The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โรงเรียนเสนารักษ์. คู่มือการพิทักษ์สุขภาพกำลังรบ. กรุงเทพฯ: โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก, 2561.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการพิทักษ์สุขภาพกำลังรบ

โรงเรียนเสนารักษ์. คู่มือการพิทักษ์สุขภาพกำลังรบ. กรุงเทพฯ: โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก, 2561.

Keywords: การแพทย์,เสนารักษ์,ทหาร,สุขภาพ,โรงเรียนเสนารักษ์,กรมแพทย์ทหารบก,รร.สร.พบ.,กำลังรบ

๙๓

สอดคลGองของระบบการใหGบริการ จำนวน/คุณภาพของสถานบริการแพทยท. Gองถ่ิน และ
ผลกระทบตอ; การปฏิบัติการทางทหารต;อการสง; กลับ

(จ) ผลกระทบของโรค และ ภัยจากการทำงานดGานอาชีวอนามัย (รวมถึงการ
วเิ คราะห.โรค และ ภัยคุกคามดGานอาชีวอนามัย การวเิ คราะห.มาตรการดGาน
เวชกรรมปKองกัน การวิเคราะห.ผลกระทบของโรคและภัยคุกคามดGาน
สิ่งแวดลGอมท่ีมีผลต;อขGาศึก และฝNายเรา หรือ อันตรายที่อาจจะเกิดข้ึนจาก
ปฏิบัติการทางทหาร

(๖) การวิเคราะห.การใหGบริการของหน;วยงานเอกชนที่มิใช;องค.กรของรัฐ และ องค.กร
นานาชาติ

ค.การบูรณาการภยั คกุ คาม และ การรวบรวมขGอมูล (ทำเพื่อวเิ คราะห.หาขGอมูลท่จี ำเปน\ ใชG
ในหGวงแรก และ หGวงสองของการเตรียมสนามรบดGานข;าวกรองทางการแพทย. ที่ส;งผลกระทบต;อ
สุขภาพ การสงั่ การ การส;งกำลงั ออกไปปฏิบัตหิ นGาท่ี และ หนทางปฏบิ ตั ิทั้งของขGาศึก และ ของฝNาย
เรา ขGอมูลต;างๆจะรวมถงึ แหล;งข;าว ขอG มูลท่ีควรจะถกู นำเขาG มารวมกนั เพ่ือใชGในเรือ่ งทจ่ี ำเปน\ มกี าร
ใชGรูปแบบการจัดการขGอมูล และ ข;าวกรองทางการแพทย. รวมถึง แผ;นบริวาร ตารางประสาน
สอดคลGอง ฐานขอG มลู ตา; งๆ

(๑) การบูรณาการภยั คุกคามสามารถแบ;งออกไดเG ป\นสามประเภทหลกั ๆ ความสำคัญของ
แต;ละประเภทจะเก่ียวกับกับการสนับสนุนบริการสุขภาพ ประเภทของภัยคุกคามอาจจะรวมถึง
ภารกิจ การปฏบิ ัติการ (รุก รบั การดำรงเสถียรสภาพ)

หนทางปฏิบัตขิ องฝNายเรา (หป.ฝาN ยเรา หนทางใดทีส่ นบั สนุนภารกิจไดดG ีทส่ี ดุ )
หนทางปฏิบตั ขิ องฝNายขาG ศกึ (หป.ฝาN ยขาG ศกึ หนทางใดที่กระทบต;อการบรกิ ารสุขภาพ )
ประเด็นที่เกี่ยวขGองกับภูมิประเทศ รวมถึง สภาพลมฟKาอากาศท่ีกระทบต;อการบริการ
สขุ ภาพ และ สภาพภมู ปิ ระเทศที่อาจจะเปน\ อุปสรรคตอ; การบรกิ ารสุขภาพ
(๒) การรวบรวมเรื่องอน่ื ๆเพ่ิมเติมสำหรบั งานข;าวกรองทางการแพทย. มีการวางแผนเผชิญ
เหตุ ระบบการจดั การขอG มูล การจดั การขอG มูล

๙๔

ตาราง ก-๒ รายการตรวจสอบสำหรับการวิเคราะหร. ะบบการแพทย.บริการสขุ ภาพ

รายการตรวจสอบ ระบบสนับสนุนบริการสุขภาพ
ระบบ/บริการทางสาธารณสขุ
จำนวนบุคลากร สง่ิ อำนวยความสะดวก และ ขดี ความสามารถ
ประเภทโรงพยาบาล ทตี่ ั้ง เช;น รพ.ทวั่ ไป รพ.จติ เวช
จำนวนเตยี ง แบง; ตามประเภท เช;น การผา; ตัด การดแู ลรักษาทว่ั ไป หอผGปู วN ยอาการหนกั
จำนวนเตยี ง และ จำนวนชว่ั โมง
คลนิ ิก (เอกชน รัฐ ) และ ทีต่ ง้ั
จำนวนแพทย.ต;อประชากร
จำนวนแพทย.เฉพาะทาง
บรกิ ารแพทยอ. น่ื ๆ เช;น ขีดความสามารถทางออรโ. ธป˜ดกิ ส. พยาบาลเวชปฏบิ ตั ิ
การตรวจ MRI CT
จำนวนบุคลากรทางการแพทย.ดาG นอ่นื ๆ เชน; นักกายภาพบำบดั นกั สังคมสงเคราะห.
จำนวนประเภทของการวจิ ัย
เจGาหนาG ทที่ างการสตั ว. สงิ่ อำนวยความสะดวกทางการแพทยแ. ละขีดความสามารถ
งานดGานเภสัชกรรม
ประเภทของสงิ่ อปุ กรณท. างการแพทย. การซอ; มบำรงุ ท่สี ามารถจดั หาไดG
ขีดความสามารถดาG นธนาคารเลือด
รายช่อื บคุ ลลากรทางสาธารณสุขในพืน้ ท่ี
รายชอ่ื ของโรงพยาบาล ศูนย.การแพทย. และ ท่ตี ้งั
การหาอัตราการเสียชวี ติ ในกลุม; ประชากร
การหาอตั ราการเสียชวี ิตจากเอดส.
การหาอัตราความเจ็บปNวยท่ีเกดิ จากสภาพแวดลอG ม ความรอG น ความเย็น สารเคมี ทอกซนิ
สถานะทางโภชนาการในกลุม; ประชากร
ระดับการสรGางภมู คิ มGุ กนั ในประชากรทวั่ ไป และ ประชากรเฉพาะกลุม;

๙๕

ตาราง ก-๓ รายการตรวจสอบสำหรับการวิเคราะหร. ะบบการแพทย.บริการสุขภาพ

รายการตรวจสอบ สง่ิ อำนวยความสะดวกทางการแพทย1
มีสถานใหบG ริการทางการแพทยข. องภาคเอกชน สาธารณสุข หรือ ทหารอย;ูหรือไม; ?
มโี รงพยาบาล คลนิ ิก หน;วยแพทยฉ. กุ เฉิน หรอื สถาบนั เวชศาสตร.ฟน‰} ฟหู รอื ไม;?
มสี ถานท่เี หลา; น้นั อยู; ณ ทแี่ หง; ใด?เช;น ตามถนน เสGนทางทส่ี ามารถเขGาถงึ ไดG หรอื อากาศยาน
ใหGบริการทางสุขภาพแบบใดบGาง เชน; การแพทย.ฉุกเฉิน การแพทย.ทั่วไป การผา; ตดั กระดูก
สูตนิ ารเี วช เด็ก จิตเวช เวชศาสตร.ฟน‰} ฟู เปน\ ตGน
มีจำนวนเตยี งรองรบั สำหรบั ผปูG วN ยแต;ละประเภทจำนวนเท;าใด
มกี ารใหบG รกิ ารทางการแพทย.เพ่มิ เตมิ แบบใดบGาง เชน; หGองแลป กายภาพบำบดั เอกซเรย.
มีเจGาหนGาที่ระดบั ใด ในสถานบรกิ ารแต;ละแหง;
มีคลนิ ิกผGปู Nวยนอกหรอื ไม; ใหบG ริการอะไรบGาง
มาตรฐานในการดูแลเป\นอยา; งไร เม่ือเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ
เจาG หนGาท่ที างการแพทยม. ีความนา; เชอ่ื ถอื หรอื ไม; มีขอบเขตในการใหบG ริการอะไรบGาง
มกี ารตดิ เชือ้ ในโรงพยาบาลหรือไม;
สถานพยาบาลมีขดี ความสามารถในการแยกผูGปNวยติดเช้ือหรอื ไม; ?
มอี บุ ัติเหตทุ ่ีเกดิ ขึ้นระหว;างการรักษาหรอื ไม; เชน; ตกเตยี ง บาดเจบ็ จากอุปกรณ.ในการรักษา
มสี ิ่งอุปกรณ.ทางการแพทย.ที่ใชGช;วยในการวินิจฉัยอะไรบGาง เช;น CT SCAN MRI เวชศาสตร.
ฟ}‰นฟู หรอื เครอ่ื งช;วยหายใจ เป\นตGน
มกี ารบรกิ ารอ่นื ๆ อะไรบาG ง เช;น การซักรดี บรกิ ารอาหาร ถาG ไมม; ดี แู ลผGูปวN ยอย;างไร
มหี Gองฉกุ เฉนิ หรือไม; มีอปุ กรณส. ำหรับการดแู ลอาการบาดเจบ็ หรือไม;
มขี ีดความสามารถในการรองรบั ผูGปNวยเจ็บเปน\ กลุม; กอG นหรือไม;
การส;งกำลังสายแพทยม. อี ะไรบาG ง
มกี ารสง; สิ่งอุปกรณเ. พิม่ เติมอย;างไรบGาง
มขี ดี ความสามารถในการเก็บสิง่ สง; ตรวจ การทดสอบ ธนาคารเลอื ดหรือไม;
ถGาไมม; ที ำการทดสอบจากท่ใี ด
มจี ำนวนเลอื ดสะสมไวGหรอื ไม; เท;าใด
มีรถพยาบาลเป\นของตนเองหรอื ไม; ประเภทใด (อากาศ และ ภาคพนื้ ดิน มีบริการใดบาG ง
มีการเพิม่ ความน;าเช่ือถอื ของ รพ.หรอื ไม; เชน; ระบบการประกนั คุณภาพ
มกี ารซอ; มบำรุง หรอื ไม; หรือสง; ซอ; มขาG งนอก
มีระบบไฟฟาK สำรองหรือไม;

๙๖

มีระบบน้ำหรอื ไม; ถGาไม; น้ำมาจากแหล;งใด ตGองมีการบำบดั กอ; นใชGหรือไม;
มรี ะบบการจัดการสิ่งแวดลอG มหรือไม; เชน; ความรอG น ความเย็น
มีระบบสขุ าภิบาลหรอื ไม; มีหGองนำ้ ผปูG Nวย/เจาG หนาG ที่ ที่ลGางมือ ระบบกำจดั ขยะท่วั ไป/มพี ษิ ?
มีระบบการกำจัดสัตว.ท่ีเป\นพาหะ เชน; หนู มด แมลงวนั เหบ็ หรอื แมลงอนื่ ๆ
มีเรือ่ งอ่ืนๆทต่ี Gองพิจารณาหรือไม; ?

๙๗

ผนวก ข
ความพรอI มดาI นสขุ ภาพกำลังพลทางดIานทันตกรรม

พ.ท.หญงิ วงศร. กั ษ. วงศ.สมุทร ตยิ ะธะ
พ.อ. ฤทธิกร การะเวก

ข-๑ กลา7 วท่วั ไป
ความพรGอมทางทนั ตกรรม (Dental Readiness) หมายถงึ สภาวะสุขภาพชอ; งปากของกำลงั

พล ซงึ่ เกีย่ วขGองสมั พันธ.กบั การกำหนดสถานภาพการเขาG ประจำการ ความพรGอมทางทันตกรรม เปน\
พ้นื ฐานสำคญั ประการหนงึ่ ในการรกั ษาความพรอG มรบของหน;วย และลดการสญู เสียทางธุรการ อัน
เน่อื งมาจากป{ญหาสุขภาพชอ; งปาก

จากบทเรียนในปฏิบัติการที่ผ;านมาพบว;า ระหว;างประจำการในราชการสนาม หรือใน
ปฏิบัติการทางทหารอื่นๆ มักมีเวลาสำหรับการรักษาทางทันตกรรมท่ีจำกัด เมื่อจำเป\นตGองมีการ
ส;งกลับเพื่อรับการรักษาทางทนั ตกรรม หนว; ยจะสูญเสียกำลังพล ในหGวงเวลาดังกล;าว ดังน้ัน การ
เตรียมความพรอG มทางทันตกรรมที่ดี จะช;วยลดขั้นตอนท่ียุ;งยาก และเวลาท่ีใชใG นการรักษาทางทัน
ตกรรมไดG หน;วยท่ีมีความพรGอมทางทันตกรรมต่ำ ย;อมส;งผลต;อสมรรถนะและประสิทธิภาพของ
หน;วย ทั้งน้ี ผบGู ังคับหน;วยทกุ ระดับ มสี ;วนรับผิดชอบในการเตรยี มความพรGอมทางทันตกรรม ของ
กำลังพลในหน;วย การเตรียมความพรGอมทางทนั ตกรรมประกอบดวG ย

๑) การตรวจสุขภาพช;องปากประจำป| ตามเกณฑร. ะดบั สุขภาพช;องปากกำลงั พล
กองทัพบก

๒) การนัดหมายและใหGการรักษาทางทนั ตกรรม แก;กำลงั พลท่มี รี ะดับสภาวะ
สุขภาพชอ; งปาก ระดบั ๓ และ ๔

๓) การรายงานผลการตรวจแกผ; บูG งั คับหน;วย และส;วนทเี่ กีย่ วขGอง

ข-๒ ระดบั สภาวะสขุ ภาพชอ7 งปาก
กำลงั พลทกุ นาย ควรไดรG ับการกำหนดระดบั สภาวะสุขภาพชอ; งปาก ( Dental

Classification ) และปรบั ปรงุ ระดบั สภาวะสุขภาพชอ; งปากใหGเปน\ ป{จจบุ นั ทุกป| ตามผลการตรวจ
สขุ ภาพชอ; งปากประจำป| โดยระดบั สภาวะสขุ ภาพช;องปาก จะเป\นการจดั กลมุ; เพือ่ กำหนดแนว
ทางการรักษาทางทันต กรรมต;อไป โดยมีเกณฑร. ะดบั สภาวะสขุ ภาพช;องปาก ดงั น้ี

ระดบั ๑ สุขภาพชอ; งปากดี ไม;มกี ารรกั ษา
ระดบั ๒ ควรไดGรบั คำแนะนำ
ระดับ ๓ ควรไดรG ับการรักษาภายใน ๑๒ เดือน

๙๘

ระดับ ๔ ควรไดรG ับการรกั ษาเรง; ดว; น
กำลังพลท่ีมีสภาวะสุขภาพช;องปาก ระดับ ๓ หรือ ๔ และมีแผนประจำการในภารกิจ
ราชการสนาม หรือปฏิบตั ิการทางทหารอ่ืนที่มิใชส; งคราม ในพ้ืนทห่ี ;างไกลเป\นระยะเวลานาน ควร

ไดGรับการรักษาทางทันตกรรมตามผลการตรวจใหGเสร็จส้ิน เพ่ือลดความเส่ียงของการเกิดป{ญหา
สขุ ภาพช;องปากระหว;างปฏิบตั ิหนาG ที่

สภาวะชอ7 งปาก ระดบั

A. สุขภาพชอ; งปากดี ๑

B. มีหนิ ปูน มีเหงอื กอกั เสบ ๒
C. อน่ื ๆ.......................................

D. มฟี น{ ผทุ ต่ี GองไดGรบั การอดุ ฟ{น

E. มีฟ{นสึกทีต่ อG งไดGรับการอดุ ฟน{ ๓
F. เปน\ โรคปริทันต.อกั เสบทย่ี งั รกั ษาไดG ไมม; ีอาการปวด

G. สญู เสยี ฟน{ และควรใส;ฟน{ ทดแทน

H. อน่ื ๆ.........................................

I. มฟี น{ ผทุ ีใ่ กลหG รอื ทะลโุ พรงประสาทฟน{ /RR

J. มีฟน{ สกึ ทีใ่ กลหG รอื ทะลโุ พรงประสาทฟน{

K. เป\นโรคปรทิ นั ต.อักเสบ ฟน{ โยกมากตอG งถอน ๔
L. มีฟ{นคุด

M. มอี าการ ปวด,บวม อื่นๆ / รอยโรคในชอ; งปาก

N. อ่นื ๆ.......................................

โรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกทุกแห;ง มีภารกิจในการตรวจสุขภาพช;องปาก
ประจำป| แก;กำลังพลของหน;วยในพ้ืนท่ีรับผิดชอบ เช;นเดียวกับการตรวจร;างกายประจำป| โดย
วางแผน ประสานงาน และนัดหมายการเขGารับการตรวจสุขภาพช;องปากประจำป| ใหGแก;หน;วยใน
พน้ื ท่ี ดำเนินการตรวจสุขภาพชอ; งปาก ตามแบบบนั ทึกการตรวจ ใหคG ำแนะนำ แก;กำลังพลทเี่ ขGารับ
การตรวจ นัดหมายการรกั ษาหรือสง; ต;อ กำลงั พลที่มสี ภาวะสุขภาพช;องปาก ระดบั ๓ หรือ ๔ และ
รายงานผลตามแบบรายงาน พรGอมท้งั ใหGคำปรกึ ษาและขGอเสนอแนะแกผ; บูG ังคับหน;วย ตลอดจนส;วน
ทเี่ กย่ี วขอG ง

๙๙

โรงพยาบาลสังกัดกองทัพบกทุกแห;ง ยังมีภารกิจในการรักษาทางทันตกรรม แก;
กำลังพลที่มีสภาวะสุขภาพช;องปาก ระดับ ๓ หรือ ๔ ตามแผนการรักษา ทั้งนี้ เป\นไปตามขีด
ความสามารถดGานการรักษาทางทันตกรรม ของโรงพยาบาลกองทัพบกแต;ละระดับ หรืออาจ
พจิ ารณาหนทางปฏิบตั อิ ่ืนๆท่ีมคี วามสะดวกรวดเรว็ ในการสง; ต;อกำลังพล สำหรบั ขีดความสามารถ
ดาG นการรักษาทางทันต กรรมของโรงพยาบาลกองทพั บกแต;ละระดับ เป\นดังน้ี

ข-๓ การรกั ษาทางทนั ตกรรม

ประเภท สาขา ขีดความสามารถ/ความชำนาญ

ทัว่ ไป - ถอนฟ{น อุดฟ{น ขูดหินปนู ใส;ฟ{นเทียม รักษาคลองรากฟน{ ท่ไี ม;

ซบั ซGอน

เฉพาะทาง ศลั ยกรรมช;อง ใหGการรกั ษาดGวยการผา; ตดั บรเิ วณฟ{นและกระดกู รองรบั ฟน{ ไดGแก;
ปาก/แมก็ ซโิ ล ถอนฟน{ ผา; ฟ{นคุด ผ;าฟน{ ทขี่ ้ึนไม;ไดGในกระดกู ขากรรไกร ผ;าตดั

เฟเชียล เตรยี มช;องปากก;อนใสฟ; น{ รกั ษาการตดิ เช้ือในช;องปากท่มี สี าเหตุ
จากฟ{น รกั ษากาไดรG บั บาดเจบ็ บริเวณฟ{นและกระดูกขากรรไกร
กระดกู ขากรรไกรหกั รกั ษาถุงน้ำและเนอื้ งอกชนิดไมร; Gายแรงใน

กระดกู ขากรรไกรทม่ี ีสาเหตจุ ากฟน{ แกไG ขความผดิ ปกติของกระดูก
ขากรรไกรและการสบฟ{น โดยการผา; ตดั รว; มกบั การจัดฟ{น และทัน
ตกรรมรากเทียม

ทนั ตกรรม ๑. การรกั ษาฟน{ ผุ ฟ{นสกึ กรอ; นและแตกบนิ่ โดยการบรู ณะฟน{
หตั ถการ ดวG ยอมัลกัมหรอื วสั ดสุ เี หมือนฟ{น

๒. การบรู ณะฟน{ เพ่ือแกไG ขความผิดปกตขิ องฟน{ และการรักษาฟน{
เพ่ือความสวยงาม (การป˜ดฟ{นหา; ง การฟอกสฟี น{ )

ปริทนั ตว. ิทยา ๑. การรักษาโรคปรทิ นั ต.

๒. การทำศัลยปรทิ นั ต. เพือ่ การรกั ษาโรคปริทนั ต. เพอ่ื การบรู ณะ
ฟน{ และเพอื่ ความสวยงาม
๓. ทนั ตกรรมรากเทยี ม

ทนั ตกรรม การใสฟ; {นเทียมชนดิ ติดแน;น,ถอดได,G รากเทยี มและเพดานเทยี ม
ประดิษฐ.

ทันตวิทยาเอ็น การตรวจวินจิ ฉัย และการรักษาคลองรากฟน{ ตลอดจนการรกั ษา

โดดอนต. ท่มี ีความซับซอG นย;งุ ยากดวG ยเครอ่ื งมือทท่ี นั สมยั

๑๐๐

ประเภท สาขา ขีดความสามารถ/ความชำนาญ
ทันตกรรมจัด
ฟน{ การจดั ฟน{ ดวG ยเคร่ืองมอื จดั ฟน{ ท้งั ชนิดติดแนน; และชนดิ ถอดไดG
เพือ่ แกไG ขความผดิ ปกตขิ องการเรียงตวั ของฟ{น, การสบฟน{ และ
ทนั ตกรรมบด การจดั ฟน{ รว; มกบั การผ;าตัดเพอ่ื แกไG ขความผิดปกตขิ องโครงสราG ง
เค้ียว ใบหนาG และขากรรไกร เพอื่ ใหมG กี ารเรยี งตัวของฟ{น, การสบฟน{
และบุคลกิ ภาพท่ีดี รวมทง้ั การรกั ษาแบบสหสาขา เชน; ดแู ลรักษา
เวชศาสตร.ชอ; ง ผGูปNวยปากแหวง; เพดานโหว;ตั้งแตแ; รกเกิดจนถึงช;วงโตเตม็ วยั การ
ปาก จัดเรียงฟน{ เพือ่ รองรับการใสฟ; {นทีด่ ี เปน\ ตGน

๑. การแกGไขการสบฟน{ ทีผ่ ดิ ปกติ โดยการกรอปรบั การสบฟน{
๒. การรักษาความผดิ ปกติของขอG ตอ; ขากรรไกร อาการเจ็บปวด
ชอ; งปากและใบหนาG ภาวะนอนกดั ฟ{น และโรคทางเดินหายใจ
ส;วนบนอดุ กั้นขณะนอนหลบั โดยการใชเG ครอ่ื งมอื ทนั ตกรรมชนิด
ถอดไดแG ละการกรอปรบั การสบฟน{

๑. การวนิ จิ ฉัย การบำบัดโรคในชอ; งปากท่เี ก่ยี วขอG งกับรอยโรคต;าง
ๆ ของร;างกาย
๒. การประยกุ ตใ. ชยG าตา; ง ๆ รักษาโรคในช;องปากผปูG Nวยและผลเสยี
ของการใชยG าทรี่ ักษาโรคทางระบบตอ; ในชอ; งปาก
๓. การวินิจฉยั รอยโรคทมี่ โี อกาสเส่ียงเป\นมะเรง็ ในช;องปากและ
แนวทางการดแู ลผปGู วN ยอยา; งมปี ระสิทธภิ าพ

ข-๔ การป=องกนั ไมใ7 หเI กดิ ผูIปZวยเจ็บ
ทนั ตกรรมปKองกัน (Preventive Care) ถงึ แมวG ;างานทนั ตกรรมปอK งกนั อาจไม;ไดG

มีความสำคัญมากที่สุดในงานทางทันตกรรม ผลของการท่ีมีทันตกรรมปKองกันท่ีดีคือสุขภาพฟ{น
และเหงือกที่สมบูรณ.และปราศจากโรคในช;องปาก ดังน้ันเหล;าทหารท่ีไม;ใหGความร;วมมือในการ
ดแู ลชอ; งปากท่ีดมี ีโอกาสจะเกดิ โรคหรอื การบาดเจ็บทางทันตกรรมในระหว;างออกสนามระดับของ
ทันตกรรมปKองกันสามารถจัดระดับการปKองกันเป\น ๓ ระดับ คือการปKองกันระดับปฐมภูมิ การ
ปKองกันระดบั ทตุ ิยภูมิ และการปอK งกันระดบั ตตยิ ภูมิ

๑) การปKองกันระดับปฐมภูมิ (Primary prevention) เป\นการปKองกันโรคใน
ช;องปากกอ; นระยะทโี่ รคจะเกิดขึ้น เป\นการปอK งกนั ลำดบั แรกทีถ่ ือว;าสำคญั และมีประสิทธิภาพทีส่ ุด
วัตถปุ ระสงคข. องการปอK งกันโรคในชอ; งปากระดับปฐมภมู ิ คอื การปรบั สภาพความเปน\ อยขู; องมนุษย.

๑๐๑

หรือการปรับปรงุ ภาวะส่งิ แวดลอG มหรอื ท้ังสองประการรว; มกัน เพอื่ ใหGเกิดภาวะทีโ่ รคในช;องปากตา; ง
ๆ ไม;สามารถเกิดหรือคงอย;ูไดG โดยใชGมาตรการและวิธีการตา; ง ๆ เพื่อส;งเสริมสุขภาพช;องปากของ
ประชาชนใหGสมบูรณ. มีความตGานทานโรคในชอ; งปากต;าง ๆ ใหGมากท่ีสุดเทา; ที่จะทำไดG มาตรการ
ทางทันตกรรมปKองกันในระดับปฐมภูมิ แบ;งออกเป\น ๒ ประเภท คือ การส;งเสริมทันตสุขภาพ
(Dental health promotion) และ การปKองกันเฉพาะโรคหรือการปอK งกันโรคชนิดเฉพาะเจาะจง
(Specific protection)

๒) การปKองกันระดบั ทุติยภูมิ (Secondary prevention) เป\นการปKองกันโรค
ในระยะที่ร;างกายเริ่มเป\นโรคแลGว การปKองกันระดับน้ีมีวัตถุประสงค. คือ ปKองกันไม;ใหGโรคลุกลาม
และปKองกนั การกลบั มาเป\นโรคนซ้ี ้ำอีก มาตรการท่ีใชใG นการปอK งกันระดับนี้มี ๒ มาตรการคือ การ
ตรวจวินิจฉัยต้ังแต;แรกเร่ิม (Early diagnosis) และ การใหGการรักษาที่เหมาะสมทันที (Prompt
treatment)

๓) การปKองกนั ระดบั ตติยภูมิ (Tertiary prevention) เป\นการปKองกนั ในระยะ
ท่ีโรคดำเนินไปเกือบขั้นสุดทGายหรือระยะท่ีมีความพิการเกิดข้ึนแลGว การปKองกันระดับนี้มี
วัตถุประสงคเ. พ่ือรกั ษาผูปG วN ยท่ีมีอาการใหGหายโดยเร็ว ปKองกันการสูญเสียหนGาท่ีของอวัยวะ ลดความ
พิ ก า ร ที่ เกิ ด ข้ึ น ใ หG นG อ ย ล ง แ ล ะ ท ำ ใ หG อ วั ย ว ะ น้ั น ส า ม า ร ถ ก ลั บ คื น สู; ส ภ า พ ท่ี ใ ชG ง า น ไดG อี ก ค รั้ ง
ประกอบดGวย ๒ มาตรการ คอื การจำกดั ความพกิ ารของโรค (Disability limitation) และการฟน}‰ ฟู
สภาพ (Rehabilitation)

การไม;ใหGความร;วมมือในงานดGานทันตกรรมปKองกันทั้ง ๓ ระดับ (primary,
secondary , tertiary) นำไปสูส; ภาพท่ดี อG ยลงซง่ึ อาจลดจำนวนทหารที่มคี วามพรGอมสำหรับภารกิจ
และอาจส;งผลใหทG หารตGองออกจากสนามเพอ่ื มารบั การรักษา

ทันตกรรมปKองกันสำหรบั แต;ละคนประกอบดวG ย การทานอาหารที่มคี วามสมดุล ,
การแปรงฟ{นและใชไG หมขัดฟ{นขั้นพ้ืนฐาน , การหลีกเล่ียงการใชGผลิตภณั ฑย. าสบู มาตรการเหลา; นมี้ ี
ประสทิ ธิภาพในการปอK งกนั การเกิดฟ{นผแุ ละโรคในช;องปาก การใชGฟลูออไรดแ. ละเคลอื บหลมุ ร;อง
ฟ{นร;วมกับการตรวจฟ{นและชอ; งปากเปน\ ประจำตามวงรอบ ช;วยปKองกนั ฟ{นผแุ ละวินจิ ฉัยโรคในชอ; ง
ปากท่อี ยใู; นระยะท่ยี งั รักษาไดG

เนอื่ งมาจากผลกระทบที่อาจเกิดข้ึนจากเหตุฉกุ เฉินทางทันตกรรมซงึ่ อาจเกดิ ขึน้ ใน
หน;วยความพรGอม งานทนั ตกรรมปอK งกนั ตGองไดGรับการสนับสนุนอย;างแข็งขนั จากผูGนำ การเตรยี ม
ความพรอG มทางทนั ตกรรมของเหล;าทหารจะถกู พจิ ารณาจากการตรวจภายในช;องปาก มาตรฐานที่
ใชGในการพิจารณา และ แบ;งกลุ;มมีขอบเขตอยู;ในระบบการเตรียมความพรGอมทางทันตกรรม
กระทรวงกลาโหม จุดมง;ุ หมายของระบบการจดั แบง; กลุม; นเ้ี พอ่ื ช;วยผนGู ำหนว; ยคาดการณ.ไดถG งึ จำนวน
ทหารที่มีแนวโนมG ที่จะตGองรับการรกั ษาเหตฉุ ุกเฉนิ ทางทันตกรรมในระหว;างการปฏบิ ัติหนGาท่ี ผGูนำ

๑๐๒

หน;วยสามารถลดการสญู เสียกำลังพลท่ีตอG งไปรับการรกั ษา หรอื ถูกปรับยGายทางการแพทย. โดย
การทำใหGม่ันใจมากที่สุดเท;าท่ีเป\นไปไดGว;าเหล;าทหารมีสภาวะช;องปากระดับ ๑ หรือ ๒ ก;อนการ
ปฏิบตั หิ นGาที่

ข-๕ การส7งเสริมสุขภาพช7องปาก
การแปรงฟ{นควรมีวิธีการแปรงฟน{ ทถี่ กู วธิ ี จงึ จะเกดิ ประสิทธิผลสูงสุดในการแปรงฟน{ กำลังพล

ควรไดGรบั การแนะนำเทคนคิ ในการแปรงฟ{น และควรทำความเขGาใจการเลอื กแปรงสฟี {น และยาสี
ฟน{

๑) การแปรงฟ{นเป\นวิธีการทำความสะอาดขั้นพ้ืนฐาน และเป\นกิจวัตรประจำวันของคนทั่วไป
แต;คนส;วนใหญ;ยังไม;เขGาใจวธิ ีการแปรงฟ{นที่ถกู วธิ ี จงึ ไม;เกดิ ประสิทธิผลสูงสุดในการแปรงฟ{นกอ; น
การแนะนำเทคนิคในการแปรงฟ{น ควรทำความเขGาใจการเลือกแปรงสฟี {น และยาสีฟ{นเสยี ก;อน

๒) การเลือกแปรงสีฟน{ ควรเลอื กขนแปรงชนดิ ออ; นนุม; ทำดGวยไนลอนหรอื วสั ดุที่เหมาะสม สว; น
ปลายของขนแปรงมนและเรยี บเพ่ือไม;ใหบG าดเหงอื ก นอกจากนี้ยงั คงสภาพเดิม มสี ปริงดีเมอ่ื ถูกน้ำ
และรักษาความสะอาดไดGง;าย หัวแปรงควรมนกลม ขนาดพอเหมาะ สามารถทำความสะอาดทุก
บรเิ วณในช;องปากไดGอย;างมีประสิทธิภาพดGามแปรงควรตรงและยาวเพ่ือการจับท่มี ั่นคง หลังการใชG
แปรงทกุ ครัง้ ควรลGางใหสG ะอาด และผงึ่ ไวใG นอากาศถา; ยเทไดGสะดวก และสะอาด

๓) การเลอื กยาสีฟ{น ควรเลือกชนิดท่ีเป\นครีม เพราะผงขัดไม;หยาบ เทา; แบบผง เลือกกล่ิน รส
ยหี่ Gอ ไดGตามตGองการ ถGาไม;เกิดอาการแพG และมฟี ลูออไรด. นอกจากน้ียังมียาสีฟน{ ที่มสี ารลดการ
เสียวฟน{ ซงึ่ ควรไดGรับการวินจิ ฉยั สาเหตุของการเสยี วฟน{ จากทนั ตแพทยก. อ; น

๔) วิธีการแปรงฟ{น ท่ีเหมาะสมในการสอนใหGกับกำลังพลคือวิธีแปรงฟ{นแบบขยับ-ป{ด
(Modified bass technique) การวางแปรงสีฟ{นใหGแนวของดGามแปรงขนานกับแนวการเรียง
ตัวของฟน{ วางขนแปรงใหอG ย;ูบรเิ วณคอฟน{ กับขอบเหงอื ก ปลายขนแปรงวางทำมมุ ๔๕ องศา
กับรอยต;อระหว;างเหงอื กและฟ{น และช้ีไปทางปลายรากฟ{น

ข-๖ การจดั การดูแลผูIปZวยเจ็บ
ปญ{ หาสุขภาพช;องปากของกำลงั พลท่สี ำคญั ไดแG ก; โรคในชอ; งปาก อาทิโรคฟน{ ผุ โรคเหงือก

อกั เสบและปริทนั ต. และการบาดเจ็บบริเวณช;องปากและแม็กซิโลเฟเชยี ล ซึ่งเกิดขึ้นไดGท้ังจากการ
รบ และมิใช;การรบ ท้ังน้ี พบวา; มสี าเหตุหลายประการ ท่ีก;อใหGเกิดป{ญหาดังกลา; ว โดยเฉพาะอยา; ง
ย่ิงเม่ือข้นึ ข้นึ ประจำการในภารกจิ ราชการสนาม ทสี่ ำคญั ไดGแก; การดูแลสขุ ภาพช;องปากทไี่ มเ; พียงพอ
ความเครียดท่สี ง; ผลใหภG ูมิคGุมกนั โรคลดลง หรือเกดิ พฤติกรรมทสี่ ง; ผลเสยี ตอ; สุขภาพช;องปาก การเกิด
การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตบุ ริเวณใบหนGา เปน\ ตGน

๑๐๓

นอกจากน้ี จากขGอพิจารณาการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งไดGแก; ภารกิจ ขGาศึก ภูมิ
ประเทศและภมู อิ ากาศ กำลงั ทม่ี อี ย;ู เวลา และพลเรือน (ปจ{ จยั METT-TC) จะพบว;ามีสถานการณ.ที่
ส;งผลใหGกำลังพล ไมส; ามารถเขาG ถงึ การรกั ษาทางทันตกรรมไดG ส;งผลใหปG ญ{ หาโรคในช;องปากลุกลาม
และทวีความรุนแรงข้ึน หรือนำไปส;ูการติดเช้ือท่ีมีความอันตรายจนถึงแก;ชีวิต จนอาจตGองมีการ
สง; กลบั หรอื จำหนา; ยกำลังพล เพอื่ รบั การรักษาทางทันตกรรม การสญู เสียกำลังพล แมGเพียงชว; งเวลา
หน่ึง กอ็ าจทำใหGประสิทธภิ าพในการปฏบิ ตั ิภารกิจของหนว; ยลดลงไดG

ข-๗ ประเภทของบริการทันตกรรม (Categories of Dental Service)
บริการทนั ตกรรม แบ;งเปน\ ๕ ประเภท ประกอบดGวย
๑) ทันตกรรมปอK งกนั (Preventive Care) ดังท่ีกล;าวไปแลGว
๒) ทันตกรรมฉุกเฉิน (Emergency Care) เป\นบริการทันตกรรม ท่ีม;ุงใหGการ

บรรเทาอาการเจบ็ ปวด การติดเชอ้ื เฉยี บพลนั ควบคุมสภาวะในช;องปากทีอ่ าจส;งผลอันตรายต;อชีวิต
(hemorrhage, cellulitis, or respiratory difficulties) รักษาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต;อฟ{น
ขากรรไกรและใบหนGา เพ่ือใหGกำลังพลสามารถปฏบิ ัติภารกจิ ตามท่ีไดGรบั มอบหมาย บรกิ ารทนั ตก
รรมท่ีใหGเพ่ือการบำบัดฉุกเฉิน เช;น การถอนฟ{นอย;างง;าย การใหGยาปฏิชีวนะ การใหGยาบรรเทา
อาการปวด การอุดฟน{ ช่ัวคราว

ก. การถอนฟ{นอย;างง;าย เป\นการรักษาโดยการนำฟ{นที่ผุทะลุโพรงประสาท
ฟน{ ไม;สามารถบรู ณะไดGออกจากกระดูกเบาG ฟ{นโดยตGองเปน\ ฟ{นที่ผทุ ะลุโพรงประสาทฟ{น ไมส; ามารถ
บูรณะไดG เช;น ฟ{นผุเหลือแตร; าก ฟ{นที่โยก ฟน{ ทีเ่ ป\นโรคปริทันต.รุนแรง ภายใตGการใชGยาชาเฉพาะท่ี
(Local anesthesia) ดวG ยการใชGเคร่อื งมือแยกฟ{นกับอวยั วะปริทันต.รอบๆ จากนัน้ จงึ ใชGคีมถอนฟ{น
ในการนำฟน{ ออกจากกระดูกเบGาฟ{น

ข.การใหGยาปฏิชวี นะ การใหGยาปฏิชีวนะในกำลังพลทม่ี ีการติดเชื้อท่ีมีสาเหตุ
จากฟ{น โดยมีอาการบ;งชัดว;าเป\นการติดเชื้อ ไดGแก; อาการปวดและกดเจ็บ การบวมเป\นหนอง
เกิดลักษณะแดงและรGอน และอGาปากไดGจำกัด (pain, swelling, surface erythema, pus
formation, limitation of opening หรือมีไขG ต;อมนำ้ เหลืองโต)

ค.การอุดฟ{นชั่วคราว เป\นการใชGวัสดอุ ุดฟ{นชว่ั คราวท่แี ข็งแรงพอที่จะใชเG คี้ยว
อาหารไดG ใชGในฟ{นผุทอ่ี าจจะยงั ไมล; ุกลามถึงโพรงประสาทฟ{น กอ; นท่จี ะไปรับการรักษาอน่ื ต;อไป

๓) ทนั ตกรรมยดื ระยะ (Sustaining Care) เปน\ บรกิ ารทันตกรรม ทีม่ ง;ุ ใหกG ารรกั ษา
ทจ่ี ำเปน\ เพ่อื ไม;ใหเG กดิ ภาวะหรืออาการเจ็บปวดเฉยี บพลนั ในช;องปากฉกุ เฉิน การรกั ษาเบือ้ งตนG น้ีเป\น
บริการทันตกรรมเพ่ือไมใ; หGเกิดการสูญเสยี กำลังพลในระหว;างปฏบิ ตั ิภารกจิ และใหGกำลังพลสามารถ
ดำรงภารกิจท่ีไดGรับมอบหมาย บริการทันตกรรมท่ีรักษา เช;น การอุดฟ{น การถอนฟ{น การบำบัด

๑๐๔

คลองรากฟ{นฉุกเฉิน (pulpectomy) การรักษาโรคปริทันต. และการใส;ฟ{นเทียมอย;างง;าย ซ่ึง
สามารถเขGารบั การรกั ษาในหน;วย (รพ.ทบ.)

ก.การอุดฟ{น เป\นการรักษาฟ{นผุท่ียังไม;ลุกลามถึงโพรงประสาทฟ{น โดยฟ{น
จะตGองมีส;วนของเนอ้ื ฟ{นท่ีเหลือเพยี งพอต;อการยึดของวสั ดุทใ่ี ชใG นการอดุ ฟน{ อย;างถาวร

ข.การถอนฟ{นเป\นการรักษาโดยการนำฟ{นที่ผุทะลุโพรงประสาทฟ{น ไม;
สามารถบรู ณะไดอG อกจากกระดกู เบGาฟ{นโดยตอG งเปน\ ฟ{นทีผ่ ุทะลโุ พรงประสาทฟ{น ไม;สามารถบรู ณะ
ไดG เชน; ฟน{ ผเุ หลือแต;ราก ฟน{ ท่โี ยก ฟ{นท่ีเป\นโรคปริทนั ตร. นุ แรง ฟ{นคุด ฟน{ ทีไ่ ดGรับอุบัตเิ หตุ ฟน{ แตก
หรือรากฟ{นหักภายใตGการใชGยาชาเฉพาะที่ (Local anesthesia) ซึ่งอาจมีความจำเป\นในการใชG
เครอื่ งมือเพม่ิ เตมิ มากกว;าการถอนฟน{ อยา; งงา; ย

ค.การบำบัดคลองรากฟ{นฉุกเฉิน เป\นการรักษาฟ{นท่ีผุลุกลามทะลุโพรง
ประสาทฟ{น โดยการรักษาจะทำการกำจัดเน้ือเยื่อในโพรงประสาทฟ{น เพ่ือระงับอาการเจ็บปวด
เบ้ืองตGนกอ; นรับการรักษาคลองรากฟ{น

ง. การรักษาโรคปริทันต. เป\นการรักษาการอักเสบของเหงือกและอวัยวะปริ
ทันต.ซึง่ รวมถงึ กระดกู และเสนG ใยท่ียดึ ฟน{ ท่มี ีสาเหตจุ ากคราบจุลนิ ทรีย.และส่ิงสะสมบนฟ{นดวG ยการ
ขูดหินน้ำลายและเกลารากฟน{ รวมทง้ั การรักษาอนามยั ในชอ; งปาก

จ.การใสฟ; {นเทยี มอยา; งงา; ย เป\นการรกั ษาฟ}‰นฟูสภาวะชอ; งปากทดแทนการ
สูญเสยี ฟน{ โดยการใสฟ; น{ เทียมชนิดถอดไดทG ดแทนฟน{ ทสี่ ูญเสยี เพอ่ื ใชGในการบดเค้ียวอาหาร

๔) ทนั ตกรรมคงสภาพ (Maintaining Care) เป\นบริการทันตกรรม ที่ม;ุงใหGกำลัง
พลดำรงสภาวะสุขภาพช;องปาก ใหGอยู;ในเกณฑ.ระดับ ๑ และ ๒ ไม;เกิดภาวะหรืออาการเจ็บปวด
เฉยี บพลนั ในชอ; งปากฉุกเฉนิ ใน ๑๒ เดือน กำลงั พลสามารถออกปฏิบัติภารกิจทไ่ี ดรG บั มอบหมายไดG
บริการทนั ตกรรมที่ใหG เช;น การอุดฟ{น การถอนฟน{ การผ;าตัดย;อยในช;องปาก การรักษาโรคปริทันต.
การรกั ษาคลองรากฟน{ ทันตกรรมประดิษฐ.(การใสฟ; {นเทียม) ทนั ตกรรมปKองกนั โดยสามารถเขาG รับ
บรกิ ารไดGในโรงพยาบาลสงั กดั กองทัพบก

ก. การผ;าตัดย;อยในช;องปาก กรณีเช;น การผ;าฟ{นคุด การถอนฟ{นท่ีไม;
สามารถเอาออกไดGโดยง;าย รากฟ{นหักคGางจากการถอนฟ{น การรักษามกั ใชGการเปด˜ เหงือกหรือกรอ
กระดกู รว; มดวG ย

ข. การรักษาคลองรากฟ{น เป\นการรักษาฟ{นผุท่ีลุกลามถึงโพรงประสาทฟ{น
โดยฟน{ ยงั มสี ว; นของเนอื้ ฟ{นเหลือมากพอทจี่ ะบรู ณะใหGสามารถบดเคยี้ วใชGงานไดG ซ่ึงการรกั ษาจะเปน\
การความสะอาดในคลองรากฟน{ กำจดั เนอ้ื เยอื่ ในโพรงประสาทฟ{นทม่ี กี ารอกั เสบติดเชอื้ และอดุ ป˜ด
คลองรากฟน{ ดวG ยวัสดเุ ฉพาะ

๑๐๕

ค. ทนั ตกรรมประดิษฐ. (การใส;ฟน{ เทยี ม) เปน\ การรกั ษาฟ}‰นฟสู ภาวะช;องปาก
ทดแทนการสญู เสยี ฟน{ โดยการใส;ฟน{ เทยี มทดแทนฟ{นท่ีสญู เสยี เพือ่ ใชใG นการบดเคี้ยวอาหาร รวมท้ัง
การบูรณะฟน{ ใหGมีโครงสรGาง รูปรา; ง ใหGเหมือนฟ{นธรรมชาติ มี ๒ ประเภท คอื ฟน{ เทยี มชนิดถอดไดG
และชนิดติดแน;น เช;น ครอบฟ{น สะพานฟ{น รากเทยี ม

๕) ทันตกรรมเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Care) หมายถึง การบริการท่ีมีครบ
ทุกอย;างหรือการบริบาลครบถGวนทุกรูปทุกแบบ ดังน้ันเม่ือพิจารณาถึงการบริการที่เป\นการ
บรบิ าล ทันตกรรมพรGอมมลู หรอื แบบเบ็ดเสรจ็ ลกั ษณะของการบริบาลทนั ตกรรมพรอG มมลู หรือ
การดูแลแบบเบ็ดเสร็จทางทนั ตกรรมนั้นตอG งมลี กั ษณะการบริการต;างๆดงั ต;อไปนี้

ก. การดูแลทุกดาG นของผGูปNวย การดูแลในหลักการนี้หมายถึงการมองผูปG Nวย
ในลักษณะแบบองค.รวม ดวG ยการพิจารณาถึงดGานตา; งๆ ท้ังดGานชีววิทยา ดาG นสงั คมและจิตวิทยา อัน
เป\นปจ{ จยั สำคญั ที่มีผลต;อผGูปวN ยแต;ละคนแตกต;างกันไป

ข. การดแู ลทกุ รปู แบบ
(1) การส;งเสริมสุขภาพ : เพื่อใหGผูGปNวยมีคุณภาพชีวติ และสุขภาพยืน

ยงอายยุ นื ยาว ดวG ยการทำใหGผูGปNวยสามารถพงึ่ พาตนเองไดใG นเร่ืองการดูแลสขุ ภาพ
(2) การปKองกัน : การทำใหGการปKองกันเกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับ

ผูปG NวยไดGนน้ั การปKองกนั จะตอG งมกี ิจกรรมดังตอ; ไปนี้คือการตรวจหาป{จจัยเส่ยี งต;างๆ , การเสรมิ สรGาง
ภมู คิ มุG กันโรค การตรวจเพอ่ื การคดั กรองโรค และการใหGความรูคG วามเขGาใจดาG นสขุ ภาพ

(3) การรักษา : กระบวนการตัดสนิ ใจทางคลนิ ิก จะตGองประกอบดGวย
การรวบรวมขGอมูล การวิเคราะห.ขGอมลู และการตัดสินใจเพ่ือการวินิจฉัยและจัดการป{ญหา แลGว
สื่อสารกบั ผGูปNวยถึงการวนิ ิจฉยั หรือเหตุผลการวนิ ิจฉยั ตลอดจนการบริการการรักษาใหGผปGู NวยเขGาใจ
เพอ่ื ทำใหGผูปG วN ยหรอื ญาตมิ ีส;วนร;วมในการตัดสนิ ใจน้นั

(4) การฟน}‰ ฟสู ุขภาพ
ค. การดแู ลดวG ยสหวิชา
ง. การดูแลในทุกระดับ ไดGแก; การดแู ล บุคคล ครอบครัว และชุมชน ตาม
ความจำเป\นและความเหมาะสม ในหลกั การที่ยดึ ผปGู วN ยเปน\ ศูนยก. ลาง
การบริบาลทันตกรรมพรอG มมูล (Comprehensive dental care) ประกอบดGวย
ข้นั ตอนตา; งๆท่ีจำเป\นตอG งมเี พ่อื สรGางสุขภาพชอ; งปากทด่ี ีทส่ี ุดทง้ั ในแง;การทำงาน และความสวยงาม
จากความซับซGอนของข้ันตอน และระยะเวลาที่ใชGในการทำ จึงถูกใหGทำในโรงพยาบาลสังกัด
กองทพั บกเทา; น้นั

๑๐๖

ข-๘ ทันตกรรมสนาม ( Field Dental Services )
๑) กลา; วทั่วไป
ความรบั ผดิ ชอบของการใหบG รกิ ารทนั ตกรรมคือการรกั ษาระดบั สภาวะสขุ ภาพชอ; ง

ปกตขิ องกำลังพลใหเG ป\นปกติ โดยการปKองกนั และรกั ษา โรคในชอ; งปากหรือการบาดเจ็บบริเวณช;อง
ปากและแม็กซิโลเฟเชียล เพือ่ ใหบG รรลคุ วามมุ;งหมายดังกลา; ว การสนบั สนนุ บริการทันตกรรมในยทุ ธ
บริเวณ จึงตGองมีการจัดหน;วยท่ีมีความยืดหย;ุนและคล;องตัว สามารถตอบสนองต;อความ
เปล่ียนแปลงทีอ่ าจเกิดขึน้ ไดอG ย;างรวดเรว็ ตลอดระยะเวลาของปฏิบตั กิ าร

เพ่ือใหGมั่นใจว;า กำลังพลจะสามารถเขGาถึงบริการทันตกรรมจึงมีการกำหนด
ทรัพยากรท่ีเกย่ี วขGอง ไดแG ก; ทันตแพทย. ส.ทันตกรรม และ สป.สาย พ.(ทนั ตกรรม) ไวใG นหนว; ยระดับ
ต;างๆ เพือ่ ใหGกำลังพลสามารถเขGารบั การตรวจรกั ษา และกลับประจำหน;วยไดGอยา; งรวดเร็ว อกี ทง้ั ลด
การส;งกลับกำลงั พลเพอ่ื รักษารกั ษาในเขตหลัง

๒) หนว; ยทันตกรรมสนาม
หน;วยทนั ตกรรมสนาม ไดแG กห; น;วยกำลังรบท่ีไดบG ริการทนั ตกรรมสนามของบริการ

แพทย.ระดบั หน;วย ระดบั กองพล และระดับกองทพั ประกอบดGวย
ก. ตอนทนั ตกรรม มว.สร.กรม (ร) (ม) มที นั ตแพทย. ๑ นาย และ ส.ทันตกรรม

๑ นาย พรอG มยุทโธปกรณ.ตาม อจย. บริการทันตกรรมสนามไดGในขอบเขตจำกดั เน่ืองจากกำลัง
พลยทุ โธปกรณ. และภารกจิ หากมพี ันธกจิ ขีดความสามารถก็จะดำเนินการสง; กลบั หรอื รGองขอการ
สนับสนนุ หน;วยเหนอื ไดG

มว.สร.รอI ย.บก.ร.

ตอนเปล ตอนรถพยาบาล ตอนทพี่ ยาบาล ตอนทันตกรรม

ข. ตอนทันตกรรม กองรอG ยเสนารักษ. และ กองรGอยเสนารกั ษส. นับสนุน กองพัน
เสนารักษ. ในอัตราของพลทหารราบ กองพลทหารมGา และกองพลทหารปน} ใหญ;ต;อสอูG ากาศยาน
จะมี ทนั ตแพทย. ( ร.อ. ) ๑ นาย และนายสบิ ทนั ตกรรม ( จ. ) ๒ นาย ต;อ ๑ กองรGอย พรGอม สป.
ทนั ตกรรม ในอตั รา ๔กองรอG ย ตอ; ๑ กองพล ( ร. ) ( ม. ) ( ปตอ. )

๑๐๗

พัน.สร.พล.ร.(ม.)

บก.และรอI ย บก. รIอย สร.สน. รอI ย สร. x ๓
ค. ชุดรกั ษาพยาบาล หนว; ยศลั ยกรรมสนาม กองพันทหารเสนารักษ.
กองบญั ชาการชว; ยรบ มที ันตแพทย. ( พ.ท. ) ๑ นาย และนายสบิ ทนั ตกรรม ( จ. ) ๑ นาย ต;อ ๑
ชุดรกั ษาพยาบาล พรGอม สป.ทันตกรรม ในอัตรา ๔ ชุดรกั ษาพยาบาล ต;อ ๑ หน;วยศลั ยกรรมสนาม

พัน สร.บชร.
บก. และรIอย บก. หนว7 ยศัลยกรรมสนาม ชุดเวชกรรมปอ= งกนั คลงั เวชภัณฑ1 รอI ย สร.สน.

หนว7 ยศลั ยกรรมสนาม

บก. ชดุ ศัลยกรรมสนาม x ๔ ชุดรกั ษาพยาบาล x ๔
ง. หนว; ยทันตกรรมสนาม กองทพั บก

๑) อตั ราการจดั และยทุ โธปกรณ. หมายเลข ๘ – ๖๓๐ ( ๒๕ ม.ค.๓๒ )
๒) นามหน;วย หนว; ยทนั ตกรรมสนาม
๓) ภารกจิ ปฏิบตั ิงานบรกิ ารทันตกรรม สนับสนุนหน;วยทีม่ อบหมาย
๔) การแบ;งมอบ เปน\ หน;วยของกองทัพบกอาจแบ;งมอบใหGกับหน;วยรองตาม
ความเหมาะสม
๕) ขดี ความสามารถ

- ใหบG รกิ ารทนั ตกรรมทั่วไป ตอ; หนว; ยขนาด กรม ร.
- สามารถจดั เจGาหนGาทท่ี ันตกรรมแยกสนบั สนนุ หนว; ยขนาด พนั .ร.
- ตอG งไดGรบั สนับสนนุ การเลยี้ งดจู ากหน;วยรับสมทบ
- เคลอ่ื นยGายดGวยยานพาหนะในอัตราไดG ๑๐๐ เปอรเ. ซ็นต.
๓) หนาG ที่ของหน;วยทันตกรรมสนาม
ก. จัดใหGมมี าตรการและการปอK งกนั เพือ่ ลดจำนวนโรคฟ{น

๑๐๘

ข. เตรยี มและรวบรวมรายงานทางทันตกรรมตลอดจนสถติ แิ ละบันทึกต;าง ๆ เพ่ือ
แจGงใหGหน;วยเหนือทราบ ทั้งน้ี เพ่ือใชGในการวางแผนในเวลาต;อไป และเพ่ือช;วยในการพิจารณา
เรยี กรอG งสิทธิ

ค. ฝ_กอบรมเจGาหนGาที่ทางทันตกรรมรวมทั้งนายสิบพลทหารและพลเรือนท่ีไดG
บรรจุอยหู; รือผูทG ี่ทำหนาG ท่ีบริการทางทนั ตกรรม

ง. พฒั นาและเตรียมการแจกจ;าย นโยบาย และวิธีการท่ีเกี่ยวขGองกับการบริการ
ทางทันตกรรม

จ. สืบสวนป{จจยั ทมี่ อี ย;ูในทGองถน่ิ ซง่ึ มสี ;วนเกย่ี วขGองกบั สขุ ภาพทางทันตกรรมทจ่ี ;าย
ใหGแกเ; จGาหนาG ที่

ฉ. ดแู ลรักษาและซอ; มบำรงุ คลังสิ่งอปุ กรณ.ตลอดจนเครื่องมือทนั ตกรรมที่จ;ายใหG
แกเจGาหนGาที่การประสานงานของหน;วยทันตกรรมกบั หนว; ยอ่นี ของทันตกรรม

๔) ประเภทของการสนบั สนนุ บริการทนั ตกรรมสนาม
การสนบั สนุนบรกิ ารทนั ตกรรม จำแนกตามการใชทG รพั ยากรทางทันตกรรม ไดGเป\น

๓ ระดับ คือ
ก. บริการทันตกรรมระดบั หนว; ย ดำเนินการโดยชดุ ทนั ตกรรมทก่ี ำหนดไวGในหน;วย

แตล; ะระดบั ประกอบดGวยการรกั ษาฉกุ เฉิน และการรกั ษาเบอ้ื งตนG
ข. บรกิ ารทันตกรรมระดบั โรงพยาบาล ดำเนินการโดยกองหรอื แผนกทนั ตกรรม

ของโรงพยาบาล ประกอบดวG ยการรกั ษาฉุกเฉิน การรักษาเบอ้ื งตGน และการรกั ษาคงสภาพ
ค. บริการทนั ตกรรมระดบั พนื้ ที่ ดำเนนิ การโดยหนว; ยทนั ตกรรมในพ้นื ที่ ตาม

หลกั การใหGบรกิ ารเปน\ พื้นท่ี มุ;งเนGนการใหกG ารรักษาขึน้ สงู เพอื่ ลดการสญู เสียหรอื ความพิการ อนั
เน่ืองจากการบาดเจ็บหรอื บาดแผล บริเวณชอ; งปากและแมก็ ซิโลเฟเชยี ล

๕) ความรบั ผิดชอบในงานทันตกรรมสนาม
ก. ผGูบงั คบั หนว; ยเสนารักษ.ทกุ ระดบั ช้ัน มีหนGาที่รบั ผดิ ชอบในการกำกับดูแลกจิ การ

ดาG นงาน ทนั ตกรรมของหนว; ย และกำกบั ดแู ลการปฏบิ ัตงิ านของเจาG หนGาทที่ ันตกรรมของหน;วย
ข. ทันตแพทยแ. ละนายสิบทันตกรรมของหน;วย มีหนGาทรี่ ับผิดชอบในการใหGการ

รักษาทางทันตกรรมและสง; เสริมทันตสขุ ภาพตามขีดความสามารถ ท้ังการใหGบรกิ ารในที่ตั้งและการ
จัดชดุ ทนั ตกรรมเคล่ือนท่ีตามความเหมาะสม

๑๐๙

ค. โรงพยาบาลทหารบกในพน้ื ที่ปฏบิ ตั กิ าร และกองทนั ตแพทย. กรมแพทย.
ทหารบก มหี นาG ท่ใี หกG ารสนบั สนุนการปฏบิ ัตกิ ารทางทันตกรรม แกห; นว; ยในสนาม ในกรณีทเี่ กินขดี
ความสามารถของหนว; ยทหารนัน้ ๆ

สิ่งอปุ กรณท. างทนั ตกรรมในหนว; ยทนั ตกรรมสนาม(ตอนทันตกรรม) มีจำนวน ๒๙ รายการ ดงั น้ี

ลำดบั รายการ จำนวน(ชนิ้ )/

ตอนทนั ตกรรม

๑ เครือ่ งกรอฟน{ ความเรว็ สูงชนิดเคลอ่ื นท่ไี ดG ๑

๒ เครอื่ งกรอฟ{นความเร็วสูงชนดิ ฆ;าเชือ้ ดวG ยความรอG น ๕

๓ หัวต;อชนดิ หักมมุ ๕

๔ เครื่องขดู หินปนู ดGวยไฟฟKา ๑

๕ เครอื่ งดดู เสมหะชนิดไฟฟาK ๒

๖ เคร่ืองอบนงึ่ ฆ;าเชื้อจลุ ินทรยี .สำหรบั งานทันตกรรม ๑

๗ เครอ่ื งฉายแสงวสั ดทุ นั ตกรรม ๑

๘ เคร่ืองปน{´ วัสดุอุดฟน{ อมลั กัม ๑

๙ เกาG อีท้ ันตกรรมสนาม ๒

๑๐ เกาG อท้ี ันตแพทย. -

๑๑ โคมไฟส;องปากทนั ตกรรมสนาม ๒

๑๒ เครื่องเอกซเรยท. ันตกรรมชนิดมลี อG ๑

๑๓ เครื่องตดั และผนึกซองนงึ่ เครอ่ื งมือทางทนั ตกรรมดวG ย ๑
ความรอG น

๑๔ กลอ; งลGางฟล˜ ม. เอกซเรยท. างทนั ตกรรม ๑

๑๕ ชุดเคร่อื งมอื ตรวจทางทันตกรรม ๒๐

๑๖ ชุดทันตกรรมหตั ถการ ๓

๑๗ ชดุ เครือ่ งมอื ถอนฟ{น ๕

๑๘ เครื่องมือศัลยกรรมปรทิ ันต.ชดุ เล็ก ๓

๑๙ ชุดเย็บแผล ๕

๒๐ เครื่องกรอฟ{นความเรว็ ตำ่ แบบตั้งโตะŠ ๑

๒๑ หัวขดู หนิ ปูนดวG ยไฟฟาK ๑๐

๒๒ กระบะสเี่ หล่ียมใสเ; คร่ืองมอื พรอG มฝาปด˜ ขนาด ๕"x
๘"x๒" ๓

๑๑๐

ลำดับ รายการ จำนวน(ชิ้น)/
ตอนทันตกรรม
๒๓ กระบะสเ่ี หลีย่ มใสเ; ครอื่ งมอื พรอG มฝาป˜ด ขนาด ๘"x
๑๒"x๒.๕" ๓

๒๔ คมี จบั เครือ่ งมือชนิด ๓ ขา ยาว ๒๓ ซม. ๓
๒๕ ฟอร.เซบจาร. สงู ๔.๕ นวิ้ ๒๐
๒๖ ถาดใสเ; คร่อื งมือทางการแพทย. ขนาด ๙ น้ิว
๒๗ ถวG ยน้ำโลหะใชบG Gวนปาก ขนาดเสนG ผา; ศนู ยก. ลางปาก ๒๐

๗ ซม. ๑
๒๘ ถังน่งึ สำลี และผาG กอŠ ส ขนาดเสGนผ;าศนู ย.กลางปาก

๑๘x๑๓ ซม. ๒
๒๙ ถึงนึง่ สำลี และผาG กอŠ ส ขนาดเสGนผา; ศนู ยก. ลางปาก ๒

๑๒x๑๓ ซม. ๑
๓๐* กระปกุ สำลี ขนาดเสGนผ;านศูนย.กลางปาก ๔”x ๓”
๓๑* กระปกุ สำลี ขนาดเสGนผ;านศนู ยก. ลางปาก ๓”x ๓”
๓๒* ลงั เอนกประสงค.
๓๓* รถทันตกรรมเคล่ือนท่ขี นาดเลก็

ข-๙ การบริการทนั ตกรรมในการปฏิบตั ิการทางทหารทีม่ ิใชส7 งคราม ( Dental Support in
Military Operations other than War )

๑. กลา7 วทัว่ ไป
การปฏิบัติการทางทหารท่ีนอกเหนือจากการทําสงคราม (Military Operations Other
Than War) หรือ MOOTW หมายถงึ การใช ขีดความสามารถของกาํ ลังทางทหารปฏิบัตกิ ารอ่ืน

ใดทีม่ ใิ ช การปฏบิ ัตกิ ารทางทหารเพือ่ สงคราม การปฏบิ ตั ิการเหล านีส้ ามารถประยกุ ต ใช ร
วมกับเครื่องมือต างๆ ของกําลังอํานาจแห งชาติ เช น การเมือง การเศรษฐกิจ สังคม

จติ วทิ ยา และเทคโนโลยี เป นต น การปฏิบัติการทางทหารมใิ ชส; งครามน้นั จะเน นทกี่ ารป

องปรามไม ให เกิดสงคราม การแกGป{ญหา ข อขดั แย ง การชักชวนให เกดิ สันติภาพ และ
การสนบั สนุนหรือช วยเหลือประชาชนในวิกฤตการณ ภายในประเทศต างๆ

๑๑๑

การปฏิบัติการทางทหารที่มิใช;สงครามที่เก่ียวขGองกับทางทันตกรรม ไดGแก; การ
ช;วยเหลือดGานมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย (Humanitarian Assistance and
Disaster Relief) การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (Peace Keeping Operations) และการ
ช;วยเหลือดGานความมั่นคง (Security Assistance) โดยการใหGบรกิ ารทางทนั ตกรรมเพื่อช;วยเหลือ
หรือสนับสนุนกำลังพลทางทหารที่ปฏิบัติการในภารกิจต;างๆใหปG ฏิบัติงานไดสG ำเร็จลุล;วง บรรเทา
รกั ษาความเจ็บปวN ยและลดการส;งกลบั ดGวยโรคฟน{ และเหงอื ก รวมทง้ั ใหบG ริการทนั ตกรรมแกป; ระชา
ชาชนในวิกฤตกิ ารณ.ต;างๆ เพ่ือการชว; ยเหลือทางมนษุ ยธรรม เป\นการชักชวนใหGเกิดสันติภาพ และ
ความม่ันคงแหง; ชาติ

การช;วยเหลือดGานมนษุ ยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย ในสว; นท่ีเก่ียวขGองกับ
ทางทันตกรรม ไดGแก; การพิสูจน.เอกลักษณ.บุคคลทางทันตกรรมในเหตุการณ.สาธารณภัย และการ
รักษาทางทนั ตกรรมในการฟ‰}นฟูขวญั และกำลงั ใจช;วงหลังเหตุการณ.

กรณีเกิดวินาศภัย หรือภัยธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งมีผ เู สียชีวิตจํานวนมาก และมี
สภาพยากท่ีจะระบุได จากลักษณะภายนอก นิติทันตวิทยา (Forensic Odontology) มบี ทบาท
สาํ คัญในการพิสจู น เอกลักษณ.บุคคล เป\นการนำเอาศาสตร.และศลิ ป”ของวิชาทันตแพทยศาสตร.
มาใชGประโยชน.ร;วมกับศาสตร.อ่ืนๆทางนิติวิทยาศาสตร. (Forensic Science) โดยทันตแพทย.เป\น
ผตGู รวจหลักฐานทาง ทันตกรรมประเมนิ ผลใหGถูกตอG งแลGวนำเสนอเขาG ส;ูกระบวนการยตุ ิธรรม
ต;อไป

ตงั้ แต;เกดิ เหตุการณ.แผ;นดินไหวใตนG ้ำในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใตG ในเดือนธันวาคม
ป| ๒๐๐๔ ผGูประสบภัยท่ีเสียชีวติ ที่ไม;ใช;คนไทยมากกว;า ๙๒ % สามารถพิสูจนเ. อกลักษณ.บุคคลไดG
โดยผเGู สียชีวิตเหล;านี้ประมาณ ๘๐ % ถูกพิสูจนเ. อกลักษณ.บุคคลโดยขGอมูลทางทันตกรรม ซงึ่ เป\น
อัตราที่ประสบผลสำเร็จอยา; งสงู ของการพิสจู นเ. อกลกั ษณบ. ุคคลทางทันตกรรม ซึ่งเปน\ ปรากฏการณ.
ทส่ี รGางความประหลาดใจใหแG ก;ผเูG ช่ยี วชาญทางนติ ิวิทยาศาสตรอ. ย;างมาก การพิสูจนเ. อกลกั ษณบ. คุ คล
โดยใชGขอG มูลทางทันตกรรมเป\นวิธที ม่ี ีประสทิ ธิภาพสงู กระบวนการตรวจสอบรวดเรว็ และเชื่อถือไดG
ซ่งึ เป\นบทสรุปจากการพิสจู นเ. อกลกั ษณบ. ุคคลผปูG ระสบภัยสึนามใิ นประเทศไทย

๒. การพสิ ูจน1เอกลักษณบ1 ุคคลทางทันตกรรม
หลักการพิสูจน.เอกลักษณ.บุคคล คือการนำขGอมูลของคนหายหรือขGอมูลก;อน

เสยี ชีวิตที่เรยี กว;า AM (ante mortem) data มาเปรยี บเทียบกับขGอมูลที่ตรวจไดจG ากศพทเ่ี รยี กว;า
PM (post mortem) data การพิสูจน.เอกลักษณ.บคุ คลจะใชหG ลักฐานตามขGอมูลวทิ ยาศาสตรก. ;อน
คือ ลายพมิ พน. ิ้วมือ ประวัติการทำฟ{น และการตรวจ DNA สำหรับขอG มูลอื่นที่ไมใ; ช;วิทยาศาสตร.แต;

๑๑๒

สามารถนำมาใชGพิสูจน.เอกลักษณ.บุคคลไดGแต;ตGองใชGหลายอย;างรวมกัน เช;น รูปลักษณ.ภายนอก
เสอ้ื ผGาเครือ่ งประดับ แผลเป\น รอยสกั เป\นตนG

เหตุผลทใี่ ชGฟ{นและลักษณะในชอ; งปากในการพิสูจนเ. อกลักษณ.บุคคล
๑) ฟ{นเป\นอวัยวะของร;างกายท่ีมีความคงทนและแข็งท่ีสุด ถูกทำลายไดยG าก ฟ{น
น้ันถอื ว;าเป\นส;วนหนึ่งของ ร;างกายที่ถูกทำลายไดGยาก เม่ืออย;ูในสภาวะแวดลGอมท่ีเหมาะสม ก็จะ
สามารถคงอย;ูในสภาพเดิมไดGเป\นเวลานานมาก ดังนั้นจึงสามารถนำมาตรวจพิสูจน.เพื่อใชGเป\น
หลักฐานพยานวตั ถุไดG
๒) การเรียงตัวของฟ{นและรูปร;างของฟ{นในแต;ละคนไม;เหมือนกัน อันเป\น
เอกลักษณ.ของแตล; ะคน แมแG ตใ; นค;ูแฝด สาเหตุเนอื่ งมาจากอุปนสิ ัยในการกินอาหารประเภทต;างๆ
ลักษณะการบดเคี้ยว ทำใหเG กดิ การสกึ ของฟ{นแตกตา; งกันไป การรักษาความสะอาดในชอ; งปากและ
ตวั ฟ{นไม;เหมือนกนั ทำใหเG กิดฟ{นผุตา; งกนั ไป การหลุดไปของฟ{นน้ำนม การสูญเสียฟ{นแทG จนทำใหG
เกิดเป\นช;องว;างที่มีระยะแคบกวGางไม;เท;ากัน หรือมีการเอียงการลGมของฟ{นไปในทิศทางที่ต;างกัน
เปน\ ตGน
๓) ลักษณะของโพรงประสาทฟ{น ความยาวของฟ{นและลักษณะของกระดูกที่
รองรับรากฟ{น การข้ึนของฟน{ ลกั ษณะภายนอกของฟ{นแต;ละซี่ ส;วนทพ่ี Gนเหงือกน้นั ไมว; ;าจะเปน\ ฟ{น
หนGา (Anterior Teeth) หรือฟ{นหลงั (Posterior Teeth) จะมีอยู; ๕ ดGาน(surfaces) ดGวยกนั ซึ่งถGา
ฟ{นของบุคคลคนนน้ั ข้ึนครบ ๓๒ ซ่ี ก็จะมีจดุ ท่ีสามารถนำมาใชGในการเปรียบเทียบไดGถงึ ๑๖๐ จุด
ดวG ยกัน ลักษณะภายในของฟ{นแตล; ะซน่ี ั้น พบว;าโพรงประสาทฟ{น ท้ังส;วนตัวฟ{น(Crown) และใน
ส;วนรากฟน{ (Root) จนถึงปลายรากฟ{น(Root Apex) จะมีลักษณะท่ีแตกต;างกันออกไปในเร่ืองของ
รปู ร;าง ขนาด เปน\ ตGน และยังสามารถนำเอาพยาธสิ ภาพภายในตัวฟ{น หรือทปี่ ลายรากฟ{น ซง่ึ อยใู; น
กระดูกมาใชปG ระโยชนใ. นการตรวจพิสูจน.เอกลักษณ.บุคคลไดเG ปน\ อยา; งดี แต;จำเป\นตGองใชGภาพถ;าย
เอกซเรย.ฟ{นรว; มดGวย
๔) การไดGรับการรักษาฟ{นทอี่ ยใู; นชอ; งปากของแต;ละคน เช;น การอุดฟน{ การถอน
ฟ{น การรกั ษารากฟ{น การใส;ฟน{ ปลอมในช;องปากในรูปแบบต;างๆ ของแตล; ะบุคคลไม;เหมอื นกนั ซึ่ง
ในแต;ละดGานของฟน{ กจ็ ะมีความแตกตา; งกันออกไป ทั้งในฟ{นท่ีปกติ หรือในฟ{นท่ีมพี ยาธสิ ภาพแลGว
เช;นการผุของฟ{น และร;องรอยการอุดฟ{นในแต;ละดGาน ซ่ึงจะเป\นประโยชน.ในการแยกบุคคลออก
จากกัน แมGว;าจะผ;านการจัดฟ{นมาแลGว จนทำใหGการเรียงตัวของฟ{นคลGายกัน เราก็สามารถพิสูจน.
แยกบุคคลไดGดGวยลักษณะของการอดุ ฟน{ หรือวสั ดทุ ีใ่ ชG เปน\ ตGน
๕) ลกั ษณะของกระดูกขากรรไกรและความสัมพันธข. องกระดูกขากรรไกรบนและ
ลา; งของแต;ละคนเป\นลักษณะเฉพาะของบุคคล ซึ่งพบว;ามีความแตกต;างกันอยา; งชัดเจน สามารถ
แบ;งออกไดGเป\น ๓ แบบดGวยกนั คอื แบบการสบฟ{นปกติ(Normal Occlusion หรือเรียกว;า Class I

๑๑๓

Occlusion) แบบเมื่อสบฟ{นแลGวขากรรไกรล;างหุบเขGาไปมากกว;าปกติ(Class II Occlusion) หรือ
แบบคนทม่ี ีขากรรไกรลา; งยื่นออกมามากเกนิ ไปหรอื ทเี่ รยี กว;าคางยน่ื (Class III Occlusion)

๓. ขนั้ ตอนการปฏิบตั ิการพสิ จู นเ1 อกลกั ษณบ1 คุ คลในเหตุสาธารณภัย
ก. สถานที่เกิดเหตุ (Scene) เป\นการปฏิบัติขั้นแรกในหารคGนหาผGูปNวย ผูGเสียชีวิต

และเกบ็ หลกั ฐาน
ข. การตรวจสภาพช;องปากศพ (Post mortem) เมือ่ ศพผ;านการตรวจลายนิ้วมือ

และตรวจร;างการหมดแลGว ทันตแพทย.จึงตรวจศพนั้นต;อ โดยแยกกระดูกขากรรไกรออกจาก
กะโหลกศีรษะ ทำการตรวจบนั ทกึ โดยทันตแพทย. ๒ คน (ทนั ตแพทยผ. ลูG งมือตรวจและทันตแพทย.ผGู

บนั ทกึ ) ตรวจฟน{ อย;างละเอยี ดทกุ ซ่ีและบนั ทึกเปน\ ขอG มลู ไวG โดยใชGแบบฟอร.ม DVI pink form
- เอก็ ซเรยแ. ละถา; ยภาพฟ{น โดยตGองเอกซเ. รย.ศพทกุ รายแมแG ตร; ายท่ีไมม; ฟี {น

เพือ่ ดพู ยาธิสภาพในกระดูก และตอG งถา; ยภาพทกุ รายใหGเหน็ ฟ{นหลายๆววิ ในภาพใหมG หี มายเลขศพ
อยด;ู วG ยหรือมไี มบG รรทดั อยด;ู วG ย แบบจำลองฟน{ (dental cast/model)

- ถอนฟ{นเพือ่ สำรองไวใG นการตรวจ DNA หาG มถอนฟน{ หนาG
- บนั ทกึ ขGอมลู ทงั้ หมดลงคอมพวิ เตอร.

๑๑๔

ค. การรวบรวมประวัติการทำฟ{นก;อนเสียชีวิต (Ante mortem) เก็บขGอมูลทาง
ทนั ตกรรมก;อนเสียชีวิตจากญาติหรอื ทันตแพทย.ของผเูG สียชีวติ หรอื สญู หาย กรอกประวตั ิที่ไดลG งใน
DVI yellow form ใหGสมบรู ณ.

๑๑๕

ง. การพิสูจน.เปรียบเทียบ (Comparison and reconciliation) เปรียบเทียบ
ขGอมูลท่ีไดGจากศพ และขGอมูลท่ีไดGจากญาติผGูเสียชีวิต มาเปรียบเทียบว;าตรงกันหรือไม; ในการ
เปรยี บเทียบใชG ทันตแพทย. ๒ คนเพอ่ื ปอK งกนั ความผิดพลาด อาจใชGโปรแกรมคอมพิวเตอร.ในการ
จบั ค;ขู อG มูล AM และ PM เม่ือเปรียบเทยี บตรงกันแลGวสง; ตอ; ไปยงั การตรวจสอบข้ันตอนสุดทาG ยกอ; น
ปลอ; ยศพอีกคร้งั

๕. หลกั การการบริการทางทันตกรรมในการบรรเทาสาธารณภัย
การบริการทางทันตกรรมเป\นงานบริการอยา; งหนึ่งในหน;วยสายแพทย. โดยท่ัวไป

หนว; ยสายแพทย.เปน\ หน;วยขึ้นตรงของหนว; ยกองทัพบกในท้ัง มณฑลทหารบก กองพล กองทพั หรอื
ในส;วนอื่นๆ มีภารกิจในการสนับสนุนในดGานสายแพทย.แก;หน;วยต;างๆในกองทัพบก เพ่ือใหGการ
ปฏิบัติในการช;วยเหลือประชาชนผูGประสบสาธารณภัยตามนโยบายของ กองทัพบก และสามารถ
ปฏิบัติภารกิจดังกล;าวไดGตามความมุ;งหมายของกองทัพบก โดยใหGหน;วยสายแพทย.เป\นหน;วยงาน
สนับสนุนในการปKองกันภัย มีภาระหนGาที่ในส;วนท่ีเก่ียวขGองกับการใหGความช;วยเหลือในดGานการ
รักษาพยาบาล เม่อื ไดGรบั คำส่ัง หรือไดGรบั การรอG งขอจากหนว; ยเหนือ

๖. ขอบเขตและข้นั ตอนในการปฏบิ ัติ
ขอบเขตการปฏิบัติ ไดGแก; การบรรเทาสาธารณภัย ในส;วนท่ีเก่ียวขGองกับภารกิจ

ของหน;วยในดGานการรักษาทางทันตกรรม และนิติทันตวิทยา แบ;งเป\น ๓ ขั้นตอน ไดGแก; ข้ันการ
เตรียมการ ขั้นการปฏิบัติเมื่อเกิดภัย และขั้นฟ‰}นฟู ซ่ึงการปฏิบัติเมื่อเกิดภัยแต;ละประเภทอาจจะ
แตกต;างกันในรายละเอียด เนื่องจากแต;ละภัยมเี งอ่ื นไข การปฏิบัติท่ีแตกต;างกัน ดงั นั้น บางขั้นตอน
สามารถละเวGนการปฏิบตั ทิ ีไ่ ม;จำเปน\ โดยทัว่ ไปแลGวมกี ารปฏบิ ตั ใิ นแตล; ะขน้ั ตอนดงั นี้

ก. ข้ันการเตรียมการ เป\นขั้นตอนท่ีมีความสำคัญต;อการปKองกันภัยพิบัติ ไดGแก;
การจัดเตรียมและหาวิธีการปKองกันมิใหGเกิดภยั ขึน้ หรอื แกไG ขป{ญหาอปุ สรรคไวGลว; งหนGาก;อนที่จะเกิด
ภยั เพอ่ื ลดผลกระทบที่เป\น อนั ตรายและการสูญเสยี ตอ; ชวี ิตและทรพั ยส. นิ ของท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน
และประชาชน ตง้ั แตใ; นยามปกติ

ข. ขน้ั การปฏบิ ัติเมอื่ เกิดภยั ถGาภัยทเ่ี กิดข้นึ มคี วามรนุ แรงถงึ ขัน้ เป\นภัยต;อชวี ติ และ
ทรัพย.สนิ ของ ประชาชน ใหGหน;วยดำเนินการไดGทันที โดยไม;ตอG งรอคำสงั่ จากหนว; ยเหนือ แต;จะตอG ง
ไม;ขัดกับภารกจิ หลักของหน;วย และเม่ือสถานการณ.คล่ีคลายลง หรือส;วนราชการมีหนGาท่ีโดยตรง
สามารถเขGามารับผิดชอบไดGแลGว ใหGรีบส;งมอบความรับผิดชอบใหGกับหน;วยท่ีรับผิดชอบโดยตรง
ดำเนนิ การตอ; ไป

๑๑๖

ค. ขนั้ ฟน‰} ฟู เปน\ การปฏบิ ตั ิการบรรเทาสาธารณภัยภายหลังท่ภี ัยไดยG ุตลิ งหรอื ผา; น
พGนไปแลGว เพอ่ื ช;วยเหลือบรรเทาอันตราย ซอ; มแซมสิ่งท่ีชารุดเสยี หายใหกG ลบั คืนส;ูสภาพเดิม เป\น
หนGาทีค่ วามรับผิดชอบของส;วนราชการทกุ ส;วน เพอ่ื สรGางขวัญและกำลังใจของประชาชนใหGกลบั คืน
สู;สภาพปกติ สำหรับทางทนั ตกรรมช;วยฟน}‰ ฟูในแงก; ารออกหน;วยทนั ตกรรม

๗. มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านทางทนั ตกรรมของหน7วยแพทยก1 องทพั บก
มาตรฐานการปฏิบัติงานของหน;วยแพทย.กองทัพบกในการช;วยเหลือผGูประสบภัย

พิบัติกรณีฉุกเฉิน เพ่ือการจัดสมทบและขึ้นควบคุมทางยุทธการ กับ ศบภ.มทบ. โดยหน;วยสาย
แพทย.ในพื้นท่ีท่ีไดGรับมอบหมาย หรือจัดชุดเพ่ือเขGาร;วมการปฏิบัติในพ้ืนที่ ตามรับมอบจาก
กองทัพบกในกำหนดระดับ

มาตรฐานดำเนนิ การ โดยการสามารถจดั ตามระดับโดยแบง; เปน\ ๔ กลม;ุ ไดGแก;
๑) ชดุ คGนหาและกูGภยั
๒) ชุดแพทย.เผชญิ เหตุ
๓) ชดุ สง; กลับผGปู Nวยเจบ็
๔) ชดุ รพ.สนาม
การปฏิบัติงานทางทันตกรรมของหนว; ยแพทย.กองทพั บกอย;ใู นชุดท่ี ๔ โรงพยาบาล
สนามในชุดรักษาพยาบาล ภารกจิ ทันตกรรมสนาม กำลงั พล ๒ นาย ไดGแก; ทนั ตแพทย. ๑ นาย และ
นายสิบทันตกรรม ๑ นายมีหนGาท่ีรบั ผิดชอบในการใหGการรักษาทาง ทันตกรรมและส;งเสริมทันต
สขุ ภาพตามขีดความสามารถ ทั้งการใหGบรกิ ารในที่ตั้งและการจัดชุดทันตกรรมเคลื่อนที่ตามความ
เหมาะสม
ขดี ความสามารถการใหบG รกิ าร
๑) ทันตกรรมสนาม
๒) ทนั ตกรรมเคล่ือนท่ี
๓) การบริการทันตกรรมขั้นพื้นฐาน ไดแG ก; ตรวจฟ{น ขูดหนิ ปนู อดุ ฟน{ ถอนฟ{น
สป.ชุดทันตกรรมสนาม ตGองมมี าตรฐานตรงตาม คุณลักษณะเฉพาะ สป. สาย พ.
ที่ ๐๐๓/๕๘

๙. การบรกิ ารทางทนั ตกรรมในภารกจิ กองกำลังรักษาสนั ติภาพ
การบรกิ ารทางทนั ตกรรมจะอยู;ในชุดโรงพยาบาลสนาม กองกำลังรกั ษาสันติภาพ

(Peacekeeping Force -PKF) สหประชาชาติ(United Nation; UN) ขอบเขตการบริการและขีด
ความสามารถในการใหGบริการทางทันตกรรม สามารถใหกG ารปKองกันและคงสภาพสุขภาพชอ; งปากท่ี

๑๑๗

ดขี องกำลังพลกองกำลังรกั ษาสันติภาพ ทำใหGเกดิ ความพรGอมทางทนั ตกรรม เพ่ือใหGการปฏิบตั ิงาน
ไดอG ย;างมีประสทิ ธภิ าพ

การแพทย.ทางทหาร ในส;วนทันตกรรม ไทยไดGส;งเจGาหนGาที่ทหารเขGาร;วมใน
ปฏบิ ัตกิ ารรกั ษาสันติภาพไดแG ก;

๑) ปฏิบัติการรักษาสันติภาพในติมอร.เลสเตภารกิจ INTERFET (International
Forces in East Timor) , UNTAET (United Nations Transitional Administration in East
Timor) และUNMISET (UN Mission of Support in East Timor)

๒) ปฏิบัติการรักษาสันติภาพท่ีซูดาน United Nations Mission in Sudan
(UNMIS)

๑๐. หน7วยทนั ตกรรมใน รพ.สนาม ตามมาตรฐานสหประชาชาติ
๑) รพ.สนามระดบั ๑ ไม;มีทนั ตแพทย. มีนายสิบพยาบาลหรือพยาบาล การรกั ษา

บำบดั ฉุกเฉินทางทันตกรรมโดยการจา; ยยา และส;งต;อผูGปวN ยไปยัง รพ.สนามระดับ ๒
๒) รพ.สนามระดับ ๑ (+) ทันตแพทย. ๑ อัตรา ผช.ทันตแพทย. (ส.ทันตกรรม) ๑

อัตรา การบริการทนั ตกรรมขน้ั พน้ื ฐาน ไดแG ก; ตรวจฟ{น ขดู หินปนู อดุ ฟน{ ถอนฟน{ การบำบัดฉกุ เฉิน
เอก็ ซเรย.ฟน{ โดยใชGเกาG อีท้ ันตกรรมสนาม

๓) รพ.สนามระดบั ๒ และ ๒ (+) ทันตแพทย. ๑ อัตรา ผช.ทันตแพทย. (ส.ทันตก
รรม) ๒ อตั รา มีคนไขGเขGารับการปรึกษา ๕ – ๑๐ รายต;อวัน ใหGการรกั ษาไดGเท;ากับ ระดับ ๑+ โดย
ใชGยูนิตทันตกรรมไฟฟKา เตรียมผูGปNวยบำบัดฉุกเฉินเพื่อส;งต;อ รพ.สนามระดับ ๓ (โดยการจัดบรรจุ
อตั ราที่ผ;านมา ทนั ตแพทย. ๑ อตั ราและ ส.ทนั ตกรรม ๑ อตั รา) ขอบเขตการใหGบรกิ าร
ทางทันตกรรม

- ใหGการดูแลทันตสุขภาพเพ่ือคงสภาพทันตสุขภาพท่ีดีของกำลังพลใน
ภารกจิ

- ใหGการบรกิ ารทันตกรรมพนื้ ฐานและทันตกรรมบำบดั ฉกุ เฉินไดG
- สามารถทำใหปG ราศจากเช้อื ไดG
- ปอK งกนั การติดเช้อื ข้ันตนG
- ใหคG วามรเGู กยี่ วกับอนามัยในช;องปากแกบ; คุ คลากรในภารกจิ ไดG
การรายงานผล รายสัปดาห/. รายเดอื น/ รายป| จำนวนยอดคนไขG แยกประเภท อดุ
ฟ{น ขูดหนิ ปนู ถอนฟน{ และอ่ืนๆ

๑๑๘

๑๑. ยทุ โธปกรณ1 แผนกทนั ตกรรม รพ.สนามระดับ ๒

ลำดบั ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย จำนวน หน7วยนบั
ความตIองการ
ยนู ติ ทันตกรรม
๑ Dental chair, ๑ ชุด
electrical เครื่องมือรกั ษาทางทันตกรรม
ถอนฟ{น
๒ Equipment of อดุ ฟ{น
treatment การรกั ษาพน้ื ฐานอื่นๆ
ชดุ ดGามกรอฟ{น
Extraction เฟอรน. เิ จอร. เพยี งพอตอ; คนไขG ๕-๑๐ ราย
อุปกรณเ. อกซเรย. ตอ; วนั
Filling เครือ่ งลาG งฟล˜ ม. อัตโนมัติ
๑ ชุด
Other basic อปุ กรณป. อK งกันการติดเชือ้ เพยี งพอ
treatment เครอื่ งอบนงึ่ ฆ;าเชื้อทาง
ทันตกรรม ๑ ชุด
๓ Drilling unit ๑ เครอื่ ง

๔ Furniture ๒ ชุด

๕ X-ray equipment ๑ เครอ่ื ง

๖ Automatic
developer

๗ Protective
equipment

๘ Dental sterilizer

๑๑๙

๑๒. แนวทางการปฏิบัติแผนกทนั ตกรรม โรงพยาบาลสหประชาชาติระดับ ๒

ลงทะเบียน

แยกประเภทผIูปZวย
แผนกทนั ตกรรม

คนไขI หนังสือยอมรับการรักษา

การซกั ประวัติ การปรึกษาทางการแพทย1
การตรวจทางหIองปฏบิ ตั กิ าร
ทางการแพทย.

การตรวจ ท- าตงรทวนั จตทการงรคมลินิก

- ตรวจในช;องปาก

- ตรวจทั่วไป
การตรวจพิเคราะหโ. รคเพ่ิมเตมิ

การถา7 ยภาพรังสใี นปาก

การวนิ ิจฉัยโรค ปรึกษาทางการแพทย1
การวางแผนการรักษา

การรักษาทางระบบ การรักษาทันตกรรมพนื้ ฐาน การรักษาทันตกรรมขนั้ สงู
สง; ต;อผปูG วN ยใหGแพทย.
อดุ ฟน{ , การบำบัดฉุกเฉิน ส;งตอ; ผGูปวN ย
ขดู หินปูน, เกลารากฟน{ โรงพยาบาลสหประชาชาตริ ะดับ ๓
ถอนฟ{น, ผา; ฟ{นคดุ อย;างงา; ย
การใหทG ันตสขุ ศึกษา

อืน่ ๆ

๑๒๐

ผนวก ค
ผIูบงั คบั หน7วยกบั ภาวะอ7อนลIาจากการรบ (Combat Fatigue)

เพ่อื ใหกG ารปฏิบตั ิภารกจิ การรบของหน;วยประสบความสำเรจ็ ไม;วา; การสGูรบนัน้ รนุ แรงมาก
นอG ยแคไ; หนก็ตาม ผบูG ังคบั หน;วยจะตGองชว; ยทหารใหสG ามารถยืนหยัดตอ; สูGกบั ความเครยี ดทีร่ ุนแรง
จากการรบใหไG ดG การฝ_กที่ทรหดและสมจริงจะชว; ยไดมG าก ไมว; า; หน;วยของทา; นจะทำหนาG ทร่ี บ ,
สนบั สนนุ การรบ , สนบั สนุนทางการช;วยรบ กต็ าม ทหารอาจเกิดการออ; นลGาจากการรบไดG อาการ
ดังกลา; วสามารถเกดิ ไดแG มไG ม;ไดมG ีการปะทะโดยตรง อาการแสดงทางรา; งกายและจิตใจของความ
ออ; นลาG จากการรบทีพ่ บบ;อย ๆ และถือว;าอยใู; นเกณฑ. “ปกติ” รวมท้งั วิธกี ารจะจดั การกบั อาการ

ดงั กลา; วอยา; งไรน้ัน ท;านในฐานะท่เี ปน\ ผูนG ำหน;วยจำเปน\ จะตGองสอนใหผG Gใู ตบG ังคับบัญชาทราบ
นอกจากนท้ี า; นยงั ตอG งเรยี นรอGู าการทร่ี นุ แรงกว;าปกติ และบทบาทในการแกไG ขมีแนวทางดงั ต;อไปน้ี

ค-๑ สาเหตุของความออ7 นลาI จากการรบ
๑. เปน\ ผลตามธรรมชาติของการทำงานหนกั ทง้ั ทางกายและทางจติ ใจ ตอG งเผชิญกบั

ภัยอันตรายในสถานการณ.ทค่ี บั ขนั เหมอื นกบั รา; งกายเกดความอ;อนลาG ลาG ซ่ึง
- ข้ึนกบั ระดบั ความสมบรู ณข. องร;างกาย , ประสบการณ. , การฝก_
- อาการอาจเกดิ ขึ้นไดGอยา; งรวดเร็วหรือล;าชาG
- อาการจะดขี น้ึ ไดG พักผ;อน และรบั ประทานอาหารใหอG ่ิม

๒. มกั จะเก่ียวกบั การอดหลบั อดนอน , ความไม;สบาย , การแตง; กาย , การแตง; กาย
และความเหนด็ เหนอื่ ย แตก; ็ไม;จำเป\นตGองเก่ยี วขGองกนั เสมอไป

๓. เราจงึ จำเป\นตอG งใชชG ือ่ งา; ย ๆ ตามสามญั สำนกึ สำหรบั อาการท่ีเป\นผลตาม
ธรรมชาตแิ ละพบบอ; ย ๆ เพ;อเตือนใจว;า อาการดงั กล;าวไม;ใชเ; ป\นการเจบ็ ปNวยทางกายหรือทางจติ
ใน

๔. เราสามารถเรยี กชือ่ อาการว;า “ความอ;อนลGาลGาจากความเครียด” (Stress
Fatigue) ไดถG Gาแสดงอาการแบบเดยี วกันน้ี เมื่อตกอย;ใู นสถานการณ.ทก่ี ;อใหเG กิดความเครยี ด
ระดบั สูง ๆ ซงึ่ ไมม; กี ารรบจริง

ค-๒ อาการแสดงทพ่ี บไดบI อ7 ย ๆ ของ “ความอ7อนลาI จากการรบ” ท่ีถอื ว7า “ปกติ”
๑. อาการแสดงทางร;างกาย
- ปวดศรี ษะคลGายมเี ขม็ ขดั รดั รอบศรี ษะและปวดหลงั ส่ัน พูดตะกกุ ตะกกั สะดงุG

ตกใจง;าย

๑๒๑

- ปวดทแ่ี ผลเป\นเกา; ทเี่ กิดขน้ึ ก;อนการรบ
- หัวใจเตนG แรง หายใจลำบาก
- ป{´นปNวนในกระเพาะอาหาร (อาจถึงขึ้นอาเจยี น) ทGองรว; ง ปส{ สาวะบ;อย
- อุจจาระและปส{ สาวะราดขณะตกอยู;ในอนั ตราย
- ออ; นออ; นลาG เพลยี แรง เหนื่อยง;าย เหมอ; ลอย “มองจอG งพนั หลา”
๒. อาการแสดงทางจติ ใจและอารมณ.
- วิตกกังวล กลุมG ใจ หงดุ หงดิ แชง; ด;า บน; โน;นบน; น้ี
- สมาธิบกพรอ; ง ความจำเสอ่ื ม ตดิ ตอ; สอื่ สารลำบาก
- ตกใจต่นื เพราะฝ{นราG ย เศรGาเสยี ใจ รสGู กึ ว;าตนเองทำผดิ
๓. ทหารหลายคนมีอาการดงั ที่กล;าวมา แตย; งั คงสามารถทำการสรGู บไดเG ปน\ อยา; งดี
และสามารถปฏบิ ตั หิ นGาทจี่ ำเป\นไดคG รบถวG น

ค-๓ อาการแสดงของ “ความออ7 นลาI จากการรบ” ทีถ่ ือวา7 “รุนแรงกว7าปกติ
๑. เปน\ อาการแสดงแจGงเตือนใหตG อG งมกี ารดแู ลเป\นพเิ ศษ แตไ; มใ; ชห; มายถึง “รนุ แรง

มาก” ถงึ ขน้ึ ตGองส;งกลบั
๒. พวกท่ีมอี าการแสดงแบบ “ปกติ” กอ็ าจถือไดGวา; เป\นพวก “รนุ แรงกว;าปกต”ิ ไดถG าG
- ดำเนินการชว; ยเหลอื แลGว แตท; หารผGูน้นั ยงั คงปฏบิ ตั หิ นGาไมไ; ดG
- หลงั จากพกั ผอ; นทด่ี ีแลวG อาการต;าง ๆ ก็ยังไมด; ขี ึ้น
- ทหารน้ันมพี ฤติกรรมทแ่ี ตกตา; งกนั ไปจากธรรมชาตทิ เี่ ขาเคยเปน\ มาก
๓. อาการแสดงทางรา; งกายของพวก “รุนแรงกว;าปกต”ิ
ก. ไม;สามารถอยอ;ู ยา; งสงบไดG ตอG งเคลือ่ นไหวตลอดเวลา
ข. สะดGุงตกใจหรือกมG หลบในทนั ทที ไ่ี ดGยนิ เสียงดงั หรือมองเห็นการเคลอ่ื นไหว
ค. แขนขาส่นั หรอื ส่ันทงั้ ตวั ดวG ยความหวาดกลัว
ง. อวยั วะของรา; งกายบางสว; นทำหนาG ทไ่ี มไ; ดG ท้ัง ๆ ที่อวัยวะนนั้ ปกติ เช;น
- ไม;สามารถใชGมอื , แขน , หรอื ขาไดG
- ไม;สามารถมองเห็นหรอื ไดยG นิ , หรือรสGู ึกไดG (ซง่ึ อาจเป\นบางสว; นหรอื

ทง้ั หมด)
จ. ตวั แขง็ เกร็งในขณะถกู ระดมยงิ จากขGาศกึ อาจเป\นมากถึงขนั้ เคล่ือนไหวไม;ไดเG ลย

และอาจมอี าการอย;ูนานก็ไดG
ฉ. ร;างกายหมดแรง ล ทำอะไรเชอื่ งชาG , หรอื ทำไดGเพียงแตย; ืนหรือนง่ั เทา; น้นั

๑๒๒

ช. ตาเหมอ; ลอย มองไปที่ใดทห่ี นงึ่ โดยไรจG ุดหมาย , รูสG กึ มองวา; งเปล;า ไม;สามารถ
ควบคมุ อะไรไดG ทำใหเG ดนิ โซเซ ยืนโงนเงน

๔. อาการแสดงทางจติ ใจและอารมณข. องพวก “รุนแรงกวา; ปกต”ิ
ก. พูดเรว็ , เท่ยี วแนะนำผอGู ืน่ ตลอดเวลา
ข. โตเG ถยี ง , ทะเลาวิวาท เปน\ การกระทำทีห่ ุนหันพลันแลน; อยา; งมีเจตนา
ค. ขาดความสนใจในการดูแลตนเองดาG นสุขอนามยั ไมแ; ยแสตอ; อนั ตรายใด ๆ
ง. ความจำเสอ่ื ม

- เก่ียวกับระเบยี บวนิ ัย , ทักษะทางทหาร , เหตกุ ารณท. เ่ี ลวราG ย
- เกีย่ วกบั เวลา สถานที่ เหตกุ ารณท. ่ีกำลงั เกดิ ในป{จจบุ นั หรอื ลมื ทกุ ส่งิ อย;าง
จ. พดู ติดอา; งรนุ แรง , พูดพึมพำ , อาจถึงขั้นพดู ไม;ไดเG ลย
ฉ. กลวั การนอนหลับเพราะหลัวว;าจะฝ{นราG ยหรือกลวั อนั ตรายไมส; ามารถนอนหลับไดG
แมGแต;จะอยู;ในบริเวณทป่ี ลอดภยั
ช. มองเห็นหรอื ไดGยนิ สิง่ ทไ่ี มป; รากฏมีอยจ;ู รงิ (ประสาทหลอน)
ซ. อารมณ.เปลี่ยนกลบั ไปกลบั มารวดเรว็ รอG งไหGเป\นพัก ๆ อยากตาย
ด. แยกตนเองจากสังคม , ไมพ; ูดจากบั ใคร เศรGาเสยี ใจเปน\ ระยะเวลานาน
ต. อารมณ.เฉยเมย ไม;กนิ อาหาร ไม;สนใจส่งิ อื่นใด
ถ. โวยวาย แสดงกรยิ าบาG ๆ บอ ๆ แปลก ๆ
ท. วง่ิ อย;างตระหนกเมือ่ ถูกระดมยงิ จากขGาศกึ

ค-๔ การปฏิบัตขิ องผูIนำหนว7 ยสำหรบั แกไI ข “ความอ7อนลาI จากการรบ” ชนิด “ปกติ” และ
ชนดิ “รนุ แรงกวา7 ปกต”ิ

๑. ทำตนเป\นตวั อย;าง โดยการทำตนใหสG งบเยอื กเยน็ ในขณะทเี่ กดิ ความกลัวใน
ระดบั สูง

๒. รงูG านทที่ ;านตอG งปฏิบัติเปน\ อยา; งดี โดยการกำกับดูแลใหหG น;วยมุง; ความสนใจไปที่
งาน ทีไ่ ดรG บั มอบหมาย ใหทG กุ ๆ คนคิดและพูดเกยี่ วกบั ผลสำเรจ็ ของงาน

๓. มอบหมายงานงา; ย ๆ ใหGแก;ทหารทม่ี อี าการอ;อนลGาลาG งจากการรบ
๔. เตือนทหารทมี่ ีความเครยี ด ใหGใช;เทคนิคการคลายเครยี ดอยา; งเรว็ (quick
relaxing techniques)
๕. เตอื นทหารทกุ คนวา; “ความอ;อนลาG จากการรบ” ถอื เปน\ เรอื่ งปกติธรรมดา

- ทุกคนต;างก็มกี นั ไดG (รวมทงั้ ตัวทา; เองดGวย)
- สง; เสรมิ ใหมG ีการเยาG แหยห; ยอกลอG กนั ฉันทม. ิตรเกีย่ วกบั เรือ่ งนี้

๑๒๓

๖. พยายามติดตอ; กบั ทกุ คน ๆ คนในหนว; ยตลอดเวลา เชน; เรียกชื่อ , ชวนพดู คยุ ,
พยายามตดิ ตอ; กบั ผูGนำหน;วย และหน;วยอื่น

๗. ใหGทกุ ๆ คนรายงานบอ; ย ๆ เชน;
- ใหGอธบิ ายบอกสงิ่ ทีต่ นไดเG ห็นและไดทG ำอะไรไปบGาง
- อย;าปด˜ ก้ันสงิ่ เลวรGายทอี่ าจเปน\ ไปไดG แต;ใหทG กุ คนมองไปขาG งหนาG ว;าหน;วย

จะแกไG ข สถานการณ.นนั้ อยา; งไร
- บอกสง่ิ ท่คี าดหวงั ว;าจะไดรG บั การสนับสนุนอะไรบาG ง แต;จะตอG งเตรยี ม

หน;วยไวGดวG ย หากไม;ไดรG บั การสนับสนนุ ดังที่หวัง
- อธบิ ายสงิ่ ท่ีอาจเกิดในทางตรงกันขGามและการล;าชGาของการสนบั สนุนใน

ลักษณะ สราG งสรรค.
- ควบคมุ ข;าวลอื , หาขอG เทจ็ จรงิ จากผบูG ังคบั บัญชาของท;าน

๘. หมนุ เวยี นทหารใหผG ลดั เปลี่ยนกนั ทำหนGาท่ี เมื่อท;านสามารถสั่งการไดG เพอ่ื เฉล่ีย
นความยากลำบากแลอันตาอยา; งยตุ ิธรรม ซง่ึ อาจตอG งการการฝ_กไขวGการทำหนGาท่ี

๙. พดู ใหทG หารไววG างใจในเพ่อื คหู; ู , อปุ กณ.ช;วยชวี ติ , การชว; ยเหลอื ทางการแพทย.
และ การสง; กลบั อยา; งรวดเร็วเม่อื ไดรG บั บาดเจบ็ (และใหGการยกยอ; งนับถือถาG ถงึ กบั เสยี ชวี ติ )

๑๐. เมอ่ื การปฏิบัตหิ นGาทีท่ างยุทธวิธอี ย;ใู นระยะทีป่ ลอดภัย ควรหาโอกาสใหหG นว; ยไดG
- ด่มื นำ้ จากกระติกหรอื เครอ่ื งดื่มรอG น ๆ หรือเย็น ๆ ทเ่ี ตรียมไวG
- แจกจา; ยอาหารวา; ง หรือตระเตรยี มอาหารแลGวแบง; กนั รับประทาน
- ผง่ึ เสอ้ื ผGาใหแG หGง , เชด็ ตัวใหแG หงG , เช็ดตวั หรือพดั ใหGตัวเยน็ หรือทำใหG

รา; งกายอบอ;นุ
- ทำความสะอาดร;างกาย เช;น อาบนำ้ , โกนหนวดเครา , เปลยี่ นเสอ้ื ผาG

ชดุ ใหม; รวมทัง้ ทำความสะอาดอาวุธ
- ใชเG ทคนคิ คลายความเครียดแบบรวดเรว็
- ไมด; ม่ื สรุ ามากเกนิ ไปหรือใชยG าเสพติด
- ถGาไม;อยู;ระหว;างพักผอ; น อยา; ใหอG ยูว; ;าง ๆ หาอะไรทำ เชน; ซอ; มแซม

อปุ กรณท. ช่ี ำรุด หรือทำกจิ กรรมทสี่ ุนกสนาน
๑๑. อยา; งเสียโอกาสในการนอนหลบั พกั ผอ; น (หมุนเวยี นสบั เปลย่ี นกนั นอนหลับ)
- ตามระเบยี บปฏบิ ัตปิ ระจำใหนG อนในทปี่ ลอดภัยจากอบุ ตั ิเหตุ ,

ยานพาหนะและการ โจมตขี องขGาศกึ
- ถาG เปน\ ไปไดGควรนอนหลบั มากกว;า ๔ ชัว่ โมง (๖ ถึง ๑๐ ชว่ั โมงจะดที ี่สุด)

แมแG ต;การงบี หลบั ๑๕ – ๒๐ นาที ก็ชว; ยไดGมาก แต;ทหารอาจรสGู กึ งวั เงียชวั่ คราวในขณะต่ืน

๑๒๔

๑๒. ประชมุ ทบทวนเหตุการณ.ท่ีเกดิ ข้ึนหลังจากปฏบิ ตั ภิ ารกิจทยี่ กลำบาก โดย
- โดยใหทG กุ คนบอกสิ่งท่ีตนไดเG หน็ และไดทG ำอะไรไปบาG ง
- ใหGประกอบเรอ่ื งราวขึ้นมาใหมแ; ละเหน็ ดวG ยกบั สง่ิ ท่เี กดิ ข้นึ จริง
- สลายสงิ่ ทเี่ ขาG ใจผิดและไมไ; วใG จใหGหมดไป
- ปล;อยใหรG ะบายความรสูG ึกออกมา และยอมรบั วา; เปน\ เรอื่ งปกติธรรมดา
- เนGนบทเรียนท่ไี ดรG ับไปในทางสราG งสรรค.

๑๓. ใหGทหารที่มปี {ญหาทางบาG นไดพG ูดเร่อื งที่เปน\ ปญ{ หาของตนเองออกมา โดยการ
สังเกตกิรยิ า หลงั ไดGรับการติดต;อจากทางบาG ย เช;น จดหมาย และใหGการชว; ยเหลือ
ประคับประคองทางอารมณ.

ค-๕ การปฏบิ ตั ขิ องผนIู ำหนว7 ยสำหรับแกไI ข “ความออ7 นลาI จากการรบ” ชนดิ “รนุ แรงกว7าปกต”ิ
๑. ถาG พฤติกรรมของทหารจะทำใหเG กดิ ผลเสียหายตอ; ภารกจิ , ต;อตัวทหารเองหรอื ตอ;

ผูGอ่นื ใหGทหารอะไรกไ็ ดGทส่ี ามารถควบคุมทาหรผGนู ้นั ไดG
๒. ถGาทหารนัน้ อารมณเ. สีย ใหพG ยายามพูดกับทหารดวG ยความใจเย็นเพ่อื ใหรG ;วมมือ ถาG

ไม;สำเร็จใหGใชGคนหลาย ๆ คนช;วยพูด
๓. ถาG ไมไ; วใG จทหารผGูนนั้ กใ็ หG
- เอาลกู กระสุนออกจากปน} ของทหารนนั้
- จะยึดอาวุธกต็ ;อเมอ่ื ไวใG จไม;ไดมG าก ๆ เท;านน้ั
- จะทำการผกู มดั ทหารน้นั กต็ อ; เมอ่ื มคี วามจำเป\นเพอ่ื ความปลอดภยั และ

เพ่อื การสง; กลับเท;านั้น
๔. ใหคG วามม่ันใจแก;ทหารทุกคนว;า อาการทแ่ี สดงออกมาของทหารนั้นน;าจะเกิด

ความเครยี ดจากการรบและจะดขี นึ้ อยา; งรวดเรว็ ในไมช; าG
หมายเหตุ แมวG า; อาการทเ่ี กดิ จากความเครียดจากการรบดเู หมอื นจะรุนแรงแต; กส็ ามารถดขี ึน้ ไดG
ภายในไม;กนี่ าที ถาG ใหกG ารช;วยเหลืออย;างถกู ตอG ง ณ ทห่ี นว; ยนั้น

๕. ถาG อาการดังกลา; วยงั คงมอี ย;ูตอ; ไป ใหปG ฏบิ ัติดังน้ี
- นำทหารน้นั ไปอยู;ทปี่ ลอดภัยกวา; เดมิ
- อย;าปล;อยทหารนัน้ อยต;ู ามลำพงั ใหผG ูGทร่ี จGู กั มักคGุนกบั ทหารน้นั เฝKา

ตลอดเวลา
- แจงG ใหผG ูGบงั คับบญั ชาเหนอื จากท;านขึ้นไปทราบ
- นำไปรับการตรวจทางการแพทย. โดยเฉพาะอย;างยงิ่ ถาG สงสยั ว;าอาการน้นั

อาจมสี าเหตุ จากการเจ็บปNวยทางร;างกายจรงิ ๆ

๑๒๕

๖. ถาG ผGูบงั คบั บัญชาของทา; นและฝNายแพทยต. ดั สนิ วา; ทหารนน้ั ไมจ; ำเปน\ ตอG งสง; ไป
พกั ผอ; น หรอื สง; ไปตรวจทางการแพทย.เพมิ่ เตมิ (หรอื ไม;สามารถจะสง; ไปไดG) ใหGดำเนนิ การชว; ยแบบ
เดยี วกับพวกทม่ี ีอาการออ; นลGาลาG จากการรบแบบ “ปกติ” (ถGาเปน\ ไปได)G

- ถาG อากาศเย็น ก็ทำใหGทหารนั้นอยู;อบอนุ; หรอื ถาG ร;างกายทหารรอG นหรอื
อากาศมากกท็ ำใหทG หารน้นั ตัวเยน็ ลง

- ใหGทหารนนั้ รบั ประทานอาหาร , ดม่ื เครอื่ งดื่ม , และนอนหลบั พกั ผ;อน
(๔ ถงึ ๑๒ ช่ัวโมง ขน้ึ ไป)

- สง; เสริมใหทG หารไดGพดู ในการทบทวนเหตกุ ารณโ. ดยสรปุ ในหน;วย และ
ปลกู ปลอบใจใหGกำลังใจแก;ทหาร

- มอบหมายงานในหน;วยใหGทำซง่ึ เป\นงานทที่ าหรนั้นสามารถทำไดG
- เมอื่ ทหารนน้ั อาการดขี ้ึนและสามารถทำไดG กม็ อบหมายหนาG ท่ีและความ
รับผดิ ชอบอยา; งสมบรู ณใ. หG
- ใหผG บGู งั คบั บญั ชาหรือเสนารกั ษ.หน;วยตรวจอกี ครง้ั หนงึ่ ถาG ไมด; ีข้นึ
“ถGาผGบู งั คับบญั ชาหรอื เสนารกั ษห. นว; ยตกลงใจทจ่ี ะสง; ทหารน้นั ไปพักผอ; นในหนว; ย
ทีใ่ หกG ารสนบั สนุน หรอื สง; ไปรบั การ ตรวจจากแพทย”. กใ็ หปG ฏบิ ัตดิ ังน้ี
- ใหบG อกกบั ทหารนน้ั ว;า ทา; นหวังจะใหเG ขาไปพกั ผอ; นช่ัวคราวและกลบั มา
ปฏิบัติภารกจิ ตอ; โดยเรว็
- สง; เสรมิ ใหทG หารในหนว; ยแสดงความจรงิ ใจ , ไวGใจซ่ึงกนั และกัน , มีความ
เชอื่ มนั่ ต;อกนั และกัน

ค-๖ การปฏบิ ัติของผนIู ำหนว7 ยสำหรับทหารท่ีมีความออ7 นลIาจากการรบระดบั ปานกลาง
ทหารท่ถี ูกสง; มายงหน;วยของท;านเพ่อื รบั การพกั ผ;อน (ซ่ึงเปน\ มาตรการช่ัวคราว) ใหG
ปฏบิ ัตดิ ังนี้
๑. รวมทหารน้นั ใหเG ขาเป\นหนงึ่ ของหน;วยท;านในฐานะผGมู าใหม; โดย
- การประเมินสุขภาพทหารน้นั ใหกG ารปฐมนิเทศ แนะนำใหรG จGู กั กบั คน

อ่ืนๆ ในหนว; ย
- จดั เพอื่ นสนิทใหG (เพอ่ื สนทิ ควรเปน\ ผรูG ับฟง{ ท่ดี )ี
- มอบส่ิงของเครอื่ งใชปG ระจำกายท่ีจำเปน\ ใหG หรือใหใG ชGของอย;างคนอนื่ ท่ี

ใชGเป\นสว; นรวม รว; มกันไดG
๒. ใหGปฏิบัตเิ หมอื นกับพวกท่มี คี วามออ; นลGาลาG จากการรบ “แบบปกต”ิ อย;างคนอนื่

ๆ ซึ่งไดแG ก;

๑๒๖

- ใหGความม่นั ใจ , ปลอบใจ , รบั ประทานอาหาร , ใหGนอนหลบั , อาบนำ้
ชำระกาย พรGอมทั้งมีเสื้อผาG สะอาดมาสวมใส;

- ใหปG ฏบิ ัตติ ามระเบยี บวินัยปกตแิ ละแสดงความเคารพผอูG าวุโสกวา;
- ถาG จำเป\นกใ็ หGรบั การตรวจรกั ษาโรคไดGพรGอม ๆ กบั ทหารผูอG น่ื เมอ่ื มี
สญั ญาณแจงG ใหทG ราบ
- มอบหมายงานใหGทำโดยแจงG รายละเอยี ดใหทG ราบ รวมท้งั งานบนั เทงิ ใน
หนว; ย
- ใหทG หารนั้นบอกเล;าเกี่ยวกบั ประสบการณ.ของเขา
๓. ถาG เปน\ ไปไดG ใหพG ูดย้ำเสมอ ๆ เรอื่ งความคาดหวงั ในการหลบั ไปปฏบิ ตั หิ นGาท่ที ี่
หน;วยเดมิ
๔. ถาG ทหารนั้นไมด; ีข้ึน หรือมีอาการแสดงที่ “รุนแรงกวา; ปกต”ิ ใหแG จงG ผบGู งั คบั บญั ชา
ที่เหนอื ขน้ึ ไปและสง; ไปตรวจทางการแพทย.ต;อไป

ค-๗ การปฏบิ ตั ิของผนูI ำหนว7 ยเพอ่ื ใหทI หารมีความม่นั ใจในการกลับไปปฏิบตั ิหนาI ทเ่ี ดมิ
แนวทางการปฏบิ ัตขิ องผGนู ำหน;วยเพอื่ ทำใหทG หารไดมG คี วามมน่ั ใจในการกลบั ไปทำหนGาท่ี

เดมิ ไดGสำเรจ็ มีแนวทางดังตอ; ไปนี้
๑. ไปเย่ยี มทหารนั้นในหนว; ยที่ทหารพกั ผอ; น ถาG ทา; นสามรถทำไดG
๒. ตอG นรับทหารนน้ั เมอ่ื กลบั มาและใหทG ำงาน โดย
- มอบหมายหนาG ทร่ี บั ผดิ ชอบใหทG ำมากขึน้ เร่ือย ๆ
- พูดอย;างเปด˜ เผยเก่ียวกบั เรอื่ งราวทีเกดข้ึนกอ; นหนาG น้ี
- พูดชกั จงู ใหทG หารนัน้ รวมทง้ั บุคคลอนื่ ในหน;วยเกดิ ความเช่อื มั่น

ค-๘ การปอ= งกนั ความออ7 นลIาจากการรบในทหาร
๑. จดั การรวมกำลงั พลท่ีมาทดแทนใหม;ใหเG ขGาเปน\ สว; นหนงึ่ ของหนว; ยอย;างรวดเรว็

โดยจัดใหมG เี พอื่ นคหู; ูหรอื คบู; ดั ด้ี ใหGทำความรจGู ักกนั เป\นการสว; นตวั
๒. ทำใหมG ่ันใจในความสมบรู ณ.ทางร;างกายทหาร (เช;น ความแข็งแรง , ความทนทาน

ตอ; ความยากลำบาก ความวอ; งไวกระฉบั กระเฉง)
๓. นำใหGมีการฝก_ การรบใหสG มจรงิ และยากลำบาก ซง่ึ จะทำใหGทหารในหน;วยเกิดความ

ภาคภูมใิ จ และฮกึ เหิมในขดี ความสามารถการปฏบิ ตั ขิ องทา; นในฐานะผนGู ำหนว; ยเก่ยี วกบั “ความ
ออ; นลาG จากการรบในทหาร” จะสามารถลดการสญู เสยี กำลังพลลงไดG

๑๒๗

ค-๙ แนวทางปฏบิ ัติการดแู ลสขุ ภาพจิตของกําลงั พลกองทัพบก
การดแู ลสขุ ภาพจติ ของกําลังพลกองทพั บกมีการดําเนนิ การต;อเนอ่ื ง บรรลุวตั ถปุ ระสงค.ใน

การดแู ลสภาพจติ ใจของกําลังพลใหมG ขี วญั กําลงั ใจในการปฏบิ ตั หิ นาG ท่ีและบรรลตุ ามภารกจิ ของทาง
ราชการจําเป\นตGองบรู ณาการดําเนินงานทกุ ภาคสวนท้ังตามสายวิทยาการและสายการบงั คบั บัญชา
กําลงั พลทเ่ี ข ารบั การฝ กอบรมได รับความรูG ความเขาG ใจเกยี่ วกบั แนวทางและวธิ กี าร รวมทง้ั
ทักษะพนื้ ฐานตา; งๆ ในการดูแลสขุ ภาพจติ ของตน ในการแกปG {ญหา และลดภาวะความเครียดจาก
การปฏิบตั หิ นาG ทขี่ องกําลงั พล ท่ไี ปปฏบิ ัตริ าชการสนาม

การดแู ลสุขภาพจติ ของกาํ ลงั พล ทบ. แบง; ออกไดGเปน\ ๓ หวG ง ดงั น้ี
๑. ระยะก อนปฏบิ ตั ิราชการสนามสาํ รวจความพร อมของกาํ ลงั พล ด วยการตรวจ
คัดกรอง(โดยใช แบบประเมนิ สขุ ภาวะทางจิตใจและจดั การอบรมกําลังพลให ได รับความรู
ความเข าใจเกีย่ วกบั แนวทางและวธิ กี าร รวมทั้งทักษะพน้ื ฐานต างๆในการแก ป ญหา และ
ลดภาวะความเครยี ดจากการปฏบิ ัติหน าทข่ี องกําลังพล ทไ่ี ปปฏิบตั ริ าชการสนามสามารถนํา
ทกั ษะความรู และประสบการณ ท่ีได รบั ไปประยุกต ใช ได อย างเหมาะสมและ
สอดคล องกบั สภาวการณ ทเ่ี ปล่ียนแปลงไปสามารถผลกั ดันให ภารกจิ ทไี่ ด รบั มอบหมาย
ประสบผลสมั ฤทธ์ิอย างมปี ระสทิ ธภิ าพ
๒. ระยะระหว างปฏบิ ตั ิราชการสนามเป นการประเมิน กําลังพลที่ปฏบิ ัติราชการ
สนามโดยประสานเช่อื มโยงข อมลู จากระยะก อนปฏบิ ตั ริ าชการสนามหากพบผู ป วยทม่ี ี
ความเส่ียง ให ดาํ เนนิ การดแู ลรกั ษา หรอื ส งกลบั ตามแนวทางการส งกลบั ในพ้ืนท่รี บั ผิดชอบ
อาจมีการจัดอบรมหรอื เข าใหGคาํ ปรกึ ษาแก กาํ ลงั พลทม่ี ีป ญหาหรืออยู ในกลุ มเสีย่ งตาม
วงรอบท้งั น้ใี ห ประสานงาน และ
ข อเสนอแนะต อ ผบ.กกล.เพอ่ื ให ทราบและตระหนกั ถึงความสําคญั ให ความสนใจความ
เป นอยู
เพอ่ื ให ความช วยเหลอื หรือร วมหาวิธกี ารแนวทางการแก ไข ตลอดจนปกครองบงั คบั
บัญชาด วยความยุตธิ รรม และให ความสาํ คญั กบั ขวญั -กาํ ลงั ใจ โดยเฝ าสงั เกตพฤติกรรม
ความสามคั คี ความเตม็ ใจปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บข อบงั คบั ต างๆ ของกําลังพลทงั้ นเ้ี มอ่ื พบความ
ผดิ ปกตสิ ามารถตดิ ต อกบั หน วย
สายแพทย ท่ดี แู ลรบั ผดิ ชอบ
๓. ระยะหลงั ปฏิบตั ริ าชการสนามมีกจิ กรรมเพอ่ื คลายความเครียดโดยให หน วยสาย
แพทย ทรี่ บั ผิดชอบเร่ิมดาํ เนินการจดั กิจกรรมสขุ ภาพจิตเพื่อกาํ ลงั พลสามารถพัฒนาจติ ใจของ
ตนเอง ลดความเครียดหรือเรื่องกระทบกระเทือนใจอย างรุนแรงทสี่ ะสมตัวเพิม่ ข้ึนมาจากการที่

๑๒๘

เคยได รับประสบการณ ทเ่ี ป นเหตุการณ รุนแรงจากการปฏบิ ตั ริ าชการสนามท่ผี ดิ ไปจาก
ธรรมดาทค่ี นทัว่ ไปเคยประสบ และเกดิ ความทกุ ข รบกวนจิตใจ รู สกึ เป นอนั ตรายทําให
สามารถเข ามาอยู กบั ครอบครวั และใช ชีวิตอย างปกตสิ ขุ ได

๑๒๙

ผนวก ง พ.อ.ธรี ศกั ดิ์ กฤษณะเศรณี
หลักโภชนาการ

หลักของโภชนาการ คือ การบริโภคอาหารเพอ่ื ใหไG ดปG รมิ าณและคุณภาพ รวมถงึ คณุ ค;าของ
อาหารอยา; งพอเพียงโดยทส่ี ารอาหารต;าง ๆ และพลงั งานทีไ่ ดรG ับควรจะสมดุลกนั ไมม; ากหรือนอG ย
จนเกินไป เพ่อื ทร่ี ;างกายมีภาวะโภชนาการท่ดี ี ไมเ; ป\นโรคขาดสารอาหารหรอื เป\นโรครบั สารอาหาร
เกนิ

ง-๑ ภาวะโภชนาการ
ภาวะโภชนาการ (Nutritional Status) หมายถงึ สภาวะของรา; งกายทเ่ี กดิ จากการบริโภค

แบ;งเปน\ ภาวะโภชนาการท่ดี ี และภาวะโภชนาการท่ไี ม;ดี
ภาวะโภชนาการที่ดี (Good Nutritional Status) หมายถึง ภาวะของร;างกายท่ีเกิดจาก

การไดGรับอาหารที่ถูกหลักโภชนาการหรือมีสารอาหารครบถGวนและมีปริมาณเพียงพอกับความ
ตGองการของร;างกายก;อใหGเกิดประโยชน.แก;ร;างกาย และร;างกายใชGสารอาหารเหล;านั้นในการ
เสริมสรGางสุขภาพอนามัยไดGอย;างมีประสิทธิภาพเต็มท่ี ผูGที่มีภาวะโภชนาการท่ีดีส;วนใหญ;จะมี
รา; งกายสมส;วน ผูGท่มี ีภาวะโภชนาการไมด; ีส;านใหญ;จะมีรา; งกายทผ่ี อม หรืออGวนจนเกินไป

ทพุ โภชนาการ (Mal-Nutritional Status) หมายถึง ภาวะทร่ี า; งกายไดGรบั สารอาหารผดิ
เบย่ี งเบนไปจากปกติ อาจเกดิ จากไดรG บั สาร อาหารนอG ยกวา; ปกติ หรือเหตทุ ตุ ิยภูมิ คอื เหตุเนอื่ งจาก
ความบกพรอ; ง ต;างจากการรบั ประทาน การย;อย การดูดซมึ

ก. ภาวะโภชนาการต่ำ (Under nutrition) หมายถงึ สภาวะของร;างกายที่เกดิ จาก
การไดGรับอาหารไม;เพยี งพอ หรอื ไดรG บั สารอาหารไมค; รบ หรอื มีปรมิ าณตำ่ กว;าที่ร;างกายตอG งการทำ
ใหเG กิดโรคขึ้น เชน; โรคขาดโปรตีนโรคขาดวติ ามินต;างๆ เปน\ ตGน

ข. ภาวะโภชนาการเกิน (Over nutrition) หมายถึงสภาวะของร;างกายทไ่ี ดรG ับ
อาหารหรอื สารอาหารบางอยา; งเกินกว;าทรี่ ;างกายตGองการ เกดิ การสะสมพลงั งานหรือสารอาหารไวG
จนเกิดโทษแก;รา; งกาย เช;น โรคไขมนั ในเลือดสงู โรคอGวน โรคหัวใจและหลอดเลอื ด เป\นตGน

๑๓๐

ง-๒ ขIอปฏิบตั สิ ำหรบั การกนิ อาหารเพ่ือสุขภาพที่ดี มดี งั นี้
ก. กินอาหารครบ ๕ หม;ู ไดGแก; โปรตีน คาร.โบไฮเดรต วติ ามนิ เกลอื แร; และไขมัน

และการรับประทานอาหารในแต;ละหมค;ู วรมคี วามหลากหลาย หมนุ เวยี นกนั ไปในแตล; ะวัน
ข. กนิ ขาG วเป\นอาหารหลัก สลบั กบั อาหารประเภทแปKงเปน\ บางมอื้ ขGาวท่บี รโิ ภค

ควรเปน\ ขาG วซGอมมือเพราะไดวG ติ ามิน แร;ธาตตุ ลอดจนใยอาหารควบค;ไู ปกับการไดGแปงK
ค. รับประทานผักใหมG าก และกนิ ผลไมเG ป\นประจำ พชื ผกั และผลไมGควรกนิ หลาย

ๆ ชนดิ ท้ังสเี ขียวและเหลือง และควรเลือกบรโิ ภคตามฤดูกาล
ง. รับประทานปลา เนอ้ื สัตว.ไมต; ิดมัน ไขแ; ละถัว่ เมล็ดแหงG ประจำ อาหารที่แนะนำ

ในขGอนจ้ี ะใหโG ปรตนี ซงึ่ มจี ดุ เนGน คือ ปลา และอาหารประเภทถ่วั ตา; ง ๆ เช;น เตาG หขูG าว และเตาG หGู
เหลือง สำหรบั เนอื้ สัตว.ควรรบั ประทานพอประมาณ และเลือกเฉพาะที่มมี นั นอG ย ๆ ไขเ; ป\นอาหาร
โปรตนี ท่ยี อ; ยงา; ยควรบรโิ ภคเปน\ ประจำ เช;น วนั เวนG วนั หรอื สัปดาหล. ะ ๒ ฟอง

จ. ด่มื นมใหGเหมาะสมตามวัย นมจะใหโG ปรตนี แคลเซียม วิตามินบสี อง และแร;
ธาตตุ า; ง ๆ ผใูG หญ;ควรดมื่ วันละแกGวโดยดืม่ นมพรอ; งมนั เนย

ฉ. รับประทานอาหารทมี่ ไี ขมนั พอควร ถาG รับประทานอาหารท่ีใหGไขมันมากจะ
เสี่ยงตอ; การมีไขมนั ประเภทคอเลสเทอรอลและไตรกลเี ซอไรดส. ูงในเลอื ด และอาจเป\นโรคอGวน
ในทางตรงกนั ขาG ม ถาG รบั ประทานไขมันนอG ยไปกไ็ ดพG ลงั งานและกรดไขมันจำเป\นไม;เพียงพอ

ช. หลีกเลย่ี งการรบั ประทานอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด
ซ. รบั ประทานอาหารทสี่ ะอาดปราศจากการปนเป‰}อนจากเช้อื โรคและสารตกคGาง
ฌ. งดหรอื ลดเครอ่ื งดื่มทมี่ แี อลกอฮอล.

ง-๓ ธงโภชนาการ
ธงโภชนาการ คอื แนวทางการรบั ประทานท่ใี หคG ุณคา; ทางอาหารครบถGวนกบั ความตอG งการ

ของร;างกาย โดยการนำอาหารหลกั ๕ หมู; มาจัดแบง; ตามสดั ส;วน และปริมาณทคี่ วรรบั ประทานใน
๑ วัน

๑๓๑

ท่ีมา: สำนกั โภชนาการ กรมอนามยั
ง-๔ โภชนาการสำหรับทหารกองประจำการ

หลกั สำคัญของอาหารสำหรบั ทหารกองประจำการ อาหารสำหรบั ทหารกองประจำการ
เปน\ อาหารที่ไม;แตกตา; งไปจากคนปกตทิ วั่ ไป และมหี ลกั พิจารณา ๒ ประการ คอื

ก. เป\นอาหารท่ีใหGสารอาหารสำคัญ จำเป\นและเพียงพอท่ีจะทำใหGร;างกายเกิดความ
แขง็ แรง

ข. เปน\ อาหารทใี่ หพG ลังงานเพียงพอ แก;ความตGองการของร;างกาย
ค. เพ่อื ใหเG กิดความเขGาใจมากข้ึน และสามารถกำหนดพลงั งานและปรมิ าณสารอาหารแต;ละ
ชนิดท่สี ำคัญและจำเปน\ สำหรับทหารกองประจำการ ดงั น้ี
พลงั งาน ความตGองการพลงั งานของแตล; ะคนจะแตกต;างกนั ไปตามเพศ วยั อายุ นำ้ หนกั ตัว
และกิจกรรมท่ีปฏิบัติ สำหรับทหารกองประจำการน้ัน รปู แบบในการฝ_กและระยะเวลาในการฝก_ มี
ส;วนสัมพันธ.กับพลังงานท่ีร;างกายตGองการ ความตGองการพลังงานพื้นฐานของคนท่ัวไป(Base
Metabolism Rate : BMR) ประมาณ ๒๐-๓๐ กิโลแคลอร/ี น้ำหนกั ตัว ๑ กิโลกรัม/วัน และความ
ตอG งการพลังงานจะเพ่ิมขึ้นตามลักษณะความหนัก-เบาของกิจกรรมที่กระทำในแต;ละวัน ซ่ึงมีการ
กำหนดเป\นคา; คงทสี่ ำหรบั ความหนัก-เบาของกจิ กรรมน้นั (BMR factor) ถาG เป\นคนทที่ ำงานหนักอย;ู
กลางแดดตลอด เช;น ทหารกองประจำการ นักกีฬาที่มีการฝ_กซGอมหนัก BMR factor จะเป\น ๒.๑

๑๓๒

เท;าของความตGองการพลังงานพ้ืนฐาน เช;น ทหารกองประจำการนำ้ หนักตัวประมาณ ๖๐ กิโลกรัม
และอยูใ; นระหว;างการฝก_ คำนวณหาความตอG งการพลงั งานต;อวันไดงG า; ยๆ ดงั นี้

ความตIองการพลังงานของทหาร = BMR x น้ำหนกั ตวั x BMR factor
= ๒๕ x ๖๐ x ๒.๑
= ๓,๑๕๐ กิโลแคลอรี

เพราะฉะน้ันในระหว;างการฝ_ก ทหารกองประจำการคนน้จี ะตอG งไดรG ับอาหารทใี่ หGพลังงานวันละ
๓,๑๕๐ กโิ ลแคลอรี จึงจะเพียงพอสำหรับรา; งกายทจี่ ะทำใหแG ข็งแรง มีพละกำลังมากพอในการฝก_ ไม;
เกิดการออ; นเพลีย หรอื หมดแรงระหว;างการฝก_ และสารอาหารหลกั ที่เป\นแหลง; พลงั งานไดGแก;
คาร.โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน

คาร.โบไฮเดรต (Carbohydrate) เปน\ สารอาหารท่ใี หGพลังงานท่ีดแี ก;รา; งกายและมีราคาถูก
รา; งกายการฝ_กในระยะยาว หรอื ใชGเวลานานควรไดรG บั คารโ. บไฮเดรตอย;างนGอยท่สี ุดรอG ยละ ๖๐ ของ
พลังงานที่ไดรG ับ คาร.โบไฮเดรตที่จดั ใหGทหารกองประจำการนั้น ควรเป\นประเภท ขGาว แปKง เผือก
มนั ถ่ัวเมลด็ แหGงชนิดตา; งๆ

ไขมัน (Fat) สำหรับทหารกองประจำการในการบริโภคไขมันควรมีการจำกัด
ปริมาณที่บริโภค ปริมาณไขมันที่แนะนำใหGบริโภค คือ รGอยละ ๒๕-๓๐ ของพลังงานที่
ไดGรับในแต;ละวัน อาหารที่มีไขมันสูงโดยตัวของมันเอง เช;น หมูสามชั้น ขาหมู ไก;ตอน
หนังเป\ด หนังไก; กะทิ หรืออาหารท่ีมีการทอดและอมน้ำมัน เป\นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

โปรตีน (Protein) เป\นสารอาหารท่ีใชGในการเสริมสรGางกลGามเน้ือ ผิวหนัง กระดูก เลือด
เซลล.ต;างๆ รวมถึงฮอร.โมน เอ็นไซม. และภูมิคGุมกันต;างๆ ของร;างกาย ความตGองการโปรตีนของ
ร;างกาย ประมาณ ๑ กรัมต;อน้ำหนักตัว ๑ กิโลกรัม/วัน การไดGรับโปรตีนสูงเกินไปไม;ก;อใหGเกิด
ประโยชน.ใดๆ ตอ; ร;างกาย เพราะรา; งกายสามารถนำโปรตนี ไปใชGในปริมาณทจ่ี ำกัด ส;วนท่ีเหลอื จงึ ถกู
กำจัดออกทางไต ทำใหGไตทำงานหนักโดยไมจ; ำเปน\ และโปรตนี ทีท่ หารกองประจำการไดรG ับควรเป\น
โปรตีน ซึ่งไดGมาจากเนื้อสัตว.ต;างๆ เช;น เนื้อหมู เน้ือไก; น้ำนมไขมันต่ำ และไข; เป\นตGน ปริมาณ
โปรตนี ท่ีไดรG บั ในแต;ละวนั ประมาณรอG ยละ ๑๒-๑๕ ของพลังงานท้ังหมด

เกลือแรแ; ละวิตามิน (Vitamin and Mineral) ควรใหGรับประทานผักและผลไมเG ป\นประจำ
จะไดGรับเกลอื แรแ; ละวติ ามินอยา; งเพยี งพอกบั ความตGองการของร;างกาย การไดGรับวติ ามนิ และเกลือ
แรต; ัวใดตวั หนึ่งมากเกินไปอาจขดั ขวางทำใหGการดดู ซมึ วติ ามินและเกลอื แรต; วั อื่นๆ ไมด; เี ท;าท่ีควร

นำ้ (Water) การฝ_กและการออกกำลังกายทำใหGเสียเหงือ่ ในเหง่อื จะมนี ้ำเปน\ องคป. ระกอบ
รGอยละ ๙๐และที่เหลือเป\นเกลือแร; เม่ือร;างกายสูญเสียถGาสูญเสียน้ำรGอยละ ๖ ของน้ำหนักตัว
อาจจะทำใหGเกิดโรคลมรอG นไดG ดังนนั้ เพ่อื ปKองกันการเกดิ ปญ{ หาดงั กลา; ว ทหารกองประจำการจึงควร
ด่มื นำ้ อยา; งเพียงพอ ทัง้ ในชว; งก;อน ระหวา; ง และหลังการฝก_

๑๓๓

ทั้งนี้ การโภชนาการสำหรับพลทหารกองประจำการ โดยเฉพาะอย;างยิ่งในหGวงของการฝ_ก
ทหารใหมใ; หถG ือปฏบิ ัติตาม คู;มอื โภชนาการสำหรบั พลทหารกองประจำการ ของกรมแพทยท. หารบก
รวมถงึ ประกาศและคำแนะนำที่เกยี่ วขGอง

๑๓๔

ผนวก จ
การลำเลียงผูIปZวยทางอากาศ

พ.อ.อิทธนิ นั ท. โชติชว; ง

จ-๑ กลา7 วทว่ั ไป
การลำเลียงผูปG วN ยทางอากาศ คือการเคลื่อนยGายผูGปวN ยทางอากาศโดยอากาศยานแบบต;างๆ

ภายใตGการดูแลรักษาพยาบาลของเจGาหนGาท่ีชุดลำเลยี งผูปG Nวยทางอากาศซึ่งจะตGองนำความรูเG กยี่ วกับ
เวชศาสตร.การบินมาใชG เพ่ือใหGการพยาบาลแก;ผูGปNวยขณะลำเลียงทางอากาศและจะตGองทำงาน
ร;วมกันเป\นทมี ติดต;อประสานงานกบั กลมุ; บคุ คลในหนว; ยท่ีเกยี่ วขGองเพ่อื ใหGภารกจิ ลำเลียงผปGู วN ยทาง
อากาศดำเนินไปอย;างมปี ระสทิ ธภิ าพและมีความปลอดภยั กบั ผปูG วN ย

การลำเลียงผGูปNวยทางอากาศ มีความสำคัญในการช;วยชีวิตมนุษย.ไดG แมGว;าผูGนั้นจะอยู;
ห;างไกล ทรุ กันดาร และสามารถทำไดGทั้งยามปกติ ยามฉุกเฉนิ หรือยามสงครามท้งั ทีเ่ ป\นทหารและ
พลเรือน การลำเลียงผูGปNวยทางอากาศมีความจำเป\นที่ตGองไดGรับการปฏิบัติร;วมท่ีดีจากทุกฝNายที่
เกี่ยวขGอง ในลกั ษณะทีส่ นับสนนุ สอดคลอG งกันโดยทุกกรณีมีความเขาG ใจและเหน็ อกเหน็ ใจกนั ทกุ ฝNาย
ดGวยความม;ุงหมายรวมอันเดียวกนั คอื ความปลอดภยั ของผปูG Nวย

จ-๒ จดุ ประสงค1ของการลำเลียงผIปู Zวยทางอากาศ
๑. เพอ่ื นำผปูG วN ยไปรับการรักษาพยาบาลขน้ั ต;อไป
๒. เพอื่ นำผูGปNวยไปรบั การตรวจรกั ษาพิเศษบางประการ
๓. เพ่อื นำผปGู Nวยระยะพักฟน‰} กลับหนว; ยตนG สงั กดั หรอื ภมู ิลำเนาเดิม

จ-๓ ประโยชน1
๑. ลดอตั ราการเสยี ชีวติ และอตั ราทุพพลภาพชนิดถาวร
๒. ลดเวลาเจ็บปวN ยในโรงพยาบาล
๓. ลดปรมิ าณเวชภัณฑ. แพทยแ. ละพยาบาลที่ตอG งไปลว; งหนาG
๔. ลดความคับค่งั การสญั จรทางภาคพืน้
๕. สามารถใชGศนู ย.การรักษาพยาบาลในเขตหลังไดGมากขึน้

๑๓๕

๖. ช;วยทำใหขG วัญของทหารในเขตหนาG หรือประชากรในเขตหา; งไกลดีข้ึน
๗. ทำใหGกองทหารมีความคล;องตวั และเคล่ือนท่ีไดGรวดเร็วยงิ่ ขึน้
๘. สามารถใชไG ดGในพืน้ ท่ีที่ทุรกันดาร การเดนิ ทางดวG ยวธิ ีอืน่ เขาG ถึงไมไ; ดG
๙. ในกรณีท่ีเป\นภัยพบิ ัติทางธรรมชาติ สามารถที่จะส;งทีมดแู ลรักษาและคดั แยกผูGปNวยไป
ทำหนาG ทีไ่ ดGก;อน และยังสามารถช;วยประเมินสถานการณ.ที่เกดิ ขึ้นไดGทั่วถึงจากมมุ มองทางเบื้องบน
อากาศ

จ-๔ ลักษณะการปฏิบัตงิ านในอากาศยาน
การปฏบิ ัติงานรักษาพยาบาลผGูปวN ยในอากาศยาน มีความแตกต;างไปจากการปฏิบตั ิงานใน

โรงพยาบาล คอื
๑. จำกัดเนอ้ื ที่ อากาศยานคบั แคบ อุปกรณ.เคร่อื งมอื ใชใG นการลำเลยี งบางชนดิ ตGองมีขนาด

กะทัดรัด หรือดดั แปลงใหGเหมาะสมกบั สภาพภายในอากาศยาน
๒. จำกดั นำ้ หนักบรรทกุ เพอื่ ใหGเกดิ ความปลอดภยั ในการบนิ จะนำสิ่งของข้นึ ไปบนอากาศ

ยานโดยมิไดGคำนึงถึงน้ำหนักบรรทุกไม;ไดG อุปกรณ.เวชภัณฑ.ต;าง ๆ จึงตGองจัดเตรียมไปใหGพรGอมใชG
และเพยี งพอตามจำนวนผูปG Nวย

๓. จำกดั ผูGเชย่ี วชาญเฉพาะโรค การทำงานในอากาศยานไมส; ามารถมผี เูG ช่ียวชาญเฉพาะโรค
ไวGคอยรับปรึกษา เจGาหนGาท่ีชุดลำเลียงผGูปNวยทางอากาศตGองมีความรGูความสามารถในการ
รกั ษาพยาบาลผปGู NวยไดทG กุ สาขาโรค

๔. เกิดเหตุฉุกเฉินเฉพาะหนGาไดGเสมอ การเดินทางดGวยอากาศยานเป\นการกระทำไป
ท;ามกลางภาวะแวดลGอมท่ีแตกต;างไปจากท่ีผGูปNวยเจ็บเคยประสบเม่ืออยู;บนพ้ืนดิน สภาพจากการ
เดนิ อากาศมปี {จจัยหลายอย;างทก่ี ;อใหGเกิดความเปล่ยี นแปลงในผูGปNวยไดG ผปูG วN ยอาจมอี าการเจ็บปวN ย
เพม่ิ มากขน้ึ หรืออาจตGองเผชิญกบั ภาวะฉุกเฉินของอากาศยานไดG

จ-๕ ขีดความสามารถของการลำเลยี งผIปู Zวยทางอากาศ
ตามทฤษฎีเราถอื ว;าผปูG NวยไดGรับการลำเลยี งทางพื้นดินไดG ย;อมรบั การลำเลียงทางอากาศไดG

ทุกราย ถGาการลำเลียงผGูปNวยทางอากาศมคี วามสมบูรณพ. รGอม คอื
๑. มเี จาG หนาG ที่ชุดลำเลียงผปูG วN ยทางอากาศพรGอมและมีความรูคG วามชำนาญ

๑๓๖

๒. มีอปุ กรณเ. ครอื่ งมือและเวชภัณฑ.ลำเลยี งผGูปNวยทางอากาศพรอG มใชG
๓. ในกรณที ่เี ป\นเครือ่ งบิน Fixed-Wing ตอG งมีระบบปรับความกดดนั ภายใน

จ-๖ เฮลิคอปเตอรท1 ีใ่ ชIบอ7 ยในการลำเลยี งผูIปZวยในกองทพั บกไทย
ก. ฮท-๑ และ ฮท-๒๑๒
๑) อัตราบรรทุก ติดเปลผูปG NวยไดGสงู สดุ ๖ เปล
๒) เจาG หนาG ท่ีประจำ
นักบนิ ที่ ๑
นักบนิ ท่ี ๒
ช;างอากาศ ๑ คน
พยาบาลเวชศาสตร.การบนิ หรือเจาG หนาG ทก่ี Gภู ยั ๑ + ๑ คน
เจGาหนGาท่ปี ระจำรอกกวาG น ๑ คน (ในภารกิจกGูภัย)
พลประจำปน} ๑ คน (ในภารกจิ สนบั สนนุ กำลงั ทางอากาศ)
๓) การตดิ เปลผปูG วN ย
การติดเปลในเฮลคิ อปเตอร. ติดทีห่ Gองโดยสารหลังทน่ี ง่ั นักบินท่ี ๑ และ ๒ โดยถอด

เกGาอ้ีผูโG ดยสารออกก;อน ติดตามยาวไดG ๒ แถว แถวละ ๓ เปล (ซGาย-ขวา รวม ๖ เปล) โดยติดตาม
เสารองรับเปลในท่ีตดิ ตั้งตรงกลางหGองผูGโดยสาร ขGางละ ๒ ตัน สายรับเปล (STRAP) อย;ูในกระเป™า
แขวนอยู;บนเพดานเครื่อง เวลาจะใชGใหGปลดสายรับเปลหGอยลงมา เม่ือนำผGูปNวยเขGาติดที่ห;วงรับ
เรยี บรGอยแลGว จึงยดึ สายรบั เปลกับพ้ืนทีห่ ว; งรบั ใหแG น;น

ถGาติดตามขวางของลำตวั เฮลคิ อปเตอร.จะไดG ๑ แถว (๓ เปล) โดยติดเสารองรบั เปลในตดิ ตง้ั
ตรงกลางหอG งผูโG ดยสาร ขGางละ ๑ ตนG สายรับเปล (STRAP) อยู;ในกระเป™าแขวนอยู;บนเพดานเครือ่ ง
เวลาจะใชGใหGปลดสายรับเปลหGอยมา เม่ือนำเปลผูGปNวยเขGาติดท่ีห;วงรับเรียบรGอยแลGว จงึ ยึดสายรับ
เปลกับพ้ืนคร่งึ ท่หี ;วงรับใหแG นน; ในกรณีทไี่ มม; ีเสาใหใG ชสG ายรบั เปลแทน

ข. ฮล-๔๗ ดี
๑) อตั ราบรรทุก ตดิ เปลผปูG NวยไดGสงู สุด ๒๔ เปล
๒) เจาG หนาG ที่ประจำ
นักบนิ ท่ี ๑

๑๓๗

นกั บินที่ ๒
ชา; งอากาศ ๓ คน
พยาบาลเวชศาสตร.การบินหรือเจาG หนGาที่กภูG ยั อยา; งนอG ย ๒ + ๒ คน
๓) การตดิ เปลผปGู วN ย
การติดเปลในเฮลคิ อปเตอรล. ำเลียงขนาดกลางแบบ -๔๗ ดี (ฮล-๔๗ ดี) ติดที่หGอง
โดยสาร ติดไดG ๒ ขGาง ขGางละ ๓ แถว แถวละ ๔ เปล

จ-๗ หลกั ในการลำเลยี งผปูI วZ ยโดยเฮลิคอปเตอร1
สง่ิ ทีค่ วรรทูG างการแพทย.ในการลำเลียงผGูปวN ยโดยเฮลคิ อปเตอร.
๑. ส;วนใหญ;เฮลิคอปเตอร.จะใชGความสูงในการบินอยู;ระหว;าง ๑,๐๐๐ – ๓,๕๐๐ ฟุต ซึ่ง

เป\น Low Barometric Pressure จึงไมม; ีปญ{ หาเรอ่ื ง Barotrauma
๒. เสยี งดังของเครื่องยนตร. บกวนการดแู ลผGปู Nวยท้ังการสอื่ สาร และการประเมนิ ผปูG Nวย เช;น

การฟง{ ปอด และการวดั ความดันโลหิต
๓. การส่ันสะเทอื น อาจจะทำใหGผูGปวN ยมีอาการวงิ เวยี นศรี ษะ คล่นื ไสG อาเจียนไดG
๔. อุณหภมู ิและความช้นื ทเี่ ปล่ยี นแปลงขณะทลี่ ำเลียงผGปู Nวยเปน\ ส่ิงทต่ี Gองคำนงึ ถึงดวG ย

จ-๘ การบรรทกุ ผปIู วZ ยโดยเฮลิคอปเตอร1
๑. การนำผGปู NวยเขGาไปที่เฮลิคอปเตอรต. อG งเขGาทางดาG นหนGาหรอื ดGานขGาง หGามเขาG ดGานหลงั
๒. การนำเปลข้นึ เฮลิคอปเตอรต. อG งใหGนำดาG นศีรษะขึ้นกอ; น
๓. ในการบรรทุกจะตGองใหGผปGู Nวยทมี่ ีอาการหนกั มากท่ีสดุ ถูกบรรทุกหลังสดุ และตGองจดั ใหG

ผปูG Nวยที่มีอาการสาหสั อยใ;ู นลักษณะทพ่ี รGอมจะไดGรับการรกั ษาไดG
๔. ระหว;างเดินทางตGองสามารถใหGการรกั ษาพยาบาลไดG เช;น การเขGาเฝอ} ก การหGามเลือด

การใหGนำ้ เกลอื การแกอG าการชอ็ ก การใหGออกซเิ จน เป\นตGน

๑๓๘

จ-๙ การเลือกพื้นที่ขึน้ ลงของ เฮลิคอปเตอร1
๑. โดยท่วั ไปควรมีขนาด ๕๐ คูณ ๕๐ เมตร เป\นอยา; งนGอย หรอื ถGาเป\นพื้นทร่ี ปู วงกลมควร

มีขนาดเสนG ผ;าศูนย.กลางยาว ๒๐ -๗๕ เมตร ท้งั ท่ขี ึ้นอยกู; ับชนดิ ของเฮลิคอปเตอร.
๒. พนื้ ผวิ จะตGองราบเรียบ ปราศจากตอไมG หลมุ บ;อ หรอื สงิ่ ทีก่ ดี ขวางอน่ื ๆ
๓. พ้ืนผิวจะตGองแน;นและแหGงพอท่ีจะปKองกันไม;ใหGฐานหรือลGอของเฮลิคอปเตอร.จมดิน

เพราะฐานขาG งใดขGางหน่ึงจมดิน จะเกดิ อันตรายเวลาเฮลิคอปเตอรย. กตัวขึ้น
๔. ไม;มีฝุNนละอองหรือมีนGอยท่ีสุด ป{ญหาที่เกิดจากฝุNนก็คือ เป\นอันตรายต;อผGูปNวย

นอกจากน้ี ถาG ฝุNนเขGาไปในท;ออากาศเขGาเฮลคิ อปเตอร. ส;วนกรองอากาศจะสกปรกอดุ ตัน ถGาเขGาไปใน
เคร่อื งยนต.จะทำใหGเกิดการชำรุดของช้นิ สว; น ทำใหGประสิทธภิ าพของเครื่องยนต.ลดลง

จ-๑๐ การรIองขอการสง7 กลบั สายแพทย1ทางอากาศ
๑. คำขอตามแผน สำหรบั ส;วนราชการ ท้งั ในและนอกกองทพั บก ใหเG สนอความตGองการใชG

อากาศยานไปตามสายการบังคับบัญชา ใหGทราบล;วงหนGาก;อน ๓ วัน โดยนำเรียน ผบ.ทบ. ผ;าน
(ฝยก.ศปก.ทบ.) เบอร.โทรศัพทส. ำหรบั ติดตอ; ฝยก.ศปก.ทบ. คือ ๐-๒๒๘๒-๒๕๐๘, ๙๗๙๓๐

๒. คำขอเร;งด;วน ใหGหน;วยทีต่ อG งการใชGเฮลิคอปเตอรเ. พอ่ื การลำเลยี งผูปG Nวยทางอากาศสง; คำ
ขอถึงหน;วยทีม่ ีอากาศยานโดยเคร่ืองมอื ส่ือสารท่เี รว็ ที่สุด

จ-๑๑ คำรIองขอภารกิจ
การสง; กลบั ทางอากาศจะประกอบดวG ยขา; วสารต;างๆ อันจำเป\นซึ่งรวมถึง
ก. หน;วยท่ีรอG งขอ
ข. จำนวนชนิดของผGปู Nวย
ค. ที่ตัง้ หรอื ตำบลลงรบั และการทำเครื่องหมาย
ง. การระวังปKองกันพ้ืนท่ีลงรับ
จ. ตำบลปลายทาง
ฉ. เคร่อื งอุปกรณ.พิเศษ
ช. ข;าวสารเพ่มิ เตมิ ทจี่ ำเป\นเพ่อื ใหกG ารปฏิบัติภารกิจบรรลุสำเร็จ เช;น เครือ่ งกีดขวาง และ

สถานการณ.ทางยุทธวธิ ี หรอื อน่ื ๆ

๑๓๙

สิ่งสำคญั ทีม่ ักเกิดขน้ึ เสมอเมอ่ื นักบนิ ไดรG ับคำรอG งปฏิบัตภิ ารกิจสง; กลบั สายแพทย.ทางอากาศ
แต;การปฏิบตั ิการกลับประสบความลGมเหลว เป\นเพราะหน;วยบินไม;มีอปุ กรณ.เกี่ยวกับการส;งกลับ
สายแพทย. ดังนั้น ฝNายการแพทย.ท่ีรGองขอจะตGองจัดหาอุปกรณ.ในรายการท่ีจำเปน\ ใหGพรGอมในการ
ปฏบิ ตั ิการส;งกลบั

จ-๑๒ ความรบั ผิดชอบของหน7วยแพทยต1 Iนทาง
ก.หน;วยแพทย.ตGนทาง เป\นผGูตัดสินใจท่ีจะส;งผูGปNวยลำเลียงทางอากาศ ส่ิงจำเป\นอย;างย่ิง

ก;อนท่ีจะส;งคำขอลำเลียงผปGู วN ยทางอากาศ คือ จะตอG งมีการตดิ ต;อประสานกบั เจGาหนาG ทท่ี ีเ่ กี่ยวขGอง
เพอ่ื บอกความตGองการอากาศยาน สภาพผูปG วN ย และความตอG งการอื่นๆ

ข.ความรับผิดชอบของแพทย. แพทย.ที่ทำหนGาท่ีลำเลียงผูGปNวยทางอากาศนั้นมีความ
รับผิดชอบในการคัดเลือกผปGู วN ย การจดั ประเภทผูGปวN ย อนั ดบั ความเร;งดว; น รายงานต;าง ๆ ตลอดจน
การเตรยี มความพรอG มของผูปG Nวย

ค. การคัดเลือกผปGู Nวย
๑) ก;อนท่ีจะส;งคำขอลำเลียงผGูปNวยทางอากาศ แพทย.ที่ทำหนGาที่ลำเลียงผGูปNวยทาง

อากาศจะตอG งพจิ ารณาเร่ืองตา; งๆ ดังตอ; ไปน้ี คอื
- ความรีบด;วนท่จี ะตอG งเคลื่อนยGายผGปู Nวยออกจากบรเิ วณท่มี ีการสGรู บหรอื บริเวณท่ี

เกดิ ภยั ธรรมชาติ
- มคี วามจำเปน\ ทีจ่ ะตGองรบั การรกั ษาพยาบาลพิเศษท่ีโรงพยาบาลปลายทาง
- ความเครียดในการบิน ผGูปNวยอาจจะตGองอย;ูรับการรักษาในโรงพยาบาลนานข้ึน

จากความเครียดในการบิน ซ่ึงอาจมีผลต;อโรคหรอื อาการบาดเจ็บของผูปG วN ย
- สภาวะผูGปวN ยที่ตGองทนตอ; ความรนุ แรงของสภาพอากาศขณะลำเลียง

๒) ผูGปNวยต;อไปนี้จะตGองการมีการติดต;อประสานเป\นพิเศษ ตลอดจนการวางแผนเป\น
อย;างดี คือ

- ผูปG Nวยหนัก ทอี่ ยใู; นสภาพท่คี าดวา; จะเสียชีวติ ในขณะลำเลยี ง
- ผปGู Nวยที่ถูกมัดขากรรไกร ซึง่ จะตGองเตรยี มกรรไกรทเี่ หมาะสมไวGกับผปGู Nวย
- ผGปู วN ยที่มภี าวะเกีย่ วกับการหายใจและทางเดนิ การหายใจ
- ผูปG Nวยทม่ี ีป{ญหาเกยี่ วกับดGานหวั ใจ เช;น ภาวะหัวใจวาย (CARDIAC FAILURE)

๑๔๐

- ผปGู วN ยที่มีปญ{ หาเร่อื งเลอื ดออก หรอื ฮีมาโทคริตตำ่
- ผปGู Nวยโรคตดิ ต;อ ซ่งึ อย;ใู นระยะติดตอ; เช;น Active pulmonary TB
- ผGปู วN ยทม่ี ีปญ{ หาบาดเจ็บทางสมองหรือไขสันหลัง
- ผปGู วN ยปญ{ หาการบาดเจ็บของดวงตา
- ผูปG วN ยท่ีมีปญ{ หาทางโรคจิต
ง. ลำดบั ความเรง; ด;วน
ใหมG ีการจดั ลำดบั ความเรง; ด;วนทช่ี ดั เจน ดงั นี้
๑) Urgent เป\นการลำเลยี งด;วนทส่ี ุดทันที เพ่ือช;วยชวี ิต ช;วยลดปญ{ หาความพิการทาง
กายภาพท่สี ำคญั
๒) Primary เป\นการลำเลียงผูGปNวยใน ๒๔ ช่ัวโมง เช;น ผูGปNวยที่ตGองการการ
รกั ษาพยาบาลพิเศษท่ีโรงพยาบาลปลายทางซง่ึ ทห่ี นว; ยตGนทางไม;มี
๓) Routine เป\นการลำเลียงผปูG Nวยใน ๗๒ ช่ัวโมง หรอื ตามกำหนดเวลาปกติของตาราง
การลำเลียงของอากาศยาน เช;น ผGูปNวยที่ตGองการการรักษาที่ต;อเน่ืองแต;ไม;เร;งด;วน ผGูปNวยพักฟ}‰น
ผปGู วN ยสง; คนื ตGนสังกดั เปน\ ตนG

จ-๑๓ การเตรยี มผIปู Zวยท่ีมีปญt หาเฉพาะโรคบางอยา7 ง มีขอG แนะนำดังนี้ คอื
๑. DREESING ผูGปNวยท่ีมีบาดแผลควรทำแผลและเปล่ียนผGาพันแผลก;อนการลำเลียง และ

ควรเตรยี มอุปกรณส. ำหรับเปลยี่ นผาG ปด˜ แผลในกรณที อ่ี าจมี DISCHARGE ออกมาขณะลำเลียง แตไ; ม;
ควรมีการทำแผลในขณะลำเลียง

๒. CAST ควรใหGแหGงก;อนทำการลำเลียงอย;างนGอย ๔๘ ช่ัวโมง และมีการบันทึกขGอมูลวัน
บาดเจ็บ ผ;าตัด และวันใส;เฝ}อกไวGดGวย เฝ}อกใหญ;ควร SPLIT เฝ}อกไวG และใชG ELASTIC BANDAGE
พนั ไวGเพ่อื ปKองกนั เวลา SOFT TISSUE ขยายตัวขณะลำเลียง

๓. COLOSTOMY จะตGองเปล่ียนถุงใหม;และเตรียมสำรองไวGเปล่ียน เน่ืองจากในขณะ
ลำเลียงผปGู วN ยอาจมี DISCHARGE ออกมากขน้ึ จากการขยายตัวของกาŠ ซในกระเพาะอาหาร

๔. CHEST TUBE ควรตรวจสอบ CHEST TUBE สายที่ต;อลงขวด และระดับน้ำในขวด
(ตามปกติและจะไม;ลำเลียงผูGปNวยท่ีถอด CHEST TUBE ออกไม;เกนิ ๒๔ ชว่ั โมง และหลังจากถอด
CHEST TUBE ออกแลวG จะตอG งเอกซเรย.ปอดดูใหGแน;ใจวา; ปอดขยายตัวเตม็ ที่แลGว)

๑๔๑

๕. INTRAVENOUS FLUID ควรเตรียมสำรอง FLUID ไวGใหเG พียงพอตลอดการลำเลยี ง และ
ควรเป\นชนดิ บรรจใุ นถงึ พลาสติก

๖. N-G TUBE, FOLEYS CATHETER ในรายทผี่ ปูG วN ยใส;อย;ูแลวG ไม;ควรถอดกอ; นการลำเลียง
เพอ่ื ปKองกนั การเกดิ ป{ญหาจากการเปลี่ยนแปลงขณะลำเลียง

๗. TRACTION ผปGู Nวยทีใ่ ชGถ;วงน้ำหนักชนิดตGุมถว; ง ตGองเปล่ียนแบบถว; งอยู;กบั ที่ (COLLINS
TRACTION)

๘. STRYKER FRAME ผูปG Nวยที่ใชG STRYKER FRAME จะตGองส;งอุปกรณต. า; งๆ ท่ีใชทG งั้ ชดุ ไป
กับผGูปNวยดGวย ไม;ควรถอดชิ้นส;วนท่ีไม;ไดGใชGเก็บไวG เพราะว;าอุปกรณ.ของ STRYKER FRAME
สบั เปลี่ยนใชไG ม;ไดG

๙. CRUTCHES ควรใหGผูปG วN ยนอนเปล
๑๐. ENDOTRACEAL TUBE ตGองผูกยึดมิใหGเลื่อนหลุดจากตำแหน;งเดิม อากาศท่ีใส;ไวGใน
CUFF ตอG งเปลย่ี นเปน\ น้ำแทน เน่อื งจากเมอื่ ขึ้นที่สูงแลGวอากาศจะขยายตัว CUFF จะไปกดทางเดิน
หายใจทำใหเG กิด TISSUE NECROSIS
๑๑. เตรยี มออกซเิ จนใหเG พยี งพอตลอดการเดนิ ทาง
๑๒. ผGูปวN ยท่มี ปี {ญหาท;อทางเดนิ หายใจอุดตนั จะตอG งเตรยี มยาขยายหลอดลมไปดวG ย

จ-๑๔ ความรIูท่วั ไปทางการแพทยเ1 กยี่ วกับเครอ่ื งบินปก’ ตดิ ลำตัว
หลักการในการตัดสินใจเพื่อกำหนดความสงู เมื่อทำการลำเลียงผูGปNวยทางอากาศข้ึนอยู;กับ

องคป. ระกอบดงั ตอ; ไปนี้
๑. โดยปกติเคร่ืองบินปก| ติดลำตวั ชนิด PRESSURIZED CABIN AIRCRAFT จะปรับความ

ดันในหอG งผGโู ดยสารไวGทร่ี ะดบั ความสงู ประมาณ ๕,๐๐๐ – ๘,๐๐๐ ฟุต
เคร่ืองบินชนิดที่ปรับความกดดันภายในไดG เช;น C-130 บางครั้งเม่ือลำเลียงผูGปNวยทาง

อากาศ และจำเป\นตGองปรับความกดดนั ภายในใหGเท;ากับระดบั น้ำทะเล (SEA LEVEL) ก็จะตGองบิน
ในท่ีระดับความสงู ท่ตี ่ำกว;าระดบั ความสูงท่ีใชบG ินเดินทางตามปกติ การบินต่ำๆ เชน; นี้ จะทำใหGเพ่ิม
การใชGเชอื้ เพลงิ ลดพสิ ัยการบนิ ไกลลง และพบ TURBULANCE ไดGง;ายขึน้

๒. ที่ระดับความสงู ๑๐,๐๐๐ ฟตุ PaO2 จะมีคา; เท;ากับ ๖๗ mmHg หรือประมาณ ๙๐%
HEMOGLOBIN SATURATION ตามตารางท่ี ๑

๑๔๒

๓. ผGูปNวย CARDIO VASCULAR DISORDERS ซ่ึงมี PaO2 ต่ำกว;า ๖๐ mmHg (๙๐%
SATURATION) จะมีโอกาสเกิด HYPOXIC HYPOXIA ไดG แมGจะอย;ูในระดับความสูงประมาณ
๒,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ ฟตุ

๔. ผGู ปN วย PULMONARY DISEASE ; CORONARY ARTERY DISEASE อ าจ จ ะ ไดG รั บ
ผลกระทบจาก HYPOXIC HYPOXIA ควรดแู ลอยา; งใกลชG ดิ และควรกำหนดความสูงตามท่แี พทย.สั่ง
ในกรณที ใ่ี หGออกซิเจนคนใชวG ิธีใหโG ดยผ;าน MASK หรอื NASAL CANNULA และใหGอตั ราการไหลของ
ออกซเิ จนตามแพทย.ส่ัง

๕. ผูGปNวย COPD จะมี PaCO2 เพ่ิมและอาศยั HYPOXIC DRIVE ชว; ยในการหายใจ ดังนั้น
เม่ือเราใหอG อกซเิ จนแกผ; ปGู วN ย จะตอG งใหGในอัตราทต่ี ำ่ (LOW FLOW TECHNIQUE) คอื ๑ – ๒ ลติ ร/
นาที ผ;านทาง NASAL CANNULA หรอื เท;ากบั ๒๔ – ๓๑% เพอื่ หลีกเล่ียงไมใ; หมG ีปริมาณของ PaO2
มากเกินไปจนกระทบกลไกลของ HYPOXIC DRIVE

ตารางท่ี ๑ แสดงระดับความสูง (Altitude), ความดันบรรยากาศ (Barometric Pressure) ความ
ดันออกซิเจนในปอด (Alveolar Oxygen) และเปอร.เซ็นต.ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด
(Hemoglobin Saturation)

ALTITUDE BAROMETRIC ALVEOLAR HEMOGLOBIN
(FEET) PRESSURE OXYGEN SATURATION
(mmHG) (PAO2)
Sea leve % (HB)
๑๐,๐๐๐ ๗๖๐ ๑๐๔
๒๐,๐๐๐ ๕๒๓ ๖๗ ๙๗
๓๐,๐๐๐ ๓๔๙ ๔๐ ๙๐
๔๐,๐๐๐ ๒๒๖ ๒๑ ๗๐
๕๐,๐๐๐ ๑๔๑ ๖ ๒๐
๘๗ ๑ ๕


Click to View FlipBook Version