The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rattiya2252, 2022-09-20 12:52:06

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

คำนำ

พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติพ.ศ. 2542 ท่ไี ด้ประกาศใชต้ ัง้ แต่เดอื นสงิ หาคม 2542 เป็นตน้ มา ไดเ้ น้นให้
ครู-อาจารยแ์ ละผ้เู กี่ยวข้องทงั้ หลายจัดการเรียนการสอนโดยเนน้ ผู้เรยี นสาคัญทีส่ ุด ซึง่ กิจกรรมการเรยี นการสอนทีจ่ ดั
ควรมลี ักษณะสาคญั ดังน้ี

1. ผเู้ รยี นไดเ้ รียนรูจ้ ากการปฏิบัติจรงิ
2. ผู้เรียนมโี อกาสเลอื กเรียนร้ใู นส่ิงทตี่ นถนัดและสนใจ
3. ผเู้ รียนได้มโี อกาสแสวงหาความรู้และสร้างองคค์ วามร้ดู ว้ ยตัวเอง
4. ผู้เรยี นไดม้ โี อกาสทจ่ี ะนาความรูไ้ ปปฏบิ ัตใิ ช้จรงิ ในชวี ติ ประจาวนั
5. ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการประเมนิ ผลการเรียนรขู้ องตนเอง
โรงเรียนนาคาราษฎรร์ งั สรรคไ์ ด้ตระหนักถึงภารกจิ ของครใู นการจดั กจิ กรรมการเรียนรใู้ หส้ อดคล้องกับ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตดิ ว้ ยการบูรณาการคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงคไ์ ว้ใน
รายวิชา และกิจกรรมทจี่ ะสง่ เสรมิ การเรียนรขู้ องนกั เรยี นตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติให้เปน็ รปู ธรรม จงึ ได้
มอบหมายให้แตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนร้จู ดั ทาการวเิ คราะหห์ ลกั สูตร รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 3 ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาป่ี 3
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขน้ึ ซง่ึ ประกอบด้วย

จดั กลุ่มมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วดั
สาระสาคัญ ความคดิ รวบยอด
โครงสรา้ งรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 3
การวิเคราะหม์ าตรฐานตัวชวี้ ัดสู่ สมรรถนะ คุณลักษณะฯ
ออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้
หน่วยการเรยี นรู้

หวังวา่ การวิเคราะห์หลกั สูตรในรายวชิ าวิทยาศาสตร์ 3 ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปี 3 กล่มุ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพ่อื ใช้เป็นแนวทางในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ใหบ้ รรลตุ ามวัตถปุ ระสงคต์ ่อไป

นางรัตติยา สธุ รรม
ผู้จดั ทา

สำรบัญ หนา้

เรอ่ื ง 1
6
การจัดกลุ่มมาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั เพือ่ จดั ทาโครงสร้างรายวิชา 30
สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอดของหน่วยการเรียนรู้ 42
โครงสร้างรายวชิ า
การวิเคราะหค์ วามเช่อื มโยงของมาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ดั 56
สมรรถนะของผเู้ รยี น และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 57
การออกแบบหน่วยการเรยี นรู้
หน่วยการเรยี นรู้



หนว่ ยท่ี การจดั กลมุ่ มาตรฐานการเรียนร/ู้
รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ (ว2

มาตรฐานการเรียนรู้
สำระท่ี 1 วิทยำศำสตร์ชีวภำพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายท

ลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปล่ียนแ
ทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลาย
ชีวภาพและวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวติ รวมทั้งนาความ
ใชป้ ระโยชน์

/ตวั ชวี้ ดั เพื่อจัดทาโครงสรา้ งรายวชิ า
21101) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1

ตัวชีว้ ัด

ทอด ว 1.3 ม.3/1 อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งยนี ดีเอน็ เอ
แปลง และโครโมโซม โดยใช้ แบบจาลอง

ทาง ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการถ่ายทอดลกั ษณะทาง
มรู้ไป พนั ธุกรรมจากการผสมโดยพจิ ารณา

ลกั ษณะเดียวทแี่ อลลีลเด่นขม่ แอลลีล ดอ้ ยอยา่ งสมบูรณ์
ว 1.3 ม.3/3 อธิบายการเกิดจีโนไทป์ และฟี โนไทป์
ของลูกและคานวณอตั ราส่วนการ
เกิดจีโนไทป์ และฟี โนไทป์ ของรุ่นลกู
ว 1.3 ม.3/4 อธิบายความแตกต่างของการแบ่ง
เซลลแ์ บบไมโทซิสและไมโอซิส
ว 1.3 ม.3/5 บอกไดว้ า่ การเปลี่ยนแปลงของยนี
หรือโครโมโซมอาจทาใหเ้ กิดโรคทาง พนั ธุกรรม พรอ้ มท้งั
ยกตวั อยา่ งโรค ทางพนั ธุกรรม
ว 1.3 ม.3/6 ตระหนกั ถึงประโยชน์ของความรูเ้ ร่ือง
โรคทางพนั ธุกรรม โดยรู้วา่ ก่อน แต่งงานควรปรึกษา
แพทยเ์ พอื่ ตรวจ และวนิ ิจฉัยภาวะเส่ียงของลูกทอ่ี าจ
เกิดโรคทางพนั ธุกรรม

หนว่ ยที่ มาตรฐานการเรยี นรู้

สำระที่ 1 วทิ ยำศำสตร์กำยภำพ
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลย่ี นแปลงและกา

ถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์
ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ิตประจาวัน
ธรรมชาตขิ อง คลนื่ ปรากฏการณท์ ่ี
เกี่ยวข้องกบั เสยี ง แสง และคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทั้ง
ความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ช้วี ดั

ว 1.3 ม.3/1 อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งยนี ดีเอน็ เอ
และโครโมโซม โดยใช้ แบบจาลอง
ว 1.3 ม.3/7 อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากสิ่งมีชีวิต
ดดั แปรพนั ธุกรรม และผลกระทบที่ อาจมีตอ่ มนุษยแ์ ละ

สิ่งแวดลอ้ ม โดยใชข้ อ้ มูลท่ีรวบรวมได้
ว 1.3 ม.3/8 ตระหนกั ถึงประโยชนแ์ ละผลกระทบ
ของส่ิงมีชีวติ ดดั แปร พนั ธุกรรมทีอ่ าจมีต่อมนุษยแ์ ละสิ่งแวดลอ้ ม
โดย การเผยแพร่ความรู้ทีไ่ ดจ้ ากการ โตแ้ ยง้ ทางวทิ ยาศาสตร์
ซ่ึงมีขอ้ มูล สนบั สนุน

าร ว 2.3 ม.3/10 สรา้ งแบบจาลองที่อธิบายการเกิด
คล่ืนและบรรยายส่วนประกอบของ คล่ืน
ว 2.3 ม.3/11 อธิบายคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าและ
สเปกตรมั คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าจาก ขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้

ง นา

หนว่ ยท่ี มาตรฐานการเรยี นรู้
สำระที่ 1 วทิ ยำศำสตร์ชวี ภำพ

ตวั ช้ีวัด
ว 2.3 ม.3/12. ตระหนกั ถึงประโยชนแ์ ละอนั ตราย
จากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยนาเสนอ การใชป้ ระโยชน์ใน
ดา้ นต่าง ๆ และอนั ตรายจากคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าใน ชีวติ ประจาวนั
ว 2.3 ม.3/13. ออกแบบการทดลองและดาเนินการ
ทดลองดว้ ยวิธีท่ีเหมาะสมในการ อธิบายกฎการสะท้อน
ของแสง
ว 2.3 ม.3/14. เขียนแผนภาพการเคลื่อนท่ีของแสง
แสดงการเกดิ ภาพจากกระจกเงา
ว 2.3 ม.3/15. อธบิ ายการหกั เหของแสงเมอื่ ผ่าน
ตัวกลางโปร่งใสทแ่ี ตกตา่ งกนั และ อธิบายการกระจาย
แสงของแสงขาว เมอื่ ผ่านปริซึมจากหลักฐานเชิงประจักษ์
ว 2.3 ม.3/16. เขียนแผนภาพการเคลือ่ นท่ีของ
แสงแสดงการเกิดภาพจากเลนส์บาง
ว 2.3 ม.3/17. อธิบายปรากฏการณท์ ีเ่ ก่ยี วกบั แสง
และการทางานของทศั นอปุ กรณจ์ าก ข้อมลู ท่ีรวบรวมได้
ว 2.3 ม.3/18. เขียนแผนภาพการเคลือ่ นที่ของแสง
แสดงการเกดิ ภาพของทัศนอุปกรณ์ และเลนสต์ า
ว 2.3 ม.3/19. อธบิ ายผลของความสว่างท่มี ีตอ่
ดวงตาจากขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการสืบค้น

หนว่ ยท่ี มาตรฐานการเรียนรู้

สำระท่ี 3 วิทยำศำสตรโ์ ลก และอวกำศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด
ววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซีดาวฤกษ์และระบบสุรยิ ะ รวมทงั้ ปฏิสัม
ภายในระบบสรุ ยิ ะ ที่สง่ ผลต่อสง่ิ มชี วี ติ และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีอว

ตวั ชวี้ ดั
ว 2.3 ม.3/ 20 วัดความสว่างของแสงโดยใช้อปุ กรณ์
วดั ความสว่างของแสง
ว 2.3 ม.3/21 ตระหนกั ในคณุ คา่ ของความรเู้ รือ่ ง
ความสวา่ งของแสงทม่ี ตี อ่ ดวงตา โดยวิเคราะหส์ ถานการณ์ ปัญหา
และเสนอแนะการจดั ความสว่างให้เหมาะสมในการทากิจกรรมต่าง

ว 3.1 ม.3/1 อธบิ ายการโคจรของดาวเคราะห์
และ รอบดวงอาทติ ยด์ ้วยแรงโนม้ ถว่ ง จากสมการ
มพนั ธ์ F = (Gm1m2)/r2
วกาศ ว 3.1 ม.3/2 สรา้ งแบบจาลองที่อธบิ ายการเกิด ฤดู
และการเคลอื่ นที่ปรากฏของ ดวงอาทิตย์
ว 3.1 ม.3/3 สร้างแบบจาลองทอ่ี ธบิ ายการเกิด ข้างข้ึนข้างแรม
การเปลีย่ นแปลง เวลาการขึน้ และตกของดวงจันทร์
และการเกดิ นา้ ขน้ึ นา้ ลง
ว 3.1 ม.3/4 อธิบายการใชป้ ระโยชนข์ องเทคโนโลยี
อวกาศและยกตัวอย่างความก้าวหน้า ของโครงการ
สารวจอวกาศจากขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้

สำระสำคัญ/ควำมคดิ รว

รำยวิชำ วทิ ยำศำสตร์ (ว2

หน่วยท่ี ชือ่ หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ผเู้ รยี นรอู้ ะไร
กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้
วิทยำศำสตร์กับกำร
แกป้ ัญหำ ตัวช้ีวัด

ผู้เรียนรอู้ ะไร

ยกตัวอย่างการใช้

ประโยชนจ์ ากความรู้ท

วิทยาศาสตรใ์ น
- ชวี ติ ประจาวัน

ผทู้ ำอะไรได้
สามารถสือ่ สารและ
นาเสนอความสาคัญข
ความรู้ทางวทิ ยาศาสต

วบยอดของหนว่ ยกำรเรียนรู้
23101) ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 3

ควำมคิดหลัก สำระสำคญั /ควำมคดิ รวบยอด

ขวทิ ยำศำสตร์กับกำรแกป้ ัญหำ 1.ความกา้ วหนา้ ทางดา้ น
ของมนษุ ย์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยที ่ีมนุษย์
ทาง -วทิ ยำศำสตรใ์ นชวี ิต สร้างสรรค์ เพอื่ ตอบสนองความ
ตอ้ งการและ
ของ ช่วยยกระดบั การใชช้ ีวติ ใหม้ ีความ
ตร์ สะดวกสบายยงิ่ ข้ึนและในบางคร้ัง
ตอ้ งอาศยั องคค์ วามรูอ้ ่ืน ๆ มาต่อ
ยอดและผสมผสานกนั
2.ความรูด้ า้ นวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยมี ีความสาคญั ตอ่ การ
ดารงชีวติ ของมนุษย์ ช่วยแกป้ ัญหา
และอานวยความสะดวกทาใหเ้ ราใช้
ชีวติ ไดอ้ ยา่ งสุขสบายและมีความ
ปลอดภยั มากข้นึ

หนว่ ยท่ี ชอ่ื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำน ผเู้ รียนรู้อะไร
2 พันธุศำสตร์ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ช้วี ัด

ว 1.3 ม.3/1 ผู้เรยี นร้อู ะไร
อธิบาย ความสัมพนั ธร์ ะหว่า
ยีน ดีเอน็ เอ และ
ความสมั พันธ์ โครโมโซมโดยใช้
ระหว่างยนี ดีเอน็ เอ แบบจาลอง
และโครโมโซม โดย

ใช้แบบจาลอง ผทู้ ำอะไรได้

ใช้ทักษะการสังเกต

ลกั ษณะของโครโมโซม

โดยใชก้ ล้องจุลทรรศน

ควำมคดิ หลัก สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด

-โครโมโซมและกำรค้นพบของ 1. ลักษณะทางพันธกุ รรมของ
าง เมนเดล ส่ิงมีชวี ติ สามารถถ่ายทอดจาก
รนุ่ หน่ึงไปยังอีกรนุ่ หนง่ึ ได้ โดยมี
-ความสัมพนั ธร์ ะหว่างยีน ดีเอน็ เอ ยีนเป็นหนว่ ยควบคมุ ลักษณะ
และโครโมโซม ทางพนั ธุกรรม

ม 2. โครโมโซมประกอบดว้ ย ดเี อ็นเอ
น์ และโปรตีนขดอย่ใู นนิวเคลยี ส
ยีน ดเี อน็ เอ และโครโมโซมมี
ความสัมพันธก์ นั โดยบางส่วน
ของดีเอน็ เอ ทาหนา้ ท่ีเปน็ ยีนที่
กาหนดลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ิต

หนว่ ยที่ ช่อื หน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ผเู้ รียนรอู้ ะไร
กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ช้ีวัด

ว 1.3 ม.3/2 ผู้เรยี นรู้อะไร

อธิบายการ การถา่ ยทอดลกั ษณ

ทางพันธกุ รรมจากการ
ถ่ายทอดลักษณะ ผสมโดยพิจารณา
ทางพันธุกรรมจาก ลกั ษณะเดยี วท่แี อลลี
การผสม โดย
ลเดน่ ขม่ แอลลลี ด้อย
พจิ ารณาลักษณะ อย่างสมบูรณ์
เดียวที่ แอลลี ผทู้ ำอะไรได้
ลเดน่ ข่มแอลลี ใชท้ ักษะการใช้จานวน
ลด้อยอย่างสมบูรณ์ โดยคานวณอตั ราส่วน

การเขา้ ค่กู นั ของ

แอลลีลและการถ่ายท

ลกั ษณะทางพันธุกรรม

ควำมคิดหลัก สำระสำคญั /ควำมคดิ รวบยอด
โอกำสกำรเขำ้ คู่ของแอลลีล
ณะ 1.เมนเดลไดศ้ ึกษาการถ่ายทอด
ร ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของตน้ ถวั่
ชนิดหน่ึง และนามาสู่หลกั การ
น พน้ื ฐานของการถ่ายทอดลกั ษณะ
น ทางพนั ธุกรรมของส่ิงมีชีวติ
ทอด 2.สิ่งมีชีวติ ทมี่ ีโครโมโซมเป็น 2 ชุด
ม ยนี แตล่ ะตาแหน่งบนฮอมอโลกสั
โครโมโซมมี 2 แอลลีล โดย
แอลลีลหน่ึงมาจากพอ่ และอีกแอล
ลีลมาจากแม่ ซ่ึงอาจมีรูปแบบ
เดียวกนั หรือแตกตา่ งกนั แอลลีลท่ี
แตกต่างกนั น้ี แอลลีลหน่ึงอาจมกี าร
แสดงออกขม่ อีกแอลลลี หน่ึงได้
เรียกแอลลีลน้นั วา่ เป็นแอลลีลเด่น
ส่วนแอลลีลทถ่ี ูกข่ม อยา่ ง
สมบรู ณ์ เรียกวา่ เป็ นแอลลีลดอ้ ย

หนว่ ยท่ี ช่อื หนว่ ยกำร มำตรฐำน ผ้เู รยี นร้อู ะไร
เรยี นรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชี้วัด

ว 1.3 ม.3/3 อธบิ ายการ ผู้เรียนรู้อะไร

เกิดจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทป์ อธบิ ายการเกดิ จโี นไท

ของลกู และคานวณ และฟโี นไทปข์ องรุ่น

อตั ราสว่ นการเกดิ จโี นไทป์ ลูกได้

และฟีโนไทปข์ องรนุ่ ลกู

ผทู้ ำอะไรได้

ใชท้ ักษะการใช้จานวน

โดยคานวณอัตราสว่ น

การเกิดจโี นไทป์และฟ

ไทปข์ องรุ่นลกู ใน

ตัวอยา่ งการถ่ายทอด

ลักษณะทางพนั ธกุ รรม

กาหนดได้

ควำมคดิ หลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

ทป์ กำรเกิดจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทป์ เมื่อมีการสร้างเซลลส์ ืบพนั ธุ์ แอลลีลท่เี ป็ นคู่
กนั ในแต่ละฮอมอโลกสั โครโมโซมจะแยก
น จากกนั ไปสู่เซลลส์ ืบพนั ธุแ์ ตล่ ะเซลล์ โดยแต่
น ละเซลลส์ ืบพนั ธุจ์ ะไดร้ ับเพยี ง 1 แอลลีล และ
ฟีโน จะมาเขา้ คูก่ บั แอลลลี ที่ตาแหน่งเดียวกนั ของ
อีกเซลลส์ ืบพนั ธุห์ น่ึง เมื่อเกิดการปฏสิ นธิจน
เกิดเป็ นจีโนไทป์ และแสดงฟี โนไทป์ ในรุ่นลูก

มที่

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผเู้ รยี นรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ชว้ี ัด

ว 1.3 ม.3/1 อธบิ าย ผเู้ รียนรู้อะไร
ความสัมพันธ์ระหวา่ งยนี
ดีเอน็ เอ และโครโมโซม บอกความแตกต่างขอ
โครโมโซมของมนุษยเ์
โดยใช้แบบจาลอง
ชายและเพศหญงิ ได
ทำอะไรได้

ใช้ทกั ษะการสังเกต
เปรยี บเทียบลักษณะ
โครโมโซมของมนษุ ย์เ
ชายและเพศหญิงได

ควำมคดิ หลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

โครโมโซมในเซลล์รำ่ งกำย 1. สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีจานวนโครโมโซม
มนษุ ย์ เทา่ กันและคงที่เสมอ
อง
เพศ 2. มนษุ ยม์ ีจานวนโครโมโซม 23 คู่ เป็นออโต
ด้ โซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศ
หญิงมีโครโมโซมเพศเป็น XX เพศชายมี
ต โครโมโซมเพศเปน็ XY

เพศ
ด้

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผูเ้ รียนรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชว้ี ัด ผู้เรยี นรูอ้ ะไร

ว 1.3 ม.3/4 อธบิ ายความ ความแตกต่างของก
แตกต่างของการแบง่ เซลล์ แบ่งเซลล์แบบไมโท
แบบไมโทซสิ และไมโอซิส และไมโอซิส

ผทู้ ำอะไรได้
ใช้ทักษะการลง
ความเห็นจากขอ้ มูล ม
อธบิ ายความแตกต่าง
ของการแบง่ เซลล์แบบ
โทซิสและไมโอซิส

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

การ 1. กระบวนการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมี
ทซิส กำรแบ่งเซลล์แตล่ ะแบบ 2 แบบ คอื ไมโทซสิ และไมโอซิส

มา 2. ไมโทซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อเพ่ิม
บไม จานวนเซลล์ร่างกาย ผลจากการแบ่ง
จะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ที่มีลักษณะ
และจานวนโครโมโซมเหมือนเซลล์ตัง้
ต้น

3. ไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้าง
เซลล์สืบพันธ์ุ ผลจากการแบ่งจะได้
เ ซ ล ล์ ใ ห ม่ 4 เ ซ ล ล์ ท่ี มี จ า น ว น
โครโมโซมเปน็ คร่งึ หน่งึ ของเซลลต์ ั้งตน้
เม่ือเกิดการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธ์ุ
ลูกจะได้รับการถ่ายทอดโครโมโซมชุด
หนึ่งจากพ่อและอีกชุดหนึ่งจากแม่ จึง
เป็นผลให้รุ่นลูกมีจานวนโครโมโซม
เท่ากบั รนุ่ พ่อแมแ่ ละจะคงท่ีในทกุ ๆ รุ

หนว่ ยที่ ช่อื หนว่ ยกำร มำตรฐำน ผู้เรียนรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชี้วัด ผู้เรยี นรู้อะไร
สาเหตุที่ทาใหเ้ กดิ โรค
ว 1.3 ม.3/5 บอกได้วา่ ทางพันธุกรรม และ
การเปลยี่ นแปลงของยนี ยกตัวอย่างโรคทาง
หรือโครโมโซม อาจทาให้ พันธกุ รรม
เกดิ โรคทางพนั ธุกรรม
พรอ้ มทง้ั ยกตวั อย่างโรค ทำอะไรได้
ทางพันธุกรรม ใช้ทักษะการลง
ความเหน็ จากขอ้ มูลท
รวบรวม อธิบายการ
เปล่ยี นแปลงของยีนห
โครโมโซม ทอี่ าจทาให
เกิดโรคทางพนั ธกุ รรม
อยา่ งถกู ต้องและ
สมเหตุสมผล

ควำมคดิ หลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

โครโมโซมของทำรกในครรภ์ 1. ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ข อ ง ยี น ห รื อ
โ ค ร โ ม โ ซ ม ส่ ง ผ ล ใ ห้ เ กิ ด ก า ร
ท่ี เปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรม
หรือ ของส่ิงมีชีวิต เช่น โรคธาลัสซีเมียเกิด
ห้ จากการเปล่ียนแปลงของยีน กลุ่ม
มได้ อาการดาวน์เกดิ จากการเปล่ียนแปลง
จานวนโครโมโซม

2. โรคทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอด
จากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ ดังนั้นก่อน
แต่งงานและมีบุตรจงึ ควรป้องกนั โดย
การตรวจและวินิจฉัยภาวะเสี่ยงจาก
การถา่ ยทอดโรคทางพนั ธุกรรม

หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วยกำร มำตรฐำน ผูเ้ รียนรู้อะไร
เรยี นรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชว้ี ัด

ว 1.3 ม.3/6 ตระหนักถึง ผู้เรียนร้อู ะไร

ประโยชนข์ องความรเู้ ร่ือง เขียนแผนภาพการเก
โรคทางพนั ธกุ รรม โดยรู้ว่า ไทป์และฟโี นไทป์ของ
ก่อนแตง่ งานควรปรกึ ษา
ทำอะไรได้
แพทย์เพือ่ ตรวจและ
1.ใชท้ ักษะการตคี วาม
วนิ จิ ฉัยภาวะเสยี่ งของลกู ที่ สรปุ โอกาสที่ทาให้เก
อาจเกิดโรคทางพนั ธุกรรม
ทางพันธกุ รรม

2. ตระหนกั ถึงประโ

ของความรูเ้ ร่ืองโรค

พันธุกรรม โดยรู้วา่ ก

แตง่ งานหรือก่อนมบี ตุ

ปรึกษาแพทยเ์ พือ่ ตรว

วนิ จิ ฉัยภาวะเสี่ยงขอ

อาจเกดิ โรคทางพนั ธ

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด

กดิ จโี น การวางแผนก่อนแตง่ งานเพ่ือ

งรุน่ ลูก ลดความเส่ียงท่จี ะมีบตุ รเป็นโรค 1. สิ่งมีชีวิต เช่น โรคธาลัสซีเมียเกิดจาก

ทางพนั ธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของยีน กลุ่มอาการ

มหมาย ดาวน์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจานวน

กิดโรค โครโมโซม

2. โรคทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอด

โยชน์ จากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ ดังน้ันก่อน

คทาง แต่งงานและมีบุตรจึงควรป้องกัน โดย

ก่อน การตรวจและวินิจฉัยภาวะเส่ียงจาก

ตรควร การถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม

วจและ

องลูกที่

ธกุ รรม

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผู้เรยี นรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ชี้วัด ผเู้ รียนรอู้ ะไร
อธบิ ายการใช้ประโยช
ว 1.3 ม.3/7 อธบิ ายการ จากส่ิงมีชวี ิตดัดแปร
ใชป้ ระโยชนจ์ ากส่ิงมีชีวติ
ดดั แปรพนั ธกุ รรม และ พนั ธกุ รรมและ
ผลกระทบที่อาจมีตอ่ ผลกระทบทอ่ี าจมตี อ่
มนษุ ยแ์ ละส่ิงแวดลอ้ ม มนุษยแ์ ละสิ่งแวดล้อ
โดยใช้ขอ้ มูลท่รี วบรวมได้
ทำอะไรได้
ใชท้ กั ษะการลง
ความเห็นจากขอ้ มูล
รวบรวมได้เกีย่ วกับ
กระบวนการสร้าง
สง่ิ มีชีวิตดัดแปร
พันธกุ รรม ประโยชน
และผลกระทบของ
สงิ่ มชี วี ิตดัดแปร
พนั ธกุ รรมต่อสงั คมแล
สิง่ แวดล้อม

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด

ชน์ สงิ่ มชี วี ิตดัดแปรพันธกุ รรม 1. มนุษย์เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของ
ร ส่ิงมีชีวิตตามธรรมชาติ เพ่ือให้ได้
ส่ิ ง มี ชี วิ ต ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ต า ม ต้ อ ง ก า ร
อ เรียกสิ่งมีชีวิตน้ีว่า ส่ิงมีชีวิตดัดแปร
อม พันธุกรรม

ลที่ 2. ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์
บ จากส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมเป็น
จานวนมาก เช่น การผลิตอาหาร การ
น์ ผลิตยารักษาโรค การเกษตร อย่างไร
ง ก็ ดี สั ง ค ม ยั ง มี ค ว า ม กั ง ว ล เ ก่ี ย ว กั บ
ผลก ร ะ ทบขอ งส่ิง มีชีวิ ตดัดแปร
ละ พั น ธุ ก ร ร ม ท่ี มี ต่ อ ส่ิ ง มี ชี วิ ต แ ล ะ
สง่ิ แวดลอ้ ม ซ่ึงยังทาการติดตามศึกษา
ผลกระทบดังกลา่ ว

หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วยกำร มำตรฐำน ผู้เรียนรู้อะไร
เรยี นรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวช้ีวัด ผเู้ รียนรู้อะไร

ว 1.3 ม.3/8 ตระหนักถงึ ผลของสิง่ มีชีวิตดัดแป
ประโยชนแ์ ละผลกระทบ พนั ธุกรรมทีม่ ตี ่อมนษุ
ของสิ่งมีชีวติ ดดั แปร
พันธุกรรมที่อาจมีตอ่ และสงิ่ แวดลอ้ ม
มนุษยแ์ ละสิ่งแวดลอ้ ม
โดยการเผยแพร่ความรทู้ ่ี ทำอะไรได้
ได้จากการโตแ้ ย้งทาง ใช้ทักษะการคิดอย่าง
วทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงมีข้อมูล วจิ ารณญาณ โดยกา
สนบั สนนุ วิเคราะห์ข้อมูลจากก

สืบค้นได้อย่าง
สมเหตุสมผล

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด

กจิ กรรมทำ้ ยบท จริยธรรมดำ้ น 1. มนุษย์เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของ
ปร พันธุศำสตร์ของนกั เรียนเป็น สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ เพื่อให้ได้
ษย์ อยำ่ งไร ส่ิ ง มี ชี วิ ต ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ ต า ม ต้ อ ง ก า ร
เรียกสิ่งมีชีวิตน้ีว่า ส่ิงมีชีวิตดัดแปร
งมี พนั ธุกรรม
าร
การ 2. ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์
จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมเป็น
จานวนมาก เช่น การผลติ อาหาร การ
ผลิตยารักษาโรค การเกษตร อย่างไร
ก็ ดี สั ง ค ม ยั ง มี ค ว า ม กั ง ว ล เ กี่ ย ว กั บ
ผลก ร ะ ทบขอ งส่ิง มีชีวิ ตดัดแปร
พั น ธุ ก ร ร ม ท่ี มี ต่ อ สิ่ ง มี ชี วิ ต แ ล ะ
สิ่งแวดลอ้ ม ซ่ึงยงั ทาการติดตามศึกษา
ผลกระทบดังกล่าว

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผ้เู รียนรูอ้ ะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชวี้ ัด ผูเ้ รียนรู้อะไร

ว 1.3 ม.3/8 ตระหนกั ถึง ผลของส่ิงมชี ีวติ ดัดแป
ประโยชน์และผลกระทบ พันธกุ รรมที่มีตอ่ มนษุ ย
ของส่งิ มีชวี ิตดดั แปร และสิง่ แวดล้อม
พันธุกรรมที่อาจมตี ่อ
มนษุ ย์และสงิ่ แวดล้อม ทำอะไรได้
โดยการเผยแพร่ความรู้ที่ ใช้ทกั ษะการคดิ อย่างม
ไดจ้ ากการโต้แย้งทาง วิจารณญาณ โดยการ
วทิ ยาศาสตร์ ซงึ่ มขี อ้ มูล วิเคราะหข์ ้อมูลจากกา
สนับสนนุ สบื ค้นไดอ้ ย่าง
สมเหตุสมผล

ควำมคดิ หลัก สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด

กจิ กรรมท้ำยบท จรยิ ธรรมด้ำน 1. มนุษย์เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของ
ปร พนั ธุศำสตร์ของนกั เรยี นเป็น สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ เพ่ือให้ได้
ย์ อย่ำงไร สิ่ ง มี ชี วิ ต ท่ี มี ลั ก ษ ณ ะ ต า ม ต้ อ ง ก า ร
เรียกส่ิงมีชีวิตน้ีว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปร
มี พันธุกรรม
าร
2. ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์
จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมเป็น
จานวนมาก เชน่ การผลิตอาหาร การ
ผลิตยารักษาโรค การเกษตร อย่างไร
ก็ ดี สั ง ค ม ยั ง มี ค ว า ม กั ง ว ล เ ก่ี ย ว กั บ
ผลก ร ะ ทบขอ งสิ่ง มีชีวิ ตดัดแปร
พั น ธุ ก ร ร ม ท่ี มี ต่ อ ส่ิ ง มี ชี วิ ต แ ล ะ
สง่ิ แวดลอ้ ม ซ่งึ ยังทาการตดิ ตามศกึ ษา
ผลกระทบดังกล่าว

หน่วยท่ี ช่ือหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผู้เรยี นรู้อะไร
3 เรยี นรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

คล่ืนและแสง ตัวช้ีวัด

ว 2.3 ม.3/10 สรา้ ง ผเู้ รียนรอู้ ะไร
แบบจาลองทอ่ี ธบิ ายการ ส่วนประกอบของคล่นื
เกิดคล่ืนและบรรยาย ดว้ ย สนั คลนื่ ท้องคลื่น
ส่วนประกอบของคล่นื ความยาวคลื่น แอมพล
จูด คาบ ความถี่
อัตราเร็วคลน่ื

ทำอะไรได้
ใชท้ ักษะการทดลอง
สรา้ งแบบจาลองและ
อธิบายการเกิดคล่นื
ในสปรงิ

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

นได้ คล่นื กล ค ลื่ น เ กิ ด จ า ก ก า ร ส่ ง ผ่ า น พ ลั ง ง า น โ ด ย อ า ศั ย
น ตัวกลาง และไม่อาศัยตัวกลางในคลื่นกล
ลิ พลังงานจะถูกถา่ ยโอนผ่านตวั กลาง โดยอนภุ าค
ของตัวกลางไม่เคล่ือนท่ีไปกับคล่ืน คลื่นที่แผ่
ออกมาจากแหล่งกาเนิดคลื่นอย่างต่อเนอ่ื งและ
มีรูปแบบทีซ่ า้ กัน บรรยายได้ดว้ ยความยาวคลื่น
ความถี่ แอมพลิจดู

หน่วยท่ี ช่ือหน่วยกำร มำตรฐำน ผ้เู รยี นรู้อะไร
3 เรยี นรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

คล่นื และแสง ตัวชี้วัด

ผู้เรียนรู้อะไร

-คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ แ

ว 2.3 ม.3/11 อธบิ ายคล่ืน สเปกตรัมของคล่ืน

แม่เหลก็ ไฟฟ้าและ แม่เหล็กไฟฟา้

สเปกตรัมของคล่ืน -เปรยี บเทียบสเปกตร

แมเ่ หล็กไฟฟ้าจากข้อมูลท่ี ของแสงจากแหลง่ กาเ

รวบรวมได้ แสงที่แตกต่างกัน

ว 2.3 ม.3/12 ตระหนัก

ถงึ ประโยชนแ์ ละอนั ตราย

จากคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า ทำอะไรได้

โดยนาเสนอการใช้ ใชท้ กั ษะดา้ นการสือ่ ส

ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ โดยการนาเสนอขอ้ มลู

และอันตรายจากคลืน่ จากการสืบค้นข้อมลู

แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าใน เกยี่ วกบั คลน่ื

ชีวติ ประจาวนั แมเ่ หล็กไฟฟ้า

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

และ สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด
น คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าเป็ นคล่ืนทไี่ ม่อาศยั ตวั กลาง
รัม ในการเคลื่อนที่ มีความถ่ีต่อเน่ืองเป็ นช่วงกวา้ ง
เนิด มาก เคล่ือนทใี่ นสุญญากาศดว้ ยอตั ราเร็วเท่ากนั
แตจ่ ะเคลื่อนที่ดว้ ยอตั ราเร็วตา่ งกนั ในตวั กลางอ่ืน
คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้ำ คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าแบ่งออกเป็นช่วงความถี่ตา่ ง
สาร ๆ เรียกวา่ สเปกตรมั ของคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า แต่
ล ละช่วงความถี่มีช่ือเรียกตา่ งกนั ไดแ้ ก่ คลื่นวทิ ยุ
ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงทีม่ องเห็น
อลั ตราไวโอเลต รงั สีเอกซแ์ ละรังสีแกมมา ซ่ึง
สามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านอกจากจะสามารถนาไปใช้
ประโยชน์แลว้ ยงั มีโทษตอ่ มนุษยด์ ว้ ย เช่น ถา้
มนุษยไ์ ดร้ ับรงั สีอลั ตราไวโอเลตมากเกินไป
อาจจะทาใหเ้ กิดมะเร็งผวิ หนงั หรือถา้ ไดร้ ังสี
แกมมาซ่ึงเป็ นคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าที่มีพลงั งานสูง
และสามารถทะลุผา่ นเซลลแ์ ละอวยั วะได้ ถึง
เสียชีวติ ได้

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผู้เรียนรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชว้ี ัด

ผเู้ รียนรู้อะไร

ว 2.3 ม.3/13 ออกแบบ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งม

การทดลองและดาเนินการ ตกกระทบและมมุ

ทดลองด้วยวธิ ที ่เี หมาะสม สะทอ้ นของการสะท้อ

ในการอธบิ ายกฎ ของแสง

การสะทอ้ นของแสง

ทำอะไรได้

ใชท้ กั ษะการวัดจากกา

ใช้อุปกรณ์วัดมุมพร้อม

ระบหุ น่วยการวัด

ควำมคดิ หลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

มุม 1. เม่ือแสงตกกระทบวตั ถุจะเกิดการสะทอ้ นซึ่ง
กำรสะทอ้ นของแสง เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสี
ตกกระทบเส้นแนวฉาก รังสีสะท้อนอยู่ใน
อน ระนาบเดยี วกัน และมมุ ตกกระทบเทา่ กับมุม
สะท้อน ภาพจากกระจกเงาเกิดจากรังสี
าร สะท้อนตัดกันหรือต่อแนวรังสีสะท้อนให้ตัด
ม กัน โดยถ้ารังสีสะท้อนตัดกันจริงจะเกิดภาพ
จรงิ แต่ถ้าตอ่ แนวรังสีสะทอ้ นใหไ้ ปตัดกัน จะ
เกิดภาพเสมอื น

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผูเ้ รียนรอู้ ะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ช้วี ัด ผู้เรียนรู้อะไร
พิจารณาความสมั พนั
ระหว่างระยะวัตถุกบั

ระยะภาพ

ทำอะไรได้
ใชท้ ักษะการสงั เกต โด
สังเกตผลการสะท้อน
ของแสงและภาพท่ีเก

จากกระจกเงาราบ

ควำมคดิ หลัก สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด

นธ์ ภำพที่เกดิ จำกแผน่ สะท้อนแสงผวิ 1. แสงเคลื่อนที่จากวัตถุทุกทิศทาง เมื่อ
บ รำบ ตกกระทบกระจกเงาราบจะเกิดการ

สะท้อน และถ้าต่อแนวรังสีสะท้อนให้

เสมือนตัดกันหลังกระจกจะเกิ ด

ดย ภาพเสมอื น
น 2. ภาพจากกระจกเงาราบมีขนาดเท่า
กดิ
บ วัตถุ ระยะภาพเท่ากับระยะวัตถุจึง
นิยมใช้กระจกเงาราบเพอื่ ส่องดูตัวเอง
และชว่ ยในการแต่งตัว

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผูเ้ รยี นรูอ้ ะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวช้ีวัด ผู้เรยี นรอู้ ะไร
การสะทอ้ นแสงจากแ
ว 2.3 ม.3/14 เขียน สะทอ้ นแสงผวิ โคง้ เว
แผนภาพการเคลอ่ื นที่ของ
แสง แสดงการเกิดภาพ และผิวโค้งนูน

จากกระจกเงา

ทำอะไรได้
ใช้ทกั ษะการสรา้ ง
แบบจาลอง โดยการ
เขยี นแผนภาพการ
เคลอ่ื นทข่ี องแสงเพอ่ื
แสดงการเกิดภาพจา

กระจกเงา

ควำมคิดหลัก สำระสำคญั /ควำมคดิ รวบยอด

กำรสะท้อนของแสงจำกแผน่ 1. กระจกเงาโค้ง คือกระจกเงาท่ีผิวสะท้อนมี

แผ่น สะท้อนแสงผวิ โคง้ ลักษณะโค้ง โดยกระจกเงาเว้าจะใช้ผิวโค้ง

วา้ เว้าเป็นผิวสะท้อนแสง ส่วนกระจกเงานูนจะ

ใชผ้ ิวโค้งนนู เปน็ ผวิ สะทอ้ นแสง

2. แสงตกกระทบที่จุดใด ๆ บนกระจกเงาโค้ง

จะเกิดการสะท้อนซ่ึงเป็นไปตามกฎการ

สะท้อน

ร 3. ถ้าแสงขนานที่ขนานกับแกนมุขสาคัญตก

ร กระทบกระจกเงาเว้าแสงสะท้อนจะไป

อ รวมกันที่จุดจุดหนึ่ง เรียกว่า จุดโฟกัสของ

าก กระจกเงาเวา้

4. ถ้าแสงขนานท่ีขนานกับแกนมุขสาคัญตก

กระทบกระจกเงานนู แสงสะท้อนจะไมไ่ ดต้ ัด

กันแต่ถ้าลากเส้นตามแนวรังสีสะท้อนต่อไป

ยงั ด้านหลังของกระจกเงานูนพบว่าจะตัดกัน

ท่ีจุดจุดหนึ่ง เรียกว่า จุดโฟกัสเสมือนของ

กระจกเงานนู

หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วยกำร มำตรฐำน ผเู้ รยี นรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชวี้ ัด

ว 2.3 ม.3/14 เขียน ผู้เรยี นรอู้ ะไร
แผนภาพการเคลือ่ นที่ของ การเกดิ ภาพจากกระจ
แสง แสดงการเกดิ ภาพ เงาเวา้ และกระจกเงาน

จากกระจกเงา ทำอะไรได้
ใชท้ กั ษะการสงั เกต โด
สังเกตผลการสะทอ้ น
ของแสงและภาพที่เก
จากกระจกเงาราบแล

กระจกเงาโคง้

ควำมคิดหลัก สำระสำคญั /ควำมคดิ รวบยอด

จก ภำพที่เกิดจำกกระจกเงำโคง้ 1.แสงเคล่ือนที่จากวัตถุทุกทิศทาง เม่ือตก
นนู กระทบกระจกเงาโค้งจะเกิดการสะทอ้ น โดย
ภาพจากกระจกเงาโค้งเกิดจากรังสีสะท้อน
ดย ตัดกันหรือต่อแนวรังสีสะท้อนให้ตัดกัน โดย
น ถ้ารังสีสะท้อนตัดกันจริงจะเกิดภาพจริง แต่
กดิ ถ้าต่อแนวรังสีสะท้อนให้ไปตัดกันจะเกิด
ละ ภาพเสมือน

2.ภาพจากกระจกเงาเว้าจะเป็นได้ท้ังภาพจริง
และภาพเสมือน โดยจะเกิดภาพจรงิ เม่ือวัตถุ
อยู่ห่างจากกระจกมากกว่าความยาวโฟกัส
และจะเกิดภาพเสมือนเม่ือวัตถุอยู่ห่างจาก
กระจกน้อยกวา่ ความยาวโฟกัส

3.ภาพจากกระจกเงานูนจะเปน็ ภาพเสมือนหวั
ต้ัง ขนาดเลก็ กว่าวัตถุเสมอ

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผู้เรียนรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้
ผ้เู รยี นรูอ้ ะไร
ตวั ชีว้ ัด
ทำอะไรได้
ว 2.3 ม.3 / 1 5 เขียน
แผนภาพการเคลื่อนที่ของ
แสงแสดงการเกดิ ภาพจาก
เลนสบ์ าง

ควำมคิดหลัก สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด

ควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งมุมหกั เห
และมุมตกกระทบ
กำรสะท้อนกลบั หมดของแสง
กำรกระจำยของแสง

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผเู้ รียนรอู้ ะไร
เรยี นรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ช้วี ัด

ผเู้ รียนรู้อะไร

ภาพทเ่ี กดิ จากเลนส์น

ว 2.3 ม.3/18

เขียนแผนภาพการเคล่อื น ทำอะไรได้

ทีข่ องแสง แสดงการ ใชท้ ักษะการสือ่ สาร จ

เกดิ ภาพของทศั น การสบื ค้นขอ้ มูล

อุปกรณแ์ ละเลนสต์ า เกีย่ วกบั การเกิดภาพข

เลนส์ตา

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด
นูน ภำพทเ่ี กิดจำกเลนสต์ ำ
1) ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกัส
จาก เพื่อให้เกิดภาพชัดท่ีจอตา ความบกพร่องทาง
ของ สายตา เช่น สายตาสั้น และสายตายาว เป็น
เพราะตาแหน่งที่เกิดภาพไม่ได้อยู่ท่ีจอตาพอดี
จงึ ตอ้ งใช้เลนส์ในการแก้ไข เพอื่ ชว่ ยให้มองเห็น
เหมือนคนสายตาปกติ โดยคนสายตาสั้นใช้
เลนสเ์ วา้ สว่ นคนสายตายาวใช้เลนสน์ ูน


Click to View FlipBook Version