1
คู่มือธรรมศึกษาชน้ั โท
สำหรบั นกั ศึกษาระดบั อุดมศึกษาและประชาชนทว่ั ไป
วชิ าพุทธานพุ ุทธประวัติ
ขอบข่ายเนื้อหาอนพุ ทุ ธประวตั ิ ธรรมศกึ ษาชนั้ โท ระดบั อดุ มศึกษาและประชาชนท่วั ไป
ความรูเ้ บ้อื งตน้ เกี่ยวกับอนพุ ุทธประวตั ิ
2
ความหมายของอนพุ ุทธประวตั ิ
อนพุ ทุ ธประวัติ แยกเปน็ 2 คำ คอื คำวา่ อนพุ ทุ ธะ กบั คำวา่ ประวตั ิ โดยคำวา่ อนุพุทธะ แปลว่า
ผู้รู้ตาม หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้า หรือเรียกว่า พุทธสาวกที่ได้รับฟังพุทธธรรมคำสั่งสอนจาก
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วน้อมนำหลักธรรมนั้นไปประพฤติปฏิบัติเพียรพยายามฝึกหัด กาย
วาจา และใจจนสามารถตัดกิเลสบรรลมุ รรคผลตาม ซึ่งเปน็ ได้ท้งั บรรพชิตและคฤหัสถ์ หรือกลา่ วโดยง่าย
ได้แก่ พุทธบรษิ ทั 4 คือ ภิกษุ ภกิ ษุณี อบุ าสก อบุ าสิกา ที่ไดบ้ รรลุมรรคผล สำเรจ็ เป็นพระอรยิ บคุ คล 8
จำพวก คือ
1) ผตู้ งั้ อยูใ่ นโสดาปตั ตมิ รรค
2) ผตู้ ัง้ อยใู่ นโสดาปัตตผิ ล
3) ผตู้ ั้งอยใู่ นสกทาคามิมรรค
4) ผตู้ ง้ั อย่ใู นสกทาคามผิ ล
5) ผ้ตู ั้งอยูใ่ นอนาคามิมรรค
6) ผูต้ ั้งอยใู่ นอนาคามผิ ล
7) ผู้ตง้ั อยใู่ นอรหตั ตมรรค
8) ผูต้ ง้ั อยใู่ นอรหัตตผล
ส่วนคำว่า ประวัติ แปลว่า ความเป็นมา หมายถึง เรื่องราวความเป็นมาของบุคคลหรอื สิ่งต่าง ๆ
ที่กล่าวถงึ คำวา่ อนุพทุ ธประวัติ จงึ หมายถึง เร่อื งราวความเปน็ มาของอนพุ ุทธบุคคล ซึง่ กลา่ วถึง ชาติภูมิ
หรือสถานะเดิมของอนุพุทธบุคคลก่อนเข้ามาบรรพชาอุปสมบท หรือยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา
มูลเหตุแห่งการบรรพชาอุปสมบท การบรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล การทำงานเผยแผ่
พระพุทธศาสนา การไดร้ บั เอตทคั คะ รวมถึงบุญญาธกิ าร และการดบั ขนั ธปรนิ ิพพาน หรือสิ้นอายุขัย
ความเปน็ มาของอนพุ ทุ ธประวัติ
อนุพทุ ธประวตั ิทเี่ ราเหล่าพทุ ธบริษัทไดศ้ ึกษากนั นี้ มแี หล่งที่มาจากคัมภีรพ์ ระบาลีไตรปิฎกซึง่ เป็น
หลักฐานอ้างองิ ช้นั ท่ี 1 (ปฐมภมู )ิ เชน่ นำมาจากคมั ภีรเ์ ถรคาถา เถรคี าถา ขทุ ทกนิกาย (พระไตรปิฎกเล่ม
ที่ 26) และคัมภีร์อปทาน ขุททกนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 32 – 33) โดยพระธรรมสังคาหกาจารย์
อันได้แก่พระอรหัตตเถระ 500 รูป ที่กระทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1 ได้รวบรวมประมวลไว้โดย
ใจความ เน้นความสำคัญ 3 ดา้ น คือ
3
1. อปทาน ว่าด้วยประวัติการสร้างบำเพ็ญสาวกบารมีหรือการสร้างสมความดี เริ่มตั้งแต่การ
ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าในปางก่อนจนถึงชาติสุดท้าย ซึ่งแต่ละรูปหรือแต่ละบุคคลใช้เวลา
อย่างน้อยที่สุด 1 แสนกปั
2. เอตทัคคะ วา่ ดว้ ยการได้รับยกยอ่ งจากพระพทุ ธองค์ถึงความเป็นเลิศ คือมีความชำนาญในด้าน
ต่าง ๆ ทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อการประกาศพระศาสนา
3. ธรรมภาษิต วา่ ด้วยการรวบรวมคำสุภาษิตท่เี ก่ยี วกับหลักธรรมที่อนุพุทธบุคคลเหล่าน้ันกล่าว
ด้วยความปตี ิโสมนสั ที่เกดิ จากความหลุดพ้นกิเลสหรือบรรลุธรรม หรือกลา่ วในโอกาสตา่ ง ๆ ซง่ึ เป็นข้อคิด
คติธรรมสำหรับปัจฉิมชน (คนรุ่นหลังๆ) เพื่อจะได้นำไปประพฤติปฏิบัติตามกุศลธรรมฉันทะของแต่ละ
บคุ คล
ประโยชนข์ องการศกึ ษาอนุพทุ ธประวตั ิ
การศกึ ษาอนุพทุ ธประวัติ นอกจากจะทำใหผ้ ู้ศกึ ษาได้รบั ทราบประวัติความเป็นมาแหง่ พระสาวก
ของพระพุทธเจา้ โดยละเอยี ดทั้งในด้านอัตตสมบัติและปรหิตสมบัตแิ ล้ว ยังทำให้ได้รบั ประโยชน์ที่ได้จาก
การศึกษาอกี นานัปการ ดงั เชน่
1. ได้ร้แู ละเขา้ ใจประวตั ิศาสตร์ของพระพุทธศาสนาอยา่ งลมุ่ ลึกและกว้างขวาง
2. เห็นคุณค่าและความสำคัญของพระรัตนตรัยในเชิงสัมพันธ์กันคือ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้
พระธรรม ในขณะที่พระธรรมก็เป็นคำทรงสอนของพระพุทธเจ้า ส่วนพระสงฆ์ก็เป็นพระสาวกผู้ฟัง
พระธรรมจากพระพุทธเจ้า แล้วทรงพระธรรมนนั้ ไว้ด้วยการปฏบิ ัตดิ ีปฏบิ ตั ชิ อบ
3. กอ่ ให้เกิดความศรัทธาปสาทะในพระรตั นตรยั อยา่ งมั่นคง
4. สามารถนำปฏปิ ทา จริยาวัตรมาเปน็ ทฏิ ฐานคุ ติในการปฏิบตั ิตนเพอ่ื พ้นทกุ ข์ได้
การศกึ ษาอนุพุทธประวัติ
อนุพุทธประวัติ ศึกษาเรียนรู้ประวตั ิของอนพุ ทุ ธบุคคล เฉพาะที่เป็นพระมหาเถระ อรหันตพุทธ
สาวก ในครั้งพุทธกาล โดยท่านประมวลกล่าวไว้จำนวน 80 องค์ เรียกว่าพระอสีติมหาสาวก แปลว่า
พระสาวกผใู้ หญ่ 80 องค์ แบง่ เปน็ 2 ประเภท คือ พระมหาสาวกท่ีได้รบั ตำแหน่งเอตทัคคะ จำนวน
41 องค์ และพระมหาสาวกท่ีไม่ไดต้ ำแหนง่ เอตทคั คะ จำนวน 39 องค์
4
การไดม้ าซ่งึ ตำแหน่งเอตทคั คะ
ตำแหน่งเอตทัคคะที่พระมหาเถระทั้ง 41 องค์เหล่านี้ได้รับนั้น มิใช่เกิดจากการที่พระองค์ทรง
ยกย่องเพราะเหน็ แก่หน้า (มโุ ขโลกนะ) วา่ เปน็ พระใกลช้ ิดหรอื เปน็ พระญาติสนิทหากแต่ท่านเหล่าน้ีได้รับ
เอตทัคคะเพราะความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ด้วยตนเอง จึงทำให้พระบรมศาสดาทรงยกย่องในท่ามกลาง
สงฆ์ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ อธิบายว่าในการทรงประทานตำแหน่งเอตทัคคะแก่พระมหาสาวกนั้น
พระพุทธองคท์ รงอาศยั หลกั เกณฑ์ 4 ประการนี้ คือ
1. อัตถปุ ปัตติโต ทรงประทานเพราะมีเหตุการณ์เกิดข้นึ คอื ทรงอาศัยสภาพแวดล้อมหรือเร่ืองที่
เกิดขึ้นในขณะนั้นยกขึ้นเป็นเหตุประทานตำแหน่งเอตทัคคะ เช่น เมื่อคราวเสด็จลงจากดาวดึงสเทวโลก
ณ ประตูเมืองสังกัสสนคร มพี ุทธบริษัทจำนวนมากมาเข้าเฝ้า และมเี หตุสอบถามปัญหากนั ขนึ้ พระ
สารีบุตรเถระสามารถแก้ปัญหาของพระอรหันตสาวกอื่นได้ทั้งหมดแต่ก็แก้ปัญหาอันเป็นพุทธวิสัยไม่ได้
พระพทุ ธองค์จงึ ทรงอาศัยเหตุท่ีเกิดข้ึนนี้ประทานตำแหน่งเอตัคคะโดยประกาศยกย่อง พระสารีบุตรเถระ
ในท่ามกลางพุทธบริษัทว่ามีปัญญาล้ำเลิศกว่าพระสาวกทั้งหลาย ดังนั้น พระสารีบุตรเถระจึงได้รับ
เอตทัคคะว่าเลิศทางปญั ญา
2. อาคมนโต ทรงประทานเพราะท่านเหล่านั้นสร้างบุญมา คือทรงประทานตำแหน่งเอตทัคคะ
เพราะบุญบารมีที่ท่านเหล่านั้นสร้างสมบำเพ็ญมาแต่ครั้งอดีตชาติที่นาน แสนนานโดยท่านเหล่านั้นมี
ประสบการณไ์ ดเ้ คยเหน็ พระภิกษุอนื่ ๆ ได้รบั ตำแหนง่ เช่นนั้นจากพระพทุ ธเจ้าพระองค์กอ่ นๆ จงึ ปรารถนา
ตำแหน่งเช่นนัน้ บ้าง
3. จณิ ณวสิโต ทรงประทานเพราะทา่ นเหล่านั้นมีวสภี าพในด้านน้นั ๆ คือทรงประทานตำแหน่ง
เอตทัคคะ ตามความเชี่ยวชาญทีท่ ่านเหล่านั้นได้อบรมสั่งสมมา หรือตามความถนดั ความชำนาญทีแ่ ตล่ ะ
ท่านไดส้ นใจฝึกฝนพัฒนามา
4. คุณาติเรกโต ทรงประทานเพราะมีคุณวิเศษด้านนั้นๆ เหนือกว่าพระสาวกองค์อื่น ๆ คือ
ทรงประทานตำแหน่งเอตทคั คะเพราะทรงพิจารณาเหน็ ว่าพระสาวกรปู นั้น ๆ เป็นผู้ทรงคณุ วิเศษอนั เกดิ
จากอภญิ ญาจิตเดน่ ล้ำเลศิ กว่าพระสาวกดว้ ยกัน
พระมหาสาวกท่ไี ด้รับตำแหนง่ เอตทัคคะ จำนวน 41 องค์ ไดแ้ ก่
1. พระอัญญาโกณฑญั ญะ เลศิ ดา้ นรัตตญั ญู (มปี ระสบการณ์บวชกอ่ น)
2. พระสารบี ตุ ร เลิศดา้ นมปี ญั ญามาก
3. พระมหาโมคคัลลานะ เลศิ ดา้ นมีฤทธิม์ าก
4. พระมหากัสสปะ เลศิ ด้านทรงธุดงค์ (ถอื ธุดงคเ์ ครง่ ครัด)
5
5. พระอนุรทุ ธะ เลิศด้านทพิ พจกั ษุ (สามารถใชต้ าทพิ ย์)
6. พระภัททยิ ะ (ศากยราช) เลิศด้านเกดิ ในตระกูลสูง (ตระกูลกษัตริย์)
7. พระลกณุ ฏกภทั ทยิ ะ เลิศดา้ นมีเสียงไพเราะ
8. พระปณิ โฑลภารทวาชะ เลิศดา้ นบันลอื สหี นาท (องอาจในมรรคผลท่บี รรลุ)
9. พระปุณณมันตานบี ตุ ร เลิศดา้ นเปน็ พระธรรมกถกึ (เทศน์เกง่ )
10. พระมหากจั จายนะ เลิศด้านขยายความภาษติ โดยยอ่ ใหพ้ สิ ดาร
11. พระจูฬปันถกะ เลิศด้านเนรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจและฉลาดเปลี่ยนแปลงทางใจ
(ชำนาญสมถะ)
12. พระมหาปนั ถกะ เลิศด้านฉลาดเปลี่ยนแปลงทางปัญญา (ชำนาญวปิ ัสสนา)
13. พระสุภตู ิ เลิศดา้ นอยู่ด้วยความไมม่ กี ิเลสแล้วเป็นทักขไิ ณยบคุ คล
14. พระเรวตขทริ วนิยะ เลิศด้านอยปู่ า่ เปน็ วัตร (หรอื พระเรวตะ ผู้อยู่ป่าไม้ตะเคียน)
15. พระกังขาเรวตะ เลศิ ด้านยินดีในฌานสมาบัติ
16. พระโสณโกฬวิ ิสะ เลศิ ด้านปรารภความเพียร
17. พระโสณกุฏกิ ณั ณะ เลศิ ด้านกลา่ วถ้อยคำไพเราะ
18. พระสิวลี เลศิ ดา้ นมีลาภมาก
19. พระวกั กลิ เลศิ ดา้ นหลุดพน้ ไดด้ ว้ ยศรัทธา
20. พระราหุล เลศิ ดา้ นใครใ่ นการศกึ ษา
21. พระรัฏฐปาละ (รัฐบาล) เลิศดา้ นบวชด้วยศรัทธา
22. พระโกณฑธานะ เลศิ ดา้ นรบั สลากได้กอ่ น
23. พระวังคีสะ เลิศด้านมปี ฏิภาณกลา่ วคาถาสภุ าษติ
24. พระอุปเสนวังคันตบตุ ร เลิศด้านเป็นที่เลื่อมใสของทุกช้นั วรรณะ
25. พระทัพพมัลลบุตร เลิศดา้ นจดั แจงเสนาสนะ
26. พระปิลนิ ทวจั ฉะ เลศิ ดา้ นเปน็ ทร่ี กั ของทวยเทพ
27. พระพาหิยทารจุ รี ยิ ะ เลศิ ดา้ นตรัสรไู้ ด้เร็วพลนั
28. พระกุมารกสั สปะ เลิศดา้ นแสดงธรรมได้วจิ ิตร (ยกอปุ มาสาธกเกง่ )
29. พระมหาโกฏฐติ ะ เลศิ ดา้ นบรรลุปฏิสมั ภทิ า (ชำนาญในปฏิสมั ภิทา 4)
30. พระอานนท์ เลิศด้านเป็นพหูสูต(ได้รับฟังพระพุทธพจน์มามาก) มีสติมีคติ (แนวทางจดจำ
พระพทุ ธพจน)์ มีธติ ิ (ความเพียรจดจำพระพทุ ธพจน์) และเปน็ พทุ ธอุปัฏฐาก
31. พระอุรุเวลกสั สปะ เลิศด้านมบี ริษัทบริวารมาก
6
32. พระกาฬุทายี เลศิ ดา้ นทำตระกลู ทง้ั หลายให้เล่ือมใส
33. พระพากุละ (พักกลุ ะ) เลศิ ดา้ นมีอาพาธนอ้ ย
34. พระโสภติ ะ เลศิ ด้านระลึกชาตกิ อ่ นได้ (ชำนาญปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ)
35. พระอบุ าลี เลศิ ดา้ นทรงพระวนิ ยั (เช่ยี วชาญในพระวินัยบัญญตั )ิ
36. พระนันทกะ เลิศดา้ นกลา่ วสอนภกิ ษุณี
37. พระนันทะ เลิศด้านสำรวมอินทรยี ์
38. พระมหากัปปินะ เลศิ ด้านกลา่ วสอนภิกษุ
39. พระสาคตะ เลศิ ด้านเพง่ เตโชกสิณ (ชำนาญในเตโชกสณิ สมาบัติ)
40. พระราธะ เลศิ ด้านมปี ฏิภาณแจ่มแจ้ง (เขา้ ใจคำสอนไดง้ า่ ย)
41. พระโมฆราช เลิศดา้ นทรงจวี รเศร้าหมอง (ใช้เคร่อื งนุ่งห่มปอนๆ)
พระมหาสาวกท่ีไมไ่ ด้รับตำแหน่งเอตทัคคะ จำนวน 39 องค์ ได้แก่
1. พระวปั ปะ 2. พระภัททิยะ 3. พระมหานามะ4. พระอสั สชิ 5. พระยสะ 6. พระวมิ ละ
7. พระสพุ าหุ 8. พระปณุ ณชิ 9. พระควัมปติ 10. พระนทีกสั สปะ 11. พระคยากัสสปะ 12. พระอชติ ะ
13. พระติสสเมตเตยยะ 14. พระปณุ ณกะ 15. พระเมตตคู 16. พระโธตกะ 17. พระอุปสีวะ
18. พระนนั ทะ 19. พระเหมกะ 20. พระโตเทยยะ 21. พระกัปปะ 22. พระชตุกัณณิ 23.
พระภัทราวุธะ 24. พระอุทยะ 25. พระโปสาละ 26. พระปิงคิยะ 27. พระภคุ 28. พระกิมพิละ 29.
พระมหาอุทายี 30. พระอุปวาณะ 31. พระเมฆยิ ะ 32. พระนาคติ ะ 33. พระจนุ ทะ 34. พระยโสชะ 35.
พระเสละ 36. พระมหาปรนั ตปะ(พระปุณณะ) 37. พระสภิยะ 38. พระนาลกะ 39 พระองคุลมี าล
7
1. ประวตั ิของพระอัญญาโกณฑญั ญะ
พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล ผู้มีลูกศิษย์จำนวนมาก ในบ้านชื่อโทณ
วัตถุ ไม่ไกลจากกรงุ กบิลพัสดุ์ เดมิ ช่อื วา่ โกณฑัญญะ เมื่อเจรญิ วยั ไดศ้ ึกษา จบไตรเพทและรู้ตำราทำนาย
ลักษณะ เป็น 1 ในจำนวนพราหมณ์ 8 คน ที่ได้ทำนาย เจ้าชายสิทธัตถะว่าจะเสด็จออกทรงผนวชแล้ว
ตรสั รู้เป็นพระพทุ ธเจ้าเปน็ ศาสดาเอกในโลก
เมื่อเจา้ ชายสิทธัตถะประสูติได้ 5 วัน พระเจา้ สทุ โธทนะได้เชิญพราหมณ์ 108 คนมารับประทาน
อาหาร เพอ่ื เปน็ มงคลและทานายลักษณะพระราชโอรสตามราชประเพณีแล้ว ไดค้ ัดเลอื กพราหมณ์ 8 คน
จากจำนวน 108 คนนั้น ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะพระราชกุมาร โกณฑัญญะซึ่งเป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุด
ไดร้ บั คดั เลือกอยู่ในจานวน 8 คนนนั้ ด้วย พราหมณ์ 7 คน ไดท้ ำนายพระราชกมุ ารว่า มคี ติ 2 อย่าง คือ
1. ถ้าอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
2. ถ้าเสด็จออกผนวช จะไดต้ รัสรู้เปน็ พระพุทธเจ้า เปน็ ศาสดาเอกในโลก
ฝา่ ยโกณฑัญญพราหมณ์ มีความม่ันใจในตำราทำนายลักษณะของตน ได้ทำนาย ไวอ้ ย่างเดียวว่า
พระราชกุมารจะเสด็จออกทรงผนวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลกแน่นอน
ตั้งแต่นั้นมา โกณฑัญญพรามหณไ์ ด้ตัง้ ใจไว้วา่ ถ้าตนยงั มีชวี ติ อยู่ เจา้ ชายสทิ ธัตถะเสดจ็ ออกบวชเม่ือไรจะ
ออกบวชตาม ต่อมา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกทรงผนวชและบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ ท่านทราบข่าว
8
จึงได้ชักชวนพราหมณ์อีก 4 คน คือ 1. วัปปะ 2. ภัททิยะ 3. มหานามะ 4. อัสสชิ ซึ่งเป็นบุตรชายของ
พราหมณ์ที่ได้รับเชิญไปรับประทานอาหารในพระราชพิธีนานายพระลักษณะของพระกุมารทั้งส้ิน
รวมเปน็ 5 คนด้วยกนั เรยี กว่า ปัญจวคั คยี ์ แปลวา่ กลมุ่ คน 5 คน ไดต้ ดิ ตามรับใช้ใกล้ชิดดว้ ยคดิ ว่า ถ้า
พระองคไ์ ดบ้ รรลธุ รรมพิเศษแลว้ จะได้เทศนาสั่งสอนพวกตนให้ได้บรรลธุ รรมนนั้ บ้าง แต่พอเห็น พระ
สทิ ธตั ถะเลกิ บำเพ็ญทกุ รกริ ยิ า กห็ มดความเลือ่ มใส พาเพอ่ื นทงั้ หมดไปอยู่ ท่ปี า่ อสิ ิปตนมฤคทายวนั แขวง
เมืองพาราณสี
ครัน้ พระสิทธัตถโพธสิ ัตว์ได้ตรสั ร้แู ลว้ เสดจ็ ไปส่ปู า่ อสิ ิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดง ธัมม
จักกัปปวัตนสูตร อันเป็นปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ โกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรมตามท่ี
เป็นจริงว่า สง่ิ ใดสงิ่ หนงึ่ มคี วามเกิดขึน้ เป็นธรรมดา สิง่ นนั้ ทั้งหมด มคี วามดับ เป็นธรรมดา
ทา่ นไดบ้ รรลโุ สดาปัตตผิ ล เพราะเกิดธรรมจักษนุ ้ี พระพุทธองคท์ รงทราบ จงึ ทรงเปล่งพระอุทาน
ว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺาสิ วต โภ โกณฺฑญโฺ แปลวา่ โกณฑญั ญะไดร้ ูแ้ ล้วหนอ ๆ เพราะอาศัย
คำว่า อญฺญาสิ ทา่ นจงึ ได้คำนำหนา้ นาม ว่า อญั ญาโกณฑัญญะ
เมื่ออัญญาโกณฑัญญะได้เห็นธรรม บรรลุธรรม รู้ธรรม หมดความสงสัยในคำสอนของ
พระพุทธเจ้าแล้ว จงึ ไดท้ ลู ขออปุ สมบทว่า ขา้ แตพ่ ระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองคพ์ งึ ไดอ้ ุปสมบท ในสำนักของ
พระผู้มีพระภาค พระพุทธองคไ์ ด้ตรสั วา่ เธอจงเปน็ ภกิ ษุมาเถดิ ธรรมอนั เรากลา่ วไว้ดแี ลว้ เธอจงประพฤติ
พรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด การอุปสมบทอย่างน้ีเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านได้เป็น
ภกิ ษรุ ูปแรกในพระพทุ ธศาสนา
ครั้นพระพุทธองค์ทรงส่ังสอนปญั จวัคคีย์อีก 4 ท่านให้ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม คือบรรลุโสดาบนั แล้ว
ทรงประทานอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเช่นเดียวกัน วันหน่ึงตรัสเรียกทั้ง 5 รูปมาตรัสสอนว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เป็นอัตตา เพราะถ้าเป็น
อตั ตาแล้วไซร้ ก็จะไมเ่ ป็นไปเพ่อื อาพาธ (เจบ็ ป่วย) และต้องไดต้ ามปรารถนาว่า ขอจงเปน็ อยา่ งน้ี จงอย่า
เป็นอย่างนั้น แต่เพราะทั้ง 5 นั้น เป็นอนัตตา ใคร ๆ จึงไม่ได้ตามปรารถนาของตนว่า ขอจงเป็นอย่างนี้
จงอย่าเป็นอย่างนั้น ทั้ง 5 รูป ได้เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณ ทุกชนิดไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่สิ่งนั้น และสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ตัวของเรา จึงเบื่อหน่ายในรูป เวทนา
สัญญา สังขาร และวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด ครั้นคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ทั้ง 5 รูป
จงึ ไดบ้ รรลอุ รหัตผล พระธรรมเทศนาน้ี ชื่อวา่ อนตั ตลักขณสูตร
พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นกาลังสำคัญรูปหนึ่งในการช่วยประกาศพระศาสนา เพราะอยู่ใน
จำนวนพระอรหันต์ 60 รูป ที่พระพุทธเจ้าทรงส่งไปประกาศพระศาสนา ครั้งแรกด้วยพระพุทธดำรัสวา่
9
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไปเพ่ือประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่มหาชน
เพ่อื อนเุ คราะห์ชาวโลก เพอ่ื ประโยชนเ์ กื้อกูล เพ่ือความสขุ แกเ่ ทวดาและมนษุ ย์ทง้ั หลาย
ผลงานท่ีสำคัญ คือ ท่านไดน้ ำพาบุตรของนางมันตานี นอ้ งสาวของทา่ น ช่อื นายปุณณะ ไดบ้ วชใน
พระพุทธศาสนาและเป็นกำลังสำคัญในการช่วยประกาศพระศาสนา มีกุลบุตรบวชในสำนักของท่าน
จำนวนมาก
พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับการยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะผู้ยอดเยี่ยมกว่าภิกษุทั้งหลายด้าน
รัตตัญญู ผรู้ ูร้ าตรีนาน หมายความว่า รู้เรือ่ งที่ลว่ งเลยมานานนน่ั เอง
พระอัญญาโกณฑัญญะ มีอายุมากย่างเข้าสู่วัยชรา วาระสุดท้ายก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพานก่อน
พระพุทธเจา้ ทรี่ มิ ฝงั่ สระบวั มนั ทากินี ซึง่ เปน็ ทอ่ี ยขู่ องโขลงชา้ งฉนั ทันต์ ในปา่ หิมพานต์
2. ประวัติของพระอรุ เุ วลกสั สปะ
พระอุรุเวลกัสสปะ เกิดในตระกูลพราหมณ์กัสสปโคตร มีน้องชาย 2 คน ชื่อนทีกัสสปะ และ
คยากสั สปะ เม่ือเจริญวัยทา่ นไดเ้ รยี นจบไตรเพท ตามลทั ธแิ ละประเพณขี องพราหมณ์
ท่านอุรุเวลกัสสปะ มีบริวาร 500 คน พาน้องชาย 2 คน และบริวาร รวมทั้งหมด 1,000 คน
ออกบวชเปน็ ชฎิล ต้งั อาศรมอยูท่ ่ตี ำบลอรุ เุ วลา แคว้นมคธ จึงได้ช่ือว่าอุรุเวลกสั สปะ บำเพ็ญพรตด้วยการ
บูชาไฟ พระพทุ ธเจ้าทรงดำริว่า ควรจะนำอุรเุ วลกสั สปะผู้มีอายมุ าก เปน็ ทน่ี ับถอื ของมหาชนมาเป็นกำลัง
10
ในการประกาศพระศาสนาที่แคว้นมคธ เพราะท่านเป็นที่นับถือของชนในแคว้นนั้นมาช้านาน จึงเสด็จ
พระองค์เดียวไปยังอุรุเวลานิคม ตรัสขอพำนักอาศัยในอาศรมของอุรุเวลกัสสป แรก ๆ ไม่ยอมให้ทรง
พำนัก แต่ถูกพระพทุ ธเจา้ ทรงทรมานดว้ ยอภินิหารต่าง ๆ เห็นว่าลัทธิของตนไม่มีสาระก็เกิดความสลดใจ
ละลัทธิน้นั เสยี พากนั ลอยบริขารแห่งชฎลิ ในแมน่ ้ำแล้วทลู ขอบวชพร้อมทง้ั บริวาร 500 คน
เม่อื อุรเุ วลกัสสปะพร้อมทั้งบริวาร ลอยบริขารและเครอ่ื งบูชาไฟไปในแมน่ ้ำน้องชาย ท้ังสองเห็น
เชน่ นนั้ กลวั วา่ จะมีภัยเกิดกบั พีช่ ายจงึ พากนั มาดู พอทราบเรื่องราวความเป็นไปตา่ ง ๆ จงึ ขอบวชในสำนัก
ของพระพุทธเจ้า พร้อมกับบริวารทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ แล้วทรงพา
ภิกษุ 1,003 รูปนั้น เสด็จไปยังตำบลคยาสีสะ ประทับนั่งบนแผ่นหิน ทรงให้ภิกษุทั้งหมดนั้นดำรงอยู่ใน
อรหตั ผลด้วย อาทติ ตปรยิ ายเทศนา ใจความย่อแห่งอาทิตตปรยิ ายเทศนาว่า ตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจเป็น
ของรอ้ น ร้อนเพราะอะไรรอ้ นเพราะไฟคอื ราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคอื โมหะ ร้อนเพราะความเกดิ เพราะความ
แก่ เพราะความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความคร่ำครวญ เพราะความทุกข์ เพราะความโทมนสั
เพราะความคบั แค้นใจ
พระอุรุเวลกัสสปะเป็นกาลังสำคัญยิ่งในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ
ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธเจา้ ทรงพาภกิ ษุ 1,003 องค์น้ัน เสด็จไปถึงเมืองราชคฤห์ ประทับที่สวนตาล
หนุ่มชื่อลัฏฐิวัน พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าแผ่นดินแคว้นมคธทรงทราบข่าว จึงพร้อมด้วยข้าราชบริพาร
เสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้า พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นข้าราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสาร มีกิริยา
อาการไม่อ่อนน้อม จึงตรัสสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะ ประกาศให้คนเหล่านั้นทราบว่า ลัทธิของท่านไม่มี
แก่นสาร คนเหล่านั้นสิ้นความสงสัย ตั้งใจฟังพระเทศนาอนุปุพพีกถาและอริยสัจ 4 พอจบเทศนา
พระเจา้ พมิ พิสารพร้อมดว้ ยบรวิ าร 11 ส่วน ได้ดวงตาเห็นธรรม คอื บรรลโุ สดาปัตตผิ ล อีก 1 สว่ น ดำรงอยู่
ในสรณคมน์
พระอรุ ุเวลกัสสปะ เป็นผู้รูจ้ กั เอาใจใสบ่ รษิ ทั จึงทาให้มีคนเลอื่ มใสศรทั ธาในตวั ท่านมาก มบี รวิ าร
มากถงึ 500 คน ฉะนั้น จงึ ได้รบั การยกยอ่ งว่า เป็นเอตทัคคะผู้ยอดเยี่ยมกว่าภิกษุทง้ั หลายด้านผู้มีบริวาร
มาก ทา่ นดำรงชีพอย่พู อสมควรแก่กาลแลว้ ก็ดบั ขนั ธนพิ พาน
11
3. ประวัตขิ องพระสารีบุตร
พระสารีบุตร เกิดในบ้านชื่อว่า นาลกะ หรือ นาลันทา ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์ บิดาชื่อว่า
วังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อว่า นางสารีพราหมณี เดิมชื่อว่า อุปติสสะ เมื่อมาบวชในพระพุทธศาสนา
เพือ่ นพรหมจารีเรยี กทา่ นวา่ พระสารบี ตุ ร เพราะเปน็ บุตรนางสารี
อุปติสสมาณพนั้น เป็นบุตรแห่งสกุลผู้บริบูรณ์โดยโภคสมบัติและบริวาร ได้เรียนรู้ศิลปศาสตร์
เป็นมิตรชอบพอกันกับโกลิตมาณพ โมคคัลลาโคตร ผู้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน บุตรแห่งสกุลผู้มั่งคั่ง
เหมือนกนั สองสหายน้นั ไปเท่ยี วดกู ารแสดงมหรสพในกรงุ ราชคฤห์เปน็ ประจำ เมือ่ ดูอยนู่ ั้น ย่อมรา่ เริงใน
เวลาควรร่าเริง สลดใจในเวลาควรสลดใจ ให้รางวัลในเวลาควรให้ วันหนึ่ง เขาทั้งสอง ก็ชวนกันไปดู
มหรสพเหมือนอย่างวันก่อน แต่ไม่ร่าเริงเหมือนในวันก่อน ๆ โกลิตะจึงถามอุปติสสะว่า ดูท่านไม่สนุก
เหมือนในวันอืน่ วันนี้ดูใจเศร้า ท่านเป็นอย่างไรหรือ อุปติสสะตอบว่า อะไรที่ควรดูในการแสดงนี้มีหรอื
คนเหล่านี้ทั้งหมดยังไม่ทัน ถึง 100 ปี ก็จะไม่มีเหลือ จะล่วงไปหมด ดูการมหรสพไม่มีประโยชน์อะไร
ควรขวนขวายหาธรรมเครื่องพ้นดีกว่า ข้านั่งคิดอยู่อย่างนี้ ส่วนเจ้าเล่า เป็นอย่างไร โกลิตะกล่าวว่า
ขา้ ก็คดิ เหมือนอยา่ งน้ัน สองสหายนนั้ มคี วามเหน็ ร่วมกันอยา่ งนั้นแล้ว จึงพาบริวารไปขอบวชอยู่ในสำนัก
ของสัญชัยปริพาชก เรียนลัทธสิ มยั ของอาจารย์ได้ท้ังหมดแลว้ ทา่ นจึงใหเ้ ปน็ ผู้ชว่ ย สั่งสอนหมู่ศิษย์ต่อไป
สองสหายนั้น ก็ปฏิเสธเพราะยังไม่มั่นใจในลัทธิของอาจารย์ จึงนัดหมายกันว่าใครได้โมกขธรรมก่อนจง
บอกแกก่ ัน
ครั้นพระพุทธเจา้ ไดต้ รัสรู้แลว้ ทรงแสดงธรรมสั่งสอนประชุมชนประกาศพระศาสนา เสด็จมาถงึ
กรงุ ราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ วัดเวฬวุ ัน วันหนงึ่ พระอสั สชิ ผนู้ ับเขา้ ในพระปัญจวัคคีย์ ผูท้ ่ีพระพทุ ธเจ้าทรง
ส่งให้จาริกไปประกาศพระพุทธศาสนากลับมาเฝ้า เข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ อุปติสสปริพาชก
เดินมาจากสำนกั ของปริพาชกไดเ้ หน็ ท่านมอี าการนา่ เลอื่ มใส จะก้าวไป ถอยกลับ เหลียวซา้ ยแลขวา คู้
แขน เหยียดแขนเรียบงามทกุ อิรยิ าบถ ทอดจักษุ แต่พอประมาณ มีอาการแปลกจากบรรพชิตในคร้งั น้ัน
อยากจะทราบความว่าใครเป็นศาสดาของท่าน แต่ยังไม่อาจถามได้ ด้วยเห็นว่า เป็นกาลไม่ควร ท่านยัง
เทีย่ วไปบิณฑบาตอยู่ จึงตดิ ตามไปข้างหลงั ครน้ั เหน็ ท่านกลับจากบณิ ฑบาตแลว้ จึงเขา้ ไปใกล้ พูด
ปราศรยั แลว้ ถามว่า ผ้มู อี ายุ อนิ ทรียข์ องท่านหมดจดผ่องใส ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาผู้สอนของ
ท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร พระเถระตอบว่า ผู้มีอายุ เราบวชอุทิศพระมหาสมณะ ผู้เป็นโอรสศากย
ราชออกจากศากยสกุล ท่านนั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของท่านนั้น ปริพาชกถามต่อไปว่า
พระศาสดาของทา่ นสั่งสอนอย่างไร พระเถระตอบว่า ผู้มีอายุ เราเป็นผู้ใหม่ บวชยังไม่นาน พึ่งมายังพระ
12
ธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านโดยกว้างขวาง เราจะกล่าวความแก่ท่านแต่โดยย่อพอรู้ความ
ปริพาชกจงึ ขอให้ทา่ นแสดงตามความสามารถ จะนอ้ ยหรือมากกต็ าม พระอัสสชิ จงึ กลา่ วคาถาว่า
ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคต ตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านัน้ และเหตุแห่งความดับ
ของธรรมเหล่านน้ั พระมหาสมณะมีปกตติ รัสอยา่ งน้ี
อุปติสสปริพาชกได้ฟังเพียง 2 บทเท่านั้นก็ดารงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วถาม พระเถระว่า
พระศาสดาของเราประทบั อยูท่ ไี่ หน พระเถระตอบวา่ ผู้มอี ายุ พระศาสดาประทับอยทู่ ีว่ ัดเวฬุวนั ปริพาชก
กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้าไปก่อนเถิด กระผมจะกลับไปบอกสหาย จะพากันไปเฝ้าพระศาสดา
ครั้นพระเถระไปแล้ว ก็กลับมาสานักของปริพาชก บอกข่าวที่ได้ไปพบพระอัสสชิให้โกลิตปริพาชกทราบ
แล้วแสดงธรรมนั้นให้ฟัง โกลิตปริพาชกก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเหมือนอุปติสสะ แล้วชวนกันไปเฝ้า
พระพุทธเจ้า แต่พากันไปอำลาท่านสัญชยั ปรพิ พาชก ผู้เป็นอาจารย์เดิมกอ่ น ท่านสัญชัยปริพาชกหา้ มไว้
และอ้อนวอนให้อยู่ช่วยสอนศิษย์หลายครั้ง แต่สองสหายนั้นก็ไม่ฟัง พาบริวารไปวัดเวฬุวันเข้าเฝ้า
พระพทุ ธเจา้ ทูลขออปุ สมบท พระองคท์ รงอนญุ าตใหเ้ ป็นภกิ ษดุ ้วยกนั ทัง้ ส้ิน
ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้เป็นบริวารได้สำเร็จอรหัตผลก่อน ฝ่ายพระโมคคัลลานะ อุปสมบทได้
7 วัน จงึ ได้สำเรจ็ อรหัตผลฝา่ ยพระสารีบตุ รหลังจากบวชแลว้ ได้ 15 วนั เขา้ ไปอาศัยอยู่ในถา้ สกุ รขาตาแห่ง
เดียวกบั พระพทุ ธเจา้ ขณะถวายงานพดั เพ่ือปรนนิบัตอิ ยู่ พระพทุ ธเจ้าทรงแสดงธรรมชื่อว่า เวทนาปริคคห
สตู ร แก่ฑฆี นขปริพาชกผู้เป็นหลานชายของท่าน ท่านได้สง่ ญาณไปตาม กระแสแหง่ พระธรรมก็ได้บรรลุ
13
อรหัตผล เหมือนกับผู้บริโภคอาหารที่เขาตักให้คนอื่น ส่วนฑีฆนขปริพาชก เป็นแต่ได้ดวงตาเห็นธรรม
สิน้ ความเคลือบแคลงสงั สยั ในพระพทุ ธศาสนา ทลู สรรเสรญิ พระธรรมเทศนาและแสดงตนเป็นอุบาสก
พระสารีบตุ รนั้นเปน็ ผูม้ ีปญั ญาเฉลียวฉลาด ไดเ้ ป็นกำลังสำคญั ของพระพทุ ธเจ้าในการสอนเผยแผ่
พระพุทธศาสนา พระองค์ทรงยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะผู้ยอดเยี่ยมกว่าภิกษุทั้งหลายด้านมีปัญญามาก
เปน็ ผ้สู ามารถแสดงธรรมจักรและอริยสจั 4 ใหก้ ว้างขวางพิสดารเหมือนกับพระองค์ ถ้ามีภิกษุมาทูลลาจะ
เท่ียวจาริกไปทางไกลมักตรัสให้ไปลาพระสารีบุตรก่อน เพื่อท่านจะได้สั่งสอนเธอทั้งหลาย เช่นครั้งหนง่ึ
พระพุทธเจ้าประทับอยู่เมืองเทวทหะ ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระองค์ ทูลลาจะไปปัจฉาภูมิชนบท
พระองค์ตรสั ถามวา่ ทา่ นทั้งหลายบอกสารีบุตรแล้วหรือ ภิกษุเหล่านน้ั ทูลว่า ยงั ไม่ไดบ้ อก จึงตรัสสั่งให้ไป
ลาพระสารีบุตร แล้วทรงยกย่องว่า พระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก อนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิต ภิกษุ
เหลา่ น้นั ก็ไปลาตามรับส่งั
พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องพระสารีบุตรเป็นคู่กับพระโมคคัลลานะ ดังตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคัลลานะเถิด เธอเป็นผู้มีปัญญามาก อนุเคราะห์
สพรหมจารีเพื่อนบรรพชิตทั้งหลาย สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้เกิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือน
นางนมผ้เู ลยี้ งทารกท่ีเกิดแล้วน้นั สารบี ุตรย่อมแนะนำ ใหต้ งั้ อยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะย่อมแนะนำ
ใหต้ ้ังอยใู่ นคณุ เบอ้ื งบนทีส่ งู กวา่ น้นั
มีคำเรียกยกย่องพระสารีบุตรอีกอย่างหนึ่งว่า พระธรรมเสนาบดี นี้เป็นคำเลียนแบบมาจาก
คำเรียกแม่ทัพ ดังจะกลับความให้ตรงกันข้ามกองทัพอันทายุทธ์ยกไปถึงไหน ย่อมแผ่ อนัตถะถึงนั่น
กองพระสงฆ์ผู้ประกาศพระศาสนา ไดช้ ือ่ วา่ ธรรมเสนา กองทัพฝ่ายธรรมหรอื ประกาศธรรมจารกิ ไปถงึ ไหน
ยอ่ มแผ่หิตสุขถงึ นน่ั พระพทุ ธเจา้ เปน็ จอมธรรมเสนา เรยี กว่าพระธรรมราชา พระสารบี ุตรเปน็ กำลงั สำคัญ
ของพระพทุ ธเจ้า ในภารธุระนี้ ไดส้ มญาว่า พระธรรมเสนาบดี นายทัพฝา่ ยธรรม
พระสารีบุตรนั้น ปรากฏโดยความเป็นผู้กตญั ญู ท่านได้ฟังธรรมที่พระอัสสชิแสดง ได้ธรรมจักษุ
แล้ว มาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ดังกล่าวแล้วในหนหลัง ตั้งแต่นั้นมา ท่านนับถือพระอัสสชิเป็น
อาจารย์ มเี รื่องเลา่ วา่ พระอัสสชอิ ยู่ในทศิ ใด เมื่อท่านจะนอน ทา่ นจะนมสั การไปทางทศิ นน้ั กอ่ นและนอน
หันศีรษะไปทางทิศนั้น ภิกษุผู้ไม่รู้เรื่อง ย่อมสำคัญว่า ท่านนอบน้อมทิศตามลัทธิของพวกมิจฉาทิฏฐิ
ความทราบถึงพระพุทธเจ้า ตรัสแก้ว่า ท่านมิได้นอบน้อมทิศ ท่านนมัสการพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์
แลว้ ประทานพระพุทธานุศาสนวี ่า พุทธมามกะ รู้แจง้ ธรรมอันพระสัมมาสมั พุทธเจา้ แสดงแล้วจากท่านผู้ใด
ควรนมัสการท่านผูน้ นั้ โดยเคารพ เหมอื นพราหมณบ์ ูชายญั อันเนือ่ งด้วยเพลงิ
อีกเรื่องหนึ่งว่า มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ชื่อราธะ ปรารถนาจะอุปสมบท แต่เพราะเป็นผู้ชราเกินไป
ภิกษุทั้งหลายไม่รับอุปสมบทให้ ราธะเสียใจ เพราะไม่ได้สมปรารถนา มีร่างกายซูบซีดผิวพรรณไม่สดใส
14
พระพทุ ธเจ้าทอดพระเนตรเห็นผิดปกตไิ ป ตรัสถามทราบความแลว้ ตรสั ถามภกิ ษุท้ังหลายว่า มีใครระลึก
ถึงอุปการะของราธะได้บ้าง พระสารีบุตรกราบทูลว่า ท่านระลึกได้อยู่ ครั้งหนึ่ง ท่านเข้าไปบิณฑบาต
ในกรุงราชคฤห์ ราธะได้ถวายภกิ ษาแกท่ า่ นทพั พหี น่งึ พระพทุ ธเจ้าตรสั สรรเสรญิ ว่า ทา่ นเปน็ ผู้กตัญญูดีนัก
อปุ การะเพียงเทา่ น้กี ย็ งั จำไดไ้ มล่ ืม จึงตรัสใหท้ ่านรับบรรพชาอปุ สมบทราธพราหมณ์
เมื่อถึงกาลอันสมควร ท่านทูลลาพระพุทธเจ้าไปโปรดมารดาที่บ้านเกิด ให้มารดาได้บรรลุโสดา
ปัตติผลแล้ว ใกล้รุ่งวันเพ็ญเดอื น 12 ก็ดับขันธนิพพาน รุ่งขึ้น พระจุนทะนอ้ งชายได้ทาฌาปนกิจ เก็บอัฐิ
ธาตุไปถวายพระพทุ ธเจา้ ณ วดั พระเชตวนั กรงุ สาวัตถี ทรงโปรดใหก้ อ่ พระเจดยี ์บรรลุอัฐิธาตุไว้ ณ ท่นี ัน้
15
4. ประวตั ิพระโมคคัลลานะ
พระโมคคัลลานะ เป็นบุตร
พราหมณ์ผู้เป็นนายบ้านของตระกูลโมค
คัลลานะและนางโมคคัลลี ชื่อนี้น่าจะ
เรียกตามสกุล เกิดในบ้านโกลิตคาม ไม่
ไกลจากกรุงราชคฤห์ มีระยะทางพอไป
มาถึงกันกับบ้านสกุลแห่งพระสารีบุตร
เดิมทา่ นชือ่ โกลิตะ มาก่อน อีกอย่างหนึ่ง
เขาเรียกตามโคตรว่า โมคคัลลานะ เมอื่
ท่านมาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้แล้ว
เขาเรียกทา่ นวา่ โมคคลั ลานะ ชอื่ เดยี ว
จำเดิมแต่ยังเยาว์จนเจริญวัยได้
เป็นมิตรผู้ชอบกันกับพระสารีบุตร มีอายุ
รุ่นราวคราวเดียวกัน มีสกุลเสมอกัน
ได้ศึกษาศิลปะศาสตร์ด้วยกันมา ได้ออก
บวชเปน็ ปริพาชกด้วยกนั ไดเ้ ข้าอุปสมบท
ใน พระธรรมวินัยนี้ด้วยกัน จำเดิมแต่
ท่านได้อุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ได้ 7
วัน ไปทำความเพียรอยู่ท่ีบา้ นกลั ลวาลมตุ ตคาม แคว้นมคธ อ่อนใจนง่ั โงกง่วงอยู่ พระพทุ ธเจา้ เสด็จไปท่ีน้ัน
ทรงแสดงอบุ ายสำหรบั ระงับความโงกง่วง 8 อย่าง คือ
1. โมคคลั ลานะ เมือ่ ท่านมสี ัญญาอย่างไร ความง่วงนนั้ ยอ่ มครอบงำได้ ทำควรทำในใจถึงสัญญา
นนั้ ให้มาก ขอ้ นี้จะเป็นเหตุที่ให้ทา่ นละความงว่ งนัน้ ได้
2. ถ้ายังละไม่ไดแ้ ตน่ ้ันท่านควรตรกึ ตรองพจิ ารณาถงึ ธรรมทีต่ ัวไดฟ้ ังแล้วและได้เรียนแล้วอย่างไร
ด้วยน้ำใจของตัว ขอ้ น้ีจะเปน็ เหตทุ ี่ให้ท่านละความงว่ งนั้นได้
3. ถ้ายังละไมไ่ ด้ ท่านควรสาธยายธรรมทีต่ ัวไดฟ้ ังแล้วและได้เรียนแล้วอย่างไรโดยพิสดาร ข้อน้ี
จะเปน็ เหตทุ ใ่ี หท้ ่านและความงว่ งนนั้ ได้
4. ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นทา่ นควรยอนช่องหูทัง้ สองข้างและลูบตัวด้วยฝา่ มือ ข้อนี้จะเป็นเหตุที่ให้
ท่านละความงว่ งนัน้ ได้
16
5. ถา้ ยังละไมไ่ ด้ แต่น้นั ท่านควรลกุ ขึ้นยนื แลว้ ลบู นัยน์ตาดว้ ยน้ำ เหลียวดูทิศท้ังหลายแหงนดูดาว
นักษตั รฤกษ์ ขอ้ นีจ้ ะเป็นเหตุที่ใหท้ า่ นละความงว่ งน้นั ได้
6. ถา้ ยังละไมไ่ ด้แต่นน้ั ทา่ นควรทาในใจถึงอาโลกสัญญาคอื ความสำคัญในแสงสวา่ ง ต้ัง
ความสำคัญว่ากลางวันไว้ในจิตให้เหมอื นกันทัง้ กลางวันกลางคืนมีใจเปิดเผยฉะนี้ไม่มีอะไร หุ้มห่อทำจิต
อันมแี สงสวา่ งให้เกดิ ขอ้ นีจ้ ะเป็นเหตุที่ให้ทา่ นละความง่วงนั้นได้
7. ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรอธิษฐานจงกรมกำหนดหมายเดินทางกลับไปกลับมาสำรวม
อนิ ทรียม์ ีจิตไม่คิดไปภายนอก ข้อนี้จะเป็นเหตทุ ีใ่ ห้ท่านละความง่วงนั้นได้
8. ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นท่านควรสำเร็จสีหไสยา คือนอนตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้ามี
สตสิ มั ปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกข้นึ ไว้ในใจ พอทา่ นต่นื แลว้ รบี ลุกขน้ึ ด้วยความตงั้ ใจวา่ เราจกั ไม่
ประกอบสุขในการนอน เราจักไม่ประกอบสุขในการเอนข้าง (เอนหลัง) เราจักไม่ประกอบสุขใน
การเคลิม้ หลบั โมคคลั ลานะ ทา่ นควรสำเหนียกใจอย่างน้แี ล
อนึ่ง โมคคัลลานะ ท่านควรสำเหนียกใจอย่างนี้ว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือตัว) เข้าไป สู่ตระกูล
เพราะว่า ถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล ถ้ากิจการในตระกูลนั้นมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุที่มนุษย์จะไม่นึกถึงภิกษุ
ผู้มาแล้ว ภิกษุก็จะคิดเห็นว่าเด๋ียวนี้ใครหนอ ยุยงให้เราแตกจากตระกูลนี้ เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนีม้ ีอาการ
อิดหนาระอาใจในเรา เพราะไม่ได้อะไร เธอก็จะมีความเก้อ ครั้นเก้อก็จะเกิดความคิดฟุ้งซ่าน ครั้นคิด
ฟงุ้ ซ่านแล้ว กจ็ ะเกิดความไม่สำรวม ครน้ั ไม่สำรวมแล้ว จิตกจ็ ะหา่ งจากสมาธิ
อน่งึ ทา่ นควรสำเหนียกใจอย่างน้ีว่า เราจกั ไมพ่ ูดคาซ่งึ เป็นเหตุเถียงกัน ถอื ผิดต่อกัน ดังน้ี เพราะว่า
เมื่อคำซึ่งเป็นเหตุเถียงกันถือผิดต่อกันมีขึ้น ก็จำจะต้องหวังความพูดมากเมื่อความพูดมากมีขึ้น ก็จะเกิด
ความคิดฟุ้งซ่าน ครั้นคิดฟุ้งซา่ นแลว้ ก็จะเกิดความไมส่ ารวม ครั้นไม่สำรวมแล้ว จิตก็จะห่างจากสมาธิ อนึ่ง
โมคคัลลานะ เราสรรเสริญความไม่คลุกคลีด้วยประการทั้งปวง แต่มิใช่ว่าจะไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วย
ประการทั้งปวง (เมื่อไร) คือเราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชนทั้งคฤหัสถ์บรรพชิตก็แต่ว่าเสนาสนะที่
นอนที่น่ังอันใดเงียบเสียงที่จะอือ้ อึงปราศจากลมแตค่ นเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของ ผู้ต้องการท่ี
สงัด ควรเปน็ ท่ีหลกี ออกเร้นอย่ตู ามสมณวิสัยเราสรรเสริญความคลกุ คลดี ว้ ยเสนาสนะเหน็ ปานน้นั
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนอย่างนี้แล้ว พระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติ
เพยี งเท่าไร ภิกษุชือ่ วา่ นอ้ มไปแลว้ ในธรรมท่สี ้นิ ตัณหา มคี วามสาเรจ็ ลว่ งสว่ น เกษมจากโยคธรรมล่วงส่วน
เป็นพรหมจารบี คุ คลล่วงสว่ น มที ส่ี ุดลว่ งสว่ น ประเสรฐิ สดุ กว่าเทวดาและมนษุ ย์ท้งั หลาย พระพุทธเจา้ ตรัส
ตอบวา่ โมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไดส้ ดบั วา่ บรรดาธรรมทงั้ ปวงไมค่ วรยึดมัน่ คร้นั ได้สดับดังน้ีแล้ว
เธอทราบธรรมทั้งปวงชัดด้วยปัญญาอันยิ่ง ครั้นทราบธรรมทั้งปวงชัดด้วยปัญญาอันยิ่งนั้นแล้ว
17
ย่อมกำหนดรู้ธรรมทงั้ ปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงดังนัน้ แล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอยา่ งหนึ่ง เป็น
สขุ กด็ ี ทุกข์ก็ดี มใิ ช่ทุกขม์ ใิ ชส่ ุขก็ดี เธอพจิ ารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเหน็ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องหน่าย
เป็นเครื่องดับ เป็นเครื่องสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไร ๆ
ในโลก เม่ือไมย่ ึดมั่น ยอ่ มไมส่ ะดุ้งหวาดหวนั่ เมือ่ ไมส่ ะดุ้งหวาดหวน่ั ย่อมดบั กเิ ลสใหส้ งบจำเพาะตน และ
ทราบชัดวา่ ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแลว้ กิจที่จะตอ้ งทำไดท้ ำเสร็จแลว้ กิจอนื่ ทีต่ อ้ งทำอย่างนี้อีก
มิไดม้ ี โดยย่อดว้ ยข้อปฏิบัติเพียงเท่าน้ี ภิกษชุ อื่ ว่า น้อมไปแลว้ ในธรรมที่ส้นิ ตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน
เกษมจากโยคธรรมล่วงส่วน เป็นพรหมจารีบุคคลล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วนประเสริฐสุดกว่าเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย พระโมคคัลลานะปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ก็ได้สำเร็จ
อรหัตผลในวันน้นั
พระพุทธเจ้า ทรงยกย่องพระโมคคัลลานะเป็นคู่กับพระสารีบุตรในอันอุปการะภิกษุผู้เข้ามา
อุปสมบทใหม่ในพระธรรมวินัย อีกประการหน่ึงทรงยกย่องพระโมคคัลลานะว่าเปน็ เอตทัคคะผู้ยอดเยี่ยม
กว่าภิกษุทั้งหลายด้านมีฤทธิม์ าก ฤทธิ์นี้หมายเอาคณุ สมบตั ิเป็น เครื่องสำเร็จแห่งความปรารถนา สำเร็จ
ด้วยความอธิษฐาน คือ ตัง้ ม่นั แห่งจติ ผลท่ีสำเร็จดว้ ยอำนาจฤทธนิ์ นั้ ท่านแสดงลว้ นแต่พ้นวิสัยของมนุษย์
สามารถจาริกเที่ยวไปในสวรรค์ ถามเทวบุตรบ้าง เทวธิดาบ้าง ถึงความได้สมบัติในที่นั้นด้วยกรรมอะไร
ไดร้ ับบอกแล้วกลับลงมาเล่าในมนษุ ยโลก อกี ทางหนึ่ง เท่ยี วจาริกไปในเปตโลกหรือในนิรยาบาย พบสัตว์
ไดเ้ สวยทกุ ข์มีประการตา่ ง ๆ ถามถงึ กรรมท่ไี ด้ทำในหนหลงั ได้ความแลว้ นำมาเล่าในมนษุ ยโลก อีก
ประการหนง่ึ พระพุทธเจ้าโปรดเวไนยนกิ รแต่ถา้ เปน็ ผู้ดุร้าย จะต้องทรมานให้สนิ้ พยศก่อนตรัสใช้ พระ
โมคคัลลานะใหเ้ ปน็ ผู้ทรมาน
พระโมคคัลลานะ สามารถชแี้ จงสง่ั สอนบรษิ ัทให้เห็นบาปบญุ คุณโทษโดยประจักษ์ชดั แก่ใจ ดุจว่า
ได้ไปเห็นมาต่อตาแล้วนำมาบอกเล่า การทรมานเวไนยผู้มที ิฏฐิมานะให้ ละพยศ จัดว่าเป็นอสาธารณคณุ
ไม่มีแก่พระสาวกทั่วไป การที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง พระโมคคัลลานะว่า เป็นเอตทัคคะในฝ่ายสาวก
ผู้มีฤทธิ์นั้น ประมวลเข้ากับการที่ทรงยกย่องพระสารีบุตรว่า เป็นเอตทัคคะในฝ่ายภิกษุผู้มีปัญญา
พระโมคคัลลานะ เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธเจ้าในอันยังการที่ทรงพระพุทธดำริไว้ให้สำเร็จ
พระพุทธเจ้าไดส้ าวกผมู้ ปี ัญญาเปน็ ผู้ช่วยดำริการ และไดส้ าวกผ้สู ามารถยังภารธุระที่ดำรแิ ล้วนั้นให้สำเรจ็
พระโมคคัลลานะนั้น เข้าใจในนวกรรมด้วย พระพุทธเจ้าจึงได้โปรดให้เป็น นวกัมมาธิฏฐายี
คือดูแลการก่อสร้างวัดบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ที่นางวิสาขาสร้าง พระโมคคัลลานะ นิพพานก่อน
พระพุทธเจา้ มเี รอ่ื งเลา่ ว่า ถูกผู้รา้ ยฆา่ ในคราวทพ่ี ระเถระอยู่ ณ ตำบลกาฬสิลา แควน้ มคธ พวกเดียรถีย์
ปรึกษากันว่า พระโมคคัลลานะเป็นกาลังใหญ่ของพระสมณโคดม สามารถนาข่าวในสวรรค์และนรกมา
แจ้งแกม่ นุษย์ชกั นำใหเ้ ลื่อมใส ถ้ากำจดั พระโมคคัลลานะเสยี ได้แล้ว ลัทธิฝา่ ยตนจะร่งุ เรืองข้ึนจึงจ้างผู้ร้าย
18
ใหล้ อบฆ่าพระโมคคัลลานะ ใน 2 คราวแรกพระโมคคัลลานะหนีไปได้ ผรู้ า้ ยทำอนั ตรายไม่ได้ ในคราวที่ 3
ท่านพิจารณาเห็นกรรมตามทัน จึงไม่หนี ผู้ร้ายทุบตีจนกระดูกแหลก สำคัญว่าถึงมรณะแล้ว นำสรีระไป
ซอ่ นไวใ้ นพุ่มไมแ้ ห่งหน่งึ แล้วหนไี ป ท่านยงั ไมถ่ งึ มรณะ เยยี วยาอัตภาพด้วยกำลังฌานไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ทลู ลาแล้วจึงกลบั มานิพพาน ณ ทีเ่ ดมิ ในวนั แรม 15 คา่ เดอื น 12 หลังพระสารีบุตรคร่งึ เดอื น
พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปทำฌาปนกิจแล้ว รับสั่งให้เก็บอัฐิธาตไุ ปกอ่ เจดีย์บรรจุไว้ใกล้ซุ้มประตวู ัด
เวฬุวนั กรุงราชคฤห์
5. ประวัติของพระมหากสั สปะ
พระมหากัสสปะ เดิมชื่อว่า ปิปผลิ เรียกชื่อตามโคตรว่า กัสสปะ พระมหากัสสปะ เป็นบุตร
พราหมณ์มหาศาล บิดาและมารดาจงึ ต้องการผูส้ ืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล ได้จัดการ ให้แต่งงานกบั หญงิ สาว
ธิดาพราหมณช์ อ่ื ภทั ทกาปลิ านี ในขณะท่ีท่านมอี ายุได้ 20 ปี นางภทั ทกาปิลานี มอี ายไุ ด้ 16 ปี แต่เพราะ
ท้งั ค่จู ตุ มิ าจากพรหมโลก และบำเพ็ญ เนกขมั มบารมมี า จงึ ไม่ยินดีเรอื่ งกามารมณ์ เหน็ โทษของการครอง
เรือนว่า ต้องคอยเป็นผู้รับบาปจากการกระทำของผู้อื่น ในที่สุด ทั้งสองได้ตัดสินใจออกบวชโดยการยก
ทรัพย์สมบัติทง้ั หมดใหแ้ กญ่ าติและบรวิ าร พวกเขาไดไ้ ปซื้อผ้ากาสาวพัสตร์ ต่างฝ่ายตา่ งปลงผม ไม่เห็นแก่
กันเสร็จแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์สะพายบาตรเดินลงจากปราสาทไปอย่างไม่มีความอาลัย เมื่อปิปผลิ
และภทั ทกาปิลานเี ดนิ ทางไปดว้ ยกันไดร้ ะยะหน่ึงแล้วปรึกษากันว่าการปฏบิ ัตเิ ช่นนี้ ทำใหผ้ ้พู บเห็นติเตียน
ได้ เป็นการไม่สมควร จึงได้แยกทางกัน นางภัททกาปิลานีไปถึงสำนักนางภิกษุณีแห่งหนึ่ง แล้วบวชเป็น
ภกิ ษุณี ภายหลงั ไดบ้ รรลุอรหตั ผล
วันหนง่ึ ทา่ นปิปผลิ ไดพ้ บพระพุทธเจ้าประทบั อยู่ทใี่ ต้ร่มไทรเรยี กว่าพหุปุตตกนิโครธ ในระหว่าง
กรงุ ราชคฤหแ์ ละเมืองนาลันทาตอ่ กนั มคี วามเล่อื มใส รบั เอาพระพุทธเจา้ เป็นศาสดาของตน พระองคท์ รง
รบั เป็นภกิ ษุในพระวินยั น้ี แล้วประทานโอวาท 3 ขอ้ วา่
กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่า เราจะเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงไว้ในภิกษุ ทั้งที่เป็นผู้เฒ่า
ทง้ั ทเ่ี ป็นผู้ใหม่ ทง้ั ทเี่ ปน็ กลางเป็นอย่างแรงกลา้ ดงั นี้ข้อหนึ่ง
เราจะฟังธรรมอนั ใดอันหนึ่ง ซึง่ ประกอบด้วยกุศล เราจะเงี่ยหูลงฟังธรรมนั้น พิจารณาเนื้อความ
ดังนีข้ อ้ หน่งึ
เราจะไมล่ ะสตทิ ีไ่ ปในกาย คอื พจิ ารณาร่างกายเป็นอารมณ์ ดังนขี้ อ้ หนงึ่
19
ครั้นพระพุทธเจ้าทรงส่ังสอนพระมหากัสสปะอย่างนี้แล้ว เสด็จหลีกไป พระมหากัสสปะได้ฟัง
พุทธโอวาททรงสั่งสอนแลว้ บาเพญ็ เพยี รไม่ชา้ นกั ในวนั ท่ี 8 แต่อุปสมบท ไดส้ ำเร็จพระอรหันต์
พระมหากัสสปะน้ัน โดยปกตถิ ือธุดงค์ 3 อย่าง คอื 1 ถอื ทรงผ้าบังสุกุลจีวรเปน็ วัตร 2 ถือเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตร 3 ถืออยู่ป่าเป็นวัตร พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะผู้ยอดเยี่ยมกว่าภิกษุ
ทั้งหลายด้านผู้ทรงธุดงค์ ครั้งหนึ่ง ท่านเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่เวฬุวัน พระองค์ตรสั แก่ท่านว่า กัสสปะ
เดี๋ยวนี้ท่านแก่แล้ว ผ้าป่านบังสุกุลจีวรเครื่องนุ่งห่มของท่านนี้หนักนัก ท่านจงทรงจีวรที่ท่านคฤหบดี
ถวายเถิด จงฉันโภชนะในที่นิมนต์เถิด และจงอยู่ในที่ใกล้เราเถิด ท่านทูลว่า ท่านเคยอยู่ในป่า
เที่ยวบิณฑบาต ทรงผ้าบังสุกุลจีวร ใช้แต่ผ้า 3 ผืน มีความปรารถนาน้อยสันโดษ ชอบเงียบสงัด ไม่ชอบ
ระคนดว้ ยหมู่ ปรารภความเพยี รและพดู สรรเสรญิ คุณเช่นนนั้ มานานแลว้ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า กัสสปะ
ท่านเห็นประโยชน์อะไร จึงประพฤติตนเช่นนั้น และสรรเสริญความเป็นเช่นนั้น ท่านทูลว่า เห็นอำนาจ
ประโยชน์ 2 อยา่ ง คือ การอยเู่ ป็นสุขในบดั นี้ของตนด้วย อนุเคราะห์ประชมุ ชนในภายหลังดว้ ย ประชมุ ชน
ในภายหลังทราบวา่ สาวกของพระพุทธเจา้ ท่านประพฤติตนอยา่ งนน้ั จะถงึ ทิฏฐานคุ ติ ปฏบิ ตั ิตามท่ีตนได้
เหน็ ไดย้ นิ ความปฏบิ ตั ินัน้ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่เขาส้ินกาลนาน พระพทุ ธเจ้าประทานสาธุการว่า
ดีละ ดีละ กัสสปะ ทา่ นปฏบิ ัตเิ พ่อื ประโยชน์และสุขแก่ชนเป็นอันมาก ท่านจงทรงผ้าบังสุกุลจีวรของท่าน
เถดิ จงเทยี่ วบิณฑบาตเถดิ จงอยใู่ นป่าเถิด
นอกจากน้ี พระมหากสั สปะ ยงั มคี ุณธรรมท่พี ระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งอีกหลายอยา่ งคอื ทรงเปล่ียน
สังฆาฏิกันใช้ โดยตรัสว่า มีธรรมเป็นเครื่องเสมอกัน และสรรเสริญว่าเป็น ผู้มักน้อย สันโดษ ภิกษุอื่น ๆ
ควรถือเป็นตวั อย่าง กัสสปะประพฤติตนเปน็ คนใหม่ ไมค่ ะนองวาจาใจในบงั สุกลุ เปน็ นติ ย์จติ ไมข่ ้องในสกุล
นัน้ ๆ เพกิ เฉย ตง้ั จิตเป็นกลาง กัสสปะมจี ิตประกอบไปด้วยเมตตา กรุณา แสดงธรรมแกผ่ อู้ ่ืน ทรงส่ังสอน
ภิกษุอ่ืนใหป้ ระพฤติดี โดยทรงยกเอาพระมหากัสสปะเปน็ ตัวอย่าง
ในคราวที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ท่านพานักอยู่ที่นครปาวา หาได้ตามเสด็จจาริกด้วยไม่
ทา่ นระลึกถึงพระพทุ ธเจ้า เดินทางมาจากนครปาวากับบรวิ าร พักอยูต่ ามทาง พบชีวก ผู้หน่ึงเดินสวนทาง
มาถามข่าวแห่งพระพทุ ธเจ้า ไดร้ บั บอกวา่ ปรินพิ พานเสยี แลว้ ได้ 7 วัน ในพวกภกิ ษผุ ู้บรวิ าร จาพวกท่ยี ังตดั
อาลัยมิได้ ก็ร้องไห้ราพันถึง จาพวกที่ตัดอาลัยได้แล้ว ก็ปลงธรรมสังเวช มีวุฑฒบรรพชิต คือ ภิกษุบวช
ตอนแกร่ ปู หนึง่ ช่อื สภุ ัททะ กล่าวหา้ มภกิ ษทุ ัง้ หลายวา่ อยา่ เศร้าโศกร้องไห้เลย พระศาสดาปรนิ พิ พานเสีย
ได้เป็นดีพระองค์ยงั ทรง พระชนม์อยู่ ย่อมรับสั่งหา้ มไมใ่ ห้ทำการบางอย่าง และให้ทำการบางอย่าง ที่ไม่
พอใจเรา ตัง้ แตน่ ตี้ ่อไป เราพน้ แล้วจากผูบ้ งั คับ ปรารถนาจะทาการใด ไม่ทำกไ็ ด้ พระมหากสั สปะ รำพงึ ว่า
เพียงพระพุทธเจ้าปรินพิ พานแล้วได้ 7 วนั เท่านัน้ เอง ยังมภี กิ ษผุ ูไ้ มห่ นักในพระสทั ธรรม กลา้ กล่าวจ้วงจาบ
ได้ถึงเพียงน้ี กาลนานล่วงไปไกลจะมีสักเพยี งไร ท่านใสใ่ จคำของพระสุภทั ทวุฑฒบรรพชิตไว้แลว้ ให้โอวาท
20
แกภ่ ิกษุสงฆส์ มควรแกเ่ รื่องแล้ว พาบรวิ ารเดิน ทางต่อ ถึงกสุ นิ ารานครตอนบา่ ยวนั ถวายพระเพลงิ ทา่ นได้
ถวายบังคมพระพทุ ธสรรี ะ
พระมหากัสสปะ เป็นพระสังฆเถระ
อยู่ในเวลานั้น พอถวายพระเพลิงพระพุทธ
สรีระแล้วได้ 7 วัน ท่านประชุมสงฆ์เล่าถึง
กาลที่ท่านเดินทางมาจากปาวานครเพื่อจะ
เฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ทราบข่าวปรินิพพานใน
กลางทาง มพี ระภกิ ษบุ างพวกร้องไห้อาลัยถึง
ภัททวุฑฒบรรพชิตกล่าวห้ามด้วยคำอย่างไร
และท่านรำพึงเห็นอย่างไร ยกเรื่องนี้ขึ้นเป็น
เหตุชักชวนภิกษุสงฆ์เพื่อทำสังคายนา
รวบรวมพระธรรมวินัย ตั้งไว้เป็นแบบฉบับ
เพื่อสมกับพระพุทธพจน์ที่ได้ประทานไว้เม่ือ
ครั้งปรินิพพานว่า ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อย่างใด
อันเราแสดงไว้แล้ว ได้บัญญัติ ไว้แล้ว ธรรม
วินัยนั้นจักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย ใน
เมื่อเราล่วงไปแล้ว พระสงฆ์เห็นชอบตามคำ
แนะนาของท่าน มอบธุระให้ท่านเป็นผู้เลือก
ภิกษทุ ้ังหลาย ผสู้ ามารถจะทำการสงั คายนาน้ัน
พระเถระจึงไดค้ ดั เลอื กรวมพระอรหันต์ 500 องค์ ร้อยกรองพระธรรมวนิ ยั ท่ถี า้ สัตตบรรณคูหา
แหง่ เวภารบรรพต กรงุ ราชคฤห์ ได้พระอบุ าลเี ป็นผวู้ สิ ัชนาพระวินยั ไดพ้ ระอานนท์ เป็นผู้วิสัชนาพระสูตร
พระอภิธรรม โดยมีพระเจ้าอชาตศตั รเู ป็นศาสนูปถัมภ์ ทำอยู่ 7 เดือนจึงเสร็จ แล้วอยู่ประจำท่วี ัดเวฬุวัน
ปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิตย์ ดับขันธนิพพานระหว่างกลาง กุกกุฏสัมปาตบรรพตทั้ง 3 ลูก ในกรุงราชคฤห์
นบั อายุทา่ นได้ประมาณ 120 ปี
21
6. ประวตั ขิ องพระมหากจั จายนะ
พระมหากัจจายนะ เป็นบุตรของ
พราหมณ์ปุโรหิตกัจจายนโคตรของพระเจ้า
จัณฑปัชโชติ ในกรุงอุชเชนี เดิมชื่อว่า กัญจ
นะ เพราะมีผิวกายเหมือนทองคำ แต่คน
ทั่วไปเรียกตามโคตรว่า กัจจานะหรือ กัจ
จายนะ เมื่อเจริญวัยได้ศึกษาจบไตรเพท
ไดร้ บั ตำแหนง่ ปุโรหิตแทนบิดา
ในคราวพุทธุปบาทกาล พระเจ้า
จัณฑปชั โชติ ไดท้ รงสดับวา่ พระพทุ ธเจ้าตรัส
รู้แล้วทรงสั่งสอนประชุมชน ธรรมทีท่ รงแสดง
นั้น เป็นธรรมอันแท้จริง ให้สำเร็จประโยชน์
แก่ผู้ปฏิบัติตาม มีพระราชประสงค์ใคร่ที่จะ
เชิญเสด็จพระพุทธเจ้ามาประกาศพระศาสนา
ที่กรุงอุชเชนี จึงตรัสกัจจายนปุโรหิตไปเชิญ
เสด็จ กจั จายนปุโรหิตทลู ลาจะบวชด้วย คร้นั ทรง
อนุญาตแล้ว ออกจากกรงุ อุชเชนีพร้อมด้วยบริวาร 7 คน มาถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าแล้ว เข้าไปเฝา้
ได้ฟังพระธรรมเทศนา บรรลุอรหัตผลพร้อมทั้ง 8 คนแล้ว ทูลขออุปสมบท พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้
เป็นภิกษุ ท่านทูลเชิญเสด็จไปกรุงอุชเชนี ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าจัณฑปัชโชติ พระพุทธเจ้า
รับสั่งว่า ท่านไปเองเถิด เมื่อท่านไปแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจักทรงเลื่อมใส ท่านถวายบังคมลา พาภิกษุ
บริวาร 7 รูป กลบั ไปกรุงอชุ เชนี ประกาศพระพทุ ธศาสนาใหพ้ ระเจา้ จณั ฑปชั โชติและชาวพระนครเล่ือมใส
แล้ว กลบั มาสำนกั พระพทุ ธเจ้า
พระมหากจั จายนะน้ัน เป็นผูฉ้ ลาดในการอธิบายความแห่งคาที่ยอ่ ให้พิสดาร พระพุทธเจ้าทรงยก
ย่องว่า เปน็ เอตทคั คะผูย้ อดเย่ียมกวา่ ภิกษุทั้งหลายด้านผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร วนั หน่ึง พระพุทธเจ้า
ทรงแสดงธรรมว่า ผมู้ ปี ญั ญา ไมค่ วรตามคดิ ถึงส่ิงทล่ี ว่ ง ไปแล้ว ไมค่ วรจะมุ่งหมายส่ิงท่ียังมาไม่ถึง เพราะว่า
ส่งิ ท่ีล่วงไปแลว้ สิง่ นั้นกล็ ะเสยี แล้ว สิ่งใดยังมาไมถ่ งึ แล้ว สิ่งนั้นกย็ ังไมไ่ ดม้ าถงึ ผูใ้ ดเห็นแจ้งใน พระธรรมท่ี
เกิดขึ้นจาเพราะหน้าในที่ น้ัน ๆ ในกาลนั้น ๆ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ครั้นรู้ธรรมนั้นแล้วพงึ ให้ธรรม
นั้นเจริญ เนือง ๆ ความเพียรควรทำเสียในวันนี้แล ใครเล่าจะพึงรู้ว่า ความตายจะมีต่อพรุ่งนี้ เพราะว่า
22
ความผัดเพี้ยนต่อมฤตยูราชที่มีเสนาใหญ่ ไม่มีเลย ผู้รู้ที่เป็นคนสงบระงับ ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้มีความ
เพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน อยู่ด้วยความไม่ประมาท อย่างนี้ว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ครั้น
ตรัสอยา่ งนแ้ี ล้ว เสด็จลกุ เขา้ วิหารที่ประทบั ภิกษทุ ง้ั หลายไมไ่ ดช้ ่องเพื่อจะกราบทูลถามความแห่งคำที่ตรัส
โดยย่อให้เข้าใจกว้างขวาง เห็นความสามารถของพระกัจจายนะ จึงไปหาอาราธนาให้ท่านอธิบาย ท่าน
อธิบายใหภ้ ิกษุเลา่ นั้นฟงั โดยพิสดาร แล้วกลา่ ววา่ ถ้าทา่ นทัง้ หลายไมเ่ ขา้ ใจ กจ็ งเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูล
ถามความน้นั เถิด พระองค์ทรงแก้อย่างไร จงจำไวอ้ ย่างนัน้ เถิด ภกิ ษเุ ล่านั้นลาพระกัจจายนะกลบั มาเข้าไป
เฝ้าพระพทุ ธเจา้ ทลู ความนน้ั ให้ทรงทราบ พระองคต์ รัสสรรเสริญพระกัจจายนะ ว่าภกิ ษทุ ้ังหลาย แม้เราก็
คงแกเ้ หมือนกจั จายนะแก้แล้วอยา่ งนน้ั ความของธรรมทีเ่ ราแสดงแล้วโดยยอ่ น้ัน อย่างนั้น ท่านทั้งปวงจำ
ไวเ้ ถิด พระกัจจายนะเปน็ ผูฉ้ ลาดในการอธิบายคำที่ย่อใหก้ ว้างขวาง พระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสริญในทางน้ัน
มีดังนีเ้ ป็นตัวอย่าง ครั้งหน่ึง พระกัจจายนะอยู่ ณ เขาโกรก คือ มีทางขึ้นด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นโกรก
อีกนัยหนง่ึ ว่าอยู่ ณ ภูเขาชือ่ ปวัตตะ แขวงเมืองกุรรฆระ ในอวนั ตชี นบท อุบาสกคนหนึง่ ชอ่ื โสณกฏุ กิ ัณณะ
ผูอ้ ปุ ฏั ฐากของท่านปรารถนาจะบวช ไดอ้ อ้ นวอนขอให้ทา่ นสงเคราะหเ์ นือง ๆ มาในทีส่ ุดท่านรับบรรพชา
ให้ ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้า ประทานพุทธานุญาต ให้พระสงฆเ์ ป็นเจ้าหน้าที่รับอุปสมบทคนผูข้ อเข้าคณะ
แล้ว สงฆ์มีจำนวนภิกษุ 10 รูป ที่เรียกว่า ทสวรรค จึงให้อุปสมบทได้ ในอวันตที ักขิณาชนบทมีภกิ ษุน้อย
กวา่ พระมหากจั จายนะจะชมุ นุมภิกษุเข้าเป็นสงฆท์ สวรรคอุปสมบทโสภณสามเณรได้ ต้องใช้เวลาถึงสาม
ปี ดว้ ยเหตนุ ้ี เมอื่ พระโสณะ ลาเพอื่ จะไปเฝ้าพระพทุ ธเจ้าผเู้ สด็จประทับอยู่ ณ กรงุ สาวตั ถีในเวลานนั้ ท่าน
สัง่ ใหไ้ ปถวายบงั คม และให้กราบทลู ถงึ การปฏิบัตพิ ระวนิ ัยบางอยา่ ง อนั ไม่สะดวกแก่ภกิ ษผุ ู้อยู่ในชนบท มี
การอุปสมบทนั้นดังกล่าวแล้วเป็นต้น พระพุทธองค์ได้ทรงทราบจากพระโสณะแล้ว ได้ทรงอนุญาตผ่อน
ปรนในข้ออุปสมบทไม่สะดวกนั้น ประทานพระพุทธานุญาตว่า ให้พระสงฆ์มีจำนวน 5 รูป ทำการ
อุปสมบทกุลบุตร ในปัจจันตชนบทได้ นอกจากนี้ ท่านได้ทูลขอพระพุทธานุญาตให้ทรงแก้ไขพระพุทธ
บญั ญัตบิ างขอ้ ซ่ึงขัดตอ่ ภมู ิประเทศ เช่น
ขอให้ทรงอนุญาตรองเทา้ เปน็ ชนั้ ๆ ในปัจจนั ตชนบทได้
ขอให้ทรงอนญุ าตการอาบน้ำเปน็ นติ ย์ในปัจจนั ตชนบทได้
ขอให้ทรงอนญุ าตเคร่ืองลาดที่ทำด้วยหนังสตั วใ์ นปัจจันตชนบทได้
ขอใหต้ รสั บอกวิธปี ฏิบตั ใิ นจวี รท่เี ขาลบั หลงั (ผ้าถงึ มอื จงึ ช่อื วา่ ไดร้ บั )
พระมหากัจจายนะ เป็นผู้มีรูปงาม มีผิวเหลือง ผิดจากที่เข้าใจกันว่าอ้วนล่า เนื่องด้วยรปู สมบัติ
ของท่าน มเี รอ่ื งเล่าว่า เศรษฐบี ุตรเมืองโสเรยยะ เหน็ ท่านแล้ว นึกดว้ ยอกุศลจติ ว่า ถ้าได้มีภรรยารูปอย่าง
ทา่ นจะดีนกั หนา ด้วยอานาจบาปน้ัน เพศแห่งเศรษฐีบุตรน้นั กลับเปน็ สตรี ได้ความอาลัยเป็นอย่างย่ิง ต่อ
ไดข้ อขมาท่านแล้ว เพศจึงกลบั เป็นบุรษุ ตามเดิม
23
เม่ือพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ดับขันธปรินิพพานแลว้ พระมหากัจจายนะ อยู่ท่ีปา่ ไม้คนุ ธา แขวงมธุรราช
ธานี พระเจ้ามธุรราชบตุ ร เสด็จเข้าไปหาตรัสถามถึงเรือ่ งที่พวกพราหมณ์เล่าลือกันวา่ วรรณะพราหมณ์
ประเสริฐที่สุด วรรณะอื่นเลว วรรณะพราหมณ์ขาว วรรณะอื่นดำ วรรณะพราหมณ์เป็นบุตรของ
พระพรหม เกดิ จากปากพระพรหม พระพรหมสรา้ งสรรค์ เป็นทายาทของพระพรหม
พระเถระตอบว่า นั่นเป็นเพียงคำโฆษณาเท่านั้น แล้วได้อธิบายให้พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร
ยอมรับวา่ วรรณะท้ัง 4 เสมอกนั หมดตามความจรงิ 5 ประการ คือ
1. ในวรรณะ 4 เหล่านี้ วรรณะเหล่าใด เป็นผู้มั่งมี วรรณะเดียวกันและวรรณะอื่น ย่อมเข้าเปน็
เสวกของวรรณะน้ัน
2. วรรณะใด ประพฤติอกุศลกรรมบถ เบื้องหน้าแต่มรณะ วรรณะนั้น ย่อมเข้าสู่อบายเสมอกัน
หมด ไมม่ ีพิเศษ
3. วรรณะใด ประพฤติกุศลกรรมบถ เบื้อหน้าแต่มรณะ วรรณะนั้น ย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์
เหมอื นกนั หมด
4. วรรณะใด ทำโจรกรรม ทำปรทาริกกรรม วรรณะนั้นต้องรับราชอาญาเหมือน กันหมด ไม่มี
ยกเวน้
5. วรรณะใด ออกบวช ตั้งอยู่ในศีลธรรม วรรณะนัน้ ย่อมไดร้ ับความนับถอื และได้รับบำรุง และ
ได้รับการคุ้มครองรกั ษาเสมอกนั หมด
พระเจ้ามธุรราช ตรัสสรรเสริญธรรมภาษิตของพระเถระ แล้วแสดงพระองค์เป็นอุบาสก
ถึงพระเถระ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ท่านทูลห้ามว่า อย่าถึงท่านเป็นสรณะเลย จงถึง
พระพุทธเจ้าเป็นสรณะของท่านเถิด พระเจ้ามธุรราชตรัส ถามว่า เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้านั้น เสด็จอยู่
ณ ที่ไหน ท่านทูลว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานเสียแล้ว พระเจ้ามธุรราชตรัสวา่ ถ้าพระองค์ได้ทรงสดับวา่
พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในที่ใด แม้ไกลเท่าไกล ก็จะไปเฝ้าให้จงได้ แต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเสียแล้ว
พระองค์ขอถึงพระพุทธเจ้า แม้ปรินิพพานแล้วนั้น พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะท่านดำรงชนมายุ
สังขารอย่สู มควรแกก่ าลเวลาก็ดบั ขนั ธนพิ พาน
24
7. ประวัตพิ ระอานนท์
พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของ
พระเจ้าสุกโกธนะ พระกนิษฐภาดาของพระ
เจ้า สุทโธทนะ พระมารดาพระนามว่า พระ
นางกีสาโคตมี มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของ
พระพุทธเจ้า ประสูติที่กรุงกบิลพัสดุ์ เป็น
สหชาตกิ บั พระพุทธเจา้
พระอานนท์เถระเป็นเจ้าชายเช้ือ
สายศากยะ ได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษา
อย่างดี เป็นสหายสนิทของเจ้าชายภัททิยะ
เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิ
มพิละ และเจ้าชายเทวทัต เมื่อพระพุทธเจ้า
ได้ทรงสละราชสมบัติ เสด็จออกผนวชและ
สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า เสด็จไปโปรดพระ
พุทธบิดาและพระประยูรญาติ ณ กรุง
กบิลพัสดุ์ ในพรรษา ท่ี 5 ขณะที่พระพุทธ
องค์ประทบั อยทู่ ่กี รุงกบิลพัสดมุ์ พี ระญาติหลาย
องค์ออกผนวชตามเหลือแต่กุมารเหล่านี้ คือ พระมหานามะ พระอนุรุทธ พระภัททิยะ พระภัคคุ พระกิ
มพิละ พระอานนท์ และพระเทวทัต เมื่อพระพุทธเจา้ เสดจ็ จากกรุงกบลิ พสั ด์ุ พวกศากยะไดว้ ิพากษว์ ิจารณ์
กนั ว่า พวกตนได้ใหโ้ อรสของตน ๆ ซึง่ เปน็ เพ่ือนเลน่ ของเจ้าชายสิทธัตถะ ในคราวพธิ ีขนานพระนาม ออก
ผนวชตามเสด็จ แตพ่ ระกมุ ารเหลา่ นี้เห็นทจี ะไม่ใชพ่ ระญาติกบั พระพุทธเจ้าจึงไม่ออกผนวชตาม พระมหา
นามะได้สดับคำวิพากษ์วิจารณ์ ทรงรู้สกึ ละอาย จึงปรึกษาพระอนุรทุ ธะวา่ ต้องออกบวชคนหน่ึง ในท่ีสุด
อนุรุทธะ ออกผนวช จึงไปทูลลา พระมารดา พระมารดาไม่อนุญาต ท่านทูลอ้อนวอนจนพระมารดาทรง
อนญุ าต แต่ทรงมเี ง่ือนไขว่าหากพระเจ้าภัททิยศากยราชออกผนวชดว้ ย จงึ ทรงอนญุ าต อนรุ ทุ ธะพยายาม
ชักชวนพระเจ้าภทั ทยิ ะจนตกลงพระทัยออกผนวช ตอ่ มาท่านชกั ชวนกุมารอกี 5 องค์ มีพระอานนท์ เป็น
ตน้ รวมทงั้ อบุ าลีภูษามาลา ตามเสด็จพระพุทธองค์ไปเพือ่ ขอบรรพชาอุปสมบท ไดเ้ ข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่
อนปุ ยิ อมั พวัน เขตอนุปยิ นิคม แควน้ มัลละ
25
พระอานนทเ์ ถระบวชไม่นาน ได้ฟงั ธรรมจากท่านพระปณุ ณมันตานบี ุตรก็บรรลุ พระโสดาปตั ติผล
ยังไมบ่ รรลุพระอรหัตผล ในชว่ งปฐมโพธิกาล หลังจากตรัสรู้แล้ว 20 พรรษานั้น ยังไม่มพี ระภิกษุใดปฏิบัติ
รบั ใชพ้ ระพทุ ธองคเ์ ป็นประจำ มีแต่พระภิกษุผลัดเปล่ยี นวาระกนั ปฏบิ ัติ เช่น พระนาคสมาละ พระนาคติ ะ
พระอุปวาณะ พระสาคตะ และพระเมฆิยะ เป็นต้น บางคราวการผลัดเปลี่ยนบกพร่อง องค์ที่ปฏิบัติอยู่
ออกไปแต่ต้ององค์ใหม่ยังไม่มาแทน ทาให้พระพุทธองค์ต้องประทับอยู่ตามลาพังขาดผู้ปฏิบัติ บางครั้ง
พระภกิ ษุผู้ปฏบิ ัตกิ ด็ อื้ ดึงขดั รับสงั่ ของพระพทุ ธองค์ เช่น ครัง้ หนงึ่ เป็นวาระของพระนาคสมาลเถระท่านได้
เสด็จตามพระพุทธองค์ไปทางไกล พอถึงทาง 2 แพร่ง พระเถระทราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค
ขอพระองคเ์ สดจ็ ไปทางนเี้ ถิด พระเจ้าขา้ พระพุทธองคต์ รสั ว่า อยา่ เลยนาคสมาละ ไปอีกทางหนึง่ จะดกี วา่
พระนาคสมาละ ไม่ยอมเชื่อฟังพระดำรัส ขอแยกทางกับพระพุทธองค์ ทาท่าจะวางบาตรและจีวรของ
พระพุทธองค์ที่พื้นดิน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า นาคสมาละ เธอจงส่งบาตรและจีวรมาให้ตถาคตเถิด
พระนาคสมาละ ถวายบาตรและจีวรแดพ่ ระพุทธองค์แลว้ แยกทางเดินไปตามที่ตนตอ้ งการไปได้ไม่ไกลนัก
ก็ถูกพวกโจรทำร้ายจนศีรษะแตกแล้วแย่งชิงเอาบาตรและจีวรไป ทั้งที่เลือดอาบหน้ารีบกลับมาเฝ้า
พระพุทธเจ้า กราบทลู เลา่ เร่อื งใหท้ รงทราบ พระพุทธองคจ์ งึ ตรสั ว่า อย่าเสยี ใจไปเลย นาคสมาละ ตถาคต
หา้ มเธอกเ็ พราะเหตนุ ี้ พระพทุ ธองค์ได้รบั ความลำบากพระวรกายเพราะถกู ปล่อยให้ประทบั อยู่ตามลำพัง
หลายครั้ง จึงมีพระดำรัสรับสั่งให้พระภิกษุสงฆ์เลือกสรรภิกษุทำหน้าที่ปฏิบัติพระองค์เป็นพระประจำ
ภิกษุทั้งหลายมีฉันทามติมอบหมายให้พระอานนท์เถระรับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากตลอดกาลเป็นนิตย์
ด้วยเห็นว่าท่านเป็นผู้มีสติปัญญา ขยัน อดทน รอบคอบ และเป็นพระญาติใกล้ชิดย่อมจะทราบพระ
อธั ยาศยั เปน็ อยา่ งดี
แต่ก่อนที่พระเถระจะตอบรับทาหน้าที่เป็นพุทธอุปฏั ฐากนั้น ท่านได้กราบทูลขอพร 8 ประการ
ดังน้ี
1. ขออย่าประทานจวี รอันประณีตแกข่ ้าพระองค์
2. ขออย่าประทานบณิ ฑบาตอนั ประณีตแก่ขา้ พระองค์
3. ขอไดโ้ ปรดอย่าให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์
4. ขอได้โปรดอย่าพาขา้ พระองคไ์ ปในท่ีนิมนต์
5. ขอพระองค์จงเสด็จไปสทู่ ่ีนิมนต์ท่ขี ้าพระองคร์ บั ไว้
6. ขอให้ข้าพระองคพ์ าบรษิ ทั ท่มี าจากแดนไกลเข้าเฝ้าพระพทุ ธองค์ได้ในขณะท่มี าถึง
7. ถา้ ขา้ พระองค์เกิดความสงสัยขน้ึ เมอื่ ใด ขอให้ขา้ พระองค์เขา้ เฝา้ ทลู ถามความสงสยั ไดเ้ มือ่ น้ัน
8. ถ้าพระองค์แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องใดที่ลับหลังข้าพระองค์ ขอได้โปรดตรัส พระธรรม
เทศนาเรือ่ งน้ันแก่ขา้ พระองคอ์ ีกคร้งั
26
พระพุทธเจา้ ไดส้ ดบั คำกราบทูลขอพรของพระอานนทเ์ ถระแลว้ ได้ตรัสถามถงึ คณุ และโทษของ
พร 8 ประการว่า ดกู ่อนอานนท์ เธอเหน็ คณุ และโทษอย่างไร จงึ ขออยา่ งน้ัน พระอานนท์เถระกราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพรข้อที่ 1-4 ข้างต้น ก็จะมีคนพูดติฉินนินทา ได้ว่า
พระอานนทป์ ฏิบัติบำรุงอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า จงึ ไดล้ าภสักการะมากมายอย่างนี้ การปฏิบัติอุปัฏฐากมิได้
หนักหนาอะไรเลย ถ้าข้าพระองคไ์ ม่ไดร้ ับพรข้อท่ี 5-7 จะมคี นพูดได้อกี วา่ พระอานนท์ จะบำรุงอุปัฏฐาก
พระพุทธเจ้าไปทำไม แม้กิจเพียงเทา่ นี้ พระพทุ ธองค์ ก็ไม่ทรงอนุเคราะห์ อนึ่ง โดยเฉพาะถ้าข้าพระองค์
ไม่ไดร้ บั พรข้อสุดท้ายแลว้ หากมผี ู้มาถามธรรมข้อนพี้ ระพุทธองค์แสดงท่ีไหน ถ้าขา้ พระองคไ์ ม่ทราบ เขาก็
จะตำหนไิ ด้วา่ พระอานนท์ติดตามพระพุทธเจ้าไปทุกหนแหง่ ดุจเงาตามตวั แต่เหตไุ ฉนจึงไม่รู้แม้แต่เร่ือง
เพียงเท่านี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นคุณและโทษ ดังกล่าวมานี้ จึงได้กราบทูลขอพรทั้ง 8
ประการน้นั พระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้า เมอื่ ได้สดบั คำช้ีแจงของพระอานนท์แล้ว จงึ ประทานสาธุการและประทานอนุญาต
ให้ตามที่ขอทุกประการ ตั้งแต่นั้นมาพระเถระก็ปฏิบัติหน้าที่บารุงอุปัฏฐาก พระพุทธองค์ตลอดมาตราบ
เท่าถึงเสดจ็ เขา้ สูน่ พิ พาน
พระเถระได้ปฏิบัติหน้าที่อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าด้วยความอุสาหะมิได้บกพร่อง อีกทั้งมีความ
จงรกั ภกั ดเี ปน็ อยา่ งย่ิง แม้แตช่ วี ิตของตนก็ยอมสละแทนพระพุทธองคไ์ ด้ เชน่ ในคราวท่พี ระเทวทัต ยุยง
ให้พระเจา้ อชาตศัตรูปลอ่ ยช้างนาฬาครี ี ด้วยหวังจะใหท้ ำอนั ตรายพระพุทธองค์ ขณะเสด็จออกบิณฑบาต
ในกรุงราชคฤห์ ในขณะที่ช้างนาฬาคีรีวิ่งตรงเข้ามาหาพระพุทธองค์นัน้ พระอานนท์เถระผู้เปีย่ มล้นดว้ ย
ความกตัญญูและความจงรกั ภักดี ไดย้ อมมอบกายถวายชีวติ เป็นพทุ ธบูชา ออกไปยนื ขวางหนา้ ชา้ งไว้ หวัง
จะใหท้ ำอันตรายตนแทน แต่พระพุทธองค์ได้ทรงแผ่เมตตาไปยงั ช้างนาฬาคีรี ดว้ ยอำนาจแห่งพระเมตตา
บารมี ทำใหช้ า้ งสร่างเมาหมดพยศลดความดุร้าย ยอมหมอบถวายบังคมพระพทุ ธองค์ แล้วลกุ ข้นึ เดินกลับ
เขา้ สโู่ รงช้าง ดว้ ยอาการอนั สงบ
พระอานนท์เถระ ได้ปฏิบัติพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด มิได้ประมาทพลาดพลั้ง ได้ฟังพระธรรม
เทศนาทั้งที่แสดงแก่ตนและผูอ้ ื่น ทั้งที่แสดงตอ่ หน้าและลบั หลัง อีกทั้งท่านเป็นผู้มีสติปัญญาทรงจำไว้ได้
มาก จึงเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม พระพุทธเจ้าทรงยกยอ่ งท่านในตำแหน่งเอตทคั คะผู้ยอดเยี่ยมกวา่
ภกิ ษุท้งั หลายถึง 5 ด้าน คอื
1. เปน็ พหสู ตู (ทรงจาพทุ ธวจนะไดม้ ากที่สุด)
2. เปน็ ผู้มีสติ
3. เปน็ ผมู้ ีคติ (แนวในการจาพุทธวจนะ)
27
4. เป็นผู้มธี ิติ (ความเพียร)
5. เปน็ พทุ ธอุปัฏฐาก
ในกาลท่พี ระพุทธองคใ์ กลเ้ สดจ็ ดบั ธันธป์ รนิ พิ พาน พระอานนท์เถระ มีความน้อยเนื้อต่ำใจทีต่ นยัง
เป็นเพียงพระอริยบคุ คลชั้นพระโสดาบัน อีกทั้งพระบรมครูก็จะเสด็จเข้าสู่ พระปรินิพพานในอีกไมช่ ้าน้ี
จึงหลีกออกไปยืนร้องไห้แต่เพียงผู้เดยี วข้างนอก พระพุทธองค์รับส่ังให้ภิกษไุ ปเรียกเธอมาแล้วตรสั เตือน
เธอให้คลายทุกข์โทมนัสพร้อมตรัสพยากรณ์ว่า อานนท์ เธอจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในวันที่ทำ
ปฐมสงั คายนา
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดบั ขันธปรินิพพานไปแล้ว พระมหากัสสปะเถระได้นัดประชมุ พระอรหันต์
ขีณาสพ จำนวน 500 รูป เพื่อทำปฐมสังคายนา โดยมอบให้พระอานนท์รับหน้าที่วิสัชนาพระสูตรและ
พระอภิธรรม แต่เนื่องจากพระอานนท์ยังเป็นเพียงพระโสดาบัน ท่านจึงเร่งทำความเพียรอย่างหนัก
แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เกิดความอ่อนเพลีย ท่านปรารภที่จะพักผ่อนอิริยาบถสักครู่ จึงเอนกายลงบนเตียง
ในขณะทเี่ ทา้ พ้นจากพื้นศีรษะกาลงั จะถงึ หมอน ทา่ นกส็ ำเรจ็ เป็นพระอรหนั ต์ในระหว่างอิรยิ าบถทั้ง 4 คือ
ไม่ไดอ้ ยใู่ นอริ ยิ าบถอยา่ งหน่ึง อยา่ งใด คอื อิริยาบถยืน เดนิ น่ัง หรือนอน นบั ว่าท่านบรรลเุ ปน็ พระ
อรหันต์แปลกกวา่ พระเถระรปู อ่นื ๆ
พระอานนท์ ดำรงอายุสงั ขารอยนู่ านถงึ 120 ปี พิจารณาเหน็ วา่ สมควรที่จะนพิ พานได้แลว้ ทา่ นจงึ
เชิญพระญาติทั้งฝ่ายศากยะและฝ่ายโกลิยะ ไปที่ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี ซึ่งกั้นเขตแดนระหว่างกรงุ กบิลพัสดุ์
และกรุงเทวทหะ กอ่ นที่จะนพิ พาน ทา่ นเหาะข้นึ ไปบนอากาศ ไดแ้ สดงธรรมส่งั สอนเทวดาและพระประยูร
ญาติทั้งสองฝ่ายตลอดทั้งพุทธบริษัทอื่น ๆ เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้วท่านได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า เม่ือ
อาตมานพิ พานแลว้ ขอใหอ้ ฐั ธิ าตุของอาตมาน้ีแยกออกเป็น 2 สว่ น จงตกลงท่ฝี ง่ั กบลิ พัสดข์ุ อง พระประยรู
ญาติฝ่ายศากยวงศ์ส่วนหนึ่ง และจงตกที่ฝั่งเทวทหะของพระประยูรญาติฝ่ายโกลิยวงศ์ส่วนหนึ่ง เพ่ือ
ป้องกันมิใหพ้ ระประยรู ญาติทัง้ สองฝ่ายทะเลาะววิ าทกันเพราะแยง่ พระธาตุ
ครั้นอธิษฐานเสร็จแล้วก็เสด็จดับขันธนิพพาน ณ เบื้องบนอากาศ ในท่ามกลางแม่น้าโรหิณีน้ัน
เตโชธาตุกเ็ กิดข้นึ เผาสรีระของท่านเหลือแตก่ ระดกู และแยกออกเป็น 2 สว่ น แลว้ ตกบนพื้นดนิ ของ 2 ฝ่ัง
แม่น้ำโรหิณีนั้น สมดังที่ท่านอธิษฐานไว้ทุกประการ ท่านได้ชื่อว่าเป็นพุทธสาวกที่ได้บรรลุกิเลสนิพพาน
และขันธนิพพานแปลกกวา่ พระสาวกรปู อ่ืน ๆ
28
8. ประวัติพระอบุ าลี
พระอุบาลี เป็นบุตรช่างกลั บก (ช่างตดั ผม) ในกรุงกบลิ พสั ด์ุ ได้เป็นทเ่ี ลอ่ื มใสเจรญิ พระหฤทัยแห่ง
เจ้าในศากยวงศ์ 5 พระองค์ คือ ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ ภัคคุ กิมพิละ ก็ได้รับตำแหน่งเป็น
นายภูษามาลาแห่งเจ้าศากยวงศ์เหล่านั้น เมื่อพระพุทธเจา้ เสด็จไปโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์
ตามคำทูลอาราธนาของพระกาฬุทายีเถระ เหล่าขัตติยกมุ ารในแต่ละสาขาของศากยวงศอ์ อกบรรพชาจึง
ออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ โดยกระบวนพยหุ ยาตรา เหมือนเสด็จประพาสอุทยาน อุบาลีภูษามาลาตามเสด็จ
ในฐานะมหาดเล็กคนสนทิ
ครั้นถึงพรมแดนอื่นเจ้าชายทั้งหมดสั่งให้กระบวนตามเสด็จกลับทรงดำเนินไปตามลำพัง 6
พระองค์พร้อมด้วยอุบาลีเมื่อเห็นว่าไปไกลแล้ว ทั้ง 6 จึงส่งอุบาลีภูษามาลากลับและทรงเปลื้อง
เครือ่ งประดบั ออกเอาภษู าห่อมอบให้อุบาลเี พ่ือใชเ้ ป็นทรัพย์เล้ยี งชีพ
อบุ าลีภูษามาลาเดินทางกลบั พรอ้ มหอ่ เครอื่ งประดับท่ีไดร้ ับ เมื่อเดินมาสกั ระยะหนงึ่ ฉกุ คิดว่า ถ้า
กลับไปเจ้าศากยะในกรุงกบิลพัสดุ์จะคิดว่าเราลวงเจ้าชายมาประหารชิงเอาเครื่องประดับตกแต่ง อนึง่
ศากยะ ทั้ง 6 ยังทรงผนวชได้ ทำไมเราจึงจะบวชบา้ งไมไ่ ด้ จึงแก้หอ่ ผ้าเครอ่ื งประดับแขวนไว้บนต้นไม้พูด
วา่ ของนี้เราสละ ใครเห็นก็จงนำไป แล้วเดินกลบั ไปเฝ้า เหล่าศากยกมุ ารทอดพระเนตรเห็น อุบาลีเดนิ
กลับมาจึงรับสั่งถาม อุบาลีก็เล่าเรื่องราวให้ทราบ เหล่าขัตติยกุมารจึงพาอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
29
กราบทูลขอบวช ทรงขอให้พระพุทธองค์บวชให้นายอุบาลีก่อน เพื่อต้องการลดมานะ ความถือตัวของ
ตนเองท่เี ป็นกษตั ริย์ เมือ่ บวชหลงั อบุ าลตี ้องทำความเคารพผทู้ ่บี วชก่อน แมผ้ ูน้ ้ันเคยเปน็ มหาดเลก็ รับใช้มา
กต็ าม พระพุทธเจ้าโปรดให้อุบาลีไดบ้ วชก่อนดว้ ยวิธเี อหภิ กิ ขุอปุ สมั ปทา จากนน้ั ทรงให้ศากยกมุ ารผนวช
พระอุบาลีนั้น ครั้นบวชแล้ว เรียนกรรมฐานในสานักพระพุทธเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์อยู่ป่า พระพทุ ธองคต์ รสั ว่า ดูกอ่ นภิกษุ เมอื่ อยูป่ ่าธุระอย่างเดียว
เทา่ น้ันจะเจริญงอกงาม แต่เมื่ออยู่ในสานักของเราทัง้ วิปสั สนาธุระและคนั ถธรุ ะจะบริบูรณ์ พระอุบาลีน้ัน
รับพระดำรสั ของพระพทุ ธเจา้ แลว้ กระทำวิปสั สนากรรมฐานไม่นานกไ็ ดบ้ รรลพุ ระอรหนั ต์
ทา่ นพระอุบาลเี ถระเรยี นพระวินยั ปิฎก จากพระโอษฐข์ องพระพุทธเจ้าโดยตรง จึงมคี วามชำนาญ
พระวินัยได้วินิจฉัยเรื่องภารุกัจฉะ เรื่องอัชชุกะ และเรื่องกุมารกัสสปะ ถูกต้องตามพระวินัย เป็นเหตุให้
พระพุทธเจ้าประทานสาธุการ และทรงถือเรือ่ งนั้นเป็นอัตถปุ ปตั ติเหตุ (ต้นเรื่อง) ได้ทรงแตง่ ตั้งทา่ นไวใ้ น
ตำแหนง่ เอตทัคคะวา่ เปน็ ยอดเย่ยี มกวา่ ภิกษทุ ้ังหลายดา้ นวนิ ยั ธร (ผทู้ รงพระวินยั )
ในคัมภีร์อรรถกถามีประวัติของท่านว่าในอดีตท่านเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อสุชาต ในนครหังสวดี
สะสมทรัพย์ไว้ 80 โกฏิ มคี วามร้อู ยา่ งย่ิง มหาชนต่างนับถือ แต่ทา่ นเองไมน่ ับถือผู้ใดดว้ ย สมยั นั้น ยังไม่มี
พระพทุ ธเจา้ เวลานน้ั ท่านมมี านะกระดา้ งไมเ่ หน็ ผูท้ ่ีควรบชู า ตอ่ มาเมื่อพระพทุ ธเจา้ พระนามว่าปทุมุตตระ
เสดจ็ อบุ ตั ิขึน้ ในโลก เสด็จเขา้ มายงั นครหังสวดเี พ่ือแสดงธรรมโปรดพุทธบิดา มหาชนหลงั่ ไหลมาฟังธรรม
เป็นบริเวณประมาณ 1 โยชน์ ดาบสชื่อสุนันทะได้สร้างปะราดอกไม้ขึ้นบังแสงแดดเพ่ือมหาชนตลอดทัง้
พุทธบรษิ ัท เมื่อพระพทุ ธเจา้ ทรงประกาศอรยิ สัจ 4 บริษัทแสนโกฏไิ ด้บรรลธุ รรม พระพุทธองค์ทรงแสดง
ธรรมตลอด 7 วัน 7 คืน วันที่ 8 ทรงพยากรณส์ นุ ันทดาบสวา่ ในแสนกัปนบั จากน้ไี ป จะมีพระศาสดาเสด็จ
อุบัติขึ้นในโลก สมภพในราชตระกลู พระเจา้ โอกกากราช พระนามว่าโคดม ดาบสนี้จะเกิดเป็นพุทธสาวก
นามวา่ อบุ าลีและจะไดเ้ ป็นเอตทัคคะย่ิงกว่าสาวกอืน่
ทา่ นฟังพระดำรสั ของพระพุทธองค์ปรารถนาไดต้ ำแหน่งผู้เปน็ เลิศในพระวนิ ัย ท่านจึงซื้อสวนชื่อ
โสภณะ ด้านหน้าพระนครด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง สร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า ท่านสร้างเรือนยอดปราสาท
มณฑป ถ้ำ คูหา และที่จงกรม สร้างเรือนอบกาย โรงไฟ โรงเก็บน้ำและห้องอาบน้ำถวายพระภิกษุสงฆ์
ถวายปัจจัย คอื ตั่ง เตียง ภาชนะเครอ่ื งใช้สอยและยาประจำวดั ทกุ อยา่ ง ใหส้ ร้างกำแพงอย่างม่นั คงสรา้ งที่
อยู่อาศัยให้ทา่ นผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่ไว้ในสังฆาราม ด้วยทรัพย์จำนวนแสนหนึง่ รวมเป็นสองแสน เมื่อสร้าง
เรียบร้อย นิมนต์พระพุทธเจ้า ให้เสด็จมาเพื่อถวายพระอาราม เมื่อถึงเวลาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วย
พระขีณาสพหนึ่งพัน เสด็จเข้าไปสู่อารามท่านถวายภัตตาหารได้ทูลถวายอารามพระพุทธเจ้าครั้นทรง
รบั สังฆารามทรงอนโุ มทนาและทรงพยากรณพ์ ราหมณ์
30
ในกัปที่สองหลังภัทรกัปนี้ไปท่านเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าอัญชสะผู้มีพระเดชานุภาพยิ่งใหญ่
พระนามว่าจันทนะ เจ้าชายเป็นคนกระด้างแข็งกร้าว ถือตัว มัวเมาในชาติตระกูล ยศ และโภคะ วันหนง่ึ
เสด็จประพาสอุทยานนอกพระนคร ทรงช้างชื่อว่าสิริกะ แวดล้อมด้วยกองทัพไพร่พลและบริวาร
ในระหว่างทางที่จะไปนั้น ท่านพบพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า เทวละทรงดาเนินผ่านหน้าช้างไป
ท่านไล่ช้างล่วงเกินพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยพระบารมีของพระปัจเจกพุทธเจ้า ช้างพระที่นั่งกลับแสดง
อาการโกรธและไมย่ อมย่างเท้า ยนื หยุดน่งิ เมื่อเหน็ ช้างไม่พอใจ พาลโกรธเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้า
แล้วไปยงั พระอุทยานไมพ่ บความสาราญ ณ ที่นน้ั เหมอื นคนถกู ไฟไหมศ้ ีรษะ ถกู ความกระวนกระวายแผด
เผา เหมอื นปลาตดิ เบ็ด พ้ืนแผน่ ดนิ เสมอื นไฟลกุ ไปท่วั เม่อื ภัยเกิดข้ึนอย่างนที้ ่านจงึ เข้าไปเฝ้าพระราชบิดา
เลา่ เร่อื งให้ฟงั พระเจา้ อัญชสะไดฟ้ ังทรงตกพระทัยตรัสวา่ เพราะไม่เคารพต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าพวกเรา
จะพินาศกันทั้งหมด จะให้พระปัจเจกพุทธมุนีอดโทษ ภายใน 7 วัน แว่นแคว้นของเราจะพินาศหมด
ทา่ นจงึ เข้าไปเฝา้ พระปัจเจกพุทธเจา้ ขอขมา พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงยกโทษให้ ดว้ ยผลกรรมน้ี ท่านต้อง
เกิดมาในตระกลู ต่ำในปจั จุบันชาติ
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 3 เดือน พระอุบาลีได้รับสมมติจากสงฆ์มีพระมหากัสสปะ
เป็นประธาน ใหเ้ ปน็ ผวู้ สิ ัชนาพระวินัยปิฎก ในครง้ั ทำปฐมสงั คายนา ทา่ นดำรงชนมายสุ ังขารอย่พู อสมควร
แกก่ าลเวลาแลว้ ก็ดบั ขันธนิพพาน
31
9. ประวตั ิพระสิวลี
พระสิวลี เป็นพระโอรสของพระนาง
สุปปวาสา ผู้เปน็ พระราชธิดาของพระเจ้ากรุง
โกลิยะ จำเดิมแต่ปฏิสนธิในครรภ์ของพระ
มารดานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ก็มิได้ทำ
พระมารดาใหล้ ำบาก แตก่ ลับทำพระมารดาให้
สมบูรณ์ด้วยลาภสักการะด้วยอำนาจพุทธานุ
ภาพ เมื่อครบกำหนดจึงประสูติโดยง่าย
เหมอื นน้ำไหลออกจากหม้อน้ำ
สาเหตุที่พระสิวลีอยู่ในครรภ์นานถึง
7 ปี 7 เดือน 7 วัน เป็นเพราะบุรพกรรม ใน
อดีตของท่าน มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง ท่าน
เคยเปน็ กษตั ริย์ ยกกองทพั ไปลอ้ มเมืองหนึ่งไว้
นานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วนั ในกาลนน้ั พระ
นางสุปปวาสาเป็นพระชนนี ให้โอรสของ
พระองค์กักประตูไม่ให้ชาวพระนครออกได้
ชาวพระนครจึงฆ่าพระราชาของตนแล้วถวาย
เมอื ง ด้วยกรรมนั้นตามใหผ้ ลในชาตินี้ พระนางสปุ ปวาสา ผมู้ ารดา ขณะทท่ี รงพระครรภ์แก่ คิดขนึ้ ได้ว่า
พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเพอ่ื ละทุกข์ได้ พระสงฆ์ปฏบิ ัตเิ พือ่ ละทกุ ข์ไดพ้ ระนิพพานเปน็ สุข
พระนางปรารภกับพระสวามี ปรารถนาจะถวายทานก่อนที่จะทิวงคต จึงส่งพระสวามีไปเฝ้า
พระพุทธเจ้าเพ่อื ไปกราบทลู เรอ่ื งนี้แลว้ นิมนตพ์ ระพุทธเจา้ พร้อมกบั กำชบั วา่ ถา้ พระองค์ ตรัสคำใด ขอให้
ตั้งใจจดจำคำน้ันใหด้ ีแล้วกลับมาบอกพระนาง พระสวามีจึงเดินทางไปแล้วกราบทลู ข่าวแด่พระพทุ ธองค์
พระพทุ ธเจ้าตรัสว่า ขอพระนางสปุ ปวาสาโกลยิ ธิดา จงมคี วามสขุ จงมคี วามสบาย ไมม่ ีโรค จงคลอดบุตร
ทห่ี าโรคมไิ ดเ้ ถิด พระสวามีได้ยินดงั น้นั จึงถวายบังคมพระศาสดา ทรงมุง่ หนา้ เสดจ็ กลับพระราชนิเวศน์
ในเวลาเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเสร็จ พระกุมารก็คลอดจากพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาอยา่ ง
สะดวก เหล่าพระญาติและบริวารที่นั่งล้อมอยู่เริ่มหัวเราะ ทั้งที่หน้านอง ด้วยน้าตา มหาชนยินดีแล้ว
ร่าเริงแล้ว ได้กราบทลู ข่าวทีน่ ่ายนิ ดแี ดพ่ ระราชาทกี่ ำลังเสด็จกลับ พระราชาเห็นอาการของชนเหล่าน้ันก็
ทราบวา่ พระดำรัสทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั เหน็ และเปน็ ผลแล้ว จงึ เลา่ เรอ่ื งของพระพุทธเจา้ น้นั แดพ่ ระราชธิดา
32
การประสูติของทารก ได้ดับจิตที่ เร่าร้อนของพระประยูรญาติทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจงึ
เฉลมิ พระนามของกมุ ารนนั้ ว่า สิวลี
เมื่อพระนางมีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว มีพระประสงค์ท่ีจะถวายมหาทานติดต่อกันเป็นเวลา
7 วัน จึงแจ้งความประสงค์แก่พระสวามีให้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มารับ
มหาทานอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ตลอด 7 วนั ในวนั ถวายมหาทานนนั้ สวิ ลีกมุ ารมีพระวรกาย
เขม้ แขง็ ดจุ กุมารผู้มพี ระชนม์ 7 พรรษา ได้ช่วยพระบดิ าและพระมารดาจดั แจงกิจตา่ ง ๆ มีการนำธมกรก
(กระบอกกรองนา้ ) มากรองน้ำด่มื และอังคาสพระพุทธเจ้าและหมู่พระภิกษุสงฆ์ ในขณะท่ีสิวลีกุมารช่วย
พระบิดาและ พระมารดาอยูน่ ้ัน ท่านพระสารีบุตรเถระได้สังเกตดอู ยู่ตลอดเวลาและเกิดความรูส้ ึกพอใจ
ในพระราชกุมารน้อยเป็นอย่างมาก ครั้นถึงวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย พระเถระได้สนทนากับสิวลีกุมาร
แล้วชักชวนให้มาบวชสิวลีกุมาร ผู้มีจิตน้อมไปในการบวชอยู่แล้ว เมื่อพระเถระชักชวน จึงกราบทูลขอ
อนุญาตจากพระบิดาและพระมารดา เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงติดตามพระเถระไปยังพระอาราม
พระสารบี ตุ รเถระ ผู้รับภาระเปน็ พระอุปัชฌาย์ได้สอนพระกรรมฐานเบ้อื งตน้ คือ ตจปญั จกกรรมฐานท้ัง
5 ได้แก่ เกสา (ผม) โลมา (ขน) นขา (เล็บ) ทันตา (ฟัน) ตโจ (หนัง) ให้พิจารณาของทั้ง 5 เหล่านี้ว่า
เปน็ ของไม่งาม เป็นของสกปรก ไม่ควรเข้าไปยึดตดิ หลงใหลในสิง่ เหล่าน้ี สิวลกี มุ ารได้สดับพระกรรมฐาน
นั้นแล้วนำไปพิจารณา ในขณะที่จรดมีดโกนเพื่อโกนผมครั้งแรกนั้นท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
จรดครั้งที่ 2 ท่านได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี จรดมีดโกนลงคร้ังที่ 3 ท่านได้บรรลุเป็นอนาคามี และเมื่อ
โกนผมเสร็จ ทา่ นไดบ้ รรลเุ ป็นพระอรหันต์
ในเวลาต่อมา พระพุทธเจา้ ได้เสดจ็ ไปยังเมืองสาวัตถี พระสิวลเี ถระถวายอภิวาทแลว้ กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะทดลองบุญของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงมอบภิกษุ 500 รูปแก่
ข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าตรัสสั่งว่า จงรับไปเถิดสิวลีท่านพาภิกษุ 500 รูป แล้วเดินทางบ่ายหน้าไปสู่
หิมวันตประเทศ ผ่านดงที่เทวดาสิงอยู่ที่ต้นไทรที่เห็น เป็นครั้งแรก เทวดานั้นได้ถวายทานตลอด 7 วนั
เทวดาทั้งหลายได้ถวายทานทุก ๆ 7 วัน ในสถานที่ทั่ว ๆ ไป ที่ท่านเห็นต่างกรรมต่างวาระกันดังนี้ คือ
ทา่ นเหน็ ต้นไทรเป็นคร้ังแรก เห็นภูเขาชือ่ ว่าปัณฑวะเป็นคร้งั ที่ 2 เหน็ แมน่ ้ำจิรวดี เปน็ ครงั้ ที่ 3 เห็นแม่น้ำ
วรสาครเป็นครั้งที่ 4 เห็นภูเขาหิมวันต์เป็นครั้งที่ 5 ถึงป่าฉัททันต์ เป็นครั้งที่ 6 ถึงภูเขาคันธมาทน์เป็น
ครง้ั ที่ 7 และพบพระเรวตะ เปน็ คร้ังที่ 8 ประชาชนทง้ั หลาย ได้ถวายทานในที่ทุกแห่งตลอด 7 วันเท่านั้น
ก็ในบรรดา 7 วัน นาคทัตตเทวราช ที่ภูเขาคันธมาทน์ ได้ถวายบณิ ฑบาตชนิดน้ำนม (ขีรบิณฑบาต) สลับ
วันกับถวายบิณฑบาตชนิดเนยใส (สัปปิบิณฑบาต) วันเว้นวัน ลำดับนั้นภิกษุสงฆ์ จึงถามท่านเทวราชว่า
ของที่ท่านนำมาถวายนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อแม่โคนมที่เขารีดนมถวายแด่เทวราชนี้ก็มิได้ปรากฏ
33
การบีบทำนำ้ นมส้มก็มไิ ด้ปรากฏ นาคทัตตเทวราช ตอบว่า นี้เป็นอานิสงส์แหง่ การถวายสลากภัตรน้ำนม
ในกาลแห่งพระกสั สปทศพล
ตอ่ มา พระพุทธเจ้าทรงอ้างเหตแุ หง่ การทีพ่ ระขทิรวนยิ เถระจดั การต้อนรับใหเ้ ปน็ อตั ถปุ ปัตติเหตุ
(เหตเุ กิดแหง่ เรอื่ ง) ในการท่ที รงแต่งตงั้ พระสวิ ลีเถระไวใ้ นตำแหน่งแห่งภกิ ษุ ผเู้ ลศิ ในบรรดาภกิ ษุผู้เลิศด้วย
ลาภและเลศิ ด้วยยศทงั้ หลาย ในศาสนาของพระองค์ในเรอื่ งนี้ มเี หตเุ กดิ ข้นึ อยา่ งนี้
ในสมัยหนึ่ง พระขทิรวนิยเรวตเถระ ซึ่งเป็นน้องชายของพระสารีบุตรได้หนีการแต่งงานที่บิดา
มารดาจัดการให้มาขอบวชในสำนักพระภิกษุ ซึ่งมีภิกษุอยู่ประมาณ 30 รูป เหล่าพระภิกษุสอบถามดู
ทราบว่าเปน็ น้องชายของพระสารบี ุตรท่ีท่านได้เคยแจง้ ไว้ก่อนว่า ถา้ น้องชายมาขอบวช ก็อนุญาตให้บวช
ได้ จึงได้ทำการบวชให้แล้วส่งข่าวมายังท่านพระสารีบุตร ครั้งนั้น เมื่อพระสารีบุตรทราบข่าวดังน้ัน
จึงกราบทูลพระพุทธเจ้าเพื่อขอไปเยี่ยม พระพุทธเจ้า ทรงทราบว่า พระเรวตะ เริ่มทำความเพียรเจริญ
วิปัสสนา จึงทรงห้ามพระสารีบุตรถึง 2 ครั้ง ในครั้งที่ 3 เมื่อพระสารีบุตรทูลอ้อนวอนอีก ทรงทราบว่า
พระเรวตะบรรลุอรหันตผลแล้วจึงทรงอนุญาต และตรัสว่าจะทรงไปด้วยพร้อมเหล่าพระสาวกอ่ืน
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารก็ได้เสด็จออกไปด้วยพระประสงค์ว่า จะไปเยี่ยม
พระเรวตะ คร้ันเดนิ ทางมาถงึ ณ ที่แห่งหนึง่ ซ่ึงเป็นหนทาง 2 แพร่ง พระอานนเถระกราบทลู ถาม พระ
พทุ ธองคว์ ่า ขา้ แต่พระองคผ์ เู้ จริญ ตรงน้มี หี นทาง 2 แพรง่ ภกิ ษสุ งฆจ์ ะไปทางไหนพระเจ้าข้า พระพทุ ธเจ้า
ตรัสถามวา่ อานนทห์ นทางไหนเปน็ หนทางตรง พระอานนทก์ ราบทูลวา่ ขา้ แต่พระองค์ผเู้ จริญ หนทางตรง
มีระยะประมาณ 30 โยชน์ แต่เป็นหนทางที่มีอมนุษย์ ส่วนหนทางอ้อมมีระยะทาง 60 โยชน์ เป็น
หนทางสะดวกปลอดภัยหาภิกษาได้ง่ายพระพุทธเจ้าตรสั วา่ อานนท์ สิวลีได้มาพร้อมกับพวกเรามิใชห่ รอื
พระอานนท์ กราบทูลว่า ใช่ พระสิวลมี าแลว้ พระเจ้าขา้ พระพุทธเจ้าตรสั วา่ ถ้าอย่างนั้น พระสงฆ์จงไป
ตามเส้นทางตรงน้ันแหละ เราจะไดท้ ดลองบญุ ของพระสวิ ลี พระพุทธเจ้ามีพระภิกษุสงฆ์เป็นบรวิ าร เสด็จ
ขนึ้ ส่เู สน้ ทาง 30 โยชนเ์ พอ่ื จะทรงทดลองบุญของพระสวิ ลีเถระ
จำเดิมแต่ที่ได้เสด็จไปตามหนทาง หมู่เทวดาได้เนรมิตพระนครในทุก ๆ โยชน์ช่วยกันจัดแจง
พระวิหารเพื่อเปน็ ท่ีประทบั และท่ีอยู่แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพทุ ธเจ้าเป็นประมุข พวกเทวบุตร ได้ถือข้าวยาคู
และของเคี้ยวเปน็ ต้น ไปเที่ยวถามอยวู่ ่า พระผูเ้ ปน็ เจ้าสิวลีไปไหน ดังนีแ้ ล้ว จงึ ไปหาพระเถระ พระเถระจึง
ให้นาเอาสักการะและสัมมานะเหล่านัน้ ไปถวายพระพทุ ธเจ้า พระพุทธองค์พร้อมทั้งบริวารเสวยบุญของ
พระสวิ ลีเถระผเู้ ดียว ไดเ้ สดจ็ ไปตลอดทางกนั ดารประมาณ 30 โยชน์
ฝ่ายพระเรวตเถระ ทราบการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า จึงเนรมิตพระคันธกุฎีเพื่อพระพุทธองค์
นิรมิตเรอื นยอด 500 ทีจ่ งกรม 500 ท่ีพักกลางคืนและท่พี ักกลางวัน 500 พระพุทธเจ้าประทบั อยใู่ นสำนัก
34
ของพระเรวตะเถระนั้นสิน้ กาลประมาณเดือนหนึง่ แม้ประทับอยู่ในที่นั้น ก็เสวยบุญของพระสวิ ลีนั่นเอง
แมพ้ ระพุทธองคพ์ าภิกษสุ งฆ์ไปกเ็ สวยบุญของ พระสวิ ลเี ถระตลอดกาลประมาณเดอื นหน่ึงนน่ั แลอีก เสด็จ
เขา้ ไปส่บู ุพพารามตามลำดับ
ในกาลตอ่ มา พระพทุ ธเจ้าประทบั นัง่ ในท่ามกลางหม่พู ระอริยเจา้ แลว้ ทรงสถาปนาพระเถระนั้นไว้
ในตำแหน่งเอตทัคคะวา่ ดูก่อนภิกษทุ ั้งหลาย พระสิวลีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษสุ าวกของเราผู้มีลาภ ด้วย
อำนาจบญุ ทีท่ ่านพระสิวลี ได้บำเพ็ญสั่งสมอบรมมาตั้งแต่อดีตชาติ เปน็ ปจั จัยสง่ ผลให้ท่านเจริญด้วยลาภ
สกั การะ โดยมีเทพยดา นาค ครฑุ และมนษุ ยท์ ้งั หลาย นำมาถวายมิไดข้ าดตกบกพรอ่ งไมว่ ่าท่านจะอยู่ใน
ที่ใด ๆ ในป่า ในบ้าน ในน้า หรือบนบก เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองคจ์ ึงทรงประกาศให้ปรากฏในหมู่
พุทธบริษัท ตรัสยกย่องท่านในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้มีลาภมาก นับว่า
ท่านพระสิวลีเถระเป็น พระมหาสาวกอีกรูปหนึ่งที่ได้ช่วยกิจการพระศาสนา แบ่งเบาภาระของ
พระพทุ ธเจา้ เปน็ อย่างมาก ท่านดำรงอายสุ ังขารโดยสมควรแกก่ าลเวลาแลว้ ก็ดบั ขนั ธนพิ าน
35
10. ประวตั ิพระราหลุ
พระราหุล เป็นโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะกับพระนางพิมพา (ยโสธรา) พระราชนัดดาของ
พระเจา้ สุทโธทนะ ผคู้ รองกรงุ กบลิ พสั ดุ์
เมื่อเจา้ ชายสทิ ธัตถะได้ตรัสรเู้ ป็นพระสมั มาสัมพุทธเจา้ แลว้ เสด็จมาเทศนาโปรดพระประยูรญาติ
ประทับอยู่ที่นิโครธาราม และได้เสด็จไปที่พระราชนิเวศน์ของพระนางพิมพา พระนางได้ส่งพระราหุล
กมุ ารผู้เปน็ พระโอรสออกมา ให้ทูลขอราชสมบัติ พระพุทธเจ้า ทรงดำรวิ า่ สมบตั ิทัง้ หลายท่ีจะถาวรมั่นคง
และประเสริฐกว่าอริยทรัพย์มิได้มี เราควรจะให้สมบัติคืออริยทรัพย์แก่ราหุล จึงเสด็จกลับไปยังนิโคร
ธาราม ราหลุ กมุ ารตามเสด็จไปด้วย พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรัสสัง่ พระสารบี ุตรว่า จงบวชให้ราหุลเถิด พระเถระ
รับพุทธบัญชา แต่ว่า พระกุมารนั้นยังเลก็ เกินไป อายุได้ 7 ขวบ ไม่ควรท่ีจะเป็นสงฆ์ พระเถระจงึ ทลู ถาม
พระพุทธองค์ถึงวิธีบวช พระพุทธองค์ตรัสให้ใช้วิธีติสรณคมนูปสัมปทา เปล่งวาจาถึงพระรัตนตรัย
ให้พระกุมารบวช วิธีนี้ได้ใช้กันสืบมาถึงทุกวันนี้ เรียกว่าบวชเณร พระราหุลนี้ ได้เป็นสามเณรรูปแรกใน
พระพุทธศาสนา ครั้นเวลาพ้นอายุกาลครบ 20 ปี จงึ อปุ สมบทด้วยวิธญี ตั ติจตตุ ถกรรม
ในสมัยเปน็ สามเณร ท่านสนใจใคร่ศึกษาพระธรรมวนิ ยั ลกุ ขึ้นแต่เช้า เอามอื ทัง้ สองกอบทรายได้
เต็ม แล้วตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ตนได้รับโอวาทจากพระพุทธเจ้าหรือ พระอุปัชฌาย์อาจารย์
จดจำ และเข้าใจใหไ้ ดจ้ ำนวนเทา่ เม็ดทรายในกอบน้ี
36
วนั หนึง่ ทา่ นอยู่ในสวนมะมว่ งแห่งหน่ึง พระพุทธเจา้ เสด็จเขา้ ไปหา แลว้ ตรสั จูฬราหุโลวาทสูตร
แสดงโทษของการกล่าวมุสา อุปมาเปรียบกับน้ำที่ทรงคว่ำขันเททิ้งไปว่า ผู้ที่กล่าวมุสาทั้งที่รู้แก่ใจ
ความเป็นสมณะของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำในขันนี้แล้วทรงชี้ ให้เห็นว่า ไม่มีบาปกรรมอะไรที่ผู้หมด
ความละอายใจกล่าวเท็จ ทั้ง ๆ ที่รู้จะทำไม่ได้ ต่อมาได้ฟังมหาราหุโลวาทสูตรใจความว่า ให้พิจารณา
รา่ งกายใหเ้ ห็นเป็นธาตุ 5 ประการ คอื ดนิ น้า ไฟ ลม อากาศ ตดั ความยดึ ถือว่า นั่นไมใ่ ช่ของเรา เราไม่ได้
เป็นนั่น นั่นไมใ่ ช่ตัวตนของเรา แล้วตรัสสอนให้อบรมจิต คิดใหเ้ หมือนกบั ธาตุแตล่ ะอย่างวา่ แม้จะมีสิ่งที่น่า
ปรารถนาหรอื ไม่นา่ ปรารถนาถูกต้อง ก็ไมม่ ีอาการพอใจรักใคร่ หรือเบื่อหน่ายเกลยี ดชงั สุดทา้ ย ทรงสอน
ให้เจริญเมตตาภาวนาเพื่อละพยาบาท เจริญกรุณาภาวนาเพื่อ ละวิหิงสา เจริญมุทิตาภาวนาเพื่อละ
ความริษยา เจริญอุเบกขาภาวนาเพื่อละความขัดใจ เจริญอสุภภาวนาเพื่อละราคะ เจริญอนิจจสัญญา
ภาวนาเพื่อละอัสมมิ านะ ท่านไดพ้ ยายามฝกึ ใจไปตามน้ัน ในที่สุดไดส้ ำเร็จอรหัตผล
พระราหุลเถระน้ี เป็นผใู้ ครใ่ นการศกึ ษาดงั ได้กล่าวมาแลว้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้รับยกย่องจาก
พระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ใคร่ในการศกึ ษาท่านดำรงชนมายุสังขารอย่โู ดย
ควรแก่กาลเวลา กด็ บั ขนั ธนพิ พาน
37
11. ประวัติพระมหาปชาบดโี คตมีเถรี
มหาปชาบดีโคตรมีเถรี เป็นพระธิดา
ของพระเจ้าอัญชนะกับพระนางยโสธรา ในกรุง
เทวทหะ เดมิ พระนามว่าโคตมี เป็นพระกนษิ ฐ
ภคินี (น้องสาว) ของพระนางสิริมหามายา เมื่อ
พระนางสิริมหามายาทิวงคตแล้ว ได้รับการ
สถาปนาไว้ในตาแหนง่ พระอัครมเหสี มพี ระโอรส
ชื่อ พระนันทะ พระธิดาชื่อ รูปนันทา ทรง
มอบให้นางสนมเล้ียงดู ส่วนพระนางคอยเลี้ยงดู
เจา้ ชายสิทธตั ถราชกุมาร
ครน้ั เมื่อพระบรมโพธสิ ัตว์เสด็จออกทรง
ผนวช ไดบ้ รรลุพระสัพพญั ญตุ ญาณแล้ว เสด็จไป
โปรดพระประยรู ญาติ ณ กรุงกบลิ พสั ดุ์ เสดจ็ เข้า
ไปบิณฑบาตในพระนคร และทรงแสดง
ธรรมกถาโปรดพระเจ้าสุทโธทนพุทธบิดา ใน
ระหวา่ งถนน ให้ดำรงอริยภมู ชิ นั้ โสดาบัน ครั้นวันท่ี
2 เสดจ็ เขา้ ไปรบั อาหารบิณฑบาตในพระราชนเิ วศน์ ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบดิ าและพระน้านาง ยัง
พระบิดาใหด้ ำรงอยู่ในพระสกทาคามี ยงั พระนา้ นางให้บรรลุพระโสดาบนั และในวันรุ่งขึ้น ทรงแสดงมหา
ปาลชาดกโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ พอจบลงพระพุทธบดิ าทรงบรรลุเปน็ พระอริยบคุ คลชน้ั พระอนาคามี
ในวันที่ 4 แห่งการเสด็จโปรดพระประยูรญาติ พระพุทธองค์เสด็จไปในพิธี อาวาหมงคล
อภิเษกสมรสนันทกุมารพระอนุชาต่างพระมารดากับพระนางชนปทกัลยาณี เมื่อเสร็จพิธีอาวาหมงคล
พระพุทธองคไ์ ดน้ ำนนั ทกุมาร ไปบวชในวันนน้ั คร้นั ถงึ วันที่ 7 แหง่ การเสดจ็ กรงุ กบิลพัสดุ์ ไดท้ รงพาราหุล
กมุ ารออกบวชเปน็ สามเณรอีก จงึ ยงั ความเศรา้ โศก ใหบ้ งั เกิดแก่พระเจา้ สทุ โธทนะยงิ่ นกั เพราะเกรงวา่ จะ
ขาดรชั ทายาทสืบสนั ตติวงศ์ คร้ันกาลตอ่ มาพระเจ้าสทุ โธทนะไดบ้ รรลุพระอรหัตผลแล้วเข้าสนู่ ิพพาน
ครั้นนั้น พระนางมหาปชาบดีเกิดว้าเหว่พระหฤทัย ปรารถนาจะทรงผนวช ก็ประจวบเกิดเหตุท่ี
ชาวพระนครทั้ง 2 คือ เมืองกบิลพัสด์ุกับเมืองโกลิยะทะเลาะกัน ในเรื่องการแย่งน้ำในแม่น้าโรหิณีที่ไหล
ผ่านระหว่างพระนครทั้งสองจนถึงขั้นจะรบกัน พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จไปเทศนาอัตตทัณฑสูตรโปรด
38
พระญาติในระหวา่ งเมอื งทั้งสองใหเ้ ข้าใจกนั พระญาติทัง้ หลายทรงเลื่อมใสแล้ว จงึ ได้มอบถวายพระกุมาร
ฝ่ายละ 250 องคใ์ ห้บวชตาม
เสด็จพระพุทธเจ้า ครั้นเมื่อบวชแล้ว พระชายาของทา่ นเหล่าน้ัน ก็ได้ส่งข่าวไปยังพระภิกษหุ นมุ่
เหล่านั้น ทำให้ท่านเหล่านั้นเกิดความไม่ยินดีในเพศสมณะ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นเกดิ
ความเบื่อหน่ายในสมณะวิสัย จึงทรงนำภกิ ษุหนุ่ม 500 รูปเหล่าน้ันไปสู่สระชื่อว่ากุณาละ ประทับนั่งบน
แผ่นหินที่เคยประทับนัง่ ในครั้งที่พระองค์เสวยพระชาติเป็น นกดุเหว่า ทรงเทศนาด้วยเรื่องกุณาลชาดก
เพ่อื บรรเทาความไมย่ นิ ดีของภกิ ษุเหล่าน้นั พอจบเทศนา พระภิกษหุ น่มุ เหลา่ นั้นท้งั หมด ดำรงอยู่ในโสดา
ปัตติผล แล้วทรงนากลบั มาสปู่ ่ามหาวนั อกี ครง้ั หนึ่งทรงกระทำพระภกิ ษเุ หล่านั้นให้ดำรงอยใู่ นอรหัตผล
ฝา่ ยพระชายาของพระภิกษเุ หลา่ นนั้ เมอื่ ได้ส่งขา่ วไปเพื่อจะดูใจพระภิกษุเหล่านั้นว่ายังปรารถนา
ในเพศคฤหัสถ์หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า พวกเราไม่ปรารถนาท่ีจะครองเรอื น พระนางเหล่านั้นทรงดำริว่า
เมอ่ื เปน็ อย่างน้นั กไ็ มม่ ปี ระโยชนอ์ นั ใดที่พวกเราจะกลับไป ยงั เรอื น เราจะไปเข้าเฝ้าพระนางมหาปชาบดี
เพอื่ ขออนญุ าต แล้วจะออกบวช พระชายาทัง้ 500 นาง จงึ เขา้ ไปเฝ้าพระนางมหาปชาบดีทลู วา่ ข้าแตพ่ ระ
แมเ่ จา้ ขอพระแม่เจ้าโปรดอนุญาตใหห้ ม่อมฉันทั้งหลายบวชเถดิ
พระนางมหาปชาบดีเอง ก็ทรงปรารถนาที่จะออกบวชอยู่แล้วจึงได้พาสตรีเหล่านั้น ไปเฝ้า
พระพทุ ธเจา้
โดยสมัยนั้น พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ ในสักกะชนบท ครั้งนนั้
พระนางมหาปชาบดีโคตมีเข้าไปเฝา้ ถวายบงั คมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ทีค่ วรสว่ นข้างหนึง่ ครน้ั แลว้ ได้กราบทูล
ขอประทานวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอสตรีพึงได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคต
ประกาศแล้ว พระพุทธเจา้ ตรสั ห้ามว่า อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจ การที่สตรีออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย แม้ครั้งที่สองและครั้งที่สามที่พระนางทูลอ้อนวอนต่อ
พระพุทธเจ้า เพอื่ ทรงอนุญาตใหส้ ตรบี วชได้ แต่พระพุทธองคก์ ็ทรงห้ามเสยี ทั้งสามคร้ัง
ครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมี ทรงน้อยพระทยั วา่ พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต ให้สตรีออก
จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยทีพ่ ระองค์ประกาศแล้ว มีทุกข์เสียพระทัย มีพระพักตรน์ อง
ด้วยนา้ พระเนตร ทรงกันแสงพลางถวายบังคมลา ทำประทกั ษิณแลว้ เสด็จกลับไป
39
คร้ังน้นั พระพทุ ธเจ้าประทับอยู่ในกรุง
กบิลพัสด์ุตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จหลีก
จาริกไปโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลี ข่าวว่า
พระองคป์ ระทับอยูท่ ี่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวนั
เขตพระนครเวสาลนี ้นั ครงั้ นนั้ พระนางมหาป
ชาบดโี คตมี ให้ปลงพระเกสา ทรงพระภูษาย้อม
ฝาด พร้อมด้วยนางสากิยานีมากด้วยกัน เสด็จ
ตามพระพุทธองค์ไปทางพระนครเวสาลี เสด็จ
ถึงเมืองเวสาลี กูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน
โดยลาดับ เวลานั้น พระนางมีพระบาททั้งสอง
พอง มีพระวรกายเกลือกกล้ัวด้วยธุลี มที ุกข์ เสยี พระทัย มีพระพักตรน์ องด้วยน้ำพระเนตร ได้ประทับยืน
กรรแสงอยู่ที่ซุ้มพระทวารภายนอก ได้ยินว่า พระนางมหาปชาบดีได้มีความคิดอย่างน้ีว่า เรานี้ ทั้ง ๆ ที่
พระพทุ ธเจ้า ไม่ทรงอนญุ าตแล้ว ก็ถือเพศบรรพชิตดว้ ยตนเองทีเดยี ว ก็ความท่ีเราถอื เพศบรรพชิตอย่างน้ี
เกิดปรากฏเป็นที่ทราบไปทั่วชมพูทวีปแล้วถ้าพระพทุ ธเจ้าทรงอนุญาตให้บวช ข้อนั้นจะเป็นการดี แต่ถ้า
พระองค์ไมท่ รงอนุญาต จะมคี วามครหาอยา่ งใหญ่หลวง พระนางทรงปรวิ ิตกอยา่ งน้ี จึงไม่อาจจะเข้าไปยัง
วิหาร ได้ยืนทรงกรรแสงอยู่ ท่านพระอานนท์ได้เห็นพระนางมหาปชาบดีโคตมี มีพระบาททั้งสองพอง มี
พระวรกายเกลอื กกลั้วดว้ ยธลุ ี มที ุกข์ เสียพระทยั มีพระพักตร์นองด้วยน้าพระเนตร ประทบั ยืนกรรแสงอยู่
ที่ซุ้มพระทวารภายนอก จึงถามถึงสาเหตุกับพระนาง พระนางตอบว่า พระอานนท์เจ้าข้า เพราะ
พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต พระอานนท์กล่าวว่า ดูกรโคตมี ถ้า
เช่นน้นั พระนางจงรออยูท่ ี่นี่แหละสักครู่หนึง่ จนกว่าอาตมาจะทูลพระพุทธองคใ์ ห้ทรงอนุญาตให้สตรีออก
จากเรอื นบวชเป็นบรรพชิตได้
ครั้งนั้น พระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบ
ทูลว่า พระพุทธเจา้ ขา้ พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีพระบาทท้ัง 2 พอง มีพระวรกาย เกลือกกล้วั ด้วยธุลี
มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้าพระเนตร ประทับยืนกรรแสงอยู่ที่ซุ้มพระทวารภายนอก
ด้วยน้อยพระทัยว่า พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่
พระองค์ประกาศแล้ว ขอประทานวโรกาส ขอสตรีสามารถออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เถิด
พระพุทธเจา้ ขา้ พระพุทธเจ้าตรัสหา้ มวา่ อยา่ เลย อานนท์ เธออยา่ ชอบใจการทสี่ ตรอี อกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชติ ในธรรมวินยั ทีต่ ถาคตประกาศแล้วเลย แม้ครั้งท่สี องและครัง้ ท่สี ามที่ท่านพระอานนท์ได้กราบทูล
ออ้ นวอนต่อพระพทุ ธเจา้ แต่พระองค์กย็ ังทรงห้ามเสียทงั้ สามครั้ง ลำดบั น้ัน ท่านพระอานนท์ได้มีความคิด
40
ดังนว้ี ่า พระพทุ ธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกบวชเปน็ บรรพชิตในธรรมวินัยท่พี ระองค์ทรงประกาศ
แล้ว ฉะนั้น เราพึงทูลขอพระองค์ให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่พระองค์ทรงประกาศ
แลว้ โดยปริยายอืน่ พระอานนท์จงึ ไดท้ ลู ถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จรญิ มาตคุ ามออกบวชเป็น
บรรพชิตในธรรมวินัยทพี่ ระองคท์ รงประกาศแล้ว สามารถจะทำใหแ้ จ้งซึ่งพระโสดาปตั ติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผล หรืออรหัตผลไดห้ รอื ไม่ พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ มาตุคามออกบวชเปน็
บรรพชิตในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว สามารถทำให้แจ้งแม้พระโสดาปัตติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผล หรืออรหัตผลได้ พระอานนท์เถระทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ถ้าสตรีออกจากเรือนบวชเป็น
บรรพชิต ในพระธรรมวินัยที่พระองค์ประกาศแล้ว สามารถเพื่อทำให้แจ้งแม้ซึ่งพระโสดาปัตติผล
สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผลได้ พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดโี คตมี พระมาตุจฉาของ
พระองค์ ทรงมีอุปการะมาก ทรงประคับประคอง เลี้ยงดู ทรงถวายขีรธารา เมื่อพระชนนีสวรรคตได้ให้
พระองค์เสวยขรี ธารา ขอประทานวโรกาสขอสตรีพึงได้การออกจากเรือนบวชเปน็ บรรพชิต ในพระธรรม
วินัยที่พระองค์ประกาศแล้ว พระพุทธเจ้าข้าพระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถ้ามหาปชาบดีโคตมี
รับประพฤติครธุ รรม 8 ประการได้ ครุธรรม 8 ประการนี้แหละ เป็นอุปสมบทของพระนาง คอื
1. ภกิ ษณุ ีแมอ้ ปุ สมบทแล้วได้ 100 พรรษา กพ็ ึงเคารพกราบไหวพ้ ระภกิ ษุแมอ้ ุปสมบทได้วันเดยี ว
2. ภกิ ษณุ ี จะอยจู่ ำพรรษาในอาวาสท่ีไม่มีภิกษนุ ้นั ไม่ได้ ต้องอยูใ่ นอาวาสท่ีมีพระภิกษุ
3. ภกิ ษุณี จะตอ้ งทำอุโบสถกรรมและรับฟงั โอวาทจากสานกั ภิกษสุ งฆ์ทุกกึง่ เดอื น
4. ภิกษุณี อยู่จำพรรษาแล้ว วันออกพรรษาต้องทำปวารณาในสำนักสงฆ์ท้ังสองฝ่าย (ภิกษุสงฆ์
และภิกษุณสี งฆ์)
5. ภิกษุณี ถา้ ต้องอาบัติสงั ฆาทเิ สส อยู่ปริวาสกรรม ตอ้ งประพฤติมานตั ในสงฆ์ สองฝ่าย
6. ภิกษุณี ต้องอุปสมบทในสำนักสงฆ์สองฝ่าย หลังจากเป็นนางสิกขมานา รักษาสิกขาบท 6
ประการ คือ 1. เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2. เว้นจากการลักขโมย 3. เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ 4.
เวน้ จากการพูดเท็จ 5. เว้นจากการด่มื สรุ าเมรยั และของมึนเมา 6. เว้นจากการรับประทานอาหารในเวลา
วกิ าล ทง้ั 6 ประการนี้มิใหข้ าดตกบกพร่องเปน็ เวลา 2 ปี ถ้าบกพรอ่ งในระหวา่ ง 2 ปี ตอ้ งเร่ิมปฏบิ ัติใหม่
7. ภิกษุณี จะกลา่ วอักโกสกถาคือ ดา่ บริภาษภกิ ษุ ด้วยอาการอย่างใดอยา่ งหนง่ึ มไิ ด้
8. ภิกษุณี ตั้งแต่วันอุปสมบทเป็นต้นไป พึงฟังโอวาทจากภิกษุเพียงฝ่ายเดียว จะให้โอวาทภิกษุ
มิได้
พระเถระจดจำนำเอาครุธรรมทัง้ 8 ประการนมี้ าแจ้งแกพ่ ระนางมหาปชาบดีโคตมี พระนา้ นางได้
สดบั แล้ว มีพระทยั ผอ่ งใสโสมนสั ยอมรบั ปฏิบตั ิได้ทุกประการ พระพุทธองคจ์ ึงทรงประทานการอุปสมบท
ให้แก่พระน้านางสมเจตนาพร้อมศากยขตั ติยนารีที่ติดตามมาด้วยท้ังหมด เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมี
41
ไดอ้ ุปสมบทเสรจ็ แล้ว เรยี นพระกัมมฏั ฐานในสำนกั พระพุทธเจา้ อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรด้วยความไมป่ ระมาท
ไม่นานนกั กไ็ ด้บรรลุพระอรหัตผล พร้อมด้วยภิกษุณบี รวิ ารทงั้ 500 รปู และได้บำเพญ็ กจิ พระศาสนา
เต็มกำลงั ความสามารถ
ลำดบั ตอ่ มา เมอ่ื พระพทุ ธเจ้าประทับ ณ วัดพระเชตวนั ทรงสถาปนาภิกษุณใี นตำแหนง่ เอตทัคคะ
หลายตำแหนง่ พระพทุ ธองคท์ รงพจิ ารณาเห็นว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมเี ปน็ ผมู้ ีวัยวุฒิสงู คอื ร้กู าลนาน
มีประสบการณ์มาก รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาตั้งแต่ต้น จึงทรงสถาปนาพระนางในตำแหน่งเอตทัคคะ
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ในฝ่ายผู้รัตตัญญู คือรู้ราตรีนาน พระนางทรงพระชนมายุสังขารอยู่โดย
สมควรแกก่ าล ก็ดบั ขนั ธนพิ พาน
12. พระเขมาเถรี
พระเขมาเถรี เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าสาคลราช ผู้ครองสาคลนคร ในแคว้นมัททรัฐ ทรง
พระสิริโฉมงดงาม มีผิวพรรณดังสีทองเลื่อมเรื่อเป็นเงาดังแววนกยูง พระประยูรญาติได้ให้พระนามว่า
เขมา เมื่อเข้าสู่วัยสาว ได้อภิเษกสมรสเป็นพระมเหสีของพระเจา้ พมิ พสิ าร แห่งนครราชคฤห์ แคว้นมคธ
เพราะพระนางทรงมพี ระสริ ิโฉมงดงามมาก จงึ เปน็ ทโี่ ปรดปรานของพระเจ้าพิมพิสารเป็นอยา่ งย่งิ
42
ในระยะแรกท่านมิได้สนพระทัยในพระพุทธศาสนานัก ทั้งที่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงอุปถัมถ์
พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี คือ ได้ทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวนั ให้เปน็ วดั แหง่ แรกในพระพุทธศาสนา
และได้ทรงถวายปัจจัยอุปถัมถ์ภิกษุสงฆ์ ณ วัดเวฬุวันอยู่เป็นประจำในเวลาที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่
ณ วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ท่านได้ทรงทราบว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องโทษเกี่ยวกับร่างกาย
จึงทรงเกรงว่าถ้าท่านเสด็จไปเฝ้า พระพุทธองค์อาจจะทรงชีโ้ ทษเกี่ยวกับพระรูปโฉมของท่านก็ได้ จึงไม่
ยอมเสด็จไปเฝ้า พระพุทธองค์เลย แม้แต่วัดเวฬุวันที่พระเจ้าพิมพิสารทรงสร้าง ท่านก็มิได้เสด็จไปดู
พระเจ้าพิมพิสารจงึ ทรงพระดำรวิ ่า เราเป็นอคั รอปุ ัฏฐากของพระพุทธเจ้า แตอ่ ัครมเหสีของอริยสาวกเช่น
เราน้ี จะไม่ไปเฝา้ พระพุทธองค์ ข้อนีเ้ ราไมช่ อบใจเลย พระองค์จึงทรงหาอุบายท่ีจะใหไ้ ปเฝ้าพระพุทธเจ้า
และฟังธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ให้ได้ ในที่สุดทรงมีพระบัญชาให้กวีแต่งเพลงพรรณนาความงาม
วัดเวฬวุ นั ราชอุทยานด้วยถอ้ ยคำอันไพเราะ ชวนคิด ชวนฝนั ของวัดเวฬวุ ันราชอุทยาน แล้วรับส่ังให้นำไป
ขบั ร้องใกล้ ๆ ที่พระนางประทับ กม็ ีพระประสงคจ์ ะเสดจ็ ไปชม จึงเข้าไปกราบทูลพระเจา้ พมิ พิสาร ซ่ึง
พระองคก์ ็ทรงยนิ ดีใหเ้ สด็จไปตามพระประสงค์ เมอื่ พระนางเขมาได้เสดจ็ ชมพระราชอทุ ยานจนสิ้นวันแล้ว
ใคร่เสดจ็ กลับพวกราชบรุ ุษท้ังหลายไดน้ าท่านไปยังสำนกั ของพระพุทธเจ้า ทงั้ ๆ ที่ท่านไม่พอพระทัยเลย
พระพทุ ธเจ้าทอดพระเนตรเหน็ พระนางเขมากาลงั เสด็จมาเฝา้ เพือ่ ทจี่ ะให้ท่านคลายความยึดถือในความ
งาม ทรงเนรมิตนางเทพอัปสรนางหนึ่งยืนถอื พัดก้านใบตาลถวายงานพัดให้พระองค์อยู่เบื้องหลงั ซึ่งมี
ความงดงามยงิ่ กวา่ พระนางเขมาจึงตะลึงในความงามของนางเทพอปั สรแลว้ ถึงกับตกพระทยั โดยมไิ ด้
สนพระทยั ในพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจา้ และทรงดำรวิ า่ แย่แล้วสเิ รา สตรที งี่ ามปาน เทพอปั สร
เห็นปานนี้ยนื อยู่ใกล้ ๆ พระพุทธเจา้ แมเ้ ราจะเป็นปริจาริกา หญิงรับใช้ของนาง ก็ยังไมค่ ูค่ วรเลย เพราะ
เหตุไร เราจึงเปน็ ผตู้ กอยู่ในอำนาจจิตคิดช่วั หลงมวั เมาอยู่ในรปู เชน่ นี้หนอ เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาของ
พระพุทธเจ้าว่า เธอจง ดูรา่ งกายอันอาดูร ไม่สะอาด เน่าเปื่อย ไหลเข้า ไหลออก ทค่ี นโง่ปรารถนากันนัก
พระพุทธเจ้า จึงทรงบนั ดาลให้พระนางเขมาทอดพระเนตรเหน็ รูปสตรีน้ันเปลย่ี นแปลงไปตามลำดับ ให้มี
วยั สูงอายุขึน้ ๆ จนแก่ชรา มีหนงั เหย่ี วยน่ ผมหงอก ฝันหกั แก่หง่อมแลว้ ล้มกลิง้ ถึง แกก่ รรมพร้อมกับ
พัดใบตาลนัน้ เหลือแต่กระดกู ในทสี่ ุด พระนางเขมาทอดพระเนตรเห็นความเปน็ เชน่ นั้น ทรงเห็นความไม่
มแี ก่นสารของรูปสตรนี ั้น จึงทรงไดค้ ดิ คลายความยดึ ติดในความงาม จงึ ดำรวิ ่า สรีระทสี่ วยงามเห็นปานน้ี
ยังถึงกลบั ความวบิ ัติได้ แมพ้ ระสรีระของเรากจ็ ะมีคตเิ ปน็ ไปอย่างนี้เหมอื นกนั ขณะท่ีพระนางเขมากำลังมี
พระดำริอย่างนี้อยู่นั้น พระพุทธองค์ ได้ตรัสพระคาถาภาษิตว่า ชนเหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว ตกไปใน
กระแสราคะ เหมือนแมลงมุมตกไปในข่ายใย ที่ตนทำเอง เมื่อชนเหล่านัน้ ตดั กระแสเหล่านั้นได้ โดยไม่มี
เยอ่ื ใยแล้วละกามสขุ เสยี ได้ ย่อมออกบวช
43
เมื่อจบพระพุทธดำรัสคาถาภาษิตแล้ว พระนางเขมาส่งญาณไปตามกระแส พระธรรมเทศนา
กต็ รสั ขาดความรกั ไดเ้ ด็ดขาด บรรลอุ รหัตผลเป็นพระอรหนั ต์ พร้อมดว้ ย ปฏิสัมภทิ าทง้ั หลายในอรยิ าบทที่
ประทับยืนนั้นเอง เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปตามพระนางเขมา แต่เมื่อไปถึง
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสบอกกับพระเจ้าพิมพิสารว่า บัดนี้พระนางเขมาไม่อาจจะครองเพศฆารวาสได้
อีกแล้ว เพราะได้สำเร็จอรหัตผลแล้ว เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบดังนั้นจึงอนุโมทนาสาธุการ
พระพทุ ธองค์ตรัสว่า เอหิ ภิกขุ (เธอจงเปน็ ภิกษมุ าเถดิ ) เมอ่ื นนั้ พระนางเขมา ได้สวมจวี รทิพย์ซ่งึ ลอยมาใน
อากาศ พรอ้ มบรขิ ารทั้งหลายในทันที
พระเขมาเถรี เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ทิพโสตธาตุและเจโตปริยญาณ รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพ
จักษุให้บริสุทธิ์ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ญาณอันบริสุทธิ์ ในอรรถ ธรรม นิรุตติ
ปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิทั้งหลายคล่องแคล่วในกถาวัตถุ รู้จักนัยแห่งอภิธรรม ถึงความ
ชำนาญในศาสนา ภายหลัง พระเจ้าพมิ พิสารตรัสถามปัญหาละเอยี ดในโตรณวตั ถุ ได้วสิ ัชนาโดยควรแกก่ ถา
ครง้ั นน้ั พระเจ้าพมิ พิสารเสด็จเขา้ เฝ้าพระพุทธเจ้าแลว้ ทลู สอบถามปัญหาเหล่าน้นั พระพุทธเจ้า
ทรงพยากรณ์เป็นอย่างเดียวกันกับพระเถรีวิสัชนาแล้ว พระพุทธเจ้าประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ
ณ วดั พระเชตวัน เม่ือทรงสถาปนาภิกษุณีทง้ั หลายไว้ในตาแหน่งตามลำดับ ก็ทรงสถาปนาพระเขมาเถรีไว้
ในตำแหน่งเอตทัคคะ เพราะเป็นผู้มีปัญญามากและเป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา ดังความในพระสูตรว่า
ดูกร ภิกษุทัง้ หลาย เขมาเปน็ เลศิ ภิกษณุ สี าวิกาของเราผ้มู ีปัญญามาก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ออกบวช ก็ขอจงเป็นเช่น เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณีเถิด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณี เป็นดุจ
ประมาณเช่นนี้ วนั หน่งึ พระเถรนี งั่ พักกลางวันอยู่ ณ โคนต้นไมต้ ้นหนงึ่ มารผมู้ บี าปแปลงกายเปน็ ชายหนุ่ม
เข้าไปหา เพื่อประเลา้ ประโลมด้วยกามท้ังหลาย ก็กล่าวคาถาวา่ แม่นางเขมาเอย เจ้าก็สาวสคราญ เราก็
หนมุ่ แนน่ มาสิ เรามารว่ มอภิรมย์กนั ด้วยดนตรเี ครือ่ ง 5 นะแมน่ าง พระเขมาเถรี ฟังคำนนั้ แล้ว เพ่อื
ประกาศความที่ตนหมดความกำหนัดในกามทั้งปวง 1 ความที่ผู้นั้นเป็นมาร 1 ความไม่เลื่อมใสที่มีกำลงั
ของตนในเหลา่ สัตว์ผูย้ ดึ ม่ันในอัตตา 1 และความที่ตนทำกิจเสรจ็ แล้ว 1 จึงกลา่ วคาถาเหล่านีว้ ่า เราอึด
อัดเอือมระอาดว้ ยกายอันเปื่อยเน่ากระสบั กระส่ายมอี ันจะแตกพงั ไปน้ีอยู่ เราถอนกามตัณหาไดแ้ ล้ว กาม
ทัง้ หลาย มอี ุปมาดว้ ยหอกและหลาว มขี นั ธท์ งั้ หลายเป็น เขียงรองสบั บดั น้ี ความยนิ ดีในกามท่ีท่านพูดถึง
ไมม่ แี ก่เราแล้ว เรากาจดั ความเพลิดเพลิน ในกามทัง้ ปวงแลว้ ทำลายกองแหง่ ความมืด (อวชิ ชา) เสียแล้ว
ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ตัวท่านถูกเรากำจัดแล้ว พวกคนเขลา ไม่รู้ตามความเป็นจริง พากัน
นอบนอ้ มดวงดาวทง้ั หลาย บำเรอไฟอย่ใู นปา่ คอื ลัทธิ สำคัญวา่ เปน็ ความบริสทุ ธิ์ สว่ นเรานอบน้อมเฉพาะ
พระพทุ ธเจ้าผ้เู ป็นอุดมบุรษุ จงึ พ้นแล้วจากทุกขท์ ั้งปวง ชอ่ื วา่ ทำตามคาสอนของพระศาสดา
44
พระเขมาเถรี เมื่อพระพุทธเจา้ ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวนั กรงุ เวสาลี ท่านเอง ก็
พำนกั อยู่ ณ สานกั ภิกษณุ ี กรงุ เวสาลี คร้ังน้ัน พระเขมาเถรี ผู้เป็นบรวิ ารของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ได้
มคี วามปรวิ ิตกวา่ พระมหาปชาบดจี ะนพิ พาน จึงได้เข้าหาพระมหาเถรี แลว้ ทลู ว่า ข้าแต่พระแมเ่ จา้ ถ้า
พระแม่เจ้าชอบใจกาลนิพพานอันเกษมอันยิ่งไซร้ ถึงข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะนิพพานกันหมด ก่อนท่ี
พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาต พวกข้าพเจ้าได้ออกจากเรือนจากภพพร้อมด้วยพระแม่เจ้า ก็จะไปสู่นพิ พาน
บุรี อันยอดเยี่ยมพร้อม ๆ กันกับพระแม่เจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะไปพร้อมกับพระแม่เจ้าเหมือนกัน
พระมหาปชาบดีโคตมีได้ตรัสว่า เมื่อท่านทั้งจะไปนิพพาน เราจะว่าอะไรเล่า หลังจากนั้น พระเขมาเถรี
และภิกษณุ รี วมได้ 500 รูป ไดต้ ามพระมหาปชาบดโี คตมไี ปพระวหิ าร ขอใหพ้ ระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแล้ว
อำลาพระเถระท้ังหลาย และเพื่อนพรหมจารีทุกรูปซึ่งเปน็ ท่ีเจริญใจของตน แล้วมานิพพาน ณ กูฏาคาร
ศาลา ปา่ มหาวัน กรุงเวสาลี
13. ประวตั ิพระอบุ ลวรรณาเถรี
พระอบุ ลวรรณาเถรี เป็นธิดาของเศรษฐีในกรงุ สาวัตถี ไดช้ อ่ื ว่าอุบลวรรณา เพราะมผี วิ พรรณงาม
เหมือนสกี ลีบดอกบวั เขยี ว นางเคยตง้ั ความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระปทมุ ตุ รพุทธเจ้าแล้วสงั่ สมบุญ
มานาน มาในชาตนิ ี้จงึ สวยงามสง่า เป็นทีห่ มายตาของพระราชา มหาเศรษฐี คฤหบดี และหนมุ่ ท่วั ไป
45
เม่ือนางเจริญวัยเข้าสู่วัยสาว นอกจากจะมผี ิวงามแล้ว รูปรา่ งลกั ษณะยงั งดงามยังสุดเท่าที่จะหา
หญงิ อนื่ ทัดเทียมได้ จึงเป็นท่ีหมายปองตอ้ งการของพระราชาและมหาเศรษฐี ทว่ั ทง้ั ชมพทู วปี ซ่ึงต่างก็ส่ง
เคร่ืองบรรณาการอนั มีค่าไปมอบใหพ้ รอ้ มกับสขู่ ออภเิ ษกสมรสดว้ ย ฝ่ายเศรษฐีผู้บิดาของนางรู้สึกลำบาก
ใจดว้ ยคิดวา่ เราไม่สามารถทจี่ ะรกั ษาน้ำใจ ของคนทงั้ หมดเหลา่ นี้ได้ เราควรจะหาอบุ ายทางออกสักอย่าง
หนึ่ง แล้วจึงเรียกลูกสาวมาถามว่า แม่อุบลวรรณา เจ้าจะสามารถบวชได้ไหม นางได้ฟังคำของบิดาแล้ว
รูส้ กึ ร้อนทั่วสรรพางคก์ ายเหมือนกับมีคนเอาน้ำมนั ที่เคีย่ วให้เดือด 100 ครงั้ ราดลงบนศีรษะ ด้วยว่านาง
ได้สั่งสมบุญมาแตอ่ ดีตชาติและการเกิดในชาตินี้ ก็เป็นชาติสดุ ท้าย ดังนั้น จึงรับคำของบิดาดว้ ยความปตี ิ
ยนิ ดเี ปน็ อยา่ งย่ิง
เศรษฐีผู้บิดาจึงพานางไปยังสานักของภิกษุสงฆ์ แล้วให้บวชเป็นที่เรยี บร้อย เมื่อนางอุบลวรรณา
บวชได้ไม่นาน ก็ถึงวาระที่จะต้องไปทำความสะอาดโรงอุโบสถ เธอได้จุดประทีปเพื่อให้มีแสงสว่างแล้ว
กวาดโรงอุโบสถ เห็นเปลวไฟที่ดวงประทีปแล้วยดึ ถือเอาเป็นนมิ ิต ขณะยืนอยู่นั้นได้เข้าฌานมีเตโชกสิณ
เป็นอารมณ์ แล้วกระทำฌานนนั้ ให้เปน็ ฐานเจริญวปิ ัสสนา กไ็ ดบ้ รรลุอรหตั ผล พรอ้ มด้วยปฏิสัมภิทาและ
อภิญญาทั้งหลาย ณ ที่นั้นนั่นเอง ก็พระเถรี ในคราวที่พระพุทธเจ้า เสด็จเข้าไปยังโคนต้นมะม่วงของ
นายคัณฑะ เพ่อื ทรงกระทายมกปาฏิหารยิ ์ ใกล้ประตูกรงุ สาวัตถี ไดเ้ ข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถวายบังคมแล้วก็
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจรญิ ข้าพระองค์จะกระทำปาฏิหาริย์ ถ้าหากว่าพระผู้มพี ระภาคทรงอนุญาต
แล้วจะบันลือสีหนาท พระพุทธเจ้าทรงทำเหตุนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ประทับนั่งท่ามกลางบริษัท
พระอริยะ ณ วัดพระเชตวัน ทรงสถาปนาพระภิกษุณที ั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทคั คะตามลำดับ จึงทรง
สถาปนาพระเถรีรูปนี้ไว้ในตำแหนง่ เอตทคั คะ เป็นเลิศของเหล่าภกิ ษุณี ผู้มีฤทธิ์และเป็นอัครสาวิกาเบ้อื ง
ซ้าย ดังความในพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ออกบวชก็ขอจงเป็นเช่นเขมาภิกษุณีและ
อบุ ลวรรณาภิกษณุ ีเถิด ดกู อ่ นภิกษุทั้งหลาย บรรดาภกิ ษณุ ผี เู้ ป็นสาวิกาของเรา เขมาภิกษณุ แี ละอุบลวรรณา
ภิกษุณี เป็นประมาณเช่นน้ี พระอุบลวรรณาเถรีนั้น ยับยั้งด้วยสุขในฌาน สุขในผล และสุขในนิพพาน วัน
หนงึ่ พิจารณาถึงโทษ ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เมือ่ กล่าวย้ำคาถาที่เห็นโทษของกาม พระเถรีเกิด
ความสลดใจ เฉพาะการอยรู่ ว่ มสามีระหว่างมารดากับธิดา จงึ ไดก้ ล่าว 3 คาถานีว้ ่า เราทง้ั สองคือมารดาและ
ธิดาเป็นหญิงร่วมสามีกัน เรานั้นมีความสลดใจ ขนลุก ที่ไม่เคยมี น่าตำหนิจริง ๆ กามทั้งหลาย ไม่สะอาด
กลิ่นเหม็น มีหนามมาก ที่เราทั้งสองคือมารดากับธิดา เป็นภริยาร่วมสามีกัน เรานั้น เห็นโทษในกามคุณ
ทัง้ หลาย เห็นเนกขมั มะ การบวช เปน็ ทางเกษมปลอดโปร่ง จงึ ออกจากเรอื น บวชไม่มเี รอื น
เลา่ กันวา่ ในอดีตชาตไิ ดเ้ กดิ เปน็ ภรยิ าของพ่อค้าคนหนงึ่ ในกรงุ สาวตั ถี ต้งั ครรภ์ข้นึ ในเวลาใกล้รุ่ง
นางก็ไมร่ ู้เรอ่ื งการตงั้ ครรภน์ น้ั พอสวา่ งพ่อคา้ ก็บรรทุกสนิ ค้าลงในเกวยี น เดินทางม่งุ ไปในเวลาล่วง ครรภ์
ของนางก็เติบโตจนแก่เต็มท่ี ครั้งนั้น แม่ผัวพูดกับนางว่า ลูกชายเราก็จากไปเสียนานและเจ้าก็มีครรภ์
46
เจา้ ไปทำชว่ั มาหรอื นางกล่าวว่า นอกจากลูกชายของแม่ ข้าพเจ้าก็ไมร่ ู้จักชายอ่ืน แม่ผวั ฟังนางแล้วไม่เช่ือ
จึงขับไล่นางออกไปจากเรือน นางก็ไปตามหาสามี ไปถึง กรุงราชคฤหต์ ามลำดบั ขณะนั้นลมกัมมัชวาตก็
ปั่นป่วน นางก็เข้าไปยังศาลาหลังหนึ่ง ใกล้ ๆ ทาง แล้วจึงคลอดลูก นางคลอดลู กชายคล้ายรูปทอง
ใหน้ อนบนศาลาอนาถา แล้วออก ไปหาน้าข้างนอกศาลา
ขณะนั้น นายกองเกวียนคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีลูก เดินมาทางนั้น คิดว่าทารกของหญิงไม่มีสามี
ควรเปน็ ลูกของเรา จงึ เอาทารกนนั้ มอบไว้ในมอื นางนม ตอ่ มา มารดาของทารก ทำกจิ เรอ่ื งน้ำแล้วกลับมา
ไม่เห็นลูกก็เศร้าโศกคร่าครวญ ไม่เข้าไปกรุงราชคฤห์แต่เดินทางต่อไป หัวหน้าโจรคนหนึ่ง พบนางใน
ระหว่างเกิดจิตปฏิสมั พัทธ์ จึงเอานางเป็นภริยาของตน นางอยูใ่ นเรือนโจรน้ัน ก็คลอดลูกหญิงออกมาคน
หนึ่ง วันหนึ่ง นางยืนอุ้มลูกหญิงอยู่ทะเลาะกับสามีก็โยนลูกลงเตียง ศีรษะของเด็กหญิงแตกหน่อยหน่งึ
ตอ่ มา นางกลัวสามีกก็ ลบั ไปกรงุ ราชคฤห์ทอ่ งเที่ยวไปตามอำเภอใจ ลูกชายของ นางโตเป็นหนุ่มไมร่ วู้ ่าเปน็
มารดา ก็เอามารดาเป็นภารยิ าของตน ต่อมา เขาไม่รู้วา่ ลกู สาวหัวหน้าโจรนั้นเปน็ นอ้ งสาวก็แต่งงานนามา
เรือน เขานำมารดาและนอ้ งสาวมาเป็นภริยาของตนอยู่กันมาอย่างน้ี ด้วยเหตุนัน้ คนแม้ทั้งสองนัน้ จึงอยู่
กันอย่างพร้อมเพรียง ต่อมาวนั หนง่ึ มารดาแกม้ วยผมของลกู สาวหาเหา เหน็ แผลเป็นศีรษะคิดว่าหญงิ คน
นค้ี งเปน็ ลูกสาวเราแน่แลว้ ก็ถาม เกดิ ความสลดใจจงึ ไปสำนกั ภกิ ษณุ ีแล้วบวช ก็พระเถรนี ี้ กล่าวย้ำคาถาที่
หญิงน้ันกล่าวไวแ้ ลว้ เหลา่ น้ัน โดยเหน็ โทษในกามทง้ั หลาย
เมอ่ื พระเถรีสำเร็จเป็นพระอรหันตแ์ ลว้ ได้เท่ยี วจาริกไปยงั ชนบทต่าง ๆ แล้วกลับมาพักท่ี ป่า
อันธวัน สมยั นั้น พระพุทธเจา้ ยังมิไดท้ รงบญั ญตั ิหา้ มภกิ ษุณอี ยูใ่ นป่าเพยี งลำพัง ประชาชนไดช้ ่วยกันปลูก
กระท่อมไว้ป่าพร้อมท้ังเตียงตัง่ ก้ันม่านแล้วถวายเป็นที่พักแก่พระเถรี ฝ่ายนันทมาณพ ผู้เป็นลูกชายของ
ลุงของพระเถรีนน้ั มจี ติ หลงรักนางต้ังแตย่ ังไมบ่ วช เมือ่ ทราบข่าววา่ พระเถรีมาพกั ที่ป่าอนั ธวนั ใกล้เมืองสา
วตั ถี จงึ ไดโ้ อกาสขณะเขา้ ไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถีนน้ั ไดเ้ ขา้ ไปในกระท่อม หลบซอ่ นตัวอยใู่ ต้เตยี ง เมื่อ
พระเถรีกลับมาแล้ว เข้าไป ในกระท่อมปิดประตแู ล้วนัง่ ลงบนเตยี ง ขณะที่สายตายังไม่ปรับเข้ากับความ
มืดในกระท่อม นันทมาณพกอ็ อกจากใต้เตียง ตรงเขา้ ปลุกปลา้ ข่มขืนพระเถรีถึงแมพ้ ระเถรีจะร้องห้ามว่า
เจ้าคนพาล เจ้าอย่าพินาศฉิบหายเลย เจ้าคนพาลเจ้าอย่าพินาศฉบิ หายเลย นันทมาณพ ก็ไม่ยอมเชือ่ ฟัง
ได้ทำการข่มขืนพระเถรีสมปรารถนาแล้วก็หลีกหนีไป พอเขาหลบหนีไปได้ไม่ไกล แผ่นดินใหญ่มีอาการ
ประหน่ึงวา่ ไมส่ ามารถรองรับน้ำหนกั ของเขาเอาไวไ้ ด้ จงึ อ่อนตัวยุบลง นันทมาณพกจ็ มดงิ่ ลงในแผน่ ดิน ไป
เกิดในอเวจีมหานรก ฝ่ายพระอุบลวรรณาเถรี ก็มิได้ปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้บอกแจ้งเหตุท่ีเกิดข้นึ กบั
ตนน้ันแกน่ างภิกษุณที ง้ั หลาย ตอ่ จากนั้น เร่อื งราวของพระเถรกี ท็ ราบถงึ พระพทุ ธเจา้ พระพทุ ธองค์
ไดต้ รัสพระคาถาภาษติ วา่ คนพาล ย่อมร่าเริงยินดใี นบาปกรรมลามกทีต่ นกระทำประดจุ ว่า ด่ืมน้ำผ้งึ ทมี่ ีรส
หวานจนกวา่ บาปกรรมนนั้ จะใหผ้ ล จึงจะได้ประสบกบั ความทกุ ข์ เพราะกรรมน้นั
47
เม่อื กาลเวลาล่วงไป ภกิ ษุท้ังหลายสนทนากันในโรงธรรมเก่ยี วกับเหตุการณ์ของ พระอุบลวรรณา
เถรี น้ันว่า ทา่ นทง้ั หลาย เหน็ ทีพระขีณาสพทง้ั หลาย คงจะยงั มีความยินดี ในกามสขุ คงจะยังพอใจในการ
เสพกาม ก็ทำไมจะไม่เสพเล่า เพราะท่านเหล่านัน้ มิใช่ไม้ผุ มิใช่จอมปลวก อีกทั้งเนือ้ หนังร่างกายทั่วท้งั
สรีระกย็ งั สดอยู่ ดังนั้น แมจ้ ะเป็นพระขณี าสพ ก็ช่อื วา่ ยังยินดีในการเสพกาม
พระพุทธเจ้าเสด็จมาแลว้ ตรัสถาม ทรงทราบเนอ้ื ความท่ีพวกภิกษุเหล่านั้นสนทนากันแล้วตรัสว่า
ภกิ ษทุ ้งั หลาย พระขีณาสพทั้งหลายนั้นไมย่ นิ ดีในกามสุข ไม่เสพกาม เปรยี บเสมือนหยาดน้ำตกลงในใบบัว
แล้วไม่ติดอยู่ ย่อมกลิ้งตกลงไป และเหมือนกับ เม็ดพันธุ์ผักกาด ย่อมไม่ติดตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม
ฉนั ใด ขึน้ ช่ือวา่ กามก็ยอ่ มไม่ ซมึ ซาบ ไมต่ ิดอยู่ในจิตของพระขณี าสพ ฉนั นัน้
ต่อมาพระพุทธเจ้า ทรงพิจารณาเห็นภัยอันจะเกดิ แก่กุลธิดาผู้เขา้ มาบวช แล้วพักอาศัยอย่ใู นปา่
อาจจะถูกคนพาลลามกเบียดเบียนประทุษร้าย ทำอันตรายต่อพรหมจรรย์ได้ จึงรับสั่งให้เชิญ
พระเจ้าปเสนทิโกศลมาเฝ้า ตรัสให้ทราบพระดำริแล้ว ขอให้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อนางภิกษุณีสงฆ์ในที่
บริเวณใกล้ ๆ พระนคร และตัง้ แต่น้นั มาภกิ ษณุ ีกม็ อี าวาสอยู่ในเมืองเท่านนั้ พระอุบลวรรณาเถรี ดำรงชน
มายสุ ังขารอยูส่ มควรแก่กาล ก็ดบั ขันธนิพพาน
48
14. ประวัติพระปฏาจาราเถรี
พระปฏาจาราเถรี เป็นธิดา
ของมหาเศรษฐีในเมืองสัตถี เมื่ออายุ
ย่างได้ 16 ปีเป็นหญิงมีความงดงาม
มาก บิดามารดาทะนุถนอมห่วงใยให้
อยู่บนปราสาท ชั้น 7 เพื่อป้องกันการ
คบหากับชายหนุ่ม แม้กระน้ัน
เพราะนางเป็นหญิงโลเลในบุรุษ จึงได้
คบหาเป็นภรรยาคนรับใช้ในบ้านของ
ตน ต่อมาบิดามารดาของนางได้ตกลง
ยกนางให้แก่ชายคนหนึ่ง ที่มีชาติสกุล
และทรัพย์เสมอกนั เมื่อใกล้กำหนดวัน
วิวาห์ นางไดพ้ ดู กบั คนรบั ใช้ผู้เป็นสามี
ว่า ได้ทราบว่า บิดามารดาได้ยกฉัน
ให้กับลูกชายสกุลโน้น ต่อไปท่านก็จะ
ไม่ได้พบกับ ฉันอีก ถ้าท่านรักฉันจริง
ก็จงพาฉันหนีไปจากที่นี่แล้วไปอยู่
ร่วมกันที่อื่นเถิด เมื่อตกลงนัดหมาย
กนั เป็นทเี่ รยี บร้อยแลว้ ชายคนรับใช้ผู้
เปลี่ยนฐานะมาเป็นสามีนั้น ได้ไปรออยู่ข้างนอก แล้วนางก็หนีบิดามารดาออกจากบ้าน ไปร่วมครองรกั
ครองเรือนกนั ในบ้านตำบลหนึง่ ซ่งึ ไม่มีคนรูจ้ ัก ช่วยกนั ทำไร่ ไถนา เข้าปา่ เกบ็ ผกั หักฟืนหาเล้ียงกันไปตาม
อัตภาพ นางต้องตักน้าตาขา้ ว หงุ ต้มดว้ ยมอื ของตนเอง ไดร้ ับความทกุ ขย์ ากแสนสาหัส เพราะตนไม่เคยทำ
มาก่อน
กาลเวลาผ่านไป นางไดต้ ั้งครรภบ์ ุตรคนแรก เมื่อครรภแ์ ก่ข้ึน จึงออ้ นวอนสามี ให้พานางกลับไป
ยังบ้านของบิดามารดาเพื่อคลอดบุตร เพราะการคลอดบุตรในที่ไกลจากบิดามารดาและญาตินั้นเป็น
อันตราย แต่สามีของนางก็ไม่กล้าพากลับไปเพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง จึงพยายามพูดจา
หน่วงเหนี่ยวไว้ จนนางเห็นว่าสามีไม่พาไปแน่ วันหนึ่งเมื่อสามีออกไปทางานนอกบ้านจึงสั่งเพื่อนบ้าน
ใกล้เคียงกันให้บอกกับสามีด้วยว่า นางไปบ้านของบิดามารดาแล้วก็ออกเดินทางไปตามลำพัง เมื่อสามี
49
กลับมา ทราบความจากเพ่ือนบ้านแลว้ ด้วยความหว่ งใยภรรยาจึงรีบออกติดตามไปทันพบนางในระหว่าง
ทางแม้จะอ้อนวอนอย่างไรนางก็ไมย่ อมกลบั ทันใดน้นั ลมกมั มัชวาตคือ อาการเจ็บท้องใกลค้ ลอดก็เกิดข้ึน
แกน่ าง จึงพากนั เข้าไปใต้รม่ ริมทาง นางนอนกลิ้งเกลอื กทรุ นทรุ ายเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างหนัก ในที่สุด
ก็คลอดบตุ รออกมาดว้ ยความยากลำบากเมือ่ คลอดบุตรโดยปลอดภัยแลว้ กป็ รกึ ษากันวา่ กจิ ท่ตี ้องการไป
คลอดที่เรือนของบิดามารดานั้นก็สำเร็จแล้ว จะเดินทางต่อไปก็ไม่มีประโยชน์จึงพากันกลับบ้านเรือน
ของตนอยรู่ วมกนั ต่อไป
ต่อมาไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์อีก เมื่อครรภ์แก่ขึ้นตามลำดับ นางจึงอ้อนวอนสามีเหมือนคร้ัง
ก่อน แต่สามีก็ยังคงไม่ยินยอมเช่นเดิม นางจึงอุ้มลูกคนแรกหนีออกจากบ้านไปแม้สามีจะตามมาทัน
ชกั ชวนใหก้ ลับก็ไม่ยอมกลับ จึงเดนิ ทางรว่ มกันไป เมื่อเดนิ ทางมาไดอ้ กี ไมไ่ กลนัก เกดิ ลมพายพุ ดั อย่างแรง
และฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก พร้อมกันนั้นนางก็เจ็บท้องใกล้จะคลอดขึ้นมาอีก จึงพากันแวะลงข้างทาง
ฝา่ ยสามีได้ไปหาตัดกิ่งไม้เพือ่ มาทำเป็นท่ีกำบังลมและฝนแต่เคราะห์ร้าย ถกู งูพษิ กัดตายในป่านั้น นางท้ัง
เจ็บทอ้ งทั้งหนาวเย็น ลมฝนก็ยังคง ตกลงมาอยา่ งหนกั สามกี ห็ ายไปไม่กลบั มา ในทีส่ ุดนางกค็ ลอดบุตรคน
ที่สองอยา่ งน่าสงั เวช บุตรของนางทง้ั สองคนทนกำลงั ลมและฝนไมไ่ หว ตา่ งก็ร้องไหก้ ันเสียงดังลั่นแข่งกับ
ลมฝน นางต้องเอาบุตรทั้งสองมาอยู่ใต้ท้อง โดยใช้มือและเข่ายืนบนพืน้ ดินในท่าคลานได้รับทุกขเวทนา
อย่างมหันต์สุดจะรำพันได้ เมื่อรุ่งอรณุ แล้วสามกี ็ยังไม่กลบั มา จึงอุ้มบุตรคนเล็กซึ่งเนื้อหนังยังแดง ๆ อยู่
จูงบุตรคนโตออกตามหาสามี เห็นสามีนอนตายอยู่ข้างจอมปลวก จึงร้องไหร้ าพันวา่ สามตี ายกเ็ พราะนาง
เปน็ เหตุ เมอ่ื สามตี ายแล้ว ครั้นจะกลบั ไปท่บี า้ นทุง่ นากไ็ ม่มีประโยชน์ จึงตดั สนิ ใจไปหาบิดามารดาของตน
ที่เมืองสาวัตถี โดยอุ้มบุตรคนเล็ก และ จูงบุตรคนโตเดินไปด้วยความทุลักทุเล เพราะความเหนื่อยอ่อน
อยา่ งหนกั ดูนา่ สงั เวชยง่ิ นกั
นางเดินทางมาถึงรมิ ฝ่งั แม่น้ำอจริ วดี มีน้ำเกอื บเต็มฝัง่ เนอ่ื งจากฝนตกหนักเมอื่ คืนที่ผ่านมานางไม่
สามารถจะนำบุตรน้อยท้งั สองข้ามแมน่ ้าไปพรอ้ มกนั ได้ เพราะนางเองกว็ ่ายน้ำไมเ่ ป็น แตอ่ าศัยที่น้ำไม่ลึก
นักพอที่เดินลุยขา้ มไปได้ จงึ สงั่ ให้บตุ รคนโตรออย่กู ่อนแลว้ อ้มุ บตุ รคนเล็กขา้ มแม่น้าไปยังอีกฝง่ั หนึ่ง เมอื่ ถึง
ฝั่งแลว้ ไดน้ ำใบไมม้ าปรู องพืน้ ใหบ้ ุตรคนเลก็ นอนทีช่ ายหาดแลว้ กลับไปรับบุตรคนโต ดว้ ยความหว่ งใยบุตร
คนเลก็ นางจึงเดนิ พลางหันกลับมาดูบตุ รคนเล็กพลาง ขณะทมี่ ีถงึ กลางแมน่ า้ นน้ั มนี กเหยย่ี วตวั หน่งึ บนิ วน
ไปมาอยู่บนอากาศ มันเห็นเด็กน้อยนอนอยู่มีลักษณะเหมือนก้อนเน้ือ จึงบินโฉบลงมาแล้วเฉี่ยวเอาเด็ก
นอ้ ยไป นางตกใจสดุ ขีดไม่รู้จะทำอย่างไรได้ จึงไดแ้ ตโ่ บกมอื รอ้ งไลเ่ หยยี่ วไป แตก่ ็ไมเ่ ปน็ ผล เหย่ยี วพาบุตร
น้อยของนางไปเป็นอาหาร สว่ นบุตรคนโตยนื รอแม่อยู่อีกฝง่ั หนงึ่ เห็นแม่โบกมือท้ังสองตะโกนร้องอยู่กลาง
แม่น้ำ กเ็ ข้าใจวา่ แม่เรียกให้ตามลงไป จึงว่งิ ลงไปในน้ำดว้ ยความไร้เดียงสาถกู กระแสน้ำพดั พาจมหายไป
50
เมอื่ สามแี ละบุตรนอ้ ยท้งั สองตายจากนางไปหมดแลว้ เหลือแตน่ างคนเดียวจงึ เดนิ ทาง มุง่ หน้าสู่บ้านเรือน
ของบิดามารดา ทั้งหิวทั้งเหนื่อยล้า ได้รับความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจรู้สึกเศร้าโศกเสียใจสุด
ประมาณพลางเดินบน่ รำพึงรำพนั ไปว่า บุตรคนหนึ่งของเราถกู เหยย่ี วเฉยี่ วเอาไป บตุ รอีกคนหนงึ่ ถกู น้ำพัด
ไป สามกี ต็ ายในป่าเปล่ียว นางเดินไปก็บ่นไป แตก่ ็ยังพอมสี ตอิ ยู่บ้างได้ พบชายคนหน่งึ เดนิ สวนทางมา จึง
สอบถาม ทราบว่ามาจากเมืองสาวตั ถี จงึ ถามถึงบดิ ามารดาของตนที่อย่ใู นเมอื งนั้น ชายคนนัน้ ตอบว่า น้อง
หญงิ เมอื่ คืนนีเ้ กดิ ลมพายุและฝนตกอย่างหนัก เศรษฐสี องสามีภรรยาและลูกชายอีกคนหน่ึง ถูกปราสาท
ของตนพงั ลม้ ทับตายพรอ้ มกนั ท้ังครอบครวั เธอ จงมองดคู วันไฟทีเ่ ห็นอยู่โน่น ประชาชนรว่ มกนั ทำการเผา
ทัง้ 3 พ่อ แม่ และลูกบนเชิงตะกอนเดยี วกัน
นางปฏาจารา พอชายคนน้ันกล่าวจบลงแลว้ กข็ าดสตสิ ัมปชญั ญะไมร่ ู้สึกตัวว่าผ้านุ่งผ้าห่มท่ีนาง
สวมใสอ่ ย่หู ลดุ ลุ่ยลงไป เดนิ เปลอื ยกาย เปน็ คนวิกลจรติ ร้องไหบ้ ่นเพ้อรำพนั คร่ำครวญว่า บตุ รสองคนของ
เราตายแล้ว สามีของเราก็ตายทีท่ างเปลีย่ ว มารดาบิดาและพีช่ ายของเรากถ็ ูกเผาบนเชงิ ตะกอนเดียวกัน
นางเดินไปบน่ ไปอย่างนี้ คนทวั่ ไปเหน็ แล้วคิดว่า นางเปน็ บา้ พากนั ขวา้ งปาดว้ ยกอ้ นดินบ้าง โรยฝุ่นลงบน
ศีรษะนางบ้าง และนางยังคงเดนิ ต่อเรอื่ ยไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง
พระพุทธเจ้าประทับน่ังแสดงธรรมอยู่ทา่ มกลางบรษิ ัท 4 ในวัดพระเชตวันไดท้ อด พระเนตรเหน็
นางบำเพ็ญบารมมี านานแสนกัลป์ สมบูรณ์ด้วยอภินิหารเดินมาอยูไ่ ด้ยนิ ว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรง
พระนามวา่ ปทมุ ุตระ นางปฏาจารานนั้ เห็น พระเถรผี ู้ทรงวินยั รูปหน่ึงอันพระปทุมุตตรพทุ ธเจ้าทรงตงั้ ไวใ้ น
ตำแหน่งเอตทัคคะ จึงทำคุณความดีแล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า แม้หม่อมฉันพึงได้ตำแหน่งเอตทัคคะ
ผู้เลิศกว่าพระเถรีผู้ทรงวินัยรูปหนึง่ ในสำนักของพระพุทธเจ้าเช่นกับพระองค์ พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรง
เล็งอนาคตญาณไป กท็ รงทราบความปรารถนาจะสำเร็จจงึ ทรงพยากรณ์ว่าในอนาคตกาล หญิงผูน้ ้ีจะเป็น
ผู้เลิศกว่าพระเถรีผู้ทรงวินยั ทง้ั หลาย มีพระนามว่า ปฏาจารา ในพระศาสนาของพระพทุ ธเจ้า พระพทุ ธเจา้
ทรงเหน็ พระนางผู้มีความปรารถนาตัง้ ไว้แล้วอย่างนนั้ ผ้สู มบูรณ์ดว้ ยอภนิ ิหารกาลังเดินมาแต่ไกล ทรงดำริ
ว่า วันนี้ผู้อื่นช่ือว่าสามารถจะเป็นที่พึ่งของหญิงผู้นี้ได้ ไม่มี จึงทรงบันดาลให้นางเดินบ่ายหน้ามาสู่วัด
พระเชตวันพวกพุทธบริษัทเห็นนางแลว้ จึงกล่าวว่า ท่านท้งั หลายอย่าใหห้ ญิงบ้าน้มี าทนี่ ้ีเลย พระพุทธเจ้า
ตรัสว่า พวกทา่ นจงหลกี ไป อยา่ ห้ามเธอ นางกลบั ได้สตดิ ้วยพุทธานุภาพ ในขณะนั้นเอง นางก็รู้ตัวว่าไม่มี
ผา้ นุ่งห่ม เกดิ ละอาย จงึ น่ังกระโหยง่ ลง อุบาสกคนหนงึ่ กโ็ ยนผา้ ให้นางน่งุ ห่ม นางเขา้ ไปกราบถวายบังคม
พระพุทธเจ้าทีพ่ ระบาทแลว้ กราบทูลเคราะห์กรรมของตนให้ทรงทราบโดยลำดับ พระพุทธองค์ไดต้ รสั ว่า
แม่น้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ก็ยังน้อยกว่าน้าตาของคนท่ีถูกความทุกข์ความเศร้าโศก ครอบงำ ปฏาจารา
เพราะเหตุไร เธอจึงยังประมาทอยู่ ปฏาจาราฟังพระดำรัสนี้แล้วก็คลายความเศร้าโศกลง พระพุทธเจ้า