๔๕ กบในกะลา ที่เห็นสิ่งต่างๆ โดยมีกะลาครอบไว้ ทำให้ไม่เห็นโลกภายนอก โดยสำนวนสุภาษิตนี้ หมายถึง ผู้มี ความรู้และประสบการณ์น้อยแต่สำคัญตนว่ามีความรู้มาก จากบทประพันธ์และสำนวนสุภาษิตข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ได้คือ การเป็นผู้รู้จักประมาณตน รู้จักประเมินความรู้ความสามารถของตนว่าอยู่ในระดับไหน ไม่ควรโอ้อวด ตนเองจนเกินไป เพราะอาจจะได้รับอันตรายในภายหลัง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำบอกปริมาณ มีการใช้คำบอกปริมาณปรากฏอยู่ คือ น้อย-มาก ซึ่งเป็นคำบ่งบอกและกำหนดคำ ในลักษณะของปริมาณ จำนวน โดยบทนี้มีการใช้บ่งบอกถึงคนที่มีความรู้น้อยแต่คิดว่าตนมีความรู้มาก การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกันที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ก คือ กลกบเกิด และการเล่นเสียงพยัญชนะ ล ล้ำลึกเหลือ การใช้ภาพพจน์อุปมา โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง จากคำประพันธ์มีการเปรียบเทียบ คนที่มีความรู้น้อยแต่คิดว่าตนมีความรู้มากเหมือนกับกบที่อาศัยอยู่ในสระน้ำแคบๆแต่หลงคิดว่าเป็นสระน้ำที่ กว้างใหญ่และลึกที่สุด สังเกตได้จากวรรคที่ว่า “กลกบเกิดอยู่ใน สระจ้อย”ซึ่งคำว่า กล ในที่นี้หมายถึง เหมือน ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับ การเป็นผู้รู้จัก ประมาณตน รู้จักประเมินความรู้ความสามารถของตนว่าอยู่ในระดับไหน ไม่ควรโอ้อวดตนเองจนเกินไป การใช้คำบอกปริมาณ เป็นคำบ่งบอกและกำหนดลักษณะของปริมาณ จำนวน เช่น น้อย มาก หนี่ง สอง สาม เป็นต้น การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็น ตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูปเดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมักมีคำปรากฏอยู่ใน ข้อความ คำเปรียบเหล่านี้ เช่น เหมือน ดุจ ดั่ง เฉก เพียง เป็นต้น
๔๖ โคลงบทที่ ๖ (๖๐) จระเข้คับน่านน้ำ ไฉนหา ภักษ์เฮย รถใหญ่กว่ารัถยา ยากแท้ เสือใหญ่กว่าวนา ไฉนอยู่ ได้แฮ เรือเขื่องคับชเลแล้ แล่นโล้ไปไฉน ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง จระเข้ที่มีขนาดใหญ่กว่าแม่น้ำย่อมหาเหยื่อได้ยาก รถที่มีขนาดใหญ่กว่าถนนก็ ไปไหนมาไหนลำบาก เสือที่มีขนาดใหญ่กว่าป่าก็มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เรือที่มีขนาดใหญ่กว่าทะเลก็แล่นไป ไหนมาไหนไม่ได้ คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้น เป็นการกล่าวถึงสิ่งต่างๆที่มีความสัมพันธ์กัน อย่างเช่น จระเข้กับแม่น้ำ รถกับถนน เสือกับป่า เรือกับแม่น้ำ ซึ่งถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งใหญ่เกินไปก็อาศัยอยู่ได้ยาก เปรียบเหมือนคนที่ไม่รู้จักประมาณ ตนเอง ว่าสิ่งใดเหมาะกับตน เช่น ชอบซื้อของที่มีราคาแพงเป็นประจำแต่มีเงินไม่มากก็จะทำให้อยู่ได้ยาก จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การรู้จักประมาณตนในการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำไวพจน์มีการใช้คำไวพจน์ของป่า คือ วนา เป็นการทำให้คำประพันธ์มีความไพเราะและมีความ หลากหลายในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้น การใช้คำบอกปริมาณ มีการใช้คำว่า คับ ซึ่งแปลว่า มีลักษณะหรือปริมาณเกินพอดีทำให้รู้สึกหรือนึกถึง เรื่องของขนาดที่ขาดความพอดีหรือความเหมาะสม โดยอาศัยการเปรียบเทียบสิ่งที่สื่อความหมายเข้าคู่กันได้
๔๗ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับการรู้จัก ประมาณตนในการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ คำไวพจน์ ได้ความรู้เกี่ยวกับคำไวพจน์ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกันมาก แต่เขียนและออกเสียงต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำพ้อง" ตัวอย่างคำไวพจน์ ป่า เช่น วนา ไพร พนัส เป็นต้น ซึ่งคำที่กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายว่าป่า การใช้คำบอกปริมาณ เป็นคำบ่งบอกและกำหนดลักษณะของปริมาณ จำนวน เช่น ใหญ่ คับ แคบ เป็นต้น โคลงบทที่ ๗ (๖๙) เสีย สินสงวนศักดิ์ไว้ วงศ์หงส์ เสีย ศักดิ์สู้ประสงค์ สิ่งรู้ เสีย รู้เร่งดำรง ความสัตย์ ไว้นา เสีย สัตย์อย่าเสียสู้ ชีพม้วยมรณา ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง การที่จะต้องเสียเงินเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลก็นับว่า สมควร ถ้าเสียศักดิ์ศรีเพื่อให้ได้ความรู้ก็เป็นสิ่งที่สมควรทำถ้าจะต้องเสียความรู้เพื่อรักษาความ ซื่อสัตย์ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่ถ้าต้องเสียความซื่อสัตย์ให้ยอมตายไปเลยดีกว่า คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า เสียชีพอย่าเสียสัตย์โดยมีการเปรียบเทียบการที่ต้องเสีย สิ่งต่างๆเพื่อแลกกับสิ่งต่างๆ แต่ยกเว้น การเสียความสัตย์ ซึ่งถ้าจะเสียความสัตย์นี้ให้ตายไปเลยดีกว่า แสดงให้ เห็นถึงการให้ความสำคัญของการรักษาความสัตย์มากกว่าชีวิต ดังสำนวนสุภาษิตข้างต้น จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การรักษา ความสัตย์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิต ถ้าเราทำได้จะได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจต่อเพื่อนร่วมงานหรือคน อื่นๆอย่างมาก
๔๘ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นคำโดยการซ้ำคำ จากคำประพันธ์มีการเล่นคำโดยการซ้ำคำ ซึ่งเป็นความไพเราะที่เกิดจากการ เลือกใช้ถ้อยคำเป็นพิเศษ โดยมีการซ้ำคำที่มีการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ ความหมายชัดเจนขึ้น จากบทประพันธ์ข้างต้น สังเกตได้ว่า มีการซ้ำคำ โดยใช้คำว่า เสีย เน้นย้ำความหมาย และเพิ่มน้ำหนักของคำ โดยมีอยู่ที่คำแรกของแต่ละวรรค จนจบบท ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับการรักษา ความสัตย์ การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น ตัวอย่างดัง บทประพันธ์ข้างต้น ที่มีการซ้ำคำว่า โดยใช้คำว่า ห้าม โคลงบทที่ ๘ (๗๒) น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว ยูงตาม ทรายเหลือบหางยูงงาม ว่าหญ้า ตาทรายยิ่งนิลวาม พรายเพริศ ลิงว่าหว้าหวังหว้า หว่าดิ้นโดยตาม ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง นกยูงที่บินอยู่บนฟ้ามองลงมาเห็นแม่น้ำคดเคี้ยวหลงคิดว่าแม่น้ำเป็นงูเลย บินลงไปจะจิกกินจึงจมน้ำตาย กวางเนื้อทรายเห็นหางนกยูงซึ่งมีสีเขียวคล้ายหญ้าก็คิดว่าเป็นยอดหญ้า ด้วย ความอยากกินหญ้าจึงกระโดดลงแม่น้ำหมายจะไปกินหางนกยูงที่เขียวๆ เหมือนยอดหญ้า กวางเนื้อทรายจึง จมน้ำตายขณะที่กวางเนื้อทรายใกล้จะจมน้ำตาย ด้วยความตกใจดวงตาของกวางเนื้อทรายก็มีสีนิลเหมือนลูก หว้าลิงเห็นดวงตาของกวางเนื้อทราย ก็หลงคิดว่าเป็นลูกหว้า จึงกระโดดลงไปในแม่น้ำตายไปตามๆ กัน คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว โดยมีการกล่าวถึง นกยูง กวาง เนื้อทราย ลิง ที่มองสิ่งต่างๆที่เห็นอย่างไม่รอบคอบ ไม่มีสติ ขาดวิจารณญาณจนทำให้เกิดอันตรายกับชีวิตของ ตน สำนวนสุภาษิตนี้ หมายถึง เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นดี หรือเห็นสิ่งที่ผิดเป็นถูก
๔๙ จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การประพฤติ ตนอย่างมีสติ ไม่ประมาทในการคิดหรือทำสิ่งต่างๆ โดยให้มีสติและความรอบคอบ อยู่เสมอ สำนวนสุภาษิตที่คล้ายคลึงกัน เห็นผิดเป็นชอบ หมายถึง เห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย หมายถึง ขาดความรอบคอบ ขาดความระมัดระวังเพราะ ทะนงตัว เช่น เวลาขับรถอย่าประมาท ประมาทฝีมือ ขาดสติ การขาดความรอบคอบ ส่งผลให้การกระทำนั้น เกิดความเสียหาย หรือไม่เกิดผลดีต่อการงาน เกิดความเสียหายต่อตนเองและบุคคลอื่น ถ้าร้ายแรงมากอาจ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม ประเทศชาติหรือสังคมโลก คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นคำโดยการซ้ำคำ จากคำประพันธ์มีการเล่นคำโดยการซ้ำคำ ซึ่งเป็นความไพเราะที่เกิดจากการ เลือกใช้ถ้อยคำเป็นพิเศษ โดยมีการซ้ำคำที่มีการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ ความหมายชัดเจนขึ้น จากบทประพันธ์ข้างต้น สังเกตได้ว่า มีการซ้ำคำ โดยใช้คำว่า ยูง เน้นย้ำความหมายและ เพิ่มน้ำหนักของคำปรากฏอยู่แต่ละช่วงของบท ซึ่งยูงในที่นี้ มาจากคำว่า นกยูง ที่หมายถึง สัตว์ที่มีลักษณะ คล้ายไก่หรือนก แต่มีหางที่เมื่อรำแพนแล้วจะสวยงามมาก การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกันที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ว คือ ว่าหว้าหวัวหว้า ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับความไม่ ประมาทในการใช้ชีวิต การเล่นคำ เป็นความไพเราะของบทประพันธ์ที่เกิดจากการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นพิเศษ การเล่นคำแบ่ง ออกเป็นการซ้ำคำและการหลากคำ (คำไวพจน์) การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น ตัวอย่างดัง บทประพันธ์ข้างต้น ที่มีการซ้ำคำว่า โดยใช้คำว่า ยูง การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็น ตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูปเดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้
๕๐ โคลงบทที่ ๙ (๗๗) พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา สายดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้ เขาสูงอาจวัดวา กำหนด จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง มหาสมุทรที่ต่อให้ลึกเพียงใดก็ยังสามารถใช้สายดิ่งวัดความลึกได้ภูเขาต่อให้ สูงเพียงใดก็ยังสามารถกำหนดความสูงได้แต่จิตใจของคนเราลึกลับ ซับซ้อน เกินกว่าจะใช้เครื่องมือใดๆ มาวัดได้ คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ โดยมีการกล่าวถึงมหาสมุทร และภูเขา ที่ สามารถกำหนดขนาดความสูงความลึกได้ แต่จิตใจคนเราไม่มีทางรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งบางคนทำดีกับ เรามาตลอดแต่ภายในจิตใจเขาอาจจะทำเพื่อผลประโยชน์บางอย่างหรือมีความลับที่ไม่ได้บอกกับเรา เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรไว้วางใจใครง่ายๆ เพ ราะอาจจะเกิดอันตรายหรือผิดหวังกับสิ่งนั้นได้ สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง คนที่บุคคลที่ชอบสร้างภาพให้ตัวเองดูดี มักจะแต่งแต้มสีสันหน้าตาให้ดูสวยงาม แต่ ภายในนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ คือ การไว้ ไว้วางใจคนอื่นง่ายๆ การตัดสินสิ่งต่างๆด้วยความรอบคอบระมัดระวัง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ที่ปรากฏอยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ สมุทรสุด ดิ่งทิ้ง การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน ที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ล คือ ลึกล้น และการเล่นเสียงพยัญชนะ คือ ทิ้งทอด
๕๑ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยการไม่วางใจคนอื่น ง่ายๆ ควรใช้เวลาในการที่จะตัดสินคนๆนั้นหรือคิดให้รอบคอบก่อนที่จะบอกความลับหรือเรื่องส่วนตัวของเรา ให้คนอื่นรู้ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าข้างในจิตใจเขาคิดอะไรอยู่ การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็น ตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูปเดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ โคลงบทที่ ๑๐ (๘๘) รักกันอยู่ขอบฟ้า เขาเขียว เสมออยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง ชังกันบ่แลเหลียว ตาต่อ กันนา เหมือนขอบฟ้ามาป้อง ป่าไม้มาบัง ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง คนที่มีความรักต่อกันแม้จะอยู่คนละที่ห่างไกลกันก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน ขณะเดียวกันคนที่ไม่ชอบกันหรือเกลียดชังกันแม้จะอยู่ใกล้กันก็ไม่แลเหลียว ทำตัวเหมือนอยู่ไกลกัน คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า เส้นผมบังภูเขา โดยมีการแสดงให้เห็นความรักกับความ ชังว่า เมื่อรักกันแม้อยู่กันแค่ไหนก็เหมือนอยู่ใกล้กัน ขณะเดียวกันเมื่อมีความเกลียดชังกัน แม้จะอยู่ใกล้ชิดแค่ ไหนก็มองไม่เห็นกัน ยกตัวอย่าง เพื่อนรักในโรงเรียนมัธยม เมื่อถึงเวลาต้องห่างไกลกัน แยกย้ายกันไปเรียนคน ละที่ แต่ด้วยความรักและความผูกพัน ม้ระยะทางจะไกลก็ยังรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กัน ขณะเดียวกัน เพื่อนที่ไม่ ชอบกันมาก่อนและมีเรื่องราวต่างๆที่ทำให้ผิดใจกัน แม้จะเรียนอยู่ที่เดียวกันหรืออยู่ใกล้กันขนาดไหน แม้จะ พบเจอกันก็ทำตัวเหมือนอยู่คนละที่กัน มองไม่เห็น ไม่รู้จักกันและกัน สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง เรื่องง่าย ๆ แต่ คิดไม่ออก เหมือนมีอะไรมาบัง หรือกั้นอยู่
๕๒ จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การแก้ปัญหา ด้วยสติและรอบคอบ ไม่วู่วาม คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้ภาพพจน์อุปมา โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง จากคำประพันธ์มีการเปรียบเทียบ คนที่มีความรักต่อกันแม้จะอยู่คนละที่ห่างไกลกันก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน ขณะเดียวกันคนที่ไม่ชอบกันหรือ เกลียดชังกันแม้จะอยู่ใกล้กันก็เหมือนมองไม่เห็นกัน สังเกตจากคำประพันธ์ข้างต้นพบว่ามีการใช้คำว่า เสมอ เหมือน ที่สื่อถึงการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง การใช้คำตรงกันข้าม คำที่บ่งบอกให้ทราบได้ว่าคำ ๆ นั้นมีความหมายตรงกันข้ามกัน ที่ปรากฏในบทนี้ คือ รักกับชัง โดยคำว่า รัก หมายถึง การมีใจผูกพันด้วยความห่วงใย ชัง หมายถึง เกลียด ไม่ชอบ ไม่รัก ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับ เมื่อยามรัก ใคร่กลมเกลียวกัน แม้จะอยู่ใกล้หรือไกลก็ทำตัวเหมือนอยู่ด้วยกัน เข้าใจตรงกัน แต่เมื่อมีความเกลียดชังกัน แม้ จะอยู่ใกล้ชิดกันแค่ไหนก็ทำตัวเหมือนคนไม่รู้จักกัน เพราะฉะนั้นให้มีสติและคิดให้รอบคอบในการตัดสินใจหรือ แก้ปัญหาต่างๆเพราะเมื่อตัดสินใจทำไปแล้ว บางสิ่งบางอย่างก็ไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมักมีคำปรากฏอยู่ใน ข้อความ คำเปรียบเหล่านี้ เช่น เหมือน ดุจ ดั่ง เฉก เพียง เป็นต้น การใช้คำตรงกันข้าม คำที่บ่งบอกให้ทราบได้ว่าคำ ๆ นั้นมีความหมายตรงกันข้ามกัน เช่น ขาวกับดำ ดี กับชั่ว ฉลาดกับเขลา โคลงบทที่ ๑๑ (๙๘) เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า สามวันจากนารี เป็นอื่น วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง
๕๓ ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง ถ้าเราเว้นซ้อมดนตรีไป ๗ วัน อาจจะทำให้หลงลืมวิธีการเล่นดนตรีได้ เว้นการ เรียนหนังสือ ๕ วัน อาจจะทำให้เรียนไม่ทันคนอื่น เว้นการพบคนรัก ๓ วัน คนรักอาจจะเปลี่ยนใจหรือทำตัวไม่ เหมือนเดิมและเว้นจากการล้างหน้า ๑ วัน ก็จะทำให้หน้าหมองคล้ำดูไม่มีชีวิตชีวา คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า ผัดวันประกันพรุ่ง โดยมีการกล่าวถึงการทำสิ่งต่างๆที่ ไม่มีความสม่ำเสมอ ละเว้นห่างหายไปนาน อาจจะทำให้หลงลืมหรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้สำนวนสุภาษิตนี้ หมายถึง ขอเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ เมื่อเรากำลัง ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจมีความจำเป็นต่อเรา ดังนั้นควรมีความสม่ำเสมอไม่หาข้ออ้างหรือเว้นว่างจากการทำถ้า ไม่จำเป็น เพราะอาจจะส่งผลต่ออนาคตเราได้ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำบอกปริมาณ มีการใช้คำว่า คับ ซึ่งแปลว่า มีลักษณะหรือปริมาณเกินพอดีทำให้รู้สึกหรือนึกถึง เรื่องของขนาดที่ขาดความพอดีหรือความเหมาะสม โดยอาศัยการเปรียบเทียบสิ่งที่สื่อความหมายเข้าคู่กันได้ การใช้คำไวพจน์มีการใช้คำไวพจน์ของผู้หญิง คือ นารี เป็นการทำให้คำประพันธ์มีความไพเราะและมี ความหลากหลายในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับ เมื่อละเว้น จากการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจจะทำให้ลืมสิ่งนั้นหรือไม่ถนัดเหมือนเดิมแล้ว เหมือนกับการเรียนเมื่อไม่ทบทวน ความรู้อยู่เสมอ ก็จะทำให้ลืมหรือเรียนไม่ทันเพื่อนได้ การใช้คำบอกปริมาณ เป็นคำบ่งบอกและกำหนดลักษณะของปริมาณ จำนวน เช่น ใหญ่ คับ แคบ หนึ่ง สอง สาม เป็นต้น คำไวพจน์ ได้ความรู้เกี่ยวกับคำไวพจน์ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกันมาก แต่เขียนและออกเสียงต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำพ้อง" ตัวอย่างคำไวพจน์ของผู้หญิง เช่น กัลยา กานดา มารศรี เป็นต้น ซึ่งคำที่กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายว่าผู้หญิง
๕๔ โคลงบทที่ ๑๒ (๑๐๑) ใครจักผูกโลกแม้ รัดรึง เหล็กเท่าลำตาลตรึง ไป่หมั้น มนตร์ยาผูกนานหึง หายเสื่อม ผูกเพื่อไมตรีนั้น แน่นเท้าวันตาย ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง ในโลกนี้จะมีสิ่งใดมาผูกใจคนไว้ได้ แม้จะใช้เหล็กที่มีขนาดใหญ่เท่าลำตาลมัด ตรึงไว้ก็ไม่แน่นหนา จะใช้เวทมนตร์คาถานานไปเดี๋ยวก็เสื่อมหาย แต่ถ้าใช้วิธีผูกใจคนด้วยไมตรีย่อมมีความ ยั่งยืนไม่มีเสื่อมคลาย คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง โดยมีการเปรียบเทียบการผูกสิ่ง ต่างๆ เช่น เหล็ก เวทมนตร์ ที่ผูกไปก็ยังมีวันคลายจากความแน่นหลุดออกมาได้ แต่ถ้าผูกมิตรไมตรีกับคน ยิ่ง ถ้าผูกไมตรีด้วยใจแล้ว ก็จะมีความมั่นคง ไม่มีวันสูญหายไป เมื่อพบเจอกับปัญหาต่างๆ มิตรที่เราผูกไว้อาจจะ สามารถช่วยเราได้ สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง สร้างมิตรภาพกับผู้อื่นอยู่เสมอ จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ เมื่อเราไป ทำงานหรือพบเจอกับคนอื่นๆรอบตัว เราควรผูกมิตรไมตรีไว้ เพื่อความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น และอาจจะ ทำให้งานที่ทำราบรื่นโดยง่าย เมื่อมีปัญหาก็ได้รับการแนะนำ ช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาช่วยกัน คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น ตัวอย่างดัง บทประพันธ์ข้างต้น ที่มีการซ้ำคำว่า โดยใช้คำว่า ผูก เพื่อเน้นย้ำความหมายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน ที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ร คือ รัดรึง การเล่นเสียงพยัญชนะ ต คือ ตาลตรึง
๕๕ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับ การผูกมิตร ไมตรีกับคนรอบข้างเป็นสิ่งที่ดี เมื่อเราพบเจอกับปัญหาต่างๆ อาจจะมีใครสักคนที่สามารถช่วยเหลือเราได้ไม่ ทิ้งเราไปไหน อย่างเช่นมิตรแท้ การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็น ตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูปเดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ โคลงบทที่ ๑๓ (๑๑๗) ความรู้ดูยิ่งล้ำ สินทรัพย์ คิดค่าควรเมืองนับ ยิ่งไซร้ เพราะเหตุจักอยู่กับ กายอาต-มานา โจรจักเบียนบ่ได้ เร่งรู้เรียนเอา ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง ความรู้ที่มีคุณค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลาย โดยความรู้จะอยู่ติดตัวไปจน ตาย ไม่มีใครมาแย่งไปได้ เพราะฉะนั้นให้ขยันหมั่นเพียรในการศึกษา คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์โดยมีการกล่าวถึง ความรู้ ถ้า มีติดตัวไว้ก็จะไม่มีวันสูญหาย ไม่มีใครสามารถขโมยไปได้ เพราะฉะนั้นการมีความรู้ต่างๆติดตัวไว้ จะเป็น เครื่องมือในการใช้ชีวิตและแก้ปัญหาสิ่งต่างๆในอนาคตได้ จากบทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ ให้ขยัน หมั่นเพียร ศึกษาหาความรู้อยู่สม่ำเสมอ เพื่อจะได้นำไปใช้ในอนาคต เมื่อพบเจอปัญหาต่างๆก็สามารถใช้ ปัญญาในการแก้ปัญหาได้ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ที่ปรากฏอยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ รู้ดู
๕๖ การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน ที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ค คือ คิดค่าควร และการเล่นเสียงพยัญชนะ ร คือ เร่งรู้เรียน ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับ การศึกษาหา ความรู้เป็นสิ่งที่มีค่าและสำคัญ ซึ่งอาจจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ทำสิ่งต่างๆในอนาคต ถือเป็นสิ่งดีที่มี ไว้ติดตัว เมื่อพบเจอปัญหาต่างๆก็สามารถใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาได้ การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ การเล่นเสียงพยัญชนะ เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็นตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูป เดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ โคลงบทที่ ๑๔ (๑๓๑) สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง สนิมของเหล็กที่เกิดขึ้นมาจากเนื้อเหล็กข้างใน กัดกินเนื้อเหล็กจนกร่อน ใช้ การไม่ได้ และผุพังไปในที่สุด เปรียบเทียบกับบาปก็เกิดขึ้นจากตัวบุคคลเอง แล้วผลแห่งบาปนั้นก็จะให้โทษแก่ ผู้ที่ทำบาปเอง คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีการกล่างถึงเรื่องของบาป โดยตรงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่ว่า ผู้ใดทำสิ่งใดไว้ก็ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ดังสำนวนสุภาษิตที่ได้ยกมา ข้างต้นก็มีความหมายว่า คนเราทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ เมื่อเราทำสิ่งใด ไปแล้วทั้งดีและไม่ดี ผลที่เราได้รับเป็นเช่นเรา เราก็ควรยอมรับในผลของการกระทำนั้น
๕๗ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นคำโดยการซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจน ขึ้น ตัวอย่างดังบทประพันธ์ข้างต้น ที่มีการซ้ำคำว่า โดยใช้คำว่า เนื้อ เหล็ก บาป เพื่อเน้นย้ำความหมายให้ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เมื่อใครทำสิ่งใดไว้ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ถ้าอยากได้รับผลที่ดีก็ต้องทำสิ่งดีๆ การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น โคลงบทที่ ๑๕ (๑๘๖) นกน้อยขนน้อยแต่ พอตัว รังจุแต่งเมียผัว อยู่ได้ มักใหญ่ย่อมคนหวัว ไพเพิด ทำแต่พอตัวไซร้ อย่าให้คนหยัน ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง นกน้อยก็มีขนน้อยพอดีกับตัว ทำรังแต่พอตัวเองและครอบครัวถ้าทำอะไร แบบใหญ่เกินตัวก็จะไม่มีใครยกย่อง ทำอะไรก็ทำแต่ที่พอดีตัว อย่าทำให้ใครเขามาดูถูกได้ในภายหลัง คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า นกน้อยทำรังแต่พอตัว โดยมีการเปรียบเทียบนกกับคน โดยให้ทำสิ่งต่างๆที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่มากไม่น้อยเกินไป ยกตัวอย่าง คนที่มีเงินไม่มากแต่ชอบซื้อของที่มี ราคาแพงอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมกับตัวเองไม่รู้จักประมาณตน สำนวนสุภาษิตนี้ หมายถึง รู้จักประมาณตน ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งพอสมกับฐานะทางการเงินของตน บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การทำสิ่งๆต่างๆ ให้เหมาะสมกับตัวเอง ถ้าทำในสิ่งที่ฝืนตัวเองมากเกินไป จะไม่เป็นผลดีกับตัวเอง
๕๘ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำบอกปริมาณ มีการใช้คำว่า น้อย ใหญ่ ซึ่งหมายถึงลักษณะหรือปริมาณเกินพอดีทำให้รู้สึก หรือนึกถึงเรื่องของขนาดที่ขาดความพอดีหรือความเหมาะสม โดยอาศัยการเปรียบเทียบสิ่งที่สื่อความหมาย เข้าคู่กันได้ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับการประมาณ ตน พอใจในสิ่งที่ตนมี การใช้คำบอกปริมาณ เป็นคำบ่งบอกและกำหนดลักษณะของปริมาณ จำนวน เช่น ใหญ่ คับ แคบ หนึ่ง สอง สาม เป็นต้น โคลงบทที่ ๑๖ (๑๘๗) เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม เรายากหากใจงาม อย่าคร้าน อุตส่าห์พยายาม การกิจ เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน อย่าท้อทำกิน ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง เมื่อเห็นคนอื่นเขามั่งมีศรีสุข ก็อย่าลืมตัวลืมตนไปตามเขา แม้เราจะยากจน แต่ถ้ามีจิตใจดี ไม่เกียจคร้าน ขยันทำงาน เราก็จะได้ดีเอง ควรดูตัวอย่างดี ๆ จากเพื่อนบ้านแล้วก็อย่าท้อเรื่อง การทำมาหากิน คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า พร้าขัดหลังเล่มเดียว โดยมีการกล่าวถึงความเพียร พยายามในสิ่งต่างๆ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือปัญหาต่างๆ แม้จะเป็นผู้ไม่มีเงินมาก แต่ถ้าขยันทำมาหากิน ไม่เกียจคร้านการงาน ก็จะทำให้ได้รับสิ่งดีๆต่อมาได้ สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง คนดีถ้าขยันก็ตั้งตัวได้ บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ ให้มีความ ขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้านการงาน
๕๙ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ที่ปรากฏอยู่ในบทข้างต้นได้แก่ ยากหาก การเล่นคำโดยการซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจน ตัวอย่างดังบทประพันธ์ข้างต้น ที่มีการซ้ำคำว่า โดยใช้คำว่า อย่า เพื่อเน้นย้ำความหมายให้ชัดเจนมายิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับ การใช้ความ พยายามในการทำสิ่งๆต่างๆ ไม่เกียจคร้านการงาน การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น โคลงบทที่ ๑๗ (๒๑๔) คนใดละพ่อทั้ง มารดา อันทุพพลชรา- ภาพแล้ว ขับไล่ไป่มีปรา- ณีเนตร คนดั่งนี้ฤๅแคล้ว คลาดพ้นไภยัน ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง คนใดที่ละทิ้งพ่อกับแม่ที่ท่านอายุมากแล้ว ไม่ดูแลให้ดี ขับไล่โดยไม่มีความ ปราณี คนผู้นั้นย่อมพบเจอแต่สิ่งไม่ดี คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า ลูกอกตัญญู โดยกล่าวถึง ลูกที่ละทิ้งการดูแลพ่อแม่ ขับ ไล่พ่อแม่ไปอยู่ที่อื่น ไม่นึกถึงบุญคุณที่ท่านเลี้ยงมา พอขึ้นกลับพากันไล่พ่อแม่ไปอยู่ที่อื่น สำนวนสุภาษิตนี้ หมายถึง ลูกไม่รู้คุณพ่อแม่
๖๐ บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ ให้ดูแลพ่อแม่ อย่างดีเหมือนที่ท่านเลี้ยงดูเรามา แม้จะทุกข์ยากหรือพบเจอปัญหาต่างๆมากมายก็ไม่ควรละทิ้งพ่อแม่หรือขับ ไล่ไปไหน คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน โดยมีการใช้เครื่องหมายยัติภังค์ หรือ เครื่องหมายขีด (-) ใช้เป็น เครื่องหมายให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้นติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัด เดียวกันหรือคนละบรรทัดก็ได้ ที่ปรากฏข้างต้น มีการใช้เครื่องหมายนี้แยกคำออกจากการ คือ คำว่า ชราภาพ เมื่อใช้เครื่องหมายนี้ทำให้รับรู้ได้ถึงความต่อเนื่องของคำที่ต้องฉีกแยกกันไป แต่มีความต่อเนื่องกันอยู่ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับ ความกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเขียนอักษร ในภาษาหนึ่ง ๆ เพื่อประโยชน์ในการแบ่งวรรคตอน ใช้เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้น ติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัดเดียวกันหรือคนละบรรทัดก็ได้ โคลงบทที่ ๑๘ (๒๓๑) คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง พระคุณของแม่ที่หนักหนาเหมือนผืนแผ่นดิน พระคุณของพ่อที่เปรียบดั่ง อากาศรอบๆ พระคุณของพี่ที่เปรียบเหมือนขุนเขา พระคุณของครูบาอาจารย์ที่เปรียบเหมือนมหาสมุทร
๖๑ คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า ข้าวแดงแกงร้อน โดยการกล่าวถึงพระคุณของผู้มีบุญคุณ ที่เคยอุปการะเลี้ยงดูและให้ความรู้ ว่ามีคุณขนาดไหน สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง ผู้มีบุญคุณที่เคยอุปการะ เลี้ยงดูมา บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การรู้จักกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้ภาพพจน์อุปมา โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง จากคำประพันธ์มีการเปรียบเทียบ พระคุณของแม่หนาหนักเหมือนแผ่นดิน พระคุณพ่อที่เหมือนกับอากาศรอบๆตัว พระคุณของพี่เหมือนขุนเขา พระคุณของครูบาอาจารย์ที่เปรียบเหมือนมหาสมุทร สังเกตได้จากคำประพันธ์ข้างต้นโดยมคำที่ปรากฏว่าเป็น ภาพพจน์อุปมา ได้แก่ เพี้ยง ดุจ พ่าง การใช้คำไวพจน์มีการใช้คำไวพจน์ของภูเขา คือ ศิขรา และ คำไวพจน์ของแม่น้ำ คือ สาคร เป็นการทำ ให้คำประพันธ์มีความไพเราะและมีความหลากหลายในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้น การใช้เครื่องหมายวรรค โดยมีการใช้เครื่องหมายยัติภังค์ หรือ เครื่องหมายขีด (-) ใช้เป็นเครื่องหมาย ให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้นติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัดเดียวกันหรือ คนละบรรทัดก็ได้ ที่ปรากฏข้างต้น มีการใช้เครื่องหมายนี้แยกคำออกจากการ คือ คำว่า อากาศ เมื่อใช้ เครื่องหมายนี้ทำให้รับรู้ได้ถึงความต่อเนื่องของคำที่ต้องฉีกแยกกันไป แต่มีความต่อเนื่องกันอยู่ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับ ความกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมักมีคำปรากฏอยู่ใน ข้อความ คำเปรียบเหล่านี้ เช่น เหมือน ดุจ ดั่ง เฉก เพียง เป็นต้น คำไวพจน์ ได้ความรู้เกี่ยวกับคำไวพจน์ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกันมาก แต่เขียนและออกเสียงต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำพ้อง" ตัวอย่างคำไวพจน์ ภูเขาเช่น ศิขรา สิงขร คีรี เป็นต้น ซึ่งคำที่กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายว่าภูเขา และตัวอย่างคำไวพจน์ แม่น้ำ เช่น นที ธารา สาคร เป็นต้น ซึ่งคำที่ กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายว่าแม่น้ำ
๖๒ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเขียนอักษร ในภาษาหนึ่ง ๆ เพื่อประโยชน์ในการแบ่งวรรคตอน ใช้เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้น ติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัดเดียวกันหรือคนละบรรทัดก็ได้ โคลงบทที่ ๑๙ (๒๗๘) ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ หย่อมญ่าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายสแลงดิน ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง ความยาวของก้านบัวที่สามารถบอกถึงความลึกตื้นของแหล่งน้ำ มารยาทบอก ให้ทราบถึงความเป็นไปของชาติตระกูล คำพูดของคนสามารถแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้น ฉลาดหรือโง่เขลา อย่างไร เหมือนกับหญ้าที่เหี่ยวแห้งบอกถึงความไม่สมบูรณ์ของดิน คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล โดยกล่าวถึงสิ่งต่างๆที่ สามารถวัดหรือแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาหรือลักษณะที่อยู่ของสิ่งนั้นๆได้ ยกตัวอย่าง การแสดงออกของ ผู้คนในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่บีบบังคับหรือกดดัน ผู้คนจะแสดงด้านที่เราไม่เคยเห็นมา ก่อน แสดงให้เห็นว่า บุคคลนั้นโตมาในสังคมแบบไหน แต่ทั้งนี้ก็ควรดูให้รอบคอบ ไม่ควรตัดสินโดยทันทีว่า บุคคลนั้นเป็นคนอย่างไร สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง การแสดงออกทางการพูดหรือกิริยามารยาท ที่จะชี้ให้เห็น ถึงพื้นฐานการในการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การระมัดระวัง ในการแสดงออกในสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ดี ควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้คน คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จากบทนี้ ปรากฏคำว่า ลึกกับตื้น
๖๓ การใช้คำไวพจน์ มีการใช้คำไวพจน์ของแม่น้ำ คือ ชลธาร เป็นการทำให้คำประพันธ์มีความไพเราะและมี ความหลากหลายในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับ การแสดงออก ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และระมัดระวังในการทำสิ่งต่างๆเพราะจะสื่อให้เห็นถึงชาติตระกูลที่ของเรา เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้คนมองเราแบบไหนควรแสดงด้านแบบนั้นออกมา การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำไวพจน์ ได้ความรู้เกี่ยวกับคำไวพจน์ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกันมาก แต่เขียนและออกเสียงต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำพ้อง" ตัวอย่างคำไวพจน์แม่น้ำ เช่น วารี ชลาลัย ธารา เป็นต้น โคลงบทที่ ๒๐ (๒๘๘) ถึงจนทนสู้กัด กินเกลือ อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ พวกพ้อง อดอยากเยี่ยงอย่างเสีย สงวนศักดิ์ โซก็เสาะใส่ท้อง จับเนื้อกินเอง ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง แม้เราจะยากจนก็ต้องทนสู้ แม้จะต้องกัดก้อนเกลือกิน ไม่ควรรบกวน เบียดเบียนพวกพ้อง ควรเอาอย่างเสือที่รักษาศักดิ์ศรีตนแม้จะหิวโซปานใดก็จับเนื้อกินด้วยตนเอง คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า อดเยี่ยงเสือ โดยกล่าวถึง ความมีศักดิ์ศรีของมนุษย์และ สัตว์ ที่ไม่ว่าจะมีปัญหาหรือลำบากมากเพียงใด ไม่ควรไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ให้พึ่งพาตนเองก่อน เสมอ สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง หยิ่งในศักดิ์ศรีไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ
๖๔ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ที่ปรากฏอยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ จนทน เนื้อเถือ การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน ที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ก คือ กินเกลือ การเล่นเสียงพยัญชนะ พ คือ พวกพ้อง ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับความมีศักดิ์ศรี ของตนเองในการทำสิ่งต่างๆ ไม่เบียดเบียนหรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น การเล่นเสียงสระ เป็นการใช้คำที่มีเสียงสระตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกัน ส่วนวรรณยุกต์จะต่างรูปหรือต่างเสียงกันก็ได้ การเล่นเสียงพยัญชนะ เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็นตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูป เดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ โคลงบทที่ ๒๑ (๓๐๘) โคควายวายชีพได้ เขาหนัง เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ไซร้ คนเด็ดดับสูญสัง- ขารร่าง เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกลับดี ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง วัวควายเมื่อตายไปก็ยังเหลือเขาและหนังที่ยังเป็นประโยชน์ แต่คนเราเมื่อตาย ไปแล้วย่อมสูญสลายทุกอย่าง คงเหลือไว้แต่แต่คำกล่าวขานถึงความดีและความชั่วที่ได้ทำไว้เมื่อมีชีวิตอยู่ คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้าง เป็นการกล่าวถึง เมื่อเราตายไป เราไม่สามารถนำสิ่งต่างๆไปได้ ทั้งสิ่งที่เราสร้างขึ้นหรือ ของมีค่ามากมายตอนมีชีวิตอยู่และจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก แต่เมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถเอาอะไร
๖๕ ไปได้ สิ่งที่เหลืออยู่ให้กับผู้คนได้พูดถึง คงมีแต่ความดีและความชั่วที่เราได้ทำไว้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเราควร หมั่นทำความดีให้มากๆ เพื่อจะได้เหลือสิ่งดีๆให้ลูกหลานได้พูดถึง บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การหมั่นทำ ความดีอยู่เสมอ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน โดยมีการใช้เครื่องหมายยัติภังค์ หรือ เครื่องหมายขีด (-) ใช้เป็น เครื่องหมายให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้นติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัด เดียวกันหรือคนละบรรทัดก็ได้ ที่ปรากฏข้างต้น มีการใช้เครื่องหมายนี้แยกคำออกจากการ คือ คำว่า สังขาร เมื่อใช้เครื่องหมายนี้ทำให้รับรู้ได้ถึงความต่อเนื่องของคำที่ต้องฉีกแยกกันไป แต่มีความต่อเนื่องกันอยู่ การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จากบท ประพันธ์ปรากฏคำว่า ร้ายกับดี การเล่นคำโดยการซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจน ขึ้น ตัวอย่างดังบทประพันธ์ข้างต้น ที่มีการซ้ำคำว่า โดยใช้คำว่า เป็นเพื่อเน้นย้ำความหมายให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับการทำความดี การใช้เครื่องหมายวรรคตอน เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเขียนอักษร ในภาษาหนึ่ง ๆ เพื่อประโยชน์ในการแบ่งวรรคตอน ใช้เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้น ติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัดเดียวกันหรือคนละบรรทัดก็ได้ การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การซ้ำคำ เป็นการกล่าวซ้ำๆในคำเดิมเพื่อเพิ่มน้ำหนักของคำและย้ำให้ความหมายชัดเจนขึ้น โคลงบทที่ ๒๒ (๓๑๙) สูงสารสี่เท้าย่าง เหยียบหยัน บางคาบเชี่ยวไปพลัน พลวกพลั้ง นักรู้ร่ำเรียนธรรม์ ถึงมาก ก็ดี กล่าวดั่งน้ำผลั้งผลั้ง พลาดถ้อยทางความ
๖๖ ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง สัตว์สี่เท้าที่แม้จะสูงใหญ่และใช้เท้าทั้งสี่ข้างในการเดิน ถ้ารีบร้อน จนเกินไปอาจทำให้ก้าวพลาดได้ เช่นเดียวกับนักปราชญ์ที่แม้จะมีความรู้อยู่มาก แต่หากรีบร้อน โดยเฉพาะคำพูดที่ขาดความระมัดระวัง ก็อาจจะทำให้พูดในสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายและไม่ เป็นประโยชน์ได้ คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง โดยกล่าวถึงสัตว์ และคน เมื่อขาดความรอบคอบระมัดระวังในการทำสิ่งต่างๆ ก็จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือได้รับผลที่ไม่ดี ตามมาได้ บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ ให้มีรอบคอบ ความระมัดระวัง ไม่ประมาทในการทำสิ่งต่างๆ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน ที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ส คือ สูงสารสี่ การเล่นเสียงพยัญชนะ พ คือ พลวกพลั้ง การ เล่นเสียงพยัญชนะ ร คือ รู้ร่ำเรียน การใช้ภาพพจน์อุปมา โดยการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง จากคำประพันธ์มีการเปรียบเทียบ สัตว์สี่เท้ากับนักปราชญ์ ถ้ามีความรีบร้อนจะทำให้เกิดเรื่องได้ เหมือนกับการที่ไม่ระมัดระวังในคำพูดซึ่ง อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในภายหลัง สังเกตได้จากวรรค “กล่าวดั่งน้ำผลั้ง ผลั้ง พลาดถ้อยทางความ” ที่มีคำว่า ดั่ง ปรากฏอยู่ ในที่นี้ ดั่ง หมายถึง เหมือน คล้าย ราวกับ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับ ความไม่ประมาท รอบคอบระมัดระวังในการทำสิ่งต่างๆ การเล่นเสียงพยัญชนะ เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็นตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูป เดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ การใช้ภาพพจน์อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยมักมีคำปรากฏอยู่ใน ข้อความ คำเปรียบเหล่านี้ เช่น เหมือน ดุจ ดั่ง เฉก เพียง เป็นต้น
๖๗ โคลงบทที่ ๒๓ (๔๐๓) เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้ เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี- วาอาต หายาก ฝากผีไข้ ยากแท้จักหา ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง เพื่อนกินที่พอทรัพย์สินของเราหมดสิ้นก็หายไป ไม่อยากคบหาด้วยซึ่งเพื่อน เช่นนี้หาง่ายมีมากมายหลายหมื่น ส่วนเพื่อนตายคือเพื่อนแท้ที่ยอมตายแทนกัน และฝากผีฝากไข้กันได้ แต่ เพื่อนเช่นนี้หายากแท้นักหนา คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก โดยกล่าวถึง เพื่อนที่ เมื่อเรามีเงินทองมากมายก็มีเพื่อนคบหามากโดยเรียกเพื่อนประเภทนี้ว่า เพื่อนกิน ขณะเดียวกันเมื่อเราตก ทุกข์ได้ยาก ก็หาเพื่อนพึ่งพาได้ยากเช่นกัน เรียกเพื่อนประเภทนี้ว่า เพื่อนตาย สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง เพื่อน กินเพื่อนเที่ยวหาง่าย แต่เพื่อนที่คอยช่วยเหลือยามลำบากนั้นหายาก บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ การเลือก คบเพื่อนควรดูให้ดีๆ แยกแยะให้ได้ว่าเพื่อนคนไหนจริงใจกับเราคนไหนไม่จริงใจกับเรา คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จากบท ประพันธ์ปรากฏคำว่า ยากกับง่าย และเพื่อนกินกับเพื่อนตาย การใช้เครื่องหมายวรรคตอน โดยมีการใช้เครื่องหมายยัติภังค์ หรือ เครื่องหมายขีด (-) ใช้เป็น เครื่องหมายให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้นติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัด เดียวกันหรือคนละบรรทัดก็ได้ ที่ปรากฏข้างต้น มีการใช้เครื่องหมายนี้แยกคำออกจากการ คือ คำว่า ชีวา เมื่อ ใช้เครื่องหมายนี้ทำให้รับรู้ได้ถึงความต่อเนื่องของคำที่ต้องฉีกแยกกันไป แต่มีความต่อเนื่องกันอยู่ การใช้คำบอกปริมาณ มีการใช้คำบอกปริมาณปรากฏอยู่ คือ หลายหมื่น ซึ่งเป็นคำบ่งบอกของปริมาณ จำนวน โดยบทนี้มีการใช้บ่งบอกถึงเพื่อนกินที่สามารหาได้หลายหมื่น
๖๘ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ โดยเกี่ยวกับการเลือกคบ เพื่อน การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การใช้เครื่องหมายวรรคตอน เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่เขียนขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเขียนอักษร ในภาษาหนึ่ง ๆ เพื่อประโยชน์ในการแบ่งวรรคตอน ใช้เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่าพยางค์หน้ากับพยางค์หลังนั้น ติดกันหรือเป็นคำเดียวกัน ตัวที่เขียนแยกนั้นจะอยู่ในบรรทัดเดียวกันหรือคนละบรรทัดก็ได้ การใช้คำบอกปริมาณ การใช้คำบอกปริมาณ เป็นคำบ่งบอกและกำหนดลักษณะของปริมาณ จำนวน เช่น ใหญ่ คับ แคบ เป็นต้น โคลงบทที่ ๒๔ (๔๑๑) อ่อนหวานมานมิตรล้น เหลือหลาย หยาบบ่มีเกลอกราย เกลื่อนใกล้ ดุจดวงศศิฉาย ดาวดาษ ประดับนา สุริยะส่องดาราไซร้ เพื่อร้อนแรงแสง ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์กล่าวถึง คนที่พูดจาอ่อนหวานย่อมมีเพื่อนชอบคบค้าสมาคม เหมือนกับ ดวงจันทร์ที่ ส่องแสงต่างมีดาวมารายรอบ ส่วนคนพูดจากระด้างหยาบคาย ย่อมไม่มีใครคบค้าสมาคมเหมือนดวงอาทิตย์ที่ ส่องแสงร้อนแรงทำให้ดวงดาวลับหาย คุณค่าด้านเนื้อหา บทประพันธ์ข้างต้นตรงกับสำนวนสุภาษิตที่ว่า พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วพาตัวเสียหาย โดยกล่าวถึง คำพูด เมื่อคนที่พูดจาอ่อนหวานก็จะมีคนอยากพูดคุยด้วยมากมาย ขณะเดียวกัน กับคนที่พูดจาหยาบคาย ก็ไม่ มีใครอยากที่จะพูดคุยด้วย สำนวนสุภาษิตนี้หมายถึง พูดจาไพเราะอ่อนหวานก็จะเป็นสิริมงคลกับตัวเอง แต่ถ้า หากพูดจาไม่ดีก็จะได้รับอันตรายได้ บทประพันธ์ข้างต้นให้ข้อคิดคติเตือนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้คือ ให้พูดจาดีๆ ต่อเพื่อนร่วมงานหรือคนอื่นๆ เพราะบางครั้งเมื่อเราพูดจาไม่ดี อาจจะไปกระทบต่อจิตใจของคนๆนั้นได้
๖๙ สำนวนสุภาษิตที่คล้ายกัน พูดีเป็นศรีแก่ปาก หมายถึง พูดจาดีย่อมเป็นที่นิยมชมชอบ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จากบท ประพันธ์ปรากฏคำว่า อ่อนหวานกับหยาบ การใช้คำไวพจน์ มีการใช้คำไวพจน์ของพระจันทร์ คือ ศศิ คำไวพจน์ของพระอาทิตย์ คือ สุริยะ และคำ ไวพจน์ของดวงดาว คือ ดารา เป็นการทำให้คำประพันธ์มีความไพเราะและมีความหลากหลายในการใช้ภาษา มากยิ่งขึ้น การเล่นเสียงพยัญชนะ มีการเล่นเสียงพยัญชนะที่เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกันที่ปรากฏ อยู่ในบทข้างต้น ได้แก่ การเล่นเสียงพยัญชนะ ล คือ เหลือหลาย การเล่นเสียงพยัญชนะ ก คือ เกลื่อนใกล้ การเล่นเสียงพยัญชนะ ด คือ ดาวดาษ การเล่นเสียงพยัญชนะ ร คือ ร้อนแรง ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดคติเตือนใจและสำนวนสุภาษิตไทยสามารถนำไปใช้ในชีวิตประวันได้โดยเกี่ยวกับการพูด การใช้คำตรงกันข้าม เป็นการใช้คำมีความหมายต่างกันอย่างชัดเจน ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำไวพจน์ ได้ความรู้เกี่ยวกับคำไวพจน์ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกัน หรือคล้ายกันมาก แต่เขียนและออกเสียงต่างกัน เรียกอีกอย่างว่า "คำพ้อง" ตัวอย่างคำไวพจน์ ป่า เช่น วนา ไพร พนัส เป็นต้น ซึ่งคำที่กล่าวมานี้ล้วนมีความหมายว่าป่า การเล่นเสียงพยัญชนะ เป็นการใช้คำที่มีพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน อาจเป็นตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะรูป เดียวกันหรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันหรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ แก่นเรื่อง/แนวคิดของเรื่อง โคลงโลกนิติ เป็นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็นคำสอนในด้านต่างๆทั้งทางโลกและทางธรรมมุ่งสอนให้คนเป็น คนดี ปฏิบัติตนได้ถูกต้องเหมาะสม ให้ข้อคิดและคติเตือนใจในการใช้ชีวิตเข้าใจความเป็นไปของโลก เช่น การเลือกคบคน การศึกษา ความกตัญญู ความไม่แน่นอน เป็นต้น
๗๐ ๒.๓ คำศัพท์ในบทเรียน คำศัพท์ ความหมาย กร่อน หมดไปทีละน้อย สึกหรอ ร่อยหรอ กล่าวดั่งน้ำ พูดคล่องราวกับน้ำไหล ขร้ำ คร่ำ คร่ำคร่า เก่าผุไป ในความว่า กินกัดเนื้อ เหล็กจน กร่อนขร้ำ หมายความว่า สนิมกัดเนื้อ เหล็กให้ผุกร่อนใช้การไม่ได้ เขื่อง ใหญ่โต ค้อม โน้มลง น้อมลง ค่าควรเมือง มีค่ามาก เคลิ้มใจ เผลอใจ ลืมตัวลืมใจ เงี้ยว งู โฉด โง่ เขลา ชเล ทะเล ชาด สีแดงสดอย่างหนึ่ง เรียกว่า สีแดงชาด เชี่ยว รีบร้อน รีบเร่ง โซ หิว ศศิ ดวงจันทร์ เด็ด ทำให้ขาดหรือหลุดออก แต่ในความที่ว่า คนเด็ด ดับสูญสังขารร่าง มีความหมายว่าตาย ถ่ายแทน ตายแทน สับเปลี่ยน ทั่ง แท่งเหล็กที่ท่านใช้รองรับในการตีโลหะบางชนิด เช่น เหล็ก ทอง ให้เป็นรูปต่างๆ นวย น้อม นักรู้ ผู้รู้ ผู้มีปัญญา นักปราชญ์ นิลวาม มีสีดำวาววาม บอกร้ายแสลงดิน บอกให้รู้ว่าดินตรงนั้นไม่ดี ผลั้งผลั้ง หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย
๗๑ ผ่ายหน้า ภายหน้า ข้างหน้า ฝน ถูหรือลับให้มีขนาดเล็กลง พลวกพลั้ง พลาดพลั้ง พ่าง เปรียบได้กับ ไพ มากจากคำว่า ไยไพ แปลว่า เยาะเย้ย พูดให้ อาย เพิด ขับไล่ มาน มี เมรุมาศ เขาพระสุเมรุ ซึ่งมีสีทอง เป็นภูเขาอยู่กลาง จักรวาลบนยอดเขาเป็นที่ตั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ของพระอินทร์ โยโส อวดดี รังแต่ง นกสร้างรัง รัถยา ทางเดิน เรื้อ ห่างเหินไปนาน ลิขิต เขียน หนังสือ ศิขรา ภูเขา สระจ้อย สระน้ำเล็กๆ สายดิ่ง เชือกที่ผูกก้อนหินหรือท่อนเหล็กที่ปลาย เพื่อใช้ วัดความลึกของน้ำ หนอนบ่อน หนอนกินฟอนเฟะอยู่ข้างใน หวัว หัวเราะเยาะ หว้า ชื่อต้นไม้ขนาดใหญ่ผลสุกสีม่วงดำกินได้ หว่า หวั่นไหว หัน หวนกลับคืน อักขระ ตัวหนังสือ ในที่นี้หมายถึง การเล่าเรียนเขียน อ่าน
๗๒ ๒.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๒.๔.๑ การวิเคราะห์คำถามประจำหน่วยการเรียนรู้ ๑.โคลงโลกนิติ สะท้อนให้เห็นความเชื่อ ค่านิยม และจริยธรรมของคนไทยอย่างไรบ้าง สอดคล้องกับสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัดที่ ๒ วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ตัวชี้วัดที่ ๓ อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ๒.โคลงโลกนิติบทใดบ้างที่สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างมา ๓ บท สอดคล้องกับสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัดที่ ๔ สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๓.ให้นักเรียนเขียนเล่าเรื่องราวหรือประสบการณ์ของนักเรียนที่อาจเทียบกับคำสอนหรือข้อคิดในโคลง โลกนิติ สอดคล้องกับสาระที่ ๒ การเขียน ตัวชี้วัดที่ ๓ เขียนบรรยายประสบการณ์โดยระบุสาระสำคัญและรายละเอียดสนับสนุน ๒.๔.๒ การวิเคราะห์กิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้ กิจกรรมที่ ๑ ให้นักเรียนทำ”บัตรสำนวนสุภาษิต”โดยศึกษาค้นคว้าโคลงโลกนิติ แล้วเปรียบเทียบกับ สำนวนไทยคนละ ๑ สำนวน บอกความหมายของสำนวนให้ชัดเจน สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียน ๑.ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการ ตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑.ใฝ่เรียนรู้ หมายถึง คุณลักษณ ะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
๗๓ ๒.มุ่งมั่นในการทำงาน หมายถึง คุณ ลักษณ ะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ และรับผิดชอบ ในการทําหน้าที่การงานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสําเร็จตามเป้าหมาย กิจกรรมที่ ๒ จัดกิจกรรมสวนสุภาษิตที่สวนหย่อมโรงเรียนหริห้องสมุดตามความเหมาะสม โดยให้ นักเรียนวาดภาพระบายสีประกอบโคลงสุภาษิต จัดตกแต่งให้สวยงาม สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียน ๑.ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑.มุ่งมั่นในการทำงาน หมายถึง คุณ ลักษณ ะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ และรับผิดชอบ ในการทําหน้าที่การงานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสําเร็จตามเป้าหมาย กิจกรรมที่ ๓ ให้นักเรียนเลือกโคลงโลกนิติบทที่ชื่นชอบ แล้วเรียบเรียงเป็นร้อยแก้ว พร้อมทั้งอธิบาย ความหมายหรือคำสอนของโคลงบทนั้น สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียน ๑.ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการ เลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม ๒.ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการ ตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑.ใฝ่เรียนรู้หมายถึง คุณลักษณ ะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
๗๔ ๒.มุ่งมั่นในการทำงาน หมายถึง คุณ ลักษณ ะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ และรับผิดชอบ ในการทําหน้าที่การงานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสําเร็จตามเป้าหมาย
๗๕ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ สุภาษิตพระร่วง ๓. ส่วนนำ เริ่มต้นกล่าวถึงพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัยทรงมุ่งประโยชน์ในกาลภายหน้าจึงได้ทรงบัญญัติสุภาษิตไว้สอนประชาช น โดยมีสาระคำสอนที่กว้างขวาง เป็นสุภาษิต ๑๕๘ บท ครอบคลุมหลักควรปฏิบัติในด้านต่างๆ เช่น การผูกไมตรี การคบคน การวางตัว การหาวิชาความรู้ การรู้จักรักษาตัวรอด ฯลฯ ๓.๑.๑ ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่อง คำว่า “สุภาษิต” แปลว่า ถ้อยคำที่กล่าวดีแล้ว บางครั้งเรียกว่า “ภาษิต” หมายถึงถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานเป็นคติสอนใจ มักใช้คำสั้นๆ แต่กินความมาก และนิยมสอนแต่เรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์แก่การดำเนินชีวิต มีทั้งข้อแนะนำ ข้อห้ามและ ที่เป็นคำสั่ง แต่เดิมผู้ใหญ่จะใช้สุภาษิตในการสั่งสอนอบรมลูกหลานในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ คำว่า“พระร่วง” มีหลายความหมาย อาจหมายถึงกษัตริย์ในยุคสมัยสุโขทัยทุกพระองค์ แต่ส่วนมากมักจะหมายถึง พ่อขุนรามคำแหง ดังนั้น“สุภาษิตพระร่วง”จึงอนุมานความหมายได้ว่า คำสั่งสอนของพระมหากษัตริย์ที่เป็นข้อคิดคติสอนใจให้แก่ประชาชน ๓.๑.๒ ภาพประจำบท เป็นภาพของประชาชนที่ร่วมกันฟังคำสอนของผู้นำหรือพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในยุคสุโขทัยซึ่งในที่นี้อาจหมายถึง
๗๖ พระร่วงที่มีความหมายว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในสมัยสุโขทัยแต่ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าเป็นพ่อขุนราม คำแหงมหาราชที่ได้ทรงแสดงหลักคำสอนออกมาในรูปแบบของกลอนสุภาษิตพระร่วงเพื่อให้ประชาชนให้รับ ของรู้ในการใช้ชีวิตในด้านต่างๆทั้งการดำเนินชีวิตทั่วไป การปฏิบัติตนต่อผู้ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ที่แตกต่างกับตนเองรวมไปถึงการปฏิบัติตนต่อผู้ที่รัก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและวิถีชีวิตสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้บ้านเมืองอยู่ดีมีสุขผู้คนรู้ผิดชอบชั่วดี และบ้านเมือง มีความสงบสุข ๓.๑.๓ ผู้แต่งและความเป็นมา ยังไม่มีข้อสรุปแน่นอนว่า สุภาษิตพระร่วงแต่งในสมัยใด แต่จากการศึกษาของ ผู้รู้ทางวรรณคดี เชื่อกันว่าเป็นผลงานที่แต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย แต่มีการแต่งเพิ่มเติมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงปรากฎว่ามีภาษาใหม่ๆเข้าไปปะปนอยู่ด้วย ท่านผู้รู้ต่างๆได้แก่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระวรเวทย์พิสิฐ พระสารสาส์นพลขันธ์ และนายฉันทิชย์กระแสสินธุ์ ท่านเหล่านี้ เชื่อว่าแต่งในสมัยสุโขทัย โดยอาจแต่งในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย เรื่องสุภาษิตพระร่วงเป็นสุภาษิตคำสอนเก่าแก่ที่สุดของไทยที่ปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เชื่อว่าเป็นวรรณคดีที่แต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย คำสอนบางบทในสุภาษิตพระร่วงมีปรากฎอยู่ในวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น เช่น เรื่องลิลิตพระลอ ก่อนที่พระลอจะออกเดินทางไปเมืองของพระเพื่อนพระแพง พระนางบุญเหลือทรงสอนพระลอว่า “ทีจะกันกันจงมั่น ทีจะคั้นคั้นจงเป็นกล” ซึ่งตรงกับคำสอนในสุภาษิตพระร่วงที่ว่า “ผิจะจับจับจงมั่น ผิจะคั้นคั้นจงตาย”
๗๗ แผ่นศิลาจารึกเรื่อง สุภาษิตพระร่วง ประดับไว้ที่ผนังด้านในศาลารายของพระมหาเจดีย์ซึ่งอยู่ตรงข้าม พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิธารสมัยรัชกาลที่ ๒ ภายในวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม ราชมหาวิหาร ๓.๑.๔ ลักษณะคำประพันธ์ สุภาษิตพระร่วงแต่งด้วยคำประพันธุ์ชนิดร่ายสุภาพวรรคละ ๔-๘ คำ เช่น “เลิศ อ้างทางธรรม” “หน้าศึกอย่านอนใจ” “ที่สุ้มเสือจงประหยัด” “ระบือระบิลอย่าฟังคำ” และ “จงยลเยี่ยงสัมฤทธิ์แตกมิเสีย” ร่ายแต่ละวรรคมีสัมผัสคล้องจองจากวรรคหนึ่งไปยังอีกวรรคหนึ่ง และจบด้วยโคลงสองสุภาพ ดังนี้ ร่ายสุภาพ ป่างสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าเเผ่นภพสุโขทัย มลักเห็นในอนาคต จึงผายพจนประภาษ เป็นอนุสาสนกถา สอนคณานรชน…
๗๘ โคลงสองสุภาพ โดยอรรถอันถ่องถ้วน แถลงเลิศเหตุเลือกล้วน เลิศอ้างทางธรรม แลนา แต่ฉบับโบราณเรื่องสุภาษิตพระร่วงเขียนต่อกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ วรรคต่อวรรค ไม่ว่าจะเป็นร่ายหรือโคลง ดังนี้ “ป่างสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นภพสุโขทัย มลักเห็นในอนาคต จึงผายพจนประภาษ เป็นอนุสาสนกถา สอนคณานรชน… โดยอรรถอันถ่องถ้วน แถลงเลิศเหตุเลือกล้วน เลิศอ้างทางธรรม แลนา” ๓.๑.๕ รูปแบบวรรณคดี วรรณคดีเรื่องสุภาษิตพระร่วงเป็นวรรณคดีคำสอน สอนจริยธรรมและหลักการประพฤติปฏิบัติของคนเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ๓.๒ วิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในบทเรียน การวิเคราะห์จะแบ่งส่วนในการวิเคราะห์เป็นทั้งหมด๔ส่วน ได้แก่ การถอดคำประพันธ์ คุณค่าด้านเนื้อหา คุณค่าด้านวรรณศิลป์ และองค์ประกอบของวรรณคดีในบทเรียน ๓.๒.๑ ถอดคำประพันธ์ในบทเรียน “ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นภพสุโขทัย มลักเห็นในอนา จึ่งผายพจนประภาษ เป็นอนุสาสนกถา สอนคณานรชน” ถอดคำประพันธ์ : ครั้งที่สมเด็จพระร่วงเจ้าอยู่หัวแผ่นดินสุโขทัย เห็นในอนาคต จึงเปิดปากพูด เป็นข้อความที่เป็นกลอนสอนใจแก่ประชาชน
๗๙ “ทั่วธราดลพึงเพียร เรียนอำรุงผดุงอาตม์ อย่าเคลื่อนคลาดคลาถ้อย” ถอดคำประพันธ์ : ทั่วแผ่นดินพึงเพียร เรียนรู้เอาไว้เพื่อให้ประโยชน์แก่ตนเอง “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่” ถอดคำประพันธ์ : เมื่อเป็นเด็กให้เรียน ให้ทำงานเมื่อใหญ่ “อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน” ถอดคำประพันธ์ :อย่าเอาเงินของคนอื่น “อย่าริระร่านแก่ความ” ถอดคำประพันธ์ :อย่าเอาเรื่องที่ไม่ดีเข้าใส่ตัว “ประพฤติตามบุรพระบอบ” ถอดคำประพันธ์ :ควรทำทุกอย่างตามประเพณีที่เคยถือปฎิบัติ “เอาแต่ชอบเสียผิด อย่าประกอบกิจเป็นพาล” ถอดคำประพันธ์ :เอาแต่ทำผิด อย่าทำงานในสิ่งที่ผิด “อย่าอวดหาญแก่เพื่อน” ถอดคำประพันธ์ :อย่าอวดเก่งกับเพื่อน “เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า หน้าศึกอย่านอนใจ” ถอดคำประพันธ์ :เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า เวลามีศึกอย่านิ่งนอนใจ “ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน การเรือนตนเร่งคิด” ถอดคำประพันธ์ :ไปบ้านท่านอย่าอยู่นาน การเรือนตนรีบทำ “อย่านั่งชิดผู้ใหญ่”
๘๐ ถอดคำประพันธ์ :อย่านั่งใกล้ผู้ใหญ่ “อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์” ถอดคำประพันธ์ :อย่าอวดมีอำนาจให้พ้นตนเอง “ที่รักอย่าดูถูก” ถอดคำประพันธ์ : อย่าดูถูกคนรัก “ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง” ถอดคำประพันธ์ :ปลุกไมตรีอย่างสม่ำเสมอ “สร้างกุศลอย่ารู้โรย” ถอดคำประพันธ์ :สร้างกุศลอย่างสม่ำเสมอ “อย่าโดยคำคนพลอด เข็นเรือทอดข้างถนน” ถอดคำประพันธ์ :อย่าฟังคนที่พูดประจบสอพลอ เข็นเรือวางทางถนน “เป็นคนอย่าทำใหญ่ ข้าคนไพร่อย่าไฟฟุน” ถอดคำประพันธ์ : เป็นคนอย่าอวดอำนาจ อย่าเฉี้ยวฉุนกับคนใช้ “คบขุนนางอย่าโหด” ถอดคำประพันธ์ :ถ้าจะไปหาขุนนาง ไม่ควรไปมือเปล่า “ โทษตนผิดรำพึง อย่าคนึงถึงโทษท่าน” ถอดคำประพันธ์ : เราทำผิด อย่าโทษคนอื่น “หว่านพืชจักเอาผล เลี้ยงคนจักกินแรง” ถอดคำประพันธ์ : หว่านพืชจะเอาผล เลี้ยงคนหวังแรงงาน “อย่าขัดแย้งผู้ใหญ่” ถอดคำประพันธ์ :อย่าขัดแข้ง ขัดขา ผู้ใหญ่ “อย่าใฝ่ตนให้เกิน” ถอดคำประพันธ์ : อย่าอวดตน
๘๑ “เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” ถอดคำประพันธ์ : เดินทางอย่าไปคนเดียว น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ “ที่ซุ่มเสือจงประหยัด จงเร่งระมัดฟืนไฟ” ถอดคำประพันธ์ : ที่เสือสุ้มจงหนี จงเร่งระวังฟืนไฟ “ตนเป็นไทอย่าคบทาส” ถอดคำประพันธ์ : อย่าคบคนที่ไม่ดี “อย่าประมาทท่านผู้ดี” ถอดคำประพันธ์ : อย่าประมาท “มีสินอย่าอวดมั่ง” ถอดคำประพันธ์ : มีสินอย่าอวดรวย “ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ” ถอดคำประพันธ์ : ผู้เฒ่าสอนจงจำ “ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก” ถอดคำประพันธ์ : ที่มีหนามอย่าเสียรองเท้า ทำรั้วไว้ป้องกันตน “ทำรั้วเรือกไว้กับตน คนรักอย่าวางใจ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าประมาท “ที่มีภัยพึงหลีก ปลีกตนไปโดยด่วน” ถอดคำประพันธ์ : ที่มีภัยควรหลีก หนีห่างไปโดยด่วน “ได้ส่วนอย่ามักมาก” ถอดคำประพันธ์ : อย่าโลภมาก “อย่ามีปากว่าคน” ถอดคำประพันธ์ : อย่ามีปากไว้ด่าคน “รักตนกว่ารักทรัพย์”
๘๒ ถอดคำประพันธ์ : รักตัวเองมากกว่าทรัพย์ “อย่าได้รับของเข็ญ เห็นงามตาอย่าปอง” ถอดคำประพันธ์ : อย่าได้รับของที่ความทุกข์มาให้ ของสวยๆอย่าเอา “ของฝากท่านอย่ารับ” ถอดคำประพันธ์ : ไม่ควรรับของที่ผู้นำมาฝาก “ที่ทับจงมีไฟ ที่ไปจงมีเพื่อน” ถอดคำประพันธ์ : ที่บ้านจงมีไฟ ไปที่ไหนจงมีเพื่อน “ทางแถวเถื่อนไคลคลา” ถอดคำประพันธ์ : แถวที่เปลี่ยวๆ “ครูบาสอนอย่าโกรธ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าโกรธคนที่สอนเรา “โทษตนผิดพึงรู้” ถอดคำประพันธ์ : เราทำผิด เรารู้ “สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์” ถอดคำประพันธ์ : สู้เสียของนอกกายอย่าเสียเกียรติ์ “ภักดีอย่าด่วนเคียด” ถอดคำประพันธ์ : อย่ารีบร้อนโกรธคนที่ภักดีต่อเรา “อย่าเบียดเสียดแก่มิตร” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเบียดเบียนมิตร “ที่ผิดช่วยเตือนตอบ ที่ชอบช่วยยกยอ” ถอดคำประพันธ์ : ทำผิดควรห้าม ทำถูกควรส่งเสริม “อย่าขอของรักมิตร ชอบชิดมักจางจาก” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเอาของรักของหวงของเพื่อน ของรักของเรามักหาย
๘๓ “พบศัตรูปากปราศรัย ความในอย่าไขเขา” ถอดคำประพันธ์ : ความลับของเราอย่าบอกใคร “อย่ามัวเมาเนืองนิจ คิดตรองตรึกทุกเมื่อ” ถอดคำประพันธ์ : อย่ามัวเมาเยอะคิดตริตรองทุกครั้ง “พึงผันเผื่อต่อญาติ” ถอดคำประพันธ์ : แบ่งปันญาติ “รู้ที่ขลาดที่หาญ” ถอดคำประพันธ์ : รู้ที่ดีและไม่ดี “คบพาลอย่าพาลผิด อย่าผูกมิตรไมตรี” ถอดคำประพันธ์ : อย่าคบคนพาล “เมื่อพาทีพึงตอบ” ถอดคำประพันธ์ : เมื่อมีเวลาควรตอบ “จงนบนอบผู้ใหญ่” ถอดคำประพันธ์ : เคารพผู้ใหญ่ “ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ” ถอดคำประพันธ์ : เห็นคนมีอำนาจควรหลบ “สุวานขบอย่าขบตอ” ถอดคำประพันธ์ : สุนัขกัดอย่ากัดตอบ “อย่ากอปรจิตริษยา” ถอดคำประพันธ์ : อย่าคิดปองร้าย “เจรจาตามคดี” ถอดคำประพันธ์ : พูดตามความจริง “อย่าปลุกผีกลางคลอง อย่างปองเรียนอาถรรพ์ พลันฉิบหายวายม้วย”
๘๔ ถอดคำประพันธ์ : ไม่ควรรื้อฟื้นเรื่องที่ผ่านมา อย่าเรียนวิชาที่ไม่ดี เดียวซวยกันหมด “อย่ายลเยี่ยงถ้วยแตกมิติด จงยลเยี่ยงสัมฤทธิ์แตกมิเสีย” ถอดคำประพันธ์ : เวลามีปัญหากับมิตรจงทำตัวเหมือนถ้วยสัมฤทธิ์ที่แตกก็ซ่อมไดไม่มีรอยเหมือนถ้วยทั่วไป . “ลูกเมียอย่าวางใจ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าปล่อยปะละเลยลูกเมีย “ภายในอย่านำออก ภายนอกอย่านำเข้า” ถอดคำประพันธ์ : ความลับอย่านำออก ความลับข้างนอกอย่านำเข้า “อาสาเจ้าจนตัวตาย อาสานายจงพอแรง” ถอดคำประพันธ์ : อาสาทำอะไรทำอย่างเต็มแรว สุดชีวิต “ของแพงอย่ามักกิน” ถอดคำประพันธ์ : อย่ากินของแพง “อย่ายินคำคนโลภ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเชื่อฟังคนโลภ “โอบอ้อมเอาใจคน” ถอดคำประพันธ์ : โอบอ้อมเอาใจคน “อย่ายลเหตุแต่ใกล้” ถอดคำประพันธ์ : อย่าหนีเหตุแต่ใกล้ “ท่านไท้อย่าหมายโทษ คนโหดให้เอ็นดู” ถอดคำประพันธ์ : อย่าหมายโทษกษัตริย์ คนไม่ดีให้เอ็นดู “ยอครูยอต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ” ถอดคำประพันธ์ : ชื่นชมครูต่อหน้า ชื่มชมทาสเมื่อทำงาน “ยอมิตรเมื่อลับหลัง ลูกเมียยังอย่าสรรเสริญ เยียวสะเทินจะอดสู”
๘๕ ถอดคำประพันธ์ : เสร็จชมเพื่อนเมื่อลับหลัง “อย่าชังครูชังมิตร” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเกลียดครูและเพื่อน “ผิดอย่าเอาเอาแต่ชอบ” ถอดคำประพันธ์ : ผิดไม่เอาเอาแต่ดี “นอบตนต่อผู้เฒ่า” ถอดคำประพันธ์ : เคารพผู้ใหญ่ “เข้าออกอย่าวางใจ ระวังระไวหน้าหลัง” ถอดคำประพันธ์ : อย่าไว้วางใจ ระวังตัวไว้ “เยี่ยงผู้ชังจะคอยโทษ ถ้าผู้ชังจะคอยโทษ อย่ากิ้วโกรธเนืองนิจ ผิวผิดปลิดไป่ร้าง” ถอดคำประพันธ์ : อย่าโกรธโดยไร้สติ ผิดแล้วลบไม่ได้ “ข้างตนไว้อาวุธ เครื่องสรรพยุทธอย่าวางจิต” ถอดคำประพันธ์ : ข้างกายมีอาวุธ อย่าวางใจ “คิดทุกข์ในสงสาร” ถอดคำประพันธ์ : รู้เท่าทันความทุกข์ “อย่าทำการที่ผิด คิดขวนขวายที่ชอบ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าทำผิด คิดแต่สิ่งที่ดี “โต้ตอบอย่าเสียคำ” ถอดคำประพันธ์ : โต้ตอบอย่างเรียบร้อย “คนขำอย่าร่วมรัก” ถอดคำประพันธ์ : อย่าคบคนที่มีลับลมคมใน “พรรคพวกพึงทำนุก ปลูกเอาแรงทั่วตน” ถอดคำประพันธ์ : ทำให้พรรคพวกมีกำลังใจมีแรงทำงาน
๘๖ “ยลเยี่ยงไก่นกกระทา พาลูกหลานหากิน” ถอดคำประพันธ์ : เหมือนไก่นกกระทา พาลูกหลานหากิน “ระบือระบิลอย่าฟังคำ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเชื่อฟังข่าวลือ “การกระทำอย่าด่วนได้” ถอดคำประพันธ์ : อย่าทำตัวเร็วเกินไป “อย่าใช้คนบังบด ทดแทนคุณท่านเมื่อยาก” ถอดคำประพันธ์ : ไม่ควรใช้คนบังๆปิดๆ ทดแทนบุญคุณ “ฝากของรักจงพอใจ” ถอดคำประพันธ์ : ฝากของรัก “เฝ้าท้าวไทอย่าทรนง” ถอดคำประพันธ์ : อย่าโกรธกษัตริย์ “ภักดีจงอย่าเกียจ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเกียจคนที่ภักดี “เจ้าเคียดอย่าเคียดตอบ นอบนบใจใสสุทธิ์” ถอดคำประพันธ์ : อย่าโกรธมีจิตใจสะอาด “อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเชื่อเรื่องที่ไม่ดี อย่าใช้สายตาเหยียดหยาม “อย่าพาผิดด้วยหู” ถอดคำประพันธ์ : อย่าทำให้เข้าใจผิดด้วยการฟังไม่ใช่ของตัวเอง “อย่าเลียนครูเตือนด่า” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเลียนแบบคำพูดของผู้ใหญ่ “อย่าริกล่าวคำคด”
๘๗ ถอดคำประพันธ์ : อย่าพูดคำไม่ดี “คนทรยศอย่าเชื่อ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเชื่อคนที่ไม่ซื่อ “อย่าแผ่เผื่อความผิด” ถอดคำประพันธ์ : อย่าแบ่งปันความผิด “อย่าผูกมิตรคนจร” ถอดคำประพันธ์ : อย่าคบคนที่โหดเหี้ยม “ท่านสอนอย่าสอนตอบ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเถียงท่าน “ความชอบจำใส่ใจ” ถอดคำประพันธ์ : ความดีจำใส่ใจ “ระวังระวังที่ไปมา” ถอดคำประพันธ์ : ระวังเนื้อระวังตัว “เมตตาตอบต่อมิตร” ถอดคำประพันธ์ : เมตตาต่อมิตร “คิดแล้วจึงเจรจา อย่านินทาผู้อื่น อย่าตื่นยกยอตน” ถอดคำประพันธ์ : อย่าตื้นเต้นต่อคนที่พูดยอตน “คนจนอย่าดูถูก ปลูกไมตรีทั่วชน” ถอดคำประพันธ์ : อย่าดูถูกคนจน ปลูกไมตรีทุกคน “ตระกูลตนจงคำนับ” ถอดคำประพันธ์ : เคารพตระกูลของเรา “อย่าจับลิ้นแก่คน” ถอดคำประพันธ์ : อย่าจับผิดคนอื่น
๘๘ “ท่านรักตนจงรักตอบ ท่านนอบตนจงนอบแทน” ถอดคำประพันธ์ : รักคนที่รักเรา เคารพคนที่เคารพตน “ความแหนให้ประหยัด” ถอดคำประพันธ์ : ระวังของรักของหวงของเราให้ดี “เผ่ากษัตริย์เพลิงงู อย่าดูถูกว่าน้อย” ถอดคำประพันธ์ : อย่าดูถูกคนที่ทำอันตรายแก่ผู้อื่นได้ทุกเมื่อ “หิ่งห้อยอย่าแข่งไฟ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าแข่งกับคนที่เหนือกว่า “อย่าปองภัยต่อท้าว อย่ามักห้าวพลันแตก” ถอดคำประพันธ์ : อย่าปองร้ายกษัตริย์ จงป้องกัน “อย่าเข้าแบกงาช้าง อย่าออกก้างขุนนาง” ถอดคำประพันธ์ : ไม่ควรทำสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ตนเอง “ปางมีชอบท่านช่วย ปางป่วยท่านชิงชัง” ถอดคำประพันธ์ : ทำดีท่านช่วย ทำไม่ดีท่านไม่ช่วย “ผิจะบังบังจงลับ ผิจะจับจับจงมั่น” ถอดคำประพันธ์ : ปกปิดความลับ จับอะไรจับให้มั่น “ผิจะคั้นคั้นจนตาย ผิจะหมายหมายจงแท้” ถอดคำประพันธ์ : เอาให้จงได้ ทำอย่างแท้จริง “ผิจะแก้แก้จงกระจ่าง” ถอดคำประพันธ์ : ทำผิดแล้วแก้ให้สะอาด “อย่ารักห่างกว่าชิด” ถอดคำประพันธ์ : อย่ารักคนไกลกว่าครใกล้ “คิดข้างหน้าอย่าเบา”
๘๙ ถอดคำประพันธ์ : คิดรับมือทุกเหตุการณ์ อย่าประมาท “อย่าถือเอาตื้นกว่าลึก เมื่อเข้าศึกระวังตน” ถอดคำประพันธ์ : อย่ามองแค่ผิวเผ่นควรระวัง “เป็นคนเรียนความรู้ จงยิ่งผู้ผู้มีศักดิ์” ถอดคำประพันธ์ : คนมีความรู้ เหมือนผู้มีศักดิ์ “อย่ามักง่ายมิดี” ถอดคำประพันธ์ : อย่ามักง่าย “อย่าตีงูให้แก่กา” ถอดคำประพันธ์ : อย่าทำสิ่งไร้ประโยชน์อาจเกิดโทษแก่ตนได้ “อย่าตีปลาหน้าไซ” ถอดคำประพันธ์ : อย่าขัดขวางผลประโยขน์ของผู้อื่น “ใจอย่าเบาจงหนัก” ถอดคำประพันธ์ : อย่าใจลอย “อย่าตีสุนัขห้ามเห่า” ถอดคำประพันธ์ : อย่าตีสุนัขห้ามทำเหมือนสุนัข “ข้าเก่าร้ายอดเอา” ถอดคำประพันธ์ : อย่าเอาผิดกับคนที่อยู่กับเรามานาน “อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่าน้ำ” ถอดคำประพันธ์ : อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่าน้ำ “อย่ารักถ้ำกว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน” ถอดคำประพันธ์ : อย่ารักที่อื่นมากกว่าที่ที่เราอยู่ “สบสิ่งสรรพโอวาท ผู้เป็นปราชญ์พึงสดับ” . ถอดคำประพันธ์ : สรรพสิ่งโอวาท ผู้เป็นปราชญ์ควรฟัง
๙๐ “ตรับตริตรองปฏิบัติ โดยอรรถอันถ่องถ้วน” ถอดคำประพันธ์ : ตรับตริตรองปฏิบัติ โดยอรรถอันถ่องถ้วน “แถลงเลศเหตุเลือกล้วน เลิศอ้างทางธรรม แลนาฯ” ถอดคำประพันธ์ : แถลงเหตุเลือกล้วนเลิศอ้างทางธรรม ๓.๒.๒ คุณค่าด้านเนื้อหา จากเนื้อเรื่องสุภาษิตพระร่วงจะแบ่งคุณค่าด้านเนื้อหาที่เป็นการสอนการดำเนินชีวิตในแต่ละเรื่อง เป็น ๖ หลักการดังนี้ ๑. หลักการปฏิบัติตนโดยทั่วไป “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินเมื่อใหญ่” หมายความว่า:ในช่วงอายุของเราที่ยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ควรให้ตั้งใจเรียนหนังสือและค่อยหาเงินทรัพย์สินตอน เป็นผู้ใหญ่แล้ว “น้ำเชี่ยว อย่าขวางเรือ” หมายความว่า : เป็นสำนวนสุภาษิต มีความหมายว่า อย่าขวางทางผู้ที่มีอำนาจ หรือผู้ที่กำลังโกรธจัด “ที่สุ่มเสือจงประหยัด เร่งระมัดฟืนไฟ” หมายความว่า : ในที่ที่มีเสืออยู่เราควรจะประหยัดไฟไว้ใช้หากเกิดอันตราย และ ป้องกันตัวจากเสือ ข้อคิด : เมื่ออยู่ในที่ที่อันตราย ควรใช้สิ่งที่จำเป็นอย่างประหยัด “ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ สุวานขบอย่าขบตอบ” ความหมายโดยตรง : ช้างวิ่งไล่ก็ให้หลบทาง ถ้าสุนัขกัดก็อย่าตอบโต้ ข้อคิด : ควรหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดกับตน “เข้าเถื่อน อย่าลืมพร้า” ความหมายโดยตรง : เข้าป่าอย่าลืมพร้า ข้อคิด : เวลาเข้าไปหรือไปที่อันตราบจงอย่าลืมสิ่งที่จำเป็นในการเอาตัวรอด “ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก ทำระ้วเรือกไว้กับตน”
๙๑ ความหมายโดยตรง : ที่มีน้ำอย่าเสียรองเท้า ทำรั้วไว้ใกล้ตัวเอง ข้อคิด : ควรรู้จักที่ไหนอันตรายและที่ไหนปลอดภัยควรทำตัวให้เหมาะกับสถานการณ์ “อย่าตีงูให้แก่กา อย่าตีปลาหน้าไซ” ความหมายโดยตรง : อย่าตีงูให้กา อย่าตีปลาหน้าไซ ข้อคิด : ไม่ควรทำสิ่งที่ประมาทอาจทำให้เกิดเรื่องแย่กับตน ๒. หลักการปฏิบัติตนต่อผู้สูงกว่า “คบขุนนางอย่าโหด” ความหมายโดยตรง : เมื่อจะหาขุนนาง ไม่ควรไปมือเปล่าควรเอาของติดมือไปฝากด้วย “โหด”หมายถึงยากไร้ หรือคนจน แต่ในปัจจุบัน โหดหมายความว่าดุร้าย ข้อคิด : เมื่อเข้าหาเจ้านายหรือผู้ใหญ่ควรปฏิบัติตนให้ดูดี ไม่ดูยากไร้ หรือขาดแคลน “อย่าขัดแข็งผู้ใหญ่” ความหมายโดยตรง : อย่าต่อต้านผู้ใหญ่ ข้อคิด : ไม่ควรขัดแย้งหรืองัดข้อกับผู้ที่มีอำนาจมากกว่าตนเพราะอาจมีภัย “ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ” ความหมายโดยตรง : ให้จดจำคำสอนของคนเฒ่าคนแก่ ข้อคิด : ควรจำคำที่ผู้ใหญ่อบรมสั่งสอนมาเพราะอาจเกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันและในอนาคต “จงนบนอบผู้ใหญ่” ความหมายโดยตรง : ให้เคารพผู้ใหญ่ ข้อคิด : ควรปฏิบัติตนด้วยความเคารพนบน้อมแก่ผู้ที่มีอายุเยอะกว่า “นอบตนต่อผู้ใหญ่” ความหมายโดยตรง : นบนอบตนต่อผู้ใหญ่ ข้อคิด : มีความเคารพนบน้อมต่อผู้ใหญ่ “ครูบาสอนอย่าโกรธ”
๙๒ ความหมายโดยตรง : ไม่ให้โกรธครูที่สั่งสอนเรา ข้อคิด : ไม่ควรโกรธครูเมื่อท่านอบรมสั่งสอนเพราะว่าท่านสั่งสอนด้วยความหวังดี “อย่าเลียนครูเตือนด่า” ความหมายโดยตรง : อย่าล้อเลียนครูเวลาเตือน ข้อคิด : อย่าลอเลียนครูเมื่อครูสอนหรือเตือนเพราะเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ๓. หลักการปฏิบัติตนต่อผู้เสมอกัน “อย่าอวดหาญแก่เพื่อน” ความหมายโดยตรง : ไม่ควรอวดอ้างตนเองกับเพื่อน ข้อคิด:เราไม่ควรโอ้อวดตนเองกับเพื่อนเพราะว่าอาจจะทำให้เพื่อนรู้สึกแย่จนอาจทำให้เสียความสัมพันธ์เลยก็ เป็นได้ “ที่ผิดช่วยเตือนตอบ ที่ชอบช่วยยกยอ” ความหมายโดยตรง : ถ้าเพื่อนทำผิดก็ช่วยเตือน ถ้าเพื่อนทำดีทำถูกก็ชม ข้อคิด:เมื่อเราพบว่าเพื่อนเรากำลังทำในสิ่งที่ผิดเราควรจะเตือนเพื่อนให้รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันผิดเพื่อให้ไม่เกิด ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นและตนเอง แต่ถ้าหากเพื่อนทำความดีหรือประสบความสำเร็จใดก็ตามเราก็ควรจะยินดีด้วย “พรรคพวกพึงทำนุก ปลุกเอาแรงทั่วตน” ความหมายโดยตรง : ทำนุพวกของตนไว้เพื่อให้มีพละกำลังหรืออำนาจ ข้อคิด : ควรรักษาพวกพ้องของตัวเองไว้เพื่อช่วยเหลือกัน “อย่าขอของรักมิตร” ความหมายโดยตรง : อย่าขอในสิ่งที่เพื่อนรักหรือหวงแหน ข้อคิด:เมื่อเรารู้ว่าเพื่อนรักและชอบในสิ่งใดเราไม่ควรที่จะไปขอหรือยากไดในสิ่งที่เพื่อนรัก เพราะมันอาจจะกลายเป็นการทำลายมิตร “ยอมิตร เมื่อลับหลัง” ความหมายโดยตรง : ให้ชมเพื่อนเมื่อลับหลัง ข้อคิด : คนที่ชมเพื่อนทั้งต่อหน้าและลับหลังคือเพื่อนที่ดีและจริงใจ
๙๓ ๔. หลักการปฏิบัติตนต่อผู้เสมอกัน “ข้าคนไพร่ อย่าไฟฟุน” ความหมายโดยตรง : อย่าแสดงความโกรธต่อหน้าคนรับใช้ ข้อคิด:ไม่ควรแสดงความโกรธต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเพราะจะทำให้ไม่มีความเคารพและเกิดความคิดแง่ลบแก่เจ้า นายของตน “ยอข้า เมื่อแล้วกิจ” ความหมายโดยตรง : ชมคนรับใช้เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ข้อคิด : หากจะให้คำชมลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาควรให้คำชมเมื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จเสียก่อน “คนจนอย่าดูถูก” ความหมายโดยตรง : อย่าดูถูกคนจน ข้อคิด:ไม่ควรดูถูกคนที่ต่ำต้อยกว่าตนเองเพียงเพราะเขามีเงินน้อยกว่าเราแต่ควรจะช่วยเหลือผู้ที่เป็นเพื่อนมนุ ษย์ด้วยกัน ๕. หลักการปฏิบัติตนต่อผู้เป็นที่รัก “ที่รักอย่าดูถูก” ความหมายโดยตรง : อย่าดูถูกคนที่เรารัก ข้อคิด : ควรให้คววามรักความเกรงใจแม้คนใกล้ชิดสนิทสนมก็ไม่ควรมองข้าม “ลูกเมียยัง อย่าสรรเสริญ” ความหมายโดยตรง : ในขณะที่ลูกเมียยังมีชีวิตอยู่ไม่ควรยกยอจนเกินไป ข้อคิด : ควรให้คำชมในเวลาที่เหมาะสม “คนรักอย่าวางใจ” ความหมายโดยตรง : อย่านิ่งนอนใจกับคนรัก ข้อคิด : ไม่ควรปล่อยปะละเลยคนที่เรารัก ควรให้ความสำคัญ
๙๔ ๓.๒.๓ คำสอนในสุภาษิตพระร่วงที่ตรงกับพุทธสุภาษิต สุภาษิตพระร่วงบางตอนแปลจากพุทธศาสนสุภาษิตโดยตรง บางตอนดัดแปลงมาจากศาสนธรรม เช่น อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน ดัดแปลงมาจาก "อทินนาทานา เวรมณี" เว้นจากการลักทรัพย์ ส่วนที่แปลมาจากพุทธศาสนสุภาษิตมีอยู่มากดังนี้ “เอาแต่ชอบเสียผิด” ตํ คณเยยยํ ยทปณณกํ สิ่งใดไม่ผิดถือเอาสิ่งนั้น “อย่าประกอบกิจเป็นพาล” ปาปานิ ปริวชชเย พึงละเว้นกรรมชั่วทั้งหลาย “ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง” โลโกปตถมภิกา เมตตา เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก “สร้างกุศลอย่ารู้โรย” อภิตถเรถ กลยาเณ พึงขวนขวายในกรรมดี “อย่าโดยคำคนพลอด” นาสมเส อลิกวาทิเน ไม่ควรไว้ใจคนพูดพล่อยๆ “อย่าใฝ่ตนให้เกิน” อตตานํ นาติวตเตยย บุคคลไม่ควรลืมตน “ได้ส่วนอย่ามักมาก” ยํ ลทธํ เตน ตุฏฐพพํ ได้สิ่งใดพึงพอใจด้วยสิ่งนั้น “อย่าเบียดเสียดแก่มิตร” มิตตทุพโ๓ หิ ปาปโก ผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวแท้ “อย่ามัวเมาเนืองนิจ” มา ปทาทมนุญเชต อย่ามัวประกอบความประมาท