การวิเคราะห์เนื้อหา ความสอดคล้องของวรรณคดีและวรรณกรรมไทยในหนังสือเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จัดทำโดย ปิยธิดา ปะนะพุดโตและคณะ เสนอ อาจารณ์อัฐพล อินต๊ะเสนา รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ๐๕๖๒๐๕ วรรณกรรมในหนังสือเรียนภาษาไทย๑ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกศา ๒๕๖๔
การวิเคราะห์เนื้อหา ความสอดคล้องของวรรณคดีและวรรณกรรมไทยในหนังสือเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จัดทำโดย นางสาวปิยธิดา ปะนะพุดโต รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๓๑ นายพาดล ปัญโยชัย รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๓๓ นางสาววัศยา เมืองโคตร รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๔๐ นางสาวศศิธร หนันดี รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๔๑ นายสหรัถ สุทธิประภา รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๔๖ นางสาวสุดารัตน์ ชูเกียรติ รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๔๘ นางสาวอรนภา มาแก้ว รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๕๓ นายกีรติ ราชบุญเรือง รหัสนิสิต ๖๓๐๑๐๕๑๔๐๕๕ เสนอ อาจารณ์อัฐพล อินต๊ะเสนา รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ๐๕๖๒๐๕ วรรณกรรมในหนังสือเรียนภาษาไทย๑ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
คำนำ รายงานเรื่อง “การวิเคราะห์เนื้อหา ความสอดคล้องของวรรณคดีและวรรณกรรมไทยในหนังสือเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒” ได้มีการจัดทำเนื้อหาโดยผ่านการวิเคราะห์และศึกษาเนื้อหาในหนังสือเรียนวรรณคดี และวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยยึดหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นตัวหลัก ในการวิเคราะห์ข้อคิดของเนื้อหา ในส่วนของเนื้อหาวรรณคดี และกิจกรรมท้ายบท ไว้อย่างครบถ้วน คณะผู้จัดทำได้รวบรวมเนื้อหา ข้อคิดที่ได้จากการศึกษาเนื้อหาทุกส่วนในหนังสือเรียนวรรณคดีและ วรรณกรรมไว้อย่างละเอียด จึงหวังอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะมีประโยชน์และเป็นแนวทางในการศึกษา วรรณกรรมในหนังสือเรียนต่อผู้ศึกษา หากมีข้อผิดพลาดประการใดและข้อเสนอแนะประการใด คณะผู้จัดทำ จะนำไปปรับปรุงและพัฒนาต่อไป คณะผู้จัดทำ
สารบัญ เรื่อง หน้า ๑. หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ นิราศภูเขาทอง ๑ ๑.๑ ส่วนนำ ๑ ๑.๒ ส่วนวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๓ ๑.๓ คำศัพท์ในบทเรียน ๓๑ ๑.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๓๓ ๒. หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ โคลงโลกนิติ ๓๕ ๒.๑ ส่วนนำ ๓๕ ๒.๒ ส่วนวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๓๘ ๒.๓ คำศัพท์ในบทเรียน ๗๐ ๒.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๗๒ ๓. หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ สุภาษิตพระร่วง ๗๕ ๓.๑ ส่วนนำ ๗๕ ๓.๒ ส่วนวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๗๘ ๓.๓ คำศัพท์ในบทเรียน ๙๙ ๓.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๑๐๓ ๔. หน่วยการเรียนรู้ที่ ๔ กาพย์เรื่องพระไชยสุริยา ๑๐๕ ๔.๑ ส่วนนำ ๑๐๕ ๔.๒ ส่วนวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๑๐๙ ๔.๓ คำศัพท์ในบทเรียน ๑๔๖ ๔.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๑๔๙ ๕. หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕ ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ๑๕๐ ๕.๑ ส่วนนำ ๑๕๐ ๕.๒ ส่วนวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๑๕๒ ๕.๓ คำศัพท์ในบทเรียน ๑๕๖ ๕.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๑๕๗ ๖. หน่วยการเรียนรู้ที่ ๖ กาพย์แห่ชมเครื่องคาวหวาน ๑๕๙ ๖.๑ ส่วนนำ ๑๕๙ ๖.๒ ส่วนวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๑๖๑
๖.๓ คำศัพท์ในบทเรียน ๑๗๒ ๖.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๑๗๓ ๗. หน่วยการเรียนรู้ที่ นิทานพื้นบ้าน ๑๗๕ ๗.๑ ส่วนนำ ๑๗๕ ๗.๒ ส่วนวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๑๗๗ ๗.๓ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๑๘๒ บรรณานุกรม
๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ นิราศภูเขาทอง ๑.๑ ส่วนนำ นิราศภูเขาทองเป็นนิราศเรื่องเอกของสุนทรภู่ที่เล่าถึงการเดินทางรอนแรมจากวัดราชบุรณะไป นมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่เมืองกรุงเก่าเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๓ นิราศเรื่องนี้นับว่ามีความดีเด่นทั้งด้านถ้อยคำและ สำนวนโวหารสามารถถือเป็นแบบอย่างของการแต่งนิราศคำกลอนได้เป็นอย่างดีการศึกษานิราศเรื่องต่างๆของ สุนทรภู่นับว่ามีประโยชน์อย่างมากเนื่องจากสุนทรภูมิได้บรรยายเฉพาะเรื่องราวการเดินทางหรือพรรณนาเรื่อง ความรักเพียงอย่างเดียว แต่สุนทรภู่ยังได้สอดแทรกข้อคิดซึ่งสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตรวมทั้ง เกร็ดความรู้และสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ตลอดจนชีวประวัติของสุนทรภู่เองอีก ด้วย ซึ่งมีเนื้อหาเหมาะสมกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ครอบคลุมถึงตัวชี้วัดและหลักสูตรแกนกลางทั้ง ๕ สาระ โดยเฉพาะสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ๑.๑.๑ ชื่อเรื่อง นิราศ คือ ลักษณะคำประพันธ์ หรือลักษณะของเนื้อหา ภูเขาทอง ย่อมาจากเจดีย์วัดภูเขาทองซึ่งเป็นจุดหมายของการเดินทาง ดังนั้น จากชื่อเรื่องของหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง นิราศภูเขาทอง จึงเป็นการตั้งชื่อตามลักษณะคำ ประพันธ์ หรือลักษณะของเนื้อหาแบบนิราศที่มีลักษณะการแต่งเป็นการพรรณนา อารมณ์รัก โศกเศร้า เสียใจ อาลัยอาวรณ์ควบคู่ไปกับการพรรณนาธรรมชาติ และการเดินทาง ซึ่งในเรื่องนี้จุดมุ่งหมายของการเดินทางคือ เจดีย์วัดภูเขาทองนั่นเอง ๑.๑.๒ ภาพประจำบท
๒ จากภาพประจำบทข้างต้น เป็นฉากที่สุนทรภู่ (ขณะบวช) และหนูพัด (ลูกชายของสุนทรภู่) กำลังเดินทางโดยเรือขณะผ่านบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาตอน หนึ่งในเรื่อง คือ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด คิดถึงบาทบพิตรอดิศร โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา จึงสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงบาททุกชาติไปฯ ในเนื้อหาตอนนี้สุนทรภู่ได้มีการกล่าวถึงรัชกาลที่ ๒ ในเชิงเชิดชูนับถือ จงรักภักดี และแสดงออกถึง ความเศร้าโศกเสียใจกับการสวรรคตของรัชกาลที่ ๒ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรหรือเป็นที่พึ่งของสุนทรภู่ ทั้งในช่วงรัชสมัยนั้นก็นับว่าเป็นยุครุ่งเรืองของสุนทรภู่ ดังนั้น เมื่อรัชกาลที่ ๒ สิ้น ก็เหมือนกับวาสนาของสุนทร ภู่สิ้นสุดลงไปด้วย ซึ่งความโศกเศร้าในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้สุนทรภู่ออกบวชเพื่อ ทดแทนบุญคุณของรัชกาลที่ ๒ จนกระทั่งถึงคราวที่ต้องออกจากวัดราชบูรณราชวรวิหารเพราะมีคนพาล เบียดเบียน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเดินทางไปนมัสการเจดีย์วัดภูเขาทองในครั้งนี้ ๑.๑.๓ ผู้แต่ง ผู้แต่งนิราศภูเขาทอง คือ สุนทรภู่ หรือ พระสุนทรโวหาร มีนามเดิมว่าภู่ซึ่งได้แต่งนิราศภูเขาทองขึ้นใน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อราวปลาย พ.ศ. ๒๓๗๓ ทั้งนี้สุนทรภู่ก็มีผลงานที่ปรากฎ มากมาย เช่น นิราศเมืองแกลง พระอภัยมณี เห่เรื่องกากี เป็นต้น และได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติให้เป็นบุคคลที่มีผลงานดีเด่นของโลกด้านวรรณกรรม ๑.๑.๔ ความเป็นมา สุนทรภู่แต่งนิราศภูเขาทองขึ้นเมื่อราวปลาย พ.ศ. ๒๓๗๓ โดยเล่าถึงการเดินทางเพื่อไปนมัสการเจดีย์ ภูเขาทองที่เมืองกรุงเก่าหรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเดือน ๑๑ เมื่อออกพรรษาและรับกฐินแล้วในพรรษา ที่ ๓ ของการบวชโดยได้จำพรรษาอยู่ที่วัดราชบูรณราชวรวิหาร ซึ่งขณะนั้นได้รับความเดือดร้อนจากการถูก เบียดเบียนจนต้องออกเดินทางไปเจดีย์วัดภูเขาทอง
๓ ๑.๑.๕ ลักษณะคำประพันธ์ ลักษณะคำประพันธ์เป็นแบบกลอนนิราศ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับกลอนเพลงยาว คือ ขึ้นต้นด้วยวรรค รับของบาทแรก (หรือบาทเอก) ส่วนวรรคสลับ(สดับ) ให้เว้นไว้โดยวรรคหนึ่งใช้คำตั้งแต่ ๘ – ๑๐ คำ ซึ่งสัมผัส และความไพเราะอื่นๆ เหมือนกลอนสุภาพ ดังฉันทลักษณ์ต่อไปนี้ ๑.๑.๖ รูปแบบวรรณคดี นิราศภูเขาทองเป็นวรรณคดีร้อยกรองประเภทวรรณคดีบันทึกการเดินทางมีเนื้อหาเป็นบันทึกความรู้ และการเดินทางของกวี ซึ่งนิราศภูเขาทองจัดเป็นวรรณคดีประเภทนิราศมีเนื้อความพรรณนาถึงความอาลัยรัก ต่อสตรี หรือบรรยายสภาพบ้านเมืองผู้คนสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดการเดินทาง ๑.๒ วิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฎในหนังสือเรียน การวิเคราะห์ในหน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่องนิราศภูเขาทอง ผู้จัดทำจะนำเสนอในรูปแบบของการ วิเคราะห์ไปทีละบทกลอนตามลำดับที่ปรากฏในหนังสือเรียน โดยมีเนื้อหาการวิเคราะห์ ๓ ส่วน ได้แก่ การ ถอดคำประพันธ์ คุณค่าด้านเนื้อหา และคุณค่าด้านวรรณศิลป์ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพชัดเจนถึงจุดประสงค์ หรือความหมายที่แฝงอยู่ในเรื่องได้ชัดเจนยิ่งขึ้นแต่คุณค่าด้านวรรณศิลป์ในส่วนที่มีอยู่แล้วในฉันทลักษณ์บังคับ สัมผัสทั่วไป หรือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของการแต่งคำประพันธ์ของสุนทรภู่อยู่แล้ว เช่น สัมผัสสระหรือสัมผัส พยัญชนะในวรรค เป็นต้น รวมทั้งในคุณค่าด้านเนื้อหาซึ่งบางบทจะไม่ได้มีความดีเด่น ผู้จัดทำจะไม่ได้แสดงใน การวิเคราะห์ของบทนั้น
๔ กลอนที่ ๑ ๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา รับกฐินภิญโญโมทนา ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส เมื่อตรุษสารทพระพรรษาได้อาศัย สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร ฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงเดือนสิบเอ็ดหลังจากออกพรรษารับกฐินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องลงเรือไปด้วยความเศร้าโศก ออก จากวัดก็มองดูวัดที่เคยอาศัยมา ๓ พรรษาที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรมากวนใจ อีกทั้งวัดราชบุรณะพระวิหารนี้คงอีก นานกว่าจะได้มาเห็น นึกแล้วเศร้าใจยิ่งนักทั้งนี้เป็นเพราะมีคนพาลมารังแกใส่ร้าย คิดจะนำผู้ใหญ่คอย ช่วยเหลือท่านก็ไม่มีความยุติธรรม จึงต้องอำลาวัดมาอ้างว้างอยู่กลางสายน้ำ คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงประเพณีในเดือนสิบของไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและสืบทอดกันมาจนถึง ปัจจุบัน คือ บุญกฐินซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้ภิกษุสงฆ์มีโอกาสได้ผลัดเปลี่ยนไตรจีวรใหม่ หลังจากนุ่งห่มมา ตลอดทั้งปี คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้สัมผัสพยัญชนะ(คำคล้องจองที่มีพยัญชนะตัวหลักเป็นตัวเดียวกัน แต่ประสมสระต่างกัน) ล. ลิง คือ ชุลี–ลา–ลง–เหลือ - อาลัย ซึ่งทำให้บทร้อยกรองมีความไพเราะและสละสลวยยิ่งขึ้น
๕ กลอนที่ ๒ ๏ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด คิดถึงบาทบพิตรอดิศร โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป ฯ ถอดคำประพันธ์ พอถึงหน้าพระบรมมหาราชวัง ก็หวนรำลึกถึงรัชกาลที่ ๒ ถึงเมื่อก่อนที่เคยรับใช้ใกล้ชิด แต่พอสิ้น รัชกาลที่ ๒ แล้ว ก็เหมือนไร้ที่พึ่งพาจึงต้องออกบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ ๒ และขออยู่เป็น ข้ารับใช้ทุกชาติไป คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงความรักและเคารพที่สุนทรภู่มีต่อรัชกาลที่ ๒ จนถึงขั้นออกบวชเพื่อถวายเป็นพระราช กุศล โดยอธิษฐานให้ให้ได้อยู่เป็นข้ารับใช้ในทุก ๆ ชาติ ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดี และเชิดชูนับถือต่อ รัชกาลที่ ๒ มาก คุณค่าด้านวรรณศิลป์ สุนทรภู่ได้รำพันถึงความหลังเมื่อครั้งที่เคยรับใช้ใกล้ชิดรัชกาลที่ ๒ ซึ่งมีเนื้อความแสดงถึงการคร่ำครวญ โศกเศร้า ตรงกับรสวรรณคดีที่เรียกว่าสัลลาปังคพิสัย (รสวรรณคดีประเภทหนึ่ง ที่มีเนื้อหาที่แสดงถึงอารมณ์ โศกเศร้า อาลัยรัก) โดยมีการใช้โวหารภาพพจน์แบบอติพจน์ (โวหารภาพพจน์อย่างหนึ่งที่มีลักษณะในการ กล่าวเกินจริงเพื่อสร้างอารมณ์และความรู้สึกที่รุนแรงเกินจริง) คือ ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด หรือการใช้อุปมา คือ พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด เป็นต้น และในบทนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชิดชูนับถือที่สุนทรภู่มี ต่อรัชกาลที่ ๒
๖ กลอนที่ ๓ ๏ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรับราชโองการอ่านฉลอง จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงหน้าแพพระที่นั่งก็นึกถึงครั้งก่อนที่เคยเข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๒ ลงไปในเรือบัลลังก์ทองกับพระจมื่นไวยซึ่ง เป็นเพื่อนกัน ได้มีโอกาสแต่งและอ่านกลอนถวาย กระทั่งเรือที่มาทอดกฐินหมดแล้วก็ยังมิได้ทำให้พระองค์ขัด ใจ เคยหมอบกราบใกล้ชิดจนได้กลิ่นหอมจากพระวรกาย แต่ตอนนี้เมื่อพระองค์สวรรคตก็สิ้นกลิ่นหอมไปด้วย อีกทั้งยังเหมือนวาสนาของสุนทรภู่ก็สิ้นตามกลิ่นไป คุณค่าด้านเนื้อหา ทำให้เห็นถึงบรรยากาศการปฏิบัติบนเรือพระที่นั่งสมัยก่อน เมื่อครั้งที่สุนทรภู่กำลังเข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๒ ซึ่งมีทั้งการแต่งและอ่านกลอนถวาย รวมทั้งเห็นภาพบรรยากาศการทอดกฐินในสมัยก่อน ซึ่งใช้เรือเป็นพาหนะ หลักในการเดินทางไปทอดกฐิน คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้อุปมาโวหาร (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความ ชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) คือ สุนทรภู่เปรียบวาสนาของตน เหมือนกับกลิ่นจากพระวรกายของรัชกาลที่ 2 ที่เลือนหายไปเมื่อสิ้นรัชสมัย
๗ กลอนที่ ๔ ๏ดูในวังยังเห็นหอพระอัฐิ ตั้งสติเติมถวายฝ่ายกุศล ทั้งปิ่นเกล้าเจ้าพิภพจบสกล ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์ฯ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง ไปพ้นวัดทัศนาริมท่าน้ำ แพประจำจอดรายเขาขายของ มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง ทั้งสิ่งของขาวเหลืองเครื่องสำเภาฯ ถอดคำประพันธ์ มองไปในวังยังเห็นหอที่เก็บพระอัฐิของรัชกาลที่ ๒ ก็ตั้งสติถวายส่วนกุศล รวมทั้งรัชกาลที่๓ ให้พ้น ภัยอันตราย บ้านเมืองอยู่ดีมีสุข เมื่อมาถึงหน้าวัดประโคนปักแต่มองไปไม่เห็นเสาหลักที่เลื่องลือกัน แต่ถึงจะไม่ เห็นก็ขออำนาจคุณพระคุณเจ้าช่วยให้มีอายุยืนยาวเหมือนเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ตลอดไป พอเรือล่องเลยวัดก็ มองดูริมท่าน้ำ มีแพมาจอดขายของเรียงรายอยู่เต็มไปหมดมีขายทั้งผ้าแพรสีม่วงและสีอื่นๆ ทั้งสิ่งของที่มาจาก เมืองจีน คุณค่าด้านเนื้อหา สะท้อนให้เห็นว่าสุนทรภู่เป็นผู้มีความศรัทธาในศาสนา จากการที่ตั้งจิตเพื่ออุทิศส่วนกุศลและ อธิษฐานให้ชาติหน้าตนเองมีอายุยืนยาว และบอกเล่าถึงเรื่องราวอันเป็นที่มาของชื่อวัดว่าเป็นที่ปักเสาประโคน เพื่อปันเขตแดน รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับชาวจีนจากที่กล่าวถึงสินค้าที่แพนำมาขายริมท่า น้ำ คือ เครื่องสำเภา ซึ่งใช้เรียกภาชนะเครื่องทองเหลืองหรือของที่มาจากจีน คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้ภาพพจน์แบบอติพจน์(โวหารภาพพจน์อย่างหนึ่งที่มีลักษณะในการกล่าวเกินจริงเพื่อสร้างอารมณ์และ ความรู้สึกที่รุนแรงเกินจริง) คือ อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา ซึ่งจริง ๆ แล้วอายุเฉลี่ยของคนเราไม่ยาวนานเท่าการ คงอยู่ของเสาศิลา
๘ กลอนที่๕ ๏ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงโรงเหล้าก็มีควันลอยพวยพุ่งออกมาจากเตากลั่นมีเครื่องตักน้ำผูกไว้ปลายเสาก็นึกถึงตัวเองที่ เมื่อก่อนเป็นคนดื่มเหล้าเมามายน่าอายยิ่งนักจนกระทั่งได้บวชจึงพ้นจากอบายมุขในขณะที่บวชอยู่นี้ไม่ได้เมา เหล้า แต่ก็ยังหวนคิดถึงความรักที่มีให้นางจันเสมอไม่มีวันจางเหมือนดื่มเหล้าพอสร่างเมาแล้วก็หมดฤทธิ์ คุณค่าด้านเนื้อหา ในบทนี้สุนทรภู่ให้ข้อคิดถึงโทษของเหล้าที่เคยทำให้ตนเมามายเหมือนคนบ้า ทั้งนี้ได้มีเชื่อมโยงไปถึง นางอันเป็นที่รัก (ซึ่งเป็นขนบอย่างหนึ่งของการแต่งนิราศ) ทำให้เห็นถึงความรักที่ยิ่งกว่าพิษของเหล้าที่ยังมีวัน จะสร่าง แต่ความรักนี้ยากที่จะจางหายไป คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้โวหารภาพพจน์แบบอุปลักษณ์(การเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งเป็น การเปรียบเทียบที่ไม่กล่าวตรง ๆ ใช้การกล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอง) คือ เปรียบเหล้าเป็นน้ำนรกและมีการใช้ อุปมา (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) คือ เปรียบพฤติกรรมการเมาเป็นเหมือนกับพฤติกรรม ของคนบ้า
๙ กลอนที่๖ ๏ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน เพราะรักใคร่ใจจืดไม่ยืดยืน จึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัดเคือง ทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์ ร่มริโรธรุกขมูลให้พูนผล ขอเดชะอานุภาพพระทศพล ให้ผ่องพ้นภัยพาลสำราญกายฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงบางจากไม่อยากได้ยินคำว่าจาก เพราะสุนทรภู่จากหลายๆอย่างมา ต้องมีใจมัวหมองเพราะรักนั้น ไม่ยืนยาว เมื่อมาถึงบางพลูก็คิดถึงนางจันเมื่อแต่งงานกันเคยส่งหมากพลูให้เป็นประจำถึงบางพลัดก็ยังคิดถึง เสมอไม่อยากพลัดพรากจากกันพอถึงบางโพก็คิดถึงต้นโพธิ์ที่ร่มเย็นให้ร่มเงาก็ได้ขอพรจากพระพุทธเจ้าให้ คุ้มครองเพราะต้นโพธิ์นั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งพระพุทธเจ้า คุณค่าด้านเนื้อหา วัฒนธรรมการกินหมาก ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมัยก่อนเพราะเชื่อว่า คนที่มีฟันดำคือคนสวย คนงาม และในสมัยก่อนหมากพลูเป็นเสมือนตัวแทนของความเคารพ นับถือ และมิตรภาพ เพราะผู้คนมักมีหมากพลู ติดตัวไว้เคี้ยวเมื่อนึกอยากหรือแบ่งปันให้แก่มิตรสหาย ซึ่งแสดงว่าสุนทรภู่เมื่อครั้งยังอยู่กับนางจันก็มีทั้งความ รักและเคารพ นอกจากนี้ยังทำให้เห็นถึงความเชื่อในพระพุทธศาสนาจากการอธิษฐานต่อต้นโพธิ์ซึ่งป็น สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นคำซ้ำ โดยมีการใช้คำที่พ้องรูปและพ้องเสียง (คำที่เขียนเหมือนกัน ออกเสียงเหมือนกัน แต่มี ความหมายต่างกัน) กันกับชื่อของสถานที่ คือ ถึงบางจากจากวัดพลัดพี่น้อง, ถึงบางพลัดเหมือนพี่พลัดมาขัด เคืองทั้งพลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน, ถึงบางโพธิ์โอ้พระศรีมหาโพธิ์และมีการประพันธ์ให้เนื้อความมีความ สอดคล้องกับชื่อของสถานที่นั้น ๆ กล่าวคือ ถึงบางจากก็พูดถึงการจากลา ถึงบางพลูก็พูดถึงหมากพลู ถึงบาง พลัดก็พูดถึงการพลัดพราก ถึงบางโพธิ์ก็พูดถึงพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการแต่งนิราศ
๑๐ กลอนที่ ๗ ๏ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรั่ง มีข้องขังกุ้งปลาไว้ค้าขาย ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย พวกหญิงชายพร้อมเพรียงมาเมียงมอง จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถาน ทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง ถึงเขมาอารามอร่ามทอง พึ่งฉลองเลิกงานเมื่อวานซืนฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงบ้านญวนเห็นมีโรงเรือนมากมายมีคนค้าขายเช่น กุ้งหรือปลา โดยขังไว้ในข้อง ข้างหน้าโรงวางที่ สำหรับดักปลาวางเรียงไว้มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายมาจับจ่ายซื้อของครั้นหันกลับมามองดูตัวเองตอนนี้อยากจะ กลับไปอยู่ที่บ้านของตัวเองก็ดูจะไม่ได้ทำให้เศร้าหมองลงจนกระทั่งพายเรือมาถึงวัดเขมาก็หายเศร้าได้บ้าง เพราะสวยงามและพึ่งผ่านการฉลองมาไม่นานนี่เอง คุณค่าด้านเนื้อหา สะท้อนให้เห็นถึงการประกอบอาชีพบริเวณชุมชนของชาวญวน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวญวนในสมัยนั้น เลี้ยงชีพด้วยการทำประมง กลอนที่ ๘ ๏โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จพระบรมโกศ มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา โอ้ครั้งนี้มิได้เห็นเล่นฉลอง เพราะตัวต้องตกประดาษวาสนา เป็นบุญน้อยพลอยนึกโมทนา พอนาวาติดชลเข้าวนเวียน ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเป็นเกลียวกลอก กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียน บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกงเกวียน ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวน ทั้งหัวท้ายกรายแจวกระชากจ้วง ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน โอ้เรือพ้นวนมาในสาชล ใจยังวนหวังสวาทไม่คลาดคลาฯ
๑๑ ถอดคำประพันธ์ คิดถึงเมื่อก่อนซึ่งรัชกาลที่ ๒ ได้มาผูกพัทธสีมา ได้ชมพระพิมพ์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์ซึ่งเท่ากับจำนวนพระ ธรรมที่อยู่ในพระไตรปิฎกที่อยู่ริมผนัง แต่ครั้งนี้ไม่ได้เห็นการเล่นฉลองเพราะสุนทรภู่ต้องหมดวาสนาและ ลำบาก เป็นเพราะบุญน้อยก็นึกเศร้า แต่แล้วเรือก็ติดน้ำวน มองเห็นน้ำวิ่งเชี่ยวหมุนเป็นเกลียว พุ่งไปมาตัดกัน บางส่วนก็พุ่งวนเหมือนกงเกวียน ดูเวียนๆเป็นเหมือนพายุวน ทั้งหัวท้ายเรือได้รับแจวเรือดังนั้นเรือจึงหลุด น้ำวนออกมาได้ แต่ถึงเรือจะพ้นน้ำวนมาแล้วแต่ใจก็ยังไม่พ้นจากความรัก คุณค่าด้านเนื้อหา สุนทรภู่ได้รำพันถึงรัชกาลที่ ๒ ซึ่งทำให้ได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จมาผูกพัทธสีมา หรือ การกำหนดเขตโบสถ์ โดยมีหลักหินหรือใบเสมาเป็นเครื่องหมาย คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ในบทนี้มีความดีเด่นด้านการเล่นเสียงสัมผัสสระ (คำคล้องจองที่มีเสียงสระ และมาตราสะกดอย่าง เดียวกัน) ภายในวรรคอย่างต่อเนื่อง คือ วิ่ง – กลิ้ง,เชี่ยว–เกลียว การเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะ (คำคล้องจองที่ มีพยัญชนะตัวหลักเป็นตัวเดียวกัน แต่ประสมสระต่างกัน) ภายในวรรค คือ เกลียว –กลอก – กลับ – กระ, ฉอก – ฉาด – ฉัด–ฉวัด – เฉวียน, วุ้ง – วง, กง – เกวียน , หว่าง–วนและการใช้อุปมา (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) ในการเปรียบเทียบลักษณะของน้ำวนว่าเหมือนกงเกวียน คือ บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมือนกง เกวียนดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้างคว้างเป็นหว่างวนซึ่งทำให้กลอนมีความไพเราะมาก และทำให้เกิดจินตภาพถึงการ พยายามแจวเรือออกจากน้ำวน ทั้งในวรรคสุดท้ายก็มีการเล่นคำซ้ำ คือ โอ้เรือพ้นวนมาในสาชล ใจยังวนหวัง สวาทไม่คลาดคลา กลอนที่ ๙ ๏ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้ง สองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา โอ้รินรินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคง เหมือนกลิ่นผ้าแพรดำร่ำมะเกลือ เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ เหมือนโศกพี่ที่ระกำก็ซ้ำเจือ เพราะรักเรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย ถึงแขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ มีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขาย ทั้งของสวนล้วนแต่เรือเรียงราย พวกหญิงชายชุมกันทุกวันคืนฯ
๑๒ ถอดคำประพันธ์ ถึงตลาดแก้วแต่ไม่เห็นมีตลาดตั้งขายของทั้งสองฝั่งเห็น แต่ต้นไม้พืชพันธุ์ต่าง ๆ ได้กลิ่นดอกไม้หอม ตลอดทางและกลิ่นเหมือนผ้าแพรที่ย้อมด้วยมะเกลือเห็นต้นโศกใหญ่และต้นระกำเป็นแผง แต่แปลกที่มีต้นรัก ขึ้นแซมอยู่ด้วยเหมือนความโศกเศร้าระกำใจที่สุนทรภู่ต้องเป็นเพราะรักแม่จันไม่เสื่อมคลายถึงจังหวัดนนทบุรี ที่ตรงนั้นคือตลาดขวัญมีแพซึ่งขายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของกินสด ๆ จากสวนมีผู้คนมากมายมายจับจ่ายซื้อของ มากมาย คุณค่าด้านเนื้อหา สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม วิถีชีวิต หรือการค้าขายของชาวบ้านบริเวณตลาดแก้วและตลาดขวัญซึ่ง ทั้งสถานที่จับจ่ายใช้สอยและเป็นพบปะพูดคุยกัน คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการเล่นคำซ้ำ(เป็นกลวิธีที่ใช้คำคำเดียวกันซ้ำในคำประพันธ์ อาจจะวางไว้ติดกันแบบคำซ้ำ หรือวาง ไว้แยกจากกันแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยความหมายของคำที่ซ้ำนั้นจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง) คือ รินริน คงคง มีการเล่นคำพ้องความหมาย(คำที่มีความหมายเหมือนกันหรือซ้ำกัน เขียนต่างกัน อ่านออกเสียงต่างกัน)คือ เล่นคำว่า “โศก” ในสองความหมาย คือ ต้นไม้ชนิดหนึ่งและความโศกเศร้าเล่นคำว่า “รัก” ในสองความหมาย คือ ดอกไม้ชนิดหนึ่งและความรัก เล่นคำว่า“ระกำ” ในสองความหมาย คือ ต้นไม้ชนิดหนึ่งและความทุกข์หรือ ตรมใจโดยเชื่อมการเล่นคำไวพจน์ด้วยการใช้โวหารแบบอุปมา (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่ง เหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) คือ เปรียบดอกรักที่ขึ้นแซมต้นโศกใหญ่และต้นระกำบริเวณตลาดแก้วว่าเหมือนกับความรักของตนเองที่ทั้ง โศกเศร้าระกำใจเพราะรักแม่จัน กลอนที่ ๑๐ ๏มาถึงบางธรณีทวีโศก ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกาฯ
๑๓ ถอดคำประพันธ์ มาถึงหมู่บ้านบางธรณีก็ยิ่งทวีความโศกเศร้ามากขึ้นเพราะชีวิตตอนนี้นั้นยากลำบากเหลือเกินแม้ว่า แผ่นดินที่แสนกว้างใหญ่นี้ขนาดนี้ แต่ตัวเองกลับไม่มีแม้ที่จะอยู่อาศัยเหมือนนกไร้รังนอน คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของของชีวิต และความเชื่อเรื่องเคราะห์กรรม ซึ่งเมื่อยามตกอับก็ไม่มี แม้แต่พื้นดินจะอยู่อาศัย ทั้งๆที่ผืนแผ่นดินนั้นกว้างใหญ่มากหากเทียบกับร่างกายของคน คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้ความเปรียบที่ทำให้เกิดจินตภาพ โดยสุนทรภู่มีการอุปมาตนเองว่าเหมือนนกไร้รังที่ร่อนเร่ไป อย่างเดียวดาย ซึ่งเป็นบทที่ทำให้รู้สึกถึงความทุกข์หรือสลดใจ ซึ่งเป็นรสทางวรรณคดีที่เรียกว่าสัลลาปังคพิสัย (รสวรรณคดีประเภทหนึ่ง ที่มีเนื้อหาที่แสดงถึงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก) กลอนที่ ๑๑ ๏ถึงเกร็ดย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่าผู้หญิงเกล้ามวยงามตามภาษา เดี๋ยวนี้มอญถอนไรจุกเหมือนตุ๊กตา ทั้งผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย โอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยง เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิดฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงตำบลปากเกร็ดซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวมอญอพยพมาก็สังเกตเห็นว่าสาวชาวมอญที่เมื่อก่อนจะผมตาม ธรรมเนียม แต่สมัยนี้ผู้หญิงมอญกลับไม่เหมือนเดิมทั้งยังใช้เครื่องสำอางใช้แป้งผัดหน้าเหมือนกับชาวไทยทำให้ เห็นได้ว่าสมัยนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความเที่ยงแท้เหมือนดังที่ชาวมอญละประเพณีวัฒนธรรมของตนเองแล้ว เปรียบเทียบว่าสมัยนี้ไม่มีใครที่จะไม่เปลี่ยนแปลง
๑๔ คุณค่าด้านเนื้อหา สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนชาวต่างชาติซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไปแล้ว เช่นในบทประพันธ์ซึ่งสุนทรภู่กล่าวถึงหญิงสาวชาวมอญที่มีการแต่งหน้าทำผม เหมือนหญิงไทย รวมทั้งมีการสอดแทรกข้อคิดถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้โวหารภาพพจน์แบบอุปมา (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) โดยเปรียบความไม่ เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตเหมือนกับชาวมอญที่ละทิ้งประเพณีวัฒนธรรมของตนเอง กลอนที่๑๒ ๏ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงหมู่บ้านบางพูดสุนทรภู่ก็นึกถึงคำว่าพูดดังว่าถ้าใครพูดดีก็จะมีคนรัก แต่ถ้าพูดไม่ดีก็อาจจะเป็นภัย ต่อตนเองได้อีกทั้งยังไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วยไม่มีเพื่อนสนิทมิตรสหายทั้งการจะดูว่าใครดีไม่ดีดูได้จากการพูด นั่นเอง คุณค่าด้านเนื้อหา มีการสอดแทรกถึงแง่คิดหรือคำสอนเกี่ยวกับการพูดว่า ถ้าใครพูดดีก็จะมีแต่คนรักใคร่เอ็นดู แต่ ในทางตรงข้าม หากพูดไม่ดีก็อาจเป็นภัยต่อตนเองได้ หรือไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย ดังนั้น ก่อนพูดแต่ละครั้ง จึงต้องคิดไตร่ตรองให้ดีเสมอ ซึ่งตรงกับหลายๆสำนวน เช่น พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชัวอัปราชัย หรือปลาหมอ ตายเพราะปาก เป็นต้น คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการเล่นคำโดยการใช้คำซ้ำ (เป็นกลวิธีที่ใช้คำคำเดียวกันซ้ำในคำประพันธ์ อาจจะวางไว้ติดกันแบบคำซ้ำ หรือ วางไว้แยกจากกันแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยความหมายของคำที่ซ้ำนั้นจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง) คือ คำว่า “พูด” เพื่อย้ำความหมายและแนวคิดสำคัญที่ต้องการจะสื่อ นั่นคือ ข้อคิดเกี่ยวกับการพูด
๑๕ กลอนที่ ๑๓ ๏ถึงบ้านใหม่ใจจิตก็คิดอ่าน จะหาบ้านใหม่มาดเหมือนปรารถนา ขอให้สมคะเนเถิดเทวา จะได้ผาสุกสวัสดิ์จำกัดภัย ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาด บังเกิดชาติแมลงหวี่มีในไส้ เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน อุปไมยเหมือนมะเดื่อเหลือระอา ถึงบางหลวงเชิงรากเหมือนจากรัก สู้เสียศักดิ์สังวาสพระศาสนา เป็นล่วงพ้นรนราคราคา ถึงนางฟ้าจะมาให้ไม่ไยดีฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงหมู่บ้านใหม่สุนทรภู่ก็คิดอยากจะมีบ้านเป็นของตนเองสักหลังอย่างที่ปรารถนาจะได้ไม่ต้องเร่ร่อนมี ที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งถึงหมู่บ้านบางเดื่อก็คิดถึงลูกมะเดื่อที่ภายนอกนั้นดูสวยงามน่ารับประทาน แต่ภายใน กลับมีแมลงมีหนอนชอนไชอยู่เหมือนกับคนพาลที่ปากพูดดี แต่ในใจคิดทำอันตรายถึงบางหลวงเหมือนจากนาง จันมานานแล้วเราต้องสละจากยศถาบรรดาศักดิ์เพื่อมาบวชเพื่อจะได้พ้นจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวง คุณค่าด้านเนื้อหา มีการสอดแทรกคำพังเพย (ถ้อยคําหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว โดยกล่าวเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง) คือ ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง ซึ่งนิยมใช้เปรียบเทียบถึงคนที่เมื่อดูภายนอกแล้ว ดูดีมากๆ แต่ในความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นคำซ้ำ โดยมีการใช้คำที่พ้องรูปและพ้องเสียงกันกับชื่อของสถานที่ คือ ถึงบ้านใหม่ใจจิตก็คิด อ่านจะหาบ้านใหม่มาดเหมือนปรารถนา, ถึงบางเดื่อโอ้มะเดื่อเหลือประหลาดและมีการประพันธ์ให้เนื้อความมี ความสอดคล้องกับชื่อของสถานที่นั้น ๆ กล่าวคือ ถึงบ้านใหม่ก็พูดถึงการอยากมีบ้านใหม่ ถึงบางเดื่อก็พูดถึง มะเดื่อ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการแต่งนิราศ และมีการเล่นสัมผัสอักษร ส.เสือ, ศ.ศาลา คือสู้–เสีย–ศักดิ์–สังวาส - พระศาสนา
๑๖ กลอนที่ ๑๔ ๏ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัว ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมาฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงสามโคกก็คิดถึงรัชกาลที่ ๒ ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานนามเมืองจากสามโคกซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นสาม เป็นเมืองปทุมธานีเป็นเพราะมีบัวเยอะ ถึงพระองค์จะเสด็จสวรรคตไปแล้วแต่ชื่อปทุมธานีคงอยู่ตลอดไป แต่ ทำไมชื่อของสุนทรภู่ชื่อขุนสุนทรโวหารที่ได้รับพระราชทานนามมาแต่กลับไม่มีชื่อในแผ่นดินหลังจากพระองค์ สวรรคตเลยซึ่งต่างกับปทุมธานี และสุนทรภู่ต้องเร่ร่อนหาที่อาศัยเพราะขณะนี้ไม่มีบ้าน ขอให้เกิดทุกชาติได้ เป็นข้ารับใช้พระองค์ตลอดไป พอพระองค์สวรรคตก็ขออยากตายตามบ้างเพื่อจะได้รับใช้และพึ่งพระองค์ เดี๋ยวนี้ก็เศร้าโศกใจทุกข์ระทมอย่างทวีคูณมาก ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆชีวิตไม่มีจุดมุ่งหมาย คุณค่าด้านเนื้อหา สุนทรภู่ได้บอกเล่าถึงประวัติของสามโคกซึ่งเป็นชื่อเดิมของปทุมธานี แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หล้านภาลัยพระราชทานชื่อใหม่เพราะมีพระราชดำริว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีดอกบัวขึ้นอยู่มาก (ปทุม หมายถึง ดอกบัว และ ธานี หมายถึง เมือง) คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการเล่นคำซ้ำ (เป็นกลวิธีที่ใช้คำคำเดียวกันซ้ำในคำประพันธ์ อาจจะวางไว้ติดกันแบบคำซ้ำ หรือวาง ไว้แยกจากกันแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยความหมายของคำที่ซ้ำนั้นจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง)คือ สิ้นแผ่นดินสิ้น นามตามเสด็จ สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง ซึ่งเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความอาลัยต่อการสวรรคตของ รัชกาลที่ ๒ ของสุนทรภู่อย่างชัดเจน ถึงขั้นอยากตายตามบ้างเพื่อจะได้รับใช้และพึ่งพระองค์
๑๗ กลอนที่ ๑๕ ๏ถึงบ้านงิ้วเห็นแต่งิ้วละลิ่วสูง ไม่มีฝูงสัตว์สิงกิ่งพฤกษา ด้วยหนามดกรกดาษระดะตา นึกก็น่ากลัวหนามขามขามใจ งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม ดังขวากแซมเสี้ยมแซกแตกไสว ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง เราเกิดมาอายุเพียงนี้แล้ว ยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมอง ทุกวันนี้วิปริตผิดทำนอง เจียนจะต้องปีนบ้างหรืออย่างไรฯ ถอดคำประพันธ์ ถึงหมู่บ้านบ้านงิ้วก็เห็นมี แต่ต้นงิ้วซึ่งไม่มีนกหรือสัตว์อื่น ๆ อยู่บนกิ่งเลยเพราะต้นงิ้วมีหนามขึ้นอยู่ มากมายนึกถึงก็น่ากลัวหนามเพราะถ้าโดนคงเจ็บมาก แต่นิ้วในนรกยาวถึง ๑๖ ข้อนิ้วแหลมเหมือนกับไม้ไผ่ เหลาทำกับดักซึ่งใครมีชู้เมื่อตายไปแล้วก็ต้องไปปีนต้นงิ้วในนรก แต่สุนทรภู่เกิดมาอายุมากแล้วแต่ยังครองตัว อยู่ในศีลธรรมเรื่อยมา คุณค่าด้านเนื้อหา ความเชื่อเรื่องบาปบุญหรือการมีอยู่ของนรก คือการทำผิดศีลข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉา จารา เว้นการ ประพฤติผิดในกาม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เมื่อตายไปแล้วจะต้องตกนรกไปปีนต้นงิ้ว คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการเล่นคำซ้ำ (เป็นกลวิธีที่ใช้คำคำเดียวกันซ้ำในคำประพันธ์ อาจจะวางไว้ติดกันแบบคำซ้ำ หรือวาง ไว้แยกจากกันแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยความหมายของคำที่ซ้ำนั้นจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง)คือ ถึงบ้านงิ้วเห็น แต่งิ้วละลิ่วสูงงิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม และมีการใช้สัทพจน์ คือ ดังขวากแซมเสี้ยมแซกแตกไสว ซึ่งทำให้ ผู้อ่านเห็นภาพการทำผิดศีลข้อที่ ๓ ซึ่งต้องรับโทษโดยการปีนต้นงิ้วเมื่อตายไปแล้ว
๑๘ กลอนที่ ๑๖ ๏โอ้คิดมาสารพัดจะตัดขาด ตัดสวาทตัดรักมิยักไหว ถวิลหวังนั่งนึกอนาถใจ ถึงเกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น ดูห่างย่านบ้านช่องทั้งสองฝั่ง ระวังทั้งสัตว์น้ำจะทำเข็ญ เป็นที่อยู่ผู้ร้ายไม่วายเว้น เที่ยวซ่อนเร้นตีเรือเหลือระอาฯ ถอดคำประพันธ์ คนเรานี่ก็แปลกสิ่งอื่น ๆ เราสามารถตัดได้ง่ายดาย แต่ความรักนี้ยังไงก็ตัดไม่ได้คิดแล้วก็หดหู่ใจ จนกระทั่งตอนเย็นก็พายเรือมาถึงเกาะใหญ่ราชครามบ้านเรือนต่าง ๆ อยู่ห่างจากสองฝั่งมากเพราะต้องคอย ระวังจระเข้มิหนำซ้ำที่แถวนี้ยังมีโจรชุมมาคอยดักตีเรือให้น่ารำคาญใจยิ่งนัก คุณค่าด้านเนื้อหา สุนทรภู่ได้พูดถึงแง่คิดของความรักว่าเป็นสิ่งที่ตัดให้ขาดไม่ได้หรือตัดได้ยากยิ่งกว่าสิ่งอื่น ๆ และได้ แสดงให้เห็นว่าในยุคสมัยนั้น เมื่อออกห่างจากย่านชุมชนมักจะมีโจรคอยดักปล้นเรืออยู่ ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ เศรษฐกิจหรือความเจริญในสมัยนั้นได้ว่าอาจจะยังกระจายรายได้ไม่ทั่วถึงประชาชนทั่วไปอยู่บ้าง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการเล่นคำซ้ำ (เป็นกลวิธีที่ใช้คำคำเดียวกันซ้ำในคำประพันธ์ อาจจะวางไว้ติดกันแบบคำซ้ำ หรือวาง ไว้แยกจากกันแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยความหมายของคำที่ซ้ำนั้นจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง) คือ โอ้คิดมา สารพัดจะตัดขาดตัดสวาทตัดรักมิยักไหว ซึ่งสะท้อนให้เห็นสิ่งที่สุนทรภู่ต้องการเน้นย้ำถึงความยากในการตัด เรื่องความรัก ซึ่งยากยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ กลอนที่ ๑๗ ๏พระสุริยงลงลับพยับฝน ดูมัวมนมืดมิดทุกทิศา ถึงทางลัดตัดทางมากลางนา ทั้งแฝกคาแขมกกขึ้นรกเรี้ยว เป็นเงาง้ำน้ำเจิ่งดูเวิ้งว้าง ทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลียว เห็นดุ่มดุ่มหนุ่มสาวเสียงกราวเกรียว ล้วนเรือเพรียวพร้อมหน้าพวกปลาเลย
๑๙ เขาถ่อคล่องว่องไวไปเป็นยืด เรือเราฝืดเฝือมานิจจาเอ๋ย ต้องถ่อค้ำร่ำไปทั้งไม่เคย ประเดี๋ยวเสยสวบตรงเข้าพงรก กลับถอยหลังรั้งรอเฝ้าถ่อถอน เรือขย่อนโยกโยนกระโถนหก เงียบสงัดสัตว์ป่าคณานก น้ำค้างตกพร่างพรายพระพายพัด ไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่ง พอหยุดยุงฉู่ชุมมารุมกัด เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัด ต้องนั่งปัดแปะไปมิได้นอนฯ ถอดคำประพันธ์ เมื่อพระอาทิตย์ตกก็มีเมฆมืดครึ้มมาจนดูมืดมัวไปทุกทิศทุกทาง พายเรือถึงทางลัดซึ่งเป็นทางตัดกลาง นาก็เห็นมีต้นแฝกต้นคาต้นแขมต้นกกขึ้นปะปนกันอยู่มากมาย เงาของต้นพวกนี้ทอดลงน้ำทำให้ดูเวิ้งว้างดู กว้างขวางเหลียวมองทีไรก็รู้สึกขวัญหายทุกที มองเห็นเงาของหญิงชายทั้งยังมีเสียงคุยกัน เรือของพวกเขา เพรียวเล็กและมีปลาอยู่บนเรืออีกด้วย พวกเขาถ่อเรือคล่องแคล่วเดินทางไปอย่างรวดเร็ว แต่เรือของสุนทรภู่ไป ช้ามากช่างน่าสงสารลูกศิษย์ที่ต้องถ่อเรืออย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งๆที่ไม่เคยเส้นทาง บางทีเรือก็เสยเข้าพงหญ้ารก รุงรัง จะถอยหลังก็ถอยยาก เรือก็โคลงจนกระโถนใส่หมากหก พอเงี่ยหูฟังก็ไม่ได้ยินเสียงสัตว์เลยซักตัว มีแต่ น้ำค้างตกเพราะลมพัด มองไปไม่เห็นคลองเลยต้องค้างอยู่กลางทุ่ง แต่พอหยุดเรือหยุดก็มารุมกัดเจ็บเหมือน โดนทรายซัด เลยไม่ได้นอนเพราะต้องนั่งตบยุง คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตของผู้คนในบริเวณนั้น ซึ่งมีการใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคม และเป็นแหล่งหาอาหารจำพวกปลาหรือสัตว์น้ำในการดำรงชีวิต คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้พรรณนาโวหาร (ถ้อยคำ หรือสำนวนที่บรรยาย หรือเล่าไว้อย่างละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านนึกเห็น ภาพ)ในการบรรยายถึงสภาพอากาศ บรรยากาศรอบข้าง การดำเนินชีวิตของผู้คนบริเวณนั้น และเหตุการณ์ ขณะที่สุนทรภู่จอดเรือพัก ซึ่งทำให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนราวกับได้ร่วมเดินทางไปกับสุนทรภู่
๒๐ กลอนที่ ๑๘ ๏แสนวิตกอกเอ๋ยมาอ้างว้าง ในทุ่งกว้างเห็นแต่แขมแซมสลอน จนดึกดาวพราวพร่างกลางอัมพร กาเรียนร่อนร้องก้องเมื่อสองยาม ทั้งกบเขียดเกรียดกรีดจังหรีดเรื่อย พระพายเฉื่อยฉิวฉิววะหวิวหวาม วังเวงจิตคิดคะนึงรำพึงความ ถึงเมื่อยามยังอุดมโสมนัส สำรวลกับเพื่อนรักสะพรักพร้อม อยู่แวดล้อมหลายคนปรนนิบัติ โอ้ยามเข็ญเห็นอยู่แต่หนูพัด ช่วยนั่งปัดยุงให้ไม่ไกลกาย จนเดือนเด่นเห็นกอกระจับจอก ระดะดอกบัวเผื่อนเมื่อเดือนหงาย เห็นร่องน้ำลำคลองทั้งสองฝ่าย ข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร จนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผัก ดูน่ารักบรรจงส่งเกสร เหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจร ก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา สายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่า เป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวา กระจับจอกดอกบัวบานผกา ดาษดาดูขาวดั่งดาวพราย โอ้เช่นนี้สีกาได้มาเห็น จะลงเล่นกลางทุ่งเหมือนมุ่งหมาย ที่มีเรือน้อยน้อยจะลอยพาย เที่ยวถอนสายบัวผันสันตวา ถึงตัวเราเล่าถ้ายังมีโยมหญิง ไหนจะนิ่งดูดายอายบุปผา คงจะใช้ให้ศิษย์ที่ติดมา อุตส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน นี่จนใจไม่มีเท่าขี้เล็บ ขี้เกียจเก็บเลยทางมากลางหน พอรอนรอนอ่อนแสงพระสุริยน ถึงตำบลกรุงเก่ายิ่งเศร้าใจฯ ถอดคำประพันธ์ สุนทรภู่รู้สึกอ้างว้างมากมองไปในทุ่งกว้างเห็นมีแต่ต้นแขมขึ้นอยู่ปะปนกันจนดึกก็มีดาวอยู่กลาง ท้องฟ้ามีนกกระเรียนบินร่อนและร้องก้องเมื่อตอนเที่ยงคืนมีเสียงกบเขียดร้องเรื่อย ๆ มีลมพัดเฉื่อยๆสุนทรภู่ รู้สึกวังเวงก็คิดรำพึงเมื่อตอนมียศถาบรรดาศักดิ์ได้หัวเราะเฮฮากับเพื่อนมีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ แต่ยาม
๒๑ ลำบากเห็น แต่หนูพัดลูกชายคอยช่วยนั่งปัดยุงให้จนพระจันทร์ขึ้นก็เห็นต้นกระจับจอก และมีดอกบัวเผื่อน ขึ้นมากมองเห็นคลองทั้งสองด้านหัวท้ายเรือก็รีบถ่อเรือลงคลองจนพระอาทิตย์ขึ้นก็เห็นพันธุ์ผักดูน่ารักส่งเกสร แก่กันมีบัวเผื่อนอยู่สองข้างทางที่เรือพายไปมีต้นก้ามกุ้งกับสาหร่ายใต้น้ำมีต้นสายยิ่งขึ้นสลับกับต้นตับเต่าเป็น กลุ่ม ๆ มองไปเหมือนกับดาวบนท้องฟ้าถ้าผู้หญิงเห็นก็คงจะลงเล่นกลางทุ่งที่มีเรือก็คงจะพายไปเก็บสายบัวถ้า สุนทรภู่มีโยมผู้หญิงก็คงไม่นิ่งเฉยให้อายดอกไม้คงจะใช้ให้ศิษย์ไปเก็บของฝากเท่าที่ทำได้ในตอนนี้ แต่นี่จนใจ ไม่มีผู้หญิงสักคนขี้เกียจเก็บจึงเลยมา คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูของหนูพัดซึ่งเป็นลูกชายของสุนทรภู่ ที่แม้ในยามไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ คอยอยู่ปรนนิบัติปัดยุงให้สุนทรภู่ไม่ห่าง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้พรรณนาโวหาร (ถ้อยคำ หรือสำนวนที่บรรยาย หรือเล่าไว้อย่างละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านนึกเห็น ภาพ) โดยใช้ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่สร้างจินตภาพบรรยากาศของธรรมชาติระหว่างการเดินทางได้ชัดเจน และมี การใช้อุปมาโวหาร (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้าน ความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) คือ มีการเปรียบว่าเหล่าต้นกระจับ จอก และ ดอกบัวเผื่อขึ้นอยู่มากมาย เหมือนกับดาวที่อยู่บนท้องฟ้า กลอนที่ ๑๙ ๏มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รั้ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย ก็จะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลก อกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล เหมือนเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควร จะต้องม้วนหน้ากลับอัปประมาณฯ ถอดคำประพันธ์ เมื่อถึงหน้าจวนผู้ว่าของเพื่อนถ้าเป็นเมื่อก่อนสุนทรภู่แวะหาคงจะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน แต่ตอนไม่ แน่ใจว่าจะเหมือนเดิมหรือไม่ถ้าท่านเห็นเราตกทุกข์แบบนี้อาจจะหัวเราะเยาะเอาก็ได้อย่าไปให้อับอายขาย ขี้หน้าเลยดีกว่า
๒๒ คุณค่าด้านเนื้อหา เห็นถึงการให้ความสำคัญหรือการปฏิบัติต่อผู้อื่นของมนุษย์หรือการแบ่งชนชั้นของผู้คนในสมัยนั้นซึ่ง ในยามที่มีลาภยศอยู่ก็ทำดีด้วย แต่เมื่อตกทุกข์ได้ยากก็อาจจะปฏิบัติไปแตกต่างจากเมื่อก่อนจากหน้ามือเป็น หลังมือ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้อติพจน์ (โวหารภาพพจน์อย่างหนึ่งที่มีลักษณะในการกล่าวเกินจริงเพื่อสร้างอารมณ์และ ความรู้สึกที่รุนแรงเกินจริง) คือ อกแตก ซึ่งใช้กับอาการที่เก็บความรู้สึกอัดอั้นตันใจไว้จนทนไม่ไหว ซึ่งเป็นการ กล่าวเกินจริงว่ากิริยาอาการเช่นนี้เหมือนอกจะแตก ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้ทำให้อวัยวะส่วนอกแตกออกมาได้ กลอนที่ ๒๐ ๏มาจอดท่าหน้าวัดพระเมรุข้าม ริมอารามเรือเรียงเคียงขนาน บ้างขึ้นล่องร้องลำเล่นสำราญ ทั้งเพลงการเกี้ยวแก้กันแซ่เซ็ง บ้างฉลองผ้าป่าเสภาขับ ระนาดรับรัวคล้ายกับนายเส็ง มีโคมรายแลอร่ามเหมือนสำเพ็ง เมื่อคราวเคร่งก็มิใคร่จะได้ดู อ้ายลำหนึ่งครึ่งท่อนกลอนมันมาก ช่างยาวลากเลื้อยเจื้อยจนเหนื่อยหู ไม่จบบทลดเลี้ยวเหมือนเงี้ยวงู จนลูกคู่ขอทุเลาว่าหาวนอน ได้ฟังเล่นต่างต่างที่ข้างวัด จนสงัดเงียบหลับลงกับหมอน ประมาณสามยามคล้ำในอัมพร อ้ายโจรจรจู่จ้วงเข้าล้วงเรือ นาวาเอียงเสียงกุกลุกขึ้นร้อง มันดำล่องน้ำไปช่างไวเหลือ ไม่เห็นหน้าสานุศิษย์ที่ชิดเชื้อ เหมือนเนื้อเบื้อบ้าเคอะดูเซอะซะ แต่หนูพัดจัดแจงจุดเทียนส่อง ไม่เสียของขาวเหลืองเครื่องอัฏฐะ ด้วยเดชะตบะบุญกับคุณพระ ชัยชนะมารได้ดังใจปองฯ ถอดคำประพันธ์ จอดเรือที่ข้างวัดพระเมรุซึ่งริมวัดมีเรือจอดเรียงรายอยู่บางลำมีคนร้องเล่นเต้นสำราญบางลำก็ร้อง เพลงเกี้ยวกันบางลำฉลองผ้าป่าด้วยการขับเสภาทั้งยังมีคนตีระนาดซึ่งตีเก่งเหมือนนายเส็ง (ใช้เรียกคนเก่ง
๒๓ ระนาดสมัยสุนทรภู่)มีโคมแขวนอยู่เรียงรายเหมือนอยู่สามเพ็ง แต่ตั้งแต่บวชมาก็ไม่ค่อยได้ดูมีเรือลำหนึ่งร้องรำ ทำเพลงวกไปวนมา ทำเอาคนฟังเหนื่อยตาม จนลูกคู่ง่วงนอนกันเป็นแถว สุนทรภู่ได้ดูการแสดงและการละเล่นที่ข้างวัดจนดึกและก็หลับในเรือนั้นในเวลาประมาณสามยามก็มี โจรขึ้นเรือ พอมีเสียงกุกกักสุนทรภู่ก็ลุกขึ้นโวยวาย โจรก็รีบดำน้ำไปอย่างว่องไว มองไปไม่เห็นหน้าลูกศิษย์ก็ รู้สึกทำอะไรไม่ถูกด้วยความกลัวแต่หนูพัดจุดเทียนส่องดูว่ามีอะไรหายไปบ้าง แต่ไม่มีเลยแม้แต่เครื่องอัฐบริขาร ทั้งนี้ด้วยเดชะตบะบุญและพระพุทธ ทำให้ชนะมารได้ คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงถึงการละเล่นและงานมหรสพพื้นบ้าน ซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยนั้น และจัดขึ้นช่วงเทศกาลสำคัญ ประจำปี คือ งานฉลองผ้าป่าที่พระเมรุ ซึ่งมีทั้งการประดับประดาโคมไฟ การขับเสภาและร้องเพลงเรือเกี้ยวกัน ระหว่างหนุ่มสาวชาวบ้าน และในบทนี้ยังได้สะท้อนว่าสุนทรภู่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา สังเกตจาก เหตุการณ์หลังจากที่โจรกระโดดลงน้ำหนีไปแล้ว เมื่อสำรวจเห็นว่าไม่มีสิ่งของหายไปก็เชื่อว่าเป็นผลจากบุญ หรืออำนาจคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้อุปมา (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้าน ความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) คือ เปรียบการตกแต่งด้วยโคมของงานผ้าป่าที่ข้าง วัดพระเมรุเหมือนกับกำลังอยู่ที่ตลาดสำเพ็งเปรียบการร้องกลอนของเรือลำหนึ่งว่าร้องวกไปวนมาเหมือนกับ การเลื้อยของงูและเปรียบท่าทางของลูกศิษย์ที่ทำสีหน้าท่าทางที่แสดงออกถึงการทำตัวไม่ถูกหลังจากโจรขึ้น เรือว่าเหมือนกิริยาของคนที่คุมสติไม่อยู่ กลอนที่ ๒๑ ๏ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถ เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันได คงคงลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
๒๔ บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม ประทักษิณจินตนาพยายาม ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์ มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวาย ด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์ แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นฯ ถอดคำประพันธ์ วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันพระสุนทรภู่เดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าดูโดดเด่นอยู่ กลางทุ่งมีน้ำใส ๆ อยู่รอบ ๆ ที่ฐานพื้นที่เป็นรูปกลีบบัวมีเจดีย์มีวิหารมีลานวัดมีกำแพงกั้นอยู่มีการย่อเหลี่ยม สลับกันสามชั้นอย่างงดงาม บันไดมี ๔ ด้านสุนทรภู่ขึ้นไปชั้น ๓ ตั้งใจเดินวนขวา ๓ รอบจนครบก็กราบเจดีย์มี ห้องที่เป็นถ้ำสำหรับจุดเทียนเพราะลมจะพัดแรงพาธูปเทียนดับตอนนั้นบังเกิดสิ่งอัศจรรย์มีลมพัดเวียนขวาราว กับจะเวียนเทียนด้วยทุกวันนี้พระเจดีย์เก่าและทรุดโทรมมากที่ฐานร้าวถึงเก้าแฉกที่ยอดก็หักองค์พระเจดีย์ก็ ทรุดเพราะเจดีย์ไม่มีคนคอยดูแลนึกแล้วเสียดายจนน่าร้องไห้แล้วจะเทียบอะไรกับชื่อเสียงเกียรติยศของมนุษย์ ก็คงหมดไปในไม่วันใดก็วันหนึ่ง คุณค่าด้านเนื้อหา สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และให้แง่คิดที่เกี่ยวเนื่องถึง โลกธรรม ๘ ตามหลัก คำสอนของพระพุทธศาสนา คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ เหมือนกับเจดีย์ภูเขาทองซึ่งครั้งหนึ่งเคย งดงามก็ยังมีวันทรุดโทรม ชื่อเสียงเกียรติยศก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีรุ่งเรืองก็มีเสื่อมได้เป็นธรรมดา จึงควรมองโลก อย่างเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้บรรยายโวหาร (โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ มุ่งความ ชัดเจน เขียนตรงไปตรงมา) ในการบรรยายลักษณะของเจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งทำให้เห็นภาพของเจดีย์ภูเขาทองว่า มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
๒๕ กลอนที่ ๒๒ ๏ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์ ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์ เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์ ทั้งโลโภโทโสแลโมหะ ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน อีกสองสิ่งหญิงร้ายแลชายชั่ว อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ ตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวรฯ ถอดคำประพันธ์ สุนทรภู่ขอให้กุศลที่ได้มากราบไหว้สักการะในครั้งนี้จงช่วยดลบันดาลให้สมปรารถนาทั้งทุกข์โศก โรคภัยอย่าได้มากล้ำกรายชนะมารด้วยประการทั้งปวงขอให้มีสติปัญญาตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงามขอให้ ห่างไกลจากคนชั่วตลอดทุก ๆ ชาติ คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดจากที่สุนทรภู่ได้ตั้งจิตอธิษฐานถึงชีวิตในชาติหน้า ว่า ให้สมปรารถนาทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าได้มากล้ำกรายชนะมารด้วยประการทั้งปวงให้มีสติปัญญาตั้งมั่นอยู่ใน ศีลธรรมอันดีงาม และขอให้ห่างไกลจากคนชั่วตลอดทุก ๆ ชาติ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้สัมผัสสระในวรรคเดียวกัน (คำคล้องจองที่มีเสียงสระ และมาตราสะกดอย่างเดียวกัน) (สระ โ) คือ โลโภ–โทโส–โมหะ ซึ่งทำให้บทกลอนมีความไพเราะและสละสลวยมากยิ่งขึ้น กลอนที่ ๒๓ ๏พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ พบพระธาตุสถิตในเกสร สมถวิลยินดีชุลีกร ประคองซ้อนเชิญองค์ลงนาวา กับหนูพัดมัสการสำเร็จแล้ว ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา
๒๖ มานอนกรุงรุ่งขึ้นจะบูชา ไม่ปะตาตันอกยิ่งตกใจ แสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุ ใจจะขาดคิดมาน้ำตาไหล โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกล เสียน้ำใจเจียนจะดิ้นสิ้นชีวัน สุดจะอยู่ดูอื่นไม่ฝืนโศก กำเริบโรคร้อนฤทัยเฝ้าใฝ่ฝัน พอตรู่ตรู่สุริย์ฉายขึ้นพรายพรรณ ให้ล่องวันหนึ่งมาถึงธานีฯ ถอดคำประพันธ์ พอก้มลงกราบพระพุทธรูปเงยขึ้นมาก็เห็นดอกบัวและก็เห็นพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในเกสรก็ดีใจมาก และซ้อนประคองลงเรือพอหนูพัดกราบไว้เสร็จแล้วก็ใส่ไว้ในขวดแก้วแล้วก็วางไว้ใกล้ศีรษะเมื่อนอน แต่พอตื่น มามองไม่เห็นพระบรมสารีริกธาตุก็ตกใจคงเป็นเพราะบุญตนน้อยทำให้พระธาตุลอยน้ำไปไกลทำให้เศร้าโศก เสียใจพอเช้าตรู่ก็ตัดสินใจล่องเรือกลับกรุงเทพฯโดยใช้เวลาเดินทาง ๑ วัน คุณค่าด้านเนื้อหา เป็นผู้มีความศรัทธา ความผูกพันในพระพุทธศาสนา ซึ่งเห็นได้จากประคองพระบรมสารีริกธาตุมาใส่ ไว้ในขวดแก้ววางไว้ทางศีรษะ และความเชื่อเรื่องผลบุญที่ตนทำมามีน้อยจึงทำให้ไม่มีวาสนาจะเก็บพระบรม สารีริกธาตุไว้บูชา กลอนที่ ๒๔ ๏ประทับท่าหน้าอรุณอารามหลวง ค่อยสร่างทรวงทรงศีลพระชินสีห์ นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้ ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา ด้วยได้ไปเคารพพระพุทธรูป ทั้งสถูปบรมธาตุพระศาสนา เป็นนิสัยไว้เหมือนเตือนศรัทธา ตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ ใช่จะมีที่รักสมัครมาด แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา เหมือนแม่ครัวคั่วแกงแพนงผัด สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา ต้องโรยน่าเสียสักหน่อยอร่อยใจฯ จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน
๒๗ นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ ถอดคำประพันธ์ เดินทางมาถึงหน้าวัดอรุณราชวรารามจึงรู้สึกดีขึ้นหายจากความเศร้าโศกเพราะได้กราบไหว้ พระพุทธรูปนิราศภูเขาทองของสุนทรภูเรื่องนี้แต่งไว้เพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านมีความสุขในการบรรยายถึงครั้งที่ตนเอง ไปนมัสการพระบรมธาตุครั้งนี้ด้วยความเคารพและพลังศรัทธาตอนที่แต่งนิราศเรื่องนี้ไม่ได้มีผู้หญิงหรือคนรัก แต่อย่างใดที่เอ่ยถึงก็เพียงเป็นธรรมเนียมของการแต่งกลอนเพื่อให้มีความไพเราะน่าอ่านก็เช่นเดียวกับแม่ครัวที่ ทำกับข้าวจะใส่อย่างเดียวก็ไม่อร่อยต้องมีเครื่องเคียงหลายอย่างเพื่อความกลมกล่อมบอกให้รู้ไว้ไม่อยากให้ นินทาว่าร้ายเลยเพราะตัวเองเป็นคนชอบแต่งกลอนเห็นอะไรก็แต่งไปเรื่อยพอให้คลายเหงาได้บ้างเท่านั้นเอง คุณค่าด้านเนื้อหา แสดงให้เห็นถึงที่มาของการแต่งนิราศภูเขาทอง ตลอดจนลักษณะเด่นหรือขนบของการแต่งนิราศใน ครั้งนี้ ซึ่งสุนทรภู่เองไม่ได้มีหญิงคนรักจริง ๆ แต่กล่าวถึงเพื่อให้เข้ากับธรรมเนียมของการแต่งนิราศ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ มีการใช้อุปมา (โวหารเปรียบเทียบ โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความชัดเจน ด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น) โดยการเปรียบการกล่าวถึงนางอันเป็นที่รักว่า เหมือนกับการทำกับข้าวที่ต้องมีเครื่องเคียงต่าง ๆ และเปรียบให้นางอันเป็นที่รักนั้นเป็นเหมือนกับพริกไทย หรือใบผักชีที่เอาไว้โรยหน้าให้อาหารมีความสมบูรณ์ แก่นเรื่องหรือแนวคิดของเรื่อง นิราศภูเขาทองเรื่องนี้ สุนทรภู่แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่าน (เมื่อตนกลับมาอ่าน) มีความสุขไปกับการ บรรยายถึงครั้งที่ตนได้ไปนมัสการเจดีย์วัดภูเขาทอง ดังบทประพันธ์ตอนหนึ่งความว่า ประทับท่าหน้าอรุณอารามหลวง ค่อยสร่างทรวงทรงศีลพระชินสีห์ นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้ ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา ด้วยได้ไปเคารพพระพุทธรูป ทั้งสถูปบรมธาตุพระศาสนา เป็นนิสัยไว้เหมือนเตือนศรัทธา ตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ ใช่จะมีที่รักสมัครมาด แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
๒๘ ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา เหมือนแม่ครัวคั่วแกงพะแนงผัด สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อยอร่อยใจ จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น อย่านึกนินทาแถลงแหนงไฉน นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอย จะเห็นได้ว่าขณะที่สุนทรภู่แต่งนิราศเรื่องนี้ไม่ได้มีหญิงคนรัก การเอ่ยถึงก็เป็นเพียงขนบของการแต่ง กลอนให้ไพเราะน่าอ่านมากขึ้น เหมือนกับการทำกับข้าวที่ต้องมีเครื่องปรุงหรือเครื่องเคียงต่าง ๆ ให้อาหารมี ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ฉาก จะเห็นได้ว่าแต่ละสถานที่ซึ่งผ่านไประหว่างการเดินทางไป วัดเจดีย์ภูเขาทอง สุนทรภู่ได้มีการ สอดแทรกชีวิต ความรู้สึก ของตนเองเข้าไปในบทประพันธ์ได้อย่างสอดคล้อง ทั้งยังแฝงไว้ ซึ่งข้อคิด ประเพณี ตำนานและวัฒนธรรมของแต่ละที่ไว้ด้วย เรียกได้ว่ามีความดีเด่นทั้งในด้านเนื้อหาและวรรณศิลป์ ทำให้เป็น นิราศที่มีความไพเราะมากที่สุดของสุนทรภู่ แม้จะมีความยาวเพียง ๘๙ คำกลอน ตัวละคร จากเนื้อหาเรื่อง นิราศภูเขาทอง มีหลายส่วนที่ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ถึงลักษณะนิสัย ตลอดจน พฤติกรรมของตัวละคร ซึ่งผู้จัดทำได้วิเคราะห์ออกมาได้ ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้ - เป็นผู้มีความศรัทธา ความผูกพันในพระพุทธศาสนา ซึ่งเห็นได้จากหลายๆบทที่สุนทรภู่ได้มีการ สอดแทรกคำสอน ความเชื่อ พิธีกรรม และศาสนสถาน เช่น ขอเดชะพระเจดีย์คีรีมาศ บรรจุธาตุที่ตั้งนรังสรรค์ ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์ เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์ ทั้งโลโภโทโสแลโมหะ ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
๒๙ อีกสองสิ่งหญิงร้ายแลชายชั่ว อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ ตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวรฯ พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ พบพระธาตุสถิตในเกสร สมถวิลยินดีชุลีกร ประคองซ้อนเชิญองค์ลงนาวา กับหนูพัดมัสการสำเร็จแล้ว ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา มานอนกรุงรุ่งขึ้นจะบูชา ไม่ปะตาตันอกยิ่งตกใจ แสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุ ใจจะขาดคิดมาน้ำตาไหล โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกล เสียน้ำใจเจียนจะดิ้นสิ้นชีวัน สุดจะอยู่ดูอื่นไม่ฝืนโศก กำเริบโรคร้อนฤทัยเฝ้าใฝ่ฝัน พอตรู่ตรู่สุริย์ฉายขึ้นพรายพรรณ ให้ล่องวันหนึ่งมาถึงธานีฯ - มีความจงรักภักดี ชื่นชมและนับถือในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งปรากฎในเนื้อหาหลายๆบทที่สุนทรภู่ได้ บรรยายถึงช่วงที่เคยรับใช้ใกล้ชิด และความโศกเศร้าจากการสวรรคตของรัชกาลที่ ๒ เช่น ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว โอ้พระคุณสูญลับไม่กลับหลัง แต่ชื่อตั้งก็ยังอยู่เขารู้ทั่ว โอ้เรานี้ที่สุนทรประทานตัว ไม่รอดชั่วเช่นสามโคกยิ่งโศกใจ สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมาฯ ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
๓๐ จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ฯ - เป็นผู้ที่มีความรอบรู้และช่างสังเกต ซึ่งเห็นได้จากบทประพันธ์ที่สุนทรภู่ได้บันทึกเรื่องราวและ เหตุการณ์ต่างๆไว้ตลอดเส้นทางอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้นิราศภูเขาทองขึ้นชื่อว่าเป็นนิราศที่มีความไพเราะที่สุด เรื่องหนึ่ง ความรู้ที่ได้รับ นิราศภูเขาทอง นอกจากจะมีการกล่าวถึงการเดินทางและรำพึงถึงนางอันเป็นที่รักแล้ว ยังมีการ สอดแทรกทั้งวิถีชีวิต สภาพสังคมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัฒนธรรมในแต่ละที่ ตำนานสถานที่ ความเชื่อ หลัก คำสอนทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนข้อคิดหรือคำสอนในการใช้ชีวิต เช่น การติดต่อค้าขายบริเวณตลาดขวัญ การละเล่นหรือการเฉลิมฉลองที่วัดพระเมรุ ที่มาของชื่อวัดประโคนปัก ความเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ หรือคำสอน เรื่องการเลือกคบคน เป็นต้น และได้เรียนรู้ถึงการใช้วรรณศิลป์ในการแต่งคำประพันธ์ให้มีความงดงามถึงแม้จะ ใช้ถ้อยคำธรรมดาสามัญ ซึ่งหลายๆอย่างสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือใช้ในการสอนใน อนาคตได้
๓๑ ๑.๓ คำศัพท์ท้ายบท คำศัพท์ ความหมาย ก้ามกุ้ง ชื่อพันธุ์ไม้พุ่มชนิดหนึ่งมีลำต้นตรงกิ่งมีสี่เหลี่ยมและมีหนามแหลมเล็กออกตอกเป็น กระจุกสีชมพูหรือแดงอมเหลืองปลูกเป็นไม้ประดับ ขวาก ไม้หรือเหล็กมีปลายแหลมสำหรับปักหรือโปรยเพื่อตักหรือให้ตำผู้ผ่านเข้าไป ข้อง เครื่องจักสานสำหรับใส่ปลาปู คันโพง เครื่องวิดน้ำมีคันถือยาว ครึ่งท่อน ชื่อเพลงพื้นบ้านชนิดหนึ่ง คิรีมาศ ภูเขาทอง (คิรีหมายถึงภูเขา, มาศหมายถึงทอง) เครื่องอัฏฐะ หมายถึงเครื่องอัฐบริขารเป็นเครื่องใช้สอยสำหรับภิกษุมี ๔ อย่างคือสบงจีวรสังฆาฏิ ประคตเอวบาตรมีดโกนหรือมีดตัดเล็บเข็มและกระบอกหรือหม้อกรองน้ำ จวน ที่อยู่อาศัยของเจ้าเมืองหรือบ้านที่ทางราชการจัดให้เป็นที่อยู่ของผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกว่าจวนผู้ว่าราชการจังหวัด จับเขม่า วิธีแต่งผมของผู้หญิงสมัยโบราณโดยการนำเขม่าผสมน้ำมันตานีทาไรผมให้ดำ ทักษิณาวร การเวียนขวา (เวียนไปทางขวาตามเข็มนาฬิกา) ฐานบัทม์ หรือฐานปัทม์เป็นองค์ประกอบสำคัญทางโครงสร้างของเจดีย์ทำหน้าที่รับน้ำหนักหรือใช้ เสริมองค์เจดีย์ให้ดูสูงขึ้นเหตุที่เรียกว่าฐานปัทม์เนื่องจากฐานชนิดนี้มักก่อเป็นรูปบัวหงาย (๑) และบัวคว่ำ (๒) (ปัทม์แปลว่าดอกบัว) ตกประดาษ สิ้นวาสนาตกต่ำ ตรุษ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬแปลว่าการสิ้นปีซึ่งตรุษไทยกำหนดตามจันทรคติ ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๔ ประทักษิณ การเดินเวียนตามเข็มนาฬิกาโดยให้สิ่งที่เรานับถือหรือผู้ที่เรานับถืออยู่ทางขวาของผู้เวียน ผูกโบสถ์ ผูกพัทธสีมา คือ การกำหนดเขตโบสถ์ โดยมีหลักหินหรือใบเสมาเป็นเครื่องหมาย ผ้ า แ พ ร ด ำร่ำ มะเกลือ ผ้าแพรที่ย้อมด้วยผลของมะเกลือซึ่งเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ผลดิบใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีดำแล้ว นำไปอบให้มีกลิ่นหอม แฝกคาแขมกก เป็นชื่อพืชน้ำ ๔ ชนิดคือ แฝก-หญ้าชนิดหนึ่งขึ้นเป็นกอใบใช้มุงหลังคารากใช้ทำยา คา–หญ้าชนิดหนึ่งใบใช้มุงหลังคาเหง้าใช้ทำยา แซม –ไม้ล้มลุกมักขึ้นตามชายน้ำชายป่าและชายเขาที่มีสภาพชุ่มชื้น กก –ไม้ล้มลุกเกิดในที่ชุ่มแฉะมีหลายชนิดชนิดที่มีลำต้นกลมใช้สานเสื่อ พระวสา วันออกพรรษาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑
๓๒ โพงพาง เครื่องมือดักปลาชนิดหนึ่งเป็นถุงตาข่ายรูปยาวรีใช้ผูกกับเสาใหญ่ ๒ ต้นที่ปักขวางลำน้ำ สำหรับจับปลากุ้งทุกชนิด เพียญชนัง มาจากคำว่าพยัญชนะหมายถึงกับข้าวประเภทนึ่งต้มเป็นต้น ผู้รั้ง หมายถึงตำแหน่งผู้รักษาการหัวเมืองต่างๆในสมัยโบราณ มุลิกา มหาดเล็กหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา มะเกลือ ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่แก่นตำผลดิบใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีดำและใช้ทำยาได้ วสา มาจากคำว่าวัสสะแปลว่าฤดูฝนเสร็จธุระพระวสาสุนทรภู่หมายถึงออกพรรษา ไวย ในข้อความ “จะแวะหาถ้าท่านเหมือนเมื่อเป็นไวย” หมายถึงพระจมื่นไวยวรนาถ (เผือก) ซึ่งเป็นเพื่อนของสุนทรภู่ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาไชยวิชิตเจ้า เมืองกรุงเก่า เรือเพรียว เรือขุดรูปคล้ายเรือแข่ง แต่ขนาดเล็กกว่าหัวยาวท้ายสั้นเป็นเรือที่ขุนนางหรือผู้มีฐานะดี นิยมใช้กันในสมัยโบราณ สถูป สิ่งก่อสร้างสำหรับบรรจุของควรบูชามีกระดูกของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เป็นต้น บางทีใช้เข้าคู่กับคำว่าเจดีย์เป็นสถูปเจดีย์ สัด ชื่อมาตราตวงโบราณ รูปทรงกระบอก ใช้ตวงข้าว สารท เทศกาลทำบุญในวันสิ้นเดือน ๑๐ สันตะวา ชื่อไม้น้ำชนิดหนึ่งใบอ่อนและยอดอ่อนกินได้ เทียนหัน เปลี่ยนท่าทางพลิกแพลง
๓๓ ๑.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๑.๔.๑ คำถามประจำหน่วยการเรียนรู้ ๑. วรรณคดีนิราศ มีลักษณะเฉพาะในการประพันธ์อย่างไร ยกตัวอย่างจากเรื่องประกอบคำอธิบาย สอดคล้องกับสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๒ วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านพร้อมยกเหตุผลประกอบ ๒. นิราศภูเขาทองสะท้อนภาพวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำในสมัยนั้นอย่างไรบ้าง สอดคล้องกับสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๓ อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ๓. นิราศภูเขาทองมีความดีเด่นด้านสัมผัสใน นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด อธิบายและยกตัวอย่าง ประกอบ สอดคล้องกับ สาระที่ ๒ การเขียน ตัวชี้วัด ม.๑/๖ เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ได้รับ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๓ อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ๑.๔.๒ กิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้ กิจกรรมที่ ๑ ให้นักเรียนแต่งนิราศบันทึกการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่ตนเองประทับใจ คนละ ๑ - ๓ บท นำเสนอหน้าชั้นเรียนเป็นรายบุคคล สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการสื่อสาร สาระที่ ๑ การอ่าน ตัวชี้วัด ม.๑/๑ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะสม สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษา ตัวชี้วัด ม.๑/๕ แต่งบทร้อยกรอง
๓๔ กิจกรรมที่ ๒ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกันตามความเหมาะสม เขียนแผนที่การเดินทางและสถานที่ที่สุนทรภู่เดิน ทางผ่านเพื่อไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ตกแต่งให้สวยงาม แล้วนำไปติดที่ป้ายนิเทศ สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียนด้านความสามรถในการคิด สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๑ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน กิจกรรมที่ ๓ จัดกิจกรรมอ่านทำนองเสนาะจากนิราศ-เขาทอง โดยเลือกคำประพันธ์ที่นักเรียนชื่นชอบ ท่องจำ ไว้ ๓ - ๕ บท นำเสนอเป็นรายบุคคลหรือกลุ่ม สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียนด้านความสามรถในการสื่อสาร สาระที่ ๑ การอ่าน ตัวชี้วัด ม.๑/๑ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะสม สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๕ ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ
๓๕ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ โคลงโลกนิติ ๒.๑ ส่วนนำ โคลงโลกนิติเป็นโคลงสุภาษิตที่มีการสอดแทรกคำสอน ข้อคิด คติเตือนใจ รวมถึงแนวปฏิบัติด้านต่างๆ ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ครอบคลุมถึงตัวชี้วัดและหลักสูตรแกนกลางทั้ง ๕ สาระ โดยเฉพาะสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม จากการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่าคำสอนต่างๆนักเรียนสามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เช่น การปฏิบัติตนและการปรับตัวให้เข้ากับสังคม การมีวิจารญาณ อย่างรอบคอบในการทำสิ่งต่างๆ การตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท โดยโคลงโลกนิติ มีการใช้ถ้อยคำภาษาที่ เรียบง่ายที่สามารถเชื่อมโยงกับสำนวนสุภาษิตไทย การใช้คำในภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็น คำไวพจน์ การเล่นคำ การเล่นเสียง เป็นต้น ๒.๑.๑ ชื่อเรื่อง โคลงโลกนิติ อ่านว่า โคลง-โลก-กะ-นิด แปลว่า ระเบียบแบบแผนแห่งโลก จากการวิเคราะห์พบว่า โคลง หมายถึง ลักษณะคำประพันธ์ที่ใช้ในการแต่ง โลก หมายถึง โลก แผ่นดิน นิติ หมายถึง กฎ แบบแผน ดังนั้นโคลงโลกนิติ หมายถึง บทประพันธ์ที่แต่งขึ้นด้วยโคลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับระเบียบแบบแผนแห่งโลก กล่าวคือ มีเนื้อหาเป็นคำสอนในด้านต่างๆทั้งทางโลกและทางธรรมที่ปฏิบัติกันสืบมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดย โคลงในที่นี้หมายถึงโคลงสี่สุภาพ ๒.๑.๒ ภาพประจำบท จากภาพข้างต้น เป็นภาพประจำบทที่กล่าวถึงเนื้อหาคำประพันธ์ภายในบท ตามบทที่ว่า นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย เลื้อยบ่ทำเดโช แช่มช้า พิษน้อยหยิ่งโยโส แมลงป่อง ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี
๓๖ จากคำประพันธ์มีการใช้คำที่บ่งบอกถึงธรรมชาติและลักษณะของสัตว์อย่างงูและแมลงป่องไว้อย่าง ชัดเจน คือ “เลื้อย ชูหาง” ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการตามภาพในคำประพันธ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวรรคทองของ โคลงโลกนิติ เนื่องจากอ่านแล้วทำให้เกิดจินตนาการตามภาพได้เป็นอย่างดีและให้ข้อคิดคติเตือนใจเกี่ยวกับ เรื่องการละทิ้งความโอ้อวด จึงนำมาใช้เป็นภาพประจำบท ๒.๑.๓ ผู้แต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ได้ทรงรวบรวมโคลงโลกนิติของเก่ามาชำระแล้วนำขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อจารึกไว้บนแผ่นศิลาประดับศาลาทั้ง ๔ ทิศ ณ วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) งานพระ นิพนธ์ที่ปรากฏ ได้แก่ โคลงโลกนิติ โคลงนิราศเสด็จไปทัพเวียงจันทน์ฉันท์สังเวยพระมหาเศวตฉัตร และฉันท์ ดุษฎีสังเวยต่างๆ ๒.๑.๔ ความเป็นมา โคลงโลกนิติ ถือเป็นคำสอนเก่าแก่และแพร่หลายมาตั้งแต่โบราณ เนื้อหาส่วนใหญ่มีที่มาจากคาถาภาษา บาลีที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์โลกนิติ คัมภีร์ธรรมนิติ คัมภีร์ราชนีติ พระไตรปิฎก เป็นต้น ซึ่ง นักปราชญ์ในอดีตได้เลือกสรรคาถามาแปลเป็นร้อยแก้วแล้วแต่งเรียบเรียงเป็นโคลงสี่สุภาพ โดยโคลงโลกนิติ ฉบับที่ปรากฏในหนังสือเรียนเล่มนี้เป็นฉบับที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงรวบรวม ชำระขึ้นมาใหม่ สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นพระอารามมี ความทรุดโทรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ใหม่ละรวบรวมความรู้หลายสาขาจารึกไว้บนแผ่น หินอ่อนประดับไว้ภายในบริเวณวัด ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นแหล่งศึกษาศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆ สำหรับประชาชน
๓๗ ๒.๑.๕ ลักษณะคำประพันธ์ ลักษณะคำประพันธ์ เป็นการบอกถึงเรื่องที่แต่งขึ้นว่าเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรอง โดยถ้อยคำที่ได้ เรียบเรียงขึ้น มีข้อบังคับ จำกัดจำนวนคำ และวรรคตอน ให้รับสัมผัสกัน ไพเราะ ตามกฎเกณฑ์ ที่ได้วางไว้ใน ฉันทลักษณ์ของรูปแบบคำประพันธ์ชนิดต่างๆ เช่น ร่าย โลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เป็นต้น ลักษณะคำประพันธ์ในโคลงโลกนิติบทนี้ แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพ มีการบังคับตาม ฉันทลักษณ์ที่มีวรรณยุกต์เอก ๗ คำ วรรณยุกต์โท ๔ คำ ลักษณะการบังคับตามฉันทลักษณ์มีดังนี้ ลักษณะบังคับของโคลงสี่สุภาพ ๑. คณะ โคลงสี่สุภาพ ๑ บทมี ๔ บาท โดย ๑ บรรทัดคือ ๑ บาท แต่ละบาทมี ๒ วรรค บาทที่ ๑ บาทที่ ๒ และบาทที่ ๓ มีจำนวนคำเท่ากัน คือ วรรคหน้ามี ๕ คำ ส่วนวรรคหลังมี ๒ คำ บาทที่ ๔ วรรคหน้ามี ๕ คำเช่นกัน แต่วรรคหลังจะมี ๔ คำ รวมทั้งสิ้น ๑ บทจะมี ๓๐ คำ ๒. คำสร้อย คำสร้อย คือคำที่แต่งท้ายบาทของโคลงตามข้อบังคับ เพื่อทำให้ได้ใจความครบถ้วน ถ้าโคลงบาทใดได้ ความครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ต้องเติมคำสร้อย ตำแหน่งที่กำหนดให้เติมคำสร้อยคือ ท้ายบาทที่ ๑ และท้ายบาทที่ ๓ คำสร้อยต้องมีแห่งละ ๒ คำเสมอ โดยคำแรกเป็นคำสุภาพที่ต้องการเสริมความให้สมบูรณ์ ส่วนคำหลังมักลง ท้ายด้วยคำต่อไปนี้พ่อ แม่ พี่ รา แล เลย เอย นา นอ เนอ ฤๅ ฮา แฮ เฮย ๓. คำสัมผัส เอก โท และ คำตาย โคลงสี่สุภาพบังคับรูปวรรณยุกต์ เอก โท คือ บังคับรูปวรรณยุกต์เอก ๗ ตำแหน่ง รูปวรรณยุกต์โท ๔ ตำแหน่ง ตามแผนผังดังนี้
๓๘ ในการแต่งโคลงสี่สุภาพ บางครั้งเมื่อไม่สามารถหาคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอก หรือรูปวรรณยุกต์โทมาใช้ใน ที่บังคับวรรณยุกต์ตามแผนผังได้ จำเป็นต้องใช้คำ “เอกโทษ” หรือคำ “โทโทษ” คือ นำคำที่ต้องการใช้ไป เปลี่ยนให้เป็นรูปวรรณยุกต์เอก หรือโท แต่ถ้าไม่จำเป็นอย่างยิ่งแล้วก็ไม่ควรใช้ เพราะทำให้รูปคำเสีย และ ความหมายอาจเปลี่ยนไป เช่น ใช้คำว่า “ข้า” แทนคำว่า “ฆ่า” เป็นต้น และในอีกกรณีหนึ่งคือ คำเอกและคำ โทที่อยู่ติดกัน บางครั้งอาจสลับที่กันก็ได้ในโคลงสี่สุภาพนั้น มีการใช้เสียง “คำตาย” แทนวรรณยุกต์เอกได้ทุก แห่งที่บังคับรูปวรรณยุกต์เอก ไม่ว่าคำตายนั้นๆ จะมีเสียงวรรณยุกต์ใด อาจเป็นคำตายเสียงเอก เช่น บาด จิต หรือคำตายเสียงโท เช่น วาด ภาพ หรือคำตายเสียงตรี เช่น พบ รัก เป็นต้น ๒.๑.๖ รูปแบบวรรณคดี โคลงโลกนิติมีวรรณคดีร้อยกรองการประเภทคำสอนที่มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นความเชื่อ ค่านิยม คุณธรรมจริยธรรมที่ยึดถือปฏิบัติมานาน หากผู้อ่านได้พิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วจะทำให้เข้าใจถึง สัจธรรมของ ชีวิตและนำข้อคิดที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เช่น สอนให้ยึดมั่นในความดี สอนให้สนใจ การศึกษา สอนให้เลือกคบคน เป็นต้น ๒.๒ การวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในบทเรียน การวิเคราะห์ในหน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่องโคลงโลกนิติผู้จัดทำจะนำเสนอในรูปแบบของการวิเคราะห์ที ละบท ตามลำดับที่ปรากฏในหนังสือเรียน ซึ่งตามบทประพันธ์ที่ปรากฏนั้นเป็นการตัดเนื้อหาบางส่วนจากฉบับ จริงมาให้เรียนเท่านั้น จะสังเกตเห็นว่าก่อนจะเริ่มแต่ละบท มีวงเล็บกำกับไว้ เช่น (๗) (๒๓) (๒๔) ซึ่งหมายถึง ลำดับบทที่แท้จริงในฉบับจริงที่หนังสือเรียนนำมาให้เรียน โดยเนื้อหาการวิเคราะห์ในบทนี้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ได้แก่ การถอดคำประพันธ์ คุณค่าด้านเนื้อหา คุณค่าด้านวรรณศิลป์และความรู้ที่ได้รับ เพื่อให้ผู้อ่านได้ เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจถึงจุดประสงค์หรือความหมายแฝงที่อยู่ในคำประพันธ์ที่ถอดออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
๓๙ โคลงบทที่ ๑ (๗) ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้ มีพรรณ ภายนอกแดงดูฉัน ชาดบ้าย ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบ่อน ดุจดั่งคนใจร้าย นอกนั้นดูงาม ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง ผลมะเดื่อเมื่อสุกจะมีสีแดงสวยงาม แต่ภายในกลับมีหนอนแมลงวัน เปรียบเทียบกับคนที่ภายนอกดูดีแต่ภายในมีจิตใจที่ชั่วร้าย คุณค่าด้านเนื้อหา จากบทประพันธ์ข้างต้นทำให้เกิดเป็นที่มาของสำนวนสุภาษิตที่ว่า ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง โดยมี การเปรียบเทียบกับผลไม้ที่ภายนอกผลมีความสวยงาม แต่ภายในกลับเป็นโพรงมีหนอนแมลงวันกัดกิน มากมาย สำนวนสุภาษิตนี้มีความหมายว่า สิ่งที่ดูภายนอกแล้วดูสวยงามดูดี แต่แท้จริงแล้วภายในนั้นแย่ เลวร้าย หรือหมายถึงหญิงสาวที่มีรูปร่างที่งดงาม แต่กลับมีกิริยาท่าทาง มารยาทและการกระทำที่ไม่งาม เหมือนกับรูปร่าง จากบทประพันธ์และสำนวนสุภาษิตข้างต้นให้ข้อคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ คือ สอน เรื่องการเลือกคบคน โดยให้รู้จักพิจารณาคนให้ดี ไม่ตัดสินแค่ภายนอกเท่าที่ตาเห็นและไม่ประมาทในการเลือก คบคนโดยดูให้ทั่วถึง ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ สำนวนสุภาษิตที่คล้ายคลึงกัน สวยแต่รูปจูบไม่หอม หมายถึง มีรูปร่างงาม แต่มีความประพฤติ ท่าทีวาจา และกิริยามารยาทไม่ดี คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้ภาพพจน์อุปมา โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง จากคำประพันธ์มีการเปรียบเทียบ สิ่งใกล้ตัวเพื่อให้เห็นภาพจริงและเกิดความเข้าใจมากขึ้น คือ ผลมะเดื่อและหนอนแมลงวัน มีคำปรากฏข้างต้น คือ ดุจดั่ง โดยมีการเปรียบเทียบ ผลมะเดื่อเมื่อสุกจะมีสีแดงสวยงาม แต่ภายในกลับมีหนอนแมลงวัน เปรียบเทียบกับคนที่ภายนอกดูดีแต่ภายในกลับมีจิตใจชั่วร้าย
๔๐ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยที่เกี่ยวกับการเลือกคบคน โดยให้ดูอย่างทั่วถึงไม่ดูแค่ ภายนอก ควรพิจารณาไตร่ตรองให้ดี ไม่ประมาทหรือไว้วางใจใครง่ายๆ การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมักมีคำปรากฏอยู่ใน ข้อความ คำเปรียบเหล่านี้ เช่น เหมือน ดุจ ดั่ง เฉก เพียง เป็นต้น โคลงบทที่ ๒ (๒๓) นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย เลื้อยบ่ทำเดโช แช่มช้า พิษน้อยหยิ่งโยโส แมลงป่อง ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง การเปรียบเทียบงูที่มีพิษมากหมายเหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างแผดเผา มายังโลก แต่งูก็ยังทำตัวเลื้อยเชื่องช้า ไม่อวดอ้างหรือแสดงฤทธิ์ของตนให้คนอื่นรู้ ขณะเดียวกัน แมลงป่องมี พิษน้อยกว่างูแต่กลับชูหางข่มขู่ อวดอ้างสรรพคุณของตนเองให้คนอื่นรู้ คุณค่าด้านเนื้อหา จากบทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า คมในฝัก โดยมีการเปรียบเทียบกิริยาและธรรมชาติ ของสัตว์อย่างงูและแมลงป่อง โดยเปรียบงูที่มีพิษมากเหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างแต่กลับไม่แสดงออก อวดอ้างฤทธิ์ที่ตนมี การกระทำของงูแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนแม้จะเป็นผู้มีฤทธิ์มาก แต่แมลงป่องที่มีพิษ น้อยกว่างู กลับชูหางข่มขู่ อวดอ้างสรรพคุณของตนเองให้คนอื่นรู้ ซึ่งการกระทำของแมลงป่องเป็นการแสดงถึง ความโอ้อวดไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและประมาทที่คิดว่าตนเองมีพิษซึ่งอาจจะส่งผลให้ได้รับความอับอาย หรืออันตรายต่อชีวิตได้ในวันข้างหน้า ซึ่งสำนวนสุภาษิตนี้มีความหมายว่า คนที่มีความรู้ความสามารถ ฉลาด หลักแหลม แต่ถ่อมตัว ไม่โอ้อวด ไม่แสดงความฉลาดนั้นออกมาให้ปรากฏ จากบทประพันธ์และสำนวนสุภาษิตข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ คือ สอนให้ละทิ้งความโอ้อวดแม้ตนจะมีความรู้ความสามารถมาก แต่ควรเลือกใช้ในสถานการณ์และเวลาที่ เหมาะสม ไม่โอ้อวดอยู่ตลอดเวลาหรือแสดงออกเมื่อไม่จำเป็นเพราะอาจจะเป็นจุดอ่อนและเป็นภัยต่อตนเอง ได้ สอนให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยให้รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานการณ์ต่างๆแม้ตนจะมีความรู้หรือมี
๔๑ ความสามารถมากมาย แต่ควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งต่อผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลอื่นๆ ซึ่งการมี ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะทำให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีผู้คนรักและเอ็นดู สำนวนสุภาษิตที่คล้ายคลึงกัน เสือซ่อนเล็บ หมายถึงคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี แต่ไม่แสดงออกหรือเปิดเผยให้คนอื่น เห็น ทำตัวนิ่งๆ เงียบๆเหมือนไม่มีอะไร น้ำนิ่งไหลลึก หมายถึงคนที่มีท่าหงิมๆ มักจะมีความคิดลึกซึ้ง ซึ่งก็คือคนที่มีท่าทางเฉยๆ ไม่ค่อยแสดง ความคิดเห็น แต่ภายในแล้วเป็นคนช่างคิด มีความคิดดีๆอยู่เสมอ ฉลาด และเมื่อแสดงความคิดเห็นออกมาครั้ง ใดก็มักจะเป็นที่ฮือฮาเสมอ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้ภาพพจน์อุปมา โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง จากคำประพันธ์มีการเปรียบเทียบ พิษของงูเหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสงแผดเผามายังโลก โดยสังเกตได้จากวรรคที่ว่า “นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย” ซึ่งคำว่า เพี้ยง ในที่นี้ หมายถึง เหมือน ใช้แทนคำว่าเพียง การใช้คำไวพจน์โดยมีการใช้คำไวพจน์ของ พระอาทิตย์ คือ สุริยะ เป็นการทำให้คำประพันธ์มีความ ไพเราะและมีความหลากหลายในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนที่สุภาษิตสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเกี่ยวกับการละทิ้ง ความโอ้อวดและรู้จักประมาณตน โดยการละทิ้งความโอ้อวดและแสดงออกเมื่อถึงเวลา จะทำให้เป็นผลดีกับ ตัวเอง กล่าวคือ ผู้ที่โอ้อวดตน เหมือนการชี้ให้เห็นจุดอ่อนของตน ทำให้คนอื่นรู้ในเรื่องราวความสามารถของ ตน ซึ่งอาจจะทำให้ได้รับอันตรายและอับอายในอนาคต เมื่อไม่สามารถทำได้จริง การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมักมีคำปรากฏอยู่ใน ข้อความ คำเปรียบเหล่านี้ เช่น เหมือน ดุจ ดั่ง เฉก เพียง เป็นต้น การใช้คำไวพจน์ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกันมาก แต่เขียนและออกเสียง ต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำพ้อง" ตัวอย่างคำไวพจน์ ท้องฟ้า เช่น นภา เวหา คคนานต์ อัมพร เป็นต้น ซึ่งคำที่ กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายว่าท้องฟ้า โคลงบทที่ ๓ (๒๔) ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น นักเรียน ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร ผ่ายหน้า
๔๒ คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน วนจิต กลอุทกในตะกร้า เปี่ยมล้นฤๅมี ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง คนที่ฉลาดรอบรู้ย่อมต้องขยันหมั่นเพียรในการศึกษาหาความรู้เหมือนกับ การฝนทั่งให้เป็นเข็ม แต่คนเกียจคร้านทำสิ่งใดก็เบื่อหน่าย ไม่สำเร็จเหมือนกับการตักน้ำใส่ในตะกร้าที่ตักได้ เท่าไหร่ก็ไม่เต็ม คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า ฝนทั่งให้เป็นเข็ม โดยมีการเปรียบการศึกษาหาความรู้ เหมือนการฝนทั่งให้เป็นเข็ม ที่เป็นสำนวนสุภาษิตที่มีความหมายว่า การใช้ความเพียรพยายามอย่างสุด ความสามารถจนกว่าจะสำเร็จผล จากบทประพันธ์และสำนวนสุภาษิตข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้คือ ให้สนใจในการศึกษาหาความรู้ด้วยความเพียรพยายาม แม้จะพบเจออุปสรรคมากมายเพียงใดก็ให้ พยายามอย่างเต็มที่สุดความสามารถ สำนวนสุภาษิตที่คล้ายคลึงกัน หนักเอาเบาสู้หมายถึง อดทน ขยันทำงานไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรืองานเบา คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้ภาพพจน์อุปมา โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง จากคำประพันธ์มีการเปรียบเทียบ คนที่เกียจคร้านทำสิ่งใดก็ไม่สำเร็จเหมือนกับการตักน้ำใส่ในตะกร้าที่ตักได้เท่าไหร่ก็ไม่เต็ม สังเกตได้จากวรรค ที่ว่า “กลอุทกในตะกร้า เปี่ยมล้นฤๅมี” ซึ่งคำว่า กล ในที่นี้หมายถึง เหมือน ที่แสดงถึงการใช้ภาพพจน์อุปมา ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเกี่ยวกับการให้ ความสำคัญกับการศึกษา ขยันหมั่นศึกษาหาความรู้ให้ตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการศึกษาหาความรู้ เป็นสิ่ง สำคัญที่จะช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างง่ายขึ้น การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมักมีคำปรากฏอยู่ใน ข้อความ คำเปรียบเหล่านี้ เช่น เหมือน ดุจ ดั่ง เฉก เพียง เป็นต้น
๔๓ โคลงบทที่ ๔ (๔๑) ห้าม เพลิงไว้อย่าให้ มีควัน ห้าม สุริยแสงจันทร์ ส่องไซร้ ห้าม อายุให้หัน คืนเล่า ห้าม ดั่งนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามนินทา ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถห้ามไฟให้ไร้ควัน ห้ามพระอาทิตย์และพระจันทร์ ส่องแสง ห้ามอายุให้ย้อนกลับคืนเมื่อนั้น เราจึงจะห้ามการนินทาได้ แสดงให้เห็นถึงการนินทา ที่เป็นเรื่อง ธรรมดาของโลก คุณค่าด้านเนื้อหา จากบทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนและพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต แปลได้ตรงกับ สุภาษิต คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก โดยมีการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆในโลกที่ล้วนเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กล่าวคือ เพลิงไฟย่อมมีควัน พระอาทิตย์ย่อมส่องแสง อายุย่อมไม่มีวันย้อนกลับมา เหมือนกับการนินทา ที่ แม้ว่าจะทำอะไรก็ตามทั้งดีหรือไม่ดี คนก็จะเอาไปนินทาอยู่ดี ไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งสำนวนสุภาษิตนี้ หมายถึง ธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมเป็นผู้ที่ชอบนินทาคนอื่น ชอบเอาเรื่องไม่ดีหรือข้อเสียของคนอื่นมาพูดต่อให้เขาได้รับ ความเสียหาย จากบทประพันธ์และสำนวนสุภาษิตข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้คือ การปรับตัว การปล่อยวางในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ การไม่ยึดติดในสิ่งต่างๆมากเกินไป อย่างเช่น การนินทา ที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่เราสามารถปรับตัวเราให้รับมือกับสิ่งต่างๆแบบนี้ได้และสิ่งที่ห้ามไม่ได้ก็ควร ปล่อยไปที่ควรจะเป็น คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นคำโดยการซ้ำคำ จากคำประพันธ์มีการเล่นคำโดยการซ้ำคำ ซึ่งเป็นความไพเราะที่เกิดจากการ เลือกใช้ถ้อยคำเป็นพิเศษ โดยมีการซ้ำคำที่มีการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ ความหมายชัดเจนขึ้น จากบทประพันธ์ข้างต้น สังเกตได้ว่า มีการซ้ำคำ โดยใช้คำว่า ห้าม เพื่อเน้นย้ำ ความหมายและเพิ่มน้ำหนักของคำ โดยมีอยู่ที่คำแรกของแต่ละวรรค จนจบบท
๔๔ การใช้คำไวพจน์ มีการใช้คำไวพจน์ของ พระอาทิตย์ คือ สุริยะ เป็นการทำให้คำประพันธ์มีความไพเราะ และมีความหลากหลายในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับการปรับตัว การปล่อยวางในสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ การไม่ยึดติดในสิ่งต่างๆมากเกินไป การเล่นคำ เป็นความไพเราะของบทประพันธ์ที่เกิดจากการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นพิเศษ การเล่นคำแบ่ง ออกเป็นการซ้ำคำและการหลากคำ (คำไวพจน์) การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น ตัวอย่างดัง บทประพันธ์ข้างต้น ที่มีการซ้ำคำว่า โดยใช้คำว่า ห้าม คำไวพจน์ ได้ความรู้เกี่ยวกับคำไวพจน์ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกันมาก แต่เขียนและออกเสียงต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำพ้อง" ตัวอย่างคำไวพจน์ พระอาทิตย์ เช่น ทิวา ทินกร ไถง สุริยะ เป็นต้น ซึ่งคำที่กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายว่าท้องฟ้า โคลงบทที่ ๕ (๕๘) รู้น้อยว่ารู้มาก เริงใจ กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย ไป่เห็นชเลไกล กลางสมุทร ชมว่าน้ำบ่อน้อย มากล้ำลึกเหลือ ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง คนที่มีความรู้น้อยแต่คิดว่าตนมีความรู้มาก เปรียบเหมือนกบที่อยู่ในสระน้ำที่ แคบแต่หลงคิดว่าสระน้ำที่ตนอาศัยอยู่มีความกว้างใหญ่และลึกที่สุด พอเห็นทะเลกลางมหาสมุทรก็บอกว่าเป็น แค่น้ำบ่อน้อยๆ ไม่มีความกว้างใหญ่และลึกเหมือนสระน้ำ ที่ตนอาศัยอยู่ คุณค่าด้านเนื้อหา จากบทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า กบในกะลา โดยการกล่าวถึงกบที่อาศัยอยู่สระน้ำ เล็กๆ ไม่เคยเห็นมหาสมุทรมาก่อน แต่กลับคิดว่า สระน้ำที่ตนอาศัยอยู่กว้างใหญ่และลึกกว่ามหาสมุทร เหมือน