The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารการวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อรนภา มาแก้ว, 2024-06-18 09:24:46

เอกสารการวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑

เอกสารการวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑

๑๔๕ สนใจและเพลิดเพลินไปกับการเรียนไม่เกิดการเบื่อหน่าย และตัวละครหลักในเรื่องเป็นตัวละครแบบตัวกลม ที่ มีความซับซ้อนต่างๆ มีความเป็นมนุษย์ทั้งด้านดีและด้านร้าย ฉาก จะเห็นได้ว่าในแต่ละสถานที่สุนทรภู่ได้มีการสอดแทรกในด้านวรรณศิลป์เข้ามาอย่างชัดเจน เช่น บท บรรยายธรรมชาติในป่าได้มีการใช้สัทพจน์ให้เห็นภาพอย่างชัดเจน อีกทั้งในทุกๆฉาก ยังมีการสอดแทรกคติ ธรรม ความเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับเนื้อหา และเมื่ออ่านแล้วก็จะได้เรียนรู้เรื่องคำประพันธ์อีกด้วย ซึ่งฉาก ในเรื่องนี้มีฉากหลักๆอยู่สี่ฉากคือ ในเมืองสาวะถี ในป่า มหาสมุทร และอาศรมของฤๅษี บรรยากาศในเรื่องก็จะ มีการบรรยายบรรยากาศที่ชัดเจนและทำให้ผู้อ่านเห็นภาพตาม ความรู้ที่ได้รับ กาพย์พระไชยสุริยา นอกจากจะมีการที่ใช้เป็นแบบเรียนมาตราตัวสะกดในมาตราต่างๆ ยังเป็น เรื่องราวที่สะท้อนคติธรรมต่างๆในเรื่องของการทำดี การประพฤติตนอยู่ในศีล และการรับผิดชอบนั้น ยังถือได้ ว่าเป็นวรรณคดีคำสอนที่มีคุณค่า ให้ความเพลิดเพลิน ความรู้ และสิ่งต่างๆที่สามารถนำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวันให้อยู่บนพื้นฐานของการเป็นคนดีทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อีกด้วย


๑๔๖ ๔.๓ คำศัพท์ท้ายบท คำศัพท์ ความหมาย กระจับปี่ พิณสี่สาย กระโห้ ชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง หัวโตเกล็ดใหญ่ ลำตัวด้านหลัง สีเทาดำ หางและครีบ สีคล้ำ กร่าง ชื่อต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง เปลือก เรียบสีเทา ใบกว้างหนา กะลาง ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวขนาดนกเอี้ยง กะลิ ชื่อ นกปากงุ้มเป็นขอชนิดหนึ่ง หัวสีเทา ตัวสีเขียว ปากแดง หางยาว กังสดาล ระฆังวงเดือน กัปกัลป์ กัป หมายถึง ระยะเวลาอันนานเหลือเกินบางทีใช้คู่กับ คำว่ากัลป์ เป็น กัปกัลป์ กามา ความใคร่ ความใคร่ในทางเมถุน กาลกิณี เสนียดจัญไร ลักษณะที่อัปมงคล กุมารา เด็กๆทั้งหลาย กูณฑ์ ไฟ ไกร เกิน กล้า เก่ง ขอสมา ขอโทษ ขออภัย ขันธสันดาน อุปนิสัยที่มีมาแต่กำเนิดในตัวของตนเอง ขื่อคา เครื่องจองจำนักโทษ เขนย หมอน คดี เรื่อง ครั่ง ชื่อเพลี้ยหอยชนิดหนึ่ง ครุฑา สัตว์ในวรรณคดี คอโค คนอินเดีย ค้อนทอง ชื่อนกชนิดหนึ่ง คับทรง ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง ค่าง ชื่อลิงชนิดหนึ่ง คีรี ภูเขา จอง มั่นหมายไว้


๑๔๗ จักรวาล ปริมณฑล ฉ้อ ขี้โกง เฉโก ฉลาดแกมโกง ช้องนาง ชื่อพุ่มไม้ชนิดหนึ่ง ชี นักบวชหญิงที่นุ่งขาวห่มขาว ตรีชา ความหมายตามบริบท หมายถึง ติเตียน ตะรัง ตั้น ตะบึงไป ตะลิงปลิง ชื่อไม้ต้นชนิดหนึ่ง ตัณหา ความทะยานอยาก ไตรยุค ไตรดายุค ไตรสรณา ที่พึ่งทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถือน้ำ พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นการดื่มน้ำ สาบานถวายพระเจ้าแผ่นดิน เถื่อน ป่า ทุกข ความทุกข์ เทวาสมบัติ สมบัติในสวรรค์ ธรณี ดิน แผ่นดิน นัยนา ดวงตา บรรจถรณ์ ที่นอน บา ครู อาจารย์ บาลี ภาษาบาลี ประเวณี การประพฤติผิดเมียผู้อื่น ประสกสีกา ชายหญิงที่นับถือพระพุทธศาสนา ปัตติ ส่วนบุญ ปาปัง บาป พระดาบส ผู้บำเพ็ญตบะ พญาสำภาที พญานกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ พระแสง อาวุธ หรือ เครื่องใช้มีคมที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ สอย ไพชยนต์สถาน ชื่อรถและวิมานของพระอินทร์


๑๔๘ ภาษาไสย ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนตร์คาถา ภุมรา แมลงภู่ ผึ้ง(หมายถึงตัวสุนทรภู่) เภตรา เรือ มรคา ทาง โมทนา บันเทิง ยินดี ยอแสง อาการที่พระอาทิตย์อ่อนแสงสล เยาวนารี สาวรุ่นๆ โยโส โหยกเหยก รัญจวน ป่วนใจ ราศี กอง หมู่ รูกขมูล โคนต้นไม้ โลโภ ความโลภ วิบัติ พิบัติ ความฉิบหาย สะธุสะ คำเพื่อขอความสวัสดิมงคล สังวัจฉระ ปี สัตถาวร แผลงมาจากคำว่า ถาวร แปลว่า ยั่งยืน สุภา ตุลาการ เหล่าเมธา หมายถึงบรรดานักปราชญ์ อภิญญาณ ความรู้ยิ่งมี ๖ อย่างคือ ๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒. ทิพยโสด มีหูทิพย์ ๓.เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจ ผู้อื่น ๔.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕.ทิพย จักขุ มีตาทิพย์ ๖.อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะ อะโข มากหลาย อัชฌาสัย กิรียาดี นิสัยใจคอ อัปรา ใช้เป็นคำนำหน้าคำศัพท์ที่มาจากบาลี แปลว่า ไปจาก ปราศจาก อัสดง ตกไป พระอาทิตย์ตก อาญา อำนาจ โทษ อารย์ เจริญ


๑๔๙ ๔.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๔.๑ คำถามประจำหน่วยการเรียนรู้ ๑. นักเรียนคิดว่าการนำนิทานมาเป็นแบบเรียนมีผลดีหรือไม่ อย่างไร สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๑ วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านพร้อมยกเหตุผลประกอบ ๒. การประพฤติมิชอบของบรรดาเสนาอำมาตย์ในเมืองสาวัตถีมีผลต่อบ้านเมืองอย่างไรบ้าง สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๔ สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๓. กาพย์เรื่องพระไชยสุริยากล่าวถึงตัวสะกดมาตราใดบ้าง ยกตัวอย่างตัวสะกดมาตราละ ๑ บท สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๑ วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านพร้อมยกเหตุผลประกอบ ๔.๒ กิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้ กิจกรรมที่ ๑ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มตามความเหมาะสม วาดภาพประกอบจากนิทานเรื่องพระไชยสุริยา กลุ่มละ ๑-๒ ภาพ ระบายสีให้สวยงาม ติดป้ายนิเทศในห้องเรียน สอดคล้องกับ สมรรถนะความสามารถในด้านการคิด กิจกรรมที่ ๒ อ่านทำนองเสนาะกาพย์พระไชยสุริยาเป็นรายบุคคล เลือกท่องจำคนละ ๑ มาตรา จำนวน ๓ บท หลังจากนั้นอ่านทำนองเสนาะพร้อมกันทั้งชั้นเรียน สอดคล้องกับ สมรรถนะความสามารถในการสื่อสาร กิจกรรมที่ ๓ ศึกษาค้นคว้าลักษณะของพรรณไม้และสัตว์ป่าที่ปรากฏในกาพย์เรื่องพระไชยสุริยา พร้อม ภาพประกอบ คัดเลือกมา คนละ ๕ ชนิด จัดทำเป็นรูปเล่มให้สวยงาม สอดคล้องกับ สมรรถนะความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต


๑๕๐ บทที่ ๕ ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ๕.๑.ส่วนนำ ราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสามีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำสงครามระหว่างพม่ากับมอญ เดิมต้นฉบับ เป็นภาษามอญ พระเจ้ากรุงต้าฉิงแห่งประเทศจีน ยกทัพมาล้อมกรุงอังวะ ต้องการให้พระเจ้ามณเฑียรทอง ออกไปถวายบังคม และขอให้ส่งทหารออกมาขี่ม้ารำทวนต่อสู้กันตัวต่อตัวกับกามะนีทหารเอกของเมืองจีนถ้า ฝ่ายกรุงรัตนบุระอังวะแพ้ต้องยกเมืองให้ฝ่ายจีน แต่ถ้าฝ่ายจีนแพ้จะยกทัพกลับทันทีพระเจ้ากรุงอังวะประกาศ หาผู้ที่จะอาสาออกไปรบกับกามะนี ถ้าสามารถรบชนะกามะนีทหารเอกของเมืองจีนโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น พระมหาอุปราชและแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่ง เมื่อสมิงพระรามทราบข่าว ก็คิดตึกตรองว่า หากจีนชนะศึกครั้งนี้ จีน คงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีของตนต่อไปแน่ ควรคิดป้องกันไว้ก่อนจึงอาสาออกรบ แม้แรกๆ จะเกรงว่าการ อาสารบนี้จะเป็น "หาบสองบ่า อาสาสองเจ้า"ก็ตาม โดยขอพระราชทานม้าดีตัวหนึ่ง และได้เลือกม้าของหญิง ม้าย สมิงพระรามนำม้าออกไปฝึกหัด ให้รู้จักทำนองรบรับจนคล่องแคล่วสันทัดดี พร้อมทั้งทูลขอ ขอเหล็กและ ตะกรวยผูกข้างม้าในระหว่างการรบ สมิงพระรามเห็นว่า กามะนีมีความชำนาญด้านการรบเพลงทวนมาก และ ยังสวมหุ้มเกราะไว้แน่นหนา สมิงพระรามจึงใช้อุบายว่าให้แต่ละฝ่ายแสดงท่ารำให้อีกฝ่ายรำตามก่อนที่จะต่อสู้ กัน ทั้งนี้เพื่อจะคอยหาช่องทางที่จะแทงทวนให้ถูกตัวกามะนีได้ เมื่อได้หลอกล่อให้กามะนีรำตามในท่าต่าง ๆ จึงได้ช่องใต้รักแร้กับบริเวณเกราะซ้อนท้ายหมวกที่เปิดออกได้ สมิงพระรามจึงหยุดรำให้ต่อสู่กันโดยทำทีว่าสู้ ไม่ได้ ขับม้าหนีของกามะนีเหนื่อย เมื่อได้ทีก็สอดทวนแทงซอกใต้รักแร้ แล้วฟันย้อนกลีบเกราะตัดศีรษะของกา มะนีขาด แล้วเอาขอเหล็กสับใส่ตะกรวยโดยไม่ให้ตกดิน นำมาถวายพระเจ้ามณเฑียรทองเมื่อฝ่ายจีนแพ้ พระ เจ้ากรุงจีนก็สั่งให้ยกทัพกลับตามสัญญา พระเจ้ามณเฑียรทองพระราชทานตำแหน่งมหาอุปราชและพระราช ธิดา ให้เป็นบาทบริจาริกาแก่สมิงพระรามตามที่ได้รับสั่งไว้ ๕.๑.๑ ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่องราชาธิราช ตอนสมิงพระรามอาสา ราชา คือ พระเจ้าแผ่นดิน, ผู้ปกครองแผ่นดิน, พระมหากษัตริย์ ราชาธิราช คือ ราชาผู้เป็นใหญ่กว่าพระราชาทั้งปวง ชื่อเรื่องบอกเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างพระราชาของทั้งสองเเผ่นดิน บท


๑๕๑ ๕.๑.๒.ภาพประจำบท จากภาพประจำบท สื่อให้เห็นถึงการต่อสู้รบกันระหว่างราชาทั้งสองเมืองพม่ากับมอญ ๕.๑.๓ ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง(หน) เจ้าพระยาพระคลัง เป็นกวีเอกคนสำคัญในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ นามเดิมว่า หน ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวี ฝีปากเอกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น งานประพันธ์มีสำนวนโวหารไพเราะจับใจ มีทุกประเภททั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ตลอดจนร้อยกรอง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นผู้แปล พงศาวดารจีน เรื่องสามก๊ก ออกเป็นบทประพันธ์ร้อยแก้วซึ่งมีผู้รู้จักกันแพร่หลาย และได้รับการยกย่องจาก วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดของความเรียงร้อยแก้วที่เป็นเรื่องนิทาน ๕.๑.๔ ความเป็นมา ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เป็นหนังสือที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้พระยาพระคลัง (หน) พระยาอินทรอัคคราช พระภิรมรัศมี และพระศรีภูริปรีชา ช่วยกันแต่งขึ้น เป็นบทร้อยแก้ว โดยมีพระราชประสงค์ให้แต่งเพื่อเป็นหนังสือสำหรับบำรุงสติปัญญาของพระบรมวงศานุวงศ์ และ ข้าราชบริพาร มีเนื้อหาสาระและส่วนประกอบปลีกย่อยมาจากมหายุทธสงครามในพระราชพงศาวดาร รามัญ (มอญ) แปลจากภาษารามัญเป็นภาษาสยาม นิยมอ่านเพื่อเป็นความรู้ทางด้านกลอุบายทางการเมือง วิสัยของ มนุษย์ เรื่องราวทางศีลธรรมและการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา และมีสำนวนโวหารไพเราะโดดเด่น และให้คติสอนใจเป็นอย่างดี


๑๕๒ ๕.๑.๕ ลักษณะการประพันธ์ ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เป็นเรื่องแปลและเรียบเรียงเป็นร้อยแก้ว ใช้ประโยคที่มีขนาดสั้น ยาว ได้จังหวะ มีคารมคมคาย ใช้โวหารต่าง ๆ ได้อย่างจับใจ และมีกลวิธีในการดำเนินเรื่องแบบเล่าเรื่องไป เรื่อย ๆ ลักษณะแบบนิทาน ๕.๑.๖ รูปแบบวรรณคดี ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เป็นวรรณคดีประเภทบันเทิงคดี คือ วรรณกรรมที่มุ่งหึความ เพลิดเพลินแก่ผู้อ่านเป็นประการสำคัญ และให้ข้อคิดคำสอน แก่ผู้อ่านเป็นวัตถุประสงค์รอง ดังที่ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรร (๒๕๑๘;๙) กล่าวว่า บันเทิงคดี เป็นวรรณกรรมที่ผู้ประพันธ์มีจุดประสงค์ที่ให้ความเพลิดเพลิน แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าบันเทิงคดีเป็นวรรณกรรมที่ไร้สาระ บันเทิงคดีอาจมีสาระในด้านปรัชญา ด้านความ เข้าใจการเมือง หรือประวัติศาสตร์ดีกว่าหนังสือสารคดีบางเรื่องก็ได้ วรรณกรรม ประเภทนี้ผู้ประพันธ์มุ่งหมาย ให้ความบันเทิง ต้องกระทบอารมณ์ผู้อ่าน มิใช่สำหรับให้ผู้อ่านได้ความรู้หรือความคิดเห็น ๕.๒ วิเคราะห์วรรณกรรมที่ปรากฏในบทเรียน ๕.๒.๑ วิเคราะห์ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เรื่องราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำสงครามระหว่างพม่ากับมอญ มี ข้อคิดเตือนใจ ให้คำสอน ให้แก่ผู้อ่าน เนื้อเรื่องเมื่อพระเจ้าราชาธิราชขึ้นครองกรุงหงสาวดีได้ทำสงครามกับ พระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวา แห่งกรุงรัตนบุระอังวะ(หรือกรุงอังวะนั่นเอง) จากสาเหตุเมืองพะสิมแข็งเมือง ไม่ยอม ขึ้นต่อพระเจ้าราชาธิราช พระเจ้าราชาธิราชจึงยกทัพไปปราบ เจ้าเมืองพะสิมหนีไปพึ่งเจ้าเมืองทรางทวย(อ่าน ว่า ซาง-ทวย) เจ้าเมืองทรางทวยจับเจ้าเมืองพะสิมส่งไปถวายพระเจ้าราชาธิราช พระเจ้าราชาธิราชทรงให้ ประหารเจ้าเมืองพะสิม พระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวาจึงหาหตุตีกรุงหงสาวดีเพราะต้องการแผ่พระราชอำนาจ แต่ กองทพของพระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะวา ถูกกองทัพพระเจ้าราชาธิราชตีแตกกลับไป เป็นเหตุให้พระเจ้าฝรั่งมังศรีฉะ วาทรงอัปยศอดสูจนทรงพระประชวรและเสด็จ สวรรคต พระราชโอรสขึ้นครองราชย์ต่อมา ทรงพระนามว่าพ เจ้าฝรั่งมังฆ้อง หรือพระเจ้ามณเฑียรทอง พระเจ้าราชาธิราชกับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ได้ทำสงครามกันต่อมา ครั้งหนึ่ง มังรายกะยอฉะวา(พระราชโอรสของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง) ยกทัพมาตีเมืองหงสาวดีครั้งนั้นสมิง พระราม ทหารมอญผู้มีฝีมือในการรบเป็นเยี่ยม มีความองอาจเข้มแข็ง บังคับช้าง,ม้า ได้ชำนาญ ได้ชี่ช้างพลาย ประกายมาศ ออกทำสงคราม ช้างพลายประกายมาศตกหล่ม มังรายกะยอฉะวาจึงจับสมิงพระรามได้และ นำไปจองจำไว้ในกรุงอังวะในฐานะเชลย


๑๕๓ ๕.๒.๒ ๑.คุณค่าด้านเนื้อหา “ขณะเมื่อสมิงพระรามรำตามกันนั้น พระเจ้ากรุงต้าฉิงและพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องทอดพระเนตรเห็น ทหารเอกทั้งสอง รำเยื้องกรายตามขบวนเพลงทวน ดูท่าทีรับรองว่องไวนัก งามเป็นอัศจรรย์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย เปรียบประดุจได้เห็นเทพยดาและพิทธยาธรอันรำณรงค์ประลองกันในกลางสนาม” วิเคราะห์เนื้อหา ; กวีใช้ความเปรียบ เพื่อสื่ออารมณ์ความรู้สึก ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ ดังในตอนที่สมิง พระราม และกามะนีรำเพลงทวนร่วมกันอยู่นั้น กวีใช้ความเปรียบว่า “เปรียบประดุจได้เห็นเทพยดาและ พิทธยาธรอันรำณรงค์ประลองกันในกลางสนาม” ซึ่งเปรียบเทียบการร่ายรำของทหารเอกทั้งสองคนว่า เหมือนกับเทพบนสรวงสวรรค์ที่มากฝีมือมาร่ายรำให้ดูกลางสนาม โครงเรื่อง โครงเรื่อง คือ เค้าโครงหรือลำดับเหตุการณ์ที่ผู้แต่งกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะเขียนเรื่องให้ ดำเนินไปอย่างไร โดยนำเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์มาเรียงต่อกัน ซึ่งแต่ละเหตุการณ์จะต้องเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล นั่นคือ เหตุการณ์หนึ่งจะต้องส่งผลกระทบให้เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งตามมา และต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่จนกว่าเรื่องนั้นจะจบลง ส่วนประกอบของโครงเรื่อง โครงเรื่องอาจแยกออกได้เป็น ๓ ตอน ดังนี้ ๑. การเปิดเรื่อง เป็นการอธิบายถึงตัวละคร ถ่ายทอดผ่านการบรรยาย ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องแบบค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ๒. การดำเนินเรื่อง เป็นการดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ จนเข้าถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดขัดแย้ง ความขัดแย้ง ทั้งหมดจะเป็นความ ขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ๓. การปิดเรื่อง การปิดเรื่องแบบสุขนาฎกรรม แก่นเรื่อง/แนวคิด ๑. ปัญหาย่อมนำมาสู่ความสำเร็จ แนวคิดที่สำคัญของเรื่อง คือคุณค่าของสติปัญญาเพราะ ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ด้วยสติปัญญาและฝีมือ ๒. การรักษาคำสัตย์ย่อมเป็นที่สรรเสริญ


๑๕๔ ตัวละคร ตัวละคร คือ บุคคลที่ผู้แต่งสมมติขึ้นมาเพื่อให้กระทำพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในท้องเรื่องหรือเป็นผู้ที่ ได้รับผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามโครงเรื่อง ตัวละครอาจจะเป็นคนหรือเทียบเท่าคนก็ได้ นักเขียนบางคนนำ สัตว์ ต้นไม้ วัตถุ ฯลฯ มาเป็นตัวละคร โดยให้คิดและกระทำอย่างคน สมิงพระราม - เป็นคนซื่อสัตย์ กตัญญูรู้คุณ รักชาติ เสียสละเพื่อประเทศ พูดคำไหนคำนั้น กามะนี - เป็นผู้เก่งกาจ มีความสามารถในการรำทวน ไม่มีใครสู้ได้ จึงเปรียบเสมือนเทพยดา แต่ถูกจบ ชีวิตเพราะหลงกลของสมิงพระราม พระเจ้ากรุงจีน - เป็นกษัตริย์เมื่อตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง - ไม่รักษาคำพูด ไม่คิดก่อนพูด เพียงแค่พลั้งปากไปนิดเดียว ก็เสียคนสำคัญอย่าง สมิงพระรามไป ฉาก ยุวพาส์ (ประทีปะเสน) ชัยศิลป์วัฒนา (๒๕๔๔, หน้า ๑๔๑) กล่าวไว้ว่า ฉาก คือ เวลาและสถานที่ของ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ซึ่งรวมทั้งสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากเรื่องจะเห็นได้ว่าเรื่องเป็นการทำสงครามสู้รบยกทัพระหว่างเมือง มีการต่อสู้กัน ยกทัพมาตีเมือง มีการใช้กลอุบายการรำเพื่อหลอกล่อก่อนที่จะต่อสู้ ความรู้ที่ได้รับ ๑. คนดีมีความสามารถแม้อยู่ในเมืองศัตรูก็ยังมีคนเชิดชูได้เสมอ ๒. ผู้เป็นกษัตริย์ย่อถือความสัตย์เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด ๓. ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย เช่น กามะนี ๔. ผู้ที่ทำกิจโดยอาศัยปฏิภาณไหวพริบและความสามารถเฉพาะตนจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ๕.๒.๓ คุณค่าด้านสังคม ๓.๑ ความเชื่อถือในเรื่องฤกษ์ เช่น ตอนพระเจ้ากุงต้าฉิงยกทัมายังกรุงรัตนบุระอังวะก็ต้องรอให้ ฤกษ์ดีก่อนจะยกทัพมาใด้ ๓.๒ ขนบธรรมเนียมในการส่งเครื่องราชบรรณาการไปเพื่อตอบแทน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งปรัพฤติ


๑๕๕ ปฏิบัติตามที่ฝ่ายตนร้องขอ หรือส่งเครื่องราชบรรณาการไปเพื่อขอให้อีกฝ่ายหนึ่งทำตามที่ตนเองขอ เช่น การส่งพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงต้าฉิง เพื่อจะให้พระเจ้าอังวะอยู่ในอำนาจออกมาถวายบังคม และต้องการจะดูทหารรำทวนขี่ม้าสู้กัน ๓.๓ การรักษาสัจจะของบุคคลที่อยู่ในฐานะกษัตริย์ เช่น การรักษาคำพูดของพระเจ้ากรุงต้าฉิง เมื่อกามะนีแพ้ก็ยกทัพกลับไปโดยไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใดเลย ตามที่ได้พูดไว้ ๓.๔ ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เช่น สมิงพระรามแม้จะอาสารบให้กับพระเจ้าอังวะ แต่ โดยใจจริงแล้วก็ทำเพื่อบ้านเมืองของตน และยังคงจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ของตน ๓.๕ การปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ เป็นการสร้างกำลังใจและ ผูกใจคนไว้ได้ ดังตอนที่พระเจ้าอังวะให้เหตุผลต่อสมิงพระราม เมื่อสมิงพระรามไม่รับบำเหน็จจาก การอาสารบ"อนึ่งเราเกรงคนทั้งปวงจะครหานินทาได้ ท่านรับอาสากู้พระนครไว้มีความชอบเป็นอันมาก มิได้รับบำเหน็จรางวัลสิ่งใด นานไปเบื้องหน้าถ้าบ้านเมืองเกิดการจราจล หรือข้าศึกมาย่ำยีเหลือกำลัง ก็จะไม่มีผู้ใดรับอาสาอีกแล้ว"ด้วยเหตุผลของพระเจ้าอังวะข้างต้น สมิงพระรามจึงต้องรับรางวัลในครั้งนี้


๑๕๖ ๕.๓ คำศัพท์ในบทเรียน คำศัพท์ ความหมาย กระทีบม้า เร่งม้า กินเมือง ครองเมือง ตัณฑุลา ข้าวสาร ธรรมยุทธ์ การรบในทางธรรม คือ การรบในการแข่งขันสร้างสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง บรรณาการ สิ่งที่ส่งไปด้วยความเคารพนับถือ สักหลาด ผ้าที่ทำด้วยขนสัตว์ ทแกล้ว ทหาร ผู้กล้า พลับพลา ประทับชั่วคราวของพระมหากษัตริย์ พันธนาการ การจองจำ ฟากมาบน้ำ บริเวณฝั่งแม่น้ำกว้างใหญ่ สันทัด ถนัด ชัดเจน ม้าเชลยศักดิ์ ม้าที่ไม่ใช่ม้าหลวง เป็นม้าของชาวบ้าน อมรินทร์ พระอินทร์ อาลักษณ์ ผู้ทำหน้าที่ทางหนังสือในราชสำนัก


๑๕๗ ๕.๔ การวิเคราะห์คำถามเเละกิจกรรม ๕.๔.๑ คำถาม ประจำหน่วยการเรียนรู้ ๑.นักเรียนคิดว่าเหตุใดสมิงพระรามอาสาจึงรับอาสาสู้รบกับกามะนี สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีเเละวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๒วิเคราะห์วรรณคดีเเละวรรณกรรมที่อ่าน พร้อมยกเหตุผลประกอบ ๒.นักเรียนประทับใจบทบาทของตัวละครมากที่สุด เพราะเหตุใด สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีเเละวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/ ๒วิเคราะห์วรรณคดีเเละวรรณกรรมที่อ่าน พร้อมยกเหตุผลประกอบ ๓.คำเปรียบเทียบที่ว่า "หาบสองบ่าอาสาสองเจ้าหาควรไม่" เป็นความคิดของตัวละครใด และมีความหมายว่า อย่างไร สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีเเละวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๔ สรุปความรู้ และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๕.๔.๒ กิจกรรม สร้างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้ กิจกรรมที่ ๑ จัดทำที่คั่นหนังสือ "คำคมจากราชาธิราช" เลือกคำคมที่นักเรียนประทับใจทั้งจากบทเรียนหรือ นอกบทเรียน เขียนลงในที่คั่นหนังสือคนละ ๓ อัน เพื่อเเลกเปลี่ยนกับเพื่อน สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการคิด กิจกรรมที่ ๒ แสดงบทบาทสมมติในชั้นเรียน ให้นักเรียนแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม แต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนบทสนทนา เรื่องราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา คัดเลือกนักเเสดง นำเสนอหน้าชั้นเรียน สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการสื่อสาร กิจกรรมที่ ๓ ให้นักเรียนย่อเรื่องราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา เพื่อพัฒนาทักษะการจับใจความสำคัญ จากเรื่องที่อ่าน ความยาว ๑ หน้ากระดาน สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการคิด กิจกรรมที่ ๔ รวบรวมความเปรียบที่ปรากฎในวรรณคดีเรื่องราชาธิราช จากนั้นให้จับกลุ่ม กลุ่มละ ๓ คน ร่วมกันอภิปรายความหมายของความเปรียบเทียบที่เเต่ละคนรวบรวมได้


๑๕๘ สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการสื่อสาร


๑๕๙ บทที่ ๖ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ๖.๑ ส่วนนำ ๖.๑.๑ ชื่อเรื่อง กาพย์เห่คือ กาพย์ห่อโคลงที่แต่งขึ้นเพื่อใช้เห่ในงานรื่นเริง เช่น กาพย์เห่เรือ กาพย์เห่ชมนก แต่ในที่นี้ แต่งกาพย์เห่ขึ้นเพื่อใช้ในการชื่นชมอาหารไทย ทั้งคาวหวานและผลไม้เลิศรส ทั้งอธิบายถึงรูปลักษณ์ สีสัน วิธี ตกแต่งอย่างวิจิตร จึงได้ใช้ชื่อเรื่องว่า “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” ๖.๑.๒ ภาพประจำบท เป็นภาพสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีแต่ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าหญิง บุญรอด ทรงกำลังปรุงเครื่องเสวย พร้อมกับบ่าวอีก ๒ คน แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตในการ ทำอาหารไทยและแสดงให้เห็นถึงบรรยากาศในครัวและโดยรอบในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นภาพที่ สอดคล้องกับเรื่อง ๖.๑.๓ ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ในพระบรมราชวงศ์จักรี ในรัชสมัยของพระองค์วรรณคดีและศิลปกรรมเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์มีพระอัจฉริยภาพทางด้านวรรณศิลป์ พระราชนิพนธ์ของพระองค์หลายเรื่องมีความประณีตงดงามในเชิงอักษรศาสตร์และสามารถนำไปผสมผสาน กับนาฏยศาสตร์และดุริยางคศาสตร์ได้อย่างกลมกลืน พระองค์ทรงฟื้นฟูการแสดงละคร โขน การขับร้อง และ ดนตรี ให้มีระเบียบแบบแผนถูกต้องจนเป็นที่นิยมสืบมา ผลงานที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย เช่น บทละครเรื่องอิเหนา บทละครเรื่องรามเกียรติ์ บทละครนอก 5 เรื่อง คือ ไชยเชษฐ์ มณีพิไชย คาวี สังข์ทอง ไกรทอง กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เป็นต้น


๑๖๐ ๖.๑.๔ ความเป็นมา รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เพื่อชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี แต่ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ด้วยทรงมีความสามารถเป็นเลิศในการปรุง เครื่องเสวย และเพื่อใช้เป็นบทเห่เรือเสด็จประพาสส่วนพระองค์กาพย์เห่บทนี้มิได้ชมขบวนเรือ หรือชม ธรรมชาติในการเดินทางแต่เป็นการเห่ชมเครื่องคาวผลไม้และเครื่องหวานเป็นสำคัญ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ใช้กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในการเห่เรือของทางราชการคู่กับบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ๖.๑.๕ ลักษณะคำประพันธ์ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแต่งเป็น กาพย์เห่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กาพย์ห่อโคลง ประกอบด้วย โคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี ๑๑ โดยมีโคลงสี่สุภาพ ๑ บท เป็นบทนำหรือบทขึ้นต้น แล้วแต่งกาพย์ยานี ๑๑ อีกหลายบท ให้มีเนื้อความสอดคล้องและสัมพันธ์กับโคลงบทนำ ๖.๑.๖ รูปแบบวรรณคดี กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เป็นวรรณคดีประเภทขนบธรรมเนียมประเพณี หมายถึง วรรณคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ประเพณี พิธีกรรม และ ขนบธรรมเนียมต่าง ๆในการประกอบพิธีใน สังคมไทยมักต้องมีบทประกอบพิธี ซึ่งอยู่ในรูปของ บทสวด บทเพลงที่เรียบเรียงอย่างไพเราะ ซึ่ง


๑๖๑ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน แสดงให้เห็นขนบธรรมเนียมการปรุงเครื่องเสวย กรรมวิธีการทำอาหาร แบบโบราณ อธิบายหน้าตา สีสัน รสชาติของอาหารได้อย่างชัดเจน และแสดงให้เห็นถึงประเพณีที่ สำคัญในอดีตคือการเห่เรือ ซึ่งการเห่เรือ คือ ทำนองหนึ่งของการร้องหรือออกเสียงประกอบการให้ จังหวะแก่ฝีพายในการพายเรือ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง ในการพายเรือพระราชพิธีกระบวนพยุ หยาตราทางชลมารค ช่วยผ่อนแรงในการพายเรือระยะทางไกลๆ ได้อีกด้วย ทั้งยังเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน หรือปลุกเร้าฝีพายให้มีกำลังฮึกเหิม ไม่เหน็ดเหนื่อยง่าย อันจะส่งผลให้เกิดพลังและ กำลังใจในการ ยกกระบวนพยุหยาตราเพื่อออกไปทำการ รณรงค์สงครามป้องกันพระราชอาณาเขต ๖.๑.๗ เรื่องย่อ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สันนิฐาน ว่าทรงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 เพราะมีความบางตอนได้ทรงชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีเมื่อ ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ซึ่งมีฝีพระหัตถ์ในกระบวนเครื่องเสวยไม่มีผู้ใดจะมีฝีมือเทียบเคียงได้ โดยมีเนื้อความพรรณนาอาหารคาวหวานและผลไม้แต่ละชนิด ดังต่อไปนี้ 1. เห่ชมเครื่องคาว มัสมั่น ยำใหญ่ ตับเหล็กลวก หมูแนม ก้อยกุ้ง แกงเทโพ น้ำยา แกงอ่อม ข้าวหุงเครื่องเทศ แกงคั่วหมูป่าใส่ ระกำ พล่าเนื้อ ล่าตียง หรุ่ม รังนก ไตปลา แสร้งว่า 2. เห่ชมผลไม้ ผลชิด ลูกตาล ลูกจาก มะปราง มะม่วง ลิ้นจี่ ลูกพลับ น้อยหน่า ทับทิม ทุเรียน ลางสาด เงาะ สละ 3. เห่ชมเครื่องหวาน ข้าวเหนียวสังขยา ซ่าหริ่ม ลำเจียก มัศกอด ลุดตี่ ขนม ขนมเทียน ทองหยิบ ขนมผิง รังไร ทองหยอด ทองม้วน จ่ามงกุฎ บัวลอย ช่อม่วง ฝอยทอง ๖.๒ วิเคราะห์วรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียน ๖.๒.๑ ถอดคำประพันธ์ แกงไก่มัสมั่นเนื้อ นพคุณ พี่เอย หอมยี่หร่ารสฉุน เฉียบร้อน ชายใดบริโภคภุญช์ พิศวาส หวังนา แรงอยากยอหัตถ์ข้อน อกให้หวนแสวง ๚


๑๖๒ ๏ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา ถอดคำประพันธ์แกงมัสมั่นไก่ของน้องที่รักของพี่ มีกลิ่นหอมฉุนของยี่หร่า คงมีรสร้อนแรงมากชายใดได้ รับประทานเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดความรักใคร่และความหวังในตัวน้องจนถึงกับเอามือทุบอกตัวเอง และ อยากกลับไปรับประทานอีก ๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ ถอดคำประพันธ์ ยำใหญ่ที่มีเครื่องครบครับ จัดวางอยู่ในจานอย่างสุดจะพรรณนาปรุงรสด้วยน้ำปลาญี่ปุ่นทำ ให้น่าลิ้มลองอย่างยิ่ง ๏ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง ถอดคำประพันธ์น้องนำตับเหล็กมาลวกแล้วใส่น้ำส้มพร้อมกับโรยพริกไทยลงไป ทำให้มีรสอร่อยมาก ไม่มีที่ ไหนนำมาเปรียบกับฝีมือของน้องได้ ๏ หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย ถอดคำประพันธ์หมูแนมมีรสดีเยี่ยม พร้อมมีพริกสดกับใบทองหลางเคียง พี่มองดูห่อหมูแนมแล้วเห็นสวยงาม แต่ครั้นพอพี่ห่างห่อหมูแนม ทำให้หัวใจพี่ปั่นป่วนคิดถึงแต่น้องอยู่ตลอดเวลา ๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ ถอดคำประพันธ์ ก้อยกุ้งปรุงเสร็จแล้วกลิ่นหอมมากราวกับอาหารทิพย์ เมื่อสัมผัสลิ้นอร่อยมากจนแทบขาดใจ ฝีมือปรุงอาหารของน้องจึงไม่มีใครเทียบได้ ๏ เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน น่าซดรสครามครัน ของสวรรค์เสวยรมย์


๑๖๓ ถอดคำประพันธ์แกงปลาเทโพโดยใช้เนื้อท้องที่มีมันมาแกง ดูน่าซดเสียเหลือเกิน คงมีรสอร่อยมาก เปรียบ เหมือนอาหารทิพย์ที่พึงใจ ๏ ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น ถอดคำประพันธ์ด้วยความรักของน้องที่มีต่อพี่ น้องจึงเปลี่ยนมาทำน้ำยาอย่างแกงขม เหมือนแกงอ่อมมะระ ซึ่งมีรสกลมกล่อมทำให้พี่ต้องชมฝีมือของน้องขาดปาก และคลับคล้ายเห็นหน้าน้องตลอดเวลา ๏ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ ถอดคำประพันธ์ข้าวหุงปรุงด้วยเครื่องเทศ มีรสพิเศษเพราะใส่ลูกกระวานลงไป ใครก็หุงไม่ได้อย่างที่น้องตั้งใจ ทำ ๏ เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงคั่วส้มใส่ระกำ รอยแจ้งแห่งความขำ ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม ถอดคำประพันธ์น้องรู้เรื่องในการทำอาหารมากจริงๆ นำเอาหมูป่ามาต้มทำแกงคั่วส้มใส่ระกำ ทำให้เห็นเค้า เงื่อนแห่งความลับระหว่างพี่กับน้อง ซึ่งมีแต่ความทุกข์ระทมใจ ๏ ช้าช้าพล่าเนื้อสด ฟุ้งปรากฏรสหื่นหอม คิดความยามถนอม สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์ ถอดคำประพันธ์ห้องทำพล่าเนื้อสดกลิ่นหอมฟุ้งมากจนเร้าอารมณ์พี่ ทำให้คิดถึงครั้งเมื่อเราเคยทะนุถนอมรัก ใคร่ใกล้ชิดกันด้วยความสดชื่นหอมหวน ๏ ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน ถอดคำประพันธ์พอเห็นอาหารที่ชื่อว่าล่าเตียง ทำให้พี่คิดถึงเตียงนอนของน้อง ที่เป็นเตียงทองทำเหมือนอยู่ บนสวรรค์ ซึ่งมีลวดลายเป็นชั้นๆ อย่างสวยงาม เห็นแล้วทำให้คิดอยากนอนกับน้อง ๏ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง


๑๖๔ ถอดคำประพันธ์ พอเห็นอาหารที่ชื่อว่าหรุ่ม ความเศร้าก็ประดังกันเข้ามาในอก ทำให้ร้อนระอุอยู่ในอก เป็น ความเจ็บปวดที่ยาวนานด้วยใจคิดถึงน้อง ทำให้พี่ร้อนรุ่มกลุ้มใจ ๏ รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน ถอดคำประพันธ์เห็นรังนกนึ่งช่างน่าชม และคงมีรสอร่อยกว่าอาหารอื่นๆ ทำให้พี่นึกถึงการที่นกต้องพรากจาก รังไปซึ่งก็เหมือนกับการที่ตัวพี่ต้องพลัดพรากจากน้องไป ๏ ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน ใบโศกบอกโศกครวญ ให้พี่เคร่าเจ้าดวงใจ ถอดคำประพันธ์พอเห็นอาหารไตปลา และแสร้งว่า ทำให้หวนคิดถึงคำพูดที่กระบิดกระบวนของน้อง ครั้นพอ แลไปเห็นใบของต้นโศกก็บอกให้พี่รู้ว่าน้องกำลังคร่ำครวญถึงพี่ทำให้พี่เฝ้ารอคอยน้องรักของพี่อยู่ตลอดเวลา ๏ ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ครวญรักผักหวานนาง ๚ ถอดคำประพันธ์ผักโฉมเป็นชื่อที่พูดถึงที่มีความไพเราะ ไม่ว่าจะเป็นตัวน้องหรือคนอื่น แต่พอเอ่ยชื่อผักหวาน แล้วรู้สึกว่าความหวาน จะแล่นกระจายเข้าไปในอก ทำให้พี่คิดถึงความรักที่อ่อนหวานของน้อง ๏ ผลชิดแช่อิ่มอบ หอมตรลบล้ำเหลือหวาน รสไหนไม่เปรียบปาน หวานเหลือแล้วแก้วกลอยใจ ถอดคำประพันธ์ผลชิด มีกลิ่นหอมตลบ และมีรสชาติหอมหวาน เมื่อทานแล้วก็คิดถึงน้องนาง ๏ ตาลเฉาะเหมาะใจจริง รสเย็นยิ่งยิ่งเย็นใจ คิดความยามพิสมัย หมายเหมือนจริงยิ่งอยากเห็น ถอดคำประพันธ์ผลตาลเฉาะ มีรสเย็นๆ ทานแล้วถูกใจทำให้ใจเย็นขึ้น ทำให้คิดถึงนาง ๏ ผลจากเจ้าลอยแก้ว บอกความแล้วจากจำเป็น จากช้ำน้ำตากระเด็น เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง ถอดคำประพันธ์ผลจากลอยแก้ว เหมือนจะบอกถึงการพลัดพรากจากกัน เป็นบ่อเกิดของความทุกข์โศก


๑๖๕ ๏ หมากปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง ยามชื่นรื่นโรยแรง ปรางอิ่มอาบซาบนาสา ถอดคำประพันธ์มะปราง น้องนางปอกใส่โถแก้วแพรวพราว เมื่อทานแล้วรู้สึกสดชื่น รู้สึกอิ่มเอิบใจ เหมือนได้ ใกล้ชิดแก้มนาง ๏ หวนห่วงม่วงหมอนทอง อีกอกร่องรสโอชา คิดความยามนิทรา อุราแนบแอบอกอร ถอดคำประพันธ์มะม่วงพันธุ์หมอนทองและอกร่อง มีรสหวานอร่อย เมื่อทานแล้วก็นึกถึงยามนอนแนบชิดอก กับน้องนาง ๏ ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น เรียกส้มฉุนใช้นามกร หวนถวิลลิ้นลมงอน ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน ถอดคำประพันธ์ลิ้นจี่ บ้างครั้งเรียก ส้มฉุน มีรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมกัน น่าทาน เมื่อได้ทานก็รู้สึกโหยหา ความหอมหวานของน้องอีกครั้ง ๏ พลับจีนจักด้วยมีด ทำประณีตน้ำตาลกวน คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน ยลยิ่งพลับยับยับพรรณ ถอดคำประพันธ์พลับจีน รสชาติน่าทาน ยิ่งมีน้ำตาลกวนด้วยแล้ว ทานแล้วนึกถึงรอยยิ้ม ที่อ่อนหวานเหมือน รสชาติของพลับจีน ๏ น้อยหน่านำเมล็ดออก ปล้อนเปลือกปอกเป็นอัศจรรย์ มือใครไหนจักทัน เทียบเทียมที่ฝีมือนาง ถอดคำประพันธ์น้อยหน่า น่าอัศจรรย์ที่นางปลอกเปลือกและนำเมล็ดออก เมื่อนำเมล็ดออกทานแล้ว รสฝาด แต่อร่อยไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่านาง ๏ ผลเกดพิเศษสด โอชารสล้ำเลิศปาง คำนึงถึงเอวบาง สางเกศเส้นขนเม่นสอย ถอดคำประพันธ์ผลเกด รสชาติหอมหวานน่าทาน เมื่อทานแล้วนึกถึงเอวบางอรชร ที่นั่งสางผม


๑๖๖ ๏ ทับทิมพริ้มตาตรู ใส่จานดูดุจเม็ดพลอย สุกแสงแดงจักย้อย อย่างแหวนก้อยแก้วตาชาย ถอดคำประพันธ์ทับทิม มีลักษณะสีแดงคล้ายเม็ดพลอย เหมือนแหวนที่น้องนางที่รัก ๏ ทุเรียนเจียนตองปู เนื้อดีดูเหลือเรืองพราย เหมือนศรีฉวีกาย สายสวาทพี่ที่คู่คิด ถอดคำประพันธ์ทุเรียนที่วางไว้บนใบตองมีเนื้อสีเหลืองสวยดูน่ารับประทาน เปรียบได้กับผิวของน้องอันเป็นที่ รักของพี่ ๏ ลางสาดแสวงเนื้อหอม ผลงอมงอมรสหวานสนิท กลืนพลางทางเพ่งพิศ คิดยามสารทยาตรามา ถอดคำประพันธ์ผลลางสาดต้องหาผลที่มีเนื้อหอม ผลสุกงอมกินแล้วมีรสชาติหวาน เมื่อได้กินแล้วทำให้นึกถึง เทศกาลตรุษสารท ๏ ผลเงาะไม่งามแงะ มล่อนเมล็ดและเหลือปัญญา หวนเห็นเช่นรจนา จ๋าเจ้าเงาะเพราะเห็นงาม ถอดคำประพันธ์แม้ภายนอกผลเงาะจะไม่งาม แต่รสชาติแสนอร่อย เห็นแล้วถึงความรักของรจนากับเจ้าเงาะที่ รจนาไม่ได้มองคนแต่ภายนอก ๏ สละสำแลงผล คิดลำต้นแน่นหนาหนาม ท่าทิ่มปิ้มปืนกาม นามสละมละเมตตา ถอดคำประพันธ์ผลสละนั้นเมื่อมองผลแล้วทำให้คิดถึงลำต้นของมันที่เต็มไปด้วยหนาม เปรียบได้กับพี่ที่เหมือน มีหนามทิ่มแทงใจ เพราะน้องมาสละสิ้นไร้เมตตาต่อพี่ ๏ สังขยาหน้าตั้งไข่ ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสดง เป็นนัยไม่เคลือบแคลง แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ ถอดคำประพันธ์สังขยาไข่ กับข้าวเหนียวสีโศก น่าจะสีขุ่นๆ ขาวๆ เทาๆ เป็นความหมายที่แน่นอนว่าเจ้าเศร้า มากเหลือเกิน


๑๖๗ ๏ ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกะทิเจือ วิตกอกแห้งเครือ ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย ถอดคำประพันธ์ซ่าหริ่มกินแล้วหวาน จนหิวน้ำ ๏ ลำเจียกชื่อขนม นึกโฉมฉมหอมชวยโชย ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย โหยไห้หาบุหงางาม ถอดคำประพันธ์ขนมลำเจียก กลิ่นหอมหวาน พอห่างจนไม่ได้กลิ่นก็ทรมานใจ ร้องไห้หานาง ๏ มัศกอดกอดอย่างไร น่าสงสัยใคร่ขอถาม กอดเคล้นจะเห็นความ ขนมนามนี้ยังแคลง ถอดคำประพันธ์คนแต่งเค้าสงสัยว่าทำไมขนมนี้ทำไมถึงชื่อว่า มัศกอด แล้วมันกอดอย่างไร ๏ ลุดตี่นี้น่าชม แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง โอชาหน้าไก่แกง แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย ถอดคำประพันธ์ขนมลุดตี่ เป็นแผ่นกลมๆน่ามอง รสชาติอร่อยกินกับแกงไก่ คิดว่าน่าจะเป็นขนมของแขก เพราะมีกลิ่นอายความเป็นแขกอยู่ ๏ ขนมจีบเจ้าจีบห่อ งามสมส่อประพิมพ์ประพาย นึกน้องนุ่งจีบกราย ชายพกจีบกลีบแนบเนียน ถอดคำประพันธ์ขนมจีบ จีบ ห่อ สวยงามเรียบร้อย ทำให้นึกถึงจีบผ้านุ่งของน้องนาง ๏ รสรักยักลำนำ ประดิษฐ์ทำขนมเทียน คำนึงนิ้วนางเจียน เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม ถอดคำประพันธ์ขนมรสรัก หรือขนมเทียน อบด้วยควันเทียนไว้ค้างคืน ๏ ทองหยิบทิพย์เทียมทัด สามหยิบชัดน่าเชยชม หลงหยิบว่ายาดม ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ ถอดคำประพันธ์ขนมทองหยิบที่ใช้เป็นของหวานบูชาสิ่งศักดิ์สิทธ์ ฬช้นิ้ว3นิ้วบรรจงหยิบน่าชมเชย หลงคิดว่า มันคือยาดม ก้มหน้าทำอย่างเขินอาย


๑๖๘ ๏ ขนมผิงผิงผ่าวร้อน เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน ร้อนนักรักแรมไกล เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง ถอดคำประพันธ์ขนมผิงต้องใช้ความร้อนเผา เหมือนเช่นร้อนไฟในอก มีความรักกับคนทางไกล เมื่อไรเห็นก็จะ สบายใจ ๏ รังไรโรงด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้วทำรังรวง โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีด้วยมีรัง ถอดคำประพันธ์ขนมรังไรเป็นขนมที่รูปร่างเหมือนรังนกที่ม้วนสานกันไปมา ๏ ทองหยอดทอดสนิท ทองม้วนมิดคิดความหลัง สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสอง ถอดคำประพันธ์ทองหยอดกับทองม้วนก็เหมือนคนสองคนที่จากกันไปนาน มานั้งย้อนความหลัง ๏ งามจริงจ่ามงกุฏ ใส่ชื่อดุจมงกุฏทอง เรียมร่ำคำนึงปอง สะอิ้งน้องนั้นเคยยล ถอดคำประพันธ์จ่ามงกุฏ สวยงาม มีประกายเหมือน มงกุฏทอง ๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม คิดบัวกามแก้วกับตน ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล สถนนุชดุจประทุม ถอดคำประพันธ์บัวลอยเลียนแบบบัวงาม คิดถึงน้องกับพี่เปล่งปลั่งทั้งคู่นมน้องดุจดอกบัวตูม ๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฏกลโกสุม คิดสีสไลคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน ถอดคำประพันธ์ช่อม่วงมีรสดี หอมอย่างดอกไม้ คิดสีสไบคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาล คิดให้มีสีม่วงพุดตาล เหมือนผ้าสไบ ห่อหุ้มไว้ ๏ ฝอยทองเป็นยองใย เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน คิดความยามเยาวมาลย์ เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ถอดคำประพันธ์เมื่อเห็นฝอยทองทำให้นึกถึงคนรักของเขา ตอนที่นางปักเย็บด้วยไหมสีเหลืองจากเมืองจีน


๑๖๙ ๖.๒.๒ คุณค่าด้านเนื้อหา ๑. ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของคนไทยสมัยก่อน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแสดงให้เห็นฝีมือการทำอาหารของคนไทยในอดีต ที่มีความงดงามวิจิตร ละเอียดอ่อนและพิถีพิถันทุกขั้นตอนการทำ เช่น ๏ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา ถอดคำประพันธ์แกงมัสมั่นไก่ของน้องที่รักของพี่ มีกลิ่นหอมฉุนของยี่หร่า คงมีรสร้อนแรงมากชายใดได้ รับประทานเข้าไปแล้ว จะทำให้เกิดความรักใคร่และความหวังในตัวน้องจนถึงกับเอามือทุบอกตัวเอง และ อยากกลับไปรับประทานอีก ๏ หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย ถอดคำประพันธ์หมูแนมมีรสดีเยี่ยม พร้อมมีพริกสดกับใบทองหลางเคียง พี่มองดูห่อหมูแนมแล้วเห็นสวยงาม แต่ครั้นพอพี่ห่างห่อหมูแนม ทำให้หัวใจพี่ปั่นป่วนคิดถึงแต่น้องอยู่ตลอดเวลา ๒. สะท้อนสภาพบ้านเมืองในอดีต การติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น ชาวจีน ชาวอินเดีย ชาวเปอร์เซีย ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้าน อาหารการกิน ในเรื่องกล่าวถึงอาหารคาวหวานที่ไทยได้รับกรรมวิธีการทำมาจากชาวต่างชาติ เช่น ๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ ถอดคำประพันธ์ ยำใหญ่ที่มีเครื่องครบครับ จัดวางอยู่ในจานอย่างสุดจะพรรณนาปรุงรสด้วยน้ำปลาญี่ปุ่นทำ ให้น่าลิ้มลองอย่างยิ่ง ๏ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ ถอดคำประพันธ์ข้าวหุงปรุงด้วยเครื่องเทศ มีรสพิเศษเพราะใส่ลูกกระวานลงไปใครก็หุงไม่ได้อย่างที่น้องทำ


๑๗๐ ๖.๒.๓ คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑. การเล่นเสียงพยัญชนะ กวีสามารถใช้กลวิธีการเล่นเสียงพยัญชนะได้อย่างไพเราะเหมาะสม ช่วยให้บทประพันธ์เกิดความ คล้องจองไพเราะสละสลวยมากขึ้น ดังตัวอย่างบทประพันธ์ ๏ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง ถอดคำประพันธ์ พอเห็นอาหารที่ชื่อว่าหรุ่ม ความเศร้าก็ประดังกันเข้ามาในอก ทำให้ร้อนระอุอยู่ในอก เป็น ความเจ็บปวดที่ยาวนานด้วยใจคิดถึงน้อง ทำให้พี่ร้อนรุ่มกลุ้มใจ ๒. การใช้โวหารเปรียบเทียบ การใช้โวหารเปรียบเทียบหรืออุปมาเป็นกลวิธีที่ช่วยให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ ทำให้มีความเข้าใจเนื้อหา มากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างคำประพันธ์ ๏ ทับทิมพริ้มตาตรู ใส่จานดูดุจเม็ดพลอย สุกแสงแดงจักย้อย อย่างแหวนก้อยแก้วตาชาย ถอดคำประพันธ์ทับทิม มีลักษณะสีแดงคล้ายเม็ดพลอย เหมือนแหวนที่น้องนางที่รัก ๓. การใช้โวหารเกินจริง (อติพจน์) การใช้โวหารเกินจริงหรืออติพจน์เป็นกลวิธีที่ช่วยเน้นย้ำความหมายของข้อความหรือบทประพันธ์ ดังที่กวีแสดงให้เห็นถึงฝีมือการปรุงอาหารที่เป็นเลิศ ยากจะหาใครเทียบได้ ดังตัวอย่างบทประพันธ์ ๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ ถอดคำประพันธ์ ก้อยกุ้งปรุงเสร็จแล้วกลิ่นหอมมากราวกับอาหารทิพย์ เมื่อสัมผัสลิ้นอร่อยมากจนแทบขาดใจ ฝีมือปรุงอาหารของน้องจึงไม่มีใครเทียบได้


๑๗๑ ๔. การเล่นคำ การเล่นคำ คือการที่กวีเลือกใช้คำพ้องรูปและพ้องเสียงและต่างความหมายกันนำมา แต่งบท ประพันธ์ เพื่อสร้างอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน ดังตัวอย่างบททระพันธ์ ๏ ผลจากเจ้าลอยแก้ว บอกความแล้วจากจำเป็น จากช้ำน้ำตากระเด็น เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง ถอดคำประพันธ์ผลจากลอยแก้ว เหมือนจะบอกถึงการพลัดพรากจากกัน เป็นบ่อเกิดของความทุกข์โศก


๑๗๒ ๖.๓ คำศัพท์ในบทเรียน คำศัพท์ ความหมาย กล เหมือน ข้อน ยกมือทุบแรงๆ ความขำ สิ่งหรือข้อความที่มีใน ไม่ควรเปิดเผย ในที่นี้หมายถึงความสงบระหว่างกวีกับนาง เคร่า คอย งามแงะ งามน่าดู เจียน ตัด คลิป หรือเขียนให้ไปตามแนวหรือให้ได้ลูกตามที่ต้องการ เช่น เจียนใบตอง ฉม กลิ่นหอม แด ใจ นิทร ในที่นี้อ่านว่า นิด หมายถึง นอน ประทิ่น เครื่องหอม ประพิมพ์ประพาย ลักษณะหรือส่วนที่คล้ายคลึงกัน พร้อง พูด กล่าว พิมเสน ชื่อสารชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่น มีทั้งที่ได้จากธรรมชาติและได้จาก การสังเคราะห์ใช้ทำยา ไฟฟอน กองไฟที่แม่ดับแล้ว ยังมีความร้อนระอุ เปรียบได้กับจิตใจอันรุ่มร้อน ภุญช์ รับประทาน มือนาง ฝีมือของนาง เมืองบน เมืองสวรรค์ รางชาง ในที่นี้หมายถึง สวยงาม เด่น ลดหลั่นชั้นชอบกล ลวดลายที่เป็นชั้นๆ มีความสวยงาม เสาวคนธ์ กลิ่นหอมในที่นี้หมายถึง คนรัก เอวบาง ผู้หญิงที่มีความเอวบอบบางอ้อนแอ้นในที่นี้หมายถึง ผู้หญิง โอชา มีรสดี อร่อย


๑๗๓ ๖.๔ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๖.๔.๑ วิเคราะห์คำถามประจำหน่วยการเรียนรู้ ๑.นักเรียนคิดว่าความไพเราะของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เป็นผลมาจากการประพันธ์ด้วยกลวิธี ใดบ้าง ยกตัวอย่างและอธิบาย สาระการเรียนรู้ที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย ตัวชี้วัด ม.๑/๕ แต่งบทร้อยกรอง สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๒ วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านพร้อมยกเหตุผลประกอบ ๒. ให้นักเรียนยกตัวอย่างอาหารคาว อาหารหวาน ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่ไทยรับมาจากต่างชาติ ประเภทละ ๒ ตัวอย่าง สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๒ วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านพร้อมยกเหตุผลประกอบ ๓. นักเรียนคิดว่าลักษณะเด่นของอาหารไทย ดังที่ปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานคืออะไร และทำให้ อาหารไทยมีความแตกต่างจากอาหารของชาติอื่นอย่างไร สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๒ วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านพร้อมยกเหตุผลประกอบ ตัวชี้วัด ม.๑/๓ อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ๖.๔.๒ วิเคราะห์กิจกรรมสร้างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้ กิจกรรมที่ ๑ ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าขนมไทย จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต จัดทำป้าย นิเทศ นำรูปภาพมาติดประกอบ โดยอาจอธิบายเกี่ยวกับส่วนประกอบ วิธีทำขนมไทยชนิดต่างๆ สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการคิดและด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยี กิจกรรมที่ ๒ ให้นักเรียนเขียนบันทึกความทรงจำถึงงานประเพณีต่างๆ ที่มีขนมไทยจากกาพย์เห่ชมเครื่องคาว หวานเป็นส่วนประกอบพิธีกรรม เรียบเรียงด้วยถ้อยคำที่สละสลวยและบรรยายให้เห็นภาพชัดเจน สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตและด้านความสามารถในการสื่อสาร


๑๗๔ กิจกรรมที่ ๓ แบ่งนักเรียนออกเป็น ๕ กลุ่ม หรือตามความเหมาะสม แข่งขันทายปริศนาอาหารอะไรเอ่ย ตัวแทนกลุ่มสลับออกมาหน้าชั้น บอกส่วนประกอบ รูปลักษณ์ รสชาติอาหาร กลุ่มใดตอบถูกต้องและรวดเร็ว ที่สุดจะได้คะแนน สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการสื่อสารและความสามารถในการแก้ปัญหา กิจกรรมที่ ๔ ให้นักเรียนฝึกแต่งกาพย์ยานี ๑๑ ชมเครื่องคาวหวานในปัจจุบัน คนละ ๓ บท สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการคิด


๑๗๕ บทที่ ๗ นิทานพื้นบ้าน ๗.๑ ส่วนนำเรื่อง นิทานพื้นบ้าน ภายในเนื้อหาที่นำมาให้ผู้เรียนศึกษาจะประกอบไปด้วย นิทานพื้นบ้านทั้งหมด 4 เรื่อง ตามแต่ละภาค คือ - นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่อง สามกษัตริย์ - นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง อุสาบารส - นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่อง พระยากง พระยาพาน - นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง เจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว และนิทานไทย 1 เรื่อง คือ นิทานไทยเรื่อง สังข์ทอง ลักษณะในการประพันธ์จะเป็นวรรณกรรมร้อยแก้ว โดยผ่านการถ่ายทอดแบบมุขปาฐะ จึงทำให้ไม่ ทราบผู้แต่ง และในภายหลังมีการเรียบเรียงจัดทำเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ ๗.๑.๑ ชื่อเรื่อง นิทาน ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2546, หน้า 588) อธิบายความหมายไว้ว่า “นิทาน คือ เรื่องที่เล่ากันมา เช่น นิทานชาดก และนิทานอีสป เป็นต้น” พื้นบ้าน หมายถึง ว. เฉพาะถิ่น เช่น ของพื้นบ้าน, มักใช้เข้าคู่กับคำ พื้นเมือง เป็นพื้นบ้านพื้นเมือง นิทานพื้นบ้าน คือ เรื่องที่เล่ากันต่อ ๆ มาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งโดยที่ไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเรื่อง สังข์ทอง ปลาบู่ทอง หรือโสนน้อยเรือนงาม มีการเล่าสู่กันฟังจากปู่ย่าตายายของเรา พ่อแม่ของ เรา รวมทั้งตัวเราเองไปจนถึงลูกหลานเหลนโหลนของเรา เป็นทอด ๆ กันไป รุ่นแล้วรุ่นเล่า บางครั้งก็ แพร่กระจายจากท้องถิ่นหนึ่งไปสู่อีกท้องถิ่นหนึ่ง เช่น นิทานเรื่อง สังข์ทอง อาจมีหลายสำนวน แล้วแต่ความ ทรงจำความเชื่อ อารมณ์ของผู้เล่า และวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น มีการตั้งชื่อหน่วยการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเนื้อหาภายในบทเรียน ซึ่งนิทานพื้นบ้านเป็นสิ่งที่ทุกคนเคย ได้ยินได้ฟังกันมาในวัยเด็ก และการนำนิทานพื้นบ้านของแต่ละภาคในประเทศไทยนี้ก็เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จัก ได้ เรียนรู้วัฒนธรรม สถานที่ และอื่น ๆ ในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งอนุรักษ์นิทานพื้นบ้านให้ยังคงสืบต่อไปให้แก่คนรุ่น หลัง


๑๗๖ ๗.๑.๒ ภาพประจำบท จากภาพประจำบท เป็นฉากตอนหนึ่งในเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเป็นนิทานไทยที่มีชื่อเสียง ในฉากนี้เป็นพิธี เลือกคู่ของพระธิดาทั้ง 7 และพระธิดาองค์สุดท้ายได้เสี่ยงพวงมาลัยเลือกพระสังข์ที่สวมรูปเงาะ ภาพดังกล่าว ใช้เป็นการสะท้อนถึงเนื้อหาภายในบทและรูปภาพสามารถบอกได้ว่าเรื่องที่ปรากฎในภาพเป็นนิทานพื้นบ้าน ๗.๑.๓ ผู้แต่ง ไม่ทราบผู้แต่ง ๗.๑.๔ ความเป็นมา นิทานพื้นบ้านเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากจินตนาการแต่เนื้อเรื่องของนิทานมักจะเลียนแบบชีวิตจริงของคน นิทานพื้นบ้านถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในทุกท้องถิ่นในไทย สามารถนำมาเล่าได้ทุกโอกาสและทุก สถานที่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างตามท้องถิ่นนั้น ๆ เพราะนิทานเป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก แต่เนื้อหาและ โครงเรื่องมักจะคล้ายคลึงกัน นิทานพื้นบ้านได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอดีต ๗.๑.๕ ลักษณะการประพันธ์ วรรณกรรมร้อยแก้ว คือ วรรณกรรมที่ไม่กำหนดบังคับคำหรือฉันทลักษณ์ เป็นความเรียงทั่ว ไปซึ่งมี การถ่ายทอดแบบมุขปาฐะและนำมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลัง รวมทั้งเป็นการเขียนแบบ บรรยาย การเขียนเล่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพเหตุการณ์ ลำดับ เวลา สถานที่ บุคคล บางครั้งแทรกบทสนทนาตัวละครทำให้ผู้อ่านเข้าใจลักษณะอารมณ์ ความคิดของตัว ละคร และเข้าใจเรื่องทั้งหมด


๑๗๗ ๗.๑.๖ รูปแบบวรรณกรรม นิทานพื้นบ้าน เป็นวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี คือ วรรณกรรมที่มุ่งให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน เป็นประการสำคัญ และให้ข้อคิด คตินิยม หรือ สอนใจ แก่ผู้อ่านเป็นวัตถุประสงค์รอง ดังที่ ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ (2518 : 9) กล่าวว่า บันเทิงคดี เป็นวรรณกรรมที่ผู้ประพันธ์มีจุดประสงค์ที่ให้ความเพลิดเพลิน แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าบันเทิงคดีเป็นวรรณกรรมที่ไร้สาระ บันเทิงคดีอาจมีสาระในด้านปรัชญา ด้านความ เข้าใจการเมือง หรือประวัติศาสตร์ดีกว่าหนังสือสารคดีบางเรื่องก็ได้ วรรณกรรม ประเภทนี้ผู้ประพันธ์มุ่งหมาย ให้ความบันเทิง ต้องกระทบอารมณ์ผู้อ่าน มิใช่สำหรับให้ผู้อ่านได้ความรู้หรือความคิดเห็น ๗.๒ วิเคราะห์วรรณกรรมที่ปรากฏในบทเรียน ๗.๒.๑ วิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ๔ ภาค ภาคเหนือ วิเคราะห์เรื่อง สามกษัตริย์ เรื่องสามกษัตริย์มีเนื้อเรื่องบางตอนที่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เช่น พ่อขุนรามคำแหงเป็น กษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย พ่อขุนมังรายครองเมืองเชียงราย และพ่อขุนงำเมืองครองเมืองพะเยา เป็นต้น โดยถือ ว่าเป็นนิทานวีรบุรุษประเภทแสดงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะมีการเน้นเรื่องการตั้งชื่อบ้านชื่อเมือง เช่น แม่ร่องช้าง หนองเอี้ยง บ้านตุ่น ห้วยแม่ตุ่น และแม่อิง ซึ่งสถานที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่จังหวัดพะเยาใน ปัจจุบัน ในส่วนของเนื้อเรื่องที่ว่าพระยาร่วงเป็นชู้กับพระมเหสีของพระยางำเมือง คาดการณ์ว่าเป็นเรื่องเล่าที่ แทรกมาในภายหลัง เมื่อเรื่องราวถูกเล่าสืบต่อกันมาจนถึงสมัยที่มีการจดบันทึกเป็นหลักฐานลายลักษณ์จึงยังมี ปรากฎอยู่ ภาคอีสาน วิเคราะห์เรื่อง อุสาบารส เป็นนิทานพื้นบ้านประเภท นิทานประจำถิ่น โดยเป็นนิทานที่เล่าหรืออธิบายถึงเรื่องราวของ โบราณสถาน ความเป็นมาของชื่อบ้านและเมือง สถานที่และภูมิประเทศในท้องถิ่น ซึ่งเรื่องราวจะแสดงให้เห็น ภูมิหลัง หรือประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชื่อสถานที่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีโบราณสถานเป็น หลักฐาน ซึ่งชาวอีสานได้นำเอาชื่อตัวละครหลักในนิทานพื้นบ้าน เรื่องอุสาบารส คือ ท้าวบารสและนางอุสา รวมทั้งเสริมเกร็ดความรู้ของเนื้อเรื่องมาอธิบายชื่อสถานที่เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กับท้องถิ่น ซึ่งบางสถานที่ ภายในเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีการกล่าวถึง เช่น คอกม้าบารส เป็นสถานที่ที่ท้าวบารสนำม้ามาผูกไว้ก่อนที่จะเข้าไป


๑๗๘ สืบหานางอุสาในเมือง หอนางอุสา เป็นหอคำที่พระเจ้ากรุงพานสร้างให้เป็นที่อยู่อาศัยของนางอุสา ปัจจุบัน เมืองพะโค ถูกเรียกว่าบ้านพะโค อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย วัดพ่อตาและลูกเขย เป็นวัดที่ท้าว บารสและพระเจ้ากรุงพานนั้นสร้างแข่งขันกัน เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นโดยการดัดแปลงจากหน้าผา และเมือง พาน คือ แถบเขาภูพานน้อย ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ภาคกลาง วิเคราะห์เรื่อง พระยากง พระยาพาน เรื่องพระยากง พระยาพาน เป็นนิทานพื้นบ้านประเภท นิทานประจำถิ่น เช่นเดียวกับนิทานพื้นบ้าน เรื่องอุสาบารส เป็นนิทานที่โครงเรื่องมีความผูกพันกับสถานที่ ภูมิประเทศ และโบราณสถานในท้องถิ่นหรือ เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา โดยใช้สถานที่ในท้องถิ่นมาเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องหรือตัวละครในเรื่อง และเชื่อ กันว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ในเรื่องพระยากง พระยาพาน ได้อธิบายความเป็นมาของพระปฐมเจดีย์และ พระประโทน ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่จังหวัดนครปฐม รวมทั้งมีการใช้ชื่อพระประโทนเป็นชื่อโรงเรียนอีกด้วย ภาคใต้ วิเคราะห์เรื่อง เจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว เจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว เป็นนิทานพื้นบ้านประเภทนิทานประจำถิ่น เช่นเดียวกับนิทานพื้นบ้าน เรื่องอุสา บารสและพระยากง พระยาพาน เรื่อง เจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวได้รับอิทธิพลจากจีนในสมัยนั้น อาณาบริเวณของ ภาคใต้ติดกับน้ำ ประชากรมีอาชีพเกี่ยวกับประมง ทั้งยังมีการค้าทางทะเล โดยแต่ละประเทศจะใช้เรือสำเภา บรรทุกสินค้ามาค้าขาย ซึ่งเรื่องราวในเนื้อเรื่องอิงจากสภาพแวดล้อม บริบทในพื้นที่จริง รวมทั้งการเล่าถึง ความเป็นมาของสถานที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นเช่น มัสยิดกรือเซะ และศาลเจ้าเล่งจูเกียง ตามเนื้อหาที่ยก มาให้นักเรียนศึกษา ๗.๒.๒ วิเคราะห์นิทานไทยเรื่อง สังข์ทอง สังข์ทอง มีที่มาจากปัญญาสชาดก เรื่อง สุวัณณสังขชาดก มีการรู้จักอย่างแพร่หลายในแต่ละท้องถิ่น ต่าง ๆ ของไทย ทั้งในรูปแบบวรรณกรรมมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณ์ เรื่องสังข์ทองแบบวรรณกรรม ลายลักษณ์มีแพร่หลายใน ๔ ภาค ดังนี้


๑๗๙ ภาคเหนือ ค่าวซอสุวรรณหอยสังข์ สุวรรณสังขชาดก ภาคอีสาน สุวรรณสังขกุมาร สุวัณสังขาร์ ภาคกลาง บทละครนอกเรื่องสังข์ทองสมัยอยุธยา บทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ภาคใต้ สังข์ทองคำกาพย์ นิทานเรื่องสังข์ทอง มีความคุ้นเคยอยู่ในจิตใจชาวบ้าน จนเชื่อว่าเรื่องสังข์ทองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และมีความเกี่ยวพันกับชื่อสถานที่ในท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น มีลานศิลาแลงแห่งหนึ่งเป็นสนามตีคลีของพระสังข์ ซึ่ง ไม่ไกลจากวัดมหาธาตุ เมืองทุ่งยั้ง ในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเมืองตะกั่วป่า เชื่อกันว่า เป็นเมืองของท้าวสามล ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ในในคำนำของบทละครนอกเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งในแต่ภูมิภาคก็จะมีตำนานที่ แตกต่างกันออกไป นอกเหนือจากเรื่องเล่า ยังปรากฏในเพลงกล่อมเด็ก ปริศนาคำทาย บทแหล่ เป็นต้น ๗.๒.๓ คุณค่าด้านเนื้อหา นิทานพื้นบ้าน เป็นการเขียนในรูปแบบร้อยแก้ว ในการเล่าเรื่องจะใช้ภาษาแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เพราะ เป็นการเล่าแบบมุขปาฐะจากชาวบ้าน คำศัพท์ที่ใช้จึงสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้เลย ไม่เน้นความ สละสลวย ในบทเรียนจะเป็นการยกเนื้อหาแบบย่อมาให้ผู้เรียนศึกษา เนื้อหาค่อนข้างกระชับ ตามฉบับนิทาน ทั่วไป โครงเรื่อง โครงเรื่อง คือ เค้าโครงหรือลำดับเหตุการณ์ที่ผู้แต่งกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะเขียนเรื่องให้ดำเนินไป อย่างไร โดยนำเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์มาเรียงต่อกัน ซึ่งแต่ละเหตุการณ์จะต้องเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน อย่างเป็นเหตุเป็นผล นั่นคือ เหตุการณ์หนึ่งจะต้องส่งผลกระทบให้เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งตามมาและต่อเนื่องกัน ไปเป็นลูกโซ่จนกว่าเรื่องนั้นจะจบลง


๑๘๐ ส่วนประกอบของโครงเรื่อง โครงเรื่องอาจแยกออกได้เป็น ๓ ตอน ดังนี้ ๔. การเปิดเรื่อง เป็นการอธิบายถึงตัวละคร ถ่ายทอดผ่านการบรรยาย ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องแบบค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ๕. การดำเนินเรื่อง เป็นการดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ จนเข้าถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดขัดแย้ง ความขัดแย้งในนิทานพื้นบ้าน ทั้งหมดจะเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ๖. การปิดเรื่อง จากเนื้อเรื่องของนิทานพื้นบ้าน สรุปการปิดเรื่องได้ ดังนี้ เรื่องสามกษัตริย์และเรื่องอุสา บารส ปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม เรื่องพระยากง พระยาพาน ปิดเรื่องแบบสมจริงในชีวิต เรื่องเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว ปิดเรื่องแบบโศกนาฎกรรม แก่นเรื่อง/แนวคิด บางครั้งเรียกว่า สารัตถะหรือแนวคิดสำคัญของเรื่อง แก่นเรื่อง คือ ทัศนะหรือแนวคิดสำคัญที่ผู้แต่ง ต้องการนำเสนอ เป็นความหมายรวมของเรื่องทั้งเรื่อง ดังนั้นแก่นเรื่องจึงเป็นตัวคุมองค์ประกอบทุก ๆ ส่วนใน เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่อง ตัวละคร ผู้เล่าเรื่อง ความขัดแย้งของเรื่อง เหตุการณ์ สถานที่ ตลอดจนแนวลีลา การเขียน เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์หลักที่ผู้แต่งต้องการสื่อ ในส่วนของแก่นเรื่องจะเป็นการให้แง่คิดต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งการนำข้อเท็จจริงหลักฐานที่เป็น โบราณสถานเข้ามาอ้างในเนื้อเรื่อง สะท้อนให้เห็นความเป็นมาของสถานที่ และบุคคลที่อาจจะเกิดขึ้นจริง โดย ที่มาของแต่ละเรื่องเป็นการเล่ากันมาปากต่อปาก หรือที่ เรียกว่า มุขปาฐะ นั้นเอง ตัวละคร ตัวละคร คือ บุคคลที่ผู้แต่งสมมติขึ้นมาเพื่อให้กระทำพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในท้องเรื่องหรือเป็นผู้ที่ ได้รับผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามโครงเรื่อง ตัวละครอาจจะเป็นคนหรือเทียบเท่าคนก็ได้ นักเขียนบางคนนำ สัตว์ ต้นไม้ วัตถุ ฯลฯ มาเป็นตัวละคร โดยให้คิดและกระทำอย่างคน ประเภทของตัวละคร ชฎารัตน์ สุนทรธรรม (๒๕๔๔, หน้า ๑๙๒) ได้แบ่งตัวละครเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. ตัวละครลักษณะเดียวหรือตัวละครแบบแบน (Flat character) เป็นตัวละครที่แสดงลักษณะนิสัยเพียงด้าน เดียว เช่น เป็นคนดีก็ดีตลอด ไม่ว่ามีเหตุการณ์ใดมากระทบก็ไม่หวั่นไหว ตัวละครน้อยลักษณะมักปรากฏใน เรื่องสั้นที่ไม่มีความซับซ้อน


๑๘๑ ๒. ตัวละครหลายลักษณะหรือตัวละครแบบกลม (Round Character) เป็นตัวละครที่มีลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึก เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม โดยตัวละครในแต่ละเรื่องจะมีสถานะทางสังคมแตกต่างกัน เช่นในเรื่อง สามกษัตริย์ พระยากง พระ ยาพาน อุสาบารส และสังข์ทอง ทั้ง ๔ เรื่องนี้เป็นการพูดถึงผู้ครองเมือง เป็นกษัตริย์ พระมเหสี พระราชโอรส พระราชธิดา ซึ่งเป็นตัวละครหลักในเรื่องทั้งสิ้น ลักษณะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ในบทที่ผู้เรียนได้ศึกษา ไม่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างครอบคลุม และ เรื่อง เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นั้นจะเป็นการพูดถึงบทบาทของ ครอบครัวเมืองจีนที่เข้ามาค้าขายที่ภาคใต้ของประเทศไทย จุดเด่นชัดของตัวละครหลัก คือ ยึดถือคำพูดของ ตนเอง เจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวและลิ่มโก๊ะเลี่ยมที่พูดคำไหนคำนั้น การที่มีใจเด็ดเดี่ยวไม่แปรเปลี่ยนต่อคำพูด ซึ่ง จัดอยู่ในตัวละครแบบแบน ฉาก ยุวพาส์ (ประทีปะเสน) ชัยศิลป์วัฒนา (๒๕๔๔, หน้า ๑๔๑) กล่าวไว้ว่า ฉาก คือ เวลาและสถานที่ของ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ซึ่งรวมทั้งสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของฉากของนิทานพื้นบ้านทั้ง ๔ ภาค จะเป็นการพูดถึงสถานที่สำคัญในภาคนั้น ๆ โดยการ เล่าเชื่อมโยงกับหลักฐานที่ปรากฎ เช่น หอนางอุสา จังหวัดอุดรธานี มัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานี พระปฐม เจดีย์ และพระประโทณ จังหวัดนครปฐม ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีฉากชื่อเมือง ป่า แม่น้ำ ที่ชื่อคุ้นหูคนไทย เป็นอย่างมาก เนื่องจากฉากดังกล่าวมักจะใช้ในการแต่งนิทานพื้นบ้านของไทย ประเภทนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ เป็นส่วนใหญ่ ความรู้ที่ได้รับ ความรู้จากการศึกษานิทานพื้นบ้าน คือ การที่ได้รู้จักความเป็นมาของโบราณสถานและสถานที่ ท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคและคติคำสอนที่สอดแทรกในเนื้อเรื่อง เช่น สอนเรื่องมิตรภาพ ความซี่อสัตย์ ใน นิทานเรื่องสามกษัตริย์ สอนเรื่องบาปบุญ คุณโทษ และหลักฆราวาสธรรม ในเรื่องพระยากง พระยาพานสอน เรื่องความกตัญญูกตเวที ในเรื่องเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว หรือการตัดสินคน ในเรื่องสังข์ทอง เป็นต้น ๗.๒.๔ คุณค่าด้านสังคม นิทานพื้นบ้าน จะเน้นการสอนในการประพฤติปฏิบัติตนตามธรรมนองคลองธรรมที่ดีงาม แนว ทางการวางตัว ให้ข้อคิดและคติเตือนในการใช้ชีวิต ทั้งรู้คุณค่าของโบราณสถานในท้องถิ่นและสภาพความ เป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน รวมทั้งเรื่องของความเชื่อ คำอธิฐาน บาปบุญ คุณโทษ


๑๘๒ ๗.๓ การวิเคราะห์คำถามและกิจกรรม ๗.๓.๑ คำถาม ประจำหน่วยการเรียนรู้ ๑. เพราะเหตุใดนักเรียนจึงไม่ควรตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/๔ สังเคราะห์ข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๒. นักเรียนชอบอ่านนิทานหรือไม่ และคิดว่าได้รับประโยชน์อย่างไรบ้างจากการอ่านนิทาน สาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม ตัวชี้วัด ม.๑/ ๓ วิเคราะห์และประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะที่เป็นมรดก ทางวัฒนธรรมของชาติ ๓. “ นิทานเป็นเครื่องมือสำคัญในการอบรมสั่งสอนเยาวชน ” นักเรียนเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้หรือไม่จง แสดงความคิดเห็น สาระการเรียนรู้ที่ ๒ การเขียน ตัวชี้วัด ม.๑/๖ เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ได้รับ ๗.๓.๒ กิจกรรม สร้างสรรค์พัฒนาการเรียนรู้ กิจกรรมที่ ๑ แบ่งกลุ่มนักเรียนไปรวบรวมนิทานพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ แล้วนำเสนอในชั้นเรียนคนละ ๑ เรื่อง สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการสื่อสาร กิจกรรมที่ ๒ จัดป้ายนิเทศเรื่อง “นิทานพื้นบ้านของเรา” วาดภาพประกอบให้สวยงามโดยนำเนื้อเรื่องนิทาน มาจัดแสดงตามท้องถิ่นหรือภูมิภาคของนักเรียน สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการคิด กิจกรรมที่ ๓ แบ่งกลุ่มศึกษาค้นคว้าพัฒนาการของนิทานพื้นบ้านไทยในสื่อในรูปแบบตาง ๆ เลือกหัวข้อตาม ความสนใจ เช่น นิทานพื้นบ้านไทยในภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ การ์ตูน เป็นต้น สอดคล้องกับ สมรรถนะของผู้เรียน ด้านความสามารถในการคิด และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี


บรรณานุกรม ฟองจันทร์ สุขยิ่ง(๒๕๕๔),หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย วรรณคดีเเละวรรณกรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์.



Click to View FlipBook Version