75 - ประเทศบราซิล (น.)/ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก/กำลังมี ชื่อเสียงโด่งดังมาก - บทเพลง (น.)/อันไพเราะ/จะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป 3.2.3 นิยมสรรพนาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนาม และสื่อความชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น เช่น - นี่เป็นเพื่อนฉัน - นั่นอะไรนะ - โน่นของเธอไงล่ะ - โน้นคือที่หมายของเรา 3.2.4 อนิยมสรรพนาม หมายถึง คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามทั่วๆไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่ ใคร อะไร ไหน ใด ผู้ใด เช่น - ใครขยันก็สอบไล่ได้ - เขาเป็นคนที่ไม่สนใจอะไร - ผู้ใดพากเพียรวันนี้ จะสบายในวันข้างหน้า - ผมนอนไหนก็ได้ เชิญคุณก่อน 3.2.5 ปฤจฉาสรรพนาม หมายถึง คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนาม และสื่อเจตนาถามเพื่อ ต้องการคำตอบได้แก่ อะไร ใคร ไหน เช่น - ใครอยู่ที่นั่น - อะไรเสียหายบ้าง - คืนนี้คุณจะนอนไหน 3.2.6 วิภาคสรรพนาม หมายถึง คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนาม และสื่อความหมาย แบ่งแยกคำนามนั้นออกเป็นส่วนๆ ได้แก่คำว่า ต่าง บ้าง กัน เช่น
76 - นักเรียนบ้างก็ตั้งใจเรียน บ้างก็เล่น บ้างก็นอน - ทุกคนต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน - เขาตีกัน 3.3 คำกริยา คือ คำที่แสดงกิริยาอาการของคำนาม หรือคำสรรพนาม แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ 3.3.1 อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับ ก็ได้ใจความครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น รถติด ไก่ขัน ฟ้าร้อง 3.3.2 สกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับ จึงจะได้ใจความครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ฉันกินข้าว เขาเห็นนก พ่อล้างรถ 3.3.3 วิกตรรถกริยา คือ คำกริยาที่ต้องอาศัยส่วนเติมเต็ม เพื่อให้มีใจความครบถ้วน สมบูรณ์ โดยส่วนที่มาเติมเต็มนี้ไม่ใช่ “กรรม” แต่เป็น “ส่วนเติมเต็ม” ได้แก่ เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ เป็นต้น เช่น - ผมเป็นนักเรียน - ลูกคนนี้คล้ายพ่อ - เขาคือครูของฉันเอง
77 3.3.4 กริยานุเคราะห์ คือ คำกริยาที่ทำหน้าที่ช่วยกริยาหลักในประโยค ด้วยการบ่งชี้ ความหมายทางไวยากรณ์ เช่น กาล มาลา หรือวาจกต่างๆ เช่น จะ กำลัง เคย คง ต้อง ถูก อยู่ แล้ว ได้ ให้เป็นต้น เช่น - นายแดงจะไปโรงเรียน - เขาถูกตี - เธอต้องทำตามฉัน - น้องกำลังทำกับข้าว **3.3.5 กริยาสภาวมาลา คือ คำกริยาที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งของคำนามหรือคำสรรพ นาม กล่าวคือ ในตำแหน่งของประธานหรือกรรมต้องปรากฏคำนามหรือคำสรรพนามเท่านั้น แต่ใน กรณีนี้จะใช้คำกริยาแทน เช่น -ออกกำ ลังกา ย ม ี ป ร ะ โ ย ช น ์ ( ท ำ ห น ้ า ท ี ่ เ ป ็ น บ ท ป ร ะ ธ าน) - เธอไม่ชอบเดินไกลๆ (ทำหน้าที่เป็นกรรม) 3.4 คำอุทาน คือ เสียงที่เปล่งออกมาแต่ไม่มีความหมาย เพียงเพื่อเสริมความคล้อง จองกัน หรือเสียงที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด แบ่งคำอุทานเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.4.1 คำอุทานบอกอาการ คือ คำอุทานที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด มักมี เครื่องหมายอัศเจรีย์ ( ! ) ต่อท้าย เช่น โอ๊ย! เจ็บจังเลย โอ้โฮ! น่าตื่นเต้นจริงๆเรื่องนี้ 3.4.2 คำอุทานเสริมบท คือ คำอุทานที่ใช้เสริมเข้าไปในถ้อยคำเพื่อให้คล้องจองและ สละสลวยขึ้นแต่ไม่มีความหมาย เช่น
78 - บนท้องถนนในเมืองกรุงรถรามากมายเหลือเกิน - ทำอย่างนี้กระดูกกระเดี้ยวฉันหักแน่ๆ - จะสอบแล้วนะหนังสือหนังหาอ่านเสียบ้าง 3.5 คำวิเศษณ์คือ คำที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์ ด้วยกันเอง เพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น 10 ประเภท ดังนี้ 3.5.1 ลักษณวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกลักษณะต่างๆ เช่น บอกชนิด (ดี ชั่ว) ขนาด (เล็ก ใหญ่) สัณฐาน (กลม แบน) สี (ขาว ดำ) เสียง (เพราะ โครม) กลิ่น (หอม เหม็น) รส (เปรี้ยว หวาน) อาการ (เร็ว ช้า) ความรู้สึก (ร้อน เย็น) -ภูเขาสูงจริง - มะม่วงผลนี้มีรสเปรี้ยว -คุณช่วยจูงคนแก่ข้ามถนนด้วย -ขอชาร้อนแก้วนึง 3.5.2 กาลวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกเวลา เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น เที่ยง ค่ำ อดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นต้น เช่น -เขามาโรงเรียนสาย -ฉันตื่นเช้าเสมอ -คนโบราณรู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรค 3.5.3 สถานวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกสถานที่ ได้แก่ บน ล่าง เหนือ ใต้ นอก ใกล้ ไกล บก น้ำ บ้าน ป่า เป็นต้น เช่น -ปัจจุบันนี้สัตว์ป่าหลายชนิดกำลังจะสุญพันธุ์ -วันนี้ครูสอนเรื่องสัตว์บกและสัตว์น้ำ -จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย 3.5.4 ประมาณวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกจำนวน หรือปริมาณ เช่น คำบอก จำนวนนับ (หนึ่ง สอง สาม สี่ สิบ ยี่สิบ หนึ่งร้อย ฯลฯ) มาก น้อย หลาย ทั้งหลาย ทั้งหมด ทั้งปวง จุ บรรดา ต่าง บ้าง บาง เป็นต้น เช่น - ผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมกันที่หน้ารัฐสภา
79 - ครูตำหนินักเรียนทั้งหมด ที่เล่นบ้าง นอนบ้าง และแอบกินขนมใน ชั้นเรียนบ้าง - เขาเป็นคนพูดน้อย แต่ทำมาก 3.5.5 นิยมวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกความชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นสิ่ง นั้นสิ่งนี้ เช่น นี่ นี้ นั่น นั้น โน่น โน้น ทั้งนี้ ทั้งนั้น อย่างนี้ อย่างนั้น ดังนี้ ดังนั้น แท้ จริง เฉพาะ เอง ดอก แน่นอน ทีเดียว เป็นต้น -มะม่วงต้นนี้ออกลูกดกทุกปี -เรื่องอย่างนี้จะต้องแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ -เขามีคุณลักษณะเฉพาะ ที่ใครๆก็จดจำเขาได้ ข้อสังเกต คำวิเศษณ์บอกความแน่นอนจะอยู่หลังคำขยาย แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรม ในประโยค จัดเป็นนิยมสรรพนาม เช่น -แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง (นิยมวิเศษณ์) - นี่คือแม่ของฉัน (นิยมสรรพนาม) 3.5.6 อนิยมวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกความไม่ชี้เฉพาะว่าเป็นสิ่ง นั้นสิ่งนี้ เช่น ใด ไร ไหน กี่ อะไร ทำไม ฉันใด เช่นไร เป็นต้น -คนอะไรก็ไม่รู้ ดูกี่ทีก็ไม่เบื่อ -มือถือยี่ห้อไหน ก็ผลิตในจีนทั้งนั้น -เหตุใดเธอรีบกลับบ้าน ข้อสังเกต 1.คำวิเศษณ์บอกไม่ความแน่นอนจะอยู่หลังคำขยายเท่านั้น แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นประธานหรือ กรรมในประโยค จัดเป็นอนิยมสรรพนาม เช่น -เธอทำอะไรย่อมรู้อยู่แก่ใจ (อนิยมวิเศษณ์) - อะไรฉันก็กินได้ (อนิยมสรรพนาม) 3.5.7 ปฤจฉาวิเศษณ์คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกเนื้อความถามเพื่อต้องการ คำตอบ เช่น ใด ไร ไหน อะไร ทำไม ฉันใด เช่นไร ไหม อันใด อย่างไร เท่าไร ไย เป็นต้น - คนลดน้ำหนัก ห้ามกินอาหารอะไรบ้าง -เราจะแก้ปัญหายาเสพติดในโรงเรียนกันอย่างไร
80 -คุณแม่ของเธออายุเท่าไร -คนไหนเรียนเก่ง -คุณชอบรับประทานอาหารประเภทใด 3.5.8 ประติเษธวิเศษณ์คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกเนื้อความปฏิเสธ หรือไม่ ยอมรับ เช่น ไม่ ไม่ได้ มิได้ ไม่ใช่ หามิได้ บ่ เป็นต้น -เขาไม่ไปก็ไม่เป็นไร -ฉันไม่ได้มาเยี่ยมคุณย่านานแล้ว -เงินไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิต แต่เป็นเสมือนน้ำมันในการดำรงชีวิต 3.5.9 ประติชญาวิเศษณ์ ได้แก่ คำวิเศษณ์ที่ใช้ขยายเพื่อบอกเสียงร้องเรียก หรือ เสียงขานรับ เช่น คะ ค่ะ ขา ครับ จ๊ะ ขอรับ จ๋า เป็นต้น -แม่จ๋า ขอเงินไปโรงเรียน -คุณครูครับ ผมไม่เข้าใจโจทย์ข้อนี้ -คุณนายคะ มีแขกมาหา 3.5.10 ประพันธวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่เชื่อมอนุประโยค ที่ทำหน้าที่ขยาย คำกริยาหรือคำวิเศษณ์ในประโยคหลัก เช่น ที่ ซึ่ง อัน อย่างที่ ให้ ว่า เพื่อ คือ จน เป็นต้น -เขาทำดีอันหาที่สุดมิได้ -พ่อเก็บเงินไว้เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ - เขาเกลี้ยกล่อมให้ฉันมาทำงานที่บริษัทของเขา ข้อสังเกต 1. คนที่เป็นพ่อแม่ต้องอดทน (ที่ เป็นประพันธสรรพนาม) 2. เขาทำดีจนฉันชื่นชม (ที่ เป็นประพันธวิเศษณ์) 3.6 คำบุพบท คือ คำที่ใช้นำหน้านาม สรรพนาม หรือกริยาบางพวก เพื่อให้รู้ว่าคำ หรือ กลุ่มคำ ที่อยู่หลังคำบุพบทนั้นมีหน้าที่และเกี่ยวข้องกับคำ หรือ ประโยค ที่อยู่ข้างหน้าอย่างไร แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ 3.6.1 คำบุพบทแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่ ของ แห่ง -หนังสือของฉัน -สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3.6.2 คำบุพบทแสดงผู้รับ หรือเป้าประสงค์ ได้แก่ แก่ แด่ ต่อ เพื่อ สำหรับ เฉพาะ -แม่ให้รางวัลแก่ฉัน -เขาถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ -เขาต้องไปให้การต่อศาลในวันพรุ่งนี้
81 -พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อลูก -ที่นั่งนี้เว้นไว้สำหรับคนพิการ -แหวนวงนี้ให้เฉพาะคนพิเศษ 3.6.3 คำบุพบทแสดงเครื่องมือ หรืออาการเกี่ยวเนื่องกัน ได้แก่ ด้วย กับ ทั้ง โดย ตาม -น้องวาดภาพด้วยสีฝุ่น -ฉันเห็นกับตา ว่าเธอไปกับเขา -ประชาชนต้องทำตามกฎหมายบ้านเมือง 3.6.4 คำบุพบทแสดงเวลา ได้แก่ เมื่อ ใน ณ แต่ ตั้งแต่ จน กระทั่ง -เขาไปญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว -กรุงเทพฯในวันนี้ เปลี่ยนไปมาก -เขามาทำงานแต่เช้า 3.6.5 คำบุพบทแสดงสถานที่ ได้แก่ เหนือ ใต้ บน ใ น ข้าง ริม ใกล้ ไกล ชิด ห่าง แต่ จาก ถึง สู่ ยัง ที่ จน กระทั่ง -โรงเรียนอยู่ไกลหมู่บ้าน -ปากกาอยู่ในลิ้นชัก - แม่ให้น้องไปหยิบกล่องใต้เตียง -เขามาจากภาคใต้ -เขาไปทำบุญที่วัด 3.7. คำสันธาน คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยคหรือข้อความให้ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกัน หรือเชื่อมเพื่อความสละสลวย แบ่งตามเนื้อความได้ 4 ประเภท คือ 3.7.1 คำสันธานที่เชื่อมความให้คล้อยตามกัน เช่น กับ และ จึง ครั้น..ก็ครั้น…จึง เมื่อ…ก็ พอ…ก็ ทั้ง…ก็ -พ่อและแม่ไปตลาด -พอลูกหลับแม่ก็ได้พักผ่อน -เมื่อเขามาถึงก็อาบน้ำ 3.7.2 คำสันธานที่เชื่อมความที่ขัดแย้งกัน เช่น แต่ แต่ว่า กว่า..ก็ถึง…ก็ -ถึงเขาสู้ไม่ได้เขาก็ไม่กลัว -เขาทำงานดึกแต่ก็มีเวลาให้กับลูกๆ -กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้
82 3.7.3 คำสันธานที่เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น เพราะ เพราะฉะนั้น เพราะ…จึง ฉะนั้น -การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นนักเรียนต้องตั้งใจเรียน -เขาสอบตกเพราะเขาไม่อ่านหนังสือ 3.7.4 คำสันธานที่เชื่อมความที่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หรือ ไม่ก็ ไม่เช่นนั้น มิฉะนั้น -เธอจะดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุ -อย่าดื้อกับแม่มิฉะนั้นจะถูกตี 4. ความหมายของคำในภาษาไทย วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ (2527: 35) กล่าวว่า คำ เป็นหน่วยทางภาษาซึ่งเป็นที่รู้จัก กันทั่วไป ประกอบด้วยเสียงและความหมาย เป็นหน่วยทางภาษาที่อาจเกิดโดด ๆ ตามลำพังได้ ผู้พูด ภาษาทั่ว ๆ ไป คำเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่มีความหมาย สนิท ตั้งทวี (2528: 58) ได้ให้ความหมายของคำ คือ เสียงพูดหรือลายลักษณ์อักษรที่ เขียนหรือพิมพ์ขึ้น เพื่อแสดงความคิด โดยปรกติถือว่าเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งมีความหมายในตัว ในทางภาษาศาสตร์นั้นคำเป็นหน่วยทางภาษาซึ่งประกอบขึ้นด้วยเสียงและความหมาย พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 59) กล่าวว่า คำ เป็นเสียงที่พูดออกมาได้ความอย่าง หนึ่งตามความต้องการของผู้พูดจะเป็นกี่พยางค์ก็ตามเรียกว่าคำหนึ่ง บางคำก็มีพยางค์เดียว บางคำก็มี หลายพยางค์ กำชัย ทองหล่อ (2554 : 193) กล่าวถึงคำว่า พยางค์ที่เปล่งออกมา จะเป็นพยางค์ เดียว หรือหลายพยางค์รวมกันก็ตาม ถ้ามีความหมายเป็นที่รู้กันได้ เรียกว่า คำหรือถ้อยคำ ซึ่งเป็น ออกมาเป็นเสียงพูดก็เรียกว่า คำพูด ถ้าเขียนเป็นตัวหนังสือก็เรียกว่า คำเขียน ราชบัณฑิตยสถาน (2556: 258) ได้ให้ความหมายของคำ หมายถึง เสียงพูด, เสียงที่ เปล่งออกมาครั้ง หนึ่ง ๆ เสียงพูดหรือลายลักษณ์อักษรที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้นเพื่อแสดงความคิด โดยปรกติถือว่าเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งมีความหมายในตัว, ใช้ประกอบหน้าคำอื่นที่มีความหมาย เช่นนั้น เช่น คำนาม คำกริยา คำบุพบท
83 จากคำอธิบายความหมายของคำดังกล่าว สรุปได้ว่า คำ คือ เสียงหรือพยางค์ที่เปล่งออก มาแล้วมีความหมาย อาจมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น ตา = 1 พยางค์ 1 คำ กระต่าย = 2 พยางค์ 1 คำ กะลาสี = 3 พยางค์ 1 คำ ภาษานั้นประกอบด้วยองค์ประกอบใหญ่ 2 องค์ประกอบ คือ เสียงและความหมาย โดยเสียง พยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ประกอบเข้ากลายเป็นพยางค์และคำ โดยคำเป็นสารที่ผู้พูด หรือผู้เขียนเจตนาหรือตั้งใจสื่อไปยังผู้ฟังหรือผู้อ่าน คำทุกคำจึงต้องมีความหมาย ดังนั้นการเลือกใช้คำ ให้ถูกต้องและเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิผล 5. คำและความหมายในภาษาไทย 5.1 คำที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย คำมีความหมายโดยทั่วไป 2 ลักษณะ คือ 5.1.1 ความหมายโดยตรง คือ คำที่มีความหมายตรงตัว ซึ่งเป็นความหมายตาม พจนานุกรม ไม่ต้องแปลความหมาย ไม่ต้องตีความ เช่น เพชร หมายถึง น. ชื่อแก้วที่แข็งที่สุด มีการหักเหแสงมากที่สุดจึงมีน้ำแวววาวมากกว่า พลอยอื่น ๆ ใช้ทำเครื่องประดับ หรือใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม เสือ หมายถึง น. ชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับแมวแต่ตัวใหญ่กว่า เป็นสัตว์ กินเนื้อ ควาย หมายถึง น. ชื่อสัตว์เคี้ยวเอื้อง เป็นสัตว์กีบคู่ รูปร่างใหญ่สีดำหรือเทา เขาโค้งยาว ดาว หมายถึง น. สิ่งที่เป็นเป็นดวงบนท้องฟ้าเวลามืด เก้าอี้ หมายถึง น. ที่สำหรับนั่ง มีขา 5.1.2 ความหมายโดยนัย คือ ความหมายที่ชักนำความคิดให้เกี่ยวโยงไปถึงสิ่งอื่น ความหมายโดยนัยจะแฝงความเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความรู้สึก กาลเทศะ และเจตนาในการ ใช้คำ จำเป็นที่จะต้องแปลความหรือตีความก่อนจึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง มักแสดงผ่านการ เปรียบเทียบ เช่น
84 เพชร มีความหมายโดยนัยหมายถึง บุคคลที่มีคุณค่า ตัวอย่าง เธอเป็นเพชรน้ำเอกของวงการเพลง เสือ มีความหมายโดยนัยหมายถึง มีเล่ห์เหลี่ยม โหดเหี้ยม ตัวอย่าง เขาทำตัวเหมือนเสือจำศีล ควาย มีความหมายโดยนัยหมายถึง ความโง่เขลา ตัวอย่าง เสียแรงพูดกับเขา เหมือนสีซอให้ควายฟัง ดาว มีความหมายโดยนัยหมายถึง บุคคลที่เด่นในทางใดทางหนึ่ง ตัวอย่าง เธอเป็นดาวประจำหมู่บ้าน เก้าอี้ มีความหมายโดยนัยหมายถึง ตำแหน่ง ตัวอย่าง ส.ส. กำลังแย่งเก้าอี้กัน 5.2 ความหมายของคำในแง่มุมภาษาศาสตร์ นอกจากนี้ ปราณี กุลละวณิชย์ และคณะ (2540 : 102 -104) ได้กล่าวถึงความหมายของคำ โดยพิจารณาในแง่มุมภาษาศาสตร์ แบ่งความหมายของคำเป็นลักษณะต่างๆ ดังนี้ 5.2.1 ความหมายพื้นฐาน คำทุกคำมีความหมายพื้นฐาน ไม่ว่าจะปรากฏในถ้อยคำ ใดคำเหล่านี้ก็จะมีความหมายนั้นอยู่ ตัวอย่างเช่น คำว่า “ครู” มีความหมายว่า ผู้ถ่ายทอดความรู้ ให้แก่ศิษย์” คำต่อไปนี้นี้มีความหมายดังนี้ในทุกประโยค ครูสมหมายสอนวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคนกล่าวว่าครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง เป็นศิษย์ต้องให้ความเคารพครู นักเรียนนำดอกไม้ธูปเทียนมาร่วมพิธีไหว้ครู หมายเหตุ ในภาษาไทย คำหนึ่งอาจมีความหมายพื้นฐานได้หลายความหมาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ เช้าวันนี้ฉันมีอารมณ์ขันเมื่อได้ยินไก่ขันในขณะที่กำลังใช้ขันตักน้ำ ขันคำที่ 1 เป็นคำวิเศษณ์ขยาย “อารมณ์” หมายถึง น่าหัวเราะ ชวนหัวเราะ
85 ขันคำที่ 2 เป็นคำกริยา หมายถึง ลักษณะการส่งเสียงของไก่ ขันคำที่ 3 เป็นคำนาม หมายถึง ภาชนะตักน้ำชนิดหนึ่ง จากตัวอย่างข้างต้น เราจะทราบคำว่า “ขัน” มีความหมายว่าอย่างไรนั้น ต้องพิจารณาจาก บริบทที่แวดล้อมคำนั้นอยู่ และตำแหน่งที่ปรากฏของคำนั้นๆ 5.2.2 ความหมายแฝง ได้แก่ ความหมายที่คำๆหนึ่งอาจมีเพิ่มขึ้นจากความหมาย พื้นฐาน ความหมายที่เพิ่มขึ้นนี้มักจะบอกให้รู้ถึงความรู้สึกของผู้พูด ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “เล่า” กับ “โม้” ก. เขาเล่าเรื่องที่บ้านให้เพื่อนฟัง ข. เขาโม้เรื่องที่บ้านให้เพื่อนฟัง จากตัวอย่างข้างต้น มีความหมายพื้นฐานเหมือนกัน คือ “บอกเล่าเรื่องราวให้ผู้อื่นฟัง” แต่คำ 2 คำนี้ มีความหมายแฝงต่างกัน คำว่า “เล่า” เป็นคำที่แสดงว่าเรามีความรู้สึกธรรมดาเมื่อพูดถึงเขา ส่วนคำว่า “โม้” เป็นคำที่แสดงให้เห็นว่าไม่ชอบการกระทำครั้งนี้ของเขา “ประหยัด” กับ “ขี้เหนียว” ก.เขาเป็นคนประหยัด ข. เขาเป็นคนขี้เหนียว จากตัวอย่างข้างต้น มีความหมายพื้นฐานเหมือนกัน คือ “ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย” แต่คำ 2 คำนี้มีความหมายแฝงต่างกัน คำว่า “ประหยัด” แสดงว่าเรานิยมชมชอบคนๆนั้น แต่คำว่า “ขี้เหนียว” แสดงว่าเราไม่ชอบคนๆนั้น 5.2.3 ความหมายในปริบท ในทุกภาษามีคำอยู่จำนวนหนึ่งที่มีความหมายพื้นฐานที่ ค่อนข้างกว้าง เมื่อคำเหล่านี้ปรากฏร่วมกับคำอื่น ๆจะมีความหมายเพิ่มเติม หรือแคบลงกว่า ความหมายพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น คำว่า “ดี” มีความหมายพื้นฐานว่า “มีลักษณะเป็นไปในทางที่ ต้องการ น่าปรารถนา น่าพอใจ” เมื่อคำ ๆนี้ปรากฏกับคำอื่น ๆจะมีความหมายเพิ่มขึ้น ดังนี้
86 ความหมายที่เพิ่มขึ้น เด็กดี ว่านอนสอนง่าย ข้าราชการดี ไม่คดโกง ขยัน และรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ห้องเรียนดี ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มืดหรือร้อน ดวงดี รุ่งโรจน์ ไม่มีเคราะห์ เสียงดี ไพเราะ สุขภาพดี ไม่มีโรค ความหมายที่คำๆหนึ่งมีเพิ่มขึ้นจากความหมายพื้นฐานเมื่อปรากฏร่วมกับคำอื่น เช่นที่ ยกตัวอย่างมานี้ เป็นกรณีหนึ่งของความหมายในปริบท แต่ความหมายในปริบทอาจหมายถึงการที่คำ กลุ่มหนึ่งมีความหมายพื้นฐานร่วมกัน แต่การปรากฏร่วมกับคำอื่นของคำเหล่านั้นมีข้อจำกัดแตกต่าง กันไป ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ความหมายของคำแต่ละคำแตกต่างกันเพิ่มขึ้นจากความหมายร่วม พื้นฐาน ดังตัวอย่างเช่น ก. หล่อ กับ สวย มีความหมายพื้นฐานร่วมกันว่า “งามน่าพึงพอใจ” แต่คำว่า “หล่อ” ปรากฏร่วมกับคำ ผู้ชาย เท่านั้น ส่วนคำ “สวย” ปรากฏร่วมกับคำต่างๆได้หลายคำ เช่น ผู้หญิง แมว ดอกไม้ และบ้าน ทำให้เราได้ความหมายของคำ “หล่อ” กับ “สวย” เพิ่มขึ้น คือ หล่อ นั้นต้องเป็นความงามของผู้ชาย และ สวย เป็นความงามของผู้หญิง สัตว์ พืช หรือสิ่งไม่มีชีวิตก็ได้ ข. บี๋ อ๋อย แจ๋ มีความหมายพื้นฐานว่า “มาก” เมื่อคำเหล่านี้ปรากฏกับคำบอกสีจะสามารถ ปรากฏเฉพาะกับเพียงบางคำเท่านั้น ดังนี้ ใช้ได้ ใช้ไม่ได้ เขียวปี๋ ขาวปี๋ เหลืองปี๋ เหลืองอ๋อย ขาวอ๋อย ดำอ๋อย แดงแจ๋ ดำแจ๋ เขียวแจ๋
87 จากตัวอย่างข้างต้น เราได้ความหมายของคำ ปี๋ อ๋อย และ แจ๋ เพิ่มเติมขึ้น จากปริบทดังนี้ “ปี๋” หมายถึง มากในลักษณะเข้ม “อ๋อย” หมายถึง มากในลักษณะสดใส “แจ๋” หมายถึง มากใน ลักษณะจัด ซึ่งความหมายในปริบทเหมือนกับความหมายแฝงตรงที่ความหมายทั้งสองประเภทเป็น ความหมายที่เพิ่มขึ้นจากความหมายพื้นฐานของคำในทุกภาษา คำทุกคำมีความหมายพื้นฐาน แต่ไม่ใช่ ทุกคำที่มีความหมายแฝงหรือความหมายในปริบท สรุป ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด ทำให้คำไทยแท้มีจำนวนจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการสร้าง คำขึ้นใช้ในภาษา เนื่องจากในชีวิตประจำวันนั้นมีสิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี หรือแนวคิดใหม่เกิดขึ้นอยู่ ตลอดเวลา การสร้างคำขึ้นมาใหม่นั้นก็เพื่อใช้เรียกสิ่งต่างๆเหล่านั้นนั่นเอง โดยการสร้างคำใน ภาษาไทยมีคำมูลเป็นคำตั้งต้น โดยมีวิธีการสร้างคำ 5 วิธี ได้แก่ การประสมคำ การซ้ำคำ การซ้อนคำ การสมาส และการสนธิ ส่วนในด้านชนิดของคำนั้น การศึกษาหลักภาษา ผู้เรียนต้องเข้าใจชนิดของคำ ในภาษานั้น ทั้งนี้เนื่องจากคำที่จัดอยู่ในชนิดเดียวกันก็จะทำหน้าที่เดียวกัน และเมื่อทราบชนิดของคำ แล้ว จะทำให้นำคำไปใช้ได้ถูกต้องตามหน้าที่นั้น โดยแบ่งชนิดของคำในภาษาไทยออกเป็น 7 ชนิด ได้แก่ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำบุพบท คำสันธาน และคำอุทาน อีกทั้งใน การ ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน สิ่งที่สามารถสร้างความเข้าใจในเบื้องต้นคือคำ โดยคำนั้นเกิดมาจาก เสียงที่เราเปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ โดยคำ เป็นสารที่ผู้พูดหรือผู้เขียนเจตนาหรือตั้งใจสื่อไปยังผู้ฟังหรือผู้อ่าน ดังนั้นคำทุกคำจึงมีความหมาย ซึ่ง อาจมีความหมายโดยตรง หรือที่เรียกว่าคำที่มีความหมายประจำรูปหรือคำที่มีความหมายตรงตัว และ คำที่มีความหมายโดยนัย หรือคำที่มีความหมายไม่ตรงตามความหมายโดยตรง ซึ่งเป็นความหมายเชิง เปรียบเทียบ อาจเป็นไปในทางที่ดีและไม่ดี อีกทั้งถ้าพิจารณาความหมายของคำในแง่มุมภาษาศาสตร์ กล่าวได้ว่า คำทุกคำนั้นมีความหมายพื้นฐาน นอกจากนี้ยังมีความหมายแฝง ได้แก่ ความหมายที่คำๆ หนึ่งอาจมีเพิ่มขึ้นจากความหมายพื้นฐาน ความหมายที่เพิ่มขึ้นนี้มักจะบอกให้รู้ถึงความรู้สึกของผู้พูด และความหมายในปริบท ซึ่งทุกภาษามีคำอยู่จำนวนหนึ่งที่มีความหมายพื้นฐานที่ค่อนข้างกว้าง เมื่อ คำเหล่านี้ปรากฏร่วมกับคำอื่นๆจะมีความหมายเพิ่มเติม หรือแคบลงกว่าความหมายพื้นฐาน ดังนั้น ผู้รับสารต้องพิจารณาว่าคำที่ผู้ส่งสารส่งมานั้นสื่อความหมายว่าอย่างไร เพื่อการสื่อสารที่ถูกต้องและ เกิดประสิทธิผล
88 คำถามท้ายบท 1. คำมูลมีบทบาทในการสร้างคำอย่างไร จงอธิบาย 2. คำโดดเกี่ยวข้องกับคำมูลอย่างไร จงอธิบาย 3. เพราะเหตุใดจึงมีการสร้างคำในภาษาไทย จงอธิบาย 4. จงอธิบายว่าคำต่อไปนี้เป็นการสร้างคำประเภทใด เพราะเหตุใด 4.1 ราชานุภาพ 4.2 ดูแล 4.3 สุขลักษณะ 4.4 การเรือน 4.5 ตาถั่ว 5.จงอธิบายว่าคำที่ขีดเส้นต่อไปนี้เป็นคำชนิดใด เพราะเหตุใด 5.1 ตาบุญชอบช่วยเหลือสุนัขจรจัด 5.2 โน้นคือที่หมายของเรา 5.3 ลูกสาวคนโตคล้ายแม่ 5.4 เขาอยู่บ้านหลังนี้ 5.5 พ่อถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์ 5.6 แม่กำลังปรุงอาหาร 5.7 ลำปางอยู่ภาคเหนือ 5.8 กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ 5.9 ก่อนกินข้าวอย่าลืมล้างไม้ล้างมือก่อนนะ 5.10 ใครที่ทำให้เธอร้องไห้
89 6. การสร้างคำแบบไทยมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย 7. การสร้างคำที่ไทยรับไวยากรณ์บาลี สันสกฤต มีกี่ประเภท จงอธิบาย 8. การแบ่งชนิดของคำตามตำราหลักภาษาไทย ของพระยาอุปกิตศิลปสาร ตามแนว ไวยากรณ์ดั้งเดิม แบ่งเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย 9. พระยาอุปกิตศิลปสารใช้เกณฑ์ใดในการจำแนกชนิดของคำแต่ละประเภท จงอธิบาย 10.คำหนึ่งคำอาจมีได้หลายความหมาย ทั้งนี้ต้องใช้หลักการใดในการพิจารณาความหมาย ของคำนั้น จงอธิบาย 11.จงอธิบายคำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้ว่าเป็นคำที่มีความหมายโดยตรงหรือความหมายโดยนัย อย่างไร จงอธิบาย 11.1 แม่พาฉันไปกินหมูกระทะ 11.2 แบบฝึกหัดที่โรงเรียนวันนี้หินมากๆ 11.3 เขาเป็นเขาเป็นดาวโรงเรียน 12. จากคำกล่าวที่ว่า “คำทุกคำมีความหมายพื้นฐาน แต่ไม่ใช่ทุกคำที่มีความหมายแฝงหรือ ความหมายในปริบท” ให้วิเคราะห์ลักษณะของข้อความข้างต้น 13.จากมุมมองความหมายของคำตามแนวทางทฤษฎีทางภาษาไทยและทฤษฎีทาง ภาษาศาสตร์ ท่านคิดว่าความหมายประเภทใดที่สามารถจำแนกเข้าในลักษณะเดียวกัน เพราะเหตุใด 14. การใช้ความหมายแฝง สามารถบอกความรู้สึกของผู้พูดได้อย่างไร จงอธิบายพร้อม ยกตัวอย่างประกอบ 15. จงอธิบายคำว่า เสือ ดาว กล้วย ว่ามีความหมายโดยตรง และความหมายโดยนัยอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
90 เอกสารอ้างอิง กำชัย ทองหล่อ. (2554). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 53. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (1977). บรรจบ พันธุเมธา. (2545). ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ปราณี กุลละวณิชย์ และคณะ. (2540). ภาษาทัศนา. กรุงเทพฯ: โครงการตำราคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พระยาอุปกิตศิลปสาร. (2546). หลักภาษาไทย : อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์. พิมพ์ ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์. วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. (2527). ภาษาและภาษาศาสตร์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนิท ตั้งทวี. (2528). ความรู้และทักษะทางภาษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
91 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 11-14 หัวข้อเรื่อง ระบบประโยค รายละเอียด ศึกษาความหมายของวลี ชนิดของวลี หน้าที่ของวลีในประโยค ความหมายของประโยค ส่วนประกอบของประโยค และชนิดของประโยค วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อจบบทเรียนนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ 1. สามารถบอกความหมาย ชนิด และหน้าที่ของวลีได้อย่างถูกต้อง 2. สามารถอธิบายถึงข้อแตกต่างระหว่างวลีและประโยคได้อย่างถูกต้อง 3. สามารถอธิบายถึงหน้าที่ของวลีในประโยคได้อย่างถูกต้อง 4. สามารถบอกความหมายของประโยคได้อย่างถูกต้อง 5. สามารถจำแนกชนิดของประโยคที่ใช้เกณฑ์ในการพิจารณาได้อย่างถูกต้อง 6. สามารถบอกส่วนประกอบที่สำคัญของประโยคได้อย่างถูกต้อง 7. สามารถบอกลักษณะประโยคชนิดต่างๆได้ และแต่งประโยคชนิดต่างๆได้อย่างถูกต้อง 8. สามารถวิเคราะห์ประโยค และจำแนกประโยคแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้อง จำนวนชั่วโมงที่สอน 12 ชั่วโมง กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนยกตัวอย่างข้อความเพื่อทดสอบความรู้ก่อนเรียนของนักศึกษาเรื่องวลีและประโยค และนำเข้าสู่บทเรียนประจำบท 2. ผู้สอนบรรยายเรื่อง ระบบประโยค ได้แก่ ความหมายของวลี ชนิดของวลี หน้าที่ของวลีใน ประโยค ความหมายของประโยค ส่วนประกอบของประโยค และชนิดของประโยค พร้อมยกตัวอย่าง ประกอบให้ชัดเจน 3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อภิปรายแสดงความคิดเห็น และสรุปองค์ความรู้ร่วมกันตามประเด็นที่ กำหนดไว้ 4. ผู้สอนสรุปประเด็นการเรียนการสอนประจำบท
92 5. ทำแบบฝึกหัดทบทวนความรู้ สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 4 ระบบประโยค 2. สื่อการสอนในรูปแบบ Power Point ประกอบการบรรยาย 3. ตัวอย่างวลีและประโยค 4. กิจกรรม 5. แบบฝึกหัด แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องาน ที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็น แบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน (มาตรฐาน หลัก) 2. ด้านความรู้ 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตาม มาตรฐาน (มาตรฐานหลัก) 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูล ที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง ในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทาง ทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (มาตรฐานหลัก) 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ (มาตรฐานหลัก) 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
93 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่ม ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอ ด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม (มาตรฐานหลัก) 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้างหลักสูตรรายวิชา การออกแบบ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียนและพื้นที่ (มาตรฐาน หลัก) วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1 สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียนและการแสดงออกในชั้นเรียน 1.2 ความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงเวลา 2. ด้านความรู้ 2.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 2.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 3.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 3.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย
94 4.2 ประเมินจากทักษะการแสดงออกในภาวะผู้นำ ผู้ตาม จากสถานการณ์การเรียนการ สอนที่กำหนด 5. ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1 ประเมินจากรูปแบบ วิธีการนำเสนอทั้งการพูด การเขียน ที่เหมาะสม 5.2 ประเมินจากความสามารถในการอธิบาย อภิปรายหรือการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี มาประกอบ 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 ประเมินจากการสอบวัดความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาโดยใช้กรณีศึกษา และการมีส่วนร่วมในการอภิปราย สัดส่วนของการประเมิน 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 1.25 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ด้านความรู้ ร้อยละ 10 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทย และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐาน 3. ด้านทักษะทางปัญญา ร้อยละ 2 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึก สากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ใน การปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์โดยคำนึง ถึงความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ที่ศึกษาค้นคว้าได้
95 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.75 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงานและต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่ม และระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 5 ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ร้อยละ 1 และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและ สังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้ การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 1 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้าง หลักสูตรรายวิชา การออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการ ชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียน และพื้นที่
96
97 บทที่ 4 ระบบประโยค การสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้น นอกจากเสียงที่เราเปล่งออกมาเป็นคำแล้ว ยังมีการรวมกลุ่ม ของคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป ซึ่งสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าในระดับคำ เรียกว่า “วลี” โดยในการสื่อสาร นั้น เราอาจกล่าวออกมาเป็นวลี เช่น “แก้วน้ำใบนั้น” จะสังเกตได้ว่าสามารถเข้าใจความหมายได้แต่ ยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้วลีอาจเป็นส่วนหนึ่งในประโยคที่เรากล่าวออกไป เช่น แก้วน้ำใบนั้นอยู่บนโต๊ะ จากตัวอย่าง “แก้วน้ำใบนั้น” เป็นวลี ที่เป็นส่วนหนึ่งของประโยคคือ “แก้วน้ำใบนั้นวางบนโต๊ะ” โดย ประโยคสามารถสื่อความหมายได้ครบถ้วนบริบูรณ์ว่าแก้วน้ำที่กล่าวถึงนั้นวางอยู่บนโต๊ะ “ประโยค” จึงเกิดจากการประกอบสร้างจากหน่วยที่เล็กทั้งในระดับคำและวลีตามลำดับให้เป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้นใน ระดับประโยค ดังนั้นจึงจำเป็นที่ผู้เรียนต้องเข้าใจโครงสร้างของภาษาในระดับนี้ ซึ่งพระยาอุปกิตศิลป สารเรียกการศึกษาภาษาในระดับนี้ว่า “วากยสัมพันธ์” ซึ่งหมายถึง ความสัมพันธ์ของคำที่กลายมา เป็น วลี และประโยคในลำดับถัดไป โดยเป็นการศึกษาการประกอบสร้างคำขึ้นเป็นหน่วยทางภาษาที่ ใหญ่ขึ้น 1. ความหมายของวลี ประยุทธ กุยสาคร (2527: 123) ได้ให้ความหมายของวลี คือ กลุ่มคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปที่ยัง มีใจความไม่ครบที่จะเป็นประโยคและมีลักษณะแตกต่างจากคำประสม พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 199) เรียก วลี ว่า กลุ่มคำ และได้กล่าวถึงความหมายของวลี ไว้ว่า วลี คือกลุ่มคำตั้งแต่สองคำขึ้นไป มาเรียงต่อเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มีความหมายไม่สมบูรณ์ เพราะ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยคเท่านั้น ประยูร ทรงศิลป์ (2551 : 165) กล่าวว่า วลี หมายถึง กลุ่มคำตั้งแต่ 2 คำ ขึ้นไปมาเรียง ติดต่อกัน มีความหมายติดต่อเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ยังไม่มีเนื้อความสมบูรณ์ชัดเจน วลีเป็นเพียงส่วน หนึ่งๆของประโยค และมีเนื้อความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เป็นประโยค จงชัย เจนหัตถการกิจ (2551: 94) กล่าวว่า กลุ่มคำ หรือ วลี หมายถึง คำตั้งแต่สองคำขึ้นไป ที่นำมาเรียงกัน เกิดความหมายที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งในภาคประธานหรือภาค
98 แสดง แต่วลีก็สามารถสื่อสารได้โดยลำพังตัวเองและใช้ประกอบคำและกลุ่มคำอื่นๆจนกลายเป็น ประโยค ราชบัณฑิตยสถาน (2556: 1100) ได้ให้ความหมายของวลี คือ กลุ่มคำที่เรียงติดต่อกันเป็น ระเบียบและมีกระแสความเป็นที่หมายรู้กันได้ แต่ยังไม่เป็นประโยคสมบูรณ์ เริงชัย ทองหล่อ (2556 : 307) กล่าวว่า วลี หมายถึง กลุ่มของคำที่เรียงกันแต่ยังไม่มี ความหมาย แจ้งชัด เพราะไม่บ่งบอกให้ชัดลงไปว่า ใคร ทำอะไร วรวรรธน์ ศรียาภัย (2556: 157) ได้กล่าวว่า วลี หมายถึง หน่วยทางภาษาซึ่งอาจเป็นคำเพียง 1 คำ หรือคำเป็นกลุ่มก็ได้ แต่ต้องใช้เป็นส่วนประกอบของประโยคแล้วทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้คือ ภาคประธาน ภาคแสดง หรือส่วนขยาย จากคำนิยามหรือคำจำกัดความของวลีข้างต้น สรุปได้ว่า วลี หมายถึง กลุ่มคำ หรือ คำตั้งแต่ 2 คำ ขึ้นไปมารวมกัน แต่ใจความยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งนับวลีว่าเป็นส่วนหนึ่งของประโยค โดยวลีนั้นจะ ประกอบด้วยส่วนหลัก (Head) และส่วนขยาย (Modify) เช่น แมวตัวนั้น โดย “แมว” เป็น ส่วนหลัก (Head) และ “ตัวนั้น” เป็นส่วนขยาย (Modify) 2. ชนิดของวลี พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 199 - 206 ) แบ่งวลีออกเป็น 7 ชนิด โดยแบ่งตามชนิดของ คำที่อยู่หน้ากลุ่มคำนั้น ได้แก่ 2.1 นามวลีคือ กลุ่มคำที่นำหน้าด้วยคำนาม เช่น - นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา - ประเทศในโลกที่สาม - หม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็ก - บ้านน้อยใต้ทางด่วน - การศึกษาในปัจจุบัน 2.2 สรรพนามวลีคือ กลุ่มคำที่นำหน้าด้วยคำสรรพนาม เช่น - เราชาวเมืองสมุทรปราการ - ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ
99 - เธอคนเดียวเท่านั้น - นักศึกษาที่รักทุกคน - เธอคนซื่อ 2.3 กริยาวลีคือ กลุ่มคำที่นำหน้าด้วยคำกริยา เช่น - ชอบกระโดดโลดเต้นทุกวัน - รับประทานอาหารตามเวลา - กำลังออกไปข้างนอกบ้าน - นอนเอกเขนกอยู่กลางบ้าน 2.4 วิเศษณ์วลีคือ กลุ่มคำที่นำหน้าด้วยคำวิเศษณ์ เช่น - สวยกว่าเมื่อวาน - มากมายจนนับไม่ถ้วน - อ้วนท้วนสมบูรณ์ดี - ดีเลิศประเสริฐศรี 2.5 บุพบทวลีคือ กลุ่มคำที่นำหน้าด้วยคำบุพบท เช่น - บนอาคารเรียนชั้น 5 - ที่หน้าบ้านของนายกรัฐมนตรี - ในสมัยก่อนพุทธกาล - จากที่ราบสูงภาคเหนือของเมืองไทย 2.6 สันธานวลีคือ กลุ่มคำที่นำหน้าด้วยคำสันธาน เช่น - อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ - หรือไม่ก็เชียงใหม่และเชียงราย - มิฉะนั้นก็เพียงคนเดียว 2.7 อุทานวลีคือ กลุ่มคำที่นำหน้าด้วยคำอุทาน เช่น - ว้าย! ตายแล้ว
100 - แม่เจ้าโว้ย! สวยจริง - โอ้โฮ! นกยางขายาวจริง - โอ๊ย! เจ็บจัง 3. หน้าที่ของวลีในประโยค วลี แม้จะทำหน้าที่เป็นประโยคไม่ได้ เพราะขาดส่วนสำคัญของรูปประโยคที่จะบ่งบอกให้รู้ แจ้งชัดเจนว่าใคร ทำอะไร แต่ก็นับว่าวลีเป็นส่วนสำคัญในอันที่จะขยายส่วนของประโยคให้ได้ความ ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวลีจึงมีหน้าที่สำหรับใช้เป็นบทต่างๆของประโยค ดังนี้ 3.1 ใช้เป็นบทประธานของประโยค ดังตัวอย่าง - นักศึกษาสาวสวยคนนั้นเข้าห้องสมุด - เด็กผู้หญิงตัวสูงคนนั้นเป็นน้องสาวของฉันเอง - ปากกาของใครหาย - เท้าทั้งสองของเราทำงานหนักมาก 3.2 ใช้เป็นบทขยายประธานของประโยค ดังตัวอย่าง - คนโง่เง่าเต่าตุ่นเป็นคนที่ใครๆไม่อยากคบ - สตรีงามเลิศเลอคนนั้นเป็นภรรยาท่านอธิบดี - คาร์ล ลูอิส นักกรีฑาอเมริกันได้เหรียญทองโอลิมปิกกระโดดไกลเป็นสมัยที่ 4 - สวนหลังบ้านของฉันมีผลไม้หลากหลายชนิด 3.3 ใช้เป็นบทกริยาของประโยค ดังตัวอย่าง - เด็กๆวิ่งกระโดดโลดเต้นกันอย่างสนุกสนาน - น้องสาวกำลังอาบน้ำแต่งตัว - สุดารีบรับประทานข้าวด้วยความหิว
101 - เขากำลังดูฟุตบอล 3.4 ใช้เป็นบทขยายกริยาของประโยค ดังตัวอย่าง - สมชายมาช้าประมาณ 10 นาที - ฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา - คนเมาตะโกนดังโหวกเหวก - เขาชมปลาด้วยความเพลิดเพลิน 3.5 ใช้เป็นบทกรรมหรือส่วนเติมเต็มของประโยค ดังตัวอย่าง - สมบัติอ่านหนังสือหลักภาษาไทยเล่มใหม่ - ปรีชาซื้อนาฬิกาข้อมือเรือนทอง - ฉันชอบรับประทานผัดไทยกุ้งสด - เด็กๆชอบดูปลาโลมาแสนรู้ 3.6 ใช้เป็นบทขยายกรรมหรือขยายส่วนเติมเต็มของประโยค ดังตัวอย่าง - เขาลากกระเป๋าสีดำใบโตกว่าตัว - ใครๆก็เป็นห่วงนักร้องยอดนิยมคนนั้น - แม่ป้อนข้าวลูกสาวคนเล็กสุด 3.7 ใช้เป็นบทเชื่อมของประโยค ดังตัวอย่าง - เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนกระทั่งประสบความสำเร็จ - บางคนกินทิ้งกินขว้างในขณะที่บางคนกำลังกำลังจะอดตาย - เขาทำงานหนักมากเพราะฉะนั้นร่างกายจึงทรุดโทรม - คนเป็นโรคจิตมากด้วยเหตุที่ต้องเผชิญกับสภาวะบีบคั้นนานัปการ
102 ข้อสังเกต 1.คำประสมกับวลีต่างกัน คือ คำประสมต้องเอาคำมูลกับคำมูลมารวมเป็นคำเดียวกัน เช่น แม่+น้ำ = แม่น้ำ ปาก+กา = ปากกา 2. วลี หรือ กลุ่มคำ หมายถึง การนำคำชนิดต่างๆมาเรียงกันเป็นกลุ่ม แต่ยังมีความหมายไม่ สมบูรณ์ เพราะขาดบทประธาน บทกริยา หรือบทกรรม โดยต้องมีเนื้อความเกี่ยวเนื่องกัน เช่น ก. ในสนามฟุตบอล (ขาดบทประธาน บทกริยา และบทกรรม) ข.อาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตรลดา (ขาดบทกริยา และบทกรรม) ค.ทำงานทุกวัน (ขาดบทประธาน) 4. ความหมายของประโยค สวัสดิ์ เรืองศรี (2542 : 109) กล่าวว่า ประโยค หมายถึง ถ้อยคำที่นำมาเรียบเรียงขึ้นอย่างมี ระเบียบ ได้ข้อความที่สมบูรณ์ บอกให้รู้ว่าใคร ทำอะไร หรือ ใคร ทำอะไร กับใคร จงชัย เจนหัตถการกิจ (2551:96) กล่าวว่า ประโยค หมายถึง ถ้อยคำหลายคำที่นำมาเรียงกัน แล้วเกิดใจความสมบูรณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง กำชัย ทองหล่อ (2554: 367) กล่าวว่า ประโยค หมายถึง กลุ่มคำที่มีความเกี่ยวข้องกันเป็น ระเบียบและมีเนื้อความครบสมบูรณ์ โดยปกติประโยคจะต้องมีบทประธานและบทกริยาเป็นหลัก สำคัญ วรวรรธน์ ศรียาภัย (2556: 164) ประโยค หมายถึง หน่วยภาษาที่ประกอบด้วยคำคำเดียว หรือหลายคำ หากเป็นคำหลายคำเรียงต่อเนื่องกัน ต้องมีความสัมพันธ์กันทางไวยากรณ์อย่างใดอย่าง หนึ่ง ประโยคต้องสื่อความได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ประโยคมักจะประกอบด้วยนามวลีและกริยาวลี บางครั้งอาจมีเฉพาะกริยาวลีก็ได้ โชษิตา มณีใส (2558: 57) ได้ให้ความหมายของประโยคไว้ว่า เป็นโครงสร้างภาษาระดับเหนือ คำที่สามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าวลี (กลุ่มคำ) และคำ
103 จากคำอธิบายความหมายของประโยคดังกล่าว สรุปได้ว่า ประโยค หมายถึง ถ้อยคำที่นำมา เรียบเรียงกันเป็นระเบียบ แล้วเกิดใจความสมบูรณ์ ประกอบด้วยภาคประธานและภาคแสดง เป็น หลักสำคัญ 5. ส่วนประกอบของประโยค ประโยคทุกชนิดจำแนกออกเป็น 2 ส่วน ประกอบไปด้วย ภาคประธาน และภาคแสดง 5.1 ภาคประธาน คือ คำหรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำกิริยาอาการ ในภาคประธานนี้ จะประกอบไปด้วย “ประธาน” และอาจมี “ส่วนขยายประธาน” ซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำมาเข้ามาทำ หน้าที่ขยายประธานให้มีเนื้อความชัดเจนยิ่งขึ้น 5.2 ภาคแสดง คือ ส่วนที่ทำหน้าที่แสดงกิริยาอาการหรือสภาพของประธาน อันได้แก่ คำกริยาประเภทต่างๆ 6. ชนิดของประโยค การแบ่งชนิดของประโยคทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่ว่าจะใช้เกณฑ์ใดเป็นหลักในการพิจารณา เกณฑ์ที่นิยมใช้แบ่งชนิดของประโยคได้แก่ 6.1 การแบ่งชนิดของประโยคตามลักษณะการเรียงลำดับคำ พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 211-213) ได้แบ่งรูปประโยคเป็น 4 รูป คือ 6.1.1 ประโยคกรรตุคือ รูปประโยคที่เรียงคำโดยมีบทประธานอยู่ต้นประโยคเพื่อ เน้นความสำคัญของบทประธาน ตามด้วยกริยา หรือตามด้วยกริยาและกรรม หรือตามด้วยกริยาและ ส่วนเติมเต็ม ซึ่งถือเป็นรูปประโยคที่นิยมใช้กันมากที่สุด ตัวอย่าง - กบร้อง - คุณแม่ไปทำงานแล้ว - น้องล้างจาน - นกเกาะกิ่งไม้ 6.1.2 ประโยคกริยา คือ ประโยคที่มีคำกริยาขึ้นต้น ตามด้วยประธาน กริยาเหล่านี้ คือ เกิด มี ปรากฏ ตัวอย่าง - เกิดอหิวาตกโรคขึ้นที่เชียงใหม่
104 - มีกระทิงหลายฝูงในป่าห้วยขาแข้ง - ปรากฏวัตถุประหลาดบนท้องฟ้า 6.1.3 ประโยคกรรม คือ ประโยคที่มีกรรมอยู่หน้า เพื่อเน้นกรรมให้ชัดเจน ตัวอย่าง - ตามีถูกเสือกิน - ฉันถูกคุณครูดุ - ขโมยถูกตำรวจจับ 6.1.4 ประโยคการิต คือ รูปประโยคที่มีผู้รับใช้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่าง - แม่ให้น้องล้างจาน - ครูให้นักเรียนอ่านหนังสือ - เขาให้ลูกน้องไปศึกษางานต่างประเทศ 6.2 การแบ่งตามลักษณะโครงสร้างของประโยค พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 223 - 269) ได้แบ่งประโยคตามลักษณะโครงสร้างเป็น 3 ประเภท คือ 6.2.1 ประโยคความเดียว หรือ เอกรรถประโยค คือประโยคที่มีใจความสำคัญเพียง ใจความเดียว ประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง ดังภาพ ภาพที่ 4.1 โครงสร้างของประโยคความเดียว หรือเอกรรถประโยค ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ประธาน ส่วนขยายประธาน กริยา ส่วนขยายกริยา กรรม ส่วนขยายกรรม ประธาน กริยา กรรม
105 ประโยคความเดียว แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. ประโยคที่ไม่มีกรรมมารับ ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ประธาน ข ย า ย ประธาน กริยา ข ย า ย กริยา กรรม ข ย า ย กรรม 1. ฝนตก ฝน - ตก - - - 2. หน้าต่างเปิด หน้าต่าง - เปิด - - - 3. กบตัวโตร้อง กบ ตัวโต ร้อง - - - 4. เด็กข้างบ้านร้องไห้ดัง ลั่น เด็ก ข้างบ้าน ร้องไห้ ดังลั่น - - ตารางที่ 4.1 แสดงโครงสร้างประโยคความเดียวที่ไม่มีกรรมมารับ 2. ประโยคที่มีกรรมมารับ ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ประธาน ข ย า ย ประธาน กริยา ข ย า ย กริยา กรรม ข ย า ย กรรม 1. ตาปลูกผัก ตา - ปลูก - ผัก - 2. น้องของฉันเห็นงู น้อง ของฉัน เห็น - งู - 3.แ ม ล ง ป ี ก แ ข็ ง กระพือปีกเร็วมาก แมลง ปีกแข็ง กระพือ เร็วมาก ปีก - 4.พ่อซื้อบ้านตาก อากาศริมทะเลชะอำ พ่อ - ซื้อ - บ้าน ตาก อากาศ ริมทะเล 5.เขารับประทาน อ า ห า ร จ ี น ด ้ ว ย ต ะ เ ก ี ย บ อ ย ่ า ง คล่องแคล่ว เขา - รับประทาน อ ย ่ า ง คล่องแคล่ว อาหาร จีน 6. แ ม ่ ข อ ง เ ธ อ ซื้ อ อาหารสำเร็จรูปแล้ว แม่ ของเธอ ซื้อ เมื่อวานนี้ อาหาร สำเร็จรูป ตารางที่ 4.2 แสดงโครงสร้างประโยคความเดียวที่มีกรรมมารับ
106 จากตารางทั้งสองด้านบนนี้ จะเห็นได้ว่าประโยคความเดียวอย่างน้อยต้องประกอบไป ด้วยบทประธานและบทกริยา ส่วนบทกรรมจะมีหรือนั้นขึ้นอยู่กับคำกริยาที่ประธานกระทำ เช่น ถ้า เป็นอกรรมกริยาก็ไม่ต้องมีบทกรรม และถ้าเป็นสกรรมกริยาก็จะต้องมีบทกรรม นอกจากนี้บทต่างๆ ทั้งในภาคประธานและภาคแสดงยังอาจมีบทขยายได้ทั้งสิ้น เพื่อให้ข้อความนั้นๆมีความแจ่มชัดยิ่งขึ้น ข้อสังเกต 1. ประธาน+กริยา+ส่วนเติมเต็ม จัดเป็นประโยคความเดียว เช่น - หน้าตาของเขาเหมือนแม่ของเขามาก - ข้อดีของเขาคือการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ - หน้าเขาคล้ายเพื่อนของฉัน 6.2.2 ประโยคความรวม หรือ อเนกรรถประโยค เป็นประโยคที่รวมเอาประโยค ความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป โดยมีคำสันธานเป็นตัวเชื่อม + ภาพที่ 4.2 โครงสร้างของประโยคความรวม หรืออเนกรรถประโยค ทั้งนี้ คำสันธานเชื่อมประโยคความรวมมี 4 ชนิด คือ 6.2.2.1 ความรวมแบบคล้อยตาม จะมีเนื้อความที่คล้อยตามกัน มักใช้สันธาน กับ, และ, แล้วก็, แล้ว...จึง, ครั้น...จึง เป็นตัวเชื่อม ตัวอย่าง - ตำรวจกองปราบและตำรวจตระเวนชายแดนล่าโจรเขมรที่ชายแดน - พอเพื่อนโกรธเขาก็เงียบไป - ครั้นเขาทำงานเสร็จแล้วเขาจึงกลับบ้าน - พ่อกับแม่ไปทำงาน 6.2.2.2 ความรวมแบบขัดแย้ง จะมีเนื้อความขัดแย้งกัน มักใช้สันธาน แต่, แต่ว่า, แต่ทว่า, หาก, ถึงแม้ว่า...ก็, ถึง...ก็, กว่า...ก็เป็นตัวเชื่อม ตัวอย่าง - ฉันไปตลาดแต่เขากลับบ้าน - กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว สันธาน
107 - เขามาอยู่ที่บ้านฉันแต่ทว่าเขามาอยู่ไม่นาน - ถึงเขาจะมีอิทธิพลมากผมก็ไม่กลัว 6.2.2.3 ความรวมแบบเหตุผล จะมีเนื้อความที่เป็นเหตุผลกัน โดยจะมีประโยคเหตุ อยู่หน้า ประโยคผลอยู่หลัง มักใช้สันธาน จึง, ฉะนั้น, ดังนั้น, เพราะ, เพราะ...จึง, เหตุฉะนั้น เป็น ตัวเชื่อม ตัวอย่าง - เขารักษาวาจาสัตย์ดังนั้นประชาชนจึงไว้ใจเขา - เด็กกินอาหารที่มีสารพิษจึงเกิดอาการท้องร่วง - เพราะฝนตกรถจึงติด - เขารักชาติยิ่งชีพเพราะฉะนั้นเขาจึงยอมสละชีพเพื่อชาติได้ 6.2.2.4 ความรวมแบบเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีเนื้อความให้เลือกเอาอย่าง ใดอย่างหนึ่ง มักใช้สันธาน หรือ, ไม่เช่นนั้น, ไม่อย่างนั้น, มิเช่นนั้น เป็นตัวเชื่อม - คุณต้องการชาหรือกาแฟครับ - เขาวาดรูปเองหรือคนอื่นวาดรูปให้เขา - นายดำขี้เกียจเรียนเขาจึงสอบตก - เธอต้องอ่านหนังสือไม่เช่นนั้นเธอจะสอบตก ข้อสังเกต 1. นววรรณ พันธุเมธา (2527 : 100 - 101) ได้กล่าวถึงลักษณะของ คำกริยาและคำกริยา ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ กริยาเรียง ดังที่ เกรียงไกร วัฒนาสวัสดิ์ ( 2544 : 98) ได้กล่าวถึง กริยาเรียง ว่าหมายถึง หน่วยสร้างที่เกิดจากการเรียงกันของคำกริยา 2 ตัว หรือมากกว่า โดยนววรรณ พันธุเมธา (2527: 100 - 101) กล่าวถึง คำกริยาและคำกริยา คือ คำกริยาที่ใช้ขยายคำกริยาที่ที่เป็นหน่วยหลัก ในกริยาวลี อาจอยู่หน้าหรือหลังคำกริยาที่เป็นหน่วยหลัก กริยาวลีที่ประกอบด้วยคำกริยาและ คำกริยามีส่วนประกอบ เช่น 3.1.1 คำกริยา คำกริยา (ขยาย) เช่น เด็กคนนี้พูดเก่ง 3.1.2 คำกริยา(ขยาย) คำกริยา เช่น บุญเจือรีบกินด้วย ความหิว
108 2. นววรรณ พันธุเมธา (2527 : 148 - 149) ได้กล่าวถึงลักษณะของ ประโยคความรวมที่ ไม่มีหน่วยเชื่อม ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ กริยาเรียง ดังที่ เกรียงไกร วัฒนาสวัสดิ์( 2544 : 98) ได้ กล่าวถึง กริยาเรียง ว่าหมายถึง หน่วยสร้างที่เกิดจากการเรียงกันของคำกริยา 2 ตัว หรือมากกว่า โดยนววรรณ พันธุเมธา (2527 : 148 - 149) กล่าวถึง ประโยคความรวมที่ไม่มีหน่วยเชื่อม คือ จะมี หน่วยกริยาเรียงกันตั้งแต่2 หน่วยขึ้นไป โดยมีหน่วยนามคั่นอยู่ในระหว่างหรือไม่ก็ได้ เช่น นิดนั่ง ยิ้ม มีหน่วยกริยาเรียงกัน 2 หน่วยคือ “นั่ง” และ” ยิ้ม” ภาษาไทยมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ คำกริยาเรียงติดต่อกันได้หลายคำ คำกริยาที่เรียง กันนั้น บางกรณีก็เป็นหน่วยกริยาเดียวกัน บางกรณีก็เป็นคนละหน่วย เช่น นิดนั่งเล่น มีหน่วยกริยา 1 หน่วยคือ ประกอบด้วยคำกริยาที่เป็นหน่วยหลัก คือ นั่ง และคำกริยาที่ใช้ขยาย คือ เล่น ประโยคนี้ เป็นประโยคความเดียว อีกทั้ง ในประโยคที่มีหน่วยกริยา 1 หน่วย ประกอบด้วยคำกริยาที่เป็นหน่วย หลัก และคำกริยาที่ใช้ขยาย คือ กริยานุเคราะห์เช่น เขาต้องนอน คำช่วยกริยา เช่น ฝนเพิ่งตก คำกริยา(ขยาย)และคำกริยา เช่น บุญเจือรีบกินด้วยความหิว โดยประโยคดังกล่าวไม่ปรากฏคำเชื่อม อยู่ระหว่างคำกริยาทั้งสอง หรือไม่มีลักษณะใดๆที่แสดงว่ากริยาตัวที่ 1 และกริยาตัวที่ 2 อยู่คนละ ประโยค ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่าเป็นประโยคความเดียว สอดคล้องกับนววรรณ พันธุเมธา (2527 : 148) ที่กล่าวว่า ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีหน่วยกริยา 1 หน่วย ประกอบด้วยคำกริยาที่เป็นหน่วย หลัก และคำกริยาที่ใช้ขยาย ส่วนประโยคความรวมหน่วยกริยาเพียงแต่เรียงติดต่อกัน มิได้มี ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด 6.2.3 ประโยคความซ้อน หรือ สังกรประโยค (สังกร แปลว่า ปรุงหรือแต่ง) คือประโยคที่มี ใจความหลักประโยคหนึ่ง แล้วมีประโยคย่อยอีกประโยคหนึ่งซ้อนอยู่ ซึ่งประโยคย่อยนั้นอาจทำหน้าที่ ขยายนามหรือสรรพนาม หรือขยายกริยาหรือวิเศษณ์ ของประโยคหลักเพื่อให้ได้ใจความชัดเจน หรือกล่าวได้ว่า ประโยคที่ประกอบด้วยประโยคความเดียว 2 ประโยคขึ้นไปซ้อนกันอยู่ โดย มีประโยคหนึ่งเป็นประโยคหลัก เรียกว่า “มุขยประโยค” และมีประโยคความเดียวอีกประโยคหนึ่งมา ขยายประโยคหลัก เรียกว่า “อนุประโยค” ทำหน้าที่ปรุงแต่งส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลักเพื่อให้ ได้ใจความชัดเจน ทั้งยังทำให้เนื้อความของประโยคสละสลวยยิ่งขึ้นอีกด้วย โครงสร้างของประโยคความซ้อนมี 2 ส่วน คือ ประโยคหลัก (มุขยประโยค) เป็นประโยคหลัก และเป็นประโยคที่มีใจความสำคัญ ประโยคย่อย (อนุประโยค) เป็นประโยคช่วยเสริม (ประโยคความเดียวอีกประโยค หนึ่งมาขยายประโยคหลัก) ทำหน้าที่เพียงบทใดบทหนึ่งในประโยคหลัก
109 ภาพที่ 4.3 โครงสร้างของประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค อนุประโยค มี 3 ชนิด คือ 6.2.3.1 นามานุประโยค คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่แทนคำนาม ซึ่งนามนั้นอาจ ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม หรือ ส่วนเติมเต็มในประโยคก็ได้ ตัวอย่าง - พ่อปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก (ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นประธาน) - เขาเดินไปทำงานเป็นกิจวัตรประจำวัน (ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นประธาน) - ผมมองนกนางนวลบินโฉบไปมา (ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นกรรม) - แม่ให้ฉันถูบ้าน (ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นกรรม) - เขาเป็นคนขี้เกียจ (ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม) 6.2.3.2 คุณานุประโยค คือ ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนาม โดยมีประพันธสรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน ผู้เป็นตัวเชื่อม ตัวอย่าง - ผมได้รับรางวัลซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจมาก - คนซึ่งมีความคิดรอบคอบย่อมระวังในการพูด - นักเรียนหาไม้บรรทัดอันที่หายไปเมื่อวานนี้ - มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้มีหลายประเภท - พ่อไม่ชอบลูกที่เกเร 6.2.3.3 วิเศษณานุประโยค คือประโยคย่อยทำหน้าที่ขยายกริยาหรือวิเศษณ์โดยมี คำประพันธวิเศษณ์ เมื่อ เพื่อ เพราะ ตาม จน ตั้งแต่ เป็นตัวเชื่อม ตัวอย่าง - เธออดอาหารเพื่อลดความอ้วน - หน้าต่างเปิดเพราะลมพัด - เขาพูดเสียงดังจนฉันกลัว ประโยคความเดียว “มุขยประโยค” ประโยคความเดียว “อนุประโยค” ขยาย
110 - เพื่อนๆกลับเมื่องานเลิกแล้ว - เขาตอบตามครูสอน 6.3 การแบ่งตามเนื้อความของประโยคที่ใช้ในการสื่อสาร จงชัย เจนหัตถการกิจ (2551:98-99) แบ่งเนื้อความของประโยคที่ใช้ในการสื่อสาร ออกเป็น 4 ลักษณะ คือ 6.3.1 เนื้อความบอกเล่า อยู่ในประโยคบอกเล่าซึ่งมีจุดประสงค์แจ้งให้ผู้รับสารทราบ ว่าประธานทำกริยาอะไร ที่ไหน อย่างไร และเมื่อไร หรือประธานมีสภาพลักษณะ หรือสภาวะอย่างไร ตัวอย่าง - วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ - ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม - ผู้หญิงต้องการธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชาย - ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน 6.3.2 เนื้อความปฏิเสธ อยู่ในประโยคที่มีใจความปฏิเสธ จะมีคำว่า ไม่ ไม่ได้ หามิได้ มิได้ ใช่ว่า ประกอบอยู่ด้วย - เขาไม่ได้มาหาผมนานแล้ว - เราไม่ใส่ใจคนนิสัยไม่ดี - เงินใช่ว่าจะซื้อได้ทุกอย่าง 6.3.3 เนื้อความคำถาม อยู่ในประโยคที่มีใจความเป็นคำถาม จะมีคำว่า ไหม หรือไม่ ทำไม ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร อยู่หน้าประโยคหรือท้ายประโยค ตัวอย่าง - เธอคิดว่าการอ่านมีความสำคัญหรือไม่ - อะไรทำให้เธอมีความคิดเช่นนี้ - ทำไมคุณคิดเป็นนักการเมือง 6.3.4 เนื้อความบังคับ ขอร้อง และชักชวน อยู่ในประโยคที่มีใจความบังคับ ขอร้อง และชักชวน โดยมีคำอนุภาคหรือคำเสริมบทเนื้อความของประโยค
111 6.3.4.1 ประโยคแสดงการบังคับ มักจะละประธานไว้ในฐานที่เข้าใจ เช่น แสดงการห้าม ตัวอย่าง - อย่ามากวนใจฉันจะทำงาน - ห้ามเดินลัดสนาม - ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาในห้องสมุด แสดงการสั่งให้ทำ ตัวอย่าง - เดินเร็วๆสิ - จงทำตามคำสั่ง - กินให้หมดเดี๋ยวนี้นะ 6.3.4.2 ประโยคแสดงการขอร้อง มักจะละประธานไว้ในฐานที่เข้าใจ และใช้คำที่ แสดงการขอร้องไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงความสุภาพอ่อนน้อม ตัวอย่าง - กรุณาเดินเบาๆ - โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา - พวกเรามาร้องเพลงกันอีกครั้งเถิด 6.3.4.3 ประโยคแสดงการชักชวน มักจะละประธานไว้ในฐานที่เข้าใจ และใช้คำ อนุภาค นะ น่ะ น่า เถอะนะ เถอะน่า ไว้ท้ายประโยค ตัวอย่าง - เราไปเชียงใหม่กันนะ - เธอต้องพยายามใหม่อีกครั้งน่ะ - เราไปกันก่อนเถอะนะ เดี๋ยวเขาจะตามไปเอง
112 สรุป การสื่อความให้ได้ใจความที่ต้องการ ไม่ว่าจะด้วยภาษาพูดหรือภาษาเขียนก็ตาม เกิดจากการ ประกอบสร้างจากหน่วยที่เล็กทั้งในระดับคำและวลีตามลำดับให้เป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้นในระดับประโยค กลุ่มคำใดที่มีคำต่างๆเรียงติดต่อกันแต่ยังไม่ได้ใจความสมบูรณ์ เรียกว่า “วลี” ส่วนกลุ่มคำใดๆที่มีคำ ต่างๆเรียงกันแล้วได้ความสมบูรณ์ชัดเจน เรียกว่า “ประโยค” โดยประโยคสามารถสื่อความหมายได้ ครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งวลีเป็นส่วนหนึ่งของประโยค เป็นส่วนสำคัญในอันที่จะขยายส่วนของประโยคให้ ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น วลีในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 7 ชนิด โดยแบ่งตามชนิดของคำที่อยู่หน้ากลุ่มคำ นั้น ได้แก่ นามวลี สรรพนามวลี กริยาวลี วิเศษณ์วลี บุพบทวลี สันธานวลี และอุทานวลี ประโยคใน ภาษาไทยแบ่งชนิดของประโยคตามลักษณะการเรียงลำดับคำ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ประโยคกรรตุ ประโยคกริยา ประโยคกรรม และประโยคการิต แบ่งประโยคตามลักษณะโครงสร้าง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน แบ่งตามเนื้อความของ ประโยคที่ใช้ในการสื่อสาร แบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ เนื้อความบอกเล่า เนื้อความปฏิเสธ เนื้อความ คำถาม และเนื้อความบังคับ ขอร้อง และชักชวน การที่เราเข้าใจความสัมพันธ์ของคำต่างๆทั้งในรูป ของวลีและประโยคจะทำให้สามารถใช้ภาษาสื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
113 คำถามท้ายบท 1.วลีต่างจากประโยคอย่างไร จงอธิบาย 2.วากยสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวลีและประโยคอย่างไร จงอธิบาย 3.ในตำราของพระยาอุปกิตศิลปสาร แบ่งชนิดของวลีโดยใช้หลักเกณฑ์ใด มีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย 4. จงอธิบายว่าต่อไปนี้เป็นวลีประเภทใด เพราะเหตุใด 4.1 อุ๊ย! น่ารักจัง 4.2 แก้วน้ำสีเขียวใบนั้น 43 เด็กอ้วนคนนั้น 4.4 ที่หน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง 4.5 ใหญ่โตมโหฬาร 5.จงวิเคราะห์วลีที่ทำหน้าที่ในประโยคต่อไปนี้ นามวลี ที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายประธาน 5.1 เด็กยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีความอดทน บุพบทวลี ทำหน้าที่ขยายกริยา 5.2 เขามองลูกด้วยความรัก วิเศษณ์วลี ทำหน้าที่ขยายกรรม 5.3 เขาชอบเด็กขาวตี๋คนนั้น 6. ประโยคแบ่งตามลักษณะโครงสร้างมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย 7. ประโยคแบ่งตามลักษณะการเรียงลำดับคำมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย 8. ประโยคแบ่งตามเนื้อความของประโยคที่ใช้ในการสื่อสารมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย 9.จงอธิบายว่าประโยคต่อไปนี้เป็นประโยคประเภทใด โดยพิจารณาประโยคตามโครงสร้าง และถ้าเป็นประโยคความซ้อนให้วิเคราะห์อนุประโยคว่าเป็นประเภทใด
114 9.1 ม้าตัวนั้นวิ่งเร็วมาก 9.2 มานะนอนดึกแต่ตื่นเช้าเสมอ 9.3 ดวงแก้วอดอาหารเพื่อลดความอ้วน 9.4 คุณพ่อและคุณแม่ไปต่างจังหวัด 9.5 มานะเก็บเห็ดที่ริมบึง 9.6 ฉันเห็นเด็กเรียนหนังสือ 9.7 ลุงชวนชอบบ้านที่มีบริเวณกว้าง 10. อภิปรายเกี่ยวกับการศึกษาในเรื่องความสัมพันธ์ของคำทั้งในรูปของวลีและประโยค มี ประโยชน์ต่อผู้ใช้ภาษาอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
115 เอกสารอ้างอิง กำชัย ทองหล่อ. (2554). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 53. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (1977). เกรียงไกร วัฒนาสวัสดิ์. (2544). “หน่วยสร้างกริยาเรียง : ลักษณะร่วมจำเพาะบริเวณภาษา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้”. วารสารมนุษยศาสตร์, 9, 98. จงชัย เจนหัตถการกิจ. (2551). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท ธนาเพรส จำกัด. โชษิตา มณีใส. (2558). การใช้ภาษาไทยเพื่อประสิทธิผล. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. นววรรณ พันธุเมธา. (2527). ไวยากรณ์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์. ประยุทธ์ กุยสาคร. (2527). ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร์. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการ ฝึกหัดครู. ประยูร ทรงศิลป์ . (2551). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. พระยาอุปกิตศิลปสาร. (2546). หลักภาษาไทย : อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์. เริงชัย ทองหล่อ. (2556). หลักภาษาไทย ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: ไฮเอ็ดพับ ลิชชิ่ง. วรวรรธน์ ศรียาภัย. (2556). ภาษาศาสตร์ภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สัมปชัญญะ. สวัสดิ์ เรืองศรี. (2542). หลักภาษาไทย. เพชรบุรี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี.
116
117 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 15 หัวข้อเรื่อง ข้อความ รายละเอียด ศึกษาความหมายของข้อความ คำศัพท์ที่ใช้เรียกภาษาระดับข้อความ การจำแนกภาษาระดับ ข้อความตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร การเชื่อมโยงความในข้อความ และสืบค้นวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาการเชื่อมโยงความในข้อความ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อจบบทเรียนนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ 1. สามารถบอกความหมายของข้อความได้ 2. สามารถอธิบายถึงข้อแตกต่างระหว่างประโยคและข้อความได้ 3. สามารถจำแนกภาษาระดับข้อความตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสารได้ 4. สามารถอธิบายกลไกการเชื่อมโยงความในข้อความได้ 5. สามารถวิเคราะห์การใช้เครื่องมือแสดงการเชื่อมโยงความของผู้ส่งสารที่ปรากฏใน ข้อความได้ 6. สืบค้นวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับการเชื่อมโยงความในข้อความได้ จำนวนชั่วโมงที่สอน 3 ชั่วโมง กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนยกตัวอย่างประโยคและข้อความเพื่อทดสอบความรู้ก่อนเรียนของนักศึกษาเรื่อง ข้อความ และนำเข้าสู่บทเรียนประจำบท 2. ทดสอบก่อนเรียนโดยการถามเรื่องข้อความ 3. บรรยายเรื่องข้อความ 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อภิปรายแสดงความคิดเห็น และสรุปองค์ความรู้ร่วมกันตามประเด็นที่ กำหนดไว้ 5. ทำแบบฝึกหัดทบทวนความรู้
118 สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. เพาเวอร์พอยต์ 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. กิจกรรม 5. แบบฝึกหัด แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องาน ที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็น แบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน (มาตรฐาน หลัก) 2. ด้านความรู้ 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตาม มาตรฐาน (มาตรฐานหลัก) 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูล ที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง ในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทาง ทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (มาตรฐานหลัก) 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ (มาตรฐานหลัก) 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
119 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่ม ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอ ด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม (มาตรฐานหลัก) 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้างหลักสูตรรายวิชา การออกแบบ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียนและพื้นที่ (มาตรฐาน หลัก) วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1 สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียนและการแสดงออกในชั้นเรียน 1.2 ความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงเวลา 2. ด้านความรู้ 2.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 2.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 3.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 3.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ต่างๆที่ได้รับมอบหมาย
120 4.2 ประเมินจากทักษะการแสดงออกในภาวะผู้นำ ผู้ตาม จากสถานการณ์การเรียนการ สอนที่กำหนด 5. ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1 ประเมินจากรูปแบบ วิธีการนำเสนอทั้งการพูด การเขียน ที่เหมาะสม 5.2 ประเมินจากความสามารถในการอธิบาย อภิปรายหรือการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี มาประกอบ 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 ประเมินจากการสอบวัดความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาโดยใช้กรณีศึกษา และการมีส่วนร่วมในการอภิปราย สัดส่วนของการประเมิน 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 1.25 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ด้านความรู้ ร้อยละ 10 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทย และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐาน 3. ด้านทักษะทางปัญญา ร้อยละ 2 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึก สากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ใน การปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์โดยคำนึง ถึงความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ที่ศึกษาค้นคว้าได้
121 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.75 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อ ผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและ ระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ร้อยละ 0.50 และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชน และสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถ เลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดย ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 0.50 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้าง หลักสูตรรายวิชา การออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้น เรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียน และพื้นที่
122
123 บทที่ 5 ข้อความ ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้น ขณะใช้ภาษาในการสื่อสาร เราไม่ได้พูดทีละประโยค แต่ ใช้ภาษาในลักษณะที่เป็นประโยคที่อยู่ต่อเนื่องกัน หรือที่เรียกว่า “ภาษาระดับข้อความ (Discourse)” โดยภาษาระดับข้อความ ในภาษาไทยมีหลายคำด้วยกัน ได้แก่ “ข้อความ” “วจนะ” “ปริจเฉท” “สัมพันธสาร” “วาทกรรม” เป็นการศึกษาภาษาโดยมองในเชิงโครงสร้างของภาษาที่ว่าภาษาระดับ ข้อความเป็นคำพูดหรือข้อเขียนที่ต่อเนื่องกัน และเป็นหน่วยในภาษาที่ใหญ่กว่าประโยค ในบทนี้จึง เป็นการเสริมการเรียนรู้เพิ่มเติมในมุมมองของนักภาษาศาสตร์ที่ให้ความสนใจต่อภาษาในระดับที่สูง กว่าประโยค นั่นคือ “ภาษาระดับข้อความ” 1. ความหมายของภาษาระดับข้อความ มิติหนึ่งในการศึกษาของนักภาษาศาสตร์ยุคปัจจุบันที่ให้ความสนใจต่อภาษาในระดับที่สูงกว่า ประโยค ซึ่งเกิดจากการเรียงต่อเนื่องกันไปของประโยคตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป โดยเรียกว่า ภาษาระดับข้อความ (Discourse) โดยมีผู้ให้ความหมายของภาษาระดับข้อความ ไว้ดังนี้ ชลธิชา บำรุงรักษ์ (2539 : 1) กล่าวว่า ภาษาระดับข้อความ คือ ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการ สื่อสารทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนในสถานการณ์ที่เป็นจริง เพื่อทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง และมี วัตถุประสงค์เพื่อสนองเจตนารมณ์บางประการของมนุษย์ จันทิมา อังคพณิชกิจ (2557 : 24) กล่าวว่า ภาษาระดับข้อความ คือ หน่วยหรือข้อมูลภาษา ที่ใช้อยู่ในบริบททางการสื่อสารอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ใช้ภาษาในสังคม อาจเป็นถ้อยคำภาษาพูด (spoken) หรือถ้อยคำภาษาเขียน (written) อาจเป็นภาษามีรูปถ้อยคำ (verbal) หรือไร้ถ้อยคำ (non-verbal) ก็ได้ สุภาวดี วสีวิวัฒน์ (2562 : 138) กล่าวว่า ภาษาระดับข้อความ คือ หน่วยในภาษาที่อยู่ใน ระดับเหนือกว่าประโยคหรือใหญ่กว่าประโยค ในที่นี้คำว่าเหนือ หรือใหญ่กว่าประโยค หมายถึง บริบท (context) หรือสถานการณ์ในการสื่อสาร ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้งรูปภาษา (เสียง คำ วลี ประโยค) หรือภาษาไร้ถ้อยคำ แต่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจในบริบท หรือสถานการณ์การสื่อสารนั้น Stubbs (1983 : 1) กล่าวว่า ภาษาระดับข้อความ คือ ภาษาที่อยู่เหนือกว่าประโยคหรือ เหนือกว่า อนุพากย์
124 จากนิยามข้างต้น สรุปได้ว่า ข้อความ หรือภาษาระดับข้อความ หมายถึง การเรียงต่อเนื่องกัน ไปของประโยคตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป มารวมกันเป็นข้อความ โดยประโยคเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ กันทางความหมายทำให้ข้อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยภาษาระดับข้อความนั้นเป็นภาษาที่ มนุษย์ใช้ในการสื่อสารทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนในสถานการณ์จริง เพื่อทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง และมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองเจตนารมณ์บางประการของมนุษย์ 2. คำศัพท์ที่ใช้เรียกภาษาระดับข้อความ จันทิมา อังคพณิชกิจ (2557 : 17) กล่าวว่า คำศัพท์ที่ใช้เรียกภาษาระดับข้อความ (Discourse) ในภาษาไทยมีหลายคำด้วยกัน ได้แก่ ข้อความ วจนะ ปริเฉท สัมพันธสาร และวาทกรรม ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในช่วงต้นที่มีการศึกษาภาษาระดับข้อความนั้นยังไม่มีการบัญญัติศัพท์ชัดเจน ทำ ให้แต่ละกลุ่มแต่ละสถาบันที่ศึกษาภาษาระดับข้อความจึงคิดคำศัพท์เพื่อใช้เรียกแทน discourse กันเอง 3. การจำแนกภาษาระดับข้อความตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร ชลธิชา บำรุงรักษ์(2539 : 5) ได้จำแนกภาษาระดับข้อความตามวัตถุประสงค์ในกาณสื่อสาร โดยพิจารณาว่าผู้ส่งสารมีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารอย่างไร แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 3.1. ภาษาเรื่องเล่า (Narrative discourse) คือ ภาษาระดับข้อความที่ผู้ส่งสารมี วัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารที่ต้องการให้ผู้รับสารทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือที่ตนต้องการให้ทราบ ภาษาเรื่องเล่า เช่น นิทาน นวนิยาย เรื่องสั้น ประวัติบุคคล ในการเล่าเรื่องมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ อย่างต่อเนื่องตามลำดับเวลา 3.2. ภาษาอรรถาธิบายความ (Expository discourse) คือ ภาษาระดับข้อความ ที่ผู้ส่งสารมีวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารที่ต้องการให้ผู้รับสารมีความเข้าใจหรือมีจินตนาการในเรื่องใด เรื่องหนึ่งในพื้นที่ที่กำหนด เป็นภาษาที่ไม่ปรากฏผู้แสดง ตัวละคร หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่มีการแสดง ลำดับเวลาเป็นสำคัญ ภาษาอรรถาธิบายความ เช่น บทความที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องใด เรื่องหนึ่ง 3.3. ภาษาโน้มน้าวหรือสั่งสอน (Hortatory Discourse) คือ ภาษาระดับข้อความที่ ผู้ส่งสารมีวัตถุประสงค์เพื่อสั่งสอนหรือโน้มน้าวใจให้ผู้ฟังมีความคิดคล้อยตามหรือเกิดความเชื่อในสิ่งที่ ผู้ส่งสารได้แสดงออกไป ตลอดจนมีการแนะแนวทางปฏิบัติผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาษาประเภทนี้คือ ผู้รับสาร แต่ไม่มีเรื่องของการเรียงลำดับเวลาหรือสถานที่เกี่ยวข้องด้วย ภาษาโน้มน้าวหรือสั่งสอน เช่น บทความต่างๆที่ให้ข้อคิดสอนใจผู้อ่าน