51
ทรงทราบว่า นางหายจากความเศร้าโศกลงแล้วจึงตรัสต่อไปว่า ปฏาจารา ขึ้นชื่อว่าบุตรสุดที่รัก ไม่อาจ
เปน็ ท่ีพ่ึง เปน็ ที่ตา้ นทาน หรอื เป็นทีป่ ้องกัน แก่ผู้ไปสปู่ รโลกได้ บตุ รเหล่านนั้ ถึงจะมีอยกู่ ็เหมือนไม่มี ส่วน
ผู้รทู้ ง้ั หลาย รกั ษาศีล ให้บริสทุ ธิ์แลว้ ควรชำระทางไปสู่พระนพิ พานของตนเทา่ นน้ั
ในกาลจบเทศนา นางปฏาจาราเผากิเลสมีประมาณเท่าฝนุ่ ในแผน่ ดนิ ใหญแ่ ล้ว ต้ังอยู่ในพระโสดา
ปัตติผล ชนแม้เหลา่ อื่นเป็นอนั มาก บรรลุอริยผลท้งั หลาย มพี ระโสดาปตั ตผิ ลเป็นตน้
ฝ่ายนางปฏาจาราเป็นพระโสดาบันแล้ว ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าส่งนางไปยังสำนักของพวก
ภิกษุณีให้บวชแล้ว นางได้บวชแล้วปรากฏชื่อว่า ปฏาจารา วันหนึ่ง นางกำลังเอาภาชนะตักน้ำล้างเท้า
เทน้ำลง น้ำนัน้ ไหลไปหน่อยหน่ึงแลว้ ก็ขาด คร้ังท่ี 2 น้ำท่ีนางเทลง ไดไ้ หลไปไกลกว่าน้ัน ครงั้ ท่ี 3 น้ำท่ีเท
ลง ได้ไหลไปไกลกว่า แม้นั้น ด้วยประการฉะนี้ นางถือเอาน้ำนั้นเป็นอารมณ์ กำหนดวัยทั้ง 3 แล้วคิดว่า
สตั ว์เหลา่ น้ตี ายเสียในปฐมวัยกม็ ี เหมือนน้ำท่ีเราเทลงครั้งแรก ตายเสียใน มชั ฌิมวัยกม็ ี เหมอื นน้ำท่ีเราเท
ลงในครั้งที่ 2 ไหลไปไกลกว่าน้ัน ตายเสียในปัจฉิมวัยก็มี เหมือนน้ำทีเ่ ราเทลงครัง้ ที่ 3 ไหลไปไกลแม้กวา่
นนั้ พระพทุ ธเจ้าประทับในพระคันธกุฎี ทรงแผพ่ ระรัศมีไป เปน็ ดังประทบั ยนื ตรัสอยู่เฉพาะหน้าของนาง
ตรัสวา่ ปฏาจารา ข้อน้นั อย่างน้ัน ดว้ ยความเปน็ อยู่วันเดียวกด็ ี ขณะเดียวก็ดี ของผเู้ ห็นความเกิดขึ้นและ
ความเสื่อมแห่งปัญจขันธ์เหล่านน้ั ประเสรฐิ กวา่ ความเปน็ อยู่ 100 ปี ของผู้ไม่เห็นความเกิดข้ึนหรือเส่ือม
แหง่ ปญั จขนั ธ์ ดงั นแี้ ล้ว เม่ือจะทรงสืบอนสุ นธิแสดงธรรมจงึ ตรสั คาถาน้วี ่า ก็ผใู้ ด ไม่เห็นความเกิดข้ึนและ
ความเสื่อมอยู่ พึงเป็นอยู่ 100 ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม ประเสริฐกวา่
ความเปน็ อยู่ของผู้นั้น
นางครั้นบวชแล้วไม่นานก็บรรลุอรหัตผล เรียนพุทธวจนะ เป็นผู้ช่ำชองชำนาญในพระวินัยปิฏก
ภายหลัง พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ณ วัดพระเชตวัน เมื่อทรงสถาปนาเหล่าภิกษุณี ไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ
ตามลำดบั จึงทรงสถาปนาพระปฏาจาราเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เปน็ เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวกิ าผู้ทรงวนิ ยั
52
15. พระกสี าโคตมีเถรี
พระกีสาโคตมีเถรี ถือกำเนิด
ในสกุลคนเข็ญใจ ในกรุงสาวัตถี บิดา
มารดาตั้งชื่อให้ นางว่า โคตมี แต่
เพราะนางเป็นผู้มีรูปร่างผอมบาง คน
ทว่ั ไปจงึ พากันเรียกนางว่ากสี าโคตมี
ในกรุงสาวตั ถีน้ัน มีเศรษฐีคน
หน่งึ มีทรัพย์สินเงินทองมากมายถงึ 40
โกฏิ แต่ต่อมาทรัพย์เหล่านั้นกลาย
สภาพเป็นถ่านไปทั้งหมด เศรษฐีจึง
เกิดความเสียดาย เศร้าโศกเสียใจ กิน
ไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมไป
จากเดิม มีสหายคนหนึ่งมาเยี่ยมเยียน
ได้ทราบสาเหตุ ความทุกข์ของเศรษฐี
แล้ว จึงแนะนำที่จะให้ถ่านเหล่าน้ัน
กลับมาเป็นเงนิ เป็นทองดงั เดิมว่า แนะ
สหาย ท่านจงนำถ่านทั้งหมดนี้ออกไป
วางทีร่ ิมถนนในตลาด ทำทปี ระหน่ึงว่า
นำสนิ ค้า ออกมาขาย ถ้ามีคนผา่ นไปผ่านมาพูดวา่ คนอน่ื ๆ เขาขายผา้ ขายน้ำมัน น้ำผ้งึ น้ำอ้อย เป็นต้น
แต่ท่านกลับ เอาเงินเอาทองมานั่งขาย ถ้าคนที่พูดนัน้ เป็นหญงิ สาว ท่านก็จงสู่ขอนางมาเปน็ สะใภ้ แล้ว
มอบทรพั ย์ท้งั หมดนนั้ ให้แก่เธอ ทา่ นก็จงอาศยั เลย้ี งชพี อยกู่ บั เธอนั้น แต่ถา้ คนท่พี ูดเป็นชายหนุ่ม ทา่ นก็จง
ยกธิดาใหแ้ กเ่ ขา แล้วมอบทรัพยท์ ั้งหมดใหแ้ ก่เขาโดยทำนองเดยี วกัน
เศรษฐีได้ฟังสหายแนะนำแล้วเห็นชอบ จึงทำตามสหายแนะนำทุกอย่าง ประชาชน ที่ผ่านไป
ผ่านมาต่างก็พูดกันว่า คนอืน่ ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมนั น้ำผง้ึ น้ำอ้อย เปน็ ตน้ แต่ท่านกลับมานั่งขายถ่าน
เศรษฐตี อบว่า ก็เรามีถ่านอยา่ งเดียว ส่งิ อื่น ๆ เราไมม่ ี
วันน้ัน นางกีสาโคตมี เดินเข้าไปทำธุระในตลาด เห็นเศรษฐแี ล้วนกึ ประหลาดใจ จึงถามวา่ คุณพอ่
คนอนื่ ๆ เขาขายผ้า ขายน้ำมนั น้ำผึง้ น้ำอ้อย เปน็ ตน้ แต่ทำไมคุณพอ่ กลบั นำเงินทองมาขายเล่า เศรษฐี
53
กล่าววา่ เงินทองทไ่ี หนกนั แม่หนู คณุ พอ่ ก็ทีก่ องอยนู่ ไ่ี ง พูดแลว้ นางกก็ อบใหเ้ ศรษฐีดู ทันใดน้ัน เศรษฐีก็
เห็นถา่ น ในกำมอื ของนางกลายเปน็ เงินเปน็ ทองจริง ๆ
จากนั้น เศรษฐีได้สอบถามถึงสถานที่อยู่และตระกูลของนางแล้ว ได้สู่ขอนางมาทำพิธีอาวาห
มงคลกับบุตรชายของตน แล้วมอบทรัพย์ 40 โกฏินั้นให้แก่นาง ทรัพย์เหล่าน้ัน ก็กลับเป็นเงินเป็นทอง
ดังเดมิ สมัยตอ่ มานางตั้งครรภ์ โดยกาลล่วงไป 10 เดอื น นางไดค้ ลอดบตุ รคนหนงึ่ ในครงั้ น้ัน ชนท้ังหลาย
ได้ทำความยกย่องนาง ครั้นเม่ือบตุ รของนางตั้งอยู่ในวัยพอจะวิ่งไปวิ่งมาเล่นได้ ก็มาตายเสีย ความเศร้า
โศกได้เกิดขึ้นแก่นาง นางห้ามพวกชนที่จะนำบุตรนั้นไปเผา เพราะไม่เคยเห็นความตาย จึงอุ้มใส่สะเอว
เที่ยวเดินไปตามบา้ นเรือนในพระนครแลว้ พูดว่า ขอพวกทา่ นจงใหย้ าแกบ่ ุตรเราด้วยเถิด เมอ่ื นางเทีย่ วถาม
ว่า ท่านทั้งหลายรู้จักยาเพื่อรักษาบุตรของฉันบ้างไหมหนอ คนทั้งหลายพดู กับนางว่า แม่ เจ้าเป็นบ้าไป
แล้วหรือ เจ้าเที่ยวถามถึงยาเพื่อรักษาบุตรที่ตายแล้ว พวกคนทั้งหลายต่างก็พากนั กระทำการเย้ยหยนั ว่า
ยาสำหรับคนตายแล้ว ท่านเคยเห็นที่ไหนบ้าง แต่นางมิได้เข้าใจความหมายแห่งคำพูดของพวกเขาเลย
ทีนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง เห็นนางแล้วคิดว่า หญิงนี้จะคลอดบุตรคนแรก ยังไม่เคยเห็นความตาย
เราควรเป็นท่พี ง่ึ ของหญิงน้ี จึงกล่าวว่า แม่ ฉันไมร่ จู้ ักยา แตฉ่ ันร้จู ัก คนผรู้ ้ยู า นางกสี าโคตมี ถามว่า ใครรู้
พ่อ บัณฑิตตอบว่า แม่ พระพุทธเจ้าทรงทราบ จงไปทูลถามพระพุทธองค์เถิด นางกล่าวว่า พ่อ ฉันจะไป
จะทูลถาม แล้วเขา้ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบงั คมแล้วยืนอยู่ ณ ท่สี ุดขา้ งหน่งึ ทูลถามว่าทราบว่า พระองค์
ทรงทราบยาเพื่อบุตรของหม่อมฉันหรือ พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ใช่ เรารู้ นางกีสาโคตมที ูลถามว่า
ไดอ้ ะไร จึงควร พระศาสดา ตรสั วา่ ไดเ้ มลด็ พันธผ์ุ กั กาดสักหยิบมอื หน่ึง นางกีสาโคตมีทลู ถามตอ่ ไปวา่ ได้
พระเจ้าข้า แต่ได้ในเรอื นใคร จึงควร พระศาสดาตรัสวา่ บุตรหรือธิดาไร ๆ ในเรือนของผู้ใด ไม่เคยตาย
ได้ในเรือนของผู้นั้น จึงควร นางทูลรับว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วถวายบังคมพระพุทธเจ้า อุ้มบุตรเข้า
สะเอวแลว้ เขา้ ไปภายในบ้าน ยืนที่ประตเู รอื นหลังแรกกล่าวว่า เมล็ดพันธ์ุผักกาดในเรือนนี้ มีบ้างไหม
ทราบว่านนั่ เป็นยาเพื่อบุตรของฉัน เม่อื เขาตอบวา่ มี จงึ กลา่ วว่า ถา้ อยา่ งน้นั จงให้เถิด เมอ่ื คนเหล่านั้นนำ
เมล็ดพันธุผ์ กั กาดมาให้ จงึ ถามวา่ ในเรอื นนี้ เคยมบี ุตรหรอื ธดิ าตายบ้างหรอื ไม่เล่า แม่ เมือ่ เขาตอบว่า พูด
อะไรอย่างนั้น แม่ คนเป็นมีไม่มาก คนตายนั้นแหละมาก นางจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น จึงรับเมล็ดพันธ์ุ
ผักกาดของท่านคืนไปเถิด นั่นไม่เป็นยาเพือ่ บุตรของฉัน แล้วได้ให้เมล็ดพันธุผ์ ักกาดคืนไปกเ็ ท่ียวถามโดย
ทำนองนี้ ตั้งแต่เรือนหลงั ตน้ ไปเรื่อย จนถึงเย็น นางหาเมล็ดพันธผุ์ กั กาดจากเรือนที่ไมเ่ คยมีบตุ รธิดาทตี่ าย
ลงไม่ได้แมแ้ ต่หลงั หนึง่ จึงได้ความว่า โอ กรรมหนกั เราได้ทำความสำคญั วา่ บุตรของเราเท่าน้ันท่ีตาย ก็
ในบ้านทั้งสิ้น คนที่ตายเท่าน้ันมากกว่าคนเป็น ดังนี้ จึงได้ทำความสังเวชใจ แล้วจึงออกไปภายนอกพระ
นครนน้ั ไปยงั ป่าชา้ ผดี ิบ เอามือจับบุตรแลว้ พูดว่า แนะ่ ลูกน้อย แมค่ ดิ ว่า ความตายน้เี กิดขนึ้ แก่เจ้าเท่าน้ัน
แต่ว่าความตายน้ีไม่มีแก่เจ้าคนเดียว นี่เป็นธรรมดามีแก่มหาชนทั่วไป ดังนี้แล้ว จึงทิ้งบุตรในป่าช้าผีดบิ
54
แล้วกล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้นี่แหละคือความไม่เที่ยง มิใช่ธรรมของชาวบ้าน มิใช่ธรรมของนิคม ทั้งมิใช่
ธรรมสกลุ เดียวดว้ ย แตเ่ ปน็ ธรรมของโลกท้ังหมด พรอ้ มทง้ั เทวโลก เมื่อนางคิดอย่อู ยา่ งน้ี หวั ใจที่อ่อนด้วย
ความรักบุตร ได้ถงึ ความแขง็ แลว้ นางท้งิ บุตรไว้ในป่า ไปยงั สำนักพระพทุ ธเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้ยืน ณ
ที่สุดข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตรัสถามนางวา่ เธอได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดประมาณหยบิ มอื หนึง่ แลว้
หรือ นางกีสาโคตมีทูลวา่ ไม่ได้ พระเจ้าข้า เพราะในบ้านทั้งสิ้น คนตายนั้นแหละมากกวา่ คนเป็น ลำดับ
นั้น พระศาสดาตรัสว่า เธอเข้าใจว่า บุตรของเราเท่านั้นตาย ความตายนั่นเป็นธรรมยั่งยืนสำหรับสัตว์
ทั้งหลาย ด้วยว่า มัจจุราช ฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยยังไม่เต็มเปี่ยมนั่นแหละลงในสมุทร คือ
อบาย ดจุ หว้ งน้ำใหญ่ฉะนัน้ เมือ่ จะทรงแสดงธรรมจรงึ ตรัสพระคาถานี้ว่า มฤตยู ยอ่ มนำพาชนผู้มัวเมาใน
บุตรและสัตวข์ องเลยี้ ง ผมู้ ีใจซา่ นไปในอารมณต์ ่าง ๆ ไป ดจุ ห้วงนา้ ใหญ่พัดชาวบา้ นผูห้ ลบั ใหลไป ฉะนนั้
ในกาลจบคาถา นางกีสาโคตรมีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แม้ชนเหล่าอื่นเป็นอันมากบรรลุผล
ท้งั หลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น ดงั นี้ ฝ่ายนางกสี าโคตมีน้นั ทลู ขอบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว กระทำ
ประทักษณิ พระพทุ ธเจา้ 3 คร้งั ถวายบงั คมแลว้ ไปยังสำนกั ภกิ ษณุ ี นางได้บวชแลว้ ปรากฏชื่อว่า กสี าโคตร
มเี ถรี วนั หนง่ึ นางถงึ วาระในโรงอุโบสถ นั่งตามประทีปเห็นเปลวประทีปลกุ โพลงขน้ึ และ หรีล่ ง ได้ถือเป็น
อารมณว์ ่า สัตว์เหลา่ นก้ี ็อย่างนัน้ เหมือนกัน เกิดขนึ้ และดบั ไป ดงั เปลวประทีป ผู้ถงึ พระนพิ พาน ไม่ปรากฏ
อยา่ งนน้ั พระพุทธเจา้ ประทับนงั่ ในพระคันธกุฎี ทรงแผ่พระรัศมไี ป ดุจประทับน่งั ตรัสตรงหน้านางตรัสว่า
อย่างนั้นแหละ โคตมี สัตว์เหล่านั้น ย่อมเกิดและดับเหมือนเปลวประทีป ถึงพระนิพพานแล้วย่อมไม่
ปรากฏอย่างน้นั ความเปน็ อยูแ่ ม้เพยี งขณะเดยี วของผูเ้ ห็น พระนิพพานประเสรฐิ กว่าความเปน็ อยู่ 100 ปี
ของผไู้ มเ่ ห็นพระนพิ พานอย่างนน้ั ดงั นแ้ี ล เมือ่ จะทรงสืบอนสุ นธแิ สดงธรรม จงึ ตรัสพระคาถานวี้ ่า กผ็ ู้ใดไม่
เห็นอมตบท พงึ มชี วี ิตอยู่ตงั้ 100 ปี ชวี ิตของผเู้ ห็นอมตบทเพยี งวนั เดยี ว ยังประเสริฐกว่า ดังน้ี
จบพระคาถา นางก็บรรลุอรหัตผล เป็นผู้เคร่งครัดยิ่งในการใช้สอยบริขาร ห่มจีวรประกอบด้วย
ความปอน 3 อยา่ งเท่ยี วไป ต่อมา พระพุทธเจ้าประทับนง่ั ในวัดพระเชตวนั เมอ่ื ทรงสถาปนาเหล่าภิกษุณี
ไว้ในตำแหนง่ ตา่ ง ๆ ตามลำดบั จึงทรงสถาปนาพระเถรนี ไ้ี วใ้ นตำแหนง่ เอตทคั คะ เป็นเลศิ กวา่ พวกภิกษุณี
สาวกิ า ผทู้ รงจีวรเศรา้ หมอง
55
16. ประวัติบณั ฑิตสามเณร
ในอดีตกาล บัณฑิตสามเณร เกิดเป็น
ชายเข็ญใจ ชื่อมหาทุคคตะ ด้วยอานิสงส์ แห่ง
ทาน มีการถวายภัตตาหารประกอบด้วยรสปลา
ตะเพียนเป็นต้นแด่พระกัสสปพุทธเจ้า พระเจ้า
แผ่นดนิ ได้พระราชทานทรัพยส์ มบตั มิ ากมาย และ
ส ถ า ป น า เ ข า ไ ว ้ ใ น ต ำ แ ห น ่ ง เ ศ ร ษ ฐ ี อ ย ่ า ง เ ป็ น
ทางการ แมเ้ บอื้ งหนา้ แต่นน้ั เขาดำรงอยู่ บำเพ็ญ
บุญจนตลอดอายุ ในท่ีสุดอายไุ ด้บงั เกิดในเทวโลก
เ ส ว ย ท ิ พ ย ส ม บ ั ติ สิ้ น พ ุท ธ ัน ดร ห น ึ่ ง ใ น
พุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากนั้นแล้วถือปฏิสนธิใน
ท้องธิดาคนโตในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารี
บุตรเถระ ในกรงุ สาวัตถี
ครง้ั น้ัน มารดาบิดาของนางรวู้ า่ นางต้งั ครรภ์ จงึ ไดใ้ ห้เครอื่ งบริหารครรภ์ โดยสมยั อืน่ นางเกิดแพ้
ท้องเห็นปานนี้ว่า โอ้ เราพึงถวายทานแก่ภิกษุ 500 รูป ตั้งต้นแต่พระธรรมเสนาบดี ด้วยรสปลาตะเพียน
แล้วนุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดนงั่ ในทส่ี ุดอาสนะ บริโภคภัตท่เี ปน็ เดนของภิกษเุ หล่าน้นั นางบอกแกม่ ารดาบดิ าแล้ว
กไ็ ด้กระทำตามประสงค์ ความแพ้ทอ้ งระงบั ไปแล้ว ตอ่ มา ในงานมงคล 7 ครงั้ แม้อ่ืนจากนี้ มารดาบดิ าของ
นางเล้ียงภิกษุ 500 รปู มีพระธรรมเสนาบดีเถระเปน็ ประมุข ด้วยรสปลาตะเพยี นเหมอื นกัน กใ็ นวันต้ังชื่อ
เมื่อมารดาของเด็กนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้สิกขาบททั้งหลายแก่ทาสของท่านเถิด
พระเถระถามวา่ เดก็ น้ชี ่ืออะไร มารดาของเด็กตอบว่า ขา้ แตท่ ่านผู้เจริญ คนเงอะงะในเรือนนี้ แมพ้ วกพูด
ไม่ได้เรื่อง ก็กลับเป็นผู้ฉลาดตั้งแต่กาลที่เด็กนี้ถือปฏิสนธใิ นท้อง เพราะฉะนั้น บุตรของดิฉันควรมีชือ่ วา่
หนูบัณฑิต เถิด พระเถระได้ให้สิกขาบททั้งหลายแล้ว ก็ตั้งแต่วันที่หนูบัณฑิตเกิดมาความคิดเกิดขึ้นแก่
มารดาของเขาว่า เราจะไม่ทำลายอัธยาศัยของบุตรเรา ในเวลาที่เขามีอายุได้ 7 ขวบ เขากล่าวกบั มารดา
ว่า ผมขอบวชในสำนักพระเถระ นางกล่าวว่า ได้ พ่อคณุ แม่ไดน้ ึกไวเ้ สมออยา่ งน้วี ่า จะไม่ทำลายอัธยาศัย
ของเจา้ ดังนแ้ี ลว้ จงึ นมิ นตพ์ ระเถระให้ฉนั แล้วกล่าวว่า ขา้ แตท่ ่านผ้เู จริญ ทาสของทา่ นอยากจะบวช ดิฉัน
จะนำเด็กนี้ไปวิหารในเวลาเย็น ส่งพระเถระไปแล้ว ให้หมู่ญาติประชุมกัน กล่าวว่า พวกข้าพเจ้าจะทำ
สักการะทคี่ วรทำแกบ่ ตุ รของข้าพเจ้าในเวลาเปน็ คฤหัสถ์ ในวนั น้ที ีเดียว ดงั น้แี ลว้ กใ็ หท้ ำสกั การะมากมาย
พาหนูบัณฑติ น้นั ไปส่วู ิหาร ไดม้ อบถวายแก่พระเถระว่า ขอท่านจงใหเ้ ดก็ นี้บวชเถิด เจ้าข้า พระเถระบอก
56
ความที่การบวชเป็นกิจทำได้ยากแล้ว เมื่อเด็กรับรองว่า ผมจะทำตามโอวาทของท่านขอรับ จึงกล่าวว่า
ถา้ อยา่ งนนั้ จงมาเถดิ ชุบผมใหเ้ ปยี กแลว้ บอกตจปญั จก-กมั มฏั ฐานใหบ้ วชแลว้ แม้มารดาบิดาของบัณฑิต
สามเณรน้ันอยู่ในวิหารสิ้น 7 วัน ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยรสปลาตะเพียน
อยา่ งเดยี ว ในวันที่ 7 เวลาเยน็ จึงได้ไปเรอื น ในวนั ท่ี 8 พระเถระเมอ่ื จะไปภายในบ้าน พาสามเณรน้ันไป
ไมไ่ ด้ไปกบั หม่ภู กิ ษุ เพราะเหตไุ ร เพราะว่า การหม่ จวี รและถือบาตรหรอื อิริยาบถของเธอยังไม่น่าเลื่อมใส
ก่อน อีกอย่างหน่ึง วัตรที่พึงทำในวหิ ารของพระเถระยังมอี ยู่ อนึ่ง พระเถระ เมื่อภิกษุสงฆ์เข้าไปภายใน
บ้านแล้ว เที่ยวไปทั่ววิหาร กวาดสถานที่ ที่ยังไม่ได้กวาด ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ภายในภาชนะที่ว่างเปล่า
เก็บเตียงตั่งเปน็ ตน้ ที่ยังเก็บไว้ ไม่เรียบร้อยแล้ว จึงเข้าไปบ้านภายหลัง อีกอย่างหนึง่ ท่านคิดว่า พวก
เดียรถีย์เข้าไปยังวิหารว่างแล้ว อย่าได้พูดว่า ดูเถิด ที่นั่งของพวกสาวกพระสมณโคดม ดังนี้แล้ว จึงได้
จัดแจงวิหารทั้งส้ิน เข้าไปบ้านภายหลัง เพราะฉะนั้น แม้ในวันน้ัน พระเถระให้สามเณรถือบาตรและจีวร
เขา้ ไปบ้านสายหน่อย บณั ฑิตสามเณรได้ไปบิณฑบาตกับพระสารีบุตรเถระ ระหว่างทางเหน็ คนชักน้ำ จาก
เหมือง เกิดสงสัยจึงถามว่า น้ำมีจิตใจหรือไม่ พระเถระตอบว่า น้ำไม่มีจิตใจ สามเณร จึงคิดว่า เมื่อคน
สามารถชักน้ำซึ่งไม่มีจิตใจไปสู่ท่ีที่ตนเองต้องการได้ แต่เหตุใดจึงไม่สามารถบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจได้
เดินต่อไป ไดเ้ ห็นคนกำลังถากไม้ทำเกวยี นอยู่ ถึงถามว่า ไมน้ ้ันมจี ิตใจหรอื ไม่ เมือ่ พระเถระตอบว่า ไม้ไม่มี
จิตใจ สามเณรจึงคิดว่า คนสามารถนำท่อนไมท้ ีไ่ มม่ จี ิตใจมาทำเป็นล้อได้ แต่ทำไมไม่สามารถบงั คับจิตใจ
ได้ เดินต่อไป ได้เห็นคนกำลังใช้ไฟลนลูกศรเพื่อจะดัดให้ตรงจึงถามว่า ลูกศรนั้นมีจิตใจหรือไม่ เม่ือ
พระเถระตอบว่า ลูกศรไม่มีจิตใจ สามเณรจึงคิดว่า คนสามารถดัดลูกศรให้ตรงได้ แต่ทำไมไม่สามารถ
บังคับจิตให้อยู่ในอำนาจได้ ทันใดนั้น สามเณรได้เกิดความคิดที่จะปฏิบัติธรรมขึ้น จึงได้ขอพระเถระนำ
อาหาร มาฝากตนด้วย พระเถระไดร้ ับปากและมอบลูกดาล (กุญแจ) ให้พร้อมกับสั่งใหไ้ ปปฏิบตั ิธรรมใน
หอ้ งของท่าน สามเณรไดท้ ำตามทกุ อย่างและกเ็ ริม่ บำเพญ็ สมณธรรม
ครั้งนั้น ที่ประทับนั่งของท้าวสักกะ แสดงอาการร้อนด้วยเดชแห่งคุณของสามเณร ท้าวเธอ
ใคร่ครวญว่า มีเหตุอะไรกันหนอ ทรงดำริได้ว่า บัณฑิตสามเณรถวายบาตรและจีวรแกพ่ ระอุปัชฌาย์แล้ว
กลับด้วยตัง้ ใจว่า จะทำสมณธรรม แมเ้ รากค็ วรไปในทีน่ ั้น ดังนแี้ ล้วตรัสเรยี กทา้ วมหาราชทัง้ 4 มา ตรัสว่า
พวกทา่ นจงไปไลน่ กทบี่ นิ จอแจอยใู่ นป่าใกล้วหิ ารให้หนีไป แลว้ ยึดอารกั ขาไว้โดยรอบ ตรสั กบั จันท
เทพบตุ รว่า ท่านจงรงั้ มณฑลพระจนั ทร์ไว้ ตรัสกับ สรุ ยิ เทพบตุ รว่า ทา่ นจงฉุดร้งั มณฑลพระอาทิตย์ไว้ ดังน้ี
แล้ว พระองค์เองไดเ้ สด็จไปประทับยนื ยดึ อารกั ขาอยทู่ ี่สายยูในพระวหิ าร แมเ้ สียงแห่งใบไมแ้ กก่ ็มไิ ด้มี จิต
ของสามเณรได้อารมณ์เป็นหนึง่ เธอพจิ ารณาอตั ภาพแล้วบรรลุผล 3 อย่างในระหวา่ งภัตนัน้ เอง ฝ่ายพระ
เถระคิดว่า สามเณรนั่งในวิหาร เราอาจจะได้โภชนะที่สมประสงค์แก่เธอ ในสกุลชื่อโน้น ดังนี้แล้ว จึงได้
ไปสตู่ ระกลู อปุ ัฏฐากซึ่งประกอบด้วยความรกั และเคารพตระกูลหน่ึง
57
ในวนั น้นั เหลา่ มนษุ ย์ในตระกูลนั้น ได้ปลาตะเพียนหลายตัว นั่งดกู ารมาแห่งพระเถระอยู่ พวกเขา
เห็นพระเถระกำลังมาจงึ กล่าวว่า ท่านขอรับ ท่านมาที่นี้ ทำกรรมเจริญแล้วนิมนตใ์ ห้เข้าไปข้างใน ถวาย
ข้าวยาคูและของควรเคี้ยวเป็นต้นแล้ว ได้ถวายบิณฑบาตด้วยรสปลาตะเพียน พระเถระแสดงอาการจะ
นำไป พวกมนุษย์เรยี นวา่ นิมนต์ฉันเถิดขอรับ ใต้เท้าจะได้แม้ภัตสาหรับจะนำไป ในเวลาเสร็จภัตกิจของ
พระเถระ ไดเ้ อาภาชนะประกอบด้วย รสปลาตะเพยี นใส่เตม็ บาตรถวาย พระเถระคดิ ว่า สามเณรของเรา
หิวแล้วจึงได้รีบไป แม้พระพุทธเจ้า ในวันนั้นเสวยแต่เช้า เสด็จไปวิหารใคร่ครวญว่า บัณฑิตสามเณรให้
บาตรและจวี รแก่พระอุปัชฌาย์แล้วกลับไปดว้ ยตัง้ ใจว่าจะทำสมณธรรมกิจแหง่ บรรพชติ ของเธอ จะสำเร็จ
หรอื ไม่ ทรงทราบว่า สามเณรบรรลผุ ล 3 อย่างแล้ว จงึ ทรงพิจารณาวา่ อุปนสิ ยั แห่งอรหตั ผลจะมีหรือไม่มี
ทรงเห็นว่า มี แลว้ ทรงใครค่ รวญวา่ เธอจะบรรลุอรหัตผลก่อนภัตหรือไม่ ไดท้ รงทราบวา่ บรรลุ ลำดับนั้น
พระองค์ไดม้ ีความปรวิ ิตกอยา่ งน้ีว่า สารบี ตุ รถอื ภัตเพ่ือสามเณรรีบมา เธอจะพงึ ทำอันตรายแก่สามเณรนั้น
ได้ เราจะนัง่ ถอื เอาอารักขาท่ซี ้มุ ประตู ทนี ัน้ จะถามปัญหา 4 ข้อ เม่อื เธอแก้อยู่ สามเณรจะบรรลุอรหัตผล
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปจากวิหาร ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตู ตรัสถามปัญหา 4 ข้อกับ
พระเถระผ้มู าถึงแล้ว
เมื่อพระเถระแก้ปัญหาทั้ง 4 ข้อเหล่านี้อย่างนั้นแล้ว สามเณรก็ได้บรรลุอรหัตผลพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทา ฝ่ายพระพทุ ธเจ้าตรัสกับพระเถระว่า ไปเถิด สารีบุตร จงให้ภัตแกส่ ามเณรของเธอ พระเถระ
ไปเคาะประตูแล้ว สามเณรออกมารับบาตรจากมอื พระเถระวางไว้ ณ ส่วนขา้ งหนึง่ จงึ เอาพดั ก้านตาลพัด
พระเถระ ลำดับนั้น พระเถระกล่าวว่า สามเณร จงทำภัตกิจเสียเถิด สามเณรเรียนถามว่า ก็ใต้เท้าเล่า
ขอรับ พระเถระกล่าวว่า เราทำภัตกิจเสร็จแล้ว เธอจงทำเถิด เด็กอายุ 7 ขวบบวชแล้ว ในวันที่ 8
บรรลอุ รหตั ผล เปน็ เหมือนดอกปทมุ ทแ่ี ยม้ แล้วในขณะน้นั ได้นงั่ พจิ ารณาที่เปน็ ทใ่ี สภ่ ัต ทำภตั กจิ แล้ว
ในขณะที่เธอล้างบาตรเก็บไว้ จันทเทพบุตรปล่อยมณฑลพระจันทร์ สุริยเทพบุตรปล่อยมณฑล
พระอาทิตย์ ท้าวมหาราชทั้ง 4 เลิกอารักขาทัง้ 4 ทิศ ท้าวสักกเทวราช เลิกอารักขาท่ีสายยู พระอาทิตย์
เคลื่อนคล้อยไปแล้วจากที่ท่ามกลาง ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาวา่ เงา บ่ายเกินประมาณแล้ว พระอาทิตย์
เคลื่อนคลอ้ ยไปจากท่ีท่ามกลาง ก็สามเณรฉนั เสร็จเด๋ยี วนเี้ อง นีเ่ ร่อื งอะไรกนั หนอ
พระพุทธเจ้าทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้วเสด็จมา ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายพวกเธอ พูดอะไร
กัน พวกภิกษุกราบทลู วา่ เรื่องชอ่ื น้ี พระเจา้ ข้า พระพทุ ธเจ้าตรสั วา่ อยา่ งนัน้ ภิกษุทัง้ หลาย ในเวลาผู้มีบุญ
ทำสมณธรรม จันทเทพบุตร ฉุดมณฑลพระจนั ทรร์ ัง้ ไว้ สุริยเทพบตุ รฉุดมณฑลพระอาทิตย์รั้งไว้ ท้าว
มหาราชทง้ั 4 ถืออารกั ขาทง้ั 4 ทศิ ในป่าใกล้วหิ าร ท้าวสักกเทวราชเสดจ็ มายึดอารักขาท่สี ายยู ถึงเราผู้มี
ความขวนขวายน้อยด้วยนึกเสียว่า เปน็ พระพทุ ธเจา้ ก็ไมอ่ าจจะนั่งอยไู่ ด้ ยงั ได้ไปยึดอารกั ขาเพ่ือบุตรของ
58
เรา ทซ่ี มุ้ ประตู แล้วตรัสต่อไปว่า วนั นี้บัณฑิตสามเณรเหน็ คนไขน้ำไปจากเหมอื ง ชา่ งศรกำลังดัดลูกศรให้
ตรง และช่างถากกำลงั ถากไมแ้ ลว้ ถอื เอาเหตุเทา่ นนั้ ใหเ้ ปน็ อารมณ์ ทรมานตนบรรลอุ รหัตผลแลว้ ดงั นี้
59
17. ประวตั ิสงั กจิ จสามเณร
สังกิจจสามเณร เป็นบุตรของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ในขณะที่อยู่ในท้องมารดานั่นเอง
มารดาได้เสยี ชวี ติ ลง ญาติพี่นอ้ งจงึ นำนางไปเผา ในขณะท่ีไฟกำลังไหมร้ า่ งกายของนางอยู่นั้น เป็นอศั จรรย์
ท่ีไฟไม่ไหมส้ ว่ นท้อง พวกสัปเหร่อไดใ้ ช้หลาวเหล็กแทงส่วนท้องท่ีไฟไหม้นน้ั เสร็จแลว้ กก็ ลบด้วยถ่านเพลิง
ปลายหลาวเหล็กได้ไปกระทบท่ีหางตาของทารกนน้ั พอดี พอกลบถ่านเพลงิ เขา้ กบั สว่ นที่ยงั ไมไ่ หมแ้ ลว้ ก็พา
กันกลับบ้านด้วยหวังว่าพรุ่งน้ีค่อยมาดับไฟเก็บอัฐิ ไฟได้ไหม้ร่างกายของมารดาจนหมดส้ิน เว้นไว้เฉพาะ
ทารกน้อยเท่านั้น ที่รอดชีวิตอยู่ได้อยา่ งปาฏิหาริย์เหมือนกบั นอนอยูใ่ นกลีบบัว ไฟไม่ได้ทำอันตรายใด ๆ
เลย ที่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้ที่เกิดในภพสุดท้าย ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหันต์แล้ว อะไรก็ไม่สามารถทำให้
เสยี ชวี ติ ได้ เช้าวนั รงุ่ ข้นึ พวกสัปเหร่อมาดับไฟเห็นเดก็ เพศชายนอนอยูโ่ ดยปราศจากอันตราย กอ็ ศั จรรยใ์ จ
อุม้ กลบั บา้ นไปใหพ้ วกหมอทำนายชวี ิตดู หมอทำนายไว้ 2 ดา้ นคอื ถา้ เดก็ อยูค่ รองเรอื น พวกเครอื ญาติ 7
ชวั่ โคตรจะไม่ยากจน ถ้าออกบวชจะมพี ระ 500 รูป เปน็ บรวิ ารแวดล้อม พวกญาติจึงตงั้ ช่ือใหว้ ่า สังกิจจะ
เพราะหางตาเปน็ แผลเนอื่ งจากถูกหลาวเหลก็
สังกจิ จกุมาร มีอายุได้ 7 ขวบ เมือ่ ทราบประวัตขิ องตนเองจากปากของเด็กเพื่อนบ้าน ก็ปรารถนา
จะบวช พวกญาติจึงพาไปขอบวชในสานกั พระสารีบุตร ในวนั บวช พระเถระใหต้ จปญั จกกมั มัฏฐานแล้วให้
บวช สามเณรได้บรรลอุ รหัตผล พรอ้ มดว้ ยปฏสิ ัมภทิ า ในขณะทป่ี ลงผมเสรจ็ น้นั เอง
สมัยนั้น มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีประมาณ 30 คน ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว มีความ
เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงขอบวช เมื่อบวชได้ 5 พรรษา เรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานจากพระพุทธเจ้า
แลว้ มีความประสงคจ์ ะพากันไปปฏิบัตธิ รรม ณ ป่าแห่งหนึง่ จงึ พากนั มาทลู ลาพระพุทธเจา้ พระพทุ ธองค์
เห็นภัยอย่างหนึง่ จะเกดิ แก่ภิกษุเหล่านี้ เกรงว่าจะไม่บรรลุธรรม มีสังกิจจสามเณรเท่านัน้ ทีจ่ ะช่วยเหลอื
พระเหล่าน้ีได้ พระองค์จึงรับสัง่ ให้ภกิ ษุเหลา่ นัน้ ไปอำลาพระสารีบุตรกอ่ นแลว้ ค่อยไป
พวกภิกษุได้ไปลาพระสารีบุตร พระเถระทราบความนัยจึงเอ่ยปากมอบสังกิจจะสามเณรให้ไป
ด้วย พวกภิกษุปฏิเสธเกรงว่าจะเป็นภาระไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พระเถระจึงบอกให้ทราบว่า สามเณรนี้
จะไม่เป็นภาระแก่พวกเธอ พวกเธอต่างหากจะเป็นภาระแก่สามเณร พระพุทธเจา้ ทรงทราบเร่ืองน้ีดีจึงส่ง
พวกเธอมาลาเรา เมื่อเป็นเช่นน้ี พวกภิกษุจึงจำเปน็ ต้องพาสามเณรไปด้วย รวมกนั เปน็ 31 รูป อาลา พระ
เถระแลว้ ก็ออกเดินทางไป
เดินทางถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกชาวบ้านมีความเล่ือมใสศรัทธา จึงนิมนต์ให้อยู่จำพรรษาพร้อม
รับปากจะพากนั อุปถัมภบ์ ำรุงตลอดพรรษา พวกภิกษุเหล่านั้นจงึ รบั นิมนต์ ในวันเข้าพรรษา พวกภิกษไุ ด้
ต้ังกตกิ ากนั ไว้วา่ ยกเว้นเวลาเชา้ บณิ ฑบาตและเวลาเย็นบำรงุ พระเถระเท่าน้นั เวลาทีเ่ หลอื ให้ปฏิบัติธรรม
60
หา้ มอยดู่ ว้ ยกัน 2 รปู ต้องบรรลุธรรมให้ไดภ้ ายในพรรษาน้ี ถา้ รูปใดไมส่ บายพงึ ตีระฆังบอก พวกเราจะมา
ปรงุ ยาถวาย เมื่อทำกติกาตกลงกันอย่างน้ีแล้ว กแ็ ยกย้ายกนั ไปปฏิบัตธิ รรม
ตอ่ มาวันหนึง่ มชี ายยากไร้คนหน่งึ หนีภัยแล้งมาจากต่างเมืองหวงั จะไปขอพึง่ พาลูกสาวอีกเมือง
หนึ่ง เดินผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้นด้วยอาการอิดโรย ขณะนั้นพวกพระภิกษุได้กลับมาจากบิณฑบาต กำลัง
จะฉันเช้า พอดีพบเข้าจึงสอบถาม เมื่อทราบเรื่องแล้วเกิดความสงสารเขาทีไ่ ม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว
จึงบอกให้ไปหาใบไมม้ าจะแบง่ อาหารให้ ธรรมเนยี มของพระสงฆอ์ ย่างหนึ่งกค็ ือ ภิกษเุ มอื่ จะให้อาหารแก่
ผู้มาในเวลาฉนั ไม่ใหอ้ าหารท่ีเป็นยอด พงึ ให้มากบ้างนอ้ ยบา้ ง เท่ากับสว่ นทีจ่ ะฉันเอง
ชายยากไร้หลังกินข้าวอิ่มแล้วก็สอบถามพวกท่านว่ามีกิจนิมนต์หรือไร พระคุณเจ้าจึงได้อาหาร
มากมายขนาดนี้ไม่มีหรอกโยม เป็นเร่อื งปกตขิ องทน่ี ่ี พวกภกิ ษุตอบ เขาคดิ วา่ เราทำงานแทบตายก็ไม่ได้
กินอาหารดีเช่นนี้ จะไปอยู่ทำไมที่อื่น อยู่อาศัยกับพระพวกนี้ สบายดีกว่า จึงขออาศัยอยู่ทำวัตรปฏิบัติ
อุปัฏฐากพระสงฆ์ด้วย พวกพระภิกษุ ก็อนุญาต เขาขยันทำงานช่วยเหลือพระภิกษุเหล่านั้นเป็นอย่างดี
เวลาผ่านไป 2 เดือน ชายยากไร้นั้นอยู่สุขสบายดีตลอดมา ต่อมาคิดถึงลูกสาว จึงแอบหนีออกจากที่พกั
สงฆ์ไปโดยไม่บอกกล่าวอำลาแก่ผู้ใด เพราะเกรงว่าพระสงฆ์จะไม่อนุญาต หนทางที่ชายยากไร้นั้นไป
61
จะต้องผา่ นดงใหญ่แหง่ หนง่ึ ในดงนนั้ มโี จร 500 คน ได้บนบานเทวดาว่าจะถวายพลีกรรมในวันที่ 7 พอดี
เมื่อชายยากไร้นั้นเดินผ่านเข้าไป กลางดงก็ถูกพวกโจรจับตัวมัดไว้เตรียมที่จะทำพิธีพลีกรรมแก่เทวดา
เขาตกใจกลัวตาย ได้ร้องขอชีวิตไวแ้ ละเสนอว่า เขาเป็นคนยากไร้ เทวดาอาจจะไม่ชอบใจ พวกภิกษุเปน็
ผมู้ ีศีลสกลุ สูง เทวดาทา่ นคงจะชอบใจ ไปจบั พวกภิกษมุ าทำพลกี รรมจะดีกว่า พวกโจรเห็นดดี ้วยจึงให้เขา
พาไปทีพ่ กั สงฆ์ เขาไดพ้ าพวกโจรไปทสี่ ำนกั สงฆแ์ ล้วตีระฆงั พวกภิกษุเม่ือไดย้ ินเสยี งระฆังเข้าใจว่า มีภิกษุ
ไม่สบายก็มารวมกันที่ศาลา หัวหน้าโจรจึงประกาศให้ทราบว่าต้องการภิกษุ 1 รูป เพื่อไปทำพลีกรรม
พระทั้ง 30 รูป ต่างอาสาไปตายทั้งส้ิน ตกลงกันไม่ได้ สังกิจจสามเณรจงึ ขออาสาไปเอง พวกภิกษุไม่ยอม
เพราะสามเณรเป็นลกู ศิษยข์ องพระสารีบตุ รฝากมา เกรงวา่ พระเถระจะติเตียนได้ สามเณรจึงบอกใหท้ ราบ
วา่ พระพุทธเจ้าและพระอปุ ชั ฌาย์ใหต้ นมากเ็ พ่อื มาแกป้ ัญหานเ้ี อง จึงยกมอื ไหวพ้ วกภกิ ษุ เดนิ ตามพวกโจร
ไป พวกภิกษซุ ึ่งยังเป็นปุถุชนต่างก็ร้องไหส้ งสารสามเณรพร้อมกับกำชับหัวหน้าโจรว่า ในช่วงที่พวกทา่ น
ตระเตรียมสิ่งของ ขอให้นำสามเณรไปไวท้ ี่อืน่ ก่อน สามเณรจะกลัว หัวหน้าโจรได้นำสามเณรไปที่ดงนน้ั
แล้วทำตามพวกภกิ ษุสั่งไว้ เมื่อตระเตรยี มทกุ อย่างเสร็จแล้ว หัวหน้าโจรได้ถือดาบเดินเข้าไปหาสามเณร
หวังจะตดั คอ สามเณรได้นั่งเข้าฌานนิ่งอยู่ พอไปถึงหวั หน้าโจรกฟ็ นั ลงเตม็ แรงปรากฏว่าดาบงอ เขาเข้าใจ
ว่าฟันไม่ดี จึงยกดาบขึ้นฟันใหม่ ปรากฏว่าดาบพับม้วนจนถึงด้าม หน้าโจรเห็นปาฏิหาริย์เช่นนี้เกิด
อัศจรรย์ใจยิ่งนักคิดว่า ดาบเราฟันหินยังขาด แต่บัดนี้ ได้งอพับดังใบตาล ดาบนี้ไม่มีจิตใจยังรู้คุณของ
สามเณร เรามจี ิตใจยังไม่สำนกึ เสยี อีก ได้ท้งิ ดาบลงดินแลว้ คุกเขา่ ลงกราบสามเณรพรอ้ มถามว่า เณรน้อย
คนเป็นพันเห็นพวกผมแล้วต้องตัวสั่นวิ่งหนไี ป แต่สำหรับท่านแล้วแมเ้ พียงความสะดุ้งแห่งจิตก็มิได้มีเลย
หน้าตาก็ผุดผ่องแจ่มใส ทำไมท่านจึงไม่รอ้ งขอชีวิตเล่า สามเณรออกจากฌานแล้วแสดงธรรมแก่หัวหนา้
โจรว่า โยม ธรรมดาอัตภาพของ พระอรหันต์ เป็นเหมือนของหนักวางอยู่บนศีรษะ พระอรหันต์เม่ือ
อัตภาพนี้แตกไปย่อมยินดี พระอรหันต์จึงไม่กลัวตาย ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ ผู้ไม่มีความ
ห่วงใย ผู้ก้าวล่วงทุกอย่างได้แล้ว หัวหน้าโจรพอได้ฟังคำสามเณรแล้ว พร้อมลูกน้องทั้งหมดได้ไหว้
สามเณรแล้วขอบวช สามเณรได้ตัดผมและชายผ้าด้วยดาบของโจรเหล่านั้นแล้วให้บวชเป็นสามเณร
ถือศีล 10 เสร็จแล้วได้พาสามเณรเหล่านั้นกลับไปยังที่พักสงฆ์ ให้พวกภิกษุทราบความปลอดภัยของตน
แล้วได้อำลาพวกภิกษุพาสามเณรเหล่านั้นไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมเทศนาว่า
ผูม้ ีศลี แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ยงั ประเสริฐกวา่ การทำโจรกรรม ไม่มศี ลี มชี วี ติ อยตู่ ง้ั 100 ปี ในเวลาจบ
พระธรรมเทศนา สามเณรเหลา่ น้ันได้บรรลุพระอรหันตท์ ัง้ หมด
62
18. ประวตั ิสขุ สามเณร
ในอดีตกาล สุขสามเณร เกิดเป็นคนบ้านนอก มีฐานะยากจน ครั้งหนึ่งได้เห็นเศรษฐีคนหนึ่ง
ช่ือคันธะ กำลังบรโิ ภคอาหารอนั มีรสเลิศ แวดล้อมด้วยหญงิ นักฟอ้ นรำ กอ็ ยากจะบริโภคและแวดลอ้ มด้วย
หญงิ นักฟ้อนรำอยา่ งนั้นบา้ ง เม่อื ได้โอกาสจงึ เล่าความคดิ ของตนให้เศรษฐฟี ัง เศรษฐีได้ฟงั ดงั นัน้ กย็ นิ ดแี ละ
จัดการให้ แต่มีข้อแม้ว่าเขาจะตอ้ งรับจ้างทำงานในเรือนเศรษฐีเป็นเวลา 3 ปี จึงจะได้อาหารอันมี รส
เลิศอย่างนนั้ หนึ่งถาด พร้อมท้งั แวดลอ้ มดว้ ยหญงิ นกั ฟอ้ นรำ เขาตกลงตามเงอื่ นไขท่ีเศรษฐีย่ืนเสนอ จึง
ไปส่เู รือนของเศรษฐีดว้ ยหมายใจว่า จะทำการรบั จา้ งตลอด 3 ปี เพือ่ ประโยชนแ์ ก่ถาดอาหารถาดหน่งึ เขา
เมื่อทำการรับจ้างได้ทำกิจทุกอย่างโดยเรียบร้อย การงานที่ควรทำในบ้าน ในป่า กลางวัน กลางคืน ได้
ปรากฏว่า เขาทำเสร็จเรียบรอ้ ย
เมอ่ื มหาชนเรยี กเขาว่า นายภตั ตภติกะ คำนั้นได้ปรากฏไปทัว่ พระนคร กาลต่อมา เม่ือวันรับจ้าง
ของนายภัตตภติกะครบบริบูรณ์แล้ว พ่อครัวเรยี นให้เศรษฐีทราบว่า นาย วันรับจ้างของนายภัตตภติกะ
63
ครบบรบิ ูรณแ์ ลว้ เขาทำการรับจ้างอยู่ตลอด 3 ปี ทำกรรมยาก ทค่ี นอื่นจะทำได้แลว้ การงานแม้สักอย่าง
หนงึ่ กไ็ มเ่ คยเสยี หาย คร้ังนนั้ ทา่ นเศรษฐีได้สั่งจ่ายทรัพย์ 3 พัน แก่พ่อครวั นน้ั คือ สองพันเพ่ือประโยชน์
แกอ่ าหารเยน็ และอาหารเช้าของตน พนั หนึ่งเพอื่ ประโยชนแ์ กอ่ าหารเช้าของนายภัตตภติกะนนั้ แลว้ สงั่ คน
ใช้ว่า วันนี้ พวกเจ้าจงทำการบริหารที่พึงทำแก่เรา แก่นายภัตตภติกะนั้นเถิด เมื่อได้เวลาอาหารเช้า
พวกนักฟ้อนได้ยืนล้อมนายภัตตภติกะนั้น พวกคนใช้ยกถาดอาหารถาดหนึ่งตัง้ ไวข้ ้างหน้าของนายภตั ตภ
ติกะนั้นแล้ว ครั้งนั้น ในขณะที่นายภัตตภติกะล้างมือ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ภูเขาคันธมาทน์
ออกจากสมาบัติในวันท่ี 7 แล้ว ใคร่ครวญอยู่ว่า วันนี้ เราจะไปเพื่อประโยชน์แก่ภิกขาจารในที่ไหนหนอ
กไ็ ดเ้ หน็ นายภัตตภตกิ ะแล้ว คร้ังน้นั ทา่ นพจิ ารณาตอ่ ไปอีกว่า นายภัตตภตกิ ะน้ีทำการรับจ้างถึง 3 ปี จึง
ได้ถาดอาหาร ศรัทธาของเขามีหรือไม่หนอ ใคร่ครวญไปก็ทราบได้ว่า ศรัทธาของเขามีอยู่ คิดไปอีกว่า
คนบางพวกถึงมีศรทั ธาก็ไม่อาจเพื่อทำการสงเคราะห์ได้ นายภัตตภติกะนี้อาจหรือไมห่ นอเพื่อจะทำการ
สงเคราะห์เรา ก็รวู้ า่ นายภัตตภติกะอาจทีเดียว ทัง้ จะได้มหาสมบัติเพราะอาศัยเหตุคือการสงเคราะห์แก่
เราด้วย ดังนี้แล้ว จึงห่มจีวรถือบาตร เหาะขึ้นสูเ่ วหาสไปโดยระหวา่ งบรษิ ัท แสดงตนยืนอยู่ข้างหน้าแหง่
นายภัตตภติกะน้ัน นายภัตตภติกะเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คิดว่า เราได้ทำการรับจ้างในเรือนคนอื่นถึง
3 ปี ก็เพื่อประโยชน์แก่ถาดอาหารถาดเดียว เพราะความที่เราไม่ได้ให้ทานในกาลก่อน บัดนี้ อาหารน้ี
ของเราพงึ รกั ษาเราก็เพยี งวนั หน่ึงคนื หนงึ่ ถ้าเราถวายอาหารนนั้ แก่พระคุณเจ้า อาหารจะรักษาเราไว้มิใช่
พันโกฏิกัลป์เดียว เราจะถวายอาหารนั้นแก่พระคุณเจ้า นายภัตตภติกะนั้นทำการรับจ้างตลอด 3 ปี ได้
ถาดอาหารแล้ว ไมท่ ันวางอาหาร แม้ก้อนเดยี วในปากเพื่อบรรเทาความอยากได้ ยกถาดอาหารขน้ึ เดินไปสู่
สำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้ถาดในมอื ของคนอื่นแลว้ ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เอามอื ซ้ายจับถาด
อาหาร เอามือขวาเกลีย่ อาหารลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจา้ ได้เอามือปิดบาตร
เสียในเวลาที่อาหารยังเหลืออยู่กึ่งหนึ่ง ครั้งนั้น นายภัตตภติกะนั้นเรียนท่านว่า ท่านขอรับ อาหารส่วน
เดียวเท่านั้นผมไม่อาจเพื่อจะแบ่งเป็น 2 ส่วนได้ ท่านอย่าสงเคราะห์ผมในโลกนี้เลย ขอจงทำการ
สงเคราะห์ในปรโลกเถิด ผมจะถวายทั้งหมดทีเดียว ไม่ให้เหลือ จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวายไมเ่ หลือไว้เพือ่
ตนแมแ้ ตน่ อ้ ยหนงึ่ ชื่อวา่ ทานไม่มีส่วนเหลอื ทานนน้ั ย่อมมีผลมาก นายภตั ตภติกะนั้น เม่ือทำอย่างน้ันจึง
ไดถ้ วายหมด ไหวอ้ กี แล้ว เรียนวา่ ทา่ นขอรับ ผมอาศัยถาดอาหารถาดเดยี ว ตอ้ งทำการรับจา้ งในเรอื นของ
คนอ่นื ถึง 3 ปี ได้เสวยทุกข์แลว้ บัดน้ี ขอความสขุ จงมแี ก่กระผมในที่ท่ีบังเกิดแล้วเถิด ขอกระผมพึงมีส่วน
แห่งธรรมท่ที ่านเหน็ แล้วเถดิ พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ขอจงสมคดิ เหมอื นแก้วสารพัดนกึ ความดำริอัน
ให้ ความใครท่ กุ อยา่ งจงบริบรู ณแ์ ก่ทา่ น เหมอื นพระจันทร์ในวันเพ็ญฉะนั้นเม่อื จะทำอนโุ มทนา จงึ กล่าววา่
สิ่งที่ท่านมุ่งหมายแลว้ จงสำเร็จพลันทีเดียว ความดำริทั้งปวง จงเต็มเหมือนพระจันทร์เพ็ญ สิ่งที่ท่านมุ่ง
หมายแล้ว จงสำเรจ็ พลนั ทเี ดียว ความดำรทิ งั้ ปวง จงเต็มเหมอื นแกว้ มณโี ชตริ ส ฉะน้ัน
64
ในกาลตอ่ มา แมพ้ ระราชาทรงสดบั กรรมทน่ี ายภัตตภติกะน้ีทำแลว้ จงึ ได้รบั ส่งั ให้เรียกเข้ามาเฝ้า
แลว้ พระราชทานทรัพยใ์ ห้พันหน่งึ ทรงรับสว่ นบญุ ทรงพอพระทัย พระราชทานโภคะเป็นอนั มาก แล้วกไ็ ด้
พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้ เขาได้มีชื่อว่า ภัตตภติกเศรษฐี ภัตตภติกเศรษฐีนั้นเป็นสหายกับคันธ
เศรษฐี กินดืม่ รว่ มกนั ดำรงอยตู่ ลอดอายุแล้ว จุติจากอตั ภาพนั้นแล้ว ได้บงั เกดิ ในเทวโลก เสวยสมบัติอัน
เปน็ ทิพย์ 1 พทุ ธนั ดร
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ในเมืองสาวัตถี
ครั้งนั้น มารดาของทารกนั้นได้ครรภบริหารแล้ว โดยล่วงไป 2-3 วัน ก็เกิดแพ้ท้องว่า โอหนอ เราถวาย
โภชนะมีรส 100 ชนิดแก่พระสารีบตุ รเถระพร้อมด้วยภกิ ษุ 500 รปู นุ่งผ้ายอ้ มฝาดแลว้ ถอื ขันทองน่ังอยู่
ณ ท้ายอาสนะ พึงบริโภคอาหารที่เหลือเดนของภิกษทุ ั้งหลายนั้น ดังนี้แล้ว ทำตามความคิดนั้น บรรเทา
ความแพ้ท้องแล้ว นางแม้ในกาลมงคลอื่น ๆ ถวายทานอย่างนั้นเหมือนกัน คลอดบุตรแล้ว ในวันตั้งชื่อ
จึงเรียนพระเถระวา่ จงใหส้ ิกขาบทแกล่ ูกชายของฉันเถดิ ท่านผเู้ จริญ
พระเถระถามว่า เด็กนัน้ ชื่อไร เมื่อมารดาของเด็กเรียนว่า ท่านผู้เจรญิ จำเดิมแต่ลูกชายของฉัน
ถือปฏิสนธิ ขึ้นชื่อ ว่าทุกข์ ไม่เคยมีแก่ใครในเรือนนี้ เพราะฉะนั้น คำว่า สุขกุมาร นั่นแล ควรเป็นช่อื ของ
เด็กน้นั จงึ ถือเอาคำนัน้ เปน็ ช่ือของเดก็ นนั้ ไดใ้ ห้สกิ ขาบทแลว้ ในกาลนัน้ ความคดิ ไดเ้ กดิ แกม่ ารดาของเด็ก
นั้นอย่างนี้ว่า เราจะไม่ทำลายอัธยาศัยของลูกชายเรา แม้ในกาลมงคลทั้งหลาย มีมงคลเจาะหูเป็นต้น
นางก็ได้ถวายทานอย่างน้นั เหมอื นกนั
ฝ่ายกุมาร ในเวลามีอายุ 7 ขวบ ก็พูดว่า คุณแม่ ผมอยากออกบวชในสำนักของ พระเถระ
นางตอบว่า ดีละ พ่อแม่จะไม่ทำลายอัธยาศยั ของเจ้า ดังนี้แลว้ จงึ นมิ นตพ์ ระเถระใหท้ ่านฉันแล้ว กเ็ รียนวา่
ท่านผู้เจริญ ลูกชายของฉันอยากบวช ในเวลาเย็น จะนำเด็กนี้ไปสู่วิหาร ส่งพระเถระไปแล้ว ให้ประชุม
พวกญาติ กล่าวว่า ในเวลาที่ลูกชายของฉันเป็นคฤหัสถ์ พวกเราทำกิจที่ควรทำในวันนี้แหละ ดังนี้แล้ว
จงึ แตง่ ตวั ลูกชายนำไปวหิ าร ด้วยสริ โิ สภาค อนั ใหญ่ แลว้ มอบถวายแก่พระเถระ ฝ่ายพระเถระกลา่ วกับสุข
กมุ ารนน้ั วา่ พอ่ ธรรมดาการบวช ทำไดโ้ ดยยาก เจา้ อาจเพ่ืออภริ มย์หรอื เม่ือสุขกุมารตอบว่า ผมทำตาม
โอวาทของทา่ น ขอรับ จงึ ให้กมั มัฏฐาน ให้บวชแล้ว แม้มารดาบิดาของสขุ กุมารน้นั เมือ่ ทำสกั การะในการ
บวช ก็ถวายโภชนะมีรส 100 ชนิดแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานในภายในวิหารนั่นเองตลอด
7 วัน ในเวลาเย็นจึงได้ไปสู่เรือนของตน ในวันที่ 8 พระสารีบุตรเถระ เมื่อภิกษุสงฆ์เข้าไปสู่บ้านเพื่อ
บณิ ฑบาต ทำกจิ ทคี่ วรทำในวิหารแล้ว จงึ ใหส้ ามเณรถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่บ้านเพอ่ื บณิ ฑบาต ขณะ
เดินไปนั้น ทั้งสองพระเถระและสามเณรก็ได้ไปพบชาวนากำลังไขน้ำเข้านา ไปพบช่างสรกำลังดัดลูกศร
และไปพบช่างถากกำลังถากไม้เพือ่ ทำล้อเกวียนเป็นตน้ เมื่อเห็นบุคคลทำสิ่งเหล่านี้ สุขสามเณรได้เรียน
ถามพระสารีบุตรว่า สิ่งของที่ไม่มีชีวิตทั้งหลาย คนสามารถทำให้เป็นไปตามปรารถนาได้ใช่หรือไม่ เมื่อ
65
พระเถระตอบว่าใช่ สุขสามเณรก็เกิดความคิดว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรท่ีคนเราถงึ จะไม่
สามารถฝึกจติ จนได้สมาธิและปญั ญา สุขสามเณรจึงลาพระสารีบุตรเดินทางกลับวัดกอ่ น ครัง้ น้ัน พระ
เถระให้ลูกกุญแจแกส่ ามเณรแล้ว ก็เข้าบ้านเพื่อบณิ ฑบาต สามเณรนั้นไปวิหารแล้ว เปิดห้องของ พระ
เถระเข้าไป ปิดประตู นั่งหยั่งญาณลงในกายของตน ด้วยเดชแห่งคุณของสามเณรนั้น อาสนะของท้าว
สักกะแสดงอาการร้อน ทา้ วสักกะพจิ ารณาดวู า่ นี้เหตอุ ะไรหนอ เหน็ สามเณรแลว้ ทรงดำรวิ ่า สุขสามเณร
ถวายจีวรแกอ่ ปุ ชั ฌาย์แลว้ กลับวหิ ารดว้ ยคิดวา่ จะทำสมณธรรม ควรท่ีเราจะไปในทน่ี ้นั จึงรับสั่งให้เรียก
ทา้ วมหาราชทั้ง 4 แล้วทรงส่งไปด้วยดำรัสสั่งวา่ พ่อทัง้ หลาย พวกท่านจงไป จงไลน่ กทมี่ เี สียงเป็นโทษใกล้
ป่าแหง่ วหิ ารให้หนไี ป ทา้ วมหาราชทง้ั หลาย กระทำตามนัน้ แลว้ กพ็ ากนั รักษาอยู่โดยรอบ ท้าวสักกะทรง
บังคับพระจันทร์และพระอาทิตย์ว่า พวกท่านจงยึดวิมานของตนๆ หยุดก่อน แม้พระจันทร์และ
พระอาทิตย์ก็กระทำตามนั้น แม้ท้าวสักกะเอง ก็ทรงรักษาอยู่ที่สายยู วิหารสงบเงียบ ปราศจากเสียง
สามเณรเจริญวิปัสสนาดว้ ยจิตมอี ารมณ์เป็นหน่งึ บรรลุมรรคและผล 3 แล้ว พระเถระอันสามเณรกล่าวว่า
ทา่ นพึงนำ โภชนะมีรส 100 ชนดิ มา ดงั นีแ้ ลว้ ก็คดิ ว่า อันเราอาจเพอ่ื ได้ในตระกูลของใครหนอ พิจารณาดู
อยู่ กเ็ ห็นตระกลู อุปฏั ฐากผสู้ มบรู ณ์ด้วยอัธยาศยั ตระกูลหนึ่ง จึงไปในตระกูลนัน้ อนั ชนเหลา่ นนั้ มีใจยินดีว่า
ท่านผู้เจริญ ความดีอันท่านผู้มาในทีน่ ้ีในวันนี้กระทำแลว้ รับบาตรนิมนต์ให้น่ัง ถวายยาคูและของขบฉนั
อันเขาเชิญกล่าวธรรมชั่วเวลาภัต จึงกล่าวสาราณียธรรมกถาแก่ชนเหล่านั้น กำหนดกาล ยังเทศนาให้
จบแล้ว คราวนั้น ชนทั้งหลายจึงถวายโภชนะมีรส 100 ชนิดแก่พระเถระ เห็นพระเถระรับโภชนะแล้ว
ประสงค์จะกลับ จึงเรียนว่า ฉันเถิดขอรับ พวกผมถวายโภชนะแม้อ่ืนอีก ให้พระเถระฉนั แล้ว ก็ถวายจน
เต็มบาตรอกี
พระเถระรบั โภชนะแลว้ ก็รบี ไปวหิ าร ด้วยคิดวา่ สามเณรของเราคงหวิ วนั นัน้ พระพทุ ธเจ้าเสด็จ
ออกประทับนั่งในพระคันธกฎุ ีแต่เช้าตรู่ ทรงรำพงึ ว่า วันนี้สขุ สามเณรส่งบาตรและจีวรของอุปัชฌาย์แล้ว
กลับไปแลว้ ต้ังใจวา่ จะทำสมณธรรม กิจของเธอสำเรจ็ แลว้ หรือ พระองคท์ รงเหน็ ความทมี่ รรคผลทง้ั 3 อัน
สามเณรบรรลุแล้ว จึงทรงพิจารณาแม้ย่ิงขึ้นไปว่า สุขสามเณรนี้อาจไหมหนอ เพื่อบรรลุพระอรหัตผลใน
วันนี้ ส่วนพระสารีบุตรรับภัตแล้ว ก็รีบออกด้วยคิดว่า สามเณรของเราคงหิว ถ้าเมื่อสามเณรยังไม่บรรลุ
อรหตั ผล พระสารบี ุตรนำภัตมาก่อน อนั ตรายก็จะมแี กส่ ามเณรน้ี ควรเราไปยึดอารักขาอยทู่ ่ซี ุ้มประตู คร้ัน
ทรงดำรแิ ลว้ จงึ เสดจ็ ออกจากคนั ธกุฎี ประทบั ยืนยึดอารกั ขาอยู่ท่ีซมุ้ ประตู ฝ่ายพระเถระก็นำภัตมา ครั้ง
นั้น พระพุทธองค์ตรัสถามปัญหา 4 ข้อกับพระเถระนั้น ในที่สุดแห่งการวิสัชนาปัญหา สามเณรก็บรรลุ
อรหัตผล พระพุทธเจ้าตรัสเรียกพระเถระมาแลว้ ตรัสว่า สารีบุตรจงไปเถิด จงให้ภัตแก่สามเณรของเธอ
พระเถระไปถึงแล้วจึงเคาะประตู สามเณรออกมาทำวัตรแก่อุปัชฌาย์แล้ว เมื่อพระเถระบอกว่า จงทำ
66
ภัตกิจ ก็รู้ว่าพระเถระไม่มีความต้องการด้วยภัต เป็นเด็กมีอายุ 7 ขวบ บรรลุพระอรหัตผลในขณะน้ัน
นัน่ เอง ตรวจตราดูที่น่ังอนั ต่ำ ทำภัตกิจแล้ว ก็ล้างบาตร
ในกาลนน้ั ท้าวมหาราช 4 องค์ กพ็ ากนั เลกิ การรักษา ถงึ พระจันทร์พระอาทติ ย์ กป็ ลอ่ ยวิมาน แม้
ทา้ วสกั กะก็ทรงเลกิ อารักขาท่สี ายยู พระอาทติ ย์ปรากฏคล้อยเลยท่ามกลางฟ้าไปแลว้ ภิกษุท้งั หลายพากัน
พูดว่า กาลเย็นปรากฏ สามเณรเพ่งิ ทำภัตกิจเสร็จเด๋ียวนี้เอง ทำไมหนอ วันนเี้ วลาเช้าจงึ มาก เวลาเย็นจึง
นอ้ ย พระพทุ ธเจ้าเสด็จมาตรัสถามว่า ภกิ ษทุ ง้ั หลาย บดั นี้ เธอท้ังหลายนั่งประชุมกนั ด้วย เรื่องอะไรหนอ
เมอ่ื ภกิ ษทุ ้ังหลายทลู ว่า พระเจ้าขา้ วันน้ี เวลาเช้ามาก เวลาเยน็ นอ้ ย สามเณร เพ่งิ ฉันภตั เสร็จเดย๋ี วนเ้ี อง ก็
แลเป็นไฉน พระอาทติ ย์จึงปรากฏคล้อยเคล่ือนท่ามกลางฟ้าไป จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาทำสมณ
ธรรมของผูม้ ีบุญทัง้ หลาย ยอ่ มเปน็ เชน่ นน้ั ก็ในวันนี้ ท้าวมหาราช 4 องคย์ ึดอารักขาไวโ้ ดยรอบ พระจนั ทร์
และพระอาทิตย์ได้ยึดวิมานหยุดอยู่ ท้าวสักกะทรงยึดอารักขาที่สายยู ถึงเราก็ยึดอารักขาอยู่ที่ซุ้มประตู
วันน้ี สขุ สามเณรเหน็ คนไขน้ำเข้าเหมือง ช่างศรดดั ศรให้ตรง ช่างถาก ถากทัพสัมภาระทง้ั หลาย มีล้อเป็น
ต้นแล้ว ฝกึ ตน บรรลอุ รหตั ผลแล้ว ดังนี้
67
19. ประวตั ิวนวาสตี ิสสสามเณร
ในอดีตกาล วนวาสีติสสสามเณร เกดิ เปน็ สหายของวังคนั ตพราหมณ์ ผบู้ ดิ าของพระสารบี ตุ รเถระ
ชื่อมหาเสนพราหมณ์ อยู่ในเมืองราชคฤห์ วันหนึง่ พระสารีบุตรเถระเท่ียวบิณฑบาต ได้ไปยังประตูเรือน
ของพราหมณ์นั้น เพอ่ื อนเุ คราะห์เขา แตพ่ ราหมณน์ ้นั มีสมบัตหิ มดเสยี แล้ว กลบั เป็นคนยากจน เขาคิดว่า
บตุ รของเรามาเพ่ือเทย่ี วบิณฑบาตที่ประตูเรอื นของเรา แตเ่ ราเปน็ คนยากจน บตุ รของเราเห็นจะไม่ทราบ
ความทเ่ี ราเปน็ คนยากจน ไทยธรรมอะไร ๆ ของเรากไ็ ม่มี เมื่อไม่อาจจะเผชญิ หน้าพระเถระนั้นได้จึงหลบ
เสีย ถึงในวันอืน่ แมพ้ ระเถระไดไ้ ปอีก พราหมณก์ ็ได้หลบเสยี อย่างน้ันเหมอื นกนั เขาคิดอยวู่ ่าเราไดอ้ ะไร ๆ
แลว้ นั่นแหละจะถวาย แตก่ ไ็ ม่ไดอ้ ะไร
ภายหลังวันหนึ่ง เขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ในที่บอกลัทธิของ
พราหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้นได้ว่า การที่เราถวายบิณฑบาตนี้แก่พระเถระควร
ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระเข้าฌาน ออกจากสมาบัติแล้ว เห็นพราหมณ์นั้น คิดว่า พราหมณ์ได้ไทย
ธรรมแลว้ หวังอยซู่ งึ่ การมาของเรา การที่เราไปในทน่ี ัน้ ควร ดงั นีแ้ ล้ว จงึ ห่มผา้ สงั ฆาฏิ ถือบาตร แสดงตน
ยนื อยทู่ ่ีประตูเรือนของพราหมณน์ นั้ พอเหน็ พระเถระเท่านน้ั จิตของพราหมณเ์ ลอื่ มใสแล้ว
ลำดบั น้นั เขาเขา้ ไปหาพระเถระ ไหว้แลว้ ทำปฏิสันถาร นมิ นตใ์ หน้ ั่งภายในเรอื น ถือถาดอันเต็ม
ด้วยขา้ วปายาส เกล่ยี ลงในบาตรของพระเถระ พระเถระรับกง่ึ หนง่ึ แล้วจงึ เอามอื ปิดบาตร พราหมณ์กลา่ ว
กับพระเถระวา่ ทา่ นผู้เจรญิ ข้าวปายาสนส้ี กั ว่าเป็นสว่ นของคนเดียวเทา่ นน้ั ขอท่านจงทำความสงเคราะห์
ในปรโลกแก่กระผมเถิด อย่าทำความสงเคราะห์ในโลกนี้เลย กระผมปรารถนาถวายไม่ให้เหลือทีเดียว
ดังน้ีแลว้ จึงเกล่ยี ลงทง้ั หมด พระเถระฉันในทีน่ ัน้ นนั่ เอง คร้นั ในเวลาเสร็จภตั กิจ เขาถวายผ้าสาฎกแม้น้ัน
แก่พระเถระ ไหว้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอให้กระผมพึงบรรลุธรรมท่ีท่านเห็นแล้วเหมือนกนั
พระเถระทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นว่า จงสำเร็จอย่างนั้น พราหมณ์ ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป เที่ยว
จารกิ โดยลำดับ ได้ถงึ วัดพระเชตะวันแลว้ กท็ านทีบ่ ุคคลถวายแลว้ ในคราวท่ีตนตกยาก ย่อมทำผู้ถวายให้
ร่าเริงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์ถวายทานนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส เกิดโสมนัสแล้ว ได้ทำความ
สิเนหามีประมาณยิ่งในพระเถระ ด้วยความสิเนหาในพระเถระ พราหมณ์นั้นทำกาละแล้ว ถือปฏสิ นธใิ น
สกลุ อุปฏั ฐากของพระเถระในเมืองสาวตั ถี
กใ็ นขณะนั้น มารดาของเขาบอกแก่สามวี ่า สัตวเ์ กิดในครรภต์ ง้ั ขึ้นในทอ้ งของฉนั สามไี ดใ้ ห้เคร่ือง
บริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนัน้ แล้ว เมื่อนางเว้นการบริโภคอาหารวัตถุ มีของร้อนจัด เย็นนัก และ
เปรย้ี วนกั เป็นตน้ รักษาครรภอ์ ยูโ่ ดยสบาย ความแพ้ทอ้ งเห็น ปานน้ีเกิดข้นึ ว่า ไฉนหนอ เราพึงนิมนต์ภิกษุ
500 รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานให้นัง่ ในเรือน ถวายข้าวปายาสเจือดว้ ยน้านมล้วน แม้ตนเองน่งุ
68
ห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทอง นั่งในที่สุดแห่งอาสนะ แล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณ
เทา่ น้ี ไดย้ ินวา่ ความแพ้ทอ้ งในเพราะการน่งุ หม่ ผา้ กาสาวะน้นั ของนาง ได้เป็นบรุ พนิมติ แหง่ การบรรพชา
ในพระพุทธศาสนาของบุตรในท้อง ลำดับนั้น พวกญาติของนางคิดว่า ความแพ้ท้องของธิดาพวกเรา
ประกอบดว้ ยธรรม ดังน้ีแล้ว จึงถวายขา้ วปายาสเจือด้วยน้ำนมลว้ น แกภ่ กิ ษุ 500 รปู มพี ระสารีบุตรเถระ
เป็นประธาน แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะ บริโภคข้าว
ปายาสอันเป็นเดนของภิกษุความแพ้ท้องสงบแล้ว ในมงคลที่เขากระทำแล้วในระหว่าง ๆ แก่นางน้ัน
ตลอดเวลาสัตว์เกิดในครรภ์คลอดก็ดี ในมงคลที่เขากระทาแก่นางผู้คลอดบุตร โดยล่วงไป 10 เดือนก็ดี
พวกญาติก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้าน้อยแก่ภิกษุประมาณ 500 รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน
เหมือนกัน ไดย้ ินวา่ นเี่ ป็นผลแห่งข้าวปายาสทท่ี ารกถวายแล้วในเวลาท่ีตนเป็นพราหมณ์ ในกาลก่อน ก็ใน
วันมงคลที่พวกญาติกระทาในวันที่ทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้าแต่เช้าตรู่ ประดับแล้วให้นอน
เบื้องบนผา้ กัมพลมคี า่ แสนหนง่ึ บนที่นอนอนั มสี ิริ
ทารกนั้นนอนอยูบ่ นผา้ กมั พล แลดพู ระเถระแลว้ คดิ ว่า พระเถระนี้เป็นบรุ พาจารยข์ องเรา เราได้
สมบัตินี้เพราะอาศัยพระเถระนี้ การท่ีเราทำการบริจาคอย่างหนึ่งแก่ท่านผู้นี้ ควร อันญาตินำไป
เพื่อประโยชน์แกก่ ารรับสิกขาบท ได้เอานิ้วก้อยเกี่ยวผ้ากัมพลนัน้ ยึดไว้ ครั้งนั้น ญาติทั้งหลายของทารก
น้ันคิดวา่ ผา้ กัมพลคล้องที่น้ิวมอื แล้ว จงึ ปรารภจะนำออก ทารกนนั้ รอ้ งไห้ พวกญาติกล่าวว่า ขอพวกท่าน
จงหลีกไปเถิด ท่านทั้งหลายอย่ายังทารกให้ร้องไห้เลย ดังนี้แล้ว จึงนำไปพร้อมกับผ้ากมั พล ในเวลาไหว้
พระเถระ ทารกน้ัน ชักนิว้ มือออกจากผา้ กมั พล ให้ผ้ากมั พลตกลง ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ
ลำดับนั้น พวกญาติไม่กล่าวว่า เด็กเล็กไม่รูก้ ระทำแล้ว กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ผ้าอันบุตรของพวก
ข้าพเจ้าถวายแล้ว จงเป็นอันบริจาคแล้วเถิด ดังนี้แล้ว กล่าวต่อไปว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้
สกิ ขาบทแก่ทาสของท่าน ผทู้ าการบชู าดว้ ยผ้ากัมพลนนั่ แหละ อันมรี าคาแสนหนง่ึ พระเถระถามว่า เด็กนี้
ชื่ออะไร พวกญาติตอบว่า ชื่อเหมือนกับพระคุณเจ้า ขอรับ พระเถระอุทานว่า นี่ชื่อ ติสสะ ได้ยินว่า
พระเถระ ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้มีชื่อว่า อุปติสสมาณพ แม้มารดาของเดก็ นั้น ก็คิดว่า เราไม่ควรทำลาย
อธั ยาศัยของบุตร พวกญาติ ครนั้ กระทำมงคลตา่ ง ๆ มกี ารตั้งชอื่ การบรโิ ภคอาหาร การเจาะหู การนุ่งผ้า
การโกนจกุ ของเด็กน้ันก็ไดถ้ วายข้าวมธปุ ายาสมนี ้านอ้ ยแก่ภกิ ษุประมาณ 500 รปู มีพระสารีบุตรเถระเป็น
ประธาน เด็กน้อยเจริญวัยแล้ว ในเวลามีอายุ 7 ขวบ กล่าวกับมารดาว่า แม่ ฉันขอบวชในสานักของ
พระเถระ มารดารับว่า ดีละ ลูก เมื่อก่อนแม่ก็ได้หมายใจไว้ว่า เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของลูก เจ้าจง
บวชเถิดลกู ดงั นี้แล้ว ให้คนนมิ นตพ์ ระเถระมา ถวายภิกษาแก่ พระเถระแลว้ กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ทาสของ
ท่านกลา่ วว่า ขอบวช พวกดฉิ ันจะพาทาสของท่านนไี้ ปส่วู ิหารในเวลาเย็นแล้วส่งพระเถระกลับไป ในเวลา
เย็นพาบุตรไปสู่วิหารด้วยสักการะและสัมมานะเป็นอันมากแล้วก็มอบถวายพระเถระ พระเถระกล่าวกบั
69
เด็กนั้นว่า ติสสะ ชื่อว่าการบวชเป็นของทีท่ ำได้ยาก เมื่อความต้องการดว้ ยของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น
เมื่อความต้องการด้วยของเยน็ มีอยู่ ย่อมได้ของร้อน ชื่อว่า นักบวชท้ังหลายย่อมเป็นอยู่โดยลำบาก ก็เธอ
เสวยความสุขมาแล้ว ติสสะเรียนว่า ท่านขอรับ ผมสามารถทำได้ทกุ อย่าง ตามที่ท่านบอกแล้ว พระเถระ
กล่าววา่ ดีละ แล้วบอกตจปัญจกกมั มัฏฐาน ด้วยสามารถแหง่ การกระทาไว้ในใจโดยความ เป็นของปฏิกูล
แกเ่ ด็กนั้น ใหบ้ วชแล้ว มารดาบดิ าทำสักการะแกบ่ ุตรผู้บวชแล้ว ไดถ้ วายข้าวมธปุ ายาส มีน้ำน้อยแก่ภิกษุ
สงฆ์ มพี ระพุทธเจา้ เปน็ ประธาน ในวิหารนั่นเองสน้ิ 7 วัน ฝา่ ยภกิ ษทุ ั้งหลายโพนทะนาว่า เราทั้งหลายไม่
สามารถจะฉันข้าวมธุปายาสมีน้าน้อยเปน็ นิตย์ได้ มารดาบดิ าแม้ของสามเณรนั้น ไดไ้ ปส่เู รือนในเวลาเย็น
ในวันท่ี 7 ในวันที่ 8 สามเณรเข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุท้ังหลาย เมอ่ื สามเณรนน้ั อยูใ่ นวัดพระเชตวัน พวก
เด็กที่เป็นญาติมาสู่สานักพูดจาปราศรัยเนือง ๆ สามเณรคิดว่า เราเมื่ออยู่ในท่ีนี้ เด็กที่เป็นญาติมาพูดอยู่
ไม่อาจที่จะไมพ่ ดู ได้ ด้วยการเน่ินช้า คือ การสนทนากับเด็กเหล่าน้ี เราไม่อาจทำที่พึ่งแก่ตนได้ ไฉนหนอ
เราเรียนกัมมัฏฐาน ในสำนักของพระพุทธเจ้าแล้ว พึงเข้าไปสู่ป่า ติสสสามเณรเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ถวายบังคมแล้ว ทูลขอให้พระองค์ตรัสบอกกัมมัฏฐานจนถึงอรหัตผล ไหว้พระอุปัชฌายะแล้ว ถือบาตร
และจีวรออกไปจากวิหาร คิดว่า ถ้าเราอยู่ในที่ใกล้ไซร้ พวกญาติจะร้องเรียกเราไป จึงได้ไปสิ้นทาง
ประมาณ 120 โยชน์ ครั้งนั้น สามเณรเดินไปทางประตูบ้านแห่งหนึ่ง เห็นชายแก่คนหนึ่ง จึงถามว่า
อุบาสก วหิ ารในปา่ ของภิกษุทงั้ หลายผู้อย่ใู นประเทศนีม้ ีไหม อุบาสกตอบว่า มี ขอรบั สามเณรกลา่ ววา่ ถ้า
อย่างนนั้ ขอทา่ นช่วยบอกทางแก่ฉนั กค็ วามรักเพียงดังบุตรเกิดขน้ึ แลว้ แก่อุบาสก เพราะเห็นสามเณรนั้น
ลำดับนั้น อุบาสก ยืนอยู่ในที่นั้นนัน่ เอง ไม่บอกแก่สามเณร กล่าวว่า มาเถิดขอรับ ผมจะบอกแกท่ ่าน ได้
พาสามเณรไปแล้ว สามเณร เมื่อไปกบั อบุ าสกแก่นั้น เห็นประเทศ 6 แห่ง 5 แห่ง อันประดับดว้ ยดอกไม้
และผลไมต้ ่าง ๆ ในระหว่างทาง จงึ ถามวา่ ประเทศน้ชี ือ่ อะไร อบุ าสก
ฝ่ายอุบาสกนนั้ บอกช่ือประเทศเหล่านนั้ แก่สามเณร ถงึ วิหารอันตั้งอยู่ในป่าแลว้ กล่าวว่า ท่าน
ขอรับ ที่นี่เป็นท่ีสบาย ขอทา่ นจงอยูใ่ นทน่ี ี้เถิด แล้วถามชอ่ื ว่า ทา่ นชอ่ื อะไร ขอรับ เมอ่ื สามเณรบอกวา่ ฉัน
ชื่อวนวาสีติสสะ อุบาสก จึงกล่าวว่า พรุ่งนี้ ท่านควรไปเที่ยวบิณฑบาตในบา้ นของพวกกระผม แล้วกลับ
ไปสู่บ้านของตน บอกแก่พวกมนุษย์ว่า สามเณรชื่อวนวาสีติสสะมาสู่วิหารแล้ว ขอท่านจงจัดแจงอาหาร
วตั ถุมียาคูและภัตเปน็ ต้น เพ่อื สามเณรน้นั ครั้งแรกทีเดยี ว สามเณรเปน็ ผ้ชู ื่อว่า ตสิ สะ แต่น้ันได้ชื่อ 3 ช่ือ
เหล่านี้คือ ปิณฑปาตทายกติสสะ กัมพลทายกติสสะ วนวาสีติสสะ ได้ชื่อ 4 ชื่อภายในอายุ 7 ปี รุ่งขึ้น
สามเณรเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านนั้นแต่เช้าตรู่ พวกมนุษย์ถวายภิกษา ไหว้แล้ว สามเณรกล่าวว่า ขอท่าน
ทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข จงพ้นจากทุกข์เถิด แม้มนุษย์คนหนึง่ ถวายภิกษาแก่สามเณรแล้ว ก็ไม่สามารถ
จะกลับไปยังเรือนได้อีก ทุกคนได้ยืนแลดูอยู่ แม้สามเณรนั้นก็รับอาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อตน
ชาวบา้ นทง้ั สน้ิ หมอบลง แทบเทา้ ของสามเณรแล้ว กลา่ ววา่ ท่านเจา้ ข้า เม่อื ทา่ นอยใู่ นทน่ี ี้ตลอดไตรมาสน้ี
70
พวกกระผมขอรบั สรณะ 3 ตง้ั อยู่ ในศลี 5 จะทำอโุ บสถกรรม 8 ครง้ั ตอ่ เดอื น ขอทา่ นจงให้ปฏญิ ญา แก่
กระผมทั้งหลาย เพ่ือประโยชน์แห่งการอยใู่ นทนี่ ้ี
สามเณรกำหนดอุปการะ จึงให้ปฏิญญาแก่มนุษย์เหลา่ น้ัน เทีย่ วบณิ ฑบาตในบ้านนั้นเป็นประจำ
ก็ในขณะที่เขาไหว้แล้ว ๆ กล่าวเฉพาะ 2 บทว่า ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข จงพ้นจากทุกข์
ดังนี้แล้ว หลีกไป สามเณรให้เดือนท่ี 1 และเดือนที่ 2 ล่วงไปแล้ว ณ ที่นั้น เมื่อเดือนที่ 3 ล่วงไป ก็บรรลุ
อรหัตผลพร้อมดว้ ยปฏิสัมภิทา ครนั้ เวลาปวารณาออกพรรษาแลว้ พระอปุ ชั ฌายะของสามเณรเข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจา้ ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปยังสำนักติสสสามเณร
พระพุทธเจ้าตรสั ว่า ไปเถดิ สารบี ุตร
พระสารีบุตรเถระ เมื่อพาภิกษุประมาณ 500 รูป ซึ่งเป็นบริวารของตนหลีกไป กล่าวว่า
โมคคัลลานะผู้มีอายุ กระผมจะไปยังสำนักติสสสามเณร พระโมคคัลลานเถระกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ
แม้กระผมก็จะไปด้วย ดังนี้แล้ว ก็ออกไปพร้อมกับภิกษุประมาณ 500 รูป พระมหาสาวกทั้งปวง คือ
พระมหากัสสปเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอุบาลีเถระ พระปุณณเถระเป็นต้น ออกไปพร้อมกับภิกษุ
ประมาณรูปละ 500 รปู โดยอบุ ายนั้นแล บริวารของพระมหาสาวกแมท้ ั้งหมด ได้เป็นภกิ ษปุ ระมาณ 4
หมื่นรูป พระพุทธเจ้าเสด็จไปเหมือนกัน เมื่อถึงป่าที่สามเณรพานักอยู่ จึงเสด็จขึ้นบนยอดภูเขาแล้วตรสั
ถามสามเณรว่า เห็นอะไรบ้าง ไดร้ บั คำตอบวา่ เห็นมหาสมุทร ตรัสถามต่อว่า คิดอย่างไร ได้รับคำตอบว่า
นำ้ ตาของคนเราทรี่ อ้ งไหใ้ นเม่ือถึงทุกข์ยงั มากกว่าน้ำในมหาสมุทร ทง้ั 4 จึงตรัสว่า ถูกต้องแลว้ ติสสะ พระ
พุทธองคต์ รัสถามถงึ ที่พักอาศัยของสามเณร เมื่อทราบว่า อยู่ที่เงื้อมเขา จึงตรัสถามสามเณรวา่ เมื่ออยูท่ ่ี
เงื้อมเขาคิดอย่างไร สามเณรกราบทูลว่า สถานที่ที่สัตว์ไม่เคยตายไม่มีในโลก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
ถูกต้องแล้ว ตสิ สะ ชือ่ ว่าสถานที่แห่งสัตวเ์ หล่านีผ้ ู้ที่ไม่นอนตายบนแผ่นดินไมม่ ี
ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จหลีกไปพร้อมด้วยภกิ ษุสงฆ์ ส่วนวนวาสีติสสสามเณร ได้พำนักอยูใ่ น
ปา่ น้นั ตอ่ ไป
71
20. ประวัติสมุ นสามเณร
พระอนุรุทธเถระ เป็น 1 ใน 80 พระอคั รสาวกผู้ใหญ่ ทีไ่ ดร้ ับการยกยอ่ งจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น
เอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้มีทิพยจักษุญาณ เป็นโอรสที่พระบิดาถวายให้เป็นบริวารแด่
เจา้ ชายสิทธัตถะ ในคราวท่ีเจา้ ชายสิทธตั ถะประสตู ิ
คร้นั เม่ือพระบรมโพธิสตั ว์ เสดจ็ ออกทรงผนวชและตรัสรู้อนุตตรสมั มาสมั โพธญิ าณแล้ว อนุรุทธะ
พร้อมกับพระโอรสของเจ้าศากยะห้าพระองค์ มีเจ้าภัททิยะเป็นประมุข เข้าไปเฝ้าพระศาสดาท่ี
อนุปิยอัมพวัน ทรงผนวชแล้ว ก็ครั้นผนวชแล้ว พระอนุรุทธะเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งวิชชา 3 โดย
ลำดับ นั่งอยู่บนอาสนะเดียว สามารถเลง็ ดูโลกธาตพุ ันหนึ่งไดด้ ว้ ยทิพยจกั ษุ ดุจผลมะขามป้อมที่บุคคลวาง
ไว้บนฝา่ มอื ฉะนัน้ จึงเปล่งอุทานข้นึ ว่า เราย่อมระลึกไดซ้ ง่ึ บุพเพนิวาส ทิพยจักษุ เราก็ชำระแล้ว
72
เราเป็นผู้ได้วิชชา 3 เป็นผู้ถึงฤทธิ์ คำสอนของพระพุทธเจ้า อันเราทำแล้ว พิจารณาดูว่า เราทำ
กรรมอะไรหนอ จึงได้สมบัตินี้ ทราบได้ว่า เราได้ตั้งความปรารถนา ไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรง
พระนามว่า ปทุมุตระ ทราบต่อไปอีกว่า เราทอ่ งเที่ยวอยู่ในสงสาร ในกาลชอ่ื โน้น ได้อาศัยสุมนเศรษฐี ใน
เมืองพาราณสีเลี้ยงชีพ เป็นผู้ชื่อว่าอันนภาระ ดังนี้แล้ว กล่าวว่า ในกาลก่อน เราเป็นผู้ชื่อว่าอันนภาระ
เป็นคนเข็ญใจ ขนหญ้า เราถวายบิณฑบาตแก่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธะ ผู้มียศ คร้ังนั้น ท่านได้มีความ
ปริวิตกว่า สุมนเศรษฐีผู้เป็นสหายของเรา ได้กหาปณะแล้วรับเอาส่วนบุญจากบิณฑบาตซึ่งเราถวายแก่
พระอุปรฏิ ฐปจั เจกพุทธะในกาลน้ัน บดั นี้ เกดิ ในท่ไี หนหนอแล ทนี ้นั ท่านไดเ้ ล็งเห็นเศรษฐีนั้นว่า บ้านชื่อ
ว่ามุณฑนิคม มีอยู่ที่เชิงเขาใกล้ดงไฟไหม้ อุบาสกชื่อมหามุณฑะ ในมุณฑนิคมนัน้ มีบุตรสองคน คือมหา
สุมนะและจูฬสุมนะ ในบุตรสองคนนน้ั สุมนเศรษฐีเกิดเปน็ จูฬสมุ นะ กค็ ร้นั เห็นแล้ว คิดวา่ เม่ือเราไปในท่ี
นั้น อุปการะ จะมีหรือไม่มีหนอ ท่านใคร่ครวญอยู่ได้เห็นเหตุนี้ว่า เมื่อเราไปในที่นั้น จูฬสุมนะนั้นมี
อายุ 7 ขวบเทา่ นน้ั จะขอออกบวช และจะบรรลุอรหตั ผลในเวลาปลงผมเสร็จนนั่ เอง
ก็แลท่านครั้นเห็นแล้ว เมื่อกาลฝนใกล้เข้ามา จึงไปทางอากาศลงที่ประตูบ้าน ส่วนมหามุณฑ
อุบาสกเป็นผูค้ ุ้นเคยของพระเถระแม้ในกาลก่อนเหมอื นกัน เขาเห็นพระเถระครองจีวรในเวลาบณิ ฑบาต
จงึ กล่าวกับมหาสุมนะผู้บุตรวา่ พ่อ พระผูเ้ ป็นเจา้ อนุรทุ ธเถระของเรามาแล้ว เจา้ จงไปรบั บาตรของท่านให้
ทันเวลาท่ีใคร ๆ คนอื่นยังไม่รับบาตรของท่านไป พ่อจะให้เขาปูอาสนะไว้ มหาสุมนะได้ทำอยา่ งนั้นแลว้
อุบาสกอังคาสพระเถระภายในเรือนโดยเคารพแล้ว รับปฏญิ ญาเพ่ือต้องการแก่การอยูจ่ ำพรรษาตลอดไตร
มาส พระเถระรบั นมิ นตแ์ ลว้
ครงั้ นนั้ อบุ าสกปฏิบัตพิ ระเถระตลอดไตรมาส เปน็ เหมือนปฏบิ ัติอยวู่ นั เดียว ในวันมหาปวารณา
จึงนาไตรจีวรและอาหารวัตถุมีน้ำอ้อย น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้นมาแล้ว วางไว้ใกล้เท้าของพระเถระ
เรยี นวา่ ขอพระผู้เปน็ เจา้ จงรบั เถิด ขอรบั พระเถระกล่าวว่า อยา่ เลยอุบาสก ความต้องการดว้ ยวัตถุน้ีของ
ฉัน ไมม่ ี อุบาสกเรยี นวา่ ท่านผูเ้ จริญ นีช่ ือ่ ว่า วสั สาวาสกิ ลาภ (คือลาภอนั เกดิ แกผ่ ู้อยจู่ าพรรษา) ขอพระผู้
เป็นเจ้าจงรับวัตถุนั้นไว้เถิด พระเถระกล่าวว่า ช่างเถิด อุบาสก อุบาสกถามว่า ท่านย่อมไม่รับเพื่ออะไร
ขอรบั พระเถระตอบวา่ แมส้ ามเณรผเู้ ป็นกบั ปยิ การก ในสำนักของฉันก็ไมม่ ี
อุบาสกเรียนว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น มหาสุมนะผู้เป็นบุตรของกระผมจักเป็นสามเณร
พระเถระกล่าววา่ อุบาสก ความต้องการดว้ ยมหาสุมนะของฉัน กไ็ มม่ ี อุบาสกเรียนว่า ท่านผเู้ จริญ ถ้า
อย่างน้ัน พระผเู้ ป็นเจ้าจงใหจ้ ฬู สุมนะ บวชเถดิ พระเถระกลา่ ววา่ ดลี ะ แล้วให้จูฬสมุ นะบวช จูฬสุมนะนั้น
บรรลุอรหตั ในเวลาปลงผม เสร็จน่นั เอง พระเถระอยใู่ นทีน่ ้นั กบั จูฬสุมนสามเณรนั้นประมาณก่ึงเดือนแล้ว
ลาพวกญาติ ของเธอว่า พวกฉันจะเฝ้าพระพุทธเจา้ ดังนี้แล้วไปทางอากาศ ลงที่กระท่อมอนั ตั้งอยูใ่ นป่า
ในหิมวันตประเทศ ดึกคืนน้ัน ท่านพระอนรุ ทุ ธเถระเกิดปวดท้องดว้ ยกำลงั ลมเสียดท้อง สามเณรจึงถาม
73
ว่ากระผมควรจะทำยาเช่นไรดีขอรับ พระเถระกล่าวว่า เอาเนยใสผสมกับน้ำจากสระอโนดาตจึง จะ
หาย เธอถือเอาขวดน้ำนี้ไปใส่มาเถิด พญานาคที่อยู่ท่ีสระนั้นเป็นเพื่อนกับเรา เธอบอกเขาว่าฉันใชใ้ ห้มา
เอา เขาก็ถวาย ขอรับ สามเณรรับคำแล้วเหาะไป พอดีวันนั้นเป็นวันจัดงานเลี้ยงของพญานาคพอดี
และนาคก็กำลังดูนางราฟ้อนรำอย่างสบายอารมณ์ พอเห็นสามเณรเหาะข้ามหัวตัวเองไปก็โกรธ เพราะ
ปกติพวกพญานาคนั้นขี้โกรธอยู่แล้ว จึงอยากลองฤทธิ์สามเณร จึงแผ่ขยายพังพานเจ็ดหัวของตัวเองปดิ
สระอโนดาตกว้าง 150 โยชน์จนหมด (1 โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) สามเณรรู้ว่านาคโกรธจึงกล่าวว่า
ดูก่อนท่านพญานาค อาตมา มาตักน้ำตามคำสั่งของอุปัชฌาย์ ขอท่านจงให้น้ำแก่อาตมาเถิด พญานาค
กล่าวว่า แม่น้ำใหญ่มีตงั้ หา้ สาย ทำไมท่านไม่ไปเอา ทำไมต้องมาเอาทีน่ ่ี สามเณรตอบว่า อาตมาต้องนำน้ำ
จากทน่ี ไ่ี ปผสมยา อาการของอุปชั ฌาย์จงึ จะหาย ขอท่านจงใหน้ ้ำเถิด พญานาคกลา่ วว่า ถ้าท่านมีปัญญา
ท่านก็เอาไปสิ สามเณรรู้ว่าพญานาคโกรธและกลั่นแกล้ง จึงเข้าฌานแยกร่างไปหาท้าวมหาพรหมช้ัน
ต่าง ๆ 16 ช้ัน ยกเว้นพรหมที่ไม่มีสัญญี (รูปร่าง) จากนั้นก็เชิญพรหมทั้งหมดมาดูศึกของตนเองและ
พญานาคที่หลังสระน้ำ สามเณรถามพญานาคอีกว่า ท่านจะให้น้ำแก่อาตมาได้หรือไม่ พญานาคตอบว่า
ถ้าท่านมีปัญญาก็เอาไป สามเณรเณรถามสามครั้งเพื่อยืนยันตามธรรมเนียม จึงเนรมิตร่างให้ใหญ่กว่า
พรหมที่มาประชุมกันทั้งหมดแล้วเอาเท้าเหยียบหัวพญานาคจากขนาด 150 โยชน์ พญานาคถูกกดจน
เหลือเท่าฝาทัพพี จมลงไปในน้ำ เกลยี วนำ้ พุง่ ขน้ึ สูงจนเท่าลำตาลเจด็ ตน้ สามเณรเอาขวดรองรบั น้ำท่ีตกลง
มา เหลา่ พรหมท้ังหลายสาธุการจนดงั กอ้ งไปทว่ั บรเิ วณ พญานาคเห็นพรหมก็รู้ว่าเร่ืองของตนกระจายแนๆ่
จงึ โกรธสามเณรย่ิงกว่าเดิมและเหาะตามสามเณรไป แตเ่ หาะอย่างไรกเ็ หาะไม่ทนั สามเณรเหาะมาถึงและ
ถวายน้ำแก่พระเถระ พญานาคร้องห้ามว่า อย่าฉันนะท่าน น้ำน่ไี ม่สมควรจะฉัน สามเณรเรยี นว่า ฉนั เถอะ
ขอรับ พญานาคอนุญาตแล้ว พระเถระรูว้ ่าสามเณรใชฤ้ ทธิป์ ราบนาค จึงฉันน้ำผสมเนยใส อาพาธก็ระงบั
แลว้ ถามพญานาคว่า ท่านมาทำไม
พญานาคตอบว่า กระผมจะฆ่าเณรนี่ ฉีกอก ควักหัวใจแล้วโยนไปภูเขาหิมาลัยโน่น พระเถระ
กล่าวว่า มหาราช สามเณรมีอานุภาพมาก ท่านไม่สามารถสู้รบกับสามเณรได้ ควรให้สามเณรนั้นอดโทษ
แล้วกลับไปเสยี เถิด พญานาคนน้ั ยอ่ มรูอ้ านภุ าพของสามเณรไดด้ ี แตต่ ดิ ตามมาเพราะความละอาย
ลำดับน้นั พญานาคให้สามเณรนน้ั อดโทษตามคำของพระเถระ ทำความชอบพอกันฉนั มิตรกบั เธอ
จงึ กลา่ วว่า จำเดิมแต่กาลน้ี เม่อื ความต้องการดว้ ยน้ำในสระอโนดาตมีอยู่ กิจดว้ ยการมาแหง่ พระผ้เู ป็นเจ้า
ยอ่ มไมม่ ี พระผเู้ ปน็ เจ้าพึงส่งขา่ วไปถงึ ขา้ พเจ้า ข้าพเจา้ เองจะนำน้ำมาถวาย ดงั น้แี ลว้ หลีกไป แมพ้ ระเถระ
ก็พาสามเณรไปแลว้ พระพุทธเจ้าทรงทราบการมาแห่งพระเถระ ประทบั น่ังทอดพระเนตรอยู่บนปราสาท
ของมคิ ารมารดา ถงึ พวกภิกษุกเ็ หน็ พระเถระซึง่ กำลังมา ลุกขนึ้ ต้อนรบั รับบาตรและจีวร คร้ังนน้ั ภกิ ษบุ าง
พวกจับสามเณรที่ศีรษะบ้าง ที่หูทั้ง 2 บ้าง ที่แขนบ้าง พลางเขย่า กล่าวว่า ไม่กระสันหรือ สามเณร
74
พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นกริ ิยาของภิกษุเหล่าน้ันแล้ว ทรงดำริว่า กรรมของภิกษุเหล่านี้หยาบจริง
ภกิ ษเุ หล่านี้จับสามเณรเปน็ ดุจจบั อสรพษิ ท่ีคอ พวกเธอหารูอ้ านภุ าพของสามเณรไม่ วันนี้ การทเ่ี ราทำคุณ
ของสมุ นสามเณรใหป้ รากฏ สมควรอยู่ แมพ้ ระเถระกม็ าถวายบังคมพระพทุ ธเจา้ แล้วนง่ั พระพุทธเจ้าทรง
ทำปฏสิ ันถารกับท่านแล้ว ตรสั เรียกพระอานนทเถระมาว่า อานนท์ เรามคี วามประสงค์จะล้างเท้าท้ังสอง
ด้วยน้ำในสระอโนดาต เธอจงให้หม้อแก่พวกสามเณรแล้วให้นำนำ้ มาเถิด พระเถระให้สามเณรประมาณ
500 ในวิหารประชุมกันแล้ว บรรดาสามเณรเหล่านั้น สุมนสามเณรได้เป็นผู้ใหม่กว่าสามเณรทั้งหมด
พระเถระกล่าวกะสามเณรผู้แก่กว่าสามเณรทั้งหมดว่า สามเณร พระพุทธเจ้ามีพระประสงค์จะทรงล้าง
พระบาททั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต เธอจงถือหม้อน้ำไปนำน้ำมาเถิด สามเณรนั้น ไม่ปรารถนา
ด้วยกล่าวว่า กระผมไม่สามารถ ขอรับ พระเถระถามสามเณรทั้งหลายแม้ที่เหลือโดยลำดับ แม้สามเณร
เหล่านนั้ ก็พดู ปลกี ตัวทำนองเดยี วกนั
ในท่ีสดุ เม่ือวาระถึงแกส่ ุมนสามเณรเข้า พระเถระกลา่ วว่า สามเณร พระพุทธเจ้า มพี ระประสงค์
จะทรงล้างพระบาททั้งสองด้วยน้ำในสระอโนดาต ได้ยินว่า เธอจงถือเอาหม้อไปตักน้ำมา สุมนสามเณร
เรียนวา่ เมอื่ พระพทุ ธเจา้ ทรงใหน้ ำมา กระผมจะนำมา ดงั นีแ้ ล้ว ถวายบงั คมพระพทุ ธเจา้ แลว้ กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า พระองค์ให้ ข้าพระองค์นำน้ำมาจากสระอโนดาตหรือ พระเจ้าข้า
พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ อยา่ งนนั้ สมุ นะ สมุ นสามเณรเอามือจับหมอ้ ใหญใ่ บหนึ่ง ซ่ึงจุน้ำได้ต้ัง 60 หมอ้ ใน
บรรดาหม้อสำหรบั เสนาสนะ ซง่ึ เล่ยี มดาดด้วยทองแทง่ อันนางวสิ าขาให้สร้างไว้ หว้ิ ไปด้วยคิดว่า ความ
ต้องการของเราด้วยหม้อ อันเรายกขึ้นตั้งไว้บนจะงอยบ่านี้ ย่อมไม่มี เหาะขึ้นสู่เวหาส บ่ายหน้าต่อหิม
วนั ตประเทศ รีบไปแลว้ นาคราชเห็นสามเณรซึ่งกำลงั มาแตไ่ กล จงึ ต้อนรบั แบกหมอ้ ด้วยจะงอยบ่า กล่าว
วา่ ทา่ นเจ้าขา้ เม่ือผรู้ บั ใช้เชน่ ข้าพเจ้ามีอยู่ เพราะอะไร พระคณุ เจา้ จงึ มาเสียเอง เม่ือความตอ้ งการน้ำมีอยู่
เหตุไร พระคุณเจ้าจงึ ไม่ส่งเพยี งข่าวสาสน์มา ดังนี้แล้ว เอาหม้อตักน้ำ แบกเองกล่าววา่ นิมนต์พระผ้เู ปน็
เจา้ ลว่ งหนา้ ไปกอ่ นเถิดขอรับ ข้าพเจ้าเองจะนำไป สามเณรกล่าวว่า มหาราช ทา่ นจงหยดุ ขา้ พเจา้ เองเป็น
ผู้อันพระพุทธเจา้ ใชม้ า ดังนี้ ใหพ้ ญานาคกลบั แล้ว เอามอื จับทีข่ อบปากหมอ้ เหาะมาทางอากาศ ลำดับน้นั
พระพุทธเจ้าทรงแลดูเธอซึ่งกำลังมา ตรัสเรียกพวกภิกษุมาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูการ
เยือ้ งกรายของสามเณร เธอย่อมงดงามดุจพระยาหงส์ ในอากาศฉะนน้ั แมส้ ามเณรน้ันวางหมอ้ น้ำแล้ว ได้
ถวายบงั คมพระพทุ ธเจา้ แลว้ ยืนอยู่
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตรัสถามเธอว่า สุมนะ เธอมีอายุได้เท่าไร สามเณรกราบทูลว่า มี
อายุ 7 ขวบ พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุมนะ ถ้ากระนั้น ตั้งแต่วันนี้ เธอจงเป็นภิกษุเถิด ดังนี้แล้ว
ไดป้ ระทานอปุ สมบท ไดย้ นิ ว่า สามเณรผู้มีอายุ 7 ปี 2 รูปเท่านน้ั ไดอ้ ปุ สมบท คอื สมุ นสามเณรนี้รูปหน่ึง
โสปากสามเณร อีกรูปหนง่ึ เม่ือสมุ นสามเณรน้ันอุปสมบทแล้วอย่างนนั้ พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรม
75
ว่า ผู้มีอายุท้ังหลาย กรรมนี้น่าอศั จรรย์ อานภุ าพของสามเณรน้อย แมเ้ หน็ ปานนี้ก็มีได้ อานุภาพเห็นปาน
นี้ พวกเราไมเ่ คยเหน็ แล้ว ในกาลกอ่ นแตก่ าลนี้ พระพทุ ธเจา้ เสด็จมาแลว้ ตรัสถามว่า ภกิ ษทุ ง้ั หลาย บัดนี้
พวกเธอนง่ั สนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมือ่ พวกเธอกราบทลู ว่า ด้วยเรือ่ งชือ่ น้ี พระเจ้าขา้ ตรสั วา่ ภิกษุ
ท้ังหลาย ในศาสนาของเรา บุคคลแมเ้ ป็นเดก็ ปฏิบตั ิชอบแลว้ ยอ่ มไดส้ มบัตเิ หน็ ปานนเ้ี หมอื นกัน
21. ประวตั ิอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เกิดในตระกูลมหาเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี บิดาชื่อว่า สุมนะมีทรัพย์สมบัติ
มากมายมหาศาล เมื่อเกดิ มาแลว้ บรรดาหมูญ่ าตไิ ด้ตัง้ ช่ือใหว้ ่า สทุ ัตตะ เปน็ คน มจี ิตเมตตาชอบทำบุญให้
ทานแก่คนยากจนอนาถา เมื่อบิดามารดาของท่านล่วงลับไปแล้ว ได้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีแทน ให้ตั้ง
โรงทาน ที่หนา้ บ้านแจกอาหารแก่คนยากจนทกุ วนั จนกระท่งั ประชาชนทั่วไปเรียกท่านตามลักษณะนิสัย
ว่า อนาถบิณฑกิ ะ ซึ่งหมายถึง ผ้มู กี อ้ นขา้ วเพื่อคนอนาถา และได้เรียกกันตอ่ มา จนบางคนก็ลมื ชอ่ื เดิมของ
ท่านไป ท่านอนาถบิณฑิกะ ทำการค้าขายระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองราชคฤห์เป็นประจำ จนมีความ
สนทิ สนมคุ้นเคยกบั เศรษฐีเมืองราชคฤห์ นามว่า ราชคหกะ และต่อมาเศรษฐีท้ังสองก็มีความเก่ียวดองกัน
มากข้ึน โดยตา่ งฝ่ายก็ไดน้ ้องสาวของกันและกนั มาเปน็ ภรรยา ดงั น้นั เมื่ออนาถบิณฑิกะ นำสินค้ามาขาย
76
ยังเมืองราชคฤห์ จึงได้มาพักอาศัยที่บา้ นของราชคฤหเศรษฐีผูซ้ ึง่ มีฐานะเป็นท้ังน้องเขยและพีเ่ มียอย่เู ป็น
ประจำ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ดำรงชีวิตอยู่ในเมืองสาวัตถี โดยมิได้ทราบข่าวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นแห่ง
พระพุทธศาสนาเลย จวบจนวันหน่งึ ทา่ นได้นำสนิ ค้ามาขายในเมืองราชคฤห์ และได้เข้าพกั ในบ้านของรา
ชคหกเศรษฐีตามปกติ แตใ่ นวนั นนั้ เปน็ วนั ทร่ี าชคหกเศรษฐี ได้กราบทลู อาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วย
พระภิกษุสงฆเ์ ป็นจำนวนมากมาฉันภัตตาหารที่เรือนของตนในวันรุ่งขึน้ ราชคหกเศรษฐีมัวยุ่งอยู่กับการ
สั่งงานแกข่ า้ ทาสบริวาร จงึ ไมม่ เี วลามาปฏสิ นั ถารตอ้ นรบั ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐเี หมือนเชน่ เคย เพยี งแต่
ได้ทักทายปราศัยเล็กน้อยเท่านั้นแล้วก็สั่งงานต่อไป แม้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็เกิดความสงสัยขึ้น
เช่นกนั จงึ คิดอยู่ในใจวา่ ราชคหกเศรษฐี คงจะมงี านบชู ายัญหรือไมก่ ค็ งจะกราบทูลเชิญ พระเจ้าพิมพิสาร
เสด็จมายงั เรอื นของตนในวันพรุ่งนี้
เมื่อสั่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ราชคหกเศรษฐี จึงได้มีเวลามาต้อนรับพูดคุยกับ อนาถบิณฑิก
เศรษฐี และท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ไต่ถามข้อข้องใจสงสัยนั้น ซึ่งได้รับคำตอบว่าที่มัวยุ่งอยู่กับการ
สง่ั งานนน้ั ก็เพราะไดก้ ราบทูลอาราธนาพระพุทธเจา้ พรอ้ มดว้ ยพระภิกษสุ งฆ์มาฉนั ภัตตาหารที่เรือนของตน
ในวันพรุ่งน้ี อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี พอได้ฟังคำวา่ พระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ก็รสู้ ึกแปลกประหลาดใจ จึงย้อน
ถามถึงสามครั้งเพ่ือใหแ้ นใ่ จ เพราะคำวา่ พระพุทธเจ้า น้ีเป็นการยากยงิ่ นักท่ีจะไดย้ ินในโลกนี้ เมื่อราชคหก
เศรษฐีกล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้วในโลก จึงเกิดปีติและ
ศรัทธาเล่ือมใสอยา่ งแรงกล้า ปรารถนาจะไปเขา้ เฝ้า พระพุทธองค์ในทันที แต่ราชคหกเศรษฐยี บั ยั้งไวว้ ่า
77
มิใช่เวลาแห่งการเข้าเฝ้า จึงรอจนรุ่งเช้า ก็รีบไปเข้าเฝ้าก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จไปยังบ้านราชคหก
เศรษฐี ได้ฟงั อนบุ ุพพิกถาและอริยสจั 4 จากพระพุทธเจา้ แล้ว ไดด้ วงตาเหน็ ธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล
ในพระพุทธศาสนา ประกาศตนเปน็ อบุ าสก ถงึ พระรตั นตรยั เป็นสรณะตลอดชีวิต อนาถบิณฑกิ เศรษฐี ได้
ช่วยอังคาสถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ครนั้ เสร็จภตั กจิ แล้ว กไ็ ด้กราบทูลอาราธนา
พระพุทธเจ้าเพื่อเสด็จไปประกาศ พระศาสนาในเมืองสาวัตถี พร้อมทั้งกราบทูลว่า จะสร้างพระอาราม
ถวายในเมอื งสาวตั ถีนั้น พระพทุ ธเจ้าทรงรับอาราธนาตามคำกราบทูลอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี ร้สู กึ ปลาบปล้ืม
ปีติยนิ ดีเป็นอยา่ งยงิ่ รบี เดนิ ทางกลบั สู่เมืองสาวตั ถโี ดยดว่ น ในระหว่างทางจากเมืองราชคฤห์ถึงเมืองสาวัตถี
ระยะทาง 54 โยชน์ ได้บรจิ าคทรัพย์จำนวนมาก ใหส้ ร้างวิหารที่ประทับเป็นท่พี ักทุก ๆ ระยะหนง่ึ โยชน์ เม่ือ
ถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ได้ติดต่อขอซ้ือทีด่ ินจากเจา้ ชายเชตราชกุมาร โดยได้ตกลงราคาดว้ ยการนำเงินปูลาดให้
เต็มพื้นที่ตามท่ตี ้องการ ปรากฏวา่ เศรษฐีใช้เงินถึง 27 โกฏิ เป็นค่าท่ีดินและอกี 27 โกฏิ เป็นค่าก่อสร้างพระ
คันธกุฏีที่ประทับของพระพุทธเจ้า และเสนาสนะสงฆ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 54 โกฏิ แต่ยังขาดพื้นที่สร้างซุม้
ประตพู ระอาราม ขณะน้ัน เจา้ ชายเชตราชกุมารได้แสดงความประสงค์ขอเป็นผู้จดั สร้างถวาย โดยขอใหจ้ ารึก
พระนามของพระองคท์ ซี่ มุ้ ประตูพระอาราม ดังนัน้ พระอารามนจ้ี งึ ได้ช่อื วา่ เชตวนาราม
เมื่อการก่อสร้างพระอารามเสร็จแลว้ ได้กราบทลู อาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภกิ ษุสงฆ์
เสด็จเข้าประทับจัดพิธีฉลองพระอารามอย่างมโหฬารนานถึง 9 เดือนได้จัดถวายอาหารบิณฑบาตอัน
ประณีตแก่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพิธีฉลองพระอารามเสร็จสิ้นลงแล้วได้ กราบอาราธนา
พระภิกษจุ ำนวนประมาณ 2,000 รูป ไปฉันภตั ตาหาร ท่ีบ้านของตนทกุ วันตลอดกาล
สมัยหน่งึ ทา่ นได้ส้ินเนือ้ ประดาตวั เพราะต้องเสียทรัพย์ไปครัง้ ใหญถ่ งึ 2 ครั้ง คือ พวกพ่อค้าผู้เป็น
สหายไดข้ อยมื เงินไป 18 โกฏิแล้วไมใ่ ชค้ ืน ทรัพย์อีกส่วนหน่งึ ซง่ึ ฝังไวท้ ่รี ิมฝ่ังแมน่ ้ำ จำนวน 18 โกฏิ ได้ถูกน้ำ
เซาะตลิ่งพัง ทรัพย์กถ็ กู น้ำพัดไปในมหาสมุทร แม้ทา่ นจะตกอับอยา่ งนก้ี ็ตาม ทา่ นก็ยังคงให้ทานอยู่เสมอวัน
ละ 500 รูป เพยี งแต่ภตั ตาหารที่จัดถวาย พระภกิ ษสุ งฆล์ ดลงทัง้ คุณภาพและปริมาณ จนที่สุดข้าวที่หุงถวาย
พระก็จำเป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียนกับข้าวก็เหลือเพียงน้ำผักเสี้ยนดอง ตนเองก็พลอยอดอยากลำบากไป
ด้วย ถึงกระนัน้ เศรษฐีกย็ งั ไมล่ ดละการทำบุญถวายภตั ตาหารแก่พระภกิ ษสุ งฆ์ ได้แต่กราบเรียนให้พระภิกษุ
สงฆท์ ราบว่า ตนเองไม่สามารถจะจดั ถวายอาหารอนั ประณีตมรี สเลศิ เหมอื นเมอื่ ก่อนได้ เพราะขาดปจั จยั ท่จี ะ
จัดหา พระภิกษุสงฆ์ที่เป็นปุถุชนก็พากันไปรับอาหารบิณฑบาตที่ตระกูลอื่นที่ถวายอาหารมีรสเลิศกว่า ใน
คราวที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ตกอับลงนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จไปยังนครสาวัตถี อีกครั้งหนึ่ง เสด็จ
ประทับ ณ วัดพระเชตวัน เมื่อท่านเศรษฐีเข้าเฝ้าก็ตรัสถามว่า ในตระกูลของท่าน ยังมีการให้ทานอยู่หรือ
คฤหบดี ท่านทูลตอบว่า ยงั ให้ทานอยู่ พระเจา้ ข้า แต่ทานนั้นเปน็ ของเศร้าหมอง เป็นปลายขา้ ว มีน้ำผักดอง
เป็นที่สอง พระพุทธองคต์ รัสว่า วัตถุที่ใหน้ ัน้ จะเศร้าหมอง หรือประณีตกต็ าม แต่ถ้าผู้ให้เทให้ ไม่เชื่อกรรม
78
และผลของกรรม ทานนั้นย่อมใหผ้ ลไมด่ ี แต่ถ้าผู้ให้ทาน ให้ด้วยความเคารพ ให้ด้วยความนอบน้อม ให้ด้วย
มอื ของตนเอง ไม่ทิ้งใหเ้ ทให้ ให้เพราะเชอื่ กรรมและผลของกรรม ทานนน้ั ยอ่ มใหผ้ ลดี
ขณะนน้ั เทวดาตนหน่งึ ผ้เู ปน็ มิจฉาทฎิ ฐิ ซ่ึงสงิ สถิตอยู่ท่ซี มุ้ ประตบู า้ นของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ไมเ่ ลื่อมใสพุทธศาสนา เบ่ือระอาทพี่ ระภิกษสุ งฆ์เดินรอดซุ้มประตูเขา้ ออกทุกวนั เพราะในขณะท่ีภิกษุสงฆ์
เดนิ รอดซุ้มประตนู ้นั ตนไมส่ ามารถจะอยบู่ นซุ้มประตูได้ เม่ือเหน็ เศรษฐีกลับกลายมีฐานะยากจนลงเพราะ
ทำบุญแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงปรากฎกายต่อหน้าท่านเศรษฐีกล่าวห้ามปรามให้เศรษฐีเลิก
ทำบุญเสยี เถดิ แลว้ ทรพั ยส์ ินเงินทอง ก็จะเพม่ิ พนู ขึ้นเหมอื นเดมิ ท่านเศรษฐีจึงถามวา่ ทา่ นเป็นใคร เทวดา
ตอบวา่ ขา้ พเจ้าเป็นเทวดาผู้สงิ สถิตอย่ทู ี่ซุม้ ประตเู รอื นของท่าน เศรษฐีจึงกล่าวว่า ดูก่อนเทวดาอันธพาล
เราไม่ต้องการเห็น ไม่ต้องการฟังคำพูดของท่าน ขอท่าน จงออกไปจากซุ่มประตเู รอื นของเรา อย่ามาให้
ขา้ พเจา้ เห็นอกี เป็นอันขาด เทวดาตกใจ ไมส่ ามารถจะอยู่ทซ่ี มุ่ ประตเู รอื นของเศรษฐีไดอ้ ีกตอ่ ไป กลายเป็น
เทวดาไร้ที่สิงสถิต ได้รับความเดอื ดรอ้ นอย่างหนกั เข้าไปหาเทวดาผู้มีศกั ดิ์สูงกว่าตนให้ชว่ ยเหลือแตไ่ มม่ ี
เทวดาองค์ใดจะสามารถช่วยได้ เพียงแตบ่ อกอบุ ายให้ว่า ทรพั ย์เก่าของเศรษฐที ั้งหมดมจี ำนวน 54 โกฏิ ซง่ึ
รวมทั้งทรัพย์ที่ใส่ภาชนะฝังไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำถูกน้ำเซาะตลิ่งพังจมหายไปในสายน้ำ ท่านจงไปนำทรัพย์
เหลา่ นน้ั กลับคืนมามอบให้ท่านเศรษฐี แลว้ ทา่ นเศรษฐกี ็จะหายโกรธยกโทษให้ และอนญุ าตให้อยู่อาศัยที่
ซุ้มประตูบ้านดังเดิมได้ เทวดาทำตามนั้น ได้นำทรัพย์เหล่านั้นมามอบให้เศรษฐีด้วยอำนาจฤทธิ์เทวดา
เมอื่ เศรษฐยี กโทษใหแ้ ล้วไดอ้ ยู่ ณ สถานท่เี ดิมของตนสบื ไป
อนาถบิณฑกิ เศรษฐีเปน็ ต้นแบบการทำบุญอทุ ิศให้ผตู้ าย โดยปรารภเหตุเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ ข้นึ มาเป็น
เรือ่ งทำบุญได้เสมอ เช่น วนั หน่งึ หลานของท่านเล่นตุ๊กตาที่ทำจากแป้งแลว้ หลน่ ลงแตก หลานร้องไห้ด้วย
ความเสยี ดายต๊กุ ตา เพราะไมม่ ตี กุ๊ ตาจะเล่น ท่านเศรษฐีได้ปลอบโยนหลานว่า ไมเ่ ปน็ ไร เราชว่ ยกันทำบุญ
อุทิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตากันเถิด ปรากฏว่าหลานหยุดร้องไห้ รุ่งเช้า ท่านจึงพาหลายช่วยกันทำบุญเล้ียง
พระแล้วกรวดน้ำอทุ ิศส่วนกุศลไปให้ตุ๊กตา ข่าวการทำบุญอุทศิ ส่วนกุศลไปใหต้ ุก๊ ตาของท่านเศรษฐี แพร่
ขยายไปอยา่ งรวดเร็ว ประชาชนชาวพุทธบริษทั ทัง้ หลาย เห็นเป็นเรือ่ งแปลกและเป็นสิ่งที่ดีที่ควรกระทำ
ดงั น้นั เมอื่ ญาติผู้เป็นทร่ี กั ของตนตายลงกพ็ ากันทาบญุ อทุ ศิ ส่วนกุศลไปให้เหมือนอยา่ งทีท่ ่านเศรษฐีกระทำ
นน้ั และถอื ปฏบิ ัติกนั อย่างแพรห่ ลายสบื ตอ่ มาจนถึงปัจจุบนั ตามปกติทุก ๆ วนั ภิกษุท้ังหมดผู้อยู่ในเมือง
สาวัตถีจะรับนิมนตเ์ พือ่ ฉันภัตตาหาร ในบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี และในบ้านของนางวิสาขา ดังนั้น
บุคคลอื่น ๆ ผู้ประสงค์จะถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ ก็ต้องมาขอโอกาสจากท่านทั้งสองนี้ เมื่อนิมนต์พระได้
แลว้ ก็ต้องเชิญทา่ นทง้ั สองน้ีไปเป็นประธานที่ปรกึ ษาดว้ ย ทง้ั น้กี ็เพราะท่านท้ังสองทราบดวี า่ ควรประกอบ
ควรปรุงอาหารอย่างไรให้ต้องกับอัธยาศัยและวินัยของพระ ควรจัดสถานที่อย่างไรจึงจะเหมาะสม
นอกจากนก้ี เ็ พ่อื เปน็ สิริมงคลแก่เจ้าของบ้านเรือนท่ีจัดงานอีกด้วย ดังนัน้ ท่านท้งั สองจึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่
79
ปฏบิ ตั เิ ลย้ี งดูพระภิกษทุ ี่นิมนต์มาฉนั ทบี่ ้านของตน นางวสิ าขาจงึ ไดม้ อบหมายภารกิจหน้าท่นี แี้ กห่ ลานสาว
ส่วนอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้มอบให้แก่ลูกสาวคนโต ชื่อว่า มหาสุภัททา นางได้ทำหน้าที่นี้อยู่ระยะหนง่ึ
ไดฟ้ งั ธรรมจากพระพทุ ธเจา้ แล้วไดบ้ รรลุเปน็ พระโสดาบัน ตอ่ มาได้แต่งงานแลว้ กต็ ิดตามไปอยู่ในสกุลของ
สามีจากนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้มอบหมายให้ลูกสาวคนที่สองชื่อว่า จุลสุภัททา นางก็ทำหน้าที่แทน
บิดาด้วยดี โดยตลอด และก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันเช่นกันต่อจากนั้นไม่นาน นางก็ได้แยกไปอยู่กับ
ครอบครัวของสกุลสามี อนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงได้มอบหน้าที่ให้ลูกสาวคนเล็กชื่อว่า สุมนาเทวี กระทำ
แทนสบื มา สุมนาเทวี ทำหน้าทด่ี ้วยความขยันเข้มแข็ง งานสำเร็จลงด้วยความเรยี บรอ้ ยทุกวนั ท้งั ๆ ท่ี
นางอายยุ งั นอ้ ย จากการทนี่ างได้ทำบญุ ถวายภัตตาหาร แดพ่ ระภิกษสุ งฆแ์ ละไดฟ้ งั ธรรมเป็นประจำ นาง
ก็ไดบ้ รรลุเป็นพระสกทาคามี แตต่ อ่ มานางได้ล้มป่วยลงมอี าการหนกั ใครอ่ ยากจะพบบดิ า จงึ ให้คนไปเชิญ
บิดามา ท่านอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี พอได้ทราบวา่ ลูกสาวป่วยหนักกร็ ีบมาเยี่ยมโดยเรว็ พอมาถึงได้ถามลูก
สาวว่า แมส่ ุมนา เจา้ เปน็ อะไร อะไรเล่า นอ้ งชาย ลูกสาวตอบ เจา้ เพอ้ หรือ แม่สุมนา บดิ าถาม ไม่เพ้อ
หรอก น้องชาย ลูกสาวตอบ แม่สุมนา ถ้าอย่างนั้น เจ้ากลัวหรือ บิดาถาม ไม่กลัวหรอก น้องชาย นาง
สุมนาเทวี พดู โต้ตอบกบั บดิ าไดเ้ พียงเทา่ น้ันกถ็ ึงแก่กรรม อนาถปณิ ฑกิ เศรษฐี แมจ้ ะเป็นพระโสดาบนั กไ็ ม่
อาจจะกลั้นความเศร้าโศกเสียใจเพราะการจากไปของธิดาได้ เมื่อเสร็จงานศพได้ร้องไห้น้ำตานองหน้าไป
เขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจ้า พระพุทธองคต์ รัสปลอบวา่ อนาถปณิ ฑกิ เศรษฐี ก็ความตายเปน็ สิ่งเทย่ี งแท้ของสรรพ
สตั ว์มใิ ชห่ รอื เหตุไฉนท่านจึงรอ้ งไหอ้ ยา่ งนี้ อนาถปิณฑกิ เศรษฐี กราบทูลวา่ ข้าแต่พระองค์ผเู้ จริญ ข้อนั้น
ข้าพระองค์ทราบดี แต่นางสมุ นาเทวธี ิดาของขา้ พระองค์ เมือ่ ใกล้เวลาจวนจะตาย นางไมส่ ามารถคมุ สติได้
เลย นางบ่นเพ้อจนกระทั่งตาย ข้าพระองค์โทมนัสร้องไห้เพราะเหตุนี้ พระเจ้าข้าพร้อมทั้งได้ กราบทูล
ถอ้ ยคำท่ีนางสุมนาเทวีเรียนตนเองว่านอ้ งชาย ถวายให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระพุทธเจ้าได้สดับแล้ว
ตรัสวา่ ดกู อ่ นมหาเศรษฐี บตุ รของท่านมิไดเ้ พอ้ หลงสตอิ ยา่ งท่ที า่ นเขา้ ใจ แตท่ ี่นางเรียกท่านว่านอ้ งชายน้ัน
ก็เพราะท่านเป็นน้องของนางจริง ๆ นางเป็นใหญ่กว่าท่านโดยมรรคและผล เพราะท่านเป็นเพียงพระ
โสดาบัน แตธ่ ดิ าของทา่ นเปน็ พระสกทาคามี เป็นอรยิ บคุ คลสงู กว่าท่าน และบดั น้ี นางไดไ้ ปเกดิ เสวยสุขอยู่
บนสวรรคช์ นั้ ดุสิตแลว้ นีแ่ หละคฤหบดี ธรรมดาบคุ คล ไมว่ ่าจะเป็นคฤหสั ถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ถ้าอยู่ด้วย
ความไม่ประมาท ประพฤติดีปฏิบัตชิ อบ ก็ย่อมเสวยสขุ เพลินทัง้ ในโลกน้ีและโลกหน้า อนาถบิณฑิกเศรษฐี
ไดฟ้ งั พระพทุ ธดำรัสแล้วหายจากความเศร้าโศกเสียใจกลบั ได้รับความปีตเิ อิบอิ่มใจข้ึนมาแทน เม่ือควรแก่
เวลาแลว้ กก็ ราบทูลลากลับส่เู คหสถานของตน เพราะความท่ีอนาถบิณฑกิ เศรษฐี เปน็ ผู้มศี รัทธาม่ันคงไม่
หวั่นไหว ฝักใฝ่ในการทำบุญให้ทาน ไม่มีผู้ใดจะเปรียบเทียบได้ พระพุทธองค์ยกย่องท่านในตำแหน่ง
เอตทคั คะ เปน็ ผู้เลศิ กว่าอบุ าสกทงั้ หลาย ในฝ่ายผู้เปน็ ทายก
80
22. ประวตั ิจติ ตคฤหบดี
จิตตคฤหบดี เป็นบุตรใครไม่ปรากฏ แต่ท่านมีบุญได้ทาไว้ดีในปางก่อน ส่งผลให้ท่านหลายชาติ
ตลอดถึงชาติน้ี ในวนั ทา่ นเกิด มีฝนดอกไมท้ ิพยต์ กลงจากฟากฟ้ากองท่ีพื้นดิน หนาขึ้นเพียงเข่าในเมืองมัจฉิ
กาสณฑ์ วันหนึง่ ไดพ้ บพระมหานามะ หน่ึงในหมู่ปญั จวัคคยี ภ์ กิ ษุ เท่ียวบณิ ฑบาตอยู่ในเมอื งมัจฉิกาสณฑ์ เกิด
ความเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงนิมนต์ให้ฉันในบ้าน ได้ฟังธรรมกถาจาก พระเถระแลว้ ได้บรรลุโสดาปัตติผล มี
ศรัทธามน่ั คงไมห่ วั่นไหว ไดห้ ลงั่ นา้ ในมอื พระเถระอทุ ิศถวายอัมพาฏกวนั ของตนใหเ้ ปน็ สังฆาราม และตอ่ มาก็
สรา้ งวิหารใหญม่ ปี ระตเู ปิดไวร้ ับพระสงฆ์ มาจากทศิ ทง้ั 4 มี พระสุธรรมเถระเป็นเจา้ อาวาส โดยสมยั อ่นื พระ
อคั รสาวกท้งั สอง สดับกถาพรรณนาคุณของจิตตคฤหบดีแลว้ ใครจ่ ะทำความสงเคราะหแ์ กค่ ฤหบดนี ้ัน จึงได้
ไปสมู่ จั ฉกิ าสณฑนคร จติ ตคฤหบดีทราบ การมาของพระอคั รสาวกท้ังสองนัน้ จงึ ไปต้อนรับสิ้นทางประมาณ
กึ่งโยชน์ พาพระอคั รสาวกท้งั สองนัน้ มาแล้ว นิมนต์ใหเ้ ข้าไปสู่วิหารของตน ทำอาคนั ตกุ วัตรแล้วออ้ นวอนพระ
ธรรมเสนาบดวี า่ ท่านผู้เจรญิ กระผมปรารถนาฟังธรรมกถาสกั หน่อย
คร้ังนั้น พระเถระกลา่ วกบั เขาวา่ อบุ าสก อาตมะทั้งหลายเหน็ดเหนอ่ื ยแล้วโดยทางไกล อน่งึ ท่าน
จงฟังเพียงนดิ หนอ่ ยเถดิ ดงั น้ีแล้ว กก็ ลา่ วธรรมกถาแก่เขา คฤหบดีฟงั ธรรมกถาของพระเถระอยู่แล บรรลุ
อนาคามิผลแล้ว เขาไหว้พระอัครสาวกทั้งสองแล้วนิมนต์ว่า ท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้ ขอท่านทั้งสองกับภิกษุ
1,000 รูป รับภิกษาที่เรือนกระผม แล้วจึงมานิมนต์พระสุธรรมเถระเจ้าอาวาสภายหลังว่า ท่านขอรับ
81
พร่งุ นี้ แมท้ า่ นก็พงึ มากบั พระเถระท้งั หลาย พระสธุ รรมเถระน้ันก็โกรธว่า อุบาสกนี้ มานิมนต์เราภายหลัง
จึงปฏิเสธ แม้อนั คฤหบดอี ้อนวอนอยบู่ ่อย ๆ ก็ปฏิเสธแลว้ นนั่ แหละ ในวันรุ่งข้ึน จติ ตคฤหบดไี ดจ้ ดั แจงทาน
ใหญไ่ ว้ในทอี่ ย่ขู องตน ในเวลาใกล้รุ่ง ฝ่ายพระสุธรรมเถระกค็ ิดจะไปดวู ่า พรุง่ นีค้ ฤหบดีจะจัดแจงสักการะ
เพื่อพระอคั รสาวกทงั้ สองไว้เช่นไร รงุ่ ข้ึนจงึ ได้ถือบาตรและจีวรไปสู่เรอื นของคฤหบดนี ้ันแต่เช้าตรู่ เมื่อ
ไปถึงเรือนคฤหบดีแล้ว แม้คฤหบดีจะกล่าวนิมนต์ให้นั่ง พระสุธรรมเถระน้ัน ก็ปฏิเสธว่า เราไม่นั่ง เราจะ
เทีย่ วบณิ ฑบาต แลว้ ก็เท่ยี วตรวจดูสักการะที่คฤหบดีเตรยี มไว้เพื่อพระอัครสาวกทงั้ สอง เม่อื เห็นแล้วก็ใคร่
จะเสียดสีคฤหบดีโดยชาติ จึงกล่าวว่า คฤหบดีสักการะของท่านล้นเหลือ แต่ก็ขาดอยู่อย่างเดียวเท่านน้ั
คฤหบดี อะไร ขอรับ พระเถระ ตอบว่า "ขนมแดกงา คฤหบดี ครั้นพระเถระรุกรานคฤหบดีดว้ ยอุปมา
ต่าง ๆ แล้วกลา่ ววา่ คฤหบดี อาวาสน้เี ป็นของทา่ น เราจกั หลกี ไป คฤหบดีจะหา้ มถงึ 3 ครั้ง แต่พระเถระก็
ไม่ฟัง หลีกไปสู่สานักพระพุทธเจ้ากราบทูลคำที่จิตตคฤหบดีและตนโต้เถียงกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า
อุบาสกถูกเธอด่าด้วยคำเลว เป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใส ดังนี้แล้ว ทรงปรับโทษแก่พระสุธรรมเถระน้ัน
แล้วรับส่ังให้สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม (กรรมอันให้ระลึกถึงความผิด) แล้วส่งไปว่า เธอจงไป แล้วให้จิตต
คฤหบดียกโทษเสีย พระเถระไปในที่นั้นแล้ว กล่าวแสดงโทษของตน พร้อมกับขอให้คฤหบดียกโทษให้
แต่คฤหบดีนั้นปฏิเสธการยกโทษแก่พระเถระ ครั้นเมื่อไม่อาจให้คฤหบดีนั้นยกโทษให้ตนได้ พระเถระจงึ
กลับมาส่สู ำนกั พระพุทธเจ้า
แมพ้ ระพุทธเจ้าก็ทรงทราบว่าอบุ าสกจักไม่ยกโทษแก่พระสธุ รรมนัน้ ทรงดำรวิ า่ ภกิ ษนุ ี้ กระด้าง
เพราะมานะ จงึ ไม่ทรงบอกอุบายเพื่อให้คฤหบดยี กโทษให้เลย ทรงส่งใหก้ ลับ ไปใหม่ โดยประทานภิกษุผู้
อนุทูตแก่เธอผู้นามานะออกแล้วตรสั ว่า เธอจงไปเถิดไปกบั ภิกษุนี้ จงให้อุบาสกยกโทษ ดังนี้แล้ว ตรัสวา่
ธรรมดาสมณะไม่ควรทามานะหรือริษยาว่า วิหาร ของเรา ที่อยู่ของเรา อุบาสกของเรา อุบาสิกาของเรา
เพราะเมอ่ื สมณะทำอยา่ งนั้น เหลา่ กเิ ลส มรี ษิ ยาและมานะเปน็ ต้น ยอ่ มเจรญิ
เมื่อจะทรงแสดงธรรมต่อไป จึงตรสั พระคาถาเหล่านี้ว่า ภกิ ษุผู้พาล พึงปรารถนาความยกย่องอัน
ไม่มีอยู่ ความแวดล้อมในภิกษุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่ในอาวาส และการบูชาในตระกูลแห่งชนอื่น
ความดำริ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลว่า คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสอง จงสำคัญกรรม อันเขาทำเสร็จแล้ว
เพราะอาศัยเราผู้เดียว จงเป็นไปในอำนาจของเราเท่านั้น ในกิจน้อยใหญ่ กิจไร ๆ ริษยาและมานะย่อม
เจริญแก่เธอ ดังน้ี
แม้พระสุธรรมเถระฟังพระโอวาทนี้แล้ว ถวายบังคมพระพุทธเจ้าลุกขึ้นจากอาสนะ กระทำ
ประทักษิณแล้ว ไปกับภิกษุผู้เป็นอนุทูตนั้น แสดงอาบัติต่อหน้าอุบาสก ขออุบาสกให้ยกโทษแล้ว
พระสธุ รรมเถระนน้ั เม่ืออบุ าสกยกโทษให้ดว้ ยการกล่าวว่า กระผมยกโทษให้ขอรับ ถา้ โทษของกระผมมี ขอ
ท่านจงยกโทษแก่กระผม แล้วพระสุธรรมเถระกต็ ้ังอยู่ในพระโอวาท ที่พระพทุ ธเจ้าประทานแล้ว 2-3 วัน
82
เท่านั้น ก็บรรลุพระอรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ฝ่ายอุบาสกคิดว่า เรายังไม่ได้เฝ้าพระพุทธเจ้าเลย
เมื่อบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ยังไม่ได้เฝ้าพระศาสดาเหมือนกัน เมื่อดำรงอยู่ในอนาคามิผล เราควรเฝ้า
พระพทุ ธองค์ โดยแท้ แล้วให้เทียมเกวียน 500 เล่มเต็มด้วยวตั ถุ มีงา ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อย และผ้าน่งุ
หม่ เป็นต้น แล้วให้แจ้งแก่หมู่ภิกษวุ ่า พระผ้เู ป็นเจา้ ท้ังหลาย รูปใด ประสงค์จะเฝ้าพระศาสดา เราก็จะไป
เฝ้าพร้อมกัน จักไม่ลาบากด้วยบิณฑบาตเป็นต้น ดังนี้แล้ว ก็ให้แจ้งทั้งแก่หมู่ภิกษุณี ทั้งแก่พวกอุบาสก
ทงั้ แก่พวกอบุ าสกิ า ภิกษุประมาณ 500 รูป ภิกษณุ ปี ระมาณ 500 รปู อบุ าสกประมาน 500 คน อุบาสิกา
ประมาณ 500 คน ออกไปกับคฤหบดีนั้น เขาตระเตรียมแล้วโดยประการที่จะไม่มีความบกพร่องสักน้อย
หนึ่ง ด้วยข้าวยาคูและภัตเป็นต้นในหนทาง 30 โยชน์ เพื่อชนสามพันคน คือ เพื่อภิกษุเป็นต้นเหล่านั้น
และเพ่ือบริษทั ของตน
ฝ่ายเทวดาท้งั หลาย เมือ่ ทราบความทอ่ี ุบาสกน้ันออกเดนิ ทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไปเนรมิต
คา่ ยท่พี กั ไว้ตามระยะทางทุก ๆ โยชน์ (16 กโิ ลเมตร) แลว้ บำรุงชนเหล่านน้ั ดว้ ยอาหารวตั ถุ มีข้าวยาคู ของ
ควรเคยี้ ว ภัตและน้าดม่ื เปน็ ตน้ อนั เปน็ ทพิ ย์ ความบกพรอ่ งด้วยวตั ถอุ ะไร ๆ มไิ ด้เกดิ ขน้ึ แกใ่ คร ๆ
มหาชนอันเทวดาทั้งหลายบารุงอยู่อย่างนั้น เดินทางได้วันละโยชน์ ๆ โดยเดือนหนึ่งก็ถึงเมืองสาวัตถี
เกวียนทัง้ 500 เล่ม กย็ ังเต็มบรบิ รู ณเ์ ชน่ เดิมนั้นแหละ คฤหบดไี ด้สละบรรณาการทีพ่ วกเทวดาและมนุษย์
ท้งั หลายนำมา พระพทุ ธเจา้ ตรสั กับพระอานนทเถระวา่ อานนท์ ในเวลาบา่ ยวันนี้ จติ ตคฤหบดพี ร้อมด้วย
อุบาสก 500 ผู้แวดล้อมอยู่ จักมาไหว้เรา พระอานนท์ พระเจ้าข้า ก็ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้นถวายบังคม
พระองค์ ปาฏิหาริย์ไร ๆ จักมีหรือ พระศาสดาตรัสว่า จักมี อานนท์ อานนท์ทูลถามว่า ปาฏิหาริย์อะไร
พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าตรสั วา่ ในกาลที่จิตตคฤหบดีมาไหว้เรา ฝนดอกไม้ทิพย์ 5 สี จะตกโดยประมาณ
เพียงเข่า ในบรเิ วณประมาณ 8 กรสี (ประมาณ 500 เมตร)
ชาวเมือง เมื่อได้ฟงั ข่าวนัน้ แล้วก็คิดว่า ได้ยินว่า จิตตคฤหบดีผู้มีบุญมากถงึ อย่างนั้น จะมาถวาย
บังคม พระพทุ ธเจา้ ในวนั น้ี เขาว่าปาฏิหาริยอ์ ยา่ งน้ีจะเกิดข้นึ พวกเราจะได้เห็น ผมู้ ีบุญมากน้ัน ดังนี้แล้ว
ได้ถือเอาเครื่องบรรณาการไปยืนอยูส่ องข้างทาง ในกาลที่จิตตคฤหบดีมาใกล้วิหาร ภิกษุ 500 รูป มาถึง
กอ่ น จติ ตคฤหบดีกลา่ วกบั พวกอบุ าสิกาวา่ ท่านทง้ั หลาย จงตามมาข้างหลงั สว่ นตนกบั อบุ าสก 500 ก็ได้
ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้า ท่ามกลางสายตาของมหาชนท้ังหลาย ผู้เข้าเฝ้าอยู่ในท่ีเฉพาะพระพักตร์ของ
พระพทุ ธเจ้า จติ ตคฤหบดนี ้ันเข้าไปภายในพระพุทธรัศมี มีวรรณะ 6 จับพระบาทพระพุทธเจ้าที่ข้อถวาย
บังคมแล้วในขณะนั้น ฝนดอกไม้ทิพย์ก็ตกลงมา มหาชนเปล่งเสียงสาธุการขึ้นพร้อมกัน พระพุทธเจ้าจึง
ตรสั สฬายตนวภิ งั ค์ โปรดคนเหลา่ น้ัน จติ ตคฤหบดี อยใู่ นสำนกั พระพทุ ธเจา้ สิ้นเดือนหน่ึง ได้นิมนต์ภิกษุ
สงฆ์ทั้งสิ้น มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้นั่งในวิหารนั่นแหละ ถวายทานใหญ่แล้ว นิมนต์ภิกษุแม้ที่มา
พรอ้ มกบั ตนให้อยู่ภายในอารามนั้นแหละบำรุงแล้วไม่ต้องหยบิ อะไร ๆ ในเกวยี นของตนแมส้ ักวันหน่ึง ได้
83
ทำกิจทุกอย่างด้วยบรรณาการที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนามาเท่านั้น จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคม
พระพุทธเจา้ แล้วกราบทูลวา่ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ มาด้วยตั้งใจว่า จะถวายทานแด่พระองค์ ไดพ้ กั อยู่ใน
ระหว่างทางเดอื นหน่งึ และในที่นีเ้ วลาเดอื นหนึ่งของขา้ พระองค์กไ็ ด้ลว่ งไปแลว้ ส่งิ ของท่ีข้าพระองค์ต้ังใจ
จะนำมาถวายนั้น ข้าพระองค์ยังมิได้ต้องนำออกมาถวายทานเลย ด้วยว่าของอะไร ๆ ที่ได้ถวายทาน
ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ เป็นสิ่งของที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนามาทั้งน้ัน ข้าพระองคน์ ั้น แม้ถ้าจะอยู่ใน
ทน่ี ี้ไปอกี ตลอดปีหนงึ่ กจ็ ะไมไ่ ด้โอกาสเพือ่ จะถวายไทยธรรมของข้าพระองคแ์ น่แท้ ข้าพระองค์ปรารถนา
จกั นำของในเกวยี นออกถวายเปน็ ทานแลว้ กลับไป ขอพระองค์ จงโปรดให้บอกท่สี าหรับเกบ็ ของน้ันแก่ข้า
พระองค์เถดิ พระพุทธเจา้ ตรัสกับพระอานนทเถระว่า อานนท์ เธอจงให้จดั ที่แห่งหน่ึงใหว้ ่าง ให้แก่อุบาสก
พระเถระ ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตกัปปิยภูมิ แก่จิตตคฤหบดีแล้ว ฝ่าย
อุบาสกกับชนทัง้ สามพันคน ซ่ึงมาพร้อมกบั ตน ก็เดินทางกลบั ด้วยเกวียนเปล่าแล้ว พวกเทวดาก็ได้เนรมิต
รัตนะ 7 ประการบรรจไุ วเ้ ต็มเกวียนน้ัน
ในครั้งนั้น พระอานนทเถระ ถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลถามว่า สักการะที่เกิดขึ้นแก่
คฤหบดีนั้น จะเกิดเฉพาะเมื่อคฤหบดีนั้นมาเฝ้าพระองค์เท่านั้น หรือแม้ไปในที่อ่ืนก็เกิดขึ้นเหมือนกัน
พระพุทธเจ้า ตรัสว่า อานนท์ จิตตคฤหบดีนั้นมาสู่สานักของเราก็ดี ไป ณ ที่อื่นก็ดี สักการะย่อมเกิดขนึ้
ทั้งนัน้ เพราะอุบาสกนี้เป็นผู้มีศรทั ธา เลื่อมใส มีศีลสมบูรณ์ อุบาสกเช่นนี้ ไปประเทศใด ๆ ลาภสักการะ
ย่อมเกดิ แก่เขาในประเทศนนั้ ๆ ทเี ดียวดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถาว่า ผมู้ ีศรัทธาสมบูรณ์ด้วยศลี เพียบพร้อม
ด้วยยศ และโภคะ ยอ่ มคบประเทศใด ๆ ยอ่ มเป็นผอู้ นั เขาบูชาแลว้ ในประเทศนัน้ ๆ ทีเดยี ว
จิตตคฤหบดีได้เปน็ ผู้ที่เชีย่ วชาญในเร่ืองการแสดงธรรม โดยมเี ร่ืองท่ีเป็นเค้ามูล ที่แสดงให้เห็นว่า
ท่านเชี่ยวชาญในเร่ืองนั้นอยู่หลายเรื่องเช่น ท่านได้แสดงธรรมแก้ปัญหาที่เหล่าภิกษุที่อัมพาฏการามได้
สงสัยในเร่อื ง ธรรมเหลา่ น้ี คือ สงั โยชน์กด็ ี สงั โยชนียธรรมก็ดี มีอรรถตา่ งกัน มพี ยัญชนะต่างกันหรือว่ามี
อรรถหมือนกัน พยัญชนะเทา่ น้ันตา่ งกัน ซงึ่ ท่านกไ็ ด้แสดงธรรมแก้ขอ้ สงสัยนั้นจนเป็นทพี่ อใจของพระสงฆ์
เหล่านั้น อีกครั้งหน่ึงท่านได้แสดงธรรมโดยละเอียดในเรื่องทีพ่ ระกามภูอยู่ทีอ่ ัมพาฏกวัน ใกล้ราวมจั ฉกิ า
สณฑ์ ไดข้ อใหท้ า่ นขยายความภาษิตทีพ่ ระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้โดยยอ่ ว่าเธอจงดูรถอันไม่มโี ทษ มหี ลังคาขาว
มเี พลาเดียว ไมม่ ีทุกข์ แล่นไปถึงทีห่ มาย ตัดกระแสตัณหาขาด ไมม่ ีกิเลสเครือ่ งผูกพนั ซงึ่ คฤหบดีก็ได้ขยาย
ให้พระกามภฟู งั จน พระกามภไู ด้ชมเชย ท่านได้แสดงธรรมแก้ปัญหาที่ทา่ นพระโคทัตตะได้สงสัยในเร่ือง
ธรรมเหลา่ น้ี คือ อัปปมาณาเจโตวมิ ุติ อากิญจัญญาเจโตวิมุติ สญุ ญตาเจโตวิมตุ ิ และอนมิ ติ ตาเจโตวมิ ตุ ิ มี
อรรถตา่ งกนั มีพยัญชนะต่างกนั หรอื วา่ มีอรรถเหมอื นกนั ต่างกันแตพ่ ยญั ชนะเท่านั้น ซึ่งท่านก็ได้แสดง
ธรรมแก้ข้อสงสัยน้นั จนเป็นที่พอใจแก่ท่านพระโคทตั ตะ
84
ทา่ นคฤหบดีไดแ้ สดงธรรมให้อเจลกัสสปผู้สหายใหเ้ ลื่อมใสพระพุทธศาสนา จนขอบวชและต่อมา
ได้เป็นพระอรหันต์ ท่านคฤหบดีไดม้ ีหนังสือพรรณนาพระพทุ ธคณุ ส่งไปให้อิสิทัตตะผู้เป็นสหาย ที่ไม่เคย
เห็นกันของตน จนอิสิทัตตะเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า บวชในสานักของ พระมหากัจจายนเถระ
ได้บำเพ็ญวิปัสสนาแล้ว ต่อกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหันต์ ต่อมาภายหลัง พระพุทธเจ้า เมื่อทรง
สถาปนาเหล่าอุบาสกไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลาดบั ทรงทำกถาช่อื จิตตสังยุตให้เป็นอตั ถุปปัตติ เหตุเกิด
เร่อื ง จึงทรงสถาปนาทา่ นไว้ในตำแหนง่ เอตทคั คะเปน็ เลศิ กว่าพวกอบุ าสก ผเู้ ปน็ ธรรมกถกึ
85
23. ประวตั ิธัมมิกอุบาสก
ในเมืองสาวัตถี ได้มีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมประมาณ 500 คน บรรดาอุบาสกเหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ
มีอุบาสกเปน็ บริวารคนละ 500 อุบาสกที่เป็นหัวหน้าแห่งอุบาสกเหลา่ นั้นมีบุตร 7 คน ธิดา 7 คนบรรดา
บุตรและธิดาเหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีสลากยาคู สลากภัต ปักขิกภัต สังฆภัต อุโปสถิกภัต อาคันตุกภัต
วัสสาวาสิกภัต อย่างละที่ ชนแม้เหล่านั้น ได้เป็นผู้ชื่อว่า อนุชาตบุตรด้วยกันทั้งหมดทีเดียว เป็นอันว่า
สลากยาคเู ปน็ ต้น 1 ท่ี คือ ของบุตร 14 คน ของภรรยาหนงึ่ ของอุบาสกหน่งึ ยอ่ มเปน็ ไปอย่างนี้ เขา
พร้อมทั้งบุตรและภรรยา ได้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม มีความยินดีในอันจำแนกทาน ด้วยประการฉะนี้
ต่อมา ในกาลอื่น โรคเกิดขึน้ แก่เขา อายุสังขารเสื่อมรอบแลว้ เขาใคร่จะสดับธรรมจงึ ส่ง (คน) ไปสู่สำนกั
พระศาสดา ด้วยกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดส่งภิกษุ 8 รูปหรือ 16 รูป ประทานแก่ข้าพระองค์เถิด
พระศาสดาทรงส่งภิกษทุ ั้งหลายไป ภิกษุเหล่านั้นไปแล้วนั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ล้อมเตียงของเขา อัน
เขากล่าวว่า ท่านผู้เจริญ การเห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักเป็นของ อันกระผมได้โดยยาก กระผมเป็นผู้
ทพุ พลภาพ ขอพระผูเ้ ปน็ เจา้ ท้ังหลาย จงสาธยาย พระสูตร ๆ หนึ่ง โปรดกระผมเถิด พวกภิกษุจึงถามว่า
ท่านประสงค์จะฟงั สตู รไหน อุบาสก เขาเรยี นวา่ สติปฏั ฐานสตู ร ทพ่ี ระพุทธเจ้าทกุ พระองค์ไม่ทรงละแล้ว
พระภกิ ษุกเ็ รม่ิ สวดสาธยายเรอื่ งสติปฏั ฐาน ซ่ึงเปน็ เรือ่ งเกยี่ วกบั การพจิ ารณาตามเหน็ กายในกาย เวทนาใน
เวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แล้วก็ชี้บอกหนทางสายกลาง อันเป็นทางสายเอก ซึ่งเรียกว่า เอกาย
86
นมรรค เป็นเสน้ ทางแห่งความบริสุทธิ์ไปสูพ่ ระนิพพาน ในขณะท่พี ระภิกษุกาลงั สวดสาธยายอยู่น้ัน ได้มี
ชาวสวรรคท์ ั้ง 6 ชั้น ประดับเคร่ืองทรงอันเป็นทิพย์ พร้อมด้วยราชรถมารออยู่ เทวดาที่ยืนอยูต่ รงราชรถ
ของชาวสวรรคแ์ ต่ละช้ัน ต่างก็เช้ือเชญิ ธมั มกิ อุบาสกใหไ้ ปเปน็ สหายของตน โดยบอกว่า ขา้ พเจ้าจะนำท่าน
ไปยัง เทวโลกชั้นของข้าพเจ้า ท่านจงละภาชนะดนิ แล้วถอื เอาภาชนะทองคำเถิด มาอยู่ร่วมกับข้าพเจา้ ที่
สวรรค์ชั้นนี้เถิด ชาวสวรรค์ทุกชั้นต่างก็เชื้อเชิญเขาให้เป็นสหายในชั้นของตน ๆ ฝ่ายอุบาสกซึ่งเป็นผู้
เคารพในธรรม เม่ือกำลังฟงั ธรรมอยู่ ก็ไมอ่ ยากให้การฟังธรรมหยุดชะงกั ไป จึงไดก้ ลา่ วกบั เทวดาท้ังหลาย
วา่ ขอทา่ นจงรอกอ่ น ๆ พระภกิ ษุซึ่งกำลังสวดสาธยายธรรมอยู่ เขา้ ใจวา่ อบุ าสกใหห้ ยุด จงึ ไดห้ ยุดสวดและ
ปรึกษากนั ว่า คงไมเ่ ปน็ โอกาสเหมาะในการสาธยายธรรมเสียแล้ว ดังนน้ั ลุกจากอาสนะแลว้ เดินทางกลับ
วดั ฝ่ายบุตรและธิดาของเขานึกว่าพ่อห้ามพระสวดมนต์ก็รู้สกึ เสียใจวา่ เมอื่ กอ่ นพ่อของเราเป็นผู้ไม่อิ่มใน
ธรรม แต่ขณะนี้ถูกทุกขเวทนาครอบงำ จนกระทั่งเพ้อ ห้ามพระสวดมนต์ แล้วต่างก็ร้องไห้เสียใจ พอ
เวลาผ่านไปสักครู่หนึ่ง อุบาสกก็ถามลูก ๆ ว่า พระคุณเจ้าไปไหนหมดแล้ว ลูกบอกว่า ก็พ่อนิมนต์พระ
มาแล้วก็ห้ามพระสวดมนต์เสียเอง พระท่านจึงกลับวัดหมดแล้ว ธัมมิกอุบาสกบอกว่า พ่อไม่ได้พูดกับ
พระ แตพ่ ่อพดู กบั เทวดา เขาเอาราชรถมาเชญิ ให้พ่อกลบั วิมาน พอ่ จงึ บอกให้เขารอก่อน พอ่ จะฟงั ธรรม
บุตรก็ถามว่า ราชรถที่ไหนล่ะพอ่ พวกผมไม่เห็นเลย พ่อจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ลูกจงเอาดอกไม้
มารอ้ ยเป็นพวงมาลัย แล้วถามลกู ตอ่ วา่ ลูกคดิ ว่าสวรรค์ช้นั ไหนน่าร่ืนรมย์ล่ะ ลูก ๆ ก็บอกว่า ช้ันดุสิตซิ
พอ่ เพราะเป็นที่ประทบั ของพระโพธิสัตว์ทกุ พระองค์ของพุทธมารดาและของพทุ ธบิดาเป็นท่ีร่ืนรมย์สิพ่อ
ธัมมิกอุบาสกจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงอธิษฐานจิตไปที่เทวดาชั้นดุสิต แล้วโยนพวงมาลัยขึ้นไปบน
อากาศ ลกู ๆ ไดโ้ ยนพวงมาลยั ข้ึนไป พวงมาลยั กไ็ ปคล้องกบั แอกของราชรถชัน้ ดุสติ พวกลูก ๆ มองไม่เหน็
ราชรถ เหน็ แต่พวงมาลัยลอยอยู่ในอากาศ มีแต่ธัมมิกอุบาสกเห็นคนเดียว จงึ บอกวา่ ลูกเหน็ พวงดอกไม้ท่ี
ลอยอยู่นั่นไหม ลูกก็บอกว่า เห็นแต่พวงดอกไม้ ไม่เห็นรถ ฝ่ายพ่อจึงกล่าวว่า ขณะนี้พวงดอกไม้นัน้ ได้
ห้อยอยูท่ ี่ราชรถซึ่งมาจากช้ันดสุ ิตแล้ว พ่อกำลังจะไปอยู่ภพดุสิต พวกเจ้าอย่าได้วิตกไปเลย ถ้าพวกเจ้ามี
ความปรารถนาจะไป อยู่ร่วมกับพอ่ ก็จงหมั่นทeบุญให้มาก ๆ อย่างที่พ่อไดท้ ำไว้แล้วเถดิ ธัมมิกอุบาสก
กลา่ วเสร็จแล้วกไ็ ด้ทำกาละ คอื ถงึ แกก่ รรมลงในเวลานนั้ ละจากอตั ภาพมนุษยไ์ ปเป็นเทพบุตร มกี ายทพิ ย์
ท่สี วยงาม สวา่ งไสว นงั่ อยูบ่ นราชรถซ่งึ มาจาก ชนั้ ดสุ ติ เหลา่ เทวดาทัง้ หลายก็นำเขาไปส่วู มิ าน เป็นวิมาน
แกว้ มคี วามอลงั การสวยงามมาก เต็มไปดว้ ยบริวาร เหล่าบรวิ ารทีแ่ วดลอ้ มเทพบตุ รธัมมกิ ะ ต่างกป็ ล้ืมปีติ
ดใี จ ที่นายของตนกลับมาสู่วมิ านอยา่ งผู้มีชัยชนะ เตม็ เปย่ี มดว้ ยบญุ บารมี ต่างก็อนุโมทนาบุญกับท่านธัม
มกิ อุบาสก ที่ไดท้ ำบุญไวด้ ีแล้ว
พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษแุ มเ้ หลา่ นัน้ ผ้มู าถึงวิหารแลว้ โดยลาดบั ว่า ภิกษทุ ้ังหลาย อุบาสกได้ฟัง
ธรรมเทศนาแลว้ หรือ พวกภกิ ษกุ ราบทูลว่า ฟงั แล้ว พระเจา้ ข้า แต่อุบาสกไดห้ ้ามเสียในระหว่างน่ันแลว่า
87
ขอท่านจงรอก่อน ลาดับนั้น บุตรและธิดาของอุบาสกคร่าครวญกันแล้ว พวกข้าพระองค์ปรึกษากันว่า
บดั น้ี ไม่เป็นโอกาส จงึ ลุกจากอาสนะออกมา พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ ภกิ ษทุ ัง้ หลาย อบุ าสกน้ันหาได้กล่าวกับ
พวกเธอไม่ กเ็ ทวดาประดบั รถ 6 คนั นามาจากเทวโลก 6 ชน้ั เชอ้ื เชิญอุบาสกนน้ั แล้ว อุบาสกไม่ปรารถนา
จะทาอันตรายแก่การแสดงธรรม จึงกล่าวกับเทวดาเหล่านั้น พวกภิกษุกราบทูลว่า อย่างนั้นหรือ
พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าตรัสวา่ อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกภิกษกุ ราบทูลถามว่า บัดนี้เขาเกิดแลว้
ณ ที่ไหน ทรงตอบว่า ในภพดุสิต ภกิ ษทุ ั้งหลาย พวกภิกษทุ ูลถามตอ่ ไปวา่ ข้าแต่พระองคผ์ เู้ จริญ อบุ าสก
นั้นเท่ียวชน่ื ชมในทา่ มกลางญาติในโลกน้แี ล้ว เกดิ ในฐานะเปน็ ท่ีชื่นชมอีกหรือ พระพทุ ธเจ้าตรสั ว่า อย่าง
นั้น ภกิ ษทุ ั้งหลาย เพราะคนผ้ไู มป่ ระมาทแล้วทัง้ หลาย เปน็ คฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชติ กต็ าม ยอ่ มบันเทิง
ในทท่ี ั้งปวงทเี ดียว ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานว้ี า่ ผ้ทู าบญุ ไวแ้ ลว้ ย่อมบนั เทงิ ในโลกนี้ ละไปแล้วกย็ ่อมบนั เทงิ
ยอ่ มบนั เทิงในโลกทง้ั สอง เขาเหน็ ความหมดจดแห่งกรรมของตน ยอ่ มบนั เทิงเขาย่อมรน่ื เริง
88
24. วิสาขามหาอุบาสกิ า
นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี ใน
เมอื งภทั ทยิ ะ แคว้นอังคะ บิดาช่ือวา่ ธนัญชัย
มารดาชื่อว่า สุมนาเทวี และปู่ชื่อ เมณฑก
เศรษฐี ขณะที่เธอมีอายุ 7 ขวบ เป็นที่รักดุจ
แก้วตาดวงใจของเมณฑกะผเู้ ป็นปู่ย่ิงนัก เมอ่ื
เมณฑกเศรษฐีได้ทราบข่าวว่า พระพุทธเจ้า
พร้อมดว้ ยภิกษสุ งฆ์จานวนมาก กำลังเสด็จมา
สู่เมืองภัททิยะ จึงได้มอบหมายให้วิสาขา
พร้อมด้วยบรวิ าร ออกไปรับเสด็จท่ีนอกเมือง
ขณะที่พระพุทธองค์ประทับพักผ่อนพระ
อิริยาบถอยู่นั้น วิสาขาพร้อมด้วยบริวาร เข้า
ไปเฝ้ากราบถวายบังคมแลว้ นัง่ ณ ที่
สมควรแก่ตน พระพุทธองค์ทรงแสดงพระ
ธรรมเทศนา ให้พวกเธอฟัง เมื่อจบลงก็ได้
บรรลุเป็น พระโสดาบันด้วยกันทั้งหมด
สว่ นเมณฑกเศรษฐี เม่ือพระพทุ ธเจา้ เสด็จมาถึงแลว้ จึงรีบเข้าไปเฝา้ ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุเป็น
พระโสดาบนั เช่นกัน แลว้ กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภกิ ษุสงฆ์ที่ตดิ ตามเสด็จท้ังหมดเข้าไป
รับอาหารบิณฑบาต ณ ที่บ้านของตน ตลอดระยะเวลา 15 วัน ที่ประทับอยู่ที่ภทั ทิยนครน้ัน พระเจ้าป
เสนทโิ กศลแหง่ เมอื งสาวัตถี และพระเจ้าพิมพิสารแห่งเมืองราชคฤห์ มีความเกยี่ วดองกันโดยต่างก็
ไดภ้ คินี (นอ้ งสาว) ของกนั และกนั มาเป็นมเหสี แตเ่ น่ืองจากในเมอื งสาวัตถีของพระเจา้ ปเสนทิโกศลน้ัน ไม่
มีเศรษฐตี ระกลู ใหญ่ ๆ ผู้มที รพั ยส์ มบตั ิมาก และได้ทราบข่าวว่า ในเมอื งราชคฤหข์ องพระเจ้าพิมพิสารมี
เศรษฐผี มู้ ีทรพั ย์สมบัตมิ ากอยถู่ งึ 5 คน
ดังนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงเสด็จมายังเมืองราชคฤห์ เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารแล้วแจ้งความ
ประสงคท์ มี่ าในคร้งั น้ี ก็เพอื่ ขอพระราชทานตระกูลเศรษฐีในเมอื งราชคฤห์ไปอยู่ในเมืองสาวัตถีสักตระกูล
หนึง่ พระเจ้าพมิ พสิ ารได้สดบั แล้วตอบว่า การโยกย้ายตระกูลใหญ่ ๆ เพยี งหนงึ่ ตระกูลก็เหมอื นกบั แผ่นดิน
89
ทรุด แตเ่ พ่ือรักษาสัมพันธไมตรตี ่อกนั ไว้ หลังจากทไ่ี ดป้ รึกษากบั อามาตย์ ทัง้ หลายแล้วเหน็ พ้องต้องกันว่า
สมควรยกตระกูลธนัญชัยเศรษฐี ให้ไปอยู่เมืองสาวัตถีกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ธนัญชัยเศรษฐีได้ขนย้าย
ทรัพย์สมบัติพร้อมทั้งบรวิ ารและสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย เดินทางสู่พระนครสาวัตถีพร้อมกับ พระเจ้าปเสนทิ
โกศล และเมอ่ื เดนิ ทางเขา้ เขตแควน้ ของพระเจ้าปเสนทโิ กศลแลว้ ขณะทพ่ี ักค้างแรมระหว่างทางก่อนเข้า
เมือง เขาเห็นว่าภูมิประเทศบริเวณที่พักนั้นเป็นชัยภูมิเหมาะสมดี อีกทั้งตนเองก็มีบริวารติดตามมาเปน็
จำนวนมาก ถา้ ไปตั้งบ้านเรอื นภายในเมืองก็จะคับแคบ จึงขออนุญาตพระเจ้าปเสนทิโกศลก่อตงั้ บ้านเมือง
ณ ที่นั้น และได้ชื่อว่าเมืองใหม่นี้ว่า สาเกต ซึ่งห่างจากเมืองสาวัตถี 7 โยชน์ ในเมืองสาวัตถนี ้ัน มีเศรษฐี
ตระกูลหนึ่งเป็นที่รู้จกั กันในชื่อว่า มิคารเศรษฐี มีบุตร ชื่อว่าปุณณวัฒนกุมาร เมื่อเจริญวัยสมควรที่จะมี
ภรรยาได้แล้ว บิดามารดาขอให้เขาแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่เขาเองไม่มีความประสงค์จะแต่ง
เมื่อบิดามารดารบเร้ามากขึ้น จึงหาอุบายเลี่ยงโดยบอกแก่บิดามารดาว่า ถ้าได้หญิงที่มีความงามครบ
ทง้ั 5 อย่าง ซง่ึ เรยี กวา่ เบญจกัลยาณีแลว้ จงึ จะยอมแตง่ งาน เบญจกลั ยาณี ความงามของสตรี 5 อยา่ ง คอื
1. เกสกลยฺ าณํ ผมงาม คือ หญิงท่ีมผี มยาวถึงสะเอวแล้วปลายผมงอนขึน้
2. ม สกลยฺ าณํ เนอ้ื งาม คือ หญงิ ท่ีมีรมิ ฝีปากแดงดุจผลตำลงึ สุกและเรยี บชดิ สนิทดี
3. อฏฐิกลยฺ าณํ กระดูกงาม คือ หญิงที่มฟี นั สีขาวประดุจสังขแ์ ละเรียบเสมอกนั
4. ฉวิกลฺยาณํ ผิวงาม คอื หญงิ ที่มีผวิ งามละเอียด ถ้าดากด็ าดงั ดอกบวั เขียว ถ้าขาวก็ขาวดังดอก
กรรณกิ า
5. วยกลยฺ าณํ วัยงาม คอื หญิงที่แมจ้ ะคลอดบุตรถึง 10 คร้ัง ก็ยงั คงสภาพร่างกายสวยดุจคลอด
ครงั้ เดียว
บิดามารดาเมื่อได้ฟังแล้ว จึงให้เชิญพราหมณ์ผู้เช่ียวชาญในด้านอิตถีลักษณะมาถามว่าหญิงผู้มี
ความงามดังกล่าวนี้มีหรือไม่ เมื่อพวกพราหมณ์ตอบว่ามี จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นออกเที่ยวแสวงหาตาม
เมืองต่าง ๆ พร้อมทั้งมอบพวงมาลยั และเครื่องทองหมั้นไปด้วย พวกพราหมณ์เทีย่ วแสวงหาไปตามเมือง
ต่าง ๆ ทงั้ เมืองเล็กเมืองใหญ่ จนมาถึง เมอื งสาเกต ได้พบนางวิสาขากบั หญงิ บรวิ ารออกมาเที่ยวเล่นน้ากัน
ทีท่ า่ น้ำ ซ่งึ มีลักษณะภายนอกถูกต้องตามตาราอติ ถีลักษณะ 4 ประการ ขาดอกี อย่างเดียว ขณะนัน้ ฝนตก
ลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารทั้งหลายพากันวิ่งหลบหนีฝนเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขายังคงเดินด้วย
อาการปกติ ทำให้พวกพราหมณ์ทั้งหลายรู้สึกแปลกใจ ประกอบกับต้องการจะเห็นลักษณะฟันของนาง
ดว้ ย จึงถามวา่ ทำไม เธอจึงไมว่ ง่ิ หลบหนีฝนเหมอื นกับหญงิ อืน่ ๆ นางวสิ าขาตอบว่า ชน 4 พวก เม่อื วงิ่ จะ
ดูไมง่ าม ได้แก่
1. พระราชา ผ้ทู รงประดับดว้ ยเครื่องอาภรณพ์ รอ้ มสรรพ
90
2. บรรพชติ ผ้คู รองผา้ กาสาวพัสตร์
3. สตรี ผู้ชอื่ วา่ เปน็ หญงิ ทั้งหลาย (นอกจากจะดูไมง่ ามแล้วอาจเกิดอบุ ัตเิ หตุ จนเสียโฉมหรือพกิ าร
จะทาให้เส่ือมเสยี และหมดคุณค่า)
4. ชา้ งมงคล ตัวประดับด้วยเครอ่ื งอาภรณ์สำหรบั ช้าง
พวกพราหมณ์ได้เห็นปัญญาอันฉลาดและคุณสมบัติเบญจกลั ยาณี ครบทุกประการแลว้ จึงขอให้
นางพาไปที่บ้านเพื่อทาการสู่ขอต่อพ่อแม่ตามประเพณี เมื่อสอบถามถึง ชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติก็
ทราบว่า มีเสมอกัน จึงสวมพวงมาลัยทองให้นางวิสาขาเป็นการหมั้นหมายและกำหนดวันอาวาหมงคล
ธนัญชัญเศรษฐี ได้สั่งให้ช่างทองทำเครื่องประดับ ชื่อ มหาลดาปสาธน์ เพื่อมอบให้แก่ลูกสาว ซึ่งเป็น
เครือ่ งประดบั ชนดิ พิเศษ เปน็ ชดุ ยาวติดต่อกันตง้ั แตศ่ ีรษะจรดปลายเทา้ ประดับด้วยเงินทองและรตั นอันมี
ค่าถงึ 9 โกฏกิ หาปณะ ค่าแรงฝีมอื ช่างอีก 1 แสน เป็นเครื่องประดบั ท่ีหญิงอน่ื ๆ ไมส่ ามารถจะประดับได้
เพราะมีน้ำหนักมาก นอกจากนี้ ธนัญชัยเศรษฐียังได้มอบทรัพย์สินเงินทองของใช้ต่าง ๆ รวมทั้งข้าทาส
บริวารและฝูงโคอีกจำนวนมากมายมหาศาล อีกทั้งส่งกุฏุมพีผู้มีความชำนาญพิเศษด้านต่าง ๆ ไปเป็นที่
ปรกึ ษาดแู ลประจาตัวอกี 8 นายดว้ ย
ก่อนที่นางวิสาขาจะไปสู่ตระกูลของสามี ธนัญชัยเศรษฐีได้อบรมมารยาทสมบัติ ของกุลสตรี
ผ้จู ะไปสู่ตระกลู ของสามี โดยใหโ้ อวาท 10 ประการ เปน็ แนวปฏบิ ัติ คือ
โอวาทข้อที่ 1 ไฟในอย่านาออก หมายความว่า อย่านาความไม่ดีของพ่อผัว แม่ผัว และสามี
ออกไปพูดใหค้ นภายนอกฟงั
โอวาทข้อที่ 2 ไฟนอกอย่านาเข้า หมายความว่า เมื่อคนภายนอกตาหนิพ่อผัว แม่ผัว และสามี
อย่างไร อย่านามาพดู ให้คนในบา้ นฟงั
โอวาทข้อท่ี 3 ควรใหแ้ ก่คนท่ีใหเ้ ท่าน้ัน หมายความว่า ควรใหแ้ ก่คนทีย่ มื ของไปแลว้ แลว้ นามาส่งคนื
โอวาทข้อที่ 4 ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายความว่า ไม่ควรให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วแล้วไม่นามา
ส่งคนื
โอวาทข้อที่ 5 ควรให้ทั้งแก่คนที่ให้และไม่ให้ หมายความว่า เมื่อญาติมิตร ผู้ยากจนมาขอความ
ชว่ ยเหลอื พึ่งพาอาศัย เม่ือให้ไปแล้วจะใหค้ นื หรือไม่ใหค้ ืน กค็ วรให้
โอวาทข้อท่ี 6 พึงน่ังให้เป็นสขุ หมายความว่า ไมน่ ่งั ในท่กี ีดขวางพอ่ ผัว แม่ผัว และสามี
โอวาทขอ้ ท่ี 7 พึงนอนใหเ้ ป็นสขุ หมายความว่า ไมค่ วรนอนก่อนพ่อผัว แมผ่ วั และสามี
โอวาทข้อที่ 8 พึงบริโภคให้เป็นสุข หมายความว่า ควรจัดให้พ่อผัว แม่ผัว และสามีบริโภคแล้ว
ตนจงึ บริโภคภายหลัง
91
โอวาทขอ้ ที่ 9 พึงบาเรอไฟ หมายความว่า ให้มีความสานึกอยเู่ สมอว่า พอ่ ผวั แม่ผัว และสามีเป็น
เหมือนกองไฟ และพญานาคที่จะต้องบารงุ ดแู ล
โอวาทข้อที่ 10 พึงนอบนอ้ มเทวดาภายใน หมายความว่า ให้มีความสานึกอยู่เสมอว่าพ่อผัว แม่
ผัว และสามเี ปน็ เหมอื นเทวดาทจ่ี ะต้องใหค้ วามนอบน้อม
เมอ่ื นางวิสาขา เข้ามาสตู่ ระกูลของสามีแล้ว เพราะความท่เี ป็นผ้ไู ดร้ บั การอบรม ส่งั สอนเปน็ อย่าง
ดีตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีน้ำใจเจรจาไพเราะ ให้ความเคารพผู้ทีม่ ีวัยสูงกว่าตน
จึงเป็นที่รักใคร่และชอบใจของคนทั่วไป ยกเว้นมิคารเศรษฐีผู้เป็นบิดาของสามีซึ่งมีจิตฝักใฝ่ในนักบวช
อเจลกชีเปลือย โดยให้ความเคารพนบั ถอื ว่าเปน็ พระอรหันตแ์ ละนมิ นต์ให้มาบริโภคโภชนาหารที่บ้านของ
ตนแล้ว สั่งให้คนไปตามนางวิสาขามาไหว้พระอรหันต์ และให้มาช่วยจัดเลี้ยงอาหารแก่อเจลกชีเปลือย
เหล่านั้นด้วย นางวิสาขา ผู้เป็นอริยสาวิกาชั้นพระโสดาบัน พอได้ยินคำว่าพระอรหันต์ ก็รู้สึกปีติยินดี
รบี มายังเรือนของมคิ ารเศรษฐี แตพ่ อไดเ้ หน็ อเจลกชีเปลอื ย ก็ตกใจ จงึ กลา่ วว่า ผู้ไม่มีความละอายเหล่านี้
จะเปน็ พระอรหันตไ์ ม่ได้ พร้อมทัง้ กลา่ วตเิ ตียนมิคารเศรษฐีแล้วกลับทีอ่ ยขู่ องตน ตอ่ มาอกี วนั หนง่ึ ขณะท่ีมิ
คารเศรษฐีกาลังบริโภคอาหารอยู่ โดยมีนางวสิ าขาคอยปรนนบิ ัติอยู่ใกล้ ๆ ได้มีพระเถระเที่ยวบณิ ฑบาต
ผ่านไปมา หยุดยืนที่หน้าบ้านของมิคารเศรษฐี นางวิสาขาทราบดีว่า เศรษฐีแม้จะเห็นพระเถระแล้วก็ทำ
เป็นไม่เห็น นางจึงกล่าวกับพระเถระว่า นิมนต์พระคุณเจ้าไปข้างหน้าก่อนเถิด ท่านเศรษฐีกำลังบริโภค
ของเก่าอยู่ เศรษฐี ได้ฟงั ดังนั้นแล้วจงึ โกรธเป็นท่ีสุด หยดุ บรโิ ภคอาหารทนั ที แล้วส่ังให้บริวารจับและขับ
ไล่นางวสิ าขาให้ออกจากบ้านไป แต่ก็ไม่มใี ครกลา้ เข้ามาจับ นางวิสาขาขอชี้แจง แก่กุฏุมพีทั้ง 8 จึงกล่าว
กบั เศรษฐีวา่ เร่อื งน้ีนางวสิ าขาไมม่ ีความผิด เมื่อมคิ ารเศรษฐี ฟังคำชี้แจงของลกู สะใภ้แล้วก็หายโกรธขัด
เคือง และกล่าวขอโทษนางพร้อมทั้งอนุญาตให้นางนมิ นต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุมารับอาหาร
บณิ ฑบาต ในเรอื นตน นางวสิ าขาจึงกล่าว คณุ พอ่ ดิฉนั ยกโทษท่คี วรยกใหแ้ ก่คุณพอ่ แต่ดิฉันเป็นธิดาของ
ตระกูลผู้มีความเลอ่ื มใสอนั ไม่งอ่ นแงน่ ในพระพุทธศาสนา พวกดฉิ นั เว้นภิกษสุ งฆแ์ ลว้ เปน็ อยู่ไมไ่ ด้ หากให้
ดิฉันไดม้ ีโอกาสเพอื่ บำรุงภิกษุสงฆ์ตามความพอใจของดฉิ ัน ดฉิ นั จึงจักอยู่ เศรษฐกี ล่าววา่ แม่ เจ้าจงบำรุง
พวกสมณะของเจ้า ตามความชอบใจเถิด นางวิสาขา ให้คนไปทูลนิมนต์พระทศพล แล้วเชิญเสด็จให้เข้า
ไปสู่นเิ วศนใ์ นวันรุง่ ขึ้น ฝ่ายพวกสมณะเปลือย เม่อื รู้วา่ พระศาสดาเสด็จไปยังเรือนของ มิคารเศรษฐี จึงไป
น่ังล้อมเรือนไว้ ฝา่ ยนางวิสาขาเมือ่ ถวายน้ำทกั ษโิ ณทกแลว้ กส็ ่งขา่ วไปยงั มิคารเศรษฐีว่า ดิฉนั ตกแต่งเครื่อง
สกั การะทั้งปวงไว้แล้ว เชญิ พอ่ ผัวของดฉิ นั มาอังคาสพระทศพลเถิด ครง้ั น้นั พวกอาชวี กห้าม มิคารเศรษฐี
ผู้อยากจะมาว่า คฤหบดี ท่านอย่าไปสู่สำนักของพระสมณโคดมเลย เศรษฐี ส่งข่าวไปว่า สะใภ้ของฉัน
จงอังคาสเองเถิด นางวสิ าขาจงึ อังคาสภกิ ษุสงฆ์ มีพระพทุ ธเจ้าเปน็ ประมุข เม่อื เสร็จภตั กิจแล้ว ได้ส่งข่าว
92
ไปอีกว่า เชิญพ่อผัวของดิฉัน มาฟังธรรมกถาเถิด เศรษฐีนั้นคิดว่า การไม่ไปคราวนี้ ไม่สมควรอย่างย่ิง
และเพราะความท่ตี นอยากฟังธรรมดว้ ย จงึ ออกเดนิ ทางไปยงั เรอื นของสะใภ้
คราน้นั พวกอาชวี กเหน็ วา่ หา้ มมคิ ารเศรษฐไี วไ้ ม่ไดแ้ ลว้ จงึ กล่าวกะเศรษฐที กี่ ำลัง จะออกเดนิ ทาง
ว่าถ้ากระนัน้ ทา่ นเม่ือฟงั ธรรมของพระสมณโคดม จงน่งั ฟังภายนอกม่าน ดงั นี้ แลว้ จึงรีบล่วงหน้าไปก่อน
เศรษฐนี ัน้ แล้วกไ็ ปจดั แจงกัน้ ม่านไว้เพอื่ ให้เศรษฐนี ั้นน่ังภายนอกม่านท่ีตนกนั้ ไว้น้ัน เศรษฐีเม่ือไปถึงก็น่ัง
อยภู่ ายนอกมา่ น พระศาสดา ตรสั ว่า “ทา่ นจะนง่ั นอกมา่ นกต็ าม ท่ฝี าเรอื นคนอน่ื ก็ตาม ฟากภูเขาหินโน้น
ก็ตาม ฟากจักรวาลโน้นก็ตาม เราช่ือว่าเป็นพระพุทธเจ้า ย่อมอาจจะให้ท่านได้ยินเสียงของเราได้” ดังน้ี
แล้ว ทรงเริ่มอนุปุพพีกถาเพื่อแสดงธรรม ดุจจับต้นหว้าใหญ่สั่น และดุจยังฝน คือ อมตธรรมให้ตกอยู่
ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมอยู่ ชนผู้ยื่นอยู่ข้างหน้าก็ตาม ข้างหลัง ก็ตาม อยู่เลยร้อย
จักรวาล พันจกั รวาลก็ตาม อยู่ในภพอกนิษฐก์ ต็ าม ยอ่ มกลา่ วกันวา่ “พระศาสดา ย่อมทอดพระเนตรดูเรา
คนเดยี ว ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดยี ว แทจ้ ริง พระศาสดาเปน็ ดจุ ทอดพระเนตรดชู นนนั้ ๆ และเป็นดุจ
ตรัสกับคนนั้น ๆ โดยเจาะจง” นัยว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อุปมาดังพระจันทร์ ย่อมปรากฏเหมือน
ประทับยืนอยูต่ รงหน้าแห่งสัตวท์ ั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเหมือนพระจันทร์ลอยอยู่แล้วในกลางหาว
ย่อมปรากฏแก่ปวงสัตว์ว่า พระจนั ทรอ์ ย่บู นศรี ษะของเรา พระจนั ทร์อยูบ่ นศรี ษะของเรา ฉะน้ัน ได้ยินว่า
นี้เป็นผลแหง่ ทานท่ีพระพทุ ธเจ้าทั้งหลาย ทรงตดั พระเศียรท่ีประดับแลว้ ทรงควกั พระเนตรท่ีหยอดดีแล้ว
ทรงชำแหละเนอ้ื หทัยแล้วทรงบรจิ าคโอรสเชน่ กบั พระชาลี ธิดาเชน่ กบั นางกณั หาชินา ปชาบดเี ช่นกับนาง
มัทรี ให้แล้ว เพื่อเป็นทาสของผู้อ่ืน ส่วนมิคารเศรษฐีแมจ้ ะหลบอยู่หลังม่านก็มีโอกาสไดฟ้ ังธรรมด้วยจน
จบ และไดส้ ำเร็จ เป็นพระโสดาบนั บคุ คล เปน็ สัมมาทฏิ ฐบิ คุ คลต้ังแต่นนั้ เปน็ ต้นมา จงึ ได้ออกจากม่านตรง
เข้าไปหานางวิสาขาใช้ปากดูดถันลูกสะใภ้และประกาศให้ได้ยินทั่วกนั ณ ที่นั้นว่า ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป
ขอเธอจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางวิสาขาก็ได้นามว่า มิคารมารดา คนทั่วไป
นิยมเรยี กนางวา่ วิสาขามคิ ารมารดา
ในบรรดาอุบาสกิ าทงั้ หลาย นางวสิ าขานบั วา่ เปน็ ผู้มีบญุ สัง่ สมมาต้งั แต่อดีตชาติมาเป็นพิเศษกว่า
อบุ าสกิ าคนอน่ื ๆ หลายประการ เชน่
1. ลักษณะของผู้มีวัยงาม คือ แม้ว่านางจะมีอายุมาก มีลูกชาย-หญิง ถึง 20 คน ลูกเหล่าน้ัน
แต่งงานมลี ูกอกี คนละ 20 คน นางก็มีหลานนับได้ 400 คน หลานเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ 20 คน
นางวสิ าขามเี หลนนบั ได้ 8,000 คน ดังนนั้ คนจานวน 8,420 คน มีต้นกำเนดิ มาจากนางวสิ าขา นางมีอายุ
ยืน ได้เห็นหลาน ได้เห็นเหลนทุกคน แม้นางมีอายุถึง 120 ปี แต่ขณะเมื่อนั่งอยู่ในกลุ่มลูก หลาน เหลน
นางจะมีลักษณะวัยใกลเ้ คียงกับคนเหล่าน้นั คนพวกอื่นจะไม่สามารถทราบไดว้ ่านางวิสาขาคอื คนไหน แต่
93
จะสังเกตไดเ้ มอ่ื เวลาจะลกุ ข้นึ ยืน ธรรมดาคนหนุ่มสาวจะลกุ ได้ทันที แตส่ ำหรบั คนแก่จะต้องใช้มือยันพ้ืน
ชว่ ยพยุงกายและจะยกก้นขึ้นก่อน น่นั แหละจงึ จะทราบว่านางวิสาขาคือคนไหน
2. นางมกี ำลังมากเทา่ กบั ช้าง 5 เชอื กรวมกนั คร้ังหน่ึง พระราชามีพระประสงค์ จะทดลองกำลัง
ของนางจงึ รับส่ังใหป้ ลอ่ ยช้างพลายตวั ท่มี ีกำลงั มากเพือ่ ใหว้ ิ่งชน นางวสิ าขาเหน็ ชา้ งว่ิงตรงเข้ามา จึงคิดว่า
ถ้ารับช้างนีด้ ้วยมือขา้ งเดียวแลว้ ผลักไป ช้างก็จะเปน็ อันตรายถงึ ชีวติ เราก็จะเป็นบาป ควรจะรักษาชวี ิต
ช้างไว้จะดีกว่า นางจงึ ใชน้ ิว้ มือเพียงสองน้วิ จบั ชา้ งทีง่ วงแล้วเหว่ยี งไป ปรากฏว่าชา้ งถงึ กบั ลม้ กลงิ้ แต่ไม่เปน็
อันตราย
โดยปกติ นางวิสาขาจะไปวัดวันละ 2 ครัง้ คอื เช้า-เยน็ และเมื่อไปกจ็ ะไม่ไปมือเปล่า ถ้าไปเวลา
เชา้ ก็จะมขี องเคีย้ วของฉนั เปน็ อาหารถวายพระ ถา้ ไปเวลาเยน็ กจ็ ะถือนา้ ปานะไปถวาย เพราะนางมีปกติ
ทาอย่างน้ีเป็นประจำ จนเปน็ ท่ที ราบกันดีทงั้ พระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาทงั้ หลาย แม้นางเองก็
ไม่กล้าท่ีจะไปวัดดว้ ยมือเปล่า ๆ เพราะละอายที่พระภิกษุหนุ่มสามเณรนอ้ ยต่างก็จะมองดูที่มือว่านางถือ
อะไรมา และก่อนที่นางจะออกจากวัดกลับบ้าน นางจะเดินเยี่ยมเยือนถามไถ่ความสุข ความทุกข์
และความประสงคข์ องพระภกิ ษุสามเณร และเย่ยี มภิกษุไขจ้ นทว่ั ถึงทกุ ๆ รูปกอ่ นแลว้ จึงกลบั บ้าน วนั หนึ่ง
เม่ือนางมาถงึ วัด ไดถ้ อดเคร่อื งประดับมหาลดาปสาธน์ มอบใหห้ ญงิ สาวผ้ตู ิดตามถอื ไว้ เมอ่ื เสรจ็ กิจการฟัง
ธรรมและเยี่ยมเยือนพระภิกษุสามเณรแล้ว ขณะเดิน กลับบ้าน ได้บอกหญิงรับใช้ส่งเครื่องประดับให้
แต่หญิงรับใช้ลืมไว้ทีศ่ าลาฟังธรรม นางจึงให้กลับไปนำมา แต่สั่งวา่ ถ้าพระอานนท์เกบ็ รกั ษาไวก้ ไ็ มต่ ้อง
เอาคืนมา ใหม้ อบถวายท่านไป เพราะนางคดิ ว่าจะไม่ประดบั เคร่อื งประดับท่ีพระคุณเจ้าถูกต้องสัมผัสแล้ว
ซง่ึ พระอานนท์ท่านก็มักจะเก็บรักษาของท่ีอุบาสกอุบาสกิ าลืมไวเ้ สมอ และกเ็ ป็นไปตามที่นางคิดไว้จริง ๆ
แต่นางก็กลับคิดได้อีกวา่ เครื่องประดับน้ีไม่มีประโยชน์แกพ่ ระเถระ ดังนั้น นางจึงขอรับคืนมาแล้วนามา
ขายในราคา 9 โกฏิ กบั 1 แสนกหาปณะ ตามราคาทุนท่ที ำไว้ แตก่ ็ไม่มีผูใ้ ด มที รพั ย์พอท่ีจะซ้อื ไวไ้ ด้ จึงซื้อ
เอาไว้เองซึ่งการนำทรัพย์เท่าจำนวนนั้นมาซื้อที่ดินและวัสดุก่อสร้างดำเนินการสร้างวัด ถวายเป็น
พระอารามประทับของพระพทุ ธเจา้ และเปน็ ทีอ่ ย่อู าศยั จำพรรษาของพระภิกษสุ งฆส์ ามเณร พระพทุ ธเจ้า
รับสัง่ ใหพ้ ระมหาโมคคัลลานะ เปน็ ผูอ้ ำนวยการดูแลการก่อสรา้ งซง่ึ มลี กั ษณะเป็นปราสาท 2 ชน้ั มหี อ้ งสา
รับพระภิกษุพกั อาศัยช้ันละ 500 ห้อง โดยใช้เวลาในการก่อสร้างถึง 9 เดือน และเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ไดน้ ามวา่ วดั บพุ พาราม
โดยปกติ นางวิสาขาจะกราบทลู อาราธนาพระพทุ ธองค์พรอ้ มด้วยพระภกิ ษุสงฆ์มาฉนั ภัตตาหารท่ี
บา้ นเปน็ ประจำ เมอื่ การจัดเตรยี มภัตตาหารเสร็จเรยี บร้อยแลว้ ก็จะใหส้ าวใชไ้ ปกราบทลู อาราธนา พระ
พุทธองค์และพระภิกษสุ งฆ์ใหเ้ สดจ็ ไปยงั บ้านของนาง วันหนึ่ง สาวใช้ไดม้ าตามปกตเิ หมอื นทกุ วันแต่วันน้ัน
มีฝนตกลงมา พระสงฆ์จึงพากันเปลือยกาย อาบน้าฝน เม่ือสาวใช้มาเห็นเข้าก็ตกใจ เพราะความที่ตนมี
94
ปัญญาน้อยคิดวา่ เปน็ นกั บวชชีเปลือย จึงรีบกลับไปแจ้งแก่นางวิสาขาว่า ข้าแต่พระแมเ่ จา้ วันนีท้ ี่วดั ไมม่ ี
พระอยู่เลย เห็นแต่ชีเปลือยแก้ผ้าอาบน้ากันอยู่ นางวิสาขาได้ฟังคาบอกเล่าของสาวใช้แล้ว ด้วยความท่ี
นางเป็นพระอริยบุคคลช้ันโสดาบัน เป็นมหาอุบาสิกา เป็นผู้มีปัญญาศรัทธาเล่ือมใส มีความใกล้ชิดกบั
พระภิกษุสงฆ์ จึงทราบเหตุการณ์โดยตลอดว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุมีผ้าสำหรับใช้สอย
เพียง 3 ผืน คือ ผ้าจีวรสาหรับห่ม ผ้าสังฆาฏิสำหรับห่มซ้อน และผ้าสบงสำหรับนุ่ง ดังนั้น เมื่อเวลา
พระภิกษุจะอาบน้า จึงไม่มีผ้าสำหรับผลัด ก็จำเป็นต้องเปลือยกาย อาศัยเหตุนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ
ประทับท่ีบ้านและเสรจ็ ภัตกจิ แล้ว นางจงึ ไดเ้ ข้าไปกราบทลู ขอพร เพอ่ื ถวายผา้ อาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์
พระพุทธองค์ประทานอนุญาตตามที่ขอนั้น และนางเป็นบุคคลแรกที่ได้ถวายผ้าอาบน้าฝนแก่พระภิกษุ
สงฆ์ นางวิสาขา ได้ชื่อวา่ เป็นมหาอบุ าสิกาผู้ย่ิงใหญ่ เป็นยอดแหง่ อุปัฏฐายิกา ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ด้วยวัตถุจตุปัจจัยไทยทานต่าง ๆ ทั้งที่ถวายเป็นของสงฆ์ส่วนรวม และถวายเป็นของส่วนบุคคล คือแก่
พระภิกษแุ ต่ละรปู ๆ การทำบุญของนางนบั วา่ ครบถว้ นทุกประการตามหลักของบญุ กริยาวัตถุ ดงั คำทน่ี าง
เปล่งอุทานในวันฉลองวัดบพุ พาราม ที่นางสร้างถวายนั้นด้วยคำว่า ความปรารภใด ๆ ที่เราตั้งไว้ในกาล
ก่อน ความปรารถนานั้น ๆ ทั้งหมดของเราได้สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทุกประการแล้ว ความปรารถนา
เหล่าน้ัน คือ
1. ความปรารถนาที่จะสร้างปราสาทฉาบด้วยปูนถวายเปน็ วหิ ารทาน
2. ความปรารถนาทจี่ ะถวายเตียง ต่ัง ฟูก หมอน เป็นเสนาสนภัณฑ์
3. ความปรารถนาทีจ่ ะถวายสลากภัตเปน็ โภชนทาน
4. ความปรารถนาทจ่ี ะถวายผา้ กาสาวพัสตร์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย เป็นจีวรทาน
5. ความปรารถนาท่ีจะถวายเนยใส เนยขน้ น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำออ้ ย เปน็ เภสัชทาน
ความปรารถนาเหลา่ นน้ั ของนางวสิ าขาสำเร็จครบถ้วนทกุ ประการ สร้างความเอิบอมิ่ ใจแก่นางยิ่ง
นกั นางจึงเดินเวียนเทียนรอบปราสาทอนั เปน็ วหิ ารทานพรอ้ มท้ังเปลง่ อุทานดงั กล่าว พระภกิ ษุทั้งหลายได้
เหน็ กริ ยิ าอาการของนางแลว้ ตา่ งกร็ ู้สกึ ประหลาดใจไม่ทราบว่าเกิดอะไรข้นึ กับนาง จงึ พร้อมใจกันเข้าไป
กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่ได้พบเห็นและรู้จักนางวิสาขาก็เป็นเวลานาน
พวกข้าพระองค์ ไม่เคยเห็นนางขับร้องเพลงและแสดงอาการอย่างนีม้ าก่อน แต่วันนี้นางอยู่ในท่ามกลาง
การแวดล้อมของบรรดาบุตรธิดาและหลาน ๆ ได้เดินเวียนรอบปราสาทและบ่นพึมพาคล้ายกับร้องเพลง
เข้าใจวา่ ดขี องนางคงจะกำเรบิ หรือไม่นางกค็ งจะเสียจรติ ไปแล้วหรอื อย่างไรพระเจา้ ข้า พระพทุ ธองค์ตรัส
แกภ่ กิ ษเุ หลา่ นัน้ ว่า ภิกษทุ ัง้ หลาย ธดิ าของเรามไิ ด้ขับร้องเพลงหรอื เสียจรติ อย่างทพ่ี วกเธอเขา้ ใจ แตท่ ่ีธิดา
ของเราเป็นอย่างนั้น ก็เพราะความปีติยินดี ที่ความปรารถนาของตนที่ตั้งไว้นั้นสำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ทุก
ประการ นางจึงเดินเปล่งอทุ านออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ ด้วยเหตุที่นางไดอ้ ุปถัมภ์บำรุงพระภกิ ษสุ งฆ์
95
และไดถ้ วายวัตถุจตุปจั จยั ในระพทุ ธศาสนา เปน็ จำนวนมาก ดังกลา่ วมา พระพุทธเจา้ จงึ ไดท้ รงประกาศยก
ย่องนางในตำแหน่งเอตทคั คะ เปน็ ผ้เู ลิศกวา่ อุบาสิกาทัง้ หลายในฝ่ายผู้เป็นทายกิ า
96
25. มัลลิกาเทวี
พระนางมัลลกิ าเทวี เป็นพระอัครมเหสขี องพระเจา้ ปเสนทโิ กศล ขณะน้นั นางมีอายุได้ 16 ปี เป็น
ธิดาของนายมาลาการ หรือช่างดอกไม้ อาศัยอยู่ที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล มีนามเดิมว่า สิรจิต นาง
เป็นผู้มีบุญมาก มีรูปร่างผิวพรรณงดงามรวมถึงเป็นผู้มีปัญญา เฉลียวฉลาด และมีความกตัญญูกตเวที
ทุก ๆ วนั นางจะช่วยการงานของบิดาโดยไปเกบ็ ดอกไม้มาใหบ้ ิดาทำพวงมาลัย
อยู่มาวนั หนึ่ง นางได้นำเอาขนมถ่ัวใส่กระเชา้ ดอกไม้ ไปยังสวนดอกไม้ ได้พบพระพุทธเจ้ากับทง้ั
พระภกิ ษุสงฆ์ เสดจ็ เข้าไปบิณฑบาตในพระนคร กด็ ีใจ ไดเ้ อาขนมเหล่าน้นั ใส่ลงในบาตรของพระพุทธเจ้า
เมื่อไหว้แลว้ ก็เกิดปีติมีพระพุทธเจา้ เป็นอารมณ์แล้วยนื นิ่งอยู่ เมื่อพระพุทธองค์ทอดพระเนตรแล้วกท็ รง
แสดงอาการแย้มให้ปรากฏ พระอานนท์จงึ ทลู ถามถึงสาเหตุท่ที รงแยม้ พระองคต์ รสั ว่า อานนท์ กุมาริกา
นี้จะได้เป็นอัครมเหสีของพระราชาโกศลในวันนี้ ด้วยผลที่ถวายขนมถ่ัว จากนั้นธิดาของชา่ งดอกไม้ไปถงึ
สวนดอกไม้ ร้องเพลงไปพลางเก็บดอกไม้ ขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลสู้รบพ่ายแพ้พระเจ้าอชาตศัตรู
แล้วทรงม้าเสด็จหนีมาถงึ สวนดอกไม้ ได้สดบั เสียงเพลง กเ็ กิดความพอพระทัยตอ่ เจ้าของเสียง เสด็จเข้า
ไปที่สวนดอกไมส้ นทนาจนได้ความว่า กุมาริกาน้ันยงั ไมม่ ีสามี จึงโปรดให้ขึ้นหลงั ม้า เข้าสู่พระนคร และ
โปรดใหพ้ านางไปสู่เรือนตระกูล พอถงึ เวลาเยน็ ก็โปรดให้มารบั ด้วยสกั การะใหญ่ อภิเษกบนกองแก้วแล้ว
ตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี ด้วยความเป็นผู้มีปญั ญาและความเฉลียวฉลาด ทำให้พระนางมัลลกิ าทรงเป็นท่ี
97
โปรดปรานของพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นอย่างมาก ได้ถวายทานที่ไม่มีใครเหมือน เรียกทานนี้ว่า
อสทสิ ทาน
สมยั หนึง่ เม่อื พระพทุ ธเจ้าทรงจารกิ พร้องทง้ั พระภิกษุบริวารจานวน 500 รปู เสด็จเขา้ ไปถึง วัด
พระเชตวัน เมอื งสาวตั ถี แควน้ โกศล พระเจ้าปเสนทโิ กศลได้เข้าเฝ้า กราบทูลอาราธนาเพ่อื จะถวาย อาคันตุ
กทาน ในวนั รงุ่ ข้ึน ( อาคนั ตกุ ะ คอื ผู้มา ) คือถวายทานแด่พระพุทธเจา้ และพระภิกษุสงฆท์ ัง้ หมดที่ตามเสด็จ
มาด้วย แล้วตรัสเรียกชาวนครว่า จงมาดทู านของเราเถิด เมอ่ื ชาวบา้ นได้เห็นทานของพระราชา กไ็ ด้อาราธนา
พระพุทธเจ้า เพื่อเตรียมถวายทานบ้าง โดยถวายทานอันประณีตและมากยิ่งกว่าพระราชา ชาวบ้านและ
พระราชาทาสลับกันไปมา กลายเป็นการแขง่ กนั ทำบุญไปโดยไมร่ ตู้ วั พระเจ้าปเสนทโิ กศล กไ็ ม่อาจจะหาของ
แปลก ๆ พิสดารกว่าชาวบ้าน เพราะว่าชาวบ้านมีมาก ย่อมหาของพสิ ดารกวา่ เมื่อเปน็ ดังนี้ ทำให้เกิดความ
วิตกว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้ทานได้แปลกและดีกว่าชาวบ้าน ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลกลุ้มพระทัยมาก
เวลานั้นพระนางมัลลิกาได้มาเข้าเฝ้า พระราชาจึงตรัสถามขอความช่วยเหลือจากพระนาง พระนางมัลลิกา
เทวีต้องการท่จี ะถวายอสทิสทาน (ทานที่ไมม่ ใี ครเหมือน) อยู่แลว้ เม่อื พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระประสงค์จะ
ถวายทาน อนั ย่ิงกวา่ ชาวนคร จึงกราบทูลให้พระองคร์ ับสงั่ ทำดงั นี้ คือ
1) ให้ทำมณฑปดว้ ยไม้สาละไวส้ ำหรับพระสงฆ์ 500 รปู นง่ั และใช้ไม้ขานาง เอาไวถ้ ่างขาทำเป็น
โตะ๊ ส่วนพระทเี่ กินจาก 500 รูปนนั้ นงั่ อยู่นอกวงเวยี น
2) ให้ทำเศวตฉัตร 500 คนั
3) ใหใ้ ช้ช้าง 500 เชอื ก ถือเศวตฉตั รก้ันอยู่เบอ้ื งหลงั พระภกิ ษุสงฆ์ 500 รปู
4) ให้ทำเรอื ทท่ี ำจากทองคำแท้ ๆ 8 ลำ หรอื 10 ลำ เรอื เหลา่ นี้จะอย่ทู า่ มกลางมณฑป
5) ให้เจ้าหญิง 1 องค์ นั่งบดของหอมท่ามกลางพระภิกษุ 2 รูป และเจ้าหญิง 1 องค์จะถือพัด
ถวายแด่พระภิกษุ 2 รปู ดังนน้ั ภกิ ษุ 500 รูป กม็ ีเจา้ หญิง 500 องค์
6) เจา้ หญิงทเ่ี หลือ จะทำของหอมท่ีบดแลว้ ไปใสใ่ นเรือนท่ามกลางมณฑปทุก ๆ ลา เจ้าหญิงบาง
พวกจะถือดอกอุบลเขียวหรือดอกบัวเขยี วเคล้าของหอม เพ่อื ให้ภิกษุรบั เอากลน่ิ อบ (เจ้าหญงิ ส่วนใหญ่จะ
เป็นธิดาของกษัตริย์ และเป็นธิดาของกษัตริย์ข้างเคียง คือ น้อง ๆ รองลงไป ซึ่งสมัยนั้น พระราชามี
พระมเหสีถึง 100 กว่าพระองค์ จึงไม่เป็นทีป่ ระหลาดใจหากวา่ จะมีเจา้ หญิงถึง 1,000 กวา่ พระองค์) ทำ
เชน่ น้ีแล้ว ก็จะชนะประชาชนชาวพระนคร เน่ืองดว้ ยชาวพระนครไม่มเี จ้าหญิง ไม่มีเศวตฉัตร และไม่มีชา้ ง
มากเทยี บกับพระราชาได้ เมอ่ื พระราชาได้สดบั เชน่ นั้นแลว้ ก็ทรงดีพระทยั รบั สัง่ ให้ตามท่ีพระนางมัลลิกา
เทวกี ราบทูลทกุ ประการ
เมื่อพระเจา้ ปเสนทโิ กศลรบั สัง่ ใหจ้ ัดเตรียมทกุ อย่างแล้ว ปรากฏวา่ นบั ช้างอยา่ งไร ก็ไม่พอสำหรับ
พระภกิ ษุ 1 รปู กลา่ วคือ ช้างมมี าก แตช่ ้างเซ่ืองน้นั มไี มพ่ อ จะเหลอื กแ็ ต่ช้างที่ดุร้าย พระราชาจึงตรัสแก่
98
พระนางมลั ลิกาให้ทราบความตลอดแลว้ ตรสั ถามวา่ จะทำอย่างไรดี เพราะพระองค์เกรงวา่ ช้างดุร้ายจะ
เข้าทำร้ายพระสงฆ์ พระนางมัลลิกาได้กราบทูลว่า ทราบว่ามีช้างดุร้ายเชือกหนึ่งที่ถึงแม้จะดุร้าย
ก็สามารถจะปรามได้ด้วยกำลังใจ เมื่อพระราชา ยังไม่ทรงทราบว่าจะทำได้อยา่ งไร นางจึงกราบทลู อกี วา่
ใหช้ ้างทีด่ ุร้ายนนั้ ยืนใกล้ ๆ พระผู้เป็นเจ้า นามว่าองคุลมิ าล เนื่องด้วยชา้ งเชือกนี้ เคยต่อส้กู บั องคุลิมาลมา
มใิ ช่นอ้ ย แตเ่ วลาน้ที า่ นเป็นพระอรหันตแ์ ลว้ ก็ได้อาศยั บารมขี องท่านทำใหล้ กู ชา้ งอยู่ในอาการสงบ ใชห้ าง
สอดเข้าไปในระหว่างขา ตั้งหูทั้งสองขึ้น ยืนหลับตาอยู่ มหาชนได้แลดูช้างที่ดุร้าย ยืนทรงเศวตฉัตรเพ่ือ
พระองคุลิมาลเถระ ก็มีความคิดว่า ช้างดุร้ายปานน้ัน พระองคลุ มิ าลเถระ ยอ่ มปราบพยศได้ เมอ่ื จดั เตรียม
เรียบร้อยแล้ว พระราชาได้กราบทูลพระพทุ ธเจ้าว่า หม่อมฉันขอถวายสิ่งของทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรือน
ทอง เตียง ตั่ง รวมทรัพย์ทั้งหมดที่พระราชาถวายในวันเดียวถึง 14 โกฏิ รวมทั้งเศวตฉัตรหนึ่ง บัลลังก์
สำหรับน่ังหนึ่ง เชิงบาตรหนึ่ง ตั่งสำหรับ เช็ดเท้าหนึ่งซ่ึงเป็นของมีราคาสูง ประมาณค่าไม่ได้ อสทิสทาน
เป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า พระพุทธเจ้า 1 องค์ จะมีคนถวายอสทิสทานครั้งเดียวในชีวิต
และคนทจ่ี ะถวายอสทิสทานไดน้ นั้ ตอ้ งเป็นผ้หู ญงิ
พระนางมัลลิกาเทวีนั้น ไม่มีพระราชโอรส เมื่อทรงพระครรภ์ใกล้คลอด พระเจ้าปเสนทิโกศล
ปรารถนาจะได้พระราชโอรส เมื่อประสูติแล้ว ปรากฏว่าเป็นพระราชธิดา ยังความผิดหวังมาแด่
พระเจ้าปเสนทิโกศลพระองค์จึงทรงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อปรับทุกข์ พระองค์ตรัสปลอบพระทัยว่า
พระโอรสหรือธิดาน้ัน ไม่สำคัญ เพศไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกความแตกต่างในด้านความสามารถ สตรีที่มี
ความเฉลยี วฉลาดประพฤติธรรม และเปน็ มารดาของบคุ คลสำคญั ยอ่ มประเสริฐกว่าบุรุษ ด้วยพระดำรัสน้ี
ยงั ความพอพระทยั แกพ่ ระเจ้าปเสนทโิ กศลเป็นอย่างมาก
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่า พระนางรักพระองค์หรือไม่รักมาก
เพยี งใด พระนางมลั ลิกาตอบวา่ พระนางรักตนเองมากกว่าสิง่ ใด เมอ่ื ไดส้ ดับ เชน่ น้ัน พระเจ้าปเสนทิโกศลก็
เกิดความน้อยพระทัย ทรงคิดว่า พระนางไม่ได้รักพระองค์เสมอชีวิตนาง เมื่อได้โอกาส ได้กราบทูล
พระพุทธเจ้าด้วยเรื่องน้ี พระพุทธองค์ตรัสว่า ที่พระนางมัลลิกาเทวีตอบมานั้น ถูกต้องแล้ว เพราะความรกั
ทั้งหลายในโลกย่อมไม่มีความรักใดเทียมความรักที่มีต่อตนเองได้ พระนางมัลลิกาเทวีทรงยึดมั่นในสัจจะ
ตรัสความจริงเช่นนี้แล้ว พระราชาควรจะชื่นชมยินดี พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟังแล้วจึงคลายความน้อย
พระทัยลง
ครั้นอยู่ต่อมา วันหนึ่ง พระนางมัลลิกาเทวี เสด็จเข้าไปยังซุ้มสำหรับสรงสนาน ทรงชำระ
พระโอษฐ์แล้ว ทรงนอ้ มพระสรรี ะลงปรารภเพื่อจะชำระพระชงฆ์ มีสนุ ขั ตัวโปรด ตวั หนงึ่ เข้าไปพร้อมกับ
พระนางทีเดียว มันเห็นพระนางน้อมลงเช่นนัน้ จึงเริ่มจะทำอสัทธรรมสันถวะ มันเห็นพระนางทรงยนิ ดี
ผัสสะของมัน จึงได้ประทับยืนอยู่ พระราชาทรงทอดพระเนตรทางพระแกลในปราสาทชั้นบน ทรงเห็น
99
กริ ยิ านนั้ ในเวลาพระนางเสด็จ มาจากซ้มุ น้ำนน้ั จึงตรัสวา่ หญิงถอ่ ย จงฉบิ หาย เพราะเหตุไร เจา้ จึงได้ ทำ
กรรมเหน็ ปานนี้
พระนางทูลว่า ผู้ใดผู้หนึ่งเข้าไปซุ้มน้ำนี้ ผู้เดียวเท่านั้น ก็ปรากฏเป็น 2 คน แก่ผู้ที่แลดูทาง
พระแกลน้ี พระเจ้าขา้ ถา้ พระองคไ์ มท่ รงเชอ่ื หม่อมฉนั ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปยงั ซ้มุ น้ำนนั้ หม่อมฉัน
จะแลดูพระองค์ทางพระแกลนี้ พระราชาตดิ จะเขลา จึงทรงเชื่อถ้อยคำของพระนาง แล้วเสด็จเข้าไปยงั
ซุ้มน้ำ ฝ่ายพระนางเทวีนั้น ทรงยืนทอดพระเนตรอยู่ที่พระแกล ทูลว่า มหาราชผู้มืดเขลา ชื่ออะไรนั้น
พระองค์ทรงทำสันถวะกับนางแพะ แม้เมื่อพระราชาจะตรัสว่า นางผู้เจริญฉันมิได้ทำกรรมเห็นปานนั้น
กท็ ลู วา่ แมห้ ม่อมฉนั เหน็ เองหม่อมฉันจะเชือ่ พระองค์ไม่ได้ พระราชทรงสดบั คำนั้นแลว้ กท็ รงเชอื่ ว่า ผู้เขา้
ไปซุ้มน้ำนี้ ผู้เดยี วเท่านั้น กย็ ่อมปรากฏเป็น 2 คนแน่ พระนางมลั ลิกา ทรงดำริวา่ พระราชาน้ี อนั เราลวง
ได้แล้ว ก็เพราะพระองค์โง่เขลา เราทำกรรมชั่วแล้ว ก็พระราชานี้ เรากล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง แล
แม้พระพุทธเจ้า จะทรงทราบกรรมนี้ของเรา พระอัครสาวกทั้ง 2 ก็ดี พระอสีติมหาสาวกก็ดี ย่อมทราบ
ตายจริง เราทำกรรมหนักแล้ว ในเวลาจะส้นิ พระชนม์ พระนางมัลลกิ าน้ัน มิไดท้ รงนกึ ถงึ การบริจาคใหญ่
เห็นปานน้ัน ทรงระลึกถงึ กรรมอันลามกนั้นอย่างเดียว ส้นิ พระชนมแ์ ลว้ กบ็ ังเกิดในอเวจี ไหมใ้ นนรกตลอด
7 วนั เทา่ น้ัน ในวันท่ี 8 จตุ จิ ากทน่ี ้นั แล้ว เกิดในดสุ ติ ภพ
เมื่อพระนางได้สิ้นพระชนม์ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์
ทรงบันดาลด้วยฤทธิ์ให้พระเจ้าปเสนทิโกศลลืมที่ถามเรื่องพระนางมัลลิกาเทวี เพราะหากว่า พระเจ้าป
เสนทิโกศลทราบว่า พระนางบงั เกดิ ในอเวจีนรกกจ็ ะไม่อยากทำบญุ อกี ต่อไป เพราะพระนางมลั ลกิ าเทวีน้ัน
ทำบุญไว้มากยงั ตกนรก พอผ่านไป 7 วันแล้ว พระพุทธองค์ทรงคลายฤทธิ์พระเจา้ ปเสนทิโกศลก็ทรงถาม
ว่า ณ เวลานี้ พระนางมัลลิกาเทวีไปเกดิ ที่ไหน พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ณ เวลานี้พระนางไปบังเกิดใน
ดุสติ ภพ พระเจ้าปเสนทโิ กศล ได้ฟังพระพุทธดำรสั แล้ว ทรงหายจากความเศรา้ โสกเสียใจ กลับได้รบั ความ
ปีตเิ อิบอมิ่ ใจข้ึนมาแทน เม่ือควรแกเ่ วลาแลว้ กก็ ราบทลู ลากลับสพู่ ระราชนิเวศน์
100
วิชา ศาสนพิธี
ขอบขา่ ยเนอื้ หาศาสนพธิ ี ธรรมศกึ ษาชั้นโท ระดับอุดมศกึ ษาและประชาชนทั่วไป
บทนำ ความร้เู บือ้ งต้นเก่ียวกับศาสนพิธี
ศาสนพิธี แปลตามศัพท์ว่า พิธีทางศาสนา หมายถึง วิธี ระเบียบ แบบแผน หรือแบบอย่างที่ใช้
ปฏิบัติทางศาสนา เมื่อนำมาใช้ในพระพุทธศาสนา จึงหมายถึง ระเบียบแบบแผน หรือแบบอย่างที่พึง
ปฏบิ ัติในพระพุทธศาสนา
ศาสนพิธี เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกศาสนา แต่มีความแตกต่างกันไปตามความเชื่อและ คำสอนของ
ศาสนาหรือลัทธินั้น ๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง เมื่อมีศาสนาเกิดขึ้นแล้ว จึงมีพิธีกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น
ตามมา เมื่อศาสนานั้น ๆ มีผู้นับถือมากขึ้น พิธีกรรมชนิดเดียวกันอาจมีการปฏิบัติเหมือนกันบ้าง
แตกตา่ งกนั บ้างในศาสนิกชนต่างกลุ่มต่างพ้ืนที่ ต่อมานกั ปราชญ์ทางศาสนานั้น ๆ จงึ ได้วางระเบียบแบบ
แผนในการปฏิบัตพิ ิธีกรรมแต่ละพิธไี ว้เป็นแบบอย่าง เพอื่ ใหก้ ารปฏิบัตพิ ิธีกรรมเรื่องนั้น ๆ เป็นไปในทาง
เดียวกัน เรียกชื่อว่า ศาสนพิธี ท่านผู้รู้บางท่านเปรียบพิธีกรรม หรือศาสนพิธีว่าเป็นเหมือนเปลือก หรือ
กระพที้ ่ีห่อหมุ้ แก่นของต้นไม้ คือ แก่นแทข้ องศาสนาไว้ แตค่ วามจรงิ ท้ังสองสว่ นน้ีจะต้องอาศัยกันและกัน
กลา่ วคือ หากไมม่ ีแกน่ แท้ของศาสนา ศาสนพิธกี อ็ ยไู่ ดไ้ มน่ าน หรือหากมีเฉพาะแกน่ แท้ของศาสนา แต่ไม่
มีศาสนพธิ ี แก่นแท้ของศาสนากอ็ ยู่ได้ไม่นาน เช่นเดียวกับต้นไมท้ ่มี แี ตเ่ ปลือก ไม่มีแก่น หรอื มแี ตแ่ กน่ ไม่มี
เปลือก ฉะน้ัน ปจั จบุ ันได้มีจุดหกั เหในการประกอบพิธกี รรม ต่าง ๆ ทางพระพทุ ธศาสนา อาจทาให้ผู้ที่ยัง
ไม่เข้าใจแก่นแท้ของหลักธรรมไปยึดถือว่า ศาสนพิธีนั้น คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ซึ่งนับว่าเป็น
อันตรายอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึงต้องศึกษาทาความเข้าใจให้ถูกต้องว่า อะไรคือเปลือก
อะไรคือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามความมุ่งหมายของ
หลักธรรมคำสอน