125 3.4 ภาษากระบวนการ (Procedural Discourse) คือ ภาษาระดับข้อความที่ผู้ส่ง สารมีวัตถุประสงค์ให้ผู้รับสารทราบวิธีการในการดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จตั้งแต่ขั้น แรกถึงขั้นสุดท้าย โดยแสดงขั้นตอนตามลำดับเวลาต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อผู้รับสารปฏิบัติไปตามลำดับ ขั้นตอนแล้ว ก็จะส่งผลให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ ภาษากระบวนการ เช่น ขั้นตอนการทำอาหาร ขั้นตอนการประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ 4. การเชื่อมโยงความในข้อความ ภาษาระดับข้อความ เป็นหน่วยทางภาษาที่มีประโยคเป็นองค์ประกอบ เกิดจากประโยค ต่างๆมารวมกันเป็นข้อความ ความสัมพันธ์ที่ผูกประโยคเหล่านี้ไว้ด้วยกัน เรียกว่า “การเชื่อมโยง ความ” (Cohesion) ภาษาไทยประกอบด้วยกลไกบางประการที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ประโยคที่อยู่ต่อเนื่องเหล่านี้ เรียกกลไกนี้ว่า กลไกการเชื่อมโยงความ (Cohesive Mechanism) และ กลไกเหล่านี้แสดงออกได้ด้วยเครื่องมือ เรียกเครื่องมือนี้ว่า เครื่องมือแสดงการเชื่อมโยงความ (Cohesive Device) โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 4.1 การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึง (Reference) เป็นการเชื่อมโยงความโดยที่ การตีความรูปภาษาหนึ่งต้องอาศัยอีกรูปภาษาหนึ่ง รูปภาษาที่แสดงความหมายหลักเรียกว่า “รูป หลัก” ส่วนรูปภาษาที่ต้องอาศัยการตีความอ้างอิงอีกรูปภาษาหนึ่งเรียกว่า “รูปแทน” แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 4.1.1 การใช้บุรุษสรรพนาม เป็นการใช้คำสรรพนามบอกบุรุษ เช่น ข้าพเจ้า ผม คุณ ท่าน ดิฉัน เขา เพื่ออ้างถึงนามที่ได้กล่าวมา มีไก่ตัวหนึ่ง1 อาศัยหากินอยู่ตามทุ่งนา อยู่มาวันหนึ่งมัน1คุ้ยเขี่ยดินจนพบพลอย2 เข้า ไก่ รู้ดีว่าสิ่งที่มัน1พบคือพลอย แต่มัน1ก็ส่ายไปมาพลางพูดขึ้นว่า “เจ้า2ช่างสวยงามเหลือเกิน หากแต่ว่า เจ้า2 เหมาะสมกับพ่อค้าพลอย หรือหญิงสูงศักดิ์เท่านั้น สำหรับข้า1แล้วเจ้า2หาค่ามิได้ แม้แต่จะเปรียบ กับเมล็ดข้าวเปลือกเพียงเมล็ดเดียว และข้า1ก็ยินดีอย่างยิ่ง หากจะได้พบเมล็ดข้าวเปลือกแทนที่จะพบ พลอยเช่นเจ้า2” จากตัวอย่างข้างต้น “มัน” เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3 ที่เป็นรูปแทนกล่าวอ้างถึง “ไก่ตัว หนึ่ง”ที่ปรากฏนำมาก่อน และในคำพูด “ข้า”เป็นรูปแทนสรรพนามบุรุษที่ 1 “ไก่” ซึ่งเป็นผู้พูด ใช้ กล่าวถึงตนเอง ส่วน “เจ้า” เป็นสรรพนามบุรุษที่ 2 ที่ “ไก่” ใช้เมื่อกล่าวอ้างถึงผู้ที่พูดด้วย คือ “พลอย”
126 4.1.2 การใช้คำเรียกขาน อาจใช้ชื่อเล่น คำเรียกญาติ คำเรียกตำแหน่ง คำเรียกอาชีพ หรือสถานะหรือฉายานามที่ใช้อ้างถึงสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วในบริบทภาษาหรือในกรณีที่รูปแทนนั้นอ้าง ถึงสิ่งที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป “ว่าไงครูเมื่อไรจะจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ค้างไว้เสียที 3 เดือนแล้วนะ จะเอา ยังไงก็บอกมา “ฉันขอผลัดต่อไปอีกสักเดือนหนึ่งเถอะนะคะคุณพี่ ตอนนี้มีเงินไม่พอจริงๆค่ะ นี่ก็เพิ่ง ปิดเทอมได้ไม่นาน ลูกอ้นกำลังเรียน ค่าใช้จ่ายก็เยอะ…” จากตัวอย่างข้างต้น รูปแทน “ครู” เป็นคำเรียกขานชนิดแสดงอาชีพที่กล่าวอ้างถึงผู้ที่ เจ้าของบ้านเช่าพูดด้วย คือ แม่ของอ้น ส่วน “คุณพี่” และ “ลูกอ้น” เป็นคำเรียกขานชนิดคำเรียก ญาติที่ผู้พูด คือ แม่ของอ้น ใช่กล่าวถึงเจ้าของบ้านเช่า และ อ้น ตามลำดับ 4.2 การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม (Conjunction) เป็นการเชื่อมโยงความโดย แสดงความสัมพันธ์ในประโยคหรือข้อความที่อยู่ต่อเนื่องกันหรือที่อยู่ใกล้เคียงกันโดยอาศัยคำเชื่อม เป็นกลไกแสดงการเชื่อมโยงความ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 4.2.1 ความสัมพันธ์แบบคล้อยตาม แสดงการเชื่อมโยงว่าเหตุการณ์ที่เกิดใน เนื้อความนั้นมีความต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน หรือเป็นไปในทำนองเดียวกัน คำเชื่อมที่เป็นกลไกแสดง ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เช่น ก็, และ…ก็, แล้ว, แล้ว…ก็, จึง, รวมทั้ง, พร้อมกับ เป็นต้น ตัวอย่าง …ช้างโง่ตัวนั้นค่อยๆชูงวงไปแตะที่หัวเป็นการแสดงความเคารพต่อพระจันทร์ บริวาร ช้างเห็นดังนั้นจึงทำตามช้างหัวหน้า1 แล้วพากันรีบออกไปจากบริเวณนั้น2 จากตัวอย่างข้างต้น แสดงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน คือเหตุการณ์ที่ 1 เกิดขึ้นก่อน และตามด้วยเหตุการณ์ที่ 2 โดยมี “แล้ว” แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ 4.2.2 ความสัมพันธ์แบบขัดแย้ง เป็นการเชื่อมโยงความที่แสดงว่าเหตุการณ์ใน ประโยคหรือข้อความที่อยู่ใกล้เคียงกันนั้นไม่เป็นไปในทำนองเดียวกัน หรือตามที่คาดหวังหรือคาดว่า น่าจะเป็น คำเชื่อมที่เป็นกลไกแสดงความสัมพันธ์ลักษณะนี้ เช่น แต่, แต่…ก็, แม้แต่, ทั้งๆที่, ถึงแม้ว่า, แม้ว่า เป็นต้น
127 ตัวอย่าง …ทุกครั้งตูบจะนอนเฝ้าอยู่หน้าประตู1 แต่วันนี้มันลืมตัววิ่งเข้ามาในบ้าน2 ทั้งๆที่เท้า เปื้อนดิน3 จากตัวอย่างข้างต้น มีการเชื่อมความแบบขัดแย้ง โดยใช้คำเชื่อม “แต่” และ “ทั้งๆ ที่” เพื่อแสดงว่าเหตุการณ์ในประโยคที่ 1 และประโยคที่2 และเหตุการณ์ใรประโยคที่ 2 และ 3 ไม่ เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ 4.2.3 ความสัมพันธ์แบบเงื่อนไข เป็นการเชื่อมโยงความที่แสดงว่า การเกิดหรือไม่ เกิดของเหตุการณ์หนึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของอีกเหตุการณ์หนึ่ง มักพบในกรณีที่ต้องการสร้างเงื่อนไข ให้บุคคลปฏิบัติตามเพื่อให้ได้สิ่งซึ่งประสงค์ คำเชื่อมที่ใช้ส่วนใหญ่คือ ถ้า, ถ้า…ก็, หาก…ก็ เป็นต้น ตัวอย่าง แม่จันเอ๋ย ยักษ์ใหญ่ยอดนักเลงมันมาแล้ว พี่จะขึ้นนอนบนเตียง แกเอาผ้าห่มห่มให้ ฉันหน่อย ถ้ามันถาม1 ก็บอกว่าฉันเป็นลูกของแม่จันนะ2 จากตัวอย่างข้างต้น มีการเชื่อมความแบบเงื่อนไข โดยใช้คำเชื่อม “ถ้า...ก็” แสดง ความคาดหวังว่าในกรณีที่เหตุการณ์ในประโยคที่ 1 เกิดขึ้นก็ให้มีเหตุการณ์ใน 2 ตามมา 4.2.4 ความสัมพันธ์แบบแสดงผล เป็นการเชื่อมโยงความที่แสดงว่าเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ในประโยคหรือข้อความหนึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ในอีกประโยคหรือ ในอีกข้อความหนึ่ง คำเชื่อมที่ใช้เช่น ก็, จึง, ดังนั้น เป็นต้น … “ทุกวันนี้หุบเขาสวยงามถูกพวกท่านจับจองเป็นที่อยู่อาศัย แออัดจนอากาศเริ่ม เสียและน้ำในลำธารเริ่มขุ่น1 ซึ่งต่างคนต่างอยู่และหาอาหารกินตามสบาย ถ้าปล่อยเช่นนี้ ต่อไปเรา จะอยู่ร่วมกันไม่ได้”1พลายช้างเผือกประกาศบอกฝูงสัตว์ทั้งหลาย “ดังนั้น พวกเราต้องช่วยกันจัด ระเบียบของหุบเขาให้น่าอยู่และไม่ทำลายสิ่งสวยงาม”2 หมีตัวใหญ่เสริมให้สัตว์ทุกตัวร่วมมือช่วยกัน… จากตัวอย่างข้างต้น มีการเชื่อมความแบบแสดงเหตุผล โดยใช้คำเชื่อม “ดังนั้น” แสดงความคาดหวังว่าเหตุการณ์ใน 2 เป็นผลมาจากสถานการณ์ที่ปรากฏในข้อความ 1
128 5. การศึกษาการเชื่อมโยงความในข้อความ ในปัจจุบันการศึกษาการเชื่อมโยงความเป็นเรื่องที่น่าสนใจและผู้ศึกษาไว้เป็นจำนวนมาก ดังนี้ วรวรรธน์ ศรียาภัย (2544) ศึกษาเรื่อง การเชื่อมโยงความในภาษาถิ่นสุราษฎร์ธานี โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเชื่อมโยงความในภาษาถิ่นสุราษฎร์ธานี 6 ลักษณะ คือ การอ้างถึง การซ้ำ การแทน การละ การใช้ศัพท์ และการใช้คำเชื่อม โดยเก็บข้อมูลจากภาษาดับข้อความ 5 ประเภท ได้แก่ เรื่องเล่า กระบวนการ ข้อควรปฏิบัติ คำอธิบาย และบทสนทนา จากการศึกษาสรุปได้ว่า การ เชื่อมโยงความโดยการอ้างถึงมี 3 ประเภท คือ การอ้างถึงโดยสรรพนาม รูปภาษาที่แสดงการอ้างถึง ได้แก่ คำสรรพนามทั้ง 3 บุรุษ คำที่ทำหน้าที่เหมือนคำสรรพนาม ได้แก่ คำเรียกญาติ คำเรียกชื่อ อาชีพ คำเรียกชื่อตำแหน่ง และคำเรียกชื่อเฉพาะบุคคล และรูปศูนย์ การอ้างถึงเชิงบ่งชี้ มี 2 ชนิด คือ การบ่งชี้ด้วยคำสรรพนาม และการบ่งชี้ด้วยคำคุณศัพท์ และการอ้างถึงเชิงเปรียบเทียบ การเชื่อมโยง ความโดยการแทน รูปภาษาที่ใช้แทน คือ รูปแทนบ่งชี้ การเชื่อมโดยความโดยการละพบว่ามี 3 ลักษณะ คือ การละหน่วยนาม การละหน่วยกริยา และการละหน่วยประโยค การเชื่อมโยงความโดย การใช้ศัพท์พบว่ามี 3 ประเภท คือ การใช้ศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน การใช้ศัพท์ลูกกลุ่ม และ การใช้ศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กัน โดยสัมพันธ์กันในเรื่องความต่อเนื่อง มี 2 ลักษณะ คือ ความต่อเนื่อง ของรูปภาษา และความต่อเนื่องของความหมาย การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม พิจารณาถึง การแสดงความสัมพันธ์โดยการใช้คำเชื่อมหน้าที่ของคำเชื่อม และการปรากฏของคำเชื่อม การแสดง ความสัมพันธ์โดยการใช้คำเชื่อม พบว่ามี 14 ลักษณะ ได้แก่ ความสัมพันธ์แบบคล้อยตาม ความสัมพันธ์แบบขัดแย้ง ความสัมพันธ์แบบแสดงเงื่อนไข ความสัมพันธ์แบบแสดงเหตุ ความสัมพันธ์ แบบแสดงผล ความสัมพันธ์แบบขยายความ ความสัมพันธ์แบบแจกแจง ความสัมพันธ์แบบตัดตอน หรือแยกส่วน ความสัมพันธ์แบบให้เลือก ความสัมพันธ์แบบแสดงตัวอย่าง ความสัมพันธ์แบบแสดง เวลา ความสัมพันธ์แบบแสดงจุดเริ่มต้น ความสัมพันธ์แบบแสดงจุดสิ้นสุด และความสัมพันธ์แบบ แสดงการอ้างถึงคำพูด ส่วนหน้าที่ของคำเชื่อม จำแนกได้เป็น 5 ประเภท คือ คำเชื่อมนามกับนาม กริยากับนาม ประโยคกับประโยค นามกับประโยคย่อย และกริยากับประโยคย่อย สำหรับการปรากฏ ของคำเชื่อม ซึ่งปรากฏได้ 4 ตำแหน่ง คือ ต้นประโยค ต้นและกลางประโยค กลางประโยคและท้าย ประโยค วิยะดา ตานี (2544) ศึกษาเรื่อง การเชื่อมโยงความในจารึกสุโขทัย โดยมีวัตถุประสงค์ศึกษา ลักษณะการเชื่อมโยงความในภาษาระดับข้อความในศิลาจารึกสุโขทัย ข้อมูลที่นำมาศึกษาได้แก่คำ อ่านศิลาจารึกสุโขทัยที่มีผู้ปริวรรตแล้ว จำนวน 50 หลัก ผลการศึกษาสรุปได้ว่า กลไกการเชื่อมโยง
129 ความในศิลาจารึกสุโขทัยมี 5 ประเภทคือ การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึง การเชื่อมโยงความโดย การละ การเชื่อมโยงความโดยการซ้ำการเชื่อมโยงความโดยการใช้คำสัมพันธ์กัน และการเชื่อมโยง ความโดยการใช้คำเชื่อม การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึงมี 2 ลักษณะคือ การอ้างถึงหน่วยนาม และ การอ้างถึงข้อความ การเชื่อมโยงความโดยการละ จากการศึกษาพบการเชื่อมโยงความโดยการละ เพียงประเภทเดียวคือ การละรูปกริยาวลี การเชื่อมโยงความโดยการซ้ำมี 2 ลักษณะ คือ การซ้ำรูป และการซ้ำโครงสร้าง การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำสัมพันธ์กันมี3 ลักษณะคือ การใช้คำพ้อง ความหมาย การใช้คำเชื่อมแสดงความสัมพันธ์มีอยู่ 12 ลักษณะคือ ความสัมพันธ์แบบคล้อยตามกัน ความสัมพันธ์แบบแสดงผล ความสัมพันธ์แบบแสดงเหตุ ความสัมพันธ์แบบแสดงเงื่อนไข ความสัมพันธ์แบบแสดงจุดเริ่มต้น ความสัมพันธ์แบบขยายความ ความสัมพันธ์แบบแสดงการตัดตอน หรือแยกส่วน ความสัมพันธ์แบบแสดงวิธีการ และความสัมพันธ์แบบแสดงการกล่าวถึงคำพูด และ ลักษณะการปรากฏใช้ คำเชื่อมมีการปรากฏใช้คำเชื่อมครั้งเดียว และการปรากฏใช้คำเชื่อม แบบต่อเนื่อง ชญานุตม์ จินดารักษ์ (2546) ศึกษาเรื่อง การเชื่อมโยงความในจารึกล้านนา โดยมี วัตถุประสงค์ศึกษาลักษณะการเชื่อมโยงความในภาษาระดับข้อความในจารึกล้านนา ข้อมูลที่นำมา ศึกษา ได้แก่ คำอ่านจารึกล้านนาที่มีผู้ปริวรรตแล้ว จำนวน 82 หลัก ผลการศึกษาพบว่า กลไกการ เชื่อมโยงความในจารึกล้านนามี5 ประเภท คือ การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึง การเชื่อมโยงความ โดยการละ การเชื่อมโยงความโดยการซ้ำ การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำสัมพันธ์กัน และการ เชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึงมี 4 ลักษณะ คือ การอ้างถึง นามวลี การอ้างถึงกริยาวลี การอ้างถึงประโยค การอ้างถึงข้อความ การเชื่อมโยงความโดยการละมี 3 ลักษณะ คือ การละกริยาวลี การละประโยค และการละข้อความ การเชื่อมโยงโดยการซ้ำมี 2 ลักษณะ คือ การซ้ำรูป และการซ้ำโครงสร้าง การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำสัมพันธ์กันมี3 ลักษณะ คือ การใช้คำพ้องความหมาย การใช้คำแย้งความหมาย และการใช้คำลูกกลุ่มของคำจ่ากลุ่มเดียวกัน และการเชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อมเพื่อแสดงความสัมพันธ์ 9 ประเภท ได้แก่ ความสัมพันธ์แบบ คล้อยตามกัน ความสัมพันธ์แบบขัดแย้ง ความสัมพันธ์แบบแสดงลำดับเหตุการณ์ ความสัมพันธ์แบบ แสดงเหตุ ความสัมพันธ์แบบแสดงผล ความสัมพันธ์แบบแสดงวัตถุประสงค์ ความสัมพันธ์แบบขยาย ความ ความสัมพันธ์แบบแสดงเงื่อนไข ความสัมพันธ์แบบต่างตอน และลักษณะการใช้คำเชื่อมมี การ ใช้คำเชื่อมครั้งเดียว และการใช้คำเชื่อมแบบต่อเนื่อง การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึงมีอัตราความถี่
130 การปรากฏมากที่สุด ส่วนการเชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม พบ คำเชื่อมแสดงความสัมพันธ์แบบ คล้อยตามกัน และแบบแสดงลำดับเหตุการณ์มีอัตราความถี่การปรากฏมากที่สุด ปาณิสรา เบี้ยมุกดา (2550) ศึกษาเรื่อง การเชื่อมโยงความในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาส ต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะ การเชื่อมโยงความในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว 5 ประเภท คือ การอ้างถึง การซ้ำ การใช้คำศัพท์ การใช้คำเชื่อม และการละ รวมถึง วิเคราะห์ผลที่ได้จากการเชื่อมโยงความด้านสำนวนภาษาและลักษณะงานเขียนประเภทสารคดี ท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า การเชื่อมโยงความโดยอ้างถึง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ การอ้างถึง ด้วยบุรุษสรรพนาม การอ้างถึงด้วยการเปรียบเทียบ และการอ้างถึงด้วยการชี้เฉพาะ การเชื่อมโยง ความโดยการซ้ำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การซ้ำรูปและการซ้ำโครงสร้าง การเชื่อมโยงความโดย การใช้คำศัพท์แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ การใช้คำตรงข้าม การใช้คำพ้องความหมาย การใช้คำที่ อยู่ในชุดเดียวกัน การใช้คำจ่ากลุ่มและคำลูกกลุ่ม และการใช้คำ แสดงองค์ประกอบของหน่วยใหญ่ การเชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม แบ่งออกเป็น 19 ประเภท คือ คำเชื่อมแสดงการเสริม คำเชื่อม แสดงการขัดแย้ง คำเชื่อมแสดงการให้เลือก คำเชื่อมแสดงตัวอย่าง คำเชื่อมแสดงการแจกแจง รายละเอียด คำเชื่อมแสดงการขยายความ คำเชื่อมแสดงเหตุ คำเชื่อมแสดงผล คำเชื่อมแสดงการ กล่าวถึงคำพูด ความคิด หรือข้อเท็จจริง คำเชื่อมแสดงเวลา คำเชื่อมแสดงวัตถุประสงค์ คำเชื่อมแสดง จุดเริ่มต้นของสถานที่ คำเชื่อมแสดงจุดสิ้นสุดของสถานที่ คำเชื่อมแสดงเงื่อนไข คำเชื่อมแสดงวิธีการ คำเชื่อมแสดงการเปรียบเทียบ คำเชื่อมแสดงการสรุปความ คำเชื่อมแสดงการตัดตอนหรือแยกส่วน คำเชื่อมแสดงการคาดคะเนหรือสมมุติ การเชื่อมโยงโดยการละ ได้แก่ การละหน่วยนามซึ่งแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือ การละหน่วยนามในตำแหน่งประธาน และการละหน่วยนามในตำแหน่ง กรรม ผลที่ได้จากการเชื่อมโยงความในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้ง 5 ประเภท นั้นมี 2 ประการ คือ ผลต่อสำนวนภาษา และผลต่อลักษณะ งานเขียนประเภทสารคดีท่องเที่ยว โดยผลต่อภาษามี 3 ลักษณะ คือ การใช้ภาษาที่กระชับ การใช้ ภาษาที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง เข้าใจง่าย และการใช้ภาษาที่ไพเราะสละสลวย อ่านแล้วเพลิดเพลิน ส่วนผล ต่อลักษณะงานเขียนประเภทสารคดีท่องเที่ยวพบว่า กลวิธีการเชื่อมโยงความส่งผลให้ผู้อ่านเห็นถึง กลวิธีการนำเสนอ และลักษณะของสารคดีท่องเที่ยวอันเป็นรูปแบบงานเขียนของพระราชนิพนธ์เสด็จ ประพาสต่างประเทศชุดนี้
131 จากการประมวลการศึกษาการเชื่อมโยงความในข้อความที่มีผู้ศึกษาไว้เป็นจำนวนมากข้างต้น นั้น ย่อมเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางแก่ผู้เรียนหรือผู้สนใจที่จะศึกษาในเรื่องการเชื่อมโยงความที่ ปรากฏในภาษาระดับข้อความที่ใช้เพื่อการสื่อสารประเภทต่างๆต่อไป สรุป ภาษาระดับข้อความ (Discourse) เป็นภาษาระดับสูงกว่าประโยค โดยภาษาระดับข้อความ นั้นเป็นภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียนในสถานการณ์จริง และมี วัตถุประสงค์เพื่อสนองเจตนารมณ์บางประการของมนุษย์ คำศัพท์ที่ใช้เรียกภาษาระดับข้อความ (Discourse) ในภาษาไทยมีหลายคำด้วยกัน ได้แก่ ข้อความ วจนะ ปริเฉท สัมพันธสาร และวาทกรรม ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในช่วงต้นที่มีการศึกษาภาษาระดับข้อความนั้นยังไม่มีการบัญญัติศัพท์ชัดเจน ทำ ให้แต่ละกลุ่มแต่ละสถาบันที่ศึกษาภาษาระดับข้อความจึงคิดคำศัพท์เพื่อใช้เรียกแทน discourse กันเอง โดยการจำแนกภาษาระดับข้อความตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ภาษาเรื่องเล่า ภาษาอรรถาธิบายความ ภาษาโน้มน้าวหรือสั่งสอน และภาษากระบวนการ อีกทั้ง ภาษาระดับข้อความ เป็นหน่วยทางภาษาที่มีประโยคเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเกิดจากประโยคต่างๆมา รวมกันเป็นข้อความ ความสัมพันธ์ที่ผูกประโยคเหล่านี้ไว้ด้วยกัน เรียกว่า “การเชื่อมโยงความ” (Cohesion) โดยภาษาไทยประกอบด้วยกลไกบางประการที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ประโยคที่อยู่ต่อเนื่องเหล่านี้ เรียกกลไกนี้ว่า กลไกการเชื่อมโยงความ (Cohesive Mechanism) และ กลไกเหล่านี้แสดงออกได้ด้วยเครื่องมือ เรียกเครื่องมือนี้ว่า เครื่องมือแสดงการเชื่อมโยงความ (Cohesive Device) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ การเชื่อมโยงความโดยการอ้างถึง และการ เชื่อมโยงความโดยการใช้คำเชื่อม โดยในปัจจุบันการศึกษาการเชื่อมโยงความเป็นเรื่องที่น่าสนใจและ ผู้สนใจศึกษาเป็นจำนวนมาก และปรากฏพบกลไกการเชื่อมโยงความที่แสดงออกได้ด้วยเครื่องมือ แสดงการเชื่อมโยงความหลากหลายประเภทที่ปรากฏในภาษาระดับข้อความที่ใช้เพื่อการสื่อสาร ประเภทต่างๆ
132 คำถามท้ายบท 1. ภาษาระดับข้อความ คืออะไร จงอธิบาย 2. หน่วยที่ใหญ่ที่สุดในภาษาคืออะไร จงอธิบาย 3. ภาษาระดับข้อความมีชื่อเรียกอย่างอื่นว่าอะไรบ้าง จงอธิบาย 4. เหตุใดเราจึงต้องมีการศึกษาภาษาระดับข้อความ จงอธิบาย 5. ภาษาข้อความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างไร 6. ภาษาระดับข้อความจำแนกตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสารมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จง อธิบาย 7. การเชื่อมโยงความมีความเกี่ยวข้องกับภาษาระดับข้อความอย่างไร จงอธิบาย 8. ภาษาไทยประกอบด้วยกลไกบางประการที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประโยคที่อยู่ ต่อเนื่องกัน เราเรียกกลไกนี้ว่าอะไร จงอธิบาย 9. เครื่องมือแสดงการเชื่อมโยงความ แบ่งออกเป็นประเภทหลักกี่ประเภท อะไรบ้าง จง อธิบาย 10. “ภาษาระดับข้อความ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองเจตนารมณ์บางประการของมนุษย์” จาก คำกล่าวข้างต้น หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย
133 เอกสารอ้างอิง จันทิมา อังคพณิช กิจ. (2557) . กา ร วิเ ค ร า ะห์ข้อค วา ม . กรุงเทพฯ: สำนักพ ิ ม พ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ชญานุตม์ จินดารักษ์. (2546). การเชื่อมโยงความในจารึกล้านนา. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. ชลธิชา บำรุงรักษ์. (2539). การวิเคราะห์ภาษาในระดับข้อความ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ปาณิสรา เบี้ยมุกดา. (2550). การเชื่อมโยงความในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต่างประเทศของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. วรวรรธน์ ศรียาภัย. (2544). การเชื่อมโยงความในภาษาถิ่นสุราษฎร์ธานี. (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิยะดา ตานี. (2544). การเชื่อมโยงความในจารึกสุโขทัย. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. สุภาวดี วสีวิวัฒน์. (2562). “การศึกษาภาษาระดับข้อความ (discourse) ในภาษาไทย : พัฒนาการ ด้านแนวคิดและตัวอย่างงานวิจัย.” วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครศรีธรรมราช. 11(3), 137-148. Stubbs, M. ( 1 9 8 3 ) . Discourse Analysis: The sociolinguistic analysis of natural language. Chicago: The University of Chicago Press.
134
135 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 16 หัวข้อเรื่อง ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่การจัดการ เรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายละเอียด ศึกษาในหัวข้อการเรียนภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการ สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยในรายวิชาหลัก ภาษาไทย และสืบค้นวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาการจัดการศึกษาโดยการใช้กิจกรรมหรือการสร้างสื่อ เรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อจบบทเรียนนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ 1. สามารถอธิบายถึงความสำคัญของการเรียนภาษาไทยได้ 2. สามารถวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ 3. สามารถฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่การ จัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ 4. สืบค้นวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการศึกษาโดยการใช้กิจกรรมหรือการสร้างสื่อเรียนรู้รูปแบบ ต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยได้ จำนวนชั่วโมงที่สอน 3 ชั่วโมง กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนชี้แจงและมอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลจริงในรายวิชา และจัดทำสื่อ พร้อมฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทย โดยนำเสนอในรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหน้าชั้นเรียน 2. ผู้เรียนศึกษาในหัวข้อที่กำหนดเกี่ยวกับหลักภาษาไทย และสร้างสื่อเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย
136 3.ผู้เรียนฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทย โดยนำเสนอในรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหน้าชั้น เรียน ในรายวิชาหลักภาษาไทย 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อภิปรายแสดงความคิดเห็น และสรุปองค์ความรู้ร่วมกัน สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. เพาเวอร์พอยต์ 3. สื่ออินเทอร์เน็ต 4. กิจกรรม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องาน ที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็น แบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน (มาตรฐาน หลัก) 2. ด้านความรู้ 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตาม มาตรฐาน (มาตรฐานหลัก) 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูล ที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง ในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทาง ทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (มาตรฐานหลัก)
137 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ (มาตรฐานหลัก) 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่ม ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอ ด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม (มาตรฐานหลัก) 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้างหลักสูตรรายวิชา การออกแบบ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียนและพื้นที่ (มาตรฐาน หลัก) วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1 สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียนและการแสดงออกในชั้นเรียน 1.2 ความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงเวลา 2. ด้านความรู้ 2.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 2.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 3.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม
138 รายบุคคล 3.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย 4.2 ประเมินจากทักษะการแสดงออกในภาวะผู้นำ ผู้ตาม จากสถานการณ์การเรียนการ สอนที่กำหนด 5. ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1 ประเมินจากรูปแบบ วิธีการนำเสนอทั้งการพูด การเขียน ที่เหมาะสม 5.2 ประเมินจากความสามารถในการอธิบาย อภิปรายหรือการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี มาประกอบ 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 ประเมินจากการสอบวัดความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาโดยใช้กรณีศึกษา และการมีส่วนร่วมในการอภิปราย สัดส่วนของการประเมิน 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 1.50 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และ สามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ด้านความรู้ ร้อยละ 10 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทย และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐาน 3. ด้านทักษะทางปัญญา ร้อยละ 2 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึก สากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ
139 ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์โดยคำนึงถึง ความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นที่ศึกษา ค้นคว้าได้ 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.75 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงานและต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่ม และระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 5 ด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ร้อยละ 1 และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชน และสังคมและผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้ การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 1 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้าง หลักสูตรรายวิชา การออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการ ชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียน และพื้นที่
140
141 บทที่ 6 ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ครูมีบทบาทสำคัญเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่จำเป็นใน การเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับไปบูรณาการและต่อยอดได้ สิ่งสำคัญในการเรียน ในศตวรรษที่ 21 คือต้องเปลี่ยนระบบการเรียนการสอน คือเปลี่ยนเป้าหมายจาก “ให้ความรู้” ไปสู่ “ให้ทักษะ” โดยเฉพาะการเรียนรู้โดยตรง (Active learning) ที่มุ่งจัดการเรียนรู้ในลักษณะที่ให้ผู้เรียน ได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด โดยผ่านการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ลงมือปฏิบัติ คิด แก้ปัญหา ริเริ่มสร้างสรรค์ ทำงานเป็นกลุ่ม สรุปเป็นความรู้และสามารถนำเสนอได้อย่างเหมาะสม โดยในการ จัดการเรียนการสอนรายวิชา 2191105 หลักภาษาไทย (Principles of Thai Language) สำหรับ นักศึกษา ชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ผู้สอนจึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเชี่ยวชาญใน ด้านหลักภาษาไทย อีกทั้งเกิดจิตสำนึกความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและ ความเป็นไทย และจัดการ เรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่หลากหลาย โดยผู้สอนบรรยายประกอบเทคนิคการใช้คำถาม อภิปราย สรุป และให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง การจัดกิจกรรมให้นักศึกษาได้ฝึกวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการ แนวทางการแก้ไขปัญหาจริง อีกทั้งมีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสืบค้นและสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อนำไปสู่การอภิปรายกลุ่ม และการนำเสนอในชั้นเรียน และ นำไปเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. การเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิด ความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือ ในการติดต่อสื่อสารเพื่อ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบ กิจธุระการงาน และดำรงชีวิต ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่ คู่ชาติไทยตลอดไป(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 37) ภาษาไทยจึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของ
142 คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนภาษาไทยจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนา ความสัมพันธ์กับผู้คนแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นการเรียนภาษาไทย จึงต้องเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะใน ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเรียนรู้ในฐานะเป็นวัฒนธรรมทางภาษาให้เกิดความชื่นชม ซาบซึ้ง และภูมิใจในภาษาไทย 2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 11) ได้กล่าวว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่ง พัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึก ในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงได้กำหนดให้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็น สาระวิชาพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา 2.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ไว้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน โดย กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทยเป็น 5 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านเพื่อสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด
143 มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้ในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 พบว่า ภาษาไทยมีหลากหลาย สาระให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจ ธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทาง ภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา 2191105 หลักภาษาไทย (Principles of Thai Language) นั้น เพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้สอนจึงมุ่งเน้นจุดมุ่งหมายของรายวิชา 5 ด้าน คือ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา 2. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ลักษณะสำคัญของภาษาไทย 3. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย ระบบเสียง ระบบคำและความหมายในภาษาไทย ระบบประโยค ข้อความ 4. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทย 5. เพื่อให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และสามารถ เชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจากจุดมุ่งหมายของรายวิชา 5 ด้านนั้น ครอบคลุมสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย คือ ให้ ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย หลักการ แนวคิด การศึกษาหลักภาษาไทย และสามารถเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน อีกทั้งเกิดจิตสำนึกความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและความเป็นไทย
144 3. ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และเชื่อมโยงสู่การ จัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3.1 ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา 2191105 หลักภาษาไทย (Principles of Thai Language) นั้น ประกอบไปด้วยเนื้อหา 5 บท ที่ผู้เรียนต้องศึกษา ได้แก่ บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาไทย บทที่ 2 ระบบเสียง บทที่ 3 ระบบคำ บทที่ 4 ระบบประโยค บทที่ 5 ระบบข้อความ 3.2 ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทย และการเชื่อมโยงสู่การ จัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ โดยเน้นประยุกต์ความรู้ทางด้านภาษาไทยกับ การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย เน้นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลจริงใน รายวิชา และจัดทำสื่อพร้อมฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทย โดยนำเสนอในรูปแบบการจัดการเรียนการ สอนหน้าชั้นเรียนในรายวิชาหลักภาษาไทย 4. ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยในรายวิชาหลักภาษาไทย 4.1 ฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทย โดยนำเสนอในรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหน้าชั้น เรียนในรายวิชาหลักภาษาไทย 4.2 ทบทวนเนื้อหาโดยการสร้างเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้ในรายวิชาหลักภาษาไทยใน รูปแบบต่างๆ
145 4.2.1 เกมการเรียนรู้กริโย่ 4.2.1.1 เนื้อหาหลักภาษาไทยเรื่อง ระบบคำ - ชนิดของคำ : คำกริยา ภาพที่6.1 : เกมการเรียนรู้กริโย่ เรื่อง คำกริยา ที่มา : จัดทำโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา กติกาการเล่นเกมกริโย่ 1. ผู้เล่นเล่นได้ 2 - 10 คนต่อครั้ง 2. แจกการ์ดเริ่มต้นคนละ 7 ใบ 3. คนแจกเปิดการ์ดจากกองมา 1 ใบ เพื่อวางเป็นการ์ดเริ่มต้น 4. คนแจกการ์ดเป็นผู้เริ่มเล่น และหมุนตามเข็มนาฬิกา 5. ต้องทิ้งการ์ดจากมือครั้งละ 1 ใบ โดยต้องให้สีเหมือนหรือจำนวนพยางค์เท่ากัน (อย่างใดอย่าง หนึ่ง) หรือเหมือนทั้งสีและจำนวนพยางค์ (ทั้งสองอย่าง) กับการ์ดที่วางอยู่ตรงหน้าเท่านั้น 6. ถ้าไม่มีสีเหมือนหรือเลขเหมือน ให้จั่วขึ้นมา 1 ใบ ถ้าใบที่จั่วขึ้นมาสามารถใช้ลงได้ ก็ลงได้ทันที ไม่ต้องข้าม 7. ถ้ามีคนลงการ์ด +2 คนต่อไป ต้องจั่ว 2 ใบทันที และข้ามไปเลย 8. ถ้ามีคนลงการ์ด เครื่องหมายห้าม คนต่อไป คนต่อไปห้ามเล่น และข้ามไปได้เลย 9. การ์ดพิเศษ +2 และ เครื่องหมายห้ามเล่น ไม่สามารถลงทับกันได้ เช่น มีคนลง +2 คนต่อไปก็ ต้องจั่วถึงแม้ว่าจะมี +2 ในมือก็ตาม
146 10. เมื่อทิ้งการ์ดจนเหลือใบเดียว ต้องพูด “กริโย่” ทันที หากไม่พูด จนกระทั่งคนต่อไปจั่ว หรือทิ้ง การ์ด จะต้องโดนปรับด้วยการจั่วเพิ่ม 2 ใบทันที 11. เกมจะจบทันที เมื่อมีคนทิ้งการ์ดจนหมดมือคนแรก 12. เมื่อเกมจบคนอื่น ๆ นับคะแนนการ์ดที่อยู่ในมือ โดยการ์ดพิเศษ มีค่าใบละ 10 แต้มที่เหลือนับ ตามแต้ม ใครมีแต้มมากที่สุดจะเป็นผู้แพ้ในเกม หมายเหตุ สีของการ์ดจะแบ่งตามประเภทของคำกริยา ได้แก่ สีม่วง (อกรรมกริยา) สีฟ้า (สกรรมกริยา) สีเนื้อ (วิกตรรถกริยา) สีชมพู (กริยานุเคราะห์) และแต่ละประเภท ประกอบด้วยคำ พยางค์เดียว 10 คำ และคำ 2 พยางค์ 5 คำ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อทบทวนความรู้ในเรื่องคำกริยา ประโยชน์ที่ได้รับ 1. สามารถเข้าใจความหมายของคำกริยา 4 ประเภทได้อย่างถูกต้อง 2. สามารถวิเคราะห์และจำแนกประเภทย่อยของคำกริยา ได้แก่ อกรรมกริยา สกรรมกริยา วิกตรรถกริยา และกริยานุเคราะห์ได้ 4.2.2 เกมการเรียนรู้ Kahoot 4.2.2.1 เนื้อหาหลักภาษาไทยเรื่อง ระบบคำ - การสร้างคำในภาษาไทย : คำซ้ำ ภาพที่6.2 : เกมการเรียนรู้ Kahoot เรื่อง คำซ้ำ ที่มา : จัดทำโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา
147 วิธีการใช้งาน 1. เข้าไปที่ https://kahoot.it/ 2. ใส่ Game PIN แล้วกด Enter 3. ตั้งชื่อสำหรับการเข้าเล่น 4. เมื่อผู้ควบคุมกด Start จะมีคำถามให้ผู้เล่นอ่านทำความเข้าใจ 5. ผู้เล่นต้องทำการกดตัวเลือกให้ตรงกับสัญลักษณ์สีแดง น้ำเงิน เขียว และเหลือง ในระยะเวลา ที่กำหนด 6. เมื่อผู้เล่นตอบครบทุกคน ระบบจะทำการเฉลยและบอกคะแนนที่ได้ในแต่ละข้อ 7. ระบบจะทำการเรียบเรียงอันดับผู้เล่นที่มีคะแนนสูงสุด 3 อันดับ เมื่อเล่นครบทุกข้อ ตัวอย่างเกมการเรียนรู้: Kahoot ภาพที่6.3 : ตัวอย่างเกมการเรียนรู้ Kahoot : ทบทวนความรู้เรื่อง คำซ้ำ ที่มา : จัดทำโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา
148 ภาพที่6.4 : ตัวอย่างเกมการเรียนรู้ Kahoot : ทบทวนความรู้เรื่อง คำซ้ำ ที่มา : นักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อทบทวนความความรู้ในเรื่องคำซ้ำ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. มีความรู้ความเข้าใจความหมายของคำซ้ำและอธิบายหลักการสร้างคำซ้ำได้ 2. จำแนกความหมายของคำซ้ำในลักษณะต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง 3. สามารถใช้คำซ้ำได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตรงตามหน้าที่
149 4.2.3 เกมการเรียนรู้Quizizz 4.2.3.1 เนื้อหาหลักภาษาไทยเรื่อง ระบบคำ - ชนิดของคำ : คำนาม ภาพที่6.5 : เกมการเรียนรู้Quizizz เรื่อง คำนาม ที่มา : จัดทำโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา วิธีการใช้งาน 1. เข้าไปที่ https://quizizz.com/ 2. ใส่ Code ที่ผู้สร้างส่งให้ นำไปไปกรอกในช่องว่าง หลังจากนั้นกด Join Game 3. หลังจากนั้นจะปรากฎคำถามเเละตัวจับเวลาอยู่ด้านบน ผู้เล่นต้องคลิกเลือกคำตอบที่ถูกต้องใน หน้าจอของผู้เล่น ระบบจะเเสดงคำตอบที่ถูกต้องเเละจัดลำดับเเสดงคะเเนนของเเต่ละคน 4. เมื่อผู้เล่นทำเเบบทดสอบเสร็จเเล้วระบบจะจัดลำดับให้ว่าผู้เล่นได้ลำดับที่เท่าไหร่ คะเเนน เท่าไหร่ 5. สามารถคลิกดูคะเเนนได้ที่ Click to Review หน้าจอของผู้เล่นจะเเสดงข้อที่ถูก – ผิดทั้งหมด
150 ตัวอย่างเกมการเรียนรู้: Quizizz ภาพที่6.6 : ตัวอย่างเกมการเรียนรู้ Quizizz : ทบทวนความรู้เรื่อง คำนาม ที่มา : จัดทำโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา ภาพที่6.7 : ตัวอย่างเกมการเรียนรู้ Quizizz : ทบทวนความรู้เรื่อง คำนาม ที่มา : จัดทำโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา
151 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อทบทวนความความรู้ในเรื่องคำนาม ประโยชน์ที่ได้รับ 1. สามารถเข้าใจความหมายของคำนามได้อย่างถูกต้อง 2. สามารถวิเคราะห์และจำแนกประเภทย่อยของคำนาม ได้แก่ สามานยนาม วิสามานยนาม สมุ หนาม ลักษณนาม และอาการนามได้ 5. การศึกษาการจัดการศึกษาโดยการใช้กิจกรรมหรือการสร้างสื่อเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย การศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมหรือสร้างสื่อเรียนรู้รูปแบบต่างๆในการจัดการเรียน การสอน วิชาภาษาไทยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน มีผู้ศึกษาไว้ ดังนี้ นุชนาถ พรหมนาเวช (2555) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เกม การแข่งขันสะกดคำวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1 ปิยะพงษ์ งันลาโสม (2563) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้และเจตคติต่อการเรียนวรรณคดี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปพิชญา วิชาสิทธิ์ (2564) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาเกมออนไลน์เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการประมวลการจัดการศึกษาโดยการใช้กิจกรรมหรือการสร้างสื่อเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ใน การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยข้างต้นนั้น การจัดการศึกษาโดยใช้สื่อการเรียนรู้ จัดเป็น เครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อีกทั้งการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้มีความสอดคล้องกับ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้สอนจะต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง สื่อการเรียนรู้ให้เป็นสื่อการเรียนรู้ใหม่และน่าสนใจ เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และความ สนใจให้กับผู้เรียน ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา 2191105 หลักภาษาไทย (Principles of Thai Language) ผู้สอนจึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปฝึก ปฏิบัติการใช้ภาษาไทย โดยเน้นประยุกต์ความรู้ทางด้านภาษาไทยกับการจัดกิจกรรมหรือการจัดทำ
152 สื่อเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อการเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ สรุป แนวคิดการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ โดยการใช้กระบวนการทางปัญญา กระบวนการทางสังคม กระบวนการกลุ่ม และให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมในการเรียน สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้โดยการเรียนรู้โดยตรง (Active learning) มุ่งจัดการเรียนรู้ใน ลักษณะที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด โดยผ่านการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ลงมือ ปฏิบัติ คิด แก้ปัญหา ริเริ่มสร้างสรรค์ ทำงานเป็นกลุ่ม สรุปเป็นความรู้และสามารถนำเสนอได้อย่าง เหมาะสม โดยในการจัดการเรียนการสอนรายวิชา 2191105 หลักภาษาไทย (Principles of Thai Language) สำหรับนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ผู้สอนจึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านหลักภาษาไทย เกิดทักษะในการสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะสม และเรียนรู้ ภาษาไทยในฐานะเป็นวัฒนธรรมทางภาษา เกิดความชื่นชม ซาบซึ้ง และภูมิใจในภาษาไทย อีกทั้ง จัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่หลากหลาย โดยผู้สอนบรรยายประกอบเทคนิคการใช้ คำถาม อภิปราย สรุป และให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง การจัดกิจกรรมให้นักศึกษาได้ฝึก วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการ แนวทางการแก้ไขปัญหาจริง อีกทั้งมีความรู้ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสืบค้นและสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อนำไปสู่การอภิปรายกลุ่ม และการ นำเสนอในชั้นเรียน และนำไปเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดให้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นสาระ วิชาพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาระ ที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การ เปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของ ชาติ ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา 2191105 หลักภาษาไทย (Principles of Thai Language) สำหรับนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต นั้น ผู้สอนจึงมุ่งเน้นจุดมุ่งหมาย ของรายวิชา 5 ด้าน คือ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา เพื่อให้ ผู้เรียนมีความรู้ ลักษณะสำคัญของภาษาไทย เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ แนวคิดการศึกษาหลักภาษาไทย ระบบเสียง ระบบคำและความหมายในภาษาไทย ระบบประโยค
153 ข้อความ เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทย อีกทั้งเพื่อให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทย ได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ และสามารถเชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน โดยผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทย และการ เชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ โดยเน้นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียน ได้ฝึกวิเคราะห์ข้อมูลจริงในรายวิชา และทบทวนเนื้อหาโดยมอบหมายงานให้ศึกษาในหัวข้อที่กำหนด เกี่ยวกับ หลักภาษาไทย อีกทั้งสร้างเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้ในรายวิชาหลักภาษาไทยในรูปแบบ ต่างๆ และนำเสนอในรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหน้าชั้นเรียน
154 คำถามท้ายบท 1. การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 คืออะไร จงอธิบาย 2. อภิปรายเกี่ยวกับหลักสำคัญในการเรียนในศตวรรษที่ 21 พร้อมยกตัวอย่างประกอบ 3. การเรียนภาษาไทยก่อให้เกิดผลกับผู้เรียนอย่างไร จงอธิบาย 4. เหตุใดจึงต้องมีการศึกษาภาษาไทย จงอธิบาย 5. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กำหนดสาระและมาตรฐาน การเรียนรู้ภาษาไทยเป็นกี่สาระ อะไรบ้าง จงอธิบาย 6. อภิปรายเกี่ยวกับเหตุใดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงได้ กำหนดให้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นสาระวิชาพื้นฐานที่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา จนถึงระดับมัธยมศึกษา 7. อภิปรายเกี่ยวกับเหตุใดการศึกษาหลักภาษาไทยจึงมีความสำคัญที่ผู้เรียนต้องศึกษา พร้อม ยกตัวอย่างประกอบ 8. อภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยในรายวิชาหลักภาษาไทย พร้อม ยกตัวอย่างประกอบ 9. อภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยในรายวิชาหลักภาษาไทยมี ความสำคัญกับผู้เรียนอย่างไร 10. อภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาไทยในรายวิชาหลักภาษาไทยมี ความสำคัญกับผู้สอนอย่างไร
155 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง 2560). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศไทย. นุชนาถ พรหมนาเวช. (2555). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เกมการแข่งขันสะกด คำวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. ปพิชญา วิชาสิทธิ์. (2564). การพัฒนาเกมออนไลน์เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. (การ ค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต). พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. ปิยะพงษ์งันลาโสม. (2563). การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และเจตคติ ต่อการเรียนวรรณคดี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
156
157 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). หนังสืออุเทศภาษาไทย ชุด บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม 1 : ระบบ เสียงอักษรไทย การอ่านคำและการเขียนสะกดคำ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง 2560). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศไทย. กาญจนา นาคสกุล. (2556). ระบบเสียงภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงาน วิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กำชัย ทองหล่อ. (2554). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 53. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (1977). เกรียงไกร วัฒนาสวัสดิ์. (2544). “หน่วยสร้างกริยาเรียง : ลักษณะร่วมจำเพาะบริเวณภาษา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้”. วารสารมนุษยศาสตร์, 9, 98. จงชัย เจนหัตถการกิจ. (2551). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท ธนาเพรส จำกัด. จันทรเพ็ญ ศิริพันธุ. (2551). การใชภาษาไทย. ชุมพร: สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตชุมพร. จันทิมา อังคพณิชกิจ. (2557). การวิเคราะห์ข้อความ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ชญานุตม์ จินดารักษ์. (2546). การเชื่อมโยงความในจารึกล้านนา. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. ชลธิชา บำรุงรักษ์. (2539). การวิเคราะห์ภาษาในระดับข้อความ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ชลธิชา บำรุงรักษ์และคณะ. (2559). ภาษาและภาษาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. โชษิตา มณีใส. (2558). การใช้ภาษาไทยเพื่อประสิทธิผล. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. นววรรณ พันธุเมธา. (2527). ไวยากรณ์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์.
158 นุชนาถ พรหมนาเวช. (2555). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เกมการแข่งขันสะกด คำวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. บรรจบ พันธุเมธา. (2545). ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ปพิชญา วิชาสิทธิ์. (2564). การพัฒนาเกมออนไลน์เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. (การ ค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต). พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. ประยุทธ์ กุยสาคร. (2527). ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร์. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการ ฝึกหัดครู. ประยูร ทรงศิลป์ . (2551). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. ปราณี กุลละวณิชย์ และคณะ. (2540). ภาษาทัศนา. กรุงเทพฯ: โครงการตำราคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปรีชา ทิชินพงศ์. (2522). ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ปาณิสรา เบี้ยมุกดา. (2550). การเชื่อมโยงความในพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสต่างประเทศของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ปิยะพงษ์ งันลาโสม. (2563). การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และเจตคติ ต่อการเรียนวรรณคดี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ผะอบ โปษะกฤษณะ. (2538). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น (1977). พระยาอนุมานราชธน. (2515). นิรุกติศาสตร์. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา.
159 พระยาอุปกิตศิลปสาร. (2546). หลักภาษาไทย : อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์. เริงชัย ทองหล่อ. (2556). หลักภาษาไทย ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: ไฮเอ็ดพับ ลิชชิ่ง. วรวรรธน์ ศรียาภัย. (2544). การเชื่อมโยงความในภาษาถิ่นสุราษฎร์ธานี. (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. ________. (2556). ภาษาศาสตร์ภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สัมปชัญญะ. วิจินตน์ภาณุพงศ์. (2520). โครงสร้างของภาษาไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. วิยะดา ตานี. (2544). การเชื่อมโยงความในจารึกสุโขทัย. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. (2527). ภาษาและภาษาศาสตร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนิท ตั้งทวี. (2528). ความรู้และทักษะทางภาษา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. สุภาวดี วสีวิวัฒน์. (2562). “การศึกษาภาษาระดับข้อความ (discourse) ในภาษาไทย : พัฒนาการ ด้านแนวคิดและตัวอย่างงานวิจัย.” วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครศรีธรรมราช. 11(3), 137-148. สวัสดิ์ เรืองศรี. (2542). หลักภาษาไทย. เพชรบุรี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี. อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ ยุพาพรรณ หุ่นจำลอง และสรัญญา เศวตมาลย์. (2546). ทฤษฎีไวยากรณ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Stubbs, M. (1983). Discourse Analysis: The sociolinguistic analysis of natural language. Chicago: The University of Chicago Press.