๙๕ “คบคนพาลอย่าพาลผิด อย่าผูกมิตรไมตรี” มาสสุ พาเลน สงคจฉิ อมิตเตเนว สพพทา อย่าสมาคมกับคนพาล ซึ่งเป็นดังศัตรูทุกเมื่อ “อย่ากอปรจิตริษยา” อรติ โลกนาสิกา ความริษยาทำให้โลกฉิบหาย “อย่ายินคำคนโลภ” นาสมเส อตตตถปญญมหิ ไม่ควรไว้ใจคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว “อย่ากริ้วโกรธเนืองนิจ” มา โกธสส วสํ คมิ อย่าลุอำนาจความโกรธ “อย่าทำการที่ผิด” อกตํ ทุกกฏํ เสยโย ความชั่วไม่ทำเสียดีกว่า “คิดขวนขวายที่ชอบ” กตญจ สุกตํ เสยโย ความดีนั่นแลดีกว่า “การจะทำอย่าด่วนได้” นิสมม กรณ เสยโย ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า “อย่าริกล่าวคำคด" โมสวชเช น นิยเยถ ไม่ควรนิยมการกล่าวคำเท็จ “คิดข้างหน้าอย่าเบา” รกเขยยานาคตํ ภยํ พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง “เป็นคนเรียนความรู้” ปญญาเมว สุสิกเขยยย พึงศึกษาหาความรู้ให้ดี “ใจอย่าเบาจงหนัก” จิตตํ รกเขถ เมธาวี ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต
๙๖ แก่นเรื่องและแนวคิด สุภาษิตทั้งหลายในสุภาษิตพระร่วงนั้น คือหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นคำสอนที่ดียิ่ง มีความลึกซึ้งกินใจและเป็นคติธรรมที่คนไทยเรายึดถือปฏิบัติและสั่งสอนกันเรื่อยมาสุภาษิตพระร่วงเดิมเป็น พระบรมราโชวาทของพ่อขุนรามคำแหง ทรงแสดงสอนต่อปวงชนชาวไทยด้วยคติพจน์ง่ายๆให้รู้บุญรู้ธรรม ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้มีการต่อเติมแก้ไขให้เข้าแบบกวีนิพนธ์แล้วกลายมาเป็นสุภาษิตพระร่วงในปัจจุบัน แนวคิดที่สำคัญในเรื่อง มีดังนี้ ๑.ให้เห็นความสำคัญของความรู้ เช่น “เป็นคนเรียนความรู้” ๒.ให้ทำตามประเพณี เช่น “ประพฤติตามบูรพระบอบ” คือควรทำทุกอย่างตามประเพณีที่เคยถือปฏิบัติกันมาแต่อดีต ๓. ให้เห็นความสำคัญของญาติพี่น้อง เช่น “อย่ารักห่างกว่าชิด” มีความหมายว่าให้เห็นแก่ญาติพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกันมากกว่าคนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง และให้คนกตัญญูรู้คุณ เช่น “ทดแทนคุณท่านเมื่อยาก” ๔. ให้ทำสิ่งที่เหมาะแก่กาลเทศะ เช่น “ยอครูยอต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ ยอมิตรเมื่อลับหลัง ลูกเมียยังอย่าสรรเสริญ เยียวสะเทินจะอดสู” หมายความว่า การจะชมควรชมให้เหมาะกับโอกาส กล่าวคือ ควรชมครูเมื่ออยู่ต่อหน้า ควรชมบ่าวไพร่เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ควรชมเพื่อนลับหลัง และไม่ควรชมลูกเมียที่ยังมีชีวิตอยู่เพราะหากดีไม่ตลอดก็จะทำให้ขายหน้าได้ ๕. ให้มองการณ์ไกล เช่น “อย่ายลเหตุแต่ใกล้” หมายความว่า อย่ามองแต่เรื่องเฉพาะหน้าเท่านั้น และ “อย่ายลเยี่ยงถ้วยแตกมิติด จงยลเยี่ยงสัมฤทธิ์แตกมิเสีย” หมายความว่า อย่าทะเลาะกับเพื่อนจนถึงขั้นรุนแรงเพราะจะสนิทกันดังเดิมได้ยาก เปรียบเหมือนถ้วยกระเบื้องเมื่อแตกแล้ว จะต่อให้ติดสนิทเหมือนเดิมไม่ได้ ควรรักษามิตรไมตรีใหยั่งยืนเหมือนถ้วยสัมฤทธิ์ที่แตกแต่ก็ยังเชื่อมสนิทได้ดังเดิม
๙๗ ๖. ให้ระมัดระวังตน อย่าหาเรื่องใส่ตัว หรืออย่าประมาท เช่น “เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว”หมายความว่า ไม่ควรเดินทางตามลำพัง ควรมีเพื่อนไปด้วย หากเกิดอันตรายจะได้มีคนช่วยได้ หรือ “ที่สุ้มเสือจงประหยัด” หมายความว่าต้องระวังตัวให้ดี หากต้องเข้าไปในที่ที่เป็นดงสัตว์ร้าย และ “จงเร่งระมัดฟืนไฟ” หมายความว่า ต้องระวังอันตรายจากฟืนไฟหรืออาจหมายความว่า ต้องเตรียมไฟไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ เพราะจะได้มีใช้ปรุงอาหารและไล่สัตว์ร้าย ๗. ให้มีใจหนักแน่น ไม่เชื่อข่าวลือ เช่น “ระบือระบิลอย่าฟังคำ” อย่าเสียอารมณ์เป็นนิจ เช่น “อย่ากริ้วโกรธเนืองนิตย์” ๓.๒.๔ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ การใช้คำน้อยแต่เกินความหมาย เนื่องจากสุภาษิตแต่งด้วยร่ายสุภาพซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนคำทำให้ในแต่ละวรรคจำเป็นต้องใช้คำน้ อยแต่ให้ได้ใจความมาก ผู้อ่านต้องตีความให้ถูกต้องจึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง “อย่าปลุกผีกลางคลอง” มีความหมายว่า ไม่ควรรื้อฟื้นเรื่องราวที่ได้ยุติหรือสิ้นสุดลงไปแล้วขึ้นมาใหม่ ในขณะที่การงานกำลังดำเนินไปด้วยดีหรือในระหว่างที่อยู่ในภาวะคับขันเป็นคำสอนที่เป็นความเปรียบและ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของคนในอดีตที่ถือกันว่าเมื่อนำวิญญาณไปถ่วงน้ำแล้วไม่ควรปลุกหรือเรียกวิญญาณ นั้นให้ฟื้้นขึ้นมาอีก อันเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผลและไม่ก่อประโยชน์แต่อย่างใด “เผ่ากษัตริย์เพลิงงู อย่าดูถูกว่าน้อย” มีความหมายว่า อย่าได้ประมาทหรือดูหมิ่นใน ๓ สิ่ง คือ พระเจ้าแผ่นดิน ไม่ควรหมิ่นพระองค์ว่าทรงพระเยาว์ ไฟ ไม่ควรดูหมิ่น ว่าเล็กน้อย งู ไม่ควรดูหมิ่นว่าตัวเล็ก เพราะ ๓ สิ่งที่กล่าวมานี้สามารถบันดาลความหายนะและความทุกข์มาให้ได้ การใช้คำศัพท์คำเดียว เป็นการนำศัพท์มาใช้เพียงคำโดดๆ และแตกต่างจากคำที่ใช้ในปัจจุบันมาก ผู้อ่านต้องพิจารณา จึงจะเข้าใจความหมายของคำและเนื้อความ “จงเร่งระมัดฟืนไฟ” ปัจจุบันใช้ ระมัดระวัง “นอบตนต่อผู้เฒ่า” ปัจจุบันใช้ นบนอบ หรือ นบน้อม
๙๘ “พรรคพวกพึงทำนุก” ปัจจุบันใช้ ทำนุบำรุง หรือ ทะนุบำรุง “มีสินอย่าอวดมั่ง” ปัจจุบันใช้ มั่งมี การสรรคำ สุภาษิตพระร่วง เป็นร่ายที่ใช้ภาษาได้กระชับตรงไปตรงมา แต่มีสัมผัสคล้องจอง จึงจดจำได้ง่ายและมีความไพเราะ โดยเฉพาะการเล่นเสียงและการเล่นคำ ดังนี้ การเล่นเสียง เป็นการเล่นเสียงสัมผัส ทั้งสัมผัสสระ และ สัมผัสอักษรในวรรณคดีเดียวกัน สัมผัสอักษร “อย่าเคลื่อนคลาดคลาถอย” เล่นสัมผัสอักษร คือ เคลื่อน-คลาด-คลา “อย่ากริ้วโกรธเนืองนิตย์” เล่นสัมผัสอักษร คือ กริ้ว-โกรธ , เนือง-นิตย์ “ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ” เล่นสัมผัสอักษร คือ ไล่-แล่น-เลี่ยง-หลบ “สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์” เล่นสัมผัสอักษร คือ สู้-เสีย-สิน-เสีย-ศักดิ์ สัมผัสสระ “อย่าตีปลาหน้าไซ” เล่นสัมผัสสระ คือ ปลา-หน้า “อย่ากอปรจิตริษยา” เล่นสัมผัสสระ คือ จิต-ริษ “อย่าเบียดเสียดแก่มิตร” เล่นสัมผัสสระ คือ เบียด-เสียด “พลันฉิบหายวายม้วย” เล่นสัมผัสสระ คือ หาย-วาย การเล่นคำ การเล่นคำโดยเฉพาะการซ้ำคำที่ต้นวรรคภายในวรรคและระหว่างวรรคช่วยเน้นย้ำความหมายและยัง ได้ความไพเร่ะจากเสียงสัมผัสที่คล้องจอง เช่น“ยอครูยอต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ ยอมิตรเมื่อลับหลัง” “อย่าถากคนด้วยตา อย่าพาผิดด้วยหู อย่าเลียนครูเตือนด่า อย่าริกล่าวคำคด” “ อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่ารักนำ อย่ารักถ้ำกว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน” “อย่ายลเยี่ยงถ้วยแตกมิติด จงยลเยี่ยงสัมฤทธิ์แตกมิเสีย” “ รู้ ที่ขลาด ที่หาญ คนพาล อย่าพาลผิด”
๙๙ ๓.๓ คำศัพท์ในบทเรียน คำศัพท์ ความหมาย ของเข็ญ สิ่งของที่นำความเดือดร้อนมาให้ ของที่มีลับลมคมใน ของไม่สุจริต เข็นเรือทอดทางถนน อย่าเข็นเรือขวางทางผู้อื่น คนขำ คนเจ้าเล่ห์คนที่มีลับลมคมใน คนพาลอย่าพาลผิด คนเขาพาลก็อย่าหลงผิดไปกับเขา คนโหดให้เอ็นดู ให้สงสารคนที่ยากไร้ คำว่าโหดในที่นี้หมายถึงยากไร้ ความเเหนให้ประหยัด สิ่งที่ควรหวงเเหนให้ระมัดระวัง รักษาให้ดี หรืออาจแปลว่า สิ่งใดเป็นความลับก็ให้รักษาไว้ให้ได้ เคียด โกรธ จงยลเยี่ยงสัมฤทธิ์ แตกมิเสีย เป็นการเปรียบเทียบกับสัมฤทธิ์ ซึ่งเมื่อแตกแล้วก็นำมาหลอมใหม่ให้ได้ดังเดิม เจรจาตามคดี ให้พูดความจริงหรือพูดตามทางที่ควรพูด ได้ส่วนอย่ามักมาก มีความหมายเช่นเดียวกับ ได้คืบจะเอาศอก หมายความว่าอย่าอยากมากกว่าที่ได้ มาแล้ว ตระกูลตนจงคำนับ ให้ความเคารพและไม่อับอายในชาติกำเนิดตระกูลของตน โต้ตอบอย่าเสียคำ พูดสิ่งใดออกไปแล้วก็อย่ากลับคำพูด
๑๐๐ ที่ชอบ สิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ที่พับ ที่อยู่อาศัยบ้านเรือน ที่ซุ้มเสือจงประหยัด ที่มีเสือแอบซ่อนอยู่ให้มีความระมัดระวัง ธราดล พื้นแผ่นดิน บูรพระบอบ แบบแผนแต่ครั้งโบราณ ปลุกเอาแรง บำรุงเลี้ยงให้เขามีแรง ผิดอย่าเอาเอาแต่ชอบ อย่าทำในสิ่งที่ผิดให้ทำในสิ่งที่ชอบธรรม ผิวผิดปลิดไป่ร้าง ถ้าทำความผิด ความผิดนั้นย่อมติดตัวไปตลอด เผ้าแผ่นภพ พระเจ้าแผ่นดิน ไฟฟุน ปัจจุบันใช้ ฟืนไฟ ในที่นี้หมายถึงโมโหเกรี้ยวกราดเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อยาก เมื่อลำบาก ยอครูยอต่อหน้า ควรชมครูหรือเชิดชูเมื่ออยู่ต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ รู้จักชมข้าทาสเมื่องานเสร็จเขาจะได้มีกำลังใจหายเหนื่อย ยอมิตรเมื่อรับหลัง เป็นการชมอย่างจริงใจไม่เสแสร้ง เยียวผู้ชังจะคอยโทษ คนที่ไม่ชอบเราอาจจะคอยหาเรื่องหรือทำร้ายเรา
๑๐๑ เยียวสะเทินจะอดสู ถ้าทำสิ่งใดไม่พอดีหรือไม่ดีพอก็อาจเป็นที่อับอาย ระบือระบิล ถ้อยคำเล่าลือหรือข่าวลือ หน้าศึก ช่วงที่มีศึกสงครามหรือเมื่ออยู่ต่อหน้าข้าศึก อย่าเกียจ อย่าไม่ซื่อ อย่าคด อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าพูดจาทิ่มแทงให้คนอื่นเสียหาย อย่าเข้าแบกงาช้าง อย่าทำการใดที่เสี่ยงอันตรายและไม่เกิดประโยชน์ อย่าจับลิ้นแก่คน อย่าจับผิดคำพูดคนอื่น อย่าใช้คนบังบด เมื่อใช้เขาทำสิ่งใดแล้วอย่าปิดบังความดีของเขาหรืออาจแปลว่า อย่าใช้คนที่ทำ อะไรไม่โปร่งใสคนที่มีเงื่อนงำ อย่าด่วนเคียด อย่าด่วนโกรธ อย่าเดินเปลี่ยว อย่าเดินคนเดียว อย่าโดยคำคนพลอด อย่าเชื่อตามคำพูดที่หวานหู อย่าตีงูให้แก่กา อย่าทำสิ่งอันไร้ประโยชน์เพราะอาจเกิดโทษแก่ตน อย่าตีปลาหน้าไซ อย่าขัดขวางประโยชน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่าตีสุนัขห้ามเห่า อย่าขัดขวางผู้ที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ หรืออาจแปลอีกอย่างว่าอย่าทำสิ่งที่สวน ทางกับธรรมชาติ
๑๐๒ อย่าเบา อย่าเชื่อคนง่าย อย่าปลุกผีกลางคลอง อย่าทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานที่หรืออย่าทำสิ่งที่ไม่สมควรเพราะอาจ นำภัยมาสู่ตนเอง อย่าแผ่เผื่อความผิด อย่าโยนความผิดหรือความไม่ดีให้แก่คนอื่น อย่าพาผิดด้วยหู อย่าด่วนเชื่อสิ่งที่ได้ยิน อย่ามักห้าวพลันแตก อยากแข็งเกินไป จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง อย่ายลเยี่ยงถ้วยแตกมิ ติด อย่าเอาอย่างถ้วยกระเบื้องซึ่งเมื่อแตกแล้วไม่สามารถทำให้กลับคืนเหมือนเดิมได้ อย่าริร่านแก่ความ อย่าใจร้อนหาเรื่องหรืออยากหาเหตุก่อการวิวาทในที่นี้ร่านแปลว่าอยาก อย่าเลียนครู อย่าล้อเลียนครู
๑๐๓ ๓.๔ วิเคราะห์คำถามและกิจกรรม จะเป็นการวิเคราะห์คำถามประจำหน่วยการเรียนรู้ว่ามีความสอดคล้องกับมาตรฐานตัวชี้วัดและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใดบ้างและวิเคราะห์กิจกรรมประจำหน่วยการเรียนรู้ว่ามีการส่งเสริมสมรรถนะ ต่อผู้เรียนในด้านใดบ้าง ดังนี้ ๓.๔.๑ คำถามประจำหน่วยการเรียนรู้ ๑. สุภาษิตพระร่วงแสดงให้เห็นลักษณะเด่นของภาษาไทยอย่างไรบ้าง ตัวชี้วัด ท ๕.๑ ม.๑/๑ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ๒.คําสอนในสุภาษิตพระร่วงข้อใดที่นักเรียนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในการศึกษาเล่าเรียนจงยกตัวอย่าง ประกอบ ตัวชี้วัด ท ๕.๑ ม.๑/๔ สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๓. เพราะเหตุใดคำสอนในวรรณคดีเรื่องสุภาษิตพระร่วงยังคงทันสมัยนำมาปรับใช้ได้อยู่เสมอ ตัวชี้วัด ท ๕.๑ ม.๑/๓ อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ๓.๔.๒ คำถามประจำหน่วยการเรียนรู้ จะเป็นการวิเคราะห์กิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนคุณภาพผู้เรียนด้านสม รรถนะสําคัญของผู้เรียนตามกรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กิจกรรมที่ 1 ให้นักเรียนยกตัวอย่างสุภาษิตพระร่วง ที่นักเรียนยึดเป็นคติประจำใจได้ในการดำเนินชีวิตคนละ 1 สุภาษิตพร้อมทั้งบอกวิธีการปฏิบัติตนและผลจากการปฏิบัติ สอดคล้องกับ ความสามารถในการคิด หมายถึง รู้จักคิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์คิดอย่างสร้างสรรค์คิดอย่างมีวิจารณญาณและคิดเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การสร้าง องค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต หมายถึง ใช้กระบวนการต่างในการดำเนินชีวิตประจำวันเรียนรู้ด้วยตนเองต่อเนื่องทำงานและอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยกา รสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆอย่างเหมาะสมรู้จักปรับตัวให้ ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสภาพแวดล้อม
๑๐๔ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น กิจกรรมที่ 2 ให้นักเรียนแบ่งออกเป็นกลุ่มแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาค้นคว้าเรื่องสุภาษิต สำนวนและคำพังเพยกลุ่มละ 1 ตัวอย่างและช่วยกันวาดภาพประกอบแล้วนำไปติดไว้ที่ป้ายนิเทศ สอดคล้องกับ ความสามารถในการสื่อสาร มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม กิจกรรมที่ 3 จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับคำสอนในสุภาษิตพระร่วงในหัวข้อที่น่าสนใจเช่นสุภาษิตกับชีวิตไทย คุณค่าสุภาษิตไทย สุภาษิตในวรรณกรรมไทย สุภาษิตกับนิทานพื้นบ้าน เป็นต้น สอดคล้องกับ ความสามารถในการสื่อสาร มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เรียนรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย สามารถทำงานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ นำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
๑๐๕ บทที่ ๔ กาพย์พระไชยสุริยา ๔.๑ ส่วนนำ กาพย์พระไชยสุริยามีเนื้อหากล่าวถึงพระไชยสุริยากษัตริย์ผู้ทรงธรรมที่ปกครองเมืองด้วยความสงบ เรียบร้อยมาโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งมีน้ำท่วมจนบ้านเมืองล่มสลายไป พระไชยสุริยาพร้อมกับนางสุมาลี พระมเหสีของพระองค์และนางกำนัลจึงได้ทิ้งบ้านทิ้งเมืองหนีลงเรือเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เดินทางไปได้ไม่นานก็ เกิดพายุฝนฟ้าคะนองทำให้มีคลื่นพายุลูกใหญ่ประกอบกับแรงลมที่รุนแรงที่พัดถาโถมเข้ามาที่เรือของพระองค์ ทำให้เรือแตก ผู้คนที่อยู่บนเรือก็ถูกพัดออกไปคนละทิศละทาง แต่เคราะห์ยังดีที่พระไชยสุริยาได้คว้าขอนไม้มา เพื่อพยุงตัวไม่ให้จมน้ำจนกระทั่งคลื่นซัดพระไชยสุริยาและพระนางสุมาลีเข้าฝั่ง ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็ได้ระหกระ เหเร่ร่อนเดินอยู่กลางป่าเป็นเวลานาน จนกระทั่งพบกับฤๅษีตนหนึ่ง ฤๅษีได้บอกถึงสาเหตุกับพระองค์ว่าที่ บ้านเมืองของพระองค์ต้องพังพินาศนั้นเกิดจากเหล่าเสนาอำมาตย์ข้าราชการในพระองค์ที่รับหน้าที่บริหาร บ้านเมืองนั้น เกิดหลงมัวเมาในอำนาจจนประพฤติชั่วเอารัดเอาเปรียบไพร่ฟ้าประชาชนผู้ที่ไม่มีทางสู้รับสินบน ไม่รักษาความยุติธรรม ฟ้าดินจึงได้ลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ก็เกิดจากการที่เหล่าเสนาอำมาตย์ ข้าราชการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาแต่มีการตระบัดสัตย์ต่อเทวดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว หลังจากนั้นฤๅษีก็ได้แนะนำให้พระไชยสุริยาและพระนางสุมาลีรักษาศีลปฏิบัติธรรม และต่อมาทั้งสองพระองค์ ก็ได้ออกผนวชและบำเพ็ญธรรมจนสิ้นพระชนม์ชีพ ๔.๑.๑ ชื่อเรื่อง กาพย์ คือ คำร้อยกรองประเภทหนึ่ง มีหลายชนิด เช่น กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ กาพย์ยานี กาพย์ขับไม้ พระไชยสุริยา คือ ตัวละครเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นกษัตริย์ครองเมืองสาวัตถี ดังนั้นกาพย์พระไชยสุริยา จึงหมายถึงบทประพันธ์ประเภทของกาพย์ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับชื่อของตัว ละครเอกในเรื่องซึ่งเป็นนิทานที่สุนทรภู่ได้แต่งขึ้น
๑๐๖ ๔.๑.๒ ภาพประจำบท จากภาพเป็นฉากที่พระไชยสุริยา มเหสีสุมาลี และเหล่าเสนานางสนมถูกพายุพัดจนทำให้เรือล่ม อับปางอยู่กลางทะเล ซึ่งถือเป็นภาพที่ผู้แต่งต้องการที่จะสะท้อนให้เห็นถึงหายนะที่เกิดขึ้นจากการที่คดโกง บ้านเมืองจนฟ้าดินลงโทษ บ้านเมืองต้องล่มสลายแม้นั่งเรือหนีออกมา ก็ยังต้องประสบพบเจอแต่ความวิบัติเรือ ล่มอับปาง ๔.๑.๓ ผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่ เกิดเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เป็น อาลักษณ์ชาวไทยที่มีชื่อเสียงเชิงกวี สุนทรภู่เป็นกวีที่มีความชำนาญทางด้านกลอน ได้สร้างขนบการประพันธ์ กลอนนิทานและกลอนนิราศขึ้นใหม่จนกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางสืบเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผลงานที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่มีมากมายหลายเรื่อง เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณ เพลงยาวถวาย โอวาท กาพย์พระไชยสุริยา และ พระอภัยมณีเป็นต้น โดยเฉพาะเรื่อง พระอภัยมณีได้รับยกย่องจาก วรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทกลอนนิทาน และเป็นผลงานที่แสดงถึงทักษะ ความรู้ และ ทัศนะของสุนทรภู่อย่างมากที่สุด งานประพันธ์หลายชิ้นของสุนทรภู่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการ เรียนการสอนนับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เช่น กาพย์พระไชยสุริยา นิราศพระบาท และอีกหลาย ๆ เรื่อง
๑๐๗ ๔.๑.๔ ความเป็นมา สุนทรภู่แต่งกาพย์พระไชยสุริยาขึ้นเพื่อใช้เป็นหนังสือสำหรับสอนเด็กเมื่อสมัยครั้งท่านเป็นครูสอน และเพื่อใช้เป็นแบบสอนอ่านสอนเขียนสะกดคำในมาตราตัวสะกดต่างๆ ซึ่งแต่งขึ้นขณะจำพรรษาอยู่ที่จังหวัด เพชรบุรี ราว พ.ศ. 2368 หรืออาจแต่งขึ้นเมื่อครั้งบวชอยู่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2382-2385 ซึ่งในการแต่ง สุนทรภู่ก็ได้มีการผูกเป็นเรื่องราวนิทานให้อ่าน เพื่อให้เด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลินในการอ่านถือเป็นกลวิธี ที่ใช้ดึงดูดความสนใจในเด็กได้เป็นอย่างดี ซึ่งต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาศรี สุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) ได้มีการแต่งหนังสือมูลบทบรรพกิจขึ้น เพื่อใช้สำหรับเป็นหนังสือแบบเรียน ในโรงเรียนหลวงและมองเห็นว่ากาพย์พระไชยสุริยาเป็นบทกวีที่ไพเราะ ให้ทั้งความรู้เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ตัวสะกด ความรู้ด้านคุณธรรมความซื่อสัตย์ และอ่านเข้าใจง่ายจึงนำมารวมไว้ในหนังสือมูลบทบรรพกิจ ๔.๑.๕ ลักษณะคำประพันธ์ กาพย์พระไชยสุริยาแต่งขึ้นโดยคำประพันธ์ประเภทกาพย์ ซึ่งจะประกอบไปด้วยกาพย์ ๓ ประเภท ได้แก่ ๑) กาพย์ยานี ๑๑ คือ คำประพันธ์ไทยประเภทกาพย์ชนิดหนึ่งที่กวีนิยมแต่งมากที่สุด มีทั้งแต่งสลับกับ ลักษณะคำประพันธ์ประเภทอื่นและแต่งเพียงลำพัง ซึ่งในเรื่องกาพย์พระไชยสุริยาจะใช้กาพย์ยานี ๑๑ ใน การบรรยาย กาพย์ยานี ๑ บท มี ๒ บาท ๑ บาท มี ๑๑ พยางค์ แบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคแรก ๕ พยางค์ วรรคหลัง ๖ พยางค์ บังคับสัมผัสระหว่างวรรคที่ ๑ , ๒ และ ๓ ต้องเชื่อมสัมผัสวรรคที่ ๔ ตอนท้ายบท ไปยังท้ายบาทแรกของบทต่อไป ดังตัวอย่างต่อไปนี้
๑๐๘ ๒) กาพย์ฉบัง ๑๖ คือ คำประพันธ์ประเภทกาพย์ชนิดหนึ่ง บังคับจำนวนคำและสัมผัส ซึ่งในเรื่องกาพย์ ฉบัง ๑๖ จะใช้สำหรับบรรยายเหตุการณ์ที่รวบรัดละรวดเร็ว ซึ่ง ๑ บทมี ๓ วรรค ๑๖ คำ บังคับสัมผัส ท้ายวรรคแรกกับวรรคที่สอง สัมผัสระหว่างบทส่งจากคำสุดท้ายบทแรก ไปยังคำท้ายวรรคแรกในบท ต่อไป ดังตัวอย่าง ๓) กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ กาพย์ชนิดนี้จะมีลีลาที่อ่อนหวานและเศร้า จึงใช้กับบทที่มีการพรรณน อารมณ์ความรู้สึก บทหนึ่งมี ๒๘ คำ แบ่งเป็น ๗ วรรค วรรคละ ๔ คำ บังคับเฉพาะสัมผัส ระหว่างท้ายวรรคที่ ๑ - ๒, ท้ายวรรคที่ ๓ กับท้ายวรรคที่ ๕ – ๖ และสัมผัสระหว่างบท จากท้ายบทแรก ไปยังท้ายวรรค 3 ในบทต่อไป พบในวรรณกรรมยุคแรก ๆ ดังตัวอย่าง
๑๐๙ ๔.๑.๖ รูปแบบวรรณคดี เป็นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็นนิทานขนาดสั้น และมีเนื้อหาสำหรับเด็กหัดอ่านและหัดเขียนคำที่สะกด ตามมาตราต่างๆ ซึ่งกาพย์พระไชยสุริยาเป็นวรรณคดีประเภทคำสอน มีเนื้อหาที่มุ่งสอนให้ผู้คนในสังคมตั้งอยู่ ในธรรม บ้านเมืองที่ผู้คนที่ไม่ตั้งอยู่ ในคุณธรรมจะประสบความวิบัติ โดยอํานาจเหนือธรรมชาติจะบันดาลให้ ประสบภัยพิบัติมีอุทกภัย เป็นต้น ดังเช่นเมืองสาวัตถีที่กล่าวถึงในเรื่อง ๔.๒ การวิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในบทเรียน การวิเคราะห์ในหน่วยการเรียนรู้ที่ ๔ เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ผู้จัดทําจะนําเสนอในรูปแบบของการ วิเคราะห์ไปทีละประเภทของบทตามลําดับที่ปรากฏในหนังสือเรียน โดยเนื้อหาการวิเคราะห์จะแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ได้แก่ การถอดคําประพันธ์ คุณค่าด้านเนื้อหา คุณค่าด้านวรรณศิลป์และความรู้ที่ได้รับ เพื่อให้ผู้อ่านมี ความเข้าใจถึงจุดประสงค์หรือความหมายแฝงที่อยู่ในคําประพันธ์ และมองเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น กาพย์เรื่องพระไชยสุริยา ยานี ๑๑ ๏ สาธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรสะระณา พ่อแม่แลครูบา เทวะดาในราศี ๏ ข้าเจ้าเอา ก ข เข้ามาต่อ ก กา มี แก้ไขในเท่านี้ ดีมิดีอย่าตรีชา ๏ จะร่ำคำต่อไป พอล่อใจกุมารา ธระณีมีราชา เจ้าภาราสาวะถี ๏ ชื่อพระไชยสุริยา มีสุดามะเหสี ชื่อว่าสุมาลี อยู่บูรีไม่มีภัย ๏ ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มีกิริยาอะฌาศรัย
๑๑๐ พ่อค้ามาแต่ไกล ได้อาศัยในภารา ๏ ไพร่ฟ้าประชาชี ชาวบูรีก็ปรีดา ทำไร่เขาไถนา ได้ข้าวปลาแลสาลี ๏ อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวะนารี ที่หน้าตาดีดี ทำมะโหรีที่เคหา ๏ ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา หาได้ให้ภริยา โลโภพาให้บ้าใจ ๏ ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย ถือดีมีข้าไทย ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา ๏ คะดีที่มีคู่ คือไก่หมูเจ้าสุภา ใครเอาข้าวปลามา ให้สุภาก็ว่าดี ๏ ที่แพ้แก้ชนะ ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา ๏ ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าใบ้บ้าสาระยำ ๏ ภิกษุสะมะณะ เล่าก็ละพระสะธรรม คาถาว่าลำนำ ไปเร่ร่ำทำเฉโก ๏ ไม่จำคำผู้ใหญ่ ศีรษะไม้ใจโยโส
๑๑๑ ที่ดีมีอะโข ข้าขอโมทนาไป ๏ ภาราสาวะถี ใครไม่มีปราณีใคร ดุดื้อถือแต่ใจ ที่ใครได้ใส่เอาพอ ๏ ผู้ที่มีฝีมือ ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ ไล่คว้าผ้าที่คอ อะไรล่อก็เอาไป ๏ ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มิได้ว่าหมู่ข้าไท ถือน้ำร่ำเข้าไป แต่น้ำใจไม่นำพา ๏ หาได้ใครหาเอา ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา ผู้ที่มีอาญา ไล่ตีด่าไม่ปราณี ๏ ผีป่ามากระทำ มะระณะกรรมชาวบูรี น้ำป่าเข้าธานี ก็ไม่มีที่อาศัย ๏ ข้าเฝ้าเหล่าเสนา หนีไปหาภาราไกล ชีบาล่าลี้ไป ไม่มีใครในธานี ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์ข้างต้นได้มีการกล่าวถึง การไหว้บูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และได้อธิบายอีกว่าจะมีการนำคำมาต่อกัน ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงการแต่งคำ ประพันธ์ หากแต่งดีหรือไม่ดีอย่างไรก็โปรดอย่าตำหนิติเตียน และต่อไปนี้จะกล่าวถึงเรื่องที่ล่อใจเด็กๆว่ายังมี เมืองอยู่เมืองหนึ่ง ชื่อว่าเมืองสาวะถีมีกษัตริย์ครองเมืองนามว่าพระไชยสุริยา และมีพระมเหสีนามว่าสุมาลี พระไชยสุริยาทรงปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุขมาช้านาน เหล่าขุนนางต่างก็มีนิสัยที่ดี พ่อค้าแม่ค้าที่มาจาก ต่างเมืองก็ได้พึ่งพาอาศัย ชาวบ้านต่างก็อยู่ดีมีสุขทำการเกษตรก็ได้ผลผลิตมากมายอุดมสมบูรณ์แต่ต่อมาได้ไม่ นานเหล่าขุนนางต่างพากันหาหญิงสาวที่หน้าตาดีมาร่ายรำขับกล่อมบรรเลงเพลง อีกทั้งยังนอกใจภรรยาไป หลงเสพกามากับหญิงเหล่านั้นจึงทำให้ภรรยาโกรธในการกระทำดังกล่าว อีกทั้งยังไม่เชื่อหลักธรรมคำสอนของ
๑๑๒ พระพุทธเจ้า แล้วหันไปเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ถือตัวว่าตนมีอำนาจมีข้าทาสบริวารใครที่ทำไม่ถูกใจก็จะจับไปขัง คุก และหากมีการตัดสินคดีถ้าใครมีเงินมาให้สินบนจากที่แพ้คดีก็สามารถทำให้ชนะได้ กล่าวคือทำผิดให้เป็น ถูกได้ ไม่นับถือพระและประเพณีใครที่คดโกงด้วยกับตนก็จะเห็นดีเห็นชอบ แต่หากใครไม่เห็นชอบไล่ด่าไล่ตีก็ จะใส่ร้ายจนมีคดีต้องโทษ หากผู้ใดที่เชื่อถือพระเจ้าก็จะกลายเป็นคนโง่ ขุนนางอาวุโสก็พากันชั่วช้า เหล่า พระภิกษุต่างพากันทิ้งพระธรรมคำสอน พระธรรมวินัย ไม่ปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ ลูกเด็กเล็กแดง ดื้อรั้น ยโส โอหัง ไม่เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ชาวเมืองสาวะถีต่างก็ไม่มีใครปราณีใคร ต่างคนต่างเอาตนเป็นใหญ่เห็นแก่ตัว ใคร ที่มีฝีมือด้านการต่อสู้ก็ข่มขู่เอาของที่ตนอยากได้โดยไม่ต้องซื้อ เหล่าเสนาอำมาตย์ต่างไม่ยึดถือคำพูดที่ตนได้ให้ สัตย์ปฏิญาณในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ต่างคนต่างพากันเอารัดเอาเปรียบ ประชาชนต่างพากันโศกเศร้าเพราะผู้ ที่มีอำนาจกดขี่ข่มเหงโดยไม่ปราณี และต่อมาผีเจ้าป่าเจ้าเขาก็ได้ลงโทษชาวเมืองให้ถึงแก่ความตาย โดยมี น้ำป่าไหลเข้ามาท่วมบ้านเมือง ทำให้เหล่าเสนาอำมาตย์ และนักบวช ต่างก็พากันหนีอพยพไปจากเมือง จนไม่ มีใครหลงเหลืออยู่ คุณค่าด้านเนื้อหา ๑. ให้ความรู้ตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง กล่าวคือ มีการใช้เป็นสื่อในการสอนตามมาตราตัวสะกดในแม่ ก กา ซึ่งผู้ที่เรียนกาพย์เรื่องพระไชยสุริยา จะสามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและสามารถใช้ทบทวนความรู้ทางการใช้ภาษาได้ดังที่กล่าว ในบทต่อไปนี้ ๏ ข้าเจ้าเอา ก ข เข้ามาต่อ ก กา มี แก้ไขในเท่านี้ ดีมิดีอย่าตรีชา ๒. แสดงความคิดเห็น ความเช่อ และค่านิยมของคนในสังคม เช่น ๒.๑ ความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ กาพย์เรื่องพระไชยสุริยาแสดงให้เห็นความเชื่อของผู้คนในสมัยนั้นว่านับถือไสยศาสตร์มากกว่าหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา จนมีความประพฤติในทางที่ผิด ดังที่ปรากฏในบท ๏ ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย ถือดีมีข้าไทย ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา ๒.๒ แสดงความเคารพในสิ่งที่ควรเคารพ การแสดงความเคารพศรัทธาในพระรัตนตรัย พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น
๑๑๓ ๏ สาธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรสะระณา พ่อแม่แลครูบา เทวะดาในราศี ๓. สะท้อนสภาพสังคมไทย ในบทนี้สุนทรภู่ได้มีการสอดแทรกสภาพสังคมไทยในยุคก่อนที่จะเสียกรุง โดยสร้างตัวละครในเรื่องว่าข้า ราชบริพาร เสนาบดีไม่ใส่ใจบ้านเมือง ฉ้อราษฎร์บังหลวง คดโกง ไม่ยุติธรรม หมกมุ่น อยู่กับความสนุกสนาน เพลิดเพลินมัวเมาในกาม เหมือนสภาพคนไทยในยุคก่อนเสียกรุง ดังนี้ ๏ อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวะนารี ที่หน้าตาดีดี ทำมะโหรีที่เคหา ๏ ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา หาได้ให้ภริยา โลโภพาให้บ้าใจ ๏ ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย ถือดีมีข้าไทย ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา นอกจากนี้ในการตัดสินคดีความต่างๆ ตุลาการไม่มีความยุติธรรม ใครติดสินบนก็พลิกคดีจากที่แพ้ให้ ชนะ คนชั่วได้ดี คนดีถูกกดขี่ข่มเหง ซึ่งสภาพสังคมไทยก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกคงเป็นเช่นนี้ ดังที่ปรากฏในบท ๏ คะดีที่มีคู่ คือไก่หมูเจ้าสุภา ใครเอาข้าวปลามา ให้สุภาก็ว่าดี ๏ ที่แพ้แก้ชนะ ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา ๏ ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าใบ้บ้าสาระยำ
๑๑๔ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑. การใช้คำง่ายๆ การใช้คำง่ายๆที่สามารถสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน เช่น ๏ จะร่ำคำต่อไป พอล่อใจกุมารา ธระณีมีราชา เจ้าภาราสาวะถี ๏ ชื่อพระไชยสุริยา มีสุดามะเหสี ชื่อว่าสุมาลี อยู่บูรีไม่มีภัย ๏ ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มีกิริยาอะฌาศรัย พ่อค้ามาแต่ไกล ได้อาศัยในภารา ๏ ไพร่ฟ้าประชาชี ชาวบูรีก็ปรีดา ทำไร่เขาไถนา ได้ข้าวปลาแลสาลี ความรู้ที่ได้รับ ข้อคิดที่ได้ คือ ไม่ควรหลงมัวเมาในอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ เมื่อมีอำนาจก็ไม่ควรนำมันไปใช้ข่มเหง รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ควรใช้อำนาจในทางที่ถูกที่ควร และการเป็นผู้นำประเทศหรือเป็นข้าราชการที่ดี ควรหนัก แน่น และต้องควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี อย่ารังแกประชาชน ต้องไม่คิดคดโกง ถ้าหากข้าราชไม่สุจริต ผู้นำ ไม่เข้มแข็ง ประชาชนหลงระเริงไม่มีกฎไม่มีกรอบควบคุม ประเทศชาติก็จะไปสู่หนทางของความหายนะ ฉะบัง ๑๖ ๏ พระไชยสุริยาภูมี พาพระมะเหสี มาที่ในลำสำเภา ๏ ข้าวปลาหาไปไม่เบา นารีที่เยาว์ ก็เอาไปในเภตรา
๑๑๕ ๏ เฒ่าแก่ชาวแม่แซ่มา เสนีเสนา ก็มาในลำสำเภา ๏ ตีม้าล่อช่อใบใส่เสา วายุพยุเพลา สำเภาก็ใช้ใบไป ๏ เภตรามาในน้ำไหล ค่ำเช้าเปล่าใจ ที่ในมหาวารี ๏ พะสุธาอาศัยไม่มี ราชานารี อยู่ที่พระแกลแลดู ๏ ปลากะโห้โลมาราหู เหราปลาทู มีอยู่ในน้ำคล่ำไป ๏ ราชาว้าเหว่หฤทัย วายุพาคลาไคล มาในทะเลเอกา ๏ แลไปไม่ปะพะสุธา เปล่าใจนัยนา โพล้เพล้เวลาราตรี ๏ ราชาว่าแก่เสนี ใครรู้คะดี วารีนี้เท่าใดนา ๏ ข้าเฝ้าเล่าแก่ราชา ว่าพระมหา
๑๑๖ วารีนี้ไซร้ใหญ่โต ๏ ไหลมาแต่ในคอโค แผ่ไปใหญ่โต มะโหฬาล้ำน้ำไหล ๏ บาฬีมิได้แก้ไข ข้าพเจ้าเข้าใจ ผู้ใหญ่ผู้เฒ่าเล่ามา ๏ ว่ามีพระยาสกุณา ใหญ่โตมะโหฬา กายาเท่าเขาคีรี ๏ ชื่อว่าพระยาสัมภาที ใครรู้คะดี วารีนี้โตเท่าใด ๏ โยโสโผผาถาไป พอพระสุริย์ใส จะใกล้โพล้เพล้เวลา ๏ แลไปไม่ปะพสุธา ย่อท้อรอรา ชีวาก็จะประไลย ๏ พอปลามาในน้ำไหล สกุณาถาไป อาศัยที่ศีรษะปลา ๏ ฉะแง้แลไปไกลตา จำของ้อปลา ว่าขอษะมาอะภัย ๏ วารีที่เราจะไป ใกล้หรือว่าไกล
๑๑๗ ข้าไหว้จะขอมรคา ๏ ปลาว่าข้าเจ้าเยาวะภา มิได้ไปมา อาศัยอยู่ต่อธรณี ๏ สกุณาอาลัยชีวี ลาปลาจรลี สู่ที่ภูผาอาศัย ๏ ข้าเฝ้าเล่าแก่ภูวไนย พระเจ้าเข้าใจ ฤทัยว้าเหว่เอกา ๏ จำไปในทะเลเวรา พยุใหญ่มา เภตราก็เหเซไป ๏ สมอก็เกาเสาใบ ทะลุปรุไป น้ำไหลเข้าลำสำเภา ๏ ผีน้ำซ้ำไต่ใบเสา เจ้ากรรมซ้ำเอา สำเภาระยำคว่ำไป ๏ ราชาคว้ามืออรไท เอาผ้าสะไบ ต่อไว้ไม่ไกลกายา ๏ เถ้าแก่ชาวแม่เสนา น้ำเข้าหูตา จระเข้เหราคร่าไป ๏ ราชานารีร่ำไร มีกรรมจำใจ
๑๑๘ จำไปพอปะพะสุธา ๏ มีไม้ไทรใหญ่ใบหนา เข้าไปไสยา เวลาพอค่ำรำไร ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์ข้างต้นถอดความได้ว่า พระไชยสุริยาและพระมเหสี พร้อมทั้งเหล่าเสนาอำมาตย์ เด็กผู้หญิงและคนแก่ต่างก็พากันหนีลงเรือสำเภาพร้อมทั้งเสบียงข้าวปลาอาหารที่มากโขเพื่อที่จะหนีออกจาก บ้านเมืองที่น้ำท่วมไปตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใหม่ เหล่าปลากะโห้ โลมา ปลาราหู ปลาเหรา และปลาทู มีอยู่มากมายใน น้ำ พระไชยสุริยารู้สึกว้าเหว่ใจเพราะล่องเรือมาเพียงลำเดียว อีกทั้งมองไปยังไม่เห็นพื้นดินทำให้เปล่าเปลี่ยวใจ ในช่วงเวลาใกล้โพล้เพล้ พระองค์ทรงตรัสถามเสนาอำมาตย์ว่ามีใครรู้บ้างว่าทะเลนี้ใหญ่โตเพียงใด เหล่าเสนา อำมาตย์ทูลว่าทะเลนี้ใหญ่โตยิ่งนัก ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่าแต่ก่อนมีพญานกตัวใหญ่เท่าภูเขามีชื่อว่า พญาสัมพาที ต้องการรู้ความจริงว่าทะเลนี้กว้างใหญ่เพียงใดจึงยโสโอหังบินออกไปจนดวงอาทิตย์ใกล้ตกดินก็ ยังมองไม่เห็นพื้นดินสักที จนรู้สึกย่อท้อสิ้นหวังแต่พอดีมีปลาว่ายตามน้ำมาพอดี พญานกจึงได้บินไปเกาะที่หัว ของปลาและมองออกไปจนสุดสายตา จึงพูดง้อขอโทษปลาว่าข้าขออภัยท่านด้วยแม่น้ำที่เราจะไปใกล้หรือไกล เพียงใด ปลาตอบว่าข้าอายุยังน้อยไม่เคยได้ไปที่อื่นมาก่อนเลยไม่รู้ เมื่อได้ฟังคำตอบพญานกรู้สึกอาลัยในชีวิต จึงได้กล่าวลาปลาและบินกลับยังภูเขาที่ตนอาศัย เพื่อพระไชยสุริยาฟังจบก็รูสึกว้าเหว่เปล่าเปลี่ยวใจยิ่งนัก แต่ ทันใดนั้นเองพายุลูกใหญ่ก็ได้พัดมาทำให้เรือสำเภาพัดเซหันเหไปมา สมอเรือก็ได้ไปครูดกับท้องเรือจนทะลุน้ำ ไหลเข้าเรือ ผีซ้ำด้ามพลอยใบเรือก็ดันมาขาดเสาเรือก็หักทำให้เรือล่มจมน้ำไป และพระไชยสุริยาก็ได้รีบคว้ามือ พระมเหสีไว้พร้อมทั้งเอาผ้าสไบมาผูกมัดไว้ไม่ให้ไกลตัว คนแก่ลูกเด็กเล็กแดงพร้อมทั้งเหล่าเสนาอำมาตย์ถูกน้ำ พัดเข้าหูตา จระเข้เหรา(สัตว์ครึ่งนาคครึ่งมังกร)ก็คาบไปกิน พระไชยสุริยาและพระมเหสีต่างก็ร้องไห้ร่ำไร เสียใจต่อเวรกรรมที่ได้รับ และถูกน้ำพัดเข้าฝั่งจึงเดินเข้าฝั่งจนไปเจอต้นไทรต้นใหญ่จึงได้พากันนอนพัก เนื่องจากใกล้ค่ำแล้ว คุณค่าด้านเนื้อหา ๑. แสดงค่านิยมของครอบครัว สามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจะต้องดูแลปกป้องภรรยาและลูกซึ่งเป็นผู้ที่อ่อนแอกว่า เช่น ๏ ผีน้ำซ้ำไต่ใบเสา เจ้ากรรมซ้ำเอา
๑๑๙ สำเภาระยำคว่ำไป ๏ ราชาคว้ามืออรไท เอาผ้าสะไบ ต่อไว้ไม่ไกลกายา คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑. พรรณนาโวหาร เป็นโวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่างละเอียด และสอดแทรกอารมณ์ ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านเห็นภาพและเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ๏ จำไปในทะเลเวรา พยุใหญ่มา เภตราก็เหเซไป ๏ สมอก็เกาเสาใบ ทะลุปรุไป น้ำไหลเข้าลำสำเภา ๏ ผีน้ำซ้ำไต่ใบเสา เจ้ากรรมซ้ำเอา สำเภาระยำคว่ำไป ความรู้ที่ได้ ได้ข้อคิดในเรื่องของพญาสัมพาทีที่มีความอยากรู้อยากเห็นอะไรต้องไปศึกษาและจะต้องเห็นด้วยตา ของตนเอง เช่น ในเรื่องได้กล่าวถึงว่าพญาสัมพาทีมีความสงสัยว่าทะเลกว้างใหญ่เพียงใด ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นจึงบินออกไปดูด้วยตาตนเองและหาคำตอบข้อที่สงสัยด้วยตนเอง ซึ่งแสดงถึงความใฝ่รู้
๑๒๐ สุรางคนางค์ ๒๘ ๏ ขึ้นใหม่ใน กน ก กา ว่าปน ระคนกันไป เอ็นดูภูธร มานอนในไพร มณฑลต้นไทร แทนไพชยนต์สถาน ๏ ส่วนสุมาลี วันทาสามี เทวีอยู่งาน เฝ้าอยู่ดูแล เหมือนแต่ก่อนกาล ให้พระภูบาล สำราญวิญญาณ์ ๏ พระชวนนวลนอน เข็ญใจไม้ขอน เหมือนหมอนแม่นา ภูธรสอนมนต์ ให้บ่นภาวนา เย็นค่ำร่ำว่า กันป่าภัยพาล ๏ วันนั้นจันทร มีดารากร เป็นบริวาร เห็นสิ้นดินฟ้า ในป่าท่าธาร มาลีคลี่บาน ใบก้านอรชร ๏ เย็นฉ่ำน้ำฟ้า
๑๒๑ ชื่นชะผะกา วายุพาขจร สาระพันจันทน์อิน รื่นกลิ่นเกสร แตนต่อคล้อร่อน ว้าว่อนเวียนระวัน ๏ จันทราคลาเคลื่อน กระเวนไพรไก่เถื่อน เตือนเพื่อนขานขัน ปู่เจ้าเขาเขิน กู่เกริ่นหากัน สินธุพุลั่น ครื้นครั่นหวั่นไหว ๏ พระฟื้นตื่นนอน ไกลพระนคร สะท้อนถอนฤทัย เช้าตรู่สุริยน ขึ้นพ้นเมรุไกร มีกรรมจำไป ในป่าอารัญ ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์ข้างต้นถอดความได้ว่า ขึ้นบทใหม่ในแม่กน ซึ่งคละปะปนกับแม่ ก กา สงสารพระไชย สุริยาต้องมานอนในป่าใต้ต้นไทรแทนที่จะต้องนอนที่พระราชวัง ส่วนพระมเหสีก็อยู่เฝ้าดูแลสวามีให้สุขสบาย พระไชยสุริยาก็ได้ชวนพระมเหสีนอนโดยใช้ท่อนไม้แทนหมอน และพระองค์ก็ได้สอนให้พระมเหสีภาวนาให้ทั้ง สองเราปลอดภัย วันนั้นดวงจันทร์มีดวงดาวห้อมล้อมเป็นบริวารจนแสงของมันสามารถมองเห็นดินฟ้าในป่า ดอกไม้ก็คลี่บานใบก้านก็ชูช่อสวยงาม เย็นฉ่ำละอองหมอกดอกไม้ชุ่มชื่นลมก็พัดพาเอากลิ่นต้นจันทน์ที่หอม เคล้าไปด้วยกลิ่นเกสร แตนต่อต่างก็บินตอมกันว่อน พระจันทร์เคลื่อนจนจะลับฟ้า ไก่ป่าก็พากันขันขานรับกัน ไปมาจนเสียงครื้นครั่วทั่วป่า พระไชยสุริยาก็ตื่นและนึกถึงเรื่องที่ต้องจากพระนครมาไกลจนต้องทอดถอนใจ ยามเช้าตรู่พระอาทิตย์โผล่ขึ้นพ้นขอบเขา จำเป็นต้องออกเดินทางไปในป่าตามเวรตามกรรมต่อไป
๑๒๒ คุณค่าด้านเนื้อหา ๑. ให้ความรู้ตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง กล่าวคือ มีการใช้เป็นสื่อในการสอนตามมาตราตัวสะกดในแม่กน ซึ่งผู้ที่เรียนกาพย์เรื่องพระไชยสุริยาจะ สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและสามารถใช้ทบทวนความรู้ทางการใช้ภาษาได้ดังที่กล่าวใน บทต่อไปนี้ ๏ ขึ้นใหม่ใน กน ก กา ว่าปน ระคนกันไป ๒. แสดงค่านิยมของครอบครัว คู่สามีภรรยายามตกทุกข์ได้ยากต้องไม่ทอดทิ้งกัน ภรรยาต้องความเคารพและปรนนิบัติสามีทั้งยามทุกข์และ ยามสุข เช่น ๏ ส่วนสุมาลี วันทาสามี เทวีอยู่งาน เฝ้าอยู่ดูแล เหมือนแต่ก่อนกาล ให้พระภูบาล สำราญวิญญาณ์ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑. ใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดจินตภาพ เป็นการพรรณนาบรรยากาศและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่มีความสวยงามในยามค่ำคืน ทำให้ผู้อ่านนึกถึงภาพ ของดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งและเต็มไปด้วยดวงดาวจำนวนมาก ธรรมชาติที่มีแต่ความ สดชื่นและชุ่มชื้น มีสายลมอ่อนๆพัดกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ ดังปรากฏในบทนี้ ๏ วันนั้นจันทร มีดารากร เป็นบริวาร เห็นสิ้นดินฟ้า ในป่าท่าธาร
๑๒๓ มาลีคลี่บาน ใบก้านอรชร ๏ เย็นฉ่ำน้ำฟ้า ชื่นชะผะกา วายุพาขจร สาระพันจันทน์อิน รื่นกลิ่นเกสร แตนต่อคล้อร่อน ว้าว่อนเวียนระวัน ความรู้ที่ได้รับ จากบทประพันธ์ข้างต้นได้ให้ข้อคิดในเรื่องของความไม่เที่ยง กล่าวคือ ความร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง ของนอกกาย อำนาจลาภยศ มักเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้และไม่จีรัง ต่อให้เป็นถึงกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองชีวิตสุข สบาย มีข้าทาสบริวารคอยรับใช้อาศัยอยู่ในวัง เมื่อถึงยามตกทุกข์ได้ยากก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ในเรื่อง ที่พระไชยสุริยาและพระมเหสีต้องมากินนอนกลางป่า ฉะบัง ๑๖ ๏ ขึ้นกงจงจำสำคัญ ทั้งกนปนกัน รำพันมิ่งไม้ในดง ๏ ไกรกร่างยางยูงสูงระหง ตลิงปลิงปริงประยงค์ คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง ๏ มะม่วงพวงพลองช้องนาง หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง กินพลางเดินพลางหว่างเนิน ๏ เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ พระแสงสำอางข้างเคียง ๏ เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องก้องเสียง
๑๒๔ สำเนียงน่าฟังวังเวง ๏ กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง ๏ ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง แตรสังข์กังสะดานขานเสียง ๏ กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง พระยาลอคลอเคียง แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง ๏ ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง เพลินฟังวังเวง อีเก้งเริงร้องลองเชิง ๏ ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง ค่างแข็งแรงเริง ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง ๏ ป่าสูงยูงยางช้างโขลง อึงคะนึงผึงโผง โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์ข้างต้นถอดความได้ว่า ขึ้นมาตราตัวสะกดแม่กงแล้วและอาจจะมีทั้งแม่กนปนกันไป จงจำไว้ให้ดี และจะพูดพรรณนาเรื่องในป่าดง ต้นไกรกร่าง ต้นยาง และต้นยูงมีลำต้นสูง ต้นตลิงปริง ต้น ประยงค์ และต้นคันทรงต่างก็ส่งกลิ่นไปทั่ว ต้นฝิ่น ต้นฝาง ต้นมะม่วง ต้นพลวง ต้นพลอย และต้นช้องนางผล หล่นเกลื่อนเต็มหนทาง กินผลของมันพลางเดินไประหว่างเนินเขา มองเห็นกวางกำลังเยื้องย่างเดินพร้อมกับ ชำเลืองมองดูเหมือนกับเชิญชวนให้ดูความสวยงาม มองไปที่เขาสูงเห็นฝูงหงส์กำลังโฉบลงเรียงกัน ต่างพากัน
๑๒๕ ร้องอย่างรื่นเริงและสำเนียงไพเราะ กลางป่ามีไก่ขันบรรเลงฟังเสียงคล้ายเครื่องดนตรีซอและเจ้งที่บรรเลงจาก ในวัง นกยูงทองร้องเสียงดังเหมือนเสียงฆ้อง กลอง ระฆัง แตรสังข์ และกังสดาล ขับขานไปพร้อมกับเสียงของ นกกะลิง นกกะลาง นกนางนวลที่นอนเรียงกัน อีกทั้งไก่ฟ้าพญาลอ นกนางแอ่น นกเอี้ยง นกอีโก้งและนก โทงเทงที่ร้องคลอเคลีย นกค้อนทองร้องเสียงดังป๋องแป๋ง ฟังเสียงเพลินวังเวง อีเก้งร้องลองเชิงกัน ฝูงละมั่งพา กันมากินดินโป่งนอนผึ่งแดดดูบึกบึนแข็งแรงและร่าเริงยืนมองทำหน้าตาโพลง บริเวณป่ามีต้นยูงต้นยางที่สูง มี ช้างอีกโขลงใหญ่ที่กำลังส่งเสียงและลงเล่นน้ำ คุณค่าด้านเนื้อหา ๑. ให้ความรู้ตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง กล่าวคือ มีการใช้เป็นสื่อในการสอนตามมาตราตัวสะกดในแม่กง ซึ่งผู้ที่เรียนกาพย์เรื่องพระไชยสุริยาจะ สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและสามารถใช้ทบทวนความรู้ทางการใช้ภาษาได้ดังที่กล่าวใน บทต่อไปนี้ ๏ ขึ้นกงจงจำสำคัญ ทั้งกนปนกัน รำพันมิ่งไม้ในดง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑. มีการใช้โวหารนาฏการ ซึ่งเป็นการบรรยายให้เห็นกิริยาอาการที่ทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ๏ เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ พระแสงสำอางข้างเคียง .......................................................... .................................................... ๏ ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง ค่างแข็งแรงเริง ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง ๏ ป่าสูงยูงยางช้างโขลง อึงคะนึงผึงโผง โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป ๒. การใช้อุปมาโวหาร
๑๒๖ นั่นก็คือการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ๏ กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง ๏ ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง แตรสังข์กังสะดานขานเสียง ๓. การใช้สัทพจน์ นั่นก็คือการเลียนเสียงธรรมชาติ การที่นำเสียงที่ได้ยินมาบรรยาย ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพเหมือนได้ยิน เสียงนั้นจริงๆ เช่น ๏ ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง แตรสังข์กังสะดานขานเสียง .................................................... ................................................ ๏ ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง เพลินฟังวังเวง อีเก้งเริงร้องลองเชิง ๔. การเล่นเสียง การเล่นเสียงสัมผัส ซึ่งหมายถึงพยางค์ที่คล้องจองกันด้วยเสียงสระ และเสียงพยัญชนะ เช่น ๏ ขึ้นกงจงจำสำคัญ ทั้งกนปนกัน รำพันมิ่งไม้ในดง ๏ ไกรกร่างยางยูงสูงระหง ตลิงปลิงปริงประยงค์ คันทรงส่งกลิ่นฝิ่นฝาง ๏ มะม่วงพวงพลองช้องนาง หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง กินพลางเดินพลางหว่างเนิน
๑๒๗ -สัมผัสสระ เช่น จง – จำ มิ่ง – ไม้ ไกร – กร่าง ยาง – ยูง ปริง – ประยงค์ ฝิ่น – ฝ่าง พลวง – พลอย -สัมผัสอักษร เช่น กง – จง จำ – สำ กน – ปน ไม้ – ใน กร่าง – ยาง ยูง – สูง ลิง – ปริง – ปลิง ทรง – ส่ง กลิ่น – ฝิ่น ม่วง – พลวง พลอง – ช้อง เกลื่อน – เถื่อน พลาง – หว่าง ความรู้ที่ได้ ให้ความรู้ในเรื่องของธรรมชาติในป่า พืชพรรณ สัตว์ป่าต่างๆ ว่ามีลักษณะที่โดดเด่นอย่างไร เช่น ต้น ไกรกร่าง ต้นยาง และต้นยูงจะไม้ยืนต้นที่มีลำต้นค่อนข้างสูง อีกทั้งยังให้ความรู้เกี่ยวกับชื่อพืชพรรณ หรือสัตว์ ป่า ที่บางชื่อก็ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักมาก่อน ยานี ๑๑ ๏ ขึ้นกกตกทุกข์ยาก แสนลำบากจากเวียงไชย มันเผือกเลือกเผาไฟ กินผลไม้ได้เป็นแรง ๏ รอนรอนอ่อนอัสดง พระสุริยงเย็นยอแสง ช่วงดังน้ำครั่งแดง แฝงเมฆเขาเงาเมรุธร ๏ ลิงค่างครางโครกครอก ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน ชะนีวิเวกวอน นกหกร่อนนอนรังเรียง ๏ ลูกนกยกปีกป้อง อ้าปากร้องซ้องแซ่เสียง แม่นกปกปีกเคียง เลี้ยงลูกอ่อนป้อนอาหาร ๏ ภูธรนอนเนินเขา เคียงคลึงเคล้าเยาวมาลย์ ตกยากจากศฤงคาร สงสารน้องหมองพักตรา ๏ ยากเย็นเห็นหน้าเจ้า สร่างโศกเศร้าเจ้าพี่อา อยู่วังดังจันทรา มาหม่นหมองละอองนวล
๑๒๘ ๏ เพื่อนทุกข์สุขโศกเศร้า จะรักเจ้าเฝ้าสงวน มิ่งขวัญอย่ารัญจวน นวลพักตร์น้องจะหมองศรี ๏ ชวนชื่นกลืนกล้ำกลิ่น มิรู้สิ้นกลิ่นมาลี คลึงเคล้าเย้ายวนยี ที่ทุกข์ร้อนหย่อนเย็นทรวง ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์ข้างต้นถอดความได้ว่า ขึ้นแม่กก ตกทุกข์ได้ยากแสนลำบากเมื่อจากวังมา อาศัยกิน มัน เผือกเผาและผลไม้เพื่อที่จะได้มีแรง เมื่อพระอาทิตย์ค่อยๆอ่อนแสงลงเป็นช่วงที่มองดูแล้วเหมือนกับน้ำครั่ง (ไม้ที่ใช้ยอมสี)ที่มันกำลังแดง และแสงก็แฝงเข้าไปในเมฆและเงาของขุนเขา ฝูงลิง ค่าง ต่างพากันร้องครางเป็น เสียงโครกครอก สุนัขจิ้งจอกออกมาเห่าหอน ชะนีส่งเสียงดังวิเวกวอน ฝูงนกต่างพากันบินกลับสู่รัง ลูกนกยก ปีกป้องอ้าปากร้องดังเซ็งเซ่แม่นกก็ยกปีกป้องอยู่ข้างเคียงพร้อมกับป้อนอาหารให้ลูก พระไชยสุริยานอนอยู่ที่ เนินเขาอยู่เคียงข้างกับพระมเหสี สงสารเมียที่ต้องมาตกทุกข์ได้ยากหน้าตามัวหมอง เห็นหน้าเจ้าแล้วโศกเศร้า แต่ก่อนอยู่วังหน้าเหมือนกับพระจันทร์ที่นวลสว่างแต่ตอนนี้หน้าน้องต้องมาหม่นหมอง พระองค์กล่าวกับพระ มเหสีว่าเมียเป็นเพื่อนที่คอยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุข พระองค์จะรักและปกป้องดูแล ขอเจ้าจงอย่ากังวลปั่นป่วนใจ เดี๋ยวหน้าจะมัวหมอง ดอกบานชื่นกลิ่นหอมไท่รู้จบ หอมจนเย้ายวนทำให้คลายความทุกข์ร้อนในใจให้เย็นลง คุณค่าด้านเนื้อหา ๑. ให้ความรู้ตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง กล่าวคือ มีการใช้เป็นสื่อในการสอนตามมาตราตัวสะกดในแม่กก ซึ่งผู้ที่เรียนกาพย์เรื่องพระไชยสุริยาจะ สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและสามารถใช้ทบทวนความรู้ทางการใช้ภาษาได้ดังที่กล่าวใน บทต่อไปนี้ ๏ ขึ้นกกตกทุกข์ยาก แสนลำบากจากเวียงไชย มันเผือกเลือกเผาไฟ กินผลไม้ได้เป็นแรง ๒. การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เป็นการปรับตัวของมนุษย์ในเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว เพื่อให้มีการดำรงชีวิตต่อไปได้ เช่น ๏ ขึ้นกกตกทุกข์ยาก แสนลำบากจากเวียงไชย
๑๒๙ มันเผือกเลือกเผาไฟ กินผลไม้ได้เป็นแรง ซึ่งในบทก็จะกล่าวถึงความยากลำบากของพระไชยสุริยาและพระมเหสี ในป่าแทบไม่มีข้าวปลาอาหารให้กิน มี ก็แต่เผือกและมัน ดังนั้นเพื่อเป็นการปรับตัวและเอาชีวิตรอดก็ต้องยอมกิน เผือกและมันเผาเพื่อที่จะได้มีแรงใน การดำรงชีวิตต่อไป นั่นก็คือการรู้จักปรับตัวของมนุษย์เรานั่นเอง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑. มีการใช้โวหารนาฏการ ซึ่งเป็นการบรรยายให้เห็นกิริยาอาการที่ทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ๏ ลิงค่างครางโครกครอก ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน ชะนีวิเวกวอน นกหกร่อนนอนรังเรียง ๏ ลูกนกยกปีกป้อง อ้าปากร้องซ้องแซ่เสียง แม่นกปกปีกเคียง เลี้ยงลูกอ่อนป้อนอาหาร ๒. การใช้อุปมาโวหาร นั่นก็คือการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งก็จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ๏ ยากเย็นเห็นหน้าเจ้า สร่างโศกเศร้าเจ้าพี่อา อยู่วังดังจันทรา มาหม่นหมองละอองนวล ๏ เพื่อนทุกข์สุขโศกเศร้า จะรักเจ้าเฝ้าสงวน มิ่งขวัญอย่ารัญจวน นวลพักตร์น้องจะหมองศรี ๓. การใช้สัทพจน์ นั่นก็คือการเลียนเสียงธรรมชาติ การที่นำเสียงที่ได้ยินมาบรรยาย ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพเหมือนได้ยิน เสียงนั้นจริงๆ เช่น ๏ ลิงค่างครางโครกครอก ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน ชะนีวิเวกวอน นกหกร่อนนอนรังเรียง
๑๓๐ ความรู้ที่ได้ ในบทประพันธ์ข้างต้นได้ให้ความรู้ในเรื่องของความรักไม่ว่าจะเป็นความรักที่แม่มีต่อลูก หรือความรัก ของสามีภรรยาที่มีมอบให้แก่กัน ซึ่งในบทจะกล่าวถึงแม่นกที่ต้องคอยเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำลูกนกอยู่ไม่ห่าง เช่น ๏ ลูกนกยกปีกป้อง อ้าปากร้องซ้องแซ่เสียง แม่นกปกปีกเคียง เลี้ยงลูกอ่อนป้อนอาหาร และความรักของสามีภรรยาที่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็ยังจะรักและอยู่เคียงข้างดูแลกันและกันตลอดไปซึ่งจะไป สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการรักในคู่ครองของตนไม่นอกใจหรือทอดทิ้ง ไป มีรักอื่น เช่น ๏ เพื่อนทุกข์สุขโศกเศร้า จะรักเจ้าเฝ้าสงวน มิ่งขวัญอย่ารัญจวน นวลพักตร์น้องจะหมองศรี ยานี ๑๑ ๏ ขึ้นกดบทอัศจรรย์ เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง นกหกตกรังรวง สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงง ๏ แดนดินถิ่นมนุษย์ เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง ตึกกว้านบ้านเรือนโรง โคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน ๏ บ้านช่องคลองเล็กใหญ่ บ้างตื่นไฟตกใจโจน ปลุกเพื่อนเตือนตะโกน ลุกโลดโผนโดนกันเอง ๏ พิณพาทย์ระนาดฆ้อง ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง ระฆังดังวังเวง โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง ๏ ขุนนางต่างลุกวิ่ง ท่านผู้หญิงวิ่งยุดหลัง พัลวันดันตึงตัง พลั้งพลัดตกหกคะเมน
๑๓๑ ๏ พระสงฆ์ลงจากกุฏิ วิ่งอุตลุดฉุดมือเณร หลวงชีหนีหลวงเถร ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน ๏ พวกวัดพลัดเข้าบ้าน ล้านต่อล้านซานเซโดน ต้นไม้ไกวเอนโอน ลิงค่างโจนโผนหกหัน ๏ พวกผีที่ปั้นลูก ติดจมูกลูกตาพลัน ขิกขิกระริกกัน ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ ๏ สององค์ทรงสังวาส โลกธาตุหวาดหวั่นไหว ตื่นนอนอ่อนอกใจ เดินไม่ได้ให้อาดูร ฯ ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์ข้างต้นกล่าวว่า บทมาตราตัวสะกดแม่กดนี้เป็นบทที่น่าอัศจรรย์ มีเสียงกึกก้องทั่วชั้น ฟ้าจนฝูงสัตว์ต่างพากันมึนงงแตกตื่น และยังมีเสียงดังเหมือนไฟไหม้ บ้านเรือนเกิดการสนั่นหวั่นไหว บ้านช่อง น้อยใหญ่ ต่างพากันแตกตื่นตกใจกับไฟ บางคนก็พุงตัวรับหนี บ้างพากันร้องเรียกเพื่อนบ้าน วิ่งหนีชนกันชุลมุน วุ่นวาย เสียงดนตรีต่างๆ เสียงร้อง ระฆัง เสียงดังวุ่นวายฟังแล้วน่าวังเวงยิ่งนัก เหล่าขุนนางต่างพากันลุกวิ่งหนี ตาย ผู้หญิงก็วิ่งตามหลังกันมาทั้งเกิดการเกี่ยวพันกัน ทั้งผลักทั้งดันกันให้ไปข้างหน้า บางคนล้มตกจนหกคะ เมนก็มี ส่วนพระสงฆ์ก็รีบดึงมือเณรหนีตายลงจากกุฏิ พอแม่ชีเจอพระก็รีบวิ่งกลัวจะชนกัน บ้างก็ลงโคลนก็มี พวกคนหัวล้านทั้งหลายตั้งก็พากันหนีจนชนกันก็มี ต้นไม้ต่างก็ไกวเอนไปตามลม ฝูงลิงค่างต่างก็พากันกระโดด หนีตาย พระองค์ทั้งสองทรงเสพสังวาสกัน โดยความเชื่อในสมัยก่อนผีจะเป็นคนปั้นลูก ผีต่างก็รีบปั้นลูก ติดตา ติดจมูก พวกผีต่างก็พากันหัวเราะแถมปั้นลูกให้ไม่ทัน ทั้งสองพระองค์ทรงเสพกามอารมณ์เป็นใหญ่ ทำให้เกิด ความวุ่นวายโลกสนั่นหวั่นไหว คุณค่าด้านเนื้อหา ๑.ให้ความรู้ตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง ผู้แต่งได้มีการสอดแทรกทางด้านสาระการเรียนรู้ในเรื่องมาตราตัวสะกดต่างๆ ดังบทประพันธ์ข้างต้นก็จะมี มาตราตัวสะกดแม่กดเข้าไปในเนื้อหาอีกทั้งยังใช้บทประพันธ์ทั้งหมดเป็นแบบสอนอ่านเขียนในภาษาไทยให้แก่ เด็กๆให้เข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ๒.ให้เห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมไทย ความเชื่อ และค่านิยมในการใช้ชีวิต
๑๓๒ ๒.๑ ความเชื่อเรื่องศาสนา ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตการนับถือพุทธศาสนาว่า ผู้หญิงห้ามถูกเนื้อต้องตัวพระสงฆ์ หรือเณรเพราะจะทำให้ เกิดการอาบัติ นั่นเป็นการแสดงถึงประเพณีและวัฒนธรรมไทยที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่เกี่ยวข้องในเรื่องศาสนา ดังบทประพันธ์นี้ ๏ พระสงฆ์ลงจากกุฏิ วิ่งอุตลุดฉุดมือเณร หลวงชีหนีหลวงเถร ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน ๒.๒ วัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบไทยๆ แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมแบบไทยๆในเนื้อเรื่อง ถึงแม้เนื้อเรื่องจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็น แบบเรียน แต่ผู้แต่งก็ยังคงสอดแทรกวัฒนธรรมไทยผ่านการนำเอาเครื่องดนตรีมาใส่ในเนื้อเรียง ตัวอย่างเช่น พิณ ปี่พาทย์ ระนาด กลอง ตะโพน ฆ้อง และระฆัง และผู้แต่งยังทำให้เนื้อหามีความสนุกสนานเพลินเพลิน เวลาอ่าน ดังบทประพันธ์นี้ ๏ พิณพาทย์ระนาดฆ้อง ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง ระฆังดังวังเวง โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง ๒.๓ ความเชื่อเรื่องการมีลูกในสมัยก่อน โดยความเชื่อในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าผีจะเป็นคนปั้นลูกให้มนุษย์ทุกๆคน โดยลักษณะการที่ผีปั้นลูก ก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป เพราะผีคนละตนกัน จึงทำให้รูปลักษณ์แตกต่างกัน ดังบทประพันธ์นี้ ๏ พวกผีที่ปั้นลูก ติดจมูกลูกตาพลัน ขิกขิกระริกกัน ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ ๓.ให้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ๓.๑ สอดแทรกข้อคิดผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเมื่อเกิดเหตุร้ายไฟไหม้ขึ้น ก็ยังมีการปลุกหรือเตือน ผู้คนด้วยกันให้หนี นั้นก็เป็นการแสดงถึงคุณธรรมจริยธรรมอย่างหนึ่งต่อเพื่อนมนุษย์ที่มีในเนื้อหา ที่ได้ สอดแทรกให้ผู้เรียนนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ๓.๒ ให้ข้อคิดในเรื่องของการใช้ชีวิต ยิ่งการเป็นผู้นำถ้าเสาหลักเกิดความเสียหายหรือเกิดความไม่ มั่นคง ประชาชนหรือคนในบ้านก็จะเกิดความเดือดร้อนไปด้วย
๑๓๓ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑.การใช้โวหารภาพพจน์ ๑.๑ การใช้อุปมาโวหาร เพื่อเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คำว่า “ดุจ” เพื่อที่จะ เปรียบเทียบเสียงที่ดังมากๆ เหมือนกับไฟที่ไหม้บ้านเรือนที่สว่างขึ้นมา ซึ่งสังเกตจากวรรคที่ว่า “เสียงดังดุจ พระเพลิงโพลง” ตัวอย่างบทประพันธ์ ๏ แดนดินถิ่นมนุษย์ เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง ตึกกว้านบ้านเรือนโรง โคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน ๑.๒ การใช้สัทพจน์โวหาร โดยมีการเลียนเสียงธรรมชาติของดนตรี เสียงระฆัง ที่ดัง “โหง่งหง่างเหง่ง” ซึ่งเป็นการเลียนเสียงที่ทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพอย่างชัดเจนโดยการเลียนเสียงของระฆัง หรือเครื่องดนตรีชนิด ต่างๆ ดังบทประพันธ์นี้ ๏ พิณพาทย์ระนาดฆ้อง ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง ระฆังดังวังเวง โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง และยังมีการเลียนเสียงหัวเราะของผีที่กำลังปั้นลูก ทำให้มีการเห็นภาพบทประพันธ์นั้นเห็นภาพได้อย่างเด่นชัด และชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังบทประพันธ์นี้ ๏ พวกผีที่ปั้นลูก ติดจมูกลูกตาพลัน ขิกขิกระริกกัน ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ ๒.การเล่นเสียงสัมผัส ๒.๑ มีการเล่นเสียงสัมผัสสระ การเล่นสัมผัสสระ ตัวอย่างเช่น มีการเล่นเสียงสัมผัสสระ ซึ่งเป็นการเล่นสัมผัสสระที่ชัดเจนทำให้บท ประพันธ์มีความไพเราะมากยิ่งขึ้น โ- (สระโอ) เช่นบทประพันธ์ที่ว่า ๏ บ้านช่องคลองเล็กใหญ่ บ้างตื่นไฟตกใจโจน ปลุกเพื่อนเตือนตะโกน ลุกโลดโผนโดนกันเอง ๒.๒ มีการเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะ การเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะเพื่อให้เกิดความไพเราะในบทประพันธ์มากยิ่งขึ้น และยังมีการเล่นเสียง สัมผัสพยัญชนะอีกมากมายในบทประพันธ์ แต่จะยกตัวอย่างมาซึ่งบทประพันธ์ที่จะกล่าวถึงนี้จะเห็นได้อย่าง ชัดเจนว่ามีการเล่นเสียงพยัญชนะ “ผ” เข้ามาเพื่อความสละสลวยของบทประพันธ์ตัวอย่างของบทประพันธ์
๑๓๔ ๏ พระสงฆ์ลงจากกุฏิ วิ่งอุตลุดฉุดมือเณร หลวงชีหนีหลวงเถร ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน ๓.การใช้คำง่ายๆในบทประพันธ์ ผู้แต่งมีการใช้คำง่ายๆในบทประพันธ์ เพื่อที่จะสื่อถึงความหมายหรือเรื่องราวต่างๆได้เข้าใจง่ายแก่ ผู้อ่านมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ๏ พิณพาทย์ระนาดฆ้อง ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง ระฆังดังวังเวง โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง ๏ ขุนนางต่างลุกวิ่ง ท่านผู้หญิงวิ่งยุดหลัง พัลวันดันตึงตัง พลั้งพลัดตกหกคะเมน ๏ พระสงฆ์ลงจากกุฏิ วิ่งอุตลุดฉุดมือเณร หลวงชีหนีหลวงเถร ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน ความรู้ที่ได้รับ จากบทประพันธ์ได้รู้ถึงลักษณะการแต่งคำประพันธ์ที่ผู้แต่งใช้ ได้รู้ว่าผู้แต่งมีการใช้โวหารภาพพจน์เข้า มาใช้ในบท และยังได้เรียนรู้ถึงมาตราตัวสะกดที่ผู้แต่งใช้เป็นแบบสอนอ่านเขียนในบทประพันธ์ อีกทั้งยังได้ ความรู้จากข้อคิดต่างๆในเรื่อง เช่น การมีความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น ยานี ๑๑ ๏ ขึ้นกบจบแม่กด พระดาบสบูชากูณฑ์ ผาสุกรุกขมูล พูนสวัสดิ์สัตถาวร ๏ ระงับหลับเนตรนิ่ง เององค์อิงพิงสิงขร เหมือนกับหลับสนิทนอน สังวรศีลอภิญญาณ ๏ บำเพ็งเล็งเห็นจบ พื้นพิภพจบจักระวาฬ สวรรค์ชั้นวิมาน ท่านเห็นแจ้งแหล่งโลกา ๏ เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกเดือนปี
๑๓๕ ๏ วันนั้นครั้นดินไหว เกิดเหตุใหญ่ในปฐพี เล็งดูรู้คดี กาลกิณีสี่ประการ ๏ ประกอบชอบเป็นผิด กลับจริตผิดโบราณ สามัญอันธพาล ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์ ๏ ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน ส่อเสียดเบียดเบียนกัน ลอบฆ่าฟันคือตัณหา ๏ โลภลาภบาปบ่คิด โจทก์จับผิดริษยา อุระพสุธา ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง ๏ บรรดาสามัญสัตว์ เกิดวิบัติปัตติปาปัง ไตรยุคทุกขตะรัง สังวัจฉระอวสาน ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์นี้ถอดความได้ว่า ต่อมาจะเป็นตัวสะกดแม่กบและจบตัวสะกดแม่กด ซึ่งมีฤๅษีบูชาไฟ อยู่ตนหนึ่ง บำเพ็ญตนอยู่ในป่าอย่างสงบสุขมาช้านาน และได้หลับตาเอนตัวพิงกับต้นไม้เหมือนกำลังนอนหลับ อยู่ และท่านก็ได้ทำการบำเพ็ญศีลเข้าฌานอยู่บำเพ็ญจนรู้เห็นทั่วพื้นดิน ท้องฟ้าและจักรวาล ชั้นสวรรค์วิมาน ท่านก็รู้เห็นทั้งสิ้นทั่วโลก ท่านเข้าฌานเป็นเวลาแรมเดือนไม่ขยับเขยื้อนกาย จำศีลไม่กินอาหาร อยู่อย่างสงบ สุขมานับปี ในวันนั้นเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งเกิดเหตุใหญ่ทั่วทั้งแผนดิน ท่านจึงได้เล็งดูจากนิมิตจึงได้รู้ว่าเกิด เหตุกาลกิณีอยู่สี่อย่าง ดังนี้ อย่างที่หนึ่งเห็นผิดเป็นชอบ นั่นก็คือเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำผิด ประเพณีโบราณ และพวกนักเลงอันธพาลเกิดการเอารัดเอาเปรียบคนดี ประการที่สอง ลูกศิษย์คิดล้างครู นั้นก็ หมายถึง ลูกศิษย์ไม่รู้จักบุญคุณของผู้มีพระคุณอย่างครูบาอาจารย์ และยังเกิดการที่ลูกอกตัญญูต่อบิดามารดา ประการที่สามผู้คนพูดจาส่อเสียดกันและกันและยังเบียดเบียนเข่นฆ่าฟันกันเพื่อประโยชน์ส่วนตน ประการที่สี่ ผู้คนมีความโลภมาก เกิดการไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม ชอบจับผิดซึ่งกันและกัน จนทำให้พื้นดินเกิดความ ปั่นป่วน ท้องฟ้ามืดมัว กลุ่มสัตว์น้อยใหญ่เกิดความทุกข์ยากมากขึ้น ถึงเวลาที่จะเกิดการอวสานของแผ่นดิน คุณค่าด้านเนื้อหา ๑.ให้เห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมไทย ความเชื่อ และค่านิยมในการใช้ชีวิต ๑.๑ ความเชื่อเรื่องการนับถือฤๅษีในสังคมไทย คนไทยเราดูจะคุ้นกับฤๅษีอยู่มากโดยเฉพาะใน วรรณคดีต่างๆ ก็มักจะมีเรื่องของฤๅษีแทบทุกเรื่อง เพราะพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินจะต้องไปศึกษา
๑๓๖ เล่าเรียนกับฤๅษี และฤๅษีเป็นเจ้าพิธีการต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วตำราของวิชาการหลายสาขา เช่น ดนตรี แพทย์ ก็มีเรื่องของฤๅษีมาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ดังจะเห็นว่าพวกดนตรีและนาฏศิลป์เคารพบูชาฤๅษี แพทย์แผนโบราณ ก็มีรูปฤๅษีไว้บูชา ดังนี้เป็นต้น โดยตัวอย่างบทประพันธ์ดังนี้ ๏ ขึ้นกบจบแม่กด พระดาบสบูชากูณฑ์ ผาสุกรุกขมูล พูนสวัสดิ์สัตถาวร ๏ ระงับหลับเนตรนิ่ง เององค์อิงพิงสิงขร เหมือนกับหลับสนิทนอน สังวรศีลอภิญญาณ ๑.๒ ความเชื่อในเรื่องของบาปบุญคุณโทษ ซึ่งในบทประพันธ์ก็จะมีการประพฤติผิด หรือเกิด กาลกิณีขึ้นอยู่สี่ประการ คือ เห็นผิดเป็นชอบ อกตัญญู ฆ่าฟันข่มเหงรังแกกัน และเกิดความโลภมาก ซึ่งสิ่ง เหล่านี้เป็นเรื่องของบาปบุญคุณโทษที่ตัวละครไม่เกรงกลัวต่อบาป ดังบทประพันธ์นี้ ๏ ประกอบชอบเป็นผิด กลับจริตผิดโบราณ สามัญอันธพาล ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์ ๏ ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน ส่อเสียดเบียดเบียนกัน ลอบฆ่าฟันคือตัณหา ๏ โลภลาภบาปบ่คิด โจทก์จับผิดริษยา อุระพสุธา ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง ๑.๓ ความเชื่อในเรื่องการทำนายนิมิต ซึ่งในบทประพันธ์จะเห็นได้ว่ามีการทำนายนิมิตของฤๅษี ซึ่งเป็น ความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนที่ผู้แต่งได้สอดแทรกเอาไว้ และในปัจจุบันความเชื่อเรื่องของการทำนายยัง หลงเหลืออยู่ ดังบทประพันธ์ ๏ ขึ้นกบจบแม่กด พระดาบสบูชากูณฑ์ ผาสุกรุกขมูล พูนสวัสดิ์สัตถาวร ๏ ระงับหลับเนตรนิ่ง เององค์อิงพิงสิงขร เหมือนกับหลับสนิทนอน สังวรศีลอภิญญาณ ๏ บำเพ็งเล็งเห็นจบ พื้นพิภพจบจักระวาฬ สวรรค์ชั้นวิมาน ท่านเห็นแจ้งแหล่งโลกา
๑๓๗ ๒.ให้ข้อคิด คติธรรมการใช้ชีวิต ในเนื้อเรื่องก็จะเห็นได้ว่าตัวละครมีการทำผิด ผู้แต่งจึงสื่อให้เห็นว่าถ้าคนเราไม่เกรงกลัวต่อบาป ก็จะ เกิดแต่ความทุกข์ ความไม่เป็นสุขเหมือนกันในเนื้อเรื่อง ผู้แต่งจึงอยากเตือนใจให้ผู้อ่านเกิดความคิดและ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้อย่างแท้จริง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑.มีการเล่นเสียง ๑.๑ มีการเล่นเสียงสัมผัสสระและพยัญชนะในทุกวรรค เช่น ๏ ขึ้นกบจบแม่กด พระดาบสบูชากูณฑ์ ผาสุกรุกขมูล พูนสวัสดิ์สัตถาวร ๏ ระงับหลับเนตรนิ่ง เององค์อิงพิงสิงขร เหมือนกับหลับสนิทนอน สังวรศีลอภิญญาณ ๒.มีการใช้ถ้อยคำที่สวยงาม เช่น การใช้ถ้อยคำที่มาจากบทสวดหรือมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ทำให้เกิด ความสวยงามและความสละสลวยในบทประพันธ์ ตัวอย่างคำประพันธ์ เช่น ๏ บรรดาสามัญสัตว์ เกิดวิบัติปัตติปาปัง ไตรยุคทุกขตะรัง สังวัจฉระอวสาน ๓. การใช้โวหารภาพพจน์ ๓.๑ มีการใช้บรรยายโวหาร ซึ่งบรรยายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของพระราชาหรือเมืองสาวะ ถีที่เกิดเหตุการณ์กาลกิณีขึ้นสี่ประการ ดังต่อไปนี้ ๏ วันนั้นครั้นดินไหว เกิดเหตุใหญ่ในปฐพี เล็งดูรู้คดี กาลกิณีสี่ประการ ๏ ประกอบชอบเป็นผิด กลับจริตผิดโบราณ สามัญอันธพาล ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์ ๏ ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน ส่อเสียดเบียดเบียนกัน ลอบฆ่าฟันคือตัณหา ๏ โลภลาภบาปบ่คิด โจทก์จับผิดริษยา
๑๓๘ อุระพสุธา ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง ความรู้ที่ได้รับ จากบทประพันธ์ทำให้ได้ข้อคิดในการนำไปปรับใช้ในชีวิต คือ การไม่ประพฤติผิด การใช้ชีวิตอยู่บน พื้นฐานคุณธรรมจริยธรรม และยังสอนให้เราเกรงกลัวต่อบาป เป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ และ ไม่ใช้ชีวิตเบียดเบียนผู้อื่น เป็นคนที่มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งสุนทรภู่ยังได้สอดแทรกเนื้อหา มาตราตัวสะกดแม่กบ เพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาและได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่อง ฉะบัง ๑๖ ๏ ขึ้นกมสมเด็จจอมอารย์ เอ็นดูภูบาล ผู้ผ่านภาราสาวะถี ๏ ซื่อตรงหลงเล่ห์เสนี กลอกกลับอัปรีย์ บูรีจึงล่มจมไป ๏ ประโยชน์จะโปรดภูวไนย นิ่งนั่งตั้งใจ เลื่อมใสสำเร็จเมตตา ๏ เปล่งเสียงเพียงพิณอินทรา บอกข้อมรณา คงมาวันหนึ่งถึงตน ๏ เบียนเบียดเสียดส่อฉ้อฉล บาปกรรมนำตน ไปทนทุกข์นับกัปกัลป์ ๏ เมตตากรุณาสามัญ จะได้ไปสวรรค์ เป็นสุขทุกวันหรรษา ๏ สมบัติสัตว์มนุษย์ครุฑา กลอกกลับอัปรา เทวาสมบัติชัชวาล ๏ สุขเกษมเปรมปรีวิมาน อิ่มหนำสำราญ ศฤงคารห้อมล้อมพร้อมเพรียง ๏ กระจับปี่สีซอท่อเสียง ขับรำจำเรียง
๑๓๙ สำเนียงนางฟ้าน่าฟัง ๏ เดชะพระกุศลหนหลัง สิ่งใดใจหวัง ได้ดังมุ่งมาดปรารถนา ๏ จริงนะประสกสีกา สวดมนต์ภาวนา เบื้องหน้าจะได้ไปสวรรค์ ๏ จบเทศน์เสร็จคำรำพัน พระองค์ทรงธรรม์ ดันดั้นเมฆาคลาไคล ถอดคำประพันธ์ ขึ้นมาตราแม่กม พระฤๅษีได้รู้สึกเกิดความเอ็นดูพระราชาผู้ครองเมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นคนที่ซื่อตรงแต่ หลงในเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายของเหล่าเสนาอำมาตย์ที่ชั่วร้ายจึงเป็นเหตุทำให้บ้านเมืองล่มจม จึงคิดที่จะโปรด พระราชาให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในการบำเพ็ญตนให้สำเร็จ จึงได้บอกเล่าด้วยเสียงที่ไพเราะที่เหมือนกับ เสียงของเสียงพิณของพระอินทร์ว่า “คนเราวันหนึ่งเราต้องตาย การเบียดเบียนกันและกันมีแต่จะนำมาที่ทำให้ เกิดความทุกข์ ทำให้เป็นบาปติดตัวไปตลอด ความเมตตากรุณาจะทำให้คนเรานำไปสู่สรวงสวรรค์ ทำให้มี ความสุขทุกเมื่อทุกยาม สมบัติของสัตว์ มนุษย์ และครุฑ มีการกลับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่เหมือนสมบัติของ เหล่าเทพเทวดาที่มีความสุขอยู่ในวิมาน ที่อิ่มสำราญด้วยทรัพย์สมบัติต่างๆ พร้อมด้วยเครื่องดนตรี กระจับ ปี่ ซอ เล่นประสานสำเนียงกัน ดังไพเราะเหมือนกับมีนางฟ้ามาขับกล่อมในวิมาน ด้วยเดชบุญกุศลแต่ปางหลังทำ ให้ท่านสมหวังดังต้องการ เป็นความจริงตามนี้นะท่านญาติโยม ถ้าท่านสวดมนต์ภาวนาต่อไปจะได้ไปเกิดบน สรวงสวรรค์” เมื่อพระฤๅษีเทศนาจบแล้วพระราชาก็ได้หลุดพ้นจากความคิดที่มืดมนและมัวหมอง คุณค่าด้านเนื้อหา ๑.ให้เห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมไทย ความเชื่อ และค่านิยมในการใช้ชีวิต ๑.๑ ความเชื่อในเรื่องของตายไปจะได้ไปนรกหรือสวรรค์ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวปรากฏอยู่ในพุทธ ศาสนาอย่างชัดเจน เป็นความเชื่อที่ทำให้ผู้คนเกิดความเกรงกลัวต่อการทำบาป และยังเป็นการจัดระเบียบ สังคมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏในบทประพันธ์ที่ว่า ๏ เบียนเบียดเสียดส่อฉ้อฉล บาปกรรมนำตน ไปทนทุกข์นับกัปกัลป์ ๏ เมตตากรุณาสามัญ จะได้ไปสวรรค์
๑๔๐ เป็นสุขทุกวันหรรษา ๑.๒ วัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบไทยๆ ในบทประพันธ์จะกล่าวถึงเครื่องดนตรีที่มีในไทย และเป็น เอกลักษณ์ เป็นเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่ถ่ายทอดผ่านบทนิทานเนื่องนี้ เครื่องดนตรีที่ปรากฏ ได้แก่ กระจับ ปี่ ซอ ดังบทประพันธ์ข้างต้น ๏ กระจับปี่สีซอท่อเสียง ขับรำจำเรียง สำเนียงนางฟ้าน่าฟัง ๑.๓ ความเชื่อในเรื่องเทวดา ซึ่งความเชื่อนี้อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนว่า มีเทพเทวดาอยู่บนสวรรค์ ดังบทประพันธ์นี้ ๏ สมบัติสัตว์มนุษย์ครุฑา กลอกกลับอัปรา เทวาสมบัติชัชวาล ๑.๔ สัจธรรมในชีวิต ซึ่งบทประพันธ์ได้กล่าวถึงคนทุกคนจะต้องมีการเกิดขึ้น และดับสูญไป หรือการ เกิด แก่ เจ็บ และตาย ซึ่งเป็นสัจธรรมในชีวิตมนุษย์ทุกคน ๒.ให้เห็นถึงความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ๒.๑ อย่าเป็นคนหูเบา ให้คิดไตร่ตรองดีๆก่อนจะหลงเชื่อคำพูดใคร ๒.๒ มีเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกด้วยกัน ๒.๓ ไม่เบียดเบียนกันและกัน และหมั่นทำแต่ความดี คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑.โวหารภาพพจน์ ๑.๑ มีการใช้บรรยายโวหาร ทำให้เห็นลำดับเหตุการณ์ต่างๆที่ชัดเจนทำให้ผู้อ่านได้เราความรู้และ ความเข้าใจ ๑.๒ มีการใช้เทศนาโวหาร พระฤๅษีได้ทำการเทศนาโปรดทั้งสองพระองค์ให้รักษาศีลธรรม ยึดมั่นใน การเป็นคนดีแล้วจะได้ไปสวรรค์ ดังบทประพันธ์ข้างต้นที่มีเนื้อหาที่ฤๅษีเทศนาโปรดทั้งสอง ๏ เบียนเบียดเสียดส่อฉ้อฉล บาปกรรมนำตน ไปทนทุกข์นับกัปกัลป์ ๏ เมตตากรุณาสามัญ จะได้ไปสวรรค์ เป็นสุขทุกวันหรรษา
๑๔๑ ๒.การเล่นคำ บทประพันธ์ทั้งหมดในเรื่องกาพย์พระไชยสุริยามีการเล่นเสียงสัมผัสสระและการเล่นเสียงสัมผัส พยัญชนะ เพื่อความไพเราะของบทประพันธ์ ความรู้ที่ได้รับ จากบทประพันธ์ทำให้ได้ข้อคิดในเรื่องของการใช้ชีวิตที่อยู่บนศีลธรรมอันดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีความ เมตตากรุณาซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันยามลำบาก ดังบทประพันธ์ที่ฤๅษีได้มีการเทศโปรด พระราชาและราชินี และยังได้เรียนรู้มาตราตัวสะกดแม่กมที่ผู้แต่งได้มีการสอดแทรกในเนื้อหา และได้ความ เพลินเพลินจากการอ่าน ฉะบัง ๑๖ ๏ ขึ้นเกยเลยกล่าวท้าวไท ฟังธรรมน้ำใจ เลื่อมใสศรัทธากล้าหาญ ๏ เห็นภัยในขันธสันดาน ตัดห่วงบ่วงมาร สำราญสำเร็จเมตตา ๏ สององค์ทรงหนังพยัคฆา จัดจีบกลีบชฎา รักษาศีลถือฤๅษี ๏ เช้าค่ำทำกิจพิธี กองกูณฑ์อัคคี เป็นที่บูชาถาวร ๏ ปฐพีเป็นที่บรรจถรณ์ เอนองค์ลงนอน เหนือขอนเขนยเกยเศียร ๏ ค่ำเช้าเอากราดกวาดเตียน เหนื่อยยากพากเพียร เรียนธรรมบำเพ็ญเคร่งครัน ๏ สำเร็จเสร็จได้ไปสวรรค์ เสวยสุขทุกวัน นานนับกัปกัลป์พุทธันดร ๏ ภุมราการุญสุนทร ไว้หวังสั่งสอน เด็กอ่อนอันเยาว์เล่าเรียน ๏ ก ข ก กา ว่าเวียน หนูน้อยค่อยเพียร
๑๔๒ อ่านเขียนผสมกมเกย ๏ ระวังตัวกลัวครูหนูเอ๋ย ไม้เรียวเจียวเหวย กูเคยเข็ดหลาบขวาบเขวียว ๏ หันหวดปวดแสบแปลบเสียว หยิกซ้ำช้ำเขียว อย่าเที่ยวเล่นหลงจงจำ ๏ บอกไว้ให้ทราบบาปกรรม เรียงเรียบเทียบทำ แนะนำให้เจ้าเอาบุญ ๏ เดชะพระมหาการุญ ใครเห็นเป็นคุณ แบ่งบุญให้เราเจ้าเอย ฯ. ถอดคำประพันธ์ จากบทประพันธ์ความความได้ว่า ขึ้นมาตราตัวสะกดแม่เกย กล่าวถึงพระราชาเมื่อได้ฟังธรรมคำสั่ง สอนจากพระฤๅษีแล้ว จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจากการฟังธรรม ซึ่งตัวพระราชาได้เห็นเหตุที่เกิดจากนิสัย ของมนุษย์ทั้งปวง จึงได้ตัดขาดจากบ่วงความทุกข์และได้เกิดความสุขจากการเมตตา ทั้งสองพระองค์ทรงสวม ชุดหนังเสือในป่า จัดเก็บเครื่องแต่งกายเดิม และได้ถือศีลเป็นฤๅษี ทั้งเช้าทั้งค่ำพระองค์ทั้งสองได้ทำพิธีบูชาไฟ พระองค์ทั้งสองได้ใช้ที่นอนเป็นพื้น ใช้หมอนเป็นขอนไม้ ทั้งเช้าค่ำแม้ลำบากเพียงใดพระองค์ก็พากเพียรธรรม แบบเคร่งครัด จนได้ลุล่วงสำเร็จจนได้เสวยสุขอยู่สรวงสวรรค์ตลอดไป สุดท้ายนี้กวีขอเล่าถึงกาพย์พระไชย สุริยาที่ตั้งใจให้เป็นตำราอ่านเขียนสำหรับเด็ก และอยากให้เด็กๆตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พร้อมทั้งเกรงกลัวครู อาจารย์เพราะจะโดนตีเอาได้ง่ายๆ และยังแนะนำในเรื่องบาปบุญคุณโทษ แนะนำให้ทะความดี และทั้งท้ายว่า ใครได้เห็นหรืออ่านเรื่องนี้และเห็นว่าเกิดประโยชน์ก็ขอให้แบ่งบุญกุศลจากการอ่านให้กวีด้วย คุณค่าด้านเนื้อหา ๑.ให้ความรู้ตามจุดประสงค์ของผู้แต่ง แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นแบบสอนอ่านและเขียนสะกดคำในมาตราต่าง ๆ โดยเรียงตามลำดับมาตราตัวสะกด และมีการผูกให้เป็นเรื่องราว เพื่อให้เด็กสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการอ่านและการเล่าเรียน ดังบทประพันธ์ตอนหนึ่ง ความว่า ๏ ภุมราการุญสุนทร ไว้หวังสั่งสอน เด็กอ่อนอันเยาว์เล่าเรียน
๑๔๓ ๏ ก ข ก กา ว่าเวียน หนูน้อยค่อยเพียร อ่านเขียนผสมกมเกย ๒.ความเชื่อในเองการทำดีได้ดี ซึ่งจากบทประพันธ์พระราชาได้มีการรักษาศีลและได้เกิดการหลุดจากบ่วงกรรม ทั้งปวงทำให้พระราชาได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ ดังบทประพันธ์ ๏ ค่ำเช้าเอากราดกวาดเตียน เหนื่อยยากพากเพียร เรียนธรรมบำเพ็ญเคร่งครัน ๏ สำเร็จเสร็จได้ไปสวรรค์ เสวยสุขทุกวัน นานนับกัปกัลป์พุทธันดร คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑.มีการเล่นเสียงสัมผัสทั้งสัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะ โดยผู้แต่งได้สอดแทรกการเล่นเสียงสัมผัสเข้ามา เพื่อที่จะให้บทประพันธ์เกิดความสวยงาม และไพเราะมากยิ่งขึ้น ๒.มีการใช้คำง่ายในการประพันธ์เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น ๏ ก ข ก กา ว่าเวียน หนูน้อยค่อยเพียร อ่านเขียนผสมกมเกย ๓.มีการใช้บรรยายโวหารเข้ามาในบทประพันธ์ โดยเล่าเรื่องราวเป็นลำดับขั้นตอนมาเรื่อยๆจนถึงตอนจบ และ จบท้ายด้วยการทิ้งท้ายให้ผู้อ่านฝึกอ่านฝึกเขียนมาตราตัวสะกดต่างๆ ความรู้ที่ได้รับ ได้ข้อคิดในการไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันว่า การทำความดีย่อมได้สิ่งที่ดีๆตอบแทน และได้ความรู้ จากการเรียนรู้มาตราตัวสะกดผ่านการเล่านิทานแบบกาพย์ และยังได้ข้อคิดในการฝึกอดทน ทำสิ่งที่ตั้งไว้ให้ สำเร็จ เหมือนกับที่พระไชยสุริยาตั้งใจถือศีลจนสำเร็จ โครงเรื่อง โครงเรื่อง เป็นการลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง เหตุการณ์เหล่านั้นต้องมีความต่อเนื่องรวมถึงบทบาท ทั้งหมดของตัวละครที่แสดงออกในเรื่อง ให้เราเข้าใจบทบาทของตัวละครได้ ด้วยคำพูด ความคิดของตัวละคร นั้น ๆ การสนทนาความคิดของตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง ถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่ง การบ่งลักษณะนิสัยใจคอของตัว ละครไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม เป็นส่วนสำคัญของโครงเรื่อง โครงเรื่องเกิดขึ้นได้เพราะตัวละคร โครงเรื่องกับตัว ละครจึงแยกกันไม่ออก โครงเรื่องแสดงแนวคิดของเรื่องให้ผู้อ่านเข้าใจได้
๑๔๔ ส่วนประกอบของโครงเรื่อง โคลงเรื่องแบ่งออกเป็น ๓ ตอนดังนี้ ๑. การเปิดเรื่อง เป็นการเริ่มเรื่อเรื่องจากการเล่าถึงมาตราตัวสะกดตัวแรก คือ มาตราแม่ ก กา โดยผ่านการ เล่าเรื่องที่แต่งขึ้นโดยผูกเป็นนิทาน ผ่านลักษณะคำประพันธ์แบบกาพย์ ซึ่งเล่าเหตุการณ์แบบเลียงตามมาตรา ตัวสะกด ๒. การดำเนินเรื่อง เป็นการดำเนินเรื่องจากมาตราตัวสะกดตัวแรก ซึ่งเป็นแม่ ก กา และดำเนินเหตุการณ์ไป เรื่อยๆตามแบบฉบับนิทาน มีจุดหักมุม หรือจุดขัดแย้งปะปนกันไป โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญคือ การที่มนุษย์ ไม่อยู่ในศีลธรรม และดำเนินมาถึงการคลี่คลายหรือแก้ไขปัญหา ๓. การปิดเรื่อง จากเรื่องกาพย์พระไชยสุริยาจะมีการดำเนินเรื่องตามมาตราตัวสะกดแม่ ก กา แม่กน แม่กง แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กม และแม่เกย ซึ่งการจบเรื่องจะไปจบที่แม่เกย และมีเนื้อหาแบบการจบแบบมี ความสุขหรือการปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม โดยในเรื่องพระไชยสุริยาได้บำเพ็ญเพียรสำเร็จและได้ไปอยู่บน สรวงสวรรค์ แก่นเรื่อง/แนวคิด กาพย์พระไชยสุริยาเรื่องนี้ สุนทรภู่แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นแบบสอนอ่านและเขียนสะกดคำในมาตราต่าง ๆ โดยเรียงตามลำดับมาตราตัวสะกด และมีการผูกให้เป็นเรื่องราวในแบบฉบับของนิทาน เพื่อให้เด็กสนุกสนาน เพลิดเพลินไปกับการอ่านและการเล่าเรียน โดยเนื้อหาจะสอดแทรกในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปด้วย ดังบทประพันธ์ตอนหนึ่ง ความว่า ๏ ภุมราการุญสุนทร ไว้หวังสั่งสอน เด็กอ่อนอันเยาว์เล่าเรียน ๏ ก ข ก กา ว่าเวียน หนูน้อยค่อยเพียร อ่านเขียนผสมกมเกย แนวคิดของเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา คือ ธรรมะมีความสำคัญต่อสังคมบ้านเมืองจะล่มจมวิบัติ ถ้า คนที่ปฏิบัติหน้าที่หลักในสังคมเสื่อมศีลธรรม โดยในเรื่องจะมีเนื้อเรื่องที่บ่งบอกแนวคิดเรื่องศีลธรรมอย่าง ชัดเจน ให้ผู้คนที่เข้ามาศึกษาได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวละคร ตัวละครในเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครสมมติที่สุนทรภู่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อให้ เนื้อหาของการสอนเกี่ยวกับการสะกดคำในมาตราต่างๆมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อที่จะดึงดูดให้เยาวชนมีความ