The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rattiya2252, 2022-09-20 12:52:06

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผู้เรียนรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวช้วี ัด ผเู้ รียนรู้อะไร
ว 2.3 ม.3/19 อธิบายผล อปุ กรณ์วดั ความสว่า
ของ คว ามสว่ าง ที่มีต่อ ของแสง พรอ้ มระบ
ดวงตาจากข้อมูลที่ได้จาก
การสืบค้น หน่วยของการวัด
ว 2.3 ม.3/20 วัดความ
ส ว่ า ง ข อ ง แ ส ง โ ด ย ใ ช้ ทำอะไรได้
อุปกรณ์วัดความสว่างของ ระบุความสวา่ งของแ
แสง ท่ีเหมาะสมในการท
ว 2.3 ม.3/21 ตระหนกั ใน
คุ ณ ค่ า ข อ ง ค ว า ม รู้ เ รื่ อ ง กจิ กรรมตา่ ง ๆ
ความสว่างของแสงท่ีมีต่อ
ดว ง ตา โ ดยวิ เคร าะ ห์
ส ถ า น ก า ร ณ์ ปั ญ ห า แ ล ะ
เ ส น อ แ น ะ ก า ร จั ด ค ว า ม
สว่างให้เหมาะสมในการ
ทากิจกรรมตา่ ง ๆ

ควำมคดิ หลัก สำระสำคญั /ควำมคดิ รวบยอด

ควำมสวำ่ ง 1. ความสว่างของแสงมีผลต่อดวงตามนุษย์
าง การใช้สายตาในสภาพแวดล้อมที่มีความ
บุ สว่างไม่เหมาะสมจะเป็นอันตรา ยต่อ
ดวงตา เช่น การดูวัตถุในที่มีความสว่าง
แสง มากหรือนอ้ ยเกินไป การจ้องดูหน้าจอภาพ
ทา เป็นเวลานาน

2. ความสว่างบนพ้ืนท่ีรับแสงมีหน่วยเป็นลักซ์
ความรู้เกี่ยวกับความสว่างสามารถนามาใช้จัด
ความสว่างให้เหมาะสมกับการทากิจกรรมต่าง
ๆ เช่น การจัดความสว่างท่ีเหมาะสมสาหรับ
การอา่ นหนงั สอื

หน่วยท่ี ชื่อหน่วยกำร มำตรฐำน ผ้เู รียนรู้อะไร
4 เรียนรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ชีว้ ัด ผ้เู รียนรอู้ ะไร
การโคจรของดาว
ว 3.1 ม.3/1 อธิบายการ เคราะห์รอบดวงอาทติ
ด้วยแรงโน้มถว่ งจาก
โคจรของดาวเคราะห์รอบ สมการ F = Gm1 m2

ระบบสรุ ยิ ะของเรำ ดวงอาทติ ย์ด้วยแรงโนม้ r2
ถว่ งจากสมการ ทำอะไรได้
ใช้ทกั ษะดา้ นการส่ือส
F = (Gm1m2)/r2 โดยนาเสนอกราฟปัจ
ทม่ี ผี ลต่อขนาดของแ
โนม้ ถ่วง

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

ตย์ 1. ดาวเคราะห์ต่าง ๆ โคจรรอบดวง
ก อาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วงซ่ึงเป็นแรง
2/ ดงึ ดดู ระหวา่ งมวล

ขนำดของแรงโน้มถ่วง 2. แรงโน้มถว่ งขนึ้ อย่กู บั ผลคูณของมวล
ทัง้ สอง และหารดว้ ยกาลังสองของ
สาร ระยะห่างระหวา่ งวัตถทุ ้ังสอง แสดงได้
จจัย โดยสมการ F = (Gm1m2)/r2
แรง
3. ดาวเคราะห์แต่ละดวงโคจรรอบดวง
อ า ทิ ต ย์ ด้ ว ย แ ร ง โ น้ ม ถ่ ว ง ที่ มี ข น า ด
ต่างกัน

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผเู้ รยี นรูอ้ ะไร
เรียนรู้ กำรเรยี นรู้/ ทำอะไรได้

ตัวช้วี ัด

ผเู้ รยี นรอู้ ะไร

ว 3.1 ม.3/2 สรา้ ง -การเกดิ ฤดแู ละการ
แบบจาลองท่อี ธบิ ายการ เคลอื่ นท่ีปรากฏของด
เกิดฤดู และการเคลื่อนท่ี อาทติ ย์
ปรากฏของดวงอาทติ ย์ -การเคลอ่ื นทป่ี รากฏข
ดวงอาทิตย์ในรอบปี
ผทู้ ำอะไรได้
ทักษะการจัดกระทาแ
สือ่ ความหมายขอ้ มลู
โดยนาขอ้ มูลทไี่ ด้ จาก
การสืบค้นและสังเกต
แบบจาลอง มาจดั
กระทาและนาเสนอ
เกี่ยวกบั การเกดิ ฤดูขอ
โลก

ควำมคิดหลัก สำระสำคญั /ควำมคดิ รวบยอด

1. โลกหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบดวง

อ า ทิ ต ย์ ใ น ลั ก ษ ณ ะ ที่ แ ก น โ ล ก เ อี ย ง กั บ

แนวตั้งฉากของระนาบทางโคจรของโลก

รอบดวงอาทิตย์

ดวง 2. การท่ีโลกมีรูปทรงคล้ายทรงกลมทาให้

บริเวณต่าง ๆ ของโลกได้รับแสงจากดวง

ของ อาทิตย์ต่างกันบริเวณท่ีได้รบั แสงตกตงั้ ฉาก

-กำรเกดิ ฤดูของโลก จะได้รับพลังงานแสงต่อหน่ึงหน่วยพ้ืนที่
มาก เป็นผลให้พื้นผิวโลกบริเวณน้ันมี
และ -กำรเคลอื่ นท่ปี รำกฏของดวง อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าบริเวณที่ได้รับแสงตก
อำทติ ย์ เฉียง ซ่ึงได้รับพลังงานแสงต่อหน่ึงหน่วย

ก พื้นที่นอ้ ยกว่า

3. การทโ่ี ลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลกั ษณะท่ี

แกนโลกเอียงคงที่ทาให้บริเวณต่าง ๆ บน

โลกได้รับปริมาณแสงโดยเฉล่ียจากดวง

อง อาทิตย์แตกต่างกัน เมื่อโลกโคจรไปที่

ตาแหนง่ ตา่ ง ๆ ทาให้เกดิ เป็นฤดูของโลก

หนว่ ยท่ี ชื่อหนว่ ยกำร มำตรฐำน ผเู้ รยี นรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตัวชีว้ ัด ผเู้ รียนรูอ้ ะไร
ว 3.1 ม.3/3 สรา้ ง การเกดิ ข้างข้นึ ข้างแ
แบบจาลองที่อธิบายการ
เกดิ ข้างขน้ึ ข้างแรม การ ทำอะไรได้
เปลย่ี นแปลงเวลาการขึน้ ใชท้ ักษะการสรา้ ง
และตกของดวงจนั ทร์ แบบจาลอง ออกแบ
และการเกิดน้าขึน้ นา้ ลง และเลือกใชว้ สั ดุอุปกร
เพือ่ สร้างแบบจาลอง
อธิบายการเกดิ ขา้ งข

ขา้ งแรม

ควำมคดิ หลัก สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด

แรม 1. ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจันทร์
กำรเกดิ ขำ้ งข้นึ ข้ำงแรม โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์รับแสงจาก

ดวงอาทิตย์ ครึ่งดวงตลอดเวลา เม่ือดวง

บบ จนั ทรโ์ คจรรอบโลกไดห้ นั ส่วนสว่างมายังโลก
รณ์ แตกต่างกัน จึงทาให้คนบนโลกสังเกตส่วน
งที่ สว่างของดวงจันทร์แตกต่างไปในแต่ละวัน
ขึ้น เกดิ เปน็ ขา้ งข้ึนขา้ งแรม
2. ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทางเดียวกัน

กับที่โลกหมุนรอบตัวเอง จึงทาให้เห็นดวง

จนั ทรข์ น้ึ ช้าไปประมาณวนั ละ 50 นาที

หนว่ ยที่ ช่อื หนว่ ยกำร มำตรฐำน ผูเ้ รยี นรู้อะไร
เรียนรู้ กำรเรียนรู้/ ทำอะไรได้

ตวั ชว้ี ัด ผู้เรียนรู้อะไร

ว 3.1 ม.3/4 อธบิ ายการ -การใช้ประโยชนข์ อง
ใช้ประโยชนข์ อง เทคโนโลยีอวกาศ
เทคโนโลยอี วกาศ และ -ระบแุ ละอธบิ าย
ยกตวั อย่างความก้าวหนา้ ประโยชนข์ องดาวเทยี
ของโครงการสารวจ ในชวี ติ ประจาวัน
อวกาศ จากข้อมูลท่ี
รวบรวมได้ ผเู้ รียนทำอะไรได้
ยกตวั อยา่ ง

ความกา้ วหน้าของ
โครงการสารวจอวกา

ควำมคิดหลัก สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด

-เทคโนโลยีอวกาศ 1.เทคโนโลยอี วกาศมบี ทบาทต่อการดารงชีวิต
-ประโยชนข์ องดาวเทยี ม ของมนุษย์ในปัจจุบัน และมนุษย์ได้นา
-ความก้าวหนา้ ของโครงการ เทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง
สารวจอวกาศ ๆ มากมาย
ยม -ดดู าววนั ไหนกันดี 2.ดาวเทียมเป็นตัวอย่างหน่ึงของเทคโนโลยี
อวกาศท่ีนามาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น
ง ด้านการสื่อสาร ด้านอุตุนิยมวิทยาด้านการ
าศ กาหนดตาแหน่ง ด้านการสารวจทรัพยากร
ด้านดาราศาสตร์

รำยวิชำ วิทยำศำสตร์ (ว23101) โครงสร
ชั้นมธั ยมศึกษำปีที่ 3
จำนวน 1.5 หน่วยกติ สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

หนว่ ยที่ ช่อื หนว่ ย มำตรฐำน/ วิทยาศาสตรก์ บั การแก้ปญั หา
กำรเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ัด - วิทยาศาสตรใ์ นชวี ติ

1 วทิ ยาศาสตรก์ ับการ

แก้ปัญหา

-วทิ ยาศาสตรก์ บั การแก้ปญั หาของมนษุ

รำ้ งรำยวิชำ

กล่มุ สำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตร์

ภำคเรยี นที่ 1 เวลำ 60 ชั่วโมง

อตั รำสว่ นคะแนน 80 : 20

สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด เวลำ นำ้ หนัก

(ช่ัวโมง) คะแนน

ความกา้ วหนา้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์และ 4 10

เทคโนโลยีที่มนษุ ย์สรา้ งสรรค์ มีจุดประสงค์

เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการและชว่ ย
นษย์ ยกระดับการใช้ชีวติ ให้มีความสะดวกสบาย

ย่ิงขน้ึ จาเปน็ ตอ้ งอาศัยองค์ความรทู้ างด้าน

วิทยาศาสตรท์ มี่ ีการพัฒนามาอย่างตอ่ เนอ่ื ง

และบางคร้ังต้องอาศัยองคค์ วามรอู้ น่ื ๆ มาต่อ

ยอดและผสมผสานกัน ความรู้ด้าน

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยมี ีความสาคญั ต่อ

การดารงชวี ติ ของมนษุ ย์ ช่วยแก้ปัญหาและ

อานวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ทาให้เราใช้

ชีวติ ไดอ้ ยา่ งสขุ สบายและมีความปลอดภยั

มากขึ้น แตใ่ นบางครง้ั กอ็ าจจะส่งผลกระทบ

ตอ่ สิ่งตา่ ง ๆ ไมว่ ่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมและ

มนุษยเ์ อง ดงั น้นั มนุษย์จึงควรตระหนกั ถึง

หนว่ ยท่ี ชอ่ื หน่วย มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง
กำรเรียนรู้ ตัวชว้ี ัด

สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด เวลำ นำ้ หนัก
(ชวั่ โมง) คะแนน
ผลกระทบที่อาจจะเกิดข้ึนด้วยกระบวนการ
แก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์เดิม
และการนาขอ้ มูลต่าง ๆ มาช่วยในการ
ตดั สนิ ใจเบื้องต้นเพื่อการ
เลอื กแนวทางและออกแบบวธิ ีการแก้ปญั หา
โดยนาขอ้ มลู ตา่ ง ๆ มาใช้ออกแบบ สร้าง
และทดสอบต้นแบบ เพ่ือแกป้ ญั หาใน
สถานการณไ์ ด้อย่างมีเหตุผลและเหมาะสม
ซ่งึ กระบวนการดังกลา่ วกค็ ล้ายคลงึ กับการคิด
แกป้ ญั หาของมนุษย์น่นั เอง

หนว่ ยท่ี ช่ือหนว่ ย มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง
กำรเรยี นรู้ ตวั ช้วี ัด
ลักษณะทางพนั ธุกรรมของสงิ่ มชี วี ิตสาม
2 พนั ธุศาสตร์ ว 1.3 ถ่ายทอดจากรุ่นหน่ึงไปยังอีกรนุ่ หนงึ่ ได้
ม.3/1 ยนี เป็นหนว่ ยควบคมุ ลกั ษณะทางพันธุก
โครโมโซมประกอบดว้ ย ดเี อ็นเอ และโป
ขดอยใู่ นนิวเคลียส ยนี ดีเอ็นเอ และโค
มคี วามสมั พนั ธก์ นั โดยบางสว่ นของดีเอ
หน้าท่ีเปน็ ยีนท่ีกาหนดลกั ษณะของสิ่งม
สิ่งมชี วี ติ ทมี่ โี ครโมโซม ๒ ชุด โครโมโซม
ค่กู นั มกี ารเรียงลาดบั ของยีนบนโครโมโ
เหมือนกัน
เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหนง่ึ
บนคูฮ่ อมอโลกัสโครโมโซม อาจมรี ปู แบ
แตกต่างกัน เรียกแต่ละรปู แบบของยีนท
ตา่ งกันนี้วา่ แอลลลี ซง่ึ การเข้าคกู่ นั ของ
ลตา่ ง ๆ อาจ
ส่งผลทาใหส้ ่ิงมชี วี ิตมลี ักษณะที่แตกตา่ ง
• ส่งิ มีชีวิตแต่ละชนิดมจี านวนโครโมโซม
มนุษย์
มจี านวนโครโมโซม ๒๓ คู่ เปน็ ออโตโซ
คู่ และโครโมโซมเพศ ๑ คู่ เพศหญงิ มี
โครโมโซมเพศเปน็ XX เพศชายมโี ครโม
เพศเปน็ XY

สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด เวลำ นำ้ หนกั
(ชวั่ โมง) คะแนน
มารถ ลักษณะทางพันธุกรรมของสง่ิ มชี วี ิตสามารถ
โดยมี ถา่ ยทอดจากรุ่นหนึง่ ไปยงั อกี รุ่นหนึ่งได้ โดยมยี ีนเป็น 16 30
กรรม หน่วยควบคมุ ลักษณะทางพันธกุ รรม
ปรตีน โครโมโซมประกอบด้วย ดเี อ็นเอ และโปรตนี ขดอยู่
รโมโซม ในนวิ เคลียส ยนี ดเี อ็นเอ และโครโมโซมมี
อ็นเอทา ความสัมพันธ์กัน โดยบางสว่ นของดีเอน็ เอทาหน้าท่ี
มีชวี ติ เป็นยนี ท่ีกาหนดลักษณะของสง่ิ มชี วี ิต
มทเี่ ปน็ สิง่ มีชวี ติ ท่มี ีโครโมโซม ๒ ชดุ โครโมโซมทีเ่ ป็นค่กู ันมี
โซม การเรียงลาดับของยีนบนโครโมโซมเหมอื นกัน

เรยี กวา่ ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหนึ่งท่ีอยู่บนคฮู่
งท่อี ยู่ อมอโลกสั โครโมโซม อาจมรี ูปแบบแตกตา่ งกัน เรียก
บบ แต่ละรปู แบบของยนี ทีต่ ่างกนั นีว้ ่าแอลลีล ซึ่งการ
ท่ี เขา้ คู่กันของแอลลีลต่าง ๆ อาจ
งแอลลี ส่งผลทาใหส้ ง่ิ มชี วี ติ มลี ักษณะทีแ่ ตกต่างกนั ได

• สิง่ มชี ีวิตแต่ละชนดิ มจี านวนโครโมโซมคงท่ี มนุษย์
งกันได มจี านวนโครโมโซม ๒๓ คู่ เป็นออโตโซม ๒๒ คู่ และ
มคงท่ี โครโมโซมเพศ ๑ คู่ เพศหญงิ มโี ครโมโซมเพศ

เปน็ XX เพศชายมีโครโมโซมเพศเป็น XY
ซม ๒๒

มโซม

2 พนั ธุศาสตร์ ว 1.3 - เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพนั
ของตน้ ถวั่ ชนิดหนง่ึ และนามาสหู่ ลักการพ้นื ฐ
ม.3/2 การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมของสิ่งมีช
- สิ่งมชี ีวติ ทมี่ ีโครโมโซมเปน็ ๒ ชดุ ยีนแต่ละต
ม.3/3 บนฮอมอโลกัสโครโมโซมมี ๒ แอลลลี โดยแอล
มาจากพ่อ และอกี แอลลีลมาจากแม่ ซึ่งอาจม
ว.1.3 เดยี วกัน หรือแตกต่างกนั
ม.3/4 แอลลลี ทแ่ี ตกต่างกันนี้ แอลลลี หนง่ึ อาจมกี าร
แสดงออกขม่ อกี แอลลีลหนงึ่ ได้ เรียกแอลลีลน
แอลลีลเดน่ ส่วนแอลลลี ที่ถูกขม่ อย่างสมบรู ณ
เรียกวา่ เป็นแอลลลี ด้อย
- เมื่อมีการสรา้ งเซลลส์ ืบพันธุ์ แอลลีลที่เปน็ ค
ละฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยกจากกันไปสูเ่ ซ
สบื พนั ธุแ์ ต่ละเซลล์ โดยแตล่ ะเซลลส์ ืบพนั ธุ์จะ
เพียง ๑ แอลลลี และจะมาเขา้ คกู่ ับ
แอลลีลทตี่ าแหน่งเดยี วกนั ของอีกเซลล์สืบพนั
เมอ่ื เกดิ การปฏิสนธิ จนเกิดเป็นจโี นไทป์และแ
ไทป์ในรนุ่ ลูก

• กระบวนการแบ่งเซลลข์ องส่ิงมีชีวติ มี ๒ แบบ
โทซิส และไมโอซิส
• ไมโทซิส เปน็ การแบ่งเซลล์เพ่อื เพิ่มจานวนเซ
รา่ งกาย ผลจากการแบง่ จะได้เซลลใ์ หม่ ๒ เซล
ลกั ษณะและจานวนโครโมโซมเหมอื นเซลลต์ ้ัง
• ไมโอซสิ เปน็ การแบง่ เซลลเ์ พอื่ สรา้ งเซลลส์ ืบ
จากการแบง่ จะไดเ้ ซลลใ์ หม่ ๔ เซลล์ ทม่ี ีจานว
โครโมโซมเป็นครึ่งหนง่ึ ของเซลลต์ ัง้ ต้นเมอื่ เกิด
ปฏสิ นธขิ องเซลลส์ ืบพันธุ์ ลูกจะได้รับ

นธกุ รรม - เมนเดลได้ศกึ ษาการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมของตน้
ฐานของ ถัว่ ชนดิ หนงึ่ และนามาส่หู ลักการพนื้ ฐานของการถา่ ยทอด
ชวี ิต ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของส่งิ มีชวี ิต
ตาแหนง่ - สิ่งมชี ีวติ ท่ีมโี ครโมโซมเป็น ๒ ชดุ ยนี แต่ละตาแหน่งบนฮ
ลลลี หนึ่ง อมอโลกสั โครโมโซมมี ๒ แอลลีลโดยแอลลีลหน่ึงมาจากพอ่
มีรูปแบบ และอีกแอลลลี มาจากแม่ ซึง่ อาจมีรูปแบบเดยี วกนั หรือ
แตกตา่ งกัน
น้นั ว่าเปน็ แอลลีลท่ีแตกต่างกนั น้ี แอลลีลหนงึ่ อาจมกี ารแสดงออกขม่
ณ์ อีกแอลลีลหน่งึ ได้ เรียกแอลลลี น้นั ว่าเปน็ แอลลลี เด่น ส่วน
แอลลลี ทถี่ ูกขม่ อยา่ งสมบูรณ์
คกู่ นั ในแต่ เรยี กว่าเป็นแอลลีลด้อย
ซลล์ - เมื่อมีการสร้างเซลลส์ ืบพนั ธุ์ แอลลีลท่ีเป็นคกู่ ันในแตล่ ะฮ
ะไดร้ ับ อมอโลกสั โครโมโซมจะแยกจากกนั ไปสู่เซลล์สบื พันธแ์ุ ตล่ ะ
เซลล์ โดยแตล่ ะเซลลส์ บื พันธุจ์ ะได้รับเพียง ๑ แอลลีล และ
นธุห์ นึง่ จะมาเข้าค่กู บั
แสดงฟโี น แอลลีลท่ีตาแหนง่ เดียวกันของอกี เซลลส์ ืบพันธุ์หน่งึ เมอื่ เกิด
การปฏสิ นธิ จนเกิดเปน็ จโี นไทป์และแสดงฟีโนไทป์ในรนุ่ ลูก

บบ คือไม • กระบวนการแบ่งเซลลข์ องส่ิงมีชีวิตมี ๒ แบบ คือไมโทซิส
และไมโอซสิ
ซลล์ • ไมโทซสิ เป็นการแบ่งเซลลเ์ พ่อื เพม่ิ จานวนเซลล์ร่างกาย ผล
ลล์ทม่ี ี จากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ ๒ เซลลท์ ีม่ ีลกั ษณะและจานวน
งต้น โครโมโซมเหมอื นเซลล์ตั้งต้น
บพันธ์ุผล • ไมโอซสิ เปน็ การแบง่ เซลล์เพือ่ สร้างเซลล์สบื พันธผ์ุ ลจาก
วน การแบง่ จะได้เซลล์ใหม่ ๔ เซลล์ ทมี่ จี านวนโครโมโซมเปน็
ดการ ครง่ึ หนงึ่ ของเซลลต์ ัง้ ต้นเม่ือเกดิ การปฏสิ นธิของเซลล์สืบพันธุ์
ลูกจะไดร้ บั

การถ่ายทอดโครโมโซมชดุ หน่ึงจากพอ่ และอีก
จากแม่ จึงเป็นผลใหร้ นุ่ ลูกมจี านวนโครโมโซม
รุ่นพ่อแม่และจะคงท่ใี นทกุ ๆ รุน่

ว.1.3 การเปลีย่ นแปลงของยีนหรอื โครโมโซม ส่งผล
ม.3/5 การเปลย่ี นแปลงลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของส

เชน่ โรคธาลัสซเี มียเกิดจากการเปล่ียนแปลงข

กชดุ หน่ึง การถา่ ยทอดโครโมโซมชดุ หนึ่งจากพอ่ และอีกชุดหนงึ่ จากแม่
มเทา่ กบั จงึ เป็นผลให้ร่นุ ลกู มีจานวนโครโมโซมเทา่ กบั ร่นุ พ่อแมแ่ ละจะ
คงท่ใี นทุก ๆ รุน่

ลให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงของยนี หรอื โครโมโซม ส่งผลใหเ้ กิดการ
สงิ่ มชี ีวิต เปล่ียนแปลงลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสิ่งมชี วี ิต เชน่
ของยนี

3 คลื่นและแสง ว.1.3 กลมุ่ อาการดาวน์เกดิ จากการ
ม.3/6 เปล่ยี นแปลงจานวนโครโมโซม

ว.1.3 โรคทางพันธุกรรมสามารถถา่ ยทอดจากพอ่ แม
ม.3/7 ได้ ดงั น้ันก่อนแตง่ งานและมบี ตุ รจงึ ควรป้องก
ว.1.3 การตรวจและวินิจฉยั ภาวะเส่ยี งจากการ
ม.3/8 ถ่ายทอดโรคทางพนั ธกุ รรม

ว 2.3 มนุษยเ์ ปลี่ยนแปลงพันธกุ รรมของสง่ิ มีชวี ติ ตาม
ธรรมชาติ เพ่อื ให้ได้ส่ิงมีชีวติ ท่ีมีลกั ษณะตามต
ม.3/10 เรียกสิ่งมชี วี ิตนีว้ า่ ส่ิงมชี ีวติ ดดั แปรพันธกุ รรม

ว 2.3 ในปัจจบุ ันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากสิง่ มีชวี
แปรพันธุกรรมเป็นจานวนมาก เชน่ การผลติ อ
การผลติ ยารักษาโรค การเกษตร อยา่ งไรก็ดี
สังคมยงั มคี วามกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของส
ดดั แปรพันธกุ รรมที่มีตอ่ ส่ิงมีชวี ิตและส่ิงแวดล
ยงั ทาการติดตามศึกษาผลกระทบดังกล่าว

คลน่ื เกิดจากการสง่ ผา่ นพลังงานโดยอาศัยตวั ก
และไม่อาศัยตวั กลาง ในคลืน่ กล พลังงานจะถ
โอนผา่ นตวั กลางโดยอนุภาคของตัวกลาง
ไมเ่ คล่ือนที่ไปกบั คลนื่ คล่ืนทแ่ี ผ่ออกมาจาก
แหลง่ กาเนิดคลนื่ อยา่ งตอ่ เนอ่ื งและมรี ูปแบบท
บรรยายได้ด้วยความยาวคลน่ื ความถแ่ี อมพล

คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเปน็ คลื่นทไ่ี ม่อาศัยตัวกลาง
เคลอื่ นท่ี มคี วามถต่ี ่อเน่อื งเป็นช่วงกวา้ งมากเค

โรคธาลัสซเี มียเกิดจากการเปลยี่ นแปลงของยนี กลมุ่ อาการ
ดาวนเ์ กิดจากการเปลีย่ นแปลงจานวนโครโมโซม

ม่ไปส่ลู ูก โรคทางพันธกุ รรมสามารถถ่ายทอดจากพอ่ แมไ่ ปสู่ลกู ได้
กนั โดย ดังนน้ั ก่อนแต่งงานและมบี ุตรจงึ ควรป้องกันโดยการตรวจ
และวนิ จิ ฉยั ภาวะเสี่ยงจากการ
ถา่ ยทอดโรคทางพนั ธกุ รรม

ม มนษุ ย์เปลีย่ นแปลงพันธกุ รรมของสิ่งมชี ีวิตตามธรรมชาติ
ตอ้ งการ เพ่อื ให้ไดส้ ง่ิ มีชีวิตทมี่ ีลักษณะตามต้องการ เรียกส่งิ มีชีวติ น้ีวา่
สง่ิ มีชีวติ ดดั แปรพันธุกรรม

วติ ดัด ในปัจจุบันมนุษยม์ ีการใชป้ ระโยชนจ์ ากส่ิงมชี วี ติ ดดั แปร
อาหาร พันธกุ รรมเปน็ จานวนมาก เช่น การผลิตอาหาร การผลิตยา
รักษาโรค การเกษตร อย่างไรกด็ ี
สง่ิ มชี วี ิต สังคมยังมคี วามกงั วลเก่ียวกับผลกระทบของสิ่งมชี วี ติ ดัดแปร
ลอ้ ม ซงึ่ พันธุกรรมทม่ี ีตอ่ สงิ่ มชี ีวิตและส่ิงแวดลอ้ ม ซึง่ ยงั ทาการ
ตดิ ตามศกึ ษาผลกระทบดังกลา่ ว

กลาง คล่นื เกิดจากการส่งผ่านพลังงานโดยอาศยั ตัวกลางและไม่ 22 30
ถูกถา่ ย อาศัยตวั กลาง ในคลน่ื กล พลังงานจะถกู ถา่ ยโอนผ่าน
ตวั กลางโดยอนภุ าคของตัวกลาง
ที่ซ้ากัน ไม่เคลื่อนทไี่ ปกบั คล่ืน คลนื่ ทแ่ี ผ่ออกมาจากแหล่งกาเนดิ คลื่น
ลจิ ดู อย่างตอ่ เน่ืองและมีรปู แบบท่ซี ้ากนั บรรยายไดด้ ้วยความยาว
คล่ืน ความถีแ่ อมพลิจูด

งในการ คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ เป็นคลื่นทไี่ ม่อาศัยตวั กลางในการ
คลอื่ นท่ี เคลอ่ื นที่ มีความถ่ีตอ่ เนื่องเป็นชว่ งกวา้ งมากเคล่ือนที่ใน

ม.3/11 ในสุญญากาศด้วยอัตราเรว็ เทา่ กนั
ม.3/12 แตจ่ ะเคล่ือนท่ดี ว้ ยอตั ราเรว็ ต่างกนั ในตวั กลาง
แม่เหลก็ ไฟฟ้าแบ่งออกเปน็ ชว่ งความถี่ต่าง ๆเ
ว 2.3 สเปกตรัมของคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ แตล่ ะ
ชว่ งความถีม่ ีชื่อเรยี กต่างกัน ได้แก่ คล่นื วิทยุไ
ม.3/13 อนิ ฟราเรด แสงที่มองเหน็ อลั ตราไวโอเลตรังส
ม.3/14 และรังสแี กมมา ซึ่งสามารถนาไปใชป้ ระโยชน
เลเซอรเ์ ปน็ คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าทมี่ ีความยาวคล
เป็นลาแสงขนานและมีความเข้มสงู นาไปใชป้
ในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ด้านการส่ือสารมีการใช้เลเ
สาหรบั สง่ สารสนเทศผา่ น
เส้นใยนาแสง โดยอาศัยหลกั การการสะท้อนก
ของแสง ดา้ นการแพทยใ์ ชใ้ นการผ่าตดั
• คล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ นอกจากจะสามารถนาไป
ประโยชนแ์ ลว้ ยงั มีโทษต่อมนษุ ย์ดว้ ย เชน่ ถ้าม
ไดร้ ับรังสอี ัลตราไวโอเลตมากเกนิ ไปอาจจะทา
มะเร็งผวิ หนัง หรือถ้าได้รงั สี
แกมมาซึง่ เป็นคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าท่มี พี ลังงานส
สามารถทะลผุ ่านเซลลแ์ ละอวยั วะไดอ้ าจทาลา
เนื้อเยื่อหรืออาจทาใหเ้ สยี ชีวติ ได้เม่ือได้รับรังส
ในปริมาณสูง

เม่อื แสงตกกระทบวตั ถจุ ะเกดิ การสะท้อนซ่ึงเป
ตามกฎการสะทอ้ นของแสง โดยรงั สีตกกระท
เสน้ แนวฉาก รงั สีสะทอ้ นอยใู่ นระนาบเดียวกนั
ตกกระทบเทา่ กบั มมุ สะท้อน ภาพจาก
กระจกเงาเกิดจากรังสสี ะท้อนตัดกันหรือตอ่ แ
สะท้อนให้ตัดกนั โดยถา้ รังสสี ะท้อนตัดกันจริง

งอน่ื คลื่น สุญญากาศดว้ ยอัตราเรว็ เทา่ กนั
เรยี กว่า แตจ่ ะเคล่ือนท่ีดว้ ยอตั ราเร็วตา่ งกันในตัวกลางอนื่ คลนื่
แม่เหลก็ ไฟฟา้ แบ่งออกเปน็ ชว่ งความถ่ตี ่าง ๆเรยี กวา่
มโครเวฟ สเปกตรมั ของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ แต่ละ
สีเอกซ์ ช่วงความถ่ีมชี ือ่ เรยี กต่างกัน ไดแ้ ก่ คล่ืนวทิ ยุไมโครเวฟ
นไ์ ด้ อนิ ฟราเรด แสงทีม่ องเห็น อัลตราไวโอเลตรงั สีเอกซ์และรังสี
ลื่นเดียว แกมมา ซึง่ สามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
ประโยชน์ เลเซอร์เปน็ คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ ที่มีความยาวคลืน่ เดยี ว เปน็
เซอร์ ลาแสงขนานและมคี วามเขม้ สูง นาไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่าง
ๆ เชน่ ดา้ นการสื่อสารมีการใช้เลเซอร์สาหรบั สง่ สารสนเทศ
กลบั หมด ผ่านเส้นใยนาแสง โดยอาศยั หลกั การการสะท้อนกลับหมด
ของแสง ด้านการแพทย์ใชใ้ นการผ่าตดั
ปใช้ • คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ นอกจากจะสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์
มนุษย์ แลว้ ยังมโี ทษต่อมนุษยด์ ้วย เช่นถ้ามนษุ ย์ไดร้ ับรงั สี
าให้เกดิ อลั ตราไวโอเลตมากเกินไปอาจจะทาใหเ้ กิดมะเรง็ ผิวหนงั
หรือถ้าไดร้ ังสแี กมมาซึ่งเปน็ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ที่มพี ลงั งานสูง
สงู และ และสามารถทะลผุ ่านเซลล์และอวัยวะได้อาจทาลายเนอ้ื เยอื่
าย หรืออาจทาใหเ้ สยี ชวี ติ ไดเ้ มื่อได้รบั รงั สีแกมมาในปรมิ าณสูง
สแี กมมา

ป็นไป เมื่อแสงตกกระทบวตั ถจุ ะเกิดการสะทอ้ นซงึ่ เป็นไปตามกฎ
ทบ การสะทอ้ นของแสง โดยรังสีตกกระทบเสน้ แนวฉาก รงั สี
นและมมุ สะท้อนอยู่ในระนาบเดียวกันและมมุ ตกกระทบเทา่ กับมุม
สะทอ้ น ภาพจาก
แนวรงั สี กระจกเงาเกิดจากรังสสี ะท้อนตัดกันหรือตอ่ แนวรังสสี ะท้อน
งจะเกดิ ใหต้ ัดกัน โดยถา้ รงั สสี ะทอ้ นตัดกันจรงิ จะเกดิ ภาพจรงิ แต่ถา้
ต่อแนวรังสีสะท้อนให้ไปตัดกนั จะเกิดภาพเสมอื น

ว 2.3 ภาพจริง แต่ถ้าตอ่ แนวรงั สีสะทอ้ นให้ไปตัดกนั
ภาพเสมอื น
ม.3/15
เมื่อแสงเดินทางผ่านตวั กลางโปรง่ ใสที่แตกตา่
ว 2.3 อากาศและน้า อากาศและแก้ว จะเกิดการหัก
อาจเกิดการสะท้อนกลับหมดในตวั กลางที่แสง
ม.3/17 กระทบ การหกั เหของแสงผา่ น
เลนสท์ าใหเ้ กดิ ภาพท่ีมีชนิดและขนาดต่าง ๆ
ว 2.3 แสงขาวประกอบดว้ ยแสงสีตา่ ง ๆ เมือ่ แสงขา
ปริซึมจะเกดิ การกระจายแสงเปน็ แสงสีตา่ ง ๆ
ม.3/19 สเปกตรมั ของแสงขาว เม่อื เคล่ือนทีใ่ นตัวกลา
ม.3/20 ไม่ใช่อากาศ จะมีอตั ราเร็วต่างกนั จึงมกี ารหกั เ
ม.3/21
การสะท้อนและการหกั เหของแสงนาไปใช้อธบิ
ปรากฏการณ์ที่เก่ยี วกับแสง เชน่ รุ้ง มริ าจ แล
อธิบายการทางานของทัศนอุปกรณ์ เช่น แวน่
กระจกโคง้ จราจร กล้องโทรทรรศน์
กล้องจุลทรรศน์ และแวน่ สายตา

ความสวา่ งของแสงมผี ลต่อดวงตามนษุ ย์ การใ
ในภาพแวดลอ้ มทมี่ ีความสว่างไมเ่ หมาะสม
จะเป็นอนั ตรายต่อดวงตา เชน่ การดูวตั ถุในท
สว่างมากหรอื น้อยเกนิ ไป การจอ้ งดูหน้าจอภา
เวลานาน ความสว่างบนพื้นท่รี บั แสงมีหน่วยเป
ความร้เู กย่ี วกับความสว่างสามารถนามาใช้จดั
สว่างให้เหมาะสมกับ
การทากิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดความสว่าง
เหมาะสมสาหรบั การอา่ นหนังสอื

น จะเกิด

างกนั เชน่ เมื่อแสงเดนิ ทางผ่านตัวกลางโปร่งใสทแี่ ตกต่างกนั เช่น
กเห หรอื อากาศและน้า อากาศและแก้ว จะเกิดการหักเห หรืออาจ
งตก เกิดการสะทอ้ นกลับหมดในตวั กลางทแี่ สงตกกระทบ การหัก
เหของแสงผ่าน
าวผา่ น เลนส์ทาให้เกิดภาพที่มีชนิดและขนาดตา่ ง ๆ
ๆเรยี กว่า แสงขาวประกอบด้วยแสงสีตา่ ง ๆ เมอื่ แสงขาวผา่ นปรซิ มึ จะ
างใด ๆ ที่ เกดิ การกระจายแสงเป็นแสงสีตา่ ง ๆเรยี กวา่ สเปกตรัมของ
เหตา่ งกัน แสงขาว เม่อื เคล่อื นทใ่ี นตวั กลางใด ๆ ท่ไี มใ่ ชอ่ ากาศ จะมี
อัตราเร็วตา่ งกนั จงึ มกี ารหักเหตา่ งกัน

บาย การสะท้อนและการหกั เหของแสงนาไปใช้อธบิ าย
ละ ปรากฏการณ์ทเ่ี ก่ียวกับแสง เชน่ ร้งุ
นขยาย มริ าจ และอธบิ ายการทางานของทศั นอปุ กรณ์ เชน่ แว่น

ขยายกระจกโค้งจราจร กลอ้ งโทรทรรศนก์ ล้องจุลทรรศน์
และแว่นสายตา

ใชส้ ายตา ความสวา่ งของแสงมีผลตอ่ ดวงตามนษุ ย์ การใช้สายตาใน
ภาพแวดลอ้ มทม่ี ีความสว่างไม่เหมาะสม
ท่มี ีความ จะเปน็ อนั ตรายตอ่ ดวงตา เชน่ การดูวตั ถุในที่มคี วามสวา่ ง
าพเปน็ มากหรอื น้อยเกินไป การจ้องดหู น้าจอภาพเปน็ เวลานาน
ป็นลกั ซ์ ความสวา่ งบนพน้ื ท่รี บั แสงมีหน่วยเปน็ ลกั ซ์ ความรู้เก่ียวกบั
ดความ ความสวา่ งสามารถนามาใช้จดั ความสวา่ งให้เหมาะสมกับ
การทากจิ กรรมต่าง ๆ เช่น การจดั ความสวา่ งทีเ่ หมาะสม
งที่ สาหรบั การอา่ นหนังสือ





หนว่ ยท่ี ชอื่ หน่วย มำตรฐำน/ สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
4 กำรเรียนรู้ ตวั ช้วี ัด
ว3.1 ม3/1 ในระบบสรุ ยิ ะมีดวงอาทิตย์เปน็ ศนู ย์กลางโดย
ระบบสุริยะ เคราะหแ์ ละบริวาร ดาวเคราะห์แคระดาวเคร
ของเรา ดาวหาง และอน่ื ๆ เช่น วตั ถุคอยเปอร์
โคจรอยโู่ ดยรอบ ซึ่งดาวเคราะห์ และวตั ถุเหล
รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโนม้ ถว่ งแรงโนม้ ถ่วงเป
ดึงดูดระหว่างวัตถุสองวัตถุโดยเปน็ สดั สว่ นกับ
ของมวลทงั้ สอง และเป็น
สดั สว่ นผกผนั กับกาลงั สองของระยะทางระหว
ท้งั สอง แสดงได้โดยสมการ F = (Gm1m2)/r
เม่ือ F แทนความโน้มถว่ งระหว่างมวลทงั้ สอง
G แทนค่านิจโนม้ ถว่ งสากล
m1แทนมวลของวตั ถแุ รก
m2 แทนมวลของวตั ถุท่สี อง และ
r แทนระยะห่างระหว่างวัตถุท้งั สอง

สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด เวลำ น้ำหนกั
(ช่วั โมง) คะแนน
ยมีดาว ในระบบสรุ ิยะมีดวงอาทิตยเ์ ปน็ ศูนย์กลางโดยมีดาวเคราะห์
ราะหน์ ้อย และบรวิ าร ดาวเคราะห์แคระดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และ 18 30
อ่ืน ๆ เชน่ วตั ถคุ อยเปอร์ โคจรอยู่โดยรอบ ซึ่งดาวเคราะห์
ล่านโ้ี คจร และวัตถุเหล่าน้ีโคจรรอบดวงอาทติ ย์ดว้ ยแรงโนม้ ถว่ งแรงโนม้
ป็นแรง ถ่วงเปน็ แรงดงึ ดดู ระหวา่ งวตั ถสุ องวัตถุโดยเป็นสัดสว่ นกับผล
บผลคูณ คูณของมวลท้งั สอง และเป็น
สัดสว่ นผกผนั กับกาลงั สองของระยะทางระหว่างวตั ถทุ ง้ั สอง
ว่างวตั ถุ แสดงได้โดยสมการ F = (Gm1m2)/r2
r2 เมอ่ื F แทนความโน้มถว่ งระหว่างมวลทั้งสอง
G แทนค่านิจโน้มถ่วงสากล
m1แทนมวลของวัตถแุ รก
m2 แทนมวลของวตั ถุที่สอง และ
r แทนระยะหา่ งระหว่างวตั ถทุ ้งั สอง

ว3.1 ม3/2 การท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลกั ษณะทแี่ ก
เอียงกบั แนวต้ังฉากของระนาบทางโคจรทาให
ๆ บนโลกไดร้ ับปริมาณแสงจากดวงอาทิตยแ์ ต
ในรอบปี เกิดเปน็ ฤดกู ลางวนั กลางคนื ยาวไมเ่ ท
และตาแหนง่
การข้นึ และตกของดวงอาทติ ย์ทขี่ อบฟา้ และเส
การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์เปลีย่ นไปในรอ
สง่ ผลต่อการดารงชีวติ

ว3.1 ม3/3 ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก โลกและดวงจันทรโ์ ค
ดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์รบั แสงจากดวงอาทติ ย์ค
ตลอดเวลา เม่ือดวงจันทร์โคจรรอบโลก
ไดห้ นั สว่ นสว่างมายังโลกแตกต่างกนั จึงทาให
โลกสงั เกตสว่ นสวา่ งของดวงจันทรแ์ ตกตา่ งไป
วันเกดิ เปน็ ข้างขึ้นขา้ งแรม
• ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกในทศิ ทางเดยี วกนั กบั
หมนุ รอบตวั เอง จงึ ทาให้เหน็ ดวงจันทร์ข้ึนชา้ ไ
ประมาณวนั ละ ๕๐ นาที
แรงโนม้ ถว่ งทด่ี วงจันทร์ ดวงอาทิตยก์ ระทาตอ่
ให้เกดิ ปรากฏการณน์ ้าขนึ้ นา้ ลง ซ่งึ สง่ ผลต่อ
ส่ิงแวดล้อมและส่งิ มชี ีวิตบนโลก วันทนี่ า้ มรี ะด
ขึน้ สงู สุดและลงตา่ สดุ เรียก วันนา้ เกดิ
ส่วนวันท่รี ะดบั นา้ มกี ารขึ้นและลงนอ้ ยเรียกวนั
โดยวนั น้าเกดิ น้าตาย มีความสมั พันธก์ บั ขา้ งข
ข้างแรม

กนโลก การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลกั ษณะที่
หส้ ่วนตา่ ง แกนโลกเอียงกับแนวตง้ั ฉากของระนาบทางโคจรทาให้สว่ น
ตกตา่ งกัน ตา่ ง ๆ บนโลกได้รับปรมิ าณแสงจากดวงอาทติ ย์แตกต่างกัน
ท่ากนั ในรอบปี เกิดเป็นฤดูกลางวนั กลางคนื ยาวไมเ่ ท่ากัน และ
ตาแหน่งการขน้ึ และตกของดวงอาทิตย์ที่ขอบฟา้ และเสน้ ทาง
สน้ ทาง การข้ึนและตกของดวงอาทิตย์เปลย่ี นไปในรอบปี ซึ่งสง่ ผลต่อ
อบปี ซึง่ การดารงชวี ิต

คจรรอบ ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจันทรโ์ คจรรอบดวง
ครึ่งดวง อาทิตย์ ดวงจันทร์รับแสงจากดวงอาทติ ย์ครึ่งดวงตลอดเวลา
เม่อื ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก
ห้คนบน ได้หนั ส่วนสว่างมายังโลกแตกตา่ งกนั จงึ ทาให้คนบนโลก
ปในแตล่ ะ สงั เกตส่วนสวา่ งของดวงจนั ทร์แตกต่างไปในแตล่ ะวนั เกดิ เป็น
ขา้ งขน้ึ ขา้ งแรม
บทีโ่ ลก • ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทศิ ทางเดียวกนั กับท่โี ลก
ไป หมุนรอบตัวเอง จงึ ทาให้เหน็ ดวงจันทร์ขึ้นช้าไปประมาณวนั
ละ ๕๐ นาท
อโลกทา แรงโน้มถว่ งท่ดี วงจนั ทร์ ดวงอาทิตย์กระทาตอ่ โลกทาให้เกดิ
ปรากฏการณ์นา้ ขน้ึ น้าลง ซ่ึงสง่ ผลตอ่ ส่งิ แวดล้อมและ
ดับการ ส่ิงมีชวี ิตบนโลก วนั ทนี่ ้ามีระดบั การขึน้ สูงสุดและลงต่าสุด
เรยี ก วนั น้าเกิด
นนา้ ตาย สว่ นวันท่รี ะดบั นา้ มกี ารขนึ้ และลงนอ้ ยเรียกวนั นา้ ตาย โดยวัน
ข้ึน น้าเกิด นา้ ตาย มีความสมั พนั ธก์ บั ข้างขนึ้ ข้างแรม

ว3.1 ม3/4 เทคโนโลยอี วกาศได้มบี ทบาทต่อการดารงชวี ติ
มนุษยใ์ นปัจจุบนั มากมาย มนุษย์ได้ใชป้ ระโยช
เทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบนาทางด้วยดาวเ
(GNSS) การติดตามพายุสถานการณไ์ ฟปา่ ดา
ช่วยภัยแล้งการตรวจคราบน้ามันในทะเล
• โครงการสารวจอวกาศตา่ ง ๆ ได้พัฒนาเพิม่ พ
ความรู้ความเข้าใจตอ่ โลก ระบบสรุ ิยะและเอก
ขึ้นเป็นลาดับ ตัวอยา่ งโครงการสารวจอวกาศเ
สารวจส่งิ มชี วี ิตนอกโลก การสารวจ
ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ การสารวจดาวอ
และบรวิ ารอ่ืนของดวงอาทิตย์

ตของ เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทต่อการดารงชีวิตของมนษุ ยใ์ น
ชน์จาก ปจั จุบันมากมาย มนษุ ยไ์ ด้ใช้ประโยชนจ์ ากเทคโนโลยีอวกาศ
เทียม เช่น ระบบนาทางด้วยดาวเทยี ม (GNSS) การตดิ ตามพายุ
าวเทยี ม สถานการณ์ไฟป่า ดาวเทยี มชว่ ยภัยแล้งการตรวจคราบน้ามนั
ในทะเล
พนู • โครงการสารวจอวกาศตา่ ง ๆ ได้พฒั นาเพ่มิ พูนความรคู้ วาม
กภพมาก เขา้ ใจตอ่ โลก ระบบสรุ ยิ ะและเอกภพมากข้นึ เป็นลาดับ
เช่น การ ตวั อย่างโครงการสารวจอวกาศเชน่ การสารวจสง่ิ มชี วี ิตนอก
โลก การสารวจ
องั คาร ดาวเคราะหน์ อกระบบสุริยะ การสารวจดาวอังคารและ
บรวิ ารอนื่ ของดวงอาทิตย์

รวมระหว่ำงภำค 80
ปลำยภำค 20
รวม 100

กำรวเิ ครำะหค์ วำมเช่ือมโยงข
สมรรถนะของผเู้ รยี น แล

กรณที ่ี 2 กรณีท่ีสามารถวิเคราะหค์ ุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ที่สอดคลอ้ งกับการพัฒน
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัตขิ องสิง่ มชี วี ิต หนว่ ยพน้ื ฐานของสงิ่ มชี ีวิต การลา

ของสัตว์และมนษุ ย์ทท่ี างานสัมพนั ธ์กัน ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้างและหนา้ ที่ ของอว

ตัวชวี้ ัด ผเู้ รียนรูอ้ ะไร/ทาอะไรได้

ผูเ้ รยี นรอู้ ะไร
ยกตวั อย่างการใช้ประโยชน์จากความรูท้ างวทิ ยาศาสตร

-
ผทู้ ำอะไรได้
สามารถส่ือสารและนาเสนอความสาคญั ของความรทู้ างวทิ

ของมำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตวั ช้วี ัด
ละคุณลักษณะอันพึงประสงค์
นาตามตวั ชว้ี ดั ได้อยา่ งชัดเจนกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

าเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ ความสัมพนั ธ์ของโครงสรา้ งและหน้าท่ีของระบบตา่ ง ๆ
วัยวะต่าง ๆ ของพืชทท่ี างานสมั พันธ์กนั รวมท้ังนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

รใ์ นชวี ิตประจาวนั นาไปสู่
ทยาศาสตร์
สมรรถนะของผู้เรียน คุณลักษณะอันพงึ
ประสงค์

1. ความสามารถในการ 1.มีวินัย
ส่อื สาร 2.ใฝ่เรียนรู้

2. ความสามารถในการคิด 3.มุ่งมนั่ ในการทางาน

1) ทักษะการสารวจคน้ หา
2) ทกั ษะการจาแนก

ประเภท
3) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
4) ทักษะการตีความ

ข้อมูลและการลง

ข้อสรปุ
3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

ตวั ชี้วัด ผเู้ รียนรูอ้ ะไร/ทาอะไรได้

ว 1.3 ม.3/1 อธบิ าย ผเู้ รียนร้อู ะไร
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งยนี ความสัมพันธ์ระหวา่ งยนี ดเี อ็นเอ และโครโมโซมโดยใชแ้

ดีเอ็นเอ และโครโมโซม ผทู้ ำอะไรได้
โดยใชแ้ บบจาลอง ใชท้ ักษะการสังเกตลักษณะของโครโมโซมโดยใช้กลอ้ งจุลท

ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการ ผู้เรียนรูอ้ ะไร
ถา่ ยทอดลักษณะทาง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมจากการผสมโดยพิจ
พนั ธกุ รรมจากการผสม แอลลีลเดน่ ขม่ แอลลลี ด้อยอย่างสมบูรณ์
โดยพิจารณาลักษณะ ผทู้ ำอะไรได้
เดียวที่ แอลลีลเดน่ ข่ม ใช้ทักษะการใช้จานวน โดยคานวณอัตราส่วนการเขา้ คูก่ ัน
แอลลีลด้อยอยา่ งสมบรู ณ์ แอลลีลและการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม

แบบจาลอง นาไปสู่
ทรรศน์
สมรรถนะของผเู้ รียน คณุ ลกั ษณะอนั พึง
ประสงค์

1. ความสามารถในการ 1.มวี นิ ัย
สอ่ื สาร 2.ใฝ่เรยี นรู้

2. ความสามารถในการคดิ 3.มุง่ ม่นั ในการทางาน

1) ทกั ษะการสารวจคน้ หา
2) ทักษะการจาแนก

ประเภท
3) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
4) ทกั ษะการตีความ

ข้อมูลและการลง

ขอ้ สรปุ
3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

จารณาลกั ษณะเดียวที่

นของ

ตัวชว้ี ัด ผู้เรยี นรอู้ ะไร/ทาอะไรได้

ว 1.3 ม.3/3 อธบิ าย ผู้เรยี นรู้อะไร
การเกิดจโี นไทป์และฟีโน อธบิ ายการเกิดจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทป์ของรุ่นลูกได้
ไทปข์ องลูก และคานวณ
อตั ราส่วนการเกดิ จโี น ผทู้ ำอะไรได้
ไทป์และฟีโนไทปข์ อง ใชท้ กั ษะการใช้จานวน โดยคานวณอตั ราสว่ นการเกิดจโี นไ
รุน่ ลูก ลูกในตัวอยา่ งการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมที่กาหนด

ว 1.3 ม.3/1 อธิบาย ผู้เรียนรู้อะไร
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งยนี

ดเี อ็นเอ และโครโมโซม บอกความแตกต่างของโครโมโซมของมนษุ ย์เพศชา
โดยใช้แบบจาลอง ทำอะไรได้

ใช้ทกั ษะการสังเกตเปรยี บเทยี บลกั ษณะโครโมโซมของมน

ได้

ไทปแ์ ละฟโี นไทปข์ องรนุ่ นาไปสู่
ดได้
สมรรถนะของผเู้ รียน คุณลกั ษณะอนั พงึ
ประสงค์

1. ความสามารถในการ 1.มวี ินัย
สอ่ื สาร 2.ใฝ่เรยี นรู้

2. ความสามารถในการคิด 3.มุ่งมั่นในการทางาน

1) ทักษะการสารวจค้นหา
2) ทกั ษะการจาแนก

ประเภท
3) ทกั ษะการเปรียบเทียบ
4) ทักษะการตีความ

ข้อมูลและการลง

ข้อสรุป
3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลย

ายและเพศหญงิ ได้
นษุ ย์เพศชายและเพศหญงิ

ตวั ชีว้ ัด ผู้เรียนรู้อะไร/ทาอะไรได้

ว 1.3 ม.3/4 อธิบาย ผ้เู รียนร้อู ะไร
ความแตกต่างของการ
แบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิส ความแตกต่างของการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซสิ
และไมโอซิส
ผทู้ ำอะไรได้
ใชท้ กั ษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู มาอธบิ ายความแตกต
ไมโทซิสและไมโอซิส

ว 1.3 ม.3/5 บอกไดว้ ่า ผ้เู รยี นรู้อะไร
การเปลยี่ นแปลงของยีน สาเหตุทีท่ าให้เกิดโรคทางพนั ธกุ รรม และยกตวั อย่างโรคท
หรือโครโมโซม อาจทาให้

เกิดโรคทางพนั ธกุ รรม ทำอะไรได้
พร้อมท้ังยกตัวอย่างโรค ใชท้ ักษะการลงความเห็นจากข้อมูลท่ีรวบรวม อธิบายการ
ทางพนั ธุกรรม
โครโมโซม ท่อี าจทาให้เกดิ โรคทางพันธุกรรมได้อยา่ งถกู

นาไปสู่
สมรรถนะของผู้เรยี น คุณลักษณะอันพงึ

ประสงค์
1. ความสามารถในการ 1.มวี นิ ยั

สอื่ สาร 2.ใฝเ่ รียนรู้
2. ความสามารถในการคิด 3.มงุ่ ม่นั ในการทางาน

1) ทกั ษะการสารวจคน้ หา
2) ทกั ษะการจาแนก

ประเภท
3) ทกั ษะการเปรยี บเทียบ
4) ทกั ษะการตคี วาม

ต่างของการแบง่ เซลลแ์ บบ ข้อมูลและการลง

ขอ้ สรปุ
3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

ทางพนั ธุกรรม

รเปลีย่ นแปลงของยีนหรอื
กตอ้ งและสมเหตุสมผล

ตวั ชว้ี ัด ผู้เรยี นรูอ้ ะไร/ทาอะไรได้

ว 1.3 ม.3/6 ตระหนักถงึ

ประโยชนข์ องความรู้ ผเู้ รียนรอู้ ะไร
เรอื่ งโรคทางพนั ธุกรรม เขียนแผนภาพการเกดิ จีโนไทปแ์ ละฟโี นไทป
โดยรวู้ า่ กอ่ นแต่งงานควร
ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจ ทำอะไรได้
และวินจิ ฉยั ภาวะเส่ียง 1.ใช้ทักษะการตคี วามหมายสรปุ โอกาสที่ทาให้เกิด
ของลูกที่อาจเกดิ โรคทาง 2. ตระหนกั ถงึ ประโยชนข์ องความรู้เรอ่ื งโรคทางพนั ธกุ รรม
พนั ธกุ รรม หรือกอ่ นมบี ุตรควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและวินจิ ฉยั ภา
โรคทางพันธกุ รรม

ป์ของรนุ่ ลกู นาไปสู่

ดโรคทางพันธุกรรม สมรรถนะของผูเ้ รยี น คณุ ลกั ษณะอันพึง
ม โดยรู้ว่ากอ่ นแตง่ งาน ประสงค์
าวะเสย่ี งของลกู ทีอ่ าจเกิด
1. ความสามารถในการ 1.มีวนิ ัย
สอ่ื สาร 2.ใฝ่เรียนรู้

2. ความสามารถในการคิด 3.มุ่งม่นั ในการทางาน

1) ทักษะการสารวจคน้ หา
2) ทกั ษะการจาแนก

ประเภท
3) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
4) ทกั ษะการตีความ

ขอ้ มูลและการลง

ขอ้ สรปุ
3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

ตัวชี้วดั ผ้เู รยี นรู้อะไร/ทาอะไรได

ผู้เรียนร้อู ะไร

ว 1.3 ม.3/7 อธิบายการใช้ อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากสง่ิ มชี ีวติ ดัดแปรพันธุก

ประโยชนจ์ ากส่ิงมีชีวติ ดัดแปร มตี อ่ มนุษยแ์ ละสงิ่ แวดลอ้

พนั ธุกรรม และผลกระทบท่ีอาจมี ทำอะไรได้

ต่อมนษุ ยแ์ ละสงิ่ แวดล้อม โดยใช้ ใช้ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ้ มูลท่ีรวบรวมไดเ้ ก

ข้อมูลที่รวบรวมได้ สร้างส่งิ มีชีวิตดัดแปรพนั ธกุ รรม ประโยชน์และผล

แปรพนั ธกุ รรมต่อสังคมและส่งิ แวดลอ้ ม

ว 1.3 ม.3/8 ตระหนักถึง

ประโยชนแ์ ละผลกระทบของ ผู้เรยี นรูอ้ ะไร

สง่ิ มีชีวิตดดั แปรพนั ธุกรรมทอ่ี าจมี ผลของส่ิงมชี วี ิตดัดแปรพนั ธกุ รรมทีม่ ีตอ่ มน

ตอ่ มนุษย์และสง่ิ แวดลอ้ ม โดย ทำอะไรได้

การเผยแพร่ความรู้ท่ีไดจ้ ากการ ใชท้ ักษะการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ โดยการวเิ คร

โตแ้ ยง้ ทางวทิ ยาศาสตร์ ซึ่งมี ได้อยา่ งสมเหตุสมผล

ข้อมูลสนับสนนุ

นาไปสู่

ด้ สมรรถนะของผู้เรยี น คุณลักษณะอันพึง

ประสงค์

1. ความสามารถในการ 1.มวี ินัย

ส่อื สาร 2.ใฝ่เรยี นรู้
3.มุ่งมั่นในการทางาน
กรรมและผลกระทบทีอ่ าจ 2. ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการสารวจคน้ หา
อม 2) ทักษะการจาแนก

ก่ยี วกับ กระบวนการ ประเภท
ลกระทบของสง่ิ มีชวี ิตดัด 3) ทกั ษะการเปรยี บเทียบ
4) ทักษะการตีความ

ขอ้ มูลและการลงข้อสรุป

3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

นุษย์และสิง่ แวดล้อม
ราะห์ข้อมลู จากการสืบคน้

ตัวชว้ี ัด ผเู้ รยี นรู้อะไร/ทาอะไรได้

ว 1.3 ม.3/8 ตระหนกั ถงึ ผเู้ รียนร้อู ะไร
ประโยชนแ์ ละผลกระทบของ
สิ่งมีชวี ติ ดดั แปรพนั ธกุ รรมที่ ผลของสง่ิ มีชวี ติ ดัดแปรพนั ธุกรรมทมี่ ตี อ่ มนุษย์และส่ิง
อาจมตี อ่ มนุษยแ์ ละ
สิ่งแวดล้อม โดยการเผยแพร่ ทำอะไรได้
ความรูท้ ่ีไดจ้ ากการโต้แยง้ ทาง ใช้ทักษะการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ โดยการวิเคราะห
วทิ ยาศาสตร์ ซงึ่ มขี ้อมูล อยา่ งสมเหตสุ มผล
สนับสนุน

ว 2.3 ม.3/10 สร้าง ผู้เรียนรู้อะไร
แบบจาลองท่ีอธิบายการเกิด ส่วนประกอบของคลื่นได้ด้วย สนั คลนื่ ทอ้ งคลน่ื ความ
คลนื่ และบรรยาย คาบ ความถ่ี อัตราเร็วคลนื่
สว่ นประกอบของคลื่น
ทำอะไรได้
ใชท้ กั ษะการทดลองสรา้ งแบบจาลองและอธิบายการ
ในสปรงิ

งแวดล้อม นาไปสู่
ห์ข้อมูลจากการสบื คน้ ได้
สมรรถนะของผเู้ รียน คณุ ลักษณะอนั พึง
ประสงค์

1. ความสามารถในการ 1.มวี ินัย
สื่อสาร 2.ใฝ่เรียนรู้

2. ความสามารถในการคดิ 3.มุง่ มัน่ ในการทางาน

1) ทักษะการสารวจคน้ หา
2) ทกั ษะการจาแนก

ประเภท
3) ทักษะการเปรียบเทียบ
4) ทักษะการตคี วาม

ขอ้ มูลและการลง

ข้อสรปุ
3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

มยาวคลน่ื แอมพลิจูด

รเกิดคลื่น

ตัวชว้ี ัด ผเู้ รียนรู้อะไร/ทาอะไรได้

ว 2.3 ม.3/11 อธบิ ายคลื่น ผู้เรียนรอู้ ะไร

แมเ่ หล็กไฟฟา้ และสเปกตรัม -คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าและสเปกตรมั ของคลืน่

ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าจาก -เปรียบเทียบสเปกตรมั ของแสงจากแหลง่ กาเน

ข้อมลู ทร่ี วบรวมได้

ว 2.3 ม.3/12 ตระหนักถงึ

ประโยชนแ์ ละอนั ตรายจาก ทำอะไรได้

คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ โดย ใชท้ กั ษะดา้ นการส่อื สาร โดยการนาเสนอข้อมูลจากก

นาเสนอการใช้ประโยชนใ์ น คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้

ด้านตา่ ง ๆ และอันตรายจาก

คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าใน

ชวี ติ ประจาวนั

ผเู้ รยี นรู้อะไร

ว 2.3 ม.3/13 ออกแบบการ ความสัมพันธ์ระหวา่ งมมุ ตกกระทบและมุมสะท้อนขอ

ทดลองและดาเนนิ การทดลอง

ดว้ ยวธิ ที เ่ี หมาะสม ในการ ทำอะไรได้

อธบิ ายกฎ การสะท้อนของ ใช้ทกั ษะการวดั จากการใชอ้ ปุ กรณว์ ดั มุมพร้อมระบุห

แสง

นแมเ่ หล็กไฟฟา้ นาไปสู่
นิดแสงที่แตกตา่ งกนั
สมรรถนะของผ้เู รียน คณุ ลักษณะอนั พึง
การสบื คน้ ขอ้ มลู เก่ียวกบั ประสงค์

1. ความสามารถในการ 1.มีวนิ ัย
สือ่ สาร 2.ใฝ่เรียนรู้

2. ความสามารถในการคดิ 3.มุ่งมนั่ ในการทางาน

1) ทกั ษะการสารวจคน้ หา
2) ทกั ษะการจาแนก

ประเภท
3) ทักษะการเปรยี บเทียบ
4) ทักษะการตคี วาม

ขอ้ มูลและการลง

ข้อสรุป
3. ความสามารถในการใช้

เทคโนโลยี

องการสะท้อนของแสง

หน่วยการวัด


Click to View FlipBook Version