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากอวัยวะต่าง ๆ ในปาก ได้แก่ ริมฝีปาก ลิ้น เพดาน ลำคอ ทำให้เกิดเสียง ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏเป็นเสียงที่เกิดจากริมฝีปากหรือเสียงพยัญชนะวรรค ปะ โดยเฉพาะ น่าสังเกตคำว่า พ่อ แม่ ในภาษาต่าง ๆ จะใช้พยัญชนะวรรค ปะ ได้แก่ ป ผ พ ภ ม 2.4 ภาษาเกิดจากการกำหนดคำขึ้นใช้เอง กำเนิดของภาษาลักษณะนี้เป็นผลมาจากความ เจริญก้าวหน้าของมนุษย์ สามารถกำหนดคำต่าง ๆ ขึ้นใช้ โดยสังเกตจากลักษณะ รูปร่าง ขนาด สี โดยการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยพบเห็น เคยใช้ นักภาษามีความเห็นว่ามนุษย์ตั้งภาษาขึ้นจากอายตนะ ทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วกำหนดความหมายของคำนั้นให้เป็นที่เข้าใจในสังคม สิ่งที่ เห็นด้วยตา เช่น เล็ก ใหญ่ สูง เตี้ย ขาว เขียว แดง เป็นต้น ถ้าสิ่งนั้นเห็นไม่ได้ก็ใช้ความรู้สึกทางลิ้น จมูก กาย ใจ เป็นเครื่องกำหนด เช่น ขม หวาน ร้อน หนาว ฉุน หอม เหม็น รัก เกลียด เป็นต้น คำที่ เกิดขึ้นในลักษณะนี้หากมีผู้นิยมใช้กว้างขวางก็จะเป็นคำที่ติดอยู่ในภาษานั้นตลอดไป แต่ถ้าไม่มีผู้นิยม ใช้ก็จะสูญหายไปและเกิดคำใหม่ขึ้นมาแทน เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยไป อย่างไรก็ตาม ยังมีคำอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถใช้ข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ไม่สามารถให้ เหตุผลอธิบายว่าเหตุใดจึงเรียกอย่างนั้น แต่ก็ยอมรับใช้กันอยู่ในภาษาสืบกันต่อมา และปรากฏคำใหม่ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในภาษาที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น


10 3. ประเภทของภาษา ภาษาแบ่งตามลักษณะการสื่อสารได้2 ประเภท ได้แก่ 3.1 วัจนภาษา คือ ภาษาที่ใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษาพูด และภาษาเขียนการใช้ ภาษาขึ้นอยู่กับกาลเทศะ สถานการณ์ สภาวะแวดล้อม และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ซึ่งอาจแบ่ง ภาษาเป็นระดับต่างๆได้หลายลักษณะ โดยบทนี้จะแบ่งลักษณะสำคัญของภาษาเป็น 5 ระดับ ดังนี้ 3.1.1 ระดับพิธีการ ใช้สื่อสารกันในที่ประชุมที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การ ประชุมรัฐสภา การกล่าวอวยพร การกล่าวต้อนรับ การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร การกล่าวสดุดีหรือการกล่าวเพื่อจรรโลงใจให้ประจักษ์ในคุณความดี การกล่าวปิดพิธี เป็นต้น ผู้ส่งสารระดับนี้มักเป็นคนสำคัญหรือมีตำแหน่งสูง ผู้รับสารมักอยู่ในวงการเดียวกันหรือเป็น กลุ่มคนส่วนใหญ่ สัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารมีต่อกันอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่ผู้ส่งสาร เป็นผู้กล่าวฝ่ายเดียว ไม่มีการโต้ตอบ ผู้กล่าวมักต้องเตรียมบทหรือวาทนิพนธ์มาล่วงหน้าและมัก นำเสนอด้วยการอ่านต่อหน้าที่ประชุม 3.1.2 ภาษาระดับทางการ ใช้บรรยายหรืออภิปรายอย่างเป็นทางการในที่ประชุม หรือใช้ในการเขียนข้อความที่ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ หนังสือที่ใช้ติดต่อกับทาง ราชการหรือในวงธุรกิจ ผู้ส่งสารและผู้รับสารมักเป็นบุคคลในวงอาชีพเดียวกัน ภาษาระดับนี้เป็นการ สื่อสารให้ได้ผลตามจุดประสงค์โ ดยยึ ดหลักปร ะหยั ดคำ และ เว ลาให้ม าก ท ี ่ สุ ด 3.1.3 ภาษาระดับกึ่งทางการ คล้ายกับภาษาระดับทางการ แต่ลดความเป็นงานเป็น การลงบ้าง เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน มีการ โต้แย้งหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นระยะๆ มักใช้ในการประชุมกลุ่มหรือการอภิปรายกลุ่ม การ บรรยายในชั้นเรียน ข่าว บทความในหนังสือพิมพ์ เนื้อหามักเป็นความรู้ทั่วไป ในการดำเนิน ชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆ รวมถึงการปรึกษาหารือร่วมกัน 3.1.4 ภาษาระดับไม่เป็นทางการ ภาษาระดับนี้มักใช้ในการสนทนาโต้ตอบระหว่าง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่เกิน 4-5 คนในสถานที่และกาละที่ไม่ใช่ส่วนตัว อาจจะเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกัน การเขียนจดหมายระหว่างเพื่อน การรายงานข่าว และการเสนอบทความในหนังสือพิมพ์ โดยทั่วไป จะใช้ถ้อยคำสำนวนที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยกันมากกว่าภาษาระดับทางการหรือภาษาที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วๆไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆรวมถึงการปรึกษาหารือร่วมกัน


11 3.1.5 ภาษาระดับกันเอง ภาษาระดับนี้มักใช้กันในครอบครัวหรือระหว่างเพื่อนสนิท สถานที่ใช้มักเป็นพื้นที่ส่วนตัว เนื้อหาของสารไม่มีขอบเขตจำกัด มักใช้ในการพูดจากัน ไม่นิยมบันทึก เป็นลายลักษณ์อักษรยกเว้นนวนิยายหรือเรื่องสั้นบางตอนที่ต้องการความเป็นจริง หมายเหตุการแบ่งภาษาดังที่กล่าวมาแล้วมิได้หมายความว่าแบ่งกันอย่างเด็ดขาด ภาษาระดับหนึ่งอาจเหลื่อมล้ำกับอีกระดับหนึ่งก็ได้ 3.2 อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร ได้แก่ การแสดงกิริยาท่าทางของ มนุษย์ การแสดงสีหน้า สายตา น้ำเสียง การใช้มือ วัตถุ การใช้สัญญาณต่างๆ เพื่อนำมาสื่อ ความหมาย และ ทำความเข้าใจต่อกัน แบ่งเป็น 7 ประเภท คือ 3.2.1. เทศภาษา (proxemices) เป็นอวัจนภาษาที่ใช้เกี่ยวข้องกับสถานที่ หรือ ช่วงระยะห่างที่บุคคลกำลังสื่อสารกัน สถานที่ที่บุคคลสื่อสารกัน สามารถแสดงให้เห็นนัยแห่ง ความสัมพันธ์บางประการของผู้ส่งสารและผู้รับสาร เช่น การที่ชายหญิงคุยกันสองต่อสองในห้องบ่งได้ ว่าทั้งคู่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หรือมีเรื่องที่พูดคุยกันเป็นความ ลับ นอกจากนี้ ระยะห่างหรือใกล้ในขณะสนทนาก็บ่งบอกได้ว่าพูดคุยกันธรรมดาหรือคุยกันอย่างรู้จักสนิทสนม 3.2.2. เนตรภาษา (oculesics) เป็นอวัจนภาษาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดวงตา สายตา เพื่อสื่อสารถึงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และความต้องการจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร เช่น การมอง การจ้อง เหลือบ ชำเลือง หรี่ตา ถลึงตา เป็นต้น 3.2.3. กาลภาษา (chonemics) เป็นอวัจนภาษาที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลา หรือ ช่วงระยะเวลาที่กำลังสื่อสารกันอยู่ ถือว่ากาล หรือ เวลา เป็นอวัจนภาษาที่สำคัญอย่างมากในทุก สังคม เพราะแสดงให้เห็นถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพ ให้ความสำคัญ เช่น มาตรงเวลาในการ นัดสัมภาษณ์ ทั้งยังแสดงให้เห็นลักษณะนิสัยว่ามีความรับผิดชอบหรือไม่ มีบุคลิกภาพอย่างไร 3.2.4. อาการภาษา (kinesics) เป็นอวัจนภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อสื่อความหมายบางประการ เช่น การเคลื่อนไหว ศีรษะ ลำตัว แขนขา ตัวอย่างเช่น ส่ายศีรษะ แสดงว่า ปฏิเสธ โบกมือ แสดงการทักทายหรือการ ลา อาการภาษาจะถูกกำหนดโดยคนในแต่ละสังคมซึ่งเข้าใจกันได้ 3.2.5. สัมผัสภาษา (haptics) เป็นอวัจนภาษาที่สื่อกับผู้รับสารโดยการใช้อวัยวะ ส่วนใดส่วนหนึ่งของ ผู้ส่งสารสัมผัสกับผู้รับสารเพื่อแสดงถึงความรู้สึก ความปรารถนาและอารมณ์ ของผู้ส่งสารที่ต้องการสื่อ เช่น การเดินคล้องแขน จับมือ โอบกอด ลูบไล้ ตัวอย่างเช่น การโอบ


12 กอดและหอมแก้มในสังคมตะวันตก หมายถึง การแสดงความรักและห่วงใย เป็นต้น 3.2.6 ปริภาษา (vocalic / paralanguage) เป็นอวัจนภาษาที่หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น รอบๆภาษา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ 3.2.6.1. ปริภาษาเกี่ยวกับภาษาพูด ได้แก่ น้ำเสียง ความเร็ว ความ ดัง จังหวะในการพูด ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้พดในขณะนั้นได้ 3.2.6.2 ปริภาษาเกี่ยวกับภาษาเขียน ได้แก่ การใช้รูปแบบตัวอักษรใหญ่ เล็ก หนา บาง เอียงสีของอักษร การขีดเส้นใต้ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน เพื่อ เน้นย้ำความสำคัญของข้อความ 3.2.7 วัตถุภาษา (objects) เป็นอวัจนภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้วัตถุ เพื่อนำมาสื่อถึงความหมายบางประการ เช่น การเลือกใช้เครื่องแต่ง กาย เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ในการแต่งบ้าน ตัวอย่างเช่น ใส่สร้อยคอ ทองคำ แสดงถึงความร่ำรวย แต่งกายชุดสีดำ แสดงว่าเสียใจและไว้อาลัยให้ ผู้ตาย เป็นต้น 4. องค์ประกอบของภาษา ภาษาเกิดจากหน่วยทางภาษาที่เล็กไปใหญ่ โดยมีองค์ประกอบดังนี้ 4.1 เสียง เป็นเสียงของมนุษย์ที่เปล่งออกมาเพื่อใช้สื่อความหมาย เพื่อถ่ายทอดความรู้ เรื่องราว ความต้องการ อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆให้ผู้ฟังเข้าใจความประสงค์ของผู้พูด เสียงในภาษา จำแนกออกเป็น 3 ชนิด คือ เสียงสระหรือเสียงแท้เสียงพยัญชนะหรือเสียงแปร และเสียงวรรณยุกต์ หรือเสียงดนตรี 4.2 พยางค์และคำ เกิดจากการประสมของเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ 4.3 วลีและประโยค เกิดจากการนำคำมาเรียงกันตามลักษณะโครงสร้างของภาษาที่กำหนด กฎเกณฑ์หรือเป็นระบบไวยากรณ์ของแต่ละภาษา 4.4 ความหมาย คือ ความหมายที่เกิดจากคำหรือประโยคเพื่อใช้ในการสื่อสารทำความเข้าใจ กัน


13 5. ลักษณะทั่วไปของภาษา ปรีชา ทิชินพงศ์ (2522: 5-7) ได้กล่าวถึงลักษณะทั่วไปของภาษาไว้ว่า ภาษาเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่ มนุษย์ตั้งแต่ ดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา และเป็นสิ่งที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษย์มากในแทบทุกกิจกรรม ของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นการศึกษาภาษาจึงอาจทำได้หลายแนว สุดแล้วแต่ผู้ศึกษาจะเลือก แง่มุมใด อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาของนักภาษาศาสตร์ ทำให้เราได้ทราบลักษณะทั่วไปของ ภาษา ซึ่งมีหลายประการ ดังนี้ 5.1 ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารของมนุษย์ ในการติดต่อทำให้เกิดความเข้าใจกับคนรอบข้าง มนุษย์ใช้ภาษาเป็นสื่อในการติดต่อ ในกรณีที่เป็นฝ่ายส่ง ก็อาจกระทำโดยพูดหรือเขียน ส่วนกรณีที่ เป็นฝ่ายรับก็อาจกระทำโดยฟังหรืออ่าน ไม่มีมนุษย์ปกติคนใดที่จะติดต่อกับคนอื่นโดยไม่ใช้ภาษา ภาษาจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารของมนุษย์โดยแท้ 5.2 ภาษาเป็นสิ่งที่ประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยปกติมนุษย์สามารถทำเสียงได้ มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นภาษาทั้งหมด เช่น เสียงหัวเราะ ร้องไห้ ผิวปาก กระแอมกระไอ ฯลฯ เหล่านี้ไม่จัดเป็นภาษา ทั้งนี้ไม่มีความหมายกำหนดแน่นอนเป็นแนวเดียวกัน บางคนอาจหัวเราะหรือ ร้องไห้เพราะความเสียใจก็ได้ ด้วยเหตุนี้ความหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะบอกความเป็นภาษา เสียงพูดใดก็ตามหากขาดความหมายแล้ว ก็ไม่จัดเป็นภาษา เพราะไม่สามารถใช้สื่อสารกันได้ ภาษาจึง ต้องประกอบด้วยเสียงและความหมายเสมอ 5.3 ภาษามีลักษณะที่เป็นระบบระเบียบ ระบบระเบียบในภาษาก็คือลักษณะเฉพาะของแต่ ละภาษา กล่าวคือ ในแต่ละภาษาจะมีเสียงที่ใช้สื่อความหมายอยู่ในวงจำกัด มีจำนวนและลักษณะ แตกต่างกันไปตามลักษณะภาษานั้นๆ เสียงต่างๆเหล่านั้นอาจจะถูกนำมาประกอบกันอย่างมีระเบียบ กลายเป็นคำ จากนั้นก็ถูกนำไปเรียบเรียงเป็นประโยคอย่างเป็นระเบียบอีก จนเกิดเป็นความหมายที่ใช้ สื่อสารกันในสังคม เช่น เสียง ก +อิ + น ประกอบกันเป็นคำ “กิน” เมื่อนำไปเรียบเรียงเข้าประโยคว่า “ฉันกินข้าวแล้ว” คนที่รู้ภาษาไทยก็ย่อมจะเข้าใจ เพราะถูกตามระบบระเบียบภาษาไทย แต่ถ้าเข้า ประโยคเป็น “แล้วกินฉันข้าว” ดังนี้ก็ไม่เป็นภาษา เพราะขาดระบบระเบียบของภาษาไทยเป็นต้น 5.4 ภาษาเป็นเครื่องมือของสังคมที่กำหนดขึ้น ภาษาไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ในสังคมตกลงยอมรับใช้ตรงกัน ว่าถ้าออกเสียงอย่างนั้น จะมีความหมายถึงสิ่งนั้น เช่น ในภาษาไทย ถ้าออกเสียงว่า “แมว” ก็จะหมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง มีสี่ขา ชอบจับหนู เป็นต้น และ ถ้าจะบอกลักษณะย่อยของแมวก็จะต้องนำคำขยายมาวางไว้ข้างหลัง เป็น แมวขาว แมวดำ ถ้านำคำ


14 ขยายมาวางไว้ข้างหน้า เป็น ขาวแมว ดำแมว เช่นนี้ก็อาจจะฟังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเป็นอย่างอื่น และ อาจเป็นที่ขบขันของผู้ฟังก็ได้ เพราะสังคมไม่ได้กำหนดให้พูดเช่นนั้น 5.5 ภาษามีพลังในการงอกงามไม่รู้จบ ถึงแม้ภาษาจะมีระบบระเบียบอยู่ในขอบเขตจำกัด คือมีเสียงอยู่ชุดหนึ่ง และมีโครงสร้างทางไวยากรณ์ ที่เป็นลักษณะจำกัดเฉพาะก็จริง แต่ในการสร้าง ประโยคใหม่ๆ เจ้าของภาษาอาจสร้างประโยคขึ้นใช้ได้มีจำนวนไม่รู้จบสิ้น โดยวิธีนำคำที่มีใช้อยู่ใน ภาษามาเรียบเรียงเข้าเป็นประโยคในรูปต่างๆ ทำนองเดียวกับการสร้างจำนวนเลขโดยวิธีนำเอาเลข 1 ถึง 0 มาเขียนรวมกันเป็นจำนวนเลขต่างๆนั่นเอง ประโยคใหม่ๆที่ถูกสร้างขึ้นนี้ แม้ผู้ใช้ภาษาคนอื่นๆ จะไม่เคยได้ยินหรือได้ฟังมาก่อนก็ตาม แต่ก็สามารถเข้าใจได้ทันที โดยไม่ต้องมีใครสอน 5.6 ภาษาเกิดจากการเรียนรู้ ไม่มีมนุษย์คนใดรู้ภาษามาแต่กำเนิด แต่เป็นการเรียนรู้เอา จากผู้อื่นหลังจากการเกิดมาแล้ว กล่าวคือ เมื่อเราเกิดมาและเติบโตในหมู่ผู้ใช้ภาษาใด เราก็ย่อมจะ พูดและฟังภาษานั้นเข้าใจได้ แต่จะให้รู้ภาษาอื่นที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้จะ เป็นภาษาของบรรพบุรุษเราก็ตาม ภาษาจึงเกิดจากการเรียนรู้ มิใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หรือเกิด จากสัญชาตญาณแน่นอน 5.7 ภาษามีลักษณะเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมย่อมมีการเติบโตอันได้แก่ การเปลี่ยนแปลง เป็นปกติวิสัย และมีการถ่ายทอดกันได้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ภาษาก็เช่นเดียวกัน ย่อมมี การเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดสืบต่อกันมาไม่ขาดสาย ซึ่งเราจะสังเกตเห็นโดยง่าย โดยเฉพาะในด้าน การเปลี่ยนแปลงของภาษา จะพบว่า เรามีคำเกิดใหม่มากมายในปัจจุบัน บางคำก็ทำท่าจะติดและบาง คำก็ทำท่าจะตาย และหากเรามองย้อนไปในอดีตก็จะพบว่ามีคำเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งในปัจจุบันไม่มี ที่ใช้แล้ว บางคำถึงจะมีใช้อยู่ แต่ก็ถูกดัดแปลงเสียงและความหมายไปแล้วมากต่อมาก ลักษณะที่กล่าว มานี้ เป็นลักษณะของวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดมาโดยลำดับนั่นเอง 6. ความสำคัญของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษย์ทุกชนชาติ เพราะใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารทำ ความเข้าใจระหว่างกันและกัน ชนชาติใดไม่มีภาษาแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมทางอารยธรรม เพราะ ต้องหยิบยืมจากชนชาติอื่น ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้ภาษาจึงควรให้ความสำคัญและอนุรักษ์ภาษาอันเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้ประดิษฐ์ขึ้นอันแสดงให้เห็นถึงความเจริญของประเทศ โดยผะอบ โปษะกฤษณะ (2538: 13-14) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษา สรุปได้ดังนี้


15 6.1 ภาษาเป็นสื่อให้ติดต่อกันและทำให้วัฒนธรรมอื่น ๆ เจริญขึ้น ภาษาเป็นสื่อ ความหมายของคนทั้งชาติ แต่ละภาษาก็มีระเบียบของตนแล้วแต่จะตกลงกันในหมู่ชนชาตินั้น ๆ ภาษาจึงเป็นศูนย์กลางของคนทั้งชาติดังข้อความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “ความเป็นชาติโดยแท้จริง” ดังข้อความว่า “ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นเสียยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งใดที่จะ ทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน…” 6.2 ภาษาเป็นเครื่องสื่อสารแสดงความรู้สึกนึกคิดของชนทั่วโลก อันเป็นเครื่องแสดงให้ เห็นวัฒนธรรม อารยธรรมและเอกลักษณ์ประจำชาติอีกด้วย 6.3 ภาษาเป็นศาสตร์ เพราะภาษาเป็นของชาติจึงต้องมีระเบียบมีกฎเกณฑ์ ผู้ใช้ต้อง รักษากฎเกณฑ์ นั้น ๆ แต่กฎเกณฑ์หรือหลักของภาษาไม่ตายตัวเหมือนกฎวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นไปตาม ธรรมชาติ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์ตั้งขึ้นจึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็น ค่อยไปตามความเห็นชอบของส่วนรวมและเชื่อถือได้ ข้อสำคัญที่สุดคือต้องสื่อความหมายที่ทำให้ ส่วนรวมเข้าใจตรงกัน 6.4 ภาษาเป็นศิลป์ภาษาที่ดีนอกจากสื่อความหมายที่ดีแล้วยังต้องมีความงดงาม คือ งดงามในกระบวนความงดงามในการใช้ภาษา มีความไพเราะ ฉะนั้น การที่จะเข้าใจภาษาหรือใช้ภาษา ได้ดีนั้นต้องรู้จักรสของภาษา ภาษาจึงเป็นวิชาประเภทศิลป์ที่ต้องสัมผัสด้วยใจ ต้องอาศัยความ ชำนาญ ไหวพริบ และการฝึกฝนมากของผู้ศึกษา 7. ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเองแตกต่างจากภาษาอื่น การที่ผู้ใช้จะใช้ภาษาไทยให้ ได้ผลตาม จุดมุ่งหมาย จะต้องรู้จักลักษณะของภาษาไทยอย่างถ่องแท้ เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และสัมฤทธิ์ผล โดยลักษณะเฉพาะของภาษาไทย มีดังนี้ 7.1 ภาษาไทยเป็นภาษาในตระกูลไท - กะได (Tai Kadai) ตระกูลภาษา (Language Family) นั้น หมายถึงกลุ่มของภาษาที่มีความสัมพันธ์กันทางเชื้อสาย โดยสามารถพิสูจน์ได้จากความ คล้ายคลึงกันอย่างเป็นระบบภายในภาษา รวมทั้งหมวดคำศัพท์ หรือที่เรียกว่า “คำร่วมเชื้อสาย” (Cognate Words) สำหรับภาษาไทยแล้ว นักวิชาการได้จัดให้อยู่ในตระกูลไท - กะได โดยภาษาใน


16 ตระกูลนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ตระกูลไท เช่น ภาษาไทย ภาษาลาว ผู้ไท ไทลื้อ เป็นต้น และ ตระกูลกะได เช่น เกลาว (Kelao) ลี (Li) ลาตี (Lati) ลักกะ(Laqua) เป็นต้น (อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2548 : 30-31) 7.2 ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด (Isolating language) คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อ แสดงประเภททางไวยากรณ์ (Grammatical Categories) ประเภททางไวยากรณ์หมายถึงลักษณะ ใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคำแต่ละชนิด โดยเฉพาะคำนามและคำกริยา เช่น บุรุษ เพศ พจน์ การชี้ เฉพาะ การนับได้ หรือนับไม่ได้ กาล การณ์ลักษณะ มาลา วาจก เป็นต้น ในภาษาอังกฤษ คำนามที่นับได้ หากมีจำนวนมากกว่าหนึ่ง ก็จะเปลี่ยนแปลงรูปคำด้วยการ เติม -s หรือ -esเพื่อแสดงพหูพจน์ ส่วนในภาษาไทยคำนามไม่มีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อบอกพจน์ แต่ใช้ วิธีการขยายคำนามด้วยคำบอกปริมาณ หรือคำบอกจำนวน เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เอกพจน์ พหูพจน์ เอกพจน์ พหูพจน์ นก 1 ตัว นก 2 ตัว bird birds แมว 1 ตัว แมวหลายตัว cat cats ตารางที่ 1.1 แสดงลักษณะของภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อบอกพจน์เปรียบเทียบกับ ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ภาษาไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อบอกกาลเหมือนในภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วันนี้ฉันกินข้าว (ปัจจุบัน) Today, I eat rice. (present) เมื่อวานฉันกินข้าว (อดีต) Yesterday, I ate rice. (past) ตารางที่ 1.2 แสดงลักษณะของภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อบอกกาลเปรียบเทียบกับ ภาษาอังกฤษ จากตัวอย่างข้างต้น ภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อแสดงประเภททางไวยากรณ์ จึง ถือได้ว่าภาษาไทยเป็น “ภาษาคำโดด”


17 7.3 ภาษาไทยมีภาษาย่อย (Dialects) หลายภาษาด้วยกัน ภาษาย่อยคือภาษาเดียวกัน ที่มี ความหมายแตกต่างกันตามท้องถิ่น (Regional Dialects) เช่น ภาษาถิ่นเหนือ ภาษาถิ่นใต้ ภาษาถิ่น อีสาน ภาษาถิ่นกลาง เป็นต้น หรือภาษาเดียวกันที่มีความแตกต่างๆกันตามปัจจัยทางสังคม เช่น ภาษาย่อยตามเพศ (ภาษาของผู้ชาย ภาษาของผู้หญิง ภาษาของเพศทางเลือก) ภาษาย่อยตามอายุ (ภาษาของเด็ก ภาษาของวัยรุ่น) เป็นต้น 7.4 ภาษาไทยแท้มีตัวสะกดตามมาตรา คำไทยแท้จะมีตัวสะกดตามมาตราและไม่มีการันต์ คือ แม่ ก ใช้ “ก” เป็นตัวสะกด แม่ ง ใช้ “ง” เป็นตัวสะกด แม่ ด ใช้ “ด” เป็นตัวสะกด แม่ น ใช้ “น” เป็นตัวสะกด แม่ บ ใช้ “บ” เป็นตัวสะกด แม่ ม ใช้ “ม” เป็นตัวสะกด แม่ ย ใช้ “ย” เป็นตัวสะกด แม่ ว ใช้ “ว” เป็นตัวสะกด ตัวอย่าง นก มด กบ ยาย น้อง ดิน มัน ขาว หมายเหตุคำที่ไทยยืมมาจากภาษาอื่น จะสังเกตได้จากการเขียนตัวสะกดตามรูปเดิม ภาษา เดิม แต่ออกเสียงตามมาตราตัวสะกดของไทย ตัวอย่างเช่น เลข โรค เมฆ กิจ ราช ก๊าซ ชัฏ รัฐ ครุฑ วัฒนา พิฆาต รถ บาท พุธ รูป ภาพ ปรู๊ฟ ลาภ คุณ อรัญ การ กาล กาฬ 7.5 ภาษาไทยให้ความสำคัญกับการเรียงลำดับหน่วยต่างๆ ถ้าเรียงเปลี่ยนที่หรือสับที่กัน ความหมายจะเปลี่ยนไปหรือไม่สามารถใช้สื่อสารได้ เช่น คำว่า “น้องเมีย” หมายถึง น้องของ ภรรยา ในทางตรงกันข้าม คำว่า “เมียน้อง” นั้น หมายถึง เมียของน้อง (ซึ่งเป็นภรรยาของน้องชาย) เป็นต้น นอกจากนี้ ในการเรียงลำดับส่วนต่างๆในประโยคภาษาไทยมีการเรียงลำดับแบบประธาน กริยา กรรม หรือ SVO เหมือนในโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ ดังตัวอย่างประโยค “สมบัติรัก สมศรี” มีการเรียงลำดับประธาน คือ “สมบัติ” กริยา คือ “รัก” และกรรม คือ “สมศรี” หาก เรียงลำดับใหม่เป็น “สมศรีรักสมบัติ” ความหมายของประโยคก็เปลี่ยนไป เป็น “สมศรี” เป็นประธาน ส่วน “สมบัติ” กลายเป็น “กรรม” หรือเรียงใหม่เป็น “สมบัติสมศรีรัก” ก็จะได้ประโยคที่ผิดไวยากรณ์ ของไทย


18 7.6 ภาษาไทยคำเดียวกันแต่มีความหมายหลายอย่าง ภาษาไทยนั้นเป็นภาษาคำโดด ถ้าคำอยู่ต่างที่หรือเปลี่ยนที่ไป ก็จะมีความหมายเปลี่ยนไป ความหมายจะขึ้นกับบริบทที่แวดล้อมอยู่ ตัวอย่าง เช้าวันนี้ฉันมีอารมณ์ขันเมื่อได้ยินไก่ขัน ในขณะที่กำลังใช้ขันตักน้ำ คำว่า “ขัน” ทั้ง 3 คำ มีความหมายแตกต่างกัน ขันคำที่ 1 เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำว่าอารมณ์คือ น่าหัวเราะ ขันคำที่ 2 เป็นคำกริยา คือ อาการร้องของไก่ ขันคำที่ 3 เป็นคำนาม คือ ภาชนะตักหรือใส่น้ำ 7.7 ภาษาไทยมีคำพ้องจำนวนมาก คำว่า “พ้อง” หมายถึง เหมือนกัน คำพ้องจึงหมายถึงคำ ที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งเหมือนกัน ดังตัวอย่าง กาน หมายถึง ตัดให้เตียน กาฬ หมายถึง ดำ กาล หมายถึง เวลา การ หมายถึง กิจ งาน ธุระ การณ์ หมายถึง เหตุ กานต์ หมายถึง ที่รัก กานท์ หมายถึง บทกลอน กาญจน์ หมายถึง ทอง จากตัวอย่างข้างต้นเป็นคำพ้องเสียง คือ คำที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน และมี ความหมายต่างกัน เสมา (สะ-เหฺมา) หมายถึง หญ้า เสมา (เส-มา) หมายถึง เครื่องหมายบอกเขตโบสถ์สำหรับภิกษุทำสังฆกรรม


19 แหน (แหฺน) หมายถึง ชื่อไม้น้ำหลายชนิดในวงศ์ Lemnaceae ใบกลมเล็กๆ ลอยอยู่ตามน้ำนิ่ง แหน (แหนฺ) หมายถึง ใช้เข้าคู่กับคอื่น ในคำว่า หวงแหน แห่แหน เฝ้าแหน จากตัวอย่างข้างต้นเป็นคำพ้องรูป คือ คำที่เขียนเหมือนกัน แต่ออกเสียงต่างกัน และมีความหมายต่างกัน 7.8 ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณนาม ลักษณนามเป็นคำนามชนิดหนึ่ง ที่ตามหลังคำนาม ชนิดอื่นเพื่อบอกลักษณะของคำนามนั้น 7.8.1 ลักษณนามใช้ตามหลังจำนวนนับ เพื่อบอกให้รู้ลักษณะต่างๆกันของนามนั้น ตัวอย่าง หนังสือ 5 เล่ม ดินสอ 1 แท่ง แหวน 1 วง 7.8.2 ใช้หลังนามเมื่อต้องการเน้นและบอกให้รู้ลักษณะ ตัวอย่าง ฉันต้องการแหวนวงนั้น น้ำอัดลมขวดใหญ่ราคากี่บาท 7.9 ภาษาไทยมีระดับภาษา ระดับภาษา หมายถึง การเลือกใช้ภาษาให้เหมาะกับปัจจัยของ การสื่อสาร อันได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ทั้งในประเด็นของสถานภาพ และความใกล้ชิดสนิทสนม และกาลเทศะ ตัวอย่างเช่น คำบุรุษสรรพนามในภาษาไทย ซึ่งแบ่ง ออกเป็น 3 บุรุษ ดังนี้ บุรุษที่ 1 แทนผู้พูด เช่น กู เค้า เรา ข้า กระผม ผม อาตมา ข้าพเจ้า หนู ดิฉัน ข้าพระพุทธเจ้า เป็นต้น บุรุษที่ 2 แทนผู้ฟัง เช่น มึง แก ตัวเอง เธอ เอ็ง คุณ ท่าน โยม ใต้เท้า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระ บาท เป็นต้น บุรุษที่ 3 แทนผู้ที่ถูกกล่าวถึง เช่น มัน แก ท่าน


20 พึงสังเกตว่า คำบุรุษสรรพนามในแต่ละบุรุษในภาษาไทย มีหลายคำด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อเลือกใช้ ให้แก่ทั้งคู่สนทนา เวลา และสถานที่ที่สื่อสารกัน ดังเช่น หากต้องการสนทนากับเพื่อนสนิท เราก็ อาจจะแทนตัวเองด้วยคำบุรุษสรรพนามที่ 1 กู เรา หรือ ข้า แต่หากต้องสนทนากับอาจารย์ เราต้อง แทนตัวเองด้วยคำบุรุษสรรพนามที่ 1 คำว่า ผม ดิฉัน หนู เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากสถานภาพของผู้ฟังที่ แตกต่างกัน 8. หลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย 8.1 ความหมายของหลักภาษา หลักภาษา คือวิชาที่ว่าด้วยระเบียบการใช้อักษร การเขียนอ่าน การใช้คำ ความหมายของคำ การเรียงคำ และที่มาของภาษา ซึ่งมีวิวัฒนาการไปในลักษณะต่างๆ คำว่า “หลักภาษา”นั้น บัญญัติศัพท์มาจากคำยืมภาษาอังกฤษ คำว่า “Grammar” ปัจจุบันมีการใช้คำไทยแทนคำยืมดังกล่าว หลายคำด้วยกัน ทั้งคำว่า “หลักภาษา” “ไวยากรณ์” “หลักไวยากรณ์” แตกต่างกันไปตามแนวคิดที่ ใช้ศึกษา ในอดีตนักวิชาการมักใช้คำว่า “หลักภาษา” มากกว่าคำว่า “ไวยากรณ์” ดังปรากฏใน หนังสือ “หลักภาษาไทย” ของพระยาอุปกิตศิลปสาร และกำชัย ทองหล่อ ในทางตรงข้ามกัน นักวิชาการทางภาษาและภาษาศาสตร์ รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับการสอนภาษาต่างๆ มักใช้คำว่า “ไวยากรณ์” มากกว่า เช่น ไวยากรณ์ภาษาไทย ไวยากรณ์ภาษาเยอรมัน เป็นต้น และบ่อยครั้งที่พบ การใช้ร่วมกันในคำว่า “หลักไวยากรณ์” 8.2 กำเนิดไวยากรณ์ดั้งเดิม : ที่มาของหลักภาษาในปัจจุบัน ตำราหรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักภาษาเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งแบบเรียนที่สอนกัน ภายในโรงเรียน ต่างได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดทฤษฎีไวยากรณ์ดั้งเดิม ซึ่งเป็นชื่อที่บัญญัติมาจาก ภาษาอังกฤษว่า “Traditional Grammar” คำว่า Traditional แปลว่าสิ่งที่ทำสืบต่อกันมาเป็นเวลา ช้านาน ไวยากรณ์ดั้งเดิมจึงเป็นไวยากรณ์ที่มีประวัติถอยหลังไปยาวนาน และเป็นไวยากรณ์ที่ใช้สืบต่อ กันมาเป็นเวลาช้านาน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือแนวคิดหลักๆ เป็นไวยากรณ์ที่มีรากฐาน อยู่บนกฎที่ยึดถือกันมาเป็นประเพณี กำเนิดมาจากไวยากรณ์กรีกและละติน โดยมีแนวคิดว่า ไวยากรณ์คือศิลปะการเขียนและการพูดอย่างถูกต้อง เป็นไวยากรณ์ที่ใช้สอนภาษากันในยุโรปตั้งแต่


21 ศตวรรษที่ 17 โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ แนวคิดนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก นักไวยากรณ์ไทยที่ได้ใช้ ไวยากรณ์เดียวกับอังกฤษคือ พระยาอุปกิตศิลปสาร ดังปรากฏในหนังสือหลักภาษาไทย จนกระทั่ง การศึกษาภาษาแบบวิทยาศาสตร์หรือภาษาศาสตร์ถือกำเนิดขึ้น ในรูปแบบไวยากรณ์โครงสร้างราว ต้นศตวรรษที่ 20 โดยพัฒนามาจากแนวคิดของบลูมฟีลด์ เน้นหาข้อสรุปจากข้อเท็จจริง ใช้วิธี วิทยาศาสตร์แบบอุปนัย แต่ทั้งนี้หนังสือหลักภาษาไทยในปัจจุบันหลายเล่มก็ยังคงเนื้อหาตามแนวคิด ไวยากรณ์ดั้งเดิมหรือหนังสือหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร ดังในหนังสือหลักภาษาไทย ของกำชัย ทองหล่อ (2556 : คำนำ) ที่ได้กล่าวถึงการเขียนภาษาไทยให้เป็นตำราหลักขนาดได้ชื่อว่า หลักภาษาไทยนั้น โดยกล่าวว่า“ข้าพเจ้ารู้สึกจะหนีโรคเอาอย่างไม่พ้น เพราะตำราภาษาไทยที่นับถือ กันว่าเป็นหลักฐานควรแก่การยกย่องเป็นฉบับครูในเวลานี้ก็มีอยู่แต่ไวยากรณ์ไทยของเจ้าคุณอุปกิต ศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ เปรียญ) เท่านั้น ในตำรานั้นได้บัญญัติหลักเกณฑ์และบัญญัติชื่อต่างๆที่จะ พึงใช้ในไวยากรณ์ไว้จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายแล้ว การสอนไวยากรณ์ไทยในโรงเรียนก็ได้ดำเนินรอย ตามตำรานี้” ไวยากรณ์ภาษาไทยในปัจจุบันหลายเล่มก็ยังถือเป็นไวยากรณ์ดั้งเดิม โดยมีหลายลักษณะที่ สอดคล้องกับไวยากรณ์ดั้งเดิม ดังในหนังสือหลักภาษาไทย (อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันท ลักษณ์) ของพระยาอุปกิตศิลปสาร (2546) ที่ว่าด้วยกฎระเบียบของภาษาไทยใน 4 ภาค ใหญ่ๆ ได้แก่ ภาคที่ 1 อักขรวิธี คือ ระเบียบแบบแผนที่ว่าด้วยลักษณะอักษร รูปและเสียงของอักษร การ ประสมอักษร การใช้อักษรประเภทต่างๆ วิธีเขียนและอ่านตัวอักษรให้ถูกต้อง ภาคที่ 2 วจีวิภาค คือ ระเบียบการจำแนกถ้อยคำ ลักษณะของคำ วิธีการสร้างคำ วิธีการใช้ ถ้อยคำและหน้าที่ของคำ ตลอดจนการใช้คำราชาศัพท์ ภาคที่ 3 วากยสัมพันธ์ คือ ระเบียบการที่เกี่ยวข้องของคำในข้อความตอนหนึ่งๆ โดยภาคนี้ ว่าด้วยหน่วยทางภาษาที่สูงกว่าคำ คือ วลีและประโยค กล่าวถึงชนิดและหน้าที่ของวลี ความหมาย ของประโยค ส่วนประกอบของประโยค และชนิดของประโยค ภาคที่ 4 ฉันทลักษณ์ ที่ว่าด้วยคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง ฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ ประเภทต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ในส่วนที่เป็นอักขรวิธี วจีวิภาค และวากยสัมพันธ์นั้นคือไวยากรณ์ของภาษาไทย ส่วนฉันท ลักษณ์แม้ว่าจะเป็นลักษณะการนำถ้อยคำมาเรียงเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นข้อความในลักษณะวลีหรือ ประโยคก็จริง แต่วลีหรือประโยคในฉันทลักษณ์เป็นเรื่องของการใช้ภาษาลักษณะพิเศษซึ่งเรียกว่า


22 ภาษาร้อยกรอง ต่างจากวลีหรือประโยคซึ่งเป็นภาษาร้อยแก้วที่ใช้เป็นปกติกันในชีวิตประจำวัน ฉะนั้น จึงไม่ถือว่าฉันทลักษณ์เป็นไวยากรณ์ของภาษาไทย นอกจากนี้ ในหนังสือหลักภาษาไทย ของ กำชัย ทองหล่อ (2554) ได้นำแบบอย่าง หลักเกณฑ์ และชื่อต่างๆจากหนังสือหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสารเป็นหลัก ส่วน หลักเกณฑ์และคำอธิบาย ตลอดจนการเขียนแผนผังของบทประพันธ์บางอย่างแตกต่างจากของเดิมไป บ้าง ตลอดจนได้ให้ความหมายของหลักภาษา ไว้ว่า “หลักภาษา คือ วิชาที่ว่าด้วยระเบียบการอักษร การเขียน การอ่าน การใช้คำ ความหมายของคำ และที่มาของภาษาซึ่งมีวิวัฒนาการไปในลักษณะ ต่างๆ” สรุป ภาษาคือระบบสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสื่อความหมาย ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดอันจะ ก่อให้เกิด ความเข้าใจซึ่งกันและกัน กำเนิดของภาษาตามแนวคิดและข้อสันนิษฐานของนักนิรุกติ ศาสตร์นั้น เกิดจากการเลียนเสียงร้องของสัตว์หรือเสียงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกิดจากเสียงอุทาน เกิดจากการเลียนเสียงเด็กสอนพูดหรือภาษาเด็กทารก และภาษาเกิดจากการกำหนดคำขึ้นใช้เอง โดย ภาษาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ วัจนภาษา และ อวัจนภาษา ภาษาเกิดจากหน่วยทางภาษาที่เล็กไป ใหญ่ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ เสียง พยางค์และคำ วลีและประโยค ความหมาย ลักษณะ ทั่วไปของภาษามีหลายประการ ที่สำคัญคือภาษาเป็นกลุ่มของเสียงที่มีระบบและกฎเกณฑ์ โดยกลุ่ม ของเสียงที่มนุษย์เปล่งออกมานี้จะต้องมีความหมายที่คนในสังคมได้ตกลงรับรู้กัน ภาษามีความสำคัญ และมีคุณค่าต่อมนุษย์ทุกชนชาติ เนื่องจากภาษาเป็นสื่อให้ติดต่อกันและทำให้วัฒนธรรมอื่น ๆ เจริญ ขึ้น อีกทั้งภาษาเป็นเครื่องสื่อสารแสดงความรู้สึกนึกคิดของชนทั่วโลก นอกจากนี้ภาษาเป็นศาสตร์ และภาษาเป็นศิลป์ดังนั้นภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้และใช้ให้ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้การศึกษา ภาษาใดๆก็ตามจำเป็นที่ผู้เรียนต้องศึกษาระบบกฎเกณฑ์ของภาษานั้นๆเพื่อใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาแม่หรือภาษาที่เราเรียนรู้เป็นภาษาแรก โดยภาษาไทยเป็นภาษาใน ตระกูลไท - กะได (Tai Kadai) มีทั้งเสียงพูดและตัวอักษร เพื่อใช้สื่อสารให้คนในชาติเข้าใจกัน ภาษาไทยจึงมีความสำคัญในสังคมไทย ผู้ใช้ภาษาจะใช้ภาษาไทยให้ได้ผลตามจุดมุ่งหมาย จะต้องรู้จัก ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยอย่างถ่องแท้ เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและสัมฤทธิ์ผล อีกทั้งการศึกษา หลักการ แนวคิดเกี่ยวกับหลักภาษาไทย ในด้านกำเนิดไวยากรณ์ดั้งเดิม ซึ่งเป็นที่มาของหลักภาษาใน


Click to View FlipBook Version