23 ปัจจุบันนั้นมีความสำคัญกับผู้ศึกษา เนื่องจากตำราหรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลักภาษาเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งแบบเรียนที่สอนกันภายในโรงเรียน ต่างได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดทฤษฎีไวยากรณ์ ดั้งเดิมเป็นหลัก คำถามท้ายบท 1. ภาษามีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร จงอธิบาย 2. จงอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปของภาษา 3. องค์ประกอบที่สำคัญของภาษามีอะไรบ้าง พร้อมอธิบายลักษณะดังกล่าวประกอบให้ เข้าใจ 4.ภาษาแบ่งตามลักษณะการสื่อสารได้กี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย 5.กำเนิดของภาษาตามข้อสันนิษฐานของนักนิรุกติศาสตร์มีประเด็นใดบ้าง จงอธิบาย 6.ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากภาษาอื่นในลักษณะใดบ้าง จงอธิบายพร้อม ยกตัวอย่างประกอบ 7. จากคำกล่าวที่ว่า “ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิต” ท่านคิดว่าคำกล่าวข้างต้นมีลักษณะเป็นเช่นไร จง อภิปราย 8.หากภาษาประกอบด้วยเสียงและความหมาย ท่านเห็นว่าภาษามือเข้าข่ายเป็นภาษาได้ หรือไม่ แสดง ความคิดเห็นและยกตัวอย่างประกอบ 9.วากยสัมพันธ์คืออะไร เกี่ยวข้องกับภาษาไทยอย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ 10. จงอภิปรายความสำคัญของการศึกษาไวยากรณ์ดั้งเดิมกับการเรียนวิชาหลักภาษาไทย
24 เอกสารอ้างอิง กำชัย ทองหล่อ. (2554). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 53. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (1977). จันทรเพ็ญ ศิริพันธุ. (2551). การใชภาษาไทย. ชุมพร: สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตชุมพร. ปรีชา ทิชินพงศ์. (2522). ลักษณะภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ผะอบ โปษะกฤษณะ. (2538). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น (1977). พระยาอนุมานราชธน. (2515). นิรุกติศาสตร์. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์. . วิจินตน์ภาณุพงศ์. (2520). โครงสร้างของภาษาไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ ยุพาพรรณ หุ่นจำลอง และสรัญญา เศวตมาลย์. (2546). ทฤษฎีไวยากรณ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พระยาอุปกิตศิลปสาร. (2546). หลักภาษาไทย : อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
25 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 4-5 หัวข้อเรื่อง ระบบเสียง รายละเอียด ศึกษาความหมายของเสียง อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด เสียงในภาษาไทย ความสัมพันธ์ ของเสียงและพยางค์ความหมายของพยางค์องค์ประกอบของพยางค์ โครงสร้างของพยางค์ และ ประเภทของพยางค์ วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อจบบทเรียนนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ 1. สามารถบอกความหมายของเสียงได้อย่างถูกต้อง 2. สามารถอธิบายอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูดได้อย่างถูกต้อง 3. สามารถอธิบายเสียงในภาษาไทยแต่ละชนิดได้อย่างถูกต้อง 4. สามารถผันวรรณยุกต์ได้อย่างถูกต้อง 5. สามารถอธิบายความสำคัญของเสียงที่เกี่ยวข้องกับพยางค์และคำได้อย่างถูกต้อง 6. สามารถบอกความหมายของพยางค์ได้อย่างถูกต้อง 7. สามารถอธิบายองค์ประกอบของพยางค์ได้อย่างถูกต้อง 8. สามารถบอกความแตกต่างของพยางค์และคำได้อย่างถูกต้อง 9. สามารถอธิบายโครงสร้างของพยางค์ได้อย่างถูกต้อง 10. สามารถอธิบายประเภทของพยางค์ได้อย่างถูกต้อง จำนวนชั่วโมงที่สอน 6 ชั่วโมง กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนสุ่มสอบถามความหมายของเสียงคืออะไร เสียงในภาษาไทยมีกี่ชนิด เพื่อเปิด ประเด็นเนื้อหาประจำบทเรียน 2. ผู้สอนบรรยายเรื่องระบบเสียง ได้แก่ ความหมายของเสียง อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด เสียงในภาษาไทย ความหมายของพยางค์ ความสัมพันธ์ของเสียงและพยางค์ องค์ประกอบของ พยางค์ โครงสร้างของพยางค์ และประเภทของพยางค์
26 3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อภิปรายแสดงความคิดเห็น และสรุปองค์ความรู้ร่วมกันตามประเด็นที่ กำหนดไว้ 4. ผู้สอนสรุปประเด็นการเรียนการสอนประจำบท 5. ทำแบบฝึกหัดทบทวนความรู้ สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 2 ระบบเสียง 2. สื่อการสอนในรูปแบบ Power Point ประกอบการบรรยาย 3. ตัวอย่างภาพอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด 4. กิจกรรม 5. แบบฝึกหัด แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องาน ที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็น แบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน (มาตรฐาน หลัก) 2. ด้านความรู้ 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตาม มาตรฐาน (มาตรฐานหลัก) 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูล ที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง ในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทาง ทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (มาตรฐานหลัก)
27 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ (มาตรฐานหลัก) 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่ม ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอ ด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม (มาตรฐานหลัก) 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้างหลักสูตรรายวิชา การออกแบบ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียนและพื้นที่ (มาตรฐาน หลัก) วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1 สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียนและการแสดงออกในชั้นเรียน 1.2 ความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงเวลา 2. ด้านความรู้ 2.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 2.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 3. ด้านทักษะปัญญา 3.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 3.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล
28 3.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย 4.2 ประเมินจากทักษะการแสดงออกในภาวะผู้นำ ผู้ตาม จากสถานการณ์การเรียนการ สอนที่กำหนด 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1 ประเมินจากรูปแบบ วิธีการนำเสนอทั้งการพูด การเขียน ที่เหมาะสม 5.2 ประเมินจากความสามารถในการอธิบาย อภิปรายหรือการนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยี มาประกอบ 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 ประเมินจากการสอบวัดความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาโดยใช้กรณีศึกษา และการมีส่วนร่วมในการอภิปราย สัดส่วนของการประเมิน 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 2 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และ สามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ด้านความรู้ ร้อยละ 10 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐาน 3. ด้านทักษะทางปัญญา ร้อยละ 1.25 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึก สากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยี
29 ข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์โดยคำนึงถึง ความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นที่ศึกษา ค้นคว้าได้ 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.50 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่ม และระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ร้อยละ 0.50 และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและ สังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้ การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 0.50 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้าง หลักสูตรรายวิชา การออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอนสื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้น เรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียน และพื้นที่
30
31 บทที่ 2 ระบบเสียง ภาษาทุกภาษาใช้เสียงพูดเป็นสื่อ ในชีวิตประจำวันเราผลิตเสียงในภาษามากมายเพื่อสื่อสาร ระหว่างกัน เสียงพูดเกิดจากลมหายใจออกที่ผ่านเส้นเสียงขึ้นมา แล้วใช้อวัยวะในช่องปากดัดแปลงให้ เป็นเสียงต่างๆตามที่เลือกมาใช้ในระบบภาษาของตน มนุษย์มีอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงเหมือนกัน แต่ภาษาแตกต่างกันไป เป็นเพราะว่าอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงของมนุษย์นั้นทำให้เกิดเสียงได้ มากมาย สำหรับในภาษาไทยนั้น มีเสียงสำคัญ 3 เสียง ได้แก่ เสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียง วรรณยุกต์ เราจึงจำเป็นต้องตระหนักรู้เสียงที่สำคัญในภาษาไทยได้ อันนำไปสู่การนำเสียงต่างๆมา ประกอบเป็นพยางค์และคำตามระบบของภาษาไทยเพื่อใช้สื่อสารต่อไป โดยในการพูดใน ชีวิตประจำวัน พยางค์หรือคำที่เราพูดมานั้น เกิดมาจากเสียงที่เราเปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ โดย ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ ตัวอย่างเช่น พยางค์หรือคำว่า “มา” นั้น ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น /ม/ เสียงสระอา และเสียงวรรณยุกต์สามัญ การนำเอาเสียงทั้ง 3 ชนิดนี้มาประกอบกัน เรียกว่า การประสมเสียงในภาษา หรือการประสมอักษร โดยพยางค์หนึ่งๆ ต้องประกอบด้วยเสียงอย่างน้อย 3 เสียง และอย่างมากที่สุด 5 เสียง คือเพิ่มพยัญชนะตัวสะกด และ การันต์เสียงจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพยางค์ ดังนั้นเสียงและพยางค์จึงมีความสัมพันธ์กัน ใน แต่ละพยางค์จะขาดเสียงใดเสียงหนึ่งไม่ได้ โดยพยางค์ที่เปล่งออกมาพยางค์หนึ่งๆไม่จำเป็นต้องมี ความหมายเสมอไป พยางค์จะเป็นคำในภาษาถ้าพยางค์นั้นสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจกันและ ปรากฏอยู่ตามลำพังในภาษาได้ และพยางค์เป็นส่วนหนึ่งของคำถ้าพยางค์นั้นไม่สื่อความหมายและไม่ สามารถปรากฏตามลำพังได้ หรือพยางค์นั้นสื่อความหมายแต่ความหมายนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ความหมายของคำนั้นๆ ดังนั้นคำหนึ่งๆจึงมีจำนวนพยางค์ต่างๆกัน ในการที่จะศึกษาภาษาไทยให้ เข้าใจถ่องแท้นั้นต้องทำความเข้าใจเรื่องเสียงเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องพยางค์และคำต่อไป 1. ความหมายของเสียง กาญจนา นาคสกุล (2556: 18) ได้กล่าวถึง เสียงพูดของมนุษย์เกิดจากลม ซึ่งได้จากการ หายใจเข้าไปในปอดเพื่อการดำรงชีวิตอยู่แล้วปล่อยส่วนที่เหลือใช้ออกมา เป็นลมหายใจออกผ่าน หลอดลมและเส้นเสียงขึ้นมานั้นเอง เมื่อคนเราต้องการจะพูด สมองจะบังคับกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง และแผ่นกะบังลม ให้ดันลมขึ้นมาผ่านเส้นเสียงช้า ๆ เป็นช่วง ๆ ตามความต้องการในการเปล่งเสียง ลมหายใจออกเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงพูด
32 ราชบัณฑิตยสถาน (2556 :1263) ได้ให้ความหมายว่า สิ่งที่รับรู้ด้วยหู เช่น เสียงฟ้าร้อง เสียงเพลง เสียงพูด ดังนั้น เสียงในภาษา หมายถึง เสียงของมนุษย์ที่เปล่งออกมาเพื่อใช้สื่อความหมาย เพื่อถ่ายทอดความรู้ เรื่องราว ความต้องการ อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆให้ผู้ฟังเข้าใจ ความประสงค์ของ ผู้พูด เสียงในภาษาจึงต้องมีความหมายอันเป็นที่เข้าใจตรงกันระหว่างมนุษย์ที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน ชลธิชา บำรุงรักษ์และคณะ (2559: 35) ได้กล่าวว่า เสียงเป็นองค์ประกอบส่วนที่เล็กที่สุด ของภาษา จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า เสียง หมายถึง ภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ โดยเป็นส่วนที่เล็ก ที่สุดของภาษา ผู้ใช้ภาษาที่อยู่ในสังคมเดียวกันจะใช้เสียงเพื่อการสื่อสารความหมายเหมือนกัน แต่ผู้ใช้ ภาษาที่อยู่ในสังคมที่ต่างกันจะใช้เสียงเพื่อการสื่อความหมายที่ไม่เหมือนกัน 2. อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด อวัยวะส่วนที่มีหน้าที่ในการออกเสียงพูด เป็นอวัยวะชุดเดียวกับที่ใช้ในการกินอาการ กระบวนการออกเสียงพูดเริ่มตั้งแต่การที่ลมหายใจออกซึ่งถูกขับให้ผ่านเส้นเสียงขึ้นมาถูกดัดแปลงด้วย อวัยวะต่างๆในช่องปาก ทำให้เกิดเป็นเสียงตามที่มีในระบบของภาษา กาญจนา นาคสกุล (2556:22-27) ได้กล่าวถึงอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูดแบ่งเป็น 2 พวก คือ 2.1 อวัยวะที่เป็นส่วนกระทำอาการ อวัยวะที่เป็นส่วนกระทำอาการ (Articulators) หมายถึงอวัยวะส่วนที่เคลื่อนไหวเพื่อผลัก ลมไปยังตำแหน่งต่างๆ อวัยวะตัวกระทำการที่สำคัญ คือ ลิ้น ซึ่งเคลื่อนไหวได้มากที่สุด บางคนเรียก อวัยวะส่วนนี้ว่า “กรณ์” 2.2 อวัยวะที่เป็นตำแหน่งที่เกิดเสียงต่างๆ อวัยวะที่เป็นตำแหน่งที่เกิดเสียงต่างๆ (Point of Articulation) หมายถึง ตำแหน่ง หรือ ฐาน ที่เกิดของเสียงต่างๆ มีลักษณะที่เคลื่อนที่ไม่ได้ หรือเคลื่อนที่ได้ยากไม่อิสระเท่ากับอวัยวะที่เป็น กรณ์ เช่น ริมฝีปาก ฟัน เพดานส่วนต่างๆ เป็นต้น บางคนเรียกอวัยวะส่วนนี้ว่า “ฐาน”
33 ภาพที่ 2.1อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด ที่มา : www. trueplookpanya.com อวัยวะส่วนที่มีหน้าที่โดยตรงในการออกเสียงพูด มีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้ 1.ริมฝีปาก (Lips) เป็นอวัยวะส่วนที่เคลื่อนไหวได้มาก และทำให้เสียงแตกต่างกันได้มาก เรา อาจะบังคับ ริมฝีปากให้สนิท ให้เปิดเล็กน้อย ให้เปิดกว้างขึ้น ให้ยื่นออกมา ให้ห่อกลมหรือทำเป็นรูป รีก็ได้ ลักษณะต่างๆของริมฝีปากล้วนมีผลต่อการออกเสียง และการทำให้เสียงแตกต่างกันไปทั้งสิ้น เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้ริมฝีปากทั้งคู่เป็นฐานกรณ์ เราจะเรียกเสียงนั้นว่า bilabial sound 2.ฟัน (Teeth) เป็นอวัยวะที่เป็นฐานหรือตำแหน่งที่เกิดของเสียงหลายชนิด เช่น เมื่อฟันบน กดลงบนริมฝีปากล่าง ลมที่ผ่านออกมาโดยแรงจะลอดช่องที่พอจะผ่านได้ออกมา ทำให้เกิดเป็นเสียง ชนิดที่เรียกว่า เสียง เสียดแทรกที่เกิดที่ระหว่างฟันกับริมฝีปาก ถ้าฟันบนกดกับฟันล่าง ลมที่ผ่าน ออกมาโดยแรงจะทำให้ได้เสียงเสียดแทรกที่เกิดที่ฟัน เป็นต้น นอกจากนี้ปลายลิ้นจึงมักจะทำอาการ ต่างๆบริเวณฟันและหลังฟัน ทำให้เกิดเสียงที่เรียกว่า เสียงเกิดที่ฟัน (Dental Sound) 3.ปุ่มเหงือก (Alveolus) เป็นส่วนที่นูนออกมาตรงบริเวณหลังฟันด้านบน ถ้าเอาลิ้นแตะดูจะ รู้สึกว่ามีลักษณะเป็นคลื่น ลิ้นอาจจะแตะหรือวางอยู่ใกล้บริเวณปุ่มเหงือก ซึ่งทำให้เกิดเสียงปุ่มเหงือก (Alveolar sound) ปุ่มเหงือกนับเป็นตำแหน่งหรือฐานสำคัญในการออกเสียงพูดตำแหน่งหนึ่ง 4.เพดานแข็งหรือเพดานปาก (Palate) หมายถึงเฉพาะเพดานส่วนที่โค้งเป็นกระดูกแข็ง เพดานแข็งเป็นตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งในการอธิบายที่เกิดของเสียง 5.เพดานอ่อน (Velum) คือ ส่วนของเพดานที่อยู่ต่อเพดานแข็งเข้าไปข้างใน มีลักษณะเป็น กระดูกอ่อนที่ขยับขึ้นลงได้เล็กน้อย เวลาหายใจเพดานอ่อนและลิ้นไก่ซึ่งอยู่ปลายเพดานอ่อนจะลด
34 ระดับลงมาเปิดช่องให้ลมออกไปทางจมูก ฉะนั้นเวลาที่เราไม่พูด เพดานอ่อนและลิ้นไก่จะลดระดับ ลงมา เวลาพูดส่วนใหญ่เพดานอ่อนและลิ้นไก่จะถูกยกขึ้นไปจดกับผนังคอ ในเวลาออกเสียงนาสิก เท่านั้นที่เพดานอ่อนจะลดระดับลงมาเพื่อให้ลมออกไปทางจมูกได้ 6.ลิ้นไก่ (Uvula) เป็นก้อนเนื้อเล็กๆอยู่ต่อปลายเพดานอ่อนตรงกลางปาก สั่นรัวได้ 7.ช่องจมูก (Nasal Cavity) หมายถึงโพนงในช่องจมูก ซึ่งอยู่เหนือลิ้นไก่ขึ้นไปเป็นช่องที่ลม ซึ่งผ่านเส้นเสียงขึ้นมาจะผ่านออกไปทางจมูกได้เมื่อเวลาหายใจและเวลาออกเสียงนาสิก ในเวลาเปล่ง เสียงอื่นๆ ลิ้นไก่จะถูกยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อให้ลมออกมาทางช่องปาก 8.ลิ้น (Tongue) เป็นส่วนที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุด ในการออกเสียงพูด ส่วนที่เคลื่อนไหวของ ลิ้นแต่ละส่วนมีผลต่อการออกเสียง เราจึงแบ่งลิ้นออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันตามหน้าที่ที่มีในการออก เสียง คือ 8.1 ปลายลิ้น (Tip of the Tongue) หรือลิ้นส่วนปลายสุด หมายเอาส่วนปลายของ ลิ้น ซึ่งสามารถจะยกขึ้นไปแตะอวัยวะส่วนต่างๆในปากตอนบนได้โดยง่าย 8.2 หน้าลิ้น (Blade of the Tongue) หรือ ลิ้นส่วนหน้า หมายเอาลิ้นส่วนที่อยู่ตรง ข้ามกับเพดานแข็ง อย่างในขณะที่ไม่ได้พูด 8.3 หลังลิ้น (Back of the Tongue) หรือลิ้นส่วนหลัง หมายเอาส่วนของลิ้น ซึ่งถ้า วางลิ้นราบกับปากตามปกติจะอยู่ตรงข้ามกับเพดานอ่อน 9.แผ่นเนื้อปากหลอดลม (Epiglottis) หรือ ลิ้นปิดกล่องเสียง เป็นก้อนเนื้อเล็กๆคล้ายลิ้นไก่ อยู่ต่อโคนลิ้นลงไปในลำคอ มีหน้าที่ปิดเปิดช่องหลอดลมเพื่อป้องกันมิให้อาหารตกลงไปในหลอดลม ในเวลาที่กลืนอาหาร แผ่นเนื้อปากหลอดลมจะผิดลงให้อาหารผ่านไปลงหลอดอาหาร เมื่อพูดแผ่นเนื้อ นี้จะเปิดออก หากพูดในขณะจะกลืนอาหาร ลมที่ออกมาจะดันให้แผ่นกล้ามเนื้อนี้เปิดออก อาหารอาจ ตกลงไปในช่องหลอดลม ทำให้สำลักได้ 10.โพรงคอ (Pharynx) หมายถึง โพรงซึ่งอยู่ถัดจากปากลงไปจากช่องปากจนถึงเส้นเสียง หรือ สายเสียง 11.เส้นเสียง หรือสายเสียง (Vocal Cords) เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำให้เกิดเสียง เส้นเสียงมี ลักษณะที่ประกอบด้วยเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเป็นแผ่น 2 แผ่น เส้นเสียงทั้งสองวางขวางอยู่ตรงกลาง กล่องเสียง กล่องเสียง คือ ส่วนที่อยู่เหนือหลอดลมขึ้นมา ตรงที่เราเรียกว่า ลูกกระเดือก กล่องเสียง ประกอบด้วยกระดูกอ่อนหลายส่วนด้วยกัน ส่วนที่อยู่ด้านหน้า คือ กระดูกอ่อนไทรอยด์ (Thyroid Cartilage) ปลายด้านหนึ่งของ เส้นเสียงทั้งสองจะเชื่อมอยู่กับกระดูกอ่อนไทรอยด์นี้และอยู่ชิดกัน ปลายอีกด้านหนึ่งของเส้นเสียงทั้งสองจะเชื่อมอยู่กับกระดูกอ่อน อาริตินอยด์ (Arytenoid Cartilages) ซึ่งเป็นกระดูกอ่อนอีก 2 ชิ้น กระดูกอ่อนอาริตินอยด์กับปลายเส้นเสียงด้านที่แยกห่าง จากกันได้นี้จะอยู่ทางด้านหลัง กระดุกอ่อนอาริตินอยด์และกล้ามเนื้อในกล่องเสียง จะทำให้เส้นเสียง
35 ทังสองอยู่ชิดติดกันหรือห่างจากกันได้ เมื่อเส้นเสียงอยู่ห่างจากกันจะเกิดเป็นช่องสามเหลี่ยม ซึ่งเป็น ทางให้ลมผ่านเข้าไปถึงปอดหรือผ่านออกมาจากผอดได้ ช่องนี้เรียกว่า ช่องว่างระหว่างเส้นเสียง (glottis) ซึ่งโดยปกติเส้นเสียงของผู้ชายจะยาวกว่าของผู้หญิง 3. เสียงในภาษาไทย เสียงที่เป็นบ่อเกิดของถ้อยคำในภาษาไทยนั้น มีเสียงสำคัญ 3 เสียง ได้แก่ เสียงสระ เสียง พยัญชนะและเสียงวรรณยุกต์ ดังนี้ 3.1 เสียงสระ คือ เสียงที่ไม่ถูกดัดแปลงกระแสลมภายในช่องปาก ด้วยเหตุนี้ในบางตำราจึง เรียกเสียงประเภทนี้ว่า “เสียงแท้” ในเล่มหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร และในตำราหลักภาษาบางเล่มได้กล่าวว่า สระในภาษาไทยมี 32 เสียง โดยแบ่งเป็น เสียงสระแท้ 18 เสียง เสียงสระประสม 6 เสียง และเสียง สระเกิน 8 เสียง นักภาษาศาสตร์ กล่าวว่า เสียงสระในภาษาไทยมี 21 เสียง อีกทั้งทุกเสียงเป็นเสียงโฆษะ กล่าวคือ เป็นเสียงที่มีความก้อง เนื่องจากการสั่นสะเทือนของเส้นเสียง โดยเสียงสระในภาษาไทยแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เสียงสระเดี่ยว 18 เสียง และเสียงสระประสม 3 เสียง อีกทั้ง ราชบัณฑิตยสถานได้พิจารณาว่า สระในภาษาไทยมี 21 เสียง ได้แก่ สระเดี่ยว 18 เสียง สระประสม 3 เสียง ตามนักภาษาศาสตร์ที่ได้กล่าวไว้ 3.1.1 เสียงสระแท้ หรือสระเดี่ยว คือสระพื้นฐานเสียงเดียว ในภาษาไทยมีสระเดี่ยว 18 เสียง โดยแบ่งเป็นสระเสียงสั้น (รัสสระ) 9 เสียง และสระเสียงยาว (ฑีฆสระ) 9 เสียง ดังนี้ สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ฑีฆสระ) อะ อา อิ อี อึ อือ อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ ตารางที่ 2.1 แสดงสระเดี่ยวแบ่งเป็นสระเสียงสั้นและสระเสียงยาว
36 3.1.2 เสียงสระประสม คือ เสียงสระที่เกิดจากการประสมของเสียงสระเดี่ยวสองเสียง ดังนั้นในบางครั้งจึงเรียกเสียงสระประสมนี้ว่า “สระเลื่อน” เนื่องจากเรียกตามการออกเสียงที่ผู้ผู้พูด ต้องการออกเสียงสระเดี่ยวแรกก่อนที่จะออกเสียงสระเดี่ยวที่สองตามมา ในตำราหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร และหนังสือเรียนภาษาไทยหลายเล่ม ยังคง ยึดว่า เสียงสระประสมในภาษาไทยมี 6 เสียง โดยมีความแตกต่างระหว่างเสียงสั้นกับเสียงยาว เช่นเดียวกับเสียงสระเดี่ยว คือ สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ฑีฆสระ) เอียะ เกิดจากการประสมของ สระอิ + สระอะ เอีย เกิดจากการประสมของ สระอี+ สระอา เอือะ เกิดจากการประสมของ สระอึ + สระอะ เอือ เกิดจากการประสมของ สระอือ + สระอา อัวะ เกิดจากการประสมของ สระอุ + สระอะ อัว เกิดจากการประสมของ สระอู+ สระอา ตารางที่ 2.2 แสดงสระประสมแบ่งเป็นสระเสียงสั้นและสระเสียงยาว ทางด้านนักภาษาศาสตร์ กล่าวว่า เสียงสระประสมในภาษาไทย มี 3 เสียง คือ เอีย เอือ และอัว โดยไม่มีความแตกต่างระหว่างเสียงสั้นกับเสียงยาว โดยมีเหตุผล คือ กาญจนา นาคสกุล และคณะ (2554 : 28-29) กล่าวว่า สระประสมมี 3 หน่วยเสียง โดยได้ให้ เหตุผลว่า คำไทยที่ออกเสียงสระประสมเสียงสั้น ส่วนใหญ่เป็นคำเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น ผัวะ(เสียง อย่างเสียงไม้หักหรือเสียงตบ) เผียะ(เสียงตี) เปรี๊ยะ(เสียงที่เกิดจากสิ่งของที่แตกหรือขาด) เป็นต้น หรือเป็นคำยืมภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะคำยืมภาษาจีน เช่น เจี๊ยะ (กิน) ยัวะ (โกรธ) เกี๊ยะ (เกือก ไม้แบบจีน) เป็นต้น ไม่มีคำปกติในภาษาไทยแท้ๆเลย นอกจากนี้ คำที่มีสระประสมซึ่งปกติออกเสียงสั้น ถ้าออกเสียงเป็นเสียงยาวก็ไม่ทำให้ ความหมายต่างออกไป และคำที่มีเสียงสระประสมซึ่งปกติออกเสียงยาว ถ้าออกเสียงเป็นเสียงสั้น ก็ไม่ ทำให้ความหมายต่างกันไปเช่นกัน คำที่มีสระประสมอาจออกเสียงสั้นยาวได้ เนื่องจากเป็นลักษณะ ของการเน้นลงน้ำหนักเสียง (Stress) ที่ต่างกัน หรือปรากฏในตำแหน่งที่ต่างกัน เช่น ลวกๆ รวบๆ โดยพยางค์หน้าจะออกเสียงสั้นกว่าพยางค์หลัง ซึ่งเหตุที่ออกเสียงสั้นก็เป็นเพราะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้ ลงน้ำหนัก จึงเกิดการปรับเสียงไปตามจังหวะที่ไม่ได้ลงน้ำหนักนั้น เสียงสระประสมสั้นกับเสียงสระ ประสมยาวที่เป็นเสียงเดียวกันจึงนับว่าเป็นหน่วยเดียวกัน 3.1.3 สระเกิน ได้แก่ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระแท้ และมีเสียงพยัญชนะประสมหรือสะกดอยู่ ด้วย ทั้งนี้ ในตำราหลักภาษาไทยดั้งเดิม และหนังสือเรียนภาษาไทยหลายเล่มยังคงจัดให้เสียงบาง เสียงเป็นเสียงสระ โดยเรียกว่าสระเกิน ซึ่งมีอยู่ 8 เสียง ดังนี้
37 สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ฑีฆสระ) อำ = อะ + ม ไอ = อะ + ย ใอ = อะ + ย เอา = อะ + ว ฤ = อึ+ เสียงพยัญชนะต้น ร ฤๅ = อือ + เสียงพยัญชนะต้น ร ฦ = อึ+ เสียงพยัญชนะต้น ล ฦๅ = อือ + เสียงพยัญชนะต้น ล ตารางที่ 2.3 แสดงสระเกินแบ่งเป็นสระเสียงสั้นและสระเสียงยาว ส่วนนักภาษาศาสตร์ไม่จัดเสียงเหล่านี้ว่าเป็นเสียงสระในภาษาไทย ด้วยเหตุผลที่ว่า เสียง ดังกล่าวมีความซ้ำซ้อนกับเสียงสระเดี่ยวที่มีอยู่ รวมทั้งเสียงบางเสียงมีเสียงพยัญชนะประสมอยู่ด้วย รูปสระในภาษาไทย รูปสระเป็นเครื่องหมายที่เขียนขึ้นแทนเสียงสระ โดยใช้เขียนโดด ๆ หรือใช้เขียนประสมกับ รูปสระอื่น เพื่อให้เกิดสระใหม่ ในเล่มหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร และในตำราหลักภาษา บางเล่มได้กล่าวว่า มี 21 รูป ดังนี้ สระลดรูป-สระเปลี่ยนรูป ตารางที่ 2.4 แสดงรูปสระในภาษาไทย สระในภาษาไทย เมื่อนำไปประสมกับพยัญชนะเพื่อให้เกิดพยางค์หรือคำ จะมีวิธีใช้ 3 แบบ คือ ชื่อเรียก รูปสระ ชื่อเรียก รูปสระ 1.วิสรรชนีย์ 2.ไม้หันอากาศหรือไม้ผัด 3.ไม้ไต่คู้ 4.ลากข้าง 5.พินทุอิ, พินทุ์อิ 6.ฝนทองหรือฟันหนู 7.นฤคหิตหรือหยาดน้ำค้าง 8.ฟันหนู 9.ตีนเหยียด 10.ตีนคู้ ะ ั ็ า ิ ่ ํ " ุ ู 11.ไม้หน้า 12.ไม้ม้วน 13.ไม้มลาย 14.ไม้โอ 15.ตัวออ 16.ตัวยอ 17.ตัววอ 18.ตัวรึ 19.ตัวรือ 20.ตัวลึ 21.ตัวลือ เ ใ ไ โ อ ย ว ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ
38 1.นำสระไปใช้ทันที เช่น จะ พา ไป เที่ยว เงาะ 2.เปลี่ยนรูปเมื่อมีตัวสะกด ได้แก่ ะ เปลี่ยนรูปเป็น ั เช่น กลับ ทัน พัก เ-ะ เปลี่ยนรูปเป็น ็ เช่น เย็บ เป็น เข็ม เ-อ เปลี่ยนรูปเป็น เ ิ เช่น เดิน เลิก เติม 3.ลดรูปเมื่อมีตัวสะกด ได้แก่ โ-ะ เช่น รถ บด ชน คน ออ เช่น พร จร อาวรณ์ อนุสรณ์ การเขียนรูปสระ การเขียนรูปสระในภาษาไทย มีดังนี้ 1. เขียนหน้าพยัญชนะ เช่น เป๋ แก โอ๋ ใช่ ไหม 2. เขียนหลังพยัญชนะ เช่น จะ มา ขอ กวน หน่อย 3. เขียนเหนือพยัญชนะ เช่น วิธี ฝึก ปรือ ครับ ก็ 4. เขียนใต้พยัญชนะ เช่น คุณ หนู 5. เขียนหน้าและหลังพยัญชนะ เช่น เละ และ โป๊ะ เรา เกาะ เธอ เลอะ 6. เขียนเหนือและหลังพยัญชนะ เช่น จำ ตัว ผัวะ 7. เขียนหน้าและเหนือพยัญชนะ เช่น เห็น เกิด เทิด 8. เขียนหน้า เหนือ และหลังพยัญชนะ เช่น เสีย เกี๊ยะ เรือ 3.2 เสียงพยัญชนะ คือ เสียงที่ถูกดัดแปลงกระแสลมภายในช่องปากให้ออกเป็นเสียงต่างๆ ด้วย เหตุนี้ในบางตำราจึงเรียกเสียงประเภทนี้ว่า “เสียงแปร” โดยในภาษาไทยมีเสียงพยัญขนะ 21 เสียง และมี 44 รูป ดังนี้ ลำดับ เสียงพยัญชนะ 21 เสียง รูปพยัญชนะ 44 รูป 1 /ก/ ก 2 /ค/ ข ฃ ค ฅ ฆ 3 /ง/ ง 4 /จ/ จ 5 /ช/ ช ฌ ฉ 6 /ซ/ ซ ศ ษ ส 7 /ด/ ด ฎ
39 ลำดับ เสียงพยัญชนะ 21 เสียง รูปพยัญชนะ 44 รูป 8 /ต/ ต ฏ 9 /ท/ ท ธ ฑ ฒ ถ ฐ 10 /น/ น ณ 11 /บ/ บ 12 /ป/ ป 13 /พ/ พ ภ ผ 14 /ฟ/ ฟ ฝ 15 /ม/ ม 16 /ย/ ย ญ 17 /ร/ ร 18 /ล/ ล ฬ 19 /ว/ ว 20 /อ/ อ 21 /ฮ/ ฮ ห ตารางที่ 2.5 แสดงเสียงพยัญชนะในภาษาไทย ทั้งนี้ เป็นข้อสังเกตว่า ในหนังสือหลักภาษา ของพระยาอุปกิตศิลปสารนั้น กล่าวไว้ว่า พยัญชนะ ไทยทั้ง 44 รูป ถ้าไม่นับเสียงสูงต่ำแล้ว ก็มีเสียงที่ใช้อยู่เพียง 20 เสียง โดยตัว “อ” นี้ตั้งไว้สำหรับเป็น ทุ่นเพื่อให้สระเกาะเท่านั้น เพราะสระลอยแต่ลำพังไม่ได้ ถ้าจะเขียนคำที่ออกเสียงสระอย่างเดียวก็ ต้องเอาตัว “อ” แทนที่เข้าไว้ เช่น อะไร อาลัย ไอน้ำ จะเขียนเป็น ะ า ไ ดังนี้ไม่ได้ เสียงพยัญชนะในภาษาไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยตามตำแหน่งที่ปรากฏ ดังนี้ 3.2.1 เสียงพยัญชนะต้น คือเสียงพยัญชนะที่ปรากฏในตำแหน่งต้นพยางค์ เช่น คำว่า มา มี เสียงพยัญชนะต้น คือ /ม/ เป็นต้น เสียงพยัญชนะต้นในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.2.1.1 เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว คือเสียงพยัญชนะเสียงใดเสียงหนึ่งเพียงเสียงเดียวที่ ปรากฏในตำแหน่งต้นพยางค์ หรือต้นคำ เช่น คำว่า รอ มีเสียง /ร/ เป็นเสียงพยัญชนะต้น เสียง พยัญชนะในภาษาไทยทุกเสียงสามารถปรากฏในตำแหน่งเสียงพยัญชนะต้นเดี่ยวได้ทุกเสียง เสียง พยัญชะต้นเดี่ยวมี 21 เสียง ดังนี้ ลำดับ เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว ตัวอย่าง 1 /ก/ กุ้ง 2 /ค/ ขา ค้า ฆ่า 3 /ง/ งาน
40 ลำดับ เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว ตัวอย่าง 4 /จ/ จ่าย 5 /ช/ ช้าง เฌอ ฉัน 6 /ซ/ ซ้าย ศีล ฤษี สวย 7 /ด/ ด้าย ฎีกา 8 /ต/ ตอบ กุฏิ 9 /ท/ ท่า ธง มณฑา เฒ่า ถุง ฐาน 10 /น/ นอน เณร 11 /บ/ บ้าน 12 /ป/ ป่า 13 /พ/ พ่วง ภูมิ ผ้า 14 /ฟ/ ฟ้า ฝา 15 /ม/ ม้า มด 16 /ย/ ย้าย ญาณ 17 /ร/ ร่าง รุ้ง 18 /ล/ ล้าง กีฬา 19 /ว/ วัง ว่าง 20 /อ/ อัด อาย 21 /ฮ/ หู โฮ ตารางที่ 2.6 แสดงเสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว และตัวอย่างประกอบแสดงคำที่ปรากฏเสียงพยัญชนะต้น เดี่ยวแต่ละเสียง 3.2.1.2 เสียงพยัญชนะต้นควบ คือเสียงพยัญชนะสองเสียงที่ปรากฏในตำแหน่งต้นพยางค์ หรือ ต้นคำ พร้อมทั้งออกเสียงพยัญชนะต้นนั้นพร้อมกัน เช่น คำว่า กวาด มีเสียง /กว/ เป็น เสียงพยัญชนะต้นควบ ในภาษาไทยมีเสียงพยัญชนะต้นควบ 11 เสียง ดังนี้ ลำดับ เสียงพยัญชนะต้นควบ ตัวอย่าง 1 กร /kr/ กราบ กรอบ เกรียว กรับ กรวย 2 กล /kl/ กล้วย กลับ กล้า แกล้ง กล่อง 3 กว /kw/ กวาด แกว่ง เกวียน ไกว กว้าง 4 ขร คร /khr/ ขรัว ขรึม ครก ครูครั้ง
41 ลำดับ เสียงพยัญชนะต้นควบ ตัวอย่าง 5 ขล คล /khl/ ขลาด เขลา คลาน คล้าย คลอง 6 ขว คว /khw/ ขวาง ความ ควาย ควัน เคว้ง 7 พร /phr/ พร้อม พรม พราน พริก พร้อม 8 พล ผล /phl/ พลอย พลุ เพลง ผลิ ผลัด 9 ปร /pr/ ปรับ ปราบ ปราม ปรุง ปริ 10 ปล /pl/ ปลาย ปลอม ปลูก ปลอบ แปลง 11 ตร /tr/ ตรวจ ตรัส ตรง ตรัง ตรอง ตารางที่ 2.7 แสดงเสียงพยัญชนะต้นควบ และตัวอย่างประกอบแสดงคำที่ปรากฏเสียง พยัญชนะต้นควบแต่ละเสียง ข้อสังเกต 1.พยัญชนะต้นควบในภาษาไทยมีข้อจำกัดคือ เสียงแรกจะต้องเป็นเสียงใดเสียงหนึ่งใน 5 เสียงต่อไปนี้ คือ /ก/ /ค/ /ป/ /พ/ /ต/ และจะปรากฏร่วมกับเสียงที่สอง ซึ่งอาจเป็นเสียงใดเสียงหนึ่ง ใน 3 เสียงต่อไปนี้ คือ เสียง /ร/ /ล/ และ /ว/ 2. เสียงควบกล้ำในภาษาไทยจะปรากฏเฉพาะต้นพยางค์ จะไม่ปรากฏในตำแหน่งท้ายพยางค์ 3. พยัญชนะ 2 ตัวเรียงกัน พยัญชนะตัวที่สองเป็น ร ล ว ตัวใดตัวหนึ่ง เวลาออกเสียงจะออก เสียงพยัญชนะทั้งสองพร้อมกัน เรียกว่า อักษรควบแท้ถ้าหากออกเสียงพยัญชนะตัวแรกเพียงตัว เดียว หรือ ทร ออกเสียงเป็น /ซ/ เรียกว่า อักษรควบไม่แท้ 4. ปัจจุบัน มีคำยืมจากภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ในภาษาไทยหลายคำ ทำให้มีการออก เสียงพยัญชนะควบกล้ำเพิ่มขึ้นอีกหลายคู่ ดังนี้ ภาษาสันสกฤต รับ ทร เป็นพยัญชนะควบกล้ำ เป็นอักษรควบแท้ เช่น จันทรา อินทรวิเชียร ฉันท์นิทรา อินทรา เป็นต้น ภาษาอังกฤษ มีดังนี้ บร /br/ เช่น เสียงพยัญชนะต้นในคำว่า บรอนซ์ บรีส เบรก บราเซีย โบรกเกอร์ บล /bl/ เช่น เสียงพยัญชนะต้นในคำว่า เบลเซอร์ เบลอ บล็อก ดร /dr/ เช่น เสียงพยัญชนะต้นในคำว่า ดราฟท์ เดรส ดร็อป ทร /thr/ เช่น เสียงพยัญชนะต้นในคำว่า ทรัมเป็ด แทรกเตอร์ ฟร /fr/ เช่น เสียงพยัญชนะต้นในคำว่า ฟรี ฟรุสโทส ฟล /fl/ เช่น เสียงพยัญชนะต้นในคำว่า ฟลุก แฟลต ฟลูออรีน เป็นต้น
42 3.2.2 เสียงพยัญชนะท้าย คือเสียงพยัญชนะที่ปรากฏในตำแหน่งท้ายพยางค์ หรือท้ายคำ ใน ตำราหลักภาษาไทยเรียกเสียงพยัญชนะท้ายเหล่านี้ว่า “มาตราตัวสะกด” ซึ่งมี 8 มาตรา หรือ 8 เสียง คือ แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กง แม่กน แม่กม แม่เกย และแม่เกอว ดังนี้ ลำดับ เสียงพยัญชนะท้าย ตัวอย่าง 1 ก /k/ จาก เมฆ โชค เลข 2 ต /t/ นิจ คช ก๊าซ ยศ พิษ รส กฎ ชัฏ รัฐ ครุฑ พุฒ คิด เขต รถ บาท พุธ 3 ป /p/ คาบ รูป ภพ กราฟ โลภ 4 ง /ŋ/ วาง 5 น /n/ บุญ ญาณ กิน พร ยล กาฬ 6 ม /m/ ลม 7 ย /y/ กาย 8 ว /w/ เคียว ตารางที่ 2.8 แสดงเสียงพยัญชนะท้าย และตัวอย่างประกอบแสดงคำที่ปรากฏเสียง พยัญชนะท้ายแต่ละเสียง จากตารางข้างต้น เสียงบางเสียงอาจมีรูปพยัญชนะที่แทนเสียงพยัญชนะได้มากกว่า 1 รูป เช่น เสียง /ก/ มีรูปพยัญชนะที่แทนเสียงพยัญชนะ /ก/ เช่นคำว่า เมฆ เลข โชค เป็นต้น ข้อสังเกต 1. ปัจจุบันมีคำยืมจากภาษาอังกฤษหลายคำ ทำให้เกิดเสียงพยัญชนะท้ายเพิ่มขึ้นในภาษาไทย เช่น เสียงพยัญชนะท้าย ซ ฟ ล ในคำต่อไปนี้ ซ /s/ เช่น เสียงพยัญชนะท้ายในคำว่า แก๊ส ก๊าซ แจ๊ส ฟ /f/ เช่น เสียงพยัญชนะท้ายในคำว่า กอล์ฟ ปรู๊ฟ ออฟฟิศ ล /l / เช่น เสียงพยัญชนะท้ายในคำว่า บิล เจล คูล 3.3 เสียงวรรณยุกต์ คือ ระดับเสียงสูงต่ำ มีลักษณะเหมือนเสียงดนตรี โดยระดับเสียงสูงต่ำทำให้ ความหมายของคำต่างกันได้ เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยมีทั้งหมด 5 เสียง 4 รูป ดังนี้
43 ลำดับ เสียงวรรณยุกต์ รูปวรรณยุกต์ ตัวอย่าง 1 เสียงสามัญ (ไม่มีรูป) กิน ตา งง 2 เสียงเอก ่ (ไม้เอก) ข่าว ปาก ศัพท์ 3 เสียงโท ้ (ไม้โท) จ้อง นั่ง ใกล้ 4 เสียงตรี ๊ (ไม้ตรี) งิ้ว รัก แม้ 5 เสียงจัตวา ๋ (ไม้จัตวา) ฉัน หนัง เก๋ ตารางที่ 2.9 แสดงเสียงวรรณยุกต์ และตัวอย่างประกอบแสดงคำ ที่ปรากฏเสียงวรรณยุกต์แต่ละเสียง 3.3.1 ลักษณะของเสียงวรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยเป็นเสียงที่มีระดับสูงต่ำเหมือนเสียงดนตรีโดยเสียงทั้ง 5 เสียงนี้ถ้า แบ่งระดับเสียงจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะของเสียง คือ 3.3.1.1 เสียงคงระดับ ได้แก่ ก. เสียงวรรณยุกต์สามัญ คือ เสียงวรรณยุกต์ระดับกลาง เช่น ลาย เรือ กิน งาม ทอง เป็นต้น ข. เสียงวรรณยุกต์เอก คือ เสียงวรรณยุกต์ระดับต่ำ เช่น ขวด เด็ก สืบ ไต่ ผ่าน เป็นต้น ค. เสียงวรรณยุกต์ตรี คือ เสียงวรรณยุกต์เปลี่ยนระดับสูง เช่น พบ น้อง รู้ เค้ก น้ำ เป็นต้น 3.3.1.2 เสียงเปลี่ยนระดับ ได้แก่ ก. เสียงวรรณยุกต์โท คือ เสียงวรรณยุกต์เปลี่ยนระดับจากสูงลงมาต่ำ เช่น ป้า ฝ้า พ่อ มาก เสื้อ เป็นต้น ข. เสียงวรรณยุกต์จัตวา คือ เสียงวรรณยุกต์เปลี่ยนระดับต่ำขึ้นไปสูง เช่น ฝัน ผี หลา ขา แถม เป็นต้น 3.3.1.3 หน้าที่ของเสียงวรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์ทำให้คำมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น เสือ เสื่อ เสื้อ เสือ หมายถึง น.ชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รูปร่างลักษณะคล้ายแมวแต่ตัวโตกว่ามาก เป็น สัตว์กินเนื้อ นิสัยค่อนข้างดุร้าย หากินเวลากลางคืน
44 เสื่อ หมายถึง น.เครื่องสานชนิดหนึ่งสำหรับปูนั่งและนอน เสื้อ หมายถึง น. เครื่องสวมกายท่อนบน ข้อสังเกต 1. คำที่มีเสียงวรรณยุกต์ต่างกัน ความหมายจะต่างกันด้วย เช่น ขา ข่า ข้า ผา ผ่า ผ้า เป็นต้น 2. คำทุกคำจะต้องมีเสียงวรรณยุกต์เสมอ แม้จะไม่มีวรรณยุกต์กำกับ เช่น คำว่า หมา ออก เสียงวรรณยุกต์จัตวา แต่ไม่ต้องใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ 3. ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ 4 รูป 5 เสียง คือ เสียงสามัญ เอก โท ตรี และจัตวา แต่รูปกับเสียง วรรณยุกต์ในภาษาไทยอาจออกเสียงไม่ตรงกันได้ เช่น พ่อ รูปเอก เสียงโท วิ่ง รูปเอก เสียงโท ฟ้า รูปโท เสียงตรี 4. ความหมายของพยางค์ มีนักวิชาการได้รวบรวมความหมายของพยางค์ไว้ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2545: 36) กล่าวว่า พยางค์ คือ กลุ่มเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ อาจมีความหมายหรือไม่มีก็ได้ พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 18) กล่าวว่า ถ้อยคำที่เราใช้พูดกันนั้น บางทีก็เปล่งเสียง ออกครั้งเดียว บางทีก็หลายครั้ง เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆนั้น ท่านเรียกว่า “พยางค์” คือ ส่วน ของคำพูด กำชัย ทองหล่อ (2554 : 89) กล่าวว่า พยางค์ คือ ส่วนหนึ่งของคำหรือหน่วยเสียงที่ ประกอบด้วยสระตัวเดียว จะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้ กาญจนา นาคสกุล (2556 : 165-166) กล่าวว่า พยางค์ หมายถึง หน่วยที่เล็กที่สุดในการพูด เพื่อสื่อความหมายของคนเรา เริงชัย ทองหล่อ (2556 : 139) กล่าวว่า พยางค์ คือ หน่วยเสียงที่ประกอบด้วยสระตัวเดียว คำคำเดียวจะมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ และจะมีความหมายทุกพยางค์หรือจะมีแต่พยางค์ ใดพยางค์หนึ่ง หรือไม่มีความหมายเลยก็ได้ พยางค์ที่มีความหมายเช่น เธอ เดิน ช้า พยางค์ที่มี ความหมายบางพยางค์ เช่น สมาธิ นาฬิกา พยางค์ที่ไม่มีความหมาย เช่น อรุณ วลี ผลิต จากคำอธิบายความหมายของพยางค์ดังกล่าว สรุปได้ว่า พยางค์ คือ เสียงที่เปล่งออกมา 1 ครั้ง จะมีความหมาย หรือไม่มีความหมายก็ได้ พยางค์เกิดจากการเปล่งเสียงพยัญชนะ เสียงสระ
45 และเสียงวรรณยุกต์ตามกันออกมาอย่างกระชั้นชิด จนฟังดูเหมือนกับเปล่งเสียงออกมาในครั้งเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า การประสมเสียงในภาษา เสียงที่เกิดจากการประสมเสียง จึงเรียกว่า “พยางค์” 5. ความสัมพันธ์ของเสียงและพยางค์ ในการพูดในชีวิตประจำวัน พยางค์หรือคำที่เราพูดมานั้น เกิดมาจากเสียงที่เราเปล่งออกมา ครั้งหนึ่งๆ โดยประกอบด้วยเสียงขั้นต่ำ 3 เสียง คือ พยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ ตัวอย่างเช่น “นา” เป็นพยางค์ ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น /น/ เสียงสระอา และเสียงวรรณยุกต์ สามัญ จากตัวอย่างข้างต้น เสียงและพยางค์จึงมีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากพยางค์เกิดจากการเปล่ง เสียงทั้ง 3 ชนิดนี้มาประกอบกัน เรียกว่า การประสมเสียงในภาษา หรือการประสมอักษร โดยพยางค์ หนึ่งๆต้องประกอบด้วยเสียงอย่างน้อย 3 เสียง เสียงจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพยางค์ ทั้งนี้ พยางค์อาจจะเป็นคำก็ได้ ถ้าพยางค์นั้นมีความหมาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ เรือ 1 พยางค์ 1 คำ ความหมาย ยานพาหนะที่ใช้สัญจรไปมาในน้ำ ปี 1 พยางค์ 1 คำ ความหมาย เวลา 12 เดือน ตามสุริยคติ ใจ 1 พยางค์ 1 คำ ความหมาย สิ่งที่ทำหน้าที่รู้ รู้สึก นึก และคิด 6. องค์ประกอบของพยางค์ ในหนังสือหลักภาษาไทยของ กำชัย ทองหล่อ (2554 : 89) กล่าวว่าพยางค์ในภาษาไทยมี องค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 3 ส่วน คือ 6.1 เสียงพยัญชนะต้น ได้แก่ เสียงพยัญชนะที่เปล่งออกมาก่อนเสียงอื่น พยัญชนะต้นอาจเป็น พยัญชนะต้นเดี่ยว หรือพยัญชนะต้นควบ เช่น ปาด กับ ปราด ตัวอักษรที่พิมพ์ตัวหนาเป็นพยัญชนะ ต้นเดี่ยวและต้นควบ ตามลำดับ 6.2 เสียงสระ ได้แก่ เสียงที่ออกตามเสียงพยัญชนะอย่างรวดเร็ว ทำให้พยัญชนะต้นออกเสียง ได้ชัดเจน เสียงสระอาจเป็นสระเดี่ยวเสียงสั้น สระเดี่ยวเสียงยาว หรือสระประสมเสียงใดเสียงหนึ่ง เสียงพยัญชนะต้น + เสียงสระ + เสียงวรรณยุกต์
46 6.3 เสียงวรรณยุกต์ ได้แก่ เสียงสูงต่ำที่เปล่งออกมาพร้อมๆกับเสียงสระ * นอกจากนี้พยางค์บางพยางค์อาจมีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นอีก 1 ส่วน คือ เสียงพยัญชนะสะกด หรือเสียงพยัญชนะท้ายพยางค์ ในภาษาไทยพยางค์จะมีส่วนประสมอย่างมาก 5 ส่วน คือ พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด และการันต์ จะน้อยกว่า 3 ส่วนหรือมากกว่า 5 ส่วนไม่ได้ และคำคำเดียวจะมีพยางค์เดียว หรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น กา คำเดียว 1 พยางค์ กาเหว่า คำเดียว 2 พยางค์ การะเวก คำเดียว 3 พยางค์ 7. โครงสร้างพยางค์ การแบ่งประเภทของพยางค์ตามแนวไวยากรณ์ดั้งเดิม ในหนังสือหลักภาษา ของพระยา อุปกิตศิลปสาร (2546 : 18-19) ได้กล่าวถึงแบบสร้างของพยางค์ว่าเกิดจากการประสมอักษรมี 3 แบบ สรุปได้ดังนี้ 7.1 การประสมอักษร 3 ส่วน ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจากการประสมของ พยัญชนะต้น+สระ+ วรรณยุกต์เช่น มี นา ห้า ไร่ เป็นต้น 7.2 การประสมอักษร 4 ส่วน มี 2 แบบ คือ 7.2.1 การประสมอักษร 4 ส่วนปกติ ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจากการประสมของ พยัญชนะต้น + สระ + พยัญชนะตัวสะกด + วรรณยุกต์เช่น มาด ร้าย พลาย งาม เป็นต้น ข้อสังเกต พยางค์ที่ประสมด้วยสระ อำ ไอ ใอ เอา เช่น ทำ ไม ใจ เบา เป็นต้น พยางค์เหล่านี้ถ้า กำหนดตามรูปสระแล้วจะเป็นวิธีประสมอักษร 3 ส่วน จัดไว้ในแม่ ก กา แต่ถ้าพิจารณาตามเสียง อักษรประสมแล้ว น่าจะอยู่ในวิธีประสม 4 ส่วนปกติ เพราะมีเสียงพยัญชนะ อำ (ม) ไอ ใอ (ย) และ เอา (ว) เป็นเสียงสะกด หรือมีเสียงพยัญชนะท้าย (อุปกิตศิลปสาร, พระยา. 2546 : 19) 7.2.2 การประสมอักษร 4 ส่วนพิเศษ ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจากการประสมของ พยัญชนะ ต้น+ สระ + วรรณยุกต์ + การันต์เช่น เล่ห์ สีห์ เบียร์ โพธิ์ เป็นต้น 7.3 การประสมอักษร 5 ส่วน ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจากการประสมของ พยัญชนะต้น +สระ + พยัญชนะตัวสะกด +วรรณยุกต์ + การันต์ เช่น ลักษณ์ ขันธ์ สังข์ จันทร์ เป็นต้น
47 ข้อสังเกต พยางค์ที่ประสมด้วยสระ อำ ไอ ใอ เอา เช่น ไมล์ เสาร์ เยาว์ เป็นต้น พยางค์เหล่านี้ถ้า กำหนดตามรูปสระแล้วจะเป็นวิธีประสมอักษร 4 ส่วนพิเศษ แต่ถ้าพิจารณาตามเสียงอักษรประสม แล้ว น่าจะอยู่ในวิธีประสม 5 ส่วน เพราะมีเสียงพยัญชนะ อำ (ม) ไอ ใอ (ย) และ เอา (ว) เป็นเสียง สะกด หรือมีเสียงพยัญชนะท้าย (อุปกิตศิลปสาร, พระยา. 2546 : 19) 8. ประเภทของพยางค์ การแบ่งประเภทของพยางค์ตามแนวไวยากรณ์ดั้งเดิม ในหนังสือหลักภาษา ของกำชัย ทอง หล่อ (2554 : 141) ได้แบ่งพยางค์ออกเป็น 2 ประเภท คือ 8.1 พยางค์ปิด คือ พยางค์ที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้ 4.1.1 พยางค์ที่มีตัวสะกดทุกพยางค์ เช่น ฉัน นั่ง รถ 4.1.2 พยางค์ที่ประสมกับสระ อำ ใอ ไอ เอา เช่น น้ำ ใส ใจ เรา 4.1.3 พยางค์ที่ประสมกับสระเสียงสั้นที่ลงเสียงหนัก เช่น เอะอะ เลอะเทอะ เกะกะ 8.2 พยางค์เปิด คือ พยางค์ที่ไม่มีเสียงพยัญชนะปิดท้าย เช่น พี่ ขา เป๋ สรุป ภาษาทุกภาษาใช้เสียงพูดเป็นสื่อ เสียงพูดเกิดจากลมหายใจออกที่ผ่านเส้นเสียงขึ้นมา แล้ว ใช้อวัยวะในช่องปากดัดแปลงให้เป็นเสียงต่างๆตามที่เลือกมาใช้ในระบบภาษาของตน มนุษย์มีอวัยวะ ที่ใช้ในการออกเสียงเหมือนกันแต่ภาษาแตกต่างกันไป เป็นเพราะว่าอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงของ มนุษย์นั้นทำให้เกิดเสียงได้มากมาย สำหรับในภาษาไทยนั้น มีเสียงสำคัญ 3 เสียง ได้แก่ เสียง พยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ เสียงพูดในภาษาไทยต้องประกอบด้วยเสียงทั้งสามนี้เสมอ เมื่อเกิดการเปล่งเสียงทั้ง 3 ชนิดนี้มาประกอบกัน เรียกว่า การประสมเสียงในภาษา หรือการประสม อักษร โดยพยางค์หนึ่งๆต้องประกอบด้วยเสียงอย่างน้อย 3 เสียง เสียงจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ของพยางค์ ดังนั้นเสียงและพยางค์จึงมีความสัมพันธ์กัน ในแต่ละพยางค์จะขาดเสียงใดเสียงหนึ่งไม่ได้ เช่น พยางค์หรือคำว่า “น้า” มีเสียง /น/ เป็นพยัญชนะต้น มีสระเสียงยาวคือสระอา และมีเสียง วรรณยุกต์ตรี ในภาษาไทยพยางค์หนึ่งๆประกอบด้วยเสียงอย่างน้อยที่สุด 3 เสียง คือ เสียงพยัญชนะ ต้น เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ และอย่างมากที่สุด 5 เสียง คือเพิ่มพยัญชนะตัวสะกด และการันต์ การแบ่งประเภทของพยางค์ เกิดจากการประสมอักษรมี 3 แบบ คือ ประสม 3 ส่วน ประสม 4 ส่วน วิธีนี้มี 2 รูปแบบ คือ ประสม 4 ส่วนปกติ กับประสม 4 ส่วนพิเศษ และประสม 5 ส่วน นอกจากนี้ พยางค์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ พยางค์ปิด และพยางค์เปิด พยางค์ที่เปล่งออกมาพยางค์หนึ่งๆไม่ จำเป็นต้องมีความหมายเสมอไป พยางค์จะเป็นคำในภาษาถ้าพยางค์นั้นสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจ
48 กันและปรากฏอยู่ตามลำพังในภาษาได้ และพยางค์เป็นส่วนหนึ่งของคำถ้าพยางค์นั้นไม่สื่อความหมาย และไม่สามารถปรากฏตามลำพังได้ หรือพยางค์นั้นสื่อความหมายแต่ความหมายนั้นไม่ได้มีส่วน เกี่ยวข้องกับความหมายของคำนั้นๆ ดังนั้นคำหนึ่งๆจึงมีจำนวนพยางค์ต่างๆกัน ในการที่จะศึกษา ภาษาไทยให้เข้าใจถ่องแท้นั้นต้องทำความเข้าใจเรื่องเสียงเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องพยางค์ และคำต่อไป
49 คำถามท้ายบท 1.อวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง ประกอบให้ชัดเจน 2.เสียงในภาษาไทยนั้น มีเสียงสำคัญทั้งหมดกี่เสียง อะไรบ้าง จงอธิบาย 3.เสียงสระ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น จงอธิบาย 4.เสียงพยัญชนะ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น จงอธิบาย 5.เสียงพยัญชนะในภาษาไทย แบ่งออกเป็นกี่ประเภทย่อยตามตำแหน่งที่ปรากฏ จงอธิบาย 6. ในหนังสือหลักภาษาของพระยาอุปกิตศิลปสาร กล่าวไว้ว่า พยัญชนะไทยทั้ง 44 รูป มี เสียงพยัญชนะที่ใช้อยู่เพียง 20 เสียง เป็นเพราะสาเหตุใด จงอภิปราย 7.ในตำราหลักภาษาไทยกล่าวว่าสระในภาษาไทยมีกี่เสียง และนักภาษาศาสตร์ไม่นับเสียง สระประเภทใดเป็นสระในภาษาไทย และเพราะเหตุใด จงอธิบาย และแสดงตัวอย่าง 8.เสียงวรรณยุกต์มีความสำคัญต่อการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันอย่างไร จงอธิบาย 9.เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยถ้าแบ่งตามระดับเสียง สามารถแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม และแต่ละ กลุ่มได้แก่เสียงวรรณยุกต์ใดบ้าง จงอธิบาย 10. คำต่อไปนี้ “ป้อน ข้าว เที่ยง นาง หิว” มีรูปและเสียงวรรณยุกต์ใด จงอธิบาย 11. พยางค์มีลักษณะที่เหมือนและต่างจากคำอย่างไร จงอธิบาย 12.ในพยางค์ที่มีการประสมอักษรแบบ 4 ส่วนปกติ และการประสมแบบ 4 ส่วนพิเศษ มี ลักษณะต่างกันอย่างไร จงอธิบาย 13.จงวิเคราะห์ว่าพยางค์ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ เป็นแบบสร้างของพยางค์ที่เกิดจากการประสม อักษรลักษณะใด 13.1 รถ 13.2 พักตร์ 13.3 เชียร์ 13.4 เสาร์ 13.5 เล่ห์ 14. พยางค์ปิด คืออะไร จงอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบ 3 ตัวอย่าง 15. พยางค์เปิด คืออะไร จงอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบ 3 ตัวอย่าง
50 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). หนังสืออุเทศภาษาไทย ชุด บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม 1 : ระบบ เสียงอักษรไทย การอ่านคำและการเขียนสะกดคำ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กาญจนา นาคสกุล. (2556). ระบบเสียงภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงาน วิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำชัย ทองหล่อ. (2554). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 53. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (1977). ชลธิชา บำรุงรักษ์และคณะ. (2559). ภาษาและภาษาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556).พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์. เริงชัย ทองหล่อ. (2556). หลักภาษาไทย ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง. พระยาอุปกิตศิลปสาร. (2546). หลักภาษาไทย : อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่12. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
53 แผนการสอนประจำสัปดาห์ที่ 7-10 หัวข้อเรื่อง ระบบคำ รายละเอียด ศึกษาคำมูล การสร้างคำในภาษาไทย ชนิดของคำไทย ความหมายของคำในภาษาไทย และคำและความหมายในภาษาไทย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เมื่อจบบทเรียนนี้แล้ว ผู้เรียนสามารถ 1. สามารถบอกความหมายและระบุชนิดของคำมูลได้อย่างถูกต้อง 2. สามารถอธิบายถึงความสำคัญของคำมูลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคำในภาษาไทยแต่ละ ประเภทได้อย่างถูกต้อง 3. สามารถให้ความหมายคำแต่ละประเภทที่เกิดจากการสร้างคำได้อย่างถูกต้อง 4. สามารถอธิบายวิธีการสร้างคำในภาษาไทยแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้อง 5. สามารถวิเคราะห์คำที่เกิดจากการสร้างคำแต่ละวิธีได้อย่างถูกต้อง 6. สามารถให้ความหมายและบอกหน้าที่ของคำแต่ละชนิดได้อย่างถูกต้อง 7. สามารถวิเคราะห์คำต่างๆในประโยคได้อย่างถูกต้อง 8. สามารถวิเคราะห์ชนิดของคำไทยได้อย่างถูกต้อง 9. สามารถใช้คำชนิดต่างๆได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตรงตามหน้าที่ 10. สามารถบอกความหมายคำได้อย่างถูกต้อง 11. สามารถอธิบายความหมายคำที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยได้อย่าง ถูกต้อง 12. สามารถวิเคราะห์คำที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยในประโยคได้อย่าง ถูกต้อง 13. สามารถอธิบายความหมายของคำในแง่มุมภาษาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง 14. สามารถเลือกใช้คำได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตรงตามบริบทในการสื่อสาร จำนวนชั่วโมงที่สอน 12 ชั่วโมง
54 กิจกรรมการเรียนการสอน 1. สำรวจความรู้พื้นฐานของผู้เรียนโดยการซักถาม เรื่อง ระบบคำ 2. ผู้สอนบรรยายเรื่อง ระบบคำ ได้แก่ คำมูล การสร้างคำในภาษาไทย ชนิดของคำไทย ความหมายของคำในภาษาไทย และคำและความหมายในภาษาไทย 3. สอบถามความรู้ความเข้าใจบทเรียน ด้วยการสุ่มสอบถามนักศึกษาแต่ละคนในชั้นเรียน 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อภิปรายแสดงความคิดเห็น และสรุปองค์ความรู้ร่วมกันตาม ประเด็นที่กำหนดไว้ 5. ผู้สอนสรุปประเด็นการเรียนการสอนประจำบท 6. ทำแบบฝึกหัดทบทวนความรู้ สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 3 ระบบคำ 2. สื่อการสอนในรูปแบบ Power Point ประกอบการบรรยาย 3. ภาพตัวอย่างการสร้างคำ 4. กิจกรรม 5. แบบฝึกหัด แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อ งาน ที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติ ตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน (มาตรฐานหลัก) 2. ด้านความรู้ 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ตามมาตรฐาน (มาตรฐานหลัก) 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจาก แหล่งข้อมูล
55 ที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการ เปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไป ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึง ความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ บรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (มาตรฐานหลัก) 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่มและระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ (มาตรฐานหลัก) 5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชนและสังคม และผู้เกี่ยวข้อง กลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถเลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการ นำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม (มาตรฐานหลัก) 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้างหลักสูตรรายวิชา การ ออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและ ประเมินผู้เรียน การบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและ นอกโรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกันของผู้เรียนและ พื้นที่ (มาตรฐานหลัก) วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.1 สังเกตพฤติกรรมการเข้าเรียนและการแสดงออกในชั้นเรียน 1.2 ความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงเวลา 2. ด้านความรู้ 2.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 2.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 2.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล
56 2.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 3. ด้านทักษะทางปัญญา 3.1 ประเมินจากการตอบคำถาม และเนื้อหาของการอภิปรายในชั้นเรียน 3.2 ประเมินจากการสังเกตการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน 3.3 ประเมินจากการนำเสนอรายงานหรือผลงานของผู้เรียน / การทำกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล 3.4 ประเมินจากคะแนนแบบฝึกหัด / และการสอบกลางภาค และสอบปลายภาค 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย 4.2 ประเมินจากทักษะการแสดงออกในภาวะผู้นำ ผู้ตาม จากสถานการณ์การเรียน การสอนที่กำหนด 5. ด้านทักษะในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ 5.1 ประเมินจากรูปแบบ วิธีการนำเสนอทั้งการพูด การเขียน ที่เหมาะสม 5.2 ประเมินจากความสามารถในการอธิบาย อภิปรายหรือการนำเสนอโดยใช้ เทคโนโลยีมาประกอบ 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ 6.1 ประเมินจากการสอบวัดความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาโดยใช้ กรณีศึกษาและการมีส่วนร่วมในการอภิปราย สัดส่วนของการประเมิน 1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 2 1.2 มีจิตอาสา จิตสาธารณะ อดทนอดกลั้น มีความเสียสละ รับผิดชอบและ ซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และสามารถ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ครอบครัว สังคมและประเทศชาติและเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน
57 2. ด้านความรู้ ร้อยละ 10 2.4 มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาไทย และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐาน 3. ด้านทักษะทางปัญญา ร้อยละ1.50 3.1 คิด ค้นหา วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และประเมินข้อมูล สื่อ สารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างรู้เท่าทัน เป็นพลเมืองตื่นรู้ มีสำนึกสากล สามารถเผชิญและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เทคโนโลยีข้ามแพลทฟอร์ม (Platform) และโลกอนาคต นำไปประยุกต์ใช้ใน การปฏิบัติงานและวินิจฉัยแก้ปัญหาและพัฒนางานได้อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความรู้หลักการทางทฤษฎีประสบการณ์ภาคปฏิบัติค่านิยม แนวคิด นโยบายและยุทธศาสตร์ชาติบรรทัดฐานทางสังคมและผลกระทบที่ อาจเกิดขึ้นที่ศึกษาค้นคว้าได้ 4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ร้อยละ 1.75 4.3 มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อตนเอง ต่อผู้เรียน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อส่วนรวม สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาตนเอง กลุ่ม และระหว่างกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ 5 ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร ร้อยละ 1 และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 สื่อสารกับผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคคลในชุมชน และสังคม และผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถ เลือกใช้การสื่อสารทางวาจา การเขียน หรือการนำเสนอด้วยรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะสม 6. ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 1 6.1 สามารถเลือกใช้ปรัชญาตามความเชื่อในการสร้าง หลักสูตรรายวิชา การออกแบบเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสาร การวัดและประเมินผู้เรียน การบริหาร จัดการชั้นเรียน การจัดการเรียนโดยใช้แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียนและนอก โรงเรียน แหล่งการเรียนรู้แบบเปิดได้อย่างเหมาะสมกับสภาพบริบทที่ต่างกัน ของผู้เรียนและพื้นที่
58
59 บทที่ 3 ระบบคำ ในหนังสือหลักภาษาไทยของพระอุปกิตศิลปสาร (2546) ในหัวข้อวจีวิภาค ซึ่งว่าด้วยเรื่อง ของถ้อยคำที่ใช้อยู่ในภาษาไทยนั้น ได้นำเรื่องของการสร้างคำและชนิดของคำไว้ในหัวข้อวจีวิภาค โดยในด้านการสร้างคำนั้น เนื่องด้วยภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด (Isolating Language ) ทำให้คำไทย แท้มีจำนวนจำกัด เพื่อให้ภาษามีความหลากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการสร้างคำขึ้นใช้ใน ภาษา เพื่อสื่อความรู้สึกนึกคิด และเรียกสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว อีกทั้งเมื่อสังคมเจริญขึ้น มีสิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี หรือแนวคิดใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การสร้างคำขึ้นมาใหม่นั้นก็เพื่อใช้เรียกสิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยีหรือแนวคิดใหม่ๆเหล่านั้น ส่วนในด้านชนิดของคำนั้น การศึกษาหลักภาษา ผู้เรียนต้อง เข้าใจชนิดของคำในภาษานั้น ทั้งนี้เนื่องจากคำที่จัดอยู่ในชนิดเดียวกันก็จะทำหน้าที่เดียวกัน และเมื่อ ทราบชนิดของคำแล้ว จะทำให้นำคำไปใช้ได้ถูกต้องตามหน้าที่นั้น นอกจากนี้ ในชีวิตประจำวัน มนุษย์ ที่อยู่ร่วมกันจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันเพื่อให้รู้ความต้องการและความรู้สึกนึกคิดของกันและกัน โดย ในการพูดหรือเขียนนั้น ผู้พูดหรือผู้เขียนจะมีการนำคำมาใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน โดยอาจสื่อสารแค่ เพียงคำๆเดียว หรือนำคำมาร้อยเรียงเข้ากลายเป็นประโยคหรือข้อความ ทั้งนี้ผู้ส่งสารต้องมีการ เลือกใช้คำที่สื่อความหมายตรงตามข้อความแวดล้อมหรือตามบริบทนั้นๆ อีกทั้งคำๆเดียวกันอาจมี ความหมายได้หลายอย่าง ดังนั้นผู้รับสารต้องพิจารณาว่าคำนั้นสื่อความหมายว่าอย่างไร เพื่อการ สื่อสารที่ถูกต้องและเกิดประสิทธิผล 1. คำมูล คำมูล คือ คำไทยแท้หรือคำที่มาจากภาษาอื่นก็ได้ มีความหมายชัดเจนในตัว เป็นคำที่ สามารถสื่อสารแล้วเข้าใจความหมายได้ทันที โดยไม่ต้องแปลความ ดังที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 60) กล่าวว่า “คำที่เราตั้งขึ้นเฉพาะคำๆเดียว จะเป็นคำที่มาจากภาษาไหนก็ดี หรือคำที่ตั้งขึ้นใหม่ใน ภาษาไทยเฉพาะคำหนึ่งๆก็ดี เรียกว่า คำมูล” การจะพิจารณาว่าคำใดเป็นคำมูลหรือไม่นั้น มีข้อสังเกต ดังนี้
60 1.1. เป็นคำพยางค์เดียว มีความหมายบริบูรณ์และชัดเจน เช่น ปลา นก เห็น สวย เสื้อ 1.2. เป็นคำหลายพยางค์ มีข้อสังเกตคือ เมื่อแยกพยางค์ออกไปแล้ว แต่ละพยางค์ จะไม่มีความหมาย เช่น ตะไคร้ สะอาด ภาษา วจี สาธารณะ หรือแต่ละพยางค์มีความหมาย แต่เมื่อรวมความหมายของพยางค์เหล่านั้นเข้าด้วยกันแล้วจะไม่เกี่ยวกับความหมายของแต่ ละพยางค์เดิมนั้นเลย เช่น นาที = ชื่อหน่วยเวลา 1 ใน 60 ของชั่วโมง นา = ที่ปลูกข้าว ที = ครั้ง คราว หน ท่าทาง โอกาส ชั้นเชิง สับปะรด = ไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ผลกินได้ มีรสเปรี้ยว สับ = เอาของมีคมฟันลงไปโดยแรงหรือซอยถี่ๆ ปะ = มาเจอกัน , ปิดทับ รด = เทหรือสาดน้ำลงไปเพื่อทำให้ชุ่ม ข้อสังเกต 1.แมวขาว คำนี้สามารถแยกศัพท์ได้ คือ แมว+ขาว ไม่ใช่คำมูล เป็น วลี 2.นกร้อง คำนี้สามารถแยกศัพท์ได้ คือ นก+ร้อง ไม่ใช่คำมูล มีภาคประธานและ ภาคแสดง จึงเป็น ประโยค 3.มะละกอ คำนี้ไม่สามารถแยกศัพท์เป็น มะ+ละ+กอ ดังนั้นคำนี้จึงเป็นคำมูล 2. การสร้างคำในภาษาไทย ในบทนี้จะกล่าวถึงวิธีการสร้างคำ 5 วิธี ได้แก่ การประสมคำ การซ้อนคำ การซ้ำคำ การ สมาส และการสนธิ โดยการแบ่งประเภทของการสร้างคำ มีรายละเอียดดังนี้
61 2.1 คำประสม คือ คำที่เกิดจากการนำคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปนำมาประสมรวมกันเข้ากัน เป็นคำใหม่ โดยที่มีความหมายใหม่ต่างไปจากคำมูลเดิม หรือมีความหมายคงเค้าคำมูลเดิมอยู่บ้าง โดย คำมูลที่มาประสมกันอาจเป็นคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ หรือคำบุพบท เช่น คำมูล คำมูล คำประสม คำนาม + คำนาม เช่น ขันหมาก น้ำปลา สวนสัตว์ ไข่ดาว แว่นตา คำนาม + คำกริยา เช่น มือถือ หมูย่าง บ้านพัก ไข่เจียว กล้วยทอด คำกริยา + คำนาม เช่น ตบตา ปิดปาก เทครัว แกงหมู พัดลม คำกริยา + คำกริยา เช่น ห่อหมก เลือกตั้ง พิมพ์ดีด กินเลี้ยง กันสาด คำนาม + บุพบท เช่น เมืองนอก สินบน ของกลาง คำนาม + คำวิเศษณ์ เช่น น้ำแข็ง ใจดี ใจเย็น น้ำหวาน แกงจืด คนกลาง หรือต้องเกิดจากคำมูลที่เป็นคำไทยกับภาษาใดก็ได้ เช่น คำมูล คำมูล คำประสม คำไทย+ คำไทย เช่น ดอกเบี้ย ตาตุ่ม ดวงเดือน มดแดง พ่อตา คำไทย+คำภาษาอื่น เช่น ราชวัง (ไทย-บาลี) ทุนทรัพย์ (ไทย-สันสกฤต) เสื้อเชิ้ต (ไทย-อังกฤษ) 2.1.1 วิธีสร้างคำประสม ตามไวยากรณ์ดั้งเดิม ตามแนวพระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 60 - 62) นั้น มีดังนี้ 2.1.1.1 นำคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาประสมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ เกิดคำที่มี ความหมายใหม่ แต่คงเค้าความหมายของคำมูลเดิมอยู่บ้าง เช่น ตู้เย็น มดแดง เตา รีด รถไฟ เป็นต้น 2.1.1.2 นำคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาประสมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ เกิดคำที่มี ความหมายใหม่ต่างไปจากคำมูลเดิม เช่น สมสู่ หายใจ เท้าไฟ ลงแดง เป็นต้น
62 2.1.1.3 ประสมคำมูลโดยมีคำมูลเฉพาะที่ประกอบอยู่ข้างหน้า โดยเป็นคำประสมที่ย่อ มาจากใจความมาก เช่น ชาว - เช่น ชาวนา ชาวเมือ ผู้- เช่น ผู้ดี ผู้ใด นัก - เช่น นักเลง นักปราชญ์ ช่าง - เช่น ช่างทอง ช่างหม้อ หมอ - เช่น หมอช้าง หมอความ การ - เช่น การบ้าน การนอน ความ - เช่น ความตาย ความจน เครื่อง - เช่น เครื่องใช้ เครื่องเขียน ข้อสังเกต 1.ในภาษาไทยมีคำประสมที่อ่านอย่างคำสมาสแต่ไม่ใช่คำสมาส เช่น กลเม็ด ทุน ทรัพย์ ผลไม้พลเมือง กรมวัง เป็นต้น ซึ่งผู้เรียนพึงระวังไว้เนื่องจากมีคำหนึ่งมาจากภาษา บาลีหรือสันสกฤต และมีอีกคำหนึ่งที่มาจากคำไทยหรือภาษาอื่น 2.คำประสมต้องมีความหมายใหม่ และอาจมีเค้าความหมายเดิมได้ แต่ไม่ใช่ ความหมายที่เกิดจากผลรวมของความหมายของคำที่มาประสม เช่น “ลูกน้ำ” คำว่า ลูกน้ำ จัดเป็นคำ ประสม เพราะเกิดความหมายใหม่ที่หมายถึงตัวอ่อนของยุงที่อาศัยอยู่ในน้ำ แต่ยังมีเค้าของ ความหมายเดิมทั้งของคำว่า “ลูก” ซึ่งก็คือตัวอ่อนของสิ่งมีชีวิต “น้ำ” ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ประเภทนี้ 3.คำประสมจะแทรกคำใดๆลงไปไม่ได้ เช่น “ลูกเสือ” หากคำว่าลูกเสือเป็นคำประสม จะมีความหมายว่า สมาชิกแห่งองค์การที่มีวัตถุประสงค์ในการฝึกหัดอบรมบ่มนิสัยเด็กชายให้เป็น พลเมืองดีตามจารีตประเพณี มีอุดมคติและความรับผิดชอบตัวเองและต่อผู้อื่น แต่หากเป็นวลี จะ หมายถึง ลูกหรือตัวอ่อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งที่กินเนื้อเป็นอาหาร โดยวลีสามารถแทรก
63 คำลงไปได้เป็น “ลูกของเสือ” ความหมายก็ยังคงเดิม แต่หากเป็นคำประสมจะไม่สามารถแทรกคำใดๆ ได้ เพราะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป 4.การสังเกตคำประสมต้องดูว่ามีความสัมพันธ์ทางวากยสัมพันธ์หรือไม่ เช่น ตี ปิงปองไม่ใช่คำประสม เพราะมีคำว่า ตี เป็นคำกริยา และ ปิงปอง เป็นกรรม 2.2 คำซ้ำ คือ คำมูลคำเดียวกันนำมากล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หรือเขียนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยในการ เขียนอาจใช้ไม้ยมก (ๆ) แทนคำที่ซ้ำในพยางค์ที่สองก็ได้ เช่น โครมๆ สวยๆ รวยๆ เป็นต้น โดยคำซ้ำ ในภาษาไทย คำมูลมีเพียง 5 ชนิดเท่านั้นที่สามารถนำมากล่าวซ้ำได้ ดังนี้ การซ้ำคำนาม เช่น พวกป้าจะคุยกัน หนูออกไปข้างนอกก่อน การซ้ำคำสรรพนาม เช่น เธอๆไปซื้อของที่ตลาดกับเราหน่อย การซ้ำคำกริยา เช่น ช่วงนี้เอาแต่นั่งๆนอนๆไม่ได้ทำอะไรเลย การซ้ำคำวิเศษณ์เช่น วันนี้ฉันเห็นเธอไม่สบายเลยทำข้าวต้มร้อนๆมาให้ การซ้ำคำบุพบท เช่น ช่วยหยิบหนังสือให้หน่อย เล่มบนๆน่ะ 2.2.1 วิธีสร้างคำซ้ำ ตามไวยากรณ์ดั้งเดิม ตามแนวพระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 61) นั้น มีดังนี้ 2.2.1.1 นำคำมูลมีรูปหรือเนื้อความซ้ำกันมารวมเป็นคำเดียว ผลลัพธ์ที่ได้คือ มี เนื้อความคล้ายคำมูลเดิมหรือบางทีก็เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย เช่น เร็วๆ ช้าๆ 2.2.2 ความหมายของคำซ้ำ การซ้ำคำยังทำให้เกิดความหมายต่างๆ แบ่งออกได้ ดังนี้ 2.2.2.1 ความหมายกลายเป็นพหูพจน์ คำซ้ำที่บอกพหูพจน์ คือ มีจำนวนที่ มากกว่าหนึ่งเท่านั้น เช่น เด็กๆ พี่ๆ ใครๆ เด็กๆอยู่ในห้องเรียน ใครๆก็มุ่งเรียนต่อในมหาวิทยาลัยกันทั้งนั้น
64 2.2.2.2 ความหมายแยกเป็นส่วนๆ มักจะมีคำว่า เป็น อยู่หน้า เช่น เป็นก้อนๆ เป็น ชั้นๆ เป็นแถวๆ เป็นวันๆ เธออ้วนมาก พุงของเธอเป็นชั้นๆแล้วนะ หัวหน้าจะจ่ายค่าแรงลูกน้องเป็นวันๆไป 2.2.2.3 เพิ่มน้ำหนักความหมาย โดยการเปลี่ยนพยางค์แรกของคำซ้ำให้กลายเป็น เสียงตรี เช่น ด๊ำดำ ดี๊ดี เปรี๊ยวเปรี้ยว ไว้ไว อร้อยอร่อย อากาศวันนี้ดี๊ดีลูกๆควรไปวิ่งออกกำลังกายที่สนามหน้าบ้าน ส้มลูกนี้เปรี๊ยวเปรี้ยว กินแล้วเข็ดฟัน 2.2.2.4 ลดน้ำหนักความหมาย คำซ้ำบางคำ เมื่อออกเสียงพยางค์แรกเป็นพยางค์ เบา ก็จะ ทำให้ความหมายของคำซ้ำนั้นลดลงหรือเบาบางลง เช่น แด็ง – แดง วันนี้มีคนที่ใส่เสื้อแด็ง – แดงมาหาคุณ 2.2.2.5 เน้นน้ำหนักความหมาย คำซ้ำบางคำ เมื่อซ้ำแล้วส่งผลให้ความหมายของคำ ที่ซ้ำหนักแน่นยิ่งขึ้น เช่น ช้าๆ บ่อยๆ เธอควรขับรถช้าๆหน่อยเพื่อความปลอดภัย ช่วงนี้โรคโควิค 19 กำลังระบาด ทุกคนควรล้างมือบ่อยๆ ข้อสังเกต 1. คำยืมภาษาต่างประเทศที่รูปเหมือนคำซ้ำ เช่น นานา หมายถึง ต่างๆ เป็นคำยืม ภาษาบาลี หรือคำยืมภาษาจีนที่ส่วนใหญ่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น อิ๋งอิ๋ง ชิงชิง เชาเชา เป็นต้น ไม่ถือว่าเป็น คำซ้ำ
65 2. คำที่ใช้ไม้ยมกต้องเป็นคำชนิดเดียวกัน หากเป็นคนละชนิดกัน จะไม่ใช้ไม้ยมก เขียนแทนคำหลัง เช่น นายดำๆนากับลูกชาย (ดำ - คำแรกเป็นคำนาม ดำ - คำที่สองเป็นคำกริยา เป็นคำคนละชนิดกัน) ต้องเป็น นายดำดำนากับลูกชาย จึงจะถูกต้อง 2.3 คำซ้อน หมายถึง คำที่เกิดจากการนำคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาเรียงต่อกันโดยแต่ละคำ นั้น มีความสัมพันธ์กันในด้านความหมาย อาจเป็นความหมายเหมือนกัน คล้ายกัน ทำนองเดียวกัน หรือตรงกันข้ามก็ได้ จุดประสงค์ของการซ้อนคำเพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจน เช่น บ้านเรือน เงิน ทอง ถ้วยชาม เพิ่มเติม ดูแล เป็นต้น โดยคำที่มาซ้อนกันในภาษาไทย มีรายละเอียดดังนี้ การนำภาษาไทยกลางมาซ้อนกัน เช่น กู้ยืม ฝนฟ้า ปากคอ เป็นต้น การนำคำภาษาอื่นมาซ้อน เช่น คำภาษาไทยกลางกับคำภาษาถิ่น ได้แก่ เสื่อสาด อ้วนพี เข็ด หลาบ เป็นต้น การนำคำภาษาต่างประเทศมาซ้อน เช่น เขียวขจี (คำไทย -คำเขมร) พักเบรก (คำไทย-คำ ภาษาอังกฤษ) สินทรัพย์ (คำไทย- คำสันสกฤต) เป็นต้น 2.3.1 วิธีสร้างคำซ้อน ตามไวยากรณ์ดั้งเดิม ตามแนวพระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 61) นั้น มีดังนี้ 2.3.1.1 นำคำมูลที่มีรูปไม่เหมือนกันแต่เนื้อความอย่างเดียวกันมารวมกัน โดยใน หนังสือหลักภาษาไทย ของพระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 61) นั้นกล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะมี ความหมายต่างออกไปมาก เช่น ถ้อยคำ ดูแล แต่ทั้งนี้ในหนังสือหลักภาษาของกำชัย ทองหล่อ (2554 : 195) กล่าวว่า ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง คือมีความหมายเท่ากับคำเดิมที่ยังมิได้ประสมกัน เช่น ถ้อยคำ แค้นเคือง เสื่อสาด ดังนั้นเมื่อนำแนวคิดของทั้งสองท่านเกี่ยวกับวิธีสร้างคำซ้อนมาพิจารณา จึงกล่าวได้ว่า สามารถจำแนกลักษณะของความหมายของคำที่นำมาซ้อนในภาษาไทยได้ 2 ลักษณะใหญ่ คือ คำซ้อนเพื่อความหมาย แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ ความหมายเหมือนกัน คือ การนำคำที่มีความหมายอย่างเดียวกันมาซ้อน กัน เช่น กักขัง ใหญ่โต กู้ยืม สูญหาย จิตใจ เสื่อสาด เร็วไว ขัดแย้ง เป็นต้น
66 ความหมายคล้ายกัน คือ การนำคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันหรืออยู่ใน กลุ่มความหมายเดียวกันมาซ้อนกัน เช่น เนื้อตัว ลูกหลาน เสื้อผ้า ใจคอ ถ้วยชาม เป็นต้น ความหมายตรงกันข้าม คือ การนำคำที่มีความหมายไม่เหมือนกันในเชิงตรง ข้ามกันมาซ้อนกัน เช่น ถูกผิด ชั่วดี เท็จจริง แพ้ชนะ ใกล้ไกล หนักเบา ยากดีมีจน บาปบุญคุณโทษ ตื้นลึกหนาบาง เป็นต้น คำซ้อนเพื่อเสียง ในบางตำราโดยเฉพาะในไวยากรณ์ดั้งเดิม มักจัดให้คำมีเสียงพยัญชนะต้นเสียง เดียวกัน และเสียงพยัญชนะท้ายอาจเป็นเสียงเดียวกันหรือไม่ก็ได้ แต่มีเสียงสระต่างกัน ให้เป็นคำซ้อน ประเภทหนึ่ง หรือที่เรียกว่าคำซ้อนเสียง เช่น กุกกัก จุกจิก โอนเอน เปะปะ ขลุกขลัก ตึงตัง เป็นต้น ประโยชน์ของคำซ้อนเพื่อเสียง บรรจบ พันธุเมธา (2545: 76) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของคำซ้อนเพื่อเสียง ไว้ดังนี้ 1. ทำให้ได้คำใหม่ที่สร้างได้ง่ายกว่าคำซ้อนเพื่อความหมาย เพราะในการสร้างคำไม่ ต้องคำนึงถึงความหมายของคำเดี่ยวแต่ละคำ เพียงแต่ให้ได้คำที่มีเสียงพอเข้าลักษณะการซ้อนเพื่อ เสียงเท่านั้น 2. ได้คำที่มีเสียงกระทบกระทั่งกัน เหมาะที่จะใช้ในการพรรณนาลักษณะให้ได้ ใกล้เคียงความจริง 3. ได้คำที่มีทั้งเสียงและความหมายใหม่ โดยอาศัยเค้าความหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว 2.4 การสมาสและการสนธิ การสมาสและการสนธิ เป็นวิธีการสร้างคำเช่นเดียวกับการสร้างคำประสม หากแต่เป็นการ สร้างคำตามระบบระเบียบไวยากรณ์ของภาษาบาลีและสันสกฤต 2.4.1 การสมาส หมายถึง การนำคำมูลที่เป็นคำยืมภาษาบาลีหรือสันสกฤตมาต่อกัน เกิด เป็นคำใหม่ มีความหมายใหม่ เรียกว่า “คำสมาส” เช่น ราชการ สุนทรพจน์ วาตภัย วีรบุรุษ พุทธ ประวัติ เป็นต้น
67 2.4.1.1 วิธีการสร้างคำสมาส คำสมาสเกิดจากการนำคำยืมภาษาบาลีหรือสันสกฤตมา ต่อกัน ดังนี้ 2.4.1.1.1 คำยืมภาษาบาลี + คำยืมภาษาบาลีเช่น คำยืมภาษาบาลี คำยืมภาษาบาลี คำสมาส วาต ภัย วาตภัย โจร ภัย โจรภัย กิตติ คุณ กิตติคุณ 2.4.1.1.2 คำยืมภาษาบาลี + คำยืมภาษาสันสกฤต เช่น คำยืมภาษาบาลี คำยืมภาษาสันสกฤต คำสมาส สามัญ ศึกษา สามัญศึกษา นาฎ ศิลป์ นาฏศิลป์ วัฒน ธรรม วัฒนธรรม 2.4.1.1.3 คำยืมภาษาสันสกฤต + คำยืมภาษาสันสกฤต เช่น คำยืมภาษาสันสกฤต + คำยืมภาษาสันสกฤต คำสมาส แพทย ศาสตร แพทยศาสตร์ วีร บุรุษ วีรบุรุษ ศิลปะ กรรม ศิลปกรรม 2.4.1.1.4 คำยืมภาษาสันสกฤต + คำยืมภาษาบาลี เช่น คำยืมภาษาสันสกฤต + คำยืมภาษาบาลี คำสมาส ธรรม ยุต ธรรมยุต
68 กรรม กร กรรมกร ศุภ นิมิต ศุภนิมิต 2.4.1.2 หลักสังเกตคำสมาส 2.4.1.2.1 ต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤตเท่านั้น เช่น กรมธรรม์ เกษตรกร ธนบัตร ยุทธวิธี รัฐบุรุษ สิริพร พุทธมารดา มหานคร 2.4.1.2.2 ความหมายหลักอยู่ที่คำหลัง โดยมีคำหน้าเป็นคำขยาย โดยมีการ เรียงลำดับคำ แบบ คำขยาย + คำหลัก เมื่อแปลความหมายจึงแปลจากหลังมาหน้า เช่น คำสมาส ความหมาย มหา ราช มหาราช พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ยุทธ การ ยุทธการ การรบ 2.4.1.2.3 เวลาอ่านคำสมาส ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำแรก ลงท้ายด้วยรูปพยัญชนะ ไม่มีรูป ประวิสรรชนีย์ ให้ออกเสียง “สระอะ” ที่รูปพยัญชนะนั้นด้วย เช่น ธุรกิจ อ่านว่า ทุ-ระ-กิด พลศึกษา อ่านว่า พะ-ละ-สึก-สา ลักษณนาม อ่านว่า ลัก-สะ-หฺนะ-นาม 2.4.1.2.4 พยางค์สุดท้ายของคำแรก เมื่อมาสมาสกับคำหลัง ต้องไม่มีเครื่องหมาย ทัณฑฆาต เช่น คำสมาส ไปรษณีย์ บัตร ไปรษณียบัตร ทัศนีย์ ภาพ ทัศนียภาพ
69 มนุษย์ สัมพันธ์ มนุษยสัมพันธ์ 2.4.1.2.5 คำที่มาสมาสกัน จะอ่านออกเสียงต่อเนื่องกัน ยกเว้นแต่จะอ่านตามความ นิยม ซึ่งพจนานุกรมมักให้อ่านได้ 2 แบบ เช่น ปรากฏการณ์ อ่านว่า ปรา-กด-ตะ-กาน , ปรา-กด-กาน มัธยมศึกษา อ่านว่า มัด-ทะ-ยม-มะ-สึก-สา , มัด-ทะ-ยม-สึกสา 2.5 การสนธิ คือ การนำคำมูลที่เป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤตมาชนกัน แต่เกิดการเชื่อม เสียงท้ายของคำหน้ากับเสียงต้นของคำหลังให้กลมกลืนกัน เพื่อให้ออกเสียงสะดวก หรือเพื่อการ ประพันธ์ เช่น ศิลปาชีพ (ศิลปะ + อาชีพ) คทาวุธ (คทา + อาวุธ) วิทยาลัย (วิทย + อาลัย) เป็นต้น 2.5.1 วิธีการสนธิวิธีการสนธิมี 3 ประเภท ได้แก่ สระสนธิ พยัญชนะสนธิ และสระ สนธิ 2.5.1.1 สระสนธิ แบ่งเป็น 3 หมวด คือ หมวด อ อา หมวด อิ อีและหมวด อุ อู 2.5.1.1.1 หมวด อ อา 1) อ อา + อ อา (มีตัวสะกด) = อ อา กต + อัญชลี = กตัญชลี สุร + อังค์ = สุรางค์ 2) อ อา + อ อา (ไม่มีตัวสะกด) = อา ศาสตรา + อาจารย์ = ศาสตราจารย์ เกษตร + อธิการ = เกษตราธิการ 3) อ อา + อิ = อิ เอ นร + อิศวร = นเรศวร มหา + อิสี = มเหสี 4) อ อา + อี = อี อุตร + อีสาน = อุตรีสาน 5) อ อา + อุ = อุ อู โอ เอา มัคค + อุเทศก์ = มัคคุเทศก์ ชล + อุทร = ชโลทร
70 มหา + อุฬาร = มโหฬาร 6) อ อา + อู = อู เอก + อูน = เอกูน 7) อ อา + เอ = เอ อน + เอก = อเนก 8) อ อา + ไอ = ไอ ๆ มหา + ไอศูรย์ = มไหศูรย์ 9) อ อา + โอ = โอ วร + โอกาส = วโรกาส พุทธ + โอวาท = พุทโธวาท 10) อ อา + เอา = เอา ปิย + เอารส = ปิเยารส/ ปิโยรส ราช+ เอารส = ราเชารส/ราโชรส 2.5.1.1.2 หมวด อิ อี 1) อิ อี + อิ อี = อิ อี หรือ เอ มุนิ + อินทร์ = มุนินทร์ อริ + อินทร์ = อรินทร์ ธานี + อินทร์ = ธานินทร์ 2) อิ อี + สระอื่นที่ไม่ใช่ อิ หรือ อี มีวิธีสนธิ 2 แบบ คือ ก. ลบ อิ อี ของคำหน้า แล้วสนธิกับสระหลัง ศักดิ+ อานุภาพ = ศักดานุภาพ หัตถี + อาจารย์ = หัตถาจารย์ ข. เปลี่ยน อิ อี เป็นพยัญชนะอัฒสระ คือ “ย” แล้วสนธิกับสระหลัง อธิ+ อาศัย = อัธยาศัย อัคคี + โอกาส = อัคคโยภาส 2.5.1.1.3 หมวด อุ อู 1) อุ อู + อุ อู = อุ อู
71 ครุ + อุปกรณ์ = ครุปกรณ์ เหตุ + อุทัย = เหตุทัย 2) อุ อู + สระอื่นที่ไม่ใช่สระ อุ อู ต้องเปลี่ยน อุ อูเป็นพยัญชนะอัฒสระ คือ “ว” แล้วสนธิกับสระหลัง ธนู + อาคม = ธันวาคม 2.5.1.2 พยัญชนะสนธิมีอิทธิพลมาจากภาษาบาลี มี 2 วิธี ดังนี้ 2.5.1.2.1 พยัญชนะสนธิแบบโลโป คือ การลบพยัญชนะตัวสุดท้ายของคำ หน้า แล้วชนศัพท์กับคำหลัง เช่น นิรสฺ + ภัย = นิรภัย นิรสฺ + นาม = นิรนาม 2.5.1.2.2 พยัญชนะสนธิแบบอาเทโส คือ การแปลงพยัญชนะตัวสุดท้าย ของคำหน้า เป็น “โอ” แล้วสนธิกับคำหลังตามปกติ เช่น รหสฺ+ ฐาน = รโหฐาน มนสฺ + ภาพ = มโนภาพ 2.5.1.3 นิคหิตสนธิเป็นการสนธิโดยที่คำหน้ามีเครื่องหมาย นิคหิต เมื่อสนธิกับคำ หลัง ให้แปลงนิคหิตเป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายของพยัญชนะวรรคนั้น แล้วจึงสนธิกันตามปกติ เช่น สํ + กร = สังกร สํ +ภาษณ์ = สัมภาษณ์ สํ +ญา = สัญญา
72 สํ + คม = สังคม สํ + จร = สัญจร สํ + ชาติ = สัญชาติ สํ + ฐาน = สัณฐาน สํ + พันธ์ = สัมพันธ์ 3.ชนิดของคำไทย ในเอกสารนี้ได้จำแนกชนิดของคำตามแนวไวยากรณ์ดั้งเดิมของพระยาอุปกิตศิลปสาร (2546 : 70 - 112) ดังปรากฏในหนังสือหลักภาษาไทย ทั้งนี้เนื่องจากการเรียนการสอนในปัจจุบันยังคงแบ่ง ตามแนวทางนี้อยู่ โดยแบ่งชนิดของคำ (Part of Speech) ในภาษาไทยออกเป็น 7 ชนิด ดังนี้ 1) คำนาม 2) คำกริยา 3) คำอุทาน (ใช้เกณฑ์ความหมายพิจารณาดูว่าคำนั้นๆมีความหมายอย่างไรก็จัด ให้อยู่ในหมวดคำนั้น) 4) คำสรรพนาม 5) คำวิเศษณ์ 6) คำสันธาน (ใช้เกณฑ์หน้าที่ในการพิจารณาดู ว่าคำนั้นมีหน้าที่อย่างไรในประโยค หรือมีความสัมพันธ์กับคำอื่นอย่างไร) และคำบุพบท (ใช้เกณฑ์ ตำแหน่งในการพิจารณาดูว่าคำนั้นอยู่ในตำแหน่งอย่างไรในประโยค) 3.1 คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ แบ่งเป็น 5 ชนิด คือ 3.1.1 สามานยนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และกริยาอาการทั้งที่ เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น พ่อ แม่ นก รถ ขนม มหาวิทยาลัย การฟัง ความรัก เป็นต้น - นักเรียนอ่านหนังสือ - ดอกไม้ส่งกลิ่นหอมอบอวล - แม่ซื้อผลไม้ในตลาด 3.1.2 วิสามานยนาม คือ คำนามที่ชี้เฉพาะเจาะจง ว่าเป็นคนไหน ตัวไหน สิ่งไหน หรือ สถานที่ไหนกล่าวอีกนัยคือ “การตั้งชื่อ” ให้กับสามานยนามเพื่อให้เฉพาะเจาะจงขึ้น เช่น
73 - เด็กชายวุฒิชัยได้รับรางวัลเรียนดีเยี่ยม - น้องสาวของฉันไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา - นิราศพระบาทเป็นวรรณกรรมของสุนทรภู่ 3.1.3 สมุหนาม คือคำนามที่บอกหมวดหมู่ของสามานยนาม วิสามานยนาม เพื่อบอก ถึงลักษณะ ที่รวมกันเป็นหมู่ เป็นพวก เช่น ฝูง โขลง กอง กลุ่ม คณะ เป็นต้น - กองทหารรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา - ฝูงนกบินออกหาอาหารในเวลาเช้าตรู่ - คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายแล้ว 3.1.4 ลักษณนาม คือ คำนามที่บอกลักษณะของคำนามที่อยู่ข้างหน้า เช่น - บ้านหลังโน้นมีหน้าต่างหลายบานเปิดอยู่ - พ่อฝากซื้อไข่ 5 ฟอง ข้าวโพด 2 ฝัก และสบู่ 3 ก้อน - เค้กกล่องนี้ใครเป็นเจ้าของ -ปากกาด้ามนี้ฉันใช้ตั้งแต่เริ่มเรียนปีหนึ่ง หมายเหตุ สมุหนามจะอยู่หน้าคำนามบอกความหมายเป็นกลุ่มก้อน แต่ลักษณนามจะ อยู่หลังคำนามที่มันบอกลักษณะ เช่น - ผู้ประท้วงหลายกลุ่มในกรุงเทพฯ ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เกิดผลกระทบ (ลักษณนาม) - กลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนรวมตัวกันประณามกลุ่มฮูตี (สมุหนาม) 3.1.5 อาการนาม คือ นามที่บอกกิริยาอาการ ในภาษาไทยมักมีคำว่า การ และ ความ นำหน้าคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ เช่น - การพูดเป็นทักษะทางภาษาที่ฝึกฝนได้
74 - ความรักทำให้คนตาบอด - การนอนที่เพียงพอในแต่ละวันทำให้สุขภาพดี การ ใช้นำหน้าคำกริยาที่แสดงความเป็นไปทางกายและวาจา (รูปธรรม) เช่น การเดิน การวิ่ง การพูด การเจรจา การอ่าน การทำงาน การกิน เป็นต้น ความ ใช้นำหน้าคำวิเศษณ์และคำกริยาเกี่ยวกับจิตใจหรือความนึกคิด (นามธรรม) เช่น ความดีความรัก ความเจริญ ความสุข ความคิด ความฝัน ความเข้าใจ เป็นต้น 3.2. คำสรรพนาม คือ คำที่ทำหน้าที่แทนคำนาม แบ่งเป็น 6 ชนิด คือ 3.2.1 บุรุษสรรพนาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลในขณะการปฏิสัมพันธ์กัน แบ่งเป็น 3 บุรุษ คำสรรพนามบุรุษที่ 1 คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูด เช่น ผม ฉัน เรา เกล้า กระหม่อม ข้าพเจ้า อาตมา ข้าพระพุทธเจ้า เป็นต้น คำสรรพนามบุรุษที่ 2 คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้ฟัง เช่น คุณ เธอ ท่าน ใต้เท้า ฝ่าพระบาท พระคุณเจ้า เป็นต้น คำสรรพนามบุรุษที่ 3 คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนผู้ที่ถูกกล่าวถึง เช่น เขา เธอ ท่าน แก มัน พวกเขา เป็นต้น 3.2.2 ประพันธสรรพนาม คือ คำสรรพนามในอนุประโยค ที่ทำหน้าที่ขยายคำนามหรือ คำสรรพนาม ใน ประโยคหลัก โดยประพันธสรรพนามจะทำหน้าที่แทนคำนามหรือคำสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า ได้แก่ ผู้ ที่ ซึ่ง อัน ผู้ที่ ผู้ซึ่ง เช่น - นักเรียน (น.)/ที่ขยันเรียน/มักได้รับคำชมเชยจากคุณครู