โรงเรียนเสนารกั ษ.
กรมแพทย.ทหารบก
คม7ู ือ
การพทิ กั ษส. ุขภาพกำลงั รบ
พ.ศ.๒๕๖๑
คำนำ
คมู$ ือเรอื่ งการพิทกั ษส3 ขุ ภาพกำลังรบ พฒั นาขน้ึ จากการเปลี่ยนแปลงของภัยคกุ คาม ซง่ึ ปEจจุบันตGองมี
การปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดูแลสุขภาพของกำลังพล ใหคG วามสำคัญกับการเตรียมพรGอมทางดGานสุขภาพ
การปMองกันมใิ หเG กิดผGปู Oวยเจ็บท้ังการบาดเจบ็ จากการรบ และ มิใช$การรบ ตลอดจนระบบของการบรกิ ารทาง
การแพทย3ใหมG คี วามเหมาะสมสอดคลอG งกับสถานการณป3 จE จบุ ัน
ดังนน้ั โรงเรียนเสนารกั ษ3 กรมแพทยท3 หารบกไดGเสนอแนวคิดในเรอื่ ง “ การพิทักษส3 ุขภาพกำลงั รบ ”
เพื่อใหGกำลังพลหนว$ ยสายแพทย3ไดGนำไปประยกุ ต3ใชGใหGเกิดประโยชน3ในการอนรุ ักษ3กำลังรบและครอบครัวไดG
อยา$ งมปี ระสทิ ธภิ าพในทุกหวG งเวลา
โรงเรียนเสนารักษ3 กรมแพทยท3 หารบก
พ.ศ. ๒๕๖๑
i
สารบญั
เน้ือหา หน.า
บทที่ ๑ ภารกจิ กรมแพทยท; หารบก พ.อ.หญงิ จริ าภรณ. ชมศรี ๑
๒
๑-๑ ภารกิจกรมแพทยท. หารบก ๒
๔
๑-๒ แพทยใ. หญ< ๕
๑-๓ การเวชกรรมปAองกนั ๕
๖
๑-๔ การรักษาพยาบาลและการส<งกลบั ทางการแพทย. ๖
๑-๕ การรับไวรK กั ษาพยาบาล ๗
๑-๖ การสง< กำลงั สายแพทย. ๗
๙
๑-๗ บรกิ ารดKานทนั ตกรรม ๙
๑-๘ การควบคมุ ความเครียดจากการรบ ๙
๑-๙ การบริการทางหKองปฏบิ ัติการ ๑๐
๑๐
บทท่ี ๒ พ้ืนฐานการพทิ กั ษส; ขุ ภาพกำลงั รบ พ.อ.หญิง จริ าภรณ. ชมศรี ๑๒
๒-๑ ความพรKอมทางดKานสขุ ภาพของกำลงั พล ๑๓
๒-๒ การปAองกันไม<ใหKเกดิ ผปูK วY ยเจบ็ ๑๕
๑๕
๒-๓ การดแู ลและจัดการผูKปYวยเจ็บ ๑๕
๒-๔ แนวคดิ พ้ืนฐานของการพิทักษ.สขุ ภาพกำลังรบ ๑๖
๒-๕ หลกั การของการพิทกั ษส. ุขภาพกำลงั รบ ๑๖
๑๖
๒-๖ ภัยคุกคามทางการแพทย. และ ข<าวกรองทางการแพทย.ในสนามรบ ๑๗
บทท่ี ๓ ความพร.อมดา. นสขุ ภาพของกำลงั พล พ.อ.หญงิ จริ าภรณ. ชมศรี ๑๘
๓-๑ กล<าวนำ ๑๘
๑๘
๓-๒ ร<างกายทส่ี มบรู ณ.พรKอม
๓-๓ โภชนาการ
๓-๔ ดKานจติ วญิ ญาณ
๓-๕ ทนั ตสุขภาพ
๓-๖ สภาพแวดลKอมท่เี ออื้ อำนวย
บทท่ี ๔ การปLองกันไมNให.เกิดผู.ปRวยเจบ็ พ.อ.ธรี ศกั ดิ์ กฤษณะเศรณี
พ.อ. คทาวธุ ดปี รชี า
๔-๑ กลา< วนำ พ.ท.หญิง ฐติ ารยี . เพช็ รสดศิลปd
๔-๒ การเวชกรรมปAองกนั ทหาร
เนอ้ื หา ii
๔-๓ การดำเนินการดKานเวชกรรมปอA งกนั หน.า
๑๙
๔-๔ แนวทางปฏิบตั ิดาK นเวชกรรมปAองกันของหน<วยในการปฏบิ ตั ริ าชการสนาม ๒๙
๓๗
๔-๕ การปAองกันโรค ๔๒
๔๒
๔-๖ การสราK งภูมคิ Kมุ กนั โรคสำหรบั กำลงั พลกองทัพบก ๔๗
๔๘
๔-๗ การปAองกันและเฝาA ระวงั การปฐมพยาบาลการบาดเจบ็ จากความรKอน ๔๙
๔-๘ อันตรายจากเสียง ๕๐
๕๑
๔-๙ การปAองกนั อนั ตรายจากเสยี ง ๕๓
๔-๑๐ การบาดเจ็บของกลKามเน้ือ กระดูกและขอK จากการฝกf ทหารใหม< และการปAองกัน ๕๓
๕๓
ปgจจัยเสีย่ งตอ< การบาดเจบ็ ๕๔
๔-๑๑ การปอA งกันการบาดเจบ็ จากการฝfก ๕๔
๕๕
๔-๑๒ การดแู ลสขุ ภาพช<องปาก ๕๖
บทที่ ๕ การจดั การดูแลผู.ปRวย และ การบริการทางการแพทย; พ.อ.หญงิ จริ าภรณ. ชมศรี ๕๖
๕๘
๕-๑ การจัดการดแู ลผปKู Yวยเจบ็ ๖๐
๖๑
๕-๒ การบรกิ ารทางการแพทย.ระดบั หน<วย ๖๓
๖๓
๕-๓ การบรกิ ารทางการแพทยร. ะดบั กองพล ๖๓
๖๗
๕-๔ การบรกิ ารทางการแพทย.ระดบั กองทพั ๖๙
๗๑
๕-๕ การบรกิ ารทางการแพทย.ระดบั เขตหลงั /เขตภายใน
๗๑
๕-๖ การบริการทางการแพทย.
๕-๗ การดำเนินการระบบการบรกิ ารการแพทย.แบบเปนi พนื้ ท่ี
๕-๘ แนวคิดโรงพยาบาล ทหารบก ในการสนองตอบต<อภารกิจของ กองทพั บก
๕-๙ แนวทางการบรกิ ารดKานการแพทย.ทง้ั ในที่ต้ังปกติ
๕-๑๐ การสง< กลบั ทางการแพทย.
บทที่ ๖ การบริการแพทยใ; นปฏบิ ตั ิการตาN งๆ พ.อ.หญงิ จริ าภรณ. ชมศรี
๖-๑ ขอบเขตการปฏบิ ัติการ
๖-๒ ปฏบิ ตั กิ ารรุก
๖-๓ ปฏิบตั ิการตงั้ รับ
๖-๔ ปฏิบตั กิ ารดำรงเสถยี รภาพ
บทท่ี ๗ แนวคิดและนโยบายการสNงกำลงั บำรุงของกองทัพบก พ.อ.ปกิจจ. แสงสวา< ง
พ.อ.อภศิ กั ด์ิ นม<ุ นาม
พ.อ.ประเสริฐ บุญเนาว.
๗-๑ ภารกิจในการส<งกำลังบำรุงกองทัพบก
iii
เนื้อหา หน.า
๗-๒ นโยบายในการสง< กำลงั บำรงุ ของกองทัพบก ๗๑
๗-๓ แนวความคิดในการสง< กำลังบำรงุ ของกองทัพบก ๗๓
๗-๔ การจัดหนว< ยส<งกำลงั บำรงุ สายแพทย. ๗๓
๗-๕ การดำเนินงานสง< กำลงั บำรงุ ๗๕
๗-๖ ปgจจยั เกีย่ วกบั การดำเนนิ การส<งกำลงั สิ่งอปุ กรณส. ายแพทย. การส<งกำลังสายแพทย. ๗๕
๗-๗ วงรอบการส<งกำลงั ส่ิงอุปกรณส. ายแพทย. ๗๕
๗-๘ สายการส<งกำลงั บำรงุ สายแพทย. ๗๖
กอ< นการออกปฏบิ ตั กิ ารและหลงั การปฏบิ ัตกิ าร (ยามปกติ) ๘๒
ระหว<างการปฏิบัตกิ าร
๗-๙ การสง< กำลงั สายแพทย. ๘๓
๘๖
การสง< กำลงั สง่ิ อปุ กรณ.สายแพทยใ. นสนาม ๘๖
๗-๑๐ การจำหนา< ยส่ิงอปุ กรณ.สายแพทย. ๘๗
ผนวก ก ขาN วกรองทางการแพทย; พ.อ.หญิง จิราภรณ. ชมศรี ๘๗
๘๗
ก-๑ มมุ มองของข<าวกรองทางการแพทย. ๘๘
ก-๒ ข<าวกรองทางการแพทยท. ่ีสำคัญ ๙๗
ก-๓ แหล<งข<าวกรองทางการแพทย.
๙๗
ก-๔ การเตรียมสนามรบดKานขา< วกรองทางการแพทย. ๙๗
ก-๕ ข้นั ตอนการเตรียมสนามรบดาK นขา< วกรองทางการแพทย. ๙๙
ผนวก ข ความพร.อมดา. นสขุ ภาพกำลังพลดา. นทันตกรรม ๑๐๐
๑๐๒
พ.ท.หญงิ วงศ.รักษ. วงศส. มุทร ติยะธะ ๑๐๒
พ.อ. ฤทธิกร การะเวก ๑๐๓
ข-๑ กลา< วทว่ั ไป ๑๐๖
๑๑๐
ข-๒ ระดบั สภาวะสขุ ภาพช<องปาก ๑๒๐
ข-๓ ขดี ความสามารถดาK นทนั ตกรรม โรงพยาบาลสงั กดั กองทพั บกแต<ละระดบั ๑๒๐
ข-๔ การปอA งกันไม<ใหเK กิดผKปู วY ยเจบ็
ข-๕ การส<งเสรมิ สุขภาพชอ< งปาก
ข-๖ การจดั การดูแลผKูปYวยเจบ็
ข-๗ ประเภทของการบริการทนั ตกรรม
ข-๘ ทันตกรรมสนาม
ข-๙ การบรกิ ารทันตกรรมในการปฏิบัตกิ ารทางทหารทมี่ ใิ ชส< งคราม
ผนวก ค ผบ.ู ังคับหนวN ยกับภาวะออN นลา. จากการรบ
ค-๑ สาเหตุของความอ<อนลาK จากการรบ
iv
เน้ือหา หน.า
ค-๒ อาการแสดงท่ีพบไดKบอ< ย ๆ ของ “ความอ<อนลKาจากการรบ” ทถี่ อื ว<า “ปกติ” ๑๒๐
ค-๓ อาการแสดงของ “ความอ<อนลาK จากการรบ” ทีถ่ ือวา< “รนุ แรงกวา< ปกติ” ๑๒๑
ค-๔ การปฏิบัติของผKนู ำหน<วยสำหรบั แกไK ข “ความอ<อนลKาจากการรบ” ช ๑๒๒
นิด “ปกติ” และ ชนิด “รนุ แรงกว<าปกต”ิ
๑๒๔
ค-๕ การปฏิบัติของผูนK ำหน<วยสำหรบั แกไK ข“ความออ< นลาK จากการรบ”ชนดิ “รุนแรงกวา< ปกต”ิ ๑๒๕
ค-๖ การปฏิบตั ิของผนูK ำหนว< ยสำหรบั ทหารทมี่ คี วามออ< นลาK จากการรบระดบั ปานกลาง ๑๒๖
ค-๗ การปฏิบัติของผูนK ำหน<วยเพ่ือใหKทหารมคี วามมน่ั ใจในการกลบั ไปปฏบิ ตั ิหนKาทเี่ ดิม ๑๒๖
๑๒๗
ค-๘ การปอA งกนั ความออ< นลKาจากการรบในทหาร ๑๒๘
ค-๙ แนวทางปฏิบัติการดแู ลสขุ ภาพจติ ของกำลังพล ทบ. ๑๒๘
ผนวก ง หลักโภชนาการ พ.อ.ธรี ศักด์ิ กฤษณะเศรณี ๑๒๙
๑๒๙
ง-๑ ภาวะโภชนาการ ๑๓๐
ง-๒ ขอK ปฏิบตั สิ ำหรบั การกินอาหารเพอื่ สุขภาพทีด่ ี ๑๓๓
ง-๓ ธงโภชนาการ ๑๓๓
๑๓๓
ง-๔ โภชนาการสำหรบั ทหารกองประจำการ พ.อ.อทิ ธินนั ท. โชตชิ ว< ง ๑๓๓
ผนวก จ การลำเลยี งผูป. Rวยทางอากาศ ๑๓๔
๑๓๔
จ-๑ กลา< วทวั่ ไป ๑๓๕
๑๓๖
จ-๒ จดุ ประสงคข. องการลำเลยี งผKปู Yวยทางอากาศ ๑๓๖
๑๓๙
จ-๓ ประโยชน. ๑๓๙
๑๓๗
จ-๔ ลักษณะการปฏบิ ตั ิงานในอากาศยาน ๑๓๘
๑๓๙
จ-๕ ขีดความสามารถของการลำเลียงผูKปวY ยทางอากาศ ๑๔๐
จ-๖ เฮลิคอปเตอร.ท่ใี ชKบ<อยในการลำเลียงผูKปYวยในกองทัพบกไทย
จ-๗ หลักในการลำเลยี งผปูK Yวยโดยเฮลคิ อปเตอร.
จ-๘ การบรรทุกผKูปYวยโดยเฮลิคอปเตอร.
จ-๙ การเลือกพน้ื ทข่ี ึน้ ลงของ เฮลิคอปเตอร.
จ-๑๐ การรKองขอการสง< กลับสายแพทย.ทางอากาศ
จ-๑๑ คำรKองขอภารกิจ
จ-๑๒ ความรบั ผิดชอบของหนว< ยแพทย.ตKนทาง
จ-๑๓ การเตรยี มผKูปวY ยทมี่ ปี ญg หาเฉพาะโรคบางอยา< ง
จ-๑๔ ความรทูK ่ัวไปทางการแพทย.เก่ยี วกบั เครอ่ื งบนิ ปsกติด
เนือ้ หา v
จ-๑๕ ภาวะและโรคทส่ี ำคัญทมี่ ีผลต<ออาการของผKปู วY ยขณะลำเลียงทางอาก
าศ จ-๑๖ ความเครียดจาการบิน หน.า
เอกสารอ.างอิง ๑๔๒
๑๔๔
๑๔๖
สารบญั ตาราง vi
ตาราง
ก-๑ รายการตรวจสอบภยั คุกคามทางการแพทย. หน.า
ก-๒ รายการตรวจสอบสำหรับการวเิ คราะหร. ะบบการแพทยบ. รกิ ารสขุ ภาพ ๘๗
ก-๓ รายการตรวจสอบสำหรับการวเิ คราะหร. ะบบการแพทยบ. ริการสขุ ภาพ ๙๔
ข-๑ ระดบั สขุ ภาพชอ< งปาก ๙๕
ข-๒ การรกั ษาทางทนั ตกรรม ๙๘
ข-๓ รายการสง่ิ อปุ กรณ.ทางทนั ตกรรมในหนว< ยทันตกรรมสนาม ๙๙
ข-๔ ยทุ โธปกรณ. รพ.สนามระดับ ๒ ๑๐๙
๑๑๘
๑
บทท่ี ๑ พ.อ.หญิง จริ าภรณ. ชมศรี
ภารกิจกรมแพทย1ทหารบก
๑-๑ ภารกิจกรมแพทย1ทหารบก
ก.ภารกิจของกรมแพทยท. หารบก วางอย;บู นพนื้ ฐานพันธกิจทั้ง ๔ ประการไดGแก; ๑) การเวช
กรรมปKองกัน ประกอบดGวย การปKองกันมิใหGเกิดผGูปNวยเจ็บ การส;งเสริมสุขภาพ การเฝKาระวังทาง
การแพทย. การปKองกันการเกิดความเครียดในสนามรบ ทันตกรรมปKองกัน ๒) การรักษาพยาบาล
และการส;งกลับ ประกอบดGวย การรักษาพยาบาล การดูแลทางการแพทย. และ การส;งกลับทาง
การแพทย. ๓) การส;งกำลังสายแพทย. และ ๔) บริการแพทย.อ่ืนๆ เช;น ทันตกรรม การควบคุม
ความเครียดจากการรบ การดูแลสุขภาพจิต หGองแลป ทำการบูรณาการเพื่อสนับสนุนบริการทาง
การแพทยใ. นสนามรบ
ข. การจัดระบบการสนับสนนุ บรกิ ารทางการแพทย.ในสนามรบเปน\ ขนั้ ตอนท่มี คี วามซับซอG น
และ ตอG งการความต;อเนื่องสอดคลอG งกบั แผน กรมแพทย.ทหารบกไดGรับนโยบายทที่ ำใหแG ตล; ะบคุ คล
มีคุณภาพ ไดGรับการคัดเลอื กสำหรบั ตำแหน;งผนูG ำ ผูนG ำไดGรับจากการฝก_ เกิดความมั่นใจ ไดGรับการ
สนบั สนนุ จากหนว; ยรบ หน;วยช;วยรบ หนว; ยสนับสนุนการรบ ในสถานการณ.ทางยทุ ธวิธีที่ทำใหGการ
วางแผนมปี ระสทิ ธิภาพมากขน้ึ ในการสนับสนุนตอG งทำใหมG ีความสอดคลอG งกบั การปฏบิ ัติภารกจิ
(๑) มมุ มองทางดาG นปฏบิ ัตกิ ารของภารกจิ จะรวมถงึ ภารกิจทางทหาร
- การเขGาใจสนามรบ
- การใหกG ารสนับสนนุ ไดGทนั เวลาตอ; หน;วยดำเนินกลยทุ ธ.
- การดำรงรักษาหน;วยใหGมคี วามพรอG ม
- การทำใหมG ั่นใจไดวG ;าหนว; ยสามารถอย;ูรอดไดG มีอำนาจการยิง มีที่กำบัง
(๒) มุมมองทางคลินิกในการปฏิบัติการเกี่ยวขGองกับการจัดการดูแลทางการแพทย.ใหGกับ
ผGูบาดเจบ็ มีบาดแผล ซง่ึ จะตอG งไดGรบั การฝก_ ฝนเปน\ รายบุคคล และ การปKองกันโรคทีม่ ใิ ช;จากการรบ
การขยายการดูแลจากสถานทซ่ี ึ่งไดรG ับบาดเจ็บหรอื มีบาดแผลจะไดGรบั การดแู ลจากผGูเชีย่ วชาญการ
รกั ษาอาการบาดเจ็บ หรือ ท่ีพยาบาลกองพันผ;านไปยังระดับการรักษาต;างๆจนกระท่ังส;งถึงเขต
ภายใน ถาG ผปGู วN ยมอี าการคงทผ่ี ูGปNวยจะถูกสง; กลบั ไปในระดบั ต;างๆ จะไดGรับการรักษาระหว;างทางเพอ่ื
ลดการสญู เสยี จากอาการที่แยล; ง
ค.การปฏิบัติ จะตGองมีการเรียงลำดับก;อนหลัง ถGาหากไม;มีความสอดคลGองกันในการ
ตอบสนองต;อความตอG งการที่เกิดขึ้นท้ังหมด ทั้งการปฏิบัติและอาการทางคลินิกก็จะแย;ลง อาจจะ
สง; ผลถึงความสำเร็จของภารกจิ ไดG
๒
ง. เพื่อเป\นการเพิ่มประสิทธิภาพของการเคลื่อนยGายการดูแลทางการแพทย.ในสนามรบ
และ เพื่อเป\นการใหบG รกิ ารทไี่ รขG Gอจำกัด จากจุดทไ่ี ดGรับบาดเจบ็ ไปยงั การบรกิ ารแพทย.ในระดับต;างๆ
กรมแพทย.ทหารบกจะตGองบูรณาการทักษะพเิ ศษ และความรูG เทคโนโลยี ในการสนบั สนุน เพือ่ ทำ
ใหกG ารเกดิ การใชGทรัพยากรอยา; งสูงสดุ
๑-๒ แพทย1ใหญ7
ก. ในทุกระดับจะมีนายแพทย.ใหญ;ที่ไดGรับการแต;งตั้งใหGทำหนGาท่ี เป\นฝNายกิจการพิเศษที่ทำ
หนGาท่ีวางแผน และ ติดตามกำกับดแู ลภารกิจการปฏิบัติการสนบั สนุนบริการสุขภาพ และทำใหเG กิด
ความสอดคลGองในการสนบั สนุนบริการสขุ ภาพภายในพืน้ ทปี่ ฏบิ ัตกิ าร
ข.แพทยใ. หญ;รบั ผิดชอบสำหรับการทำใหGมนั่ ใจว;าแผนทางการแพทยจ. ะถูกพิจารณา รวมอยู;ใน
แผนยุทธการ และ คำสงั่ แพทย.ใหญจ; ะทำการติดตามกำกบั ดูแลในการสนับสนนุ ในระดบั การบังคบั
บัญชาสงู สดุ ขอบเขตของหนาG ทแี่ ละความรับผิดชอบขยายไปยังระดบั ย;อยๆ
ค. ภารกิจหนาG ที่และแนวทางปฏบิ ตั ขิ องนายแพทยใ. หญ; กองทัพภาค
ภารกิจ : เป\นฝNายกจิ การพเิ ศษดGานการแพทย.
หนาG ที่ : อำนวยการ ประสานงาน ใหGคำปรึกษาและใหGขGอเสนอแนะเกี่ยวกับ กิจการสาย
แพทย.ในดGานกำลังพล ดGานการข;าว ดGานยุทธการ ดาG นการฝ_กและศกึ ษา ดGานการส;งกำลงั บำรงุ ดGาน
กิจการพลเรือน และดGานงบประมาณของหนว; ยแพทยใ. นเครือขา; ยพืน้ ทก่ี องทพั ภาคทีร่ ับผดิ ชอบ
ความรบั ผิดชอบ : บรหิ ารจดั การการบริการแพทย.แบบเป\นพนื้ ท่ี (Area Medical Service)
ง.ความรบั ผิดชอบของนายแพทยใ. หญ;กองทัพภาคโดยตGองดำเนนิ การ ดงั นี้.-
๑. วางแผน และบริหารแผนทางการแพทย.ของกองทพั ภาค
๒. รับผิดชอบการบริการแพทย.ในพื้นท่ีกองทัพภาค ในภาพรวม ใหGเป\นไปดGวย
ความเรียบรGอยต;อเน่ืองอย;างมีประสิทธิภาพ ม่ันคง เกิดผลดีต;อกำลังพลและครอบครัวของ
กองทัพบกในภาพรวม
๓. อำนวยการและประสานงานในการบูรณาการใชGทรัพยากรทางการแพทย. ใน
พื้นทก่ี องทัพภาค ในยามปกติและภาวะฉกุ เฉนิ ทัง้ หน;วยทหารและพลเรอื น
๔. เป\นผูGบัญชาการเหตุการณ.ทางสายการแพทย.ในพื้นท่ีกองทัพภาคเพ่ือการ
ชว; ยเหลือประชาชน ในกรณฉี กุ เฉนิ หรอื เหตภุ ยั พบิ ตั ิ
๕. อำนวยการ ประสานงาน และกำกบั ดแู ลเก่ียวกบั การฝก_ ศึกษาของกำลังพลสาย
แพทย.ในพน้ื ทก่ี องทัพภาค
๖. เปน\ ท่ปี รกึ ษาฝาN ยกจิ การพเิ ศษทางการแพทยข. องมณฑลทหารบก
๓
๗. รวบรวมขGอมลู จัดทำขGอมูลเกี่ยวกับ การหมุนเวียน โยกยGาย กำลังพลสายแพทย.ใน
พน้ื ท่กี องทัพภาค ตามผลการปฏบิ ตั ิราชการเสนอผูบG ังคับบัญชา
๘. แนะนำเทคนิคสายแพทย.แก;หนว; ยแพทย.ในพื้นท่กี องทัพภาค
๙. ตดิ ตามกำกับดแู ลการปฏบิ ัตริ าชการของหน;วยแพทย.ในพ้ืนทีก่ องทัพภาค ตาม
โครงการ/ตวั ช้ีวดั ทไี่ ดGรบั การถ;ายทอดจากกองทัพบก และ กรมแพทย.ทหารบก
๑๐. เป\นผูGบริหารจัดการในภาพรวม ในลักษณะของการติดตามกำกับดูแลเชิง
นโยบาย เสนอตอ; แมท; ัพภาคในฐานะท่ปี รกึ ษาฝNายกจิ การพิเศษของมณฑลทหารบก
๑๑. ในสถานการณ.ปกติ เตรียมการรองรับนโยบายภาครัฐ เพื่อพัฒนาขีด
ความสามารถของ รพ.ทภ. และในสถานการณ.ไม;ปกติ สามารถบูรณาการงานทั้งปวงของหน;วย
แพทย.ทุกหน;วยในพื้นท่ีรวมท้งั เอกชน ใหขG ้ึนการบังคับบัญชาต;อกองทัพภาคและเตรยี มการรองรับ
การเตรยี มกำลงั (การฝ_กการช;วยเหลือประชาชน) ร;วมกบั หนว; ยในพื้นที่
๑๒. ควบคุมกำกับดูแลดGานนโยบายต;อ รพ.ทบ. ในพ้ืนที่ และการดำเนินการ
ประสานงานกบั รพ.เหล;าทัพ ส;วนราชการอนื่ และเอกชน เพอื่ ใหเG กิดประสิทธภิ าพในการควบคุม
กำกับดูแล และการประสานงาน
๑๓. สนับสนนุ ก่ีช;วยเหลือดาG นมนุษยธรรม รวมถึงเตรยี มตอบสนองภัยพิบตั ิรูปแบบ
ต;าง ๆ
๑๔. พฒั นาขดี ความสามารถของหน;วยสายแพทยใ. นส;วนกำลังรบ
๑๕. กำกับดูแลใหGมีระบบสารสนเทศทางการแพทย. เพ่ือสนับสนุนการปฏิบัติงาน
ของ รพ.ทบ.ในพืน้ ท่ี
แนวทางการปฏิบัติ : นายแพทย.ใหญ; กองทพั ภาค สามารถบรหิ ารจดั การและบรู ณาการ
ทรัพยากรสายแพทย.ของกองทัพบกในพ้ืนที่กองทัพภาคใหGเกิดประโยชน.สูงสุด อันจะทำใหGหน;วย
แพทย.ในพ้ืนท่ีสามารถตอบสนองภารกิจที่ไดGรับมอบไดGอย;างมีประสิทธิภาพเป\นการแกGป{ญหาการ
ขาดแคลนกำลังพลสายแพทย. และการขาดแคลนยาเวชภัณฑ. โดยสามารถระดมกำลังพลและ
ทรพั ยากร สายแพทยใ. นพ้ืนท่ี เพ่อื ชว; ยเหลอื รพ.ขนาดเล็กในพ้ืนทก่ี องทพั ภาคนอกจากน้ี นายแพทย.
ใหญ;กองทัพภาคสามารถตัดสนิ ใจ เพ่อื แกGไขป{ญหาต;าง ๆ ดGานกิจการสายแพทยใ. นพน้ื ท่ีรับผดิ ชอบ
เพื่อใหขG Gอเสนอต;อแมท; พั ภาคพจิ ารณาส่งั การต;อไป
จ. แพทย.ใหญ;รบั ผิดชอบตอ; มาตรฐานการดูแลของผูGใตGบังคับบัญชาที่กระทำต;อผGูปNวยเจ็บ
ผบูG าดเจ็บแพทย.ใหญ;จะตGองทำใหGเกิดความม่ันใจในมาตรฐานการดูแลบรรเทาอาการเจ็บ (รวมถึง
การจัดการอาการปวดดGวยยา) นอกจากนี้ยังตGองทำใหGนายสิบพยาบาลมีการฝ|กฝนทำงานใหGไดG
มาตรฐานภายใตกG ารดแู ลแนะนำจากแพทย. ตGองมกี ารฝ_กฝนในดGานตา; งๆดังนี้
- การจัดการอาการปวด การใหGยา
๔
- มีมาตรการจดั การความเจ็บปวด (ใหกG ารยกขน้ึ การเขาG เฝอ} ก การใชนG ำ้ แข็ง ถGาม)ี
- เลือกใชGยาที่เหมาะสม เช;น acetaminophen, ibuprofen เลือกวิธีที่ใหG ทางปาก หรือ
การฉดี และ ตอG งทราบผลขาG งเคยี ง และรGูวธิ กี ารรกั ษาทีเ่ หมาะสม
๑-๓ การเวชกรรมปอ= งกัน
การใหGบริการดGานเวชกรรมปKองกนั เป\นส่ิงจำเปน\ ในการดำรงรกั ษาสขุ สภาวะของกำลังพล
และการระดมพล ในหGวงเวลาก;อนออกปฏิบัติหนGาที่ ในระหว;างการปฏิบัติหนGาที่และ หลังจากถอน
กำลงั กลบั มา ขอบเขตของงานเวชกรรมปKองกนั รวมถงึ
- การใหGความช;วยเหลือในการควบคุมแมลง และ สัตว.กัดแทะที่เป\นพาหะ รวมถึงการใหG
คำแนะนำปรึกษาทางเทคนิค การสำรวจทางกฏี วทิ ยา การสอบสวน และ การจัดหน;วยสำหรบั การ
เพิ่มเตมิ กำลังใหม;ใหมG ีขีดความสามารถในการจัดการสตั ว.
- ใหGความชว; ยเหลือในการควบคุมโรคติดต;อท่ีมากบั นำ้ โดยการตรวจคุณภาพน้ำ ช;วยเหลือ
ควบคมุ โรคตดิ ต;อจากอาหาร ตรวจคณุ ภาพอาหาร และ ใหคG ำแนะนำกับผบูG ังคบั บัญชา
- การใหGนโยบาย และ การกำกับดูแลการใหGวัคซีน การใชGครีมทาปKองกัน ถGาเป\น
สถานการณ. คชรน.ควรพจิ ารณาใหกG ินยากินปอK งกนั ยาแกGพิษ และ การใหGการรักษาลว; งหนGา
- การใหGความช;วยเหลือ และ การแลกเปล่ียนทางวิชาการกับผูGเช่ียวชาญ ในการควบคุม
อันตรายท่ีเกิดจากการทำงาน เช;น การสัมผัสกับอันตราย เสียงดังรบกวน วัสดุอันตรายจาก
อตุ สาหกรรม สภาพอากาศท่ีเลวราG ย
- การใหGความช;วยเหลือกับนายแพทย. ในการประเมินในเรื่อง ภัยคุกคามทางการแพทย.
ความเสี่ยงที่อาจจะเกดิ ขึ้นจากภัยคุกคาม การบูรณาการแผนงานสำหรับภัยคุกคามทางการแพทย.
และ ปฏบิ ัตกิ ารในการสนับสนุนบริการสุขภาพ
- การจัดตัง้ ระบบการเฝาK ระวงั ทางการแพทย. และ อนั ตรายจากการทำงานซ่ึงจะรวมถงึ การ
ตรวจคัดกรองทางการแพทย.ในหGวงก;อนออกปฏิบัติหนGาที่ การสง; ออกไปปฏบิ ัตหิ นGาท่ี และ การเฝKา
ระวังในขณะท่ีอยูใ; นพ้นื ท่ีปฏิบัติการ การตรวจคัดกรองทางการแพทย.ก;อนออกปฏิบตั ิหนGาท่อี กี คร้ัง
การติดตามประเมินผลทางการแพทยก. อ; นทจ่ี ะกลบั ไปยังถน่ิ ฐานภมู ลิ ำเนา
- มีมาตรการในการใหGการศกึ ษาเก่ยี วกบั การปKองกนั โรคท่มี ใิ ช;จากการรบ รวมถงึ มาตรการ
ในการลดความเส่ียงจากอาวุธ คชรน.
- ชดุ ฝ_กสขุ าภิบาลสนาม
- ใหคG ำปรกึ ษาทางเทคนิค ในการเลอื กที่ต้งั พักแรม ค;ายผGอู พยพ และ ค;ายกกั กันเชลย
- การประเมินสภาพนำ้ ที่มคี วามเสย่ี ง
๕
- การใหGคำแนะนำทางวชิ าชพี และเทคนคิ ตอ; ผบ.ทกุ ระดับ เพอ่ื เปน\ การลดอนั ตรายจากการ
บาดเจ็บที่มใิ ช;จากการรบ
- การรายงานการเฝKาระวังสถานะทางสุขภาพและสถิติ ขGอมูลดGานสงิ่ แวดลGอมท่ีส;งผลต;อ
สขุ ภาพ
- การสำรวจสภาพแวดลGอมเพ่ือทำการตรวจหาภัยอันตรายต;อสุขภาพ และ เป\นการลด
ผลกระทบ
-การสอบสวนโรคระบาด และ ใหคG ำแนะนำในการปอK งกัน
-ใหGการช;วยเหลือในการลดอนั ตรายจากเสียง ใหGอย;ูในระดบั ท่ีปลอดภยั
- ขGอมลู ที่กลา; วขาG งตGนจะมีประโยชน.ในงานขา; วกรองทางดาG นการแพทย. (ผนวก ก)
๑-๔ การรักษาพยาบาลและการส7งกลบั ทางการแพทย1
ก.การรักษาทางการแพทย.รวมถึงการใหGการรักษาในระดับที่ ๑ และ ๒ ในระดับต;างๆ
เหล;าน้ันการดูแลจะกระทำโดยหน;วยในอัตรา หรือ หน;วยที่สนับสนุนในพื้นที่ ในการปฏิบัติการ
กองรอG ยเสนารกั ษไ. ดรG บั มอบหมายใหGปฏบิ ตั หิ นGาท่ีในพ้นื ที่ปฏบิ ัตกิ าร เพื่อทำใหGมัน่ ใจไดGว;าบุคคลากร
ไดGรับการดูแลทางการแพทยท. ี่เพียงพอ ภายในกองรGอยของแตล; ะแห;ง หมวดพยาบาล ใหกG ารรักษา
ทางการแพทย. ทนั ตกรรม แลป และ รับไวGรักษาพยาบาลไดG
ข.นโยบายการส;งกลับในเขตยทุ ธบริเวณ นโยบายการส;งกลับในเขตยุทธบริเวณถกู กำหนด
โดย รมว.กห. ภายใตGคำแนะนำของฝNายเสนาธิการ และ คำแนะนำของ ผบ.ยุทธบริเวณ การกำหนด
นโยบายนี้ จำนวนวันท่ีมากที่สดุ ทท่ี ำงานไม;ไดG (การนอนโรงพยาบาล การฟ‰}นฟูสภาพร;างกาย) และ
ผูปG NวยอาจจะตGองถูกเกบ็ ตวั ไวGรกั ษาในเขตยทุ ธบรเิ วณ
๑-๕ การรบั ไวรI กั ษาพยาบาล
ก. การรับไวรG ักษาพยาบาลเปน\ ส;วนหน่ึงของระบบการบริการสุขภาพในการจัดการผูGปNวย
ผGบู าดเจบ็ มีบาดแผล คำวา; รับไวรG ักษาพยาบาลครอบคลุมถึงการส;งผGูปNวยไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับ
การรกั ษาเป\นผูGปNวยใน และ การรักษาแบบผูปG Nวยนอก
(๑) ผGูปNวยไดGรับการรับเขGารกั ษาตัวเพื่อทำการรกั ษาภายในโรงพยาบาล เปน\ ผGูทไ่ี ม;สามารถ
กลับคนื ไปปฏบิ ตั ิหนาG ทไี่ ดG
(๒) ผูGปNวยนอกเป\นบุคคลท่ีไดGรับการตรวจทางการแพทย. ทันตกรรม และ การรักษาจาก
เจGาหนGาที่ทางการแพทย. และสถานะอื่นๆที่นอกเหนือไปจากการเขGารักษาตัวในโรงพยาบาล ใน
ประเภทน้ีจะรวมถึงการรักษาผGูถูกกักขัง ในสถานท่ีใหGการรักษาพยาบาลอื่นๆท่ีนอกเหนือ
โรงพยาบาลดGวย
๖
(๓) การรบั ผปGู NวยไวGรักษา ผูGที่ไดรG ับการรักษาในระดับกองพล และคาดหมายว;าจะสามารถ
กลบั ไปปฏิบัติหนาG ท่ไี ดภG ายในระยะเวลาตามนโยบายการสง; กลับ
๑-๖ การส7งกำลังสายแพทย1
ก.ระบบส;งกำลังสายแพทย.จะครอบคลมุ ถึงการวางแผน และ การปฏิบัติของการส;งกำลัง
สายแพทย. การซอ; มบำรุง และ การตดิ ต;อกบั หนว; ยบริการอ่นื ๆ การควบคุมจัดการของเสีย และ การ
กำจดั การผลิตและการกระจายกาŠ ซทางการแพทย. ระบบสง; กำลงั สายแพทย.เกยี่ วขGองกับการจัดการ
ธนาคารเลือด รวมถงึ การใหGบรกิ ารกบั เหลา; อื่นๆ ชาตพิ ันธมิตร และชาติเจาG บGาน ภายใตกG ารดูแลทาง
เทคนิคของแพทย.ใหญ; ระบบส;งกำลังสายแพทย.ถูกกำหนดไวGเป\นรูปแบบสำหรับสนับสนุนปฏิบัติ
ต;างๆ รปู แบบนี้จะช;วยในการจัดการองค.กรเพ่ือสนับสนุนภารกิจท่ีหลากหลาย และ ทำใหGภารกิจ
สำเร็จไดG
๑-๗ บริการดIานทนั ตกรรม
ก. ภารกิจดGานทันตกรรมในเขตยทุ ธบริเวณเป\นการดูแลสุขภาพช;องปากใหGกับทหารโดย
ใหGบรกิ ารในดGานตา; งๆดังน้ีคือ
- การส;งเสริมสุขภาพช;องปาก
- การใหGการรักษาช;องปาก เพ่ือกำจัดหรอื ลดผลกระทบจากโรคและการบาดเจบ็
- ใหGการรกั ษาแตเ; นิ่นๆสำหรบั การบาดเจบ็ ทร่ี นุ แรงท่ีชอ; งปาก และ ใบหนGา ใหGกบั ผปูG วN ยเจ็บ
ทีจ่ ำตGองส;งกลับทางการแพทย.
ข. ใหGการดูแลสขุ ภาพช;องปาก ซึ่งมอี ยู;ดวG ยกนั ๒ ลักษณะคือ การดแู ลเฉพาะ และ การดูแล
ทีค่ รอบคลุม
(๑) หมายถงึ การรักษาในพ้ืนทเ่ี ขตยุทธบริเวณ ท่ีแบ;งการดูแลออกเปน\ ๒ ลักษณะคือ การ
ดแู ลช;องปากแบบฉุกเฉนิ เพ่ือลดอาการเจ็บปวด กำจัดโรคตดิ เช้ือเฉียบพลัน ควบคุมอาการที่ทำใหG
เป\นอันตรายถึงชีวิต (เลือดออก , cellulitis, หายใจลำบาก)และ รักษาอาการบาดเจ็บที่ ฟ{น
ขากรรไกร และ ใบหนGา ในสภาพท่ีผGปู Nวยอาการไม;ค;อยดีแต;อยใู; นการปฏิบัติหนGาที่ทางยุทธวิธี ตอG ง
ทำการถอน ใหGยาแกปG วด ยาปฏิชวี นะ และ การอดุ ฟน{ ชว่ั คราว ในการบริการทางแพทย.ระดับที่ ๑
ไม;มีทันตแพทย. แต;ผูGช;วยแพทย.สามารถใหGการดูแลแบบฉุกเฉินไดG (ใหGยาแกGปวด ยาปฏิชีวนะ
จนกระทั่งผGูปNวยไดGรับการดูแลจากทันตแพทย.ท่ีมีอย;ูในกองรGอยเสนารักษ. หรือ สถานที่ใหGการ
รกั ษาพยาบาลระดบั กองพล
(ข) การดูแลทางทันตกรรมท่ีจำเปน\ รวมถึงการรักษาทางทนั ตกรรมท่ีจำเป\นสำหรบั ภาวะ
ฉกุ เฉิน การดูแลประเภทนม้ี ีความจำเป\นในการปKองกนั การทำงานไม;ไดG และ เป\นการอนุรักษก. ำลัง
๗
รบไวG นอกจากน้ียังเป\นการดำรงรักษาสภาพความสมบูรณ.ของช;องปากของทหารเพื่อใหGมีความ
พรGอมในการรบ โรคฟน{ เป\นลกั ษณะโรคเร้ือรงั และเกิดขนึ้ ซ้ำๆ สถานะทางสุขภาพช;องปากจะถูกทำ
ใหGแย;ลงจากวันที่ส;งออกไปปฏิบัติหนGาท่ีถGาไม;ไดGรับการดูแลทางทันตกรรมท่ีจำเป\น ขอบเขตการ
ใหGบริการรวมถึงการผ;าตัดเล็กในช;องปาก การรักษาเฉพาะทาง exodontic, periodontal, and
prosthodontics procedures และยากินปอK งกันล;วงหนGา ระดบั การดแู ลข้นั สงู สุดจะอย;ใู นเขตยุทธ
บริเวณ รายละเอียดเพิ่มเติมใน (รายละเอียดเพ่มิ เตมิ ดาG นทนั ตกรรมใน ผนวก ข)
๑-๘ การควบคุมความเครยี ดจากการรบ
ก. เทคโนโลยที ่ีกาG วหนGามีการเปล่ียนแปลงอย;างต;อเนื่องในการปฏบิ ัตขิ องสงคราม จงั หวะ
ในการรบมีความซับซGอนมากขึ้น ผGูนำจำตGองม่ันใจว;ากองกำลังไดGพักผ;อน และ ไดGรับส่ิงอุปกรณ.
เพ่มิ เตมิ ไม;ขาดแคลน สำหรับความตอG งการการนอนหลบั ขั้นตำ่ ตอG งคดิ ใหเG ร็ว ตัดสนิ ใจ และปฏบิ ัติ
ใหเG รว็ กวา; ขGาศึก ผนูG ำจะตGองรเูG จตนารมณข. องผบ. พวกเขาจะตGองสามารถปฏิบตั หิ นาG ทไี่ ดGทันที และ
สอดคลGอง แมGว;าสถานการณ.จะเปล่ียนแปลง และ การสื่อสารอาจจะถูกรบกวน ความตGองการของ
หน;วยสนับสนุนการช;วยรบจะมีมาก ถGามีการใชGอาวุธ คชรน. ความเครียดในสนามรบจะยิ่งมาก
หน;วยท่ีมีความอ;อนลGาควรไดGรับการฟ}‰นฟูและคืนกลับส;ูสนามรบโดยเร็วท่ีสุด ในปฏิบัติการดำรง
สภาพ และสงครามกองโจร จะคิดคำนงึ ถึงอาวุธทที่ ำใหGเกิดความความเครยี ด ทำใหGความสามารถ
ทางวิชาชีพและระเบียบวนิ ยั ลดนอG ยลง
ข.ความรับผิดชอบของผGูนำต;อการควบคุมความเครียด เจGาหนGาที่หน;วยสายแพทย.
กองทัพบกในส;วนของการดูแลสุขภาพจิต และ หนว; ยท่ีดแู ลเรอ่ื งความเครยี ดชว; ยเหลือ ผบ.ในเรอ่ื ง
ตา; งๆ ไดGแก;
- การปKองกันความออ; นลGาจากการรบ และ พฤตกรรมความเครยี ดทีก่ ระทำผิดวินัย
- การรักษาผปGู วN ยทม่ี คี วามออ; นลาG จากการรบ หรือ ความผดิ ปกติทางระบบประสาท
- การสง; คนื ไปปฏิบตั หิ นGาท่ี
- การส;งกลับผGูปNวยเจ็บท่มี คี วามผิดปกติทางระบบประสาท ไม;สามารถกลบั ไปทำหนGาที่ไดG
ค. การดูแลทหารที่มีอาการออ; นลGาจากการรบ (รายละเอยี ดเพิม่ เตมิ ใน ผนวก ค)
๑-๙ การบรกิ ารทางหIองปฏิบตั กิ าร
ก. การบริการทางหGองปฏิบัติการในเขตยุทธบริเวณกำหนดไวเG พ่ือเพ่ิมขีดความสามารถใน
การวินจิ ฉัย และ แยกแยะสารชีวะ สารเคมี
ข. หนGาท่ีของหGองปฏิบตั ิการทางการแพทยส. นับสนุนการวิเคราะห.สารคัดหลง่ั จากร;างกาย
และ เน้ือเย่ือ เพื่อคGนหาจุลชีพ ช;วยในการวินิจฉัยและ การรักษาผGูปNวย และ ปKองกันการเกิดโรค
๘
นอกจากนี้ การจัดการธนาคารเลือดและส;วนประกอบของเลือดเป\นเรอ่ื งสำคญั ของหGองปฏิบตั ิการ
และ ระบบการสง; กำลังสายแพทย.
ค. ภารกจิ แรกของหอG งปฏิบตั ิการเนGนที่การจำแนก และ ประเมินส่งิ ทเ่ี ป\นอันตรายตอ; การ
ทำงานในเขตท่ีรับผิดชอบ ช;วยยืนยันดGวยการทดสอบสารเคมี ชีวะ โรคระบาด โรคจากสัตว.สู;คน
และ สารทเี่ ป\นอันตรายจากการทำงาน และส่งิ แวดลอG ม
๙
บทท่ี ๒
พน้ื ฐานการพิทักษส1 ุขภาพกำลังรบ
พ.อ.หญงิ จริ าภรณ. ชมศรี
การพิทักษ.สุขภาพกำลังรบ คือ ระบบการสนับสนุนบริการสุขภาพในการปฏิบัติการทาง
ทหารทุกรูปแบบตั้งแต;ยามปกติ จนถึงยามสงคราม ซ่ึงการพิทักษ.สุขภาพกำลังรบประกอบดGวย ๓
เสาหลัก ไดแG ก;
๑.ความพรอG มดGานสุขภาพของกำลงั พล
๒. การปKองกันไม;ใหเG กดิ ผปูG วN ยเจบ็
๓. การดแู ลจัดการผGปู วN ยเจ็บ
ในการปฏิบัตกิ ารสนับสนุนบริการสุขภาพในสนามรบนน้ั ใหGความสำคญั กับการส;งทหารคืน
ไปปฏบิ ัตหิ นGาท่ีเป\นสำคญั รายละเอียดของแตล; ะเสาหลักมดี งั ตอ; ไปนี้
๒-๑ ความพรIอมทางดาI นสุขภาพของกำลังพล
ความพรGอมทางดGานสุขภาพของกำลังพลเป\นเสาหลักแรก ที่เนGนความพรGอมของกำลังพล
เปน\ หลัก เพราะความพรGอมของกำลงั พลเปน\ พื้นฐานทท่ี ำใหGเกิดความมน่ั ใจท่ีจะทำใหGบรรลุภารกิจ
ควรทำใหกG ำลังพลมีความพรGอมดGานสขุ ภาพเริ่มต้ังแตก; ารเขGามาบรรจใุ นกองทัพบกและดำเนนิ การ
ต;อเน่ืองไปจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ โดยท้ังนี้เนGนที่ความสมบูรณ.ทางร;างกายและจิตใจ
ความปลอดภัยในการทำงาน และ อย;ูในสภาพแวดลGอมท่ีดี ดังนั้นจึงตGองทำใหGกำลังพลมีความ
แข็งแกร;งในการรบ การสนบั สนนุ บริการสุขภาพที่ดจี ะช;วยสง; เสริมใหGเกดิ การมคี ณุ ภาพชวี ิตที่ดี และ
ลดความตอG งการการดูแลรกั ษาทางดาG นสุขภาพทหาร ทหารท่ีแขง็ แรงสมบูรณม. ีความพรอG มทางดGาน
ร;างกาย มแี นวโนGมทจ่ี ะไดรG ับบาดเจบ็ นอG ยลง และทนตอ; สภาวะความเครยี ดไดGดี
๒-๒ การป=องกนั ไมใ7 หIเกดิ ผปูI Zวยเจบ็
การปKองกันไม;ใหGเกิดผGูปNวยเจ็บ เป\นเสาหลักที่สองของการสนับสนุนบริการสุขภาพ เนGน
เรือ่ ง คุกคามจากขGาศึกและภัยคุกคามทางการแพทย. ภัยคกุ คามจากขGาศึกทำใหGเกิดผGูปNวยเจ็บจาก
การรบ ซึง่ ขน้ึ กับชนิดของอาวุธ ประเภทของการสูรG บ และขอG พิจารณาอน่ื ๆ สว; นภัยคกุ คามทางการ
แพทยท. ำใหGเกิดการบาดเจ็บทมี่ ใิ ช;เกดิ จากการรบ ทำใหกG ารรบดอG ยประสิทธภิ าพลงอย;างมนี ัยสำคัญ
มาตรการรับมือกับภัยคุกคามทางการแพทย. มาตรการดGานเวชกรรมปKองกัน ไดแG ก; การใหGสขุ ศึกษา
การสรGางเสริมสุขภาพ การฉีดวัคซีน การใหGยาปKองกันล;วงหนGา (chemoprophylaxis) การ
สขุ าภิบาล การโภชนาการ สขุ ศาสตรส. ;วนบุคคล การลดป{จจยั เส่ียง การควบคุมแมลงพาหะนำโรค
๑๐
การจัดการสภาพแวดลGอมใหGปลอดโรคปลอดภัย การวินิจฉัยโรคตั้งแต;แรกของการรักษาอย;าง
ทันท;วงที การฟ‰}นฟูสภาพ การจำกัดความพิการ ส่ิงต;างๆเหล;านี้ควรกำหนดใหGเป\นคำสั่ง มีการ
ดำเนนิ งานอย;างต;อเนื่องในทกุ หGวงของการปฏิบตั กิ ารทางทหารทั้งในยามสงบ และยามสงคราม ท้ัง
ในระหว;างการระดมพลก;อนออกปฏิบัติการ (pre-deployment phase) ระหว;างปฏิบัติการ
(deployment phase) หลังปฏบิ ัติการ (post-deployment phase)
๒-๓ การจดั การดูแลผูปI Zวยเจ็บ
การจัดการดแู ลผGปู วN ยเจ็บ เป\นเสาหลกั ท่สี าม เสาหลักนถี้ กู นำไปใชGสนบั สนุนปฏิบัตกิ ารทาง
ทหารท่เี ตม็ รปู แบบ ซึง่ ในป{จจบุ นั การจดั ชดุ แพทย.สนบั สนนุ ปฏิบตั ิการทางทหารควรจัดหนว; ยแพทย.
ใหGมีขนาดเล็ก มีความสามารถในการปรับตัวไดGง;าย ตามสถานการณ.ท่ีเปล่ียนแปลงไป มี
ความสามารถในการเคลือ่ นที่
๒-๔ แนวคดิ พืน้ ฐานของการพทิ ักษส1 ุขภาพกำลงั รบ
ก. การพิทักษ.สุขภาพกำลังรบเกี่ยวขGองกับการวิเคราะห.ขีดความสามารถการดูแลรักษา
ทางการแพทยใ. นแตล; ะระดับ ในแตล; ะพืน้ ที่ ระบบการสนับสนุนการบรกิ ารสขุ ภาพตGองมคี วามริเร่ิม
มกี ารบูรณาการ ซง่ึ การสนบั สนนุ จะเรมิ่ ตGนตั้งแต;ขอบหนGาพน้ื ท่ีการรบ หรือ จากจดุ ท่ีไดรG ับบาดเจ็บ
หลังจากนน้ั ทหารที่ไดGรับบาดเจ็บจะไดGรับการรักษาตามลำดบั จนกระทง่ั ถึงเขตหลัง/ภายใน
ข. ระบบการสนับสนุนการบริการสุขภาพจะครอบคลุม การส;งเสริมสุขภาพ การปKองกัน
การรักษา และ การฟ}‰นฟูสภาพร;างกาย ระบบน้ีถกู ออกแบบมาเพ่ือทำใหGทหารมีสุขภาพแข็งแรง มี
ความพรGอมในการออกไปทำหนาG ทใ่ี นการรบ
-การปฏิบัติการตGองเกิดข้ึนอย;างต;อเนื่อง ระบบการสนับสนุนบริการสุขภาพในทุกระดับ
ตั้งแตร; ะดบั ยทุ ธศาสตร. ยทุ ธการ และ ยทุ ธวิธี ใหคG วามสำคัญกบั การทำใหสG ขุ ภาพแขง็ แรง
การดูแลรักษาทางการแพทย.ท่ีใหGการสนับสนุน ไดGแก; การตรวจ การช;วยชีวิต การทำใหGอาการ
บาดเจ็บคงที่ การเตรียมผูGปNวยสำหรับการส;งกลับทางการแพทย. ไปยังระดับการใหGการ
รักษาพยาบาลท่สี งู กว;า ตลอดจนการส;งคืนไปปฏิบตั หิ นาG ที่ในแนวหนGา
ค. การใชGทรัพยากรในการส;งกลับทางพื้นดิน และ การส;งกลับทางอากาศ ตGองพิจารณา
ป{จจัย ต;างๆ ไดGแก; ภารกิจ ขGาศึก ภูมิประเทศ กองกำลัง เวลาที่มีอยู; และ พลเรือน (METT-TC)
ตวั อย;างเช;น ผลกระทบจากภูมิอากาศ ทรัพยากรทสี่ ามารถจัดหาไดG การใชอG าวุธ คชรน. และ ความ
เรง; ดว; นทางอากาศยาน
๑๑
ง.การมีความอ;อนตัวในสนามรบ มีโครงสรGางในการสนับสนุนการรักษาท่ีจำเป\นสำหรับ
ผูGบาดเจ็บ ใหGการดแู ลเฉพาะทางสำหรับกำลงั พลที่สามารถกลบั ไปปฏบิ ตั หิ นGาทีไ่ ดภG ายในใตนG โยบาย
การส;งกลบั
จ.ระบบการสง; กำลงั สายแพทย.ที่จะสามารถสนบั สนุนภารกจิ ตลอดการปฏิบัตกิ ารไดG
ฉ.งานเวชกรรมปKองกันในการปKองกันผGูปNวยเจบ็ จากโรคที่มิใช;จากการรบผ;านการเฝKาระวัง
ทางการแพทย. การเฝKาระวังดGานพฤติกรรม การประเมินสุขภาพ มาตรการดGานเวชกรรมปKองกัน
และ การปKองกนั ส;วนบคุ คล และ อาชวี อนามัย ทหารนบั เป\นอาชพี หน่ึงจึงจำเป\นตอG งจดั ใหGมีบรกิ าร
ทางดาG นอาชวี อนามัย เพ่ือใหไG ดGกำลังพลที่มสี ุขภาพสมบรู ณ.แข็งแรง ปฏิบัติงานในสภาพแวดลอG มท่ี
ปลอดโรคปลอดภัย เป\นกำลังสำคัญในการปฏิบัตกิ ารทางทหารทัง้ ในยามปกติ ยามสงคราม รวมถึง
ในภารกิจการปKองกันและพัฒนาประเทศ การนำความรGูดGานอาชีวเวชกรรมมาประเมิน
สภาพแวดลGอมจากการทำงาน โดยในการวเิ คราะห.ภูมปิ ระเทศ ลมฟKาอากาศ แพทย.อาชวี เวชศาสตร.
จะมีบทบาทในการช;วยเหลือนายทหารฝNายข;าวกรองในการวิเคราะห.ภูมิประเทศ ลมฟKาอากาศ
อธิบายผลกระทบของการวิเคราะห.ภูมิประเทศ ลมฟKาอากาศในแง;ของการแพทย. โดยเปKาหมาย
ทางการข;าวกรองของแพทย.อาชีวเวชศาสตร. ไดGแก; ผลของพ้ืนท่ีปฏิบัติการที่จะมีผลกระทบต;อ
สุขภาพอนามัยของทหารที่ปฏบิ ัติการในพ้ืนที่ปฏิบัติการ มีบทบาทในการช;วยเหลือนายทหารฝNาย
การขา; วในดาG นของผลกระทบของภมู ิประเทศที่จะมผี ลต;อการปฏบิ ตั กิ ารทางทหารของฝNายเราในแง;
ของการแพทย. เช;น ในการปฏิบตั กิ ารในพ้นื ทีป่ Nา ภเู ขา อาจจะตGองเฝาK ระวังในโรคมาลาเรยี เปน\ ตนG
บทบาทของแพทยอ. าชวี เวชศาสตร.ในการสนบั สนนุ ทางการช;วยรบมีภารกจิ ในการจัดการบรกิ ารทาง
การแพทยใ. นสนาม วางแผนทางการแพทย. วางแผนทางดาG นการเวชกรรมปอK งกัน สขุ าภบิ าล
สภาพแวดลGอมในการปฏิบตั ิการใหมG ีความปลอดภยั เพอื่ ใหผG Gูปฏบิ ัตงิ านมีสุขภาพดี พรอG มทจ่ี ะ
ปฏบิ ตั กิ ารทางทหารไดอG ย;างดีเย่ียม นอกจากนีย้ งั มบี ทบาทในการใหGขGอเสนอแนะในการคดั เลอื ก
หรือจัดบคุ คลในการปฏิบัติงาน โดยใชGขอG มูลทางการแพทย. ขGอมูลสุขภาพของแตล; ะบคุ คลวา;
เหมาะสมกับการปฏบิ ตั ิงานในแต;ละคร้งั หรอื ไม;
ช. บรกิ ารดาG นทันตกรรมเพ่ือทำใหGสามารถกลับไปปฏิบัตหิ นาG ทไ่ี ดGอยา; งรวดเรว็ ที่สดุ และ
ทำใหกG ำลังพลมสี ุขภาพช;องปากท่ีดี
ซ. การดูแลเร่ืองความเครียดจากการรบ/สุขภาพจิต เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพของทหารและ
หนว; ย โดยเพ่ิมขีดความสามารถในการทนทานต;อความเครยี ด และ มีพฤติกรรมการเผชิญกับป{ญหา
ในดาG นบวก
ด. การดแู ลทางหGองปฏิบตั กิ าร โดยทำส่ิงต;างๆดงั ตอ; ไปนคี้ ือ
- ชว; ยในการวนิ จิ ฉยั โรค
๑๒
- สนบั สนุนการเฝKาระวังดาG นอาชวี อนามยั
- ติดตามประสิทธผิ ลในการรกั ษา
- จำแนกและยืนยนั การใชอG าวุธชวี ภาพ และ อาวธุ เคมี ของขาG ศึก
๒-๕ หลักการของการพทิ ักษส1 ุขภาพกำลงั รบ
หลัก ๖ ประการ ของการพทิ ักษส. ขุ ภาพกำลังรบ คือ ความสอดคลGอง ความตอ; เน่ือง
การควบคุม ความใกลชG ิด ความออ; นตวั และ การเคล่ือนท/่ี ความคลอ; งตวั
ก.หลกั ความสอดคลอG ง ความสอดคลGองกบั แผนทางยทุ ธวิธเี ป\นสิ่งสำคัญระบบการสนบั สนนุ
บริการทางสุขภาพทม่ี ปี ระสิทธิภาพ เป\นสว; นหนงึ่ ของแผนปฏบิ ตั ิการ ผวGู างแผนตGองสามารถกำหนด
ความตGองการ และพัฒนาแผนทีส่ นบั สนนุ เจตนารมณ.ของผGูบงั คับบัญชาและแผน
ข.หลักความตอ; เน่ือง การสนบั สนุนบริการทางสขุ ภาพจำเปน\ ตGองมคี วามตอ; เนอ่ื ง เพราะว;า
การรักษาอาจจะมีอุปสรรคทำใหอG ัตราการเสยี ชีวิต/ความเจบ็ ปNวยเพ่ิมมากขึ้น เกดิ ภาวะทุพลภาพใน
ระยะยาว จะตGองไม;ทำการสง; กลบั ทางการแพทยไ. ปยังขาG งหลงั โดยไมจ; ำเป\น
ค.หลักการควบคุม การควบคุมและการใหGคำปรึกษาแนะนำเก่ียวกับระบบการสนับสนุน
บรกิ ารทางสขุ ภาพ ภารกิจ การปฏิบตั ิ และ ทรพั ยากรซึ่งจะตอG งดำรงรักษาไวGใหGเหมาะสม
ฝาN ยอำนวยการตGองคิดล;วงหนGาและดำรงเจตนาของผGูบังคับบัญชาไวGในทุกดGาน รวมถึงภัยคุกคาม
ทางการแพทยใ. นพ้นื ท่ีปฏิบัติการ
ง. หลกั ความใกลGชิด ตำแหน;งหรือทตี่ ั้งของสถานใหกG ารรกั ษาพยาบาลท่ีส;งออกไปสนับสนนุ
การพิจารณาใชGป{จจัย ภารกจิ ขGาศึก ภูมิประเทศ กองกำลงั เวลาที่มีอยู; และ พลเรือน (METT-TC)
ระยะทาง นโยบายการส;งกลับ อัตราบรรจุกำลัง และ ทรัพยากรในการส;งกลบั จะทำการสง; ผGปู Nวย
เจ็บกลับมารักษายังสถานทีใ่ หกG ารรักษาพยาบาล หรือว;าจะใหGสถานท่ีรกั ษาพยาบาลเคล่ือนท่ีไปยัง
จุดที่มีผูGปNวยเจ็บจำนวนมาก ท้ังน้ีแพทย. และ เจGาหนGาท่ีจำตGองประสานงานและทำใหGเกิดความ
สอดคลอG งเพื่อทำใหGม่ันใจไดGวา; การรกั ษาพยาบาลจะไม;ขดั ขวางการปฏบิ ัติทางยทุ ธวิธี
จ. หลักความออ; นตัว ผวGู างแผนจะตGองมีความอ;อนตวั ในการเพมิ่ ขีดความสามารถ การยาG ย
ทรัพยากรเพ่อื ตอบสนองตอ; ความเปลย่ี นแปลง การเปล่ยี นแปลงทางยุทธวธิ ี/แผนยทุ ธการตอG งทำใหG
มีความอ;อนตัว เพราะว;าหน;วยในระบบการใหGบริการทางการแพทย.ถูกใชGภายในเขตยุทธบริเวณ
และ ไม;มีหน;วยสำรอง ผูGบังคับบัญชาทำการเปล่ียนแผนเพ่ือจัดทรัพยากรทางการแพทย.ในภาวะ
วิกฤตติ ามความตอG งการ
ฉ. หลักการเคล่ือนที่/ความคล;องตัว การเคลื่อนที่เป\นการทำใหGม่ันใจไดGว;าระบบการ
สนับสนุนบริการทางสุขภาพมีเพียงพอในการสนับสนุนกำลังทางยุทธวิธี การเคลื่อนที่ของหน;วย
แพทยใ. นอตั ราท่จี ัดใหGกบั หนว; ยทางยุทธวิธจี ะตอG งเทา; กนั กบั หน;วยสนบั สนุน หนว; ยบัญชาการหลกั ใน
๑๓
ระดับกองทัพ ทำการประเมิน คาดการณ. การเคล่ือนยGายและการส;งออกไปปฏบิ ัติหนGาท่ีใหม; ผ;าน
การใชGหนว; ยในอัตราและการใชGหน;วยอ่นื ในการขนส;ง ผGูบงั คับบัญชาตGองสามารถทำการเคล่อื นยGาย
หนว; ยสนับสนุนฯไดอG ยา; งรวดเรว็ ในการสนบั สนนุ การรบ ยกตวั อยา; งเชน; ถGาหน;วยหนง่ึ ไดเG คล่ือนยาG ย
ไป หน;วยที่ใกลGเคียงกันอาจจะตGองผ;านขGามไป หน;วยท่ีระดมพลออกมาอาจจะตGองใหGจัดลำดับ
ความสำคัญของการส;งกลับทางการแพทย. ถาG ผูGปNวยเจ็บมีอาการคงท่ีและทรัพยากรจะตอG งยGายไป
ขาG งหนGา หนทางเดยี วท่ชี ;วยเพิ่มการเคลื่อนทีค่ ือการสง; หนว; ยแพทยไ. ปขGางหนGาคอื เพ่ือรับผGูปวN ยเจ็บ
๒-๖ การวางแผนสำหรบั การพิทกั ษส1 ุขภาพกำลงั รบ
ก. กองกำลังจะตGองสามารถเคลื่อนยGายไดGอย;างรวดเร็ว ออกปฏิบัติการไดGทุกแห;ง หลัก
พ้ืนฐานของการพิทักษ.สุขภาพกำลังรบในการสนับสนนุ กองกำลงั เก่ียวขGองกับ การรักษายอดกำลัง
พล และ รกั ษาสุขสภาวะของทหาร รักษาชีวติ ใชGศาสตร.และศิลปะในการดแู ลทางการแพทย.
ทำใหมG ัน่ ใจไดวG า; ทหารจะถกู ส;งคืนไปปฏบิ ัตหิ นาG ท่ไี ดGโดยเร็ว
ข. หน;วยสายแพทย.กองทัพบกจะตGองสามารถเคลื่อนยGาย ออกไปปฏิบัติหนGาท่ีและ
สนับสนุนต;อภาวะวกิ ฤติ ผบ.หน;วยแพทย.ท่ีใหGการสนับสนุนจะวิเคราะห.ตามป{จจัย ภารกิจ ขาG ศึก
ภูมิประเทศ กองกำลงั เวลาทม่ี ีอย;ู และ พลเรอื น (METT-TC)
ค. การพทิ กั ษส. ขุ ภาพกำลังรบ พจิ ารณาสงิ่ ต;างๆดังนี้
(๑) ขGอพิจารณาทางยุทธศาสตร. การสนับสนุนบริการทางการแพทย. และการสนับสนุน
บรกิ ารรวมถึงกิจกรรมต;างๆภายใตGการควบคมุ ของกองทพั บก สิ่งเหล;านร้ี วมถงึ คลงั สนิ คGา คลงั แสง
ขGอมูลธนาคาร พืช การวิจัยทางหGองปฏิบัติการ และ โรงงานที่เกยี่ วขอG งกับการทำวิจัย ศนู ยเ. ฝKาระวัง
โรคที่มใิ ชก; ารรบ เชน; ศนู ย.ส;งเสรมิ สุขภาพและเวชกรรมปอK งกนั หนว; ยงานสง; กำลัง และโรงพยาบาล
พลเรือนอืน่ ๆ ฯลฯ โดยเนGนท่ี
- การสนบั สนนุ การสง; ออกไปปฏิบัติหนGาทโี่ ดยทำใหGม่ันใจวา; ทหารมีความพรอG ม
- การเฝาK ระวังทางการแพทย. และการเฝKาระวงั ดาG นอาชีวอนามยั
- การดแู ลดาG นเวชกรรมปKองกนั
- หอG งปฏิบตั ิการ สำหรับการช;วยวนิ ิจฉัย สิง่ ส;งตรวจท่ีปนเป‰}อน
- การกำหนดความตอG งการ และ อปุ กรณท. างการแพทย. โลหติ และ เวชภณั ฑ.
- การจัดเก็บเปน\ คลัง และ กำหนดสิ่งอุปกรณท. างการแพทย.ลว; งหนาG
- ทำการสง; กลับทางการแพทย. ควบคมุ ทางการแพทย. และ รบั ไวGรักษาในโรงพยาบาล
- การเคลอ่ื นยาG ย
- การทำใหGทหารทไี่ ดรG ับบาดเจ็บกลับคนื สู;สุขภาพท่แี ขง็ แรงสมบูรณ.
(๒) ขGอพิจารณาในการปฏบิ ตั กิ าร
๑๔
(ก) การปฏิบัติการในระบบการสนับสนุนการบริการทางสุขภาพจะรวมถึงกิจกรรมทาง
การแพทย.ที่สนับสนุนการส;งกำลังออกไปปฏิบัติหนGาท่ี การสนับสนุนปฏิบัติการต;างๆ
ดังตอ; ไปน้ี
-พิจารณาใหเG จาG หนาG ท่ีเวชกรรมปKองกนั เขาG ไปช;วงแรก เพอื่ หาขGอมลู ขา; วกรองทาง
การแพทย.ประกอบการวางแผนทางการแพทย. เฝาK ระวังทางการแพทย. ท้ังนี้เพื่อลดความ
สญู เสียจากการบาดเจบ็ ทม่ี ใิ ช;จากการรบ
-สนบั สนุนการส;งออกไปปฏบิ ัติหนGาท่ี
-การรักษาทางการแพทยใ. นเขตยทุ ธบริเวณ
-การแจกจา; ยอปุ กรณ.ทางการแพทย. โลหิต สว; นประกอบของโลหติ
-สนับสนุนกองกำลงั ทอ่ี ยูข; GางหนGา
-เสริมกำลงั ของหนว; ยแพทย.ทอ่ี ยใ;ู นเขตยทุ ธบรเิ วณ
(ข) ระดับของการสนับสนุนจะตGองทำใหGเกิดความสมดุลระหว;างความตGองการท่จี ำเปน\ ใน
การเพิ่มขีดความสามารถตามสายการบังคับบัญชาในการสรGางการสนับสนุนสำหรับ
ปฏบิ ตั กิ ารหลัก ผวูG างแผนตอG งใชปG ระโยชนจ. ากโครงสรGางพนื้ ฐาน และ บริการท่เี กย่ี วขอG งใน
ขอบเขตทางการแพทย.
(๓) ขอG พจิ ารณาดาG นยุทธวธิ ี
(ก) การวางแผนทางดGานยุทธวิธี เป\นสิ่งท่ีควรคิดล;วงหนGา การพิทักษ.สุขภาพกำลังรบ
จะตGองทำการบูรณาการแผนทางยุทธวิธี และคำส่ัง ผบ. จัดสรรทรัพยากรใหม;เมื่อ
สถานการณ.ทางยุทธวิธีเปล่ียนไป ผบ.ท่ีใหGบริการสนับสนุนทางดGานสุขภาพทำการจัด
หน;วยในการสนับสนุนทางการแพทย. ปรับใหGเหมาะสม และ สอดคลGองกับความตGองการ
ของหน;วยในการเพ่มิ เติมกำลงั หน;วยในการเพ่ิมเติมกำลังเปน\ หนว; ยแพทย.ทมี่ าจากระดบั ท่ี
สูงกวา;
(ข) เน่ืองจากมกี ารถูกทำลายเป\นจำนวนมาก จากอาวุธ คชรน. และ วตั ถรุ ะเบิดทำลายลาG ง
สูง หนว; ยบริการดาG นสขุ ภาพสามารถทำการคาดการณ.ลว; งหนาG ถึงจำนวนผGปู Nวยเจบ็ ในหGวงระยะเวลา
สั้นๆ สถานการณ.ที่มีผูGบาดเจ็บจำนวนมากจะทำใหGเกินขีดความสามารถของหน;วยแพทย. หน;วย
แพทย.ตGองมีความอ;อนตัว ตGองเปล่ียนขอบเขตการปฏิบัติ ในการใหGส่ิงที่ดีที่สุด ป{จจัยความสำเร็จ
สำหรับปฏิบัติการที่มกี ารจัดการท่ีมีประสิทธิภาพ มกี ารคดั แยกผูGปNวย ณ จุดเกิดเหตุ การช;วยชีวิต
ฉุกเฉิน การผ;าตดั แบบเร;งดว; น ในการสง; กลบั ทง้ั ภาคพื้นดนิ และ อากาศยาน
(ค) กำลงั พลเหล;าทหารแพทย. มกี ารปKองกันตนเอง และผูGปNวยภายใตGขGอจำกัด
๑๕
บทท่ี ๓
ความพรIอมทางดIานสุขภาพของกำลังพล
พ.อ.หญิง จริ าภรณ. ชมศรี
๓-๑ กลา7 วนำ
ก.ความพรอG มทางดGานสขุ ภาพของกำลังพลเป\นเสาหลักแรกของการพิทักษ.สุขภาพกำลงั รบ
ใหGความสำคญั กบั ความพรอG มของกำลงั พล เนGนการสง; เสรมิ การมสี ุขภาพท่ดี ี สามารถรบั มือกบั ความ
เจ็บปNวยและความเครยี ดทอ่ี าจจะเกิดขน้ึ ไดGดี ซึ่งการดแู ลกำลงั พลใหGพรGอมดGานสุขภาพจะเป\นการ
ช;วยส;งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสมรรถนะในการปฏิบัติหนGาที่ และ ลดการดูแลดGานการ
รกั ษาพยาบาลลงไดG
ข. ความพรอG มทางดาG นรา; งกายเรม่ิ ตGนตั้งแตก; ระบวนการในการสรรหาบคุ คลเขาG รับราชการ
เม่ือเขGารับราชการแลGวตGองไดGรับการส;งเสริมสุขภาพแบบองค.รวมท่ีครอบคลุม ๕ ดGานท่ีสำคัญๆ
ไดGแก; รา; งกายที่ดี โภชนาการ จิตใจ ทันตสุขภาพ และ สภาพแวดลGอมทเ่ี อื้ออำนวย ทง้ั หมดทก่ี ลา; ว
มาจะเปน\ การสรGางความพรGอมของร;างกายกำลงั พล เพื่อการมีคุณภาพชีวติ ท่ีดี และปฏิบตั ิหนGาท่ไี ดG
อย;างมีประสิทธภิ าพ
ค.กรมแพทย.ทหารบกใชกG ารส;งเสรมิ สุขภาพ และเวชกรรมปKองกนั ในการดูแลกำลังพลใหGมี
สภาพร;างกายที่แขง็ แรง กำลังพลทีม่ ีสุขภาพแข็งแรงพรอG มรบจะช;วยสง; เสริมประสิทธภิ าพในการรบ
ดงั น้ันการที่จะทำใหGกำลังพล มีความแข็งแรงสมบูรณ.นั้น ตGองเร่ิมตง้ั แตก; ารคัดสรรบุคคลท่ีมีความ
พรGอม ตลอดจนเม่ือเขาG มารับราชการเป\นทหารแลGวจะตGองไดGรบั การสง; เสรมิ สุขภาพและเวชกรรม
ปอK งกัน ท้ังในยามปกติและยามสงคราม กำลังพลมีคุณภาพชีวิตและสามารถปฏิบัติภารกิจตามท่ี
ไดรG ับมอบหมายไดG
๓-๒ ร7างกายทส่ี มบรู ณพ1 รIอม
รา; งกายที่สมบูรณ.พรGอมจะครอบคลุมสภาพร;างกายที่มีสภาวะของความแข็งแรงทนทาน
ความคล;องแคล;ว ความมีพลังแรงกาย และ ความยืดหย;ุนของร;างกาย ซ่ึงทั้งส่ีมิติจะเกดิ ข้ึนไดGดGวย
การฝ_กฝนท่ีเหมาะสม มีการออกแบบการฝ_กท่จี ำเพาะ การฝ_กฝนตามโปรแกรมที่แตล; ะหน;วยไดGจัด
ไวGเป\นตารางการฝ_ก มีการเฝKาระวังการบาดเจ็บทางกายภาพดGวย มีการติดตามประเมินผล และ
ไดรG ับการประเมินทางสุขภาพวา; มคี วามพรอG มในการปฏบิ ตั ิหนาG ที่ไดG
๑๖
๓-๓ โภชนาการ
โภชนาการท่ีดีเป\นหน่ึงในองค.ประกอบท่ีทำใหGกำลังพลมีความพรGอม การอย;ูในสภาพทุ
โภชนาการอาจจะส;งผลทำใหGความพรGอมของภารกิจลดลง ดังน้ันการดูแลร;างกายใหGแข็งแรงจึงมี
ความสำคัญในการเตรียมความพรGอมของภารกิจ การดูแลร;างกายใหGดีดGวยโภชนาการท่ีดี จึง
หมายถึงการบรโิ ภคอาหารเพื่อใหGไดGปรมิ าณและคุณภาพ รวมถงึ คุณค;าของอาหารอย;างพอเพียงโดย
ทสี่ ารอาหารต;าง ๆ และพลังงานทีไ่ ดGรับควรจะสมดุลกนั ไม;มากหรือนGอยจนเกนิ ไป เพื่อท่ีรา; งกายมี
ภาวะโภชนาการที่ดี ไม;เป\นโรคขาดสารอาหารหรือเปน\ โรครบั สารอาหารเกิน
หลักสำคัญของอาหารสำหรบั ทหารและมหี ลกั พิจารณา ประการสำคัญ คือ
ก. เป\นอาหารท่ีใหGสารอาหารสำคัญ จำเป\นและเพียงพอท่ีจะทำใหGร;างกายเกิดความ
แข็งแรง
ข. เป\นอาหารท่ีใหพG ลังงานเพียงพอ แก;ความตอG งการของร;างกาย (รายละเอยี ดเพิ่มเติมใน
การคำนวณตามความตอG งการของรา; งกายมใี น ผนวก ง)
๓-๔ ดาI นจิตวญิ ญาณ
การมจี ิตวญิ ญาณทดี่ แี ละมสี ขุ ภาพจติ จะครอบคลุ มถึง ความรGสู กึ นึกคดิ พฤติกรรม สงั คม
จิตวญิ ญาณ ซ่งึ ทหารจะไดGรบั การฝก_ ฝนใหมG ีความแข็งแกรง; ทางดGานจิตใจ ความรสูG กึ นกึ คดิ การ
ฝ_กฝนอยา; งตอ; เนื่องสม่ำเสมอจะทำใหทG หารมีทักษะในการเผชญิ กบั ป{ญหา สามารถมสี มาธกิ ับ
ภารกิจทไ่ี ดรG ับมอบหมายเพอ่ื ปฏิบัตภิ ารกจิ ใหGสำเรจ็ ไดG สง่ิ เหล;านจี้ ะเกดิ ขนึ้ ไดกG ด็ วG ยการฝก_ ฝนเรยี น
รอGู ยูต; ลอดเวลา เช;น การทำสมาธิ การเล;นโยคะ หรอื การฝ_กจิตในดาG นตา; งๆ การเรยี นรGูจากบุคคล
อื่นๆ เปน\ ตนG จะทำใหเG กดิ ทักษะในการพฒั นาตนเอง การเผชญิ กบั ความเครยี ดและการมี
ความสามารถในการแกGปญ{ หาตา; งๆไดG
๓-๕ ทนั ตสขุ ภาพ
การมสี ุขภาพช;องปากทด่ี ีเปน\ สว; นสำคญั ของความพรอG มทางดาG นร;างกาย การรGสู กึ เจบ็ ไม;
สบายทางทนั ตกรรม แมGจะเกิดขึน้ เพยี งเลก็ นGอยในระหว;างการปฏิบตั หิ นาG ที่แต;กอ็ าจจะส;งผลทำใหG
เกดิ ความเสยี หายรGายแรงตอ; ความสำเร็จของภารกจิ ไดG ดงั นนั้ ตอG งมกี ารเนนG ย้ำใหGมกี ารตรวจทางทัน
ตกรรมใหGกบั กำลงั พลก;อนท่จี ะออกไปปฏิบัตหิ นGาท่ี (รายละเอียดเพ่มิ เติมดาG นความพรอG มทางทันตก
รรม ใน ผนวก ข )
๑๗
๓-๖ สภาพแวดลอI มทีเ่ อือ้ อำนวย
ก. สภาพแวดลGอมจะครอบคลมุ ถึงบคุ คล ครอบครัว ชมุ ชน และ สงั คม ทลี่ อG มรอบอย;ู
ตลอดจนงานอาชวี อนามยั และสง่ิ แวดลอG มทเ่ี กอ้ื กลู ทที่ ำใหกG ำลงั พล ครอบครัวและชุมชนมคี วาม
ปลอดภยั การสรGางสภาวะท่ีเกอื้ กลู เชน; นต้ี Gองมกี ารระบุ การควบคุม เพื่อลดความเสยี่ งทจ่ี ะสมั ผัส
กับอันตราย การเฝKาระวงั เป\นมาตรการดGานเวชกรรมปอK งกนั และ การเฝาK ระวังทางการแพทย.เพอ่ื ทำ
ใหGสามารถพบสิ่งผิดปกตไิ ดตG ง้ั แตช; ว; งแรกๆ
ข. การเตรยี มความพรอG มดGานสขุ ภาพในเสาหลักแรกนีจ้ ะเปน\ การชว; ยทำใหกG ำลงั พลมี
สุขภาพทพี่ รอG มทงั้ ร;างกาย จิตใจ ตลอดจนมขี วญั และกำลงั ใจในการปฏบิ ตั ิหนGาทใ่ี หสG ำเรจ็ ลลุ ว; งไดG
ควรตGองมกี ารประเมินอยา; งต;อเนื่อง มกี ารพฒั นาใหGดขี นึ้ ตลอดเวลา มีการรายงานผลความพรอG ม
ทางการแพทยอ. ยเ;ู สมอ ท้งั น้ีเพื่อเปน\ การสง; เสรมิ การมีสุขภาพท่ดี ีพรGอม และ ปKองกนั ความเจบ็ ปNวย
ตลอดจนประเดน็ สำคญั ๆทอี่ าจจะกระทบกบั ความสมบรู ณพ. รGอมรบของกองกำลงั
๑๘
บทท่ี ๔
การปอ= งกนั ไม7ใหIเกดิ ผIูปวZ ยเจบ็
พ.อ. ธีรศักดิ์ กฤษณะเศรณี
พ.อ.คทาวธุ ดปี รีชา
พ.ท.หญงิ ฐติ ารยี . เพชรสดศลิ ป”
๔-๑ กลา7 วนำ
ก. การปอK งกันไมใ; หเG กดิ ผGปู Nวยเจบ็ เปน\ เสาหลกั ทสี่ องของการพทิ กั ษส. ุขภาพกำลงั รบ ซึง่ มี
ความเชอ่ื มโยงกบั ภัยคกุ คามทางการแพทยท. ัง้ ทเี่ กดิ จากการรบ และมใิ ชก; ารรบ ซึ่งภัยคกุ คามจาก
จากการรบทำใหเG กิดการบาดเจ็บจากการรบ (Battle injury) ซง่ึ ข้ึนกับชนดิ ของอาวุธ ประเภทของ
การสรูG บ และขอG พิจารณาอืน่ ๆส;วนภยั คุกคามทม่ี ิใชเ; กดิ จากการรบทำใหเG กิดโรคและความเจบ็ ปNวย
(Disease non-battle injury) ทำใหGการรบดอG ยประสิทธภิ าพลงไดG ดังน้ันการมีมาตรการปKองกันภยั
คกุ คามทางการแพทย.ในดาG นต;างๆจะทำใหกG ำลงั พลปลอดโรค ปลอดภัย ไมเ; จบ็ ปวN ย และ คง
ประสิทธิภาพในการรบไวไG ดG
ข. มาตรการดาG นเวชกรรมปอK งกัน ตGองดำเนินงานในทุกหGวงของการปฏิบตั กิ ารทางทหาร
ทั้งในยามสงบ และยามสงคราม ท้ังในระหวา; งการระดมพลกอ; นออกปฏบิ ัตกิ าร (pre-deployment
phase) ระหวา; งปฏิบัตกิ าร (deployment phase) หลังปฏิบัติการ (post-deployment
phase) ซ่งึ ตอG งครอบคลมุ เรอ่ื ง การสุขาภบิ าล สขุ ศาสตร.สว; นบคุ คล การควบคุมแมลงพาหะนำโรค
การสราG งเสรมิ สุขภาพ การใหยG าปKองกันลว; งหนาG (chemoprophylaxis) การฉีดวคั ซนี ตลอดจน
การวินิจฉยั โรคตง้ั แตแ; รกของการรกั ษาอย;างทนั ทว; งที การฟน}‰ ฟูสภาพ การจำกดั ความพกิ าร สงิ่
เหล;านีม้ กี ารกำหนดเปน\ คำสัง่ หรอื แนวทางใหปG ฏบิ ัตติ ามอยา; งเครง; ครัด
๔-๒ การเวชกรรมปอ= งกัน
การเวชกรรมปKองกัน หมายถงึ การดำเนินการในการปKองกนั และควบคุมโรค การ
โภชนาการ การสุขาภิบาลและภัยคุกคามทางการแพทย.ทส่ี ง; ผลกระทบตอ; ความเปน\ อย;ู การฝ_กและ
การปฏบิ ตั ภิ ารกิจของทหารทงั้ ทางร;างกายและจิตใจ ซง่ึ อาจเกดิ ขนึ้ ในที่ตง้ั ปกตหิ รอื ในสนาม เพอื่
ลดการสญู เสียทางธรุ การทีไ่ มไ; ดเG กดิ จากการรบ และอาจหมายรวมถึง การปอK งกนั ตนเองจากการ
กระทำของฝาN ยตรงขาG ม อาทิ การใชGอาวุธเคมี ชีวะ รังสี นิวเคลยี ร. ท่ีอาจปนเป}‰อนทต่ี ง้ั ของหน;วย
ทหารและสิ่งแวดลGอม ทงั้ นี้ การดำเนินการดGานเวชกรรมปKองกนั เปน\ ความรับผิดชอบของ
ผบGู งั คบั บญั ชาในทุกระดบั รวมถึงตวั กำลังพลเองทจี่ ะตอG งมหี นGาที่ในการปฏบิ ัติตามแนวทางในการ
เวชกรรมปอK งกนั ที่กำหนด โดยมผี บGู งั คบั บญั ชาและหนว; ยงานต;างๆในกองทพั บก รบั ผิดชอบ
ดำเนนิ การในสว; นทเ่ี กย่ี วขอG ง ดังนี้
๑๙
๑. ผGูบังคับหน;วยทหาร มีหนGาท่ีและความรับผิดชอบในอันที่จะจัดการดGานเวชกรรม
ปอK งกันภายในหน;วยและเขตรับผิดชอบ ใหGดำเนินการตามคำส่ัง ระเบียบ ขGอบังคับ และปรับปรุง
แกไG ขขอG บกพรอ; ง
๒. ผูGบังคับหน;วยเสนารักษ.หรือผูGแทน มีหนGาทชี่ ;วยเหลือผูบG ังคับหน;วยทหาร โดยเป\นที่
ปรึกษาของ ผGบู งั คับหน;วยในดGานเทคนคิ ทเ่ี กีย่ วกบั ภาวะ การสขุ าภบิ าลและการปอK งกันโรคตดิ ต;อ
ของหน;วยทหาร พรGอมทั้งเสนอแนะในเรื่องการออกคำสั่งหรือระเบียบปฏิบัติที่เก่ียวกับการ
สุขาภบิ าลของหนว; ย ทำหนGาท่ีตรวจและรายงานผลการตรวจสุขาภิบาลใหผG ูGบังคับหน;วยทราบเป\น
ระยะๆ หากพบขGอพร;องใหGรีบเสนอขGอแนะนำในการปรับปรุงแกGไขโดยด;วน อย;างไรก็ตาม ความ
รบั ผิดชอบโดยตรงท่ีเกี่ยวกับงานดGานสุขาภิบาลและการ ปKองกันโรคติดตอ; ก็ยังคงอยู;กับผGูบังคับ
หนว; ยทหารนน่ั เอง
๓. นายทหารเวชกรรมปKองกนั เปน\ ผูชG ว; ยผGูบงั คับหน;วยเสนารักษใ. นการตรวจตรา
ควบคมุ การสขุ าภบิ าลและการปอK งกันโรคตดิ ต;อ และงานทเ่ี ก่ียวขอG งกบั กจิ กรรมทางเวชกรรม
ปอK งกันทัง้ สน้ิ ทง้ั นหี้ น;วยในส;วนกำลงั รบมิไดมG ีการบรรจนุ ายทหารเวชกรรมปอK งกัน หรอื นายสิบเวช
กรรมปKองกนั ไวใG นอัตรา ดังนัน้ นายสบิ พยาบาลในทกุ ระดบั จะตอG งปฏิบตั หิ นGาทเ่ี สมือนเปน\ เจาG หนาG ที่
เวชกรรมปอK งกนั ใหแG กห; นว; ยอีกตำแหนง; หนงึ่ ดGวย
๔. หน;วยเวชกรรมปKองกันกองทัพบก เปน\ หนว; ยปฏบิ ัติการในสนามของกองทพั บก ฝาก
การบังคับบัญชาอย;ูกับกรมแพทย.ทหารบก มีหนGาท่ีใหGการสนับสนุนในการบริการทางเวชกรรม
ปKองกันเป\นส;วนรวมแก;หน;วยต;างๆ ท่ัวกองทัพบก ทเ่ี กินขีดความสามารถของหน;วยนน้ั จะปฏิบัติ
เองไดG หรอื ตามทก่ี รมแพทย.ทหารบกสงั่ ใหปG ฏบิ ัติ
๕. กรมแพทย.ทหารบก มีหนGาที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน แนะนำ กำกับดูแล
ดำเนนิ การวจิ ัยและพัฒนาเกย่ี วกบั การผลติ จดั หา ส;งกำลงั ซอ; มบำรงุ กำหนดหลกั นยิ มและทำตำรา
ตลอดทง้ั การฝ_กและศึกษา ทเ่ี กยี่ วขอG งกบั การสง; เสริมสขุ ภาพและการเวชกรรมปKองกนั
๔-๓ การดำเนนิ การดาI นเวชกรรมปอ= งกัน
ก. การเวชกรรมป=องกันในทต่ี งั้ ปกติ ซึ่งจะเปน\ การดำเนินการในการปKองกนั โรค การใหG
ความรูใG นการปอK งกนั โรค สุขศาสตรส. ว; นบุคคล การเสรมิ สราG งภูมคิ มุG กนั โรค การสอบสวนหาสาเหตุ
ของโรคและการควบคมุ โรคไมใ; หGแพรก; ระจายในหมท;ู หารและชมุ ชนทหาร รวมถึงการเฝKาระวงั และ
ปKองกนั ภัยคกุ คามทางการแพทยท. อ่ี าจผลกระทบตอ; สุขภาวะทางรา; งกายและจิตใจท่ีอาจเกดิ แก;
กำลังพลทหารท่ปี ฏบิ ตั งิ านและการฝก_ ทางทหารในที่ตงั้ ปกติ และการสุขาภบิ าลในท่ีตงั้ ปกติ และยงั
หมายรวมถงึ การดำเนนิ การในการสำรวจพนื้ ท่ปี ฏิบัตงิ าน สำนกั งาน แหลง; ชุมชน เพอื่ ทำการ
วิเคราะห.และพ้นื ทเ่ี สี่ยงในการเปน\ แหลง; เพาะพนั ธ.โรค หรอื เปน\ สาเหตุทที่ ำใหใG หเG กดิ อันตรายต;อ
๒๐
ความเปน\ อยแู; ละการปฏบิ ัตงิ านของกำลงั พล ซึง่ จะนำไปสู;การเตรยี มการในการดำเนนิ การดGานเวช
กรรมปKองกันทม่ี ีประสิทธภิ าพและเปน\ รูปธรรม ทั้งนแี้ นวทางการดำเนนิ การเวชกรรมปKองกันในทตี่ งั้
ปกติ ใหถG ือปฏิบตั ติ าม คำสงั่ กองทพั บกประกาศ หรือ คม;ู ือของกรมแพทยท. หารบกที่เกย่ี วขอG ง เป\น
แนวทางในการดำเนินการไดG
การสุขาภิบาล คือ วิธีการที่กองทพั จะผดุงรักษาไวGซ่ึงสุขภาพอนั สมบูรณ.ของทหาร และ ปKองกัน
การแพร;ระบาดของโรค เพื่อใหGมีกำลังพลมีความแขง็ แรงท้งั ทางร;างกายและจติ ใจ พรอG มท่ีจะปฏบิ ตั ิ
หนาG ทห่ี รือทำการสรGู บไดมG ากทส่ี ดุ
ข. หนIาท่ีรบั ผดิ ชอบ
๑. ผูGบังคับหน;วย เป\นผGูรับผิดชอบโดยตรงในการจัดการสุขาภิบาลในหน;วย
และกำหนดเขต พรGอมแบ;งมอบความรับผิดชอบใหGหน;วยขึ้นตรง โดยการแนะนำจากเจGาหนาG ที่เหล;า
ทหารแพทยข. องหนว; ย
๒. ทหารทุกช้ันยศจะตGองไดGรับการอบรมใหGรGูถึงหลักการสุขาภิบาล และมี
หนGาท่ีปฏิบตั ิใหถG ูกตอG งตามหลกั เกณฑท. กี่ ำหนดไวGอยา; งเคร;งครดั
๓. ผGูบังคับบัญชาทหารทุกระดับชั้น ตGองใหGความร;วมมือกับเจGาหนGาท่ีเหล;า
ทหารแพทย. ทำการอบรมช้แี จงใหGทหารทุกนายในความบังคบั บญั ชาของตน ใหGมคี วามรูGและเขGาใจ
เรื่อง การสุขาภิบาลในหน;วย และสขุ ศาสตร.สว; นบุคคลพรGอมทั้งกำกับดูแลควบคุมใหGทหารปฏิบัติ
ตาม อย;างเครง; ครดั
๔. ผGูบังคบั หนว; ยแพทย. มีหนGาท่ีจดั ทำและเสนอแผนการปฏิบตั งิ าน ใหGผูบG งั คับ
หนว; ยทหาร พรGอมทง้ั ใหคG ำแนะนำ เรื่อง การสุขาภบิ าลในหนว; ย ไดGแก; การตรวจคณุ ภาพนำ้ อุปโภค
และบรโิ ภค วธิ ีการกำจดั ขยะและส่ิงปฏิกลู การปKองกนั และควบคุมโรค การปลูกภูมคิ ุGมกันโรค การ
อบรมสขุ ศาสตร.ส;วนบคุ คล การกำจัดหนแู ละแมลงพาหะนำโรค แนะนำในเร่ืองการออกคำส่ังหรือ
ระเบียบการสุขาภิบาล และเป\นผูGตรวจพรGอมทั้งรายงานผลใหG ผูGบังคับหน;วยทหารทราบทุกคร้ัง
หากที่มีขอG บกพร;องตGองรบี แกGไขทนั ที
ค. แนวทางปฏิบตั ิ
ทตี่ ัง้ หนว; ยและสถานทร่ี าชการ
ก. ผบGู ังคับหน;วยทหาร ตอG งแบง; เขตสขุ าภิบาลในทตี่ ั้งหนว; ย ใหGหนว; ยข้นึ ตรง
เพอ่ื รบั ผดิ ชอบในการดูแลรกั ษาความสะอาดพน้ื ท่ใี หเG ปน\ ระเบียบเรยี บรอG ย
ข. สำรวจพนื้ ทพี่ รอG มจัดการถม และทำทางระบายน้ำภายในบรเิ วณทต่ี ้ังของ
หนว; ยเพื่อไมใ; หมG นี ำ้ ขงั กอ; ใหGเกดิ ความสกปรก เป\นแหลง; เพาะพันธ.ยงุ และแมลงพาหะนำโรคต;างๆไดG
ค. การกำจัดขยะ มรี ายละเอยี ดการดำเนนิ การดังนี้ .-
๒๑
๑) จดั ใหGมีการคดั แยกประเภทขยะใสถ; งั ที่มฝี าป˜ดมดิ ชิด พรอG มเขยี นปาK ย
บอกชนิดของขยะ
๑.๑ ขยะเป'ยก หรือ ขยะย;อยสลายไดG เช;น เศษอาหารและพืชผกั ที่
เหลอื จากการรับประทานและการประกอบอาหาร สามารถนำไปหมักทำปยุ™ ไดG ใหGทง้ิ หรือรวบรวม
ในถงั ขยะ สเี ขยี ว
๑.๒ ขยะแหGง หรือ ขยะทัว่ ไป เป\นขยะท่ีย;อยสลายยากและไม;คมGุ ค;า
ในการนำไปรีไซเคลิ เช;น ซองบะหม่สี ำเรจ็ รปู เปลือกลูกอม ถุงขนม ถงุ พลาสติก ใหทG ิ้งหรอื รวบรวม
ในถังขยะสีนำ้ เงิน
๑.๓ ขยะรีไซเคลิ หรือวัสดเุ หลอื ใชซG งึ่ สามารถนำกลับมาใชGประโยชน.
ใหม;ไดG เช;น แกGว กระดาษ เศษพลาสติก กล;องเคร่ืองดื่มแบบ UHT กระป™องเคร่ืองดื่ม เศษโลหะ
อะลมู เิ นยี ม ยางรถยนต. เปน\ ตนG ใหGทง้ิ หรอื รวบรวมในถงั ขยะสีเหลอื ง
๑.๔ ขยะพิษ หรือ ขยะอันตราย คือ ขยะท่ีมีองค.ประกอบหรือ
ปนเป}‰อนวัตถุอนั ตราย ตา; งๆ ซ่ึงไดGแก; วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ. วัตถุมีพิษ วัตถุที่ทำใหG
เกิดโรค วัตถุกัมมันตรังสี วัตถุท่ีทำใหGเกิดการเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกร;อน วัตถุที่
กอ; ใหGเกดิ การระคายเคอื ง วัตถุอยา; งอนื่ ไม;วา; จะเปน\ เคมีภณั ฑห. รอื ส่ิงอน่ื ใดที่อาจทำใหGเกดิ อนั ตราย
แก; มนุษย. สัตว. พืช ทรพั ย.สินหรือส่ิงแวดลGอม เช;น ถ;านไฟฉาย หลอดฟลูออเรสเซนต. แบตเตอร่ี
โทรศัพท.เคลื่อนท่ี ภาชนะบรรจุสารกำจัดศัตรูพืช กระป™องสเปรย.บรรจุสีหรือสารเคมี หรือขยะ
ปนเป‰}อนเชื้อโรคในโรงพยาบาล เปน\ ตนG ใหGทิ้งหรอื รวบรวมในถังขยะสีแดง
๒) ใชGรถเก็บขยะของหน;วย หรือ รถเก็บขยะของเขต/เทศบาล และนำไปท้ิง
ทุกวัน
๓) นำไปขายหรอื ใชเG ปน\ อาหารเล้ยี งสตั ว.
๔) นำไปฝง{ หรือทำปุ™ย
๕) หาG มเผาขยะโดยเด็ดขาดเพราะจะทำใหGเกิดป{ญหามลภาวะเป\นพิษใน
อากาศ
๖) การกำจัดหรือดำเนนิ การตอ; ขยะใชG หลกั ๕ R ดังนี้
๖.๑ Reduce คือ การลดปริมาณขยะ โดยลดการใชGผลิตภัณฑ.ที่มี
บรรจภุ ณั ฑส. ิ้นเปลือง
๖.๒ Reuse คือ การนำกลับมาใชGซ้ำ เช;น ถุงหูห้ิว กล;องกระดาษ
กระดาษพิมพ. หนาG หลัง ขวดแกวG เปน\ ตGน
๖.๓ Repair คอื การซอ; มแซมแกไG ขสิง่ ตา; งๆ ใหสG ามารถใชGงานต;อไดG
๒๒
๖.๔ Reject คือ การหลกี เลยี่ งการใชGสิ่งท่ีกอ; ใหGเกิดมลพษิ
๖.๕ Recycle คือ แปรสภาพและหมนุ เวียนกลบั มาใชGใหม; โดยนำไป
ผ;านกระบวนการผลิตใหมอ; ีกครั้ง
๗) ภาชนะรองรบั ขยะ ควรมมี าตรฐานดังต;อไปน้ี
๗.๑ ไม;มีส;วนประกอบสารพิษ (toxic substances) หากจำเป\นควร
ใชสG ารเติมแต;ง ในปรมิ าณทีน่ อG ยและไมอ; ยใ;ู นเกณฑท. เี่ ป\นอันตรายตอ; ผGบู ริโภค
๗.๒ มีความทนทานแขง็ แรงตามมาตรฐานสากล
๗.๓ มีขนาดพอเหมาะสมมีความจุเพียงพอต;อปริมาณขยะมูลฝอย
สะดวกตอ; การถ;ายเทขยะมลู ฝอยและการทำความสะอาด
๗.๔ สามารถปKองกัน แมลงวัน หนู แมว สุนัข และสัตว.อื่นๆ มิใหG
สัมผสั หรือคยGุ เขี่ยขยะมูลฝอยไดG
๗.๕ จดั เวรดูแลทำความสะอาดเขตสขุ าภบิ าลในบริเวณทีต่ ้ังหน;วยทกุ
วนั
๗.๖ จัดเวรตรวจความสะอาดความเป\นระเบียบเรียบรGอยของเขต
สุขาภิบาลในบริเวณทตี่ ้ังหน;วยพรGอมทง้ั รายงานผลการตรวจใหG ผบ.หนว; ย ทราบทกุ วัน
ง. แสงสว;าง
๑) ตGองจัดใหGมีความสว;างของแสงมากเพียงพอ และทั่วถึงสามารถ
มองเห็น ตวั อักษร ชิ้นงานและส่ิงของภายในหGองไดGอย;างชัดเจน โดยมีเกณฑ.มาตรฐานความสว;าง
ตามกฎกระทรวงแรงงาน เร่ืองการกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการดGานความ
ปลอดภยั อาชวี อนามัย และสภาพแวดลGอมจากการทำงานเก่ียวกับ ความรอG น แสง และเสียง พ.ศ.
๒๕๔๙ ตามตารางท่ี ๑ และ ๒
๒) บริเวณใดท่ีมีแสงสวา; งมาก จะตGองจัดใหมG ีฉากกั้นหรือแผ;นฟ˜ล.มกรอง
แสง ทไี่ ดGมาตรฐานเหมาะสมและเพยี งพอ เพื่อปอK งกนั มใิ หGแสงตรงหรอื แสงสะทอG นจากดวง
อาทิตย.หรอื แสงจากหลอดไฟฟKาท่ีมีแสงจGาส;องเขGานัยน.ตาโดยตรงในขณะทำงาน ซ่ึงจะทำใหGการ
ทำงานมคี ณุ ภาพและลดป{ญหาดGานสายตาและอบุ ัตเิ หตุของผทGู ่ีปฏิบัตงิ านไดG
๓) บรเิ วณใดท่ีมีแสงสว;างไมเ; พียงพอ จะตอG งจดั ใหมG ีแสงสว;างเพียงพอ ใหG
ดำเนนิ การเพม่ิ ความสว;างของสถานทท่ี ำงาน โดยวิธีการต;างๆ เช;นตดิ ดวงไฟเพ่ิมเติม หรอื ติดตงั้ ดวง
ไฟเฉพาะจุดท่ีมีการทำงาน เปด˜ ไฟเมือ่ การทำงานน้ันตGองการแสงสวา; งที่เป\นพิเศษ เช;น งานเย็บผGา
เย็บหนัง และป˜ดไฟเมื่อไม;ใชGงาน หรือลดระดับความสูงของดวงไฟลงมาอย;ูในระยะท่ีสามารถใหG
ปริมาณแสงสว;างเพียงพอ หรือใชGโคมไฟท่ีทำดGวยสเี งนิ หรือสีขาว ซ่ึงมีประสิทธิภาพในการสะทGอน
๒๓
แสงไดGดี ช;วยเพม่ิ แสงสวา; งในบริเวณการทำงาน หรอื เปลยี่ นตำแหนง; การทำงานไม;ใหGอยูใ; นตำแหน;ง
ทม่ี ีเงา หรือเกิดเงาจากตัวผปูG ฏิบัตงิ าน หรือใชGแสงสวา; งจากธรรมชาติช;วยในการเพม่ิ แสงสว;าง หรือสี
ของผนังเฝKาเพดานที่มีสีอ;อนจะสะทGอนแสงไดGดีกว;าสีมืดทึบ และ ทำความสะอาดดวงไฟ ผนัง
เพดาน และพ้นื ทบี่ รเิ วณทมี่ ีผลกระทบทำใหGแสงสว;างลดลง
จ. ความรGอน
1) งานเบา หมายความว;า ลักษณะงานท่ีใชGแรงนGอย ใชGกำลังทำงานเกิด
การ เผาผลาญอาหารในร;างกายไม;เกิน ๒๐๐ กิโลกรัมแคเลอรีต่ ;อช่ัวโมง เช;น งานเขียนหนังสือ
งานพมิ พด. ีด งานบนั ทึกขGอมลู งานนั่งตรวจสอบขอG มูล งานประกอบชิน้ งานขนาดเล็ก การยืนคมุ งาน
หรืองานอื่นๆ ที่เทียบเคียงไดGกับงานดังกล;าว ค;าอุณหภุมิกระเปาะเป|ยก ไม;ต่ำกว;า ๓๔ องศา
เซลเซียส
2) งานปานกลาง หมายความว;า ลกั ษณะงานท่ีใชGแรงปานกลาง ใชGกำลัง
ทำงานเกิดการเผาผลาญอาหารในรา; งกายเกิน ๒๐๐ กิโลกรัมแคเลอร่ีต;อชั่วโมง ถึง ๓๕๐ กิโลกรัม
แคเลอร่ีตอ; ช่วั โมง เช;น งานยก ลาก ดนั หรอื เคล่อื นยGายสงิ่ ของดวG ยแรงปานกลาง งานตอกตะปู งาน
ตะไบ งานขับรถ หรืองานอื่นท่ีเทียบเคียงไดGกับงานดังกล;าว ค;าอุณหภูมกิ ระเปาะเป|ยก ไม;ต่ำกว;า
๓๒ องศาเซลเซียส
3) งานหนกั หมายความวา; ลกั ษณะงานที่ใชแG รงมาก ใชGกำลังทำงานเกิด
การ เผาผลาญอาหารในร;างกายเกนิ ๓๕๐ กิโลกรัมแคเลอรตี่ ;อชั่วโมง เชน; งานท่ใี ชGพลัว่ หรือเสยี มขดุ
ตัก งานเล่ือยไมG งานเจาะไมGเนื้อแข็ง งานทบุ โดยใชGฆGอนขนาดใหญ; งานยกหรือเคล่ือนยาG ยของหนัก
ขนึ้ ท่ีสูงหรือ ท่ีลาดชัน หรืองานอ่ืนท่ีเทียบเคียงไดGกับงานดงั กล;าว ค;าอณุ หภูมิกระเปาะเป|ยก ไมต; ่ำ
กว;า ๓๐ องศาเซลเซียส
ฉ. เสยี ง
๑) ระยะเวลาการทำงาน (๘ ชม.) ไมเ; กิน ๙๐ เดซเิ บล
๒) ระยะเวลาการทำงาน (๑๒ ชม.) ไม;เกนิ ๘๗ เดซเิ บล
๓) ในกรณีสถานที่ทำงานใด ที่มีระดับเสียงท่ีกำลังพลไดGรับตลอด ๘
ชั่วโมง
การทำงานเกนิ ๘๕ เดซิเบล จะตGองจดั ใหมG ีโครงการอนรุ กั ษก. ารไดยG นิ ในสถานท่ีทำงานนนั้
ช. ตGองกวดขันทหารในการรักษาความสะอาดเรียบรอG ยของทพ่ี กั และหGองนอน
ทกุ วนั
ซ. การบริการน้ำ วันหน่ึงทหารคนหน่ึงตอG งการน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภค
โดยเฉล่ียประมาณ ๙๑–๑๘๒ ลิตร เพือ่ ใชG ดืม่ อาบ ซักเสอื้ ผGา น้ำสำหรับใชคG วรเปน\ นำ้ ทีส่ ะอาดทีส่ ุด
ไมค; วรใชนG ำ้ จากแม;น้ำ ลำคลองมาใชGเปน\ นำ้ บรโิ ภค ควรใชGน้ำประปาท่ีทำความสะอาดเรียบรGอยแลGว
๒๔
ฌ. โรงเลี้ยงและโรงประกอบอาหาร
๑) เจGาหนGาที่โรงเลย้ี งและโรงประกอบอาหาร ตอG งผ;านการตรวจสุขภาพ
จากแพทยท. กุ ๖ เดอื น และรับรองผลว;าไม;เปน\ พาหะของโรคติดต;อทางเดนิ อาหาร เช;น อุจาระลว; ง
บิด ไทฟอยด. และโรคทางระบบหายใจ เช;น หวัด วัณโรค ตับอักเสบชนิดเอ ตรวจการมองเห็น
จะตGองไม;พบสายตาผิดปกติ หากมีสายตาผดิ ปกติจะตGองไดGรบั การแกไG ข โดยใชGแว;นสายตา หรือคอน
แท็คเลนส. ตรวจการไดGยนิ จะตGองไม;พบภาวการณ.ไดยG ินผิดปกติ โดยการไดGยนิ จะตGองไม;ต่ำกวา; 55
เดซเิ บลของหูแตล; ะขGาง ตรวจผิวหนงั ไมพ; บการติดเชือ้ ราหรือผิวหนังอกั เสบ เป\นตนG หากตรวจพบ
จะตGองส่ังใหGหยุดทำงานทันทีและรีบส;งใหGแพทย. ตรวจรักษา โดยหัวหนGาโรงเลี้ยงตGองคอยสังเกต
การเจบ็ ปNวยเจGาหนาG ท่ีของตนทุกวัน
๒) เจGาหนาG ที่ประกอบอาหารทุกคนตGองมสี ขุ ภาพและสขุ ศาสตร.สว; นบุคคล
ท่ีดี
๓) อาหารและน้ำอุปโภคและบริโภคทุกชนดิ กอ; นรับเขGาโรงเล้ียง จะตอG ง
ผ;านการตรวจคณุ ภาพความสะอาดตามก;อนทุกครั้ง
๔) จัดใหมG อี ;างน้ำและสบล;ู Gางมือก;อนรบั ประทานอาหารอยา; งเพียงพอ
๕) จัดใหGมีภาชนะหรือหมอG ตGมน้ำท่ีอุณหภูมิ ๗๐ - ๑๐๐ องศาเซลเซียส
สำหรับจุ;มชGอนและซอG ม ประมาณ ๓๐ วินาที เพ่ือฆ;าเช้อื โรค และลGางทำความสะอาดเมอ่ื เสร็จสิ้น
การรับประทานทุกวัน และจัดเก็บในภาชนะทีม่ ฝี าป˜ดภายหลังจากการลGางทำความสะอาด
๖) ควบคมุ การรกั ษาความสะอาดของโรงเล้ยี ง และโรงประกอบอาหารใหG
เปน\ ระเบยี บเรยี บรอG ยอยูเ; สมอ
๗) จัดเวรทำความสะอาดโรงเล้ียง โรงประกอบอาหาร โตŠะรับประทาน
อาหาร โตŠะท่ีใชปG ระกอบอาหารและพืน้ ควรกวาดเช็ดถูกภายหลงั จากใชGงานทุกวนั
๘) ภาชนะเครือ่ งใชGประกอบและรับประทานอาหาร หลังจากการใชGงาน
แลGว ตGองลาG งใหสG ะอาดและนำมาแชผ; า; นน้ำรGอนก;อนขึน้ ตากใหGแหGง มมี GุงลวดปอK งกนั แมลงวนั ทุกครัง้
๙) จัดใหGมีถังขยะท่ีมีฝาป˜ดมิดชิด สำหรับท้ิงเศษอาหาร ใหGเพียงพอแก;
ความตอG งการและนำไปเลี้ยงสัตว. ฝง{ หรอื รถเก็บขยะ
๑๐) น้ำลGางผักอาหารและภาชนะเคร่ืองใชG ใหGระบายผ;านบ;อดักไขมัน
และท้งิ พรอG มทงั้ ทำความสะอาดทุกครั้งหลังการทำงาน
๑๑) บรเิ วณท่ีประกอบอาหารจะตอG งสะอาดมสี ภาพดี วสั ดุอุปกรณ.ต;างๆ
ตอG งจัดวางเปน\ ระเบยี บเรยี บรอG ยและเป\นสดั ส;วน ไม;มีคราบสกปรกและหยากไย; มีแสงสว;างเพียงพอ
มีแสงแดดส;องถึง ห;างไกลจากแหล;งของความสกปรก พื้น ผนัง เพดาน ทำดGวยวัสดุท่ีทำความ
๒๕
สะอาดง;ายเรียบ โดยโตŠะเตรียม ปรุงอาหารสูงจากพ้ืนอย;างนGอย ๖๐ ซม. และผนังบริเวณเตาไฟ
ทำดGวยวัสดทุ ี่เรยี บทำความสะอาดงา; ย
๑๒) อาหาร น้ำด่ืม ตGองบรรจุอย;ูในภาชนะท่ีป˜ดสนิท อาหารตGองสด
สะอาด มีคุณภาพดีอาหารท่ีแช;ในตูGเย็นหรือหGองเย็น ตGองแยกเป\นสัดส;วนตามประเภทของอาหาร
ไมใ; หGปะปนกนั อาหารท่ปี รุง สำเรจ็ แลวG ตอG งรบี ออกมารบั ประทานโดยเรว็ และตGองมีฝากาป˜ดมิดชิด
สามารถปอK งกัน ฝุNนละออง แมลงและ การปนเปอ‰} นไดG การเตรยี มเคร่ืองดืม่ น้ำผลไมG ตGองใชนG ำ้ สะอาด
ผา; นการฆ;าเชอ้ื โรค ตอG งมกี ารสม;ุ ตรวจตัวอย;างอาหารทีป่ รุงเสรจ็ แลวG
๑๓) ภาชนะและอุปกรณ. ทุกชนิดตGองทำดGวยวัสดุที่ไม;เป\นอันตรายและ
มีรูปแบบท่ีทำความสะอาดไดGง;ายตGองมีการตรวจสอบความสะอาดตามมาตรฐานกรมวิทยาศาสตร.
การแพทย. ภาชนะสำหรับทหารท่ีปNวยดGวยโรคติดต;อที่สามารถแพร;เช้ือโรคไดGทางเสมหะ น้ำลาย
นำ้ มูก ตGองแยกลGางโดยเฉพาะ โดยไม;ลGางปะปนกับภาชนะใส;อาหารกับทหารท่ัวไป อ;างลGางภาชนะ
ตGองสูงจากพื้นอย;างนGอย ๖๐ ซม. เขียงท่ีใชGหั่นอาหารตGองไม;แตกรGาวหรือเป\นร;อง และไม;มีเชื้อรา
คราบสกปรกท่ีฝ{งแน;น แยกใชGตามประเภทของอาหารไม;ปะปนกันสารเคมี หรือวัสดทุ ่ีเป\นอนั ตราย
ควรแยกเก็บใหGเป\นสัดส;วน และเขยี นปาK ยบอกอยา; งชดั เจน
ญ. สGวม
๑) ตGองเปน\ สวG มชกั โครก
๒) จดั ใหGมเี วรทำความสะอาดทกุ วัน
๓) ตอG งมนี ำ้ และภาชนะสำหรับตักเพอ่ื ราดสวG ม
๔) ควบคุมและกวดขันใหGทหารรักษาความสะอาดสGวม โดยราดน้ำสGวม
และลาG งมือใหGสะอาดทกุ ครงั้ หลงั การขบั ถ;าย
๕) กระดาษชำระตGองมถี ังขยะท่มี ฝี าปด˜ มดิ ชิดและนำไปทงิ้ พรGอมทำความ
สะอาดทกุ วัน
๖) สัดส;วนของหGองสGวม จะตอG งใชเG กณฑพ. ิจารณาดงั ตอ; ไปนี้
๖.๑ สถานที่ทำงานทหารไม;เกิน ๑๕ นาย จะตGองมีหGองน้ำสะอาด
และ สGวมไมน; Gอยกว;าอยา; งละ ๑ ท่ี
๖.๒ สถานท่ีทำงานที่มีทหารไม;นGอยกว;า ๔๐ นาย จะตGองมีหGองน้ำ
สะอาดไมน; อG ยกว;า ๑ ที่ และสGวมไมน; อG ยกวา; ๒ ที่
๖.๓ สถานท่ีทำงานท่มี ีทหารไม;เกิน ๘๐ นาย จะตGองมหี อG งนำ้ ไมน; อG ย
กว;า ๑ ท่ี และสGวมไมน; Gอยกวา; ๓ ที่
๖.๔ สถานที่ทำงานท่ีมีทหาร เกิน ๘๐ นาย ข้ึนไปหGองน้ำและสGวม
เพม่ิ ข้ึนอยา; งละ ๑ ทีส่ ำหรับทหารทุกๆ ๕๐ นาย เศษของ ๕๐ ถาG เกนิ ๒๕ นาย ถอื เปน\ ๕๐
๒๖
๖.๕ สถานที่ทำงานที่มีทหารท้ังชายและหญงิ ตGองมีหอG งน้ำและสGวม
สำหรับผหูG ญงิ แยกไวเG ฉพาะ ตามสมควร สGวมตอG งจดั ใหGถูกสขุ ลักษณะและใหมG ีกระดาษชำระหรอื น้ำ
ไวGสำหรบั เชด็ ลาG ง
๖.๖ จะตGองมีชอ; งระบายอากาศไม;นGอยกว;ารGอยละสิบของพ้ืนท่ีหGอง
หรือ มีพัดลมระบายอากาศอย;างเพียงพอ
๖.๗ ในกรณีทหี่ Gองน้ำและหGองสGวมรวมอยใู; นหGองเดยี วกันตGองมีขนาด
พนื้ ท่ีภายในของหGองไม;นGอยกว;า ๑.๕๐ ตารางเมตร แต;ถGาหGองน้ำและหGองสGวมแยกกันตGองมีขนาด
พ้ืนที่ภายในของแต;ละหGองไม;นGอยกวา; ๐.๙๐ ตารางเมตรและมีความกวGางภายในไม;นGอยกว;า ๙๐
เซนตเิ มตร
ฎ. ที่ถา; ยปส{ สาวะ
๑) จัดใหมG ีเวรทำความสะอาดทกุ วนั
๒) หาG มทิ้งเศษขยะ หรอื กนG บหุ ร่ี ลงในโถป{สสาวะ
๓) ท่ีป{สสาวะตGองมีระบบดักกลิ่น และเป\นแบบใชGน้ำชำระลงส;ูระบบ
กำจดั ส่ิงปฏกิ ูล
ฏ. ที่ลาG งหนGาและที่อาบน้ำ
๑) จดั ทลี่ GางหนาG ใหGเพียงพอต;อความตGองการของจำนวนทหารและมีทาง
ระบายน้ำโดยรอบ
๒) สรGางท่ีอาบน้ำใหGเพียงพอต;อความตGองของจำนวนทหารและมีทาง
ระบายนำ้ โดยรอบ
ฐ. ครัวและที่เก็บของ จัดใหGมีเวรทำความสะอาดใหGเรียบรGอยทุกวัน อย;าใหG
เปน\ แหล;งที่อาศยั เพาะพนั ธข. องหนแู ละแมลงพาหะนำโรคไดG
ฑ. การปอK งกันอัคคภี ยั
๑) ตัวอาคารจะตGองออกแบบใหGปKองกันไฟเบ้ืองตGนไดG และจะตGองไม;มี
สิ่งของหรืออุปกรณ.กีดขวางทางหนีไฟ การจัดระเบียบสำนักงานหรอื ท่ีทำงานจะตGองปลอดภัย มี
ทางออกเพยี งพอเมอื่ เกิดเพลิงไหมG
๒) มที างฉุกเฉินตดิ เคร่อื งหมาย (ลกู ศร) และมแี ผนผงั แสดงทตี่ งั้ เครอื่ ง
ดบั เพลงิ และตอG งตรวจตรา ใหพG รอG มใชอG ยู;เสมอรวมถึงมผี งั แสดงแผนการดำเนินการเมอื่ เกดิ อัคคีภัย
ใหGเหน็ ชัดเจน
๓) ติดตง้ั สัญญาณไฟไหมG สำหรบั เตอื นผGูทอ่ี ยภู; ายในหนว; ย และถาG เป\นไป
ไดG ควรตดิ ต้งั เคร่ืองสง; สัญญาณแจงG ไปยงั หนว; ยดบั เพลงิ ของเทศบาล หรือสถานตี ำรวจทอ่ี ย;ูใกลทG ่สี ุด
ดวG ย
๒๗
๔) มกี ารซกั ซอG มแผนอัคคีภัยอยา; งสมำ่ เสมอ อยา; งนอG ยปล| ะ ๑ ครงั้
ฒ. สุขศาสตร.ส;วนบุคคล การสุขาภิบาลจะมีคุณภาพท่ีดีไดGตGองอาศัยความ
ร;วมมือปฏิบัติจากทหารทุกนาย ดังน้ัน ผูGบังคับบัญชาจะตGองกวดขันใหGทหารปฏิบัติเก่ียวกับสุข
ศาสตรส. ;วนบคุ คลตามหวั ขอG ตอ; ไปน้ีโดยเครง; ครัด
๑) อาหาร
๑.๑ รับประทานอาหารสุกสะอาดปลอดภัยและด่ืมน้ำท่ีบริสุทธิ์
ปราศจากเชอ้ื โรค เชน; น้ำกล่ัน นำ้ กรอง หรือ น้ำตGมสุกแลGว
๑.๒ รักษาความสะอาดภาชนะเครื่องใชGในการรบั ประทานอาหารใหG
สะอาด
๑.๓ รักษาความสะอาด โรงนอน โรงเลี้ยง โรงประกอบอาหาร
หอG งน้ำและหGองสGวม
๒) รา; งกาย
๒.๑ รักษาความสะอาดของร;างกาย ควรอาบน้ำอย;างนGอยวนั ละสอง
ครงั้
๒.๒ รักษาความสะอาดมือและเทาG ควรตัดเลบ็ ใหGส้ันไวเG สมอ
๒.๓ รกั ษาความสะอาดศีรษะและเสGนผม ควรตดั ผมสั้นใหถG ูกตอG งตาม
ระเบียบ
๒.๔ รักษาความสะอาดช;องปากและฟ{น ควรแปรงฟ{นอย;างนGอยวัน
ละสองคร้งั เม่อื ตื่นนอนและกอ; นเขGานอน
๒.๕ อย;าออกกำลังและทำงานมากเกินไป ผGูบังคับบัญชาตGองกำกับ
ดูแลไม;ส่งั ใหGฝก_ ทหารจนอดิ โรยเกินไป
๓) เครอ่ื งแต;งกาย
๓.๑ ใชGเครื่องแต;งกายใหGเหมาะสมแก; สภาพอากาศและอย;าใหGคับ
หรือหลวมจนเกินไป
๓.๒ รกั ษาเส้อื ผาG เครอ่ื งแต;งกายใหGสะอาดโดยซกั รดี เสมอ
๓.๓ ตGองเปล่ียนและซักเสื้อใน กางเกงใน และถุงเทาG ทกุ วัน
๓.๔ รองเทGาตGองสวมใหพG อเหมาะกับเทGา ไม;คับไม;หลวมเกินไป
๓.๕ ใชGถุงเทGาทมี่ ีขนาดพอเหมาะกับเทาG อยา; ใหหG นาจนทำใหรG องเทGา
คับ
๔) การพักผ;อน
๔.๑ นอนหลบั ใหเG พียงพออย;างนGอยวนั ละ ๘ ชวั่ โมง
๒๘
๔.๒ ออกกำลังกายอยา; งนGอยวันละ ๑๕ นาที
๔.๓ จัดใหทG หารไดGผ;อนคลาย โดยจัดกิจกรรม การเล;นกีฬา มหรสพ
ดนตรี ฯลฯ
๕) การรักษาความสะอาดและความมีระเบียบตามหัวขGอต;อไปน้ี ทหาร
ตGองปฏบิ ัตใิ หGเคยชนิ จนตดิ เป\นนิสยั สรGางสุขนสิ ัยการรักษาความสะอาดและพฤติกรรม
๕.๑ ลาG งมือก;อนรับประทานอาหารและภายหลังออกจากสGวมทกุ ครั้ง
๕.๒ ถา; ยอุจจาระทกุ วันใหGเปน\ เวลา ถ;ายลงในสGวมและราดนำ้ ทุกครง้ั
๕.๓ ถ;ายป{สสาวะท่สี วG มหรือที่จัดไวG
๕.๔ ท้งิ ขยะและเศษอาหารลงในถังตามท่ีๆจัดไวG
๕.๕ ลGางมอื และเทาG กอ; นนอนทกุ คร้งั
๕.๖ นอนในมุGงเป\นเวลาและสวมเส้ือผGาใหมG ดิ ชดิ เวลานอน
๕.๗ อย;าใชGส่ิงของร;วมกัน จัดใหGมีแกGวน้ำดื่มอย;างเพียงพอ และทำ
ความสะอาดทกุ ครัง้ หลังการใชงG าน
๕.๘ ใชGผาG เช็ดหนGาป˜ดปาก จมกู เวลาไอหรือจาม
๕.๙ ไม;ควรเขGาไปคลุกคลีกับผูGปNวยโดยไม;จำเป\น และจัดใหGมีพ้ืนท่ี
แยกผปGู วN ยเพอื่ ปอK งกันการแพร;กระจายเชื้อสู;ผอGู ื่น
๕.๑๐ เมอื่ รสูG กึ ว;าร;างกายมอี าการผดิ ปกติ หรือเรมิ่ ไม;สบาย ใหรG ีบแจงG
ผูGบังคับบญั ชาทราบ เพื่อจะไดGสง; เขาG รับการตรวจรักษาจากนายแพทย.
๕.๑๑ ตGองไปรับการฉีดวัคซีนปKองกันโรคต;างๆ ทุกครั้งท่ีเจGาหนGาท่ี
แพทย.แจงG
ท้งั น้ี เพ่ือใหหG น;วยทหารในกองทพั บก ใชเG ป\นแนวทางในการดำเนนิ การปฏิบตั ิการ
สุขาภิบาล ภายในเขตพ้นื ทร่ี บั ผิดชอบของหน;วยทีต่ ง้ั ปกติไดGอย;างถกู ตอG ง ต;อไป
ข. การเวชกรรมปอ= งกันสนาม
การเวชกรรมปKองกนั สนาม หมายถึง การดำเนินการในการปKองกนั โรค การใหGความรูใG นการ
ปKองกันโรค สุขศาสตรส. ;วนบุคคล การเสริมสรGางภูมิคGมุ กันโรค การสอบสวนหาสาเหตุของโรคและ
การควบคุมโรคไม;ใหGแพร;กระจายในหมู;ทหารและพื้นท่ีปฏิบัติการ การโภชนาการ และการ
สุขาภิบาลในสนาม รวมถงึ การปอK งกนั และเฝาK ระวังภยั คุกคามทางการแพทยท. ผ่ี ลกระทบตอ; สขุ ภาวะ
ทางรา; งกายและจติ ใจท่ีอาจเกิดแกก; ำลงั พลทหารท่อี อกปฏิบัตริ าชการสนาม ซ่งึ จะตอG งดำเนนิ การ
ทั้งก;อนการปฏิบัติ (Pre deployment) ระหว;างการปฏิบัติ (Deployment) และหลังการปฏิบัติ
๒๙
(Post deployment) และยังหมายรวมถึงการดำเนินการในการสำรวจ/ประเมินพ้ืนที่ปฏิบัติการ
และพื้นทส่ี นใจ เพ่ือทำการวิเคราะห.และพืน้ ทเ่ี สีย่ งในการเป\นแหล;งเพาะพันธโ. รค หรือเปน\ สาเหตทุ ่ี
ทำใหGใหเG กดิ อันตรายต;อความเปน\ อย;แู ละการปฏิบตั กิ ารทางทหาร ซงึ่ จะนำไปส;กู ารจดั ทำการเตรียม
สนามรบดGานการข;าวสายแพทย. (Medical Intelligence Preparation of Battle Field: MIPB)
เพ่ือใชGเป\นขGอมูลใหGกับผูGบังคับบัญชาในการจัดทำแผนการรบ แผนการช;วยรบ และแผนการ
ปฏิบัติการทางทหารใดๆเม่ือไดGรับมอบหมายภารกิจ ดังนั้น กำลังพลเหล;าทหารแพทย.จะตGองมี
หนGาทใี่ นการจัดเตรียมขอG มูลข;าวกรองทางการแพทย. (Medical Intelligence) ใหแG กผ; Gูบงั คับบัญชา
ซงึ่ จะเป\นเสมือนโจทย.เรมิ่ ตนG ในการดำเนินการดาG นเวชกรรมปKองกัน เนื่องจากจะทำใหGเราสามารถ
ประมาณสถานการณ.ภัยคุกคามทางการแพทย.ที่จะเกิดขึ้นไดG รวมถึงการจดั ทำแผนทางการแพทย.
(ดGานเวชกรรมปอK งกัน) เพอื่ ใหGสามารถกำลงั พลที่จะเขาG ปฏบิ ัติภารกจิ ในสนามปลอดภัยจากโรคและ
อนั ตรายจากภยั คกุ คามทางการแพทยท. ่สี ามารถปอK งกนั ไดG เพ่อื ดำรงขีดความสามารถในการปฏิบตั ิ
ภารกิจของหน;วยไดGอย;างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลักการพื้นฐานในการดำเนินการเก่ียวกับเวชกรรม
ปKองกัน คือ การดูแลรักษาอนามัยของกำลังพลตามหลักสุขศาสตร.ส;วนบุคคล เพื่อใหGมีสุขภาพ
ร;างกายแขง็ แรง ห;างไกลจากป{จจัยเสยี่ งตอ; การเกิดโรค
๔-๔ แนวทางปฏิบตั ิดIานเวชกรรมปอ= งกันของหนว7 ยในการปฏบิ ัตริ าชการสนาม
การปฏิบตั ิราชการนอกที่ต้ังปกติ สภาพแวดลGอมต;างๆ อาทิ สภาพภมู ิอากาศ ภูมิประเทศ
แหล;งน้ำ รวมถึงสถานการณ.การรบ หรือ ภารกิจที่ไดGรับมอบท่ีมีความยากลำบาก รวมถึง
สถานการณ.ทางการยุทธทอี่ าจเปล่ียนแปลงไดGเสมอ และขดี จำกัดดาG นทรัพยากรต;างๆ อาจมีความ
จำเป\นตGองมีการยGายที่ตั้งบ;อยๆ ดังนั้นจากขGอจำกัดและบริบทดังกล;าว อาจส;งผลกระทบต;อการ
ดำเนินการดGานเวชกรรมปKองกันไดG อยา; งไรก็ตามหากมีการเตรยี มการท่ดี ี รวมถึงสามารถนำความรGู
ดGานเวชกรรมปอK งกนั ไปประยุกต.ใชตG ามสถานการณ. ก็สามารถทำใหGการดำเนินการดังกล;าวสัมฤทธ์ิ
ผลไดGเชน; กนั ซึ่งแนวทางในการดำเนนิ การดาG นเวชกรรมปKองกนั ทั้งกอ; น ระหว;างและหลัง สามารถ
นำหลกั การกวGางๆ ต;อไปนี้ ไปเปน\ แนวทางในการปฏบิ ัตไิ ดG
๔-๔-๑ แนวทางปฏิบัติดIานเวชกรรมป=องกันก7อนปฏิบัติราชการสนาม (Pre-
deployment )
ก. ผูGบังคับหน;วยและผGูบังคับบัญชาตามระดับชั้น จะตGองมีทัศนคติที่ดี และเล็งเห็น
ความสำคัญต;อการดูแลสุขภาพของกำลังพล รวมถึงการเขGมงวดต;อกำลังพลในการ)ปฏิบัติตาม
มาตรการเวชกรรมปอK งกัน
๓๐
ข. กำลังพลจะตGองมีความพรGอมของสขุ ภาพรา; งกายและจติ ใจ ดังน้ันกำลังพลทุกนายก;อน
ออกปฏบิ ัติราชการสนาม ควรตGองไดรG ับการสำรวจและประเมนิ ภาวะสุขภาพ ดงั น้ี
๑) การทดสอบสมรรถภาพรา; งกาย ตามเกณฑม. าตรฐานของกองทพั บก :
๒) การสำรวจภาวะสุขภาพ
๓) การประเมนิ ภาวะสขุ ภาพจติ
ค. ตGองมีการจัดทำข;าวกรองทางการแพทย. (Medical Intelligence) อย;างง;าย ตามหวั ขGอ
ที่ปรากฏดGานล;างนี้ เพ่อื ใหGเป\นตัวกำหนดแนวทาง และมาตรการทางเวชกรรมปKองกันสำหรับหนว; ย
จะไดGถือปฏิบัติในขณะท่ีปฏิบัติราชการสนาม นอกจากน้ียังนำไปสู;การจัดทำแผนดGานเวชกรรม
ปKองกัน ซ่ึงจะทำใหGหน;วยและหน;วยสายแพทย.ที่ออกปฏิบัติราชการสนามสามารถวางแผน
เตรยี มการ เบิกจ;ายส่งิ อุปกรณ. ยาและเวชภณั ฑ.ทางเวชกรรมปอK งกัน รวมถึงการปอK งกนั และควบคมุ
โรคในสนาม การเตรยี มการดGานสุขาภบิ าล เปน\ ตGน (รายละเอียดตาม คำสั่งกองทัพบกที่เกีย่ วขอG ง)
หวั ขอG ในการจดั ทำขา; วกรองทางการแพทย.ในพ้นื ที่ปฏบิ ตั กิ าร ไดGแก;
๑) สภาพภมู ิประเทศและภูมิอากาศของพืน้ ท่ปี ฏบิ ัติการ
๒) โรคระบาดหรือโรคประจำถิ่น
๓) แหลง; นำ้ /สขุ าภิบาล
๔) พืชหรอื สตั ว.มพี ษิ พาหะนำโรคที่สำคญั
๕) ยุทโธปกรณแ. ละแนวความคิดในการใชGกำลังของฝาN ยตรงขGาม
๖) ทรัพยากรทางการแพทย.ในพ้นื ทปี่ ฏิบตั ิการ
๗) การวิเคราะหผ. ลกระทบทางดGานการแพทยท. ่อี าจเกิดกับกำลงั พล
ง. การตรวจภูมิประเทศ ควรจดั ใหมG กี ารตรวจภูมิประเทศเพื่อเลือกทต่ี ั้งหนว; ย ถGาสามารถ
กระทำไดGและควรนำเจGาหนGาที่สายแพทย.ร;วมเดินทางไปดGวยเพ่ือใหGคำแนะนำดGานเวชกรรม
ปKองกัน โดยการเลือกท่ีตั้ง ควรใหGเป\นไปตามหลักสุขาภิบาลใหGมากที่สุดเท;าที่จะเป\นไปไดG ทั้งน้ี
จะตGองสอดคลอG งกับแผนทางยทุ ธวธิ ี ไม;เป\นอปุ สรรคต;อการดำเนินกลยทุ ธ.
จ. การตรวจความพรอG มรบ ควรมกี ารกำหนดรายการสิง่ อปุ กรณ.และมาตรการตา; งๆทต่ี Gอง
ปฏิบัติ สำหรับกำลังพล เพ่ือใหGมีความพรGอมในการปKองกันตนเองจากภัยคุกคามทางดGาน
การแพทย.ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อออกปฏิบัติราชการสนาม เช;น การชุบมุGง การไดGรับยาทากันปKองกัน
แมลง การเบิกรบั ยาและสง่ิ อปุ กรณท. างเวชกรรมปอK งกนั ผลการประเมนิ สุขภาวะทางรา; งกายและ
จิตใจของกำลังพล รวมถึงการประเมนิ ความรูGในการปอK งกนั โรค การสุขาภบิ าลและมาตรการต;างๆ
ที่กำหนด ควรมีการจัดทำค;ูมืออย;างง;ายๆเพื่อใหGกำลังพลเอาไวGอ;าน เพ่ือที่จะสามารถดูแลและ
ปอK งกนั ตนเองจากภยั คกุ คามทางการแพทยท. ่ีอาจเกดิ ข้นึ ไดG
๓๑
ฉ. ขGอมูลดังกล;าวขGางตGน จะนำไปสู;การกำหนดมาตรการดาG นเวชกรรมปKองกันของหน;วย
โดยผูGบังคับหน;วย และผูGบังคับหน;วยยังสามารถนำขGอมูลดังกล;าวนี้ไปใชGในการประมาณการ
สญู เสยี ที่มใิ ช;มสี าเหตุมาจากการบ ( Disease and Non-Battle Injuries : DNBI) วา; อย;ใู นเกณฑ.
ทยี่ อมรบั ไดหG รอื ไม;
ช. กำลงั พลทกุ นายควรไดGรับวัคซีนที่จำเป\นในการปอK งกนั โรคทมี่ ีการระบาดในพ้นื ท่ี
ปฏิบตั กิ าร หรือโรคประจำถน่ิ ทงั้ นีก้ ำลงั พลทุกนายตGองไดรG บั วัคซนี ปอK งกนั โรคคอตบี และ
บาดทะยัก ( Diphtheria -Tetanus Toxoid : dT) เขม็ ท่ี ๑ กอ; นออกปฏิบัตภิ ารกิจ เขม็ ท่ี ๒
หา; งจากเข็มแรก ๑ เดอื น และเข็มท่ี ๓ หา; งจากเขม็ แรก ๖ เดอื น ทั้งนี้ ทหารกองประจำการทกุ
นายควรจะไดGรบั วคั ซนี ครบตามเกณฑ. ตามประกาศกรมแพทย.ทหารบก เม่อื แรกเขาG เปน\ ทหารกอง
ประจำการ
ซ. เตรียมการประสานงานกับหน;วยงานสาธารณสุขท้ังของหน;วยทหารและหน;วยงาน
สาธารณสุขอ่ืนๆในพื้นท่ี รวมถึงโรงพยาบาลกองทัพบก และกรมแพทย.ทหารบก หากมีความ
จำเป\นตGองขอรบั การสนับสนนุ
๔-๔ -๒ แนวทางป ฏิบัติดIานเวชกรรมป= องกัน ระหว7างป ฏิบัติราชการสน าม
(Deployment )
การเตรียมการท่ีดีต้ังแต;ข้ันก;อนออกปฏิบัติราชการสนามแลGวน้ัน เม่ือปฏิบัติในพ้ืนที่
ปฏบิ ัตกิ ารจะตGองมีการกำกับดแู ล และควบคุมใหGมีการปฏิบตั ติ ามาตรการที่ไดวG างไวGอย;างเคร;งครัด
เพ่ือใหGการดำเนินการเวชกรรมปKองกันเป\นไปอย;างมีประสิทธิภาพ ควรมีการทำการประเมิน
สุขาภิบาลและการเวชกรรมปอK งกนั ในสนามของทต่ี ั้งของหนว; ยทหาร เพ่ือนำไปสกู; ารพฒั นาแผนการ
ปฏิบัติทางเวชกรรมปKองกัน
เจGาหนาG ท่ีสายแพทยจ. ะตอG งจัดทำระเบียบปฏิบัตปิ ระจำของหนว; ยในเรื่องเวชกรรมปKองกัน
โดยพิจารณาจากขา; วกรองทางการแพทย. ขGอมลู ทางระบาดวทิ ยาและภัยคุกคามทางการแพทย.ท่ีไดG
จดั ทำไวแG ละจะตGองถูกพฒั นาอย;ูเสมอ จะตGองเฝKาระวงั และตดิ ตามสถานการณ.ที่อาจเปล่ยี นแปลงไป
ทง้ั สถานการณ.ทางยุทธวิธีและสถานการณ.ทางการแพทย. เฝKาระวงั โรคตดิ ต;อและภยั คุกคามทางการ
แพทยท. ่ีอาจเกิดขึ้น หากพบกำลงั พลเจบ็ ปวN ยหรอื ไดรG ับอันตรายจากภยั คกุ คามทางการแพทยจ. ะตGอง
รบี เขาG ดำเนนิ การสอบสวนหาสาเหตุ และปรับแนวทางการปฏบิ ัตแิ ละมาตรการเวชกรรมปอK งกันใหมG ี
ความเหมาะสมทันต;อสถานการณ.ทันที หากเกินขีดความสามารถใหGรGองขอการสนับสนุนจาก
หน;วยงานในพน้ื ท่หี รือหนว; ยเหนอื
การสำรวจภาวะสุขภาพของรา; งกายและสุขภาพจิต จะตGองกระทำตามวงรอบทีไ่ ดGวางไวGใน
แผนดGานเวชกรรมปKองกัน หากมีความจำเป\นทางยุทธวิธี หรือ ป{จจัยท่ีอาจส;งผลกระทบใหGรีบ
๓๒
ดำเนินการสำรวจวิเคราะห.ภาวะดังกล;าวทันทีที่สามารถกระทำไดG เพื่อใหGสามารถแนวทางการ
ปฏิบัติและมาตรการเวชกรรมปKองกันใหมG ีความเหมาะสม และจะตอG งประสานงานการดำเนินการ
ดGานเวชกรรมปอK งกันกับหน;วยงานดาG นสาธารณสขุ ทเี่ กีย่ วขGองในพืน้ ท่ีอย;เู สมอ
การสุขาภิบาลในสนามเน่ืองจากในราชการสนาม ทหารออกไปปฏิบัติหนGาที่ในราชการ
สงครามหรือทำการฝก_ นอกท่ีตั้งปกติแลวG สภาพการสุขาภิบาลและสง่ิ แวดลอG มย;อมมีความแตกต;าง
ในแตล; ะทGองถนิ่ ทจี่ ะตอG งเผชิญกับภยั คุกคามต;อสุขภาพของทหาร ฉะนั้น เพอ่ื เป\นการสงวนกำลงั พล
ใหGทหารมีสุขภาพสมบรู ณ.ไม;เจบ็ ปNวยพรGอมท่ีจะปฏบิ ัติหนGาที่ไดผG ลดีเต็มที่ โดยใหGผGูบงั คบั บญั ชาทุก
ชั้นยศ และเจาG หนาG ทเี่ หลา; ทหารแพทย.ของหนว; ย
๑. การเลอื กท่ีตั้ง ผูGบังคับหนว; ย มหี นGาทีร่ บั ผดิ ชอบในการเลือกทีต่ งั้
ก. หลักในการเลือกท่ีต้ัง ตGองใหGไดGผลดีท้ังในทางยุทธวิธี และการสุขาภิบาล ควร
พยายามเลอื กใหGเป\นไปตามหลักสุขาภิบาลใหGมากที่สุดเท;าท่ีสถานการณ.ทหารจะอำนวยใหG เม่อื ไม;
ขดั ต;อหลักยทุ ธวธิ คี วรเลอื กที่ต้งั ตามลกั ษณะต;อไปน้ี
๑) ความปลอดภัยจากสถานการณร. บ และ มกี ารกำบังซ;อนพราง
๒) สะดวกในเรือ่ งน้ำและอื่นๆ
๓) ถูกลักษณะสุขาภบิ าล
๔) ใหGความสุขสบายแก;ทหาร
ข. ลกั ษณะท่ีตัง้ ท่พี งึ ปรารถนา
๑) มีพืน้ ที่กวGางขวางพอสำหรับจัดท่ีพัก กระโจม โรงเลย้ี ง สGวม สนามฝ_ก
และอ่นื ๆ
๒) เป\นเนนิ ลาดเล็กนอG ย ระบายนำ้ ไดสG ะดวก
๓) ดินแน;นแต;ซึมง;าย (ดินทราย) และควรมหี ญาG ปกคลุม ลักษณะเชน; นีจ้ ะ
ปอK งกนั หลุมโคลนในฤดูฝนและฝุนN ในฤดรู อG น
๔) มีตนG ไมชG ;วยกนั แดดลม
๕) มีถนนและเสGนทางคมนาคมสะดวก
ค. ลักษณะทีต่ ั้งทีไ่ ม;พงึ ปรารถนา
๑) ที่ล;ุม ทGองลำธารที่แหงG
๒) ที่ติดเหนียว ดินร;วน หรือดนิ ที่มีฝNนุ มาก
๓) ท่ลี าดชัน
๔) ห;างจากหมู;บGานชาวพ้ืนเมืองนGอยกวา; ๑ กิโลเมตร
๓๓
๒. การเขาG ท่ีพัก
ก. จดั ท่พี ักหรือกระโจมใหอG ากาศหมุนเวียนถา; ยเทไดดG ี ไมอ; ับและแออดั
ข. มีร;องระบายน้ำรอบทกุ กระโจม และท่พี ัก
ค. ในเวลากลางวัน ใหGมGวนผาG ขาG งกระโจมหรือเป˜ดทีพ่ ักใหแG สงแดดสอ; งถงึ
ง. มีภาชนะหรือหลุมท้ิงขยะในบริเวณทพี่ ัก และจัดการฝง{ หรือเผาทุกวนั
จ. ทำเครอื่ งหมายท่ตี งั้ สวG ม ที่ถา; ยป{สสาวะและน้ำดื่มใหทG หารทราบและกวดขนั การปฏบิ ัติใหG
ถูกตอG ง
ฉ. ตรวจร;างกายเม่อื มีผูGใดเจบ็ ปวN ยสง; ใหแG พทยร. ักษา
ช. ผูGบังคับหน;วยตGองออกคำส่ังหรือระเบียบปฏิบัติประจำในเรื่องการสุขาภิบาล
เพอ่ื เปน\ แนวทางการปฏิบตั สิ ำหรับหน;วยของตน
๓. การบริการนำ้
ก. ความตGองการน้ำ วนั หนึง่ ทหารคนหน่ึงตอG งการนำ้ เฉลยี่ แลวG ดังนี้
๑) ในค;ายพกั ก่ึงถาวร ๒๐ – ๔๐ แกลลอน (๙๐.๖ – ๑๘๑.๒ ลติ ร)
๒) ในคา; ยที่พกั ชวั่ คราว ๑๕ แกลลอน (๖๗.๙๕ ลิตร)
๓) ในคา; ยทพี่ ักแรมหรอื ในการเดินทาง ๒ แกลลอน (๙.๐๖ ลติ ร)
๔) ในระหวา; งปฏบิ ัติการรบ
-เกณฑป. กติ ๑ แกลลอน (๔.๕๓ ลิตร)
-เกณฑ.ต่ำ (ไม;นานเกนิ ๓ วนั ) ๑/๒ แกลลอน (๒.๒๖ ลิตร)
-สำหรับสตั ว.วนั หนึง่ ตGองการนำ้ ๕ – ๑๐แกลลอน (๒๒.๖๕ – ๔๕.๓ ลิตร )
ข. วินยั การใชนG ้ำ
แพทย.รบั รอง ๑) ผูGบังคับหนว; ยตGองกวดขันทหารใหGด่ืมน้ำตGมหรอื น้ำกรองสะอาดหรือเจาG หนาG ที่
๒) ทหารทุกคนตGองเติมน้ำใหGเต็มกระติกไวGทุกคืน และในเวลากลางวัน
เมื่อมโี อกาสใหเG ตมิ นำ้ ใหเG ต็มกระติกไวเG สมอ
๓) ใหGทหารดมื่ น้ำจำนวนมากเพียงพอ อย;างนGอยครั้งละ ๑/๒ - ๑ ลิตร
และเพ่มิ ปริมาณมากขึน้ ตามตGองการในระหว;างอากาศรอG นจดั การประหยัดน้ำด่ืมและนำ้ ใชใG หใG ชนG ้ำ
เทา; ท่ีจำเป\นเท;านนั้
ค. แหลง; น้ำ
๓๔
๑) ในสนาม น้ำจากทุกแหล;งตGองถือว;าไม;ปลอดภัย น้ำบริโภคตGองทำใหG
สะอาดเสียก;อน น้ำจากแหล;งต;างๆ กันมีคุณภาพแตกต;างกัน น้ำจากสระแม;น้ำ ลำคลอง สกปรก
มากกวา; น้ำจากบอ;
๒) ถาG จะใชGน้ำจากแมน; ้ำลำธาร ควรอย;ูตGนนำ้ แบง; เขตจากตนG แมน; ้ำไปหา
ปลายน้ำตามลำดับ ดังนี้ คือ สำหรับน้ำดื่มและประกอบอาหาร สตั ว.กิน ซกั เสื้อผGา และสำหรับ
ลGางยานพาหนะ ทกุ เขตมีความยาวตามลำนำ้ อย;างนGอย ๕๐ หลา และใหGมเี จาG หนGาที่ควบคมุ
๓) ถGาใชGน้ำจากบ;อ บ;อตGองห;างจากสGวมอย;างนGอย ๑๐๐ ฟุต และ
ภายในรัศมี ๑๐๐ ฟตุ รอบบอ; ควรดแู ลใหGสะอาดและกนั้ เขตไวG
ง. การทำน้ำใหGสะอาด
๑) ในเขตการรบ เม่ือทหารไม;มีน้ำท่ีทางการจัดใหG ทหารตGองทำน้ำใหG
สะอาดเป\นบุคคล โดยใชGยาเม็ดทำน้ำใหสG ะอาด ๒ เม็ดต;อนำ้ ๑ กระตกิ เขย;าทงิ้ ไวG ๓๐ นาที จึงใชG
ดม่ื ไดG หรอื ตามทเ่ี จาG หนGาที่แพทย.แนะนำ
๒) ในบางโอกาสทไี่ มม; ยี าเมด็ ทำนำ้ ใหสG ะอาด ใหใG ชทG ิงเจอรไ. อโอดนี
ขนาด ๒ ๑/๒ % แทน โดยใชขG นาด ๒ หยด ต;อนำ้ ๑ กระติก เขยา; แลGวท้งิ ไวG ๓๐ นาที เช;นกนั
๔. สวG ม
ก. หลักปฏิบัติในการสรGางสGวม เนื่องจากสGวมอาจเป\นเหตุใหGเกิดโรคติดต;ออย;าง
รGายแรงไดG
๑) เม่ือเขาG ทีพ่ ักตอG งสรGางสGวมทันที แมGจะพักเพียงคนื เดยี ว
๒) ใหสG วG มอยดู; GานใตGลมของท่ีพกั
๓) มีจำนวนสวG ม รอG ยละ ๘ ของกำลังพล
๔) สGวมตGองกันแมลงวนั ไดG
๕) สGวมควรอยู;ห;างจากโรงครัวอย;างนGอย ๓๐๐ ฟุต ห;างจากท่ีพกั และ
แหลง; นำ้ อยา; งนอG ย ๑๐๐ ฟตุ และตอG งอยต;ู ำ่ กว;าระดับแหล;งนำ้
๖) ตGองขุดรอ; งระบายน้ำไวGรอบสGวมและอยา; ระบายไปสแ;ู หลง; นำ้
๗) ไม;ควรขดุ สวG มถึงระดับนำ้ ใตGดนิ
๘) ไมค; วรขดุ สวG มในท่ีดนิ เหนียว ควรขดุ ในดนิ ทนี่ ำ้ ซึมไดGสะดวก
๙) ควรใชGผาG กระโจมหรอื กง่ิ ไมGใบกัน้ ฝาโดยรอบ ในค;ายพกั กึง่ ถาวรควรมี
หลงั คา
๑๐) ควรมีโคมไฟไวGทีส่ Gวม นอกจากสถานการณไ. มอ; ำนวย
๑๑) เม่ือระดับอุจจาระเหลือ ๑ ฟุต จะเต็มหลมุ หรอื จะเคลื่อนยGายต;อไป
ใหกG ลบสวG มดวG ยดินพูนสงู จากระดบั พืน้ ดนิ ๑ ๑/๒ ฟุต
๓๕
ข. ชนิดสGวมท่ีใชGในโอกาสตา; งๆ กัน
ก.ในการพักประจำ ชม. และพักนาน ใหใG ชGสวG มหลมุ บุคคล โดยใชพG ล่วั ขุด
ลกึ ๑ ฟุต เม่อื ถ;ายแลGวตอG งกลบทันที
ข.ในการพักแรมไม;เกิน ๑ สัปดาห. ใหใG ชสG Gวมร;อง โดยขดุ ร;องกวาG ง ๑ ฟุต
ยาว ๒ ฟุต ลึก ๒ ๑/๒ ฟุต ดินที่ขุดใหGกองไวGท่ีปลายร;อง เมื่อถ;ายแลGวใชGพลั่วตักดินกลบทุกคร้ัง
อาจขุดรอ; งยาว ๔, ๖ หรอื ๗ ฟตุ กไ็ ดG โดยถอื เกณฑย. าว ๒ ฟุต เป\นทถ่ี ;าย ๑ ที่
ค.ในการ “พกั แรม” เกิน ๑ สัปดาห. ใหGใชG “สวG มหลมุ ลกึ ” โดยขดุ หลมุ
ลกึ ๓ ฟตุ เป\นอย;างนGอยใหG เพ่ิมความลึกอีก ๑ ฟุต ตอ; ระยะเวลาทพ่ี กั นานไปอกี ๑ สปั ดาห. สว; น
ความกวGางยาวใหเG หมาะสมกับขนาดทนี่ งั่ ถ;าย พืน้ ทน่ี ง่ั ถา; ยอาจสรGางดGวยไมGไผห; รือวสั ดุอนื่ ใดก็ไดG ขอG
สำคญั ตGองกันแมลงวนั ไดGถาG ระดับน้ำใตดG นิ สูงใหใG ชGสGวมหลมุ ยกระดบั
๕. ท่ีถ;ายป{สสาวะ
ก. ในการพักประจำ ชม. และ “พักนาน” กำหนดที่ใหGทหารถ;ายป{สสาวะ อย;า
ปลอ; ยใหทG หารถา; ยป{สสาวะตามใจชอบ
ข. ในการ “พักแรม” ไม;เกิน ๓ วัน ใหGขดุ ร;องป{สสาวะยาว ๑๐ ฟุต กวGาง ๓ ฟุต
ลึก ๖ นิว้ พรวนดนิ รอ; ง ใหGหลวมๆ ลึกลงไปอีก ๖ นิ้ว กองดินที่ขดุ ไวรG อบปากรอ; งเพอ่ื ใชGกลบเม่ือจะ
เคลื่อนยGายต;อไป รอ; งแบบนี้ใชGไดสG ำหรบั ทหาร ๒๐๐ คน
ค. ในการ “พักแรม” เกิน ๓ วัน ใหGใชGท่ีถ;ายป{สสาวะซึมโดยขดุ หลุมขนาด ๔ x ๔
x ๔ ฟุต แลวG ใชGกรวดอิฐ หรือ หินย;อยใส;ใหGเต็มหลุม ใชGกระบอกไมGไผ;หรอื กรวยโลหะฝง{ ตามมุมทั้ง
๔ ของหลมุ ทถ่ี า; ยป{สสาวะแบบนีใ้ ชGไดGสำหรบั ทหาร ๒๐๐ คน
๖. ทีล่ าG งหนาG และทอ่ี าบน้ำ
ก. ทีล่ าG งหนGาและที่อาบน้ำ
ข. สรGางท่ลี าG งหนาG ยาว ๑๐ ฟุต สำหรบั ทหาร ๑๐๐ คน
ค. สรGางทอ่ี าบน้ำอย;างนGอย ๓ ที่ สำหรบั ทหาร ๑๐๐ คน
๗. โรงเลยี้ งและโรงประกอบอาหาร
ก. ใหGตัง้ หา; งจากสGวม ห;างกนั อย;างนอG ย ๓๐๐ ฟุต
ข. ขุดหลุมทิ้งเศษอาหาร ๑ หลุม ต;อทหาร ๒๐๐ คน ขนาดกวาG งดGานละ ๔ ฟุต
ลกึ ๔ ฟตุ ใชดG ินกลบ หนาอยา; งนGอย ๒ น้วิ ทุกวัน
ค. สรGางหลุมซมึ สำหรบั กำจดั นำ้ ลGางผัก อาหารและภาชนะเคร่อื งใชG
ง. กลบหลุมทิง้ สง่ิ ปฏิกูลใหเG รียบรGอยก;อนเคลอ่ื นยGายทุกครงั้
๘. สุขศาสตรส. ว; นบคุ คล
๓๖
ก. ใหยG ดึ ถอื แนวปฏบิ ัติเกยี่ วกบั สขุ ศาสตร.สว; นบุคคลตามคำสงั่ กองทัพบก (คำสงั่
เรือ่ ง ช้ีแจงการปฏิบัติการสขุ าภบิ าลในทีต่ ้ังปกติ ตามคำสงั่ กองทพั บก ๒๒๔๘/๒๕๖๑
ข. ใหGกวดขันการปฏิบัติเกี่ยวกับสุขศาสตร.ส;วนบุคคลของหน;วยทหารอย;าง
เคร;งครัด
๙. การปKองกนั และควบคมุ โรคตดิ ต;อ
ก. ใหGผGูบังคบั หน;วยเอาใจใส;และกวดขันการปฏบิ ตั ิการสุขาภบิ าลในหน;วยและเขต
รบั ผดิ ชอบของตนโดยเครง; ครัด ทั้งน้โี ดยอาศัยความรว; มมอื และคำแนะนำจากเจาG หนGาท่ีเหล;าทหาร
แพทย.
ข. ทหารทุกคนก;อนออกเดินทางไปปฏิบัติหนGาที่ในสนาม ตGองไดGรับการปลูก
ภูมิคGุมกันโรคโดยครบถGวนและถกู ตGองตามประกาศของกรมแพทยท. หารบกที่เก่ียวขGอง
ค. ผแูG พทยใ. หญ;มีหนาG ท่ีพจิ ารณาเสนอแผนการและใหGคำแนะนำแก; ผบ.หน;วยใน
เร่ืองการปKองกันและควบคุมโรคติดต;อ เพื่อใหGผGูบังคับหน;วยออกเป\นคำส่ัง หรือคำแนะนำการ
ปอK งกันและควบคุมโรคติดต;อสำหรับหนว; ยนั้นๆ
๑๐. การเคล่ือนยGาย
ก. ตGองตรวจการสุขาภิบาลในบริเวณท่ีพักใหGเรียบรGอยก;อนท่ีจะเคล่ือนยGาย กลบ
สGวมหลมุ ทง้ิ สิง่ ปฏกิ ลู ใหเG รยี บรอG ย
ข. การเคลอ่ื นยGายทางธุรการไมว; ;าดGวยการเดินเทGาหรือดGวยยานพาหนะก็ตาม ใหG
ถอื หลกั ตอ; ไปน้ี
๑) ใหGทหารไดGรับการบริการอาหารและน้ำ สะอาด ปรุงสุกใหม;ๆ มี
สารอาหารครบ ๕ หมู; และมจี ำนวนเพยี งพอแก;ความตอG งการ
๒) จดั รูปขบวนในระหวา; งเคลื่อนทใี่ หทG หารไดรG บั การถ;ายเทอากาศดี เช;น
การเวนG ระยะระหว;างตบั การสับเปลย่ี นขบวนหลังพกั แตล; ะครัง้
๓) ในการพักประจำ ชม. และพักนาน ตอG งจัดการสุขาภิบาลเร่ืองสGวม ท่ี
ถ;ายป{สสาวะ ท่ีทง้ิ เศษอาหารและปฏิกลู อนื่ ๆ ใหถG ูกตGองเรียบรอG ย เพราะเสนG ทางน้ีจะตอG งใชGสำหรับ
หน;วยทหาร อน่ื ๆ ทตี่ ิดตามมาขGางหลงั
๔) ปฏิบัติตามสุขศาสตร.แห;งการเดินทางใหGถูกตGอง เช;น การระวังรักษาเทGา
และอน่ื ๆ
๓๗
๔-๔-๓ แนวทางปฏิบัติดIานเวชกรรมป=องกันหลังการปฏิบัติราชการสนาม(Post-
deployment )
ก.เม่ือกลับจากการปฏิบัตริ าชการสนาม กำลังพลจะตGองไดรG ับการตดิ ตามและประเมินสุข
ภาวะทางการรา; งกายและจติ ใจ และเปรียบเทียบกับขGอมลู ทไ่ี ดG ก;อนออกปฏบิ ัตกิ าร
ข.ติดตามความเจ็บปวN ยหรือการติดโรคต;างๆท่ีอาจจะยังไม;แสดงอาการ ซึง่ ระยะเวลาการ
ติดตามขึ้นอยู;ในระยะฟก{ ตัวของโรคนนั้ ๆ รวมถึงการกลับเป\นซำ้ ของโรคดงั กลา; ว เชน; โรคมาลาเรีย
เทGาชGาง เป\นตGน
ค. นำผลความสญู เสียที่ไม;ไดGเกดิ จากการรบมาทำการวเิ คราะห. เพื่อประเมนิ มาตรการทาง
เวชกรรมปอK งกันท่ีไดGกำหนดไวG ว;ามคี วามเหมาะสมหรือไมป; ระการใด ควรมีขอG ปรบั ปรงุ อยา; งไร แลGว
รายงานใหG กรมแพทย.ทหารบกทราบเพ่ือพิจารณาปรบั ปรงุ แกGไขและพฒั นามาตรการทางเวชกรรม
ปKองกนั ประกาศ ระเบียบ คำสง่ั ท่เี ก่ยี วขGองต;อไป
ทั้งนี้แนวทางการดำเนินการเวชกรรมปKองกันในสนาม ใหGถือปฏิบัติตาม คำส่ังกองทัพบก
ประกาศ หรือค;ูมอื ของกรมแพทย.ทหารบกทเ่ี กย่ี วขอG งเป\นแนวทางในการดำเนนิ การไดG
๔-๕ การป=องกันโรค (Disease Prevention)
การปKองกันโรค หมายถึง การปKองกันโรคท่ีครอบคลุมมาตรการต;างๆ ซ่ึงมิไดGเพียงการ
ปKองกันไมใ; หGเกดิ โรค เชน; การลดปจ{ จยั เสย่ี ง แตห; มายรวมถึง การยับย้งั มใิ หGโรคลกุ ลามและลดความ
รนุ แรงของโรคที่เกิดขนึ้
๑. หลักการการปKองกนั โรค
หลักการการปKองกันโรค ท่ีสำคัญ คือ การปKองกันโรคดGวยตนเอง หมายถึง การกระทำ
หรือไมก; ระทำบางส่ิงบางอย;างของตนเอง เพื่อปKองกันไมใ; หGตนเองและคนอน่ื ๆ เกิดเจ็บปNวยหรือ
การเกดิ โรคข้นึ รวมทง้ั การปอK งกนั การระบาดของโรคท่อี าจเกิดขน้ึ ในชมุ ชนดวG ย สงิ่ ทสี่ ำคัญท่สี ุดใน
ประเด็นนี้คือ การเสริมสรGางสุขภาพเพ่ือการปKองกันโรคการปKองกันโรคระดับบุคคล มีวิธีการ
ปฏบิ ัติดงั นี้
ก. ดแู ลรักษาสขุ ภาพใหGสขุ ภาพแข็งแรง ออกกำลงั กายอย;างสม่ำเสมอ กินอาหารท่มี ี
คณุ ประโยชน.อย;างเพยี งพอ นอนหลบั พักผอ; นใหGเพียงพอ และลดการสบู บหุ ร่ี
ข. ลGางมือดGวยสบู;และทำใหGสะอาดอยู;เสมอ และใชGชGอนกลางเม่ือรับประทานอาหาร
รว; มกับผGอู ่นื
ค. หลกี เล่ยี งการเดนิ ทางในประเทศ หรือพน้ื ท่ีทม่ี กี ารระบาดของโรคน้ี
ง. ถGาจำเป\นตGองเดินทางในประเทศหรือที่ที่มีการระบาดของโรคน้ี เมื่อกลับมาจะตGอง
ผา; นกระบวนการตรวจคดั กรอง
๓๘
๒. หลักการควบคมุ และปKองกนั โรค
หลกั การควบคมุ และปอK งกนั โรคแบง; ระดบั ของการปKองกันโรคออกเปน\ ๓ ระดับ คอื
ก. การปKองกันแบบปฐมภูมิ ลดป{จจัยเสี่ยง การสรGางเสริมสุขภาพ การใหGยาปKองกัน
ล;วงหนาG การฉีดวคั ซีน การปรับสภาพแวดลอG ม การควบคุมพาหะนำโรค การกำจดั พาหะนำโรค
ข. การปKองกนั แบบทตุ ิยภูมิ การวนิ จิ ฉัยตง้ั แตแ; รกเริ่ม การใหกG ารรกั ษาอยา; งทนั ทว; งที
ค. การปKองกนั ตติยภมู ิ การจำกัดความพกิ าร หลกั การฟ‰น} ฟูสมรรถภาพ
๓. การปKองกันและควบคมุ โรคติดต;อทพ่ี บบ;อยในทหาร
ก. โรคมาลาเรยี โรคมาลาเรียยงั เป\นป{ญหาสำคญั ทีท่ ำใหเG กิดการเจบ็ ปNวยและสญู เสียกำลัง
พลของกองทัพบก ขณะทำการฝ_กหรือปฏิบัตภิ ารกิจในภมู ิประเทศท่ีมีเชื้อมาลาเรียแพร;ระบาดสูง
สาเหตุโรคมาลาเรยี เกิดจากเชื้อมาลาเรีย (Plasmodium) ซงึ่ เปน\ เชือ้ โปรโตซัวชนิดหนึง่ เชือ้ มาลาเรีย
มหี ลายชนิด ท่ีพบมากในประเทศไทยคือ ชนิดฟ{ลซิปารมั (P.falciparum) และไวแวกซ.(P.vivax) เชื้อ
มาลาเรีย นำโดยยุงกนG ปล;องไปกัดผทGู ี่มเี ชอ้ื มาลาเรยี ระยะเวลาต้ังแตเ; ชื้อมาลาเรียเขาG ส;รู า; งกายคน จน
เกิดอาการ (ระยะฟ{กตัว) ประมาณ ๑๔ วันอาจสั้นหรอื ยาวกว;าแลGวแต;ชนิดของเชื้อและภูมิตGานทาน
ของผูปG Nวย
อาการ เร่ิมดGวยอาการรูGสกึ ไม;ค;อยสบาย ๒ - ๓ วัน ต;อมามีอาการไขG หนาวส่ัน ปวดศีรษะ
ปวดเม่ือย คล่ืนไสGอาเจียน มักมีไขGเป\นระยะๆ ถGาเชื้อเป\นชนิดฟ{ลซิปารัมอาจมีภาวะแทรกซGอน
ราG ยแรงเชน; มาลาเรยี ขึน้ สมอง น้ำตาลในเลือดต่ำ เหลือง ซดี ป{สสาวะดำ ไตวาย ปอดบวมนำ้ ทำใหG
เสียชวี ิตไดG
การปอK งกันและควบคมุ
๑. การปอK งกนั โดยทั่วไป
ก. การปอK งกันสว; นบุคคลโดยอบรมช้ีแจงกำลงั พลทกุ นายกอ; นเขGาพ้ืนทก่ี ารฝก_ หรือ
ปฏบิ ตั ภิ ารกิจตามแนวชายแดนที่มีการระบาดของเชอ้ื มาลาเรยี ใหGมคี วามรGูและความเขาG ใจเร่ือง โรค
มาลาเรียและยุงพาหะนำโรค การปอK งกนั ส;วนบุคคลทีไ่ ดผG ลดที สี่ ดุ คือการปKองกนั ไม;ใหGถูกยงุ กดั โดย
มีวธิ ปี ฏิบตั ดิ ังน้ี
๑) นอนในมGุง และควรชุบมGุงดGวยสารชุบมGุงกล;ุมไพรีทรอยด. (Pyrethroids)
เป\นประจำทุก ๓ เดอื น จะไดGผลดียิง่ ข้ึน
๒) ขณะอย;ูเวรยามหรือปฏิบัติภารกิจในเวลากลางคืน ควรสวมเสอื้ ผGาท่ีรัดกุม
โดยสวมเสอื้ แขนยาวและกางเกงขายาว พรอG มท้งั สวมตาขา; ยครอบศีรษะเพ่อื ปอK งกันยุงกัด
๓) ใชGยาทาปKองกนั ยุง โดยทาบรเิ วณสว; นของร;างกายท่ีอยน;ู อกเส้อื ผาG โดยเฉพาะ
บริเวณมอื และตGนคอจนถงึ ใบหู หGามทาบรเิ วณใกลดG วงตาและปาก หรอื แมGแตข; ณะเขGาสวG ม กค็ วรทายา
๓๙
ในส;วนท่อี าจถูกยุงกดั ไดGรวมทง้ั ส;วนเสื้อผGาท่ียืดตงึ ซงึ่ ยงุ อาจกดั ทะลุผ;านผGาไดG เชน; บรเิ วณไหล; และ
สะโพก การทายาครง้ั หน่ึงจะสามารถปKองกนั ไม;ใหGยงุ กัดไดGนานประมาณ ๖ ชั่วโมง ท้งั นขี้ ้ึนกับชนิดของ
ผลิตภัณฑน. ้นั ๆ
๔) เมือ่ ปฏิบตั งิ านในพน้ื ทซ่ี ง่ึ มเี ชอ้ื มาลาเรยี แพรร; ะบาดสงู ควรหลกี เหลย่ี ง
กจิ กรรมนอกทพี่ กั อาศัย เช;น การรวมแถว ในหวG งเวลาหลงั ๑๘๐๐– ๒๔๐๐ และ ๐๓๐๐-๐๕๓๐
เป\นตGนเนอื่ งจากเปน\ หGวงเวลาออกหากินของยุงกGนปล;อง
ข. การควบคุมยุงพาหะและสงิ่ แวดลอG ม
๑) การเลือกที่ต้ังหน;วยหรือท่ีพักแรมควรห;างจากแหล;งที่มีเชื้อมาลาเรียแพร;
ระบาด หรือแหลง; เพาะพนั ธ.ุยงุ ไม;นGอยกวา; ๒ กิโลเมตร
๒) ใชGมุงG ลวดหรอื ตาข;ายปKองกนั ยงุ ตดิ ต้งั ตามประตหู นาG ต;างของอาคารทพ่ี ักแรม
หGองอาหารหGองสันทนาการ หGองน้ำหGองสGวม ประตูและทางเขGาออกเตน็ ท.ควรมีตาข;ายปKองกันยุง
หอG ยป˜ดก้ันแบบมา; นหรือเม่ือเป˜ดเขGาออกแลวG ควรปด˜ ทนั ที
๓) การทำลายยุงกระทำโดยการพ;นสารเคมีกำจัดยุงประเภทไพรีทรอยด.
(Pyrethroids) สารเคมีที่มฤี ทธิต์ กคGาง หรือสารเคมอี ่นื ๆท่ีเหมาะสมในทพ่ี กั และบริเวณใกลเG คียง
๔) การควบคมุ แหลง; เพาะพันธ.ยุ งุ สำหรบั หนว; ยทหารท่ีตงั้ อยู;นาน ตGองกำจดั
วชั พชื ตามขอบลำธาร สบู น้ำเขาG หรือออกเพื่อเปล่ียนระดับนำ้ รวมทัง้ การทำลายเศษภาชนะท่ีขังน้ำ
๒ .การรับประทานยาปอK งกนั ใหพG จิ ารณารบั ประทานยาปอK งกนั (Doxycycline) ก;อนเขาG
พืน้ ท่ี ๒ วันเฉพาะในพืน้ ทที่ มี่ ีความจำเปน\ ทางการทหารเท;านั้น ทั้งนใี้ หGอยู;ในดุลยพนิ ิจของแพทย.
ใหญก; องทัพภาคหรอื ผูGท่ไี ดรG ับมอบหมายจากแพทย.ใหญ;กองทพั ภาค โดยใหGรบั ประทานยา
Doxycycline ขนาด ๑๐๐ มลิ ลิกรัม ครงั้ ละ ๑ เมด็ วนั ละ ๑ คร้งั พรอG มอาหารติดต;อกันทกุ วนั
ตัง้ แต;ก;อนเขาG พ้ืนทเ่ี ส่ยี ง ๒ วนั จนกระทงั่ ออกจากพน้ื ที่ดงั กล;าวแลวG อกี ๒๘ วัน และใหGผบูG งั คบั
หน;วยตดิ ตามกำกบั ดแู ลใหกG ำลงั พลรบั ประทานยาดงั กลา; วอย;างต;อเน่ืองจนครบตามกำหนดเพอ่ื
ประสิทธภิ าพในการปKองกันทดี่ ี นอกจากนี้ หากกำลังพลกลบั จากการปฏบิ ัตงิ านในพืน้ ทที่ ีม่ ีการ
ระบาดของเชื้อมาลาเรยี มอี าการไขหG นาวสั่น ปวดศรี ษะ ปวดเมื่อย คล่ืนไสอG าเจียน
มไี ขเG ป\นระยะๆ ภายใน ๒ – ๘ สปั ดาห. ใหสG งสัยวา; เปน\ มาลาเรยี ไวGก;อน ตGองไปพบแพทยเ. พือ่ ทำการ
ตรวจวนิ ิจฉัยและใหกG ารรกั ษาทันทีโดยตGองแจGงแพทยผ. รูG ักษาดGวยวา; ไปปฏบิ ัตงิ านในพ้ืนที่ทม่ี กี าร
ระบาดของโรคมาลาเรีย
ข. โรคเทาG ชาG ง เปน\ โรคทเี่ กดิ จากหนอนพยาธติ ัวกลมฟ˜ลาเรีย มลี ักษณะคลGายเสGนดาG ยอาศัย
อย;ูในระบบนำ้ เหลืองของคน โดยมียงุ เปน\ พาหะนำโรค มอี าการทีเ่ หน็ ไดชG ัด คอื ขา แขน หรอื อวยั วะ
เพศบวมโตผดิ ปกติ เน่ืองจากภาวะอดุ ตันของท;อน้ำเหลอื ง
๔๐
อาการ คนทม่ี ีอาการมักจะเกิดจากการท่ีถกู ยุงทม่ี เี ชือ้ พยาธเิ ทาG ชGางกดั ซ้ำหลายคร้ัง อาการ
ในระยะแรก ผูGปวN ยอาจมีไขG ซึ่งเกิดจากการอักเสบของตอ; มและท;อน้ำเหลืองบริเวณรักแรG ขาหนีบ
หรืออัณฑะ เนื่องจากพยาธิตัวแก;ท่ีอย;ูในท;อน้ำเหลืองสรGางความระคายเคืองแก;เนื้อเยื่อภายใน
รวมท้ังมกี ารปล;อยสารพษิ ออกมาดวG ย อาการอกั เสบจะเป\นๆ หายๆ อยูเ; ช;นน้ี และจะกระตนGุ ใหGเกิด
อาการบวมขึน้ หากเป\นนานหลายป|จะทำใหGอวยั วะน้ันบวมโตอย;างถาวรและผวิ หนังหนาแข็งขน้ึ จน
มลี กั ษณะขรุขระ
การปKองกันและควบคุม
๑.ปKองกันและหลีกเล่ียงไม;ใหGยุงกัดโดย นอนในมGุง หรือหGองมุGงลวด ทายากันยุง
๒. ควบคุมและกำจัดยุงพาหะโดย พ;นสารเคมีกำจัดยุง กำจัดลูกน้ำตามแหล;งต;างๆ
กำจัดวัชพืชและพืชน้ำท่ีเป\นแหล;งเกาะอาศัยของลูกน้ำในแหล;งน้ำ หากตGองปฏิบัติงานในแหล;ง
ระบาดของโรคเทGาชGาง อาจกินยาปKองกัน ไดGแก; Diethylcarbamazine (DEC) ขนาด ๓๐๐
มลิ ลิกรัม กอ; นออกปฏบิ ตั งิ าน โดยใหปG ฏบิ ตั ติ ามคำแนะนำในการปอK งกันและควบคมุ โรคเทGาชGาง
ค.โรคติดตอ; ระบบทางเดนิ อาหาร ไดแG ก; โรคอุจจาระรว; ง บดิ ไทฟอยด. อาหารเปน\ พษิ ตับ
อักเสบจากไวรัส เอ สาเหตเุ กดิ จากเชือ้ โรคตามแตล; ะชนดิ ของโรค
การปKองกันและควบคมุ รบั ประทานอาหารทป่ี รงุ สุกใหม;ๆ ปKองกันอาหารท่ีปรุงเสร็จกอ; น
รับประทานตGองเก็บใหGมิดชิด ลาG งมือใหสG ะอาดก;อนรับประทานอาหาร ผักผลไมตG GองลาG งใหสG ะอาด
ก;อนรับประทาน เนGนยำ้ มาตรการสขุ ศาสตรส. ว; นบคุ คล กวดขันสุขาภิบาลในทีพ่ ักใหGถกู สขุ ลักษณะ
โดยเฉพาะการจัดการขยะ และการจดั สรGางและการใชGหอG งน้ำหGองสวG ม
ง.โรคตดิ เชอ้ื ระบบทางเดนิ หายใจ เป\นโรคทพ่ี บบอ; ยในฤดูฝนและฤดูหนาว สาเหตุเกดิ จาก
เช้ือไวรัสหรอื เชือ้ แบคทีเ่ รีย เชอ้ื เหลา; นจ้ี ะตดิ ตอ; กันโดยการไอ จามรดกนั หรอื อยูใ; กลชG ดิ กัน ไดแG ก;
ไขหG วัด ไขGหวัดใหญ; ปอดอักเสบ หลอดลมอกั เสบ เปน\ ตนG
อาการทีพ่ บบ;อย ไดGแก; ไขG น้ำมกู ไอ จาม เจบ็ คอ หอบเหน่อื ย ปวดเมอื่ ตามร;างกาย
การปKองกนั และควบคมุ หลีกเล่ียงการอย;ูในที่แออดั ท่ีพกั อากาศจะตGองถ;ายเทไดดG ี ปฏิบัติ
ตามหลักสุขศาสตร.สว; นบุคคล รกั ษาร;างกายใหGแขง็ แรวอยู;เสมอ พักผ;อนใหGเพียงพอ เมื่อพบผGปู Nวย
ตGองแยกไวGรักษาต;างหาก ไม;ควรอยู;ใกลGชิดผGูอื่นเพราะจะทำใหGการระบาดของโรคเป\นไปอย;าง
รวดเรว็ ฉดี วคั ซีนปKองกันถาG สามารถดำเนนิ การไดG
จ. โรคตาแดง เกิดจากเช้ือไวรัส ติดต;อโดยการสัมผัสเช้ือกับดวงตาโดยตรง หรือโดย
ทางอGอม เชน; การใหGของใชรG ว; มกนั ใชGแหลง; นำ้ ร;วมกัน การอยูร; ;วมกนั จบั ตอG งของใชรG ;วมกันแลGวนำมา
สัมผสั ดวงตา
๔๑
การปKองกันและควบคุม เมอื่ พบผปูG วN ยตอG งแยกออกจากผูGอน่ื ทันที ปฏิบตั ิตามหลักสขุ ศาสตร.
สว; นบุคคล โดยเฉพาะหมนั่ ลาG งมือใหสG ะอาด หลกี เล่ยี งเอามอื สมั ผัสดวงตา หากพบผปูG วN ยตGองรีบ
แยกออกจากผูอG ืน่ และไมค; วรลาG งตาดGวยน้ำยาลGางตา เพราะจะทำใหGภมู คิ มGุ กนั ทม่ี ีอยใู; นนำ้ ตาถกู ชะ
ลGางไป
ฉ.โรคไขฉG ่หี นู ( Leptospirosis) เป\นโรคติดตอ; จากเช้ือแบคทเี รยี ซงึ่ พบในปส{ สาวะของสัตว.
ท่ีเป\นรงั โรค เช;น หนู สุกร โค กระบือ เชอื้ จะเขGาสู;ร;างกายโดยการไชผา; นผิวหนัง ทางเย่ือบุอ;อนๆ
เมื่อเดนิ ลุยนำ้ หรือแชใ; นน้ำนานๆ
อาการไขGเฉียบพลนั หลังไดรG ับเช้อื ๑-๒ สัปดาห. ปวดศีรษะ ปวดกลาG มเนื้อน;อง ตนG ขา ตาแดง
การปKองกันและควบคุม หลีกเลี่ยงการแช;นำ้ นานๆ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม; ดูแล
รกั ษาบริเวณท่ีพักไม;ใหGมีน้ำท;วมขัง หากมีอาการตามขGางตGน ใหGรีบแจGงเจGาหนGาท่ีเสนารักษ.ทราบ
โดยดว; น
ช.โรคสครับไทฟส{ (Scrub Typhus) มอี าการไขสG งู อาจมผี ่นื แดงและสะเกด็ แผลไหมG เกิด
จากการติดเชื้อชนิดหนึง่ ซึ่งมตี วั ไรแดง เปน\ พาหะนำโรค มักพบในกลม;ุ ทหาร ผGูทีอ่ อกไปตั้งค;ายใน
ปNา หากไม;ไดGรับการรักษา มักมีไขGนาน ๒-๓ สัปดาห. บางรายอาจหายไดGเอง แต;บางรายอาจเกิด
ภาวะแทรกซอG นรGายแรงไดG
สาเหตุและอาการ เกิดจากเช้ือริกเกตเซีย โดยมีไรอ;อน (chigger หรือ laval-stage
trombiculid mites) เปน\ พาหะนำโรค ระยะฟก{ ตัว ๔-๑๘ วัน ตัวไรแก;อาศยั อยูบ; นหญาG และวางไข;
บนพื้นดิน ไข;จะฟ{กเป\นตัวอ;อนท่ีมี ๖ ขาและมีสีแดง ไรอ;อนจะกระโดดเกาะสัตว.เล้ือยคลาน สัตว.
แทะ นก หรือผูGท่ีเดินผ;านไปมาเพ่ือดูดน้ำเหลืองเป\นอาหาร หลังถูกไรอ;อนกัด ๔-๑๘ วัน จะมี
อาการปวดศรี ษะที่ขมับและหนGาผาก และจับไขหG นาวสั่น ไขสG ูงตลอดเวลา (ไขGอาจเป\นอย;ูนาน ๒-๓
สปั ดาห.) หนาG แดง ตาแดง และกลวั แสง ออ; นเพลยี เบ่อื อาหาร ทGองผูก บรเิ วณทถ่ี กู กัดจะเจบ็ และมี
รอยไหมGดำเหมือนถูกบุหรี่จ้ี (สะเก็ดแผลไหมG) รอบๆ แผลจะมีอาการบวมแดง แต;ไม;เจ็บ
เสGนผ;าศูนย.กลางประมาณ ๑ ซม. และเป\นอย;ูนาน ๑-๓ สัปดาห. พบไดGประมาณรGอยละ ๕๐ ของ
ผูGปวN ย มกั จะพบที่รกั แรG ขาหนีบ รอบเอว กนG อวัยวะเพศ ตอ; มนำ้ เหลอื งทีอ่ ยใ;ู กลๆG จะโตและเจ็บ
การปอK งกันและควบคมุ โรค
๑. การพักแรมในปNา พยายามอย;าเขGาไปในพม;ุ ไมG บริเวณทตี่ ัง้ ค;ายควรถางใหGโล;งเตียน ควร
พน; ยาฆา; ไรบนพ้ืนดิน (ถาG ทำได)G และไมค; วรน่งั หรือนอนอย;กู ับทน่ี านๆ ควรใส;เสอ้ื ผาG รัดกุมและทายา
ปKองกัน
๒. การรบั ประทานยาปKองกัน โดยรับประทานยาดอกซีไซคลีน ๒๐๐ มก. สัปดาห.ละคร้ัง
ระหว;างที่อย;ูในพื้นท่ีที่มีโรคนี้อยู; โดยใหGเร่ิมกินคร้ังแรกก;อนเดินทาง ๓ วัน และรับประทานต;อ
จนกระท่งั ๖ สัปดาหห. ลงั เดินทางกลับออกมาแลGว
๔๒
๔-๖การสราI งภมู คิ มIุ กันโรคสำหรบั กำลงั พลกองทัพบก
การสรGางภูมิคGุมกันโรคสำหรับกำลังพลกองทัพบก ท่ีปฏิบัติงานตามปกติ (ไม;ไดGปฏิบัติ
ราชการสนามในพ้ืนทีเ่ สี่ยง) มีแนวทางในการเสรมิ สราG งภมู คิ ุมG กนั ดังนี้
๑.ประเภทของกำลังพลจัดแบ;งความเหมาะสมในการพิจารณาเสริมสราG งภูมิคGมุ กันโรค
ก. กำลงั พลกองทพั บกทกุ นาย ควรไดGรับวัคซีนรวมปอK งกนั คอตีบและบาดทะยัก
ข. พลทหารกองประจำการ ควรไดGรับวัคซีนรวมปKองกันคอตีบและบาดทะยัก
นอกจากน้ีพลทหารกองประจำการควรไดGรบั วัคซีนปKองกันโรคไขGหวัดใหญ;ตามฤดูกาล เนื่องจากท่ี
ผา; นมามีอุบัติการณ.การระบาดในหGวงการฝ_กทหารใหม;สูงเป\นประจำเกือบทุกผลัดป| ถึงแมGวัคซีน
ปอK งกันไขหG วดั ใหญจ; ะยังไม;ไดGบรรจุอยใู; นแผนการใหGภมู ิคุGมกันในทหารใหม; ตามหลงั ฉีดใหGแกก; ำลัง
พลแลGวมีไขG ควรหยดุ พกั การฝ_กหรอื ออกกำลงั กายเป\นการชั่วคราวจนกวา; ไขGจะลดลงเปน\ ปกติ
ค.นกั เรยี นทหาร ควรไดGรับวคั ซีนรวมปอK งกนั คอตีบและบาดทะยัก
๒. กำลงั พลทคี่ วรไดรG บั ภมู ิคุGมกันโรคในบางกรณี
ก. เมือ่ มกี ารระบาดของโรคตดิ ตอ; บางโรค หรือ ผGูท่เี ขGาปฏบิ ตั ิงานในพืน้ ท่ีท่มี กี าร
ระบาดของโรคติดต;อบางโรค เชน; ในพน้ื ที่ท่มี กี ารระบาดของโรคไขสG มองอกั เสบ กำลงั พลก็ควร
ไดGรบั วัคซนี ปKองกัน โรคไขสG มองอกั เสบ เปน\ ตGน
ข. เจGาหนาG ทที่ ี่ปฏิบตั งิ านในสถานพยาบาลที่มโี อกาสสมั ผสั สารคัดหลัง่ หรือใกลGชิด
ผูGปวN ยควรไดGรับวัคซนี ปอK งกนั โรคตบั อกั เสบ บี และ วคั ซนี ปKองกนั โรคไขGหวัดใหญ;ตามฤดูกาล
๓. ทง้ั นี้ การเสริมสรGางภูมิคุGมกันใหGแกก; ำลังพลใหGถือปฏิบัติตามคำแนะนำ ประกาศ คำส่ัง
ของกรมแพทยท. หารบกท่ีเก่ยี วขอG ง
๔-๗ การปอ= งกนั และเฝา= ระวงั การปฐมพยาบาลการบาดเจบ็ จากความรอI น
๑. สาเหตุ การบาดเจบ็ จากความรGอน ( Heat Injuries ) เกิดจากร;างกายไดรG ับความรGอนจาก
สิ่งแวดลGอมภายนอกและร;างกายสะสมความรGอนจากการฝ_กและการออกกำลังกาย โดยเฉพาะ
สภาพแวดลGอมที่มีอุณหภูมิสงู และความชนื้ สัมพัทธ.สูง (อากาศรอG นอบอาG ว) เช;น ช;วงก;อนฝนตกหนัก
รา; งกายจะไม;สามารถระบาย ความรGอนไดGเหมือนปกติ จึงเกิดความรGอนสะสมในร;างกายเพ่ิมข้ึน
ทำใหGมีอุณหภูมิกายสูงเกินกว;าปกติจนเป\นอันตรายต;ออวัยวะและระบบการทำงานของร;างกาย
อาจเสียชีวิตหรือสมองพิการถาวรไดG การบาดเจ็บจากความรGอนพบวา; เกิดขึ้นเสมอในหGวงการฝ_ก
และการปฏิบัติการทางทหาร ป{จจัยสำคัญที่ทำใหGเกิดการบาดเจ็บจากความรGอน ไดGแก; สภาพ
อากาศรอG นจัดและมคี วามชื้นในอากาศสูง ไมม; ีลมพัด พนื้ ที่ฝ_กและออกกำลังกายเปน\ พื้นซีเมนต.หรือ
ราดยาง ความพรอG มดาG นร;างกายของทหารโดยเฉพาะอย;างย่ิงทหารใหม;ท่ีไม;คุGนเคยกับอากาศรGอน
และการฝ_ก การใส;เสอ้ื ผาG หนาและปกปด˜ ร;างกายมิดชิดเกินไป ทำใหรG า; งกายระบายความรGอนไดGไม;