101
องคป์ ระกอบของศาสนา
ศาสนา แปลว่า คาสอน หมายถึง หลักธรรมคาสอนของศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนานั้น ๆ รวมท้ัง
หลกั ธรรมคาสอนของศาสนาท่ไี มม่ ศี าสดาผู้ก่อตัง้ ศาสนาโดยทวั่ ไป มอี งค์ประกอบทส่ี ำคญั 5 ประการ คอื
1. ศาสดา ผู้ก่อตั้งศาสนา ศาสนาที่มีผู้นับถือมากเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทย และได้รับการ
รับรองจากทางราชการ คือ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม สิกข์หรือซิกข์ ล้วนมีศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาทั้งส้นิ
ยกเว้นศาสนาพราหมณ์-ฮินดเู ทา่ นนั้ ไมม่ ีศาสดาผ้กู อ่ ตง้ั เปน็ ศาสนาที่นับถอื สบื ต่อกันมาแตโ่ บราณ
2. ศาสนธรรม หลกั ธรรมคำสอน ที่ศาสดาประกาศเผยแผ่แกช่ าวโลก
3. ศาสนิกหรือสาวก คอื ผู้รับฟังหลักธรรมคาส่ังสอนที่ศาสดาประกาศแล้ว มีศรัทธาเล่ือมใสและ
ปฏิบัตติ าม
4. ศาสนสถานหรือศาสนวัตถุ คือ สถานที่ใช้ประกอบพิธีของศาสนานั้น ๆ หรือ รูปเคารพของ
ศาสดา เปน็ ต้น
5. ศาสนพธิ ี คอื พธิ ีกรรมทางศาสนาซ่ึงแตกต่างกันไปตามความเชอื่ ในหลักธรรม คำสอน
ประโยชนข์ องศาสนพธิ ี
ศาสนพิธี แมจ้ ะได้รบั การเปรียบเทียบว่าเป็นเพยี งเปลอื กหรอื กระพี้ของศาสนากต็ าม แตศ่ าสนพิธี
ทป่ี ฏบิ ตั ิไดถ้ ูกตอ้ ง เรียบรอ้ ย มีประโยชนท์ ้งั แก่ศาสนาและผู้ปฏบิ ตั ิ คือ
1. ทำใหพ้ ิธีมีความถูกต้องเรยี บร้อยงดงาม สำเรจ็ ประโยชนต์ ามวตั ถปุ ระสงค์
2. เพมิ่ ความศรัทธา ปสาทะ ความเชือ่ ความเล่ือมใสแก่ผูพ้ บเห็น
3. เปน็ เครือ่ งแสดงเกียรติยศของเจ้าภาพและผูร้ ่วมพิธี
4. เปน็ การรกั ษาวฒั นธรรมประเพณีท่ีดีงามของชาตไิ ว้
102
บทท่ี 1 พิธบี ำเพ็ญกศุ ลในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา
ทุกศาสนาล้วนมีวันสำคัญ เพื่อระลึกเหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดขึ้นแก่ศาสดา ผู้ก่อตั้งและ
เก่ียวเนอื่ งในพธิ กี รรมหรือกิจกรรมที่เหลา่ ศาสนิกชนของศาสนานั้น ๆ จัดขน้ึ ในโอกาสต่าง ๆ
พระพุทธศาสนาก็เชน่ เดียวกนั มีวนั สำคญั ที่กำหนดขน้ึ สาหรับให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติ เพื่อน้อม
รำลึกถึงคุณของพระรตั นตรัยและบำเพ็ญกศุ ลเป็นกรณพี ิเศษดว้ ยอามิสบูชาและปฏิบัตบิ ูชา วันสำคัญทาง
พระพุทธศาสนา พอสรปุ ได้ ดงั นี้
1. วนั เข้าพรรษา
2. วนั ออกพรรษา
3. วันเทโวโรหณะ
4. วันธรรมสวนะ (วันพระ)
5. วันเขา้ พรรษา
คำว่า พรรษา มาจากศัพทบ์ าลวี า่ วสสฺ ศัพทส์ นั สกฤตวา่ วรฺษ แปลว่า ฝนหรือฤดฝู น ภาษาไทยใช้
ศัพท์ สันสกฤต แผลงเปน็ พรรษา การเข้าพรรษาหรือจาพรรษา หมายถึง การที่พระภิกษุสงฆอ์ ธิษฐานจิต
อยปู่ ระจำในสถานท่ีแห่งใดแห่งหน่ึงในฤดูฝน โดยจะไม่ไปค้างแรมในท่อี ื่น พิธีเข้าพรรษา จึงเป็นข้อปฏิบัติ
ของพระสงฆ์โดยตรง จะต้องปฏิบัติตามข้อบัญญัติ ซ่ึงพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นการเฉพาะสำหรับ
พระสงฆ์สาวก โดยกำหนดให้ทำพิธีอธิษฐานเข้าพรรษาในวันแรม 1 ค่า เดือน 8 ของทุกปี หรือเดือน 8
หลัง ในปีทมี่ ีเดอื น 8 สองหน เปน็ วันสำคัญตอ่ เน่อื งจากวนั อาสาฬหบูชา ในส่วนท่เี ป็นงานพระราชพิธี ได้
รวมวนั สำคัญ ทั้ง 2 เข้าเป็นพระราชพธิ ีเดียวกนั เรียกว่า พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนอ่ื งในวัน
อาสาฬหบชู าและเทศกาลเขา้ พรรษา ทางราชการกำหนดให้เปน็ วนั หยดุ ราชการประจำปี
103
พ ิ ธ ี บ ำ เ พ ็ ญ พ ร ะ ร า ช ก ุ ศ ล วั น
เขา้ พรรษา
ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ซ่ึง
เปน็ วันเข้าพรรษา มีหมายกำหนดการ
บำเพ็ญพระราชกุศล พอสรปุ ได้ ดังนี้
เวลาเช้า ประมาณ 07.00 น.
เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธี กองศาสนูปถัมภ์
กรมการศาสนา นิมนต์พระสงฆ์
จำนวน 150 รูป เข้ารับพระราชทาน
อาหารบณิ ฑบาตของหลวง ณ บริเวณ
พระวิหารคดวัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม ในพระบรมมหาราชวัง
คร้นั เวลาบ่าย พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เสด็จพระราชดำเนนิ ไปยงั พระอุโบสถวดั พระศรรี ตั น
ศาสดาราม เสด็จขึ้นไปหลังบุษบก ซึ่งเป็นที่ประดษิ ฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงประกอบพธิ ี
เปลย่ี นเครอ่ื งทรงพระพทุ ธมหามณีรตั นปฏมิ ากร จากเคร่อื งทรงฤดูร้อนเปน็ เครอ่ื งทรงฤดูฝน และทรงถอด
ยอดพระรัศมีพระสัมพุทธพรรณีประจาฤดูร้อนออก ทรงเปลี่ยนส่วนยอดพระรัศมีประจาฤดูฝนถวาย
(พระสัมพุทธพรรณี ประดิษฐานอยู่หน้าบุษบก ที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร) ทรงพระ
สุหรา่ ย ทรงวางกระทงดอกไม้และจุดธปู เทียนเครื่องนมัสการตามทก่ี ล่าวแล้วข้างตน้ ทรงรบั พระมหาสังข์
เพชรน้อย บรรจุน้ำที่ซับองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สรงพระเศียร เสด็จไปทรงสุหร่ายน้า พระ
พุทธมนต์แก่ข้าราชการที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพระอุโบสถ หลังพราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียน 3
รอบแลว้ เสด็จพระราชดำเนนิ ออกจากพระอุโบสถ ทรงพระสุหร่ายนา้ พระพทุ ธมนตแ์ กป่ ระชาชนทีม่ าเฝ้า
รับเสดจ็ ฯ บรเิ วณลานพระอโุ บสถ สองขา้ งทางเสด็จ พระราชดำเนนิ จากน้นั เสด็จไปวัดบวรนิเวศวิหาร
ทรงถวายพมุ่ เทยี นพรรษาเป็นพุทธบชู า ณ พระอุโบสถ เป็นอันเสร็จพระราชพิธี
อนึ่ง ในพระอารามหลวงสำคัญอื่น ๆ เช่น วัดพระเชตุพนวมิ ลมังคลาราม วัดเบญจมบพิตรดุสติ
วนาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหผ้ ู้แทนพระองค์ไปถวายพุ่มเทยี นพรรษาอกี ส่วนหนงึ่
104
ความเป็นมาของวันเขา้ พรรษา
การเข้าพรรษา เป็นพุทธา
นุญาตกำหนดให้พระภิกษุอธิษฐานอยู่
ประจำสถานที่ ไม่จาริกไปค้างแรมใน
สถานที่อื่น เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ตลอด
ระยะเวลา 3 เดือน ช่วงฤดฝู น คอื ตั้งแต่
แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ
เดอื น 11
ก่อนพุทธกาล การอยู่จำพรรษา
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนักบวชนอก
พระพุทธศาสนาในชมพทู วีปถือปฏิบัติกัน
มาก่อนแล้ว แต่คงไม่ได้ปฏิบัติกัน
เคร่งครัดนัก จึงเป็นเรื่องคุ้นชินของคนใน
ยุคนั้น สมัยต้นพุทธกาล ขณะพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ เมื่อถึงฤดูฝน ภิกษุ
ส่วนมากอยู่ประจำสถานที่เช่นเดียวกับนักบวชนอกศาสนา แต่มีกลุ่มพระภกิ ษุฉัพพัคคีย์ คือ พระภิกษุ 6
รปู ไดแ้ ก่ พระมัณฑกุ ะ พระโลหิตกะ พระเมตติยะ พระกุมมชกะ พระอัสสชิ และ พระปุนพั พสกุ ะ พร้อม
ท้งั พระภิกษทุ ่ีเป็นสานศุ ษิ ยป์ ระมาณ 1,500 รูป เท่ยี วจารกิ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ เนือ่ งจากขณะน้ัน ยงั มิได้
มีพุทธานุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษา การจาริกของท่านเหล่านั้น มีผลกระทบต่อการทาเกษตรกรรมของ
ชาวบ้าน ทาให้ข้าวกล้าและพืชผักเสียหาย พวกชาวบ้าน จึงพากันตำหนิติเตียนถึงการไม่หยุดจาริก
ในฤดฝู นของภกิ ษุเหลา่ นัน้ เมอื่ พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงใหป้ ระชุมสงฆ์และทรงบญั ญัติ ให้พระภิกษอุ ยจู่ ำ
พรรษาเป็นเวลา 3 เดอื นในฤดูฝน
ชาวพุทธในประเทศไทย ได้มีการบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดัง
ความในศิลาจารึก หลักที่ 1 วา่ “พอ่ ขุนรามคาแหงพ่อเมืองสโุ ขทยั น้ี ทง้ั ชาว แม่ชาวเจ้า ท่วยป่ัวท่วยนาง
ลูกเจ้าลกู ขุนทั้งส้นิ ท้ังหลาย ทั้งผู้ชายผหู้ ญงิ ฝูงทว่ ยมศี รัทธาในพระพุทธศาสน์ ทรงศลี เมื่อพรรษาทุกคน”
และได้มกี ารบำเพญ็ กุศลเน่ืองในวนั เข้าพรรษา สืบทอดมาถงึ ปัจจุบัน แมจ้ ะปฏิบตั แิ ตกต่างกันบ้างตามยุค
สมัย แต่หลกั การใหญ่ทีไ่ ม่แตกต่างกนั คือ การทำบุญ ตกั บาตร รกั ษาศีล ฟงั พระธรรมเทศนา การปฏิบัติ
ธรรม และการทำความดอี นื่ ๆ
105
การอยจู่ ำพรรษามี 2 อยา่ ง
1. การจำพรรษาตน้ เรียก ปรุ ิมิกาวัสสปู นายิกา เร่มิ ตง้ั แต่วนั แรม 1 ค่ำเดอื น 8 ถึงวนั ข้ึน 15 ค่ำ
เดือน 11 ในปที ่มี อี ธกิ มาส คอื เดือน 8 สองหน ใหเ้ ลือ่ นการจาพรรษาไปเป็นวนั แรม 1 คา่ เดอื น 8 หลงั
2. การจำพรรษาหลัง เรียก ปัจฉมิ กิ าวสั สูปนายกิ า เริ่มตั้งแตว่ ันแรม 1 ค่ำเดือน 9 ถึงวันขึ้น 15
คำ่ เดือน 12 ปัจจุบันไมค่ อ่ ยมีปฏบิ ัติ จงึ ไมเ่ ป็นทร่ี ู้จักกนั
สัตตาหกรณียะ
การอยู่จำพรรษา มิใช่เป็นข้อห้ามเด็ดขาดว่า ให้พระภิกษุต้องอยู่ประจำตลอด 3 เดือน โดยไม่
สามารถเดินทางไปไหนได้เลย มีพระบรมพทุ ธานุญาตใหพ้ ระภกิ ษุไปค้างคนื ในสถานทอ่ี ่นื ไดค้ ราวละไม่เกิน
7 วัน เรยี กวา่ สัตตาหกรณยี ะ หรอื เหตุพเิ ศษ 4 ประการ คือ
1. เพื่อนสหธรรมิกท้ัง 5 คือ ภิกษุ ภิกษณุ ี สกิ ขมานา สามเณร และสามเณรปี ่วย หรอื บดิ ามารดา
ปว่ ย ไปเพ่ือดูแลพยาบาลได้
2. ไปเพ่อื จะยับย้ังเพ่ือนสหธรรมกิ ที่อยากสึก มิใหส้ ึกได้
3. ไปเพือ่ กจิ ของสงฆ์ เช่น กฏุ ีวิหารชำรุดเสียหาย ไปเพื่อหาอปุ กรณม์ าสร้างซอ่ มแซมได้
106
4. ไปเพื่อฉลองศรัทธาพุทธศาสนกิ ชน นมิ นต์ไปในพิธบี ำเพญ็ บญุ ได้ หรือไปด้วยเหตอุ น่ื ๆ อนโุ ลม
เ ข้ า
กับท้งั 4 ขอ้ ข้างตน้ ข้อใดขอ้ หน่ึงกไ็ ด้
พระภิกษุผู้มีกิจธุระ ประสงค์จะสัตตาหะไปกระทำกิจนั้น พึงบอกลาพระภิกษุที่มีอยู่ และเปล่ง
วาจาแสดงเจตนาเปน็ ภาษามคธวา่ อัตถิ เม กจิ จงั อิมสั มิง สตั ตาหัพภันตะเร นิวตั ติสสามิ แปลว่า ขา้ พเจ้า
มกี จิ ต้องไป จะกลบั มาภายใน 7 วัน หรือเพยี งผกู ใจอธิษฐานด้วยตนเองกไ็ ด้
ประโยชน์ของวนั เข้าพรรษา
1. ในสมัยพุทธกาล ป้องกันไมใ่ ห้พระภิกษุจาริกไปเหยียบย่ำข้าวกล้าพืชพันธุ์ของชาวบ้าน เป็น
เหตุใหไ้ ดร้ บั การตเิ ตียน
2. พระภิกษุได้หยุดพักผ่อน บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการจาริกไป เผยแผ่
พระพุทธศาสนา เพราะในสมัยก่อน ใช้วิธีเดินเท้าไปยังสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากยังไม่มีถนนหนทางและ
พาหนะท่ีสะดวกเหมอื นปัจจุบนั
107
3. พระภกิ ษุได้อยู่ประจำ เพ่ือศกึ ษาปฏิบัติธรรมเพิ่มเตมิ และเตรียมความพรอ้ มจะจารกิ ไปเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาหลงั ออกพรรษาแลว้
4. พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น ทำบุญตักบาตร รักษาศีล เจริญ
ภาวนา ถวายจตุปัจจยั ไทยธรรม งดเว้นอบายมขุ เช่น คนเคยดื่มสรุ าเปน็ ประจำ ก็อธิษฐานจิตงดเว้นการ
ดื่มตลอดพรรษา
5. ทำให้มีพธิ ที ำบญุ อ่นื ๆ เกดิ ข้นึ คือ พธิ ีถวายเทียนพรรษาและพธิ ถี วายผา้ อาบน้ำฝน
พธิ ถี วายดอกไม้ธปู เทียนวนั เขา้ พรรษา
การถวายดอกไมธ้ ูปเทียนแก่พระภิกษใุ นวันเขา้ พรรษา เพอ่ื ให้พระภกิ ษนุ ำไปบชู า พระรัตนตรัย ไดม้ มี าแต่
โบราณ แตเ่ ปน็ เพียงการปฏิบัติเฉพาะบุคคล เฉพาะที่ โดยพทุ ธศาสนิกชน ท่อี ยใู่ กลว้ ัดจะนำธูปเทียนและ
ดอกไม้ตามทีห่ าไดใ้ นชุมชนไปถวายพระภกิ ษใุ นวดั ใกลบ้ ้านของตน
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันเข้าพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ผู้แทน
พระองค์ไปถวายพุ่มเทียนพรรษาในพระอารามหลวงสำคัญ เช่น วัดเบญจมบพิตรดสุ ติ วนาราม เม่ือผู้แทน
พระองคถ์ วายพุ่มเทียนพรรษาแล้ว ก็มีพิธีถวายดอกไม้ (ดอกบวั ) ธปู เทยี น แดพ่ ระภกิ ษุทง้ั วัด เพอ่ื ใหน้ ำไป
บูชาพระรัตนตรัยอีกด้วย
สำหรับพิธีตักบาตรดอกไม้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบัน คือ พิธีตักบาตร ดอกไม้ที่วัด
พระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เดิมนั้นชาวบ้านจะนำดอกไม้ที่เรียกกันว่า ดอก
เข้าพรรษาไปถวายพระสงฆ์ ดอกไม้ชนดิ นี้จะออกดอกเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ปีหนึ่งเพียงคร้ังเดียวเทา่ นั้น
และเกิดอยู่ตามธรรมชาติบริเวณพื้นที่ใกล้ ๆ วัด โดยมารอถวายพระสงฆ์ที่จะไปยังพระอุโบสถเพ่ือ
ประกอบพธิ ีอธิษฐานเข้าพรรษา และได้ปฏิบตั ิเช่นน้มี าเปน็ เวลานาน จนเปน็ ที่ทราบไปยงั หม่บู ้านอืน่ ๆ จึง
ไดเ้ รมิ่ มีพิธีตักบาตรดอกไมข้ นึ้ ต่อมาภาครฐั และเอกชนได้สนับสนุนให้มกี ารจดั พิธีตักบาตรดอกไม้ขน้ึ เป็น
งานประเพณปี ระจำจงั หวัดสระบรุ ี มีประชาชนจากจงั หวดั อนื่ ไปรว่ มพธิ ีจำนวนมาก ตอ้ งเพม่ิ การตักบาตร
ดอกไม้เปน็ 2 วัน คอื วนั ขน้ึ 15 คำ่ และแรม 1 ค่ำ เดอื น 8 โดยจดั พิธีตักบาตรวันละ 2 รอบ เพ่ือรองรับ
ศรัทธาของพทุ ธศาสนกิ ชนทว่ั ไป
ปัจจุบันมีวัดหลายแห่ง ได้เห็นความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่สนใจพิธีตักบาตรดอกไม้ จึงได้
จัดพิธีตักบาตรดอกไม้ข้ึนในวัดของตนบา้ ง โดยจำลองแบบพิธีกรรมมาจากวัดพระพุทธบาท เพื่ออำนวย
ความสะดวกแกพ่ ทุ ธศาสนิกชนในพน้ื ทีใ่ กลเ้ คียง
วันออกพรรษา
108
วันออกพรรษา คือ วันสุดท้ายของการอยู่จาพรรษาของพระภิกษสุ งฆ์ เรียกอีก อย่างหนึง่ วา่ วัน
ปวารณา เปน็ วนั พระสงฆท์ ำสงั ฆปวารณา ตรงกบั วนั ข้ึน 15 ค่ำ เดือน 11 อยรู่ ะหว่างเดอื นตลุ าคม ส่วนวนั
ออกพรรษาหลงั ตรงกับวนั ขึ้น 15 คำ่ เดือน 12
พิธีปวารณาออกพรรษา เป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่ง กำหนดโดยพระวินัยบัญญัติ เพื่อให้โอกาส
พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาร่วมกันตลอดไตรมาส หรือ 3 เดือน สามารถว่ากล่าวตักเตือนและชี้บอก
ข้อผดิ พลาดแก่กนั และกนั ได้ โดยความเสมอภาค ด้วยจิตตัง้ อยู่บนพ้นื ฐานแหง่ ความเมตตาปรารถนาดีต่อ
กัน เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยพทุ ธกาล ซึ่งการ
ปวารณาออกพรรษาของพระสงฆ์ดังกล่าว พทุ ธศาสนกิ ชนสามารถนามาประยุกต์ใชไ้ ด้เป็นอยา่ งดี ในการที่
อยรู่ ว่ มกันเปน็ ครอบครวั หมู่บ้าน หรือสงั คม เพราะถ้ากลุ่มชนทอ่ี ยู่ร่วมกนั สามารถว่ากล่าวตักเตือนแนะ
นากันได้ เมื่อผู้ใดผู้หน่ึงทำผิด ก็จะช่วยแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้ทันท่วงที ไม่กลายเป็นเรื่องเสียหาย
ใหญโ่ ต จนยากจะแกไ้ ข
ความเป็นมาของการปวารณา
เมื่อพระพุทธเจ้าประทับจำพรรษา ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี มีพระภิกษุ กลุ่มหนึ่ง
แยกย้ายกันจำพรรษา ณ อารามรอบ ๆ พระนคร พระภิกษุเหล่านั้นมีความคิดว่า เพื่อไม่ให้เกิดการ
ทะเลาะวิวาทขึน้ ระหว่างกัน สมควรจะปฏิบัติมูควัตร คือ การตั้งปฏิญาณ ไม่พูดจากันตลอดพรรษา เม่ือ
ออกพรรษาแล้ว พระภิกษุเหล่านั้นพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร กราบทูลเรื่องการ
ปฏบิ ัติมูควัตรใหท้ รงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตำหนวิ ่าเป็นการอยู่รว่ มกนั เหมอื นปศุสัตว์ แลว้ ทรงอนุญาตให้
พระภกิ ษสุ งฆ์ทำปวารณาตอ่ กันว่า ภกิ ษทุ ั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทง้ั หลายผจู้ ำพรรษาแลว้ ปวารณาต่อ
กนั ใน 3 ฐานะ คือ ดว้ ยการไดเ้ ห็น ดว้ ยการได้ยนิ หรือด้วยการรงั เกียจสงสยั ดงั น้นั วันออกพรรษา จึงได้
ช่อื อีกอย่างหนึ่งว่า วันปวารณา
ประโยชนข์ องวนั ออกพรรษา
1. พระภิกษุสงฆ์ได้รบั อานสิ งส์การจำพรรษา 5 ประการ
2. พระภกิ ษุสงฆ์สามารถจารกิ ไปค้างแรมในสถานที่อ่นื ได้
3. พระภกิ ษุสงฆไ์ ดน้ ำความรูจ้ ากการศกึ ษาปฏิบัติธรรมไปสั่งสอนประชาชนดขี ึ้น
4. พระภิกษสุ งฆ์ได้ทำปวารณา เปดิ โอกาสให้เพือ่ นสหธรรมิกวา่ กล่าวตักเตือนกนั ได้
109
5. พุทธศาสนิกชนไดแ้ บบอย่างการปวารณา นำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวัน และมโี อกาสเขา้ วัดทำบุญ
สมาทานศลี ฟงั ธรรม เจรญิ จิตภาวนา
110
วันเทโวโรหณะ
เทโวโรหณะ แปลว่า การลงจากเทวโลก หมายถึง วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจาก เทวโลกหลังจาก
เสด็จไปจำพรรษาที่ 7 ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และแสดงพระอภิธรรม
โปรดพระพุทธมารดาตลอด 3 เดือน ออกพรรษาแล้ว เสด็จกลับลงมายังมนุษยโลกโดยบันไดสวรรค์
ณ ประตูเมืองสังกัสสะ เมืองสาวัตถี เมื่อวันเพ็ญเดือน 11 จึงเรียกว่า วันเทโวโรหณะ ในวันนั้น
พระพทุ ธองคแ์ สดงววิ รณปาฏหิ าริยบ์ นั ดาลใหโ้ ลกสวรรค์มนุษย์และสัตวน์ รกมองเห็นกนั จึงเรียกอีกอย่าง
หนึ่งวา่ วันพระเจ้าเปิดโลก วันร่งุ ขึ้นเป็น วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จงึ มกี ารทำบญุ ตักบาตรเทโวโรหณะเป็น
การใหญ่ เพื่อเฉลมิ ฉลองวันเสดจ็ กลบั ลงมาจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า บางแห่งเรียก ตักบาตรดาวดึงส์
เรียกย่อ ๆ วา่ ตกั บาตรเทโว
ความเป็นมาของวันเทโวโรหณะ
ลุถึงพรรษาที่ 7 แต่วันตรัสรู้ ในวันเพญ็ เดือน 8 เวลาบ่าย พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหารยิ ์
(ปาฏิหาริย์แสดงเป็นคู่) ณ ต้นมะม่วงในเมืองสาวัตถี เพื่อปราบมานะของพวกเดียรถีย์ นับเป็นความ
อัศจรรย์ยิ่ง ทeใหม้ หาชนได้ทราบถงึ พระพุทธานุภาพอยา่ งถอ่ งแท้
วันรงุ่ ขึน้ จากวนั แสดงยมกปาฏหิ าริยเ์ ป็นวันเขา้ พรรษา ตรงกบั วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 พระพทุ ธเจ้า
ทรงประกาศแก่พุทธบริษัทว่า พระองค์จะขึ้นไปอยู่จำพรรษาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามธรรมเนียมของ
อดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นที่อาลัยแก่พุทธบริษัทที่ชุมนุม อยู่ในสถานที่นั้น พระองค์เสด็จพระพุทธ
ดำเนินไปยังดาวดึงส์พิภพ ประทับนั่งเหนือ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ภายใต้ต้นปาริฉัตร เมื่อเทวดา
ท้งั หลายและสริ มิ หามายาเทพบตุ รพทุ ธมารดามาพรอ้ มกันแลว้ ทรงยกพระมารดาให้เปน็ ประธานแห่งเทพ
บริษทั ทง้ั ปวง ตรัสเทศนาพระอภิธรรม 7 คัมภรี ์ ประกอบด้วย สงั คิณี วิภงั ค์ ธาตกุ ถา ปคุ คลบัญญัติ กถา
วัตถุ ยมกและมหาปัฏฐาน เป็นเวลา 3 เดอื นติดต่อกนั โดยมไิ ดห้ ยุดพกั เม่ือจบ พระธรรมเทศนา สิริมหา
มายาเทพบตุ รพทุ ธมารดา บรรลโุ สดาปตั ติผล เปน็ พระอรยิ บคุ คล ในพระพทุ ธศาสนา และเทวดาทั้งหลาย
ไดบ้ รรลุมรรคผลตามสมควรแกต่ น ๆ
เม่ือเหลืออยู่ 7 วนั จะถงึ วันปวารณาออกพรรษา มหาชนพากนั เขา้ ไปหาพระโมคคัลลานะ กราบ
เรียนถามถึงวันเสด็จลงจากเทวโลกของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ แสดงฤทธิ์เหาะขึ้นไปเข้าเฝ้า
พระพทุ ธเจ้า ทลู ถามถึงวัน เวลา และสถานท่ี ในการเสดจ็ ลงจากเทวโลก พระพุทธเจ้าตรสั แจง้ แก่พระโมล
คลั ลานะ เพื่อนำความไปบอกแก่มหาชนว่า พระองค์ จะเสดจ็ ลงจากเทวโลก ในวันปวารณาขึน้ 15 ค่ำ
เดือน 11 ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะ เมื่อท้าวสักกเทวราชทรงทราบ ในวันเสด็จลงจากเทวโลก จึงเนรมิต
111
บันไดทพิ ย์ 3 บนั ได คอื บันไดทองอยเู่ บ้ืองขวา ใหเ้ ทวดาท้งั หลายลง บนั ไดเงนิ อยเู่ บ้อื งซ้าย ให้หมู่พรหม
ทั้งหลายลง และบันไดแก้วอยู่ตรงกลาง เป็นที่เสด็จลงของพระพุทธเจ้า เชิงบันไดทั้ง 3 ตั้งลงใกล้ประตู
เมืองสังกัสสะสถานที่นั้นได้ชื่อว่า อจลเจดีย์ ส่วนหัวบนั ไดเบ้ืองบนจรดยอดเขาสิเนรุ เป็นที่ตั้งของสวรรค์
ชั้นดาวดงึ ส์
ขณะพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกสู่ภพมนุษย์ ณ ประตูเมืองสังกัสสะ ได้
ทอดพระเนตรเห็นเทวดาและมนุษย์ถวายการบูชาสักการะอย่างมโหฬาร พระองค์ทรงแสดงวิวรณ
ปาฏิหาริย์ ให้เทวดามนุษย์และสัตวน์ รก ต่างมองเห็นซึ่งกันและกันตลอด 3 โลก การลงโทษในเมืองนรก
หยดุ ชว่ั คราวในวันน้ี ดังน้ัน จงึ มชี อ่ื เรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ วันพระเจา้ เปดิ โลก
เช้าวันรุ่งขึ้น พุทธบริษัทพร้อมใจกันทำบุญตักบาตร ด้วยเสบียงสำหรับบริโภคของตน ๆ ถวาย
พระสงฆ์ท้ังหมดที่อยู่ในที่นั้น มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยมิได้นัดหมายกัน ปรากฏว่า การทำบุญตกั
บาตรในวนั นัน้ ผคู้ นแออัดมาก จึงเอาขา้ วสาลีของตนห่อบา้ ง ทำเปน็ ป้ัน ๆ บา้ ง โยนเขา้ ไปถวายพระ เปน็
ต้นเหตุให้คนสมัยก่อน นิยมทำข้าวต้มลูกโยนเป็นส่วนสำคัญในการตักบาตรเทโวโรหณะ ปัจจุบันการทำ
ข้าวตม้ ลกู โยน ยังพอมอี ย่บู า้ งในชนบท แต่ในสว่ นกลางหรอื ในตวั เมอื งเลอื นหายไปมากแลว้
การจัดพธิ ีตักบาตรเทโวโรหณะ
การจดั พิธตี กั บาตรเทโวโรหณะในประเทศไทย จดั กันมาแต่โบราณ โดยจำลองเหตกุ ารณ์ วนั เทโว
โรหณะ ถ้าวดั ใดอยู่ใกลภ้ ขู า มอี โุ บสถ วิหาร หรอื สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาอืน่ ๆ อยบู่ นยอดเขา และ
มีบันไดหรอื ทางเดินสาหรับขึ้นลงเขา จะจัดพิธีโดยอัญเชิญพระพุทธรูป ลงมาจากยอดเขา นำหน้าแถว
พระภิกษุสงฆ์ ส่วนประชาชนที่มาตักบาตร จะยืนหรือนั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยเว้นระหว่างกลางไว้
สำหรบั พระภิกษสุ งฆเ์ ดินรบั บิณฑบาต สว่ นสงิ่ ของท่ีนำมา ตักบาตร ก็อาจแตกตา่ งกันบ้าง ซงึ่ ในเมืองนิยม
ใช้อาหารแหง้ สว่ นในชนบทนยิ มอาหารสดเป็นไปตามศรทั ธา
พิธีตักบาตรเทโวโรหณะ จัดเป็นงานประเพณีประจำจังหวัด คือ พิธีตักบาตรเทโวโรหณะ ณ
วัดสังกัสรัตนคีรี จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสะแกกรัง มีบันไดทอดลงจากยอดเขาถึงพื้นราบ
จำนวน 499 ขั้น ส่วนทางภาคใต้ จะมีพิธีชักพระ ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยทางบก พุทธศาสนิกชนจะ
ประดับตกแต่งรถทรง ด้วยราชวัตรฉัตรธงอย่างสวยงาม อัญเชิญ พระพุทธรูปข้ึนประดิษฐาน ช่วยกันชกั
หรือลากไปตามถนน เพื่อให้ประชาชนสกั การะและทำบุญ สว่ นทางน้ำกเ็ ชน่ เดียวกนั เพยี งแต่ใช้เรือแห่ไป
ตามแม่น้ำลำคลองเท่าน้นั สำหรบั ท่จี ังหวัดอุทยั ธานี เดิมก็จดั ในลักษณะเป็นประเพณที ้องถิ่น ต่อมาได้รับ
112
การสนบั สนนุ การจัดงานจากภาครัฐและเอกชน ปจั จุบันเป็นงานมีชือ่ เสียงเปน็ ทร่ี ู้กันทั่วไป แต่ละปีมีผู้ไป
ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก เพราะสถานที่สวยงาม เหมาะสม สร้างศรัทธาให้แก่ผู้ไปร่วมพิธีเป็นอย่างดี พิธี
ดงั กล่าวจดั วนั แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ทกุ ปี
ระเบยี บพธิ ตี กั บาตรเทโวโรหณะ
กอ่ นวนั แรม 1 ค่ำเดอื น 11 เปน็ กำหนดพิธีตกั บาตรเทโวโรหณะ ทางวัดจะ จดั เตรยี ม คือ
1. พระพุทธรปู ยืน 1 องค์ ขนาดพอสมควร ประดิษฐานบนรถทรงหรือคานหาม สาหรับชักหรอื
หามนำหน้าพระสงฆ์เวลารับบิณฑบาต ประดับด้วยดอกไม้ราชวัตรฉัตรธง ตามความเหมาะสม มีที่ตั้ง
บาตรตรงหนา้ พระพุทธรูปด้วย ถ้าพระพทุ ธรูปเป็นปางอมุ้ บาตร กจ็ ะเหมาะกับพิธถี า้ ไม่มี จะใชป้ างอ่ืนกไ็ ด้
แตค่ วรเปน็ พระพทุ ธรปู ยืน
2. เตรยี มสถานทส่ี าหรับทายกทายิกาตัง้ ของนำมาตกั บาตร โดยจะจดั บริเวณรอบอโุ บสถ ลานวัด
หรอื บันไดลงจากภเู ขา ตามความเหมาะสมของแต่ละวัด
3. แจ้งกำหนดการพิธีให้ทายกทายกิ าทราบล่วงหนา้
สำหรบั ทายกทายกิ าผูม้ ีศรทั ธาทาบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เมอ่ื ทราบกำหนดการ จากทางวัดแล้ว
ควรเตรียมการ ดังน้ี
1. เตรียมภัตตาหารหรือสิ่งของสาหรับตักบาตร ตามกาลังศรัทธา นอกจากอาหารหวานคาว
สำหรับตกั บาตรแล้ว มสี ิง่ เป็นสัญลกั ษณ์ของพิธี คอื ข้าวต้มลูกโยน ปจั จุบนั มีน้อยมาก
2. ถงึ กำหนดวนั ตกั บาตร นาเครอ่ื งตกั บาตรไปจัดต้ังตามสถานทที่ างวดั จดั ให้
3. เม่อื ตักบาตรเสรจ็ แล้ว เปน็ อันเสรจ็ พธิ ี
บางวัดให้มีพิธีสมาทานศีลก่อน จากนั้นพระภิกษุสามเณรสวดถวายพรพระ อนุโมทนา ยะถา
สัพพี จบแลว้ จงึ รบั อาหารบณิ ฑบาต
113
วนั ธรรมสวนะ
วันธรรมสวนะ แปลว่า วันฟังธรรม หรือรู้จักกันโดยทั่วไปว่า วันพระ คือ วันประเสริฐ
พุทธศาสนิกชนกำหนดวา่ เป็นวนั ประชมุ ทำบุญ สมาทานศลี ฟังพระธรรมเทศนา มักเรียกว่า ไปวดั ทำบุญ
ฟังเทศน์ วันธรรมสวนะหรือวันพระ ตามประเพณีไทย คือ วันตรงกับวนั ขึ้น 8 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ แรม 8 ค่ำ
และแรม 15 ค่ำ หรือแรม 14 ค่ำ ในเดอื นขาด (เดอื นทางจนั ทรคติ) ในเดือนหนงึ่ จะมวี ันพระ 4 วัน
ความเปน็ มาของวันธรรมสวนะ
วันธรรมสวนะ มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ในคัมภีร์วินัยปิฎก ตอนว่าด้วยอุโบสถขันธกะ กล่าวว่า
พวกปริพาชกและเดียรถีย์ นักบวชนอกพระพุทธศาสนา ประชุมกันทุกวัน 8 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ ท้ัง
ข้างขึ้นและข้างแรม เพื่อสนทนาเกีย่ วกบั ลทั ธคิ eสอนของตน ครั้นต่อมา พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบเรื่อง
นั้นแล้ว จึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระคันธกุฎี เขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ กราบทูลให้
พระพุทธเจ้าทรงทราบพระพุทธเจ้าทรงเห็นวา่ เป็นเรือ่ งดี มีประโยชน์ จึงทรงอนญุ าตให้พระภกิ ษุสงฆม์ า
ประชุมกันในวัน 8 ค่ำ 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ ดังนั้น วันประชุมของพระสงฆ์ในยุคพุทธกาล จึงมีเดือน
ละ 4 ครั้ง เมื่อพระภิกษุสงฆ์มาประชุมในวันดังกล่าว ก็ไม่ได้ทำอะไร พากันนิ่งเฉย ไม่ได้สนทนาธรรม
ชาวบา้ นที่พากันไปวัดเพื่อฟังธรรม จึงร้สู ึกผดิ หวัง และกล่าวตเิ ตียนพระภกิ ษุสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงทราบ
จึงทรงอนุญาตใหภ้ ิกษสุ นทนาธรรมและแสดงธรรมในวันดงั กล่าว ดงั นน้ั จึงเรยี กว่า วนั ธรรมสวนะ ในสมัย
พุทธกาลยังไม่มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร ได้สืบทอดต่อกันมาด้วยคำพูด การฟังและการท่องจำ
ที่เรียกว่า มุขปาฐะ ดังนั้น การแสดงธรรมและการฟังธรรม จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนา
เมื่อพระพทุ ธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยขึน้ แลว้ ทรงอนุญาตให้พระภกิ ษุทำอุโบสถ สังฆกรรมสวด
พระปาติโมกข์ในวันธรรมสวนะด้วย ยุคแรกพระภิกษุสงฆ์สวดพระปาติโมกข์ทุกวันธรรมสวนะ แต่
พระพุทธเจา้ ทรงอนญุ าตใหล้ ดการสวดพระปาตโิ มกข์เหลอื เดือนละ 2 คร้ัง คอื วนั ข้ึน 15 ค่ำและแรม 15
หรือ 14 ค่ำ ในเดอื นขาด เรยี กว่า วันอุโบสถ หรอื วันพระใหญ่
สำหรบั ในประเทศไทย วันธรรมสวนะหรือวันพระ มีมาต้ังแต่สมัยสโุ ขทัย ตามหลกั ฐาน ที่ปรากฏ
ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ความว่า “พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชชนาลัย สุโขทัย
ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟันขดานหิน ตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับ เดือนโอก แปดวัน
วันเดือนเต็มเดือนบ้าง แปดวัน ฝูงปู่ครู มหาเถร ขึ้นนั่งเหนอื ขดานหนิ สดู ธรรมแก่อบุ าสก ฝูงท่วยจำศีล”
114
และยังถือปฏิบตั ิมาจนกระทั่งปัจจุบัน คือ กำหนดวันธรรมสวนะ เดือนละ 4 วัน เหมือนสมัยสุโขทัย คือ
วนั ขนึ้ และแรม 8 คำ่ 15 คำ่ หรือแรม 14 ค่ำ ในเดอื นขาด
ในปี พ.ศ. 2499 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา จึงได้
ประกาศใหว้ ันพระและวนั อาทิตย์เป็นวนั หยดุ ราชการ ซง่ึ ใช้ถือปฏบิ ตั อิ ยูร่ ะยะหน่งึ ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2502
ประกาศให้วันเสาร์และวันอาทิตย์เป็นหยุดราชการตามหลักสากล อย่างไรก็ตาม วันธรรมสวนะหรือวนั
พระ คงยงั เปน็ วันสำคัญสาหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยจนถึงปัจจบุ ัน
วันโกน
วันโกน คือ วันพระภิกษุสงฆ์ปลงผม (โกนผม) รวมถึงโกนคิ้วด้วย (เฉพาะพระสงฆ์ไทย) เป็นวัน
ก่อนวันพระ 1 วัน เดือนหน่ึงมี 4 วัน คือ วันขึ้น 7 ค่ำ 14 ค่ำ และวันแรม 7 ค่ำ 14 ค่ำ หรือแรม 13 ค่ำ
ในเดอื นขาด วนั โกนดงั กลา่ วมานี้ ถือตามกำหนดวันโกนผมของพระสงฆไ์ ทยในสมยั โบราณ บางท้องถน่ิ ยัง
ถือปฏบิ ัตอิ ยู่บา้ ง แต่มีจานวนน้อย ปจั จบุ นั กำหนดเพียงวันขึน้ 14 คำ่ เปน็ วันโกนเพยี งวนั เดียว เดิมวนั โกน
เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันพระ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนจะได้เตรียมตัวไปทำบุญในวนั รุ่งข้ึน
เพราะสมยั โบราณปฏิทินเปน็ ของหายาก
ประโยชนข์ องวันธรรมสวนะ
1. เป็นวันทำบุญ สมัยก่อนเมื่อถึงวันพระ พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะหยุดการงานของตนไว้
จัดเตรียมอาหารคาวหวาน เพือ่ ไปทาบุญร่วมกันทีว่ ดั
2. เป็นวันรักษาศีล พุทธศาสนิกชนในสมัยก่อนจะหยุดใช้แรงงานสัตว์ แม้ฆ่าสัตวน์ ำไปประกอบ
อาหารกจ็ ะหยดุ ชาวประมงจะหยดุ ออกเรือจับปลา แม้แต่โรงฆ่าสตั วก์ ็ห้าม ฆา่ หมู โค กระบอื เพ่ือเข้าวัด
ทำบญุ สมาทานศลี 5 ศลี 8 หรอื ศลี อโุ บสถ ตามศรัทธาของตนอย่างเคร่งครัด
3. เปน็ วนั ฟังธรรม ทุกวัดทชี่ าวบ้านไปทำบญุ กจ็ ะมีการแสดงธรรมหรือมีเทศน์ อย่างน้อย 1 กัณฑ์
ถ้ามีผู้สมาทานรักษาศีลอุโบสถ ก็จะมีเทศน์ 2 หรือ 3 กัณฑ์ คือ รอบเช้า หลังพระฉันเช้าและผู้ไปร่วม
ทำบุญรบั ประทานอาหารแลว้ 1 กณั ฑ์ ตอนบ่าย 1 กณั ฑ์ และตอนหวั ค่ำอกี 1 กณั ฑ์
115
4. เป็นวันปฏิบัติธรรม พุทธศาสนิกชนที่ไปทาบญุ ในวันธรรมสวนะ นอกจากได้ถวายทาน รักษา
ศลี ฟงั เทศน์ตามปกติแล้ว ยังมโี อกาสไดส้ วดมนต์ เจริญสมาธิ หรือปฏบิ ตั ิธรรมอ่นื ๆ ตามที่วัดหรือสำนัก
นน้ั ๆ กำหนดอกี ด้วย
5. เปน็ วันสวดพระปาฏโิ มกข์ ทำสังฆกรรมของพระภิกษสุ งฆ์
การเข้าวัดทำบุญและการปฏิบัติตนของชาวพุทธในปัจจุบัน แม้จะไม่เคร่งครัดเหมือนสมัยก่อน
แตเ่ ป็นการฝกึ ฝนอบรมจิตใจของตน ใหน้ ้อมไปในพระรตั นตรัยได้เปน็ อย่างดี และมีผู้ถือปฏิบัติกันมากใน
ชนบท แต่ในส่วนกลางกำลังลดน้อยถอยลง คนรู้ว่าวันนี้เปน็ วันพระมีจำนวนนอ้ ย จึงควรส่งเสริมให้คน
เขา้ ใจถงึ ประโยชน์ของเข้าวัดฟงั เทศน์ในวันพระ จะทำให้ประชาชนเป็นคนดี มศี ีลธรรมประจำใจ สังคมมี
ความรม่ เยน็ เปน็ สขุ ตลอดกาล
116
บทท่ี 2 พธิ เี จรญิ พระพุทธมนต์
ความเปน็ มาของพิธีเจริญพระพทุ ธมนต์
การเจริญหรือการสวดพระพุทธมนต์ มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เพื่อป้องกันอันตรายและให้เกิด
ความสุขสวัสดแี กผ่ ปู้ ระกอบพิธี การเจรญิ พระพทุ ธมนต์น้นั เม่อื เจรญิ หรือสวดดว้ ยจิตเมตตาว่า ขอ
อานภุ าพพระปริตร จงค้มุ ครองปกปกั รักษาทุกเม่อื มจี ิตเปน็ สมาธแิ นว่ แน่ ยอ่ มทำใหพ้ ระปริตรมีพลังและ
อานภุ าพย่ิงขน้ึ ดงั เช่นการสวดพระปริตรในสมยั พุทธกาล
สมัยหนึ่ง ได้เกิดภัย คือความแห้งแล้งขึ้นในเมืองเวสาลี ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร เสียหายมาก
เป็นเหตุให้ข้าวยากหมากแพง เกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรง ชาวเมืองเวสาลี ล้มตายจำนวนมาก
ซ้ำวญิ ญาณทีย่ ังไม่ไดไ้ ปเกิดใหม่ กม็ าทำรา้ ยชาวเมืองให้ล้มตายมากยิง่ ขึ้น ชาวเมอื งจงึ ไปกราบทูลกษัตริย์
ลิจฉวี ให้หาผู้วิเศษมาช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ กษัตริย์ลิจฉวีทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าว่า ทรงช่วยขจัด
ปัดเป่าภัยพิบัตินั้นได้ ทรงทราบว่าพระพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ จึงแต่งตั้งเจ้าลิจฉวี 2 องค์
พร้อมเครือ่ งบรรณาการไปถวาย พระเจา้ พิมพสิ ารท่เี มอื งราชคฤห์ทนั ที
เจ้าลิจฉวีทั้ง 2 องค์ เสด็จถึงเมืองราชคฤห์ ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร กราบทูลเรื่องราว
ความเดือดร้อนของชาวเมืองเวสาลี และมีความประสงค์จะกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด
ชาวเมืองเวสาลี จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลอาราธนา พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่า
ถ้าพระองค์เสดจ็ ไป ภยั ทั้งปวงจะสงบลง เป็นประโยชน์ แก่ชาวเมืองเวสาลี จึงทรงรับการอาราธนาของเจา้
ลิจฉวี กษัตริย์ลิจฉวที รงทราบวา่ พระพทุ ธเจ้า ทรงรบั นมิ นตแ์ ล้ว ทรงประกาศให้ชาวเมืองทราบ และให้จัด
เตรียมการรับเสด็จพระพทุ ธดาเนินโปรดชาวเมอื งเวสาลอี ยา่ งย่งิ ใหญต่ ลอดระยะทาง 3 โยชน์
เม่อื พระพทุ ธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก 500 รูป เสด็จถงึ เมอื งเวสาลี ดว้ ยเรอื แพ ท่พี ระเจ้าพิม
พิสารรับสั่งให้ต่อถวาย เพื่อเสด็จข้ามแม่น้ำคงคา กษัตริย์ลิจฉวีทรงลุยน้ำ ไปรับเสด็จพระพุทธเจ้าด้วย
ความปลื้มปีติ กราบทูลอาราธนาให้เสด็จเข้าเมืองเวสาลี ด้วยพระพุทธานุภาพบันดาลให้ฝนตกกระหน่ำ
อย่างหนัก น้ำท่วมทั่วเมืองเวสาลี เพื่อล้างสิ่งสกปรกและซากศพทั่วเมืองให้หมดไป ทำให้เมืองเวสาลี
กลับมาสะอาดสงบดังเดิม เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จพระพุทธดำเนินถึงประตูเมืองเวสาลี ท้าวสักกเทวราช
พร้อมด้วยเทพบริวารเสด็จมาชมุ นุมอยู่ ณ ที่นั้นด้วย ทำให้อมนุษย์เป็นอันมากพากันหลบหนีไป แต่ยังมี
หลงเหลอื อยบู่ ้าง
117
เมอ่ื พระพทุ ธเจ้าเสด็จเข้าสูป่ ระตเู มอื งเวสาลี ได้ตรสั กบั พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงเรยี น
เอารตนสูตรนี้ จาริกไปภายในกำแพงเมือง 3 ชั้นกับพวกกุมารลิจฉวี ทำพระปริตร ให้ทั่วเมืองเถิด
แลว้ ตรัส รตนสูตรแกพ่ ระอานนท์
พระอานนท์เถระ เรียนพระพุทธมนต์ บทรตนสูตรที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้แล้ว นำบาตร
ศิลาของพระพุทธเจ้ามาใส่น้ำ ถือไปยืนที่หน้าประตูเมอื ง น้อมราลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จากนนั้
เข้าไปภายในพระนคร เดินประพรมน้ำพระพุทธมนต์ไปทั่วเมืองเวสาลี ภัยทั้งหลายและอมนุษย์ที่ยัง
หลงเหลืออยู่ กห็ ายไปหมดส้นิ โรคภยั ไข้เจบ็ ของชาวเมือง ก็สงบลง ชาวเมอื งเวสาลีตา่ งพากันออกมาจาก
บ้านเรือน นำดอกไม้ของหอมเดินตามบูชาพระอานนท์เถระซึ่งเดินประพรมน้ำพระพุทธมนต์ไปทั่วเมือง
ตลอดคืน
พระโบราณาจารย์พิจารณาเหน็ ความศกั ดสิ์ ิทธแ์ ห่งพระพทุ ธมนต์ จึงไดร้ วบรวม พระพุทธมนต์บท
รตนสูตรและบทอื่น ๆ มาเป็นพระปริตร เรียกว่า เจ็ดตำนานบ้าง สิบสองตำนานบ้าง หรือเรียกชื่อตาม
พระสูตรนนั้ ๆ บ้าง เพอ่ื ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนสวดหรอื เจรญิ เป็นเครอื่ งป้องกันภัยอันตราย และเกิดความสุข
สวัสดีแก่ชีวิต อนึ่ง พระอานนท์เถระนาบาตรศิลาของพระพุทธเจา้ บรรจุน้ำพระพุทธมนต์จนเต็มบาตร
เดินประพรมทั่วเมืองเวสาลีในคราวนั้น ถือเป็นแบบอย่างในการทำน้ำพระพุทธมนต์และประพรมน้ำ
พระพุทธมนตป์ จั จุบนั นี้
ความศักด์สิ ิทธิข์ องพระพทุ ธมนต์
การเจริญหรือการสวดพระพุทธมนต์ จะเกิดพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพและ
ปริตตานุภาพอันศกั ด์ิสิทธสิ์ มบูรณ์ ผู้ร่วมประกอบพธิ กี รรมต้องมคี วามพร้อม 3 ประการ คือ
1. ผฟู้ งั มีศรัทธาความเชอ่ื ความเลอ่ื มใสในพระพุทธมนต์
2. ผเู้ จรญิ หรอื สวดพระพุทธมนต์มจี ิตสงบนิง่ เป็นสมาธิแน่วแน่
3. สวดด้วยจติ เมตตา หวงั ใหผ้ ู้ฟังได้รับอานิสงส์เตม็ ท่ี
พธิ เี จริญพระพุทธมนต์
คำว่า เจริญพระพุทธมนต์และสวดพระพุทธมนต์ เป็นศัพท์บัญญัติใช้กับพิธีทำบุญทาง
พระพุทธศาสนา การเจริญพระพุทธมนต์ใช้กับงานพิธีปรารภเหตุ คือ ความสุข ความเจริญของตนเอง
ครอบครวั บ้าง สังคมบ้าง นิยมเรยี กว่า งานมงคล การสวดพระพุทธมนต์ ใชก้ ับงานปรารภเหตุ คอื การ
ตาย นยิ มเรียกว่า งานอวมงคล
118
แต่กิริยาสาธยายว่า เจริญหรือสวดนั้น ต่างกันเพียงประเภทของงานเท่านั้น เมื่อใช้ภาษาให้
เข้าใจงา่ ย เรียกรวมกันวา่ สวดมนต์ ไม่วา่ จะเป็นงานใดกต็ าม
พธิ ีมงคลจัดข้นึ เพอื่ ความสขุ ความเจริญ นยิ มสวดพระปริตรและพระสตู รเหล่าน้ี คอื
1. เจ็ดตานาน หรอื จุลราชปรติ ร
2. สบิ สองตานาน หรอื มหาราชปรติ ร
3. ธัมมจกั กัปปวตั ตนสตู ร
4. มหาสมัยสตู ร
5. โพชฌงคสตู ร
6. คริ มิ านนทสตู ร
7. มหาสติปฏั ฐานสูตร
8. ชยมงคลคาถา
9. คาถาจดุ เทยี นชยั และคาถาดบั เทยี นชัย
เจ็ดตำนานและสิบสองตำนาน
พธิ ีทำบญุ เนือ่ งด้วยการเฉลิมฉลองและปรารภความสุขความเจรญิ ทำให้เกดิ ความเปน็ สริ ิมงคลแก่
เจ้าภาพ เช่น งานฉลองพระบวชใหม่ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานวันเกิด การเจริญพระพุทธมนต์
นิยมใช้เจ็ดตำนานเป็นพื้น บทสวดมนต์เจ็ดตานาน พระโบราณาจารย์ท่านกำหนดพระสูตร คาถา และ
หัวข้อพุทธภาษิต บรรดาที่มีอานุภาพในทางแนะนาและป้องกันสรรพภัยพิบัติ รวมเรียกว่า พระปริตร
แปลว่า เครือ่ งป้องกนั หรอื เคร่อื งตา้ นทาน
เจด็ ตำนานหรอื จลุ ราชปรติ ร ประกอบด้วย
1. มงคลสูตร
2. รตนสตู ร
3. กรณียเมตตสูตร
4. ขนั ธปริตร
5. โมรปริตร
6. ธชัคคปรติ ร หรือ ธชัคคสตู ร
7. อาฏานาฏิยปริตร
119
8. โพชฌงคปรติ ร
เมอื่ รวมโมรปริตรเขา้ กับธชคั คปรติ ร เหลอื เพยี ง 7 ปริตร จึงเรียกวา่ เจด็ ตำนาน
สิบสองตำนาน หรอื มหาราชปรติ ร ประกอบด้วย
1. มงคลสตู ร
2. รตนสูตร
3. กรณยี เมตตสตู ร
4. ขนั ธปรติ ร
5. โมรปริตร
6. วัฏฏกปรติ ร
7. ธชคั คปริตร หรือ ธชคั คสตู ร
8. อาฏานาฏิยปรติ ร
9. องคุลมิ าลปรติ ร
10. โพชฌังคปรติ ร
11. อภยปริตร
12. ชยปรติ ร
ในการสวดทั่วไป นิยมใช้เพียง 7 หัวข้อหรือน้อยกว่า พิธีที่ใช้สวดทั้ง 8 หรือ 12 หัวข้อก็มีทั้งนี้
ข้ึนกบั ความสำคัญของงานและมีเวลาอำนวยในการสวด ดังนนั้ ปจั จุบนั จึง มีสวดอยู่ 3 แบบ คือแบบเต็ม
แบบยอ่ และแบบลดั
อนึ่ง พิธีเจริญหรือสวดพระพทุ ธมนต์ในพิธีการต่าง ๆ พระสงฆ์จะสวดบทเบื้องต้นกอ่ น เรียกวา่
ต้นสวดมนต์ หรือต้นตำนาน แล้วจึงสวดพระปริตรหรือพระสูตรต่าง ๆ ตามกำหนด เรียกว่าตัวตำนาน
สุดท้ายเปน็ เบ้อื งปลายบทสวดมนต์ เรยี กวา่ ทา้ ยสวดมนต์ หรอื ทา้ ยตำนาน ตน้ ตำนาน เร่มิ ด้วยบทชุมนุม
เทวดา เรียกอย่างสามัญว่า ขัดสัคเค พระสงฆ์รูปที่ 3 จะเป็น ผู้ขัด จากนั้นสวดบทนมัสการ คือ นโม
ตสั สะ จนถึงบทนมการอฏั ฐกคาถา หรอื นโม 8 บท แลว้ จงึ สวดบทพระปริตรหรือพระสูตรเป็นลำดับตอ่ ไป
บทชุมนุมเทวดาหรอื ขัดสคั เค เป็นบทขัดเพื่อเชิญเทวดาผู้สถิตอยู่ ณ สถานที่ต่าง ๆ ให้มาร่วมประชมุ ฟัง
ธรรม คือ การเจริญพระพุทธมนต์ การขัดสคั เค มีบทนำขดั อยู่ 3 แบบ ใช้ในพธิ แี ตกตา่ งกนั ดงั นี้
แบบที่ 1 ใช้ในงานพระราชพธิ ีและรฐั พิธี มีบทนำในการขัดสัคเคว่า สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธงุ
นรินทัง ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา อะวิกขิตตะจิตตา
ปะรติ ตัง ภะณันตุ แล้วว่าบทขัดสัคเคที่เหลือตอ่ ไปจนจบ
120
แบบท่ี 2 ใช้ขดั ในการสวดพระพทุ ธมนต์ 12 ตำนาน เริ่มต้นคำวา่ สะมันตา จักกะวาเฬสุ อตั ราคัจ
ฉนั ตุ เทวะตา สทั ทมั มงั มนุ ริ าชัสสะ สณุ ันตุ สคั คะโมกขะทัง แล้ววา่ บทขดั สคั เค ตอ่ ไปจนจบ
แบบท่ี 3 ใชข้ ดั ในการสวดพระพทุ ธมนต์ 7 ตานาน เรม่ิ ตน้ คาว่า ผะรติ วานะ เมตตัง สะเมตตา ภะ
ทันตา อะวกิ ขิตตะจิตตา ปะรติ ตงั ภะณนั ตุ แล้วว่าบทขัดสัคเคท่เี หลอื ตอ่ ไปจนจบ
ท้ายตำนาน คอื บท นตั ถิ เม สะระณัง อัญญัง ... ต่อกับบท ยังกญิ จิ ระตะนัง โลเก ...และต่อด้วย
บท ทกุ ขัปปัตตา ถ้ามกี ารถวายภัตตาหารดว้ ย จะสวดบทถวายพรพระ จบด้วยบท ภะวะตุ สัพพะมังคะลงั
... เป็นอันเสร็จพิธเี จริญพระพุทธมนต์ สาหรับการสวดมนต์เย็น ไม่มีบทสวดถวายพรพระและจบด้วยบท
ภะวะตุ สัพพะมังคะลงั ... เช่นเดยี วกัน
พิธมี งคลสมรส
พิธีมงคลสมรส เรียกอย่างสามัญว่า งานแต่งงาน หรอื งานแตง่ เปน็ ประเพณขี องพทุ ธศาสนิกชน
ชาวไทย นิยมใหม้ ีพิธสี งฆ์เขา้ มาเก่ียวข้องเพื่อความเป็นสริ มิ งคลแก่คูบ่ ่าวสาวด้วย สมยั พทุ ธกาล เรียกพิธีนี้
ว่า วิวาหมงคล หรืออาวาหมงคล คนไทยนิยมนามาใชแ้ บบกึง่ ทางการว่า งานวิวาห์ ปกติงานมงคลสมรส
ของไทย จะจดั พธิ ีทบี่ า้ นเจ้าสาว ถ้ามีบ้านหรอื เรือนหอโดยเฉพาะ นยิ มจัดทบ่ี า้ นหรือเรือนหอนน้ั
พิธีทำบุญงานมงคลสมรส ประเพณีไทยโบราณนิยมจัดงานให้เสร็จภายในวันเดียว แบ่งเป็น
2 ช่วงเวลา คือ ตอนเช้ามีพิธีทำบญุ เลี้ยงพระ ให้คู่บ่าวสาวทำบุญตักบาตรร่วมก่อน เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์ชว่ ง
เชา้ แล้ว ตอนสายจะเปน็ ประเพณยี กขนั หมาก ไหว้บรรพบุรษุ ไหว้พอ่ แม่ ญาติผใู้ หญ่ และอืน่ ๆ ตอนบ่าย
มีพิธีสงฆ์อีกวาระหนึ่ง จะนิมนต์พระสงฆ์ชุดเดิมมาเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อทำน้ำมนต์ใช้หลั่งน้ำสังข์
โดยพระสงฆ์จะประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เพื่อเปน็ สริ ิมงคลแกค่ ู่บ่าวสาว บ้านหรือเรอื นหอด้วย จากนั้น
เป็นพิธีหลั่งน้ำสังข์ของบิดา มารดา และญาติผู้ใหญ่ของคู่บ่าวสาว ตลอดถึงแขกผู้มีเกียรติรับเชิญมา
ร่วมงาน จะไม่ขอลงรายละเอียด พิธีแบบโบราณนี้ เพราะปัจจุบันแทบจะไม่มีการจัดพิธีรูปแบบนี้แล้ว
สำหรบั พิธที ำบุญ งานมงคลสมรสในปัจจบุ ัน นยิ มจัดพธิ ีสงฆใ์ ห้เสร็จช่วงเช้า เสรจ็ พธิ ีสงฆ์แล้ว จงึ ประกอบ
พธิ ที างโลกตอ่ ไป ในท่นี ้จี ะกล่าวเฉพาะพธิ สี งฆเ์ ท่านัน้
การเตรียมการต่าง ๆ ก็คล้ายกับการทำบุญในพิธีทั่วไป การนิมนต์พระสงฆ์ นิยมนิมนต์ 9 รูป
สมยั โบราณนมิ นต์พระสงฆเ์ ป็นคู่ คอื 8 รูป 10 รปู เพ่ือให้ค่บู ่าวสาวนิมนต์นมิ นต์เท่า ๆ กัน สำหรับเคร่ือง
ประกอบพิธี นอกจากอุปกรณ์ทั่วไป เช่น พระพุทธรูป โต๊ะหมู่ ยังมีเครื่องประกอบพิธีโดยเฉพาะอีก
คือ มงคลแฝด กระแจะ สาหรับเจมิ คูบ่ า่ วสาว เตรยี มนาเขา้ พิธเี จรญิ พระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
โดยมีขั้นตอนการปฏบิ ตั ติ ามลาดบั ดงั นี้
121
ครั้นได้เวลาตามกำหนดแล้ว คู่บ่าวสาวจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยร่วมกัน โดยเจ้าสาวนั่ง
ด้านซ้ายของเจ้าบ่าว สมาทานศีล ฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อถึงบทพาหุง คู่บ่าวสาวตักบาตร
ร่วมกัน โดยทั้งคู่จับทัพพีเดียวกัน พระสงฆ์สวดมนต์จบ ประเคนภัตตาหารร่วมกันพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว
ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และประพรมน้ำพระพทุ ธมนต์ กรณีมีพิธีหลัง่ น้ำสังข์ในภายหลงั ประธานพิธจี ะ
เป็นผูเ้ จมิ หน้าคู่บา่ วสาว
เมื่อพิธีสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว จะมีพิธีตามประเพณีต่อไป สุดแต่เจ้าภาพจะกำหนดการเจริญ
พระพุทธมนต์ในสมยั กอ่ น นิยมสวดมหาสมัยสูตร ปัจจุบันสวดเจ็ดตำนานเหมือนการทำบุญทั่วไป แต่จะ
สวดองั คลุ ิมาลปริตรและวัฏฏกปรติ รเพม่ิ ดว้ ย โดยความหมายวา่ อังคุลมิ าลปรติ รจะชว่ ยใหค้ ลอดบุตรง่าย
และวัฏฏกปริตรเปน็ การคุ้มครองบา้ นหรอื เรอื นหอจากอคั คภี ัย
พิธีทำบุญอายุ
พิธที ำบุญอายุ เร่ิมมีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว รชั กาลท่ี 4 โดยถือเป็นธรรม
เนียมว่า เมื่อมีอายุเจริญวัยพอสมควร นิยมทำบุญอายุของตน อาจทำทุกปีในวันคล้ายวันเกิด เรียกว่า
ทำบญุ คลา้ ยวันเกดิ มักเริ่มทำเมือ่ มอี ายุ 25 ปเี ปน็ ตน้ ไป หรอื อาจเปน็ บางครง้ั บางปีก็ได้ แต่ถา้ ทำบญุ ในวัน
ครบรอบใหญ่ คอื 5 รอบเปน็ ต้นไป ได้แก่ อายุครบ 60 ปี 72 ปี 80 ปี 84 ปี เรยี กวา่ ทำบญุ อายุใหญ่ นยิ ม
เรยี กในปจั จุบันว่า ทำบุญอายุวฒั นมงคล
พิธีทาบุญวันเกิดประจำปี จัดเหมือนการทำบุญโดยทั่วไป พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทเจ็ด
ตำนาน ถ้าเจ้าภาพมีศรัทธาให้สวดธมั มจักกัปปวัตตนสูตร ก็สามารถทำได้ หรือจะสวดบทย่อของธมั มจกั
กัปปวัตนสูตร เฉพาะตั้งแต่ ภุมมานัง เทวานัง เป็นต้น ก็ได้เช่นเดียวกัน ธรรมเนียมโบราณ ถ้าอายุไม่ถงึ
5 รอบ ไม่นิยมสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แต่ไม่ใช่ข้อห้ามตายตัวแต่อย่างใด ส่วนการนิมนต์พระสงฆ์
ถา้ เป็นงานใหญจ่ ะนิมนต์พระสงฆ์เท่าอายุ บวกอีก 1 หรอื นิมนต์ 9 รูปตามปกตกิ ไ็ ด้ ทง้ั นี้ ขึ้นอยู่กับความ
ศรัทธาความพรอ้ มของเจ้าภาพ
พิธีทำบญุ อายคุ รบรอบใหญ่
122
การทำบุญอายุครบรอบใหญ่ มี 2 อย่าง คือ งานทำบุญอายุตามปกติทั่วไป และ งานทำบุญอายุ
ประกอบพิธีโหรหรอื พิธีนพเคราะห์
งานทำบญุ อายุตามปกติทว่ั ไป
การทาบุญอายุตามปกติทั่วไป แต่เดิมจัดงาน 2 วัน คือ เจริญพระพุทธมนต์เย็นก่อนวันเกิดวัน
หนงึ่ รงุ่ ข้ึนทำบุญเลี้ยงพระวันเกิดอีกวันหนง่ึ ปจั จุบนั นยิ มจัดงานภายในวันเดยี ว เรยี กท่ัวไปว่า สวดมนต์
ฉันเช้า หรอื สวดมนตฉ์ ันเพล มีระเบียบพธิ ีเหมือนการทำบญุ ท่วั ไป
งานทำบุญอายจุ ดั พิธีนพเคราะห์
พิธีสวดนพเคราะห์ เป็นการทำบุญอายุ นำเอาคติทางพระพุทธศาสนา คือ การทำบุญอายุมา
ผนวกกับคติพราหมณ์ หรือคติโหรเข้าด้วยกัน ประกอบพิธีรวมเป็นพิธีเดียวกัน โดยปฏิบัติ ตามคติพุทธ
เปน็ แกนหลัก มีคตพิ ราหมณห์ รอื คตโิ หรเป็นสว่ นประกอบ ปจั จบุ ันพธิ ีสวด นพเคราะห์จดั เปน็ ส่วนบุคคลมี
น้อย เพราะต้องใช้งบประมาณและเตรียมการมาก ทั้งคนเข้าใจในวิธีปฏบิ ัติก็มีอยู่นอ้ ย จึงนิยมทำพิธีรวม
เป็นหมคู่ ณะตามสถานทีต่ ่าง ๆ ส่วนมากจะจดั ในวดั ดาวนพเคราะห์ทง้ั 9
คตโิ หรเช่ือว่า โลกจักรวาลอันมนุษย์และสัตว์เวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ นอกจากเป็นไปตามคติกรรม
ทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังหมุนเวียนไปตามอิทธิพลของดวงดาว 9 ดวง รวมกันเป็นกลุ่มจักรวาลนี้
เรียกวา่ นพเคราะห์ แปลวา่ กลมุ่ ดาวทง้ั 9 เรียงลำดบั ตามวิถีโคจรรอบโลกของเรา จดั ลำดับจากเห็นก่อน
และหลงั ตามหลักคมั ภีร์ทักษาของโหร คือ อาทติ ย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหสั บดี ราหู ศุกร์ เกตุ มีช่ือ
เรียกและลำดับปรากฏในวงโคจรดงั กล่าวข้างต้น ฉะนั้น บทสวดมนต์กำหนดเป็นบทประจำพระเคราะห์
นั้น ๆ จึงนำมาสวดตามลำดับการปรากฏของพระเคราะห์ทั้ง 9 และคัมภีร์ทักษาได้กำหนดกำลัง
นพเคราะห์แต่ละดวงไว้ ตามกำลังรอบท่หี มุนเวียนรอบจักรวาล คอื พระอาทิตย์ มีกำลัง 6 พระจนั ทร์ 15
พระองั คาร 8 พระพทุ ธ 17 พระเสาร์ 10 พระพฤหัสบดี 19 พระราหู 12 พระศกุ ร์ 21 พระเกตุ 9
วตั ถปุ ระสงค์ของพิธนี พเคราะห์
123
พิธีนพเคราะห์เป็นพิธีโบราณ กระทำสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน จัดขึ้นตามความเชื่อ
ทางหลักโหราศาสตรว์ ่า ชีวติ ของคนเรามีเทวดานพเคราะห์ผลัดเปลย่ี นเข้ามาเสวยอายุตั้งแต่แรกเกิด เมื่อ
เทวดานพเคราะห์คู่เป็นมิตรกัน เข้ามาเสวยอายุ ก็จะทำให้บุคคลนั้น มีความสุขความเจริญมีโชคลาภ
แต่เมื่อเทวดาเข้ามาเสวยอายุเป็นคู่ศัตรูกัน ก็จะทำให้บุคคลนั้น ประสบอุปสรรคหรือบางครั้งอาจถึง
เสยี ชวี ิต ตามคำพูดว่าพระศุกร์เขา้ พระเสาร์แทรก โบราณาจารย์และโหราศาสตร์ได้หาวิธีแก้ไข เพ่ือสร้าง
ขวัญกำลังใจแก่บุคคลเจ้าของชะตา โดยรวบรวมหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้บุคคลเจ้าของชะตา
นำไปประพฤติปฏิบัติในการดาเนินชีวิต จึงจัดทาพิธีบูชานพเคราะห์ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องบูชาเทวดาท่ี
ผลัดเปล่ยี นกันมาเสวยอายุ ใหเ้ มตตาปรานีและอดโทษ เพอื่ ทเุ ลาความเลวร้ายลงและดลบนั ดาลประทาน
ความสขุ ความเจริญให้
การจดั พิธีสวดนพเคราะห์
เนอ่ื งจากพิธีสวดนพเคราะห์นี้เปน็ พิธใี หญ่ มรี ะเบยี บพิธีและลำดับขน้ั ตอนมาก ยากทบ่ี ุคคลท่ัวไป
จะนำไปปฏบิ ตั ิ การทำพธิ ีตอ้ งอาศัยบุคคลมคี วามรู้ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะเท่านั้น จงึ สามารถปฏิบัติให้
ถูกต้องสมบูรณ์ สำหรับบุคคลทั่วไป เพียงศึกษา อย่างกว้าง ๆ เพื่อเป็นความรู้ ก็เพียงพอแล้ว ฉะนั้น ใน
ทีน่ ีจ้ ะกลา่ วพอเปน็ แนวปฏบิ ัติ ไม่ลงลกึ รายละเอียดมากนกั
อปุ กรณ์เคร่ืองประกอบพิธี
พิธีสวดนพเคราะห์เป็นพิธีพิเศษ พระสงฆ์และโหราจารย์ประกอบพิธีร่วมกัน การจัดเตรียม
อุปกรณ์เครื่องใช้ในพิธี เจ้าภาพต้องจัดให้ครบ ตามคำแนะนำของโหราจารย์ ที่เชิญมาประกอบพิธี
ทุกประการ ในปัจจุบันเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าภาพ บางสำนัก รับจัดอุปกรณ์พิธีนพเคราะห์ให้
ครบถ้วน ส่วนคา่ ใชจ้ ่ายตกลงกนั ท้ัง 2 ฝา่ ย อุปกรณเ์ ครือ่ งใชส้ ำคญั พอสรุปได้ ดังน้ี
1. เทียนชัย เป็นเทยี นเล่มใหญ่ ใช้ฟนั่ ดว้ ยขี้ผ้งึ อยา่ งดี มีความสงู เทา่ กบั ตัวเจา้ ภาพ ไส้เทียนใช้ด้าย
ดิบเท่ากับอายเุ จา้ ภาพ บวก 1 ต้งั ไว้ในตเู้ ทียนชัย ต้องดูแลรักษาไมใ่ ห้ดับ จนกวา่ เสร็จพิธี
2. เทียนมงคล ใช้ขี้ผึ้งหนกั 9 บาท ความยาวเท่ากบั ความยาวรอบศรี ษะเจ้าภาพ ไสเ้ ทียนเท่ากับ
อายุของเจา้ ภาพบวก 1
3. เทยี นประจำบตั ร 11 เลม่ หนักเล่มละ 2 บาท ไสเ้ ทียน 16 เส้น ความยาว 1 คืบ
124
4. เทียนข้ีผงึ้ หนัก 1 สลึง ไส้เทียน 9 เสน้ จำนวน 117 เลม่ ใช้จุดบชู าเทวดา พระเคราะห์
5. เทียนหนัก 1 บาท ประมาณ 5 เลม่
6. ขันน้ำมนต์ชนิดขันเชิงใหญ่ 1 ใบ ถ้าไม่มีใช้กระถางแทนได้ ใส่น้ำสำหรับ ทำน้ำมนต์ ใส่ใบไม้
มงคล 9 ชนดิ และมดี อกบวั ลอยไว้ 5 ดอก
7. พระพุทธรปู ปางประจำวนั เกดิ สeหรับตัง้ เปน็ ประธานบนโตะ๊ หมู่บูชา
8. ของใช้อ่นื ๆ เช่น สายสญิ จน์ ธูปหอมประมาณ 150 ดอก บัตรพลี เครือ่ งกระยาบวช สำหรับ
บูชาเทวดา จะจัดหาวงปี่พาทย์มาบรรแลงประกอบพิธี เพื่อรับส่งเทวดานพเคราะห์ทั้ง 9 ตามกำลังวัน
พระเคราะหเ์ สวยอายุนนั้ ๆ ดว้ ยก็ได้
ลำดบั ขน้ั ตอนพิธี
เมื่อได้เวลาประกอบพธิ ี เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเทียนชัย ในขณะจุดเทียนชัย
พระสงฆ์จะสวดคาถาจุดเทียนชัย เทียนชัยนี้ ต้องระวังรักษาไม่ให้ดับจนกว่าจะเสร็จพิธี ต่อจากนั้น
จุดเทียนบูชานพเคราะห์ตามโหราจารย์กำหนด โหราจารย์อาราธนาศีล ทุกคนรับศีลโหราจารย์อัญเชิญ
เทวดาตามลัทธิ จบแล้วอาราธนาพระปรติ ร
พระสงฆ์ดำเนินพธิ สี วดนพเคราะห์ เร่ิมตน้ ด้วยพระสงฆ์รูปท่ี 3 ชุมนุมเทวดา (ขดั สัคเค) ประธาน
สงฆ์นำสวดบทต้นตำนาน ตอ่ ด้วยมงคลสตู ร จบแลว้ โหราจารยป์ ระกาศคำอำนวยพร และประกาศคำบูชา
พระอาทิตย์ พระสงฆ์สวดโมรปริตรประจำวันอาทิตย์ โหราจารย์ประกาศคำบูชาพระจันทร์ พระอังคาร
พระพุทธ พระเสาร์ พระพฤหัสบดี พระราหู พระศุกร์ และพระเกตุ สลับกับการสวดของพระสงฆ์ทุก
พระเคราะหต์ ามลำดับดังกล่าวแล้ว ซึง่ แตล่ ะพระเคราะหม์ ีบทสวดกำหนดเป็นการเฉพาะ จากนั้นสวดบท
ทา้ ยตำนาน จนจบภะวะตุ สพั พะมังคะลงั ตอ่ ดว้ ยบท นกั ขัตตะยกั ขะภูตานงั จึงเสรจ็ พิธกี ารสวด นพ
เคราะห์ สดุ ทา้ ยเปน็ พธิ ดี บั เทยี นชยั โดยพระสงฆห์ รอื โหราจารยเ์ ป็นผดู้ ับ ในขณะดับเทยี นชัยพระสงฆส์ วด
คาถาดับเทียนชัย ปะพรมน้ำมนตใ์ ห้เจ้าภาพและผู้เข้าร่วมพธิ ีทกุ คน ถวายไทยธรรมพระสงฆ์ กรวดน้ำรับ
พร เปน็ อันเสรจ็ พิธี
พิธีเจรญิ พระพทุ ธมนตน์ วคั คหายุสมธัมม์
125
พธิ ีนวคั คหายสุ มธมั ม์ (อา่ นว่า นะ-วคั -คะ-หา-ยุ-สะ-มะ-ทำ) แปลวา่ ธรรมเสมอด้วยอายุ พระ
เคราะห์ทั้ง 9 มีระเบียบพิธีและขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับพิธีนพเคราะห์ เป็นพิธีจัดขึ้นสำหรับ
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เริ่มจัดเป็นครั้งแรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ ัว รัชกาลท่ี 4 โดยสมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ (สา ปุสสเทวมหาเถร) สมเดจ็ พระสงั ฆราช องค์ที่
9 แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทร์ ทรงคดั เลือก หัวข้อธรรมจากพระสูตรต่าง ๆ กำหนดเปน็ บทสวดบชู าพระเคราะห์
ทงั้ 9 ดงั ปรากฏในหนงั สอื สวดมนต์ฉบบั หลวง จงึ ถอื เป็นธรรมเนยี มวา่ ในพระราชพธิ เี ฉลิมพระชนมพรรษา
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัว การจัดพิธีนวัคคหายสุ มธัมม์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
จะต้องนิมนตพ์ ระสงฆ์ทรงสมณศักด์ิจากวัดราชประดิษฐสถิตมหาสรี ามเท่านัน้ จำนวน 5 รปู มาประกอบ
พิธีในวันที่ 5 ธันวาคม และรับพระราชทานฉันเพล ในวันที่ 6 ธันวาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ในส่วนพธิ พี ราหมณ์ พระครพู ราหมณ์สำนกั พระราชวงั จดั เตรียมเคร่ืองใช้ในพิธี และประกอบพิธีร่วมกับ
พระสงฆท์ รงสมณศักด์ิ การอาราธนา พระปรติ รในพธิ ีนี้ เป็นหนา้ ทข่ี องเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีกองศาสนูปถัมภ์
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
พิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ นอกจากจะจัดในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังเคยจัดในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จ พระนางเจ้า ฯ
พระบรมราชินีนาถ วันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุ มาร และ
สมเดจ็ พระเจ้าพน่ี างเธอเจ้าฟา้ กลั ยาณิวฒั นา กรมหลวงนราธวิ าสราชนครนิ ทร์ อกี ด้วย
พธิ ีทำบุญตอ่ นาม
พิธีทำบุญต่อนาม เป็นการทำบุญของญาติผู้ป่วย ต้องการให้ผู้ป่วยได้ทำบุญกุศลในช่วงสุดท้าย
ของชีวิต เพอ่ื เป็นพลวปจั จยั นำไปสู่สุคติในสัมปรายภพ เสมือนเปน็ การเตรยี มเสบียงเดนิ ทางให้ผู้ป่วยหนัก
นำไปใช้สอย เมื่อจะต้องละโลกนี้ หรือเพื่อให้บุญกุศลช่วยให้หายหรือบรรเทาจากอาการเจ็บป่วยนั้น
มีชีวิตอยู่ต่อไป จึงเรียกทำบุญต่อนาม หมายถึง สืบต่อขันธ์ 5 ส่วนนาม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ ให้กลับมาดำเนินต่อไป โดยปราศจาก อนั ตรายถงึ เสยี ชีวิต หรอื เมอื่ ไมส่ ามารถหายจากอันตราย
นั้นได้ กใ็ หส้ ืบต่อไปสู่ภพใหม่เปน็ สุคติ เรยี กอกี อย่างหนง่ึ วา่ ทำบุญตอ่ อายุ เปน็ พธิ ีไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก
ในปจั จบุ นั
พิธีทำบุญต่อนาม เป็นพิธีจัดขึ้นแบบกะทันหันเร่งด่วน ระเบียบพิธีไม่มีอะไรมากมายนัก มักจัด
ในห้องผู้ป่วยตามมีตามได้ ตั้งพระพุทธรูปบูชาด้านหัวนอนของผู้ป่วยตามความเหมาะสม นิมนต์
126
พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ต่อนาม จำนวน 5 รูป ไม่เกิน 7 รูป เนื่องจากเป็น กิจนิมนต์กะทันหัน
และรับพระสงฆ์มาสวดเด๋ียวน้ันก็มี พระสงฆ์อาจนั่งหรือยืนสวดก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานที่ ถ้าผู้ป่วยอาการ
ไม่หนักไม่ใกล้สิ้นชีวิต แต่ญาติต้องการจัดเป็นขวัญกาลังใจแก่ผู้ป่วยก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญต่อนาม มี
ลำดับพิธีโดยย่อ ดังน้ี
เมื่อมีความพรั่งพร้อมแล้ว ผู้ป่วยหรือผู้แทนก็ได้ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล
รับศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆเ์ จรญิ พระพทุ ธมนต์ตามบทนยิ ม... พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ และสวด
โพชฌงคสูตรทั้ง 3 คือ มหากัสสปโพชฌงค์ มหาโมคคัลลาน-โพชฌงค์ มหาจุนทโพชฌงค์ หรือจะสวด
คริ มิ านนทสตู รแทนโพชฌงคสูตรทง้ั 3 กไ็ ด้
พิธีทำบุญต่อนามนี้ จัดติดต่อกัน 3 วัน 3 คืนก็มี เพื่อเพิ่มบุญกุศลแก่ผู้ป่วย ฝ่ายพระสงฆ์ก็สวด
พระสูตรไม่ซ้ำกันทง้ั 3 วนั โดยวันแรกสวดโพชฌงคสตู ร วันที่ 2 คริ ิมานนทสตู ร วันสดุ ท้าย มหา
สติปัฏฐานสตู ร จบแล้วพระสงฆ์พจิ ารณาผ้าบงั สุกุลให้ผูป้ ่วยดว้ ย เรียกว่า พจิ ารณาผา้ บงั สกุ ลุ เป็น
พธิ ีวางศลิ าฤกษ์
พธิ ีวางศิลาฤกษ์ เป็นพธิ จี ดั ขนึ้ ตามธรรมเนยี มประเพณีไทย เกิดข้ึนจากความเช่ือทางโหราศาสตร์
ซึ่งต้องเลือกหาฤกษย์ ามอันเปน็ มงคล เพื่อความมั่งมีศรีสขุ มีโชคลาภ เจริญรุ่งเรืองในการดำรงชวี ิต และ
สุขกายสบายใจแก่ผู้อยู่อาศัยหรือกิจการ สิ่งก่อสร้างควรวางศิลาฤกษ์ ได้แก่ พระบรมราชานุสาวรีย์
อนุสรณ์สถาน อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ สถานที่ราชการรัฐวิสาหกิจ สำนักงานใหญ่ของบริษัท
ถ้าเปน็ อาคารบา้ นเรอื น ไม่นิยมประกอบพธิ ีวางศลิ าฤกษ์ แตจ่ ะทำพธิ ี ยกเสาเอก เสาโทของบ้านแทน
พิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างสถานที่ดังกล่าวข้างต้น นิยมจัดให้มีพิธีสงฆ์และ พิธีพราหมณ์
รวมอย่ใู นพธิ เี ดียวกนั จะนำมากล่าวพอเปน็ แนวทางในการปฏิบตั ิ ดังน้ี
อุปกรณป์ ระกอบพธิ ีตอ้ งจัดเตรียม
127
การประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ มีอุปกรณ์เครื่องประกอบพิธีมาก นับตั้งแต่โต๊ะหมู่ เครื่องบูชา
สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป โต๊ะวางแผ่นศิลาฤกษ์ อิฐทอง นาค เงิน ไม้มงคล โถกระแจะเจิม
พานข้าวตอกดอกไม้ ขดุ หลุมศลิ าฤกษ์ ขนาดกว้าง x ยาว 50 x 50 เซนตเิ มตร ลึก 70 เซนติเมตร หรือให้
ใหญก่ ว่าแผน่ ศิลาฤกษ์ประมาณ 10 น้ิว วัดโดยรอบ ใหข้ อบปากหลุมสูงจากพืน้ 70 เซนติเมตร เตรียมไม้
มงคล คือ ไมก้ นั เกรา ไมช้ ยั พฤกษ์ ไม้ทรงบาดาล (บุนนาค) ไม้ทองหลาง ไมพ้ ยงุ ไม้ราชพฤกษ์ ไม้ไผ่สีสุก
ไม้ขนุนและไม้สัก จะอยู่ตรงกลางหลุมเนื่องจากถือว่าเป็นพญาไม้ ค้อนสาหรับตอกไม้มงคลทั้ง 9
ปูนซเี มนตผ์ สมทรายเรียบรอ้ ย เกรียงสำหรบั ปาดปนู ให้เรียบร้อย นพรตั น์หรือพลอย 9 สี ดอกไม้ฉีกกลีบ
นิยมดอกดาวเรือง หรือดอกกหุ ลาบ
ก่อนถึงเวลาประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ จะประกอบพิธีบวงสรวงสังเวยก่อน เครื่องสังเวย ได้แก่
บายศรีปากชามซ้ายขวา เครื่องประกอบฤกษ์ ขนมสดทั้ง 5 คือ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ขนมมีชื่อเป็น
มงคลอีก 3 ชนิด เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมชั้น ขนมถ้วยฟู น้ำชาจีน กล้วยน้าว้า มะพร้าวอ่อน มัจฉา
มังสาหารทั้ง 5 คือ หัวหมู เป็ด ไก่ ปลา ปูหรือกุ้ง ทุกอย่างต้องสะอาด ต้มสุก ผลไม้ต่าง ๆ ให้มากอย่าง
มที ้ังผลใหญ่ ผลกลาง ผลเลก็ ขา้ วตอกดอกไม้ 1 พาน สำหรับโปรยหลมุ พวงมาลยั 1 พวง สำหรับวางบน
แผน่ ศิลาฤกษ์ โตะ๊ ปดู ้วยผ้าขาว สำหรับต้งั เครือ่ งสงั เวย ธูป เทียน แจกนั ดอกไมจ้ ัดให้สวยงาม
เมื่อได้ฤกษ์ทำพธิ ีบวงสรวง โหรหรือพราหมณ์ จะเชิญประธานพธิ ีจุดธูปเทียนที่โต๊ะสังเวย จากนั้น
โหรหรือพราหมณ์ จะทำพิธบี วงสรวงตามเวลาเหมาะสม หลังจากเสร็จพิธีบวงสรวงแล้ว จะเปน็ พิธเี จริญพระ
พุทธมนต์ การประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในพิธวี างศิลาฤกษ์ พึงกระทำเช่นเดียวกับพธิ ีมงคล อื่น ๆ
โดยนิมนตพ์ ระสงฆข์ นึ้ นั่งบนอาสนะ ประธานจดุ ธปู เทยี นบูชาพระรัตนตรัย พิธกี รอาราธนาศีล ประธานสงฆ์
ให้ศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถ้ามีการรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการ
กอ่ สรา้ ง กก็ ล่าวรายงานในช่วงนี้ เจา้ หนา้ ทเ่ี ชิญเคร่อื งประกอบพิธวี างศิลาฤกษ์ไปยังจดุ วางศิลาฤกษ์ เม่ือถึง
เวลาฤกษ์และกล่าวรายงานเสร็จแลว้ พิธกี รเรยี นเชญิ ประธานพิธไี ปยงั บริเวณวางศิลาฤกษ์ และประกอบพิธี
วางศลิ าฤกษ์ โดยพระสงฆ์เจรญิ ชัยมงคลคาถา วงดุรยิ างคบ์ รรเลงเพลงมหาฤกษ์ ประธานหยบิ ไมม้ งคล ปกั ลง
ตรงจดุ ทั้ง 9 ตอกลงในทราย หยิบแผน่ อฐิ เงิน นาก ทอง อยา่ งละ 3 แผ่น วางบนหลักไม้มงคล ใช้ปนู ซีเมนต์
ผสมทรายและน้ำแล้วก่ออิฐเงิน นาก ทอง เป็นชั้น ๆ ให้ครบทั้ง 9 แผ่น วางแผ่นศิลาฤกษ์บนแผ่นอิฐทอง
นาก เงิน วางพวงมาลัยลงบนแผ่นศิลาฤกษ์ โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงในหลุมศิลาฤกษ์ หลังจากนั้นเชิญผู้มี
เกยี รติทา่ นอื่น ๆ โปรยดอกไม้ดว้ ย นมิ นต์ประธานสงฆพ์ รมนำ้ พระพทุ ธมนต์ ประธานกลบั เข้ามาในมณฑลพิธี
เจริญพระพทุ ธมนต์ ถวายจตปุ ัจจยั ไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา กรวดน้ำรบั พรเป็นอนั เสรจ็ พิธี
บทท่ี 3 พธิ สี วดพระพุทธมนต์
128
พิธีสวดพระพุทธมนต์ เป็นวิธีการบำเพ็ญกุศลปรารภผู้ตาย เช่น บุพการี คนเคารพนับถือ คนมี
พระคณุ ญาติสนทิ มิตรสหาย ผู้บงั คบั บญั ชา หรอื ผใู้ ต้บังคับบญั ชา แม้กระทัง่ ศพคนไร้ญาติ เพ่ืออุทิศกุศล
ให้คนเหล่านั้นได้รับความสุขในสัมปรายภพได้แก่ พิธีเกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศลศพ เช่น การสวด
พระอภธิ รรม การทำบญุ 7 วัน 50 วนั 100 วัน การฌาปนกิจศพ การเก็บอฐั ิ และการทำบญุ ครบรอบวัน
ตาย มีการเตรียมงานและขั้นตอนประกอบพิธีเหมือนงานทำบุญทั่วไป ต่างกันเพียงรายละเอียดบาง
ประการ
พิธีสวดพระพุทธมนต์ เริ่มต้นด้วยเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทอง
นอ้ ยเคารพศพหรืออัฐิ ใชธ้ ูปเทยี นธรรมดาแทนก็ได้ อาราธนาศีล รับศลี อาราธนาพระปรติ ร ฟังพระสงฆ์
สวดพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหาร ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ลาดภูษาโยงหรือสายโยง ทอดผ้าบังสุกุล
เป็นผ้าไตรหรือผ้าอื่นสาหรับพระสงฆ์ใช้สอยก็ได้ พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลและอนุโมทนา เจ้าภาพ
กรวดน้ำอทุ ศิ ส่วนกศุ ลใหผ้ ู้ตาย เปน็ อันเสร็จพิธี
การจดั พิธกี รรมดังกล่าว อาจแตกตา่ งกันบางโอกาสบางสถานที่ สามารถปรบั ไดต้ าม ความ
เหมาะสม เช่น ถวายพัดรองที่ระลกึ แสดงพระธรรมเทศนาก่อนหรือหลังการสวดพระพทุ ธมนต์ มีสวด
รับเทศน์ สวดมาติกา และสวดพระอภิธรรม เป็นหน้าที่ของพิธกี รของงานจะต้องพิจารณาดำเนินการให้
เหมาะสมกบั คนตายและความศรัทธาของเจา้ ภาพ
การจดั งานศพ
การจัดงานศพมีอุปกรณ์ประกอบพิธีเหมือนงานทำบุญตามปกติทั่วไป เจ้าภาพ จัดงานที่วัด
ทางวดั จะจัดเตรยี มให้ความต้องการของเจา้ ภาพ ถ้าจัดพธิ ที บี่ า้ น มีอุปกรณ์ต้องจัดเตรยี ม ได้แก่ ภูษาโยง
หรอื สายโยง สำหรบั ใชใ้ นงานศพเครอื่ งทองน้อย ตพู้ ระอภิธรรม เครอื่ งบูชากระบะมกุ สามารถใช้กระถาง
ธปู เชิงเทยี น และแจกันดอกไม้แทนก็ได้
การจัดงานศพมีหลายขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ พิธีรดน้ำศพ การรดน้ำศพมีหลังแต่งศพเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว มีการจัดเตรียมเตียงประดิษฐานศพ สำหรับให้ผู้มาร่วมพิธีได้รดน้ำศพ ถือเป็นการขอขมา
โทษใหพ้ ้นจากเวรกรรมท่มี ีตอ่ กนั ถ้าเป็นบตุ รหลาน กแ็ สดงถึงการสนองคุณและแสดงความกตัญญูกตเวที
ตอ่ ผู้ตายอีกด้วย เตียงต้งั ศพนยิ มวางทางด้านซ้ายของโต๊ะหม่บู ูชาพระรัตนตรัยหรือตำแหน่งอันเหมาะสม
นำมือขวาของศพออกมาอยู่ด้านนอก เพื่อรดน้ำศพได้สะดวก ห้ามมิให้ผู้ใดเดินผ่านด้านศีรษะของศพ
129
เพราะถือเป็นกริ ิยาอาการไม่เคารพตอ่ ศพ จดั ร่างศพใหน้ อนหงายเหยยี ดยาว จัดมอื ขวาใหเ้ หยียดออกห่าง
จากตัวเลก็ นอ้ ย โดยให้หงายแบออกมาคอยรบั การรดน้ำ ซึ่งการจัดลักษณะเช่นน้ี เป็นปรศิ นาธรรมให้ผู้มา
รดน้ำพิจารณาว่า มนุษย์เรานั้น เมื่อตายไปแล้ว ไม่สามารถจะนำสิ่งใดติดตัวไปได้ นอกจากคุณความดี
เท่านั้น ใช้ผ้าห่มแพรคลมุ ตลอดร่างศพ เปิดหน้าและมือขวาเทา่ นั้น จัดเตรียมขันน้ำรองรับน้ำจากมือศพ
น้ำอบน้ำหอมผสมน้ำอีกขนั หนึ่ง พร้อมภาชนะเล็ก ๆ ให้บุตรหลานตักน้ำมอบให้ผู้มาร่วมพิธีได้รดน้ำศพ
จุดเครื่องบชู า เชน่ ธูปหอม ดา้ นศีรษะศพ เปน็ การสกั การบูชาพระรตั นตรัยกอ่ นเรมิ่ ทาพธิ รี ดน้ำศพ เมอ่ื ถึง
เวลาตามกำหนด บตุ รหลานวงศา-คณาญาติจะรดน้ำศพก่อน จากนนั้ เชิญแขกผูม้ าร่วมพิธีรดน้ำตามลำดับ
ถา้ ได้รบั พระราชทาน น้ำหลวงอาบศพ ใหเ้ ชิญผู้อาวุโสหรือผู้เคารพนับถือของบตุ รหลาน เป็นประธานพิธี
อาบน้ำหลวงพระราชทานเป็นท่านสุดท้ายซ่ึงจะไมม่ ีการรดน้ำศพอีกตอ่ ไป นำศพบรรจใุ นหีบศพ นำขึ้นต้ัง
ณ สถานที่จดั เตรียมไว้พรอ้ มตัง้ เคร่อื งสักการะศพ เปน็ อนั เสร็จพธิ ี
สถานที่ตัง้ ศพบำเพ็ญกศุ ล
สถานทตี่ ้งั ศพ ควรคำนึงถึงการจัดตัง้ และส่วนประกอบของพิธีศพ คือ
1. สถานท่ตี ง้ั โตะ๊ หมู่บชู าพระรัตนตรยั
2. สถานทตี่ ั้งอาสนส์ งฆ์ สาหรับพระสงฆน์ ั่งสวดพระอภิธรรมและพิธีอ่ืน ๆ
3. สถานที่ตั้งเครื่องประกอบศพ เช่น เครื่องราชอสิ ริยาภรณ์ (ถ้ามี) รูปถ่ายผู้ตาย 4. สถานที่ต้ัง
พวงหรีดของผูน้ ำมาแสดงความอาลัยตอ่ ผู้ตาย
5. สถานท่ตี ัง้ เครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆแ์ ละอปุ กรณเ์ ครือ่ งใช้ในพธิ ีศพ
การจัดสถานท่สี วดพระอภธิ รรมศพ
การจัดสถานที่สวดพระอภิธรรมศพ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานที่ นิยมตั้งโต๊ะหมู่ด้าน
ศีรษะของศพ หันพระพกั ตรพ์ ระพุทธรปู ไปทางทิศตะวนั ออก ทศิ เหนอื หรือทิศใต้ ไมน่ ยิ มหันพระพักตร์ไป
ทางทิศตะวันตก เว้นแต่ข้อจำกัดของสถานที่ตั้งอาสนะสำหรับพระสงฆ์นั่งสวดพระอภิธรรม ตั้งตู้คัมภีร์
พระอภิธรรมด้านหนา้ พระสงฆ์ ให้สงู กว่าอาสนะเล็กน้อย อปุ กรณ์เคร่ืองใชต้ อ้ งจดั เตรียมในพธิ ศี พ มีดังน้ี
1. ผ้าภูษาโยงหรอื ด้ายสายโยง
2. เครื่องทองน้อย
3. ชุดกรวดน้ำ
130
4. กระถางธูป พร้อมตะเกียงเล็ก
5. โตะ๊ รองกราบหรอื หมอนรองกราบ
ผ้าภูษาโยง ใช้ต่อเชื่อมกับด้ายสายโยงจากมือของศพ ทอดลงมาจากปากหีบศพ วางอยู่หัว
อาสนส์ งฆ์ ถัดจากโตะ๊ หมูบ่ ูชา สาหรับลาดด้านหน้าพระสงฆ์ในเวลาทอดผ้าบงั สกุ ุล เชน่ สบง จวี ร ผ้าไตร
หรอื ผ้าอ่ืน ๆ ให้พระสงฆใ์ ชส้ อยได้
เครอื่ งทองนอ้ ย นิยมใช้ 2 ชุด ตั้งหนา้ หีบศพชุดหน่งึ สำหรบั ให้ผูว้ ายชนม์บูชา พระธรรม โดยหัน
ธูปเทยี นเข้าหาหีบศพ พุ่มดอกไมอ้ ย่ดู า้ นนอกหบี ศพ อกี ชุดหนง่ึ สำหรับประธานพิธีหรือเจ้าภาพจุดเคารพ
ศพ หันธูปเทียนเข้าหาคนจุด หันพุ่มดอกไม้เข้าหาหีบศพ มีข้อควรสังเกต คือ การตั้งเครื่องทองน้อย
จะใหใ้ ครจุดสกั การะสงิ่ ใด ใหห้ ันธปู เทียนเข้าหาคนจดุ และเทยี นตอ้ งอยู่ขวามอื คนจดุ เสมอไป
กระถางธปู พรอ้ มธูปและตะเกียงขนาดเล็ก วางเบ้ืองหน้าเครอ่ื งต้ังประดับศพ ให้คนมาในงานจุด
เคารพศพตามประเพณนี ยิ ม
พธิ ีบังสุกุลปากหบี
เมื่อจัดพิธีการตั้งแต่ต้น กระทั้งนำศพบรรจุลงหีบ และนำหีบศพขึ้นตั้งบนโต๊ะเครื่องตั้ง พร้อม
ประดับตกแตง่ เรยี บรอ้ ยแลว้ ถา้ เจ้าภาพมีความประสงค์ทอดผ้าบงั สุกุลปากหบี พึงนมิ นต์ พระสงฆ์ 5 รูป
หรอื 10 รูป นั่งบนอาสนสงฆ์ ประธานหรือเจ้าภาพจุดเคร่ืองบูชาพระรัตนตรัย จุดเครอื่ งทองน้อยหรือธูป
เทียนหน้าหีบศพ อาราธนาศีล รับศลี ลาดผา้ ภษู าโยงหรือสายโยงประธานหรอื เจา้ ภาพทอดผา้ บังสุกลุ โดย
วางขวางทับผ้าภูษาโยงหรือสายโยง พระสงฆพ์ ิจารณาผา้ บังสกุ ลุ และอนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศส่วน
กศุ ลให้แก่ผตู้ าย เป็นอนั เสรจ็ พิธี
พธิ ีสวดพระอภธิ รรมศพ
การบำเพญ็ กศุ ลศพ นิยมจดั 3 คนื 5 คนื 7 คนื หรอื มากกว่าน้ี ข้ึนอยูก่ ับความพร้อมของเจ้าภาพ
แต่ละคืนจะมีพิธีสวดพระอภิธรรม ญาติเป็นเจ้าภาพบ้าง คนอื่นรับเป็นเจ้าภาพบ้าง เมื่อถึงเวลาตาม
กำหนด ประธานหรือเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องสักการบูชาหน้าตู้พระอภิธรรม
จุดเครื่องทองน้อยหน้าศพ หันพุ่มดอกไมเ้ ข้าหาศพ จุดเครื่องทองนอ้ ยอกี ชุดหนึง่ หันพุ่มดอกไม้ออกด้าน
นอก สำหรับใหผ้ ู้วายชนม์บูชาพระธรรม ถ้าเป็นศพคฤหัสถ์หรือฆราวาสจะจุดในคราวเดียวกัน ถ้าเป็นศพ
พระสงฆ์ จะเชิญประธานหรือเจ้าภาพจุดเครื่องทองน้อยหน้าศพ ประธานหรือเจ้าภาพนั่งประจำที่แล้ว
131
อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีลจบ พระสงฆ์สวดพระอภิธรรมประจำคืน การสวดพระอภิธรรมพิธีกร
ไม่ต้องอาราธนาธรรมเพราะการอาราธนาธรรม ถือเป็นการอาราธนาพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา
หรือเทศน์ มิใช่เป็นการอาราธนาพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ส่วนภูมิภาคนิยมอาราธนาธรรมด้วย
เมอ่ื พระสงฆ์สวดพระอภธิ รรมจบ ประเคนจตุปัจจยั ไทยธรรม ทอดผ้าบงั สุกุล พระสงฆพ์ จิ ารณา ผา้ บงั สกุ ุล
และอนโุ มทนา ประธานหรือเจา้ ภาพกรวดน้ำอทุ ศิ กศุ ลใหผ้ ตู้ าย กราบลาพระรัตนตรัย เปน็ อันเสร็จพิธสี วด
พระอภิธรรมประจำคนื
พธิ ีบำเพ็ญกุศล 7 วัน 50 วนั 100 วนั
การทำบุญอุทิศให้ผู้ตายมีตลอดการตั้งศพบำเพ็ญกุศล พิธีทำบุญให้ผู้ตายหลังจากตายได้ 7 วนั
เรียกว่า สัตตมวาร พธิ ีทำบุญให้ผู้ตายหลงั จากตายได้ 50 วัน เรยี กวา่ ปัญญาสมวาร พิธีทำบุญให้คนตาย
หลงั จากตายได้ 100 วนั เรียกวา่ สตมวาร การบำเพญ็ กุศลตามวันดังกล่าว มรี ะเบียบวธิ ีปฏิบตั ิเหมือนงาน
ทำบุญทั่วไป มีความต่างกันอยู่บ้าง คือ ไม่ต้องวงสายสิญจน์และไม่ต้องตั้งขันน้ำมนต์ในการสวดมนต์
เมื่อพิธีกรอาราธนาพระปริตรแล้ว พระสงฆ์ไม่ต้องชุมนุมเทวดาหรือขัดสัคเค สวดพระพุทธมนต์ต่อเลย
จบแล้วถวายภตั ตาหาร พระสงฆฉ์ นั เสร็จแลว้ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ทอดผา้ บังสกุ ุล พระสงฆ์พิจารณา
ผา้ บงั สุกลุ และอนุโมทนา เจา้ ภาพกรวดน้ำอทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหผ้ ้ตู าย กราบลาพระรัตนตรยั เป็นอันเสรจ็ พิธี
บทสวดมนต์ในพิธบี ำเพ็ญกุศลให้ผู้วายชนม์ 7 วัน สมยั โบราณนิยมสวดอนตั ตลักขณสูตร 50 วัน
สวดอาทติ ตปรยิ ายสตู ร 100 วนั สวดธัมมนิยามสูตร แต่ในยคุ ปจั จบุ นั พระสงฆส์ ่วนใหญ่จะสวดธรรมนยิ าม
สูตรทุกงาน ยกเว้นงานเจา้ ภาพนมิ นตร์ ะบุพระสูตรให้สวด แต่มีธรรมเนียมว่า ไม่สวดเจ็ดตำนาน สิบสอง
ตำนาน ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสูตร และ มหาสมัยสูตร ในงานทำบญุ เก่ียวข้องดว้ ยคนตายไปส่สู มั ปรายภพแลว้
การจัดพธิ บี ำเพ็ญกศุ ลในวันดังกล่าว ถือเป็นวนั สำคัญในการทาบุญอทุ ิศให้แก่ผู้ตาย ดังนั้น จึงนิยมทำกนั
โดยท่วั ไป การกำหนดวันจัดงานใหน้ บั วนั ตายเปน็ หลกั คือ ตายลงวนั ไหน ใหถ้ ือวนั นน้ั เปน็ วนั สำคัญในการ
อุทิศผลบุญเป็นกรณีพิเศษ เช่น ตายวนั อาทติ ย์ ถา้ จดั งาน 2 วัน นยิ มนิมนตพ์ ระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ใน
วันเสาร์ ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ใน วันอาทิตย์ กรณีทำบุญวันเดียว พิธีสวดพระพุทธมนต์และการ
ถวายภตั ตาหารพระสงฆ์ นยิ มทำในวันอาทิตย์ ซึ่งตรงกับวันตายของผ้วู ายชนม์
การจัดพิธีบำเพญ็ กุศล 2 วนั ในวนั แรก นิมนต์พระสงฆส์ วดพระพทุ ธมนต์ แสดง พระธรรมเทศนา
พระสงฆ์ 4 รูป สวดรับเทศน์ พิจารณาผ้าบังสุกุล ตกกลางคืนพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม ในวันรุ่งขึ้น
132
พระสงฆ์ท่ีสวดพระพุทธมนต์ในวันแรก สวดถวายพรพระ ฉันภัตตาหาร เรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพถวายเครื่อง
ไทยธรรม พระสงฆพ์ จิ ารณาผา้ บังสกุ ุลและอนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำอทุ ศิ กุศลใหแ้ กผ่ ูต้ าย เปน็ อนั เสรจ็ พิธี
การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลวันเดียว นิมนต์พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ แสดงพระธรรมเทศนา ถวาย
ภัตตาหารเพล หลังจากพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรม ทอดผ้า
บังสกุ ุล (ถา้ ม)ี พระสงฆพ์ ิจารณาผา้ บังสกุ ลุ และอนุโมทนา เจา้ ภาพกรวดน้ำอุทิศสว่ นกุศลให้แก่ผตู้ าย เป็น
อันเสร็จพธิ ี
พธิ ที ำบุญงานฌาปนกิจศพ
เจ้าภาพตั้งศพบำเพ็ญกุศลตามวันทีก่ ำหนดแล้ว ส่วนใหญ่จะทำพิธีฌาปนกิจศพตามธรรมเนียม
ชาวพุทธ การจัดงานฌาปนกิจศพ นิยมจัดงานเป็น 2 เวลา คือ ภาคเช้ากับภาคบ่าย มีระเบียบพิธีควร
ทราบ ดังน้ี
ภาคเช้า เมื่อได้เวลาตามกำหนดแล้ว ประธานหรือเจา้ ภาพจดุ ธูปเทียนบูชา พระรัตนตรัย จุดธูป
เทียนเครื่องทองน้อยเคารพศพ อาราธนาศีล รับศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์
จบแล้วถวายภัตตาหารเพล ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลและ
อนุโมทนา เจา้ ภาพกรวดน้ำอุทิศกศุ ลใหแ้ ก่ผู้ตาย เป็นอนั เสรจ็ พธิ ี
ภาคบ่าย หลงั จากเจ้าภาพและผรู้ ่วมงานรบั ประทานอาหารกลางวันเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ มี
พิธีแสดงพระธรรมเทศนาก่อนฌาปนกิจศพ เป็นการพรรณนาประวัติเกียรติคุณความดขี องผู้ตายให้ผู้อยู่
เบอ้ื งหลังได้ระลึกถงึ พร้อมทัง้ ให้คนมชี ีวิตอยู่ดำรงตนอยใู่ นความไมป่ ระมาท เมอื่ เจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน
พรอ้ มเพรียงกนั แล้ว ประธานจดุ ธปู เทยี นบูชาพระรัตนตรยั จุดธปู เทียนเคร่ืองทองนอ้ ยเคารพศพ จดุ เทียน
สอ่ งธรรม และจุดเทียนเครื่องทองนอ้ ยบชู าธรรม นิมนต์พระเทศนข์ น้ึ ธรรมาสน์ พิธีกรเชญิ เทียนส่องธรรม
ไปต้ังบนธรรมาสน์ อาราธนาศลี รบั ศีล อาราธนาธรรม พระสงฆแ์ สดงพระธรรมเทศนา จบแล้วอนุโมทนา
บนธรรมาสน์ เจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย พระเทศน์ลงจากธรรมาสน์มานั่งบนอาสน์สงฆ์
ประเคน ไทยธรรมกัณฑ์เทศน์ เป็นอันเสร็จพิธีเทศน์ ต่อจากนั้นนิมนต์พระสงฆ์สวดมาติกาขึ้นนั่งบน
อาสน์สงฆ์ อาราธนาพระปริตร ไม่ต้องอาราธนาศีลซ้ำอีก ฟังพระสงฆส์ วดมาติกา จบแล้วถวายไทยธรรม
ทอดผ้าบังสุกุล (ถ้ามี) พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลและอนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศกุศลให้ผู้ตาย
เปน็ อนั เสร็จพิธี
133
พิธีสวดมาติกาบังสกุ ลุ
การสวดมาติกา คือ การสวดบทมาติกาของพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ มีชื่อเรียก อีกอย่างว่า
สัตตัปปกรณาภิธรรม เป็นประเพณีนิยมในการทำบุญหน้าศพอย่างหนึ่ง เรียกว่า สวดมาติกา การสวด
มาติกาในพธิ บี าเพญ็ พระกุศลศพ พระบรมวงศช์ ้ันพระองค์เจ้าขึ้นไป เรยี กว่า สดบั ปกรณ์ โดยมากเป็นพิธี
ชว่ งบา่ ย ก่อนพิธฌี าปนกจิ ศพหรอื พระราชทานเพลงิ ศพ
พิธีสวดมาติกาไม่มีกำหนดตายตัวว่า ต้องนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าไร ส่วนใหญ่ จะนิมนต์เท่า
อายุของผู้ตาย หรือหรือเท่าจำนวนพระสงฆ์ในวดั แต่ในเมอื งนิยม 10 รปู เหมือนพิธหี ลวง การสวดมาติกา
ก็ดี การสวดพระอภิธรรมก็ดี ตามธรรมเนียมโบราณไม่มี การอาราธนาธรรมและพิธีหลวงก็ไม่มีการ
อาราธนาธรรมเชน่ กัน ควรทราบระเบยี บพธิ ีปฏิบตั ิ ดังน้ี
การสวดมาติกาตอ่ จากสวดพระพุทธมนต์หรือแสดงพระธรรมเทศนา ไม่ต้องจุดธูปเทียน และไม่
ตอ้ งอาราธนาศีล เพราะไดป้ ฏิบัติตอ่ เนือ่ งมาก่อนแลว้ ถา้ เว้นชว่ งเวลา จัดพธิ มี าติกาเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก
จึงเริ่มต้นด้วยเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยอาราธนาศีล รับศีลแล้ว พระสงฆ์ขึ้นต้นบท นะโม
ต่อด้วยบท กุสะลา ธัมมา จบด้วยบท เหตุปัจจะโย ทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลและ
อนุโมทนา ยะถา สัพพี ต่อด้วยบท อะทาสิ เม จบด้วยบท ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง กราบลาพระรัตนตรัย
เป็นอันเสร็จพิธี
กรณีเจ้าภาพนิมนต์พระสงฆ์จำนวนมาก ต้องจัดพระสงฆ์เป็นชุด เมื่อพิธีกรเก็บ ภูษาโยง และ
พระสงฆ์ชดุ แรกลงจากอาสน์สงฆ์แลว้ นมิ นตพ์ ระสงฆ์ชุดท่ี 2 ขึ้นส่อู าสน์สงฆ์ ไม่ต้องสวดมาตกิ าอีก พิธีกร
ลาดภูษาโยงให้เจ้าภาพทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลอย่างเดียวไม่ต้องอนุโมทนา ปฏิบัติ
เช่นนี้จนหมดพระสงฆท์ อี่ าราธนามา
การสวดมาติกาในพิธีหลวงต่างจากพิธีฌาปนกิจศพของคนทั่วไป กล่าวคือ งานศพได้รับ
พระบรมราชานุเคราะห์ พระสงฆ์ต้องใช้พัดยศและในเวลาอนุโมทนา ต้องถวายอดิเรก คือ บทถวาย
พระพรเปน็ พิเศษแดพ่ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั
พธิ สี วดแจง
พิธีฌาปนกิจศพช่วง 30 ถึง 50 ปีที่ผ่านมา เจ้าภาพนิยมจัดให้มีการเทศน์สังคีติกถา คือจำลอง
การปฐมสังคายนามาเป็นรูปแบบการเทศน์ เรียกวา่ เทศนแ์ จง แต่ปัจจบุ ันเรม่ิ เลอื นหายไป ยังพอมใี หเ้ ห็น
อยู่ในส่วนภมู ภิ าค เช่น จงั หวัดเพชรบุรี คนรนุ่ ใหม่จงึ ไมค่ อ่ ยรจู้ ักเทศนแ์ จง
134
พิธีการเทศน์แจง เป็นขนบธรรมเนียมเฉพาะงานฌาปนกิจศพบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่
พระสงฆท์ รงสมณศกั ด์ิ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเปน็ ต้น ไม่นยิ มจัดในพิธีฌาปนกิจศพผนู้ ้อย เช่น บุตรธิดา
ของเจา้ ภาพ การเทศน์แจงธรรมาสน์เดียวก็มี 2 ธรรมาสนก์ ็มี 3 ธรรมาสนก์ ม็ ี แต่นยิ มเทศน์ 3 ธรรมาสน์
การนิมนต์พระสงฆ์มาสวดแจง เจ้าภาพมีศรัทธามาก จะนิมนต์พระสงฆ์สวดแจงเต็มจำนวน 500 รูป
เท่ากับพระอรหันต์เข้าร่วมทำปฐมสังคายนา หรือนิมนต์พระสงฆ์เหลือเพียง 50 รูป 25 รูป ตามความ
ต้องการของเจ้าภาพก็ได้
การเทศน์แจงหรอื สังคีติกถา นิยมจดั ตอนบา่ ย กอ่ นพธิ ีฌาปนกิจศพ ถอื เปน็ การทำบุญมีอานิสงส์
มากและเป็นการตอบแทนพระคุณบิดามารดาอย่างสูงยิ่ง เช่นเดียวกับ พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงเป็นองค์
อุปถัมภ์การทำปฐมสังคายนา การเทศน์แจงรูปเดียว เบื้องต้นพระเทศน์ให้ศีลและบอกศักราช แสดง
อานิสงส์การฟังเทศน์แจง แสดงปฐมสังคายนาโดยย่อ ทั้งส่วนพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และ
พระอภิธรรมปิฎก จบแล้วเผดียงพระสงฆ์ขึ้นนั่งประจำอาสนะ สวดแจงตามลำดับ คือ บทนมัสการ
นะโม ตัสสะ ต่อด้วยบทสวดพระวินยั ปิฎก พระสุตตันตะปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกตามลำดับ จบแล้ว
ทอดผ้าบังสุกลุ พระสงฆ์
พจิ ารณาผ้าบงั สุกุล พระเทศน์ ยถา อนุโมทนาบนธรรมาสน์ พระสงฆ์ทั้งหมดรบั สัพพี ต่อด้วยบท
อะทาสิ เม จบดว้ ยบท ภะวะตุ สพั พะมังคะลัง กราบลาพระรัตนตรยั เป็นอนั เสร็จพิธี
การเทศน์แจง 2 ธรรมาสน์ เป็นการเทศน์แบบถามตอบ นิยมเรียกว่า เทศน์ปุจฉาวิสัชนา โดย
สมมุติพระรปู หนึ่งเป็นผู้ถาม อีกรูปหน่ึงเป็นผูต้ อบ จะถามตอบกันเรือ่ งการทำปฐมสงั คายนา เริ่มต้นด้วย
พระวนิ ยั ปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปฎิ ก เม่อื จบ แต่ละปฎิ ก องคเ์ ทศน์จะเผดียงใหพ้ ระสงฆ์
นั่งแจงสวดบทบาลีแต่ละปิฎก สลับกับการเทศน์ปุจฉาวิสัชนา จนครบ 3 ปิฎก จบแล้วทอดผ้าบังสุกุล
พระสงฆท์ ั้งนั้นพิจารณาผ้าบังสุกุล พระเทศน์ ยะถา อนุโมทนาบนธรรมาสน์ พระสงฆท์ ั้งหมดรับสัพพี ต่อ
ดว้ ยบท อะทาสิ เม จบดว้ ยบท ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั ตอ่ จากนนั้ กราบลาพระรัตนตรัย เปน็ อนั เสรจ็ พิธี
การเทศน์แจง 3 ธรรมาสน์ เป็นการเทศน์ถามตอบหรือปุจฉาวิสัชนาเหมือน 2 ธรรมาสน์แต่มี
การสมมุติตนเป็นพระมหากัสสปะ พระอบุ าลี และพระอานนทโ์ ดยพระมหากัสสปะมีหนา้ ทีป่ ุจฉา คือถาม
สาเหตุการทำสังคายนาปิฎกทัง้ 3 พระอุบาลีมีหน้าท่ีวสิ ัชนา คือตอบพระวินัยปิฎก พระอานนท์มีหน้าท่ี
วิสัชนาทัง้ พระสตุ ตนั ตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก ส่วนการสวดบทบาลีของปฎิ กทั้ง 3 พระสงฆร์ บั นิมนต์
มานั่งแจง จะสวดตามพระเทศน์เผดยี งให้สวด หลังจากเทศน์จบ ปิฎกนั้น ๆ ก็ได้ หรือรวมสวดครั้งเดียว
3 ปฎิ ก ตอนเทศน์จบก็ได้ พิธีกรรมท่เี หลอื ปฏิบัตเิ ชน่ เดยี วกับการเทศน์แจง 2 ธรรมาสน์ข้างต้น
135
พธิ ีฌาปนกิจศพและพระราชทานเพลงิ ศพ
พธิ ีฌาปนกจิ ศพและพระราชทานเพลงิ ศพ เปน็ การบำเพ็ญกศุ ลอุทศิ ให้ผตู้ ายครั้งสดุ ท้าย ตาม
ประเพณีไทย กอ่ นสรรี ะร่างกายจะถูกเผาไหม้ในกองเพลงิ เหลอื แตก่ ระดกู เถ้าถา่ น ถอื เป็นเรือ่ งสำคัญ ทุก
คนควรไปรว่ มงานฌาปนกิจศพคนคุ้นเคยและเคารพนับถือ แม้ไม่ใช่ญาติกันก็ตาม คนเคยเป็น คู่
บาดหมางกับผู้ตายตอนมีชวี ิตอยู่ กใ็ หอ้ ภยั ตอ่ กันและไปรว่ มงานด้วย แสดงให้เหน็ ถงึ ความสำคญั ของ พธิ ี
ฌาปนกิจศพดังกลา่ ว
พธิ ีฌาปนกิจหรอื พระราชทานเพลิงศพ เปน็ พิธตี ่อเนื่องจากพิธีบำเพญ็ กุศลภาคเช้าและภาคบ่าย
หลังจากทำบุญทุกอย่างตามประเพณีเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพจัดเตรียมขบวนเชิญศพ ประกอบด้วย
เครอื่ งทองน้อยหรอื กระถางธูป เครอ่ื งราชอิสริยาภรณ์ (ถา้ ม)ี รูปถ่าย พระสงฆ์นาศพ หีบศพ ผู้ร่วมขบวน
เชิญศพ สว่ นพิธหี ลวงไมต่ ้องนำรูปถ่ายและเคร่อื งทองน้อยเข้าในขบวน นำไปตัง้ บนฌาปนสถานก่อนแล้ว
ต่อจากนั้นนาศพเวียนเมรุ โดยเวียนซ้าย 3 รอบ เชิญศพขึ้นตั้งบนเมรุ ทอดผ้าบังสุกุลบนเมรุ พระสงฆ์
พิจารณาผ้าบงั สุกลุ ประกอบพธิ ฌี าปนกจิ หรือพระราชทานเพลิงศพชว่ งสุดท้าย ดว้ ยการอ่านประวตั ผิ ู้ตาย
ถ้าเป็นงานพระราชทานเพลิง อ่านหมายรับสั่งสำนักพระราชวังและสานึกพระมหากรุณาธิคุณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ต่อจากนั้น ประกอบพิธีในขั้นตอนสุดท้าย คือ ประธานทอดผ้าไตร
บงั สกุ ลุ ชุดสุดทา้ ย พระสงฆ์พจิ ารณาผา้ ไตรบงั สกุ ุล ประธานจดุ ไฟประชุมเพลิงหรอื ไฟพระราชทาน ผู้
มารว่ มงานเรม่ิ ต้นจากพระสงฆ์ ผทู้ รงเกยี รติ และประชาชนทว่ั ไป ขนึ้ วางดอกไมไ้ ฟตามลำดับ คณะ
เจ้าภาพยืนเข้าแถวกล่าวขอบคุณและน้อมส่งผู้มาร่วมพิธี ทุกคนแล้ว ขึ้นวางดอกไม้ไฟและประชุมเพลงิ
เปน็ ชดุ สุดท้าย เป็นอันเสรจ็ พธิ ีฌาปนกจิ ศพหรอื พระราชทานเพลิงศพ
พธิ ีเกบ็ อฐั ิและพิธสี ามหาบ
วันรุ่งขึ้นต่อจากวันฌาปนกิจศพหรือพระราชทานเพลิงศพ จะมีพิธีเก็บอัฐิและ พิธีสามหาบ
คำว่า สามหาบ เป็นชื่อภัตตาหารสาหรับถวายพระสงฆ์ในพิธีเก็บอัฐิ โดยจัดอาหารคาวหวานใส่สำรับ
อย่างละ 1 สำรับ จำนวน 3 ชุด สำหรับพระสงฆ์ 3 รูป ใส่หาบเดินร้องกู่รอบฌาปนสถาน เพื่อเรียก
วิญญาณผูต้ ายมาร่วมพธิ ีทำบญุ นำถวายพระสงฆห์ ลงั เสร็จพิธีเก็บอัฐิ ปัจจุบันอาจจดั อาหารใส่ป่ินโตแทน
หรือไม่จัดเลยกไ็ ด้ ถวายแต่ดอกไม้ธปู เทยี นและไทยธรรมเทา่ นน้ั
เจ้าภาพจดั เตรยี มเคร่ืองประกอบพิธีใหพ้ ร้อม คอื โกศบรรจอุ ัฐิ ล้งุ บรรจเุ ถ้ากระดกู ทเี่ หลอื ผ้าขาว
ควรเตรยี ม 2 ผนื สำหรับหอ่ ลงุ้ และเถา้ กระดกู ที่เหลอื ผา้ ทอดบังสุกุลก่อนเก็บอัฐิ 3 ชดุ อาหารคาวหวาน
3 ชุด เครื่องทองน้อยหรือกระถางธูปเชิงเทียน ดอกไม้สำหรับโปรยลงบนอัฐิ น้ำอบน้ำหอมสาหรับพรม
136
กระดูก เงินเหรียญสาหรับโปรยอัฐิและบริจาคทาน สิ่งของเหล่าน้ีจะมอบหมายให้เจ้าหน้าท่ีฌาปนสถาน
จัดเตรยี มกไ็ ด้
ก่อนประกอบพิธีเก็บอัฐิ เจ้าหน้าที่ฌาปนสถานจะทำการแปรรูปอัฐิ โดยนำอัฐิของผู้ตายออกมา
จากเตาเผา จัดเป็นโครงร่างของคน หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก เมื่อถึงเวลาตามกำหนด เจ้าภาพจุด
เครอ่ื งทองนอ้ ย ทำความเคารพอัฐิ เจ้าหนา้ ท่นี ำผ้าขาวคลุมอัฐิ ใหเ้ จา้ ภาพทอดผ้าบังสกุ ุล นมิ นต์พระสงฆ์
พิจารณาผ้าบังสุกุล 3 รูป เสร็จแล้วนิมนต์กลับไปนั่งในศาลาบำเพ็ญกุศล เจ้าภาพพรมน้าอบน้ำหอม
โปรยดอกไมล้ งบนอัฐิและเถ้ากระดกู โปรยทาน เกบ็ อัฐบิ รรจุลงโกศ โดยเลอื กส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายตาม
ความต้องการ คือ กะโหลกศีรษะ กระดูกซี่โครง กระดูกหน้าอก กระดูกแขนสองข้าง กระดูกขาสองขา้ ง
สำหรับอัฐิที่เหลือและเถ้ากระดูกห่อด้วยผ้าขาวบรรจุลงในลุ้ง หีบหรือกล่อง ห่อด้วยผ้าขาวให้เรียบร้อย
เชญิ เคร่ืองทองน้อย โกศอฐั ิ และลุ้งไปยงั ศาลาบำเพ็ญกุศล ประเคนภตั ตาหารสามหาบแดพ่ ระสงฆ์ กรวด
นา้ อุทศิ กุศลใหผ้ ตู้ าย กราบลาพระรตั นตรยั เปน็ อันเสรจ็ พธิ ี
พิธีทำบญุ ฉลองอฐั ิ
เจ้าภาพบางรายจัดพิธีบำเพ็ญกุศลฉลองอัฐิ หลังจากเก็บอัฐิเรียบร้อยแล้ว โดยนิมนต์ พระสงฆ์
เจริญพระพทุ ธมนตเ์ หมอื นพิธีทำบุญทัว่ ไป แตต่ ้งั โกศบรรจอุ ัฐิ รปู ถ่ายของผตู้ ายและขันน้ำมนต์ไว้ด้วย ไม่
วงสายสิญจน์ ตามความเชื่อว่า ถ้าวงสายสิญจน์ วิญญาณผู้ตายไม่สามารถเข้าร่วมพิธีได้ น้ ำมนต์ใช้
ประพรมใหแ้ ก่ญาติผู้ตาย นยั วา่ เป็นการปลดทกุ ข์โศกตอ้ งพลัดพรากจากบุคคลที่รกั สรา้ งขวัญกาลังใจใน
การดำรงชีวติ สืบไป และเจา้ ภาพถือเปน็ วัน ในการออกทุกข์ด้วย พธิ ีนจ้ี ะจัดท่ีบ้านหรือวัดก็ได้ ตามความ
สะดวกของเจ้าภาพ
พิธบี รรจุศพ
เจ้าภาพบางรายตอ้ งการเก็บศพไว้ หลังจากตงั้ ศพบาเพ็ญกุศลครบ 3 คนื 7 คนื แลว้ เพือ่ ความ
พร้อมในการจัดงานฌาปนกิจศพหรืองานพระราชทานเพลิงศพ สถานที่เก็บศพส่วนใหญ่เป็นศาลาบำเพ็ญ
กุศลหรือสถานที่เก็บศพของวัด สุสานของมูลนิธิหรอื สมาคมตั้งอยู่นอกวัดกม็ เี จ้าภาพต้อง การเก็บศพ
ควรติดต่อสอบถามตกลงกับทางวัดหรือเจ้าหน้าที่ของสุสานล่วงหน้า เพื่อความสะดวกเรียบร้อยในการ
ประกอบพธิ ี
การประกอบพธิ ีบรรจุศพ ควรจัดเตรยี มอุปกรณ์เครื่องใช้ในพิธใี ห้พร้อมก่อนทำพิธี คือ ผ้าไตรหรือ
ผ้าสำหรับทอดให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลอย่างน้อย 1 ไตร ก้อนดินเล็ก ๆ ห่อผ้าดำหรอื ผ้าขาว ดอกไม้สด
137
ธูป เตรียมให้เพียงพอกับผู้เข้าร่วมพิธี และกระถางธูป สาหรับผู้เข้าร่วมพิธีปักธูปเคารพศพ ถึงเวลา
ประกอบพิธี เจ้าภาพเชิญประธานวางก้อนดินและดอกไม้ ณ สถานที่บรรจุศพ ถือธูปประนมมือ พร้อม
อธษิ ฐานให้ผตู้ ายไปสู่สุคติปกั ธูปลงในกระถางธปู ต่อจากนน้ั เชิญผู้เขา้ รว่ มพธิ วี างกอ้ นดนิ และดอกไม้จนครบ
ทุกคน เป็นอันเสร็จพิธี
138
บทที่ 4 เทศกาลสำคญั ทางพระพุทธศาสนา
พธิ ีลอยกระทงตามประทปี
การลอยกระทงตามประทีป เป็นประเพณีมมี าแต่โบราณ สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานการจัด
พิธีลอยกระทงตัง้ แตส่ มยั สโุ ขทัย วตั ถุประสงคเ์ พื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ซ่ึงประดิษฐาน
อยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทาในชมพูทวีป อีกนัยหนึ่ง เพื่อขอขมาพระแม่คงคา ซึ่งพวกเราอาศัยใช้สอยในการ
ดำรงชีพ เป็นการแสดงวา่ คนไทยเป็นผู้มคี วามกตัญญูต่อสงิ่ ให้ประโยชนต์ น แมเ้ ป็นส่ิงไมม่ ชี วี ิตก็ตาม
คติความเชือ่ ทางพุทธศาสนา
ในอรรถกถาปุณโณวาทสูตรกล่าวว่า สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังแม่น้ ำนัมมทา
พญานัมมทานาคราช ทลู อาราธนาให้เสดจ็ ไปสนู่ าคพภิ พด้วยความศรัทธาเลื่อมใส เพอ่ื ถวายบูชาสักการะ
พระองค์เสด็จไปตรสั เทศนาโปรดพญานาคราชพรอ้ มบรวิ ารแล้ว ขณะเสด็จกลับ พญานาคราชได้กราบทูล
ขอสิ่งระลึกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสาวรีย์สาหรับบูชาสักการะในกาลต่อไป พระพุทธเจ้าทรง
ประทานให้ตามความประสงค์ โดยประดิษฐาน รอยฝ่าพระบาทไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานั้น ให้เป็นท่ี
สักการบูชาของพญานมั มทานาคราชและบรวิ ารสืบมา
ความเปน็ มาของพธิ ลี อยกระทงตามประทปี
พิธีลอยกระทงของไทย เริ่มมีมาตั้งแตส่ มัยกรุงสุโขทยั เปน็ ราชธานี ในรัชสมัยของพระมหาธรรม
ราชาลิไท ท่ี 5 นยิ มทำกนั เป็นประเพณี ในวันเพญ็ เดอื น 12 โดยปรากฏในหนังสือตำหรบั ทา้ ว
ศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งเป็นพระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไท และเป็นพระธิดาของพระศรีมโหสถ
ตำแหน่งราชครู ตระกูลพราหมณ์ ได้เรียบเรียงเรื่องเกี่ยวกับ ราชประเพณี 12 เดือน ในราชสานัก
พระมหาธรรมราชาลิไท ความตอนหน่ึงวา่ ถงึ วันเพญ็ เดือน 12 พระร่วงเจา้ รบั สง่ั ใหบ้ รรดาพระสนมนางใน
เถา้ แกแ่ ม่ท้าวทงั้ หลาย ตกแต่งประดับกระทงดอกไม้ธูปเทียน นำลอยนา้ หน้าพระที่น่ัง ตามประเพณีของ
กษตั ริย์โบราณทม่ี มี า
139
จากข้อความนี้แสดงว่า การลอยกระทงตามประทีป เพ่ือบูชารอยพระพุทธบาทในวันเพ็ญ
เดือน 12 ของไทย ทำกันมาแตค่ รัง้ กรุงสโุ ขทัยเปน็ ราชธานี และในหนังสอื พระราชพิธี 12 เดอื น พระ
ราชนิพนธพ์ ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอย่หู ัว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงกล่าวถงึ พธิ ีลอยกระทงตามประทีป
ไว้ แสดงวา่ พิธีน้ไี ดป้ ฏิบัตติ ่อเน่ืองมาโดยตลอด
พิธีลอยกระทงตามประทีป เรียกกันทัว่ ไปวา่ งานลอยกระทง ในภาคเหนือจัดเป็นงานใหญ่ เช่น
จังหวัดเชียงใหม่ เรียกว่า งานประเพณียี่เป็ง ถือเป็นงานประเพณีสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งชาวไทย
และชาวต่างชาติรู้จกั กันดี จังหวัดอ่ืน ๆ ทางภาคเหนือก็ได้จัดงานประเพณีลอยกระทงเช่นเดียวกัน ส่วน
จงั หวัดสโุ ขทยั เป็นตน้ ตำหรับของพธิ ีลอยกระทงตามประทีป ได้จดั งานประเพณีเผาเทียนเลน่ ไฟ เป็นงาน
ใหญ่ประจำปีของจังหวัดในช่วงเทศกาลลอยกระทง เป็นงานประเพณีมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของ
นักทอ่ งเท่ยี วทัว่ โลก
กอ่ นลอยกระทงตามประทปี บูชาพระพทุ ธบาท โบราณมกี ารกลา่ วคำบูชาดว้ ย ปจั จุบนั การ
ลอยกระทงโดยทั่วไป เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เฉพาะคนหนุ่มสาวจะชวนกันไปลอยกระทงเป็น คู่ ๆ และ
สว่ นใหญ่จะอธิษฐานเกีย่ วกับความรัก จึงทำใหไ้ ม่ค่อยมีคนนึกถงึ วตั ถปุ ระสงคแ์ ทจ้ รงิ ของประเพณีการลอย
กระทงตามธรรมเนยี มโบราณ
พธิ ีถวายผ้าปา่
คำว่า ผ้าป่า ในสมัยพุทธกาล เรียกว่า บังสุกุลจีวร หรือ ผ้าบังสุกุล แปลว่า ผ้าเป้ือนฝุ่นไม่มี
เจา้ ของหวงแหน ทง้ิ อยูต่ ามถนนหนทาง ในปา่ ช้า หรอื แขวนอย่ตู ามก่ิงไมใ้ นป่า แรกตรัสรู้ พระพทุ ธเจ้ายัง
มิได้ทรงอนญุ าตให้พระภกิ ษุรบั ถวายจวี รจากชาวบา้ น ทรงอนญุ าตเพยี งให้ แสวงหาผา้ บงั สุกุล ผา้ เปือ้ นฝุ่น
ไม่มีเจ้าของ ผ้าหอ่ ซากศพทิ้งตามป่าช้า และผ้าตกอย่ตู ามถนน นำมาซักยอ้ มตัดเยบ็ เปน็ สบง จีวร สังฆาฏิ
อย่างใดอยา่ งหนง่ึ เพือ่ ใชน้ งุ่ หม่ พุทธศาสนกิ ชนสมัยนน้ั เห็นความลำบากของพระภกิ ษเุ ร่ืองนี้ มี
ความประสงค์จะบำเพ็ญกุศลไม่ขัดต่อ พระพุทธบัญญัติ จึงจัดหาผ้าควรแก่สมณบริโภค นำไปทิ้งตาม
สถานที่ต่าง ๆ โดยมากตามปา่ หรอื ป่าช้า ดังน้ัน พุทธศาสนกิ ชนชาวไทย จงึ นิยมเรยี กกันวา่ ผ้าป่า
ประเภทของผา้ ป่า
พิธีทอดผ้าป่าในประเทศไทย มีปฏิบัติกันหลายแบบ ไม่จำกัดกาลเหมือนพิธีถวาย ผ้ากฐิน เดิม
การทอดผ้าป่าไมม่ พี ิธีการอะไร ผู้มีจิตศรัทธาจัดสิ่งของควรแก่สมณบริโภค บรรจุในภาชนะ เช่น กระบงุ
กระจาด หรือถังสังกะสี ปัจจุบันใชถ้ ังพลาสติก ปักกิ่งไม้ตรงกลาง แขวนผ้าผืนหน่ึงพาดก่ิงไม้ไว้ สมมุติวา่
140
เป็นป่า ตั้งตามทางพระบิณฑบาตเดินผ่านไปมา หรือนำไปตั้งใกล้วัด ทำสัญญาณให้พระสงฆ์รู้ว่ามีผู้นา
ผ้าป่ามาถวาย เมื่อพระสงฆพ์ ิจารณานำไป ใชส้ อย กส็ ำเร็จเปน็ ผ้าป่าทันที ปจั จุบนั ถวายผ้ากฐินเสร็จแล้ว
โดยวัตถปุ ระสงคใ์ ห้ทางวดั นำปจั จัยจากต้นผา้ ป่าไปเป็นค่าใช้จา่ ยเบ็ดเตลด็ ในการเตรยี มงานทอดกฐิน
ผ้าปา่ สามคั คี เป็นผา้ ปา่ นิยมจัดกันการทอดผ้าป่าดังกลา่ ว มกี ารเรียกชื่อตามวิธีปฏิบตั ิ 3 ประเภท
ด้วยกนั คือ ผา้ ป่าโยง ผา้ ป่าหาง และผา้ ป่าสามคั คี
ผ้าป่าโยง เป็นผ้าป่าที่พระพุทธศาสนิกชนมีภูมลิ ำเนาใกล้แม่น้ำลำคลอง นิยมจัดกันในสมัยก่อน
ผมู้ จี ติ ศรัทธาคนเดียวหรือเปน็ หมู่คณะ ทำต้นผา้ ปา่ จำนวนหลาย ๆ ต้น นำใสเ่ รอื ลำใหญ่พร้อมคณะศรัทธา
ใช้เรือยนต์ลากจูงไปตามแม่น้ำหรือคลอง เมื่อถึงหน้าวัดจะจอดเรือ นำต้นผ้าป่าไปตั้งบนศาลาท่าน้ำ
จุดประทดั สัญญาณ เพื่อใหพ้ ระภิกษุในวัดน้นั ทราบ จากน้ันลงเรือแลน่ ตอ่ ไปยงั วัดอ่นื ๆ ตามริมน้า ปฏิบัติ
เช่นเดียวกันจนหมดต้นผ้าป่าทั้งลำเรือ จึงเดินทางกลับ เมื่อพระภิกษุในวัดนั้น ได้ยินเสียงสัญญาณ
มาพจิ ารณาผ้าป่านำไปใช้สอย ถือวา่ สำเรจ็ เปน็ ผ้าป่า การทอดผา้ ป่าโยงน้ี ไมม่ ีพิธถี วายและพระภิกษุก็ไม่
ตอ้ งอนโุ มทนา
ผ้าป่าหาง คำเต็มว่า ผ้าป่าหางกฐนิ หรือ ผ้าป่าแถมกฐิน เป็นผ้าป่าทีเ่ จา้ ภาพทอดกฐิน จัดผ้าปา่
ต้นหนึ่งประกอบพิธีถวายหลังกฐิน ในปัจจุบัน มีการจัดหาประธานกรรมการ และคณะกรรมการเป็น
จำนวนมาก เพ่อื รวบรวมรายได้จากการทอดผา้ ปา่ สามัคคี นำไปใช้ก่อสร้าง หรือบรู ณปฏสิ ังขรณถ์ าวรวัตถุ
ในวดั อาจเรียกไดอ้ ีกอย่างหนึ่งว่า ผ้าปา่ พฒั นาการ พธิ ีทอดผา้ ป่า ตอ่ หน้าสงฆ์ เช่นผ้าป่าสามัคคี ต้องทำ
พิธีถวาย ด้วยการนำต้นผ้าป่าขึ้นตั้งบนโต๊ะหรือสถานที่สมควร เจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
กลา่ วคำบชู าพระ กราบพระ อาราธนาศีล รบั ศลี กลา่ วคำถวายผา้ ปา่ นิมนต์พระสงฆพ์ จิ ารณา (ชกั ) ผ้าป่า
ประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆอ์ นโุ มทนา กรวดน้ำรบั พร เปน็ อันเสรจ็ พธิ ี
คำถวายผา้ ป่า
อมิ านิ มะยงั ภันเต ปงั สกุ ูละจวี ะรานิ สะปะริวารานิ ภกิ ขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต
ภิกขสุ ังโฆ อิมานิ ปังสุกลู ะจวี ะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏคิ คัณหาตุ อมั หากงั ทีฆะรตั ตัง หิตายะ สขุ ายะ.
คำแปล
ขา้ แต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจา้ ทัง้ หลาย ขอน้อมถวายผา้ บังสกุ ุลจีวร แด่พระภกิ ษุสงฆ์ ขอ
พระภิกษสุ งฆ์ โปรดรับผ้าบังสุกุลจวี ร พร้อมทั้งบริวารทั้งหลายเหลา่ นี้ ของข้าพเจ้าทัง้ หลาย เพื่อ
ประโยชน์และความสขุ แก่ขา้ พเจ้าท้ังหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ.
141
พธิ ถี วายผา้ กฐนิ
พธิ ถี วายผา้ กฐนิ เป็นประเพณที าบญุ อย่างหนงึ่ ของไทย ตอ้ งทำในระยะเวลาตามกำหนด ในรอบ
ปีหนึ่ง ๆ ระหว่างวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 รวม 1 เดือน เรียกว่า กฐินกาล จะทำ
ก่อนหรือหลังจากนี้ไม่ได้ และวัดหนึ่ง ๆ ปีหนึ่งรับกฐินได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เรียกอย่างสามัญว่า
ทอดกฐนิ
ความหมายและเหตุเกดิ การทอดกฐิน
กฐนิ เปน็ ภาษามคธ แปลว่า ไมส้ ะดงึ คือ กรอบไม้สาหรับขงึ ผ้าให้พระภกิ ษุตัดเย็บจีวรได้สะดวก
ขึ้น เนื่องจากสมยั กอ่ น เครื่องมือใช้เยบ็ ผ้าไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน การเย็บจีวรเป็นการเย็บผา้ หลาย ๆ
ชิน้ ต่อกัน และประสานกนั ใหม้ รี ปู เหมอื นกระทงนา จงึ ต้องอาศยั ไม้สะดงึ ชว่ ยในการขงึ ผ้าให้ตึง ดงั น้ัน ผา้ ที่
เย็บโดยอาศัยไม้สะดึงนี้ จึงเรียกว่า ผ้ากฐิน และ ยังใช้เรียกผ้ากฐิน ตามความหมายเดิมเรื่อยมาจนถึง
ปัจจุบัน แม้จะมีผ้าตัดเย็บสำเร็จรูป โดยไม่ต้องอาศัยไม้สะดึง ก็ตาม นอกจากนี้ คำว่า กฐิน ยังมี
ความหมายแตกออกไปอีก หลายอย่าง พอสรปุ ได้ ดงั น้ี
1. เปน็ ชอื่ ของกรอบไม้สะดึง สำหรับขึงผา้ ตดั เยบ็ สังฆาฏิ จีวร สบง ของพระสงฆ์
2. เปน็ ชื่อของผ้าถวายแกส่ งฆ์ เรียกวา่ ผ้ากฐนิ
3. เปน็ ชอ่ื สังฆกรรมในพธิ รี บั กฐิน เรยี กว่า กฐินกรรม
4. เปน็ ช่ือชว่ งเวลาตั้งแตแ่ รม 1 ค่ำ เดอื น 11 ถงึ ขึน้ 15 คำ่ เดือน 12 เรียกว่า กฐนิ กาล
เรือ่ งกฐนิ เดิมเปน็ ของสงฆโ์ ดยเฉพาะ ภิกษสุ งฆต์ ้องไปหาผ้ามาจากสถานท่ีตา่ ง ๆ ซึ่งไม่มีใครเป็น
เจ้าของด้วยวิธีบังสุกุลนำผ้านั้นมาเย็บย้อมใช้สอยเองต่อมาพุทธศาสนิกชนมีจิตศรัทธาน ำผ้ามาถวาย
พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตผ้าที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายและให้กรานเป็นกฐินได้ เป็นเหตุให้
พทุ ธศาสนิกชน ได้บำเพญ็ กศุ ลการทอดกฐนิ สบื มาตามลาดบั
คำว่า ทอด คือ นำไปวาง การทอดกฐิน จึงหมายถงึ การนำผ้ากฐนิ ไปวางต่อหน้าพระสงฆ์จำนวน
อย่างนอ้ ย 5 รปู โดยมไิ ด้ต้งั ใจถวายพระภกิ ษรุ ปู ใดรูปหนึ่งเป็นการเฉพาะ ในพระไตรปฎิ ก ตอนว่าด้วยกฐนิ
ขนั ธกะ ได้กล่าวมลู เหตุการทอดกฐนิ ไว้ว่า
สมัยหน่ึงพระภกิ ษุชาวเมอื งปาฐา 30 รปู ประสงคจ์ ะเขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจ้า ซึ่งประทับอยู่ ณ
พระวิหารเชตะวันซง่ึ ท่านอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐีสร้างถวายประจำเมืองสาวัตถีชวนกนั เดินทางมา พอถงึ เมือง
สาเกต หา่ งจากเมืองสาวัตถี 6 โยชน์ (96 กโิ ลเมตร) จวนถงึ วนั เขา้ พรรษาจะเดนิ ทางต่อไปก็ไม่ทันจึงต้อง
จำพรรษาทีเ่ มอื งสาเกตระหว่างจำพรรษากร็ ้อนใจจะเข้าเฝา้ พระพุทธเจ้า เมอ่ื ออกพรรษาปวารณาแล้วรีบ
142
เดนิ ทางไปเฝ้าพระพทุ ธเจา้ ทนั ทีขณะนน้ั ฝนยงั ตกชกุ อยพู่ น้ื ดนิ เตม็ ไปด้วยน้ำหลม่ เลนทำใหจ้ วี รเปรอะเป้ือน
พอมาถึงเมืองสาวัตถีได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธองค์ตรัสถามถึงการเดินทางและความ
ยากลำบากอื่น ๆ ภกิ ษเุ หล่านนั้ ทูลให้ทรงทราบถงึ ความกระวนกระวายจะมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์และรีบ
เดินทาง มาจนจีวรเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม พระพุทธองค์ทรงยกขึ้นเป็นเหตุและมพี ุทธานุญาต ให้มี
การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นบุคคลแรกใน
พระพุทธศาสนา ขอรบั เป็นเจ้าภาพผ้ากฐนิ ถวายพระภกิ ษชุ าวเมอื งปาฐาทง้ั 30 รูปเหล่านนั้
ประเภทของกฐิน
กฐิน แบง่ เปน็ ประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คอื
1. กฐินหลวง คือ กฐินพระมหากษตั รยิ ์เสด็จพระราชดำเนินไปทอดถวายด้วยพระองค์เอง หรือ
ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าโปรดกระหมอ่ ม พระราชทานแก่ผู้ขอรับพระราชทาน นำไปทอด ณ พระอาราม
หลวงต่าง ๆ ท่ัวประเทศ
2. กฐนิ ราษฎร์ คอื กฐนิ ผ้มู ีจิตศรัทธานาไปทอด ณ วดั ราษฎร์
คุณสมบัติของวดั รับกฐินได้
1. มพี ระภกิ ษุจำพรรษาอย่างน้อย 5 รปู
2. พระภิกษตุ ้องอยู่จำพรรษาครบไตรมาสหรือ 3 เดือน
ความเป็นมาของประเพณีการทอดกฐนิ
พุทธศาสนิกชนชาวไทยทุกระดับชั้น ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง
ข้าราชการ พอ่ ค้า ประชาชน ถอื กนั วา่ การถวายผา้ กฐนิ หรอื ทอดกฐิน เป็นบญุ ใหญ่ มีอานสิ งสม์ าก ทั้งเป็น
การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกสว่ นหนึง่ จึงได้มีการจัดพิธีถวาย ผ้ากฐินเป็นงานใหญ่ ทั้งพิธีหลวงและ
พิธีราษฎร์ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ดังความ ในศิลาจารึกว่า “คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน
มักทรงศลี มกั โอยทาน พ่อขนุ รามคำแหง เจ้าเมืองสโุ ขทยั น้ี ทงั้ ชาวแม่ ชาวเจ้า ทง้ั ทว่ ยปว่ั ทว่ ยนาง ลูกเจ้า
ลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เม่ือ
ออกพรรษาเดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย พนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่ง มีหมอน
นอน บรพิ ารกฐนิ โอยทาน แลป่ ีแล้ญบิ ล้าน ไปสวดญตั ตกิ ฐิน ถึงอรัญญิกพนู้ เม่อื จะเขา้ มาเวยี ง เรยี งกนั แต่
143
อรัญญิกพู้น เท้าหัวลานดาบงดากลอย ด้วยเสียงพาทย์เสียงพณิ เสียงเลื่อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น
ใครจกั มักหวั หวั ใครจกั มักเลื่อน เล่ือน เมอื งสุโขทยั นม้ี สี ปี่ ากประตหู ลวง เทียนญอมคนเสียดกันเข้าดูท่าน
เผาทา่ นเทียนเลน่ ไฟ เมืองสโุ ขทยั นด้ี งั จักแตก”
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ประเพณีการทอดกฐินนี้ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา
มิได้ขาดท้ังเป็นของประชาราษฎรแ์ ละของหลวงกระท่ังเลยล่วงมาถงึ สมัยรตั นโกสินทร์ ถอื เป็นงานบุญงาน
กศุ ลยงิ่ ใหญ่ นอกจากมผี า้ เปน็ องคก์ ฐินแลว้ จัดเคร่ืองบรวิ ารกฐินเพ่ิมอกี มาก เช่น บาตร ท่ีนอน หมอน มุ้ง
กาน้ำชา กระติกน้ำร้อนกระเป๋า ชาม ช้อนและเครื่องมือโยธา เช่น ค้อน เลื่อย สิ่ว ตะไบ คีม กบไสไม้
ไมก้ วาด สรุปคือ เครือ่ งกินเคร่อื งใช้ เครอ่ื งมอื ครบบรบิ ูรณ์พร้อมจตปุ จั จยั ไทยธรรมถวายร่วมกับองค์กฐิน
พธิ ที อดกฐินแตล่ ะวดั เจา้ ภาพนยิ มเชญิ ญาตมิ ิตรและผเู้ คารพนบั ถือไปรว่ มอนโุ มทนาบุญโดยทว่ั กัน
ใน ศาสนพิธีนี้ จะนำกฐินราษฎร์มากลา่ วเป็นลำดับแรก เพราะเป็นเรือ่ งใกล้ตวั ชาวพุทธ ทุกคน
เคยไปรว่ มพธิ ที อดกฐินกันโดยมากสว่ นกฐินหลวงจะกลา่ วในลำดบั ถดั ไป
กฐนิ ราษฎร์
กฐนิ ราษฎร์แบ่งออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ มหากฐินและจุลกฐนิ
มหากฐิน เป็นกฐินส่วนบุคคล เจ้าภาพเป็นคหบดี มีศรัทธาออกทุนทรัพย์ของตนและครอบครวั
เปน็ หลกั ในการทอดกฐนิ นยิ มเรยี กสัน้ ๆ ว่า กฐนิ แต่ถา้ ผมู้ จี ิตศรัทธาหลายคนรว่ มกนั ออกทุนทรัพย์และ
รว่ มกนั ทอดกฐิน เรยี กวา่ กฐนิ สามัคคี
การทำบุญกฐินก่อให้เกิดอานิสงส์ทั้งแก่ ผู้ทอดและพระสงฆ์ สำหรับพระสงฆ์ จะได้รับอานิสงส์
ตามพระวินัยว่า พระภิกษุกรานกฐินแล้ว สามารถเที่ยวไปไม่ต้องบอกลา ไม่ต้องถือไตรจีวรครบสำรับ
ฉนั อาหารคณโภชน์ปรัมปรโภชนไ์ ด้ ใช้สอยอดเิ รกจีวรเกบ็ จวี รส่วนเกิน ไดต้ ามปรารถนา เมื่อมลี าภเกิดขึ้น
ในวดั ตกเป็นของพระภกิ ษุผจู้ ำพรรษกาลและกรานกฐินแล้ว สำหรับเจ้าภาพทอดกฐนิ เชอ่ื กนั วา่ ไดบ้ ญุ มาก
เพราะในปีหนึ่งมีเพียงฤดูกาลเดียวคือ ฤดูกาลทอดกฐินเท่านั้น เป็นผลให้เจ้าภาพมีจิตใจแจ่มใสอิ่มใน
บุญกุศลนอกจากนย้ี ังสามารถขจดั ความโลภในใจทางอ้อมอกี ดว้ ย
ประเพณีการทอดกฐิน หลังจากทอดกฐินเสร็จแล้ว เจ้าภาพนิยมปักธงรปู จระเข้ ไว้ตามวัด เพ่ือ
เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า วัดนี้มีคนทอดกฐินแล้ว การปักธงรูปจระเข้เป็นสัญลักษณ์ ในเทศกาลทอดกฐิน
มีตำนานเล่าขานไว้ 2 ทางด้วยกัน
144
เรื่องแรกเล่าว่า สมัยก่อน การเดินทางต้องอาศัยดูดาวเป็นสำคัญ เช่น ยกทัพตอนใกล้รุ่ง ต้องดู
ดาวจระเขข้ นึ้ ตอนใกล้ร่งุ การทอดกฐินกเ็ หมือนกนั มกี ารตระเตรียมมาก บางครัง้ ไปทอดตามวัดไกลบ้าน
ตอ้ งเดนิ ทางไกล ฉะนั้น การดเู วลาตอ้ งอาศัยดูดาว พอดาวจระเขป้ รากฏบนฟ้า ก็เคลอ่ื นองค์กฐินไปสว่าง
ที่วัดพอดี ต่อมามีผูค้ ิดทำธงในงานกฐนิ ชั้นต้นคงทำธงทวิ ประดับให้งาม ภายหลังหวังใช้เปน็ เครื่องหมาย
ทอดกฐิน จงึ ทำเป็นธงรปู จระเข้ข้นึ
อกี เร่อื งหนง่ึ เล่าว่า ในการแหก่ ฐินทางเรือของอุบาสกคนหนง่ึ จระเข้ตวั หน่ึงอยากได้บุญ อุตสาห์
ว่ายน้ำตามเรือไปด้วย แต่ยังไม่ทันถึงวัดหมดกำลังก่อนว่ายตามต่อไปไม่ไหวจึงร้องบอกอุบาสกว่าตนไม่
สามารถว่ายตามไปร่วมการกุศลต่อไปได้ ช่วยเขียนรูปของตนเป็นสักขีพยานว่า ได้ไปร่วมการกุศลด้วย
อุบาสกนั้น จึงได้เขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัดเป็นครั้งแรก ภายหลังมีการทำธงรูปจระเข้ปักในงาน
กฐินสืบตอ่ กนั มา
จุลกฐิน
เป็นกฐินอยา่ งหนึ่ง พุทธศาสนิกชนทากนั ขึน้ มาเป็นพิเศษ ต่างจากกฐินทั่วไป กล่าวคือเริ่มตัง้ แต่
เก็บฝา้ ยมาปัน่ ทอเป็นผืนกะตัดเยบ็ ย้อมทำเป็นผา้ กฐินให้เสรจ็ ในวนั เดยี ว จุลกฐิน จึงหมายถึง ผ้าทำสำเร็จ
มาจากสิ่งเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ ในบางทอ้ งถิ่นเรยี กวา่ กฐนิ แลน่ แปลวา่ รบี ด่วน เพราะจลุ กฐินต้องเร่งทำให้เสร็จ
ภายในวนั น้ัน มกั ทำในระยะจวนหมดเขตการทอดกฐนิ เช่น ในวนั ขน้ึ 14 คำ่ 15 ค่ำ เดือน 12
กฐินโจร หรอื กฐินโจล
กฐินโจร หรือ กฐินโจล เป็นกฐินที่พุทธศาสนิกชน ทำขึ้นในวันจวนจะหมดเขตกฐินกาลราว
วันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ เดือน 12 ด้วยการสืบหาวัดยังไม่ได้รับการทอดกฐิน และจัดหาผ้ากฐินไปทอด
เรียกว่า กฐินตก กฐินตกค้าง หรือ กฐินโจร เพราะเป็นวัดตกค้างไม่มีผู้ใดมาทอดกฐิน ตามธรรมดา
การทอดกฐนิ ตอ้ งบอกกลา่ วพระภกิ ษุสงฆ์ในวดั นนั้ ให้ทราบล่วงหน้าจะได้เตรยี มการต้อนรับและเพ่ือมิให้
มีการทอดกฐินซ้ำ แต่กฐินโจรไม่มีการบอกล่วงหน้า จู่ ๆ ก็นำไปทอดเลย เป็นการจู่โจมไม่ให้พระสงฆ์
รู้ล่วงหนา้ เหมอื นการปลน้ ของโจร สว่ นวธิ ีการทอดน้ัน เหมอื นการทอดกฐนิ ท่วั ไป เจา้ ภาพกล่าวคำถวาย
ผ้ากฐิน ถวายบริวารกฐิน พระสงฆ์อนโุ มทนา กรวดน้ำรบั พร เปน็ อันเสร็จพธิ ี การทอดกฐินด้วยวิธีน้ี ถอื กนั
วา่ มอี านิสงสม์ ากกว่ากฐินอ่ืน เพราะเป็นการอนุเคราะหพ์ ระสงฆ์ให้มโี อกาสกรานกฐินตามพระวินัย
145
การเตรยี มงานทอดกฐินราษฎร์
เม่ือเจ้าภาพมีจิตศรัทธาจะทอดกฐิน เบอื้ งตน้ ต้องจองกฐินก่อน แจ้งความประสงค์ให้วัดทราบว่า
จะมาทอดกฐินวัดน้ี การจองกฐินควรทำหนังสือเป็นหลักฐาน แต่ถ้าเจ้าภาพกับทางวัดคุ้นเคยกัน จะจอง
ดว้ ยวาจากไ็ ด้ พร้อมนดั วนั เวลาทำพธิ ีทอดกฐนิ ทำปา้ ยตดิ ประกาศไว้หนา้ วดั ใหพ้ ทุ ธศาสนิกชนรับทราบ
จัดเตรยี มไตรจีวรเป็นผ้ากฐนิ ให้ถูกตอ้ งตามประเภทของวัด คอื มหานิกายหรอื ธรรมยุต เพราะวดั ธรรมยตุ
ใช้ผ้าไตร 2 ชั้น จัดเตรียมบริวารกฐินตามความศรัทธา ก่อนวันทอดกฐิน จะมีพิธีฉลององค์กฐินและ
มหรสพสมโภชดว้ ยกไ็ ด้ ข้นึ อย่กู บั เจา้ ภาพ
ลำดับพิธีทอดกฐนิ ราษฎร์
ครั้นถงึ กำหนดวนั ทอดกฐิน เจ้าภาพพร้อมญาตมิ ิตรและผู้เขา้ รว่ มพิธี นำผ้ากฐินและบรวิ ารกฐินไป
จดั ตงั้ ณ สถานทีต่ ามกำหนด เช่น อโุ บสถ ศาลาการเปรยี ญ อาราธนาพระสงฆ์นง่ั ประจาอาสนะ ประธาน
หรือเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พิธีกรนำบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล รับศีล ถวายผ้าห่ม
พระประธานมอบให้ไวยาวัจกรนำไปห่มพระประธานต่อจากนั้น ประธานหรือพิธีกรกล่าวนาถวายกฐิน
ยกผ้ากฐินประเคนพระสงฆ์รูปที่ 2 ประเคนเทียนสวดพระปาติโมกข์ (ถ้ามี) พระสงฆ์ประกอบพิธีกราน
กฐนิ คอื อุปโลกน์องค์ครองกฐนิ ฉลองศรัทธาเจ้าภาพ เสรจ็ แลว้ องค์ครองออกไปครองผา้ กฐิน กลับมานั่ง
ตามเดมิ ประธานประเคนบรวิ ารกฐนิ แดอ่ งคค์ รองกฐิน พระสงฆอ์ นุโมทนา กรวดน้ำรบั พร เป็นอนั เสรจ็ พิธี
คำถวายผา้ กฐนิ (แบบท่ี 1)
อิมงั สะปะรวิ ารงั กะฐนิ ะทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ
ทตุ ยิ มั ปิ อิมงั สะปะริวารงั กะฐินะทุสสงั สังฆัสสะ โอโณชะยามะ
ตะตยิ มั ปิ อมิ ัง สะปะรวิ ารงั กะฐนิ ะทุสสงั สงั ฆสั สะ โอโณชะยามะ.
คำแปล
ข้าพเจา้ ทงั้ หลาย ขอนอ้ มถวายผา้ เพื่อกฐนิ พร้อมทั้งบริวารนี้ แดพ่ ระสงฆ์.
146
คำถวายผา้ กฐนิ (แบบที่ 2)
อิมัง ภันเต สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต สังโฆ อิมัง
สะปะริวารงั กะฐนิ ะทสุ สงั ปะฏคิ คัณหาตุ ปะฏคิ คะเหตตะวา จะ อิมินา ทุสเสนะ กะฐินัง อัตถะระตุ อัม
หากงั ทีฆะรตั ตงั หติ ายะ สุขายะ.
คำแปล
ข้าแต่พระสงฆผ์ ู้เจริญข้าพเจ้าท้ังหลาย ขอน้อมถวายผา้ เพ่ือกฐิน พร้อมทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์
ขอพระสงฆโ์ ปรดรบั ผา้ เพื่อกฐนิ พรอ้ มท้ังบรวิ ารน้ี ของขา้ พเจา้ ทัง้ หลาย คร้ันรับแล้ว โปรดกรานกฐินด้วย
ผ้านีเ้ พ่ือประโยชน์และความสุขแก่ขา้ พเจา้ ทั้งหลายตลอดกาลนาน เทอญ.
พระกฐนิ หลวง
กฐินหลวง แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คือ กฐินหลวงกำหนดเป็นงานพระราชพิธี กฐินต้นและกฐนิ
พระราชทาน
กฐินหลวงกำหนดเป็นงานพระราชพิธี หมายถึง พระกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จ
พระราชดาเนินไปทอดด้วยพระองค์เอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหผ้ ู้แทนพระองค์ เชน่ พระบรม
วงศานุวงศ์ องคมนตรี นำไปทอดตามพระอารามหลวงสำคัญทั้ง 16 พระอาราม ในเขตกรุงเทพมหานคร
12 วัด ได้แก่ วัดบวรนเิ วศวหิ าร วัดเทพศิรนิ ทราวาส วัดเบญจมบพติ รดุสิตวนาราม วัดพระเชตพุ น
วิมลมังคลาราม วัดมกุฏกษัตริยาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
วัดราชประดิษฐส์ ถิตมหาสีมาราม วัดอรุณราชวราราม วัดราชาธิวาสวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม วัดราช
โอรสาราม ในตา่ งจังหวัด 4 วัดไดแ้ ก่ วดั นิเวศธรรมประวตั ิ วัดสวุ รรณดาราราม จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
วดั พระปฐมเจดีย์ จงั หวดั นครปฐม วัดพระศรีรัตน มหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก
การเสด็จพระราชดำเนนิ ถวายพระกฐินหลวง
การเสด็จพระราชดาเนินถวายผ้าพระกฐิน ถือเป็นพระราชภารกิจของพระมหากษัตริย์ โดยตรง
ซึง่ ในปีหน่งึ ๆ เมือ่ ถงึ เทศกาลออกพรรษาแลว้ ราษฎรจะพากนั ไปทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ พระมหากษัตริย์
กม็ ีวดั ต้องเสดจ็ ฯ ไปถวายผา้ พระกฐนิ ด้วยเช่นกนั เรียกกันวา่ พระอารามหลวง มจี ำนวนมาก แต่ได้มีการ
147
สงวนพระอารามหลวงไว้ สำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนิน ไปถวายด้วยพระองค์เอง
จำนวน 16 พระอาราม ดงั ปรากฏชื่อข้างตน้
การถวายผ้าพระกฐนิ ท้ัง 16 พระอารามนี้ พระมหากษัตริยม์ ิไดเ้ สดจ็ พระราชดำเนิน ไปทรงถวาย
ทุกพระอาราม จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงถวายเพียง 1 หรือ 2 พระอารามเท่านั้น ส่วนพระอาราม
ทเี่ หลอื ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้พระบรมวงศานวุ งศเ์ สด็จแทนพระองค์ หรือใหอ้ งคมนตรี นำไปถวาย
ตามพระอารามดงั กลา่ ว
การเตรียมงานพระกฐินหลวง
สำนักพระราชวงั จะออกหมายกำหนดการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า พระมหากษตั ริย์เสด็จพระราช
ดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน ณ พระอารามใด วัน เวลาใด สมัยก่อนกำหนด วันแรม 6 ค่ำ เดือน 11 เป็น
วันแรกในการเสดจ็ พระราชดำเนนิ ทอดผ้าพระกฐนิ แม้ปจั จุบนั กย็ ังถือปฏบิ ัตอิ ยู่ เพอ่ื ให้ทางวัดเตรียมการ
รบั เสดจ็ พระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐนิ พรอ้ มวางฎกี านิมนต์พระสงฆ์ ในวดั นัน้ ๆ ลงอนุโมทนากฐินด้วย
และในหมายกำหนดการนั้น ถ้าทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหผ้ ูแ้ ทนพระองคไ์ ปปฏบิ ัตริ าชกิจแทน จะแจ้ง
นามผู้แทนพระองค์ด้วย รวมถงึ การแต่งกายของเจ้าหนา้ ที่ส่วนงานต่างๆ ซึ่งมีหนา้ ทีเ่ ก่ียวข้องกับพระราช
พิธีดังกลา่ ว
เม่อื ถึงกำหนดวนั เสดจ็ พระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน สำนักพระราชวังจะจดั เตรียม ผา้
พระกฐินพรอ้ มท้ังเครอ่ื งบริวารกฐินต่าง ๆ นำไปต้ังภายในพระอุโบสถ หรอื สถานที่รบั ผา้ พระกฐิน เตรียม
สถานท่ปี ระทบั เตรียมเครือ่ งบูชานมัสการ พร้อมทงั้ ปฏิบัติงานในความรบั ผิดชอบ เชน่ ถวายผ้าพระกฐิน
ถวายเทียนชนวนรับพระราชทานผา้ หม่ พระประธาน ถวายพระเต้าน้ำ คือ อุปกรณส์ ำหรับพระมหากษัตริย์
ทรงหลั่งทักษิโณทก เจ้าหน้าท่ีกรมการศาสนา เตรียมทำบัญชีพระสงฆ์จำพรรษาใน พระอารามนั้น ๆ
กราบทลู รายงานจำนวนพระสงฆ์
ฝ่ายเจ้าหน้าที่กองศาสนูปถัมภ์ เตรียมกังสดาลสำหรับตีให้สัญญาณวงปีพ่ าทยข์ องกรมศิลปากร
ซึ่งบรรเลงในช่วง องค์ครองกฐินเปลี่ยนผ้าครองใหม่ และเตรียมบุคลากรปฏิบตั ิงานอื่นๆ เช่น รับผ้าจาก
พระสงฆ์ นำไปครองผา้ ใหม่ ขณะพระมหากษตั ริยท์ รงประเคนเครอื่ งบรวิ ารพระกฐนิ ก็รับตอ่ จากพระสงฆ์
การเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินแต่ละพระอาราม มีกิจกรรมแตกตา่ ง
กันออกไป บางพระอารามมีพิธีสดับปกรณ์ บางพระอารามมีพธิ ีพระราชทานของที่ระลึกใหแ้ ก่ผู้ร่วมโดย
148
เสด็จพระราชกุศล บางพระอารามเสด็จพระราชดำเนินทางรถยนต์ เรียกว่า สถลมารค บางพระอาราม
เสดจ็ พระราชดำเนนิ ทางเรอื เรียกว่า ชลมารค ท้ังนี้ เน่ืองดว้ ยพระราชประเพณีปฏบิ ตั ติ อ่ พระอารามนัน้ ๆ
ระเบียบพิธีถวายพระกฐินหลวง
เมื่อพระมหากษตั ริย์ เสด็จพระราชดำเนินถึงพระอารามหลวง ตามหมายกำหนดการ ของสำนัก
พระราชวัง วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงรับผ้าพระกฐินจาก
เจ้าพนักงานศุภรัต ทูลเกล้า ฯ ถวายบริเวณประตูพระอุโบสถ ในขณะนี้วงปี่พาทย์กรมศิลปากรบรรเลง
เพลง ทรงอุ้มประครองผ้าพระกฐิน ทรงวางบนพานแว่นฟา้ ตั้งอยู่ด้านหน้าพระสงฆร์ ปู ที่ 2 ทรงรับเทียน
ชนวนจากเจ้าหน้าที่สนมพลเรือน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพระรัตนตรัย ทรงคืนเทียนชนวนแก่
เจ้าหน้าที่ขณะนี้เจ้าหน้าที่กองศาสนูปถัมภ์ จะให้สัญญาณ แก่คนตีกังสดาล คนถือกังสดาลจะตี 1 ครั้ง
ป่ีพาทย์ต้องหยุดบรรเลงทันที แม้ยังไม่จบเพลง พระมหากษัตริย์ทรงกราบ เสด็จมายังพานแว่นฟ้า
ประทับยืน เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายคำนับ เข้ารับผ้าห่มพระประธาน อธิบดีกรมการศาสนาถวาย
คำนับ กราบทลู รายงานจำนวนพระสงฆ์ อยจู่ ำพรรษา ณ พระอารามน้นั จบแลว้ ถวายคำนับ
พระมหากษัตริย์ทรงอุ้มประคองผ้าพระกฐิน ประนมพระหัตถ์หันไปทางพระประธานใน
พระอุโบสถ ทรงว่านะโม 3 จบ หันมาทางชมุ นุมสงฆ์ ทรงกล่าวคำถวายผ้าพระกฐนิ จบแลว้ ทรงวางผา้ พระ
กฐนิ บนพานแวน่ ฟา้ ทรงยกประเคนพระสงฆร์ ูปท่ี 2 ต่อด้วยพานเทยี นพระปาติโมกข์ เสด็จไปประทับพระ
ราชอาสน์ พระสงฆ์เริ่มทำสังฆกรรม อปโลกน์ยกผ้าให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เป็นองค์ครองผ้า พระ
กฐิน พระภิกษผุ ูไ้ ด้รบั เป็นองค์ครองผ้าพระกฐิน ลงไปครองผ้าพระกฐิน ในขณะนีว้ งป่ีพาทย์บรรเลงเพลง
เมื่อองค์ครองกฐินกลับเขา้ มาน่ังบนอาสน์สงฆ์ เจ้าหน้าที่กองศาสนูปถัมภเ์ คาะกังสดาลให้สัญญาณ วงปี่
พาทยห์ ยุดบรรเลงทนั ที
ลำดบั นี้ พระมหากษัตริย์ เสด็จ ฯ จากพระราชอาสน์ ทรงรับเคร่อื งบรวิ ารพระกฐนิ จากเจ้าหน้าที่
ทรงประเคนประธานสงฆ์จนครบ เจ้าหน้าที่กองศาสนูปถัมภ์รับเครื่องบริวารพระกฐินจากประธานสงฆ์
นำออกไปวางในท่อี นั ควร เมื่อพระมหากษัตริยเ์ สด็จฯ ไปประทับพระราชอาสน์ เจ้าหนา้ ที่เชิญพระเต้าน้ำ
เขา้ ไปถวาย พระสงฆต์ ้ังพดั ยศถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรกจบแล้ว ทรงกราบพระประธาน ทรงลาประธาน
สงฆ์ เสดจ็ พระราชดำเนินกลบั เป็น อนั เสรจ็ พธิ ี
เนื่องจากพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระประสงค์ในการบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นกรณีพิเศษ เพื่อ
พระราชทานกุศลอทุ ศิ แดพ่ ระราชอุปัชฌายาจารย์ จงึ จดั พธิ ีสดบั ปกรณ์เกดิ ขึ้น ปจั จบุ ันมีเพียง 3
149
พระอาราม คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในการ
ประกอบพิธีดงั กล่าว ทำหลังถวายผ้าพระกฐินเสร็จ สำหรับวัดบวรนิเวศวหิ าร วัดพระเชตุพนฯ พระสงฆ์
สดับปกรณ์จะลงไปครองผ้าพร้อมกับ องค์ครองกฐิน ส่วนวัดราชบพิธสถิตมหาสมี าราม แต่เดิมประกอบ
พิธีสดับปกรณ์ในพระวิหาร ต่อมาเห็นว่าเป็นการไม่สะดวก จึงอัญเชิญพระอัฐิ สมเด็จพระสังฆราช
ประกอบพิธีใน พระอุโบสถแทน พิธีพระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้บริจาค โดยเสด็จพระราชกุศล สุดแต่
พระอารามใดจัดให้มี ต้องกราบทูลให้ทรงทราบเป็นการล่วงหน้า เมื่อถึงวันเสด็จพระราชดำเนินถวาย
ผ้าพระกฐิน จะเชิญผู้ให้การอุปถัมภ์วัดเข้ารับพระราชทาน ของที่ระลึก ภายหลังการถวายผ้าพระกฐิน
เรียบร้อยแลว้
กฐนิ ตน้
กฐินต้น หมายถงึ พระกฐินทีพ่ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวเสด็จพระราชดำเนิน ไปทอดเป็นการ
ส่วนพระองค์ ณ วัดราษฎร์ ตามพระราชอัธยาศัย ส่วนใหญ่เป็นวัดในพื้นที่ต่างจังหวัดไม่เคยเสด็จ
พระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินมาก่อนมปี ระชาชนเคารพศรัทธาเลื่อมใสมาก และประชาชนท้องถิน่ นั้น
ไมค่ ่อยมีโอกาสได้เฝา้ ทลู ละอองธุลีพระบาท
ระเบยี บพิธถี วายพระกฐินตน้
พระกฐินต้น วิธีปฏิบัติในการถวายเหมือนกับพระกฐินหลวงเริ่มมีช่ือเรียกตัง้ แต่เมื่อใดไมป่ รากฏ
หลักฐานในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกกัน โดยเทียบเคียงการเสดจ็ ประพาส
บา้ ง อาทิ การเสด็จประพาสหัวเมือง พ.ศ. 2447 ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้จัดแบบงา่ ย ๆ พอพระทัย
ประทับที่ใด ก็ประทับ ทางหัวเมืองไม่ต้องเตรียมสถานที่ประทับไว้ การเสด็จประพาสลักษณะนี้ เรียกว่า
เสด็จประพาสต้น คราวหนึ่งเสด็จประพาสทางน้ำมีรับสั่ง ให้จัดหาเรือมาดมาเพิ่มอีกลำหนึ่ง แจวตาม
เรือพระที่นั่ง มิให้ใครรู้จักพระองค์ เรือมาดลำนั้น เรียกว่า เรือต้น ดังนั้น พระกฐนิ ท่ีเสด็จฯ ไปถวายเป็น
การส่วนพระองค์ จงึ เรยี กวา่ พระกฐนิ ตน้ เหมือนเรยี กชอื่ เรอื มาดลำดงั กลา่ ว แมใ้ นรัชสมยั พระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยู่หัว พระองคป์ ัจจบุ ัน กเ็ คยเสดจ็ พระราชดำเนินทรงถวายพระกฐินต้นอยู่หลายครง้ั
150
กฐินพระราชทาน
กฐินพระราชทาน หมายถึง กฐินทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแกห่ น่วยงาน ราชการ
รัฐวสิ าหกจิ องคก์ าร สมาคม มลู นธิ ิ หรือเอกชน นำไปทอด ณ พระอารามหลวง ในกรุงเทพมหานคร และ
ต่างจงั หวัดท่ัวพระราชอาณาจักร โดยขอรับพระราชทานผ่านกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อถึง
เขตกฐินกาลแล้ว กรมการศาสนารวบรวมบัญชีรายนามผู้ได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินนาไปถวาย
พระสงฆ์ ณ พระอารามหลวงทั่ว พระราชอาณาจักรนั้นนาความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่า
ละอองธุลพี ระบาท ขอพระราชทานถวายพระราชกุศลในการถวายผ้าพระกฐนิ ประจำปตี อ่ ไป
พระกฐินพระราชทาน ถวายไดเ้ ฉพาะวัดเป็นพระอารามหลวงทัว่ ประเทศ การขอรับ พระราชทาน
และการดำเนินการต่าง ๆ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมศาสนา เช่น การรับจองการจัดหาผ้าพระกฐิน
และเครอ่ื งบรวิ าร การทำบัญชีรายนามผู้ขอรบั พระราชทาน การทำบญั ชี เงนิ ทอดกฐิน การกราบทูล
ถวายพระราชกุศล รวมถึงงานธรุ การต่าง ๆ พระกฐินพระราชทานนี้ ทางการจะจัดเครื่อง พระกฐินมอบ
แก่ผู้ขอรับพระราชทาน 1 ชุดต่อ 1 พระอาราม เมื่อรับไปแล้ว เจ้าภาพจะไปจัดหาบริวารพระกฐินอื่น ๆ
เพิ่มเติมอีกก็ได้ แต่ไม่นิยมให้จดั หาในลักษณะการเรี่ยไร ผู้ขอรับพระราชทานต้องประสานกับทางวัด ถึง
วนั เวลา ในการไปทอดใหแ้ น่นอน เพ่อื ทางวดั จะไดเ้ ตรยี มความพรอ้ มในการรบั พระกฐนิ และสมพระเกยี รติ
พระมหากษัตริย์
การเตรยี มงานกฐนิ พระราชทาน
การทอดกฐินพระราชทาน ควรทอดหลังวันเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินของ
พระมหากษัตริย์ 1 วัน เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะเตรียมการถวายกฐินพระราชทาน ตั้งแต่จัดโต๊ะ
ถวายราชสักการะ วางผา้ พระกฐินหน้าพระอุโบสถ ตัง้ โต๊ะหวั อาสน์สงฆ์ หนา้ พระสงฆร์ ูปที่ 2 วางพานแว่น
ฟา้ เปลา่ และพานเทยี นพระปาติโมกข์บนโตะ๊ นั้น เตรียม ธปู เทยี นบูชาพระรัตนตรยั พร้อมเทยี นชนวน ชุด
กรวดน้ำ เครื่องบริวารพระกฐิน และไทยธรรมสาหรับถวายพระสงฆ์ทั่วไป นำไปวางภายในพระอุโบสถ
ท้ายอาสน์สงฆ์ จนเป็น ทเี่ รยี บร้อย
ระเบียบพิธีถวายกฐนิ พระราชทาน
เมื่อถึงเวลาตามกำหนด ประธานพิธีเดินทางถึงพระอุโบสถ เข้าไปยังโต๊ะวางผ้า พระกฐิน
ทำความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ เปิดกรวยดอกไม้ ทำความเคารพอีกครั้ง